คู่มือ การจัดการดิน ด ้ วยเทคโนโลย ี ช ี วภาพเพ ื ่ อผลิตพ ื ช ส าหรับนักวิชาการ (ร่าง) กองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน กรมพัฒนาทดี่ิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดท าโดย มีนาคม 2567
ค าน า
หน้า บทที่ 1 คุณภาพดินและสุขภาพดิน - อินทรียวัตถุในดิน (การเป็นประโยชน์ของฮิวมัส คีเลต) - ตัวบ่งชี้คุณภาพดิน/สุขภาพดินทางชีวภาพ (กิจกรรมเอนไซม์ในดิน) บทที่ 2 ความหลากหลายของจุลินทรีย์ดิน - ระบบนิเวศดิน - ความสัมพันธ์จุลินทรีย์กับรากพืช - จุลินทรีย์ท้องถิ่น - การจัดการดินเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ - อิทธิพลของการจัดการดินต่อความหลากหลายทางชีวภาพ บทที่ 3 จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อการเกษตร บทที่ 4 การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพ - ประเภทของปุ๋ยอินทรีย์ - ความสําคัญของปุ๋ยอินทรีย์ - การย่อยสลายและการปลดปล่อยธาตุอาหารพืชของปุ๋ยอินทรีย์ - การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ให้มีคุณภาพ - ปุ๋ยคีเลต บทที่ 5 การผลิตนํ้าหมักชีวภาพที่มีคุณภาพ - นํ้าหมักชีวภาพ คืออะไร - บทบาทของจุลินทรีย์ในกระบวนการผลิตนํ้าหมักชีวภาพ - สารเร่งจุลินทรีย์สําหรับผลิตนํ้าหมักชีวภาพ - ปัจจัยบางประการที่เกี่ยวข้องกับการย่อยสลาย ในกระบวนการหมัก บทที่ 6 การควบคุมศัตรูพืชด้วยชีววิธี - จุลินทรีย์ควบคุมโรค (ชนิด กลไก สารออกฤทธิ์) - จุลินทรีย์ควบคุมแมลง สารบัญ
หน้า บทที่ 7 สารเสริมการเจริญเติบโตที่จุลินทรีย์ผลิต (biostimulant) บทที่ 8 ปรุง หมัก บ่ม ห่ม ดิน บทที่ 9 การจัดการดินด้วยเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อผลิตพืช เศรษฐกิจ (การใช้เทคโนโลยีกรมฯ ร่วมกับ best practice) - ข้าว - มันสําปะหลัง - อ้อย - ข้าวโพด - ผัก - ทุเรียน - ปาล์ม - ยางพารา - มะม่วง และไม้ผลอื่นๆ (ส้มโอ ลิ้นจี่ เงาะ ชมพู่ มังคุด สละ มะยงชิด ฝรั่ง) - ลําไย - มะพร้าว - พืชสมุนไพร - กาแฟ สารบัญ(ต่อ)
บทที่1 คุณภาพดินและสุขภาพดิน
ความหลากหลายของจุลินทรีย์ดิน ระบบนิเวศดิน ความสัมพันธ์จุลินทรีย์กับรากพืช จุลินทรีย์ท้องถิ่นในการเป็นปุ๋ยชีวภาพ ในปัจจุบันนี้เกษตรกรได้หันมาผลิตพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการค้าและการส่งออกมากยิ่งขึ้น ซึ่งการปลูกพืช เชิงเดี่ยวในพื้นที่เดิมเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการบำรุงดินย่อมส่งผลให้ดินเสื่อมโทรม ผลผลิตลดลงต้องใช้ปุ๋ย และสารเคมีเพิ่มขึ้น การพึ่งพาปัจจัยเหล่านี้ย่อมทำให้เกษตรกรเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เนื่องจากราคาผลผลิตถูก ผูกขาดและกำหนดราคาโดยกลไกของตลาดทุน ซึ่งเกษตรกรรายย่อยไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อปัจจัยการผลิตมี ราคาแพงขึ้น ในขณะที่ปริมาณผลผลิตและราคาผลผลิตก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ย่อมทำให้เกษตรกรประสบกับภาวะ ขาดทุนและมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งสุขภาพของเกษตรกรที่เสื่อมโทรม เนื่องจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมี ทั้งนี้ การนำจุลินทรีย์ท้องถิ่นหรือจุลินทรีย์พื้นบ้านมาปรับใช้กับระบบผลิตของเกษตรกรอาจเป็นวิธีที่ดีที่สามารถช่วย แก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้ เนื่องจากเป็นเทคนิคที่สอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่นที่แตกต่างกันเพราะมีการนำ จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ภายในท้องถิ่นนั้นๆ มาทำเป็นหัวเชื้อสำหรับนำไปขยายและ ประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น สามารถปลูกพืชงอกงาม ให้ผลผลิตสูง ทำให้ธรรมชาติ เกิดความสมดุล โรคและแมลงศัตรูพืชลดลง รวมทั้งเกษตรกรก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในการผลิต ช่วยลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเกษตรกร 1. ความหมายของจุลินทรีย์ท้องถิ่น จุลินทรีย์ท้องถิ่น (Indigenous microorganisms; IMOs) หมายถึง กลุ่มของจุลินทรีย์ที่มี ประโยชน์ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีถิ่นกำเนิดในพื้นที่มีอยู่ในท้องถิ่นหรือไม่ได้นำเข้าจากพื้นที่อื่น โดยเป็นกลุ่ม ของจุลินทรีย์ซึ่งอาศัยอยู่ในดินและพื้นผิวทั้งภายในและภายนอกของสิ่งมีชีวิต ที่มีศักยภาพในการย่อยสลาย ทางชีวภาพ การตรึงไนโตรเจน การปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน ละลายฟอสเฟต และเร่งการ เจริญเติบโตของพืช (Umi Kalsom and Sariah 2006) มีความหลากหลายอยู่ในดินตามธรรมชาติโดยเฉพาะ ดินที่ไม่เคยผ่านการใช้สารเคมีหรือดินจากพื้นที่ป่าไม้ สามารถผลิตใช้ได้เองไม่ยุ่งยาก นำมาประยุกต์ใช้ได้อย่าง หลากหลายรวมทั้งสามารถพัฒนาสูตรที่เหมาะสมกับระบบการผลิตของตนเองได้อีกด้วย 2. ความเป็นมาของจุลินทรีย์ท้องถิ่น บทที่2
ดร.ฮานคิวโช พัฒนา IMOs ในปี 1960 นำมาใช้ในฟาร์มธรรมชาติและสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างดินและสุขภาพของพืช และได้เป็นแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรและเอกชนที่โดดเด่น และปฏิบัติใน 30 ประเทศ จากนั้นสถาบันเกษตรกรรมธรรมชาติ Janong ประเทศเกาหลีใต้ กำหนดสูตรและ ปรับแต่งแนวปฏิบัติและฝึกอบรมชาวนาจำนวน 18,000 คน จากประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น จีน มาเลเซีย ไทย คองโก แทนซาเนีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมองโกเลีย ต่อมา ดร. ฮุนปาร์คสังเกตเห็นฟาร์มหมูและฟาร์มสัตว์ ปีกไม่มีกลิ่นเหม็นจากการใช้งาน IMOs และนำเทคโนโลยีIMO มาสู่ฮาวาย ดร.ฮานคิวโช ได้ออกแบบและ นำเสนอเทคโนโลยีการทำฟาร์มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบใหม่ที่เรียกว่าเทคโนโลยีจุลินทรีย์ท้องถิ่นซึ่งเป็น ประโยชน์ต่อเกษตรกรในการพัฒนาเกษตรกรรมและการผลิตพืชผลอย่างยั่งยืน 3. การใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่น/งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิดเกี่ยวกับจุลินทรีย์ท้องถิ่น 1.จุลินทรีย์ดั้งเดิมในท้องถิ่น การทำเกษตรแบบธรรมชาติไม่ยอมรับการนำจุลินทรีย์จากต่างพื้นที่เข้า มาใช้ในกระบวนการ ทั้งนี้จะรวมถึงจุลินทรีย์ที่ได้จากการผลิต เพาะเลี้ยง และคัดแยกจนกลายเป็นสายพันธุ์ บริสุทธิ์ ซึ่งมีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดเนื่องจากจุลินทรีย์ดังกล่าวจะไม่แข็งแรงและไม่มีประสิทธิภาพเมื่อนำไปสู่ ธรรมชาติอีกครั้งไม่เหมือนกับจุลินทรีย์ดั้งเดิมในท้องถิ่นที่อาศัยอยู่เป็นเวลานานจนสามารถปรับตัวและมีความ ทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ 2.การใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ท้องถิ่น หนึ่งในแนวคิดการทำเกษตรธรรมชาติกล่าวว่า เมื่อความ หลากหลายทางชีวภาพของจุลินทรีย์ลดลงจะทำให้ความสามารถในการต้านทานโรคของพืชลดลงด้วย ดังนั้น การใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องจึงไม่ได้ช่วยให้ระบบนิเวศของดินดีขึ้นและพืชแข็งแรงแต่เพียงอย่างเดียว เท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันโรคพืชได้อีกด้วย 3.การเก็บรวบรวมจุลินทรีย์ท้องถิ่น เป็นเทคนิคเกษตรธรรมชาติ กล่าวว่า จุลินทรีย์ในท้องถิ่นสมารถ เก็บรวบรวมได้หลากหลายแหล่งของจุลินทรีย์ เช่น เนินเขา และภูเขา โดยใช้ข้าวนึ่งที่มีความชื้นต่ำและใบไม้ แห้งเป็นอาหารสำหรับจุลินทรีย์ และไม้ลำไผ่เป็นอุปกรณ์ในการเก็บรวบรวมในขอบเขตที่แน่นอนซึ่งจะทำให้ได้ จุลินทรีย์ที่เหมาะสมกับการนำไปใช้ในเกษตรธรรมชาติ 3.1 จุลินทรีย์ธรรมชาติ (IMOs) ในป่าไผ่ และบนใบไม้ในป่า การสังเกตถึงสิ่งมีชีวิตต่างๆที่อยู่รอบตัวเราในป่าไผ่ บนใบไม้ที่กองทับถม บริเวณหุบเขาหรือ ภูเขามักจะพบเส้นใยสีขาวของเชื้อรา จุลินทรีย์ชนิดต่างๆ มักเลือกสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง เกษตรกรในอดีตทำโรงปุ๋ยหมักโดยการสะสมดินที่มีเศษใบไม้ที่เน่าสลายปนอยู่ และพบว่าด้านล่างของเศษพืชที่ กำลังย่อยสลายนั้นอุดมไปด้วยจุลินทรีย์ท้องถิ่นในป่าไผ่จะมีจุลินทรีย์อยู่มากเนื่องจากรากไผ่จะปล่อยสารที่มี ความหวานหรือน้ำตาลที่มีหลากหลายชนิดไปเป็นอาหารของจุลินทรีย์ ดังนั้นถ้าทำการเก็บเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่น บริเวณป่าไผ่จะได้จุลินทรีย์มาก จากภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย ก็มักกล่าวถึงดินขุยไผ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก มีกิจกรรมของจุลินทรีย์มากเช่นกันโดยจะมีคำแนะนำบอกต่อๆกันว่า ถ้าต้องการให้ต้นไม้เจริญดีหรือต้นกล้า งอกงามดีต้องใช้ดินจากใต้ต้นไผ่ หรือนำดินขุยไผ่มาใช้ซึ่งภูมิปัญญาดังกล่าวได้มีผู้นำมาพัฒนาผลิตดินปลูกพืช ชนิดบรรจุถุงขายในชื่อของดินขุยไผ่ หรือในชื่อการค้าอื่นๆ แต่มักระบุส่วนผสมหลักว่าเป็นดินขุยไผ่ เป็นต้น นอกจากนี้จุลินทรีย์จะพบมากบริเวณป่าสน ป่าผลัดใบ บริเวณรากหญ้า และใต้เศษซากใบไม้ที่กำลังย่อยสลาย ดังนั้นในการทำการเกษตรแบบธรรมชาติจึงมีเทคนิคการเก็บรวบรวมและไปใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ใน ท้องถิ่นได้หลายวิธี เพื่อใช้เป็นปัจจัยการผลิตในการผลิตพืชและสัตว์ การนำจุลินทรีย์ท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์ได้โดยมีเทคนิคการเก็บรวบรวมและใช้ประโยชน์ใน การทำการเกษตรอินทรีย์ได้ โดยวิธีการดังต่อไปนี้
