The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จิรยุทธ พวังคาม, 2024-02-01 01:26:05

บทที่ 1-5

บทที่ 1-5

27 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ให้ความหมาย ของการศึกษาคือกระบวนการเรียนรู้ เพื่อความงอกงามของบุคคลโดยถ่ายทอดความรู้การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม สร้างองค์ความรู้ที่เกิด จากสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรู้ ให้บุคคลเรียนรู้ตลอดชีวิต การศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้ สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญาความรู้ คุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรมการดำรงชีวิตสามารถอยู่กับผู้อื่น อย่างมีความสุข มุ่งพัฒนาบุคคลให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ในการจัดการด้านอาชีวศึกษาของประเทศไทยจะมุ่งเน้นผลิตและพัฒนาบุคคล ในสายอาชีพทั้งระดับดึ่งฝีมือ ระดับฝีมือ และระดับเทคนิคให้มีคุณภาพ ความรู้ ทักษะในวิชาชีพเป็นสำคัญ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของ ตลาดแรงงาน และสถานประกอบการ ซึ่งมีการพัฒนาในด้านเทคโนโลยี สภาวะสังคม สภาวะเศรษฐกิจอยู่ ตลอดเวลา โดยทางวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิคพิชญบัณฑิต อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี มีปรัชญาของ วิทยาลัย คือ “ ฝีมือเด่น เน้นความรู้ คู่คุณธรรม นำกีฬา” ที่มุ่งเน้นให้นักศึกษาคิดเป็นเน้นปฏิบัติ จัดการได้ นั้นคือวิทยาลัยมุ่งเน้นให้นักศึกษา ใช้สติปัญญา ในการคิด พินิจพิเคราะห์ในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างสมเหตุสมผล เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ ในสายอาชีพที่ผู้เรียนได้ศึกษาและให้ผู้เรียนสามารถจัดการเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตได้ โดยการเรียนมิใช่จะเรียนเฉพาะอยู่ในตำราเท่านั้น นักศึกษายังจำเป็นต้องฝึก ให้นักศึกษามีคุณภาพที่ดี เพื่อที่จะ ออกไปแข่งขันในตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพและสามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมอย่างมีความสุข จากการสังเกตพฤติกรรมของนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัย อาชีวศึกษาเทคนิคพิชญบัณฑิต อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ห้อง ช.211 ขณะสอนผู้เรียนยังใช้เครื่องมือผิดประเภทและขณะเดียวกัน ผู้เรียนไม่กล้าที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง ว่างานนั้น จะเป็นงานง่าย ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาวิธีการเพื่อทราบผลการพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์ โดยใช้ รูปแบบทักษะปฏิบัติของซิมซัน ของนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิคพิชญบัณฑิต อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ห้อง ช.211 วิชางานบำรุงรักษารถยนต์รหัสวิชา 2101-2104 เป็นระบบที่มีความซับซ้อนเช่นเดียวกับระบบอื่นในรถยนต์ใน การแก้ปัญหาในการซ่อมเครื่องยนต์และการปรับแต่งในรถยนต์ ผู้ที่ทำการซ่อมต้องมีความชำนาญและมี ความสามารถในการใช้เครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อหาจุดที่ต้องซ่อมเพราะฉะนั้น ในการจัดการเรียนการสอน รายวิชางานบำรุงรักษารถยนต์ผู้เรียนจำเป็นต้องมีทักษะในการใช้เครื่องมือช่างยนต์ เพื่อวิเคราะห์ข้อบกพร่อง ของวิชางานบำรุงรักษารถยนต์ ซึ่งจะทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด ปัญหาที่พบมากที่สุดในการจัดการเรียนการสอน ได้แก่ การขาดทักษะในการใช้เครื่องมือช่างยนต์ ผู้สอนจึงได้ จัดทำแบบประเมินโดยการสังเกตจาก จำนวนนักศึกษา 25 คน พบว่าจัดกลุ่ม ความสามารถในการใช้เครื่องมือ ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. ระดับดี12 คน 2. ระดับปานกลาง 7 คน 3. ระดับที่ต้องปรับปรุง 6 คน ซึ่งหากนักศึกษาสามารถใช้เครื่องมือช่างยนต์ได้ถูกต้องแม่นยำ จะทำให้สามารถใช้เวลาในการทำงานน้อยลง และเกิดความปลอดภัย ทำให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน โดยตรงและเป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอนในการสอน บทเรียนต่อไป


28 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาผลการพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์ โดยใช้รูปแบบทักษะปฏิบัติของซิมซัน ของ นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิคพิชญบัณฑิต ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 1.3 สมมุติฐานของการวิจัย นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างยนต์วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิคพิชญ บัณฑิต อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ห้อง ช.211 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบทักษะปฏิบัติของซิมซัน มีผลการ พัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 1.4.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ทางการศึกษากับนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตร วิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิคพิชญบัณฑิต อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 3 ห้อง 90 คน 1.4.2 เนื้อหา วิธีการใช้งานเครื่องมือ ถอดประกอบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ 1.4.3 ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น รูปแบบการสอนโดยใช้ทักษะปฏิบัติของซิมซัน ตัวแปรตาม ทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์ 1.4.4 ระยะเวลาในการจัดทำวิจัย การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการวิจัยตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคม 2566 ถึง วันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 1.5 สถานที่ทำการวิจัย ห้อง ช.211 วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิคพิชญบัณฑิต 120 หมู่ 7 ตำบลศรีสุทโธ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์ 41190 1.6 นิยามศัพท์ที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือช่างยนต์ หมายถึง อุปกรณ์ที่ช่วยอำนวย ความสะดวกในการปฏิบัติงานให้ได้อย่างเร็ว กระเหม็ดกระเหมียด เวลาในการทำงาน เครื่องมือเป็นรากฐานที่สำคัญมากสำหรับ งานซ่อมรถยนต์ ทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์หมายถึง ทักษะด้านการใช้งานให้ถูกต้องกับประเภทของนัตหรือโบลต์ และเหมาะกับงานเพื่อเป็นการป้องกันเครื่องมือชำรุดเสียหาย และอุปกรณ์ของเครื่องยนต์ดังนี้ ประแจแหวน : ประแจแหวนจะมีลักษณะคอโค้งงทำมุม 15 หรือ 45 องศากับด้ามประแจ บริเวณส่วน หัวเป็นลักษณะวงแหวนหรือจุดสัมผัสทั้ง 6 เหลี่ยมและ 12 เหลี่ยม ทำให้สวมเข้ากับหัวโบลต์หรือนัตได้พอดี ประแจแหวน 12 เหลี่ยมสามารถขันหรือคลายโบลต์ ได้ทั้งหกเหลี่ยมและสี่เหลี่ยม ความยาวของประแจแหวน จะแตกต่างกันไปตามขนาดของโบลต์ ที่จะใช้ ปริมาณของแรงบิดที่ได้ก็จะขึ้นอยู่กับความยาวของประแจ ประแจปากตาย : ประแจปากตาย ปากของประแจจะเปิดทั้งสองข้าง มีทั้งแบบ 1 ปากและ 2 ปาก โดยแบบ 2 ปาก แต่ละข้างจะมีขนาดแตกต่างกัน ปากของประแจปากตายอกแบบส่วนหัวให้เอียงทำมุม 15 องศากับด้ามทำให้สามารถขันนัตหรือโบลต์ ในพื้นที่แคบแคบได้ง่าย


29 ประแจเลื่อน : ลักษณะปากของประแจเลื่อนจะคล้ายกับหัวของประแจปากตายแต่สามารถเลื่อนปรับ ระยะห่างของปากได้พอดีกับขนาดของนัตหรือโบลต์ด้วยการหมุนสกรูปรับตั้ง ประแจกระบอก : ประแจกระบอกจะต้องใช้ร่วมกับการขับเครื่องมือแบบต่าง ๆ การให้เลือกใช้แล้วแต่ สภาพของงานประแจกระบอกจะมีหัวขับเป็นสี่เหลี่ยมงูหลายขนาด ส่วนภายในของปากจะมีลักษณะเป็น เหลี่ยมอยู่ 2 แบบคือแบบ 6 เหลี่ยม กับแบบ 12 เหลี่ยม สำหรับแบบหกเหลี่ยมนั้นจะมีพื้นที่ใหญ่พอที่จะสัมผัส กับโบลต์หรือนัต ทำให้ยากที่จะทำความเสียหายให้กับโบลต์หรือนัดได้ ประแจแอล : ประแจแอลมีลักษณะเป็นแท่ง 6 เหลี่ยมโดยตลอด แล้วโค้งเป็นรูปตัวแอล บางแบบมี ส่วนปลายเป็นรูปดาว ประแจแบบนี้จะมีเป็นชุดเหมือนประแจปากตายขนาดของประแจจะบอกไว้ด้านข้างของ ประแจ ไขควงปากแฉก : ไขควงปากแฉกที่ส่วนปลายของไขควงจะมีลักษณะเป็นแฉกหรือลักษณะปากจีบจะ ผ่าวเป็นสี่แฉกเวลาปิดจะต้องใช้แรงกดที่ด้ามมากกว่าไขควงปากแบนเพื่อไม่ให้เหลี่ยมของไขควงหลุดจากร่อง คีม : เป็นเครื่องมือประเภทจับชนิดหนึ่งมี 2 ขา คล้ายกรรไกรใช้สำหรับคีบ จับ ตัด ดัด งอโค้งตาม ต้องการใช้งานของคีมประเภทต่างๆ วัสดุที่ใช้ผลิตคีม ส่วนใหญ่ทำมาจากเหล็ก หากเป็นคีมที่ใช้งานกับอุปกรณ์ ไฟฟ้าจะมีด้ามหุ้มเป็นพลาสติกที่เป็นฉนวนไฟฟ้า คีมที่ใช้ในงานช่างยนต์ เครื่องมือพิเศษ (Special tool ) : เป็นเครื่องมือที่ใช้เฉพาะอย่าง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการซ่อม และเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับชิ้นส่วนใด้ เครื่องมือพิเศษถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับ การใช้งานโดยเฉพาะดังนั้นจึงมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปเครื่องมือพิเศษที่ใช้ในงานช่างยนต์ รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมซัน (Instructional Model Based on Simpson’s Processes for psycho-Motor Skill Development) คือ รูปแบบการเรียน การสอนที่เน้นการพัฒนาด้านทักษะพิสัย (Psycho-Motor Domain) เป็นรูปแบบที่มุ่งช่วยพัฒนา ความสามารถของผู้เรียนในด้านการปฏิบัติ การกระทำ หรือการแสดงออกต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้หลักการ วิธีการที่แตกต่างไปจากการพัฒนาทางด้านจิตพิสัย หรือพุทธิพิสัย ทักษะปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาได้ด้วยการ ฝึกฝน ซึ่งหากได้รับการฝึกฝนที่ดีแล้วจะเกิดความถูกต้องความคล่องแคล่ว ความเชี่ยวชาญชำนาญการ และ ความคงทน แนวคิดการพัฒนาทักษะปฏิบัติของซิมซัน ดังนี้ ก. ทฤษฎี/หลักการ/แนวคิดของรูปแบบ ซิมซัน (Simpson, 1972) กล่าวว่า ทักษะเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางกายของผู้เรียน เป็นความสามารถในการประสานการทำงานของกล้ามเนื้อหรือร่างกาย ในการทำงานที่มีความซับซ้อน และต้อง อาศัยความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อหลาย ๆ ส่วน การทำงานดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากการสั่งงานของสมอง ซึ่ง ต้องมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ทักษะปฏิบัตินี้สามารถพัฒนาได้ด้วยการฝึกฝน ซึ่งหากได้รับการ ฝึกฝนที่ดีแล้ว จะเกิดความถูกต้อง ความคล่องแคล่ว ความเชี่ยวชาญชำนาญการ และความคงทน ผลของ พฤติกรรมหรือการกระทำสามารถสังเกตได้จากความรวดเร็ว ความแม่นยำ ความเร็วหรือความราบรื่นในการ จัดการ ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ


