1
ก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระเมตตาห่วงใย ต่อพสกนิกร ทุกหมู่เหล่า และทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นโดยผ่าน กระบวนการทางการศึกษา ให้ประชาชนสามารถน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการด ารงชีวิต ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ เป็นศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรตามพระราชด าริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดตั้ง ศูนย์ฝึกอาชีพราษฎร เพื่อเพิ่มพูนทักษะและมีช่องทางการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ให้กับครอบครัว โดยโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส านักงาน ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักในการด าเนินงาน โครงการศูนย์ฝึกอาชีพราษฎร ตามพระราชด าริ และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการก่อสร้าง จ านวน 10,600,000.- บาท (สิบล้านหกแสนบาทถ้วน) บนที่ดินในพระนามาภิไธยซึ่งนางสาววงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ได้น้อมเกล้า น้อมกระหม่อมถวาย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่อว่า “ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์” โดยเสด็จพระราชด าเนินทรงวางศิลาฤกษ์อาคารวงเดือน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 และเสด็จพระ ราชด าเนินเปิดศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ เมื่อวันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561 ศูนย์วงเดือน อาคมสุทัณฑ์ มีบทบาท ภารกิจคือ จัดฝึกอบรมด้านอาชีพตามพระราชด าริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และอาชีพในท้องถิ่น จังหวัดอุทัยธานีเพื่อการอนุรักษ์และการมีงานท า ศึกษา ค้นคว้า วิจัยและ พัฒนาการศึกษาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและอาชีพที่เหมาะสมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงส าหรับประชาชนใน พื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้และการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยในทุกรูปแบบเป็นศูนย์สาธิต ทดลอง จัดแสดง และจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ของศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ และโครงการพระราชด าริ ส่งเสริม สนับสนุน ประสานงานร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การศึกษาอาชีพเพื่อการ มีงานท า และส่งเสริม สนับสนุน ประสานงานการจัดอบรมวิชาชีพศิลปวัฒนธรรมไทยแก่ประชาชนทั่วไปในรูปแบบต่าง ๆ จัดฝึกอบรมทักษะอาชีพ ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ สู่คุณภาพชีวิตที่ดี ของประชาชน ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรตามพระราชด าริ จังหวัดอุทัยธานี
ข หน้า ค าน า ก สารบัญ ข ประวัติความเป็นมา 1 วัสดุ-อุปกรณ์ 2 ตาข่ายหน้าช้าง (8 นิ้วครึ่ง) 4 วิมานแหวกม่าน 7 วิมานแท่น แหวกม่าน (แปลง) 11 กลิ่นตะแครงใส่สาย (8 นิ้ว) 14 กลิ่นจระเข้ 19 พวงกลาง หรือระย้าน้อย 22 อุบะทรงเครื่อง 19 - อุบะขาเดียว (ลูกลุ่ย หรือตุ้งติ้ง) 27 - อุบะสามขา 27 - อุบะทรงเครื่อง 5 28 - อุบะทรงเครื่อง 7 28 - อุบะทรงเครื่อง 11 29 - อุบะทรงเครื่อง 13 29 - อุบะทรงเครื่อง 16 30 - ดอกข่าผ้า 30 คณะวิทยากรและผู้เรียน 35 คณะผู้จัดท า
