พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระเจ้าตากสินมหาราช
พระราชกรณียกิจ
ของพระมหา
กษัตริย์ไทย
จัดทำโดย
นางสาวพรรณธร ใบศักดิ์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 8 เลขที่ 40
สารบัญ
เรื่อง หน้า
พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทยก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ 1
1
• สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 2
• พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 5
5
พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์ 6
• พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
• พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชกรณียกิจของพระมหา
กษัตริย์ไทยสมัยก่อนรัตนโกสินทร์
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือ สมเด็จพระ เจ้า
ตากสินมหาราช เสด็จพระราชสมภพ ณ วันที่ 17
เมษายน พุทธศักราช 2277 มีพระนามเดิมว่า สิน เป็น
คนไทยเชื้อสายจีน เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ก่อตั้งอาณา
จักรธนบุรี และเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวของ
ราชอาณาจักรธนบุรี
เดิมพระองค์เป็นนายทหารในรัชกาลสมเด็จ
พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ พ.ศ.2310 เกิดการเสียกรุง
ศรีอยุธยาครั้งที่สองพระองค์ได้เป็นผู้นำขับไล่ทหาร
พม่าที่ยึดครองกรุศรีอยุธยาอยู่ในเวลานั้นและ ได้
ปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาอีกเจ็ดเดือน
ถัดมา โดยพระองค์ย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงธนบุรี และ
รวบรวมแผ่นดินซึ่งมีขุนศึกก๊กต่างๆ
ปกครองให้กลับเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง เช่นเดียวกับการขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง นอก จากนี้
ยังทรงฟื้ นฟูราชอาณาจักรในด้านต่าง ๆ ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติหลังสงคราม ทั้งส่งเสริมกิจการด้าน
เศรษฐกิจ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม และการศึกษา ภายหลังรัฐบาลไทยประกาศให้วันที่ 28
ธันวาคมของทุกปีเป็น "วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน"
และยังทรงได้รับสมัญญานามมหาราช พระองค์
เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 เมื่อ
พระชนมพรรษา 48 พรรษา หลังถูก
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ซึ่งเป็นพระสหาย
สำเร็จโทษ และสืบราชสมบัติต่อเป็นต้น ราชวงศ์
จักรี ในปัจจุบัน รวมเวลาครองราชย์ 15 ปี พระองค์
มีพระราชโอรสและพระราชธิดารวมทั้งสิ้น 30
พระองค์ [8] พระองค์ทรงเป็นวีรกษัตริย์ของชาติ
ไทยที่ประชาชนรู้จักดีและเป็นที่เคารพสักการะ
มากที่สุดพระองค์หนึ่ง นอกจากนี้ยังมีพระบรม
ราชานุสรณ์ของพระองค์มีประดิษฐานมากที่สุด
1
พระราชกรณียกิจของ
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
1. ด้านการปกครอง
ยังคงใช้ระบบการปกครองแบบกรุงศรีอยุธยา ส่วนด้านกฎหมาย เมื่อครั้งกรุงแตก
กฎหมายบ้านเมืองกระจัดกระจายหายสูญไปมาก จึงโปรดให้ทำการสืบเสาะค้นหามารวบรวม
ไว้ได้ประมาณ ๑ ใน ๑๐ และโปรดให้ชำระกฎหมายเหล่านั้น ฉบับใด ยังเหมาะแก่กาลสมัยก็
โปรดให้คงไว้ และเป็นการแก้ไขเพื่อให้ราษฎรได้รับผลประโยชน์มากขึ้น เช่น โปรดให้แก้ไข