4. การเก็บเชื้อจุลินทรีย์ในท้องถิ่น การเก็บเชื้อจุลินทรีย์ในท้องถิ่นสามารถจะเก็บเชื้อจุลินทรีย์ได้โดยใช้วัตถุดิบได้แก่ ข้าวหุง หรือข้าว นึ่งที่มีความชื้นต่ำเป็นอาหารสำหรับล่อเชื้อจุลินทรีย์ รวมถึงการใช้ใบไม้แห้งที่ตกทับถมผุพัง และไม้ไผ่เป็น อุปกรณ์ในการเก็บเชื้อจุลินทรีย์ สามารถเก็บได้จากหลายแหล่งในพื้นที่แต่ละท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้ได้จุลินทรีย์ที่ เหมาะสมกับการนำไปใช้ทำการเกษตรธรรมชาติในแต่ละท้องถิ่น 4.1 เทคนิคการเก็บรวบรวมเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่นในป่าไผ่ การเก็บรวบรวมจุลินทรีย์จากธรรมชารินั้น สามารถเก็บได้หลายพื้นที่ เช่น ตามเขา ป่า ในกองขยะ หรือในกองฟางข้าว โดยใช้รำละเอียด เป็นอาหารสำหรับจุลินทรีย์ ซึ่งจะทำให้ได้จุลินทรีย์ที่เหมาะสมกับการ นำไปใช้ในเกษตรธรรมชาติซึ่งในที่นี้จะนำเสนอการเก็บรวบรวมเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่นในป่าไผ่ และวิธีการนำเอา จุลินทรีย์ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นวิธีที่เกษตรกรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำเกษตแบบอินทรีย์หรือ เกษตรธรรมชาติในฟาร์มได้ง่ายและสะดวกในการเก็บรวบรวมเชื้อจุลินทรีย์ การเก็บรวบรวมเชื้อจุลินทรีย์จากใบไม้ในป่าไผ่โดยใช้รำละเอียด วัสดุอุปกรณ์ 1. รำละเอียด 2 กิโลกรัม 2. กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม 3. ถังพลาสติก ขนาด 50 ลิตร 1 ใบ 4. จอบ 1 อัน 5. บัวรดน้ำ 1 อัน 6. น้ำสะอาด (ไม่ควรใช้น้ำประปา) 50 ลิตร ขั้นตอนและวิธีการเก็บรวบรวมเชื้อจุลินทรีย์ 1.สำรวจพื้นที่ บริเวณป่าไผ่ ซึ่งจะมีใบไผ่ทับถมกันอยู่ สังเกตบริเวณที่มีเส้นใยสีขาวอยู่ ซึ่งแสดงว่า บริเวณนั้นมีเชื้อจุลินทรีย์อยู่จำนวนมากบริเวณใต้ต้นไผ่ 2.ใช้จอบขุดพื้นที่ดังกล่าว กว้าง 30 เซนติเมตร ยาว 30 เซนติเมตร ลงหน้าจอบลึกประมาณ 3-5 เซนติเมตร พลิกหน้าดินส่วนนั้นขึ้น 3.โรยรำละเอียดลงให้ทั่วบริเวณ แล้วผสมรำละเอียดกับดินที่พลิกขึ้นมา 4.เทกากน้ำตาล 1 กิโลกรัม ลงในบัวรดน้ำ แล้วผสมน้ำให้ทั่วกัน รดลงรอบบริเวณ 5. เก็บใบไผ่ บริเวณใกล้เคียงนั้น ปิดทับหนาประมาณ 1 เซนติเมตร และรดด้วยน้ำผสมกากน้ำตาล หรือน้ำตาลทรายแดงอีกครั้ง 6.ทิ้งไว้ 5-7 วัน สังเกตได้ว่า ในบริเวณพื้นที่เก็บเชื้อจะพบเส้นใยสีขาวอยู่อย่างมาก 7.เก็บดินที่ผสมกับรำละเอียด สังเกตจะมีลักษณะแข็งเป็นแผ่นติดกันและมีเส้นใยสีขาวปนอยู่ 8.ขยายเชื้อจุลินทรีย์ โดยการใช้รำละเอียด ผสมลงไปกับเชื้อที่เก็บมาได้จากข้อ 7. พร้อมทั้งนำ กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายขาวผสมน้ำลดลงไปพอประมาณไม่ให้ขึ้นมากนัก ควรทำในที่ร่ม ทิ้งไว้ 5 วัน สังเกตจะมีเชื้อราสีขาวขึ้นเป็นสายใย แสดงถึงการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ สามารถเก็บหัวเชื้อแบบแห้งไว้ได้ 6 เดือน 9.การนำเอาเชื้อแห้งมาทำเป็นเชื้อน้ำเพื่อสะดวกในการใช้ในกิจกรรมต่างๆ ของฟาร์ม โดยการนำเชื้อ ขยาย 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 50 ลิตร และกากน้ำตาล 5 ลิตร หมักในถัง 5-7 วัน ควรจะคนทุกวัน เช้า-เย็น ไม่
ควรปิดฝา เพราะจุลินทรีย์ประเภที่ต้องการอากาศ (Aerobic microorganisms) จะเจริญได้ดี จากนั้นนำไปใช้ ประโยชน์ได้ และสามารถเก็บใส่ขวดไว้ใช้ได้นาน 6 เดือน 4.2 การเก็บจุลินทรีย์ท้องถิ่นจากป่า 1.นำข้าวเหนียวที่นึ่งเสร็จใหม่ๆใส่ในกล่องไม้ไผ่ผ่าตามยาว ควรใส่ข้าวหนาไม่เกิน 7 เซนติเมตรเพราะจะ ทำให้เกิดสภาพที่เหมาะสมกับจุลินทรีย์ทั้งกลุ่มที่ต้องการอากาศและกลุ่มที่ไม่ต้องการอากาศในการดำรงชีพทั้ง สองกลุ่มโดยสภาพที่อากาศจะซึมผ่านเข้าได้ไม่ถึงใจกลางกล่อง จึงทำให้จุลินทรีย์พวกที่ต้องการออกซิเจนใน การดำรงชีพไม่สามารถเจริญได้ ส่วนพวกที่ไม่ต้องการออกซิเจนในการดำรงชีพจะเจริญได้อย่างปกติใกล้ใจ กลางกล่อง ดังนั้นจึงสามารถเก็บรวบรวมจุลินทรีย์ท้องถิ่นได้ทั้งสองกลุ่ม อย่างไรก็ตามเรามักต้องการจุลินทรีย์ ที่ต้องการออกซิเจนในการดำรงชีพมากกว่า เพราะจะมีประสิทธิภาพในการทำงานในสภาพธรรมชาติดีกว่า 2.ปิดกล่องด้วยกระดาษเนื้อหยาบ (ที่อากาศสามารถผ่านเข้าออกได้) และมัดด้วยยางเพื่อให้กระดาษติด กับกล่อง 3.ฝังกล่องข้าวหรือไม้ไผ่บริเวณป่าที่อุดมสมบูรณ์ ป่าไผ่ หรือบริเวณที่มีใบไม้ผุพังเน่าสลายจากเชื้อรา ควรเลือกพื้นที่บริเวณเชิงเขา และระวังไม่ให้ใบไม้กดทับกระดาษลงไปถูกผิวหน้าของข้าวนึ่ง 4.คลุมผ้าพลาสติกทับอีกชั้น (ในฤดูฝน) เพื่อป้องกันน้ำฝนไหลซึมเข้าไปในกล่อง 5.ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 4-5 วันในการให้จุลินทรีย์ ท้องถิ่นเจริญจนเต็มผิวหน้าข้าว แต่อุณหภูมิสูงกว่านี้จะใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่านี้เมื่อจุลินทรีย์ท้องถิ่นเกิดขึ้นเต็ม ผิวหน้ากล่องให้ย้ายข้าวลงในโอ่งดิน(จะเรียกจุลินทรีย์ธรรมชาติที่ได้จากขั้นตอนนี้ว่า ไอเอ็มโอ1) 4.3 การเก็บเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่นจากตอซังข้าว น้ำเลี้ยงจากพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อการนำมาใช้เลี้ยงหรือล่อให้จุลินทรีย์ท้องถิ่นออกมาเจริญ อยู่ด้วยก็คือ น้ำเลี้ยงจากต้นข้าวดังนั้นเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวใหม่ๆจะพบว่าที่รอยแผลที่ถูกเคียวเกี่ยวใหม่ๆจะมีการ ซึมของน้ำเลี้ยงจากต้นข้าวออกมาอย่างช้าๆ น้ำเลี้ยงดังกล่าวมีประโยชน์ต่อจุลินทรีย์มาก ดังนั้นการเตรียม อุปกรณ์สำหรับดักจับเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่นมีอยู่ในธรรมชาติจึงสามารถกระทำได้โดย 1.เตรียมกล่องไม้บรรจุข้าวนึ่งที่นึ่งสุกใหม่ๆที่มีความหนาไม่เกิน 7 เซนติเมตร 2.คว่ำกล่องไม้ใส่ข้าวนึ่งบนตอซังข้าวทันทีที่เกี่ยวข้าวเสร็จ 3.คลุมทับกล่องบรรจุข้าวด้วยลวดตาข่ายเพื่อป้องกันการเข้าทำลายของหนู 4.คลุมทับอีกชั้นด้วยพลาสติกเพื่อป้องกันน้ำฝน (ฤดูฝน) 5.ทิ้งไว้ประมาณ1สัปดาห์ จุลินทรีย์ในท้องถิ่นจะเกิดขึ้นในกล่องข้าว 6.เทข้าวในกล่องลงในโอ่งดิน (เรียกจุลินทรีย์ที่ได้จากขั้นตอนนี้ว่า ไอเอ็มโอ1) จุลินทรีย์ที่เก็บรวบรวมได้จากตอซังในนาข้าวมีความแตกต่างจากจุลินทรีย์ที่เก็บรวบรวมได้จากป่าไผ่ หรือใบไม้ที่ผุพังสลายตัวจากเชื้อรา เพราะเป็นจุลินทรีย์พวกที่ไม่ต้องการออกซิเจนในการดำรงชีพในปริมาณที่ มากกว่า เช่น เชื้อ Bacillus lichenoformis ซึ่งมีบทบาทในการย่อยสลายโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต และเชื้อ Bacillus subtilis ซึ่งมีบทบาทในการย่อยสลายกากเยื่อใยที่ย่อยสลายยากของฟางข้าวและกก นอกจากนี้จุลินทรีย์ทั้งสองชนิดยังมีความสำคัญในการย่อยสลายซากอินทรีย์ชนิดอื่นๆ ด้วย 4.4 การเก็บเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่นจากใบไม้ในป่า ในป่าที่อุดมสมบูรณ์ จะพบใบไม้ที่ตกทับถมอยู่ที่โคนต้นจำนวนมาก เมื่อพลิกใบไม้ที่ทับถมกันอยู่ มักจะพบเส้นใยสีขาวของเชื้อราจำนวนมากอยู่บนใบไม้ที่กำลังเน่าเปื่อยผุพัง เชื้อรา ปละจุลินทรีย์อื่นๆ เหล่านี้ จัดเป็นจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่มีประโยชน์ต่อ เกษตรธรรมชาติ มักพบว่า จุลินทรีย์บนใบไม้ที่เก็บจากบริเวณป่าผลัด ใบจะมีมากกว่าบริเวณที่เป็นป่าดงดิบ วิธีเก็บจุลินทรีย์ท้องถิ่นเหล่านี้สามารถทำได้ ดังนี้
1.เตรียมที่อยู่ใหม่ให้จุลินทรีย์ท้องถิ่นโดยใช้น้ำหมักจากพืชสีเขียวที่เจือจางแล้ว 1,000 เท่า นำมาต้ม ให้เดือดเพื่อกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในน้ำหมัก จากนั้นทิ้งให้เย็นจนมีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิห้อง แล้วจึงเติม ข้าวสุกนึ่งใหม่จนกระทั่งน้ำหมักจากพืชสีเขียวมีความข้นและเริ่มเหนียว 2.นำใบไม้ในป่าที่เชื้อราสีขาวขึ้นปกคลุมอยู่ใหม่ๆมาเติมลงในน้ำหมักจากพืชสีเขียวในข้อ 1)คลุกให้ เข้ากันทิ้งไว้1คืน จะพบว่าเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่นในใบไม้ในป่าจะเคลื่อนย้ายลงมาอยู่ในบ้านหลังใหม่ที่ผลิตขึ้น จากน้ำหมักจากพืชสีเขียว ซึ่งจุลินทรีย์ธรรมชาติที่ได้นี้เรียกว่าไอเอ็มโอ1 4.5 การเก็บเชื้อจุลินทรีย์จากปล้องไผ่ โดยทั่วไปน้ำเลี้ยงของพืชจากท่อน้ำและท่ออาหารจะเป็นน้ำเลี้ยงที่มีประโยชน์ต่อจุลินทรัย์ทั้งสิ้นน้ำ เลี้ยงจากต้นไผ่ก็เป็นประโยชน์เช่นกันโดยเฉพาะเมื่อนำมาใช้ในการทำปัจจัยการผลิต หรือนำมาเลี้ยงหรือล่อให้ จุลินทรีย์ท้องถิ่นมาอยู่อาศัย เนื่องจากไผ่เป็นพืชที่มีน้ำเลี้ยงที่มีการสะสมของคาร์โบไฮเดรตพวกน้ำตาลอยู่เป็น จำนวนมาก วิธีเก็บเชื้อจุลินทรีย์ปล้องไผ่สามารถทำได้ดังนี้ 1.เลือกต้นไผ่ที่อยู่บริเวณตรงกลางป่าไผ่ ตัดต้นไผ่ให้สูงจากพื้นประมาณ 10 เซนติเมตรแล้วแต่ง ขอบบริเวณที่ตัดให้เอียงเข้าด้านในกระบอก 2.ใส่ข้าวนึ่งในกระบอกไม้ไผ่ให้พูนขึ้นมาเหนือรอยตัด เพื่อให้ข้าวดูดซับน้ำเลี้ยงที่รอยตัดจากปล้อง ไผ่ 3.ครอบกล่องไม้บนปากปล้องต้นไผ่ 4.คลุมกล่องด้านบนด้วยใบไผ่ 5.คลุมทับอีกชั้นด้วยพลาสติกเพื่อกันน้ำฝนซึมลงไป (ในฤดูฝน) ทับด้วยวัตถุที่หนักเพื่อป้องกันไม่ให้ พลาสติกปลิว 6.ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน จะเกิดมีสีต่างๆ (เหลือง ขาว ดำ) ของเชื้อแบคทีเรียเกิดขึ้น จากนั้นจึงให้ ตัดปล้องดังกล่าวออกมาจากกอไผ่ 7.เทข้าวในกล่องที่ได้ลงในโอ่งดิน 5. การนำจุลินทรีย์ท้องถิ่นไปใช้ประโยชน์ 1. การนำเป็นตัวเร่งทำให้กองปุ๋ยหมักให้เกิดการย่อยสลายเร็วขึ้น โดยใช้น้ำเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่น 1 ส่วน ผสมกับน้ำ 5 ส่วน รดกองปุ๋ย กลับกอง 2 วันครั้ง กองปุ๋ยหมักจะย่อยสลายภายใน 15-20 วัน ซึ่งขึ้นอยู่ กับวัสดุที่นำมาใช้ทำปุ๋ย จากนั้นทิ้งกองปุ๋ยให้เย็นลง สามารถนำไปใช้ในแปลงได้ ซึ่งปุ๋ยหมักที่ได้จะช่วยปรับปรุง โครงสร้างของดินให้ดีขึ้นทำให้ดินมีคุณสมบัติทางฟิสิกส์ดี เช่น มีความโปร่งร่วนซุย มีความสามารถในการอุ้ม น้ำและธาตุอาหารพืชได้ดี 2. ใช้ในการฉีดพ่นต้นพืชโดยตรง โดยใช้น้ำเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่น 1 ส่วน ผสมกับน้ำ 500 ส่วน สามารถ ฉีดพ่นได้ทุกวัน แล้วตามด้วยน้ำทุกครั้ง เช่น พืชผักต่างๆ 3. ใช้ในการบำบัดน้ำเสียในครัวเรือน โดยใช้น้ำเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่น ราดลงตามท่อระบายน้ำ และใน โถส้วมซึ่งจุลินทรีย์ท้องถิ่นจะช่วยในการเร่งกระบวนการย่อยสลายให้เกิดเร็วขึ้น การใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ท้องถิ่น เป็นการนำเอาแนวคิดในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ของ ชนิดเชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่ในธรรมชาติ จากผลการทดลองในการแยกเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่น การล่อเชื้อโดยใช้รำ ละเอียดล่อเชื้อบริเวณป่า ไม่พบว่ามีจุลินทรีย์ประเภทเชื้อราขาว เชื้อราสีดำ แบคทีเรียและยีสต์ ส่วนมากจะ พบประเภท Rhizopus sp. โดยจุลินทรีย์ต่างๆ เหล่านี้ เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ในฟาร์มได้ ซึ่งปัจจุบัน เกษตรกรคำนึงถึงการนำผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารพิษมาใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตรกันมากขึ้น เพื่อลดต้นทุน การผลิตและลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ขณะนี้มีการตระหนักถึงการทำการเกษตรแบบอินทรีย์ หรือเกษตร
