แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตร ในศตวรรษที่ ๒๑ จัดทำ โดย นางสาว ศุภาพิชญ์ เนาว์สุวรรณ เลขที่ ๕ รหัสนักศึกษา ๖๕๒๑๑๒๓๐๖๔ หมู่เรียน D๙ เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรีภรณ์ บางเขียว ร า ย ง า นเล่ ม นี้เป็ น ส่ ว น ห นึ่ ง ข อ ง ร า ย วิ ช า ก า ร พั ฒ น า ห ลั ก สู ต ร(๑ ๑ ๙ ๒ ๐ ๒ ๐ ๑) ก ลุ่ ม วิ ช า ชี พ ค รู ห ลั ก สู ต ร คุ รุ ศ า ส ต ร์ บั ณ ฑิ ต ส า ข า วิ ช า ภ า ษ า อั ง ก ฤ ษ ภา คเรี ยนที่ ๒ปี กา ร ศึ กษา ๒๕๖๗
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการพัฒนาหลักสูตรกลุ่มวิชาชีพครู หลักสูตร ครุศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยมีจุดประสงค์ในการจัดทำ ขึ้น เพื่อเป็นการรวบรวมและสรุป ข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรของไทย ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่ตลอด ทำ ให้ความต้องการของสังคมหรือ เป้าหมายมีการ เปลี่ยนแปลง ต้องกาบุคลากรในอนาคตที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีหรือ นวัตกรรม จึงส่งผลให้ต้องมีการ เปลี่ยนแปลงและพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้ตอบสนองความ ต้องการของสังคมไทยและสังคมโลก ทั้งนี้ผู้จัดทำ หวังว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและต้องการข้อมูลไปอ้างอิง หรือค้นคว้าเพื่อ พัฒนาต่อไป หากมีข้อผิดพบาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ศุภาพิชญ์ เนาว์สุวรรณ ผู้จัดทำ คำ นำ
คำ นำ สารบัญ บทที่๑ สภาพปัจจุบันของหลักสูตรไทยหลักสูตรการศึกษา -หลักสูตรการปฐมวัย หลักสูตรแกนกลางขั้นขั้พื้นฐาน หลักสูตรอาชีวะ หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ เรืื่อง หน้า ก ข ๑-๔ ๔-๖ ๖-๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒-๑๓ ๑๔ ๑๕-๑๗ ๑๘-๒๐ ๒๑ ๒๑ ๒๒ ๒๒ ๒๒ ๒๓-๒๕ ๒๖-๓๐ ๓๐ ๓๑ สารบัญ บท2 สภาพปัญหาหลักสูตร -หลักสูตรปฐมวัย -หลักสูตรอาชีวะ -หลักสูตรอุดมศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นชั้สูง หลักสูตรระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ บทที่3 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตร หลักสูตรปฐมวัย -หลักสูตรแกนกลางขั้นขั้พื้นฐาน หลักสูตรอุดมศึกษา หลักสูตรอาชีวะศึกษา มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) สรุป บรรณานุกรม
สภาพปัจจุบัน หลักสูตรในประเทศไทย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ แบ่งออกเป็น ๒ ช่วงวัย ๑.หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำ หรับเด็กอายุต่ำ กว่า ๓ ปี หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำ หรับเด็กอายุต่ำ กว่า ๓ ปีนี้ เป็นหลักสูตรที่จัดทำ ขึ้นสำ หรับพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู พัฒนา เด็ก เพื่อใช้เป็นแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและ ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้อย่างเหมาะสมกับเด็กเป็นรายบุคคล จุดมุ่งหมาย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำ หรับเด็กอายุต่ำ กว่า ๓ ปี มุ่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย ความ สามารถ ความสนใจ และความแตกต่างระหว่าง บุคคลดังนี้ ๑. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขภาพดี ๒.สุขภาพจิตดีและมีความสุข ๓. มีทักษะชีวิตและสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบตัว และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ๔. มีทักษะการใช้ภาษาสื่อสารและสนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆ สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ของหลักสูตรปฐมวัย สำ หรับเด็กช่วงอายุ ๒-๓ ปี เป็นสื่อกลางในการจัด ประสบการณ์เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน ทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งจำ เป็นต่อการพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์โดยอาจจะในรูปแบบหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณา การหรือ เลือกใช้รูปแบบที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยสาระการเรียนรู้ประกอบไปด้วยสองส่วนคือ ประสบการณ์สำ คัญและสาระที่ควรรู้ ประสบการณ์สำ คัญ การให้ประสบการณ์สำ คัญแก่เด็กในระยะแรกเริ่มชีวิตและปฐมวัยมีความสำ คัญมาก เนื่องจากเป็นรากฐานที่สำ คัญในการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ประสบการณ์เหล่านี้มีผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาต่อเนื่องของเด็กไปสู่ระดับที่สูงขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้นเป็นวัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ได้ตลอดชีวิตของตนเองในสังคมและสภาพแวดล้อมต่างๆ รอบตัวของเขาหรือเธอในชีวิตประจำ วัน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและการ เรียนรู้จากสิ่งต่างๆ เป็นสิ่งสำ คัญที่จะส่งผลต่อการพัฒนาตนเองของเด็กไปยังระดับที่สูงขึ้นในอนาคต. ๑.๑ ประสบการณ์สำ คัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส พัฒนาใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก การ ประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและระบบ ประสาทในการทำ กิจวัตรประจำ วันหรือทำ กิจกรรมต่างๆ การนอนหลับพักผ่อนการดูแลสุขภาพ อนามัย และความปลอดภัยของตนเอง ๑.๒ ประสบการณ์ที่สำ คัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจ เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้ แสดงออก ทางอารมณ์และความรู้สึกที่เหมาะสมกับวัยมี ความสุข ร่าเริง แจ่มใสได้พัฒนาความ รู้สึกที่ดีต่อตนเองและ ความ เชื่อมั่นในตนเอง จากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำ วันพ่อแม่ หรือผู้ เลี้ยงดู บุคคลที่มีส่วนสำ คัญอย่างยิ่ง ใน การทำ ให้เด็กรู้สึกเป็นที่รัก อบอุ่นมั่นคงเกิดความ รู้สึกปลอดภัยไว้วางใจซึ่งจะส่งผลให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดี ต่อตนเองและเรียนรู้ที่จะสร้างความ สัมพันธ์ที่ดีต่อผู้อื่น ๑.๓ ประสบการณ์สำ คัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมเป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส ปฏิสัมพันธ์ กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวในชีวิต ประจำ วัน ได้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆและ ปรับตัวอยู่ในสังคมเด็กมี โอกาสได้เล่นและทำ กิจกรรมร่วมกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่เด็กวัย เดียวกันหรือ ต่างวัยเพศเดียวกันหรือต่างเพศ อย่างสม่ำ เสมอ ๑.๔ ประสบการณ์สำ คัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาเป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้ และเรียนรู้ สิ่งต่างๆรอบตัวในชีวิตประจำ วันผ่านประสาท สัมผัสทั้งห้าและการเคลื่อนไหว ได้ พัฒนาการใช้ภาษาสื่อสาร ความหมายความ และความคิด รู้จักสังเกตคุณลักษณะต่างๆไม่ว่าจะ เป็นสีขนาดรูป ร่างรูปทรงผิวสัมผัสจดจำ ชื่อ เรียก สิ่งต่างๆรอบตัว บทที่๑ ๑
การอบรมเลี้ยงดูและการจัดประสบการณ์ การอบรมเลี้ยงดูแลและจัดประสบการณ์สำ หรับเด็กอายุต่ำ กว่า 3 ปี เพื่อให้พัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา ควร คำ นึงถึงสิ่งสำ คัญต่อไปนี้ ๑.อบรมเลี้ยงดูเด็กและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้โดยเน้นเด็กเป็นสำ คัญ ๒.ตระหนักและสนับสนุนสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กพึงได้รับ ๓.ปฏิบัติตนต่อเด็กด้วยความรักความเข้าใจและใช้เหตุผล ๔.ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างสมดุลครบถ้วนทุกด้าน ๕.ปลูกฝังระเบียบวินัยคุณธรรมและวัฒนธรรม ๖.ชาติภาษาที่เหมาะสมกับความสามารถและการเรียนรู้ของเด็ก ๗.สนับสนุนการเล่นตามธรรมชาติของเด็ก ๘. จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก ๙. ประเมินการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่องสม่ำ เสมอ ๑๐. ประสานความร่วมมือระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครองผู้เลี้ยงดูสถานพัฒนาเด็กประถมวัยและชุมชน การประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำ ๓ ปีควรประเมินให้ครอบคลุมครบทุกช่วงอายุเพราะช่วง วัยนี้มีการ เปลี่ยนแปลงรวดเร็วอีกทั้งมีความเสี่ยงต่อ สภาพความผิดปกติต่างๆจึงจำ เป็นต้องเฝ้า ระวังและติดตามดูแลอย่าง ใกล้ชิด พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูควร สังเกต พัฒนาการเด็ก โดยคำ นึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคลหากพบความผิดปกติต้องรีบพา ไปพบแพทย์หรือผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการ พัฒนา เพื่อหาทางแก้ไขหรือบำ บัดฟื้นฟู โดยเร็ว สำ หรับหลักในการประเมินพัฒนาการมีดังนี้ ๑.ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน ๒. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำ เสมอต่อเนื่อง ๓. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลายซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำ กว่าสามปีมี การสังเกต พฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่างๆ และ กิจวัตรประจำ วันการบันทึกพฤติกรรมการ สนทนาการสัมภาษณ์เด็ก และผู้ใกล้ชิด การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก ๔. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก และใช้คู่มือการเฝ้าระวังและส่งเสริม พัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขหรือของหน่วยงานอื่น นำ ผลที่ได้จากการ ประเมินพัฒนาการไปพิจารณาจัดกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กมีพัฒนาการ เหมาะสมตามวัย ๒.หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำ หรับเด็กอายุ ๓-๖ ปี หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำ หรับเด็กอายุ ๓-๖ ปี เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะการอบรม เลี้ยงดูและให้การศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนา ทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติ ปัญญาตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล จุดมุ่งหมาย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำ หรับเด็กอายุ ๓-๖ ปี มุ่งให้เด็กพัฒนาการตามวัยเต็มตาม ศักยภาพและมีความพร้อมในการเรียนรู้ต่อไปจึง กำ หนดจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดกับเด็กเมื่อจบการ ศึกษาระดับปฐมวัย ดังนี้ ๑.ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขนิสัยที่ดี ๒.สุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม และจิตใจที่ดีงาม ๓.มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู่ร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างมีความสุข ๔. มีทักษะการคิด การใช้ภาษาสื่อสาร และแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย ๒
ประสบการณ์สำ คัญ ประสบการณ์สำ คัญเป็นแนวทางสำ หรับนำ ไปใช้ในการออกแบบการจัดประสบการณ์ให้เด็กเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ และได้รับการส่ง เสริมพัฒนาการครอบคลุมทุกด้าน ดังนี้ดังนี้ ๑. ประสบการณ์สำ คัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส พัฒนาการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อ เล็กและการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและระบบ ประสานในการทำ กิจวัตรประจำ วันหรือการทำ กิจกรรมต่างๆและ สนับสนุนให้เด็กมีโอกาสดูแล สุขภาพและสุขอนามัย สุขนิสัยและการรักษาความปลอดภัย ๒. ประสบการณ์สำ คัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้ แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของตนเองที่เหมาะสมกับวัย ตระหนักถึงลักษณะพิเศษเฉพาะ ที่เป็นอัตลักษณ์ความเป็นตัวเอง มีความสุขร่าเริง แจ่มใส การเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม สุนทรียภาพความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและความเชื่อมั่นในตนเองขณะที่ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ๓.ประสบการณ์สำ คัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นและสิ่ง แวดล้อมต่างๆรอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆผ่านการเรียนรู้ ทางสังคม เช่น การเล่น การทำ งานร่วมกับผู้อื่น การ ปฏิบัติกิจวัตรประจำ วัน การแก้ไขปัญหาข้อขัด แย้งต่างๆ ๔. ประสบการณ์สำ คัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้และ เรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว ผ่าน การมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม บุคคลและสื่อต่างๆ ด้วยกระบวนการ เรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อโปรดโอกาสให้เด็ก พัฒนาการใช้ภาษา จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ การ แก้ปัญหาการคิดเชิงเหตุผล การคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆรอบ ตัวและมีความคิดรวบยอดทาง คณิตศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ต่อไป สาระการเรียนรู้ สาระที่ควรเรียนรู้เป็นเรื่องราวรอบตัวของเด็กที่นำ มาเป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้เด็ก เกิดแนวคิดหลังจากนำ สาระที่ คนเรียนรู้นั้นๆ มาจัดประสบการณ์ให้เด็กเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายที่ กำ หนดไว้ ทั้งนี้ ไม่เน้นการท่องจำ เนื้อหา ผู้สอนสามารถ กำ หนดรายละเอียดขึ้นเองได้ให้สอดคล้อง กับวัย ความต้องการและความสนใจของเด็ก โดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่าน ประสบการณ์สำ คัญ ทั้งนี้อาจ ยืดหยุ่นเนื้อหาได้โดยคำ นึงถึงประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงของเด็ก ๓