กฎหมายว่าด้วยการพนัน ให้อำนาจการตัดสินลงโทษขึ้นแก่ศาลแทนนายตราสิทธิขาด และยัง
ห้ามนายตรา นายบ่อนออกเงินทดรองให้ผู้เล่นเกาะกุม ผูกมัด จำจอง เร่งรัดผู้เล่น กฎหมาย
พิกัดภาษีอากรเกือบไม่มี เพราะผลประโยชน์แผ่นดินได้จากการค้าสำเภามากพอแล้ว
กฎหมายว่าด้วยการจุกช่องล้อมวง ก็ยังไม่ตราขึ้น เปิดโอกาสให้ราษฎรได้เฝ้าตามรายทาง
โดยไม่ต้องมีพนักงานตำรวจแม่นปืนคอยยิงราษฎร ซึ่งแม้แต่ชาวต่างประเทศก็ยังชื่นชมในพระ
ราชอัธยาศัยนี้ ในชั้นศาล ก็ไม่โปรดให้อรรถคดีคั่งค้าง แม้ยามศึก หากคู่ความไม่ได้เข้ากองทัพ
หรือประจำราชการต่างเมือง ก็โปรดให้ดำเนินการพิจารณาคดีไปตามปกติ ทั้งในการฟ้องร้อง
ยังโปรดให้โจทย์หาหมอความแต่งฟ้องได้เช่นเดียวกับปัจจุบันอีกด้วย วิธีพิจารณาคดีในสมัย
นั้นสะท้อนให้เห็นได้แจ่มชัด ในบทละครรามเกียรติ์ตอนท้าว มาลีวราชพิพากษาความ พระราช
นิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าตากสิ นกรุ งธนบุรี
2. ด้านเศรษฐกิจ
การค้าเจริญรุ่งเรืองทั้งของหลวงและของ
ราษฎร สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงทำนุ
บำรุงการค้าขายทางเรืออย่างเต็มที่ ทรงแต่ง
สำเภาหลวงออกไปค้าขายทางด้านตะวันออกไป
ถึงเมืองจีน ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือถึงอินเดีย
ตอนใต้ ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการค้าของหลวง
ช่วยบรรเทาภาระภาษีของราษฎรไปได้มาก
สมเด็จ พระเจ้าตากสิน ฯ ทรงส่งเสริมการนำ
สินค้าพื้นเมืองไปขายทางเรือ ซึ่งอำนวยผล
ประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่องานสร้างชาติ ทำให้
ราษฎรมีงานทำ มีรายได้ ทั้งยังฝึกให้คนไทย
เชี่ยวชาญการค้าขาย ป้องกันมิให้การค้าตกไปอยู่
ในมือต่างชาติ
2
พระราชกรณียกิจของ
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
3. ด้านการคมนาคม
ในยามว่างจากศึกสงคราม จะโปรดให้ตัดถนนและขุดคลองมากขึ้น เพื่อประโยชน์ในทาง
ค้าขาย ทรงยกเลิกความคิดแนวเก่าที่ว่าหากถนนหนทาง การคมนาคมมีมากแล้วจะเป็นการ
อำนวยความสะดวกให้ข้าศึกศัตรู และพวกก่อการจลาจล แต่กลับทรงเห็นประโยชน์ในทาง
ค้าขายมากกว่า ดังนั้นในฤดูหนาวหากว่างจากศึกสงคราม ก็จะโปรดให้ตัดถนนและขุดคลอง
จะเห็นได้จากแนวถนนเก่า ๆ ในเขตธนบุรี ซึ่งมีอยู่มากสาย ส่วนการขุดชำระคลองมักมีวัตถุ
ประสงค์เบื้องต้นเพื่อประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ เช่น คลองท่าขามจากนครศรีธรรมราชไป
ออกทะเล เป็นต้น
4. ด้านศิลปกรรม
ในสมัยนี้ แม้สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรีจะมีการงานศึกสงครามแทบจะมิได้ว่างเว้น
ก็ตาม แต่ก็ทรงหาโอกาสฟื้ นฟู และบำรุงศิลปกรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านนาฏ
ดุริยางค์ และวรรณกรรม ด้านนาฏดุริยางค์โปรดให้ฟื้ นฟูอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างบรรยากาศที่
รื่นเริงครึกครื้นเหมือนครั้งกรุงเก่านับเป็นวิธีบำรุงขวัญที่ใกล้ตัวราษฎรที่สุด พระราชทาน
โอกาสให้ประชาชนทั่วไป เปิดการสอนและออกโรงเล่นได้โดยอิสระ เครื่องแต่งกายไม่ว่าจะเป็น
เครื่องต้นเครื่องทรงก็แต่งกันได้ตามลักษณะเรื่อง แม้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเองก็คงจะทรงสน
พระทัยในกิจการด้านนี้มิใช่น้อย ด้วยมักจะโปรดให้มีละครและการละเล่นอย่างมโหฬารในงาน
