The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยการเรียนรู้ที่ ๓ การสืบพันธุ์ของพืช

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tunwaporn138, 2022-10-14 02:54:18

หน่วยการเรียนรู้ที่ ๓ การสืบพันธุ์ของพืช

หน่วยการเรียนรู้ที่ ๓ การสืบพันธุ์ของพืช

1

แผนการจัดการเรียนรู้

วชิ าวิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน ว๑๒๑๐๑
กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

หน่วยการเรยี นรู้ที่ ๓ การสบื พันธ์ขุ องพชื
ระดับชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๒ โรงเรยี นอนบุ าลโนนสะอาด

นางสาวธันวาภรณ์ เปยี สันเทียะ
รหสั ประจำตวั นกั ศึกษา ๖๒๐๔๐๑๑๓๑๐๘

สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตรท์ ว่ั ไปและฟสิ กิ ส์

การฝกึ ปฏิบตั กิ ารสอนในสถานศกึ ษา ๑
รหสั วิชา ED๑๖๔๐๑

คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุดรธานี
ภาคเรียนท่ี ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕



คำนำ

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว๑๒๑๐๑ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ เล่ม ๓ นี้
จัดทำขึ้นเพอื่ ใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรยี นการสอนให้มีประสิทธิภาพ และใหน้ กั เรยี นบรรลตุ ามมาตรฐาน
การเรียนรู้/ตวั ชี้วัด ท่ีกำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง
๒๕๖๐) ผู้จัดทำจึงได้ศึกษาสาระการเรียนรู้ เทคนิค วิธีการสอน การวัดและประเมินผล มาจัดทำแผนการ
จัดการเรียนรู้ในคร้ังนี้

แผนการจัดการเรียนรู้ใน ๑ เล่มนี้ ประกอบไปด้วย ทำไมต้องเรียนวิทยาศาสตร์ เรียนรู้อะไรใน
วิทยาศาสตร์ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ คุณภาพผู้เรียนเมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ สมรรถนะสําคญั
ของผูเ้ รียน คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงคส์ ำคัญของผเู้ รียน ตวั ช้วี ดั และสาระการเรียนรแู้ กนกลางชนั้ ประถมศึกษา
ปที ่ี ๒ คำอธบิ ายรายวิชาพ้นื ฐาน โครงสรา้ งรายวิชา แผนการประเมนิ ผลการเรียนรู้ การวเิ คราะห์ตัวชี้วัดเพ่ือ
กำหนดน้ำหนักคะแนน โครงสร้างกำหนดการสอน แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ ๓ เรื่อง การ
สบื พันธุ์ของพชื ต้องใหผ้ เู้ รียนบรรลุมาตรฐานการเรยี นรู้ไดเ้ ต็มศักยภาพอย่างแท้จรงิ

จงึ หวังเป็นอยา่ งยิง่ วา่ แผนการจัดการเรียนรฉู้ บับน้ี จะสามารถนำไปใชป้ ระกอบการจดั การเรยี นการ
สอนรายวิชาวทิ ยาศาสตร์ นำไปสู่การพัฒนาท่ีถูกตอ้ งและเกิดผลแก่ผเู้ รียนเป็นอยา่ งดี

ธนั วาภรณ์ เปียสันเทยี ะ
๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๕

สารบญั ข

เร่ือง หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พ.ศ.๒๕๕๑ (ฉบบั ปรบั ปรุง ๒๕๖๐) ค
กล่มุ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์ ค

ทำไมต้องเรียนวิทยาศาสตร์ ค
เรยี นร้อู ะไรในวิทยาศาสตร์ ง
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ จ
คณุ ภาพผู้เรยี นเมื่อจบชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๓ ฉ
สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น ช
คุณลักษณะอันพงึ ประสงคส์ ำคญั ของผู้เรยี น ช
ตวั ชวี้ ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๒ ฐ
คำอธบิ ายรายวชิ าพน้ื ฐาน ฑ
โครงสรา้ งรายวชิ า ณ
ตารางวิเคราะห์หลักสูตร ด
แผนการประเมินผลการเรยี นรู้ ต
การวิเคราะห์ตัวชีว้ ดั เพ่ือกำหนกนำ้ หนักคะแนน ถ
โครงสร้างกำหนดการสอน ๑
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๓ เรือ่ ง การสืบพันธ์ขุ องพืช ๑
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๑ เรื่อง วฏั จกั รชีวิตของพืชดอก ๑๔

แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๒ เร่อื ง แบบจำลองวฏั จักรชวี ิตพชื ดอก



หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน พ.ศ.๒๕๕๑ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ๒๕๖๐)

กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์

ทำไมตอ้ งเรียนวทิ ยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์มบี ทบาทสำคญั ยิ่งในสงั คมโลกปัจจุบนั และอนาคต เพราะวทิ ยาศาสตร์เก่ียวข้องกับทุก
คนท้งั ในชวี ิตประจำวนั และการงานอาชพี ต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครอ่ื งมือเคร่อื งใชแ้ ละผลผลิตตา่ ง ๆ ที่
มนุษย์ได้ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและการทำงาน เหล่านี้ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์
ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อนื่ ๆ วิทยาศาสตร์ชว่ ยให้มนษุ ย์ได้พฒั นาวธิ ีคิด ทั้งความคิดเป็น
เหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถใน
การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่หลากหลายและมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบ
ได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (knowledge-based society)
ดังนั้นทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและ
เทคโนโลยที ่มี นษุ ย์สร้างสรรค์ขน้ึ สามารถนำความรู้ไปใชอ้ ย่างมเี หตผุ ล สรา้ งสรรค์ และมคี ุณธรรม

ตัวชี้วัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ นี้ได้กำหนดสาระ การเรียนรู้ออกเป็น ๔
สาระ ไดแ้ ก่ สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ สาระท่ี ๓ วิทยาศาสตรโ์ ลก และ
อวกาศ และสาระที่ ๔ เทคโนโลยีมสี าระเพมิ่ เติม ๔ สาระ ได้แก่ สาระชีววิทยาสาระเคมสี าระฟิสิกส์และสาระ
โลกดาราศาสตร์และอวกาศซึง่ องค์ประกอบของหลักสูตร ทง้ั ในด้านของเนื้อหา การจัดการเรยี นการสอน และ
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของ
ผู้เรียนในแตล่ ะระดับช้ัน ให้มี ความตอ่ เน่อื งเชอ่ื มโยงกัน ตง้ั แตช่ น้ั ประถมศกึ ษาปีที่ ๑ จนถงึ ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่
๖ สำหรับกลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้กำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ที่ผู้เรียน
จำเป็นต้องเรียน เปน็ พน้ื ฐาน เพอ่ื ให้สามารถนำความรูน้ ีไ้ ปใชใ้ นการดำรงชวี ิตหรือศกึ ษาตอ่ ในวิชาชีพท่ีต้องใช้
วิทยาศาสตร์ได้โดยจัดเรียงลำดับความยากง่ายของเนื้อหาแต่ละสาระในแต่ละระดับชั้นให้มีการเชื่อมโยง
ความรูก้ ับกระบวนการเรียนร้แู ละการจัดกิจกรรมการเรยี นร้ทู ส่ี ่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นพัฒนาความคดิ ทงั้ ความคดิ เป็น
เหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญทั้งทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และ
ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้สามารถ
แกป้ ัญหาอย่างเปน็ ระบบ สามารถตดั สินใจ โดยใชข้ อ้ มูล หลากหลายและประจักษพ์ ยานทีต่ รวจสอบได้

เรยี นรู้อะไรในวทิ ยาศาสตร์

กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรม์ ุง่ หวังใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ ทเ่ี น้นการ เชื่อมโยงความรกู้ ับ
กระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นควา้ และสร้างองค์ความรู้ โดยใช้ กระบวนการในการสบื เสาะหาความรู้
และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือ
ปฏิบัตจิ ริงอยา่ งหลากหลาย เหมาะสมกับระดับช้ัน โดยกำหนดสาระสำคัญ ดงั นี้



วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ เรยี นรู้เกย่ี วกบั ชวี ิตในสงิ่ แวดลอ้ ม องค์ประกอบของสิง่ มชี วี ิต การดำรงชวี ติ ของ
มนุษยแ์ ละสตั ว์การดำรงชีวิตของพชื พนั ธุกรรม ความหลากหลายทางชวี ภาพ และวิวฒั นาการของส่ิงมีชีวิต

วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การเคลื่อนท่ี
พลังงาน และคลนื่

วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ ภายในระบบ
สุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ
และผลตอ่ สิง่ มชี ีวติ และสง่ิ แวดล้อม

เทคโนโลยี

การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิต ในสังคมที่มีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพ่ือ
แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้
เทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสมโดยคำนงึ ถึงผลกระทบตอ่ ชวี ิต สังคม และสง่ิ แวดล้อม

วิทยาการคำนวณ เรยี นร้เู ก่ียวกบั การคิดเชิงคำนวณ การคิดวเิ คราะหแ์ กป้ ัญหา เป็นขั้นตอนและเป็น
ระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ในการ
แก้ปญั หาท่ีพบในชวี ติ จริงได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้

สาระ มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดรายวิชาวิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พ้นื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบบั ปรับปรุง ๒๕๖๐) มีดังนี้

สาระที่ ๑ วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ

มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวติ
กับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิง่ มีชีวติ กับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การ
เปล่ียนแปลงแทนท่ีในระบบนเิ วศ ความหมายของ ประชากร ปญั หาและผลกระทบท่ีมีตอ่ ทรพั ยากรธรรมชาติ
และสง่ิ แวดล้อม แนวทางในการอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมท้ังนำความรู้
ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมชี ีวติ หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเขา้
และออกจากเซลลค์ วามสมั พันธ์ของโครงสร้างและหนา้ ท่ขี องระบบตา่ ง ๆ ของสตั ว์และมนษุ ยท์ ่ีทำงานสัมพันธ์
กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ ของอวยั วะต่าง ๆ ของพืชท่ที ำงานสมั พันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไป
ใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสำคญั ของการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและ
วิวฒั นาการของสงิ่ มชี ีวิต รวมทง้ั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์



สาระที่ ๒ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ

มาตรฐาน ว ๒.๑ เขา้ ใจสมบตั ขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ
ของ สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหวา่ งอนุภาค หลกั และธรรมชาติ ของการเปล่ียนแปลงสถานะของ
สสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี

มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ
ลักษณะ การเคลอ่ื นที่แบบตา่ ง ๆ ของวัตถรุ วมท้ังนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหวา่ งสสารและพลังงาน พลงั งานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติ ของคลน่ื ปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้อง
กบั เสยี ง แสง และคลืน่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ รวมท้ัง นำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

สาระที่ ๓ วิทยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ

มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวฒั นาการของเอกภพ
กาแล็กซีดาวฤกษ์และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการ
ประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยอี วกาศ

มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ
เปลี่ยนแปลง ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า อากาศและภูมิอากาศ
โลก รวมทั้งผลตอ่ สงิ่ มชี ีวิตและสิง่ แวดล้อม

สาระที่ ๔ เทคโนโลยี

มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ
เปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และ ศาสตร์อื่น ๆ เพื่อ
แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้
เทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสม โดยคำนึงถงึ ผลกระทบตอ่ ชวี ิต สงั คม และสิ่งแวดลอ้ ม

มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชงิ คำนวณในการแก้ปัญหาทีพ่ บในชีวิตจรงิ อย่างเปน็
ขั้นตอนและเปน็ ระบบ ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหาได้
อย่างมีประสิทธิภาพ รเู้ ท่าทัน และมีจรยิ ธรรม

คณุ ภาพผเู้ รยี นเมื่อจบชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี ๓

เม่ือผ้เู รยี นจบการเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๓ ผเู้ รียนควรจะมคี วามสามารดดังนี้

๑.เข้าใจลักษณะทว่ั ไปของสิ่งมีชีวติ และการดำรงชวี ิตของสิ่งมชี วี ติ รอบตวั

๒.เข้าใจลกั ษณะที่ปรากฏ ชนิดและสมบตั ิบางประการของวัสดุท่ใี ช้ทำวัตถุ และการเปล่ียนแปลงของ
วสั ดุรอบตวั



