หน่วยที่ 2
การเพม่ิ ประสิทธภิ าพขององคก์ าร
จัดทาโดย
นางสาว นภสั สร มีนวล
เลขท4่ี เทคโนโลยดี จิ ติ จอล
การเพม่ิ ประสิทธภิ าพขององค์การ
หวั ข้อเร่ือง (Topics)
2.1 ความหมายของการเพิม่ ประสิทธิภาพในองคก์ าร
2.2. พฤตกิ รรมองคก์ าร
2.3 แนวคิดพืน้ ฐานเก่ียวกบั พฤติกรรมองคก์ าร
2.4 ความหมายของพฤติกรรมองคก์ าร
2.5 ความสาคญั ของพฤติกรรมองคก์ าร
แนวคดิ (Main Idea)
การเพิม่ ประสิทธิภาพขององคก์ ารเป็นเสมือนจุดมุ่งหมายหลกั ในการพฒั นาทรพั ยากรขององค์การทุกดา้ น โดยเฉพาะ
ทรัพยากรบุคคลเป็นอนั ดบั แรกและส่ิงสาคญั ท่ีสุดในการพฒั นาเพื่อใหบ้ รรลุเป้าหมายของการเพ่มิ ประสิทธิภาพขององคก์ าร
สมรรถนะย่อย (Element of Competency)
1. แสดงความรูเ้ กยี่ วกบั การเพม่ิ ประสิทธิภาพขององคก์ าร
2. วางแผนการเพ่ิมประสิทธิภาพขององคก์ ารตามหลกั การ
2.1 ความหมายของการเพ่มิ ประสิทธภิ าพในองค์การ
การเพม่ิ ประสิทธิภาพในองค์การ เป็นกระบวนการวางแผนทม่ี งุ่ จะพฒั นาความสามารถขององคก์ าร เพือ่ ให้สามารถที่จะบรรลุ
และธารงไวซ้ ่ึงระดบั การปฏิบตั ิงานที่พอใจที่สุด ซ่ึงสามารถวดั ไดใ้ นแงข่ องประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความเจริญเติบโตของ
องคก์ าร
การเพิ่ม หมายถึง จานวนที่มากข้ึน ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงข้ึน รูปแบบของผลผลิตสวยงามข้ึน และการบริการที่รวดเร็วข้นึ
ประสิทธิภาพ หมายถงึ การทางานท่มี กี ารใชท้ รพั ยากรการบริหารให้เกิดประโยชนส์ ูงสุด ซ่ึงมขี อ้ แตกต่างจากคาว่าประสิทธิผล
ประสิทธิผล หมายถงึ การทางานท่บี รรลุวตั ถปุ ระสงคแ์ ละเป้าหมายท่ีกาหนดไว้
องคก์ าร หมายถึง หน่วยงานต่างๆ ท่ีปรากฏอยูใ่ นสังคมทีอ่ าศยั อยู่ เชน่ โรงเรียน บริษทั หา้ งรา้ น หน่วยงานราชการต่างๆ
โรงพยาบาล โรงงาน นนั่ เอง
ประสิทธิภาพ เป็นเรื่องของการใชป้ ัจจยั และกระบวนการในการดาเนินงานโดยมีผลผลิตท่ไี ดร้ ับเป็นตวั กากบั การแสดง
ประสิทธิภาพของการดาเนินงานใดๆ อาจแสดงค่าของประสิทธิภาพในลกั ษณะการเปรียบเทยี บระหวา่ งคา่ ใชจ้ า่ ยในการลงทุนกบั ผล
กาไรที่ไดร้ ับ ซ่ึงถา้ ผลกาไรมสี ูงกวา่ ตน้ ทนุ เท่าไรกย็ ิ่งแสดงถงึ ประสิทธิภาพมากข้นึ ประสิทธิภาพอาจไม่แสดงเป็นคา่ ประสิทธิภาพ
เชิงตวั เลข แต่แสดงดว้ ยการบนั ทึกถึงลกั ษณะการใชเ้ งิน วสั ดุ คน และเวลา ในการปฏบิ ัตงิ านอย่างคมุ้ คา่ ประหยดั ไม่มกี ารสูญเปล่า
เกินความจาเป็น รวมถงึ มกี ารใชก้ ลยทุ ธ์หรือเทคนิควธิ ีการปฏบิ ัตทิ เ่ี หมาะสมและสามารถนาไปสุ่การบงั เกิดผลได้รวดเร็วตรงประเดน็
และมีคณุ ภาพ
2.1.1 ระดบั ของประสิทธิภาพ
ประสิทธิภาพมี 2 ระดบั คอื ประสิทธิภาพของบคุ คลและประสิทธิภาพขององคก์ าร
1. ประสิทธิภาพของบคุ คล การมีประสิทธิภาพหมายความวา่ การทางานเสร็จโดยสูญเสียเวลา