๑ เครื่องแขวน มีความงดงาม วิจิตร ประณีต ซึ่งมีลักษณะเป็นพวงดอกไม้ กระเช้าดอกไม้รูปทรงต่าง ๆ แขวนอยู่ ตามเพดาน ช่องหน้าต่าง ช่องประตู ปัจจุบันได้มีการพัฒนารูปแบบ และ ได้มีการน าวัสดุ อุปกรณ์ มาประดิษฐ์ทดแทน ดอกไม้สด เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานกว่าเครื่องแขวนในปัจจุบันได้เป็นการเลียนแบบของสด และได้มีการดัดแปลง บางส่วนเพื่อง่ายต่อการประดิษฐ์ ผู้ที่สนใจสามารถคิดออกแบบ ประดิษฐ์ และดัดแปลงให้แตกต่างจากเดิมที่มีอยู่ เพื่อเป็น การด ารงรักษาไว้เป็นศิลปะและวัฒนธรรมประจ าชาติสืบไป เครื่องแขวนเป็นศิลปะการจัดดอกไม้ของไทยแบบหนึ่งที่สวยงาม ประณีตและงดงามตามแบบอย่างของคนไทย ใน ปัจจุบันจะหาดูเครื่องแขวนไทยดอกไม้สดและดอกไม้ประดิษฐ์ (ของแห้ง) ได้ตามสถานที่ส าคัญ ๆ เช่น วัด โรงแรม บ้าน โบราณ ซึ่งปัจจุบันมีผู้น าไปประยุกต์โดยใช้วัสดุแบบต่าง ๆ แต่ความงดงามนั้นไม่เทียบเท่าของโบราณ ประวัติความเป็นมาของเครื่องแขวน ประเทศไทยเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยความสมบูรณ์ทางธรรมชาติท าให้ประเทศของเรามีพรรณไม้ที่สวยงามหลาย ชนิดผนวกกับแนวความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยที่ชอบประดิษฐ์ประดอยมาตั้งแต่สมัยโบราณก่อให้เกิดงานหัตถศิลป์อัน ปราณีตมากมายหลายแขนงหนึ่งในนั้นคือ งานเครื่องดอกไม้ซึ่งเป็นศิลปะที่มีความละเอียดอ่อนต้องใช้ความอดทนในการ ท าสูงจากหลักฐานทางโบราณคดีตามโบราณสถานต่างๆ ในแถบทวีปเอเชีย ชี้ให้เห็นว่า ชาติพันธุ์แถบนี้ มีการน าดอกไม้มา ประดับเคหะสถานตั้งแต่ยุคดึกด าบรรพ์ สังเกตจากศาสนสถาน พระราชวัง และบ้านคหบดี ที่มีการท าเป็นลายปูนปั้นเป็น รูปเฟื้องดอกไม้ลายต่างๆ จากการสันนิษฐานเชื่อว่าคนในสมัยก่อนนิยมน าดอกไม้มาประดับบ้านเรือน แต่ด้วยดอกไม้มีอายุการใช้งานที่สั้น ท าให้เกิดภูมิปัญญาที่เลียนแบบของจริง ส่งผลให้เกิดลายปูนปั้นเป็นรูปดอกไม้ต่างๆ อาทิทับหลังของปราสาทในเขมร ลาย ปูนปั้นในพระราชวังในอินเดีย ลวดลายสถูปเจดีย์ในวัดพระเชตุพลวิมลคลาราม เป็นต้น งานเครื่องแขวนดอกไม้สด เป็นงานประดิษฐ์ที่ท าขึ้นเพื่อใช้ในการประดับตกแต่งอาคารสถานที่และสิ่งเคารพบูชา มีรูปร่างเป็นช่อเป็นพวงที่รังสรรค์ขึ้นจากการน าดอกไม้เล็กๆ มาเรียงร้อยรวมกันด้วยเส้นด้าย ประดิษฐ์เป็นเส้น ลาย เป็น ตาข่ายรูปต่าง ๆ ที่มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ แบบสองมิติ และแบบสามมิติดังนี้ แบบสองมิติเป็นแบบของเครื่องแขวนที่มีลักษณะแบน มองได้ทั้ง 2 ด้าน เช่น แบบตาข่ายหน้าช้าง แบบบันได แก้ว แบบวิมานแท่น เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้แขวนบริเวณหน้าต่างที่มีลมผ่าน เมื่อลมพัดเข้ามาในเคหะสถานที่ประดับ ด้วยเครื่องแขวนนี้ก็จะอบอวลเป็นด้วยกลิ่นดอกไม้ที่แขวน ผู้อยู่อาศัยก็เกิดความจรุงใจกับดอกไม้ไปด้วย แบบสามมิติคือ แบบที่สามารถมองได้รอบทิศทาง เช่น แบบกลิ่นคว่ า แบบพวงแก้ว แบบพู่กลิ่น แบบระย้า ทรงเครื่อง เป็นต้น งานประดิษฐ์แบบนี้จะใช้แขวนประดับภายในบ้าน เพื่อให้เกิดความสวยงามต่อผู้ที่มาพบเห็น เครื่องแขวนดอกไม้สดเป็นงานศิลป์ที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่งานศิลปะแขนงนี้ก็ต้องเสื่อมถอยไปเมื่อคราวเสีย กรุงเป็นครั้งที่ 2 จากนั้นจึงเริ่มถูกฟื้นฟูอีกครั้งเมื่อเริ่มสร้างกรุงรัตนโกสินทร์
๒ บุคคลส าคัญในวงการช่างดอกไม้ในยุคนั้น คือ เจ้าจอมมารดาตานี ธิดาเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา (บุนนาค) เจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้มีฝีมือเชิงช่างดอกไม้ ซึ่งนอกจากจะถวายงานในด้านที่ตน ถนัดแล้ว ท่านยังได้ฝึกหัดและถ่ายทอดวิชาแก่พระธิดาและพระนัดดา ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฉัตร กรมหมื่น สุรินทรรักษ์ ให้เป็นช่างดอกไม้สืบวิชาต่อมาจนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว รูปแบบของเครื่องแขวนดอกไม้สด ได้รับการพัฒนาตามยุคสมัย โดยเฉพาะช่วงที่ประเทศของเรามีการติดต่อ ค้าขายกับชาวต่างชาติมากขึ้น รูปแบบวัฒนธรรมที่มาพร้อมกับชาวต่างชาติก็ส่งอิทธิพลต่อชาวสยามในยุคนั้นไม่น้อย ท าให้ เครื่องแขวนดอกไม้สดเริ่มมีการปรับรูปแบบให้เข้ากับสมัยนิยมมากขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น