30 เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถปฏิบัติหรือทำงานที่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวหรือการประสานงานของ กล้ามเนื้อทั้งหลายได้อย่างดี มีความถูกต้องและมีความชำนาญ ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ ขั้นที่ 1 ขั้นการรับรู้ เป็นขั้นการให้ผู้เรียนรับรู้ในสิ่งที่จะทำ โดยการให้ผู้เรียน สังเกตการทำงานนั้นอย่างตั้งใจ ขั้นที่ 2 ขั้นการเตรียมความพร้อม เป็นขั้นการปรับตัวให้พร้อมเพื่อการทำงานหรือแสดง พฤติกรรมนั้น ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ โดยการปรับตัวให้พร้อมที่จะเคลื่อนไหวหรือแสดงทักษะนั้น ๆ และมีจิตใจและสภาวะอารมณ์ที่ดีต่อการที่จะทำหรือแสดงทักษะนั้น ๆ ขั้นที่ 3 ขั้นการสนองตอบภายใต้การควบคุม เป็นขั้นที่ให้โอกาสแก่ผู้เรียนในการตอบสนอง ต่อสิ่งที่รับรู้ ซึ่งอาจใช้วิธีการให้ผู้เรียนเลียนแบบการกระทำ หรือการแสดงทักษะนั้น หรืออาจใช้วิธีการให้ ผู้เรียนลองผิดลองถูก จนกระทั่งสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้อง ขั้นที่ 4 ขั้นการให้ลงมือกระทำจนกลายเป็นกลไกที่สามารถกระทำได้เอง เป็นขั้นที่ช่วยให้ ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติ และเกิดความเชื่อมั่นในการทำสิ่งนั้น ๆ ขั้นที่ 5 ขั้นการกระทำอย่างชำนาญ เป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการกระทำนั้น ๆ จน ผู้เรียนสามารถทำได้อย่างคล่องแคล่ว ชำนาญ เป็นไปโดยอัตโนมัติ และด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง ขั้นที่ 6 ขั้นการปรับปรุงและประยุกต์ใช้ เป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนปรับปรุงทักษะหรือการ ปฏิบัติของตนให้ดียิ่งขึ้น และประยุกต์ใช้ทักษะที่ตนได้รับการพัฒนาในสถานการณ์ต่าง ๆ ขั้นที่ 7 ขั้นการคิดริเริ่ม เมื่อผู้เรียนสามารถปฏิบัติหรือกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างชำนาญ และสามารถประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่หลากหลายแล้ว ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเกิดความคิดใหม่ ๆ ในการกระทำ หรือ ปรับการกระทำนั้นให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ ผู้เรียนจะสามารถกระทำหรือแสดงออกอย่างคล่องแคล่ว ชำนาญ ในสิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนทำได้ นอกจากนั้นยังช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และความอดทนให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนด้วย 1.7 ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1.7.1. ทราบผลการพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์ โดยใช้รูปแบบทักษะปฏิบัติของ ซิมซัน ของ นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิคพิชญบัณฑิต ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 1.7.2. นักศึกษาใช้เครื่องมือถูกต้องและปลอดภัยในการปฏิบัติงาน 1.7.3. ได้เทคนิคการสอนทักษะปฏิบัติของซิมซันเพื่อใช้สอนในหน่วยต่อไป


31 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยเพื่อผลการพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์ โดยใช้รูปแบบทักษะปฏิบัติของซิมซัน ของ นักศึกษา ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างยนต์วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิคพิชญบัณฑิต อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ห้อง ช.211 จำนวน 25 คน ในครั้งนี้พบว่า มีเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง คือ วิชางานบำรุงรักษารถยนต์ รหัสวิชา 2101-2104 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้อง แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ( Simpson’s model ) วิชา งานบำรุงรักษารถยนต์ ชั้น ปวช.ปี่ที่ 2 ห้อง ช. 211 เรื่อง เครื่องมือ ถอดประกอบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ จำนวน 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 1. มาตรฐานมรรถนะ 1.1. หลักการพื้นฐานของการใช้เครื่องมือ 1.2. ประเภทของเครื่องมือทั่วไป (Hands tool) 1.3. ข้อปฏิบัติในการใช้เครื่องมือ 1.4. การบำรุงรักษาเครื่องมือ 2. เนื้อหา เครื่องมือ ถอดประกอบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ แนวคิด เครื่องมือ Hand tools เป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับงานซ่อมเครื่องยนต์ เครื่องมือสำหรับถอดแยก ชิ้นส่วน สำหรับปรับตั้ง ซึ่งเป็นงานหลักของการซ่อม ดังนั้นในงานบริการจึงจำเป็นจะต้องศึกษาวิธีใช้เครื่องมือ การในไปใช้งาน ข้อปฏิบัติในการใช้เครื่องมือ และการเก็บบำรุงรักษาในการใช้เครื่องมือต่างๆ นั้นไม่เพียงเป็น การเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและ ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยในการทำงาน หลักการพื้นฐานของการใช้เครื่องมือ การซ่อมเครื่องยนต์ต้องใช้เครื่องมือและอุปกรณ์หลายชนิด เครื่องมือถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้งาน โดยเฉพาะ เมื่อใช้ถูกวิธีจะช่วยให้มีความแม่นยำและปลอดภัย หลักการพื้นฐานของการใช้เครื่องมือมีดังนี้ 1. ศึกษาวิธีใช้และหน้าที่ให้ถูกต้อง ศึกษาวิธีใช้และหน้าที่ของเครื่องมือแต่ละชิ้น ถ้าใช้เครื่องมือผิด วัตถุประสงค์นอกเหนือจากที่ระบุไว้ก็จะก่อให้เกิดความเสียหายกับเครื่องมือและชิ้นส่วน ตลอดจนคุณภาพของ งานและอาจทำให้เกิดความเสียหายได้ 2. ศึกษาการใช้เครื่องมือให้ถูกกับงาน เครื่องมือและเครื่องมือวัดแต่ละชิ้นมีวิธีการใช้จะต้องให้แน่ใจว่า นำไปใช้อย่างถูกต้องและนำไปใช้ให้เหมาะสมกับงาน 3. เลือกใช้ให้ถูกต้อง มีเครื่องมือหลายชิ้นสำหรับการคล้ายโบลต์ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดตำแหน่งและ พื้นที่ต่าง ๆ เครื่องมือจะต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับชิ้นส่วนและตำแหน่งของชิ้นงาน 4. จัดเก็บให้เป็นระเบียบ พยายามจัดเก็บให้เป็นระเบียบ เครื่องมือและเครื่องวัดควรจัดวางให้อยู่ใน ตำแหน่งที่สามารถหยิบใช้ได้ง่าย และจัดวางในที่ที่เหมาะสมเมื่อใช้งานเสร็จ


32 5. ดูแลเก็บรักษาเครื่องมืออย่างเคร่งครัด เครื่องมือจะต้องทำความสะอาดและทรมานในส่วนที่จำเป็น หลังจากที่นำไปใช้งาน ถ้าเครื่องมือชำรุดควรซ่อมแซมทันทีเพื่อให้เครื่องมือจะได้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานอยู่ เสมอ เครื่องมือทั่วไป Hands tool เครื่องมือทั่วไปหมายถึงเครื่องมือที่ใช้ทำงานสำหรับขัน ตอก คลาย ซึ่งเครื่องมือทั่วไปที่ใช้กันบ่อยใน งานซ่อมรถยนต์มีดังนี้ 1. ประแจแหวน Box wrench ขนาด : ประแจแหวนมีหลายขนาด ขนาดของประแจแหวนจะมีตัวเลขบอกไว้ที่ปลายของประแจ สำหรับที่ใช้กันทั่วไปมีตั้งแต่ขนาด 6 ถึง 32 มิลลิเมตร วัสดุที่ใช้ผลิต : ผลิตมาจากเหล็ก หน้าที่ : ใช้สำหรับขันหรือคลายนัตและโบลต์ ในกรณีที่ประแจกระบอกไม่สามารถนำไปใช้ในส่วน ชิ้นงานนั้นได้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพดีกว่าประแจปากตายทั้งนี้เพราะมี จุดสัมผัสของประแจกับโบลต์ หรือนัตได้มากกว่า ลักษณะของประแจแหวน : ประแจแหวนจะมีลักษณะคอโค้งงทำมุม 15 หรือ 45 องศากับด้ามประแจ บริเวณส่วนหัวเป็นลักษณะวงแหวนหรือจุดสัมผัสทั้ง 6 เหลี่ยมและ 12 เหลี่ยม ทำให้สวมเข้ากับหัวโบลต์ หรือนัตได้พอดี ประแจแหวน 12 เหลี่ยมสามารถขันหรือคลายโบลต์ ได้ทั้งหกเหลี่ยมและสี่เหลี่ยม ความยาว ของประแจแหวนจะแตกต่างกันไปตามขนาดของโบลต์ ที่จะใช้ ปริมาณของแรงบิดที่ได้ก็จะขึ้นอยู่กับความยาว ของประแจ วิธีใช้งานประแจแหวน 1. เลือกขนาดของแหวนให้พอดีกับหัวนัตหรือโบลต์ ถ้าใหญ่เกินไปจะทำให้มุมนัตหรือโบลต์เสียหายได้ 2. สวมประแจแหวนให้ลง แนบสนิทกับหัวนัตหรือโบลต์ แล้วดึงเข้าหา และถ้าจำเป็นต้องพักออกให้ใช้ อุ้งมือผลักออกเพื่อป้องกันอันตราย 2. ประแจปากตาย open end wrench ขนาด : ประแจปากตายมีหลายขนาดมีเป็นชุดในหนึ่งชุดจะมีหลายขนาดเหมือนกับประแจแหวน วัสดุที่ใช้ผลิต : ผลิตจากเหล็กหล่ออัลลอยด์ เหล็กหล่อเหล็กเหนียว หน้าที่ : ใช้สำหรับขันหรือคลาย นัตและโบลต์ ในพื้นที่คับแคบ และแน่นไม่มาก หรือในกรณีที่ประแจ แหวนไม่สามารถนำไปใช้ในส่วนชิ้นงานนั้นได้ ลักษณะของประแจปากตาย : ประแจปากตาย ปากของประแจจะเปิดทั้งสองข้าง มีทั้งแบบ 1 ปาก และ 2 ปาก โดยแบบ 2 ปาก แต่ละข้างจะมีขนาดแตกต่างกัน ปากของประแจปากตายอกแบบส่วนหัวให้เอียง ทำมุม 15 องศากับด้ามทำให้สามารถขันนัตหรือโบลต์ ในพื้นที่แคบแคบได้ง่าย วิธีใช้งานประแจปากตาย 1. เลือกขนาดของปากประแจให้มีขนาดเท่ากับขนาดของหัวโบลต์หรือนัต ถ้าเลือกขนาดของปาก ประแจโตกว่าขนาดของหัวนัตหรือโบลต์จะทำให้เกิดความเสียหายหรืออาจขันพลาด ทำให้เกิดอันตรายได้ 2. การขันหรือคลายนัตและโบลต์ ให้ดึงเข้าหาตัวเสมอ ไม่ควรใช้วิธีผลักออกเพราะอาจทำให้โบลต์ หรือนัตนั้นหลวมอย่างกระทันหันแล้วลื่นเกิดอันตรายกับมือได้ แต่ถ้าจำเป็นก็ให้ใช้ฝ่ามือผลัก 3. ไม่ควรเพิ่มแรง


33 ขันหรือคลาย ด้วยการใช้ประแจ 2 ตัวต่อกันหรือใช้ท่อสวมต่อเข้ากับประแจปากตายเพราะอาจทำให้เกิดความ เสียหายกับเกลียวนัตหรือโบลต์ได้ ประแจรวม combination wrench ลักษณะของประแจรวม : ประแจรวมมีลักษณะที่ปลายด้านหนึ่งเป็นแบบปากเปิดเหมือนกับประแจ ปากตาย และปลายอีกข้างหนึ่งเป็นแบบปากปิดเหมือนกับประแจแหวน ด้านปลายทั้งสองข้างของประแจรวม จะมีขนาดเดียวกันหน้าที่ แดนที่เป็นปัจจัยปัจจัยจะใช้ขันหรือคลายนัตและโบลต์เมื่อมีพื้นที่คับแคบ ส่วนใดที่ เป็นประแจแหวนจะใช้เมื่อต้องการขันให้แน่นหรือใครออกครั้งแรกซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นคงมากกว่าประแจ ปากตาย 3. ประแจเลื่อน Adjustable wrench ขนาด : ขนาดของประแจเลื่อนกำหนดเป็นความยาวจากหัวถึงด้าม เช่น 100 มม. 150 มม. 200 มม. วัสดุที่ใช้ผลิต : ผลิตจากเหล็ก เหล็กเหนียว หน้าที่ : ประแจเลื่อนเป็นไปเจอที่สามารถใช้สำหรับงานทั่วไป ปากของประแจเลื่อนมีปากที่เลือก ได้ ตามขนาดที่ต้องการ โดยปกติแล้วจะไม่ใช้ขันหรือคลายนัตและโบลต์ ยกเว้นใช้ประแจอีกแล้วปากของประแจ เข้าไม่ได้ ไม่ควรใช้ประแจเลื่อนขันนัตหรือโบลต์ที่มีความแม่นมากเพราะว่าแต่จะเจอไม่แข็งแรงอาจทำให้ เสียหายได้ ลักษณะของประแจเลื่อน : ลักษณะปากของประแจเลื่อนจะคล้ายกับหัวของประแจปากตายแต่ สามารถเลื่อนปรับระยะห่างของปากได้พอดีกับขนาดของนัตหรือโบลต์ด้วยการหมุนสกรูปรับตั้ง วิธีใช้งานประแจเลื่อน 1. ปรับขนาดของปากประแจให้พอดีกับหัวของนัตหรือโบลต์ถ้าปรับขนาดของปากประแจไม่พอดีจะ ทำให้มุมของนัตหรือโบลต์เสียหายได้ 2. หมุนประแจตามทิศทางหันไปเจอที่มีปากที่ปรับได้อยู่ตำแหน่งที่สามารถขันขึ้นหรือลงได้ ถ้าประแจ ไม่สามารถหมุนตามนี้ได้จะทำให้เกิดแรงกดดันที่ตัวปรับก่อให้เกิดความเสียหายได้ ชุดประแจกระบอก ในชุดประแจกระบอกจะประกอบด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังนี้ 1. ประแจกระบอก socket wrench ขนาด : ประแจกระบอกมีหัวที่ขับเป็นสี่เหลี่ยม มีขนาดตั้งแต่ ¼ นิ้ว ⅜ นิ้ว ½ นิ้ว ¾ นิ้ว 1นิ้ว วัสดุที่ใช้ผลิต : ผลิตมาจากเหล็ก หน้าที่ : ประแจกระบอกเป็นประจุที่ต้องใช้ร่วมกับด้ามขับใช้สำหรับขันหรือคลายนัตและโบลต์ ได้ดี ที่สุด ขันได้แน่นและไม่ทำให้หัวนัตและโบลต์เสียหาย ลักษณะของประแจกระบอก : ประแจกระบอกจะต้องใช้ร่วมกับการขับเครื่องมือแบบต่าง ๆ การให้ เลือกใช้แล้วแต่สภาพของงานประแจกระบอกจะมีหัวขับเป็นสี่เหลี่ยมงูหลายขนาด ส่วนภายในของปากจะมี ลักษณะเป็นเหลี่ยมอยู่ 2 แบบคือแบบ 6 เหลี่ยม กับแบบ 12 เหลี่ยม สำหรับแบบหกเหลี่ยมนั้นจะมีพื้นที่ใหญ่ พอที่จะสัมผัสกับโบลต์หรือนัต ทำให้ยากที่จะทำความเสียหายให้กับโบลต์หรือนัดได้ ไม่เช่นความลึกของ ประแจกระบอกจะมี 2 แบบ คือแบบมาตรฐานและแบบลึกพิเศษ ซึ่งจะลึกกว่ามาตรฐาน 2 หรือ 3 เท่า แบบ


34 ลึกนี้สามารถนำไปใช้กับโบลต์หรือนัตที่เป็นชนิดที่ใช้กับงานเฉพาะที่ไม่เหมาะกับขนาดประแจกระบอกที่เป็น ขนาดมาตรฐาน 2. ด้ามขันยาว Flex handle ด้ามขันยาวใช้สำหรับขันหรือคลายนัตและโบลต์ที่แน่นมากๆ โดยทั่วไปจะใช้ตอนคลายครั้งแรกและ ตอนขันให้แน่นครั้งสุดท้าย การนำไปใช้งานต้องต่อด้ามขันกับประแจกระบอกและปรับให้เป็นมุมฉากเพื่อเพิ่ม แรงบิดในการขัน เมื่อคลายเริ่มต้นกันขันนัตหรือโบลต์ให้ปรับด้ามขันเป็นแนวเดียวกับประแจกระบอกแล้วหมุน เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการขัน 3. ด้ามขันกรอกแกรก Ratchet handle ด้ามขันกรอกแกรกภายในมีกลไกลทำให้สามารถขันหรือคายนัตและโบลต์ ทางใดทางหนึ่งและหมุน ฟรีในทิศทางตรงกันข้ามทำให้การทำงานในพื้นที่แคบๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วเพราะไม่ต้องถอดประแจกระบอก ออกจากนัตหรือโบลต์ทุกครั้งที่ขันหรือคลาย ด้ามขันกรอกแกรกห้ามใช้ขันหรือคลายงานที่ต้องใช้แรงบิดมากๆ เพราะอาจทำให้เป็นใจภายในของกรอกแกรก เสียหายได้ควรใช้เมื่อนัตหรือโบลต์ได้ถูกคลายให้หลวมแล้ว การใช้งาน เลือกทิศทางการหมุนของด้ามขันกรอกแกรกด้วยการยกปุ่มปรับทิศทางการเคลื่อนที่ การ ปรับตำแหน่งไปทางขวาเพื่อขันโบลต์และนัดให้แน่น และถ้าปรับไปทางซ้ายเพื่อคลายโบลต์และนัตออก 4. ด้ามขัดตัวที Sliding T Handle ด้ามขัดตัวที Sliding T Handle มีลักษณะคล้ายตัว “ที” ( T) ใช้สำหรับขันหรือคลายนัดหรือโบลต์ ที่ต้องการแรงกดทั้งสองด้านเท่าๆ กัน สามารถใช้แทนด้ามขันยาวได้แต่เนื่องจากมีขนาดสั้นกว่าด้ามขันยาวจึง ใช้ขันได้แรงบิดน้อยกว่า การใช้งาน ด้ามคันนี้สามารถปรับเลื่อนได้ 2 แบบ ด้วยการเลื่อนตำแหน่งของรัฐกลับไปด้านท้ายจะ เป็นตัว แอล (L) เพื่อเพิ่มแรงบิด และปรับเป็นแบบตัว (T) เพิ่มเพิ่มความเร็วในการหมุน 5. ด้ามขันเร็ว Speed handle ด้ามขันเร็วมีลักษณะเหมือนสว่าน ด้ามขันแบบนี้ใช้ต่อกับประแจกระบอกสำหรับขันหรือคลายนัต และโบลต์เพื่อความรวดเร็ว แต่นัตและโบลต์จะต้องไม่แน่นเกินไปต้องมีพื้นที่ในการขันกว้างพอที่ด้ามขันจะ เคลื่อนที่ได้ 6. ก้านต่อ Extension bar ก้านต่อใช้สำหรับต่อกับประแจกระบอกและด้ามขัน เพื่อใช้ขันนัตหรือโบลต์ที่อยู่ในที่แคบและลึก ก้านต่อมีความยาวหลายขนาดจึงเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงานคือเลือกก้านต่อที่สั้นสุดเท่าที่จะทำได้ 7. หัวต่อเพิ่ม - ลด Adaptor หัวต่อเพิ่ม - ลดใช้สำหรับต่อกับประแจกระบอกและด้านที่หัวขับไม่เท่ากัน เมื่อต้องใช้แรงบิดสูงสูงใน การขันไม่ควรที่จะใช้ประแจกระบอกขนาดเล็กขันเพราะมีข้อจำกัดของแรงที่จะใช้ในการขัน และอาจทำให้ ประแจกระบอกเกิดความเสียหายได้ 8. ข้อต่ออ่อน Universal joint


35 ข้อต่ออ่อนใช้ต่อกับประแจกระบอก ก้านต่อ และด้ามขัน เพื่อเพื่อขันหรือคลายนัตหรือโบลต์ที่ไม่อยู่ ในระนาบเดียวกันกับด้ามขัน ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงชิ้นส่วนที่กีดขวางขณะขัน ข้อต่ออ่อนสามารถเคลื่อนไหวไป ข้างหน้า - ข้างหลัง ซ้ายหรือขวาได้ และช่วงข้อต่อกับด้ามจับสามารถปรับเปลี่ยนมุมได้อย่างอิสระทำให้เป็น ประโยชน์ในพื้นที่จำกัด ข้อควรระวัง อย่าใช้ข้อต่ออ่อนในลักษณะที่ด้ามจับเลี้ยงมากๆและอย่าใช้กับเครื่องมือลมเพราะข้อต่อ อาจแยกออกจากกันและข้อต่อไม่สามารถรองรับแรงขับได้ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสียหายกับเครื่องมือและ ชิ้นส่วนของรถได้ 9. ประแจกระบอกหัวเทียน Spark plug wrench ประแจกระบอกหัวเทียน เป็นเครื่องมือใช้เฉพาะถอดหรือประกอบหัวเทียนเท่านั้น ด้านในประแจจะ มีแม่เหล็กหรือยางใช้ยึดหัวเทียนให้อยู่คงที่เพื่อป้องกันหัวเทียนหลุดออกขณะถอดหรือประกอบ ประแจ กระบอกแบบนี้มีหลายขนาด ดังนั้นในการใช้ควรเลือกให้เหมาะสมกับขนาดหัวเทียน 10. ประแจแอล Allen wrench ขนาด ประแจแอลจะมีขนาดตั้งแต่ 5 ถึง 30 มิลลิเมตร วัสดุที่ใช้ผลิต ผลิตมาจากเหล็ก หน้าที่ ประแจแอลใช้สำหรับขันหรือคลายสกรูที่มีหัวลึกลงไปเป็นรูปหกเหลี่ยมหรือรูปดาว ซึ่งประแจ ธรรมดาไม่สามารถเข้าถึงได้ ในการขันควรเลือกใช้ประแจให้พอดีกับรูของหัวสกรูถ้าเล็กเกินอาจทำให้มุมของ หัวสกรู และประแจเกิดความเสียหายได้ ลักษณะของประแจแอล ประแจแอลมีลักษณะเป็นแท่ง 6 เหลี่ยมโดยตลอด แล้วโค้งเป็นรูปตัวแอล บางแบบมีส่วนปลายเป็นรูปดาว ประแจแบบนี้จะมีเป็นชุดเหมือนประแจปากตายขนาดของประแจจะบอกไว้ ด้านข้างของประแจ 11. ไขควง screwdriver ไขควงเป็นเครื่องมือในงานช่างกับทุกแขนง และเป็นที่รู้จักกันทั่วๆ ไป อุปกรณ์ชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อ ไขสกรูให้แน่นหรือคลายสกรูออกไขควงทั่วไปประกอบด้วยแท่งโลหะส่วนปลายที่ใช้สำหรับยึดกับสกรู ซึ่งมี รูปร่างแตกต่างกันเพื่อให้ใช้ได้กับสกรูชนิดต่างๆ และมีแท่งสำหรับจับคล้ายส่งกระบอกดูอีกด้านหนึ่งสำหรับ การไขด้วยมือ หรือไขควงบางชนิดอาจจะหมุนด้วยมอเตอร์ก็ได้ ใครเครื่องทำงานโดยการส่งแรงบิดจากการ หมุนไปที่ปลายทำให้สกรูหมุนตามเกลียวเข้าหรือออกจากวัสดุอื่น ไขควงมีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วนคือ ด้าน ถือ Handle ด้ามถือส่วนมากทำด้วยไม้ พลาสติก และยางแข็ง ปาก Blade มีลักษณะแบนหรือเป็นรูปกากบาทซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดร่องของหัวสกรูไขควงที่นิยมใช้ในงานช่าง แบบวงออกเป็น 3 ชนิด 1. ไขควงปากแบน Flat blade screwdriver ขนาด ขนาดของไขควงนั้นจะกำหนดขนาดตามความยาวของก้าน โดยวัดจากโครงก้านไปจนถึงปลาย สุดของปาก มีขนาดตั้งแต่ 1 นิ้ว 1.5 นิ้ว 2.5 นิ้ว 3 นิ้ว 4 นิ้ว 5 นิ้ว 6 นิ้ว 8 นิ้ว 10 นิ้วและ 12 นิ้ว ส่วนความ หนาและความกว้างของปากนั้นไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับความโตของก้าน หน้าที่ ใช้สำหรับขันหรือคลายสกรูที่มีหัวผ่า