สมโภชอยู่เนือง ๆ
สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี ทรงพระราช
นิพนธ์บทละครรามเกียรติ์ไว้ ๔ เล่ม คือ
เล่ม ๑ ตอนพระมงกุฎ
เล่ม ๒ ตอนหนุมานเกี้ยววานรินจนท้าวมาลีวราชมา
เล่ม ๓ ตอนท้าวมาลีวราชพิพากษา จนทศกรรฐ์เข้า
เมือง
เล่ม ๔ ตอนทศกรรฐ์ตั้งพิธีทรายกรด, พระลักษณ์
ต้องหอกกบิลพัสตร์ จนผูกผมทศกรรฐ์กับนางมณโฑ
3
พระราชกรณียกิจของ
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
5. ด้านศาสนา
โปรด ให้ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ ที่รกร้างปรักหักพังตั้งแต่ครั้งพม่าเข้าเผาผลาญ
ทำลายและกวาดต้อนทรัพย์สิน ไปพม่า แล้วโปรดให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์เข้าจำวัดต่าง ๆ
ส่วนพระไตรปิฎกยังเหลือตกค้างอยู่ที่ใด ก็โปรดให้คัดลอกสร้างเป็นฉบับหลวง แล้วส่งคืนกลับ
ไปที่เดิม เรื่องสังฆมณฑล โปรดให้ดำเนินตามธรรมเนียมการปกครองคณะสงฆ์ที่มีมาแต่ก่อน
โดยแยกเป็นฝ่ายคันถธุระและฝ่ายวิปัสสนาธุระ ฝ่ายคันถธุระดำเนินการศึกษาพระปริยัติ
ธรรมให้เจริญ ส่งเสริมการสอนภาษาบาลี เพื่อช่วยการอ่านพระไตรปิฎก ฝ่ายวิปัสนาธุระ
โปรดให้กวดขันการปฏิบัติพระธรรมวินัยเป็นขั้น ๆ ไปตามภูมิปฏิบัติส่วน ลัทธิอื่น ๆ ในชั้นต้น
สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี พระราชทานเสรีภาพในการนับถือศาสนา
6. ด้านการศึกสงคราม
พระองค์ทรงใช้เวลาในการปราบปรามชุมนุมต่าง ๆ อยู่สามปี จึงเสร็จปราบปรามได้เสร็จสิ้น
ทำให้พระราชอาณาจักรเป็นปึกแผ่น ส่วนหัวเมืองมาลายู ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา
มาแต่เดิม และได้แยกตัวเป็นอิสระเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พระองค์เห็นว่ายังไม่พร้อม
และยังไม่มีความสำคัญเร่งด่วน ที่จะไปปราบปรามจึงได้ปล่อยไปก่อน
ในการทำสงครามกับพม่าในระยะต่อมา พระองค์ได้เปลี่ยนหลักนิยมในการยึดพระนครเป็น
ที่ตั้งรับข้าศึก มาเป็นการยกกำลังไปยับยั้งข้าศึกที่ชายแดน ทำให้ประชาชนพลเมืองไม่ได้รับ
อันตรายเสียหายเดือดร้อนจากข้าศึก ในรัชสมัยของพระองค์ ได้มีการทำสงครามขยายพระราช
อาณาเขต ของกรุงศรีอยุธยาออกไปอย่างกว้างขวาง โดยได้ทำศึกสงครามกับพม่า และ
อาณาจักรอื่น ๆ รวม ๑๒ ครั้ง
ในปี พ.ศ.๒๓๒๔ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยา
มหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีห์ ยกทัพไปปราบเขมร แต่ต้องยกทัพกลับเนื่องจากทาง
กรุงธนบุรีเกิดจราจล โดยพระยาสรรค์ได้ก่อกบฏ ยกกำลังเข้ายึดกรุงธนบุรี แล้วจับสมเด็จ
พระเจ้าตากสินมหาราช ให้ไปทรงผนวชที่วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) เมื่อสมเด็จเจ้าพระยา
มหากษัตริย์ศึก ยกทัพกลับมาถึงกรุงธนบุรี ได้ปราบปรามกบฏได้สำเร็จ ราษฎรและบรรดามหา
อำมาตย์ จึงได้พร้อมใจกันอัญเชิญให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองราชย์
ตลอดรัชสมัยของพระองค์ได้ทรงทำศึกสงครามมาโดยตลอดเวลา ๑๕ ปี โดยมิได้หยุดหย่อน
ได้ขยายพระราชอาณาเขตของกรุงธนบุรีออกไป จนเกือบเท่ากับสมัยกรุงศรีอยุธยาก่อนเสีย
กรุงแก่พม่า พระองค์ได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า สมเด็จพระเจ้าตากสิน
4
พระราชกรณียกิจของพระมหา
กษัตริย์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ใน