๓.เข้าใจการดึง การผลัก แรงแม่เหล็ก และผลของแรงทีม่ ีต่อการเปลีย่ นแปลง การเคลื่อนที่ของวัตถุ
พลงั งานไฟฟ้า และการผลิตไฟฟ้า การเกิดเสียง แสงและการมองเหน็

๔.เข้าใจการปรากฏของดวงอาทิตย์ดวงจันทร์และดาว ปรากฏการณ์การข้ึนและตก ของดวงอาทิตย์
การเกิดกลางวันกลางคืน การกำหนดทิศ ลักษณะของหิน การจำแนกชนิดดิน และการใช้ประโยชน์ลักษณะ
และความสำคญั ของอากาศ การเกดิ ลม ประโยชนแ์ ละโทษของลม

๕.ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียนรู้ตามที่กำหนดให้หรือตามความสนใจ สังเกต
สำรวจตรวจสอบโดยใชเ้ ครอื่ งมอื อยา่ งง่าย รวบรวมขอ้ มูล บนั ทึก และอธบิ ายผลการสำรวจ ตรวจสอบด้วยการ
เขยี นหรอื วาดภาพ และสื่อสารสิ่งทเ่ี รียนร้ดู ว้ ยการเลา่ เรอื่ ง หรือด้วยการแสดง ทา่ ทางเพอื่ ให้ผ้อู นื่ เขา้ ใจ

๖.แก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ขั้นตอนการแก้ปัญหา มีทักษะในการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการ
สอื่ สารเบ้อื งต้น รกั ษาขอ้ มูลส่วนตวั

๗.แสดงความกระตือรือร้น สนใจที่จะเรียนรู้มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่อง ที่จะศึกษาตามท่ี
กำหนดให้หรอื ตามความสนใจ มีสว่ นรว่ มในการแสดงความคิดเหน็ และยอมรับฟงั ความคิดเห็นผู้อื่น

๘.แสดงความรบั ผิดชอบดว้ ยการทำงานทีไ่ ด้รับมอบหมายอย่างมงุ่ ม่ัน รอบคอบ ประหยัด ซ่ือสัตย์จน
งานลุล่วงเป็นผลสำเรจ็ และทำงานรว่ มกับผอู้ ่นื อย่างมีความสขุ

๙.ตระหนักถงึ ประโยชน์ของการใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการ ดำรงชีวิต ศึกษา
หาความรเู้ พิ่มเติม ทำโครงงานหรอื ช้ินงานตามที่กำหนดให้หรือตามความสนใจ

สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน มุ่งใหผ้ ูเ้ รียนเกดิ สมรรถนะสำคัญ ๕ ประการ ดงั นี้

๑. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา
ถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และ
ประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลด
ปญั หาความขดั แย้งตา่ งๆ การเลือกรับหรือไม่รับขอ้ มูลขา่ วสารด้วยหลักเหตุผล และความถกู ตอ้ ง ตลอดจนการ
เลือกใชว้ ิธกี ารส่อื สารที่มปี ระสทิ ธิภาพโดยคำนึงผลกระทบท่มี ตี อ่ ตนเองและสังคม

๒. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่าง
สร้างสรรค์ การคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพอ่ื นำไปสกู่ ารสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ
เพ่อื การตัดสนิ ใจเก่ยี วกบั ตนเองและสังคมได้อยา่ งเหมาะสม

๓. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้
อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้นื ฐานของหลกั เหตุผล คณุ ธรรมและขอ้ มลู สารสนเทศ เข้าใจความสมั พันธ์และการ
เปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาและมี
การตดั สนิ ใจทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพโดยคำนึงถงึ ผลกระทบที่เกิดข้ึนตอ่ ตนเอง สงั คมและส่งิ แวดลอ้ ม

๔. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้ในการ
ดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อยา่ งต่อเนือ่ ง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคม
ด้วยการสร้างเสริมความสมั พันธ์อันดีระหวา่ งบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่างๆ อย่างเหมาะสม



การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึง
ประสงค์ท่สี ่งผลกระทบต่อตนเองและผอู้ ื่น

๕. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เปน็ ความสามารถในการเลอื กและใชเ้ ทคโนโลยดี า้ นต่างๆ และ
มที ักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพอ่ื การพัฒนาตนเองและสงั คม ในดา้ นการเรยี นรู้ การสื่อสาร การทำงาน
การแกป้ ญั หาอย่างสร้างสรรค์ ถกู ตอ้ งเหมาะสม และมคี ุณธรรม

คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงคส์ ำคัญของผู้เรียน

ในหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ได้กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ทักษะและกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ ตวั ช้ีวดั และสาระการเรียนรู้แกนกลาง เพอ่ื ให้ผู้เรยี นมีคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงคใ์ นการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ ดงั ต่อไปนี้

๑. รกั ษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์

๒. ซ่ือสตั ยส์ ุจรติ

๓. มวี นิ ัย

๔. ใฝ่เรยี นรู้

๕. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง

๖. ม่งุ ม่ันในการทำงาน

๗. รักความเปน็ ไทย

๘. มจี ติ เปน็ สาธารณะ

ตวั ช้ีวดั และสาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๒

สาระที่ 1 วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ

มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับ
สิ่งมีชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การ
เปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากรปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดลอ้ ม แนวทางในการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดลอ้ มรวมทั้งนำความรู้
ไปใชป้ ระโยชน์

รหัสตวั ช้ีวัด ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ท้องถน่ิ

-- - -



มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารผ่านเซลล์
ความสัมพันธข์ องโครงสร้าง และหน้าท่ขี องระบบต่าง ๆ ของสตั ว์และมนุษยท์ ่ที ำงานสมั พนั ธก์ นั ความสัมพันธ์
ของโครงสร้าง และหนา้ ทข่ี องอวัยวะต่าง ๆ ของพชื ท่ีทำงานสมั พันธก์ ันรวมท้งั นำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์

รหสั ตัวช้ีวัด ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรียนรทู้ ้องถิ่น

ว 1.2 ป 2/1 1. ระบุวา่ พชื ต้องการแสง - พืชต้องการนำ้ แสง เพอ่ื การ -นำพชื ทอ้ งถ่ินมาทดลอง
และนำ้ เพือ่ การเจรญิ
เตบิ โต โดยใช้ข้อมูลจาก เจรญิ เตบิ โต เกี่ยวกบั ปัจจยั ในการ
หลักฐานเชิงประจกั ษ์
เจริญเตบิ โตของพืช

ว 1.2 ป 2/2 2. ตระหนกั ถึงความ -
จำเป็นท่ีพชื ตอ้ งไดร้ บั นำ้
และแสงเพอื่ การ
เจรญิ เตบิ โต โดยดแู ลพืช
ใหไ้ ด้ รับสง่ิ ดงั กลา่ วอย่าง
เหมาะสม

ว 1.2 ป 2/3 3. สรา้ งแบบจำลองท่ี - พืชดอกเมื่อเจรญิ เติบโตและ
บรรยายวฏั จักรชีวิตของ มีดอก ดอกจะมี การสืบพันธ์ุ
พชื ดอก เปล่ยี นแปลงไปเปน็ ผล
ภายในผลมีเมลด็ เมอ่ื เมล็ด
งอก ตน้ อ่อนท่อี ย่ภู ายในเมลด็
จะเจริญ เตบิ โตเป็นพืชต้นใหม่
พชื ต้นใหมจ่ ะเจริญเติบโต
ออกดอกเพือ่ สบื พนั ธุม์ ีผล
ต่อไปได้อกี หมุนเวยี นตอ่ เนอื่ ง
เปน็ วฏั จกั รชีวิตของพืชดอก



มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม สาร
พนั ธกุ รรม การเปลย่ี นแปลงทางพนั ธุกรรมทีม่ ผี ลตอ่ ส่งิ มชี วี ิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและววิ ัฒนาการของ
ส่งิ มชี ีวิต รวมทง้ั นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

รหัสตัวชี้วัด ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง สาระการเรียนร้ทู อ้ งถ่นิ

ว 1.3 ป 2/1 1. เปรียบเทียบลกั ษณะ - สิง่ ท่ีอยู่รอบตวั เรามีทัง้ ท่เี ป็น -สำรวจส่งิ มชี ีวิต และ
ของสงิ่ มชี วี ติ และ สง่ิ มชี ีวิตและส่งิ ไมม่ ีชวี ติ สงิ่ ไม่มชี วี ติ บรเิ วณ
ส่ิงไม่มชี ีวิต จากขอ้ มูลที่ สิ่งมีชีวติ ต้องการอาหาร มีการ ชายหาด
รวบรวมได้ หายใจ เจริญเตบิ โต ขบั ถ่าย
เคลือ่ นไหว ตอบสนองตอ่ ส่ิง
เรา้ และสืบพนั ธุ์ได้ลกู ทีม่ ี
ลักษณะคล้ายคลึงกับพอ่ แม่
ส่วนสิง่ ไม่มชี วี ิตจะไมม่ ี
ลักษณะดงั กลา่ ว

สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ

มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ
สสารกับโครงสรา้ งและแรงยดึ เหนยี่ วระหว่างอนุภาค หลกั และธรรมชาตขิ องการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร
การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี

รหัสตัวช้ีวดั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง สาระการเรียนรทู้ ้องถ่นิ

ว 2.1 ป 2/1 1. เปรียบเทียบสมบัติการ - วัสดุแตล่ ะชนดิ มีสมบัตกิ าร -

ดูดซบั น้ำของวัสดโุ ดยใช้ ดดู ซบั นำ้ แตกตา่ งกัน จึงนำไป

หลักฐานเชิงประจกั ษ์ และ ทำวตั ถุเพื่อใช้ประโยชนไ์ ด้

ระบุการนำสมบตั กิ ารดดู แตกต่างกัน เช่น ใช้ผำ้ ท่ีดูดซับ

ซบั นำ้ ของวสั ดไุ ป นำ้ ไดม้ ากทำผ้ำเชด็ ตวั ใช้

ประยุกตใ์ ช้ ในการทำวตั ถุ พลาสติก ซึ่งไม่ดูดซับน้ำทำร่ม

ในชีวิตประจำวนั

ว 2.1 ป 2/2 2. อธบิ ายสมบตั ิทีส่ ังเกต - วสั ดุบางอยา่ งสามาถนำมา -
ไดข้ องวสั ดทุ ่ีเกิดจากการ ผสมกันซ่งึ ทำให้ได้สมบัตทิ ่ี
นำวสั ดุมาผสมกัน โดยใช้ เหมาะสมเพือ่ นำไปใช้
หลักฐานเชงิ ประจักษ์ ประโยชน์ตามต้องการ เชน่
แปง้ ผสมน้ำตาลและน้ำกะทิ
ใชท้ ำขนมไทย ปนู ปลาสเตอร์



ผสมเยอื่ กระดาษใช้ทำกระปกุ
ออมสิน ปนู ผสมหิน ทราย
และน้ำใชท้ ำคอนกรตี

ว 2.1 ป 2/3 3. เปรยี บเทยี บสมบัติที่ - การนำวัสดุมาทำเป็นวัตถุใน - นำวสั ดทุ พี่ บในทอ้ งถ่นิ มา
ว 2.1 ป 2/4 สังเกตไดข้ องวสั ดุ เพื่อ การใช้งาน ตามวัตถุประสงค์ ออกแบบ และสร้างชิ้นงาน
นำมาทำเป็นวตั ถุในการใช้ ขนึ้ อยกู่ บั สมบัตขิ องวสั ดุ วัสดุ ใหมท่ ่ีใช้ประโยชน์ได้
งานตามวัตถปุ ระสงค์ และ ที่ใชแ้ ลว้ อาจนำกลับมาใช้ใหม่
อธิบายการนำวสั ดทุ ี่ใชแ้ ลว้ ได้ เชน่ กระดาษใชแ้ ลว้ อาจ
กลับมาใชใ้ หม่โดยใช้ นำมาทำเป็นจรวดกระดาษ
หลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ ดอกไม้ประดษิ ฐ์ ถงุ ใสข่ อง
เปน็ ต้น
4. ตระหนกั ถึงประโยชน์
ของการนำวสั ดุท่ีใช้แล้ว
กลับมาใชใ้ หม่ โดยการนำ
วสั ดทุ ใี่ ชแ้ ลว้ กลบั มาใช้ใหม่