และพลงั งานนอ้ ยทีส่ ุด คา่ นิยมทีท่ างานยึดกบั สังคม คอื การทางานไดร้ วดเร็ว และไดง้ านดี(วชั รี ธุวธรรม, 2523 :
246) บคุ คลที่มีประสิทธิภาพในการทางาน คอื บคุ คลทตี่ ้งั ใจปฏิบตั งิ านอยา่ งเต็มความสามารถ ใช้
กลวิธีหรือเทคนิคการทางานทีจ่ ะสร้างผลงานไดม้ าก เป็นผลงานทมี่ คี ณุ ภาพเป็นที่น่าพอใจโดย
สิ้นเปลืองทุน คา่ ใชจ้ ่าย พลงั งาน และเวลานอ้ ย เป็นบุคคลทมี่ ีความสุขและพอใจในการทางาน เป็น
บคุ คลท่ีมคี วามพอใจจะเพิ่มพูนคุณภาพและปริมาณของผลงาน คิดคน้ ดดั แปลงวธิ ีการทางานให้
ไดผ้ ลดียิ่งข้นึ อยเู่ สมอ
2. ประสิทธิภาพขององคก์ าร คือ การท่ีองคก์ ารสามารถดาเนินงานต่างๆ ตามภารกิจหน้าท่ขี อง
องคก์ ารโดยใชท้ รัพยากรปัจจยั ต่างๆ รวมถึงกาลงั คนอยา่ งคมุ้ คา่ ท่ีสุด มกี ารสูญเปล่านอ้ ยทีส่ ุดมีลกั ษณะการทางานไปสู่ผลตาม
วตั ถุประสงคไ์ ดอ้ ยา่ งดโี ดยประหยดั ท้งั เวลา ทรพั ยากร และกาลงั คน องคก์ ารมรี ะบบการบริหารจดั การที่เอ้อื ต่อการผลิตและบริการ
ไดต้ ามเป้าหมายองค์การมีความสามารถในยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ เทคนิควธิ ีการ และเทคโนโลยีอย่างฉลาด ทาใหเ้ กดิ วิธีการทางานที่
เหมาะสม มีความราบร่ืนในการดาเนินงาน มปี ัญหาอุปสรรคและความขดั แยง้ น้อยทีส่ ุด บุคลากรมขี วญั กาลงั ใจดี มคี วามสุขความ
พอใจในงานทีท่ า
สรุป ความหมายของการเพ่ิมประสิทธิภาพในองค์การ คอื ความตอ้ งการที่จะใหอ้ งคก์ ารมคี วาม
เปล่ียนแปลงในทศิ ทางที่ก้าวหน้าข้ึนในอนาคต โดยใช้ความรู้ทางดา้ นการบริหารและการบริหารทรพั ยากรมนุษยป์ ระยุกต์เป็นหลกั
และทิศทางท่กี า้ วหนา้ ขององคก์ ารในอนาคต เป็นระบบท่ีองคก์ ารไดจ้ ดั รูปแบบให้เอ้ืออานวยตอ่ การพฒั นาทรัพยากรมนุษย์ และ
สร้างกลุม่ ทางานทีม่ ีประสิทธิภาพให้การทางานอยา่ งมปี ระสิทธิผลให้กบั องคก์ าร
2.1.2 วิธีการเพ่มิ ประสิทธิภาพในองค์การ
การท่อี งคก์ ารจะไปสู่คณุ ภาพหรือสามารถเพิ่มประสิทธิภาพน้นั จาเป็นตอ้ งปรับองคก์ ารโดยทว่ั ไปนิยมใช้ 3 วิธี
คอื
1. การลดตน้ ทนุ
2. การเพ่มิ ผลผลิตอยา่ งต่อเน่ือง
3. การปรบั ปรุงคณุ ภาพอยา่ งต่อเน่ือง
2.1.3 นสิ ัยแห่งคุณภาพของทรัพยากรบคุ คลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์การ
วิธีการเพมิ่ ประสิทธิภาพในองค์การท้งั 3 วิธีการขา้ งตน้ จะตอ้ งขบั เคลอ่ื นดว้ ยทรพั ยากรบุคคลทีม่ ี
คุณภาพ โดยเฉพาะ นิสัยแห่งคุณภาพท้งั 7 ประการ ดงั น้ี
1. ความเป็นระเบียบเรียบรอ้ ย
2. การทางานเป็นทมี
3. การปรบั ปรุงอยา่ งตอ่ เน่ือง
4. การมงุ่ ทีก่ ระบวนการ
5. การศกึ ษาและฝึกอบรม
6. การประกนั คุณภาพ
7. การส่งเสริมใหพ้ นกั งานมสี ่วนร่วมกลยทุ ธก์ ารบริหารคณุ ภาพ เป็นเพียงการนาเสนอ
ดงั น้ี (1) วงจร PDCA (2) ระบบ 5 ส หรือ 5 S (3) กลุม่ ระบบ QCC (Quality Control Circle :