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี
ประสูติ เมื่อวันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 ทรงพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามกุฎ บุรุษรัตนราชรวิวงศ์ วรุตม
พงศ์บริพัตร ศิริวัฒนราชกุมาร ทรงได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้าต่างกรม มีพระนามกรมว่า
กรมหมื่นพิฆเณศวรสุรสังกาศ หลังจากทรงผนวชเป็นสามเณรทรงได้รับการเฉลิมพระ
นามาภิไธยขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ กรมขุนพินิตประชานาถ ทรง
เป็นพระราชปิโยรสที่สมเด็จพระบรมชนกนาถโปรดให้เสด็จอยู่ใกล้ชิดติดพระองค์เสมอเพื่อให้มี
โอกาสแนะนำสั่งสอนวิชาการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชารัฏฐาภิบาล ราชประเพณีและ
โบราณคดี นอกจากนั้นยังทรงศึกษาภาษามคธ ภาษาอังกฤษ การยิงปืนไฟ กระบี่กระบอง มวย
ปล้ำ รวมทั้งการบังคับช้างอีกด้วย
5
พระราชกรณียกิจของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
1. ด้านการปกครอง
ทรงพยายามปรับปรุงระบบการปกครองให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการปฏิรูป
ระเบียบวิธีการปกครองให้ทันสมัยขึ้นหลายอย่าง โดยทรงเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง
ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้เหมาะสมกับยุคสมัยหลายประการ อาทิเช่น
ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาองคมนตรีเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินในปี
พ.ศ. 2417
ทรงประกาศตั้งกระทรวง 12 กระทรวง ในปี พ.ศ. 2435
ทรงยกเลิกการจัดเมืองเป็นชั้นเอก โท ตรี จัตวา เป็นการปกครองแบบเทศาภิบาลคือ
รวมหัวเมืองเข้าเป็นมณฑล
มีการตราพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ทีละมณฑลภายใต้การกำกับดูแลของข้าหลวง
เทศาภิบาลที่ส่งไปจากส่วนกลาง โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2437
โปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกระบบไพร่ ระบบทาส เพื่อปลดปล่อยประชาชนพลเมืองให้พ้นจาก
พันธะอันรัดตัวต่าง ๆ ทำให้ประชาชนทั้งชาติมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน
2. ด้านการศาล
ทรงปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลให้ทันสมัย และขจัดสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่
ไทยต้องเสียเปรียบแก่ชาวต่างชาติ โดยปรับปรุงระเบียบการศาลให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ทั่วราชอาณาจักร มีกระทรวงยุติธรรมรับผิดชอบอย่างแท้จริง โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรรมการ
ตรวจชำระและร่างกฎหมาย ได้ทรงประกาศใช้กฎหมายลักษณะอาญาซึ่งถือเป็นประมวล
กฎหมายฉบับแรกของไทย และทรงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายเพื่อผลิตนักกฎหมายให้พอแก่
ความต้องการ ทำให้การพิจารณาคดีและการลงโทษแบบเก่าหมดไป
6
พระราชกรณียกิจของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
3. ด้านการทหารและตำรวจ
โปรดเกล้าฯ ให้จัดการทหารตามแบบยุโรป และวางกำหนดการเกณฑ์คนเข้าเป็นทหาร
แทนการใช้แรงงานบังคับไพร่ตามประเพณีเดิม โดยประกาศพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร
ร.ศ. 124 เป็นครั้งแรก อีกทั้งทรงจัดตั้งโรงเรียนการทหาร คือ โรงเรียนนายร้อยพระ