มาตรฐาน ว 2.2 เขา้ ใจธรรมชาตขิ องแรงในชีวติ ประจาวนั ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการ
เคลอ่ื นทแี่ บบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมทัง้ นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

รหสั ตัวชี้วดั ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น

ว 2.2 ป 2/1 1. ทดลองและอธิบายแรง - แม่เหล็กมแี รงดึงดูดหรือ -
ท่เี กิดจากแม่เหล็ก ผลักระหว่างแท่งแม่เหลก็
รอบแท่งแมเ่ หลก็ มี
สนามแมเ่ หลก็ และสามารถ
ดงึ ดดู วตั ถุทีท่ ำดว้ ยสาร
แมเ่ หล็ก

ว 2.2 ป 2/2 2. อธิบายการนำแมเ่ หลก็ - แม่เหลก็ มปี ระโยชน์ในการ -
มาใช้ประโยชน์ ทำของเลน่ ของใช้ และ
นำไปแยกสารแม่เหลก็ ออก
จากวัตถุอนื่ ได้

ว 2.2 ป 2/3 3. ทดลองและอธบิ ายแรง - เมื่อถวู ัตถุบางชนดิ แลว้ -

ไฟฟ้าที่เกิดจากการถูวตั ถุ นำเขา้ ใกล้กัน จะดงึ ดูดหรอื

บางชนิด ผลักกันได้ แรงทีเ่ กดิ ขึ้นน้ี



เรียกวา่ แรงไฟฟ้า และวัตถนุ ้นั
จะดึงดูดวัตถเุ บา ๆได้

มาตรฐาน ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถา่ ยโอนพลังงาน
ปฏิสมั พันธ์ระหว่างสสารและพลงั งาน พลังงานในชวี ิตประจำวนั ธรรมชาตขิ องคลืน่ ปรากฏการณ์ที่เก่ยี วขอ้ ง
กบั เสยี ง แสง และคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟา้ รวมท้ังนำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์

รหัสตัวชี้วัด ตวั ชีว้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรยี นรทู้ ้องถน่ิ

ว 2.3 ป 2/1 1. บรรยายแนวการ - แสงเคลอ่ื นท่ีจาก -

เคล่ือนทีข่ องแสงจาก แหลง่ กำเนิดแสงทุกทิศทาง

แหล่งกำเนิดแสง และ เปน็ แนวตรง เม่ือมแี สงจาก

อธิบายการมองเหน็ วตั ถุ วตั ถุมาเขา้ ตาจะทำใหม้ องเหน็

จากหลกั ฐานเชิงประจักษ์ วตั ถนุ ัน้ การมองเหน็ วัตถทุ ่ี

ว 2.3 ป 2/2 2. ตระหนกั ในคุณคา่ ของ เป็นแหลง่ กำเนิดแสง แสงจาก
ความรขู้ องการมองเหน็ วตั ถนุ ้ันจะเขา้ ส่ตู าโดยตรง
โดยเสนอแนะแนวทางการ สว่ นการมองเห็นวัตถุที่ไมใ่ ช่
ปอ้ งกนั อันตราย จากการ แหลง่ กำเนดิ แสง ตอ้ งมแี สง
มองวตั ถทุ อี่ ยใู่ นบรเิ วณทีม่ ี จากแหล่งกำเนดิ แสงไป
แสงสว่าง ไมเ่ หมาะสม กระทบวตั ถุแลว้ สะท้อนเข้าตา
ถา้ มีแสงที่สว่าง มาก ๆ เข้าสู่

ตาอาจเกิดอันตรายต่อตาได้

จึงตอ้ งหลีกเล่ียงการมองหรอื

ใช้แผน่ กรองแสงทีม่ คี ุณภาพ

เมอื่ จำเป็น และตอ้ งจัดความ

สวา่ งให้เหมาะสมกบั การทำ

กจิ กรรมตา่ ง ๆ เชน่ การอ่าน

หนังสอื การดจู อโทรทัศน์

การใชโ้ ทรศพั ท์เคล่อื นทแี่ ละ

แทบ็ เล็ต



สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ

กาแล็กซดี าวฤกษ์ และระบบสรุ ิยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธภ์ ายในระบบสรุ ิยะทส่ี ่งผลต่อสิ่งมีชีวติ และการประยุกตใ์ ช้
เทคโนโลยอี วกาศ

รหัสตวั ช้ีวดั ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรยี นรู้ทอ้ งถิ่น
-- - -

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง
ภายในโลกและบนผวิ โลก ธรณีพบิ ตั ิภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมอิ ากาศโลกรวมทั้งผลต่อ
ส่ิงมชี ีวติ และสง่ิ แวดลอ้ ม

รหัสตวั ช้ีวัด ตวั ชี้วัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรยี นร้ทู อ้ งถน่ิ

ว 2.3 ป 2/1 1. ระบสุ ่วนประกอบของ - ดินประกอบด้วยเศษหิน -สังเกต เปรียบเทยี บ

ดนิ และจำแนกชนิดของ ซากพืชซากสัตว์ผสมอยู่ในเน้อื ลกั ษณะของทรายทะเลกับ

ดินโดยใช้ลกั ษณะเนื้อดิน ดนิ มอี ากาศและน้ำแทรกอยู่ ทรายจากแหลง่ อน่ื

ว 2.3 ป 2/2 และการจบั ตัวเป็นเกณฑ์ ตามช่องวา่ ง ในเนือ้ ดนิ ดิน -ทดลองปลกู พืชอย่างงา่ ย
จำแนกเป็น ดินร่วน ดิน ในดนิ ทราย
2. อธบิ ายการใช้ประโยชน์ เหนยี ว และ ดนิ ทราย ตาม
จากดนิ จากข้อมูลท่ี ลกั ษณะเนอ้ื ดินและการจบั ตัว -ดินในท้องถ่นิ และการ
รวบรวมได้ ของดินซง่ึ มีผลตอ่ การอมุ้ น้ำที่ นำไปใชป้ ระโยชน์

แตกตา่ งกัน

- ดินแต่ละชนดิ นำไปใช้
ประโยชนไ์ ดแ้ ตกต่างกัน ตาม
ลกั ษณะและสมบัติของดิน



คำอธิบายรายวิชาพ้ืนฐาน

ว๑๒๑๐๑ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

รายวิชาพน้ื ฐาน กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี ๒ เวลา ๘๐ ชั่วโมง

ศึกษาสิง่ รอบตวั ส่ิงมีชวี ิตและสิ่งไมม่ ีชีวิตชวี ติ พืชปัจจัยท่จี ำเปน็ ต่อการเจรญิ เติบโตและการดำรงชีวิต

ของพชื การสบื พนั ธ์ุของพืช รวมท้ังวฏั จักรของพืชดอก การเปลี่ยนแปลงของวัสดุ สมบตั กิ ารดูดซับน้ำของวัสดุ

สมบัติของวัสดุที่เกิดจากการนำวัสดุมาผสมกัน การนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่และการใช้ประโยชน์ แสง

และการมองเหน็ การเคลื่อนท่ีของแสงและแหลง่ กำเนิดแสง การมองเหน็ วัสดุ ส่วนประกอบของดิน ชนิดของ

ดิน และประโยชนข์ องดนิ

โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจ ตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูล

การเปรียบเทียบข้อมูลจากหลักฐานเชิงประจักษ์และการอภิปราย เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ

สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ใน

ชวี ติ ประจำวนั มจี ิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา่ นิยมที่เหมาะสม

เพื่อการเป็นผู้รู้วิทยาศาสตร์ มีความสนใจ ความตระหนัก ความใฝ่รู้ เป็นผู้ทำงานเป็นทีมและทำงาน

แบบรวมพลงั รวมทั้งมีความรับผดิ ชอบต่อตนเองและชุมชน

มาตรฐาน/ตวั ช้ีวัด
ว ๑.๒ ป.๒/๑ ป.๒/๒ ป.๒/๓
ว ๑.๓ ป.๒/๑
ว ๒.๑ ป.๒/๑ ป.๒/๒ ป.๒/๓ ป.๒/๔
ว ๒.๓ ป.๒/๑ ป.๒/๒
ว ๓.๒ ป.๒/๑ ป.๒/๒

รวมท้งั หมด ๑๒ ตัวชี้วัด



โครงสรา้ งรายวชิ า

รายวิชาวิทยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน รหสั วชิ า ว๑๒๑๐๑ กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑ เวลาเรยี น ๔๐ ช่ัวโมง/ภาคเรยี น จำนวน ๑.๐ หนว่ ยกิต

ลำดับ ชอ่ื หน่วยการ มาตรฐานการ สาระการเรียนรู้ เวลา น้ำหนัก
ท่ี เรียนรู้ เรยี นรู้และตัวชี้วดั เรยี น คะแนน
๑ สง่ิ รอบตัวเรา (ช่ัวโมง)
๑๕
๒ ชีวิตพืช ว ๑.๓ ป.๒/๑ - สิ่งที่อยู่รอบตัวเราทั้งที่เป็น ๑๑
๓ การสืบพันธุ์ของ ๒๐
ส ิ ่ ง ม ี ช ี ว ิ ต แ ล ะ ส ิ ่ ง ไ ม ่ ม ี ช ี วิ ต ๑๐
พชื
ส่งิ มชี ีวติ ตอ้ งการอาหาร มีการ

หายใจ เจริญเติบโต ขับถ่าย

เคลื่อนไหว ตอบสนองต่อส่ิง

เร้า และสืบพันธุ์ได้ลูกที่มี

ลักษณะคล้ายคลึงกับพ่อแม่

ส ่ ว น ส ิ ่ ง ไ ม ่ ม ี ช ี ว ิ ต จ ะ ไ ม ่ มี

ลกั ษณะดังกลา่ ว

ว ๑.๒ ป.๒/๑, - พืชต้องการน้ำ แสง เพือ่ การ ๘

ป.๒/๒ เจรญิ เติบโต

ว ๑.๒ ป.๒/๓ - พืชดอกเม่ือเจริญเตบิ โตและ ๕

มีดอก ดอกจะมีการสืบพันธ์ุ

เปลี่ยนแปลงไปเปน็ ผล ภายใน

ผลมีเมล็ด เมื่อเมล็ดงอก ต้น

อ่อนที่อยู่ภายในเมล็ด จะ

เจริญเติบโตเป็นพืชต้นใหม่

พืชตน้ ใหมจ่ ะเจรญิ เติบโตออก

ดอก เพอ่ื สบื พนั ธ์ุมีผลต่อไปได้

อีกหมุนเวียนต่อเนื่องเป็นวัฏ

จักรชวี ติ ของพชื ดอก

๖ ดนิ ในทอ้ งถิน่ ของ ว ๓.๒ ป.๒/๑, - ดินประกอบด้วยเศษหิน ๑๓ ๒๕
เรา ป.๒/๒ ซากพืช ซากสัตว์ ผสมอยู่ใน
เนื้อดิน มีอากาศและนำ้ แทรก
อยู่ตามช่องว่างในเนื้อดิน ดิน
จำแนกเปน็ ดนิ รว่ น ดนิ เหนียว
และดินทราย ตามลักษณะ

เนื้อดินและการจับตัวของดิน

ซง่ึ มีผลต่อการอมุ้ นำ้ ท่แี ตกต่าง ๓ ฒ
กัน ๔๐
- ดิน แต่ละ ชน ิดน ำไ ปใช้ ๓๐
ประโยชน์ได้แตกต่างกันตาม ๑๐๐
ลกั ษณะและสมบัตขิ องดนิ