๔ กิจกรรมประจำ วัน ดังนี้ ๑.หลักการจัดประสบการณ์ ๑.๑ จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนรู้อย่างหลากหลายเพื่อพัฒนาโดนองค์รวมอย่าง สมดุลและต่อเนื่อง ๑.๒ เน้นเด็กเป็นสำ คัญสนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคลและ บริบทของสังคมที่เด็กอาศัยอยู่ ๑.๓ จัดให้เด็กได้รับการพัฒนาโดยให้ความสำ คัญกับกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก ๑.๔ จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของการจัด ประสบการณ์ พร้อมทั้งนำ ผลการ ประเมินมาพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง ๑.๕ ให้พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก การประเมินการพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ ๓ ๖ ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ สติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่ง ของกิจกรรมปกติที่จัดให้ เด็กในแต่ละวัน ผลที่ได้จากการสังเกตพัฒนาการ เด็ก ต้องนำ มาจัดทำ สารนิทัศน์ หรือจัดทำ ข้อมูลหลักฐาน หรือเอกสารอย่าง เป็นระบบ ด้วยการรวบรวมผลงานสำ หรับ เด็กเป็น รายบุคคลที่สามารถบอกเรื่องราวหรือ ประสบการณ์ที่เด็ก ได้รับว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และ มีความก้าวหน้าเพียงใด ทั้งนี้ ให้นำ ข้อมูลผลการประเมิน พัฒนาการเด็กมา พิจารณาปรับปรุง วางแผนการจัดกิจกรรม และส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนา ตามจุดหมายของ หลักสูตร อย่างต่อเนื่อง การประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก ดังนี้ การประเมินพัฒนาการ ๑. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ ๒. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน ๓. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำ เสมอ ต่อเนื่องตลอดปี ๔. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำ วัน ด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลาก หลาย ไม่ควรใช้ แบบทดสอบ ๕. สรุปผลการประเมิน จัดทำ ข้อมูลและนำ ผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก สำ หรับวิธีการ พัฒนาเด็ก ประเมินที่เหมาะสม และ ควรใช้กับเด็กอายุ ๓ - ๖ ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึก พฤติกรรม การ สนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การ วิเคราะห์ข้อมูลจาก ผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับ ปรับปรุง ๒๕๖๐) มีหลักการสำ คัญดังนี้ ๑. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำ หนดมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสำ คัญ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ไว้เป็นเป้าหมายของการจัดกระบวนการเรียนรู้ทุกกลุ่มสาระ การ เรียนรู้ให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมาย โดยส่งเสริมให้เรียนรู้จากการ เผชิญหน้ากับสถานการณ์ การได้ สัมผัสสัมพันธ์ กับสิ่งแวดล้อม มนุษย์และธรรมชาติ ลงมือปฏิบัติจริง ฝึกให้คิดเป็น ทำ เป็นแก้ ปัญหา เป็น รักการอ่าน และใฝ่รู้ ใฝ่เรียนอย่างต่อเนื่อง ๒. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำ หนดมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นปีของ แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อให้ครูผู้ สอนมองเห็นผลคาดหวังที่ต้องพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ มี ความรู้ความสามารถ และทักษะที่สำ คัญของแต่ละชั้นปี และต่อเนื่อง จนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้น การจัดทำ สาระการเรียนรู้ การกำ หนดเนื้อหา การจัดทำ หน่วยการเรียนรู้ การจัดการเรียน การสอน และการวัด ประเมินผลการเรียนรู้ จะต้องสะท้อนคุณภาพของผู้เรียนตามมาตรฐานการ เรียนรู้ และตัวชี้วัด ที่กำ หนดไว้ใน หลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพ ผู้เรียนและเทียบโอนผลการเรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ๓. การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีคุณลักษณะตามที่กำ หนดไว้ในหลักสูตรแกน กลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องส่งเสริม ให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้เอง มีส่วนร่วมในการสร้างผลการ เรียนรู้ที่มี ความหมายแก่ตนเองผู้สอนต้องออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และจัดประสบการณ์การ เรียนรู้อย่างเป็นระบบ เน้นประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดแก่ผู้เรียนและคำ นึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลพัฒนา ผู้เรียนจนเต็มศักยภาพ ตามความถนัดและความสนใจเป็นรายบุคคล ๔. การจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นปีจะต้องใช้ กระบวนการการเรียนรู้ที่หลากหลาย ได้แก่ กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการ คิด กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการทางสังคม กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการ ปฏิบัติ กระบวนการพัฒนาค่านิยม กระบวนการบูรณาการ ฯลฯ กระบวนการที่ผู้สอนต้องฝึกฝนให้ผู้เรียน เกิดการ เรียนรู้และพัฒนาตนเองจน บรรลุมาตรฐาน การเรียนรู้ของหลักสูตรอย่างมีประสิทธิภาพ ๕. ผู้สอนต้องออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยศึกษาวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สมรรถนะ สำ คัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัยผู้ เรียน แล้วจึงเลือกใช้วิธี สอนและเทคนิคการสอน สื่อ แหล่งเรียนรู้ เครื่องมือ และวิธีการวัดและ ประเมินผลที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนา ผู้เรียนไปสู่เป้าหมายการเรียนรู้ที่กำ หนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ และเต็มตามศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคน กระทรวงศึกษาธิการ (๒๕๕๑ ๔-๓๐) จึงได้กำ หนดส่วน ประกอบสำ คัญของหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ได้แก่ วิสัยทัศน์ เป้าหมาย สมรรถนะสำ คัญของผู้เรียน คุณลักษณะอัน พึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และการวัด ประเมินผล ซึ่งมีความสัมพันธ์ กันเป็นระบบ ส่งผลต่อคุณภาพผู้ เรียน การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการเรียนรู้ ตลอดชีวิต จุดมุ่งหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข และ ประกอบ อาชีพ จริยธรรม และค่านิยมที่พึง ประสงค์ มีศักยภาพในการศึกษาต่อ จึงกำ หนดเป็นจุด หมายเพื่อให้เกิดกับ ผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ มีคุณธรรม ๑. เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๒. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะ ชีวิต มี สุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำ ลังกาย ๓. มีความรักชาติ ๔. มีจิตสำ นึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ การปกครองตาม ระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข มีจิตสำ นึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรม และภูมิ ปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำ ประโยชน์และสร้างสิ่ง ที่ดีงามใน สังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ๕
หลักการจัดการเรียนรู้ ๑. ยึดหลักผู้เรียนมีความสำ คัญ เชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ๒. จัดกระบวนการเรียนรู้ เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นหลัก ใช้วิธีการสอนที่ หลากหลาย เหมาะสมกับ ผู้เรียนรายบุคคล ๓. ออกแบบการจัดการเรียนรู้ใช้วิธีการ กิจกรรมสื่อและแหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผลที่ เหมาะสมกับผู้เรียน สื่อการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้เป็นตัวกลางสำ หรับส่งเสริมและสนับสนุน กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างมี ประสิทธิภาพ เช่น สื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยี ตลอดจนเครือข่ายการเรียนรู้ที่มีในท้องถิ่น สื่อการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้เป็นตัวกลางสำ หรับส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างมี ประสิทธิภาพ เช่น สื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยี ตลอดจน เครือข่ายการเรียนรู้ที่มีใน ท้องถิ่น การใช้สื่อการเรียนรู้จะต้องเลือกให้มีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการและรูปแบบการ เรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียน การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้มี ๔ ระดับ ได้แก่ ๑. การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ เน้น การ วัด และประเมินผลตามสภาพจริง ๒. การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการวัดและประเมินผลการเรียนเป็นรายปี รายภาค รวมทั้ง การ อ่าน วิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ๓. การประเมินระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนตามาตรฐานการ เรียนรู้ เพื่อ ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำ หรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ เขตพื้นที่การศึกษา ๔. การประเมินระดับชาติ เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐานการ เรียนรู้ ที่ สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียนในชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๓ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เข้ารับการประเมิน หลักสูตรอาชีวศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (พุทธศักราช ๒๕๖๒) หลักการของหลักสูตร ๑.เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหลังมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่าด้านวิชาชีพ ที่ สอดคล้อง กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ เป็นไปตามกรอบ คุณวุฒิ แห่งชาติ มาตรฐานการศึกษาของชาติ และกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ เพื่อผลิตและ พัฒนากำ ลังคนระดับ ฝีมือ ให้มีสมรรถนะ มีคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ สามารถ ประกอบอาชีพได้ตรงตามความ ต้องการ ของ สถานประกอบการและการประกอบอาชีพอิสระ ๒.เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้อย่างกว้างขวาง เน้นสมรรถนะเฉพาะด้านด้วยกา ปฏิบัติ จริง สามารถเลือกวิธีการเรียนตามศักยภาพ และโอกาสของผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียน สามารถเทียบโอนผล การเรียน สะสมผลการเรียน เทียบโอนความรู้และประสบการณ์จากแหล่ง วิทยาการ สถานประกอบการและ สถานประกอบอาชีพอิสระ ๓.เป็นหลักสูตรที่สนับสนุนการประสานความร่วมมือในการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่างหน่วย งานและ องค์กร ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ๔.เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษา สถานประกอบการ ชุมชนและท้องถิ่น มีส่วนร่วม ในการ พัฒนาหลักสูตร ให้ตรงตามความต้องการ โดย ยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพและสอดคล้องกับ สภาพยุทธศาสตร์ ของภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จุดหมายของหลักสูตร ๑. เพื่อให้มีความรู้ ทักษะและประสบการณ์ในงานอาชีพสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ สามารถนำ ไป ประยุกต์ใช้ ในการปฏิบัติงานอาชีพได้อย่างมี ประสิทธิภาพเลือกวิถีการดำ รงชีวิตและ การประกอบอาชีพได้ อย่างเหมาะสมกับตน สร้างสรรค์ความเจริญต่อชุมชน ท้องถิ่นและประเทศ ๒. เพื่อให้เป็นผู้มีปัญญา มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่เรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและการ ประกอบ อาชีพ มีทักษะการสื่อสารและเทคโนโลยี สารสนเทศ ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทักษะ การคิด วิเคราะห์และ การแก้ปัญหา ทักษะด้านสุขภาวะและความปลอดภัย ตลอดจนทักษะการ จัดการ สามารถสร้างอาชีพ และ พัฒนาอาชีพให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ ๓. เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่ออา ติที่ดีต่ออาชีพ มีความมั่นใจและภาคภูมิใจในวิชาชีพที่เรียนรัก งาน รัก หน่วยงาน สามารถทำ งาน เป็นหมู่คณะได้ดี โดยมีความเคารพในสิทธิและหน้าที่ของ ตนเองและผู้อื่น ๖