36 ลักษณะของไขควงปากแบน ไขควงปากแบนหรือไขควงแบบมาตรฐาน ปากของไขควงมีลักษณะแบน ลาดเอียงไปยังปลายสุดของไขควงและแบน 2. ไขควงปากแฉก Phillips - type screw driver ขนาด ขนาดของไขควงปากแฉกนั้นจะกำหนดขนาดตามความยาวของก้านเหมือนกับไขควงปากแบน ส่วนปากของไขควงนั้นจะกำหนดเป็นเบอร์ 1 2 และ 3 หน้าที่ ใช้สำหรับขันเงินหรือคลาย สกรูที่มีหัวแฉก ลักษณะของไขควงปากแฉก ไขควงปากแฉกที่ส่วนปลายของไขควงจะมีลักษณะเป็นแฉกหรือลักษณะ ปากจีบจะผ่าวเป็นสี่แฉกเวลาปิดจะต้องใช้แรงกดที่ด้ามมากกว่าไขควงปากแบนเพื่อไม่ให้เหลี่ยมของไขควงหลุด จากร่อง 3. ไขควงตอก Impact dirver หน้าที่ ใช้สำหรับขันสกรูให้แน่นหรือคลายสกรูที่แน่นมาก ในกรณีใช้ไขควงสี่แฉกหรือแบนคลายไม่ ออกลักษณะของไขควงตอก ไขควงตอกจะมีส่วนปลายลักษณะเป็นแฉกหรือแบน ส่วนด้ามสามารถปรับหมุนได้ การใช้งาน ใช้ปากของดอกตอกจรดไปที่หัวสกรูที่จะเอาออกแล้วให้หมุนด้ามไขควงตอกไปในทิศทางทวนเข็ม นาฬิกาในขณะที่หัวแฉกยังอยู่ในร่องแฉก(ในกรณีคลายสกรูออก) จนรู้สึกว่าเลื่อนสุด จากนั้นจับตัวด้ามให้มั่นคง แล้วใช่คนเหล็กตีไปที่ส่วนหัวของไขควงตอก ในกรณีขันสกรูให้ฉันเข้าด้วยมือจึงสุดเกลียวจากนั้นก็ทำเหมือน คลายสกรูออกเพียงแต่จะต้องบิดด้ามไขควงตอกไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกา ข้อปฏิบัติในการใช้ไขควงด้วยความปลอดภัย 1. เลือกขนาดของฝากไข่ความให้พอเหมาะกับเรื่องของหัวสกรู (ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป ไม่หลวมหรือ ตึงเกินไป) ถ้าปากไขควงเล็กกว่าร่อง 2 หัวสกรูมากจะทําให้เรื่องของหัวสกรูชำรุดได้ 2. ขณะหมุนขันต้องให้ก้อนไขควงตั้งตรงอยู่ในแนวศูนย์เดียวกันกับหัวสกรู (ไม่เอียง) เมื่อต้องคลายสก รูให้บิดไขควงทวนเข็มนาฬิกา และบิดตามเข็มนาฬิกาเมื่อต้องการขันแน่ 3. ห้ามใช้ไขควงตอก เคาะ หรืองัด ถ้ามีความจำเป็นต้องตอกก็ให้ตอกเพียงเบาๆ 4. ห้ามใช้คีมจับก้านไขควงที่เป็นก้านกลมเพื่อช่วยการบิดตัว 5. ห้ามใช้ไขควงแทนสกัด เหล็กนำศูนย์ หรือเหล็กงัด 6. ถ้าสกรูที่ต้องถอนแน่มากความใช้ไขควงตอก ถ้าจะใช้ค้อนตอกลงไปที่ด้ามไขควงจะต้องเป็นไขควงที่ ออกแบบมาให้ใช้ค้อนตอกเท่านั้น 7. ภายหลังจากการใช้งานต้องทำความสะอาดแล้วเก็บไว้ในที่แห้งโดยปราศจากน้ำมันหรือจาระบี 12. ค้อน Hammers ค้อน คือเครื่องมือ สำหรับตอกหรือทุบบนวัตถุอื่น สำหรับการใช้งานสำหรับ เช่น การตอกตะปู การ จัดชิ้นส่วนให้เข้ารูปและการทุบวัตถุค้อนอาจได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานเฉพาะทางและมีรูปร่าง กับ โครงสร้างที่หลากหลาย แต่มีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมือนกันคือด้ามจับและหัวค้อน ซึ่งน้ำหนักจะค่อนไปทางหัว ค้อนมากกว่าแรงที่กระทบเป้าหมายจะมากเท่าใดขึ้นอยู่กับมวลของค้อนและความเร่งของการตอก ดังนั้นเมื่อ ค้อนยิ่งหนักมากและหวดด้วยความเร่งมากแรงที่ได้จากค้อนยิ่งมากตามไปด้วย คนที่ใช้ในงานช่างยนต์แบ่งออก ได้ดังนี้


37 ค้อนหัวกลม (Ball peen hammer) ลักษณะทั่วไปของค้อนหัวกลมจะมีรูปร่างสามารถใช้งานได้ทั้ง สองด้าน โดยทั่วไปจะทำจากเหล็กหล่อเหนียวหรือเหล็กกล้าชุบแข็ง ทนต่อแรงอัดและแรงกระแทกได้เป็นอย่าง ดีแต่ละประเภทมีรูปร่างและลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน หน้าค้อนใช้สำหรับตอกหน้าตัดจะมีลักษณะกลม ผิวหน้าของค้อนจะนูนโค้งเล็กน้อย ส่วนด้านบนจะมีลักษณะเป็นทรงกลมนิยมนำมาใช้ในการตอกตีทั่วไป เช่น ใช้กับสกัด การนำศูนย์ การดัดงอเหล็กเส้นกลมและเส้นแบน และเคาะขึ้นรูปทั่วไป หัวค้อนทำจากเหล็กกล้าชุบ แข็งเพื่อรับแรงกระแทกในขณะตอก ใช้คอประเภทโลหะจึงแข็งๆ เช่น เคาะขึ้นขอบ เคาะตัวถังรถยนต์ เคาะ เหล็กส่งสกัด ค้อนทองเหลือง (Brass Hammer) เป็นค้อนหัวอ่อนปานกลาง หัวค้อนทำมาจากทองเหลืองซึ่งมี ส่วนผสมระหว่างทองแดงกับสังกะสี ผิวหน้าของค้อนมีลักษณะโค้งเล็กน้อยใช้สำหรับคอชิ้นงานหรือแผ่นโลหะ ที่ทำจากโลหะเนื้ออ่อน เช่น ทองแดง อะลูมิเนียม ตะกั่ว เป็นต้น ใช้สำหรับตอกวัตถุที่ไม่ต้องการให้ผิวเสียหาย เช่น ตอกเพลาล้อ เป็นต้น ค้อนพลาสติก (Plastic Hammer) หัวค้อนทำมาจากพลาสติกแข็ง หน้าตัดมีลักษณะกลมผิวหน้านูน เล็กน้อย บริเวณขอบมน มีหัวพลาสติกทั้งสองข้างเหมือนกันและขันติดอยู่กับแกยเกลียวของอลูมิเนียมหล่อ เมื่อหัวค้อนเยินหรือแตกสามารถถอดเปลี่ยนใหม่ได้ ค้อนพลาสติกใช้สำหรับตอกหรือเคาะที่งานที่อ่อนและบอบ บาง เช่น ฝาครอบเครื่องยนต์ เสื้อเกียร์ เป็นต้น ข้อปฏิบัติในการใช้ค้อนด้วยความปลอดภัย 1. เล่นใช้ค้อนในเหมาะสมกับงาน 2. การใช้ค้อนทุกชนิด ควรจับที่บริเวนปลายด้ามของค้อนและการตอกงานต้องใช้ชิ้นงานสัมผัสกับหน้า ค้อนโดยครง เพื่อให้ชิ้นงานได้รับน้ำหนักที่สม่ำเสมอ 3. อย่าใช้ค้อนที่มีด้ามหลวมหรือชำรุด 4. ด้ามค้อนต้องสะอาดไม่เปื้อนน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้ลื่่นได้ 13. คีม (Pllers) คีมเป็นเครื่องมือประเภทจับชนิดหนึ่งมี 2 ขา คล้ายกรรไกรใช้สำหรับคีบ จับ ตัด ดัด งอโค้งตาม ต้องการใช้งานของคีมประเภทต่างๆ วัสดุที่ใช้ผลิตคีม ส่วนใหญ่ทำมาจากเหล็ก หากเป็นคีมที่ใช้งานกับอุปกรณ์ ไฟฟ้าจะมีด้ามหุ้มเป็นพลาสติกที่เป็นฉนวนไฟฟ้า คีมที่ใช้ในงานช่างยนต์โดยทั่วไปมีดังนี้ 1 คีมปากขยาย (combination Pliers)หรือบางครั้งเรียกว่าคีมเลื่อน คีมปากขยายสามารถปรับ ความกว้างของปากได้ 2 ตำแหน่งคือปรับขยายและลดขนาดได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชิ้นงานที่จะจับ ใช้สำหรับจับ ชิ้นงานการใช้สามารถปรับจุดรองรับให้อยู่ตรงช่องเพราะปากคีมสามารถขยับเปิดปิดได้ สามารถใช้หนีบจับและ ดึงได้บริเวณคอคีมสามารถใช้ตัดสายไฟที่มีขนาดเล็กๆ ได้ 2. คีมปากยาว (Long nose pliers) หรือบางครั้งเรียกว่าคีมปากแหลม ปากของคีมจะมีลักษณะ เล็กเรียวยาวและบางเหมาะสำหรับใช้งานในที่แคบได้สะดวกคีมแบบนี้ใช้สำหรับจับและดึง สลักล็อกหรือวัตถุ ชิ้นเล็กๆ มีที่แคบๆ แหวนล็อคสกัดลูกสูบ เป็นต้น นอกจากนี้ที่คีมสามารถนำมาตัดสายไฟหรือใช้ปอกสายไฟได้ 3. คีมตัด (Diagonal cutter pliers) คีมตัดปากจะมีลักษณะเป็นใบมีดตั้งแต่ปลายงมาใช้ในการตัด ปรือปอกสายไฟ สามารถนำไปตัดสายไฟหรือเลือกสายไฟที่ต้องการ ไม่สามารถนำไปใช้ตัดสายไฟที่แข็งแลละ หนาได้เพราะสำหรับปากที่เหมือนของใบมีดตัดชำรุดเสียหายได้