สอบปลายภาค

รวม



ตารางวเิ คราะห์หลกั สตู ร

กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕

รหสั วชิ า ว๑๒๑๐๑ วทิ ยาศาสตรพ์ ้นื ฐาน ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๒ ภาคเรียนท่ี ๑

เวลา ๒ ช่ัวโมง/สัปดาห์ รวม ๔๐ ชว่ั โมง

สาระหลกั หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานตวั ชว้ี ัด

สาระท่ี ๑ ลำดบั ที่ ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ ว ๑.๓ ป.๒/๑
วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ ว ๑.๒ ป.๒/๑, ป.๒/๒
สิ่งรอบตัวเรา
สาระที่ ๒ ว ๑.๒ ป.๒/๓
วทิ ยาศาสตร์กายภาพ ๑ ชีวิตพืช -

สาระที่ ๓ การสบื พันธุข์ องพืช
วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และ
๒-
อวกาศ
สาระที่ ๔ ๓ ดินในท้องถิน่ ของเรา ว ๓.๒ ป.๒/๑, ป.๒/๒
เทคโนโลยี
๔- -

แผนการประเมินผลการเรียนรู้ ด

อัตราส่วนคะแนน ๑๕ คะแนน
ระหวา่ งเรียน : สอบปลายภาค ๒๐ คะแนน
๑๐ คะแนน
๗๐ : ๓๐ ๒๕ คะแนน
แผนการประเมนิ ผลการเรยี นรแู้ ละการมอบหมายภาระงาน ๓๐ คะแนน
รวม ๑๐๐ คะแนน
๑.ระหวา่ งเรียน
๑.๑ สิง่ รอบตวั เรา
๑.๒ ชวี ิตพืช
๑.๓ การสืบพนั ธ์ขุ องพชื
๑.๔ ดินในทอ้ งถนิ่ ของเรา

๒. ประเมินจากสอบปลายภาค



การวเิ คราะหต์ วั ชีว้ ัดเพอ่ื กำหนดน้ำหนักคะแนน

รายวิชาวิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑

รายวชิ า ว๑๒๑๐๑ เวลา ๔๐ ช่ัวโมง/ภาคเรียน จำนวน ๑.๐ หนว่ ยกิต

คะแนนเก็บ

ลำดับที่ ตัวชว้ี ัด
ลำดับชั่วโมงท่ีสอน
จำนวนช่ัวโมงท่ีสอน
คะแนน ัตวช้ี ัวด
้ดานความ ู้ร (K)
้ดานทักษะ (P)
้ดาน ุคณ ัลกษณะ (A)
ปลายภาค

๑ ว 1.3 ป 2/1 เปรียบเทียบลกั ษณะของ ๑ - ๑๑ ๑๕ ๖ ๖ ๓

สงิ่ มีชีวติ และส่ิงไมม่ ีชวี ิต จากขอ้ มูลทีร่ วบรวม ๑๑

ได้

๒ ว 1.2 ป 2/1 ระบวุ า่ พชื ตอ้ งการแสงและน้ำ ๑๒ – ๘ ๒๐ ๙ ๗ ๔

เพ่ือการเจริญ เตบิ โต โดยใช้ข้อมลู จาก ๑๙

หลักฐานเชิงประจกั ษ์

ว 1.2 ป 2/2 ตระหนกั ถึงความจำเป็นที่พืช

ต้องไดร้ ับนำ้ และแสงเพ่อื การเจรญิ เติบโต

โดยดูแลพชื ให้ได้ รบั สิ่งดงั กลา่ วอยา่ ง

เหมาะสม

๓ ว ๑.๒ ป.๒/๓ สร้างแบบจำลองท่ีบรรยายวัฏ ๒๐ – ๕ ๑๐ ๓ ๓ ๑

จกั รชวี ิตของพืชดอก ๒๔

๔ ว ๓.๒ ป.๒/๑ ระบุส่วนประกอบของดิน และ ๒๕ – ๑๓ ๒๕ ๑๐ ๑๐ ๕

จำแนกชนดิ ของดนิ โดยใช้ลกั ษณะเนือ้ ดนิ และ ๓๗

การจบั ตัวเป็นเกณฑ์

ว ๓.๒ ป.๒/๒ อธบิ ายการใชป้ ระโยชน์จากดิน

จากขอ้ มูลทร่ี วบรวมได้

สอบปลายภาค ๓ ๓๐

รวม ๓๗ ๔๐ ๗๐ ๒๘ ๒๖ ๑๓ ๓๐



โครงสร้างกำหนดการสอน

รายวชิ าวทิ ยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑

รายวชิ า ว๑๒๑๐๑ เวลา ๔๐ ช่ัวโมง/ภาคเรยี น จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต

หน่วยการเรียนรู้ ลำดับแผน ชั่วโมง วนั ทส่ี อน หมาย
เหตุ

๑.สง่ิ ต่าง ๆ ๑. ปฐมนิเทศและขอ้ ตกลงในการเรียน ๑ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕
รอบตวั ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๕
๒. สิ่งตา่ งๆ รอบตัว ๒ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕
๒.ชีวิตพชื ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕
๓. ส่ิงมีชีวติ ๒ ๓ มถิ ุนายน ๒๕๖๕
๓.การสบื พันธุ์ ๖ มถิ ุนายน ๒๕๖๕
ของพชื ๔. ส่งิ ไม่มีชีวติ ๒ ๑๐ มิถนุ ายน ๒๕๖๕
๑๓ มิถนุ ายน ๒๕๖๕
๕. ความแตกต่างของสงิ่ มีชีวิตและ ๔ ๑๗ มถิ นุ ายน ๒๕๖๕
ส่งิ ไม่มีชวี ติ ๒๐ มถิ นุ ายน ๒๕๖๕
๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๕
รวมจำนวน ๑๑ ชัว่ โมง
๒๗ มิถนุ ายน ๒๕๖๕
๑. ปัจจัยที่มผี ลต่อการเจริญเตบิ โต ๑
๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕
ของพืช ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๕
๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕
๒. นำ้ กบั การเจรญิ เติบโตของพืช ๓ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕
๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๕
๓. แสงกับการเจริญเติบโตของพชื ๑ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕
๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๕
๔. การสรา้ งอาหารของพชื ๑
๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๕
๕.ความต้องการแสงของพืชแต่ละชนดิ ๑ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๕
๑ สิงหาคม ๒๕๖๕
๖.สง่ิ จำเป็นต่อการเจริญเตบิ โตของพืช ๑ ๕ สงิ หาคม ๒๕๖๕
๘ สิงหาคม ๒๕๖๕
รวมจำนวน ๘ ช่ัวโมง

๑.วัฏจักรชวี ิตของพชื ดอก ๓

๒.แบบจำลงวัฏจกั รชีวติ ของพชื ดอก ๒
รวมจำนวน ๕ ชั่วโมง



หนว่ ยการเรียนรู้ ลำดบั แผน ช่ัวโมง วันที่สอน หมาย
๒ เหตุ
๑๕ สงิ หาคม ๒๕๖๕
๖.ดินในทอ้ งถน่ิ ๑. ส่วนประกอบของดนิ ๒ ๑๙ สงิ หาคม ๒๕๖๕
ของเรา ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๕
๑ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๕
๒. น้ำในดนิ ๑ ๒๙ สงิ หาคม ๒๕๖๕
๓ ๒ กันยายน ๒๕๖๕
๓. อากาศในดนิ ๕ กันยายน ๒๕๖๕
๔. ชนดิ ของดิน ๙ กันยายน ๒๕๖๕
๕. สมบตั ขิ องดนิ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๕
๑๖ กันยายน ๒๕๖๕
๖. การจำแนกชนดิ ของดนิ ๑ ๑๙ กนั ยายน ๒๕๖๕
๗. ประโยชนข์ องดนิ ๓ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๕
๒๖ กันยายน ๒๕๖๕

รวมจำนวน ๑๓ ชว่ั โมง
สอบปลายภาค ๓ ช่ัวโมง

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ ๑

สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว๑๒๑๐๑
เวลา ๓ ชัว่ โมง
เรือ่ ง วฏั จักรชวี ติ ของพชื ดอก ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ ๒

ครูผู้สอน นางสาวธนั วาภรณ์ เปยี สนั เทยี ะ

๑. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพืน้ ฐานของส่ิงมีชีวติ การลำเลียงสารเข้าและออก

จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์

๒. ตัวชี้วัดชน้ั ปี
ว ๑.๒ ป. ๒/๓ สร้างแบบจำลองท่บี รรยายวัฏจักรชวี ติ ของพืชดอก

๓. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
๑. อธิบายวัฏจกั รชวี ิตของพืชดอกบางชนิดได้ (K)
๒. สงั เกตวัฏจกั รชีวิตของพชื ดอกบางชนิดได้ (K)
๓. แบ่งกลมุ่ พชื ตามระยะเวลาของวฏั จกั รชีวติ ของพชื ดอกได้ (K)
๔. มีความสนใจใฝร่ หู้ รืออยากรอู้ ยากเห็น (A)
๕. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีเก่ียวกบั วิทยาศาสตร์ (A)
๖. ทำงานรว่ มกบั ผ้อู นื่ อยา่ งสร้างสรรค์ (A)
๗. สอื่ สารและนำความรู้เรอื่ งวฏั จกั รชีวติ ของพืชดอกไปใชใ้ นชีวิตประจำวนั ได้ (P)

๔. สาระสำคญั

๑.พืชดอกเมื่อเจริญเติบโตและมีดอก ดอกจะมีการสืบพันธ์ุเปลี่ยนแปลงไปเป็นผล ภายในผลมีเมลด็

เม่อื เมล็ดงอก ตน้ ออ่ นที่อยู่ภายในเมลด็ จะเจริญเติบโตเปน็ พชื ตน้ ใหม่ พชื ต้นใหมจ่ ะเจรญิ เติบโตและมีดอกเพื่อ
สืบพนั ธต์ุ ่อไปไดอ้ ีก หมุนเวียนต่อเนอื่ งเปน็ วัฏจักรชีวติ ของพชื ดอก

๒.เมื่อเมลด็ งอก ต้นอ่อนที่อยู่ภายในเมล็ดจะเจริญเติบโตเป็นพืชต้นใหม่ ซึ่งเป็นพืชชนิดเดยี วกับท่นี ำ
เมลด็ มาปลูก

๓.วฏั จักรชีวติ ของพชื ดอกแต่ละชนิดมีระยะเวลาแตกต่างกัน เมอื่ ใชร้ ะยะเวลาของวฏั จักรชีวิตของพืช
ดอกเป็นเกณฑ์สามารถแบ่งพชื ไดเ้ ปน็ พืชฤดูเดยี วและพืชยนื ต้น

๕. สาระการเรียนรู้
วัฏจกั รชวี ิตของพืชดอก

๖. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
๑. มวี ินยั
๒. ใฝ่เรยี นรู้
๓. มุง่ ม่นั ในการทำงาน



๔. มีจิตวทิ ยาศาสตร์

๗. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคิด
๓. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
๔. ความสามารถในการแก้ปญั หา

๘. ชน้ิ งานหรอื ภาระงาน
๑. สำรวจการมีดอกและผลของพืชรอบตวั
๒. สังเกตตน้ ออ่ นทง่ี อกออกมาจากเมล็ดพืช
๓. สร้างงานศลิ ปะจากเมล็ดพืช

๙. การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
คาบที่ ๑
ข้ันนำเขา้ สู่บทเรยี น

๑) ครูถามคำถามเกย่ี วกบั สมาชิกในครอบครวั ของนักเรียน เชน่
– ใครมอี ายมุ ากทสี่ ดุ ในบ้านของนกั เรยี น (แนวคำตอบ คณุ ตา)
– ก่อนที่คุณตาจะเข้าสวู่ ยั ชรา เขาเคยเป็นเดก็ เหมอื นกบั เราหรือไม่ (แนวคำตอบ เคย)
– นักเรียนคิดว่าพืชซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกับคุณตา จะมีการเปลี่ยนแปลงแต่ละช่วงวัย

เหมอื นกับคณุ ตาหรอื ไม่ (แนวคำตอบ เหมือน)
๒) นักเรียนร่วมกันตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้