ธรรมชาติอันเป็นแนวทางหนึ่งในการลดการใช้สารเคมีโดยหันมาใช้สารธรรมชาติหรือสิ่งมีชีวิตแทน จึงมี แนวทางในการนำจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มีมากกว่า 80 ชนิดที่สามารถย่อยสลายเศษขยะอินทรีย์ วัตถุต่างๆ ให้เป็นปุ๋ยชีวภาพได้ ซึ่งการทำปุ๋ยหมักเป็นอินทรีย์ที่มีความสำคัญต่อคุณสมบัติทางฟิสิกส์ เคมี และ ทางชีวภาพของดิน มีผลทำให้อนุภาคดินจับตัวกันเป็นก้อน อากาศถ่ายเทสะดวก การอุ้มน้ำดีขึ้น มีการดูดซับ ไอออนบวก (Cation Exchange Capacity, CEC) ได้ดี และลดการสูญเสียธาตุอาหารพืช นอกจากนั้นยังมีผล ต่อจุลินทรีย์ในดิน ดังนั้นความต้องการปุ๋ยเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติของดินจึงเพิ่มมากขึ้น (สมศักดิ์ วังใน 2538: 259) 6. การเก็บรักษาจุลินทรีย์ท้องถิ่น จุลินทรีย์ท้องถิ่นที่รวบรวมมาจากธรรมชาตินั้นเมื่อรวบรวมได้แล้วก็สามารถนำมาเก็บรักษาไว้เพื่อ นำไปบำรุงดินทำให้ดินมีชีวิต และยังสามารถนำไปเป็นหัวเชื้อสำหรับผลิตน้ำหมัดสูตรต่างๆได้โดยนำจุลินทรีย์ ท้องถิ่นที่เก็บได้ (ไอเอ็มโอ1)มาผสมกับน้ำตาล 1:1 เพื่อให้น้ำตาลเป็นอาหารของจุลินทรีย์เป็นการเพิ่มปริมาณ นอกจากนี้การเติมน้ำตาลที่เข้มข้นยังเป็นการชะลอกิจกรรมของจุลินทรีย์อีกด้วย การเก็บรักษาไอเอ็มโอ2 ทำ ได้โดยใส่ไว้ในโอ่ง ปิดฝาด้วยกระดาษที่อากาศผ่านเข้าออกได้ และเก็บโอ่งในที่ร่มปิดโอ่งดินด้วยกระดาษสา หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ และมัดด้วยยางหรือเชือกก็ได้ สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน 1 ปี การเก็บรักษาจุลินทรีย์ ท้องถิ่นควรใช้น้ำตาลทรายแดงเท่านั้น ไม่ควรใช้กากน้ำตาล เนื่องจากขั้นตอนนี้มีความสำคัญในการเก็บรักษา หัวเชื้อจุลินทรีย์ท้องถิ่นให้อยู่ในระยะเวลานานๆ การจัดการดินเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ อิทธิพลของการจัดการดินต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
จุลินทรียท์ ี่เป็นประโยชน์ต่อการเกษตร จุลินทรีย์ในดินมีหลากหลายกลุ่ม หลากหลายชนิด มีการดำเนินกิจกรรมและมีบทบาทหน้าที่แตกต่าง กันในระบบนิเวศของดิน ตามชนิดของจุลินทรีย์ และสภาพแวดล้อมที่จุลินทรีย์ชนิดนั้นๆ อาศัยอยู่ ความสัมพันธ์ทางระบบนิเวศของจุลินทรีย์ในดินบางประเภทจะเอื้ออำนวยซึ่งกันและกัน บางชนิดจะเกิดการ แข่งขันซึ่งกันและกัน บางชนิดจะปลดปล่อยสารปฏิชีวนะเพื่อจำกัดการเจริญเติบโตของอีกชนิดหนึ่ง ความสัมพันธ์ทางระบบนิเวศดังกล่าวก่อให้เกิดผลมากมายทั้งทางด้านการปรับปรุงสมบัติของดินและมีส่วนช่วย ในการเพิ่มผลผลิตพืช สามารถสรุปได้ดังนี้ (Brady and Weil, 2002; Kennedy, 2005) 1 การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน 1.1 กลุ่มจุลินทรีย์ย่อยสลายอินทรียสารเศษซากพืช เมื่อใบไม้หรือเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของพืชที่ ร่วงหล่น หรือรากพืชที่ตายแล้วจะเกิดการย่อยสลายโดยกิจกรรมจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยสลาย อินทรียสาร เช่น จุลินทรีย์ย่อยเซลลูโลส จุลินทรีย์ย่อยโปรตีน และจุลินทรีย์ย่อยอินทรีย์ฟอสฟอรัส ซึ่งมีส่วน เกี่ยวข้องกับการแปรรูปอินทรียสารเปลี่ยนจากโครงสร้างใหญ่เป็นหน่วยย่อยและปลดปล่อยธาตุอาหารต่างๆ ออกมาจากองค์ประกอบของเศษพืช เป็นการปลดปล่อยธาตุอาหารหมุนเวียนสู่ดินเพิ่มปริมาณธาตุอาหารใน ดิน ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ได้แก่ น้ำตาล กรดอะมิโน แอมโมเนียม ฟอสเฟต โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน ทองแดง สังกะสี เหล็ก มังกานีส โบรอน และโมลิบดินัม (Chang et al., 2007; FAO, 1987) โดยอาศัยกิจกรรมเอนไซม์ชนิดต่างๆ ที่จุลินทรีย์ผลิตขึ้น ซึ่งกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ต้องการเอนไซม์ที่มีความเฉพาะเจาะจงในการเข้าทำปฏิกิริยา เช่น เอนไซม์เซลลูเลสมีบทบาทสำคัญในการย่อยเซลลูโลสที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่และอยู่ในรูปที่ไม่ละลายน้ำให้ เป็นหน่วยเล็กๆ ได้แก่ กลูโคส เซลโลไบโอส และ oligosaccharides เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานในการ ขับเคลื่อนกระบวนการต่างๆ ในเซลล์ (Sylvia et al., 2005) ส่วนเอนไซม์โปรตีเอสมีบทบาททำให้เกิด กระบวนการ N mineralization และเป็นกระบวนการสำคัญในการควบคุมปริมาณไนโตรเจนให้อยู่ในรูปที่เป็น ประโยชน์กับพืชและมีผลต่อการเจริญของพืช (Stevenson, 1986) และเอนไซม์ไฟเทสจะแปรสภาพอินทรีย์ ฟอสฟอรัสในรูปของไฟทินซึ่งพบปริมาณมากที่สุดอาจพบสูงถึง 10-50 เปอร์เซ็นต์ ของอินทรีย์ฟอสฟอรัสทั้งหมด ให้เป็นอนินทรีย์ฟอสฟอรัสที่พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้ (Milko et. al., 2008) จะเห็นได้ว่ากระบวนการย่อย สลายอินทรีย์สารมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงธาตุคาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส สามารถบ่งบอกถึง ความอุดมสมบูรณ์ของดินได้จากการหมุนเวียนธาตุอาหารกลับคืนสู่ดิน จะเห็นได้ว่าพื้นที่ทำการเกษตรที่มีการ เติมวัสดุอินทรีย์ในดินจะมีกิจกรรมเอนไซม์เพิ่มขึ้นถึง 2-4 เท่า สูงกว่าพื้นที่ที่ไม่มีการใส่วัสดุอินทรีย์ นอกจากนั้นการย่อยสลายอินทรียสารยังเกี่ยวข้องกับความเสถียรของโครงสร้างดิน การเกิดอินทรียวัตถุในดิน อีกด้วย (Bandick and Dick, 1999) มีผลโดยอ้อมทำให้ความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวกเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับธาตุอาหาร (Epstein et al., 1976) จึงมักพบว่าดินที่มีอินทรียวัตถุสูงมักมี ความอุดมสมบูรณ์สูง บทที่3
ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ย่อยสลายอินทรียสารเศษซากพืช 1. ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ย่อยสลายอินทรียสารเศษซากพืชที่ผลิตโดยภาครัฐ 1.1 ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ย่อยสลายอินทรียสารเศษซากพืชของกรมพัฒนาที่ดิน สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 1.2 ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ย่อยสลายอินทรียสารเศษซากพืชของกรมวิชาการเกษตร หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ สำหรับทำปุ๋ยหมัก สามารถทำให้วัสดุที่นำมา ทำปุ๋ยหมักย่อยสลายได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งสามารถหว่านในนาข้าวเพื่อย่อยสลายฟางข้าวโดยไม่ต้องเผาตอซัง ข้าวด้วย 1.3 ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ย่อยสลายอินทรียสารเศษซากพืชของกรมการข้าว 1.2 กลุ่มจุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจนหรือเปลี่ยนรูปอนินทรียสาร เป็นจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิด กระบวนการเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืช ได้แก่ 1.2.1 การเปลี่ยนก๊าซไนโตรเจนให้อยู่ในรูปสารประกอบไนโตรเจนซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ ประโยชน์ได้ ได้แก่ กลุ่มไรโซเบียม เป็นกลุ่มแบคทีเรียที่สร้างความสัมพันธ์แบบพึ่งพา (Symbiotic association) กับถั่วชนิดต่างๆ กลุ่มไซยาโนแบคทีเรีย หรือสาหร่ายสีเขียวแกรมน้ำเงิน ซึ่งมีทั้งที่อาศัยอยู่อย่าง อิสระ และชนิดที่อาศัยแบบพึ่งพากับพืช แอคติโนไมซีส ซึ่งพบเพียงจีนัสเดียวที่ตรึงไนโตรเจนได้ คือ Frankia sp. กลุ่มแบคทีเรียร่วมอาศัยกับพืชหรือพึ่งพาแบบเทียม เป็นแบคทีเรียที่สามารถตรึง ไนโตรเจนได้อย่างอิสระในดินและสามารถเจริญอาศัยอยู่ภายในใบ ราก หรือลำต้นของพืชโดยไม่ก่อให้เกิด ความเสียหายแก่พืช กลับส่งเสริมพืชให้ได้รับไนโตรเจนที่ตรึงได้ ซึ่งอาจเรียกแบคทีเรียพวกนี้ว่า endophytic bacteria ได้แก่ อะโซสไปริลลัม อะโซอาคัส เฮอร์บาสะไปริลลัม และอะซิโตแบคเตอร์ และกลุ่มแบคทีเรีย อิสระ ดำรงชีวิตแบบอิสระในดิน ส่งเสริมความสมดุลของไนโตรเจนในระบบปลูกพืช เช่น อะโซโตแบคเตอร์ เคล็บซิเอลลา และคลอสติเดียม (ธงชัย, 2557) รา แอคติโนมัยซีส แบคทีเรีย
1.2.2 การเพิ่มความเป็นประโยชน์ของไนเตรท ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ซัลเฟต แมงกานีส เหล็ก และสังกะสี โดยกิจกรรมของจุลินทรีย์บางชนิดในดิน เช่น การเปลี่ยนรูปอนุมูลแอมโมเนียมซึ่งเป็นรูปที่ พืชดูดนำไปใช้ประโยชน์ได้ยากให้อยู่ในรูปไนไตรท์และเป็นไนเตรท ซึ่งพืชสามารถดูดไปใช้ได้ง่ายโดยกิจกรรม จุลินทรีย์พวกไนตริฟายอิงแบคทีเรีย เช่น Nitrosomonas sp. และ Nitrobactor sp. หรือการแปรสภาพของ สารอนินทรีย์โดยจุลินทรีย์บางชนิดที่สามารถผลิตกรดขึ้นมาละลายธาตุอาหารในดินให้อยู่ในรูปของฟอสเฟตที่ ละลายน้ำพืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เป็นการเพิ่มธาตุอาหารในดินให้สูงขึ้น เช่น Bacillus sp. และ Burkholderia sp. รวมทั้งการที่เชื้อราไมคอร์ไรซาเข้าอยู่อาศัยแบบพึ่งพากันในรากพืชช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวของ รากในการดูดใช้น้ำและธาตุอาหารเพิ่มขึ้น และมีกระบวนการทางเคมีในการเปลี่ยนรูปของธาตุอาหารจากรูปที่ พืชใช้ประโยชน์ไม่ได้มาอยู่ในรูปที่พืชใช้ประโยชน์ได้ดี เช่น ฟอสฟอรัสที่อยู่ในรูป tricalciumphosphate และ rock phosphate เป็นต้น (Powell and Daniel, 1978) แบคทีเรียละลายฟอสเฟต เชื้อราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา ปัจจุบันมีการวิจัย และพัฒนาการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์กลุ่มนี้ในการผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพ เพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตและผลผลิตพืชกันอย่างกว้างขวาง เช่น Karlidag et al. (2007) ศึกษาผลของการใส่ จุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจน และจุลินทรีย์ละลายฟอสเฟต พวก Bacillus sp.และ Microbacterium sp. ทั้งที่ใส่ เดี่ยวๆ หรือใช้ร่วมกัน พบว่าการใช้ร่วมกันทำให้ผลผลิตแอปเปิ้ลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การใส่หัว เชื้อจุลินทรีย์ให้กับรากทำให้น้ำหนักผลแอปเปิ้ลเพิ่มขึ้น 13.9-25.5 เปอร์เซ็นต์ต้นแอปเปิ้ลสูงขึ้น 16.4-29.6 เปอร์เซ็นต์และเส้นผ่าศูนย์กลางต้นเพิ่มขึ้น 15.9-18.4 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับแปลงควบคุม นอกจากนั้นการดูดใช้ธาตุอาหารไปสะสมที่ใบสูงขึ้นโดยใบแอปเปิ้ลมีปริมาณฟอสฟอรัส แคลเซียม โพแทสเซียม เหล็ก แมงกานีส ทองแดง และสังกะสีเพิ่มขึ้น 1.1) จุลินทรีย์ซุปเปอร์ พด.9 เพิ่มความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสในดินกรด ดิน เปรี้ยว เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ช่วยละลายฟอสฟอรัสที่ถูกตรึงในดินกรด และดินเปรี้ยว (pH ต่ำกว่า 4) ให้อยู่ในรูป ที่พืชใช้ประโยชน์ได้ ประกอบด้วยแบคทีเรีย Burkholderia sp. 2 สายพันธุ์ ไรโซเบียม อะโซโตแบคเตอร์ อะโซสไปริลลัม
