1
ก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระเมตตาห่วงใย ต่อพสกนิกร ทุกหมู่เหล่า และทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นโดยผ่าน กระบวนการทางการศึกษา ให้ประชาชนสามารถน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการด ารงชีวิต ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ เป็นศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรตามพระราชด าริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้ง ศูนย์ฝึกอาชีพราษฎร เพื่อเพิ่มพูนทักษะและมีช่องทางการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ให้กับครอบครัว โดยโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส านักงาน ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักในการด าเนินงาน โครงการศูนย์ฝึกอาชีพราษฎร ตามพระราชด าริ และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการก่อสร้าง จ านวน 10,600,000.- บาท (สิบล้านหกแสนบาทถ้วน) บนที่ดินในพระนามาภิไธยซึ่งนางสาววงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ได้น้อมเกล้า น้อมกระหม่อมถวาย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อว่า “ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์” โดยเสด็จพระราชด าเนินทรงวางศิลาฤกษ์อาคารวงเดือน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 และเสด็จพระ ราชด าเนินเปิดศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ เมื่อวันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561 ศูนย์วงเดือน อาคมสุทัณฑ์ มีบทบาท ภารกิจคือ จัดฝึกอบรมด้านอาชีพตามพระราชด าริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และอาชีพในท้องถิ่น จังหวัดอุทัยธานีเพื่อการอนุรักษ์และการมีงานท า ศึกษา ค้นคว้า วิจัยและ พัฒนาการศึกษาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและอาชีพที่เหมาะสมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงส าหรับประชาชนใน พื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้และการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยในทุกรูปแบบเป็นศูนย์สาธิต ทดลอง จัดแสดง และจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ของศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ และโครงการพระราชด าริ ส่งเสริม สนับสนุน ประสานงานร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การศึกษาอาชีพเพื่อการ มีงานท า และส่งเสริม สนับสนุน ประสานงานการจัดอบรมวิชาชีพศิลปวัฒนธรรมไทยแก่ประชาชนทั่วไปในรูปแบบต่าง ๆ จัดฝึกอบรมทักษะอาชีพ ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ สู่คุณภาพชีวิตที่ดี ของประชาชน ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรตามพระราชด าริ จังหวัดอุทัยธานี