เรอ่ื ง วฏั จักรชวี ติ ของพืชดอก

ข้นั จัดกจิ กรรมการเรียนรู้

๑) ขัน้ สรา้ งความสนใจ (Engagement)
(๑) ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนแล้วเปิดโอกาสให้นักเรียนในกลุ่มนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกบั วัฏจักรชีวิตของพืช

ดอก ที่ครูมอบหมายให้ไปเรียนรู้ล่วงหน้าให้เพื่อน ๆ ในกลุ่มฟัง จากนั้นให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมานำเสนอ
ข้อมูลหน้าห้องเรยี น

(๒) ครตู รวจสอบวา่ นักเรียนทำภาระงานที่ไดร้ ับมอบหมายไปหรือไม่ โดยตรวจสอบจากการจดบันทึก
ของนกั เรียน และถามคำถามเก่ยี วกับภาระงาน ดังนี้

– การเปล่ยี นแปลงระยะต่างๆ ในชว่ งชวี ิตของพืชเรยี กว่าอะไร (แนวคำตอบ วฏั จักรชวี ิต)
– วฏั จักรชวี ติ ของพืชดอกมีการเปลยี่ นแปลงอย่างไร

ผล เมลด็
พืชเจริญเติบโตและมดี อก

ต้นอ่อน



(๓) ครเู ปิดโอกาสใหน้ กั เรียนตงั้ ประเด็นคำถามท่นี ักเรียนสงสยั จากการทำภาระงานอย่างน้อยคนละ ๑
คำถาม ซ่ึงครูให้นักเรียนเตรียมมาลว่ งหนา้ และใหน้ กั เรียนช่วยกนั ตอบและแสดงความคดิ เหน็

(๔) ครแู ละนักเรยี นร่วมกันสรุปเกย่ี วกบั ภาระงาน โดยครูชว่ ยอธบิ ายให้นักเรียนเข้าใจว่า พืชดอกเม่ือ
เจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะมีดอก ดอกที่ได้รับการปฏิสนธิจะกลายเป็นผล ภายในผลมีเมล็ด เมล็ดที่อยู่ใน
สภาพแวดลอ้ มท่เี หมาะสมจะงอกและเจริญเตบิ โตเปน็ พืชตน้ ใหม่ตอ่ ไป หมุนเวยี นเป็นวฏั จักรชวี ติ ของพืชดอก

๒) ข้นั สำรวจและคน้ หา (Exploration)
(๑) ครูให้นักเรยี นศึกษาเรื่องวฏั จักรชีวิตของพชื ดอก โดยครูช่วยอธิบายให้นกั เรียนเข้าใจวา่ พืชดอก

เมื่อเจริญเติบโตและมีดอก ดอกจะมีการสืบพันธุเ์ ปลี่ยนแปลงไปเป็นผล ภายในผลมีเมล็ด เมื่อเมล็ดงอก ต้น
อ่อนท่อี ยภู่ ายในเมลด็ จะเจริญเติบโตเปน็ พชื ตน้ ใหม่ พชื ตน้ ใหมจ่ ะเจริญเตบิ โต ออกดอกเพ่อื สบื พันธ์ุมีผลต่อไป
ได้อีกหมนุ เวียนต่อเนื่องเปน็ วฏั จกั รชีวติ ของพืชดอก

(๒) ครูแบ่งนกั เรยี นกลุ่มละ ๓ – ๔ คน สำรวจบริเวณโรงเรียนวา่ มีพืชท่ีเจริญเติบโตจนมีดอกหรือผล
หรือไม่ บนั ทึกผลโดยการวาดรปู พชื ดอก และผล จากนัน้ นำเสนอหนา้ ห้องเรียน

(๓) ครูคอยแนะนำชว่ ยเหลือนกั เรียนขณะปฏบิ ัติกิจกรรม โดยครเู ดนิ ดรู อบๆ บรเิ วณท่นี ักเรียนสำรวจ
และเปดิ โอกาสให้นกั เรียนทุกคนซักถามเม่อื มีปัญหา

๓) ข้นั อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
(๑) นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ นำเสนอผลการปฏิบัตกิ จิ กรรมหนา้ หอ้ งเรยี น
(๒) ครูและนักเรยี นร่วมกันอภปิ รายผลจากการปฏิบัติกจิ กรรม โดยใช้แนวคำถาม เชน่
– นกั เรียนพบดอกของพืชชนิดใด (แนวคำตอบ เข็ม อญั ชนั และชบา)
– นกั เรยี นพบผลของพืชชนดิ ใด (แนวคำตอบ มะมว่ ง พรกิ และมะนาว)
– พืชแตล่ ะชนิดมีลักษณะของดอกและผลเหมอื นหรือแตกต่างกัน (แนวคำตอบ แตกตา่ งกนั )
– พืชมดี อกหรอื มีผลกอ่ น (แนวคำตอบ มีดอกกอ่ น)
(๓) ครูและนักเรยี นร่วมกันสรปุ ผลจากการปฏบิ ัติกิจกรรม โดยครเู น้นให้นักเรียนเข้าใจว่า พืชดอกจะ

เจรญิ เติบโตจนมดี อก และดอกกลายเป็นผล เพอ่ื ใหเ้ มล็ดในผลเจริญเตบิ โตเปน็ พืชตน้ ใหม่ต่อไป

๔) ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
(๑) ครูให้นกั เรียนดวู ฏั จักรชีวิตของทานตะวนั ในหนงั สือเรยี น แลว้ อธบิ ายให้นักเรียนเขา้ ใจว่า พืชดอก

เมื่องอกออกจากเมล็ดจะเจริญเติบโตเป็นต้นอ่อน ต้นอ่อนจะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเจริญเติบโต
เต็มที่โดยมีลักษณะคล้ายกับต้นพ่อต้นแม่ จากนั้นจะมีดอก เมื่อมีการถ่ายละอองเรณูและการปฏิสนธิ ก็จะ
เจรญิ เตบิ โตเป็นผล ภายในผลมีเมลด็ เมลด็ ท่แี ก่จดั เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมจะงอกเป็นพืชต้นใหม่
ตอ่ ไป หมนุ เวียนเปน็ วฏั จักรชีวติ ของพืชดอก

(๒) ครอู ธบิ ายเร่ืองนา่ รู้ เรอื่ งแมลงชว่ ยผสมเกสรดอกไม้ ให้นักเรียนเข้าใจว่า เม่ือแมลงมาดูดน้ำหวาน
จากดอกไม้ ละอองเรณหู รอื ท่เี รียกว่าเกสรดอกไม้จะติดตามส่วนต่างๆ ของแมลง เมอื่ แมลงบนิ จากดอกหน่ึงไป
ยังอีกดอกหนึ่ง แมลงก็จะพาละอองเรณูไปดว้ ย ทำให้เกิดการถ่ายละอองเรณไู ด้ นอกจากแมลงแล้ว สัตว์ เช่น
ค้างคาวหรอื นกขนาดเล็กกช็ ว่ ยผสมเกสรได้เช่นกนั

(๓) นักเรียนค้นคว้าคำศัพท์ภาษาต่างประเทศเกี่ยวกับวัฏจักรชีวิตของพืชดอก จากหนังสือเรียน
ภาษาตา่ งประเทศหรอื อนิ เทอร์เน็ต และนำเสนอใหเ้ พอื่ นฟัง คดั คำศัพทพ์ ร้อมทงั้ คำแปลลงสมุดส่งครู



๕) ขั้นประเมิน (Evaluation)
(๑) ครูให้นกั เรียนแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหวั ข้อทเี่ รยี นมาและการปฏบิ ัติกิจกรรม มจี ดุ ใดบา้ งที่ยังไม่

เขา้ ใจหรือยงั มขี อ้ สงสยั ถ้ามี ครชู ว่ ยอธบิ ายเพ่มิ เติมให้นักเรยี นเขา้ ใจ
(๒) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อย่างไรบ้าง
(๓) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนำความรู้ท่ีได้ไปใช้ประโยชน์
(๔) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคำถาม เช่น
– วัฏจักรชวี ิตของพืชดอกคอื อะไร (แนวคำตอบ การเจริญเตบิ โตของพืชตามลำดบั อย่างต่อเนื่อง

จนจบทจี่ ดุ เริม่ ตน้ อีกครง้ั ดังรปู

ผล

พชื เจริญเตบิ โตและมีดอก เมลด็

ตน้ ออ่ น

– ถ้าเราตัดดอกของพืชออกจนหมดจะเกิดอะไรขึ้น (แนวคำตอบ พืชจะไม่มีเมล็ดเพื่อใช้
เจรญิ เตบิ โตเป็นพืชตน้ ใหม่อีกคร้ัง)

คาบที่ ๒

ข้นั นำเข้าสู่บทเรียน
๑) ครูให้ตัวแทนนักเรียนออกมาเล่าเรอ่ื งเกีย่ วกับการปลูกพืช โดยครูถามคำถามนักเรียนเพ่ือช่วยในการ

เลา่ เร่ือง เช่น
– นกั เรยี นเคยปลูกพชื โดยใช้เมลด็ หรอื ไม่ (แนวคำตอบ เคย)
– นักเรยี นปลกู พชื ชนดิ ใด (แนวคำตอบ พริกและมะเขือ)
– พืชท่ีเจริญเติบโตขึ้นเป็นชนดิ เดียวกับพืชทนี่ ำเมล็ดมาปลูกหรือไม่ (แนวคำตอบ ชนดิ เดยี วกัน)

๒) นักเรียนร่วมกันตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอ่ื ง วัฏจักรชวี ติ ของพชื ดอก

ขั้นจดั กิจกรรมการเรียนรู้

๑) ขัน้ สร้างความสนใจ (Engagement)
(๑) ครูให้นักเรยี นดเู มล็ดพริก มะเขือ คะน้า และผกั บุง้ ท่จี ะใชใ้ นกิจกรรม สงั เกตต้นอ่อนทง่ี อกออกมา

จากเมลด็ พืช แลว้ ถามนกั เรยี นว่า นกั เรียนเคยเห็นเมล็ดลกั ษณะน้ีหรอื ไม่ และเมลด็ ที่เห็นเป็นของพืชชนิดใด
(แนวคำตอบ เคยเห็นบางชนิด เชน่ เมลด็ พรกิ และมะเขอื )

(๒) นักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายหาคำตอบเกีย่ วกับคำถามตามความคดิ เหน็ ของแต่ละคน



๒) ขนั้ สำรวจและคน้ หา (Exploration)
(๑) ครูแบง่ นกั เรียนกลุม่ ละ ๓ – ๔ คน ปฏิบัติกจิ กรรม สงั เกตต้นออ่ นท่งี อกออกมาจากเมล็ดพืช ตาม

ข้นั ตอน ดังน้ี
– นำเมล็ดพชื ทีเ่ ตรยี มมาทง้ั ๔ ชนิด แช่นำ้ เปน็ เวลา ๑ คนื
– โรยเมล็ดพืชลงในกระถางที่เตรียมดินไว้แล้ว กระถางละ ๑ ชนิด พร้อมเขียนชื่อพืชติดที่ข้าง

กระถาง
– รดน้ำกระถางแต่ละใบใหช้ ุม่ และสังเกตผลเปน็ เวลา ๑ สัปดาห์ บันทึกผลที่สังเกตได้ในแตล่ ะ

วนั ลงในตารางบนั ทกึ ผล
(๒) ครคู อยแนะนำช่วยเหลอื นกั เรยี นขณะปฏิบตั ิกจิ กรรม โดยครเู ดินดูรอบๆ หอ้ งเรียนและเปิดโอกาส

ให้นักเรียนทุกคนซักถามเมือ่ มีปญั หา

๓) ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(๑) นกั เรียนแต่ละกลมุ่ นำเสนอผลการปฏบิ ัติกจิ กรรมหน้าหอ้ งเรยี น
(๒) ครูและนกั เรยี นรว่ มกันอภปิ รายผลจากการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม โดยใช้แนวคำถาม เช่น
– เมล็ดที่นักเรียนนำมาสังเกตมีลักษณะเหมือนหรือแตกต่างกันในลักษณะใด (แนวคำตอบ มี