1.2) จุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงบำรุง พด.11 สำหรับโสนอัฟริกัน และ ปอเทือง เป็นกลุ่ม จุลินทรีย์ที่เพิ่มมวลชีวภาพและธาตุอาหารให้กับพืชปรับปรุงบำรุงดิน โสนอัฟริกัน ปอเทือง ประกอบด้วยไร โซเบียมที่มีความเฉพาะเจาะจงมีประสิทธิภาพตรึงไนโตรเจนจากบรรยากาศ และแบคทีเรียผลิตกรดอินทรีย์ Burkholderia sp ช่วยละลายสารประกอบอนินทรีย์ฟอสเฟสให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช และจุลินทรีย์ สำหรับพืชปรับปรุงบำรุง พด.11 ถั่วพร้า ประกอบด้วยไรโซเบียมที่มีประสิทธิภาพในการตรึงไนโตรเจน และไร โซเบียมผลิตสารเสริมการเจริญเติบโต (ฮอร์โมนออกซิน) ช่วยกระตุ้นการยืดขยายของราก เพิ่มทางเข้าสู่รากถั่วของ ไรโซเบียมมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนปมรากเพิ่มขึ้นช่วยเพิ่มมวลชีวภาพและธาตุอาหารของพืชปรับปรุงบำรุงดิน (ถั่วพร้า) 1.3) ปุ๋ยชีวภาพพด. 12 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่สามารถสร้างธาตุอาหารหรือช่วยให้ธาตุ อาหารเป็นประโยชน์กับพืชเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินและสร้างฮอร์โมนส่งเสริมการเจริญเติบโตของ พืชประกอบด้วยจุลินทรีย์ 4 ประเภท ได้แก่ จุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจนที่อยู่อิสระในดิน (Azotobacter tropicalis) จุลินทรีย์ที่เพิ่มความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัส (Burkholderia unamae) จุลินทรีย์ที่เพิ่ม ความเป็นประโยชน์ของโพแทสเซียม (Bacillus subtilis) และจุลินทรีย์ที่สร้างสารกระตุ้นการเจริญเติบโตหรือ ฮอร์โมนพืช (Azotobacter chroococcum) ช่วยกระตุ้นการเจริญของรากขนอ่อนช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวราก ทำให้ มีความสามารถในการดูดน้ำและธาตุอาหารเพิ่มมากขึ้น 2) ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพของกรมวิชาการเกษตร กรมวิชาการเกษตรมีการวิจัยและพัฒนา ปุ๋ยชีวภาพตั้งแต่ปีพ. ศ. 2520 จนถึงปัจจุบันมีการผลิตผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพ และจำหน่ายให้เกษตรกรเพื่อใช้ เป็นปุ๋ยในการผลิตพืชได้ถึง 4 ชนิดคือ 2. 1) ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม มีผลิตภัณฑ์ทั้งชนิดผง และชนิดเหลว มีความ เฉพาะเจาะจงใช้กับพืชตระกูลถั่วแต่ละชนิด ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมที่ผลิตโดยกรมวิชาการเกษตร เช่น ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมสำหรับถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา ถั่วแดงหลวงถั่วเหลืองฝักสด ถั่ว แขกถั่ว เซนโตรซีมา ถั่วเซอราโต ถั่วเพอราเรีย เป็นต้น และมีการผลิตปุ๋ยชีวภาพ ไรโซเบียมสำหรับพืชถั่วไม้ยืนต้นและไม้โตเร็ว เช่น กระถินณรงค์ กระถินเทพา เป็นต้น 2.2) ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ เป็นผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ที่ประกอบด้วยแบคทีเรียบริเวณราก ที่มีชีวิตที่สามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช แบ่งเป็นปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ - วัน ใช้สำหรับการปลูกข้าวโพด และข้าวฟ่างประกอบด้วยแบคทีเรีย 3 สกุล คืออะโซโตแบคเตอร์ ไบเจอริงเคีย และอะโซสไปริลลัม ปุ๋ยชีวภาพพี จีพีอาร์ – ทู ใช้สำหรับการปลูกข้าว ประกอบด้วยแบคทีเรีย 2 สกุล คือ อะโซสไปริลลัม และบเคอเดอเรีย ปุ๋ย ชีวภาพพีจีพีอาร์ – ทรี ใช้สำหรับการปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง ประกอบด้วยแบคทีเรีย 2 สกุล คืออะโซ สไปริลลัม และกลูโคโนอะซิโตแบคเตอร์ โดยปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ 1 จำนวน 1 กรัม จะมีจำนวนเซลล์ทั้งหมด รวมกันอย่างน้อย 108 เซลล์ต่อกรัมสดของวัสดุพาหะ 2.3) ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซ่า เป็นชนิดวีเอ หรือ เอเอ็มไมโคไรซ่า มีจำนวนสปอร์มากกว่า 25 สปอร์ต่อกรัม ใช้ได้กับไม้ผลและพืชต่างๆ ได้แก่ มะม่วง ขนุน มะละกอ ทุเรียนมังคุด ลำไย มะขามหวาน ส้มโอ ลองกอง ยางพารา หน่อไม้ฝรั่ง หม่อน เป็นต้น
2.4) ปุ๋ยชีวภาพจุลินทรีย์ละลายฟอสเฟตประกอบด้วยเชื้อราสกุล Penicillium sp. 3 สายพันธุ์ มีประสิทธิภาพในการละลายหินฟอสเฟต 2. การปรับปรุงสมบัติกายภาพของดิน 2.1 กลุ่มจุลินทรีย์ผลิตสารโกลมาลิน เช่น เชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา มีบทบาทสำคัญทำให้ อนุภาคของดินเกาะกันซึ่งเกิดขึ้นได้จาก 2 กระบวนการ คือเกิดจากเส้นใยของเชื้อรา และเกิดจากสารประกอบที่ เป็นเมือก หรือสารประกอบพวกคาร์โบไฮเดรท หรือสารยึดเกาะอื่นๆ ที่จุลินทรีย์ผลิตขึ้นโดยเป็นสารเชื่อมให้ อนุภาคดินยึดเกาะรวมกันเกิดเป็นเม็ดดินได้ดีขึ้น เช่น สารโกลมาลิน ซึ่งเป็นไกลโคโปรตีนชนิดหนึ่งเกิดจากการที่ ไนโตรเจนเชื่อมต่อกับโอลีโกแซคคาร์ไรด์ สารโกมาลินมีผลโดยตรงช่วยทำให้อนุภาคดินจับตัวกันเป็นเม็ดดิน ซึ่งทำ หน้าที่เสมือนกาวที่เชื่อมเส้นใยรากับอนุภาคดิน สร้างความคงทนของเม็ดดิน ป้องกันการกร่อนของดิน ช่วย ปรับปรุงอัตราการแทรกซึมน้ำและการระบายอากาศ (Rillig et al., 2001; พักตร์เพ็ญ, 2556)อย่างไรก็ตามทั้ง 2 กระบวนการมักเกิดต่อเนื่องกันโดยเริ่มต้นจากการรวมอนุภาคดินเข้าด้วยกันเป็นเม็ดดิน ขนาดเล็ก (น้อยกว่า 250 ไมโครเมตร) ซึ่งเกิดจากอิทธิพลของเศษวัสดุอินทรีย์ แบคทีเรีย โพลีแซคคาร์ไรด์ และสารอนินทรีย์ จากหน่วย เล็กๆ เหล่านี้จะเกิดการรวมตัวกันเป็นเม็ดดินขนาดใหญ่ (มากกว่า 250 ไมโครเมตร) โดยพบว่ารากพืช และเส้นใย เชื้อราโดยเฉพาะเชื้อราอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาที่อาศัยอยู่ร่วมกับรากพืช สามารถสร้างเส้นใยออกมานอกราก ชอนไชอยู่ในหน้าดินลึกประมาณ 10-20 เซนติเมตร ช่วยทำให้ เกิดเม็ดดินขนาดใหญ่ขึ้น (Tisdall, 1994; Rillig et al., 2002) 2.2 กลุ่มจุลินทรีย์ผลิตสารเอ็กโสโพลีแซ็กคาไรด์ เช่น Aeromonas hydrophila/caviae, Bacillus insolitus, Anabaenopsis sp., Anabaena sp., และ Nostoc sp. เป็นต้น (Malam et al., 1998; Ashraf et al., 2004) มีรายงานว่าสาหร่ายสีเขียวและสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินบางสายพันธุ์สามารถผลิตสาร พอลิแซ็กคาไรด์ได้จำนวนมาก ซึ่งมีลักษณะเป็นสารเมือกเหนียวหรือคล้ายวุ้นซึ่งจะตรึงอยู่ที่ผิวหน้าดิน โดยสาร พอลิแซ็กคาไรด์ประกอบด้วยน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เช่น กลุ่มเฮกโซส (hexose) กลุ่มเพนโตส (pentose) กลุ่มดี ออกซีเฮกโซส (deoxyhexose) และกลุ่มกรดเฮกโซส (acid hexose) นอกจากนั้นสารพอลิแซ็กคาไรด์ยังมี ความเข้มของประจุสูง เช่น กรดยูโรนิคซัลเฟตหรือฟอสเฟต ไพรูวิลคีเลต ซึ่งสามารถจับยึดกับอนุภาคต่างๆ ได้ ดี (Lewin,1977; Phlips et al., 1989) การใส่สาหร่ายในดินร่วนปนทราย (sandy loam) ทำให้การจับตัวกัน เป็นเม็ดดินเพิ่มขึ้น 85 เปอร์เซ็นต์ ดินร่วน (loam) 130 เปอร์เซ็นต์ และดินร่วนปนทรายแป้ง (silty clay loam) มีการจับตัวกันของเม็ดดินเพิ่มขึ้น 160 เปอร์เซ็นต์ 2.3 กลุ่มจุลินทรีย์ผลิตเอ็นไซม์เอนไซม์เบต้ากลูโคซิเดส และเอนอะซิติล-กลูโคซามินิเดส ซึ่งส่งผล ต่อการเกิดเม็ดดินขนาดเล็ก 2-250 ไมโครเมตร (Microaggregate) มากที่สุดเมื่อเทียบกับขนาดใหญ่มากกว่า 2 มิลลิเมตร (Macroaggregte) โดยเบต้ากลูโคซิเดสมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับปริมาณคาร์บอนในดิน เนื่องจากเอนไซม์นี้สังเคราะห์ขึ้นทั้งจากแบคที เรียและเชื้ อราทำห น้าที่ย่ อยส ล าย โพลีแซคคาไรด์ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของพืช และโพลีเมอร์ของคาร์โบไฮเดรทรูปอื่นๆ ด้วย (Turner et al., 2002) ส่วนเอนไซม์เอนอะซิติล-กลูโคซามินิเดสทำหน้าที่ย่อยสลายโพลีแซคคาไรด์ไคติน (Polysaccharide chitin) ได้ N-acetylgucosamine ซึ่งเอนไซม์ชนิดนี้มีความเกี่ยวข้องกับเชื้อราอย่างมาก (Guggenberger et al., 1999)