๓. เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่ออา ติที่ดีต่ออาชีพ มีความมั่นใจและภาคภูมิใจในวิชาชีพที่เรียนรัก งาน รัก หน่วยงาน สามารถทำ งาน เป็นหมู่คณะได้ดี โดยมี ความเคารพในสิทธิและหน้าที่ของ ตนเองและผู้อื่น ๔. เพื่อให้เป็นผู้มีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงาม ทั้งในการทำ งาน การอยู่ร่วมกัน การต่อต้าน ความรุนแรง และ สารเสพติด มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว หน่วยงาน ท้องถิ่นและประเทศ ชาติ ดำ รงตนตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง เข้าใจและเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ศิลป์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญา ท้องถิ่น และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี มีจิตสาธารณะและจิตสำ นึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ๕. เพื่อให้มีบุคลิกภาพที่ดี มีมนุษย์สัมพันธ์ มีคุณธรรม จริยธรรม และวินัยในตนเอง มี สุขภาพอนามัยที่ สมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ เหมาะสมกับงาน อาชีพ ๖. เพื่อให้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศ และโลก มี ความรักชาติ สำ นึกในความเป็นไทย เสียสละเพื่อ ส่วนรวม ดำ รงรักษาไว้ซึ่งความ มั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ คุณภาพของผู้สำ เร็จการศึกษาระดับคุณวุฒิการศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ในส่วนของรูป แบบ ประเภทวิชาพาณิชยกรรม สาขาวิชาการตลาด ประกอบ ด้วย ๑. ด้านคุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ๑.)ด้านคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ ได้แก่ ความเสียสละ ความซื่อสัตย์สุจริต ความ กตัญญูกตเวที ความอดกลั้น การละเว้นสิ่งเสพติด และการพนัน การมีจิตสำ นึกและเจตคติ ที่ดีต่อวิชาชีพ และ สังคมภูมิใจและรักษาเอกลักษณ์ของชาติไทย เคารพกฎหมาย เคารพสิทธิ ของผู้อื่น ประพฤติ ปฏิบัติสู่ตาม บทบาทหน้าที่ของตนเองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีจิต สาธารณะ และ จิตสานึกรักษ์สิ่งแวดล้อม ๒) ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ได้แก่ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความรักสามัคคี มี มนุษย์สัมพันธ์ ความเชื่อมั่นในตนเอง สนใจใฝ่รู้ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ขยัน ประหยัด อดทน พึ่งตนเอง ต่อต้าน ความ รุนแรงและการทุจริต ปฏิบัติตนและปฏิบัติงานโดยคำ นึงถึงหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย การอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ๑.๒ ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ได้แก่ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความรักสามัคคี มี มนุษย์สัมพันธ์ ความเชื่อมั่นในตนเอง สนใจใฝ่รู้ มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ ขยัน ประหยัด อดทน พึ่งตนเอง ต่อต้านความ รุนแรงและการทุจริต ปฏิบัติตนและปฏิบัติงานโดยคำ นึงถึงหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ความ ปลอดภัย และอาชีวอนามัย การอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ๒. ด้านสมรรถนะแกนกลาง ๑) ด้านความรู้ ได้แก่ ๑.๑) หลักการใช้ภาษาและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร ๑.๒) หลักการใช้เหตุผล การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาและการ ๑.๓) หลักการดำ รงตนและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ๑.๔) หลักการปรับตัวและนำ เนินชีวิตในสังคมสมัยใหม่ ๒) ด้านทักษะ ได้แก่ ๒.๑) ทักษะการสื่อสารและการเรียนรู้โดยใช้ภาษาและเทคโนโลยีสารสนเทศ ๒.๒) ทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาและการจัดการ โดยใช้หลักการและกระบวนการ ทาง วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ๒.๓) ทักษะทางสังคมและการดำ รงชีวิตตามหลักศาสนา วัฒนธรรมและความเป็นพลเมือง และ หลักการพัฒนาบุคลิกภาพและสุขอนามัย ๓) ด้านความสามารถในการประยุกต์ใช้และความรับผิดชอบ ได้แก่ ๓.๑) สื่อสารโดยใช้ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจำ วัน และในงาน อาชีพ ๓.๒) แก้ไขปัญหาและพัฒนางานอาชีพโดยใช้หลักการและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และ คณิตศาสตร์ ๓.๓) ปฏิบัติตนตามหลักศาสนา วัฒนธรรม ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมทางสังคมและ สิทธิ หน้าที่ พลเมือง ๓.๔) พัฒนาบุคลิกภาพ สุขอนามัยและคุณลักษณะเหมาะสมกับการปฏิบัติงานอาชีพและ การ อยู่ ร่วมกับผู้อื่น ๓. ด้านสมรรถนะวิชาชีพ ๑) ด้านความรู้ ได้แก่ ๑.๑) หลักทฤษฎีและเทคนิคเชิงลึกภายใต้ขอบเขตของงานอาชีพ ๑.๒) หลักการคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ วางแผนและแก้ไขปัญหา ๑.๓) หลักการประสานงาน ประเมินผลการปฏิบัติงานและบริหารจัดการงานอาชีพ ๑.๔) หลักการด้านความปลอดภัยและข้อกำ หนดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการงานอาชีพ ๑.๕) หลักการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้และพัฒนางานอาชีพ ๗
๒) ด้านทักษะ ได้แก่ ๒.๑) ทักษะการเลือกและประยุกต์ใช้วิธีการ เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน ๒.๒) ทักษะการคิด วิเคราะห์และแก้ปัญหาในการปฏิบัติงาน ๒.๓) ทักษะการวางแผนการบริหารจัดการ การประสานงานและการประเมินผลการ ปฏิบัติ งานอาชีพ ๒.๔) ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ๒.๕) ทักษะด้านสุขภาวะและความปลอดภัยตามระเบียบข้อบังคับที่เชื่อมโยงกันในการปฏิบัติ งาน ๓) ด้านความสามารถในการประยุกต์ใช้และความรับผิดชอบ ได้แก่ ๓.๑) วางแผนดำ เนินงานตามหลักการและกระบวนการ โดยคำ นึงถึงการบริหารงานคุณภาพ การ อนุรักษ์พลังงาน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม หลักอาชีว อนามัยและความปลอดภัย และ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ๓.๒) ปฏิบัติงานอาชีพช่างไฟฟ้า ตามหลักการและแบบแผนที่กำ หนด โดยใช้ เลือกใช้/ปรับ ใช้ กระบวนการปฏิบัติงานที่เหมาะสม ๓.๓) เลือกใช้และบำ รุงรักษาเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ในงานอาชีพตามหลักการและ กระบวนการ โดย คำ นึงถึงความประหยัดและความปลอดภัย ๓.๔) ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ เพื่อพัฒนาและสนับสนุนงานอาชีพ สาขางาน ไฟฟ้าการควบคุมทางอุตสาหกรรม ๓.๕) ตัดสินใจ วางแผนและแก้ไขปัญหาที่ไม่คุ้นเคยหรือซับซ้อนและเป็นนามธรรม ในงาน อาชีพไฟฟ้า การควบคุมทางอุตสาหกรรม ที่ไม่อยู่ภายใต้การ ควบคุมในบางเรื่อง สื่อสาร ในการแก้ ปัญหา ๓.๖) ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะทางวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศและการ และการปฏิบัติงาน ไฟฟ้าการ ควบคุมทางอุตสาหกรรม การจัดการศึกษาและเวลาเรียน ๑) การจัดการศึกษาในระบบปกติสำ หรับผู้เข้าเรียนที่สำ เร็จการศึกษาระดับ ประกาศนียบัตร วิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าในประเภทวิชา และสาขาวิชา ตามที่หลักสูตรกำ หนด ใช้ ระยะเวลา ๒ ปีการศึกษา ส่วนผู้ เข้าเรียนที่สำ เร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และผู้ เข้าเรียนที่สำ เร็จ การศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าต่างประเภทวิชา และสาขาวิชาที่ กำ หนด ใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปีการศึกษา และเป็น ไปตามเงื่อนไขที่หลักสูตร กาหนดู ๒) การจัดเวลาเรียนให้ดำ เนินการ ดังนี้ ๒.๑) ในปีการศึกษาหนึ่ง ๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น ๒ ภาคเรียนปกติหรือ ระบบทวิภาค ภาคเรียนละ ๑๘ สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผล โดยมีเวลาเรียน และจำ นวนหน่วยกิต ตามที่กำ หนด และสถานศึกษาอาชีวศึกษา หรือสถาบันอาจเปิดสอนภาคเรียนฤดูร้อนได้อีกตามที่เห็นสมควร ๒.๒) การเรียนในระบบชั้นเรียน ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันเปิด ทำ การสอนไม่ น้อยกว่า สัปดาห์ละ ๕ วัน ๆ ละไม่เกิน ๗ ชั่วโมง โดยกำ หนด ให้จัดการเรียนการสอนคาบ ๆ ละ ๖๐ นาที เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือ สถาบันกับ ภาค การผลิตและหรือภาคบริการ หลังจากที่ผู้เรียนได้เรียน รู้ภาคทฤษฎีและการฝึกหัดหรือฝึก ปฏิบัติ เบื้องต้นใน สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันแล้วระยะเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ เรียนได้เรียนรู้จาก ๑๓ ประสบการณ์จริง ได้สัมผัสกับการปฏิบัติงานอาชีพ เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ทันสมัย และบรรยากาศ การทำ งานร่วมกัน ส่งเสริมการฝึกทักษะ กระบวนการคิด การ จัดการ การเผชิญสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยให้ ผู้เรียนทำ ได้ คิดเป็น ทำ เป็นและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อ เนื่อง ตลอดจนเกิดความมั่นใจ และเจตคติที่ดีในการทำ งาน และการประกอบอาชีพอิสระ โดยการ จัดฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพต้องดำ เนินการ ดังนี้ ๑) สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้มีการฝึกประสบการณ์สมรรถนะ วิชาชีพ ใน รูปของ การฝึกงานในสถานประกอบการ แหล่งวิทยาการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ ในภาค เรียนที่ ๓ และหรือ ภาคเรียนที่ ๔ โดยใช้เวลารวมไม่น้อยกว่า ๓๒๐ ชั่วโมง กำ หนดให้มีค่าเท่ากับ ๔ หน่วยกิต กรณีสถานศึกษา อาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องการเพิ่มพูนประสบการณ์สมรรถนะ วิชาชีพ สามารถนำ รายวิชาที่ ตรงหรือสัมพันธ์ กับลักษณะงานไปเรียนหรือ ฝึกในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐในภาค เรียนที่จัดฝึก ประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพได้ รวมไม่ น้อยกว่า ๑ ภาคเรียน ๒) การตัดสินผลการเรียนและให้ระดับผลการเรียน ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับรายวิชาอื่น หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พุทธศักราช ๒๕๖๒ เป้าหมายการอาชีวศึกษา (มาตรา ๖) เพื่อผลิตและพัฒนากำ ลังคนในด้านวิชาชีพระดับ ฝีมือ ระดับเทคนิคและระดับเทคโนโลยี รวมทั้งเป็น การ ยกระดับ การศึกษาวิชาชีพให้สูงขึ้นเพื่อให้ สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยนำ ความรู้ ในทางทฤษฎีอันเป็นสากลและ ภูมิปัญญาไทยมาพัฒนา ผู้รับการศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในทางปฏิบัติ และมีสมรรถนะ จน สามารถนำ ไปประกอบอาชีพใน ลักษณะผู้ปฏิบัติหรือผู้ประกอบอาชีพโดยอิสระ ได้ ๘
การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือ สถาบันกับ ภาค การผลิตและหรือภาคบริการ หลังจากที่ผู้เรียนได้ เรียนรู้ภาคทฤษฎีและการฝึกหัดหรือฝึก ปฏิบัติ เบื้องต้นใน สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันแล้วระยะเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ เรียนได้ เรียนรู้จาก ๑๓ ประสบการณ์จริง ได้สัมผัสกับการปฏิบัติงานอาชีพ เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ทันสมัย และบรรยากาศ การทำ งานร่วมกัน ส่ง เสริมการฝึกทักษะ กระบวนการคิด การ จัดการ การเผชิญสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยให้ ผู้เรียนทำ ได้ คิดเป็น ทำ เป็นและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อ เนื่อง ตลอดจนเกิดความมั่นใจและเจตคติที่ดีในการทำ งาน และการประกอบอาชีพอิสระ โดยการ จัดฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพต้องดำ เนินการ ดังนี้ ๑) สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้มีการฝึกประสบการณ์สมรรถนะ วิชาชีพ ใน รูปของ การฝึกงานในสถานประกอบการ แหล่งวิทยาการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ ในภาค เรียนที่ ๓ และหรือ ภาคเรียนที่ ๔ โดยใช้เวลารวมไม่น้อยกว่า ๓๒๐ ชั่วโมง กำ หนดให้มีค่าเท่ากับ ๔ หน่วยกิต กรณีสถานศึกษา อาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องการเพิ่มพูนประสบการณ์สมรรถนะ วิชาชีพ สามารถนำ รายวิชาที่ ตรงหรือสัมพันธ์ กับลักษณะ งานไปเรียนหรือฝึกในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐในภาค เรียนที่จัดฝึก ประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพได้ รวมไม่ น้อยกว่า ๑ ภาคเรียน ๒) การตัดสินผลการเรียนและให้ระดับผลการเรียน ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับรายวิชาอื่น หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พุทธศักราช ๒๕๖๒ เป้าหมายการอาชีวศึกษา (มาตรา ๖) เพื่อผลิตและพัฒนากำ ลังคนในด้านวิชาชีพระดับ ฝีมือ ระดับเทคนิคและระดับเทคโนโลยี รวมทั้งเป็น การ ยก ระดับการศึกษาวิชาชีพให้สูงขึ้นเพื่อให้ สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยนำ ความรู้ ในทางทฤษฎีอันเป็นสากลและ ภูมิปัญญาไทยมา พัฒนา ผู้รับการศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในทางปฏิบัติ และมีสมรรถนะ จน สามารถนำ ไปประกอบอาชีพใน ลักษณะผู้ปฏิบัติหรือผู้ประกอบ อาชีพโดยอิสระได้ การจัดอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ (มาตรา ๙) ให้จัดตามหลักสูตรที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษา กำ หนด ดังต่อไปนี้ ๑. หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ๒. หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ๓. หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยี/ปฏิบัติการ ๔. หลักสูตรเพื่ออาชีพ/ศึกษาต่อ/กลุ่มเฉพาะ การพัฒนาหลักสูตรอาชีวศึกษา ๑. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ๒. แผนการศึกษาแห่งชาติ ๓. พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ๔. พ.ร.บ. การอาชีวศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกาศ ศธ. เรื่อง กรอบมาตรฐานคุณวุฒิ อาชีวศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ๕. ยุทธศาสตร์ นโยบายที่เกี่ยวข้อง มาตรฐานอาชีพ/มาตรฐานสมรรถนะ ประกาศ ศธ. เรื่อง มาตรฐาน คุณวุฒิอาชีวศึกษา ระดับปริญญาตรีสาย เทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ ๖. ระเบียบ ประกาศ คู่มือ แนวปฏิบัติ ฯลฯ ๙
หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) จุดมุ่งหมาย การศึกษาไม่ว่าจะเป็นของสังคมใดประเทศใดจัดเป็นการศึกษาที่มีลักษณะเป็นสากล ที่ เป็นการจัดการ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคน โดยเฉพาะเป็นการจัดการศึกษาให้กับคนที่กำ ลัง จะเป็น ผู้ใหญ่หรือเป็นผู้ใหญ่แล้วเพื่อ อกไปพัฒนาสังคมประเทศชาติ เมื่อ พิจารณาในลักษณะดังกล่าวจะ เห็นได้ว่าธรรมชาติของการจัดการเรียนการ ๑๖ สอนในระดับอุดมศึกษานั้นมีองค์ประกอบที่สม พันธ์กัน ๓ องค์ประกอบ คือ คนองค์ความรู้และสังคมโดย องค์ประกอบทั้งสามจะมีความสัมพันธ์ ซึ่งกันและกันดังนี้ ๑. คน (ผู้เรียน+ผู้สอน) ๒. สังคม ๓. องค์ความรู้ หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พุทธศักราช ๒๕๖๒ เป้าหมายการอาชีวศึกษา (มาตรา ๖) เพื่อผลิตและพัฒนากำ ลังคนในด้านวิชาชีพระดับ ฝีมือ ระดับเทคนิคและระดับ เทคโนโลยี รวมทั้งเป็น การ ยกระดับการศึกษาวิชาชีพให้สูงขึ้นเพื่อให้ สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยนำ ความรู้ ในทางทฤษฎีอันเป็นสากลและ ภูมิปัญญาไทยมาพัฒนา ผู้รับการศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในทางปฏิบัติ และมี สมรรถนะ จน สามารถนำ ไปประกอบอาชีพใน ลักษณะผู้ปฏิบัติหรือผู้ประกอบอาชีพโดยอิสระได้ ๑๐