แบบของโคมจีน แบบโคม ไฟยุโรป เป็นต้น เครื่องพวงดอกไม้แขวนจึงมีการผสมผสานทางวัฒนธรรมด้วย จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ภูมิปัญญาในวิชาเชิงช่างของไทยล้วนมีบ่อเกิดมาจากราชส านักเรียกได้ว่า "ความเจริญรุ่งเรืองของงานช่างไทยมีบ่อเกิดจากในราชส านัก" อันเนื่องมาจากในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงมีสมาชิกในพระราชวงศ์เป็นฝ่ายในจ านวนมาก ซึ่งแต่ละต าหนักก็จะมีบาทบริจาริกา (ข้ารับใช้) คอยถวาย งาน ในพระบรมมหาราชวังจึงเป็นเสมือนชุมชนอีกชุมชนหนึ่งก็ว่าได้ เจ้านายฝ่ายในก็มุ่งที่จะประดิษฐ์งานดอกไม้ไปถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระแก้วมรกต หรือประดับตามพระที่นั่งองค์ต่างๆ จวบจนรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว งานประดิษฐ์ดอกไม้สดได้รับความนิยมและเจริญอย่างสูงสุด ดังจะเห็นได้จาก เมื่อมีพระราชพิธีต่าง ๆ ก็จะมีการจัดประกวดฝีมือการท าเครื่องแขวนกันเป็นกิจจะลักษณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้าบรม วงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมาวดี ศรีรัตนราชธิดา กรมหลวงสมรรัตนสิริเชษฐ์ พระเชษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าอยู่หัว ทรงมีพระปรีชาในการประดิษฐ์เครื่องแขวนดอกไม้สดเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีงานส าคัญก็จะทรงประดิษฐ์ ดอกไม้ไปประดับตามงานนั้น ๆ งานเครื่องแขวนดอกไม้สด เป็นหัตถศิลป์อันวิจิตรของไทย เป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่ง ที่เชิด หน้าชูตาของแผ่นดินไทย ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในหัตถศิลป์อันทรงคุณค่า ที่ได้บ่มเพาะภูมิปัญญามาอย่างต่อเนื่องจาก รุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันการท าเครื่องแขวนนิยมท าเพื่อใช้ในวันส าคัญต่าง ๆ เช่น วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันวิสาขบูชา วันเข้าพรรษา เป็นต้น ประโยชน์ เครื่องแขวนมีประโยชน์ใช้เป็นเครื่องตกแต่งสถานที่ในโอกาสพิเศษในงานพิธี เช่น พิธีทางศาสนา งานประเพณี งานฉลองสมโภช งานมงคล และมีการน าไปใช้ในงาน “อวมงคล” โดยประดิษฐ์เป็นแหวกม่านหน้าเมรุ หรือประดิษฐ์เป็น พวงกลางเพื่อเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมไทยและความเก่าแก่ของอารยธรรมไทย ท าให้เกิดสมาธิ จิตใจสงบ เพลิดเพลินกับการท างาน หากประดิษฐ์ด้วยดอกไม้สด เวลาลมพัดพลิ้วไปมาจะได้กลิ่นหอมระรื่นของดอกไม้ ต าแหน่งที่ใช้แขวนมีดังนี้ 1. ช่องประตู 2. ช่องหน้าต่าง 3. กลางเพดาน 4. ฝาผนัง 5. ระหว่างม่านแหวก 6. แขวนตามช่อง มุม หน้ามุข 7. หน้าเมรุ
๓ เครื่องแขวนดอกไม้ของไทย เครื่องแขวนไทยเป็นการน าดอกไม้มาร้อยประกอบกันเป็นพวงแบบต่าง ๆ เพื่อใช้ในการประดับตกแต่งช่องหน้าต่าง ประตู กลางเพดาน ผนัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปร่าง และขนาดของเครื่องแขวนไทย ปัจจุบันเครื่องแขวนไทยถือเป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก เนื่องจากรูปแบบเดิมนั้นมีขนาดใหญ่ การประดิษฐ์เครื่องแขวนไทย แต่ละพวงจึงต้องใช้ผู้ประดิษฐ์จ านวนมาก หากประดิษฐ์คนเดียวดอกไม้อาจจะไม่สด และท าให้เครื่องแขวนไม่น่าดู รวมทั้งใน ปัจจุบันการใช้สอยพื้นที่ในอาคารต่าง ๆ มีข้อจ ากัดมากขึ้น การน าเครื่องแขวนที่มีขนาดใหญ่ไปแขวนอาจท าให้ไม่เหมาะสม ต่อการใช้สอยพื้นที่ เครื่องแขวนของไทยนั้นมีมาตั้งแต่สมัยใดแน่นั้นอาจจะไม่มีค าตอบที่ชัดเจน ได้เพียงแต่สัญนิษฐานกันว่า น่าจะมีมา ตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาแล้ว แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์ ช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 5 งานดอกไม้ของไทยมีความรุ่งเรืองมากขึ้นมีการ ประดิษฐ์เพื่อใช้ในพิธีต่าง ๆ ตลอดจนการรับเอาวัฒนธรรม จากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ในการประดิษฐ์ดอกไม้เทียม เลียนแบบธรรมชาติอีกด้วย เช่น การน าผ้ากระดาษมาประดิษฐ์เป็นดอกจ าปา จ าปี มะลิ เป็นต้น ส าหรับการประดิษฐ์เครื่อง แขวนไทยในสมัยนั้นมีการประดิษฐ์ทั้งแบบโบราณ เช่น บันไดแก้ว พู่กลิ่น กลิ่นคว่ า กลิ่นตะแคง กลิ่นจีน และสร้างสรรค์ขึ้น ใหม่ โดยในสมัยเสด็จกรมหลวงสมรรัตนศิริเชษฐ์ ได้ทรงคิดท าโครงเครื่องแขวน และน าดอกไม้มาร้อยให้มีรูปแบบแตกต่างไป จากโบราณ เช่น ระย้าแปลง พวงแก้ว และยังทรงแปลงบันไดแก้วเป็นวิมานพระอินทร์ วิมานแท่น เครื่องแขวนไทย แบ่งตามขนาดได้ 3 ขนาด ดังนี้ 1. เครื่องแขวนขนาดเล็ก เครื่องแขวนที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 8 - 12 นิ้ว ความยาวประมาณ 15 - 40 นิ้ว ได้แก่ ตาข่ายหน้าช้าง วิมาน แท่น วิมานพระอินทร์ จระเข้ กลิ่นจีน กลิ่นตะแคง กลิ่นคว่ า พู่กลิ่น 2. เครื่องแขวนขนาดกลาง เครื่องแขวนที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 13 - 18 นิ้ว มีความยาว 40 - 50 นิ้ว ได้แก่โคมหวด พวงแก้ว แปลง พวงทอง พวงชมพู พวงคราม พวงกลาง ระย้าน้อย 3. เครื่องแขวนขนาดใหญ่ เครื่องแขวนที่มีรูปแบบเหมือน หรือคล้ายกับเครื่องแขวนขนาดกลาง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 19 - 30 นิ้ว มีความยาว 50 - 100 นิ้ว ได้แก่ ระย้าใหญ่ (สามชั้น) พวงแก้ว (สี่ชั้นทรงเครื่อง) โคมจีน
๔ ส่วนประกอบของเครื่องแขวนไทย เครื่องแขวนไทย จะมีส่วนประกอบหลักแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนล าตัว และส่วนของเครื่องแต่งตัว ซึ่งมี รายละเอียดดังนี้ 1. ล าตัวเครื่องแขวน 1.1 โครงเครื่องแขวน หมายถึง วัสดุต่าง ๆ ที่มีความแข็งแรงสามารถน ามาตัดประกอบเป็นโครงเครื่องแขวน แบบต่าง ๆ ได้ และยังหมายถึงส่วนของสายหิ้วเครื่องแขวน ที่ต้องใช้ดอกไม้ร้อยต่อจากโครงเครื่องแขวน โดยใช้ด้ายสี ขาวร้อย 1.2 ตาข่าย หมายถึง การน าดอกไม้มาร้อยประกอบกันเป็นตาข่ายเพื่อให้เกิดเป็นเครื่องแขวน ดอกไม้ที่ใช้ใน การร้อยตาข่ายมีดอกรัก และดอกพุด ซึ่งจะใช้ด้ายที่มีขนาดแตกต่างกันออกไปเพื่อรับน้ าหนักเครื่องแขวน 2. เครื่องแต่งตัว 2.1 แบบต่าง ๆ หมายถึง การน าดอกไม้ ใบไม้ มาพับแล้วเย็บประกอบกับแบบเป็นรูปร่างต่าง ๆ 2.2 เส้น หมายถึง การน าดอกไม้ ใบไม้ มามัดหรือมาเย็บให้เป็นเส้น เพื่อน าไปใช้ปิดรอยต่อที่มีลักษณะยาว ของเครื่องแขวน เช่นใช้ดอกรัก หรือดอกพูดร้อยเป็นเส้น พร้อมกับเข็มมาลัยในขั้นตอนการท าโครงเครื่องแขวน 2.3 เฟื่องหมายถึง การน าดอกไม้ใบไม้มาร้อยต่อกันเป็นสายแล้วน ามาผูกเป็นชั้นๆ เชื่อมโยง จากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งส าหรับดอกไม้ที่ใช้ในการร้อยเฟื่องมีดอกรัก และดอกพุด 2.4 ทัดหู หมายถึง การน าดอกไม้ ใบไม้มาเย็บประกอบกันเป็นรูปร่างคล้ายดอกไม้ เพื่อให้ปิดส่วนรอยต่อหรือ มุมของเครื่องแขวน 2.5 อุบะ หมายถึง ส่วนที่มีการร้อยดอกตุ้ม กลีบเลี้ยงดอกไม้ ดอกสวม แล้วน ามาเป็นรูปแบบต่าง ๆ มี ลักษณะอ่อนไหว ท าให้เครื่องแขวนสวยงาม วัสดุ - อุปกรณ์ ปัจจุบันไม้ก้านลานหายาก จึงประยุกต์โดยน าเข็มร้อยมาลัยมาใช้แทนตามขนาดของชิ้นงาน 1. ดอกรักขนาดกลาง 1 ถุง มีจุกเขียวพร้อม 2. ดอกรักขนาดใหญ่ 1 ถุง 3. ดอกกุหลาบผ้า (สีตามที่ผู้ท าเลือก) 200 ดอกต่อคน 4. เข็มร้อยมาลัยเบอร์ 17 เบอร์ 18 หรือเข็มร้อยมาลัยยาว 9 นิ้ว แบบหนา และเข็มเย็บเบอร์ 5 5. โครงพวงกลาง 6 เหลี่ยม ขนาด 8 นิ้ว 6. ด้าย เบอร์ 8 7. ด้ายขาว เบอร์ 20 และด้ายเนาสีตามดอกกุหลาบที่เลือก 8. ดอกดาวเรือง (ส าหรับเย็บแบบ) 9. ดอกไม้กระดาษสา (ส าหรับใส่กลางทัดหู) 10. กาวลาเท็กซ์ 11. ฟลอร่าเทปสีขาว กระดาษสา 12. ห่วงวงกลม