38 4. คีมถอดแหวนล็อก (Snap ring pliers) มีทั้งแบบคีมหุบแหวนและคีมถ่ายแหวน ลักษณะของคีม บริเวณตรงปลายของปากคีมอาจจะแบนหรือกลมก็ได้ และบางแบบลักษณะตั้งฉากกับตัวคีม หรือขึ้นอยู่กับการ ออกแบบให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน คีมแบบนี้ใช้สำหรับถอดแหวสปริงหรือคลิปล็อกต่างๆ ที่ไม่สามารถ ใช้คีมประเภทอื่นถอดได้ 5. คีมล็อก (Vise-grip pliers) ใช้สำหรับจับชิ้นงานให้แน่นเป็นพิเศษกว่าคีมแบบอื่นๆ เพราะ สามารถบีบชิ้นงานได้และขยายปากของคีมได้ตามขนาดของชิ้นงานด้วยการปรับที่สกรู แต่การใช้คีมล็อกบีบ ชิ้นส่วนจะทำให้ผิดชิ้นส่วนที่ใช้คีมล็อกจับเป็นรอย ถ้าจำเป็นต้องใช้ให้ใช้ด้วยความระมัดระวังและไม่ควรใช้คีมล็ อกแทนประแจ 6. คีมปอกสายไฟอัตโนมัติ (Wire Stripper) ใช้สำหรับปอกสาไฟฟ้า ที่ปากขงคีมจะมีขนาดของรู เท่ากับขนาดของสายไฟฟ้าพอดี ข้อควรปฏิบัติการใช้คีมด้วยความปลอดภัย 1. เลือกใช้คีมให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของคีมชนิดนั้นๆ เช่น คีมตัดไม่เหมาะกับการใช้จับ คีมตัด สายไฟฟ้าไม่เหมาะที่จะใช้ตัดแผ่นโลหะ เป็นต้น 2. การจัดคีม ควรให้ด้ามคีมอยู่ที่ปลายนิ้วทั้งสี่ แล้วใช้อุ้งมือแล้วนิวหัวแม่มือกดด้ามคีมอีกด้าน จะทำ ให้มีกำลังในการจับหรือตัด 3. การปอกสายไฟฟ้าควรใช้คีมปอกสายไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพราะจะมีขนาดของรูเท่ากับขนาดของ สายไฟฟ้าพอดี ส่วนการตัดสายไฟฟ้าหรือเส้นลวดที่ไม่ต้องการให้โผล่จากชิ่นงานควรใช้คีมตัด 4. ไม่ควรใช้คีมขันหรือคลายหัวนัต เพราะจะทำให้หัวนัตชำรุด 5. ถ้าต้องจับชิ้นงานให้แน่นควรใช้คีมล็อก 6. ชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่ควรใช้คีมปากขยาย การใช้คีมที่ปากเล็กจะทำให้ไม่มีกำลังที่จะจับชิ้นงานให้ แน่น เพราะด้ามของคีมจะถ่ายมากไป 7. หลังจากเลิกใช้งานประจำวัน ควรเช็คทำความสะอาด ควรหยอดน้ำมันที่จุดหมุนของคีม และควรมี การหยอดน้ำมันเป็นระยะแล้วเก็บไว้ในที่ที่จัดเตรียมไว้หรือที่ปลอดภัย 14. เหล็กส่ง (Punch) เหล็กส่งมีอยู่หลายแบบ ในงานช่างยนต์ที่นิยมใช้มีดังนี้ เหล็กส่งสลัก (Pin punch) ลักษณะของแกนส่งมีขนาดเทากันตลอด เหล็กส่งมีหลายขนาดให้เลือกเพื่อ เหมาะสมกับงานใช้สำหรับตอกเพื่อเปลี่ยนหรือหรับแต่งสลัก จะมียางเป็นตัวรองสลักกับด้ามตลอดเพื่อป้องกัน ชิ้นส่วนหายเมื่อตอกสลักลงไปแล้ว วิธีใช้ ให้ตอกตามแนวตั้ง ยางรองจะต้องรองรับได้พอดีกับด้ามตอก แล้วจับให้มันขณะใช้แรงตอก เหล็กส่งเรียว (Starting punch) มีลักษณะเรียวจากปลายไปหาด้ามจับใช้สำหรับส่งมุดย้ำหรือสลัก เกลียวเพื่อให้ขยับออกจากงานในครั้งแรก เมื่อหมุดย้ำขยับจังใช้เหล็กส่งสลักส่งออกอีกครั้ง เหล็กส่งปะเก็น (Gasket punch) ใช้สำหรับเจาะรูวัสดูที่ใช้ทำปะเก็น เช่น ยาง ไม่ก๊อก หนัง เป็นต้น เหล็กส่งแบบนี้จะมีหลายขนาดตามมาตรฐานของโบลต์และสตัด ที่ปลายตัดจะเรียวและคมเพื่อใช้เจาะรู


39 วิธีใช้ ให้ทำตำแหน่งรูโบลต์ที่ปะเก็น จากนั้นเลือกขนาดของเหล็กส่งปะเกินให้เท่ากับโบลต์ว่างปะเกิ็น บนชิ้นไม้เพื่อให้เวลาเจาะทะลุจะไม่ต้องให้คมของเหล็กส่งเสียงหรือทื่อ กดเหล็กส่งกับปะเก็นและใช้ค้อนตีจน ปะเก็นทะลุเป็นรูตามต้องการ 15. เหล็กนำศูนย์ (Center Punch) เหล็กน้ำศูนย์จะใช้ในการทำเครื่องหมายบนชิ้นงานที่เป็นโลหะเพื่อเป็นตำแหน่งเริ่มต้นของการเจาะรู ในโลหะ หากไม่ได้ทำเครื่องหมายก่อนจะทำให้การเจาะไม่ได้ตามตำแหน่งที่ต้องการ ลักษณะของเหล็กนำศูนย์ จากจุดศูนย์กลางของปากจะเรียวเป็นมุมประมาณ 90 องศา แต่ถ้าต้องการทำตำแหน่งการเจาะรูที่ถูกต้องก็จะ ใช้เหล็กตอกหมาย(Prick punch) ตอกนำเป็นครั้งแรกก่อน จากนั้นจึงใช้เหล็กนำศูนย์ตอกตามอีกครั้งหนึ่ง ใน งานช่างยนต์จะใช้เหล็กตอกหมายทำเครื่องหมายบนชิ้นส่วนเพื่อประกอบ 16. เครื่องมือพิเศษ (Special tool ) เครื่องมือพิเศษเป็นเครื่องมือที่ใช้เฉพาะอย่าง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการซ่อมและเป็นการป้องกัน ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับชิ้นส่วนใด้ เครื่องมือพิเศษถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับการใช้งานโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปเครื่องมือพิเศษที่ใช้ในงานช่างยนต์มีดังนี้ 1. ประแจวัดแรงบิด (Torque wrench) ประแจวัดแรงบิด ใช้สำหรับวัดแรงบิดที่ขันนัตหรือโบลต์ เช่น โบลต์ฝาสูบ ประกับแบบแบริ่งก้านสูบ ประกับแบริ่งเพลาข้อเหวี่ยง เป็นต้น หน่วยที่ใช้อ่านค่าแรงบิดแบ่งออกเป็นหน่วย ฟุต-ปอนต์ (Ft lb) กิโลกรัม เซนติเมตร (Kgf cm) และนิ้วตัน เมตร (N m) ส่วนขนาดของประแจแรงบิดที่ใช้ในงานช่างยนต์มี หลายขนาด เช่น 50 100 150 ฟุต-ปอนด์ (ft lb ) ประแจวัดแรงบิดที่นิยมใช้งานง่ายอยู่ 2 แบบดังนี้ ประแจวัดแรงบิดแบเข็มชี้ (Deflecting beam) แบบนี้จะมีเข็มชี้จากหัวประแจต่อมายังแผ่นสเกลบอก ค่าแรงบิด ขณะขันสปริงจะบิดตัวและอ่านค่าแรงบิดได้จากเข็มชี้ การใช้งานให้ใช้ค่าแรงขันบนสเกลระหว่าง 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ค่าของแรงบิดที่แน่นอนและเวลาขันให้จับด้ามจับอยู่ศูนย์กลาง มิฉะนั้นค่าแรงบิดที่วัด ได้จะมีค่าคลาดเคลื่อน ประแจวัดแรงบิดชนิดปรับค่าได้ (Micrometer adjustable) ประแจประเภทนี้ที่ด้านท้ายของด้าม ประแจจะมีตัวล็อคและด้ามที่หมุนได้เพื่อปรับค่าแรงบิด และขณะขันเมื่อได้ค่าแรงบิดตามที่กำหนดจะมีเสียงดัง คลิก เพื่อบอกว่าได้ค่าแรงบิดตามที่ตั้งไว้ ข้อปฏิบัติการใช้งานประแจแรงบิด 1. ประแจวัดแรงบิดใช้กับประแจกระบอก 2. ต้องทราบพิกัดในการขันเสียก่อนแล้วเลื่อนขนาดของประแจวัดแรงบิดให้เหมาะสม ข้อควรระวัง จะต้องดูมวยวัดให้แน่นอนว่าเป็นเหมือนอะไรเช่น lb ft kg m หรือ N m เป็นต้น 3.ใช้ประแจธรรมดาเพื่อเริ่มต้นการแข่งขันโบลต์หรือนัตให้แน่นพอประมาณก่อน จากนั้นใช้ประแจ แรงบิดขันโบลต์หรือนักในขั้นตอนสุดท้าย ถ้าใช้ประแจวัดแรงบิดคันในตอนเริ่มต้นก่อนจะทำให้ประแจชำรุดได้ 4.ขนาดใช้ประแจวัดแรงบิดควรเลือกใช้ขนาดประแจกระบอกให้พอดีกับขนาดโบลต์หรือนัดแล้วให้ใช้ มือซ้ายกดบริเวณหัวประแจไว้เพื่อป้องกันประแจกระบอกพลาดหลุดจากหัวโบลต์หรือนัด จากนั้นดึงด้ามจับ ของประแจวัดแรงบิดเข้าหาตัวด้วยขณะเดียวกันแขนจะต้องตั้งฉากกับแนวของประแจด้วย


40 5. เมื่อทราบค่าแรงบิดที่ต้องการขัน ให้ขันนัตหรือโบลต์ทุกตัวให้แน่นพอดีกับชิ้นงานก่อนจากนั้นจึง แบ่งค่าแรงบิดที่ต้องการออกเป็น3 ครั้ง โดยครั้งแรกขันด้วยแรงบิด1/3 ของแรงบิดที่กำหนด ครั้งที่ 2 ขันด้วย แรงบิด ⅔ และครั้งที่ 3 คันเท่ากับค่าแรงบิดที่กำหนด ส่วนครั้งที่ 4 ขันเพื่อตรวจสอบ นัตหรือโบลต์ทุกตัว ด้วยแรงบิดเท่ากับค่ากำหนดอีกครั้งหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ต้องการขันโบลต์สารสิทธิ์ด้วยค่าเรียนบุตร 90 ft.ib ดังนั้นแบ่งค่าแรงบิดการขันได้ ดังนี้คือครั้งที่ 1 = 30 ft lb ครั้งที่ 2 = 60 ft.ib ครั้งที่ 3 = 90 ft.ib ส่วนครั้งที่ 4 ให้ใช้ค่าแรงบิดเท่ากับครั้ง ที่ 3 เพื่อเป็นการตรวจสอบค่าแรงบิดอีกครั้งหนึ่ง ค่าเปรียบเทียบแรงบิด 1 กิโลกรัม- เมตร (kg.m) = 7.2330 ฟุต-ปอนด์ (ft.ib) 1 กิโลกรัม- เมตร (kg.m) = 9.81 นิวตัน เมตร (N.m) ถ้าต้องการเปลี่ยนกิโลกรัม-เมตร เป็นกิโลกรัม-เซนติเมตรให้คูณด้วย 100 แล้วต้องการเปลี่ยนกิโลกรัม-เมตร เป็น ฟุต - ปอนด์ให้คุณด้วย 7.23330 2. ปลอดรัดแหวนลูกสูบ (Piston ring compressor) ปลอดรัดแหวนลูกสูบ ใช้สำหรับรัดแหวนลูกสูบก่อนที่จะประกอบลูกสูบเข้ากับกระบอกลูกสูบปลอด รัดแหวนลูกสูบที่ใช้งานมีอยู่ 3 ขนาดด้วยกันคือ ขนาด 212ถึง 5 นิ้ว, 312ถึง 6 นิ้ว และ 3 12ถึง 7 นิ้ว ดังนั้น ต้องเลือกใช้งานต้องให้เหมาะสมกับขนาดของลูกสูบด้วย การใช้งานปลอกรัดแหวนนั้น เมื่อต้องการขยายปลอก รัดให้กดปุ่มล็อก ปลอกรัดก็จะขายออกจำได้ขนาดตามต้องการจึงค่อยปล่อยปุ่มล็อค จากนั้นสวมเข้ากับลูกสูบ และใช้ด้ามขันใส่เข้าไปในช่องขันแล้วบิดด้ามขันตามเข็มนาฬิกาเพื่อให้ปลอกรัดบีบแหวนลูกสูบให้แนบสนิทกับ ร่องแหวน 3. เหล็กดูด (Pullers) ใช้สำหรับถอดเฟือง พูลเลย์ และลูกปืนต่างๆ ออกจากเพลา โดยใช้เจียวของเหล็กดูดเต็มตัวเพิ่มกำลัง ในงานช่างยนต์เหล็กดูดมีหลายชนิด เช่น เหล็กดูดเฟืองเกียร์ เหล็กดูดพูลเลย์ เหล็กดูดลูกปืน เป็นต้น การ เลือกใช้เหล็กดูดควรเลือกให้เหมาะสมกับงานเพราะถ้าใช้ผิดประเภทจะทำให้ชิ้นส่วนเกิดความเสียหายได้ 4. เครื่องมือกดสปริงลิ้นแบบตัวชี (valve spring compressor C-Clamptype) ใช้สำหรับกด สปริง ข้อปฏิบัติการใช้เครื่องกดสปริงแบบตัวชี 1. เลือกขนาดของเครื่องมือกดสปริงให้เหมาะสมกับงาน 2. ปรับระยะห่างของฝากกดแหวนรองสปริงลิ้นให้พอดีและให้อยู่ศูนย์กลางของแหวนรองสปริงลิ้นด้วย สกรูปรับแป้นกดลิ้น 3. กดด้ามกดล็อคเครื่องกดสปริงลิ้นให้สุดตำแหน่ง สปริงลิ้นจะต้องหยุดตัวเต็มที่ 4. ถอดประกับล็อคลิ้นออก (เกือกม้า) และปลดด้ามกดล็อคออก สปริงลิ้นจะยืดกลับและถอนสปริงลิ้น ออก 5. การประกอบสปริงลิ้นให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการถอด


41 5. คีมถ่างแหวนลูกสูบ(Piston ring expander) แหวนลูกสูบมีโครงสร้างที่แข็งแต่เปราะ จึงทำให้หักได้ง่าย ดังนั้นเพื่อป้องกันแหวนลูกสูบหัว หักในขณะถอดและประกอบแหวนลูกสูบเข้าไปกับลูกสูบ จึงควรใช้คีมถ่างแหวนลูกสูบ ข้อปฏิบัติวิธีใช้คีมถ่างแหวนลูกสูบ 1. เลือกขนาดของคีมถ่างแหวนให้เหมาะสมกับขนาดของแหวนลูกสูบเพราะถ้าเลือกผิดอาจทำให้ แหวนลูกสูบหักได้ 2. จัดบ่าของคีมถ่างแหวนลูกสูบเข้ากับปากแหวนและด้านล่างของแหวนลูกสูบ 3. บีบด้ามของคีมถ่างแหวนให้แหวนลูกสูบพ้นจากร่องแหวนแล้วถอดแหวนลูกสูบออก 4. การประกอบแหวนเข้ากับลูกสูบให้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน คำศัพท์ท้ายหน่วย Hands tool = เครื่องมือทั่วไป Special tool = เครื่องมือพิเศษ Box wrench = ประแจแหวน Open end wrench = ประแจปากตาย. Combination wrench = ประแจรวม Adjustable wrench = ประแจเลื่อน Socket wrench = ประแจกระบอก Flex handle = ด้านขันเร็ว Ratchet handle = ด้ามขันกรอกแกรก Sliding T – handle = ด้านขันตัวที Speed handle = ด้ามขันเร็ว Extension bar = ก้านต่อ Adaptor = หัวต่อเพิ่ม – ลด Universal joint = ข้อต่ออ่อน Allen wrench = ประแจแอล Screwdriver = ไขควง Flat blade screwdriver = ไขควงปากแบน Phillips – type screw driver = ไขควงปากแฉก Impact driver = ไขควงตอก Hammers = ค้อน Ball peen hammer = ค้อนหัวกลม Brass hammer = ค้อนทองเหลือง Plastic hammer = ค้อนพลาสติก Pliers = คีม Combination Pliers = คีมปากขยาย


42 Long nose pliers = คีมปากยาว Diagonal cutter pliers = คีมตัด Snap ring pliers = คีมถอดแหวนล็อก Vise-grip pliers = คีมล็อก Punch = เหล็กส่ง Pin punch = เหล็กส่งสลัก Starting punch = เหล็กส่งเรียว Gasket punch = เหล็กส่งปะเก็น Center Punch = เหล็กนำศูนย์ Prick punch = เหล็กตอกหมาย Torque wrench = ประแจวัดแรงบิด Piston ring expander = คีมถ่างแหวนลูกสูบ Pullers = เหล็กดูด Wire Stripper = คีมปอกสายไฟอัตโนมัติ Spark plugwrench = ประแจกระบอกหัวเทียน Piston ring compressor = ปลอกรัดแหวนลูกสูบ Deflecting beam = ประแจวัดแรงบิดแบบเข็มชี้ Micrometer adjustable = ประแจวัดแรงบิดแบบชนิดปรับค่าได้ Valve spring compressor C – Clamp type = เครื่องมือกดสปริงลิ้นแบบตัวซี 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1. บอกหลักการพื้นฐานการใช้เครื่องมือได้ 3.2. บอกชื่อและหน้าที่ของเครื่องมือได้ 3.3. เลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับงานได้ 3.4. จำแนกประเภทของเครื่องมือได้ 3.5. บอกข้อปฏิบัติในการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ได้ 3.6. บอกวิธีการบำรุงรักษาเครื่องมือได้ 4. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นการรับรู้ ครูสาธิตการใช้เครื่องมือช่างยนต์ในการถอด ประกอบเครื่องยนต์ให้นักศึกษาดูทุกขั้นตอน ขั้นที่2 ขั้นการเตรียมความพร้อม ให้นักศึกษาเช็คความพร้อมการแต่งกายต้องแต่งกายรัดกุม เตรียมอุปกรณ์เครื่องมือและสถานที่ ขั้นที่ 3 ขั้นการสนองตอบภายใต้การควบคุม นักศึกษาลองใช้เครื่องมือช่างยนต์ในการถอด ประกอบเครื่องยนต์ ที่ได้เรียนรู้ ทำซ้ำ จนกระทั่งถูกต้อง (ภายใต้คำแนะนำของครู)


43 ขั้นที่ 4 ขั้นการให้ลงมือกระทำจนกลายเป็นกลไกที่สามารถกระทำได้เอง ให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติการใช้เครื่องมือช่างในการถอด ประกอบเครื่องยนต์ จนมั่นใจว่า ใช้ เครื่องมือนั้นถูกต้อง ตามลักษณะการใช้งานของเครื่องมือช่างยนต์ ขั้นที่ 5 ขั้นการกระทำอย่างชำนาญ ให้นักศึกษาหาฝึกปฏิบัติการถอด ประกอบเครื่องยนต์ซ้ำๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจและชำนาญ ในการปฏิบัติงานและการใช้เครื่องมือช่างยนต์ ขั้นที่ 6 ขั้นการปรับปรุงและประยุกต์ใช้ นักศึกษาสามารถใช้เครื่องมือช่างยนต์ถูกประเภทในการปฏิบัติงาน ขั้นที่ 7 ขั้นการคิดริเริ่ม นักศึกษาสามารถหาวิธีการใช้เครื่องมือช่างยนต์แบบใหม่เพื่อช่วยทุ่นแรงและรวดเร็วในการ ปฏิบัติงาน 5.สื่อและแหล่งการสอน 5.1 เครื่องมือช่างยนต์ 5.2 รถยนต์ 5.3 โรงฝึกงานวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิคพิชญบัณฑิต 6.การวัดและประเมินผล พฤติกรรมที่คาดหวัง วิธีการประเมิน เครื่องมือที่ใช้ประเมิน เกณฑ์การประเมิน 1 บอกหลักการพื้นฐานการใช้ เครื่องมือได้ สังเกตการตอบ คำถาม แบบสังเกตพฤติกรรม ร้อยละ 80 2 บอกชื่อและหน้าที่ของ เครื่องมือได้ สังเกตการตอบ คำถาม แบบสังเกตพฤติกรรม 3 เลือกใช้เครื่องมือให้ เหมาะสมกับงานได้ สังเกตการปฏิบัติ แบบสังเกตพฤติกรรม 4 จำแนกประเภทของ เครื่องมือได้ สังเกตการตอบ คำถาม แบบสังเกตพฤติกรรม 5 บอกข้อปฏิบัติในการใช้ เครื่องมือต่าง ๆ ได้ สังเกตการตอบ คำถาม แบบสังเกตการปฏิบัติ 6 บอกวิธีการบำรุงรักษา เครื่องมือได้ สังเกตการตอบ คำถาม แบบสังเกตการปฏิบัติ


44 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง Lange and Jakubowski (1976, อ้างใน กัญญารัตน์ วงศ์เชษฐ์, 2543) ก็ได้แบ่งพฤติกรรมกล้า แสดงออกไว้ดังนี้ 1. การไม่ กล้าแสดงออก คือ การแสดงออกซึ่งละเลยการใช้สิทธิที่พึงมีของตนเองประสบ ความล้มเหลว ที่แสดงความรู้ ความคิดเห็น ยอมตามผู้อื่น เลี่ยงความขัดแย้งทุกสถานการณ์ สังเกตได้จากพฤติกรรม เช่น การ หลบสายตาขณะสนทนา กุมมือ อยู่ข้างหลังผู้อื่นมีนาเสียงเดียวกันตลอด หรือพูดเบาเกินไป ลังเลใจ พูดเสียงสั่น กระแอมไอลุ่นบ่อย ๆ เป็นต้น 2. การก้าวร้าว ได้แก่ การแสดงออกซึ่งป้องกันสิทธิส่วนบุคคลของตน หรือวิธีรุนแรงด้านความรู้สึก ความคิดเห็น ความต้องการต่าง ๆ ในทางที่ไม่เหมาะสม ล่วงเกินสิทธิผู้อื่น ชอบมีอิทธิพลเหนือกว่า ต้องการเป็น ผู้ชนะ ขู่บังคับผู้อื่น สังเกตไต้จากการทำให้ผู้อื่นด้อยกว่าตน เช่น จ้องคู่สนทนามากเกินไป พูดเสียงดังหรือเสียง ไม่ สอดคล้องกับสถานการณ์ หน้าตาดุลันวางอำนาจ ใช้คำพูดเหน็บแนมเสียดสี เย่อหยิ่ง ห้วน และชอบชีนิว เป็น ต้น 3.การแสดงออกที่เหมาะสมหมายถึงการแสดงออกในทางป้องกันสิทธิส่วนบุคคลของตนเองทั้ง ความรู้สึก ความคิดเห็น ความต้องการอย่างตรงไปตรงมา จริงใจและเหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่ล่วงเกินสิทธิ ของผู้อื่น สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ยอมรับนับถือต่อกันมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน อาจสังเกตได้โดยการ แสดงออกที่สอดคล้องกับคำพูด น้ำเสียงเหมาะสมตามสถานการณ์ ประสานตากับคู่สนทนาวางทำทางของ ร่างกายที่แสดงถึงความมั่นคง พูดได้คล่องแคล'ว ไม่เคอะเขิน หรือลังเลใจ มีความชัดเจนเน้นก้อยคำสำคัญ เป็น ต้น Bower and Bower (1976, อ้างใน รัศมี เชื้อเจ็ดตน, 2539) แบ่งพฤติกรรมที่มนุษย์แสดง ออกเป็น 3 ลักษณะ คือ 1. ลักษณะที่ไม่กล้าแสดงออกพฤติกรรม ที่เรียกว่า พฤติกรรมที่ไม่กล้าแสดงออก (Non-Assertive Behavior) ลักษณะที่มีความกล้าแสดงพฤติกรรม แต่มีการแสดงออกที่รุนแรงเสียหาย เรียกว่าพฤติกรรม ก้าวร้าว (Aggressive Assertive Behavior) 2. ลักษณะที่มีความกล้าแสดงออกพฤติกรรม โดยมีการแสดงออกอย่างเหมาะสม เรียกว่าพฤตกรรมกล้า แสดงออก (Assertive Behavior) 3.ลักษณะที่มีความกล้าแสดงออกพฤติกรรมโดยมีการแสดงออกอย่างเหมาะสมเรยกว่าพฤตกรรมกล้า แสดงออก (Assertive Behavior) Alberti & Emmons (1986, อ้างใน กัญญารัตน์ วงศ์เชษฐ, 2543) ก็ได้ให้คำจำกัด ความของพฤติกรรมกล้าแสดงออกว่า เป็นการกระทำที่บุคคลสามารถทำในสิ่งที่ตนเองสนใจเป็นการเรียกร้อง โดยปราศจากความรู้สึกวิตกกังวล เป็นการแสดงออกของความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความสบายใจหรือ เป็นการกระทำตามสิทธิของตน และมีการพิจารณาถึงสิทธิของบุคคลอื่น หลุย จำปาเทศ (2533) ให้ความหมายของการกล้าแสดงออกที่เหมาะสมว่าเป็นการกล้าแสดงออกที่ก่อ ประโยชน์แก่ตนเอง และคู่สนทนา หรือผู้ที่ติดต่อสัมพันธ์ด้วย โดยคำนึงถึงสิทธิและความหมายของทั้งสองฝ่าย การมีความเชื่อมั่น เก็บอารมณ์ และการแล้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพจากความหมายดังกล่าวพออธิบายได้ว่า พฤติกรรมกล้าแสดงออก หมายถึงความสามารถของตนเองในการแสดงความรู้สึกนึกคิด การกระทำ ต่อบุคคล และสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา อย่างเหมาะสมด้วยความเชื่อมั่น ความมั่นใจ ความสบายใจโดยปราศจาก ความวิตกกังวล เช่น การแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ การพูด การแสดงความรู้สึก เป็นต้น กัญญารัตน์ วงศ์เชษฐ (2543) ได้ทำการศึกษาและเปรียบเทียบการใช้กระบวนการกลุ่มในการฝึกพฤติกรรมกล้า แสดงออกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทำกิจกรรมกับกลุ่มตัวอย่าง 10 คน