ข หน้า ค าน า ก สารบัญ ข ประวัติความเป็นมา 1 1. บายศรีปากชาม 7 2. บายศรีเทพ 11 3. บายศรีพรหม 15 4. บายศรีหลัก 21 5. บายศรีตอ 26 ภาพกิจกรรมการเรียนการสอนบายศรี 31 คณะผู้จัดท า
๑ บายศรี นับเป็นงานที่แสดงถึงศิลปะและวัฒนธรรมของคนไทยในสมัยโบราณ ที่น าใบตอง และดอกไม้มาประดิษฐ์ประดอยเพื่อความสวยงาม เป็นส ารับใส่อาหารในพิธีสังเวยบูชา นับเป็นสิ่ง ที่มีคุณค่ายิ่งส าหรับคนไทยการเย็บบายศรีนั้นเชื่อว่าเป็นไปตามความเชื่อของพราหมณ์ มิใช่ของ พุทธศาสนา เพราะวัตถุประสงค์ที่จัดท าขึ้นจะเป็นไปเพื่อบวงสรวงเทพและเทวดา บูชาครู หรือ ท าขวัญ เท่านั้น รูปแบบของบายศรีที่ประดิษฐ์เรียบร้อยแล้วมักจะมีรูปทรงที่เป็นรูปสามเหลี่ยมคือ ฐานกว้างและยอดแหลมซึ่งเป็นเรื่องของความงดงาม และถือว่าเป็นการจ าลองรูปเขาพระสุเมรุ อันเป็นที่สถิตย์ของพระอิศวรอันเป็นเทพเจ้าสูงสุดมาเป็นประธานในพิธีสังเวยบูชานั้น ๆ ตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณนั้นเชื่อว่า การท าบายศรีนี้มีครูที่แรงมาก ผู้ที่จะท าได้จะต้อง ได้รับการครอบจากครูเสียก่อน มิฉะนั้นจะท าให้มีอาการต่าง ๆ นานาเกิดขึ้นกับคนผู้นั้น ผู้คนส่วน ใหญ่จึงไม่กล้าที่จะฝึกท าตามล าพัง ต่อมาเมื่อความเจริญก้าวหน้ามีมากขึ้น ความเชื่อต่าง ๆ ลดน้อยลง รูปแบบของการครอบจากมือครูจึงเปลี่ยนเป็นการฝึกหัดท าจากต ารับต ารา แล้วใช้ วิธีการท าบุญใส่บาตรอุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศลหรือใช้วิธีของการอธิษฐานจิตเพื่อระลึกถึงครูอาจารย์ แต่ความเชื่อของคน โบราณที่อยู่ในรั้วในวังก็ยังถือความเคร่งในจุดนี้อยู่ โดยจะท าพิธีจับมือลูกศิษย์ เพื่อครอบให้กับทุกคนที่ไห้มีโอกาสเข้าไปฝึกหัดท า ผู้เฒ่าผู้แก่ยังได้เล่าต่อ ๆ กันมาอีกว่า บายศรีที่ ท าเสร็จแล้วถือเป็นของสูง จะน าไปทิ้งเลอะเทอะไม่ได้ ในสมัยก่อนนิยมน าไปลอยน้ า เมื่อมีการ กราบไหว้บูชาเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่สมัยนี้ไม่สามารถน าไปลอยน้ าได้เพราะจะท าให้น้ าเน่าเสีย ก็จะเอาไปทิ้งไว้ตามโคนต้นไม้ใหญ่ เรียกว่าเอาไปจ าเริญ การท าบายศรีในสมัยโบราณ จะมีรูปแบบที่นิยมท ากันคือ บายศรีค้น บายศรีปากชาม และ บายศรีใหญ่ (หมายถึง บายศรีที่จัดท าใส่พานมีขนาดใหญ่กว่าบายศรีปากชาม เช่น บายศรีอีสาน บายศรีเชียงใหม่) แต่ในสมัยปัจจุบันได้มีการท าบายศรีประยุกต์ขึ้นมากมายตามความสวยงาม แต่ความเชื่อของผู้ท าบายศรี ซึ่งจากการพูดคุยมักจะกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า รูปแบบต่าง ๆ ที่คิด ประดิษฐ์ขึ้นมานั้นมีแรงบันดาลใจมาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถืออยู่