QCC) (4) ระบบการปรับร้ือ (Re-engineering) และ (5) ระบบ TQM (Total Quality
Management)
รูปที่ 2.1 ระบบ 5 ส
2.1.4 เกณฑ์วัดประสิทธิภาพขององค์การ ประสิทธภิ าพขององค์การ
ท่ีเกิดขึน้ มีการใช้เกณฑ์วัด คือ
1. เกณฑว์ ดั ผลตามเป้าหมาย
2. เกณฑก์ ารบริหารประสิทธิภาพเชิงระบบ
3. เกณฑก์ ารบริหารประสิทธิภาพโดยอาศยั กลยุทธ์ตามสภาพแวดลอ้ มเฉพาะส่วน
4. การใชว้ กี ารแข่งขนั คุณคา่ การสร้างองคก์ ารแห่งคณุ ภาพ
2.1.5 องค์ประกอบทีท่ าให้การเพม่ิ ประสิทธิภาพในองค์การบรรลวุ ัตถุประสงค์
การเพิม่ ประสิทธิภาพในองคก์ ารจะเกิดข้ึนไดห้ รือบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคห์ รือไมน่ ้นั มอี งคป์ ระกอบทส่ี าคญั ทต่ี อ้ ง
ศึกษา ดงั น้ี
1. พฤติกรรมในองคก์ าร
2. วฒั นธรรมองคก์ าร
3. การจูงใจการทางาน
4. การติดตอ่ ส่ือสารในองคก์ าร
5. การฝึกอบรม
6. การวิเคราะห์งาน
โดยในหน่วยการเรียนรูน้ ้ีจะขอกล่าวถึงเฉพาะเร่ืองพฤตกิ รรมในองคก์ าร อกี 5 หวั ขอ้ จะขอกล่าวถงึ ในบทต่อๆ ไป
รูปท่ี 2.2 การฝึ กอบรม
2.2 พฤตกิ รรมองค์การ
พฤติกรรมองคก์ าร เป็นการศึกษาการกระทาของบุคคลในองค์การ และผลกระทบของพฤติกรรมตอ่ จากการ
แสดงออกขององค์การ พฤติกรรมองคก์ ารจะเกิดจากวชิ าต่างๆ โดยมพี น้ื ฐานของการวจิ ยั เป็นกรอบในการวิเคราะหแ์ ละแกไ้ ขปัญหา
การศึกษาพฤติกรรมขององค์การจะทาความเขา้ ใจเก่ยี วกบั องคก์ ารและความเปลีย่ นแปลงตอ่ ความอย่รู อดขององคก์ ารในอนาคต
ส่งผลให้บคุ คลสามารถปรับตวั ได้อย่างเหมาะสม และสามารถนาพาองคก์ ารให้ประสบความสาเร็จตามวตั ถปุ ระสงคท์ ีว่ างไว้
2.3 แนวคดิ พ้ืนฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมองค์การ
การศกึ ษาเร่ืองพฤติกรรมองคก์ ารมีความจาเป็ นทจ่ี ะตอ้ งเขา้ ใจความหมายของคาวา่ “พฤติกรรมของมนุษยใ์ น
องคก์ าร” (Human Behavior in Organization) และ “พฤติกรรมองคก์ าร” (Organization
Behavior) ก่อนว่ามคี วามแตกตา่ งกนั หรือไม่ อย่างไร
โดยทว่ั ไปแลว้ การศกึ ษาพฤติกรรมมนุษยใ์ นองคก์ ารไม่มีความแตกตา่ งกนั มากนกั กล่าวคือเป็นการศกึ ษา
พฤตกิ รรมมนุษยใ์ นระดบั ต่างๆเพ่อื หาแนวทางในการพฒั นาพฤติกรรมและเพ่ิมประสิทธิภาพในการทางาน จึงกลา่ วไดว้ ่าการศึกษา
ท้งั สองส่วนน้ีเป็นการศึกษาในขอบเขตเน้ือหาเดยี วกนั อยา่ งไรก็ตามท้งั 2วชิ ามคี วามแตกตา่ งกนั อยบู่ า้ งคอื เมื่อเอ่ยถึงพฤตกิ รรมของ
มนุษยใ์ นองคก์ ารมกั จะหมายถึงการแสดงออกของปัจเจกบุคคล (Individual) ท่อี ยู่ในสภาวะการทางานทม่ี ตี ่อเพอื่ นร่วมงาน
ผูบ้ งั คบั บญั ชา สถานที่ และวิธีการทางาน เป็นตน้ ซ่ึงส่วนใหญ่แลว้ ตอ้ งอาศยั ทฤษฎีจิตวิทยาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะหแ์ ต่เม่อื พดู