๕ ด้าย เบอร์ 8 ด้ายขาว เบอร์ 20 ด้ายเนาสีตามดอกกุหลาบที่เลือก ฟลอร่าเทปสีขาว กุหลาบผ้า ดอกจ าปี ดอกจ าปา 1. ดอกรักขนาดใหญ่ ความยาว 2 ซ.ม. 2. ดอกรักขนาดกลาง ความยาว 1.5 ซ.ม. 3. ดอกรักขนาดเล็ก ความยาว 1 ซ.ม. จุกดอกรักสีเขียว ไม้บรรทัด กรรไกร คัตเตอร์ คีม กรรไกร เข็ม ร้อยมาลัย เบอร์ 18 เบอร์ 9 แบบหนา เข็มเย็บเบอร์ 5 ดอกไม้กระดาษ กรรไกร เข็มร้อยมาลัย เบอร์ 18 เบอร์ 9แบบหนา เข็มเย็บเบอร์ 5 เข็มร้อยมาลัยเบอร์ 18 หรือเข็มร้อยมาลัยยาว 9 นิ้วแบบหนา กรรไกร เข็มร้อยมาลัย เบอร์ 18 เบอร์ 9แบบ หนา เข็มเย็บเบอร์ 5 โครงพวงกลาง กรรไกร เข็มร้อยมาลัย เบอร์ 18 เบอร์ 9แบบหนา เข็มเย็บเบอร์ 5 กาวลาเท็กซ์ กรรไกร เข็มร้อยมาลัย เบอร์ 18 เบอร์ 9แบบหนา เข็มเย็บเบอร์ 5 ห่วงวงกลม กรรไกร เข็มร้อย มาลัย เบอร์ 18 เบอร์ 9 แบบหนา เข็มเย็บ เบอร์ 5
๖ วิธีท า 1. ร้อยดอกรักขนาดใหญ่ร้อยใส่เข็มโดยร้อยให้ก้นชนกันตรงกลาง หรือ เรียกว่า “เม็ดมะยม” จุกเขียวตัดให้ชิดหัว จ านวน 6 คู่ วัดได้ 8.5 นิ้ว เพื่อท าเป็นแกนเส้นตรง วัสดุอุปกรณ์ 1. ดอกรักขนาดใหญ่ และดอกรักขนาดกลาง 5. ดอกทัดหู (ดอกกุหลาบ) 2 ดอก 2. เข็มเบอร์ 18 จ านวน 1 เล่ม/เข็มยาว 9 นิ้ว (แบบหนา) 6. อุบะดอกเดียว (ลูกลุ่ย) 11 เส้น 3. ด้ายตราไพ่ป๊อกเบอร์ 8 7. อุบะไทยทรงเครื่อง 7 ดอก 1 พวง 4. อุบะไทยทรงเครื่อง 5 ดอก 2 พวง 8. ห่วงกลม 1 ห่วง 2. ถักตาข่ายร้อยดอกรักขนาดกลางด้วยด้าย (ยี่ห้อไพ่ป๊อก) 2 เส้น ถักตาข่ายลงมาทีละแถวจาก 6 คู่ จนเหลือ 1 คู่ (6 ชั้น) โดยแต่ละแถวให้เหลือด้ายไว้ทั้งสองด้านเพื่อไว้ผูกลูกลุ่ย เฉพาะตาข่ายหน้าช้างเท่านั้นไม่ต้องตัดด้าย เอาไว้ผูกด้ายที่มุมตาข่าย
๗ 4. ร้อยอุบะดอกเดียว (ลูกลุ่ย) 11 เส้น ตามรูป ผูกที่ตาข่ายทุกช่อง หมายเหตุ : เฉพาะตาข่ายหน้าช้าง ก่อนทรงเครื่องดอกกุหลาบ ไม่ต้องใส่ดอกรัก 1 ดอก และทุกรอยต่อที่ผูกด้าย ให้ตัดด้ายออกให้สั้นและทากาวลาเท็กซ์ทุกครั้ง 3. ร้อยสายโยงด้านบนโดยร้อยดอกรักขนาดกลางให้ก้นของดอกรักชนกันข้างละ 6 คู่ 2 สาย ผูกรวมเข้าด้วยกัน (เหลือด้ายยาว) สวมดอกกุหลาบ 1 ดอก ตามด้วยดอกรักร้อยตามกัน 4 ดอก ผูกติดกับห่วงกลม ตรงรอยต่อให้ผูก อุบะตุ้งติ้ง (ลูกลุ่ย) 5. ร้อยอุบะไทยทรงเครื่อง 5 ดอก 2 พวง ตามรูป ผูกที่เข็มทั้ง 2 ด้าน และเสียบดอกกุหลาบที่ปลายเข็ม 6.ร้อยอุบะไทยทรงเครื่อง 7 ดอก 1 พวง ตามรูป ผูกที่คู่สุดท้าย (ชั้นที่ 6) ของตาข่าย
๘ วัสดุอุปกรณ์ 1. ดอกรักขนาดกลาง และดอกรักขนาดใหญ่ 2. เข็มเบอร์ 18 จ านวน 2 เล่ม หรือเข็มยาว 9 นิ้วแบบหนา จ านวน 2 เล่ม 3. ด้าย (ตราไพ่ป๊อก) เบอร์ 8 ด้ายขาว (วีนัสเบอร์) เบอร์ 20 4. ดอกกุหลาบผ้า ดอกจ าปีหรือดอกจ าปา 5. ห่วงวงกลม ๖. กาวลาเท็กซ์ 7. อุบะไทยทรงเครื่อง 5 ดอก จ านวน 5 พวง (พวงที่ 5 เพิ่มดอกรักข้างบน 1 ดอก) 8. อุบะทรงเครื่อง 7 ดอก จ านวน 1 พวง 9. อุบะดอกเดียว / ลูกลุ่ย หรือตุ้งติ้ง 10 สาย 10. ดอกทัดหูกุหลาบ 4 ดอก 10. ห่วงวงกลม วิธีทํา 1. ร้อยดอกรักขนาดใหญ่ 6 คู่ ร้อยก้นชนกันใส่เข็มหรือเรียกอม “เม็ดมะยม" จุกเขียวตัดชิดหัว วัดได้8.5 นิ้วจ านวน 2 เข็ม
๙ 2. ถักตาข่ายหน้าช้างด้านบนด้วยด้าย 2 เส้น ไม่เหลือด้าย ( ใช้สอดเข็มกลับ) จาก 6 คู่ลดลงมาจนได้ 1 คู่ เหลือ ด้ายยาวไว้ เพื่อรวมด้าย 2 เส้น เป็น 4 เส้น ผูกรวมกัน ร้อยดอกรักขนาดกลาง 4 ดอก ผูกติดกับห่วงกลม 3. ถักตาข่ายหน้าช้างด้านล่างด้วยด้าย 2 เส้น เหลือเชือกผูกอุบะดอกเดียวทุกชั้นจาก 6 คู่ ลดลงมาจนได้ 1 คู่แต่ละ แถวเหลือด้ายด้านข้างไว้ 2 ด้าน เพื่อไว้ผูกลูกลุ่ย 4. สายโยงด้านข้าง จะมีทั้งสองด้านซ้ายและด้านขวา ให้ร้อยดอกรักขนาดกลาง ด้วยด้าย (ตราไพ่ป๊อก) ใช้ด้าย 2 เส้น โดยร้อยดอกรักให้ก้นของดอกรักชนกันจ านวน 9 คู่ จะได้จ านวน 2 สาย น าไปผูกเข้ากับเข็มที่ถักหน้าช้าง ไว้ข้างละ 1 สาย ทั้งสองด้าน