ขนาดเล็กเหมอื นกนั แตม่ รี ปู ร่างและลักษณะแตกต่างกัน)
– ต้นอ่อนท่ีงอกออกมาจากเมล็ดพืชชนิดเดียวกนั มีลกั ษณะเหมือนหรือแตกต่างกันในลักษณะใด

(แนวคำตอบ มีลักษณะเหมอื นกัน)
(๓) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรยี นเขา้ ใจวา่ เมล็ดของ

พืชชนิดใดก็จะเจริญเติบโตเป็นต้นอ่อนของพืชชนิดนั้น ซึ่งเป็นลักษณะของสิ่งมีชีวิต คือ สืบพันธุ์ได้ลูกที่มี
ลักษณะคลา้ ยคลึงกับพอ่ แม่

๔) ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
ครูอธิบายเพ่มิ เติมใหน้ ักเรียนเขา้ ใจว่า เมอื่ เมล็ดรว่ งลงส่พู ้ืนดนิ จะยงั ไม่งอกและเจริญเติบโตเป็นพืชต้น

ใหม่ทนั ที แต่จะงอกและเจริญเปน็ พืชตน้ ใหมเ่ มื่อสภาพแวดล้อมมีความเหมาะสม คอื เม่อื เมล็ดได้รับน้ำ แก๊ส
ออกซเิ จน และอณุ หภมู ทิ ่ีพอเหมาะ แต่นกั เรียนสามารถชว่ ยให้เมล็ดงอกได้ง่ายข้ึน เชน่ การนำเมล็ดไปแช่น้ำ
การลอกเปลือกหุ้มเมลด็ ออก หรือการกะเทาะเมลด็ เพอื่ ทำลายเปลือกทแี่ ข็ง

๕) ขนั้ ประเมนิ (Evaluation)
(๑) ครใู ห้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวขอ้ ทีเ่ รียนมาและการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม มีจดุ ใดบา้ งทย่ี ังไม่

เขา้ ใจหรอื ยงั มีข้อสงสยั ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพ่มิ เตมิ ให้นกั เรยี นเข้าใจ
(๒) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อย่างไรบา้ ง
(๓) ครูและนักเรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชนท์ ีไ่ ด้รับจากการปฏิบัติกจิ กรรม และ

การนำความร้ทู ี่ไดไ้ ปใช้ประโยชน์
(๔) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนโดยการให้ตอบคำถาม เช่น
– เมลด็ เจริญเติบโตเปน็ พชื ต้นใหม่เมื่อใด (แนวคำตอบ เมื่อได้รับน้ำ แก๊สออกซิเจน และอุณหภูมิ

ทพี่ อเหมาะ)
– ถา้ ต้องการใหพ้ รกิ เกิดเป็นพืชต้นใหม่ไดเ้ รว็ ขน้ึ นักเรยี นจะทำวิธใี ด (แนวคำตอบ แชน่ ำ้ ๑ คืน)



คาบท่ี ๓

ขั้นนำเข้าสู่บทเรยี น
๑) ครูถามคำถามเก่ียวกับประสบการณ์เดมิ ของนักเรยี น เช่น
– นกั เรียนรู้จักเมล็ดพืชชนดิ ใดบา้ ง (แนวคำตอบ พริก มะเขอื คะนา้ ผกั บงุ้ มะมว่ ง ขนนุ ขา้ วโพด

และขา้ ว)
– เมื่อนำเมล็ดไปปลูก พืชแต่ละชนิดใช้ระยะเวลาจนกระทั่งมีดอกและผลเท่ากันหรือไม่ (แนว

คำตอบ ไมเ่ ทา่ กนั )
๒) นักเรียนร่วมกันตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้

เร่ือง วัฏจักรชวี ิตของพชื ดอก

ขนั้ จดั กิจกรรมการเรียนรู้
๑) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)

(๑) ครใู หน้ กั เรยี นดูรูปถ่ัวเขียวและมะมว่ ง แลว้ ถามคำถามนกั เรยี นดงั น้ี
– ถ้านำเมล็ดถั่วเขียวและมะม่วงไปปลูกพร้อมกัน พืชชนิดใดจะมีดอกก่อน (แนวคำตอบ ถ่ัว

เขียว)
– นักเรียนคิดวา่ เป็นเพราะอะไร (แนวคำตอบ เพราะถ่วั เขียวเจรญิ เติบโตจนกระทั่งมีดอกได้เร็ว

กว่ามะม่วง)
(๒) นักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายหาคำตอบเกีย่ วกับคำถามตามความคดิ เห็นของแตล่ ะคน

๒) ขนั้ สำรวจและคน้ หา (Exploration)
(๑) ครูใหน้ กั เรยี นศึกษาเรื่องระยะเวลาของวฏั จกั รชีวติ ของพืชดอกจากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน

โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า พืชดอกแตล่ ะชนดิ มีระยะเวลาของวัฏจกั รชีวิตของพืชดอกแตกต่างกนั
โดยแบ่งเป็นพืชฤดเู ดยี วและพืชยืนต้น

(๒) ครูแบ่งนักเรียนกลุ่มละ ๓ – ๔ คน สำรวจบริเวณโรงเรียนและชุมชนว่ามีเมล็ดพืชชนิดใดบ้าง
จากนั้นแบ่งกลุ่มว่าเป็นพืชฤดูเดียวหรือพืชยืนต้น แล้วเก็บเมล็ดของพืชเหล่านั้นมาสร้างผลงานศิลปะ แล้ว
นำเสนอหน้าหอ้ งเรียน

(๓) ครูคอยแนะนำช่วยเหลอื นกั เรยี นขณะปฏบิ ตั ิกจิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรยี นและเปดิ โอกาส
ใหน้ กั เรียนทกุ คนซกั ถามเม่อื มปี ญั หา

๓) ขั้นอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
(๑) นักเรียนแต่ละกล่มุ นำเสนอผลการปฏิบตั ิกิจกรรมหน้าหอ้ งเรยี น
(๒) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกจิ กรรม โดยใช้แนวคำถาม เช่น
– พืชฤดูเดียวมอี ะไรบ้าง (แนวคำตอบ ถว่ั เขยี ว ขา้ ว และข้าวโพด)
– พืชยืนตน้ มอี ะไรบ้าง (แนวคำตอบ มะม่วง มงั คดุ และทเุ รยี น)
(๓) ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั สรปุ ผลจากการปฏิบัติกจิ กรรม โดยครูเนน้ ให้นักเรยี นเขา้ ใจวา่ พชื ฤดเู ดยี ว

คือ พชื ท่มี ีวัฏจักรชีวิตต้ังแตง่ อกออกจากเมล็ดจนเจรญิ เติบโตเต็มที่ มีการสบื พันธุ์ และสร้างเมล็ดใหม่ใช้เวลา
ไมเ่ กนิ ๑ ปี ส่วนพืชยืนต้น คือ พชื ที่มีวัฏจักรชวี ิตต้ังแต่งอกออกจากเมลด็ จนเจรญิ เติบโตเต็มท่ี มีการสืบพันธุ์
และสรา้ งเมล็ดใหม่ใช้เวลานานกว่า ๑ ปี



๔) ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration)
ครูอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจว่า พืชฤดูเดียว เช่น ข้าว ถั่ว ข้าวโพด และฟักทอง เป็นพืชที่ใช้

ระยะเวลาเติบโตไม่นาน ทำให้เกษตรกรปลูกและเก็บผลผลิตขายไดเ้ ร็ว ในขณะที่พืชยนื ต้นต้องใช้เวลาในการ
ดูแลนานจึงจะเกบ็ ผลผลติ นำมาขายได้ และพืชยนื ต้นบางชนดิ กม็ ีดอกและผลเพียงปีละครง้ั เท่านั้น เชน่ ทเุ รียน
มงั คุด และเงาะ

๕) ขั้นประเมนิ (Evaluation)
(๑) ครใู ห้นักเรียนแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหัวขอ้ ที่เรยี นมาและการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม มจี ุดใดบ้างที่ยังไม่

เข้าใจหรอื ยังมขี ้อสงสัย ถา้ มี ครชู ว่ ยอธิบายเพม่ิ เติมให้นกั เรียนเข้าใจ
(๒) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบ้าง
(๓) ครูและนักเรียนร่วมกนั แสดงความคิดเห็นเก่ียวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนำความรู้ท่ีไดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
(๔) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรยี นโดยการใหต้ อบคำถาม เชน่
– ถ้านักเรียนนำเมล็ดข้าวมาปลูก นักเรยี นไดเ้ กีย่ วข้าวเมื่อใด (แนวคำตอบ ภายในระยะเวลา ๑

ปี)
– ถา้ นกั เรียนนำเมลด็ มะม่วงมาปลกู นกั เรียนได้กินมะม่วงเม่อื ใด (แนวคำตอบ อีกหลายปีถดั ไป)

ขน้ั สรุป
ครูและนกั เรียนร่วมกนั สรุปเกย่ี วกับวฏั จักรชีวติ ของพืชดอกและทบทวนความรู้ โดยร่วมกันเขียนเป็น

แผนทีค่ วามคิดหรือผงั มโนทศั น์

๑๐. สื่อการเรยี นรู้
๑. สมุดวาดรปู ๑ เลม่
๒. สไี ม้/สีเทยี น ๑ กลอ่ ง
๓. ใบกิจกรรม สังเกตตน้ อ่อนทง่ี อกออกมาจากเมล็ดพืช
๔. รปู ถ่ัวเขียวและมะม่วง
๕. กระดาษแข็ง
๖. สีไม/้ สีเทยี น
๗. กาว
๘. สอ่ื การเรยี นรู้ PowerPoint รายวิชาพ้นื ฐาน วทิ ยาศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ ๒



๑๑. การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้

ดา้ นความรู้ (K) ด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและ ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
จติ วทิ ยาศาสตร์ (A)
๑. ซักถามความรเู้ รอ่ื งวัฏจกั รชวี ติ
ของพืชดอก ๑. ประเมินเจตคติทาง ๑. ประเมินทักษะการคดิ โดย

๒. ตรวจชน้ิ งานหรือภาระงานของ วิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคลโดย การสงั เกตการทำงานกลมุ่
กจิ กรรมฝกึ ทักษะระหวา่ งเรียน
การสังเกตและใช้แบบวัดเจตคติ ๒. ประเมนิ พฤตกิ รรมในการ

ทางวิทยาศาสตร์ ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมเปน็

๒. ประเมินเจตคตติ อ่ วิทยาศาสตร์ รายบคุ คลหรอื รายกลุ่มโดย

เปน็ รายบคุ คลโดยการสงั เกต การสงั เกตการทำงานกลมุ่

และใชแ้ บบวดั เจตคติตอ่

วทิ ยาศาสตร์



แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการเรียนรู้

ด้านความรู้ ด้านทกั ษะกระบวนการ และดา้ นคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์

คำช้แี จง : ให้ลงคะแนนและทำเคร่อื งหมาย ✓ ลงในช่องผลการประเมนิ ท่เี ป็นความจริงท่สี ุด

ด้านความรู้ ด้านทกั ษะกระบวนการ ด้านคณุ ลักษณะอันพงึ
ประสงค์

เลขท่ี คะแนนเตม็ ผลการ คะแนนเตม็ ผลการประเมนิ คะแนนเต็ม ผลการประเมนิ
ประเมิน ๓ ผา่ น ไมผ่ ่าน ๑ ผา่ น ไมผ่ ่าน

๓ ผา่ น ไม่
ผ่าน

๑ ๓✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๒ ๓✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๓ ๓✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๔ ๓✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๕ ๓✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๖ ๓✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๗ ๓✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๘ ๓✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๙ ๓✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๑๐ ๓ ✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๑๑ ๓ ✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๑๒ ๓ ✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๑๓ ๓ ✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๑๔ ๓ ✓ ๓✓ ๑✓