45 ผลการศึกษาพบว่านักเรียนมีพฤติกรรมกล้าแสดงออกเพิ่มขึ้นทั้งทางด้านการพูดการกระทำและการแสดงความ คิดเห็น นายมาหะมะ อะแซ แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยการอาชีพรามัน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อช่วยให้ นายบุญ ราฮัม, นายมูฮัมหมัด, นายลุกมัน, นายอับดุลคอเละนายอาชัน มีทักษะสามารถ มองหัวนัตและโบลต์อย่าง แม่นยำกับการเลือกใช้ประแจได้อย่างถูกต้องและศึกษาวิธีการ พัฒนาทักษะ ความแม่นยำในการมองนัตและ โบลต์กับการเลือกใช้เครื่องมือของนักเรียนให้เกิด สมรรถนะอาชีพ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้น ปวช.2 แผนกวิชาช่างยนต์จำนวน 5 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ ในภาค เรียนที่ 1 ปการศึกษา 2551 เครื่องมือที่ใช้เป็นชุดฟิก ความแม่นยำในการมองหัวนัดและโบลต์ แบบทดสอบสถิติที่ใช่ในการวิเคราะห์คือการหา ค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า การพัฒนาทักษะการมองหัวนัต และ โบลด์กับการเลือกใช้ประแจพบว่า นายอาชัน ค่าเฉลี่ย 14.4 นายมูฮัมหมัด ค่าเฉลี่ย 13.8 นายลุกมัน ค่าเฉลี่ยนายอับดุลคอเละ ค่าเฉลี่ย 13.2 มีการพัฒนาดี ขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด จากการทดสอบครั้งสุดท้ายลามารถมี ความ แม่นยำและถูกต้องมากกว่าครั้งแรก เห็นได้ ชัดเจนสำหรับนายบุญราฮัม จากการทดสอบครั้งแรกได้ 5 ตัว ครั้งสุดท้ายได้ 18 ตัว ค่าเฉลี่12.2ก็ มีการพัฒนา ความแม่นยำน้อยกว่าจากจำนวนนักเรียนรัศมี เชื้อเจ็ดตน (2549) ได้ทำการวิจัยเชิงทดลองโดยใช้กิจกรรม บทบาทสมมติเพื่อพัฒนาพฤติกรรม กล้าแสดงออกของเด็กปฐมวัย จำนวนทังหมด 46 คน โดนแบ่งเป็นกลุ่ม ทดลอง 23 คน และ กลุ่ม ควบคุม 23 คน โดยใช้กิจกรรมทั้งหมด 8 กิจกรรม ผลการทดลองพบว่า เด็กที่เข้าร่วมกิจกรรมจะมีพฤติกรรมกล้าแสดงออกที่ดีขึ้น นรีพร ขุ่ยอาภัย (2552) ได้ทำวิชัยเรื่องการเสริมสร้างพฤติกรรมกล้าแสดงออกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้าน เชิงดอย (ดอยสะเก็ดศึกษา) จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้กระบวน การกลุ่มจำนวน 30 คนในรายวิชาการงานอาชีพ และเทคโนโลยีผลการวิชัยพบว่าบุคลิกภาพ ของนักเรียนเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมไม่กล้าแสดงออก เป็นผู้ที่มี บุคลิกภาพกล้าแสดงออกมากขึ้น


46 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เพื่อผลการพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์ โดยใช้รูปแบบทักษะปฏิบัติของซิมซัน ในชั้น เรียน 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักศึกษาระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยอาชีวศึกษา เทคนิคพิชญบัณฑิต อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 3 ห้อง จำนวน 90 คน 3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักศึกษาระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิคพิชญบัณฑิต อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ห้อง ช. 211 1 ห้อง จำนวน 25 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเรื่องผลการพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์ โดยใช้รูปแบบทักษะปฏิบัติ ของซิมซัน ของนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยอาชีวศึกษา เทคนิคพิชญบัณฑิต อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ห้อง ช.211 โดยใช้ รูปแบบทักษะปฏิบัติของซิมซัน ได้แก่ 3.2.1 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 3.2.2 การถอดประกอบ ตรวจสภาพชิ้นส่วนเครื่องยนต์ดีเซล การถอดประกอบเครื่องยนต์ ดีเซล 1. อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม 1. ประแจรวมเบอร์ 10,12,14 2. ค้อนยาว 3. ประแจตัวทีเบอร์ 10,12 4. ฟิลเลอร์เกจ 5. ประแจปอนด์ 6. เวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ 7. ชุดประแจบร็อก 8. ตัวดูด 3 ขา 9. ปลอกรัดแหวนลูกสูบ 2. การถอดเครื่องยนต์ 1. ขันน็อตน้ำมันเครื่องเพื่อนำน้ำมันเครื่องออกจากเครื่องยนต์ก่อน 2. ถอดท่อร่วมไอดี,ถอดท่อร่วมไอเสีย 3. ถอดจานจ่ายออก 4. ถอดฝาครอบวาล์ว 5. หมุนเครื่องให้สุดถึงอัดสุดแล้วก็สูบ 4 โอเวอร์แลบ 6. ถอดอ่างน้ำมันเครื่อง


47 7. ถอดคู่เลขเพลาข้อเหวี่ยง เสร็จแล้วใช้ตัวดูดคู่เลขเพลาข้อเหวี่ยง 8. ถอดปั๊มน้ำและฝาหน้าเครื่อง 9. ถอดโซ่แล้วเฟื่องขับน้ำมันเครื่อง 10. ถอดโซ่ไทนิ่ง 11. ถอดเสื้อวาล์ว โดยการถอดต้องถอดแบบทแยงมุมเพื่อกันฝาสูบโป่ง 12. ถอดปั๊มน้ำมันเครื่อง 13. ถอดลูกสูบโดยหมุนเพลาข้อเหวี่ยงเพื่อให้ลูกสูบลงด้านล่างแล้วหลังจากนั้นจะถอดน็อตที่ ประกับเพลาข้อเหวี่ยง แล้วใช้ค้อนพลาสติกดันลูกสูบขึ้นไป การทำความสะอาดชิ้นส่วนเครื่องยนต์ - ทำความสะอาดลูกสูบ ก้านสูบ แบริ่ง จะทำความสะอาดทั้งหมด 4 ลูกสูบ โดยการใช้ น้ำมันหล่อลื่นทำความสะอาด แล้วหลังจากนั้นนำไปเป่าลมให้แห้ง - ล้างเพลาลูกเบี้ยวโดยใช้น้ำมัน - ล้างทำความสะอาดกระเดื่องวาล์ว - นำฝาประเกนออก แล้วทำความสะอาดฝาวาล์ว - ล้างชิ้นส่วน โซ่,เฟื่อง,น็อต,ในเครื่องต่างๆ 3.การตรวจเช็คชิ้นส่วนเครื่องยนต์ - ใช้เวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ในการตรวจสอบของลูกสูบ - วัดกระบอกลูกสูบ -เช็คความโป่งของฝาสูบโดยการเช็คจะใช้บรรทัดเหล็กและฟิลเลอร์เกจในการเช็ค โดย ทั้งหมด 6 มุม 4.การประกอบชิ้นส่วนเครื่องยนต์ 1.ใช้น้ำมันหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ 2.หล่อลื่นลูกสูบโดยจะหล่อลื่นกระบอกลูกสูบก่อน 3.รัดลูกสูบโดยใช้ปลอกรัดแหวนลูกสูบแล้วนำลูกสูบให้ตรงกับเพลาข้อเหวี่ยงด้านล่างจากนั้น ใช้ไม้เคาะลูกสูบลงไปข้อเหวี่ยง 4.ขันนัตประกับก้านลูกสูบ 5. ใส่กระเดื่องกดลิ้น 6.ขันนัตลูกสูบต้องขันทแยงโดยใช้ประแจปอนด์ขัน 2 ครั้ง ครั้งแรกขันด้วยแรง 60 ปอนด์ ครั้ง ที่2 จะขันด้วยแรง 90 ปอนด์ 7. ใส่ปั๊มน้ำมันเครื่อง 8. ใส่โซ่ราวลิ้น 9. ใส่โซ่น้ำมันเครื่อง 10. ใส่ฝาหน้าเครื่อง 11. ใส่อ่างน้ำมันเครื่อง 12. ใส่ฝาครอบวาล์ 13. ใส่ท่อร่วมไอดี , ใส่ท่อร่วมไอเสีย 14. ใส่คู่เลขเพลาข้อเหวี่ยง 15. ใส่จานจ่าย 5. ใบงาน/ใบความรู้


48 6. แบบประเมินการปฏิบัติงาน 3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. แจ้งผลการประเมินจากการสังเกตเบื้องต้นในนักศึกษาทราบถึงระดับความสามารถของตนเองในปัจจุบัน 2. ให้นักศึกษาที่มีความสามารถในการเลือกใช้เครื่องมือช่างยนต์ ในระดับดีจับคู่ฝึกปฏิบัติกับนักเรียนที่มีระดับ ความสามารถต่ำกว่าตามความสมัครใจ 3. กำหนดการฝึกร่วมกับนักเรียนช่วงพักกลางวันและหลังเลิกเรียน 4. ดำเนินการฝึกตามแผนที่กำหนดไว้ 5. กำหนดประเด็นการประเมินและสร้างแบบประเมินทักษะภาคปฏิบัติ 6. ทดสอบพัฒนาการที่เกิดขึ้นและบันทึกลงในแบบประเมินผลผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บข้อมูล 3.4 การวิเคราะห์ข้อมูล 1. หาค่าเฉลี่ย (x) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 2. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการทดสอบค่าที่แบบไม่อิสระ (t-test for Dependent samples)


49 บทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ได้ทาการศึกษาในการวิจัยเพื่อทราบผลการพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์ โดยใช้รูปแบบ ทักษะปฏิบัติของซิมซัน ของนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัย อาชีวศึกษาเทคนิคพิชญบัณฑิต อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ห้อง ช.211 จำนวน 25 คน วิเคราะห์ ข้อมูลดังนี้ 4.1 การวิเคราะห์ข้อมูล 1. นำผลคะแนนที่ได้จากการประเมินการปฏิบัติงานเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. บรรยายข้อมูลด้วยการแจงแจกความถี่ค่าร้อยละ (%) 4.2 ตารางวิเคราะห์ข้อมูล 4.2.1 ตารางวิเคราะห์ข้อมูลก่อนเรียน ชื่อ-สกุล การเตรียม เครื่องมือ ขั้นตอน การ ปฏิบัติงาน การใช้ เครื่องมือ ช่างยนต์ การเก็บ เครื่องมือ หลังใช้งาน คะแนน รวม ร้อยละ 3 20 35 2 60 100% 001 3 17 30 2 52 86.66 002 3 16 31 2 52 86.66 003 3 17 32 2 54 90.00 004 3 16 32 2 53 88.33 005 3 15 33 2 53 88.33 006 3 16 33 2 54 90.00 007 3 20 32 2 57 95.00 008 3 20 31 2 56 93.33 009 3 20 32 2 57 95.00 010 3 20 31 2 56 93.33 011 3 16 30 2 51 85.00 012 3 17 30 2 52 86.66 013 3 15 15 2 35 58.33 014 3 20 29 2 54 90.00 015 3 20 30 2 55 91.66 016 3 20 32 2 57 95.00 017 3 16 15 2 31 51.66 018 3 16 30 2 51 85.00 019 3 15 30 2 50 83.33 020 3 17 29 2 51 85.00