ถงึ วชิ าพฤติกรรมองคก์ าร มกั จะมองในแงข่ องกล่มุ (Group) การทางานวา่ มพี ฤติกรรมอยา่ งไร มคี วามร่วมมอื ความขดั แยง้ และ
แบบฉบบั ปฏสิ ัมพนั ธ์ (Interaction) เป็นอยา่ งไรผลกระทบที่กลุ่มมีตอ่ ผลงานและผลกระทบของงานท่ีมีต่อกลุ่มเป็นอย่างไร
การอธิบายปรากฏการณ์เหล่าน้ีจาเป็นตอ้ งอาศยั ความรูท้ างดา้ นสงั คมวทิ ยา มนุษยว์ ิทยา เศรษฐศาสตร์ รฐั ศาสตร์ มาประกอบ เมือ่
พจิ ารณาในขอ้ เท็จจริงแลว้ การศึกษาพฤตกิ รรมองค์การจะตอ้ งศึกษาพฤติกรรมของมนุษยใ์ นฐานะปัจเจกบคุ คลเพราะแมแ้ ต่ตอ้ งการ
ทาความเขา้ ใจพฤตกิ รรมกลมุ่ แต่กลมุ่ ก็คือการรวมตวั ของปัจเจกบคุ คล จงึ ไม่สามารถแยกปัจเจกบุคคลออกไปจากองคก์ ารได้ การท่ี
จะเขา้ ใจพฤตกิ รรมองคก์ ารไดด้ ีน้นั จงึ จาเป็นตอ้ งเขา้ ใจพฤตกิ รรมของมนุษยใ์ นองคก์ ารให้ดีก่อนนอกจากน้ีตวั ขององคก์ ารเองไม่วา่
จะเป็นบทบาท หนา้ ท่ี ตลอดจนบรรยากาศในองคก์ ารก็จะมอี ทิ ธิพลตอ่ พฤตกิ รรมของบุคคลดว้ ย
2.4 ความหมายของพฤตกิ รรมองค์การ
พฤติกรรมองคก์ ารมาจากการรวมคาสองคาเข้าดว้ ยกนั คือ คาวา่ “พฤติกรรม” กบั “องคก์ าร” พฤตกิ รรม
หมายถงึ การแสดงออก หรือแนวโน้มของปฏกิ ริ ิยาท่ีจะแสดงออกของบุคคลในสภาพการณ์และสิ่งแวดลอ้ มตา่ งๆ ทอี่ ยูร่ อบๆ ตวั
บคุ คล
คาว่า “พฤตกิ รรมองคก์ าร” (Organizational Behavior) มผี ูใ้ หค้ วามหมายไวห้ ลากหลาย ดงั น้ี
มดิ เดิล มิสท์ และฮิทท์ (Middle Mist and Hitt ,1988 : 5) ใหค้ วามหมายวา่ พฤตกิ รรมองคก์ าร
เป็นการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลและกล่มุ ภายในองคก์ าร ซ่ึงความเขา้ ใจดงั กล่าวจะนาไปใชใ้ นการเพ่ิมความพ่ึงพอใจใหแ้ ก่
พนกั งาน เพ่ิมผลผลติ และประสิทธิผลขององคก์ ารน้นั ๆ
บารอนและกรีนเบิร์ก (Baron and Greenbery ,1989 : 4) กล่าววา่ พฤตกิ รรมองคก์ าร หมายถึง
การศกึ ษาพฤติกรรมของมนุษยเ์ ป็นองคก์ ารโดยศกึ ษากระบวนการของปัจเจกบุคคล กล่มุ และองค์การอยา่ งเป็นระบบ เพ่ือนาความรู้
ดงั กล่าวไปใชใ้ นการเพิ่มประสิทธิผลขององคก์ าร และทาใหบ้ ุคคลท่ีทางานในองคก์ ารมีความสุข
สรุปความหมายของพฤตกิ รรมองคก์ าร คือ การศึกษาพฤติกรรมของมนุษยใ์ นองคก์ ารอยา่ งเป็นระบบ ท้งั พฤติกรรม
ระดบั บุคคล กลมุ่ และองคก์ าร โดยใชค้ วามรูพ้ ฤตกิ รรมศาสตร์ ซ่ึงความรู้ท่ไี ดส้ ามารถนาไปใชใ้ นการเพิ่มผลผลิตและความพ่ึงพอใจ
ของบุคลากร อนั นาไปสู่การเพิ่มประสิทธิผลขององคก์ ารในภาพรวม
รูปท่ี 2.3 พฤตกิ รรมของบุคคลในองค์การ
2.5 ความสาคัญของพฤติกรรมองค์การ
2.5.1 ความสาคญั ของการศึกษาพฤตกิ รรมองค์การต่อผ้บู ริหาร
ผูบ้ ริหารในยคุ แรกๆ มองบุคคลว่าเป็นปัจจยั การผลิตอย่างหน่ึงเช่นเดียวกบั เคร่ืองจกั รเครื่องกล
ตอ่ มาไดม้ คี วามพยายามที่จะเพ่มิ ประสิทธิภาพใหค้ นทางานไดม้ ากข้นึ เร็วข้นึ โดยการจูงใจดว้ ยเงินและวตั ถเุ ป็นหลกั ที่เรียกว่า “การ