สภาพปัญหาหลักสูตร ในประเทศไทย สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย สภาพปัญหาหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ การเรียนการสอนจะเน้นสอนเนื้อหาวิชาตามหลักสูตรมากกว่าการพัฒนาการเด็ก ทำ ให้เด็กเกิดความเครียด การไม่ได้ใช้ประโยชน์จากหลักสูตรอย่างเต็มที่ แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรยังขาดความเป็นเอกภาพ แนวทางการแก้ไขปัญหา รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกำ หนดจุดมุ่งหมายและหลักสูตรให้เหมาะสมกับช่วงวัยและพัฒนาการ ของเด็ก สภาพปัญหาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช๒๕๖๐) ๑. ด้านหลักสูตรและการนำ หลักสูตรไปใช้ ๑.๑) ครูขาดความรู้ ความชัดเจน ในเรื่องวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ๒. ด้านการจัดการเรียนการสอน ๒.๑) ครูสอนไม่ตรงกับวิชาเอก ๒.๒) ครูไม่ใช้วิธีการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำ คัญ ๒.๓) ครูสอนโดยไม่คำ นึงถึงโครงสร้าง และแผนการสอน ๓. ด้านสื่อการเรียนการสอน ๓.๑) ครูใช้สื่อในการเรียนการสอนน้อย ครูไม่ผลิตสื่อ ไม่ใช้สื่อเทคโนโลยี การจัดสรรงบประมาณในการจัดซื้อ และจัดทำ สื่อน้อย ๑๑ บทที่๒
สภาพปัญหาหลักสูตรอาชีวศึกษา ผู้เข้าเรียนในการอาชีวศึกษาไม่มีคุณภาพเท่าที่ควรหลักสูตรก่อนถึงระดับ ปวช. คือระดับมัธยมต้น หรือการ ศึกษาผู้ใหญ่เป็นการปูพื้นฐานความรู้ระดับต่ำ เช่น อ่าน สะกดคำ ไม่ได้ ขาดความสามารถในการใช้ ภาษา อังกฤษ เมื่อมาเรียนต่อในระดับอาชีวศึกษาจึงเกิดปัญหา แม้ครูจะเตรียมการสอนดีอย่างไร ผู้เรียนไม่ สามารถต่อยอดความรู้ได้ เพราะพื้นฐานความรู้ไม่ดีเพียงพอ แนวทางการแก้ไขปัญหา ในช่วงมัธยมต้นควรมีการแนะแนวสำ หรับตัวเลือกเมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นว่าจะไป เรียน สายอาชีวศึกษาหรือสายสามัญ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือก ได้คิด ตัดสินใจ และรายวิชาเรียนในช่วง มัธยมตอนต้นควรเน้นรายวิชาที่สามารถนำ ไปต่อยอดหลักสูตรอาชีวศึกษาได้ เช่น คอมพิวเตอร์คำนวณ บัญชี เบื้องต้น งานช่าง ฯลฯ ๑๒
หลักเกณฑ์การใช้ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 ๑ การเรียนการสอน ๑ การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกวิธีเรียนที่กำ หนด และ นำ ผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วม กันได้ สามารถขอเทียบโอนผลการเรียน และขอเทียบโอนความรู้ และประสบการณ์ได้ ๒ การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริง สามารถจัดการเรียนการสอนได้หลากหลาย รูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจใน หลักการ วิธีการและการดำ เนินงาน มีทักษะการปฏิบัติงานตาม แบบแผนในขอบเขตสำ คัญและบริบทต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กันซึ่งส่วนใหญ่เป็น งานประจำ ให้คำ แนะนำ พื้นฐาน ที่ต้องใช้ในการตัดสินใจ วางแผนและแก้ไขปัญหาโดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมในบางเรื่อง สามารถ ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะทางวิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการแก้ปัญหาและการ ปฏิบัติงานในบริบทใหม่ รวมทั้งรับผิด ชอบต่อตนเองและผู้อื่น ตลอดจนมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ วิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัยที่เหมาะสมในการทำ งาน ๒ การจัดการศึกษาและเวลาเรียน การจัดการศึกษาในระบบปกติ ใช้ระยะเวลา 3 ปีการศึกษา การจัดเวลาเรียนให้ดำ เนินการ ดังนี้ ๑ ในปีการศึกษาหนึ่งๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น 2 ภาคเรียนปกติหรือระบบทวิภาค ภาคเรียนละ 18 สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผล โดยมีเวลา เรียนและจำ นวนหน่วยกิตตามที่กำ หนด และสถานศึกษา อาชีวศึกษาหรือสถาบันอาจเปิดสอนภาคเรียนฤดูร้อนได้อีกตามที่เห็นสมควร ๒ การเรียนในระบบชั้นเรียน ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันเปิดทำ การสอนไม่น้อยกว่า สัปดาห์ละ 5 วัน ๆ ละไม่เกิน 7 ชั่วโมง โดย กำ หนดให้จัดการเรียนการสอนคาบละ 60 นาที ๓ การคิดหน่วยกิต ให้มีจำ นวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 103-110 หน่วยกิต การคิดหน่วยกิตถือเกณฑ์ดังนี้ ๑ รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาในการบรรยายหรืออภิปราย 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 18 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต ๒ รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 36 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต ๓ รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต ๔ การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคีที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลา การวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต ๕ การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมง ต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต ๖ ทำ โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลา การวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต ๑๓
สภาพปัญหาหลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) ๑.ขาดแคลนอาจารย์ประจำ ที่มีคุณวุฒิและประสบการณ์โดยเฉพาะสาขาวิชาที่มีความต้องการมากทางด้าน วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเกษตรกรรม ๒. อุดมศึกษามุ่งความเป็นเลิศทางวิชาการ ละเลยคุณธรรม จริยธรรม การบริการวิชาการแก่สังคม ๓. มหาวิทยาลัยมักเลียนแบบต่างประเทศโดยไม่เข้าใจ หลักการและเป้าหมายที่แท้จริงของหลักการที่ เลียนแบบ ๔. การเรียนการสอนยังเน้นทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติเน้นความรู้มากกว่าการนำ ไปใช้ ๕. การตื่นตัวทางการวิจัยมุ่งการกำ หนดให้เลื่อนตำ แหน่งทางวิชาการซึ่งเน้นการวิจัยมากเกินไปจนทำ ให้ลด ความสำ คัญด้านการสอน ๖. กลุ่มผู้บริหารอุดมศึกษามีลักษณะอนุรักษ์นิยมสูง ๗. งบประมาณในการพัฒนาการศึกษายังมีไม่เพียงพอ แนวทางการแก้ไขปัญหา ๑. จัดการเรียนรู้โดยให้นักศึกษาและบุคลากรเรียนรู้จากการทำ งานโดยลงมือทำ หรือปฏิบัติจริง ๒. ควรจัดสรรงบประมาณสำ หรับการศึกษา และกิจกรรมในมหาลัยให้ได้มาก ๑๔
หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช ๒๕๖๓ ๑. การเรียนการสอน ๑.๑ การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกวิธีเรียนที่กำ หนด และ นำ ผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วม กันได้ สามารถขอเทียบโอนผลการเรียน และขอเทียบโอนความรู้ และประสบการณ์ได้ ๑.๒ การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริง สามารถจัดการเรียนการสอนได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจใน หลักการ วิธีการและการดำ เนินงาน มีทักษะการปฏิบัติงานตามแบบแผน และปรับตัวได้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง สามารถบูรณาการและ ประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะทางวิชาการ ที่สัมพันธ์กับวิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการตัดสินใจ วางแผน แก้ปัญหา บริหาร จัดการ ประสานงานและประเมินผลการดำ เนินงานได้อย่างเหมาะสม มีส่วนร่วมในการวางแผนและพัฒนา ริเริ่มสิ่งใหม่ มีความรับผิด ชอบต่อตนเอง ผู้อื่นและหมู่คณะ รวมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัยที่เหมาะสมในการทำ งาน ๒. การจัดการศึกษาและเวลาเรียน ๒.๑ การจัดการศึกษาในระบบปกติสำ หรับผู้เข้าเรียนที่สำ เร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าในประเภทวิชา และสาขาวิชาตามที่หลักสูตรกำ หนด ใช้ระยะเวลา ๒ ปีการศึกษา ส่วนผู้เข้าเรียนที่สำ เร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และผู้เข้าเรียนที่สำ เร็จการศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าต่างประเภทวิชาและสาขาวิชาที่กำ หนด ใช้ระยะเวลาไม่ น้อยกว่า ๒ ปีการศึกษา และเป็นไปตามเงื่อนไขที่หลักสูตรกำ หนด ๒.๒ การจัดเวลาเรียนให้ดำ เนินการ ดังนี้ ๒.๒.๑ ในปีการศึกษาหนึ่ง ๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น ๒ ภาคเรียนปกติหรือระบบทวิภาค ภาคเรียนละ ๑๘ สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผล โดยมีเวลาเรียนและจำ นวนหน่วยกิตตามที่กำ หนด และ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันอาจเปิดสอนภาคเรียนฤดูร้อนได้อีกตามที่เห็นสมควร ๒.๒.๒ การเรียนในระบบชั้นเรียน ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันเปิดทำ การสอนไม่น้อยกว่า สัปดาห์ละ ๕ วัน ๆ ละไม่เกิน ๗ ชั่วโมง โดยกำ หนดให้จัดการเรียนการสอนคาบละ ๖๐ นาที ๓โครงสร้างหลักสูตร โครงสร้างของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช ๒๕๖๓ แบ่งเป็น ๓ หมวดวิชา และ กิจกรรมเสริมหลักสูตร ดังนี้ ไม่น้อยกว่า ๒๑ หน่วยกิต ๔.๑ หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง ๔.๑.๑ กลุ่มวิชาภาษาไทย ๔.๑.๒ กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ ๔.๑.๓ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ ๔.๑.๔ กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ ๔.๑.๕ กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ ๔.๑. กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ ไม่น้อยกว่า ๕๖ หน่วยกิต ๔.๒ หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ ๔.๒.๑ กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐาน ๔.๒.๒ กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ ๔.๒.๓ กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือก ๔.๒.๔ ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ ๔.๒.๕ โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิต ๔.๓ หมวดวิชาเลือกเสรี ๔.๔ กิจกรรมเสริมหลักสูตร (๒ ชั่วโมง/สัปดาห์) ๑๕
หมายเหตุ ๑) จำ นวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชาและกลุ่มวิชาในหลักสูตร ให้เป็นไปตามที่กำ หนดไว้ ในโครงสร้างของแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา ๒) การพัฒนารายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ จะเป็นรายวิชาบังคับ ที่สะท้อนความเป็นสาขาวิชาตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ ด้านสมรรถนะวิชาชีพของสาขาวิชา ซึ่งยึดโยง กับมาตรฐานอาชีพ จึงต้องพัฒนากลุ่มรายวิชาให้ครบจำ นวนหน่วยกิตที่กำ หนด และผู้เรียนต้องเรียนทุกรายวิชา ๓) สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถจัดรายวิชาเลือกตามที่กำ หนดไว้ในหลักสูตร และ หรือพัฒนาเพิ่มตามความต้องการเฉพาะด้านของสถานประกอบการหรือ ตามยุทธศาสตร์ภูมิภาค เพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ ที่ประเภทวิชา สาขาวิชาและ สาขางานกำ หนด ๕. การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันกับภาคการผลิต และหรือภาคบริการ หลังจากที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ภาคทฤษฎีและ การฝึกหัดหรือฝึกปฏิบัติเบื้องต้นในสถานศึกษา อาชีวศึกษาหรือสถาบันแล้วระยะเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้สัมผัสกับการ ปฏิบัติงานอาชีพ เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ทันสมัย และบรรยากาศการทำ งานร่วมกัน ส่งเสริมการฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ ซึ่ง จะช่วยให้ผู้เรียนทำ ได้ คิดเป็น ทำ เป็นและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเกิดความมั่นใจและเจตคติที่ดีในการทำ งานและการประกอบ อาชีพอิสระ โดยการจัดฝึก ประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพต้องดำ เนินการ ดังนี้ ๕.๑ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้มีการฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ ในรูปของ การฝึกงานในสถานประกอบการ แหล่งวิทยาการ รัฐวิสาหกิจหรือ หน่วยงานของรัฐ ในภาคเรียนที่ ๓ และหรือ ภาคเรียนที่ ๔ โดยใช้เวลารวมไม่น้อยกว่า ๓๒๐ ชั่วโมง กำ หนดให้มีค่าเท่ากับ ๔ หน่วยกิต กรณีสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องการเพิ่มพูนประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ สามารถนำ รายวิชาที่ตรงหรือสัมพันธ์กับลักษณะงานไปเรียนหรือฝึกในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจหรือ หน่วยงานของรัฐในภาคเรียนที่จัดฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพได้ รวมไม่น้อยกว่า 1 ภาคเรียน ๕.๒ การตัดสินผลการเรียนและให้ระดับผลการเรียน ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับรายวิชาอื่น ๖. โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ เป็นรายวิชาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า บูรณาการความรู้ ทักษะและประสบการณ์ จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองตามความถนัดและความสนใจ ตั้งแต่การเลือกหัวข้อหรือเรื่อง ที่จะศึกษา ทดลอง พัฒนาและหรือประดิษฐ์คิดค้น โดยการวางแผน กำ หนดขั้นตอนกระบวนการ ดำ เนินการ ประเมินผล สรุปและจัดทำ รายงานเพื่อนำ เสนอ ซึ่งอาจทำ เป็นรายบุคคลหรือกลุ่มก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ ลักษณะของโครงงานนั้น ๆ โดยการจัดทำ โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพดังกล่าวต้องดำ เนินการ ดังนี้ ๖.๑ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้ผู้เรียนจัดทำ โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ที่สัมพันธ์หรือสอดคล้องกับสาขาวิชา ในภาคเรียนที่ ๓ และหรือภาคเรียน ที่ ๔ รวมจำ นวน ๔ หน่วยกิต ใช้เวลา ไม่น้อยกว่า ๒๑๖ ชั่วโมง ทั้งนี้ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้มีชั่วโมงเรียน ๔ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ กรณีที่กำ หนดให้ เรียนรายวิชาโครงงาน ๔ หน่วยกิต หากจัดให้เรียนรายวิชาโครงงาน ๒ หน่วยกิต คือ โครงงาน ๑ และโครงงาน ๒ ให้สถานศึกษา อาชีวศึกษาหรือสถาบันจัดให้มีชั่วโมงเรียนต่อสัปดาห์ที่เทียบเคียงกับ เกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น ๖.