The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รัชกาลที่1พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Juthathip Phatdam, 2022-09-24 23:23:24

รัชกาลที่1พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (1)

รัชกาลที่1พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (1)

วัดประจำรัชกาล

ร. 1-10

คำนำ

หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาประวิติศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษา
ปี่ 4 มีเนื้อหาเกี่ยวกับวัดประจำรัชกาลของแต่ละพระองค์(ร.1 - ร.10)
และประวัติความเป็นมาของวัดต่างๆ

ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ที่ได้เข้ามาอ่านจะสามารถเข้าใจ ได้มาก
หรือน้อยนั้น อยู๋ที่การเข้าใจของแต่ละคน หากเกิดข้อผิดพลาดประการใด
ก็ข้ออภัยมา ณ ที่นีด้วย

จุฑาทิพย์ พัดดำ

รัชกาลที่1
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

มีหลักฐานปรากฏในศิลาจารึกไว้ว่า หลังจากที่พระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนาพระบรม
มหาราชวังแล้ว ทรงพระราชดำริว่า มีวัดเก่าขนาบพระบรม
มหาราชวัง 2 วัด ด้านเหนือ คือ วัดสลัก (วัดมหาธาตุฯ) ด้านใต้
คือ วัดโพธาราม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุนนางเจ้าทรง
กรม ช่างสิบหมู่อำนวยการบูรณะปฏิสังขรณ์ เริ่มเมื่อปี พ.ศ.
2331 ใช้เวลา 7 ปี 5 เดือน 28 วัน จึงแล้วเสร็จ และโปรดฯ ให้มี
การฉลองเมื่อ พ.ศ. 2344 พระราชทานนามใหม่ว่า วัด
พระเชตุพนวิมลมังคลาวาศ

รัชกาลที่2
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร หรือ วัดแจ้ง เป็นวัดโบราณ จาก
หลักฐานเชื่อว่าสร้างในสมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า วัดมะกอกนอก
ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าให้อัญเชิญ
พระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 2 มาบรรจุที่พุทธอาสน์ของ
พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานในอุโบสถ

รัชกาลที่3
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร

พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจ้าอยู่หัว) ทรงสถาปนาวัดจอมทองขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม เนื่องจากเมื่อ
ครั้งที่ทรงยกทัพไปสกัดทัพพม่าที่ด่านพระเจดีย์สามองค์ ใน พ.ศ.2363
เมื่อกระบวนทัพเรือมาถึง วัดจอมทอง ฝั่งธนบุรีทรงหยุดพักและทำพิธี
เบิกโขลนทวารตามตำราพิชัยสงครามพร้อมทรงอธิษฐานขอให้การไป
ราชการทัพครั้งนี้ได้ชัยชนะ แต่ปรากฏว่าไม่มีทัพพม่ายกเข้ามา

เมื่อยกทัพกลับ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้ทรง
บูรณปฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่ และถวายเป็นพระอารามหลวงแด่รัชกาล
ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า วัดราชโอรส ซึ่งเป็นชื่อ
ที่เรียกสั้นๆจากชื่อเต็มว่า วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เพื่อเป็นเกียรติ
แก่พระราชโอรสซึ่งเป็ นผู้บูรณะ

รัชกาลที่4
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร[1] ตั้งอยู่ที่
แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร วัด
ราชประดิษฐฯ เป็นวัดที่มีขนาดเล็กมาก ด้วยเนื้อที่เพียง 2 ไร่
2 งานกับ 98 ตารางวาเท่านั้น[2] และได้รับพระราชทาน
กำหนดเขตที่ดินเพิ่ม จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า
อยู่หัวในเขตนอกมหาสีมา และอุปาจารวัด โดยมีอาณาเขต
ทิศเหนือจรดพระราชวังสราญรมย์ หรือกรมแผนที่ทหารใน
ปัจจุบัน ทิศใต้จรดพระราชอุทยานสราญรมย์ ทิศตะวันออก
จรดซอยราชินี คลองหลอด และทิศตะวันตกจรดทำเนียบ
องคมนตรี

รัชกาลที่5
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว



วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ที่พระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาลเมื่อ พ.ศ.
2412 โดยมีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ พระเจ้าบรมวงศ์
เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อม
ราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) เป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง มีลักษณะผสมระหว่าง
สถาปัตยกรรมไทยกับสถาปัตยกรรมตะวันตก คือ ลักษณะภายนอกเป็น
สถาปัตยกรรมไทย ส่วนภายในออกแบบตกแต่งอย่างตะวันตก และทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่าวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และมีมหาสีมาอันเป็นเสาศิลา
จำหลักยอดเป็นรูปเสมาธรรมจักร 8 เสา ตั้งเป็นสีมาที่กำแพง 8 ทิศ
“ราชบพิธ” หมายถึง พระอารามที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง บพิธ คำนี้มา
จากภาษาบาลีคือ ปวิธะ ที่แปลว่าสร้าง ส่วน “สถิตมหาสีมาราม” หมายถึง
พระอารามซึ่งมีสีมากว้างใหญ่ เป็นมหาสีมาล้อมรอบอาณาเขตของวัด