จุลจอมเกล้า กับจัดตั้งตำรวจภูธร ตำรวจนครบาลเพื่อให้ดูแลบ้านเมืองและปราบปรามโจร
ผู้ร้ายโดยทั่วถึง
4. ด้านการศึกษา
ทรงขยายการศึกษาออกไปสู่ราษฎรทุกระดับ ได้พระราชทานพระตำหนักสวนกุหลาบให้
เป็นโรงเรียน และมีการตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรแห่งแรกที่วัดมหรรณพาราม โปรดเกล้าฯ
ให้จัดตั้งกรมศึ กษาธิการซึ่ งต่อมาเข้าสั งกัดกระทรวงธรรมการเพื่อบังคับบัญชาเกี่ยวกับการ
ศึกษาให้เป็นระเบียบ นอกจากนั้น ยังส่งพระราชโอรสไปทรงศึกษาในยุโรปด้วยทรงมีพระ
ราชดำริว่า ผู้จะปกครองบ้านเมืองต้องรู้จักโลกกว้างขวางจึงจะแก้ไขปัญหาได้ทันการณ์ ทั้ง
ยังเป็นสื่อเจริญพระราชไมตรีได้เป็นอย่างดี สำหรับนักเรียนทั่วไป โปรดเกล้าฯ ให้มีการสอบ
ชิงทุนเล่าเรียนหลวง “คิงสกอลาชิป” ตั้งแต่ พ.ศ. 2440 เพื่อส่งนักเรียนที่เรียนดีไปศึกษายัง
ต่างประเทศหลายรุ่น
5. ด้านการคมนาคมและการสาธารณูปโภค
โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนใหม่หลายสาย สายที่สำคัญยิ่ง คือ ถนนราชดำเนิน และยังมีถนน
สายอื่น ๆ เช่น ถนนพาหุรัด ถนนเยาวราช เป็นต้น ทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองสายต่างๆ ขึ้น
อีก เช่น คลองเปรมประชากร คลองประเวศบุรีรมย์ และนับจาก พ.ศ.2437 เป็นต้นมา ทรง
บริจาคเงินสร้างสะพานใหม่ในการเฉลิมพระชนมพรรษาทุกปี โดยชื่อของสะพานทั้งหมดเหล่า
นี้จะขึ้นต้นด้วยคำว่า “เฉลิม” นอกจากนั้น ยังโปรดเกล้าฯ ให้บริษัทรถรางไทยจัดการเดินรถ
รางขึ้นในพระนคร
ส่วนการคมนาคมกับต่างจังหวัด โปรดเกล้าฯ ให้สร้างทางรถไฟระหว่างกรุงเทพฯ กับ
นครราชสีมาเป็นสายแรก เมื่อ พ.ศ. 2433 หลังจากนั้นจึงมีการสร้างทางรถไฟไปยังภาคต่าง
ๆ อย่างต่อเนื่อง
ในด้านการสื่อสาร ได้โปรดเกล้าฯ ให้ติดตั้งเครื่องโทรเลข โทรศัพท์ ตามด้วยการรับส่ง
จดหมายอย่างเป็นระบบ และสามารถตั้งกรมไปรษณีย์โทรเลขได้ในพ.ศ.2426 นอกจากการ
นั้น สาธารณูปโภคพื้นฐานอันได้แก่ ไฟฟ้า และน้ำประปา ก็เกิดขึ้นรัชสมัยของพระองค์ท่าน
ด้วยเช่นเดียวกัน
7
พระราชกรณียกิจของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
6. ด้านเศรษฐกิจ
โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง หอรัษฎากรพิพัฒน์ ขึ้นใน พ.ศ. 2416 และยกฐานะขึ้นเป็นกระทรวง
การคลังเมื่อ พ.ศ. 2435 เพื่อทำหน้าที่เก็บภาษีอากรของแผ่นดินมารวมไว้แห่งเดียว
โปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นการกำหนดรายจ่ายมิ
ให้เกินกำลังของเงินรายได้ เพื่อรักษาดุลยภาพและความมั่นคงของฐานะการคลัง ในการ
จัดทำงบประมาณครั้งนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้แยกการเงินส่วนแผ่นดินและส่วนพระองค์ออก
จากกันอย่างเด็ดขาด และเนื่องจากการค้าขายในพระราชอาณาจักรเริ่มเจริญขึ้น จึงได้
ทรงจัดระบบเงินตราใหม่ โดยยกเลิกระบบเงินพดด้วงและหน่วยเงินแบบเดิมมาใช้หน่วย
เงินเป็นบาท สลึง สตางค์ และโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้แทน ธนบัตรแบบแรก
อย่างเป็นทางการของไทยได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2445
ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ตั้ง “บุคคลัภย์” (BookClub) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินแห่งแรก
ของชาวสยามขึ้นเป็นธนาคารในนาม “บริษัท แบงก์สยาม กัมมาจล ทุนจำกัด” เมื่อ พ.ศ.