๒ การตัดสินผลการเรียนและให้ระดับผลการเรียน ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับรายวิชาอื่น ๗. กิจกรรมเสริมหลักสูตร ๗.๑ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้มีกิจกรรมเสริมหลักสูตรไม่น้อยกว่า ๒ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทุกภาคเรียน เพื่อส่งเสริมสมรรถนะแกนกลางและหรือ สมรรถนะวิชาชีพ ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ระเบียบวินัย การต่อต้านความรุนแรง สารเสพติดและการทุจริต เสริมสร้างการเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ใน ด้านการรักชาติ เทิดทูนพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ทะนุบำ รุงศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ไทย ปลูกฝังจิตสำ นึกและจิตอาสาในการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมและทำ ประโยชน์ต่อชุมชนและท้องถิ่น ทั้งนี้ โดยใช้กระบวนการกลุ่ม ในการวางแผน ลงมือปฏิบัติ ประเมิน ผล และปรับปรุงการทำ งาน สำ หรับนักเรียนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ให้เข้าร่วมกิจกรรมที่สถานประกอบการจัดขึ้น ๗.๒ การประเมินผลกิจกรรมเสริมหลักสูตร ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการ จัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ๘.การปรับพื้นฐานวิชาชีพ ๘.๑ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้ผู้เข้าเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ที่สำ เร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และผู้เข้า เรียนที่สำ เร็จการศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่า ต่างประเภทวิชาและสาขาวิชาที่กำ หนด เรียนรายวิชาปรับพื้นฐาน วิชาชีพที่กำ หนดไว้ใน หลักสูตรแต่ละประเภทวิชา สาขาวิชา เพื่อให้มีความรู้และทักษะพื้นฐานที่จำ เป็น สำ หรับการเรียนในสาขาวิชานั้น ๘.๒ การจัดการเรียนการสอนและการประเมินผลการเรียนรายวิชาปรับพื้นฐานวิชาชีพ ให้เป็นไปตาม ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาและการ ประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง ๘.๓ กรณีผู้เข้าเรียนที่มีความรู้และประสบการณ์ในรายวิชาปรับพื้นฐานวิชาชีพที่หลักสูตรกำ หนด มาก่อนเข้าเรียน สามารถขอเทียบโอนผลการเรียนรู้ได้ โดยปฏิบัติตาม ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย การจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ๑๖
๙.การจัดแผนการเรียน เป็นการกำ หนดรายวิชาตามโครงสร้างหลักสูตรที่จะดำ เนินการเรียนการสอนในแต่ละภาคเรียน โดยจัดอัตราส่วนการเรียนรู้ภาคทฤษฎีต่อภาคปฏิบัติในหมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ ประมาณ ๔๐ : ๖๐ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะหรือกระบวนการจัดการเรียนรู้ของแต่ละสาขาวิชา ซึ่งมีข้อเสนอแนะดังนี้ ๙.๑ จัดรายวิชาในแต่ละภาคเรียน โดยคำ นึงถึงรายวิชาที่ต้องเรียนตามลำ ดับก่อน-หลัง ความง่าย-ยาก ของรายวิชา ความต่อเนื่องและเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของรายวิชา รวมทั้ง รายวิชาที่สามารถบูรณาการจัดการเรียนรู้ ร่วมกันในลักษณะของงาน โครงงานและหรือชิ้นงานในแต่ละภาคเรียน ๙.๒ จัดให้ผู้เรียนเรียนรายวิชาบังคับในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ ในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ และ กิจกรรมเสริมหลักสูตรให้ครบ ตามที่กำ หนดในโครงสร้างหลักสูตร ๙.๒.๑ การจัดรายวิชาในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง ควรจัดกระจายทุกภาคเรียน ๙.๒.๒ การจัดรายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐาน โดยเฉพาะรายวิชาที่เป็นพื้นฐานของ การเรียนวิชาชีพควรจัดให้เรียนในภาคเรียนที่ 1 ๙.๒.๓ การจัดรายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ ควรจัดให้เรียนก่อนรายวิชาในกลุ่มสมรรถนะ วิชาชีพเลือกและรายวิชาในหมวดวิชาเลือกเสรี ๙.๓ จัดให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนรายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือกและหมวดวิชาเลือกเสรี ตามความถนัด ความสนใจ เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อ โดย คำ นึงถึงความสอดคล้องกับ มาตรฐานการศึกษาวิชาชีพด้านสมรรถนะวิชาชีพของสาขาวิชาและสาขางาน ๙.๔ จัดรายวิชาทวิภาคีที่นำ ไปเรียนและฝึกในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ โดยประสานงานร่วมกับสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อพิจารณากำ หนดภาคเรียน ที่จัดฝึกอาชีพ รวมทั้งกำ หนดรายวิชาหรือกลุ่มวิชาที่ตรงกับลักษณะงานของสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่นำ ไปร่วมฝึก อาชีพในภาคเรียนนั้น ๆ ๙.๕ จัดรายวิชาฝึกงานในภาคเรียนที่ ๓ หรือ ๔ ครั้งเดียว จำ นวน ๔ หน่วยกิต ๓๒๐ ชั่วโมง (เฉลี่ย ๒๐ ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ต่อภาคเรียน) หรือ จัดให้ลงทะเบียนเรียนเป็น ๒ ครั้ง คือ ภาคเรียนที่ ๓ จำ นวน ๒ หน่วยกิต และ ภาคเรียนที่ ๔ จำ นวน ๒ หน่วยกิต รายวิชาละ ๑๖๐ ชั่วโมง (เฉลี่ย ๑๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ต่อภาคเรียน) ตามเงื่อนไข ของ หลักสูตรสาขาวิชานั้น ๆ ในภาคเรียนที่จัดฝึกงานนี้ ให้สถานศึกษาพิจารณากำ หนดรายวิชาหรือกลุ่มวิชาที่ตรงกับลักษณะงาน ของสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อนำ ไปเรียนและ ฝึกปฏิบัติในภาคเรียนที่จัดฝึกงานด้วย การจัดฝึกงานในภาคเรียนฤดูร้อนสามารถทำ ได้โดยต้องพิจารณาระยะเวลาในการฝึกให้ครบ ตามที่หลักสูตรกำ หนด ๙.๖ จัดรายวิชาโครงงานในภาคเรียนที่ ๓ หรือ ๔ ครั้งเดียว จำ นวน ๔ หน่วยกิต (๑๒ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ต่อภาคเรียน) หรือ จัดให้ลงทะเบียนเรียนเป็น ๒ ครั้ง คือ ภาคเรียนที่๓ และภาคเรียนที่ ๔ รวม ๔ หน่วยกิต (๖ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ต่อภาคเรียน) ตามเงื่อนไขของหลักสูตรสาขาวิชานั้น ๆ ๙.๗ จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรในแต่ละภาคเรียน ภาคเรียนละไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ๙.๘ จัดจำ นวนหน่วยกิตรวมในแต่ละภาคเรียน ไม่เกิน ๒๒ หน่วยกิต สำ หรับการเรียนแบบเต็มเวลา และไม่เกิน ๑๒ หน่วยกิต สำ หรับการเรียนแบบไม่เต็มเวลา ส่วนภาคเรียน ฤดูร้อนจัดได้ไม่เกิน ๑๒ หน่วยกิต ทั้งนี้ เวลาในการจัดการเรียนการสอนในภาคเรียนปกติและภาคเรียนฤดูร้อนโดยเฉลี่ยไม่ควรเกิน ๓๕ ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ ส่วนการเรียนแบบ ไม่เต็มเวลาไม่ควรเกิน ๒๕ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หากสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันมีเหตุผลและความจำ เป็นในการจัดหน่วยกิตและเวลา ในการจัดการเรียนการสอนแต่ละภาคเรียนที่แตกต่างไปจากเกณฑ์ข้างต้น อาจทำ ได้ แต่ต้องไม่กระทบต่อ มาตรฐานและคุณภาพการศึกษา๑๐. การศึกษาระบบทวิภาคี เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่เกิดจากข้อตกลงร่วมกันระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบัน กับสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ โดยผู้เรียนใช้เวลาส่วน หนึ่งในสถานศึกษาอาชีวศึกษา หรือสถาบัน และเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้การจัด การศึกษาระบบทวิภาคีสามารถเพิ่มขีด ความสามารถด้านการผลิตและพัฒนากำ ลังคนตรงตามความต้องการของ ผู้ใช้และเป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตร ทั้งนี้ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องดำ เนินการดังนี้ ๑๑. การประเมินผลการเรียน เน้นการประเมินสภาพจริง ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึก และการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง๑๓. การสำ เร็จการศึกษาตามหลักสูตร๑๓.๑ ได้รายวิชาและจำ นวนหน่วยกิตสะสมในทุกหมวดวิชา ครบถ้วนตามที่กำ หนดไว้ในหลักสู แต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา และตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำ หนด๑๓.๒ ได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำ กว่า ๒.๐๐๑๓.๓ ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานวิชาชีพ ๑๓.๔ ได้เข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำ หนด และ “ผ่า ทุกภาคเรียน ๑๗
หลักสูตรระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ เพื่ออนุวัติให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ กําหนดมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรี สายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ เพื่อให้สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถาบันการอาชีวศึกษา ใช้เป็นแนวทาง ในการพัฒนาหรือปรับปรุงหลักสูตร การจัดการเรียนการ สอนและการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา ให้สามารถผลิตผู้สําเร็จการศึกษาที่มีคุณภาพและเพื่อประโยชน์ต่อการรับรองมาตรฐานคุณวุฒิผู้ สําเร็จการศึกษา อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๘ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ และที่แก้ไข เพิ่มเติม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยคําแนะนําของคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในการประชุมครั้งที่ ๑๒/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ จึงออกประกาศไว้ดังนี้ ๑. ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พ.ศ. ๒๕๕๖” ๒. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ๓. ให้ยกเลิก “ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กรอบมาตรฐานหลักสูตรปริญญาตรี สายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พ.ศ. ๒๕๕๒” ลงวัน ที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ๔. ชื่อคุณวุฒิการศึกษา ปริญญาเทคโนโลยีบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ทล.บ. ๕. คุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ กําหนดให้ผู้สําเร็จการศึกษามีคุณภาพครอบคลุมอย่างน้อย ๓ ด้าน คือ ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ด้านสมรรถนะ หลักและสมรรถนะทั่วไป และด้านสมรรถนะวิชาชีพ สามารถศึกษาค้นคว้า พัฒนานวัตกรรมและ เทคโนโลยีในวิชาการสัมพันธ์กับวิชาชีพเพื่อประยุกต์ใช้ในการปฏิบตัิงานในขอบเขตที่กว้างขวาง วางแผนและบริหารงานการผลิตหรือบริการ ในงานอาชีพ มีส่วนร่วมพัฒนาและริเริ่มวิธีการปฏิบัติ รับผิดชอบ ต่อตนเอง ผู้อื่นและหมู่คณะ มีอิสระในการปฏิบัติงานที่ซับซ้อนหรือจัดการ งานผู้อื่น รวมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสยที่หมาะสมในการทํางาน ๖. ปรัชญาและวัตถุประสงค์ของการจัดการอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ มุ่งให้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ ปรัชญาการอาชีวศึกษา และมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพหรือมาตรฐาน สมรรถนะของสาขาวิชานั้น ๆ ในการจัดการศึกษา โดยมุ่งเน้นผลิตผู้มีความรอบรู้และมีสมรรถนะในการปฏิบัติ และพัฒนางานระดับเทคโนโลยี สามารถจัดการและควบคุมการทํางาน มีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัยในการทํางาน สอดคล้องกับความต้องการ ของสังคม ชุมชนและสถานประกอบการ สามารถประกอบอาชีพอิสระ พัฒนาตนเองให้มีความก้าวหน้าทางวิชาการและวิชาชีพ ๗. การจัดการศึกษาในระบบและระบบทวิภาคีใช้ระยะเวลา ๒ ปีการศึกษา การจัดภาคเรียน ให้ใช้ระบบทวิภาค โดยกําหนดให้ ๑ ปีการศึกษา แบ่งออกเป็น ๒ ภาคเรียน และใน ๑ ภาคเรียนปกติ มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๘ สัปดาห์ สําหรับภาคเรียนฤดูร้อน ให้กําหนดระยะเวลา และจํานวน หน่วยกิตให้มีสัดส่วนเทียบเคียงกันได้กับภาคเรียนปกติ การจัดภาคเรียนระบบอื่น ให้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับระบบการศึกษา นั้น รวมทั้งการเทียบเคียงหน่วยกิตกับระบบทวิภาคไว้ในหลักสูตรให้ชัดเจน ๘. การคิดหน่วยกิตต่อภาคเรียน ๘.๑ รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาบรรยายหรืออภิปราย ไม่น้อยกว่า ๑๘ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๘.๒ รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ ไม่น้อยกว่า ๓๖ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๘.๓ รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม ไม่น้อยกว่า ๕๔ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๘.๔ การฝกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ไม่น้อยกว่า ๕๔ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๘.๕ การฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพในสถานประกอบการ ไม่น้อยกว่า ๕๔ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๘.๖ การทําโครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า ๕๔ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๙. จํานวนหน่วยกิต มีจํานวนหน่วยกิตรวมระหว่าง ๗๒ - ๘๗ หน่วยกิต ๑๘