รัชกาลที่6
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

เป็ นวัดที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพโปรดให้สร้างขึ้นใน
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) มี
สถาปัตยกรรมแบบไทยผสมจีน พระอารามนี้เคยเป็นที่ประทับของ
สมเด็จพระสังฆราชถึง 4 พระองค์ และเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย

วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร เดิมชื่อ วัดใหม่ เป็นวัดโบราณ
เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงผนวชได้เสด็จมาประทับ และทรงตั้งคณะสงฆ์
ธรรมยุตติกนิกายขึ้นที่วัดนี้เป็นครั้งแรก ถือเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่ง
เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และ
รัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ณ วัดนี้อีกด้วย

รัชกาลที่7
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหารที่พระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดประจำรัชกาลเมื่อ พ.ศ.
2412 โดยมีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (หม่อม
ราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) เป็นผู้อำนวยการก่อสร้าง มีลักษณะผสมระหว่าง
สถาปัตยกรรมไทยกับสถาปัตยกรรมตะวันตก คือ ลักษณะภายนอกเป็น
สถาปัตยกรรมไทย ส่วนภายในออกแบบตกแต่งอย่างตะวันตก และทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่าวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม หมายถึง
วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง และมีมหาสีมาอันเป็นเสาศิลาจำหลักยอดเป็น
รูปเสมาธรรมจักร 8 เสา ตั้งเป็นสีมาที่กำแพง 8 ทิศ “ราชบพิธ” หมายถึง
พระอารามที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง บพิธ คำนี้มาจากภาษาบาลีคือ ปวิธะ ที่
แปลว่าสร้าง ส่วน “สถิตมหาสีมาราม” หมายถึง พระอารามซึ่งมีสีมากว้าง
ใหญ่ เป็นมหาสีมาล้อมรอบอาณาเขตของวัด

รัชกาลที่8
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล

พระอัฐมรามาธิบดินทร
วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร

วัดสุทัศนเทพวราราม [สุ-ทัด-เทบ-พะ-วะ-รา-ราม] หรือ
ที่นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า วัดสุทัศน์ เป็นพระอารามหลวงชั้น
เอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ที่มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งของ
ประเทศไทย และถือเป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาท
สมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิ
บดินทร เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในเขตพระนครชั้นใน และอยู่มี
สิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นคือ เสาชิงช้า อยู่บริเวณหน้ าวัด

รัชกาลที่9
พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

บรมนาถบพิตร
วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร เป็นวัดที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ
พลเสพโปรดให้สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
(รัชกาลที่ 3) มีสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมจีน พระอารามนี้เคยเป็นที่
ประทับของสมเด็จพระสังฆราชถึง 4 พระองค์ และเป็นที่ตั้งของ
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร เดิมชื่อ วัดใหม่ เป็นวัดโบราณ เมื่อรัชกาล
ที่ 4 ทรงผนวชได้เสด็จมาประทับ และทรงตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุตติกนิกาย
ขึ้นที่วัดนี้เป็นครั้งแรก ถือเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่ง เพราะพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ณ วัดนี้
อีกด้วย
อีกทั้งหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) จะ
อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารประดิษฐานที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
ราชวรวิหาร และวัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร ซึ่งจะถือเป็นวัดประจำ
รัชกาลที่ 9

รัชกาลที่10
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ

บดินทรเทพยวรางกูร
วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร

วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร หรือ วัดทุ่งสาธิต สร้างขึ้นประมาณ
พ.ศ.2399 โดยคหบดีชาวลาวชื่อ นายวันดี ที่อพยพมาจาก
เวียงจันทน์ ภายหลังจากเจ้าอาวาสรูปสุดท้ายมรณภาพ ทำให้ไม่มี
ใครสืบสานต่อจนกลายเป็นวัดร้าง ต่อมาปี พ.ศ.2506 วัดได้รับการ
บูรณะขึ้นใหม่ให้สวยงามดังเดิม

และเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2508 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงโปรด
เกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ าวชิราลงกรณ (รัชกาลที่ 10)
ทรงรับวัดทุ่งสาธิตไว้ในพระอุปถัมภ์ พร้อมได้พระราชทานนามวัด
ใหม่ว่า “วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร” ด้วย พระอาจารย์สาธิต ฐานว
โร ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถวายวัดทุ่งสาธิต แด่สมเด็จ
พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ าวชิราลงกรณ์ (พระยศรัชกาลที่ 10 ในขณะ
นั้น)


Click to View FlipBook Version