๒ งานพิธีที่นิยมจัดท าบายศรีขึ้นบูชามีดังนี้ คือ 1. พระราชพิธีต่าง ๆ เช่น การบวงสรวงเทพ เทวดา และดวงพระวิญญาณของบุรพมหา กษัตริย์การเปลี่ยนเครื่องทรงของพระแก้วมรกต พระราชพิธีสมโภชต่าง ๆ การท าขวัญต่าง ๆ เช่น ขวัญเดือน การตัดจุก โกนจุก การบวช การแต่งงาน การรับขวัญ ส่งขวัญ 2. การท าขวัญเรือน การท าขวัญช้าง การท าขวัญกระบือ การท าขวัญนา การท าขวัญข้าว ฯลฯ 3. การสังเวยพระภูมิเจ้าที่ 4. การไหว้ครูต่างๆ เช่น ครูละคร ครูคนตรี ครูฟ้อนร า ฯลฯ 5. การบวงสรวงสังเวยเทวดาอารักษ์ในกรณีต่าง ๆ เช่น การแก้บน 6. การฉลองพระพุทธรูปต่าง ๆ 7. การสมโภชกรุง นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ในพิธีต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในโอกาสพิเศษ เช่น ฉลองสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้มาใหม่ซึ่งเป็นความเชื่อที่ต้องท าพิธีรับให้เกิดสิริมงคลแก่ผู้ที่เป็นเจ้าของ ซึ่งในสมัยปัจจุบันได้มี การประยุกต์ทั้งรูปแบบและการตกแต่งด้วยดอกไม้นานาชนิด ท าให้รูปแบบบายศรีมีความงดงาม อ่อนหวานมากขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมของประชาชนคนไทย และสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามของจิตใจผู้คนในสมัยนั้น ๆ ซึ่งสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นงาน ศิลปะที่มองเห็นกันอยู่โดยทั่วไป ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับบายศรี ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้ค าจ ากัดความค าว่า “บายศรี” ไว้ว่า หมายถึง เครื่องเชิญขวัญหรือรับขวัญ ท าด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทงเป็นชั้น ๆ มีขนาดใหญ่เล็กสอบขึ้นไปตามล าคับ เป็น 3 ชั้น 5 ชั้น 7 ชั้น หรือ 9 ชั้น มีเสาปักตรงกลางเป็น แกน มีเครื่องสังเวยวางอยู่ในบายศรีและมีไข่ขวัญเสียบอยู่บนยอดบายศรี มีหลายอย่างเข่น บายศรี ตอง บายศรีปากชาม บายศรีใหญ่ (บาย หมายถึง ข้าว + ศรี หมายถึง สิริ รวมความหมายถึง ข้าวอัน เป็นสิริหรือขวัญข้าว)
๓ ไม้กลัด ใบตอง ไม้ไผ่เหลาปลายแหลม (คล้ายไม้เสียบลูกชิ้น) เข็ม ด้ายสีต่าง ๆ ถาด ลวดขนาดต่าง ๆ กรรไกรดัดลวด
๔ ตะปูเข็ม มีด พานแล้วแต่ประเภทของบายศรี ที่เย็บกระดาษ กรรไกร ผ้าเช็ดใบตอง โฟมตัดทรงกลม
๕ ในการท าบายศรี สิ่งส าคัญที่สุดคือ ใบตอง เพราะบายศรีจะส าเร็จออกมาได้สวยงามมาก น้อยขนาดใดขึ้นอยู่กับการตัดเลือกใบตอง และการพับใบตอง ซึ่งมีข้อควรสังเกต ดังนี้ 1. ใช้ใบตองตานีสีเขียวสดในการท าบายศรีควรเลือกใบตองที่มีขนาดใหญ่และไม่มีรอยแตก 2. ก่อนใช้ใบตองควรเช็ดให้สะอาด โดยใช้ผ้าชุบน้ าบิดให้แห้งเช็คตามร่องของใบตอง 3. ให้สังเกตบริเวณที่ติดกับแกนกลางใบ หากเป็นสันหนาให้ดึงส่วนที่เป็นสันทิ้ง มิฉะนั้น เวลาพับจะท าให้ใบตองแตกได้ เวลาดึงจะมีเสียงดังแกร๊ก ๆ วิธีการดึงให้ใช้สันมือซ้ายกดบริเวณ ใกล้กับสันใบตอง แล้วใช้มือขวาดึงสันดังกล่าว 4. ในการฉีกใบตองให้มีขนาดต่าง ๆ หากต้องให้ใบตองมีขนาดเท่ากัน ควรน าใบตอง ใบที่ เป็นแบบวางไว้ใต้ใบตองที่จะฉีกฉีกจากนั้นใช้นิ้วกลางสอดไว้ใต้ใบตองและนิ้วหัวแม่มือกดบนใบตอง โดยให้ในต าแหน่งเดียวกับนิ้วกลาง ซึ่งบริเวณดังกล่าวด้องเป็นบริเวณสันข้างของใบตองที่เป็นแบบ แล้วจึงฉีก ใบตองแต่ละชิ้นจะมีขนาดเท่ากัน แต่ถ้าหากใช้ใบตองใบที่เป็นแบบวางไว้ข้างบนอย่างที่ ท ากันโดยปกติ เมื่อฉีกไปเรื่อย ๆ ใบตองจะมีขนาดใหญ่ขึ้น ๆ 5. การฉีกใบตองส าหรับท าบายศรีหากต้องใช้ใบตองหลายขนาด ควรฉีกเตรียมไว้ก่อน เพราะจะท าให้พับได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น ดอกไม้ที่ใช้ส าหรับท าบายศรี ดอกบัว ดอกดาวเรือง ดอกพุด ดอกบานไม่รู้โรย