3. การส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช 3.1 กลุ่มจุลินทรีย์สร้างสารเสริมการเจริญเติบโตของพืช จุลินทรีย์บางชนิดสามารถผลิตฮอร์โมน ออกซิน จิบเบอเรลลิน ไซโตไคนิน และกรดทริสโพริค (Trisporic acid) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกรดแอบซิสิค (Abscisic acid) รวมทั้งวิตามินที่พบ เช่น ไธอามีน ไบโอติน กรดนิโคตินิค ไรโบฟลาวิน ไพริด๊อกซิน และเมทธิลโค บาลามิน (Alexander, 1977) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นให้พืชเจริญงอกงามดีขึ้น เช่น มีผลต่อการขยายขนาดของ เซลล์ การเร่งเมล็ดให้งอก การก่อให้เนื้อเยื่อผลิตราก ช่วยการแบ่งเซลล์ของพืช ช่วยการออกดอกพัฒนาดอก และการเจริญของผลจนกระทั่งการแก่และสุก การชะลอความแก่ของใบ เพิ่มความต้านทานต่อสภาวะไม่ เหมาะสมของพืช และช่วยรักษาสมดุลของการเจริญเติบโต เป็นต้น (Russell, 1982) หรือแม้กระทั่งเมตาบอไลท์ (Metabolite) ที่จุลินทรีย์ขับออกมานับว่าเป็นธาตุอาหารที่สำคัญ เช่นนิวคลีโอไทด์ (Nucleotide) ซึ่งจำเป็นต่อ เซลล์ของสิ่งมีชีวิตทั่วไป และกรดอะมิโน ได้แก่ ซิสทีอีน (Cysteine) อาร์จินีน (Arginine) ไลซีน (Lysine) และ เมทไธโอนีน (Methionine) เป็นต้น (Brock et al., 1984) ด้วยเหตุนี้พืชที่มีจุลินทรีย์ในอาณาเขตรากพืชมากจะ เจริญงอกงามดีตัวอย่างจุลินทรีย์กลุ่มนี้ ได้แก่ อะโซโตแบคเตอร์ อะโซสไปริลลัม และบาซิลลัส เป็นต้น 3.2 กลุ่มจุลินทรีย์ผลิตสารบางชนิดในการสกัดสารจากวัสดุหมัก ได้แก่ ยีสต์ เช่น Sacchoromyces sp. และ Pichia sp. เปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ ผลิตวิตามินและฮอร์โมนในระหว่าง กระบวนการหมัก แบคทีเรียผลิตกรดแลคติก เช่น Lactobacillus sp. มีบทบาทในการถนอมอาหาร ยับยั้งการ เน่าเสียและสร้างกรดแลคติกจากน้ำตาล และจุลินทรีย์ย่อยไนโตรเจน เช่น Bacillus sp. สามารถผลิตเอ็นไซม์โป รติเอสทำหน้าที่ย่อยโปรตีนให้เล็กลงเป็นกรดอะมิโน แบคทีเรียย่อยสลายไขมัน เช่น Bacillus sp. สร้างเอ็นไซม์ไลเปสย่อยสลายไขมัน และแบคทีเรียละลายอนินทรีย์ฟอสฟอรัส เช่น Burkholderia sp. (กรมพัฒนาที่ดิน, 2558) Pichia sp. Lactobacillus sp. Bacillus sp. 4. การควบคุมศัตรูพืช 4.1 กลุ่มจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช การควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืชทางชีวภาพนับว่าเป็น ปัจจัยหนึ่งที่สามารถควบคุมหรือกำจัดจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจุลินทรีย์ปฏิปักษ์มี กลไกการควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืช เช่น สารปฏิชีวนะที่ขับออกมาจากเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด การเกิดการ แข่งขันกันระหว่างจุลินทรีย์ดินกับจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค และการที่เชื้อจุลินทรีย์ดินเป็นศัตรูกับเชื้อโรคพืช เช่น Trichoderma sp. สามารถทำลายเซลล์ของเชื้อโรคพืชและไส้เดือนฝอยได้โดยตรง นอกจากนั้นยัง สามารถทำลายสารพิษบางชนิดเช่น อะฟลาทอกซินที่เกิดจากเชื้อโรคพืช Aspergillus flavus โดยการเปลี่ยน รูปโครงสร้างทางเคมีของอะฟลาทอกซินทำให้เกิดเป็นสารประกอบใหม่ซึ่งไม่เป็นพิษต่อคนและสัตว์ (Wilson, 1988) มีรายงานพบจุลินทรีย์ที่มีความสามารถควบคุมหรือยับยั้งการเจริญตลอดจนการเข้าทำลายเส้นใยของ เชื้อราสาเหตุโรคพืชได้หลายชนิด ได้แก่ โรครากเน่า (Root rot) โรครากและโคนเน่า (Root and foot rot)
โรคเหี่ยว (Wilt) โรคโคนต้นเน่าระดับดิน (Collar rot, Stem rot และ Damping off) โรคใบไหม้ใบติด (Leaf blight) โรคต้นเน่า (Stalk rot และ Charcoal rot) เป็นต้น 4.2 กลุ่มจุลินทรีย์ควบคุมแมลงศัตรูพืช การควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยการใช้จุลินทรีย์เป็นการ ควบคุมแบบชีววิธี ซึ่งจุลินทรีย์ที่นิยมใช้ ได้แก่ เชื้อราบิวเวอเรียซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดเพลี้ยกระโดดสี น้ำตาล เพลี้ยจักจั่นต่างๆ เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน ไรแดง และแมลงหวี่ขาว หนอนห่อใบข้าว เป็นต้น เชื้อราเม็ตตา ไรเซี่ยมใช้ควบคุมด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นอ้อย แมลงนูนหลวง ด้วงแรด แมลงปีกแข็งต่างๆ เพลี้ยกระโดด และเพลี้ยแป้ง การใช้บาซิลลัสทูรินจิเอ็นซิสกำจัดหนอนศัตรูพืช เช่น หนอนกระทู้ต่างๆ หนอนใยผัก หนอน เจาะฝักและลำต้น ด้วงหมัดผัก การใช้นิวเคลียร์โพลีฮีโดรซีสไวรัสกำจัดหนอนกระทู้ผัก หนอนกระทู้หอม หนอน คืบกะหล่ำปลี และหนอนเจาะสมอฝ้าย จะเห็นได้ว่าแต่ละประเภทมีความจำเพาะในการควบคุมแมลงศัตรูพืช แตกต่างกัน จึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการเข้าทำลายและควบคุมแมลงศัตรูพืช (อรสา และคณะ, 2545) 4.3 กลุ่มจุลินทรีย์ควบคุมวัชพืช วัชพืชเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในการใช้ที่ดินเพื่อทำการเกษตร การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ในปริมาณและไม่เหมาะสมทำให้วัชพืชมีความทนทานต่อสารเคมีเพิ่มขึ้น ประกอบกับสารเคมีที่มีประสิทธิภาพ สูงในการกำจัดวัชพืชถูกห้ามให้นำมาใช้ จึงทำให้เกิดการพัฒนาวิธีการใหม่ๆ ในการควบคุมวัชพืช โดยการใช้ เชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส ในการกำจัดวัชพืช ซึ่งได้รับความสนใจมากขึ้นประเทศแทบอเมริกาเหนือ เนื่องจากช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีความจำเพาะเจาะจงกับวัชพืช ลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดเมื่อเทียบ กับการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช จุลินทรีย์ที่มีรายงาน ได้แก่ เชื้อรา Colletotrichum Phomaและ Sclerotinia sp. แบคทีเรีย ได้แก่ Xanthomonas sp. และ Pseudomonas sp. โดยควบคุมวัชพืชด้วยกลไกการก่อโรค ในวัชพืช (Harding and Raizada, 2015) นอกจากนี้กรด 5-อะมิโนลีวูลินิกที่ผลิตโดยจุลินทรีย์สามารถใช้เป็น สารกำจัดวัชพืชได้เมื่อใช้ในความเข้มข้นสูงและเหมาะสม กลุ่มจุลินทรีย์ผลิตกรด5-อะมิโนลีวูลินิก ได้แก่ จุลินทรีย์ในกลุ่ม Phototrophs เช่น สาหร่าย Agmemnellum quadruplicatum, Cyanidium caldarium แบคทีเรียสังเคราะห์แสงใช้ออกซิเจน ได้แก่ Anacystis nidulans, Anabaena variabilis แบคทีเรีย สังเคราะห์แสงไม่ใช้ออกซิเจน เช่น Rhodobacter sphaeroides, Chlorobium limicola แบคทีเรียกลุ่ม Chemotrophic กลุ่มใช้ออกซิเจน เช่น Pseudomonas riboflavin, Propionicbacterium shermanii ก ล ุ ่ ม ไ ม ่ ใ ช ้ อ อ ก ซ ิ เ จ น ไ ด ้ แ ก่ Clostridium thermoaceticum, Methanosarcina barkeri, Methanobacterium thermoautotrophicum (Tangprasittipap and Prasertsan, 2002) Bacillus subtilis Trichoderma sp.
5. การเพิ่มความต้านทานให้กับพืช กลุ่มจุลินทรีย์ผลิตสารบางชนิด และชักนำให้พืชต้านทานต่อสภาวะเครียด เช่น จุลินทรีย์ทนแล้ง ตรึงไนโตรเจน สร้างสารเสริมการเจริญเติบโต และละลายฟอสเฟต เป็นต้น โดยจุลินทรีย์ดังกล่าวตอบสนองต่อ สภาวะแล้งโดยการสร้างสารต่างๆ เช่น exopolysaccharide, stress amino acid เช่น Proline, เอนไซม์ ACC deaminase, osmolytes และ antioxidant เป็นต้น และเหนี่ยวนำยีนต่อการตอบสนอง abiotic stress ในพืช ซึ่งจะทำให้พืชทนต่อสภาวะขาดน้ำ และสามารถเจริญเติบโต และสร้างผลผลิตได้ เอนไซม์ ACC deaminase จะย่อย aminocyclopropane-1-carboxylic acid (ACC) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นกลางในการผลิต ฮอร์โมน ethylene ในพืช และสารอื่นๆ ที่ได้จากการผลิต ethylene คือ α-ketoglutarate และแอมโมเนีย เอนไซม์ดังกล่าวจะมีบทบาทต่อการเจริญของพืชภายใต้สภาวะทั้ง biotic และ abiotic stress โดยจะลดการ สร้าง ethylene เมื่อมีการสร้าง ACC deaminase ทำให้ไปย่อย ACC จึงทำให้การผลิต ethylene ลดลง (Vurukonda et al., 2015) 6. การลดสารเคมีทางการเกษตรที่ตกค้างในดิน กลุ่มจุลินทรีย์ย่อยสลายสารเคมีทางการเกษตรที่ตกค้างในดิน เนื่องจากการใช้สารเคมีในการ ควบคุมและกำจัดศัตรูพืชรวมทั้งวัชพืชในพื้นที่การเกษตรในปริมาณสูงและไม่ถูกวิธีก่อให้เกิดสารพิษตกค้างทั้ง ผลผลิตทางการเกษตร และตัวเกษตรกรผู้ใช้รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม การบำบัดสารเคมีทางการเกษตรที่ตกค้างใน ดินโดยวิธีทางชีวภาพจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยจุลินทรีย์ในธรรมชาติบางชนิดสามารถปรับตัวให้ทนต่อ สารเคมีและสามารถใช้สารเคมีที่ตกค้างเพื่อเป็นแหล่งอาหารและพลังงานได้ เช่น จุลินทรีย์ย่อยสลายอาทรา ซีน ซึ่งเป็นสารกำจัดวัชพืช ซึ่งมีทั้งเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย เช่น Pseudomonas sp. strain ADP ที่สามารถ ย่อยอาทราซีนให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับแอมโมเนีย (สุวรรณี, 2555) นอกจากนี้มีการรายงานการวิจัย แยกแบคทีเรียจากดินปลูกมันสำปะหลัง จังหวัดนครราชสีมา พบว่า Aeromonas spp. 2 สายพันธุ์ สามารถ ย่อยสลายพาราควอตได้ 24.36% และ 53.4% (Viriyawattana and Surachat, 2014) ยีสต์ Lipomyces starkeyi สามารถย่อยสลายพาราควอตในอาหารเลี้ยงเชื้อที่ปราศจากไนโตรเจนโดยสามารถใช้พาราควอตเป็น แหล่งไนโตรเจน (Robert et al., 1985)
การผลติ ปุ๋ยอินทรยี ์ที่มีคณุภาพ ปุ๋ยอินทรีย์หมายความว่าปุ๋ยที่ได้หรือทํามาจากวัสดุอินทรีย์ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีทําให้ชื้น สับ หมัก บด ร่อน สกัด หรือด้วยวิธีการอื่น และวัสดุอินทรีย์ถูกย่อยสลายสมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์แต่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยชีวภาพ (พระราชบัญญัติปุ๋ย, 2550) หรือปุ๋ยอินทรีย์ คือสารประกอบที่ได้จากสิ่งที่มีชีวิต ได้แก่ พืช สัตว์ และจุลินทรีย์ ผ่านกระบวนการผลิตทางธรรมชาติ ปุ๋ยอินทรีย์ส่วนใหญ่ใช้ในการปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน ทำให้ดิน โปร่ง ร่วนซุย ระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี รากพืชจึงชอนไชไปหาธาตุอาหารได้ง่ายขึ้น ปุ๋ยอินทรีย์ มี ปริมาณธาตุอาหารอยู่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมี และธาตุอาหารพืชส่วนใหญ่อยู่ในรูปของสารประกอบ อินทรีย์ เช่น ไนโตรเจนอยู่ในสารประกอบจำพวกโปรตีน เมื่อใส่ลงไปในดินพืชจะไม่สามารถดูดไปใช้ประโยชน์ ได้ทันที แต่ต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์ในดิน แล้วปลดปล่อยธาตุอาหารเหล่านั้นออกมาในรูป สารประกอบอินทรีย์ เช่นเดียวกันกับปุ๋ยเคมี จากนั้นพืชจึงดูดไปใช้ประโยชน์ได้ ประเภทของปุ๋ยอินทรีย์ มี 3 ประเภทคือ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และ ปุ๋ยพืชสด 1. ปุ๋ยหมัก (Compost) เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งซึ่งได้จากการนำชิ้นส่วนของพืชมาหมักในรูปของการ กองซ้อนกันบนพื้นดินหรืออยุ่ในหลุ่ม เศษชิ้นส่วนของพืชที่นำมาหมักนั้นต้องผ่านกระบวนการย่อยสลายจน แปรสภาพไปจากรูปเดิม โดยกิจกรรมจุลินทรีย์จนกระทั้งได้สารอินทรียวัตถุที่มีความคงทน ไม่มีกลิ่น มีสีน้ำตาล ปนดำและมีอัตราส่วนของสารประกอบคาร์บอนต่อไนโตรเจนต่ำ เมื่อกระบวนการย่อยสลายเศษพืชและวัสดุ เสร็จสมบูรณ์จะได้ปุ๋ยหมักสำหรับใช้ในการปรับปรุงและบำรุงดิน 2. ปุ๋ยคอก (Animal manure) เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากมูลสัตว์ต่างๆ ได้แก่ มูลวัว มูลไก่ มูล สุกร มูลโค มูลค้างคาว เป็นต้น ซึ่งมีการนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรอย่างแพร่หลาย ปุ๋ยคอกมีอินทรียวัตถุ ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรองที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสม ต่อการเจริญเติบโตของพืช 3. ปุ๋ยพืชสด (Green manure) เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการตัดสับหรือไถกลบลงไปในดินในขณะที่พืช ยังเขียวสดอยู่ในช่วงระยะที่พืชออกดอก เพื่อใช้ในการปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยพืชปุ๋ยสดที่ นิยมใช้ คือ พืชตระกูลถั่ว ซึ่งมีแบคทีเรียไรโซเบียมที่อาศัยอยู่ในปมของรากและลำต้นของพืชตระกูลถั่วจะช่วย ตรึงไนโตรเจนจากบรรยากาศเปลี่ยนเป็นแอมโมเนียสะสมในพืชตระกูลถั่ว จึงทำให้พืชตระกูลถั่วมีไนโตรเจนสูง เมื่อไถกลบลงไปในดินและย่อยสลายแล้วจะช่วยในการเพิ่มไนโตรเจนและอินทรียวัตถุในดิน (กอง เทคโนโลยีชีวภาพทางดิน, 2558) จากรายงานของโสฬส, (2559) กล่าวถึงความสำคัญ การย่อยสลายและการปลดปล่อยธาตุอาหารพืช ของปุ๋ยอินทรีย์ในดิน ดังนี้ บทที่4