บริหารเชิงวทิ ยาศาสตร์” แต่พบว่าวิธีการให้ความสาคญั กบั มนุษยส์ มั พนั ธ์ไมไ่ ด้คาตอบท่ีดีกบั การบริหารจึงมีการใชว้ ิธีการศกึ ษาทาง
พฤติกรรมศาสตร์ทท่ี าให้เขา้ ใจพฤตกิ รรมของมนุษยท์ ีอ่ ย่ภู ายใตส้ ภาพแวดลอ้ มขององคก์ าร อนั เป็นท่ีมาของการศึกษาพฤตกิ รรม
องคก์ ารซ่ึงการศกึ ษาดงั กล่าว มีอิทธิพลอยา่ งมากต่อแนวคดิ การบริหารในปัจจุบนั เนื่องจากการบริหารเป็นกระบวนการทางานให้
สาเร็จโดยใชบ้ ุคคลอืน่ พฤตกิ รรมของบคุ คลในองคก์ ารจงึ มคี วามสาคญั ต่อการเพมิ่ ผลผลิตและประสิทธิผลขององคก์ าร
เนื่องจากการบริหารงานเป็นกระบวนการทางานใหส้ าเร็จโดยใช้
บุคคลอนื่ และการบริหารเป็นกระบวนการของการวางแผน การจดั องคก์ าร และการควบคมุ ปัจจยั
ตา่ งๆ โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษยเ์ ป็นปัจจยั ทมี่ ีความตอ้ งการ มีความรู้สึกและอารมณ์ ดงั น้นั การท่ี
จะบริหารจดั การใหม้ นุษยท์ างานไดอ้ ยา่ งสาเร็จเกิดประสิทธิผลตามจดุ มงุ่ หมายขององคก์ าร
ตลอดจนสามารถแข่งขนั และทาใหอ้ งคก์ ารอยรู่ อดไดน้ ้นั ผบู้ ริหารจาเป็นตอ้ งทาการศกึ ษาพฤตกิ รรม
องคก์ ารมคี วามสาคญั ต่อผูบ้ ริหารดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ทาให้เกิดความเข้าใจ และสามารถทานายและควบคมุ พฤติกรรมของตนเอง
การศึกษาพฤตกิ รรมองค์การจะช่วยให้ผูบ้ ริหารเขา้ ใจพฤติกรรมและความรูส้ ึกของตนเอง เช่น มี
ความเขา้ ใจในความรู้สึก ความตอ้ งการ และแรงจงู ใจของตนอง ทาให้ทราบธรรมชาติ จุดอ่อนและจุดแขง็ ของพฤติกรรมของตนเอง
ตลอดจนปัจจยั ที่เป็นสาเหตุ ทาใหส้ ามารถทานายและควบคุมพฤตกิ รรมของตนเองให้เป็นไปในทิศทางท่ีพ่งึ ประสงค์ เชน่ นาความรู้
ทไี่ ดม้ าใชใ้ นการปรบั ปรุงพฒั นาพฤติกรรมและความสามารถในการตัดสินใจการตอบสนองการควบคมุ อารมณ์และความเครียด
ต่างๆ การพฒั นาการส่ือสารกบั ผูอ้ นื่ ซ่ึงจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากต่อการบริหารงานในอาชีพของตน
2. ทาให้เกดิ ความเข้าใจและสามารถทานายและควบคมุ พฤตกิ รรมของผ้ใู ต้บงั คบั บญั ชา
เนื่องจากผูบ้ ริหารจาเป็นตอ้ งรบั ผิดชอบในการวางแผน การจดั องคก์ าร และการควบคุมใหม้ กี าร
ทางานท่นี าไปสู่ความสาเร็จขององค์การการศึกษาพฤติกรรมองคก์ ารจะทาให้ผูบ้ ริหารเขา้ ใจธรรมชาติและความตอ้ งการของ
ผูใ้ ตบ้ งั คบั บญั ชาแตล่ ะคนเขา้ ใจปัจจยั สาเหตุพฤตกิ รรม จึงทาใหผ้ ูบ้ ริหารเขา้ ใจในปัญหาต่างๆ ที่เกิดข้ึนไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง สามารถ
ทานายไดว้ ่า ถา้ ใส่ปัจจยั หรือตวั แปรใดเขา้ ไปจะส่งผลใหเ้ กิดพฤตกิ รรมอะไรข้ึนซ่ึงนามาสู่การแกไ้ ขปัญหาพฤติกรรมในองคก์ ารดว้ ย