๖ 6. การพับใบตองเพื่อท าบายศรี ให้สังเกตว่าส่วนใดก็ตามที่จะหันออกสู่สายตาของคน (ส่วนที่มองเห็น) ควรพยายามพับให้บริเวณสันที่ติดกับแกนกลางใบตองอยู่ตรงนั้น เพราะจะท า ให้สามารถเก็บความสดไว้ได้นาน ไม่เหี่ยวหรือเหลืองง่าย โดยปกติจะพับจากปลายใบเข้ามา เพื่อให้ส่วนที่เป็นสันใบปรากฏอยู่ข้างนอก 7. ใบตองที่พับหรือประดิษฐ์เรียบร้อยแล้ว ให้น าไปล้างหรือแช่น้ าสักครู่หนึ่ง ประมาณ 10-20 นาทีจากนั้นน าไปใส่ถุงพลาสติกห่อไว้ จะสามารถเก็บรักษาความสดไว้ได้นานกว่าปกติ (อาจน าถุงไปแช่ไว้ในตู้เย็นจะเก็บได้นานขึ้น) 8. การเก็บรักษาใบตองที่ใช้ไม่หมด ควรเก็บใส่ถุงหรือให้ขาวบางชุบน้ าคลุมไว้ บางครั้ง อาจใส่ตู้เย็นแต่ก็จะท าให้ใบตองกรอบและแตกง่ายเวลาพับ การเลือกไม้กลัด ข้อสังเกตในการเลือกซื้อไม้กลัด ควรเลือกที่มีสีเหลืองเพราะไม้กลัดสีขาวมักจะเป็นไม้ กลัดอ่อน เมื่อน ามาใช้งานจะหักง่าย
๗ บายศรีปากชาม เป็นบายศรีขนาดเล็ก ถือเป็นบายศรีพื้นฐานของบายศรีทุกชนิด ที่นิยมใช้ในงานพิธีบวงสรวง สังเวยเทวดาอารักษ์ บายศรีปากชามสามารถใช้ได้ในทุก พิธีกรรม เช่น การท าขวัญเด็กแรกเกิด งานโกนจุก การท าขวัญนาค การตั้งหรือการถอนศาล พระภูมิ เป็นต้น และการประกอบพิธีกรรมต่างๆ นั้น จะขาดบายศรีปากชามไม่ได้ และอาจ ใช้ตั้งเป็นส่วนประกอบบนชั้นยอดของบายศรีใหญ่ บายศรีปากชาม จะน าใบตองมาม้วนเป็นรูปกรวยใส่ข้าวสุกข้างใน ตั้งกรวยคว่ าไว้ กลางชามขนาดใหญ่ให้ยอดแหลมของกรวยอยู่ข้างบนและบนยอดให้ใช้ไม้เสียบไข่ต้มสุกปอก เปลือกที่เรียกว่า “ไข่ขวัญ” ปักไว้โดยมีดอกไม้เสียบต่อขึ้นไปอีกที การจัดท าบายศรีเพื่อ ประกอบพิธีกรรมตอนเช้า มักจะมีเครื่องประกอบบายศรีเป็นอาหารง่าย ๆ เช่น ข้าว ไข่ กล้วย และแตงกวา เป็นต้น แต่ถ้าหลังเที่ยงไปแล้วไม่นิยมใส่ข้าว ไข่ แต่จะใช้ดอกบัวเสียบ บนยอดกรวยแทนและใช้ดอกไม้ตกแต่งแทนกล้วยและแตงกวา ส่วนประกอบของบายศรีปากชาม 1. ตัวบายศรี คือ บายศรีแม่ (9 นิ้ว) และบายศรีลูก (7 นิ้ว) 2. คอม้าหัวนก 3. ยอดกรวย
๘ ขั้นตอนการท า 1. ฉีกใบตองเป็นขนาดต่างๆ ดังนี้ ฉีกใบตองนิ้วนาง กว้าง 3 นิ้ว รวมจ านวน 48 ชิ้น ฉีกใบตองผ้านุ่ง กว้าง 3 นิ้ว จ านวน 54 ชิ้น ฉีกใบตองกลีบคอม้า กว้าง 1 x 5 นิ้ว จ านวน 72 ชิ้น 2. น าใบตองที่ฉีกไว้มาพันเป็นนิ้วนาง พันยอดไปพร้อมกับดอกพุด จนครบจ านวน ที่ต้องการ วัสดุและอุปกรณ์ 1. เข็ม 7. พานทรงกลม 2. ด้ายเย็บผ้า 8. ไม้เสียบปลายแหลม 3. กรรไกร 9. ใบตอง 4. ที่เย็บกระดาษ 10. ดอกดาวเรือง 5. ลวด 11. ดอกบัว 6. ตะปูเข็ม 12. โฟมตัดทรงกลม