2449 ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์อย่างเป็นทางการ นับเป็นธนาคารแห่งแรกที่ตั้งขึ้น
ด้วยเงินทุนของคนไทย ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ธนาคารไทยพาณิชย์” และยังโปรด
เกล้าฯ ให้มีการออกพันธบัตรเพื่อนำเงินมาปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐานและพัฒนา
ประเทศให้ทันสมัย
มีการขุดคลองเพื่อขยายพื้นที่นา ตั้งโรงเรียนการคลอง โรงเรียนวิชาการเพาะปลูก และ
กระทรวงเกษตราธิการ นอกจากนั้นยังมีการจัดตั้งกรมคลอง เพื่อดูแลเรื่องการ
ชลประทาน มีการออกหนังสือรับรองกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือโฉนดที่ดินซึ่งต่อมาได้มีการเดิน
สวนเดินนาออกโฉนดที่ดินไปทั่วประเทศ ทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้มีการสำรวจป่าไม้และจัดตั้ง
กรมป่าไม้ กรมโลหกิจและภูมิวิทยา และกรมช่างไหมขึ้นอีกด้วย
8
พระราชกรณียกิจของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
7. ด้านวรรณกรรม และการศาสนา
ด้านวรรณกรรมนั้น ทรงเป็นทั้งกวีและนักแต่งหนังสือที่มีความรู้ลึกซึ้ง ทรงสามารถแเต่ง
โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน บทละคร ตลอดจนร้อยแก้วต่าง ๆ ได้อย่างดียิ่ง ทรงพระราชนิพนธ์
หนังสือไว้มากมายหลายประเภททั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ประเพณี วรรณคดีและอื่น ๆ
นอกจากนั้น ยังทรงจัดตั้งหอพระสมุดสำหรับพระนครขึ้น และให้มีคณะกรรมการออกหนังสือ
ของหอพระสมุดติดต่อกันหลายเล่ม ทั้งยังมีการตราพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ขึ้นเป็นครั้งแรก
ในด้านศาสนา ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกทุกศาสนา ทรงสร้างวัดหลายแห่ง ได้แก่ วัด
ราชบพิตร ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาล ในปี พ.ศ. 2431 ทรงอาราธนาพระเถรานุเถระมาประชุม
ชำระพระไตรปิฏกและตีพิมพ์เป็นภาษาไทยพระราชทานไปยังพระอารามต่าง ๆ เรียกว่าพระ
ไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ และในปี พ.ศ. 2445 โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติลักษณะ
ปกครองคณะสงฆ์เพื่อจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ให้ดียิ่งขึ้น กำหนดให้สมเด็จพระ
สังฆราชเป็นประมุขและผู้บังคับบัญชาสูงสุดฝ่ายสงฆ์ กำหนดให้มีมหาเถรสมาคม เป็น
องค์การปกครองสูงสุดของสงฆ์ นับเป็นพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ฉบับแรกของไทย
8. ด้านการต่างประเทศ
ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จประพาสนอกพระราชอาณาจักร และ
ทรงเป็นพระมหากษัตริย์จากบูรพาทิศพระองค์แรกที่เสด็จยุโรป โดยทรงเริ่มจากการเสด็จ
เยือนประเทศใกล้เคียงก่อน เช่น มลายู ชวา อินเดีย ฯลฯ จนเมื่อ พ.ศ. 2440 จึงเสด็จถึงยุโรป
เป็นครั้งแรก ครั้งนั้น ได้เสด็จเยือนประเทศต่าง ๆ ในยุโรปรวม 15 ประเทศ ด้วยทรงมีพระราช
ประสงค์ให้ไทยเป็นที่รู้จักในสังคมยุโรป เพื่อกระชับไมตรีอันจะยังประโยชน์แก่บ้านเมือง เพื่อ
ทอดพระเนตรการบริหารประเทศในด้านต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทางการ
เมือง หลังจากนั้นได้เสด็จไปเยือนอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2450 การเสด็จไปยุโรปทั้งสองคราว
นี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเข้ากับราชสำนักยุโรปได้อย่างสง่างามยิ่ง
และก่อให้เกิดผลดีสมพระราชประสงค์ทั้งทางการทูตและการเมือง
9