การควบคุมตวั แปรต่างๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม เชน่ ใชก้ ารจูงใจบุคลากรให้ทางานอย่างทุม่ เทมากข้นึ มีการจดั ออกแบบงานไดอ้ ย่าง
เหมาะสมกบั ธรรมชาติของคนทางาน การแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ในองคก์ าร การสนบั สนุนให้บคุ ลากรทางานไดบ้ รรลตุ าม
เป้าหมายและได้รับรางวลั เป็นตน้
3. ทาให้เกิดความเข้าใจและสามารถทานายและควบคุมพฤติกรรมของเพอื่ นร่วมงาน
เน่ืองจากผบู้ ริหารจาเป็นตอ้ งทางานและมีปฏิสัมพนั ธ์กบั เพื่อนร่วมงานในองคก์ ารการเขา้ ใจ
กระบวนการเกิดทศั นคติของบคุ คล การเขา้ ใจความแตกต่างของแต่ละบคุ คล กระบวนการกล่มุ ท่ีเกดิ ข้ึนจากการทางานร่วมกนั และ
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างกล่มุ วฒั นธรรมภายในองค์การ พฤตกิ รรมท่เี กย่ี วขอ้ งกบั อานาจและการเมอื งภายในองคก์ าร จะชว่ ยใหผ้ ูบ้ ริหาร
เขา้ ใจกระบวนการทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั พฤตกิ รรมตา่ งๆ ในองคก์ ารทาใหส้ ามารถทานายและนามาใชใ้ นการสนบั สนุนให้เกดิ การทางาน
ร่วมกนั ไดอ้ ย่างดี
4. ทาให้เกิดความเข้าใจและสามารถทานายพฤตกิ รรมของผู้บริหาร บุคคลอืน่ และ
สภาวะต่างๆ ที่เกยี่ วข้องในการกาหนดนโยบายขององค์การ
เนื่องจากผูบ้ ริหารมหี ลายระดบั ผูบ้ ริหารในระดบั ทอี่ ยู่เหนือข้นึ ไปจะมีอิทธิพลตอ่ ผบู้ ริหารในระดบั
รองลงมา และบคุ คลอื่นและสภาวะตา่ งๆ ท่ีเก่ียวขอ้ งในการกาหนดนโยบายการบริหารจะมอี ิทธิพลตอ่ ผูบ้ ริหารระดับสูง เชน่
ผบู้ ริหารจากส่วนกลาง ผูต้ รวจราชการ ผูถ้ ือหุ้น รวมท้งั คู่แข่ง (Competitors) ผูส้ ่งวตั ถุดิบให้ (Suppliers) และลกู คา้
ขององคก์ ารตลอดจนสภาพแวดลอ้ ม เทคโนโลยี พฤติกรรมองคก์ ารจึงเป็นสิ่งท่จี ะชว่ ยให้ผูบ้ ริหารมคี วามเขา้ ใจพฤตกิ รรมและความ
ตอ้ งการของผูบ้ ริหารที่อยเู่ หนือข้นึ ไปและบุคคลอื่นทม่ี ีส่วนเกยี่ วขอ้ งกบั นโยบายขององคก์ าร และสามารถทานายความเปลี่ยนแปลง
ของปัจจยั ภายนอกทสี่ ่งผลตอ่ นโยบายขององคก์ าร ซ่ึงนามาสู่การเจรจาตอ่ รอง การวางแผน การจัดองคก์ าร และการควบคุมให้
องคก์ ารมกี ารเปล่ียนแปลงไปในทิศทางทพี่ ึงประสงค์ และสามารถตอบสนองความตอ้ งการของผูท้ ี่เกี่ยวขอ้ งกบั การกาหนดนโยบาย
ขององคก์ าร
ดงั น้นั การศึกษาพฤติกรรมองคก์ ารจงึ มีความสาคญั อยา่ งยิ่งต่อผบู้ ริหาร กล่าวคอื ทาใหผ้ ูบ้ ริหารเขา้ ใจ
ตนเอง เขา้ ใจผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา เขา้ ใจเพอ่ื นร่วมงาน ตลอดจนเขา้ ใจผูบ้ ริหารและบุคคลอ่นื และสภาวะต่างๆ ท่เี กย่ี วขอ้ งในการกาหนด
นโยบายโดยความเขา้ ใจเหล่าน้ีจะทาใหส้ ามารถทานายพฤติกรรมที่จะเกิดข้ึน และสามารถปรบั ปรุงพฤติกรรมตนอง จงู ใจ สนบั สนุน
และควบคมุ พฤติกรรมของบคุ คลอน่ื อนั เป็ นส่วนสาคญั ที่จะทาใหผ้ ูบ้ ริหารสามารถบริหารตนเองและบุคคลรอบขา้ งและทาให้