๙ 3. ฉีกใบตองท าเป็นกรวย กว้าง 7 นิ้ว จ านวน 3 ชิ้น แล้วพันเป็นกรวยตั้ง เย็บและ ตัดใบตองตรงปากกรวยให้เสมอกัน 4. น านิ้วนางมาประกอบ (ผ้านุ่ง) ใช้นิ้วนางมานุ่งผ้าที่ละ 1 ตัว โดยใช้ใบตองที่ฉีกไว้มา พับเข้าหากันให้เป็นรูปนม 5. เย็บประกอบบายศรีแม่ 9 นิ้ว จ านวน 3 ตัว และบายศรีลูก 7 นิ้ว จ านวน 3 ตัว 6. พับใบตองกลีบคอม้าหัวนกลายเปีย
๑๐ 7. เย็บเข้าหากันเป็นวงกลม ขั้นตอนการประกอบ 1. น าพานทองทรงกลมมารองด้วยโฟมวางไว้เป็นฐาน 2. น ากลีบคอม้าที่เย็บเป็นทรงกลมแล้วมาวางไว้กลางพาน 3. น าบายศรีแม่ (9 นิ้ว ) มาเสียบทั้ง 3 ด้าน 4. น าบายศรีลูก (7 นิ้ว) มาเสียบทั้ง 3 ด้าน ระหว่างบายศรีแม่ ยึดให้แน่น 5. น าดอกดาวเรืองและดอกบัวมาตกแต่งด้านข้างให้สวยงาม ท าเหมือนกันทั้ง 3 ด้าน 6. น าดอกบัวเสียบไม้ปลายยอดกรวย 7. ประดับดอกบัวและดองดาวเรืองให้สวยงาม
๑๑ บายศรีเทพ เป็นบายศรีใบตองที่จัดวางลงในพานทอง ใช้ในพระราชพิธีต่าง ๆ ส าหรับ บวงสรวงเทพ พระพรหม เทวดาอารักษ์ บายศรีเทพนิยมถวายเป็นคู่หรือจะถวายเดี่ยวก็ได้ แต่ถ้า ถวายเดี่ยวควรตั้งบายศรีไว้ตรงกลาง ใช้ในโอกาสต่าง ๆ เช่น การบูชาพระ พิธีการบวงสรวง เทวดาอารักษ์ พิธีการไหว้ครูประจ าปีการบูชาองค์เทพที่อยู่ในชั้นเทวโลกทุก ๆ ชั้น เป็นต้น ส่วนประกอบ 1. ตัวบายศรี คือ บายศรีแม่ (9 นิ้ว) บายศรีลูก (7 นิ้ว) 2. คอม้าหัวนก 3. ยอดกรวยบายศรี วัสดุและอุปกรณ์ 1. เข็ม 8. ไม้เสียบปลายแหลม 2. ด้ายเย็บผ้า 9. ใบตอง 3. กรรไกร 10. ดอกดาวเรือง 4. ที่เย็บกระดาษ 11. ดอกบัว 5. ลวด 12. โฟมตัดทรงกลม 6. ตะปูเข็ม 13. มาลัยห่วงรัก 7. พานทรงกลม 14. ดอกพุด
๑๒ ขั้นตอนการท า 1. ฉีกใบตองเป็นขนาดต่างๆ ดังนี้ ฉีกใบตองนิ้วนาง กว้าง 3 นิ้ว จ านวน 64 ชิ้น ฉีกใบตองผ้านุ่ง กว้าง 3 นิ้ว จ านวน 72 ชิ้น ฉีกใบตองกลีบคอม้า กว้าง 1 x 5 นิ้ว จ านวน 72 ชิ้น 2. น าใบตองที่ฉีกไว้มาพันเป็นนิ้วนาง พันยอดไปพร้อมกับดอกพุด จนครบจ านวนที่ต้องการ 3. ฉีกใบตองท าเป็นกรวย กว้าง 7 นิ้ว จ านวน 3 ชิ้น แล้วพันเป็นกรวยตั้ง เย็บและ ตัดใบตองตรงปากกรวยให้เสมอกัน
๑๓ 4. น านิ้วนางมาประกอบ (ผ้านุ่ง) ใช้นิ้วนางมานุ่งผ้าที่ละ 1 ตัว โดยใช้ใบตองที่ฉีกไว้มา พับเข้าหากันให้เป็นรูปนม 5. เย็บประกอบบายศรีแม่ 9 นิ้ว จ านวน 4 ตัว และบายศรีลูก 7 นิ้ว จ านวน 4 ตัว 6. พับใบตองกลีบคอม้าหัวนกลายเปีย 7. เย็บเข้าหากันเป็นวงกลม ขั้นตอนการประกอบ 1. น าพานทรงกลมมาวางไว้เป็นฐาน น าโฟมตัดเป็นฐานรองพาน 2. น ากลีบคอม้าที่เย็บเป็นทรงกลมแล้วมาวางไว้กลางพาน 3. น าบายศรีแม่ (9 นิ้ว ) มาเสียบทั้ง 4 ด้าน ติดกับฐานโฟม ยึดให้แน่น 4. น าบายศรีลูก (7 นิ้ว) มาเสียบทั้ง 4 ด้าน ระหว่างบายศรีแม่ ยึดให้แน่น
๑๔ 5. น าดอกบัวเสียบไม้ปลายยอดกรวย และน ามาลัยคล้องปลายยอดกรวย 6. ประดับดอกบัวและดองดาวเรืองให้สวยงาม