50 021 3 20 30 2 55 91.66 022 3 20 29 2 51 85.00 023 3 12 13 2 30 53.00 024 3 14 30 2 49 93.00 025 3 20 31 2 56 93.33 ค่าเฉลี่ย 84.80 จากตารางพบว่าคะแนนที่ได้จากแบบประเมินผลการปฏิบัติงานนักศึกษาสามารถผ่านเกณฑ์การประเมินที่ 60% ได้จำนวน 22 คนคิดเป็นร้อยละ 88.00 ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมิน 3 คนคิดเป็นร้อยละ 12.00


28 4.2.2 ตารางวิเคราะห์ข้อมูลหลังเรียน ชื่อ-สกุล การเตรียม เครื่องมือ ขั้นตอน การ ปฏิบัติงาน การใช้ เครื่องมือ ช่างยนต์ การเก็บ เครื่องมือ หลังใช้งาน คะแนน รวม ร้อยละ 3 20 35 2 60 100% 001 3 19 34 2 58 96.66 002 3 19 33 2 57 95.00 003 3 19 33 2 57 95.00 004 3 18 32 2 55 91.66 005 3 19 33 2 57 95.00 006 3 19 33 2 57 95.00 007 3 20 34 2 59 98.33 008 3 20 33 2 58 96.66 009 3 20 34 2 59 98.33 010 3 20 34 2 59 98.33 011 3 19 33 2 57 95.00 012 3 19 32 2 56 93.33 013 3 18 30 2 53 88.33 014 3 20 34 2 59 98.33 015 3 20 33 2 58 96.66 016 3 20 34 2 59 98.33 017 3 18 30 2 53 88.33 018 3 19 34 2 58 96.66 019 3 18 33 2 56 93.33 020 3 20 32 2 57 95.00 021 3 20 33 2 58 96.66 022 3 20 34 2 59 98.33 023 3 12 15 2 32 53.33 024 3 19 32 2 56 93.33 025 3 20 33 2 58 96.66 ค่าเฉลี่ย 93.67 จากตารางพบว่าคะแนนที่ได้จากแบบประเมินผลการปฏิบัติงานนักศึกษาสามารถผ่านเกณฑ์การประเมินที่ 60% ได้จำนวน 24 คนคิดเป็นร้อยละ 96.00 ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมิน 1 คนคิดเป็นร้อยละ 4.00 ของนักศึกษาที่ เข้าเรียนโดยใช้รูปแบบทักษะปฏิบัติของซิมซัม


29 4.2.3 ตารางเปรียบเทียบข้อมูลก่อนเรียนและหลังเรียน จากตาราง พบว่าผลการพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์ โดยใช้รูปแบบทักษะปฏิบัติของซิมซัน ของ นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิคพิชญบัณฑิต อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ห้อง ช.211 จำนวน 25 คน มีผลค่าเฉลี่ย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน กลุ่ม n ̃ ก่อนเรียน 25 84.80 หลังเรียน 25 93.67


30 บทที่ 5 สรุปผลอภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่องผลการพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์ โดยใช้รูปแบบทักษะปฏิบัติของซิม ซัน ของนักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยอาชีวศึกษา เทคนิคพิชญบัณฑิต อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ห้อง ช.211 จำนวน 25 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงแนวทางที่จะช่วยเพิ่มทักษะและวิธีการใช้เครื่องมือช่าง ยนต์ได้มากขึ้น และ เพื่อให้นักศึกษามีผลการพัฒนาทักษะในการใช้เครื่องมือช่างยนต์ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และผ่านเกณฑ์การประเมิน 60% ได้ 80% ของผู้เรียนทั้งหมด 5.1 สรุปผลการวิจัย ผลการพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์ โดยใช้รูปแบบทักษะปฏิบัติของซิมซัน ขอ นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิค พิชญบัณฑิต อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ห้อง ช.211 จำนวน 25 คน พบว่าเรียนโดยใช้รูปแบบทักษะปฏิบัติของซิมซันแล้วมีผลการพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือ ช่างยนต์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน นักศึกษาสามารถผ่านเกณฑ์การประเมินได้จำนวน 24 คนคิดเป็น ร้อยละ 96.00 ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมิน 1 คนคิดเป็นร้อยละ 4.00 ของนักศึกษาที่เข้าเรียน โดยใช้ รูปแบบทักษะปฏิบัติของซิมซัน 5.2 อภิปรายผลการวิจัย จากการวิจัยเรื่องผลการพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์ โดยใช้รูปแบบทักษะ ปฏิบัติของซิมซัน พบว่า การที่จะทำให้คนเราสามารถพัฒนาตนเองได้นั้นขึ้นอยู่กับการฝึกทักษะใน การปฏิบัติงานอย่างซ่ำๆ จะสามารถทำให้คนเราจดจำในสิ่งนั้นได้เช่นการสอน โดยใช้รูปแบบทักษะ ปฏิบัติของซิมซัน มีกระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ 7 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นการรับรู้ เป็นขั้นการให้ผู้เรียนรับรู้ในสิ่งที่จะทำ โดยการให้ผู้เรียน สังเกตการทำงานนั้นอย่างตั้งใจ ขั้นที่ 2 ขั้นการเตรียมความพร้อม เป็นขั้นการปรับตัวให้พร้อมเพื่อการทำงานหรือแสดง พฤติกรรมนั้น ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ โดยการปรับตัวให้พร้อมที่จะเคลื่อนไหวหรือแสดง ทักษะนั้น ๆ และมีจิตใจและสภาวะอารมณ์ที่ดีต่อการที่จะทำหรือแสดงทักษะนั้น ๆ ขั้นที่ 3 ขั้นการสนองตอบภายใต้การควบคุม เป็นขั้นที่ให้โอกาสแก่ผู้เรียนในการ ตอบสนองต่อสิ่งที่รับรู้ ซึ่งอาจใช้วิธีการให้ผู้เรียนเลียนแบบการกระทำ หรือการแสดงทักษะนั้น หรือ อาจใช้วิธีการให้ผู้เรียนลองผิดลองถูก จนกระทั่งสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้อง ขั้นที่ 4 ขั้นการให้ลงมือกระทำจนกลายเป็นกลไกที่สามารถกระทำได้เอง เป็นขั้นที่ช่วยให้ ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการปฏิบัติ และเกิดความเชื่อมั่นในการทำสิ่งนั้น ๆ ขั้นที่ 5 ขั้นการกระทำอย่างชำนาญ เป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการกระทำนั้น ๆ จน ผู้เรียนสามารถทำได้อย่างคล่องแคล่ว ชำนาญ เป็นไปโดยอัตโนมัติ และด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง ขั้นที่ 6 ขั้นการปรับปรุงและประยุกต์ใช้ เป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนปรับปรุงทักษะหรือการ ปฏิบัติของตนให้ดียิ่งขึ้น และประยุกต์ใช้ทักษะที่ตนได้รับการพัฒนาในสถานการณ์ต่าง ๆ


31 ขั้นที่ 7 ขั้นการคิดริเริ่ม เมื่อผู้เรียนสามารถปฏิบัติหรือกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างชำนาญ และสามารถประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่หลากหลายแล้ว ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเกิดความคิดใหม่ ๆ ในการ กระทำ หรือปรับการกระทำนั้นให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ ผู้เรียนจะสามารถกระทำหรือแสดงออกอย่างคล่องแคล่ว ชำนาญ ในสิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนทำ ได้ นอกจากนั้นยังช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และความอดทนให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนด้วย 5.3 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 5.3.1 ข้อเสนอและในการนำวิจัยไปใช้ ควรนำวิธีการพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์ โดยใช้รูปแบบทักษะปฏิบัติของซิมซัน ไปใช้ในการ เรียนการสอนหน่วยอื่นนักศึกษากลุ่มอื่นและควรใช้วิธีการสอนเป็นรายบุคคลสำหรับนักศึกษาที่ยังมี ผลประเมินผลการปฏิบัติการใช้เครื่องมือช่างยนต์ต่ำว่า 60% 5.3.2 ข้อเสนอแนะเพื่อทำวิจัยครั้งต่อไป 1. จากผลการพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์ โดยใช้รูปแบบทักษะปฏิบัติของซิมซัน พบว่า มี ประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ที่ตั้งไว้ 60% ดังนั้น จึงควรใช้รูปแบบทักษะปฏิบัติของซิมซัน สอนนักศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือช่างยนต์ให้ดียิ่งขึ้น 2. การปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนที่กระตุ้นให้นักเรียนแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ด้วยตนเองจึงควร พัฒนารูปแบบการสอนรูปแบบใหม่ที่ทัน ต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน


32 บรรณานุกรม “เครื่องมือช่างยนต์”. [20 มิถุนายน 2563]. URL:http://www.siamtech.ac.th/learning/anucha /gauge.html , 2550 อ.อัมพร ภักดีชาติ.งานเครื่องยนต์.กรุงเทพฯ.สำนักพิมพ์ศูนย์ส่งเสริมอาชีวะ 131 ถ.เทศบาลนิมิตใต้ ซอย1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. 10900. ศราวุฒิ ญาณยุทธ และอดิศักดิ์ มีสุข. งานช่าง . กรุงเทพ : แม็ค, 2546. มานัส ครรกาฉาย, เกสร เก่งการช่าง และอาคม บุญศิริวัฒน์. การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง . กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช, 2549. มนตรี สมไร่ขิง,ศิริรัตน์ ฉัตรศิขรินทร. การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง . กรุงเทพฯ : อักษร เจริญทัศน์, 2548 . ฉวีวรรณ รมยานนท์. งานช่างพื้นฐาน . กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2541. สุรพงษ์ ศรีวินิจ. การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง . กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช, 2546. สมบัติ ฟักฉิน และชลอ บุญก่อ. ทักษะและความปลอดภัยในงานฝึกฝีมือ . กรุงเทพฯ : คุรุสภา ลาดพร้าว, 2535.


33 ประวัติผู้วิจัย (The Researcher) ชื่อ : นายจิรยุทธ พวังคาม เกิดวันที่ 26 ธันวาคม 2541 ที่อยู่ : 143 หมู่ที่ 4 บ้านกุดดู่ตำบลนาไหม อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี 41190 เบอร์โทร : 093-3983041 อีเมล : [email protected] ประวัติการศึกษา : - ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลศรีสุทโธ - ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านดุงวิทยา - ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิคพิชญบัณฑิต - ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคนิคพิชญบัณฑิต - กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี


34 ภาคผนวก


35 แบบการให้คะแนนทักษะช่างยนต์ วิชางานบำรุงรักษารถยนต์ ชื่อ...........................................................…………………………..ห้อง…….…………………….เลขที่……………… ลำดับที่ ลักษณะที่พิจารณาให้คะแนน คะแนนเต็ม คะแนนที่ได้ หมายเหตุ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 การจัดเตรียมอุปกรณ์ การถอดปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง การถอดฝาครอบเฟืองต่าง ๆ การถอดหัวฉีดและฝาสูบ การถอดลูกสูบ การถอดแหวน การถอดก้านสูบ การล้างชิ้นส่วน การวัดละเอียด การประกอบก้านสูบ การประกอบแหวน การประกอบลูกสูบ การประกอบเฟืองต่าง ๆ และฝาครอบ การประกอบปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง การประกอบฝาสูบ การปรับตั้งวาล์ว การประกอบหัวฉีดและทดสอบแรงดัน เวลาในการปฏิบัติ การติดเครื่องยนต์ การเก็บเครื่องมือ 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 4 2 (3) ทำถูกต้อง (2) ส่วนใหญ่ถูกต้อง (1) ส่วนน้อยถูกต้อง (0) ไม่ถูกต้อง รวมคะแนนภาคปฏิบัติ 60 รวมคะแนนความรู้พื้นฐาน 40 รวมคะแนนทั้งหมด 100 ลงชื่อ……………………………………………ผู้ประเมิน (นายจิรยุทธ พวังคาม)


Click to View FlipBook Version