๑๕ ๓ ✓

๑๖ ๓ ✓

๑๗ ๓ ✓

๑๘ ๓ ✓

๑๙ ๓ ✓

๒๐ ๓ ✓

๒๑ ๓ ✓

๒๒ ๓ ✓

๒๓ ๓ ✓

๒๔ ๓ ✓

๒๕ ๓ ✓

๒๖ ๓ ✓

๒๗ ๓ ✓

๑๐

ดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะกระบวนการ ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึง
ประสงค์

เลขท่ี คะแนนเต็ม ผลการ คะแนนเตม็ ผลการประเมนิ คะแนนเต็ม ผลการประเมิน
ประเมนิ ๓ ผา่ น ไมผ่ ่าน ๑ ผ่าน ไมผ่ า่ น

๓ ผา่ น ไม่
ผ่าน

๒๘ ๓ ✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๒๙ ๓ ✓

จำนวนนักเรียนที่ผ่าน ด้านความรู้ (K) ๒๙ คน คิดเปน็ รอ้ ยละ ๑๐๐
จำนวนนักเรยี นที่ไมผ่ ่าน ด้านความรู้ (K) ๐ คน คิดเปน็ ร้อยละ ๐
จำนวนนกั เรียนที่ผ่าน ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (P) ๒๙ คน คิดเปน็ ร้อยละ ๑๐๐
จำนวนนกั เรยี นที่ไมผ่ ่าน ด้านทักษะกระบวนการ (P) ๐ คน คดิ เป็นร้อยละ ๐
จำนวนนกั เรยี นทผี่ ่าน ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A) ๒๙ คน คิดเป็นรอ้ ยละ ๑๐๐
จำนวนนกั เรียนท่ไี ม่ผ่าน ด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (A) ๐ คน คิดเปน็ ร้อยละ ๐

ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(นางสาวธันวาภรณ์ เปียสนั เทียะ)

วนั ท่ี ๑ เดอื น สงิ หาคม พ.ศ ๒๕๖๕

๑๑

๑๒

๑๓

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๒ ๑๔

สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว๑๒๑๐๑
เรือ่ ง แบบจำลองวฏั จักรชีวติ ของพชื ดอก ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ ๒ เวลา ๒ ชัว่ โมง
ครูผู้สอน นางสาวธนั วาภรณ์ เปียสันเทยี ะ

๑. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพืน้ ฐานของสิ่งมีชวี ติ การลำเลียงสารเข้าและออก

จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์

๒. ตัวชี้วัดชน้ั ปี
ว ๑.๒ ป. ๒/๓ สร้างแบบจำลองท่บี รรยายวฏั จักรชีวิตของพืชดอก

๓. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
๑. สรา้ งแบบจำลองวฏั จกั รชวี ิตของพืชดอกได้ (K)
๒. อธบิ ายแบบจำลองวัฏจกั รชีวติ ของพืชได้ (K)
๓. มีความสนใจใฝ่รู้หรอื อยากรอู้ ยากเห็น (A)
๔. พอใจในประสบการณก์ ารเรียนรทู้ เี่ กย่ี วกับวิทยาศาสตร์ (A)
๕. ทำงานรว่ มกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A)
๖. สื่อสารและนำความรู้เร่อื งแบบจำลองวัฏจักรชวี ิตของพชื ดอกไปใช้ในชีวติ ประจำวันได้ (P)

๔. สาระสำคญั

๑.วัฏจักรชีวติ ของพชื ดอก คอื ช่วงระยะเวลาในการมชี วี ติ ของพืชดอก ต้ังแตเ่ มล็ดเร่ิมงอกเป็นต้นอ่อน

จนกระทัง่ เจรญิ เตบิ โตเต็มท่ี มดี อกและผล ภายในผลมเี มล็ดพร้อมท่จี ะให้ชีวติ พืชต้นใหมต่ ่อไปอีก โดยวัฏจักร
ชีวติ ของพืชดอกจะดำเนนิ ตดิ ต่อกนั ไปตามลำดับจนจบลงท่จี ุดเรม่ิ ตน้ อกี ครง้ั

๒.วัฏจกั รชีวติ ของพืชดอกจะดำเนินตดิ ตอ่ กันไปตามลำดบั จนจบลงท่จี ดุ เรม่ิ ตน้ อกี ครัง้

๕. สาระการเรยี นรู้
วฏั จกั รชีวติ ของพชื ดอก

๖. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
๑. มีวนิ ยั
๒. ใฝ่เรยี นรู้
๓. มุง่ มนั่ ในการทำงาน
๔. มีจติ วิทยาศาสตร์

๑๕

๗. สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน
๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคดิ
๓. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
๔. ความสามารถในการใชท้ ักษะ/กระบวนการและทกั ษะในการดำเนินชีวติ

๘. ชน้ิ งานหรอื ภาระงาน
สรา้ งแบบจำลองวัฏจกั รชวี ิตของพืชดอก

๙. การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
คาบที่ ๑
ข้นั นำเข้าสบู่ ทเรยี น

๑) ครใู ห้นกั เรยี นทบทวนความร้เู ดมิ ที่ไดเ้ รียนรมู้ าแลว้ โดยใชค้ ำถามต่อไปน้ี
– พืชทมี่ วี ัฏจกั รชีวติ ตง้ั แต่งอกออกจากเมล็ดจนเจริญเติบโต มกี ารสืบพนั ธ์ุ และสร้างเมล็ดใหม่ใช้

เวลาไม่เกนิ ๑ ปี เรียกว่าอะไร (แนวคำตอบ พชื ฤดเู ดียว)
– พชื ที่มีวัฏจกั รชวี ติ ต้งั แต่งอกออกจากเมล็ดจนเจริญเตบิ โต มกี ารสบื พันธุ์ และสร้างเมล็ดใหม่ใช้

เวลามากกว่า ๑ ปี เรียกวา่ อะไร (แนวคำตอบ พชื ยนื ตน้ )
๒) นักเรียนร่วมกันตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้

เรอื่ ง แบบจำลองวฏั จกั รชีวติ ของพืชดอก

ขัน้ จดั กจิ กรรมการเรียนรู้
๑) ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)

(๑) ครนู ำรูปลำดบั ของวัฏจักรชีวติ ของทานตะวนั แต่ละลำดบั มาวางสลบั กัน จากนนั้ ให้นักเรยี นในห้อง
ชว่ ยกนั เรยี งลำดับเพอื่ ให้เป็นวฏั จักรชวี ิตของทานตะวันท่ถี ูกตอ้ ง

(๒) นักเรียนร่วมกนั อภปิ รายหาคำตอบเก่ียวกับคำถามตามความคิดเหน็ ของแต่ละคน

๒) ข้นั สำรวจและคน้ หา (Exploration)
(๑) ครูแบง่ นกั เรยี นกล่มุ ละ ๓ – ๔ คน ปฏิบัตกิ ิจกรรม สรา้ งแบบจำลองวัฏจกั รชวี ิตของพืชดอก ตาม

ขั้นตอน ดังน้ี
– ให้นักเรียนสร้างแบบจำลองวัฏจักรชีวิตของพืชดอก ๑ ชนิด โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการงอก

ของเมล็ดจนมีดอก และมีการสืบพนั ธุ์เปลย่ี นแปลงไปเป็นผลท่มี ีเมลด็ อยู่ภายใน
– นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานหน้าห้องเรียนและเปิดโอกาสให้เพื่อนกลุ่มอื่น ๆ ซักถาม

จากนั้นบนั ทึกผลและสรุป
(๒) ครูคอยแนะนำชว่ ยเหลือนักเรียนขณะปฏิบัตกิ จิ กรรม โดยครูเดินดูรอบๆ ห้องเรียนและเปิดโอกาส

ให้นักเรียนทกุ คนซักถามเมอ่ื มปี ัญหา

๓) ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
(๑) นกั เรยี นแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการปฏิบัติกจิ กรรมหนา้ หอ้ งเรียน
(๒) ครูและนักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายผลจากการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยใช้แนวคำถาม เชน่

๑๖

– เมล็ดของพืชดอกที่นักเรยี นสร้างแบบจำลองวฏั จกั รชวี ติ ใช้ระยะเวลาเทา่ ใดในการเจริญเติบโต
เปน็ ตน้ ออ่ น (แนวคำตอบ ๑๕ วนั )

– พชื ดอกเมื่อเจรญิ เติบโตเต็มทีจ่ ะได้ผลผลิตเป็นอะไร (แนวคำตอบ ดอกและผล)
(๓) ครแู ละนกั เรียนร่วมกันสรปุ ผลจากการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยครเู น้นให้นักเรียนเขา้ ใจว่า วฏั จักรชีวิต
ของพชื ดอก คือ ช่วงระยะเวลาในการมีชีวติ ของพชื ดอก ต้งั แตเ่ มลด็ เริม่ งอกเป็นต้นอ่อน จนกระทัง่ เจริญเตบิ โต
เต็มท่ี มีดอกและผล ภายในผลมเี มล็ดพร้อมท่ีจะให้ชวี ิตพืชต้นใหมต่ ่อไปอกี

๔) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
ครูนำแบบจำลองวัฏจักรชีวติ ของพืชดอกจากกจิ กรรม สร้างแบบจำลองวัฏจักรชีวิตของพืชดอกของ

แต่ละกลมุ่ มาเปรียบเทียบกัน โดยครูอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจวา่ พชื ดอกต่างชนิดกันอาจมีลักษณะใน
แตล่ ะระยะของวัฏจกั รของพชื ดอกแตกต่างกัน แตล่ ำดบั ของวัฏจกั รชวี ิตของพชื ดอกยังคงเหมือนกนั คอื เมล็ด
เจริญไปเป็นตน้ ออ่ น ตน้ ออ่ นเจรญิ เปน็ พืชและมดี อก มีผล และใชเ้ มล็ดในผลเจริญเติบโตเป็นพชื ต้นใหมต่ อ่ ไป

๕) ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)
(๑) ครูใหน้ ักเรยี นแต่ละคนพจิ ารณาว่า จากหัวข้อทเ่ี รยี นมาและการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม มีจดุ ใดบา้ งท่ยี ังไม่

เข้าใจหรือยงั มขี ้อสงสยั ถา้ มี ครชู ว่ ยอธิบายเพ่ิมเตมิ ให้นกั เรยี นเขา้ ใจ
(๒) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อยา่ งไรบา้ ง
(๓) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกจิ กรรม และ

การนำความรูท้ ีไ่ ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
(๔) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการใหต้ อบคำถาม เชน่
– วฏั จักรชีวติ ของพชื ดอกสำคัญอย่างไร (แนวคำตอบ ทำใหพ้ ชื ทีเ่ จรญิ เติบโตแล้วสร้างเมล็ดเพ่ือ

เกิดเป็นพชื ต้นใหมไ่ ดอ้ ีกคร้งั )
– ถา้ ไม่มวี ัฏจักรชวี ิตของพืชดอกจะเกิดอะไรขน้ึ (แนวคำตอบ พืชจะนอ้ ยลงหรือหมดไปจากโลก

เพราะไม่มเี มล็ดเพ่ือนำมาปลูกเปน็ พืชตน้ ใหม่)

คาบที่ ๒
ข้ันนำเข้าสู่บทเรียน

๑) ครูให้นักเรียนทบทวนความรู้เดิมที่ได้เรียนรู้มาแล้วโดยให้ตัวแทนนักเรียน ๒ คนมาอธิบายถึง
แบบจำลองวัฏจักรของพืชดอกท่ที ำในกิจกรรม สร้างแบบจำลองวัฏจักรชวี ติ ของพืชดอก

๒) นักเรียนร่วมกันตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำตอบ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้
เรอื่ ง วัฏจกั รชวี ติ ของพชื ดอก

ขนั้ จดั กิจกรรมการเรยี นรู้

๑) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)
(๑) ครถู ามคำถามนกั เรียนเพ่ือกระตนุ้ ความสนใจ เช่น
– พืชฤดูเดียวและพืชยืนต้นมีลำดับในวัฏจักรชีวิตของพืชดอกเหมือนกันหรือไม่ (แนวคำตอบ

เหมือนกัน)