๑๕ บายศรีพรหม เป็นบายศรีที่มีต้นแบบมาจากบายศรีเทพชั้นสูง ตามที่ครูบายศรีในครั้ง โบราณได้คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อเป็นการสักการบูชาต่อเทพเทวาชั้นสูงคือ ในชั้นของพรหมโลก ทั้งยี่สิบชั้น ตามหลักแห่งพุทธศาสนา แต่ในทางศาสนาพราหมณ์ถือเป็นการบูชาต่อเทพพระเจ้า คือพระพรหม ที่เป็นใหญ่องค์หนึ่งในราตรีเทพ คือพระผิวะ พระนารายณ์ และพรหม ซึ่งพระ พรหมในทางศาสนาพราหมณ์ดูจะมีบทบาทและความส าคัญน้อยกว่าเทพเจ้าทั้งสอง หรือแทบ จะหายไปจากความทรงจ าของชนชาวฮินดูไปบ้างแล้ว จะมีแค่เพียงกลุ่มเล็ก ๆ ในบางแคว้นที่ ยังเคารพบูชาท่านจริง ๆ เท่านั้น ถึงแม้ในยุคต้นของศาสนาพราหมณ์นั้นพระพรหมจะทรงเป็น เทพเจ้าผู้สูงสุดเพียงพระองค์เดียว ตามคติความเชื่อที่ว่า พระพรหมเป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง แต่ด้วยกาลเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามหลักแห่งสัจธรรม เมื่อลัทธิการบูชาองค์เทพต่าง ๆ เกิดขึ้นตามมา ความเชื่อและความศรัทธาต่อพระพรหมในศาสนาพราหมณ์จึงลดน้อยลง ในทาง พระพุทธศาสนาประเทศไทยเรากลับมีการยอมรับนับถือพระพรหมกันอย่างมากมาย ชาวไทย และชาวต่างชาติต่างให้ความเคารพศรัทธาเทพเจ้าชั้นสูงที่มีพระเมตตาเปี่ยมล้นต่อมวลมนุษย์ จากการที่ผู้คนนิยมสร้างองค์เทวรูปพระพรหมประดิษฐานตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้คนที่ ศรัทธากราบไหว้บูชากันอย่างทั่วถึง ซึ่งการนับถือของไทยเราอาจจะแตกต่างไปจากคติ ความเชื่อของชนชาวฮินดูก็ตาม เหตุนี้ครูบายศรีในครั้งโบราณจึงได้คิดประดิษฐ์บายศรีพรหม ขึ้นมาเพื่อน ามาประกอบพิธีกรรมการบวงสรวงต่อองค์พรหม
๑๖ อุปกรณ์ในการท าบายศรีพรหม 1. พานทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 18 ซม. หรือ 20 ซม. 2. ใบตองตานี 7. ไม้ปลายแหลม 5 นิ้ว 3. โฟมหนา 2 นิ้ว 8. ไม้ปลายแหลม 8 นิ้ว 4. ดอกพุด 9. ตะปูเข็ม 5. ดอกบัว 10. กรรไกร 6. ดอกดาวเรือง 11. ลวดเย็บกระดาษ ขั้นตอนการท าบายศรีพรม 1. ใช้ใบตองท ากรวยบายศรี จ านวน 4 ชิ้น ขนาดกว้าง 3 คืบ โดยเลือกใช้ใบตองขนาดใหญ่ ขนาดของบายศรีพรหมสูงเท่ากับเท่าครึ่งของบายศรีแม่ (9 นิ้ว) 2. ท าบายศรีแม่ (9 นิ้ว) วิธีการท าเหมือนท าบายศรีปากชาม จ านวน 8 ชิ้น
๑๗ 3. การท าหน้าช้างฉีกใบตองขนาด 3×6 นิ้วและพับใบตองด้านขวาในแนวเฉียงลง 45 องศา 4. พับทบไปทางซ้ายอีกครั้งจะมีลักษณะตั้งฉากกับกึ่งกลางและพับใบตองด้านซ้ายใน แนวเฉียงลง 45 องศา 5. พับใบตองทบมาทางขวาอีกครั้ง จะได้นิ้วบายศรีหน้าช้างลักษณะดังรูป
๑๘ 6. น านิ้วบายศรีหน้าช้าง 7 นิ้ว วางซ้อน ลดหลั่นกันดังรูป 7. น าใบตองในขั้นตอนที่ 7 มาประกบนิ้วบายศรีหน้าช้างทั้งด้านขวาและด้านซ้าย 8. จัดให้ตรงกันทั้งสองด้าน เย็บตรึงให้แน่นแล้วตัดปลายให้เสมอกัน จะได้ตัวบายศรี 7 ชั้น จ านวน 1 ตัว จนครบ 3 ตัว
๑๙ ขั้นตอนประกอบบายศรีพรหม 1. ตัดโฟมขนาดเท่ากับเส้นผ่านศูนย์กลางของพานแล้วอัดโฟมกับพานให้แน่น 2. วางบายศรีแม่ 9 โดยวางคว่ า 4 ด้าน ยึดแม่บายศรีให้แน่นด้วยตะปูเข็ม โดยให้ช่องว่าง แต่ละช่องของแม่บายศรีนั้นแต่ละช่องเท่า ๆ กัน 3. น าบายศรีแม ่ (9 นิ้ว) จ านวน 4 ชิ้น ยึดติดกับพานโดยใช้ไม้แหลมจ านวน 4 อัน เป็นตัวยึดให้ต าแหน่งของบายศรีแม่ (9 นิ้ว) และฐานตัวแม่บายศรีตรงกับฐานของตัวแม่บายศรี (9 นิ้ว)