๑๐ 5. ร้อยสายม่าน ควรแขวนไว้ขณะร้อยเพื่อให้สองข้างดึงเท่ากัน ใช้ด้าย (ตราวีนัส) ด้ายคู่ ผูกปมเงื่อนตายและคล้อง ตรงเม็ดมะยมที่สายโยงช้างทั้ง 2 ข้าง - สายแรก ร้อยตามกัน 9 ดอกรัก ผูกปมที่สายโยงข้าง คล้องตรงเม็ดมะยมคู่ที่ 4 - สายที่ 2 ร้อยตามกัน 12 ดอกรัก ผูกปมที่สายโยงข้าง คล้องตรงเม็ดมะยมคู่ที่ 5 - สายที่ 3 ร้อยตามกัน 16 ดอกรัก ผูกปมที่สายโยงข้าง คล้องตรงเม็ดมะยมคู่ที่ 6 6. ผูกอุบะไทยทรงเครื่อง - ผูกทรงเครื่อง 5 ดอก ที่มุมทั้ง 4 มุม และ เส้นที่เพิ่มดอกรัก ไว้ตรงกลาง - ผูกทรงเครื่อง 7 ดอก ที่ตรงกลางของตาข่ายหน้าช้างด้านล่าง - ผูกอุบะดอกเดียว (ลูกลุ่ย) ที่ตาข่ายหน้าช้างด้านข้างทั้ง 2 ด้าน - เสียบกุหลาบที่ปลายเข็มทั้ง 4 จุด
๑๑ วัสดุอุปกรณ์ 1. เข็มเบอร์ 18 จ านวน 2 เล่ม (แทนไม้ก้านลาน ซึ่งปัจจุบันหายาก) หรือเข็มยาว 9 นิ้ว แบบหนา 2. ดอกรักขนาดกลาง และดอกรักขนาดใหญ่ 3. ด้าย (ตราไพ่ป๊อก) ด้ายขาว (ตราวีนัส) ด้ายเนาสีเดียวกับสีดอกกุหลาบ 4. ห่วงวงกลม 1 ห่วง 5. กาวลาเท็กซ์ 6. ดอกดาวเรื่อง 10 ดอก น ามาตัดกลีบเย็บเป็นทัดหู ตัดแบบเท่าหลอดด้ายโดยใช้กระดาษวาดเขียนอย่าง หนาหรือผ้ารองปก เย็บเรียงเป็นวงกลมตามแบบที่ตัดโดยใช้ด้ายสีเดียวกัน ดอกดาวเรืองเย็บทีละชั้นจน เต็มแบบ ด้านล่างให้ปิดด้วยกระดาษสา (เพื่อปิดรอยด้าย) ตรงกลางปิดด้วยดอกไม้กระดาษสา แล้วร้อย ด้ายคู่ (ไพ่ป๊อก) ไว้ตรงกลางส าหรับผูกกับพวง 7. อุบะไทยทรงเครื่อง 5 ดอก 2 พวงและอีก 1 พวงเพิ่มดอกรักอีก 1 ดอก 8. อุบะดอกเดียว (ลูกลุ่ย) 5 สาย และอีก 2 สาย ผูกที่มุม เพิ่มดอกรักให้ความยาวเท่ากับ ลูกลุ่ย 5 สายที่ผูกกับตาข่าย 2 ชั้นที่ถักไว้
๑๒ วิธีทํา 1. ร้อยดอกรักขนาดใหญ่ 6 คู่ ร้อยก้นชนกันใส่เข็มหรือเรียกอม “เม็ดมะยม” จุกเขียวตัดชิดหัว วัดได้8.5 นิ้ว จ านวน 2 เข็ม 2. ถักตาข่ายหน้าช้างด้านบนด้วยด้าย 2 เส้น ไม่เหลือด้าย ( ใช้สอดเข็มกลับ) จาก 6 คู่ลดลงมาจนได้ 1 คู่ เหลือ ด้ายยาวไว้ เพื่อรวมด้าย 2 เส้น เป็น 4 เส้น ผูกรวมกัน ร้อยดอกรักขนาดกลางตามกัน 4 ดอก ผูกติดกับห่วงกลม 3. ถักตาข่ายหน้าช้างด้านล่างด้วยด้าย 2 เส้นลงมา 2 ชั้น คล้องเชือกไว้ผูกอุบะดอกเดียว 4. สายโยงด้านข้าง ร้อยดอกรักขนาดกลางด้วยด้าย (ตราไพ่ป๊อก) 2 เส้น โดยร้อยให้กันของดอกรักชนกัน จ านวน 9 คู่จ านวน 2 สายและน าไปผูกเข้ากับเข็มที่ถักหน้าช้างไว้ข้างละ 1 สาย
๑๓ 5. ร้อยสายม่าน ควรแขวนไว้ขณะร้อยเพื่อให้สองข้างตึงเท่ากัน ใช้ด้าย (ตราวีนัส) ด้ายคู่ ผูกปมเงื่อนตายและคล้อง ตรงเม็ดมะยมที่สายโยงช้างทั้ง 2 ข้าง สายแรก ร้อยตามกัน 9 ดอกรัก ผูกปมที่สายโยงข้าง คล้องตรงเม็ดมะยมคู่ที่ 4 สายที่ 2 ร้อยตามกัน 12 ดอกรัก ผูกปมที่สายโยงข้าง คล้องตรงเม็ดมะยมคู่ที่ 5 สายที่ 3 ร้อยตามกัน 16 ดอกรัก ผูกปมที่สายโยงข้าง คล้องตรงเม็ดมะยมคู่ที่ 6 6. ผูกอุบะไทยทรงเครื่อง 5 ที่มุมด้านบนทั้ง 2 ข้างและตรงกลาง 7. ผูกลูกลุ่ยที่ตาข่ายด้านล่าง อุบะทรงเครื่อง 5 ผูกตรงกลางและมุมด้านบน
๑๔ วัสดุอุปกรณ์ 1. เข็มเบอร์ 17 จ านวน 3 เล่ม หรือเข็มยาว 9 นิ้ว จ านวน 3 เล่ม 7. คีมตัดเข็ม 2. ดอกรัก 8. อุบะไทยทรงเครื่อง 7 ดอก 1 พวง 3. ดอกกุหลาบผ้า 9. อุบะไทยทรงเครื่อง 5 ดอก 2 พวง 4. ลูกปัด ขนาดความยาวประมาณ 1.5 ซ.ม. (สีตามความชอบ) 10. อุบะดอกเดียว (ลูกลุ่ย) 2 สาย 5. ด้ายเหนียว(ตราไพ่ป๊อก) 11. ดอกทัดหูกุหลาบ 6 ดอก 6. กาวลาเท็กซ์
๑๕ วิธีท า 1. น าเข็ม 3 เล่มมาเรียงกัน ผูกด้ายตรงกลางเข็ม แยกเข็มเป็นรูปดาวมัดตรงกลางด้วยด้ายเพื่อยึดให้แน่นและทากาว ลาแท็กซ์ ร้อยดอกรักขนาดใหญ่ร้อยโดยให้ก้นของดอกรักชนกัน (ร้อยอมเม็ดมะยม) จุกเขียวตัดชิดหัว ร้อยเข็มละ 6 คู่ จ านวน 3 เข็ม 2. ร้อยดอกรักกันชนกัน 18 คู่ เหลือด้ายยาวประมาณ 60 เซนติเมตร ผูกกับเข็มที่ 1 ให้แน่น เหลือด้ายไว้ 3 นิ้ว เพื่อผูกอุบะทรงเครื่อง แบ่งดอกรัก 3 คู่คล้องผูกกับเข็มที่ 2 ดึงให้ตึง ผูกให้แน่น แบ่งดอกรัก 3 คู่ คล้องผูกกับเข็มที่ 3 ดึงให้ตึง ผูกให้แน่น แบ่งดอกรัก 3 คู่ คล้องผูกกับเข็มที่ 4 ดึงให้ตึง ผูกให้แน่น แบ่งดอกรัก 3 คู่ คล้องผูกกับเข็มที่ 5 ดึงให้ตึง ผูกให้แน่น แบ่งดอกรัก 3 คู่ คล้องผูกกับเข็มที่ 1 ดึงให้ตึง ผูกให้แน่น เหลือเชือกไว้