ความสําคัญของปุ๋ยอินทรีย์ 1. ปุ๋ยอินทรีย์เป็นแหล่งอินทรียวัตถุ ซึ่งมีความสําคัญต่อการปรับปรุงบํารุงดิน 2. ปุ๋ยอินทรีย์เป็นแหล่งธาตุอาหาร ได้แก่ ธาตุหลัก ธาตุอาหารรอง และจุลธาตุค่อนข้างครบถ้วนที่พืช ใช้ในการเจริญเติบโต แม้แต่ละธาตุจะมีปริมาณที่น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมี แต่ธาตุอาหารส่วนมาก ปลดปล่อยออกมาอย่างช้าๆ เพราะธาตุอาหารบางส่วนเป็นองค์ประกอบของสารอินทรีย์และบางส่วนอยู่ใน รูปคีเลต จึงมีการสูญเสียเนื่องจากการชะล้างน้อย (ธงชัย, 2546) 3. ปุ๋ยอินทรีย์ต่อสมบัติทางเคมีของดิน ปุ๋ยอินทรีย์มีปริมาณเกลือที่ละลายน้ำได้ต่ำและสลายตัวให้ ฮิวมัสซึ่งมีความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวกสูง จึงปรากฏต่อสมบัติทางเคมีของดินในลักษณะเอื้ออํานวยต่อ การเจริญเติบโตของพืช ดีขึ้น เนื่องจากในปุ๋ยมีอินทรีย์สารที่มีตําแหน่งของการแลกเปลี่ยนประจุบวกและลบใน ปริมาณสูงมาก ทําให้ดินมีความสามารถดูดซับธาตุอาหารพืชได้สูง ซึ่งช่วยลดการสูญเสียธาตุอาหารพืช และพืช สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะดินทราย นอกจากนี้ช่วยควบคุมความเป็นกรดเป็นด่าง ของดินไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลันและให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช ในบางกรณีปุ๋ยอินทรีย์ บางชนิดอาจมีปริมาณธาตุอาหารบางธาตุสูงมากและอัตราส่วนระหว่าง คาร์บอนกับไนโตรเจนแคบจึงสลายตัว ง่าย ซึ่งจะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีอย่างฉับพลัน ในลักษณะ เช่นนี้จะทําให้เกิดอันตรายต่อพืช โดย ความร้อนที่เกิดจากการสลายตัวอย่างรวดเร็ว และสําหรับปุ๋ยอินทรีย์ที่ มีอัตราส่วนระหว่างคาร์บอนกับ ไนโตรเจนกว้าง เมื่อใส่ลงในดินจะทําให้เกิดการขาดธาตุไนโตรเจนอย่างรุนแรงในระหว่างการสลายตัว ปุ๋ย อินทรีย์จากซากพืชบางอย่างอาจมีแทนนินและสารอื่นๆ เป็นองค์ประกอบค่อนข้างสูง อาจเป็นพิษกับพืชได้ถ้า ปุ๋ยนั้นยังสลายตัวไม่สมบูรณ์ดังนั้นควรให้ปุ๋ยอินทรีย์มีการสลายตัวอย่างสมบูรณ์ก่อนนําไปใช้ อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปจะไม่พบว่าผลตกค้างจากปุ๋ยอินทรีย์มีผลเสียต่อการเจริญเติบโตของพืช (คณาจารย์ภาควิชา ปฐพีวิทยา, 2541) 4. ปุ๋ยอินทรีย์ต่อสมบัติทางกายภาพของดิน เนื่องจากอินทรีย์สารในปุ๋ยอินทรีย์มีความสามารถในการ อุ้มน้ำสูงและมีแรงยึดเหนียวระหว่างอนุภาคที่พอเหมาะ จึงปรากฏว่าเมื่อใส่ลงในดินจะทําให้ดินอุ้มน้ำดีขึ้นและ ปริมาณความชื้นที่เป็นประโยชน์ต่อพืชสูงขึ้น ทําให้ดินที่มีอนุภาคหยาบเกาะตัวกันดีขึ้น ส่วนดินเหนียวจะร่วน ขึ้น มีการระบายน้ำและอากาศดีขึ้น ความหนาแน่นลดลง ไม่แข็งเมื่อแห้ง และไม่จับติดเครื่องมือไถพรวนเมื่อมี ความชื้นสูง อย่างไรก็ดีผลของปุ๋ยอินทรีย์ต่อสมบัติทางกายภาพของดินจะไม่เป็นผลที่ยั่งยืนถาวร ขึ้นอยู่กับ ปริมาณและชนิดของปุ๋ยที่ใช้ ความถี่ในการใส่และอัตราการสลายตัวขององค์ประกอบของปุ๋ยอินทรีย์เช่น พวก ที่มีองค์ประกอบของ humic type อยู่สูงจะช่วยรักษาสภาพทางกายภาพของดินให้ดีอยู่ได้นาน ซึ่งพวกนี้มัก ได้มาจากสารที่มีaromatic compound เป็นองค์ประกอบอยู่เป็นจํานวนมาก แต่อินทรีย์สารบางแหล่ง เช่น ใบของพวก mints (กระเพรา สะระแหน่) พวกสนและยูคาลิปตัส มีสารประกอบประเภทไขมันและ สารประกอบ nonpolar hydrophobic อื่นๆ อยู่มาก ถ้านํามาทําปุ๋ยอินทรีย์และย่อยสลายไม่สมบูรณ์ เมื่อ นําไปใช้อาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตของพืช เพราะสารที่อยู่ในอินทรีย์สารเหล่านี้ค่อนข้างคงทนจึงมิได้ถูก ย่อยสลายได้ง่าย เมื่อดินได้รับแสงแดด อุณหภูมิสูงขึ้น สารเหล่านี้จะหลอมตัวเคลือบอนุภาคของดินบางส่วนไว้ ทําให้อนุภาคของดินเหล่านั้นไม่เปียกน้ำโดยง่ายและไม่อุ้มน้ำซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตและการให้ผล ผลิตของพืชได้ อย่างไรก็ตามผลเสียที่เกิดขึ้นในระยะเวลาไม่นาน เมื่อสารเหล่านี้ถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ ทํา ให้สมบัติของดินกลับคืนมาเป็นปกติ (คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา, 2541)
5. ปุ๋ยอินทรีย์ต่อสมบัติทางชีวภาพของดิน สารอินทรีย์ในปุ๋ยอินทรีย์นั้นอยู่ในระหว่างขั้นตอนของการ สลายตัว จึงยังมีสารให้พลังงานเหลืออยู่เป็นจํานวนมาก ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและพลังงานของสิ่งมีชีวิตในดิน เมื่อใส่ลงในดินจุลินทรีย์จะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เชื้อราต่างๆ จะแทงกระจุกใยรา (mycelium) ลงใน ดินอย่างหนาแน่น สัตว์เล็กๆ จะมาใช้เป็นอาหารและไชชอนไปรอบบริเวณ ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ของจุลินทรีย์ เหล่านี้ล้วนมีผลโดยตรง และโดยทางอ้อมต่อสมบัติทางเคมีและกายภาพของดิน ทําให้เกิดการหมุนเวียนของ ธาตุอาหารในรูปต่างๆ ถ่ายทอดและถายเทจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จึงเท่ากับเป็นการรักษาธาตุ อาหารในรูปต่างๆ ไว้ไม่ให้สูญหายในเวลาอันสั้น และการปรากฏตัวและเพิ่มปริมาณของไส้เดือนและสัตว์เล็ก อื่นๆ ภายหลังใส่ปุ๋ยอินทรีย์ย่อมเป็นสัญลักษณ์ที่บงบอกให้ทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ของดินในระดับสูงขึ้น (คณาจารยภาควิชาปฐพีวิทยา, 2541) การย่อยสลายและการปลดปล่อยธาตุอาหารพืชของปุ๋ยอินทรีย์ เมื่อใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงในดิน ได้รับความชื้นและสภาวะที่เหมาะสม เช่น อุณหภูมิ การระบายอากาศ และ ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน สารต่างๆ ที่ละลายได้ในปุ๋ยจะถูกปลดปล่อยออกมาและถูกดูดกินโดยจุลินทรีย์ ในขณะเดียวกันอินทรีย์สารที่มีโมเลกุลขนาดเล็กและง่ายต่อการเข้าทําลาย จะถูกย่อยสลาย โดยoheย่อยของ จุลินทรีย์อย่างรวดเร็ว ส่วนสารที่มีลักษณะโมเลกุลค่อนข้างซับซ้อนก็จะถูกย่อยสลายอย่างช้าๆ และบางส่วน ของโมเลกุลที่ถูกย่อยสลายไปบ้างแล้ว แต่ยังมีลักษณะ aromatic ring ที่ซับซ้อนอยู่อาจรวมตัวกับประจุต่างๆ เกิดเป็นสารฮิวมัส ซึ่งเป็นองค์ประกอบอันสําคัญของอินทรียวัตถุในดิน ซึ่งคงทนต่อการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ มากขึ้น เนื่องจากมักจะเข้าทําปฏิกิริยากับอนุภาคดินเหนียวเกิดเป็น humus – clay complex ส่วน สารประกอบอินทรีย์พวก aliphatic หรือ straight chain นั้น ส่วนใหญ่จะค่อยๆ ถูกย่อยสลายกลายเป็น คาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่บรรยากาศ โดยในขณะที่อินทรีย์สารในปุ๋ยอินทรีย์กําลังถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ดิน นั้น สารประกอบอินทรีย์ในรูปต่างๆ ของไนโตรเจนและฟอสฟอรัสจะเปลี่ยนแปลงย่อยสลายไปตามลําดับ และ ในที่สุดจะไปเป็นสารอนินทรีย์ ซึ่งมีธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและ กํามะถัน เช่น แอมโมเนียมไอออน (NH4 + ) ไนเตรทไอออน (NO3 - ) ซัลเฟตไอออน (SO4 2- ) และฟอสเฟต ไอออน 2 รูป คือ HPO4 2- และ H2PO4 - ซึ่งจุลินทรีย์และรากพืชดูดไปใช้ได้ ส่วนธาตุโพแทสเซียมในปุ๋ยอินทรีย์มักอยู่ในรูปไอออนที่ละลายน้ำ ได้ดีจะเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ทันที ส่วนธาตุโพแทสเซียมในปุ๋ยอินทรีย์ที่มีอยู่ในเนื้อเยื่อพืชและสัตว์จะค่อยๆ ถูกปลดปล่อยออกมาลักษณะที่คล้ายคลึงกัน อย่างไรก็ตามการปลดปล่อยธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์เมื่อ เปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมีแล้วจะเป็นอัตราที่ช้าและสม่ำเสมอมากกว่า จึงทําให้ปุ๋ยมีประสิทธิภาพสูงและพืช ตอบสนองได้ดีและไม่ค่อยเกิดที่เป็นพิษต่อพืช แต่เมื่อเทียบการใช้ต่อหน่วยมีปริมาณธาตุอาหารหลักน้อยกว่า ปุ๋ยเคมี (คณาจารย์ภาควิชาปฐพีวิทยา, 2541; ยงยุทธและคณะ, 2551) การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ให้มีคุณภาพ ปุ๋ยคีเลต เป็นปุ๋ยที่มีจุลธาตุหรือธาตุอาหารเสริมพวกโลหะได้แก่ เหล็ก ทองแดง แมงกานีส สังกะสี และนิกเกิล ผลิตโดยใช้สารคีเลต 2 แบบ คือ สารคีเลตสังเคราะห์ และสารคีเลตธรรมชาติ องค์ประกอบของปุ๋ยคีเลตมี 2 ส่วนคือ ไอออนของโลหะ ซึ่งเป็นธาตุอาหาร กับสารคีเลต สำหรับสารคีเลต คือ โมเลกุลซึ่งมีอะตอมขอธาตุที่ สร้างพันธะเคมีกับไอออนของโลหะได้หลายจุด เมื่อเกิดพันธะเคมีกับทุกอะตอมที่เหมาะสมแล้ว โมเลกุลของ