๒๐ 4. ช่องว่างระหว่างบายศรีแม่ (9 นิ้ว) และบายศรีแม่ (9 นิ้ว คว่ า) น าบายศรีหน้าช้าง ตั้งระหว่างช่องว่างบายศรียึดด้วยไม้ปลายแหลม 2 อัน ให้แน่นติดกับพาน 5. วางกรวยใบตองทรงแหลม ยอดประดับด้วยดอกดาวเรืองและดอกบัวยึดกรวยกับพาน ด้วยไม้ปลายแหลม 6. น าดอกบัวเสียบบนดอกกาวเรืองโดยให้ต าแหน่งของดอกบัวอยู่ตรงกลาง บายศรี หน้าช้าง
๒๑ บายศรีหลัก เป็นบายศรีที่มีลักษณะเป็นชั้น ๆ 3 ชั้น 5 ชั้น 7 ชั้น หรือ 9 ชั้น จ านวนของชั้นบายศรีหลักจะเป็นเลขคี่เสมอ ความส าคัญของบายศรีหลักใช้ในโอกาสต่าง ๆ เช่น พิธีบวงสรวงเทวดาอารักษ์ พิธีการไหว้ครู เป็นต้น บายศรีหลักให้ความหมายด้านการตั้งตัวมีหลักฐาน มั่นคง นิยมใช้บายศรีหลัก เป็นคู่แต่ถ้าใช้บายศรีหลัก 1 หลัก จะใช้ในพิธีบวชนาคโดยใช้ประกอบกับบายศรีตอ และบายศรีปากชาม บายศรีหลักประกอบด้วย ชั้นบายศรี 9 ชั้น ชั้นที่ 9, 8, 7 แต่ละชั้นใช้แม่บายศรี จ านวน 10 ชั้น โดยใช้แม่บายศรีแม่ 9 ต่อมาชั้นที่ 6, 5, 4 ใช้แม่บายศรีแม่ 9 จ านวนชั้นละ 9 จ านวน ชั้นละ 8 ชิ้น และชั้น 3, 2, 1 ใช้แม่บายศรี 9 จ านวนชั้นละ 6 ชิ้น รวมใช้แม่บายศรี ทั้งหมดจ านวน 72 ชิ้น โดยชั้นบนสุด เป็นกรวยบายศรีรอบล้อมบายศรีแม่ 9 รอบบายศรีแม่ 9 รอบบายศรีแต่ละชั้นประดับด้วยดอกดาวเรือง ดอกบานไม่รู่โรย และดอกบัว
๒๒ อุปกรณ์ใช้ท าบายศรีหลัก 1. หลัก 6. ไม้ส าหรับคั่นฐานในแต่ละชั้น 2. ใบตองตานี 7. พานแล้วแต่ประเภทของบายศรี 3. ดอกดาวเรือง 8. กรรไกร 4. ดอกบัว 9. ลวดเย็บกระดาษ 5. ไม้ปลายแหลมยาว 5 นิ้ว ขั้นตอนการท าบายศรี 1. ท าบายศรีแม่ (9 นิ้ว) จ านวน 72 ชิ้น 2. ท ากรวยบายศรีทรงแหลม
๒๓ 3. เตรียมพานทรงกลมจ านวน 9 ชิ้น พานทองจ านวน 1 ชิ้น ดอกดาวเรือง และตะปูเข็ม ขั้นตอนการประกอบบายศรี 1. เริ่มจากการน าพานทรงกลมมาเป็นฐาน ประกอบบายศรีชั้นที่ 4 ใช้แม่บายศรี 9 นิ้ว แม่บายศรีให้แน่นติดกับกับพานด้วยไม้ปลายแหลม 2. ฐานชั้นที่ 4 และ 3 ใช้บายศรีแม่ 9 นิ้ว จ านวนชั้นละ 5 ชิ้น ในแต่ละชั้นใช้ไม้ความ ยาวเท่ากับเส้นผ่านศูนย์กลางเสียบไว้ที่รูของหลัก (ไม้ตัวนี้จะอยู่ใต้โฟมเป็นตัวค้ าฐานโฟม)
๒๔ 3. ชั้นที่ 2ใช้บายศรีแม่ 9 นิ้ว จ านวนชั้นละ 3 ชิ้น ติดกับฐานโฟมรอบ ๆ ให้ความสูงและ ระยะห่างเท่า ๆ กัน ชั้นที่ 1 ท าบายศรีปากชามวางชั้นบนสุดนั้นเพิ่มกรวยบายศรีอยู่ตรงกลางยอด เป็นดอกดาวเรืองและดอกบัว 4. ชั้นที่ 5, 6, 7, 8, และ 9 ท าคล้ายชั้นที่ 4 จนครบ 9 ชั้น ตกแต่งฐานด้วยดอก ดาวเรือง และดอกบัว โดยใช้ดอกบัวในชั้นบนบนสุด จ านวน 1 ดอก และตกแต่งด้วยดอกดาวเรือง จนครบ 9 ชั้น
๒๕ 5. ท าจนครบ 9 ชั้นและตกแต่งบายศรีหลักด้วยดอกดาวเรืองจนครบ