มาตรฐานการอุดมศึกษา ประกอบด้วยมาตรฐาน 3 ด้าน 12 ตัวบ่งชี้ ดังนี้ 1. มาตรฐานด้านคุณภาพบัณฑิต บัณฑิตระดับอุดมศึกษาเป็นผู้มีความรู้ มีคุณธรรมจริยธรรม มีความสามารถ ในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง สามารถประยุกต์ใช้ ความรู้เพื่อการดำ รงชีวิตในสังคมได้อย่างมี ความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีความสำ นึกและความรับผิดชอบในฐานะพลเมือง และพลโลก ตัวบ่งชี้ 1.1 บัณฑิตมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในศาสตร์ของตน สามารถเรียนรู้ สร้าง และประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง สามารถ ปฏิบัติงานและสร้างงานเพื่อพัฒนาสังคมให้สามารถ แข่งขันได้ในระดับสากล 1.2 บัณฑิตมีจิตสำ นึก ดำ รงชีวิต และปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบโดย ยึดหลักคุณธรรมจริยธรรม 1.3 บัณฑิตมีสุขภาพดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มีการดูแล เอาใจใส่ รักษา สุขภาพของตนเองอย่างถูกต้องเหมาะสม 2. มาตรฐานด้านการบริหารจัดการการอุดมศึกษา มีการบริหารจัดการการอุดมศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล และพันธกิจของ การ อุดมศึกษาอย่างมีดุลยภาพ ก. มาตรฐานด้านธรรมาภิบาลของการบริหารการอุดมศึกษา มีการบริหารจัดการการอุดมศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล โดยคำ นึงถึง ความหลากหลาย และความเป็นอิสระทางวิชาการ ตัวบ่งชี้ (1) มีการบริหารจัดการบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีความ ยืดหยุ่น สอดคล้องกับความต้องการที่หลากหลายของ ประเภทสถาบันและสังคม เพื่อเพิ่มศักยภาพ ในการปฏิบัติงานอย่างมีอิสระทางวิชาการ (2) มีการบริหารจัดการทรัพยากรและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล คล่องตัว โปร่งใส และตรวจสอบได้ มีการจัดการศึกษาผ่าน ระบบและวิธีการต่างๆ อย่างเหมาะสมและคุ้มค่าคุ้มทุน (3) มีระบบการประกันคุณภาพเพื่อนำ ไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน การอุดมศึกษาอย่างต่อเนื่อง มาตรฐานด้านพันธกิจของการบริหารการอุดมศึกษา ข. การดำ เนินงานตามพันธกิจของการอุดมศึกษาทั้ง 4 ด้าน อย่างมีดุลยภาพ โดยมีการประสานความร่วมมือรวมพลังจากทุกภาค ส่วนของชุมชนและสังคมในการจัดการความรู้ ตัวบ่งชี้ (1) มีหลักสูตรและการเรียนการสอนที่ทันสมัย ยืดหยุ่น สอดคล้องกับ ความต้องการที่หลากหลายของประเภทสถาบันและสังคม โดยให้ความสำ คัญกับการพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียนแบบผู้เรียนเป็นสำ คัญ เน้นการเรียนรู้และการสร้างงานด้วยตนเองตามสภาพจริง ใช้การวิจัย เป็นฐาน มีการประเมินและใช้ผลการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน และการบริหารจัดการหลักสูตร ตลอดจนมีการบริหารกิจการนิสิตนักศึกษาที่เหมาะสมสอดคล้องกับหลักสูตรและการเรียนการสอน ๑๙
(2) มีการวิจัยเพื่อสร้างและประยุกต์ใช้องค์ความรู้ใหม่ที่เป็นการขยาย พรมแดนความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาที่เชื่อมโยงกับสภาพ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และ สิ่งแวดล้อมตามศักยภาพของประเภทสถาบัน มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบัน อุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันได้ในระดับนานาชาติของ สังคมและประเทศชาติ (3) มีการให้บริการวิชาการที่ทันสมัย เหมาะสม สอดคล้องกับความ ต้องการของสังคมตามระดับความเชี่ยวชาญของประเภทสถาบัน มีการประสานความร่วมมือระหว่าง สถาบันอุดมศึกษากับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และ ความยั่งยืนของสังคมและประเทศชาติ (4) มีการอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสาน พัฒนา เผยแพร่ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และความภาค ภูมิใจในความเป็นไทย มีการปรับใช้ศิลปะ วัฒนธรรมต่างประเทศอย่างเหมาะสม เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ 3. มาตรฐานด้านการสร้างและพัฒนาสังคมฐานความรู้ และสังคมแห่งการ เรียนรู้ การแสวงหา การสร้าง และการจัดการความรู้ตามแนวทาง/หลักการ อันนำ ไปสู่ สังคมฐานความรู้ และสังคมแห่งการเรียนรู้ การเรียนรู้ ตัวบ่งชี้ 3.1 มีการแสวงหา การสร้าง และการใช้ประโยชน์ความรู้ ทั้งส่วนที่เป็นภูมิ ปัญญาท้องถิ่น และเทศ เพื่อเสริมสร้างสังคมฐานความรู้ 3.2 มีการบริหารจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ โดยใช้หลักการวิจัยแบบ บูรณาการ หลักการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หลักการสร้างเครือข่าย และหลักการประสานความร่วมมือ รวมพลัง อันนำ ไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ ๒๐
แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตร ในศตวรรษที่ ๒๑ แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตร ในศตวรรษที่ ๒๑ หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ๑. การจัดการศึกษาปฐมวัยในอนาคตควรมีการขยายการจัดบริการเพื่อให้เด็กทุกคนได้รับบริการอย่างทั่วถึง ๒. พัฒนาสุขภาพและสมองของเด็ก ซึ่งการจะเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาจำ เป็นต้องมีการปฏิรูป การศึกษา ตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ โดยการให้ความรู้แก่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะคู่สมรสและคนหนุ่มสาวในเรื่องการ วางแผน ครอบครัว ๓. ให้ความสำ คัญกับคุณภาพของครูและพี่เลี้ยงเด็กที่มีความรู้ความเข้าใจและความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อฝึกฝนให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ ๔. ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในรูปของการจัดตั้งคณะกรรมการโรงเรียนที่มีผู้ปกครอง และ สมาชิกชุมชนร่วมเป็นกรรมการด้วย ๕. รัฐควรมีมาตรการคุ้มครองเด็กที่มีปัญหา อาทิ เด็กถูกทารุณกรรม โดยจัดหาองค์กร กลุ่มบุคคล หรือ ครอบครัวที่มีความพร้อมในการให้ความอนุเคราะห์ ๖. ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้จากระบบสื่อสารให้มากขึ้น ๗. พ่อแม่ควรจะได้เรียนรู้วิธีการใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างมีคุณภาพรวมถึงการให้การศึกษาแก่ผู้สูงอายุในการ เลี้ยงดูเด็ก ๒๑ บทที่๓
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช๒๕๖๐) ๑. ด้านหลักสูตรและการนำ หลักสูตรไปใช้ ๑.๑) ผู้บริหารจัดให้คุณครูเข้าร่วมอบรม เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่สมบูรณ์ ๒. ด้านการจัดการเรียนการสอน ๒.๑) ปรับปรุง พัฒนาครูผู้สอนให้เกิดความชำ นาญในแต่ละสาขาวิชานั้นๆ ๒๒) ครูต้องศึกษา เอกสาร หลักสูตร วิธีสอน เตรียมสื่อและแผนการสอนเป็นตัวช่วยให้มากขึ้น ๓. ด้านสื่อการเรียนการสอน ๓.๑) จัดสรรงบประมาณในการจัดซื้อสื่อให้เพิ่มมากขึ้น และจัดอบรมนิเทศเกี่ยวกับการผลิตสื่อเทคโนโลยีต่างๆ ให้แก่ครู หลักสูตรอาชีวศึกษา ๑) จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในสภาวการณ์ปัจจุบันเน้นให้ผู้เรียนมีสมรรถนะที่สมบูรณ์ใน ศตวรรษที่ 21 เป็นไปตามความต้องการของสถานประกอบการ ๒) จัดสรรงบประมาณสนับสนุน ในส่วนของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้จัดการเรียนการสอนโดยเน้น ทักษะการเรียนรู้ ทักษะการคิดวิเคราะห์สร้างนวัตกรรม ๓) สถานศึกษาจะต้องมีการพัฒนากระบวนการต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วย ภาวะผู้นำ ของผู้บริหารสถานศึกษา มีอัตราส่วนที่ เหมาะสมของครูต่อผู้เรียนภายใต้การจัดห้องเรียน ๔) สถานศึกษาสามารถผลิตผู้เรียนให้สำ เร็จการศึกษาตามเกณฑ์ระยะเวลาที่สถานศึกษากำ หนด และได้รับการ รับรอง สมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ หรือผ่านการประเมินมาตรฐานสากล หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) ๑) หลักสูตรใหม่แบบบูรณาการ ๒ ศาสตร์ขึ้นไป จากการเปลี่ยนแปลงของสังคม และการแข่งขันในด้าน เศรษฐกิจและ อุตสาหกรรม ทำ ให้คนในสังคมต้องการเพิ่มความรู้ความสามารถในหลายสาขา เพื่อให้ตนเอง รู้เท่าทันและอยู่รอดท่ามกลางกร เปลี่ยนแปลงของสังคมในทุกด้าน จึงหันมาสนใจหลักสูตรการศึกษาที่ให้ ความรู้ตั้งแต่สองศาสตร์ขึ้นไป เช่น บัญชีควบคู่กับ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ควบคู่กับเศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ควบคู่กับสังคมสงเคราะห์ ๒) หลักสูตรนานาชาติมีแนวโน้มมากขึ้น เนื่องจากสภาพโลกาภิวัฒน์มีการเชื่อมโยงด้านการค้าและการลงทุน ทำ ให้ตลาด แรงงานในอนาคตต้องการคนที่มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ ส่งผลให้ความต้องการ หลักสูตรนานาชาติมีมากขึ้น และ จากการเปิดเสรีทางการศึกษายังเป็นโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาจาก ต่างประเทศเข้ามาในไทย และเปิดหลักสูตรภาษาต่าง ประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ ยิ่งกระตุ้นให้หลักสูตรการศึกษานานาชาติได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น การเรียน ในหลักสูตรนี้จึงยังคงจำ กัดอยู่ในกลุ่มผู้เรียนฐานะดี ๒๒
หลักเกณฑ์การใช้ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 1. การเรียนการสอน 1.1 การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกวิธีเรียนที่กำ หนด และ นำ ผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้ สามารถ ขอเทียบโอนผลการเรียน และขอเทียบโอนความรู้ และประสบการณ์ได้ 1.2 การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริง สามารถจัดการเรียนการสอนได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักการ วิธีการ และการดำ เนินงาน มีทักษะการปฏิบัติงานตามแบบแผน และปรับตัวได้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง สามารถบูรณาการและประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะทาง วิชาการ ที่สัมพันธ์กับวิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการตัดสินใจ วางแผน แก้ปัญหาบริหาร จัดการ ประสานงานและประเมินผลการ ดำ เนินงานได้อย่างเหมาะสม มีส่วนร่วมในการวางแผนและพัฒนา ริเริ่มสิ่งใหม่ มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ผู้อื่นและหมู่คณะ รวมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัยที่เหมาะสมในการทำ งาน 2. การจัดการศึกษาและเวลาเรียน 2.1 การจัดการศึกษาในระบบปกติสำ หรับผู้เข้าเรียนที่สำ เร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าในประเภทวิชาและสาขาวิชาตามที่ หลักสูตรกำ หนด ใช้ระยะเวลา 2 ปีการศึกษา ส่วนผู้เข้าเรียนที่สำ เร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และผู้เข้าเรียนที่สำ เร็จการศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าต่างประเภทวิชาและสาขาวิชาที่กำ หนด ใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปีการศึกษา และเป็นไปตามเงื่อนไข ที่หลักสูตรกำ หนด 2.2 การจัดเวลาเรียนให้ดำ เนินการ ดังนี้ 2.2.1 ในปีการศึกษาหนึ่ง ๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น 2 ภาคเรียนปกติหรือระบบทวิภาค ภาคเรียนละ 18 สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผล โดยมีเวลาเรียนและ จำ นวนหน่วยกิตตามที่กำ หนด และ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันอาจเปิดสอนภาคเรียนฤดูร้อนได้อีกตามที่เห็นสมควร 2.2.2 การเรียนในระบบชั้นเรียน ให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันเปิดทำ การสอนไม่น้อยกว่า สัปดาห์ละ 5 วัน ๆ ละไม่เกิน 7 ชั่วโมง โดยกำ หนดให้จัดการเรียนการสอนคาบละ 60 นาที 3. การคิดหน่วยกิต ให้มีจำ นวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 83 - 90 หน่วยกิต การคิดหน่วยกิตถือเกณฑ์ดังนี้ 3.1 รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาในการบรรยายหรืออภิปราย 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 18 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.2 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 36 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.3 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.4 การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.5 การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการ ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.6 การทำ โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พ.ศ. ๒๕๕๖ เพื่ออนุวัติให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๖ จึงเห็นสมควรกําหนดมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับ ปริญญาตรี สายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ เพื่อให้สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถาบันการอาชีวศึกษา ใช้เป็นแนวทาง ในการพัฒนาหรือปรับปรุงหลักสูตร การ จัดการเรียนการสอนและการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา ให้สามารถผลิตผู้สําเร็จการศึกษาที่มีคุณภาพและเพื่อประโยชน์ต่อการรับรองมาตรฐานคุณวุฒิผู้สําเร็จการศึกษา อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๘ และมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ โดยคําแนะนําของคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในการประชุมครั้งที่ ๑๒/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ จึงออกประกาศไว้ดังนี้ ๑. ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พ.ศ. ๒๕๕๖” ๒. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแตว่ ันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ๓. ให้ยกเลิก “ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กรอบมาตรฐานหลักสูตรปริญญาตรี สายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พ.ศ. ๒๕๕๒” ลงวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ๔. ชื่อคุณวุฒิการศึกษา ปริญญาเทคโนโลยีบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ทล.บ. ๕. คุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ กําหนดให้ผู้สําเร็จการศึกษามีคุณภาพครอบคลุมอย่างน้อย ๓ ด้าน คือ ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ด้านสมรรถนะ หลักและสมรรถนะทั่วไป และด้านสมรรถนะวิชาชีพ สามารถศึกษาค้นคว้า พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในวิชาการสัมพันธ์กับวิชาชีพเพื่อประยุกต์ใช้ในการปฏิ บตัิงานในขอบเขตที่กว้างขวาง วางแผนและบริหารงานการผลิตหรือบริการในงานอาชีพ มีส่วนร่วมพัฒนาและริเริ่มวิธีการปฏิบัติ รับผิดชอบ ต่อตนเอง ผู้อื่นและหมู่คณะ มี อิสระในการปฏิบัติงานที่ซับซ้อนหรือจัดการงานผู้อื่น รวมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสยที่หมาะสมในการทํางาน ๒๓