องคก์ ารประสบความสาเร็จได้
2.5.2 การศึกษาพฤติกรรมองค์การ
พฤติกรรมองคก์ าร (Organizational Behavior : OB) เป็นการศึกษาเกีย่ วกบั เรื่องของ
บุคคล (Individual) กลุ่ม (Group) และโครงสร้าง (Structure) ทมี่ ผี ลกระทบตอ่ การดาเนินงานและพฤติกรรม
ของบุคคลในองคก์ าร โดยมจี ุดม่งุ หมายเพอ่ื การปรับปรุงประสิทธิผลในการดาเนินงานขององคก์ ารให้ดียง่ิ ข้ึน (Robbin ,
2005 : 9) นอกจากน้ียงั เป็นการศึกษาและการประยุกต์ใชค้ วามรู้เกีย่ วกบั วิธีการทบ่ี คุ คลและกลมุ่ ใชป้ ฏิบตั ภิ ายใน
องคก์ าร (Newstrom & Davis , 2002) โดยการศึกษาพฤติกรรมองคก์ ารจะประกอบดว้ ยการวเิ คราะหพ์ ฤติกรรม
ใน 3 ระดบั คือ ระดบั บุคคล (Individual Level) ระดบั กลุ่ม (Group Level) และระดบั
องคก์ าร (Organization System Level) ดงั น้ี
1.ระดบั บคุ คล การวิเคราะห์องคก์ ารในระดบั น้ีเป็นระดบั ตน้ เพราะในแต่ละองคก์ ารจะประกอบดว้ ย
บคุ คลทีม่ ีความแตกต่างกนั ในแต่ละดา้ น เช่น อายุ เพส สถานภาพ ทศั นคติ คา่ นิยม และระดบั ความสามารถ เป็นตน้ ซ่ึงปัจจยั เหลา่ น้ี
ส่งผลต่อพฤติกรรมของคนในองค์การโดยตรง ท้งั ในดา้ นการรับรู้ การตดั สินใจ การเรียนรู้ และการจูงใจ การวิเคราะห์ระดับน้ีจะทา
ใหส้ ามารถบริหารจดั การบุคลากรให้เหมาะสมกบั งานแต่ละประเภทได้
2. ระดบั กลุม่ เม่ือบุคคลทางานร่วมกนั จะส่งผลใหเ้ กิดความคิดที่คลอ้ ยตามกนั และแตกตา่ งกนั ตาม
ความแตกต่างของบุคคล การศกึ ษาวิเคราะหพ์ ฤตกิ รรมองคก์ ารจงึ ตอ้ งวิเคราะห์ถงึ พฤตกิ รรมของกลุ่มดว้ ยโดยศกึ ษาพนื้ ฐานกลไกของ
พฤตกิ รรมกลมุ่ และวิธี ซ่ึงบุคคลในกลมุ่ ไดร้ ับอทิ ธิพลโดยรูปแบบของพฤตกิ รรมท่ีบุคคลน้นั คาดหวงั จะแสดงออก การยอมรับและ
ผลกระทบระหว่างบคุ คล รวมท้งั ในเรื่องการติดต่อสื่อสาร การตัดสินใจของกลุ่ม ความเป็นผนู้ า อานาจและการเมอื ง ความสัมพนั ธ์
ระหว่างกลมุ่ และระดบั ความขดั แยง้ ซ่ึงมผี ลกระทบต่อพฤตกิ รรมกลุ่ม เพื่อนาไปใชใ้ นการออกแบบทมี งานให้มปี ระสิทธิภาพ
3. ระดบั องคก์ าร การวิเคราะหร์ ะดับน้ีเป็นระดบั ที่มีความซบั ซ้อนมากทสี่ ุด เนื่องจากเป็นการรวม
โครงสรา้ งท่เี ป็นทางการของพฤติกรรมในระดบั บคุ คลแตล่ ะคน และพฤติกรรมระดบั กลมุ่ เขา้ ดว้ ยกนั โดยจะตอ้ งวิเคราะห์เกย่ี วกบั การ
ออกแบบองคก์ ารที่เป็นทางการ เทคโนโลยี กระบวนการทางาน และนโยบายทรัพยากรมนุษยข์ ององคก์ ารและปฏิบัติ วฒั นธรรม
ภายใน ตลอดจนระดบั ความเครียดในงาน
2.5.3 ผลดีของการศึกษาพฤตกิ รรมองค์การ
โดยการวเิ คราะหใ์ น 3 ระดบั ขา้ งตน้ จะทาให้ทราบขอ้ มลู ว่าบุคลากรในหน่วยงานหรือองคก์ ารควรมี
วธิ ีการดาเนินงานในทศิ ทางใด เพอ่ื ให้เกิดประสิทธิผลกบั งานมากท่ีสุด ซ่ึงการปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรมองคก์ ารท่เี หมาะสม จะทาให้