๑๖ 3. วิธีท ารูปดาว (ลูกปัดสีที่ชอบ) ด้านใน ร้อยด้าย 2 เส้น ความยาว 15 นิ้ว ผูกด้ายให้แน่นกับเข็ม ตรงก้นดอกรัก คู่กลาง (ระหว่าง 3 คู่) หรือคู่ที่ 1 เหลือด้ายไว้ ร้อยจุกเขียวใส่ลูกปัด ทั้ง 2 ด้าน ใช้ลูกปัด 2 เม็ด คล้องโยงตรงก้น ดอกรักคู่กลางดึงให้ตึงพอดี ท าไปจนถึงจุดที่เริ่มต้นร้อยลูกปัด ผูกกับด้ายที่เหลือไว้ให้แน่น ตัดด้ายทากาวลาแท็กซ์ 4. สายโยงด้านบน ร้อยดอกรักกันชนกัน 8 คู่ (ผูกกับเข็มระหว่างช่อง) คล้องด้าย 4 เส้น ตรงกลาง ดอกรักคู่ที่ 4 ร้อย ดอกกุหลาบ ร้อยดอกรักตามกัน 3 ดอก ผูกเชือกเข้ากับห่วงกลมให้แน่น ตัด เชือก ทากาว 5. สายโยงด้านล่าง ร้อยตรงข้ามกับสายโยงบน ร้อยดอกรักกันชนกัน 6 คู่ (ผูกกับเข็มระหว่างช่อง)
๑๗ 6. ผูกอุบะไทยทรงเครื่อง 7 ดอก ที่สายโยงด้านล่าง ผูกตรงคู่ที่ 3 7. ผูกอุบะไทยทรงเครื่อง 5 ดอก ที่โครงดาว ทั้ง 2 ด้าน 8. สายโยงด้านบนร้อยดอกรัก 3 คู่ทั้ง 2 ข้าง ผูกติดกัน ร้อยดอกรักตามกัน 4 ดอก ผูกกับห่วง ตรงรอยต่อผูกลูกลุ่ย 1 สาย ที่สายโยงด้านล่าง ร้อยดอกรัก 3 คู่ทั้ง 2 ข้าง ผูกติดกัน ตรงรอยต่อผูกอุบะทรงเครื่อง 7 (ข้อที่ 4-6 สามารถ ท าเหมือนข้อที่ 8 ก็ได้) 9. หากเข็มยาวมากให้ตัดเข็มให้สั้น เหลือพอประมาณ เพื่อติดทัดหู ดอกกุหลาบ 6 มุม
๑๘ วัสดุอุปกรณ์ 1. เข็มเบอร์ 17 จ านวน 1 เล่ม เข็มยาว 9 นิ้ว จ านวน 2 เล่ม 2. ดอกรักขนาดใหญ่ดอกรักขนาดกลาง ถักตาข่ายหน้าช้าง 3. ดอกกุหลาบผ้า / ดอกจ าปา 4. ด้ายเหนียว(ตราไพ่ป๊อก) 5. กาวลาเท็กซ์ 6. คีมตัดเข็ม 7. อุบะไทยทรงเครื่อง 11 ดอก 1 พวง 8. อุบะ 3 ขา จ านวน 6 พวง
๑๙ วิธีท า 1. เข็มที่ 1 (ส่วนหัว) ใช้เข็มเบอร์ 17 ใช้ดอกรักขนาดใหญ่ ร้อยอมเม็ดมะยม จ านวน 6 คู่ ด้านบน ใช้ดอกรักขนาด กลาง ถักตาข่ายหน้าช้างจาก 6 คู่จนเหลือ 1 คู่ ด้ายไว้ยาว เพิ่มเป็น 4 เส้น ใส่ดอกกุหลาบ 1 ดอก ร้อยดอกรักตามกัน 3 ดอก ผูกติดกับห่วงกลม ด้านล่าง ถักตาข่ายหน้าช้างลงมา เหลือ 4 ช่องลาย คล้องเชือกไว้เพื่อผูกกับเข็มที่ 2 2. เข็มที่ 2 (ส่วนตัว) ใช้เข็มเข็มยาว 9 นิ้ว ใช้ดอกรักขนาดใหญ่ ร้อยอมเม็ดมะยม จ านวน 7 คู่ ด้านบนใช้ดอก รักขนาดกลาง ถักตาข่ายหน้าช้างจาก 7 คู่ขึ้นไปจนเหลือ 4 คู่ ด้านล่าง ถักตาข่ายหน้าช้างลงมาจาก 7 คู่จน เหลือ 3 คู่ คล้องเชือกไว้เพื่อผูกกับเข็มที่ 3 3. เข็มที่ 3 ( ส่วนหาง) ใช้เข็มยาว 9 นิ้ว ใช้ดอกรักขนาดใหญ่ ร้อยอมเม็ดมะยม จ านวน 5 คู่ ด้านบนใช้ดอกรักขนาด กลาง ถักตาข่ายหน้าช้างจาก 5 คู่ขึ้นไปจนเหลือ 3 คู่ ด้านล่าง ถักตาข่ายหน้า ช้างลงมาจาก 5 คู่ จนเหลือ 1 คู่ คล้องเชือกไว้ เพื่อผูกกับอุบะทรงเครื่อง 11
๒๐ 4. น าตาข่ายหน้าช้างทั้ง 3 เข็ม ตั้งแต่ส่วนหัว ล าตัว ส่วนหาง มาผูกต่อกันให้แน่น ตัดด้าย ทากาว 5. ผูกอุบะทรงเครื่อง 11 ดอก ที่ส่วนหาง และผูกอุบะ 3 ขาที่มุมของแต่ละเข็ม ตัดด้าย ทากาว 6. หากเข็มยาวให้ตัดเข็มให้เหลือพอประมาณ เพื่อติดทัดหูดอกกุหลาบ 6 ดอก
๒๑ วัสดุอุปกรณ์ 1. โครงลวดส าเร็จ กว้าง 8 นิ้ว 7. ฟลอร่าเทปสีขาว 2. ดอกรักขนาดกลาง 8. ห่วงกลม 1 ห่วง 3. ดอกกุหลาบผ้า, ดอกจ าปี, ดอกจ าปา 9. กาวลาเท็กซ์ 4. ด้าย(ตราไพ่ป๊อก), ด้ายเนาสีตามอุบะ 10. อุบะไทยทรงเครื่อง 13 ดอก 1 พวง 5.ดาวเรือง 16 ดอก, ดอกไม้กระดาษสา 11. อุบะไทยทรงเครื่อง 5 ดอก 7 พวง 6. กระดาษวาดเขียนอย่างหนาหรือผ้ารองปก 12. อุบะลูกลุ่ย 10 สาย - ตัดแบบกลมกว้าง 1.5 นิ้ว 6 แบบ - ตัดแบบกลมเท่าหลอดด้าย 2 แบบ