๖. ปรัชญาและวัตถุประสงค์ของการจัดการอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ มุ่งให้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ ปรัชญาการอาชีวศึกษา และมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพหรือมาตรฐานสมรรถนะของสาขาวิชานั้น ๆ ในการจัดการศึกษา โดยมุ่งเน้นผลิตผู้มีความรอบรู้และมีสมรรถนะในการปฏิบัติ และพัฒนางานระดับเทคโนโลยี สามารถจัดการและควบคุมการทํางาน มี คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัยในการทํางาน สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ชุมชนและสถานประกอบการ สามารถ ประกอบอาชีพอิสระ พัฒนาตนเองให้มีความก้าวหน้าทางวิชาการและวิชาชีพ ๗. การจัดการศึกษาในระบบและระบบทวิภาคีใช้ระยะเวลา ๒ ปีการศึกษา การจัดภาคเรียน ให้ใช้ระบบทวิภาค โดยกําหนดให้ ๑ ปีการศึกษา แบ่งออก เป็น ๒ ภาคเรียน และใน ๑ ภาคเรียนปกติ มีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า ๑๘ สัปดาห์ สําหรับภาคเรียนฤดูร้อน ให้กําหนดระยะเวลาและจํานวน หน่วยกิต ให้มีสัดส่วนเทียบเคียงกันได้กับภาคเรียนปกติ การจัดภาคเรียนระบบอื่น ให้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับระบบการศึกษานั้น รวมทั้งการเทียบเคียงหน่วยกิต กับระบบทวิภาคไว้ในหลักสูตรให้ชัดเจน ๘. การคิดหน่วยกิตต่อภาคเรียน ๘.๑ รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาบรรยายหรืออภิปราย ไม่น้อยกว่า ๑๘ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๘.๒ รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ ไม่น้อยกว่า ๓๖ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๘.๓ รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม ไม่น้อยกว่า ๕๔ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๘.๔ การฝกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ไม่น้อยกว่า ๕๔ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๘.๕ การฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพในสถานประกอบการ ไม่น้อยกว่า ๕๔ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๘.๖ การทําโครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า ๕๔ ชั่วโมง เท่ากับ ๑ หน่วยกิต ๙. จํานวนหน่วยกิต มีจํานวนหน่วยกิตรวมระหว่าง ๗๒ - ๘๗ หน่วยกิต ๑๐. โครงสร้างหลักสูตร ๑๐.๑ หมวดวิชาทักษะชีวิต ประกอบด้วยกลุ่มวิชาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในการปรับตัวและดําเนินชีวิตในสังคมสมัยใหม่ เห็นคุณค่าของตนและการ พัฒนาตน มีความใฝ่รู้ แสวงหาและพัฒนาความรู้ใหม่ มีความสามารถในการใช้เหตุผล การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาและการจัดการ มีทักษะในการ สื่อสาร การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการทํางานร่วมกับผู้อื่น มีคุณธรรม จริยธรรม มนุษยสัมพันธ์ รวมถึงความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม รวมไม่ น้อยกว่า ๑๕ หน่วยกิต การจัดวิชาในหมวดวิชาทักษะชีวิต สามารถทําได้ในลักษณะเป็นรายวิชา หรือลักษณะบูรณาการให้ครอบคลมกลุ่มวิชาภาษาไทย กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ของหมวดวิชา ทักษะชีวิต ๑๐.๒ หมวดวิชาทักษะวิชาชีพ ประกอบด้วยกลุ่มวิชาที่พัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะวิชาชีพ มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ วางแผน จัดการ ประเมินผล แก้ปัญหา ควบคุมงานสอนงาน และพัฒนางาน โดยบูรณาการความรู้และทักษะในการปฏิบัติงาน รวมทั้งประยุกต์สู่อาชีพ รวมไม่น้อยกว่า ๕๑ หน่วยกิต ประกอบด้วย ๔ กลุ่ม ดังนี้ ๑๐.๒.๑ กลุ่มทักษะวิชาชีพเฉพาะ ๑๐.๒.๒ กลุ่มทักษะวิชาชีพเลือก ๑๐.๒.๓ ฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพ ๑๐.๒.๔ โครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ในการกําหนดให้เป็นสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง ต้องศึกษากลุ่มทักษะวิชาชีพเฉพาะในสาขาวิชานั้น ๆ รวมไม่น้อยกว่า ๓๐ หน่วยกิต นอกจากนี้กําหนดให้มี โครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพ จํานวน ๖ หน่วยกิต ในกรณีที่จัดการศึกษาระบบทวิภาคีอาจยกเว้นการฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพได้ ๑๐.๓ หมวดวิชาเลือกเสรี ประกอบด้วยวิชาที่เกี่ยวกับทักษะชีวิตหรือทักษะวิชาชีพ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจเพื่อ การประกอบอาชีพ หรือการศึกษาต่อรวมไม่น้อยกว่า ๖ หน่วยกิต การยกเว้นการเรียนรายวิชาในหมวดวิชาทักษะชีวิต หมวดวิชาทักษะวิชาชีพ และหมวดวิชาเลือกเสรีสามารถทําได้โดยการเทียบโอนผลการเรียน หรือโดย การเทียบโอนความรู้และประสบการณ์เข้าสู่หน่วยกิตตามหลักสูตร ตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากําหนด ๒๔
๑๑. เงื่อนไขการจัดการเรียนรู้ ๑๑.๑ สถาบันการอาชีวศึกษาต้องจัดเตรียมความพร้อมในด้านอาคารสถานที่ ครุภัณฑ์ คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ให้เหมาะสมและเพียงพอใน การพัฒนาผู้เรียนอย่างมีคุณภาพ ๑๑.๒ การจัดอัตราส่วนของเวลาการเรียนรู้ภาคทฤษฎีต่อภาคปฏิบัติในหมวดวิชาทักษะวิชาชีพ ประมาณ ๔๐ ต่อ ๖๐ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะหรือ กระบวนการจัดการเรียนรู้ของแต่ละสาขาวิชา ๑๑.๓ สถาบันการอาชีวศึกษาต้องให้ความสําคัญกับการฝึกอาชีพเน้นการจัดการศึกษาระบบทวิภาคี โดยร่วมมือกับสถานประกอบการในการจัดการเรียนการ สอนตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากําหนด ๑๑.๔ สถาบันการอาชีวศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนจัดทําโครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพตามโครงสร้างหลักสูตร จํานวน ๖ หน่วยกิต สอดคล้องกับงานอาชีพสู่การ ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ๑๑.๕ สถาบันการอาชีวศึกษาต้องจัดให้มีการประเมินมาตรฐานวิชาชีพในแต่ละหลักสูตร เพื่อเป็นการประกันคุณภาพการศึกษา ๑๑.๖ สถาบันการอาชีวศึกษาต้องส่งเสริมสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะวิชาชีพ ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ระเบียบวินัย ปลูกฝังจิตสํานึกและเสริมสร้างการเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ทํานุบํารุงขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม และส่งเสริมการทํางาน โดยใช้กระบวนการกลุ่มในการทําประโยชน์ต่อชุมชน ๑๒. คุณสมบัติผู้เรียน เป็นผู้สําเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ในสาขาวิชาที่ตรงหรือสัมพันธ์กัน ๑๓. คุณสมบัติผู้สอน เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากําหนด ๑๔. การเรียกชื่อปริญญา ใช้ชื่อปริญญาตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเรียกชื่อปริญญาในสาขาวิชาและการใชช้ื่ออักษรย่อสําหรับสาขาวิชา ๑๕. การวัดผลและประเมินผลการเรียน และการสําเร็จการศึกษา ๑๕.๑ การวัดผลและประเมินผลการเรียน ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตร ปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ ๑๕.๒ การสําเร็จการศึกษา ต้องได้จํานวนหน่วยกิตสะสมครบถ้วนตามโครงสร้างที่กําหนดไว้ในหลักสูตร และได้คะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ํากว่า ๒.๐๐ จาก ระบบ ๔ ระดับคะแนน และผ่านการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ การให้ปริญญาตรีเกียรตินิยมให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากําหนด ๑๖. การประกันคุณภาพหลักสูตร ให้ทุกหลักสูตรกําหนดระบบประกันคุณภาพไว้ให้ชัดเจน อย่างน้อยประกอบด้วย ๔ ประเด็น คือ ๑๖.๑ คุณภาพของผู้สําเร็จการศึกษา ๑๖.๒ การบริหารหลักสูตร ๑๖.๓ ทรัพยากรการจัดการอาชีวศึกษา ๑๖.๔ ความต้องการกําลังคนของตลาดแรงงาน ๑๗. การกําหนดมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษา หลักสูตร และการอนุมัติ ๑๗.๑ การปรับปรุง แก้ไข เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ เป็นหน้าที่ของสํานักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และให้ทําเป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ๑๗.๒ การพัฒนาหลักสูตรหรือการปรับปรุงสาระสําคัญของหลักสูตรตามมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ ให้ เป็นหน้าที่ของสถาบันการอาชีวศึกษา และเสนอสภาสถาบันการอาชีวศึกษาให้ความเหนชอบ ็ ๑๗.๓ การอนุมัติใช้หลักสูตรให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๗.๔ การประกาศใช้หลักสูตรให้ทําเป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ๑๘. ให้สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถาบันการอาชีวศึกษาจัดให้มีการประเมิน เพื่อพัฒนาหลักสูตรที่อยู่ในความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง อย่าง น้อยทุก ๕ ปี ๑๙. ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามประกาศน้ีได้ หรือมีความจําเป็นต้องปฏิบัตินอกเหนือจากที่กําหนดไว้ในประกาศนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะ กรรมการการอาชีวศึกษาที่จะพิจารณาวินิจฉัยและให้ถือเป็นที่สุด ๒๕
หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) ๑. หลักสูตรใหม่แบบบูรณาการ ๒ ศาสตร์ขึ้นไป จากการเปลี่ยนแปลงของสังคม และการ แข่งขันใน ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ทำ ให้คนในสังคม ต้องการเพิ่มความรู้ความสามารถใน หลายสาขา เพื่อให้ ตนเองรู้เท่าทันและอยู่รอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ของสังคมในทุกด้าน จึงหันมาสนใจ หลักสูตรการศึกษาที่ ให้ความรู้ตั้งแต่สองศาสตร์ขึ้นไป เช่น บัญชีควบคู่กับ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ควบคู่กับเศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ควบคู่กับ สังคมสงเคราะห์ เป็นต้น ( เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, ๒๕๕๐) ๒. หลักสูตรนานาชาติมีแนวโน้มมากขึ้น เนื่องจากสภาพโลกาภิวัตน์มีการเชื่อมโยงด้านการ ค้าและ การลงทุน ทำ ให้ตลาดแรงงานในอนาคต ต้องการคนที่ มีความสามารถด้านภาษาต่าง ประเทศ ส่งผลให้ความ ต้องการหลักสูตรนานาชาติมีมากขึ้น และ จากการเปิดเสรีทางการศึกษา ยังเป็นโอกาสให้สถาบัน อุดมศึกษา จากต่างประเทศเข้าในไทย และเปิดหลักสูตร ภาษาต่าง ประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ ยิ่งกระตุ้นให้หลักสูตรการ ศึกษานานาชาติ ได้รับความนิยมมากขึ้น แต่เนื่องจากหลักสูตรนานาชาติมีค่าใช้จ่าย สูง ดังนั้น การเรียนใน หลักสูตรนี้ยังคงจำ กัด ในกลุ่มผู้เรียนฐานะดี ตามที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ หมวด ๖ มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา มาตรา ๔๗ กำ หนดให้มีระบบ การประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วยระบบ การประกันคุณภาพ ภายในและระบบการประกันคุณภาพภายนอก จึงเห็นสมควรให้จัดทำ กรอบมาตรฐาน คุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการ อุดมศึกษา และเพื่อเป็นการประกัน คุณภาพของบัณฑิตในแต่ละระดับคุณวุฒิและสาขา/สาขาวิชา รวมทั้งเพื่อใช้เป็นหลักในการจัดทำ มาตรฐาน ด้านต่างๆ เพื่อให้การจัดการศึกษามุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันในการผลิตบัณฑิตได้อย่างมีคุณภาพ ฉะนั้น อาศัยอำ นาจตามความในมาตรา ๘ และมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการโดยคำ แนะนำ ของ คณะกรรมการการอุดมศึกษา ในคราวประชุมครั้งที่ ๖/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒ จึงออก ประกาศ ไว้ดังนี้ ๑. ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒” ๒. ให้ใช้ประกาศนี้สำ หรับการ กำ หนดเป้าหมายของการจัดการศึกษาเพื่อให้บัณฑิต มีคุณภาพตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติในทุกระดับคุณวุฒิและสาขา/สาขาวิชา และให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ๓. วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นกรอบมาตรฐานให้สถาบันอุดมศึกษาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหรือปรับปรุง หลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และพัฒนาคุณภาพการจัดการ ศึกษา ให้สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ และเพื่อประโยชน์ต่อการรับรองมาตรฐานคุณวุฒิในระดับอุดมศึกษา ๔. กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา แห่งชาติ ประกอบด้วย ๔.๑ ระดับคุณวุฒิ ได้แก่ ระดับที่ ๑ อนุปริญญา (๓ ปี) ระดับที่ ๒ ปริญญาตรี ระดับที่ ๓ ประกาศนียบัตรบัณฑิต ระดับที่ ๔ ปริญญาโท ระดับที่ ๕ ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ระดับที่ ๖ ปริญญาเอก ๒๖