สารคีเลตก็โค้งโอบไอออนของโลหะนั้นไว้ สารที่เป็นผลของปฏิกิริยาเรียกว่า โลหะคีเลต เนื่องจากโลหะที่อยู่ใน โครงสร้างเป็นธาตุอาหาร จึงเรียกว่า “ปุ๋ยคีเลต” (ยงยุทธ, 2564) คีเลต คือสารที่สามารถจับกับแร่ธาตุประจุบวก ได้แก่ เหล็ก สังกะสี ทองแดง โคบอลต์ แมงกานีส ปกติแล้ว พวกจุลธาตุนี้ที่เป็นประจุบวก มักจะตกตะกอนได้ง่ายเมื่อ pH สูงขึ้น แต่สารคีเลตจะหุ้มจุลธาตุเหล่านี้ไว้ไม่ให้ ประจุลบจากสิ่งรอบข้างอื่น ๆ เข้ามาทำปฏิกิริยาได้ และทำให้ไม่เกิดการตกตะกอนได้ง่าย จึงเป็นประโยชน์ต่อ พืชได้มากขึ้น คีเลตที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ละลายน้ำได้ดี พืชจึงสามารถดูดซึมผ่านรากและใบได้ดียิ่งขึ้น ประเภทของปุ๋ยคีเลต 1. ปุ๋ยจากสารคีเลตธรรมชาติ สารอินทรีย์จากธรรมชาติที่ใช้เป็นสารคีเลตเพื่อผลิตปุ๋ยได้แก่ กรดอะมิโน และสารประกอบ เชิงซ้อน เช่น กรดฮิวมิก และกระฟิโนลิก 1) กรดอะมิโน กรดอะมิโนที่เป็นสารคีเลตได้แก่ ไกลซีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่มีโมเลกุลเล็ก ที่สุด การสังเคราะห์ใช้ไกลซีน 2 โมเลกุลกับเหล็กไอออน จำนวน 1 ไอออน คีเลตที่ได้มี 2 ลักษณะคือ (1) เหล็กอยู่ตรงกลางขนาบด้วยกรดอะมิโน 2 โมเลกุล และ (2) มีพันธะที่ธาตุไนโตรเจนและออกซิเจนในโมเลกุล ของกรดอะมิโนจับเหล็กไว้ทั้งหมด 4 จุด คือ พันธะระหว่างไนโตรเจนกับเหล็ก 2 จุด และพันธะระหว่าง ออกซิเจนกับเหล็ก 2 จุด 2) สารฮิวมิก สารฮิวมิกเป็นสารอินทรีย์โมเลกุลใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยสารอินทรีย์โมเลกุลเล็ก หลายชนิดมาประกอบกัน จึงมีโครงสร้างของโมเลกุลที่สลับซับซ้อน สารฮิวมิกแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ ฮิวมิน กรดฮิวมิก และกรดฟุลวิก โครงสร้างของกรดฮิวมิกมีหมู่ทำหน้าที่หลายแบบ เช่น หมุ่คาร์บอกซิล (-COOH) และหมู่ไฮดรอกซิล (-OH) ในบางส่วนของโมเลกุลมีหมู่เหล่านี้เรียงกันในตำแหน่งเหมาะสม ก็สามารถจับกับ ไอออนของโลหะเป็นคีเลตได้ 3) สารประกอบเชิงซ้อนบางชนิด โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการสังเคราะห์สารอินทรีย์บาง ชนิดที่ต้องการ จากสารตั้งต้นและเอนไซม์ที่กำหนดภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อให้สารที่ได้ทำหน้าที่ เป้นสารคีเลต แล้วใส่เกลือของาตุอาหารเสริมลงไปทำปฏิกิริยาก็จพได้คีเลตตามชนิดและความเข้มข้นของาตุที่ ต้องการ ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยคีเลตประเภทนี้จึงมีสารคีเลตหลายรูปแบบและธาตุอาหารเริมหลายธาตุ ขึ้นอนู่กับชนิด ของาตุที่ใช้ในการทำปฏิกิริยา 2. ปุ๋ยจากสารคีเลตสังเคราะห์ สารคีเลตสังเคราะห์ที่ใช้ผลิตปุ๋ยคีเลตมี 5 ชนิด ได้แก่ EDTA DTPA HEDTA NTA และ EDDHA ปุ๋ยธาตุอาหารเสริมที่ผลิตและใช้กันมี 4 ธาตุ คือ เหล็ก ทองแดง แมงกานีส และสังกะสี EDTA ย่อมาจาก ethylenediamine tetraacetic acid DTPA ย่อมาจาก diethylenediamine pentaacetic acid HEDTA ย่อมาจาก hydoxyethylene diamineteraacetic acid EDDHA ย่อมาจาก ethylenediamine di hydroxy phenylacetic acid CDTA ย่อมาจาก cyclohexanediamine tetraacetic acid
การใช้ประโยชน์ ปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์ปุ๋ยคีเลต 2 วิธีคือ การฉีดพ่นทางใบและการใช้ในการปลุกพืชด้วยสารละลาย ธาตุอาหารหรือไฮโดโพนิก การใช้ปุ๋ยคีเลตทางใบให้มีประสิทธิภาพด้วยปฏิบัติดังนี้ 1. สมบัติของปุ๋ย ควรมีลักษณะสำคัญ คือ ละลายน้ำง่าย โมเลกุลมีเสถียรภาพดีพอไม่ยอมให้ แคตไอออนอื่นเข้าแทนที่และไม่ทำปฏิกิริยากับฟอสเฟตไอออนระหว่างการเตรียมสารละลายสำหรับฉีดพ่น และสารคีเลตสลายได้ในเซลล์พืช 2. ความเป็นกรดเป็นด่างของสารละลายปุ๋ย ปุ๋ยคีเลตที่ผลิตจากสารคีเลตต่างชนิดมี เสถียรภาพหรือความคงรูปได้ดีช่วงความเป็นกรดเป็นด่างของสารละลายที่ต่างกัน ดังนั้นควรปรับความเป็น กรดเป็นด่างของน้ำที่ใช้ในการละลายปุ๋ยคีเลตให้เหมาะสมกับชนิดปุ๋ยคีเลตที่ใช้ 3. ใช้ให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ 4. ความเข้มข้นของธาตุอาหารสารละลายปุ๋ย ระยะการเจริญเติบโตของพืช และจำนวนครั้งที่ ฉีดพ่นในแต่ละพืชที่เหมาะสมเพื่อให้การฉีดพ่นได้ผลดี 5. ใส่สารเสริมฤทธิ์ในสารละลายปุ๋ย ที่มีสมบัติเป็นสารจับผิวใบ และลดแรงตึงผิว ของน้ำลง ในสารละลายปุ๋ย จะช่วยให้ปุ๋ยผ่านคิวติเคิลที่เคลือบผิวใบได้ง่าย 6. สภาพแวดล้อมขณะฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ สภาพแวดล้อมที่ทำให้สารละลายปุ๋ยบนผิวใบแห้งช้า คือ อุณหภูมิต่ำและความชื้นสัมพัทธ์สูง ดังนั้นควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบในช่วงเช้าหรือเย็น
การผลติน ้าหมักชวีภาพที่มคีุณภาพ น้ำหมักชีวภาพ คืออะไร น้ำหมักชีวภาพ เป็นของเหลวที่ได้จากการหมักวัสดุอินทรีย์ เช่น พืช สัตว์ ที่มีลักษณะสดหรืออวบน้ำ โดยอาศัยกิจกรรมของจุลินทรีย์ในสภาพที่ไม่ต้องการ อากาศช่วยย่อยสลายวัสดุอินทรีย์และได้ผลิตภัณฑ์หลาย ชนิด ได้แก่ กรดอินทรีย์ ฮอร์โมน หรือสารเร่งการเจริญเติบโตของพืช (ออกซินจิบเบอร์เรลลินและไซใต ไคนิน) วิตามิน กรดอะมิโน กรดฮิวมิก และธาตุอาหารพืช ซึ่งสามารถนำไปใช้ ประโยชน์ต่อการเกษตรได้อย่างเห็นผล และมีประสิทธิภาพ บทบาทของจุลินทรีย์ในกระบวนการผลิตน้ำหมักชีวภาพ กลุ่มจุลินทรีย์สำคัญที่เกี่ยวข้องในการดำเนินกิจกรรมการย่อยสลายเพื่อผลิตน้ำหมักชีวภาพ 1. กลุ่มยีสต์ (Yeasts) ยีสต์มีรูปร่างกลมหรือรี มีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัย เพศโดยการแตกหน่อ (budding) จัดอยู่ใน Family Saccharomycetaceae เมื่ออายุ น้อยมีรูปร่างกลม แต่เมื่ออายุมากจะมีขนาด รูปร่างรียาว ในกระบวนการหมักยีสต์ จะมีการสร้าง ascospores แบบอาศัยเพศอยู่ใน asci ได้แก่ ยีสต์สกุล Sacchoromyces sp. และ Candida sp. และใช้น้ำตาลเป็นแหล่งอาหาร ยีสต์จะ ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลให้ เป็นแอลกอฮอล์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (หลังจาก การหมัก 1-2 วัน จะได้กลิ่นแอลกอฮอล์) และเกิด ผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นออกมาใน ปริมาณเล็กน้อย ได้แก่ glycerol, acetic acid, organic acids, amino acids, purines, pyrimidines และ alcohol นอกจากนี้ยีสต์จะผลิตวิตามินและฮอร์โมน ในระหว่างกระบวนการหมักด้วย ในกระบวนการหมักนั้นจะมีค่าความเป็นกรดเป็น ด่างต่ำมาก แต่ยีสต์ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่เป็นกรดสูง pH ระหว่าง 4.0- ปุ๋ยอินทรีย์น้ำด้วย เกิดขึ้นจากกระบวนการ หมักเป็นปัจจัยหนึ่งที่ควบคุมคุณภาพของ 6.5 2. กลุ่มแบคทีเรียผลิตกรดแลคติก (Lactic acid bacteria) เป็นแบคทีเรีย แกรมบวก ไม่สร้างสปอร์ (endospore) รูปร่างของเซลล์มีลักษณะเป็นท่อน จัดอยู่ใน Family Lactobacillaceae มีการเจริญเติบโตได้ ดีในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน ได้แก่ แบคทีเรียในสกุล Lactobacillus sp. และใช้น้ำตาลเป็นแหล่งอาหารและ พลังงาน โดยทั่วไปแล้วแบคทีเรียที่ผลิตกรดแลคติกจะมีอยู่ในสภาพธรรมชาติ เช่น ในพืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์นม กรดแลคติกมีบทบาทในการถนอมอาหารหลาย ชนิด เช่น ผักดองต่างๆ และผลิตภัณฑ์นม พวกทำเนยแข็ง จุลินทรีย์ดังกล่าวมีความ สามารถทนทานต่อสภาพความเป็นกรดสูง pH อยู่ในช่วงระหว่าง 2.0-3.5 ซึ่งสภาวะ ความเป็นกรดสูงนี้จะมีผลกระทบต่อการยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์หรือกำจัดกลุ่ม จุลินทรีย์ ที่ก่อให้เกิดการเน่าเสียของอาหาร ปฏิกิริยาโดยสรุปของการสร้างกรด แลคติกจากน้ำตาล 3. กลุ่มจุลินทรีย์ย่อยสลายอินทรีย์ในโตรเจน จุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับการ แปรสภาพอินทรีย์ในโตรเจน ให้เป็นอนินทรีย์ในโตรเจนประกอบด้วย แบคทีเรีย รา และแอคติโนมัยชีส ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการ บทที่5
ดังกล่าวนี้ส่วนใหญ่ จะได้ แอมโมเนีย จึงเรียกกลุ่มจุลินทรีย์เหล่านี้ว่า ammonifiers กลุ่มแบคทีเรียในสกุล Bacillus sp. สามารถผลิต extracellular enzyme ออกมาภายนอกเซลล์เรียกว่า proteolytic enzyme (protease) ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนให้มีขนาดโมเลกุลเล็กลงเป็น กรดอะมิโน สารเร่งจุลินทรีย์สำหรับผลิตน้ำหมักชีวภาพ กรมพัฒนาที่ดินได้ศึกษาวิจัยการคัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ ผลิตน้ำหมัก ชีวภาพ เรียกว่า สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 และเพื่อตอบสนองความต้องการ ของเกษตรกรในการผลิตน้ำหมัก ชีวภาพจากวัสดุได้หลากหลายและเพิ่มประสิทธิภาพ ในการละลายธาตุอาหาร เช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม จาก วัสดุหมักที่เป็นก้างหรือกระดูกสูตร เปลือกหอย เศษกุ้ง เป็นต้น แบคทีเรียผลิตกรดแลคติก Lactobacillus sp. แบคทีเรียย่อยสลายโปรตีน Bacillus sp. แบคทีเรียย่อยสลายไขมัน Bacillus sp. แบคทีเรียละลายอนินทรียฟอสฟอรัส Burkholderia sp. ปัจจัยบางประการที่เกี่ยวข้องกับการย่อยสลาย ในกระบวนการหมัก ระยะเวลาการหมักวัสดุเหลือใช้ลักษณะสดในสภาพที่เป็นของเหลวนั้น จะขึ้นอยู่กับปัจจัยของสภาพแวดล้อม และปัจจัยของวัสดุลักษณะสดที่ใช้ในการ หมักด้วย ดังนั้นปัจจัยบางประการจะบ่งบอกถึงประสิทธิภาพอัตรา การย่อยสลาย วัสดุหมักลักษณะสด มีดังนี้คือ 1. ชนิดและองค์ประกอบของวัสดุหมัก วัสดุจากเศษปลาจะย่อยยาก กว่าวัสดุผักและผลไม้เนื่องจาก ปลามีองค์ประกอบของโปรตีนและส่วนของกระดูก ปลาซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายนานขึ้น ในขณะที่ วัสดุหมักที่เป็นเศษพืช จะใช้ ระยะเวลาในการหมักสั้นกว่าเนื่องจากองค์ประกอบของวัสดุหมักจากผักและ ผลไม้ มีปริมาณเซลลูโลสต่ำ แต่จะมีแร่ธาตุที่อยู่ในรูปเป็นประโยชน์มากกว่า นอกจากนี้ใน วัสดุผักหรือผลไม้จะ มีองค์ประกอบของน้ำตาลอยู่มากกว่าวัสดุประเภทเนื้อสัตว์ สารประกอบของน้ำตาลที่อยู่ในวัสดุผักและผลไม้นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการ หมักได้ดี ยีสต์จะใช้น้ำตาลที่มีอยู่ในองค์ประกอบของวัสดุหมักแล้วแปรสภาพ ให้เป็น ของเหลวเป็นการถนอมผลิตภัณฑ์ไว้โดยผ่านกระบวนการหมัก 2. ความอวบน้ำของวัสดุหมัก วัสดุที่มีความชื้นสูงหรืออวบน้ำจะทำให้ กระบวนการหมักทางชีวภาพ ดำเนินการย่อยสลายได้ดี เช่น วัสดุเหลือใช้จาก ผักกาดขาว ฟักเขียว มะเขือเทศ เมื่อนำไปผ่านกระบวนการ หมักในสภาพที่เป็นของเหลวแล้ว ในช่วง 1-3 วันแรกของการหมักจะมีของเหลวออกมาจากวัสดุผักได้ง่าย โดย ผ่านกระบวนการทางชีวเคมี หรือถ้าเป็นวัสดุเหลือใช้จากผลไม้ เช่น แตงโม มะละกอ มะม่วง สับปะรด ส้ม ลำไย ลิ้นจี่ และผลไม้อีกหลายชนิด วัสดุเหลือใช้ ดังกล่าวนี้มีความชื้นสูงประมาณ 70-90 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้ สารละลายจากพืช ปลดปล่อยออกได้รวดเร็ว ในกรณีของวัสดุเหลือใช้ที่ได้มาจากสัตว์ เช่น ปลาหรือ หอยนั้น สารละลายที่จะถูกสกัดออกมาจะใช้ระยะเวลานานกว่าพืชผักและผลไม้ เนื่องจากสัตว์มีองค์ประกอบของ โมเลกุลที่ซับซ้อนมากกว่าในเซลล์พืช และนอกจากนี้ ความชื้นจะต่ำกว่าเซลล์พืช