๒๒ วิธีท า 1. พันฟลอร่าเทปขาวปิดโครงลวดทุกเส้น 2. ใช้ด้าย (ตราไพ่ป๊อก) 2 เส้น ถัก 6 มุม ตามรูป แล้วเดินเส้นดอกรัก ครั้งละ 1 ดอก ล็อกด้านหัวชนตรงสามเหลี่ยม ตามรูป 3. แบ่งวงในโครงลวด 10 ช่อง ๆ ละ 1.5 นิ้วเศษ ถักตาข่ายลงมา 3 โคม (นับตรงจุกเขียว) คล้องเชือกไว้ผูกอุบะลูกลุ่ย 4. ผูกด้าย ใช้ด้าย 2 เส้นผูกมุมเว้นมุม ร้อยดอกรักหัวลง เส้นละ 7 ดอกรัก 3 เส้น ผูกรวมกัน (สายโยงใน) เพื่อผูก ทรงเครื่อง 13
๒๓ 5. สายโยงขึ้นด้านบน ผูกด้าย 2 เส้น ทั้ง 6 มุม ร้อยดอกรักตามกันเส้นละ 10 ดอก จับผูกที่ละ 3 สายแล้วน ามาผูก รวมกันให้ตึง แบ่งตัดด้ายออกคู่ละ 1 เส้น เหลือ 6 เส้น ผูก ทากาว สนด้าย 6 เส้น กับเข็มใหญ่ น าทัดหูดอกเล็ก ประกบคู่ร้อยใส่เข็มลงถึงปุ่มด้าย ตามด้วยตุ้มดอกรัก ร้อยใส่เข็ม ใส่ดอกรักไว้ด้านในตุ้มให้แน่น ร้อยดอกรักตามกัน 5 ดอก ผูกติดกับห่วงกลม 6. วิธีท าตุ้มดอกรัก ตัดดอกรักออกค่อนดอก ร้อย 3 ชั้น ชั้นที่ 1 ร้อย 9 ดอกรัก ชั้นที่ 2 ร้อย 11 ดอกรัก ชั้นที่ 3 ร้อย 9 ดอกรัก 7. ร้อยเฟื่องดอกรัก ใช้ด้ายเส้นเดียว ช่องละ 3 สาย สายที่ 1 ร้อยดอกรักชนกันตรงกลางข้างละ 4 ดอกรัก 6 สาย สายที่ 2 ร้อยดอกรักชนกันตรงกลางข้างละ 5 ดอกรัก 6 สาย สายที่ 3 ร้อยดอกรักชนกันตรงกลางข้างละ 6 ดอกรัก 6 สาย
๒๔ 8.ทัดหูดอกดาวเรือง วิธีน าเฟื่องมาติดที่มุมทั้ง 6 ด้าน 1. แยกเฟื่องดอกรักเป็น 6 ชุด สายละ 1 เส้น 2. น าเฟื่องดอกรักทั้ง 3 สายวางเรียงกัน ให้ด้านหนึ่งตรงกัน และผูกวางทั้ง 3 สาย 3. ให้สายที่ 2 หย่อนลงต่ ากว่าแถวที่ 1 ประมาณ 1 ดอกรัก 4. แถวที่ 3 ต่ ากว่า แถวที่ 2 ประมาณครึ่งดอกรักผูกปลายด้ายให้แน่นน าไปผูกที่มุมทั้ง 6 ด้าน วิธีท า 1. ตัดกลีบดอกดาวเรือง (ใช้กลีบดอก 2 ชั้น) เย็บรอบแบบกระดาษที่ตัดไว้ โดยให้ปลายกลีบออกมานอกกระดาษ นิดหน่อย 2. ชั้นที่ 2 ใช้กลีบดอกชั้นเดียว เย็บสับหว่างระหว่างชิ้นแรก โดยเย็บเข้ามาจากกลีบแรก 3. ชั้นที่ 3 เย็บสับหว่างชั้นที่ 2 กลีบสับเข้ามา ท าจนเต็ม 4. ตัดกระดาษสาเป็นวงกลมขนาดใกล้เคียงกับฐานวงกลม และทากาวปิดทับด้านหลังเพื่อไม่ให้เห็นรอยด้าย 5. ดอกกุหลาบกระดาษสาแบบที่มีลวด แทงทะลุตรงกลาง ปิดรอยกลีบดอกดาวเรือง ๖. ร้อยด้าน 2 เส้น แทงทะลุข้างหลัง ปล่อยปลายด้ายไว้ส าหรับผูกกับมุมแต่ละมุม 9. ผูกอุบะทรงเครื่อง - ผูกอุบะทรงเครื่อง 13 ดอก ที่สายโยงใน - ผูกอุบะทรงเครื่อง 5 ดอกที่มุมสามเหลี่ยม 6 พวง อีก 1 พวง ผูกตรงกลางสายโยงบน - ผูกลูกลุ่ย
๒๕
๒๖
๒๗
๒๘๒๘
๒๙ ที่ปรึกษา นางอุทัยวรรณ โพธิ์กระจ่าง ผู้อ านวยการศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ คณะที่ปรึกษาจัดท าหลักสูตร นายเชาวฤทธิ์ จงเกษกรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวัดผลและประเมินผล นางอุมาพร แขดอน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านอาชีพ นายรชฏ ศิริวัฒนะ ภูมิปัญญาด้านการท าขนม คณะผู้จัดท า นางวัชรินทร์ พลอยส่งศรี ครูผู้ช่วย นางรุ่งนภา ศรีชัย ครูผู้ช่วย นายบดินทร์ภัทร์ พุ่มพันธ์วงศ์ ครูผู้ช่วย นางสาวพัฒนีนาถ ภักดีอักษร ครูผู้ช่วย นายวิทวัส เทียนข า ครูผู้ช่วย นางสาวดาววดี เครืออ่อน นักจัดการงานทั่วไป นางสาวนุชจรี หอมสมบัติ นักวิชาการเงินและบัญชี นายสิทธิชัย ศาสตร์ประสิทธิ์นักจัดการงานทั่วไป นายสมเกียรติ หน่วงกลาง นักวิชาการศึกษา นางสุรีย์รัตน์ แพ่งประสิทธิ์ เจ้าพนักงานธุรการ นางสุรีฉาย จันทร เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี นางสาวชวัลพัชร เพียรกสิกรรม นักวิชาการโสตทัศนศึกษา นางสาวอุนนดา ชูรัศมี นักวิชาการศึกษา นางสาวสุวิมล อินเฉียน นักวิชาการพัสดุ นางสาวณัฐกานต์ ครุธพันธ์ นักจัดการงานทั่วไป นางสาวศิริพร เกตุประทุม เจ้าหน้าที่เกษตร ผู้สนับสนุนข้อมูลจัดท าหลักสูตร นางสาวประไพพรรณ มากวงศ์ วิทยากรภูมิปัญญา รูปเล่ม / หน้าปก นางสาวพัฒนีนาถ ภักดีอักษร ครูผู้ช่วย นางสุรีรัตน์ แพ่งประสิทธ์ เจ้าหน้าที่ธุรการ นายสิทธิชัย ศาสตร์ประสิทธิ์ นักจัดการงานทั่วไป นางสาวชวัลพัชร เพียรกสิกรรม นักวิชาการโสตทัศนศึกษา
๓๐