องคก์ ารเพม่ิ ผลผลิต ลดการขาดงาน ลดการออกจากงาน มีพฤตกิ รรมการเป็นพลเมืองดขี ององคก์ าร และเกิดความพึงพอใจในการ
ทางาน (ธนวรรธ ต้งั สินทรพั ยศ์ ริ ิ , 2550) โดยมรี ายละเอียด ดงั น้ี
1. การเพม่ิ ผลผลิต (Productivity) เป็นการวดั ผลการปฏิบัตงิ านโดยพิจารณาถงึ ประสิทธิผลและ
ประสิทธิภาพในการดาเนินงานขององคก์ าร ซ่ึงการดาเนินงานตา่ งๆ ใหบ้ รรลุเป้าหมายท่กี าหนดตอ้ งอาศยั ทรัพยากรสาคญั
โดยเฉพาะทรพั ยากรมนุษย์
2. ลดการขาดงาน (Absenteeism) การทบี่ คุ ลากรในหน่วยงานขาดงานอนั อาจมีสาเหตุมา
จากความขดั แยง้ ระหวา่ งบุคลากร จงึ ทาใหไ้ มม่ าทางานถือเป็นความลม้ เหลวในการบริหารงานบุคคลประการหน่ึง ผูบ้ ริหารตอ้ ง
ปรับเปลย่ี นกลวิธีในการบริหาร เชน่ ผลตอบแทน การจัดสวสั ดกิ าร เพื่อใหอ้ ตั ราการขาดงานของบุคลากรลดลง ฯลฯ
3. ลดการออกจากงาน (Turnover) องคก์ ารทม่ี กี ารหมนุ เวียนของบุคลากรในระดบั สูง
จะส่งผลให้การปฏบิ ัตงิ านขาดความต่อเนื่อง และเกิดผลกระทบต่อค่าใชจ้ ่ายในการสรรหา คดั เลอื ก และฝึกอบรมบุคลากรใหม่
โดยเฉพาะการลาออกของบคุ ลากรทมี่ ีคุณค่า จะมกี ารส่งผลกระทบตอ่ ประสิทธิภาพองคก์ ารอยา่ งมาก
4. พฤตกิ รรมองคก์ ารเป็นพลเมอื งดีขององคก์ าร (Organization Citizenship
Behavior) ถึงแมจ้ ะเป็นพฤติกรรมที่ไมเ่ ก่ยี วขอ้ งอย่างเป็นทางการกบั งาน แตส่ ่วนสนบั สนุนการทางานในหน้าที่ตา่ งๆ ไดอ้ ย่าง
มปี ระสิทธิภาพ (Robbin , 2005) องคก์ ารจะประสบความสาเร็จ จาเป็นตอ้ งใชบ้ ุคลากรมีความสามารถทางานได้เพมิ่ ข้ึน
จากภาระงานปัจจุบนั และใหม้ ากกวา่ ความคาดหวงั ของลูกคา้ หรือผรู้ ับบริการ เช่น ในเร่ืองการช่วยเหลือกนั การทางานเป็นทมี การ
หลีกเลี่ยงความขดั แยง้ โดยไม่จาเป็น ฯลฯ ซ่ึงในเร่ืองน้ีตอ้ งสร้างจติ สานึกให้เกิดข้นึ กับบุคลากรในองคก์ าร\
5. ความพึงพอใจในการทางาน (Job Satisfaction) โดยทว่ั ไปหากบคุ ลากรมคี วามพึง
พอใจในการทางาน จะมผี ลผลิตของงานเพ่มิ มากกว่าบุคลากรทไี่ ม่พอใจในการทางาน ซ่ึงความไม่พอใจน้นั จะส่งผลกระทบต่อการ
ขาดงานหรือการลาออกจากงานตามมา ผูบ้ ริหารจึงตอ้ งพจิ ารณาถึงปัจจยั ทเ่ี ป็นตวั กระตนุ้ ให้พนกั งานเกดิ ความพงึ พอใจดว้ ย เช่น งาน
ทมี่ ลี กั ษณะทา้ ทาย คา่ ตอบแทน เป็นตน้
การจดั การความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมองคก์ ารเป็นหน่ึงในการพฒั นาทรัพยากรบคุ คล ซ่ึงการจดั การความรูจ้ ะชว่ ยให้
เกิดการวิเคราะห์องค์การในระดบั บุคคล กลุ่ม และองคก์ าร และมีการนาองคค์ วามรู้หรือการแลกเปลีย่ นเรียนรู้ต่างๆ มาปรบั ให้
สอดคลอ้ งกบั การพฒั นาบุคลากรและการปฏบิ ัตงิ านของบุคลากร อนั ส่งผลให้การดาเนินงานขององคก์ ารมปี ระสิทธิภาพมากข้นึ