๒๖ บายศรีตอเป็นบายศรีที่ใช้ในพิธีบวงสรวงครูในแขนงต่าง ๆ ซึ่งแระกอบด้วยตัวแม่บายศรี 7 ชั้น จ านวน 3 ตัว ตัวลูกบายศรี 3 ชั้น จ านวน 3 ตัว ประกอบตัวบายศรีเข้ากับต้นกล้วย คาด ด้วยมาลัยแบน เมื่อน าไปใช้ในพิธีจะจัดตั้งด้วยบายศรีปากชาม ส่วนประกอบบายศรี 1. ตัวแม่บายศรีหน้าช้าง 7 ชั้น จ านวน 3 ตัว 2. ตัวลุกบายศรีหน้าช้าง 3 ชั้น จ านวน 3 ตัว 3. ต้นกล้วย 1 ท่อน 4. ดอกดาวเรือง
๒๗ ขั้นตอนการท านิ้วบายศรีหน้าช้าง 1. ฉีกใบตองขนาด 3×6 นิ้ว และพับใบตองด้านขวาในแนวเฉียงลง 45 องศา 2. พับทบไปทางซ้ายอีกครั้งจะมีลักษณะตั้งฉากกับกึ่งกลางและพับใบตองด้านซ้ายในแนว เฉียงลง 45 องศา 3. พับใบตองทบมาทางขวาอีกครั้ง จะได้นิ้วบายศรีหน้าช้างลักษณะดังรูป
๒๘ 4. น านิ้วบายศรีหน้าช้าง 7 นิ้ว วางซ้อน ลดหลั่นกันดังรูป 5. น าใบตองในขั้นตอนที่ 7 มาประกบนิ้วบายศรีหน้าช้างทั้งด้านขวาและด้านซ้าย 6. จัดให้ตรงกันทั้งสองด้าน เย็บตรึงให้แน่นแล้วตัดปลายให้เสมอกัน จะได้ตัวบายศรี 7 ชั้น จ านวน 1 ตัว จนครบ 3 ตัว
๒๙ 7. เย็บตัวบายศรีหน้าช้าง 3 ชั้นในลักษณะเดียวกันจ านวน 3 ตัว ขั้นตอนการประกอบบายศรีตอ 1. ตัดต้นกล้วยขนาด 5×9 นิ้ว บากส่วนบนเป็นร่องโดยรอบ 2. ติดตัวบายศรีหน้าช้าง 7 ชั้นตรงบริเวณที่บากด้วยเข็มหมุด
๓๐ 3. ติดโดยรอบทั้งด้านบนและด้านล่าง โดยเว้นระยะห่างเท่า ๆ กัน 4. ติดตัวบายศรีหน้าช้าง 3 ชิ้นระหว่างตัวบายศรี 7 ชั้น ทั้งด้านบนและด้านล่าง และ ประดับด้วยดาวเรือง 6.ประดับตกแต่งด้วยดอกดาวเรื่องให้สวยงาม
๓๑
๓๒ ที่ปรึกษา นางอุทัยวรรณ โพธิ์กระจ่าง ผู้อ านวยการศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ คณะที่ปรึกษาจัดท าหลักสูตร นายเชาวฤทธิ์ จงเกษกรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวัดผลและประเมินผล นางอุมาพร แขดอน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านอาชีพ นายรชฏ ศิริวัฒนะ ภูมิปัญญาด้านการท าขนม คณะผู้จัดท า นางวัชรินทร์ พลอยส่งศรี ครูผู้ช่วย นางรุ่งนภา ศรีชัย ครูผู้ช่วย นายบดินทร์ภัทร์ พุ่มพันธ์วงศ์ ครูผู้ช่วย นางสาวพัฒนีนาถ ภักดีอักษร ครูผู้ช่วย นายวิทวัส เทียนข า ครูผู้ช่วย นางสาวดาววดี เครืออ่อน นักจัดการงานทั่วไป นางสาวนุชจรี หอมสมบัติ นักวิชาการเงินและบัญชี นายสิทธิชัย ศาสตร์ประสิทธิ์นักจัดการงานทั่วไป นายสมเกียรติ หน่วงกลาง นักวิชาการศึกษา นางสุรีย์รัตน์ แพ่งประสิทธิ์ เจ้าพนักงานธุรการ นางสุรีฉาย จันทร เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี นางสาวชวัลพัชร เพียรกสิกรรม นักวิชาการโสตทัศนศึกษา นางสาวอุนนดา ชูรัศมี นักวิชาการศึกษา นางสาวสุวิมล อินเฉียน นักวิชาการพัสดุ นางสาวณัฐกานต์ ครุธพันธ์ นักจัดการงานทั่วไป นางสาวศิริพร เกตุประทุม เจ้าหน้าที่เกษตร ผู้สนับสนุนข้อมูลจัดท าหลักสูตร นายยอดชาย อินทร์จันทร์ วิทยากร นางสาวสาพร ล าพึงพันธ์ วิทยากร รูปเล่ม / หน้าปก นายวิทวัส เทียนข า ครูผู้ช่วย นางสาวสุรีฉาย จันทร เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี นางสาวอุนนดา ชูรัศมี นักวิชาการศึกษา นางสาวชวัลพัชร เพียรกสิกรรม นักวิชาการโสตทัศนศึกษา
๓๓