3. แหล่งอาหารคาร์บอนของจุลินทรีย์ ในกระบวนการหมักใช้น้ำตาลเป็น แหล่งอาหารคาร์บอนที่สำคัญของ จุลินทรีย์ในการดำเนินกิจกรรม เช่น กากน้ำตาล น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลทรายขาว น้ำอ้อยสดและหรือ น้ำตาลสด ดังนั้นในการ หมักนอกจากจะเกิดกิจกรรมการย่อยสลายจุลินทรีย์แล้วความเข้มข้นของน้ำตาลยัง มี ผลต่อการเกิดกระบวนการ plasmolysis โดยมีผลทำให้เซลล์พืชหรือสัตว์แตกออก และได้สารละลายถูกสกัด ออกมาเพิ่มขึ้น เนื่องจากวัสดุผลไม้มีองค์ประกอบของ น้ำตาลในปริมาณที่มากกว่าวัสดุหมักชนิดอื่น ดังนั้นใน การหมักวัสดุจากสัตว์ควร ใช้ผลไม้ร่วมด้วยจะทำให้การดำเนินกิจกรรมของจุลินทรีย์ดีขึ้น 4. การระบายอากาศ โดยทั่วไปแล้วกระบวนการหมักวัสดุลักษณะสดนี้จะ เกิดขึ้นใน สภาพที่ไม่มีออกซิเจน มากกว่ามีออกซิเจน และได้ CO2, ในระหว่างการหมัก ดังนั้นจะต้องให้มีการระบาย CO2, ออกไป จึงไม่ควรปิด ฝาให้สนิทเพื่อเป็นการระบาย CO2 หรือจะมีการกวนวัสดุหมักทุก 7 วัน 5. ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ค่า pH ที่มีความเกี่ยวข้องในกระบวนการหมัก เนื่องจากกิจกรรมของจุลินทรีย์โดย กลุ่มจุลินทรีย์พวก acetic หรือ lactic bacteria โดยจะปลดปล่อยกรดอินทรีย์พวก acetic หรือ lactic acid ในกระบวน การหมักทำให้ค่าความเป็นกรดเป็นด่างเริ่มแรกมีค่าประมาณ 5 และสิ้นสุดขบวนการ จะมีค่า pH ระหว่าง 3-4 6. อุณหภูมิ จุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการหมักดังกล่าวนี้ เป็นจุลินทรีย์ - ที่เจริญได้ดีในอุณหภูมิปกติ หรือระหว่าง 30-35 องศาเซลเซียส และไม่ต้องการแสง ในกระบวนการหมักจะต้องมีความชื้นสูงโดยมีการเติมน้ำให้ท่วม ความชื้นในวัสดุหมัก ซึ่งเป็นสภาพที่มีความ เหมาะสมในกระบวนการหมักโดยกิจกรรมของ จุลินทรีย์ เพื่อทำให้สารละลายในวัสดุหมักออกมาจากเซลล์
การควบคุมศัตรูพืชด้วยชีววิธี บทที่6
สารเสริมการเจรญิเติบโตที่จุลินทรีย์ผลิต (biostimulant) บทที่7
ปรุง หมัก บ่ม ห่ม ดิน บทที่8
การจัดการดินด้วยเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อผลติพืชเศรษฐกิจ (การใช้เทคโนโลยีกรมฯ ร่วมกับ best practice) ข้าว มันสำปะหลัง 1.เทคนิคในการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง เกษตรกร : นายพรต ปัญญวรธรรม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดินน้ำลมไฟ หมู่ 5 อำเภอท่าหลวง ตำบลซับ จำปา จังหวัดลพบุรีมีวิธีการปลูกมันสำปะหลังแบบประณีต ประกอบด้วยการคัดเลือกท่อนพันธุ์ วิธีการปลูก การตัดแต่งลำต้น เทคนิคผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และอัตราการใช้รวมทั้งเทคนิคการคัดเลือกจุลินทรีย์ สำหรับผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อเพิ่มธาตุอาหารต่างๆ นำไปใช้ส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังให้ได้ผลผลิตสูง 1. การคัดเลือกท่อนพันธุ์ใช้ท่อนพันธุ์ท่อนที่ 1 ปลูก จะให้ผลผลิตสูง เนื่องจากท่อนพันธุ์ท่อนแรกจะมีการ สะสมธาตุอาหารสูง โดยเฉพาะธาตุโบรอน (B) และแคลเซียม (Ca) และยังมีความแข็งแรงทนต่อศัตรูพืช 2. การปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งมีวิธีการปลูกท่อนพันธุ์ 3 วิธี คือ การปักกิ่งท่อนพันธุ์แนวตั้ง การปลูกแบบ แนวนอน และการปักกิ่งท่อนพันธุ์แนวเฉียง โดยวิธีการปลูกที่ให้ผลผลิตดีที่สุดคือ การขุดดินแล้ววางท่อนพันธุ์ มันสำปะหลังให้นอนไปกับพื้น การปลูกแบบแนวนอนซึ่งจะปลูกในช่วงหน้าฝน เดือน พฤษภาคม – มิถุนายน เพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้น และช่วงเดือน ตุลาคม – พฤศจิกายน สำหรับท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจะต้องเป็นท่อน มันสำปะหลังที่ตัดมาแล้วประมาณ 1 เดือน ซึ่งการปลูกแบบแนวนอน จะทำให้หัวมันสำปะหลังมีปริมาณมาก ขึ้นและหัวมันสำปะหลังมีขนาดใหญ่ ได้น้ำหนักดีและการปลูกด้วยวิธีนี้ในหน้าแล้งจะช่วยให้ทนต่อสภาพ อากาศ และอุณหภูมิที่สูง เมื่อเปรียบเทียบน้ำหนักหัวมันจากการปลูกท่อนพันธุ์ท่อนที่ 1 2 และ3 ได้ผลคือ เมื่อ มันสำปะหลังอายุ 9 เดือน ท่อนที่ 1 หนัก 11 กก. แตกกิ่ง 7 ก้าน ปลูกด้วยท่อนที่ 2 หนัก 7 กก แตกกิ่ง 4 ก้าน ปลูกด้วยท่อนที่ 3 หนัก 4 กก ยอด 1 ก้าน 3. การเตรียมดิน ควรมีการยกร่อง เพื่อให้สะดวกต่อการปลูกและช่วยระบายน้ำฝน และช่วยให้รากพืชสามารถ หาอาหารบริเวณผิวหน้าดินได้ดี และไม่ควรใส่ปุ๋ยรองพื้นมากเกินไป 4. การผลิตน้ำหมักชีวภาพ 4.1 น้ำหมักชีวภาพหน่อกล้วย 1) การเตรียมหัวเชื้อวิธีที่ 1 - วัสดุสำหรับล่อเชื้อ รากไผ่ หรือรากกล้วย หรือรากข้าว นำมาสับ ปั่น แล้วตากแห้ง - โรยทับด้วยรำ และกากน้ำตาลผสมน้ำ ตั้งกอง คลุมกอง บ่ม 3 วัน - กลับกอง และไม่ต้องคลุมกอง ตากทิ้งไว้ 4 วัน จึงเก็บใส่ภาชนะ เป็นหัวเชื้อ บทที่9
2) การเตรียมหัวเชื้อจุลินทรีย์วิธีที่ 2 - ขุดจาวปลวก หมักร่วมกับจุลินทรีย์ที่ได้จากวิธีที่ 1 ผสมกับส่าเหล้า หรือน้ำซาวข้าว และน้ำ ผสมกกากน้ำตาล คลุกให้เข้ากันและหมาด ตั้งกอง คลุมกอง บ่ม 3 วัน - กลับกอง และไม่ต้องคลุมกอง ตากทิ้งไว้ 4 วัน จึงเก็บใส่ภาชนะ เป็นหัวเชื้อ 3) ขั้นตอนการหมัก - วัตถุดิบประกอบด้วย หน่อกล้วย กากน้ำตาล น้ำ อัตราส่วน 3 : 1 : 5 - .ใส่หินไว้ก้นถังหมัก - วางขี้แดดนาเกลือ ซึ่งมีจุลินทรีย์อยู่หลายชนิด โดยเฉพาะจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง - หมักร่วมกับหัวเชื้อที่ได้จากข้อ 1 และ 2 ตั้งทิ้งไว้ 45 วัน - เติมน้ำ หมักต่อไปอีก 3 เดือน จะได้ N P K สูง - หมักต่อไปอีก 6 เดือน จะได้ Ca Mg สูง - อัตราการนำไปใช้ น้ำหมัก 50 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 50 ลิตร หมายเหตุ การผลิตน้ำหมักชีวภาพทุกชนิด ยกเว้นน้ำหมักที่มีการใส่หิน ให้เติมจุลธาตุลงไปหลังจาก กระบวนการหมักเสร็จแล้ว การฉีดพ่นควรฉีดตอนเย็น 4.2 น้ำหมักชีวภาพจากปลา ขั้นตอนการหมัก - วัตถุดิบประกอบด้วย ปลา กากน้ำตาล น้ำ อัตราส่วน 3 : 1 : 5 - หมักร่วมกับรำ เป็นแหล่ง N และ สับปะรด เป็นแหล่ง K - หมัก 45 วัน จึงเติมเกลือจืด (ยิปซัม) และซิลิกอน เพื่อป้องกันหนอน - วางขี้แดดนาเกลือ ซึ่งมีจุลินทรีย์อยู่หลายชนิด โดยเฉพาะจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง - หมักร่วมกับหัวเชื้อที่ได้จากข้อ 1 และ 2 ตั้งทิ้งไว้ 45 วัน - เติมน้ำหมักต่อไปอีก 3 เดือน จะได้ N P K สูง - อัตราการนำไปใช้ น้ำหมัก 500 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร ละลายจุลธาตุ 5 กิโลกรัม 5. การผลิตปุ๋ยหมัก ขั้นตอนการหมัก - วัตถุดิบประกอบด้วย มูลไก่ไข่คอนโด ขี้เค้กอ้อยเก่ามากกว่า 3 ปี และเปลือกมันที่ผ่าน กระบวนการหมักแล้ว จะให้ K สูง แกลบดำ เป็ยแหล่งคาร์บอน ยิปซัม ซิลิกา ฟอสเฟต และฮิวมัส โดยฮิวมัส ต้องนำไปหมักกับจุลินทรีย์ที่ใช้ทำน้ำหมักหน่อกล้วย หมัก 45 วัน - นำวัตถุดิบทั้งหมดคลุกเคล้า ตั้งกองขนาดใหญ่ประมาณ 5 ตัน หมัก 1 ปี หรือถ้าหมักใส่กระสอบ ที่มีรูระบาย 15 – 18 วัน - การหมักแบบตั้งกองให้ฉีดน้ำหมักชีวภาพอัตรา 300 ลิตร ต่อน้ำ 3000 ลิตร ให้ทั่ว ทุกครั้งที่มีการ กลับกอง
อ้อย ข้าวโพด 1.เทคนิคในการเพิ่มผลผลิตข้าวโพด เกษตรกร : นายธานินทร์ตุ้ยสืบ หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน บ้านฮ่อง ตำบลบ้านเอื้อม อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง มีวิธีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ดังนี้ 1. การเตรียมดินดี เริ่มจากการตัดหญ้า ช่วงเดือนมิถุนายน 2. ทำการใส่ปุ๋ยคอกจากมูลไก่ อัตรา 50 กก.ต่อไร่ หว่านบนหน้าดิน จากนั้นไถกลบ และก่อนปลูกจะทำการไถ แปร 1 ครั้ง 3. ทำการหยอดเมล็ด โดยการใช้รถหยอดเมล็ด ทำการใส่เมล็ดข้าวโพด พร้อมปุ๋ยรองพื้นพร้อมกัน ปุ๋ยรองพื้นที่ ใช้จะผสมปุ๋ยอินทรีย์ (โซเล่หรือบุญพืช) กับปุ๋ยเคมี (15-15-15) อัตราส่วน 1:1 4. หลังจากปลูกได้ 1-2 วัน ทำการฉีดพ่นยาเพื่อควบคุมวัชพืช 5. ช่วงข้าวโพดอายุ 10-15 วัน ทำการฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพฮอร์โมนเสริม และสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืช (หนอน) ซึ่งเป็นช่วงที่แมลงศัตรูพืชระบาด 6. ข้าวโพดอายุ 20 วัน ทำการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 ผสม 15-15-15 อัตรา 2:1 อัตรา 50 กก./ไร่ 7. ในระหว่างข้าวโพดเจริญเติบโต จะมีการฉีดพ่นจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง น้ำหมักชีวภาพ อัตรา 250 ซีซีต่อน้ำ 25 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน 8. ทำการเก็บผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อายุ 120 วัน ผลผลิต 1.5-1.8 ตันต่อไร่ ผัก ทุเรียน ปาล์ม ยางพารา มะม่วง และไม้ผลอื่นๆ (ส้มโอ ลิ้นจี่ เงาะ ชมพู่ มังคุด สละ มะยงชิด ฝรั่ง)
ลำไย มะพร้าว พืชสมุนไพร กาแฟ
คณะผู้จัดทำ ที่ปรึกษา นายอนุวัชร โพธินาม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านปฏิบัติการ คณะดำเนินการ นายอธิวัฒน์ สิทธิภิญญาพัฒน์ นางนวลจันทร์ ชะบา นางจันจิรา แสงสีเหลือง นางพิกุล เกตุชาญวิทย์ นางสาวพิมพ์ธิดา เรืองไพศาล นางสาวสุมาลี กลางสุข นางมนต์ระวี มีแต้ม นางสาวพนิดา ปรีเปรมโมทย์ นางสาวสิรินภา ชินอ่อน นางสาวฎานุภา อยู่อุ่นพะเนา นางสาวดารารัตน์ โฮตาก้า นางสาวกนกวรรณ เชื้อพันธุ์ นางสาวอาภัสนันท์ สุดเจริญ นางสาวกานต์มณี จันทร์ขาว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทร 0 2579 0679 บทที่10