๑๗

(๒) นักเรียนรว่ มกันอภิปรายหาคำตอบเก่ยี วกบั คำถามตามความคิดเห็นของแตล่ ะคน

๒) ขั้นสำรวจและคน้ หา (Exploration)
(๑) ครูแบ่งนกั เรียนเป็น ๔ กลุม่ เพ่ือออกแบบโมไบล์วัฏจกั รชีวิตของพชื ดอก โดยใหโ้ มไบลส์ มดุล ตาม

ข้นั ตอน ดงั นี้
– ออกแบบโมไบล์วฏั จักรชวี ิตของพืชดอกลงในกระดาษ
– แตล่ ะคนในกลมุ่ ช่วยกันหาวัสดุท่ีหาได้ภายในโรงเรียน (ครอู าจชว่ ยเตรยี มวัสดใุ ห้ เช่น แท่งไม้/

แท่งพลาสตกิ ขนาดเล็กยาว ๓๐ เซนตเิ มตร ดา้ ย/เชอื ก กรรไกร สไี ม/้ สีเทยี น กาว/เทปใส)
– สร้างโมไบล์วัฏจกั รชวี ติ ของพชื ดอก ตามท่อี อกแบบไวแ้ ล้วนำเสนอผลงานหน้าหอ้ งเรยี น
– นำเครื่องโมไบลว์ ัฏจักรชีวิตของพชื ดอก มาทดสอบและปรบั ปรงุ ถา้ มีขอ้ ผดิ พลาด

(๒) ครคู อยแนะนำช่วยเหลอื นกั เรยี นขณะปฏิบัติกจิ กรรม โดยครเู ดินดูรอบๆ ห้องเรยี นและเปดิ โอกาส
ใหน้ กั เรยี นทุกคนซกั ถามเมื่อมปี ัญหา

๓) ข้นั อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)
(๑) นักเรียนแต่ละกลมุ่ นำเสนอผลการปฏิบตั ิกจิ กรรมหนา้ หอ้ งเรียน
(๒) ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายผลจากการปฏิบตั กิ จิ กรรม โดยใช้แนวคำถาม เช่น
– กลมุ่ ของนกั เรียนเลอื กทำโมไบล์วัฏจักรชีวิตของพชื ดอกชนิดใด (แนวคำตอบ ข้าวโพด)
– นักเรียนมีหลักการทำโมไบล์อย่างไร (แนวคำตอบ วางตำแหน่งของลำดับวัฏจักรชีวิตของพชื

ดอกให้ถูกตอ้ งและสมดุลกัน)
– โมไบลข์ องนกั เรียนแสดงวฏั จกั รชีวติ ของพืชดอกไดอ้ ย่างไร (แนวคำตอบ แสดงได้โดยการวาง

ตำแหนง่ ของวฏั จักรชวี ิตของพืชดอกตามลำดบั โดยมลี ักษณะเป็นวงกลม)
(๓) ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันสรุปผลจากการปฏบิ ัติกิจกรรม โดยครเู นน้ ใหน้ ักเรยี นเข้าใจว่า วัฏจกั รชวี ิต

ของพืชดอกมีลักษณะเป็นวงกลม คือ เมื่อเริ่มจากจุดเริม่ ต้นก็จะดำเนินต่อไปแล้วกลับมาที่จุดเดิมเป็นวัฏจกั ร
เร่ือยไป

๔) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
ครูอธิบายเพ่ิมเติมให้นักเรียนเขา้ ใจว่า วัฏจกั รชวี ิตของพชื ดอกต่างชนดิ กนั อาจมลี ักษณะในแต่ละระยะ

ของวัฏจกั รของพชื ดอกแตกต่างกัน แต่ลำดบั ของวัฏจักรชีวิตของพืชดอกยงั คงเหมือนกัน คือ เมล็ดเจริญไปเป็น
ต้นออ่ น ต้นออ่ นเจรญิ เปน็ พืชและมีดอก มผี ล และใช้เมล็ดในผลเจรญิ เตบิ โตเปน็ พืชตน้ ใหม่ต่อไป

๕) ขน้ั ประเมิน (Evaluation)
(๑) ครูใหน้ ักเรยี นแต่ละคนพจิ ารณาวา่ จากหัวขอ้ ท่ีเรยี นมาและการปฏบิ ัติกจิ กรรม มีจุดใดบา้ งท่ียังไม่

เข้าใจหรือยงั มีข้อสงสัย ถา้ มี ครูชว่ ยอธิบายเพม่ิ เติมให้นกั เรยี นเขา้ ใจ
(๒) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข

อย่างไรบ้าง
(๓) ครูและนักเรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ทีไ่ ด้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ

การนำความรูท้ ่ไี ด้ไปใช้ประโยชน์
(๔) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการใหต้ อบคำถาม เช่น
– ถา้ พืชมีดอก ลำดบั ตอ่ ไปของวัฏจกั รชีวติ ของพชื ดอกคอื อะไร (แนวคำตอบ ผลท่มี เี มล็ด)

๑๘

– เขยี นวัฏจักรชีวิตของพืชดอก (แนวคำตอบ
ผล

พืชเจรญิ เติบโตและมีดอก เมลด็

ตน้ อ่อน

ข้ันสรปุ
๑) ครูและนักเรยี นรว่ มกันสรุปเกยี่ วกับแบบจำลองวัฏจักรชีวิตของพชื ดอก โดยร่วมกันเขียนเป็นแผน

ท่ีความคิดหรือผงั มโนทศั น์
๒) ครูดำเนินการทดสอบหลังเรียน โดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน เพื่อวัดความก้าวหน้า/

ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน หน่วยการเรียนรทู้ ่ี ๓ ของนกั เรยี น
๓) ครูเชือ่ มโยงเนอื้ หาจากบทเรียนน้กี ับบทเรียนช่วั โมงหน้า เพื่อใหน้ ักเรียนเตรียมความพร้อมในการ

เรียนช่วั โมงต่อไป โดยการใชค้ ำถามกระต้นุ ดงั น้ี
– นอกจากน้ำท่พี ชื ดูดซับจากดิน นักเรียนคดิ วา่ ดินมีสว่ นประกอบอะไรอกี บ้าง (แนวคำตอบ หิน

ทีผ่ ุพงั ซากพชื ซากสัตว์ และอากาศ)
๔) ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาค้นคว้าเนื้อหาของบทเรียนชั่วโมงหน้า เพื่อจัดการเรียนรู้ครั้ง

ต่อไป โดยให้นกั เรยี นศกึ ษาค้นคว้าล่วงหนา้ ในหวั ข้อสว่ นประกอบของดิน
๕) ครูให้นักเรียนเตรียมประเด็นคำถามที่สงสัยมาอย่างน้อยคนละ ๑ คำถาม เพื่อนำมาอภิปราย

ร่วมกันในหอ้ งเรยี นครง้ั ต่อไป

๑๐. สือ่ การเรยี นรู้
๑. รปู ลำดบั ของวัฏจักรชีวติ ของทานตะวัน
๒. ใบกจิ กรรม สรา้ งแบบจำลองวฏั จักรชีวิตของพืชดอก
๓. แทง่ ไม/้ แทง่ พลาสติกขนาดเลก็ ยาว ๓๐ เซนตเิ มตร
๔. ดา้ ย/เชอื ก
๕. กรรไกร
๖. สีไม/้ สเี ทยี น
๗. กาว/เทปใส
๘. สอ่ื การเรียนรู้ PowerPoint รายวิชาพืน้ ฐาน วิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๒

๑๑. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ดา้ นความรู้ (K) ด้านคุณธรรม จรยิ ธรรมและ ดา้ นทกั ษะ/กระบวนการ (P)
จติ วิทยาศาสตร์ (A)
๑. ซกั ถามความรเู้ รื่อง
แบบจำลองวัฏจักรชวี ติ ของพชื ๑. ประเมินเจตคติทาง ๑. ประเมินทกั ษะกระบวนการ
ดอก
วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นรายบุคคลโดย ทางวทิ ยาศาสตรโ์ ดยใชแ้ บบ

การสงั เกตและใชแ้ บบวัดเจตคติ วดั ทกั ษะกระบวนการทาง

ทางวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์

๑๙

๒. ตรวจชิ้นงานหรอื ภาระงานของ ๒. ประเมนิ เจตคตติ ่อวิทยาศาสตร์ ๒. ประเมนิ ทักษะการคดิ โดย
กิจกรรมฝึกทกั ษะระหวา่ งเรยี น
เปน็ รายบุคคลโดยการสังเกต การสังเกตการทำงานกลมุ่
๓. ทดสอบหลังเรยี นโดยใช้
และใช้แบบวัดเจตคติต่อ ๓. ประเมนิ ทักษะการ
แบบทดสอบหลังเรยี น
วทิ ยาศาสตร์ แก้ปญั หาโดยการสงั เกตการ

ทำงานกลมุ่

๔. ประเมินพฤตกิ รรมในการ

ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมเป็น

รายบคุ คลหรือรายกลุ่มโดย

การสงั เกตการทำงานกลมุ่

๒๐

แบบประเมนิ พฤติกรรมการเรียนรู้

ด้านความรู้ ด้านทกั ษะกระบวนการ และดา้ นคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์

คำช้แี จง : ใหล้ งคะแนนและทำเคร่ืองหมาย ✓ ลงในช่องผลการประเมนิ ทเี่ ปน็ ความจริงทีส่ ุด

ดา้ นความรู้ ดา้ นทักษะกระบวนการ ด้านคณุ ลักษณะอันพึง
ประสงค์

เลขท่ี คะแนนเต็ม ผลการ คะแนนเตม็ ผลการประเมนิ คะแนนเต็ม ผลการประเมนิ
ประเมนิ ๓ ผา่ น ไม่ผ่าน ๑ ผา่ น ไมผ่ ่าน

๓ ผา่ น ไม่
ผ่าน

๑ ๓✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๒ ๓✓ ๒✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๓ ๓✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๔ ๓✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๕ ๓✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๖ ๒✓ ๒✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๗ ๓✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๘ ๓✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๙ ๓✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๑๐ ๓ ✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๑๑ ๓ ✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๑๒ ๓ ✓ ๒✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๑๓ ๓ ✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๑๔ ๒ ✓ ๓✓ ๑✓

๑๕ ๓ ✓

๑๖ ๓ ✓

๑๗ ๓ ✓

๑๘ ๓ ✓

๑๙ ๓ ✓

๒๐ ๓ ✓

๒๑ ๓ ✓

๒๒ ๓ ✓

๒๓ ๒ ✓

๒๔ ๒ ✓

๒๕ ๓ ✓

๒๖ ๓ ✓

๒๗ ๓ ✓

๒๑

ดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะกระบวนการ ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึง
ประสงค์

เลขท่ี คะแนนเต็ม ผลการ คะแนนเตม็ ผลการประเมนิ คะแนนเต็ม ผลการประเมิน
ประเมนิ ๓ ผา่ น ไมผ่ ่าน ๑ ผ่าน ไมผ่ า่ น

๓ ผา่ น ไม่
ผ่าน

๒๘ ๓ ✓ ๓✓ ๑✓
๓✓ ๑✓
๒๙ ๓ ✓

จำนวนนักเรียนที่ผ่าน ด้านความรู้ (K) ๒๙ คน คิดเปน็ รอ้ ยละ ๑๐๐
จำนวนนักเรยี นที่ไมผ่ ่าน ด้านความรู้ (K) ๐ คน คิดเปน็ ร้อยละ ๐
จำนวนนกั เรียนที่ผ่าน ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (P) ๒๙ คน คิดเปน็ ร้อยละ ๑๐๐
จำนวนนกั เรยี นที่ไมผ่ ่าน ด้านทักษะกระบวนการ (P) ๐ คน คดิ เป็นร้อยละ ๐
จำนวนนกั เรยี นทผี่ ่าน ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A) ๒๙ คน คิดเป็นรอ้ ยละ ๑๐๐
จำนวนนกั เรียนท่ไี ม่ผ่าน ด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (A) ๐ คน คิดเปน็ ร้อยละ ๐

ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(นางสาวธันวาภรณ์ เปียสนั เทียะ)

วนั ท่ี ๘ เดอื น สงิ หาคม พ.ศ ๒๕๖๕

๒๒

๒๓

๒๔


Click to View FlipBook Version