๔.๒ คุณภาพของบัณฑิตทุกระดับคุณวุฒิและสาขา/สาขาวิชาต่าง ๆ ต้องเป็นไปตาม มาตรฐานผลการเรียนรู้ที่คณะกรรมการการอุดมศึกษากำ หนดและต้องครอบคลุมอย่างน้อย ๕ ด้าน คือ (๑) ด้านคุณธรรม จริยธรรม (๒) ด้านความรู้ (๓) ด้านทักษะทางปัญญา (๔) ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (๕) ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ สำ หรับสาขา/สาขาวิชาที่เน้นทักษะทางปฏิบัติต้องเพิ่มมาตรฐานผลการเรียนรู้ ด้านทักษะพิสัย โดยมาตรฐานผลการเรียนรู้แต่ละด้านของแต่ละระดับคุณวุฒิและลักษณะของ หลักสูตรอย่างน้อยต้องเป็นไปตามที่คณะกรรมการการอุดมศึกษากำ หนดไว้ในแนวทางการปฏิบัติงาน ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ๔.๓ ชื่อปริญญา จำ นวนหน่วยกิต ระยะเวลาในการศึกษา และการเทียบโอน ผลการเรียนรู้ ให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ๕. ให้คณะกรรมการการอุดมศึกษานำ กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ไปพัฒนามาตรฐานคุณวุฒิสาขา/สาขาวิชาต่างๆ ของแต่ละระดับคุณวุฒิ เพื่อสถาบันอุดมศึกษาได้ ใช้เป็น แนวทางในการพัฒนาหรือปรับปรุงรายละเอียดของหลักสูตรและจัดการเรียนการสอนเพื่อให้คุณภาพของ บัณฑิตที่ผลิตในสาขา/สาขาวิชาของระดับคุณวุฒิเดียวกันมีมาตรฐาน ที่เทียบเคียงกันได้ทั้งในระดับชาติ และระดับสากล ๖. ให้สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาหรือปรับปรุงรายละเอียดของหลักสูตรตามประกาศ กระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยมาตรฐานคุณวุฒิตามระดับคุณวุฒิของแต่ละสาขา/สาขาวิชา โดยจัดทำ รายละเอียดของหลักสูตร รายละเอียดของรายวิชา และรายละเอียดของประสบการณ์ภาคสนาม (ถ้ามี) รายงานผลการดำ เนินการของรายวิชา รายงานผลการดำ เนินการของ ประสบการณ์ภาคสนาม (ถ้ามี) และรายงานผลการดำ เนินการของหลักสูตร โดยมีหัวข้ออย่างน้อยตามที่คณะกรรมการการอุดมศึกษา กำ หนด และดำ เนินการจัดการเรียนการสอนตลอด จนการวัดและการประเมินผลเพื่อให้มั่นใจว่า บัณฑิตมีมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามข้อ ๔.๒ ๗. ให้สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาหรือปรับปรุงรายละเอียดของหลักสูตร โดยมีตัวบ่งชี้ การประกันคุณภาพของหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และเกณฑ์การประเมินตามประกาศ กระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยมาตรฐานคุณวุฒิตามระดับคุณวุฒิของสาขา/สาขาวิชานั้น ๆ ๔. ให้สถาบันอุดมศึกษาจัดให้มีการประเมินเพื่อพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย ทุก ๆ ๕ ปี ๔. ให้สำ นักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเผยแพร่หลักสูตรที่ดำ เนินการได้มาตรฐาน ตามประกาศนี้ต่อสาธารณะตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการอุดมศึกษากำ หนด๑๐. ให้สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาหลักสูตรที่จะรับนักศึกษาใหม่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ เป็นต้นไปตามประกาศนี้ สำ หรับหลักสูตรที่เปิดสอนอยู่แล้วต้อง ปรับปรุงให้สอดคล้อง กับประกาศนี้ภายในปีการศึกษา ๒๕๕๕๑๑. ให้คณะกรรมการการอุดมศึกษากำ กับ ดูแล ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพและมาตรฐานตามเจตนารมณ์ ของประกาศนี้๑๒. ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ข้างต้นได้ หรือมีความจำ เป็นต้องปฏิบัติ นอกเหนือจากที่กำ หนดไว้ในประกาศนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการการ อุดมศึกษาที่จะพิจารณา และให้ถือคำ วินิจฉัยของคณะกรรมการการอุดมศึกษานั้นเป็นที่สุด ๒๗
สาระสำ คัญของกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ โลกยุคปัจจุบันมีความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางและการติดต่อสื่อสารเป็นอย่างมาก ในด้าน การศึกษา เกิดการเคลื่อนย้ายของนักศึกษา ครู อาจารย์ และบุคลากรเพื่อ แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากต่าง สถาบันอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ผู้ที่ทำ งานและต้องการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อพัฒนา ศักยภาพการทำ งานมีจำ นวนมากขึ้น จึง จำ เป็นต้องพัฒนาระบบการจัดการศึกษาเพื่อรองรับการ เปลี่ยนแปลงดังกล่าว คือ การปรับปรุงระบบการศึกษาเพื่อส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตและพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานการจัดการศึกษาให้มีความใกล้เคียงกันกับสถาบันอุดมศึกษาที่ดีอื่นๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ การเคลื่อนย้ายของนักศึกษาและการเทียบโอนหน่วยกิต และนับ ตั้งแต่การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาของประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปที่เมือง Bologna ประเทศอิตาลีเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ จนเกิดข้อตกลง Bologna Processประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปจึงปรับเปลี่ยน ระบบการจัดการศึกษา ที่มุ่งเน้นมาตรฐานผล การเรียนรู้ของบัณฑิต (Learning Outcomes) ในแต่ละคุณวุฒิ และขยายผล การดำ เนินการไปตามประเทศ ต่างๆ ทั่วโลก สำ หรับประเทศไทย การประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ ส่งผลกระทบให้เกิดการปฏิรูปการศึกษา ทุกระดับ มีการเน้นหนักให้ ปรับปรุงหลักสูตรและปรับเปลี่ยนวิธีการสอนเพื่อพัฒนานักศึกษาให้คิดเป็น แก้ปัญหาเป็นและเห็นคุณค่า ของวัฒนธรรมไทย มีการยกระดับ ของสถาบันราชภัฏและสถาบันเทคโนโลยี ราชมงคลขึ้นเป็น มหาวิทยาลัย การเปิดดำ เนินการของวิทยาลัยชุมชน และให้อิสระในการดำ เนินการแก่สถาบันอุดมศึกษา เอกชนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำ ให้สถาบันอุดมศึกษามีความหลากหลาย มีการขยายตัวเพื่อให้ ประชาชนมีโอกาสเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษากันได้อย่างทั่วถึง ท่ามกลางสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ก่อให้เกิดปัญหาตามมา กล่าวคือ จะทำ อย่างไรให้สังคมเชื่อมั่นได้ว่าคุณวุฒิที่บัณฑิตได้รับจาก สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งมีคุณภาพและ มาตรฐานที่สามารถเทียบเคียงกันได้ สำ นักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาในฐานะที่เป็นหน่วยงานกำ กับและส่งเสริมการดำ เนินการของ สถาบันอุดมศึกษาจึงได้ดำ เนินการโครงการจัดทำ กรอบ มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา ของประเทศไทย (Thai Qualifications Framework for Higher Education; TQF:HEd) เพื่อเป็นเครื่องมือใน การนำ นโยบายที่ ปรากฏในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติเกี่ยวกับมาตรฐานการศึกษาของชาติในส่วนของมาตรฐานการ อุดมศึกษาไปสู่การปฏิบัติใน สถาบันอุดมศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา มุ่งเน้นเป้าหมายการจัดการศึกษาที่ผลการเรียนรู้ (Learning Outcomes) ของ นักศึกษา ซึ่งเป็นการประกัน คุณภาพบัณฑิตที่ได้รับคุณวุฒิแต่ละคุณวุฒิ และสื่อสารให้สังคม ชุมชน รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาทั้งในและ ต่างประเทศเข้าใจ ได้ตรงกันและเชื่อมั่นถึงผลการเรียนรู้ที่บัณฑิตได้รับการพัฒนาว่ามีมาตรฐานที่สามารถ เทียบเคียงกันได้กับสถาบันอุดมศึกษาที่ดีทั้งในและต่างประเทศ ๑. ความหมายของกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ความหมาย กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thai Qualifications Framework for Higher Education: TQF: HEd) หมายถึง กรอบที่แสดง ระบบคุณวุฒิการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศ ซึ่ง ประกอบด้วย ระดับคุณวุฒิ การแบ่งสายวิชา ความเชื่อมโยงต่อเนื่องจากคุณวุฒิระดับหนึ่งไปสู่ระดับที่ สูงขึ้น มาตรฐานผลการเรียนรู้ของแต่ละระดับคุณวุฒิซึ่งเพิ่มสูงขึ้นตามระดับของคุณวุฒิ ลักษณะของ หลักสูตรในแต่ละระดับคุณวุฒิ ปริมาณการเรียนรู้ที่ สอดคล้องกับเวลาที่ต้องใช้ การเปิดโอกาสให้เทียบโอนผล การเรียนรู้จากประสบการณ์ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งระบบและกลไกที่ให้ ความมั่นใจ ในประสิทธิผลการดำ เนินงานตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติของสถาบันอุดมศึกษาว่า สามารถผลิตบัณฑิตให้บรรลุคุณภาพ ตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ ๒. หลักการสำ คัญของกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ๒.๑ ยึดหลักความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ ตลอดจนมาตรฐานการศึกษา ของชาติ และมาตรฐานการอุดมศึกษา โดยมุ่งให้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิเป็นเครื่องมือในการนำ แนวนโยบายในการพัฒนาคุณภาพและ มาตรฐานการจัดการ ศึกษาตามที่กำ หนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษา ของชาติ และมาตรฐานการอุดมศึกษาไปสู่การปฏิบัติในสถาบันอุดมศึกษาได้ อย่างเป็นรูปธรรม เพราะ กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษามีแนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนาหลักสูตร การปรับเปลี่ยนกลวิธี การสอนของอาจารย์ การ เรียนรู้ของนักศึกษา ตลอดจนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เพื่อให้มั่นใจว่า บัณฑิตจะบรรลุมาตรฐานผลการเรียนรู้ตามที่มุ่งหวังได้จริง ๒.๒ มุ่งเน้นที่มาตรฐานผลการเรียนรู้ของบัณฑิต (Learning Outcomes) ซึ่งเป็นมาตรฐาน ขั้นต่ำ เชิงคุณภาพ เพื่อประกันคุณภาพบัณฑิตและสื่อสารให้ หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจและมั่นใจถึง กระบวนการผลิตบัณฑิต โดยเริ่มที่ผลผลิตและผลลัพธ์ของการจัดการศึกษา คือ กำ หนดมาตรฐานผลการ เรียนรู้ของบัณฑิตที่คาดหวังไว้ก่อน หลังจากนั้นจึงพิจารณาถึงองค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องใน กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่จะส่งเสริมให้บัณฑิตบรรลุ ถึงมาตรฐานผลการเรียนรู้นั้นอย่างสอดคล้อง และส่งเสริมกันอย่างเป็นระบบ ๒๘
๒.๓ มุ่งที่จะประมวลกฎเกณฑ์และประกาศต่างๆ ที่ได้ดำ เนินการไว้แล้วเข้าด้วยกันและเชื่อมโยง เป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งจะสามารถอธิบายให้ผู้เกี่ยวข้องได้เข้าใจอย่าง ชัดเจนเกี่ยวกับความหมายและ ความมีมาตรฐานในการจัดการศึกษาของคุณวุฒิหรือปริญญาในระดับต่างๆ ๒.๔ มุ่งให้คุณวุฒิหรือปริญญาของสถาบันอุดมศึกษาใดๆ ของประเทศไทยเป็นที่ยอมรับและ เทียบเคียงกันได้กับสถาบันอุดมศึกษาที่ดีทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจาก กรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษาจะช่วยกำ หนดความมีมาตรฐานในการจัดการศึกษาในทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ โดยเปิด โอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถจัด หลักสูตร ตลอดจนกระบวนการเรียนการสอนได้อย่างหลากหลาย โดยมั่นใจถึงผลผลิตสุดท้ายของการจัดการศึกษา คือ คุณภาพของบัณฑิตซึ่งจะมีมาตรฐานผลการเรียนรู้ ตามที่มุ่งหวัง สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีความสุขและภาคภูมิใจ เป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิต และ เป็นคนดีของสังคม ช่วยเพิ่มความเข้มแข็งและขีดความสามารถ ในการพัฒนาประเทศไทย๓. วัตถุประสงค์ของการจัดทำ กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ๓.๑ เพื่อเป็นกลไกหรือเครื่องมือในการนำ แนวนโยบายการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา ตามที่ กำ หนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ เกี่ยวกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ และมาตรฐานการอุดมศึกษาไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการ นำ ไปเป็นหลักใน การพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน และการประเมินผลการเรียนรู้ของนักศึกษา๓.๒ เพื่อกำ หนดเป้าหมายในการผลิตบัณฑิตให้ชัดเจนโดยกำ หนดมาตรฐานผลการเรียนรู้ของ บัณฑิตที่คาดหวังในแต่ละคุณวุฒิ/ปริญญาของสาขา/สาขาวิชาต่างๆ และเพื่อ ให้สถาบันอุดมศึกษาและ ผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญในสาขา/สาขาวิชาได้ใช้เป็นหลัก และเป็นแนวทางในการวางแผน ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงและพัฒนาการจัดการศึกษา เช่น การพัฒนาหลักสูตร การปรับเปลี่ยนกลวิธีการสอน วิธีการ เรียนรู้ ตลอดจนกระบวนการวัดและการประเมินผลนักศึกษา๓.๓ เพื่อเชื่อมโยงระดับต่างๆของคุณวุฒิในระดับอุดมศึกษาให้เป็นระบบ เพื่อบุคคลจะได้มีโอกาส เพิ่มพูนความรู้ได้อย่างต่อเนื่องและหลากหลายตามหลักการศึกษาตลอด ชีวิต มีความชัดเจนและโปร่งใส สามารถเทียบเคียงกับมาตรฐานคุณวุฒิในระดับต่างๆ กับนานาประเทศได้๓.๔ เพื่อช่วยให้เกิดวัฒนธรรมคุณภาพในสถาบันอุดมศึกษาและเป็นกลไกในการประกันคุณภาพ ภายในของสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง และใช้เป็นกรอบอ้างอิงสำ หรับผู้ ประเมินของการประกันคุณภาพ ภายนอกเกี่ยวกับคุณภาพบัณฑิต และการจัดการเรียนการสอน๓.๕ เพื่อเป็นกรอบของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความเข้าใจและความมั่นใจในกลุ่มผู้ที่ เกี่ยวข้อง อาทิ นักศึกษา ผู้ปกครอง ผู้ประกอบการ ชุมชน สังคมและสถาบันอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ เกี่ยวกับความหมายของคุณวุฒิ คุณธรรม จริยธรรม ความรู้ ความ สามารถ ทักษะ และสมรรถนะในการทำ งาน รวมทั้งคุณลักษณะอื่นๆ ที่คาดว่าบัณฑิตจะพึงมี ៣.៦ เพื่อประโยชน์ในการเทียบเคียงมาตรฐานคุณวุฒิระหว่างสถาบันอุดมศึกษา ทั้งในและ ต่างประเทศในการย้ายโอนนักศึกษาระหว่างสถาบันอุดมศึกษา การลงทะเบียน ข้ามสถาบัน และการรับรอง คุณวุฒิผู้สำ เร็จการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ๓.๗. เพื่อให้มีการกำ กับดูแลคุณภาพการผลิตบัณฑิตกันเองของแต่ละสาขา/สาขาวิชา๓.๘. เพื่อนำ ไปสู่การลดขั้นตอน/ระเบียบ (Deregulation) การดำ เนินการให้กับสถาบัน อุดมศึกษาที่มีความเข้มแข็ง ๔. โครงสร้างและองค์ประกอบของกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ๔.๑ ระดับคุณวุฒิ (Levels of Qualifications) ระดับของคุณวุฒิแสดงถึงการเพิ่มขึ้นของระดับสติปัญญาที่ต้องการ และความซับซ้อนของ การเรียนรู้ที่คาดหวัง นอกจากนี้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ยังกำ หนดคุณลักษณะของ นักศึกษาระดับแรกเข้าหลังจากสำ เร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย เพราะเป็นพื้นฐานความรู้ ความสามารถที่สำ คัญใน การศึกษาต่อในระดับ อุดมศึกษา ปริญญาเอก ดังนี้ คุณวุฒิระดับอุดมศึกษาเริ่มต้นที่ระดับที่ ๑ อนุปริญญา (๓ ปี) และสิ้นสุดที่ระดับที่ 5 ระดับที่ ๑ อนุปริญญา (๓ ปี) ระดับที่ ๒ ปริญญาตรี ระดับที่ ๓ ประกาศนียบัตรบัณฑิต ระดับที่ ๔ ปริญญาโท ระดับที่ ๕ ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ระดับที่ 5 ปริญญาเอก บัณฑิตที่สำ เร็จการศึกษาในระดับใดระดับหนึ่งสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น แต่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์การเข้าศึกษาต่อของแต่ละสถาบันอุดมศึกษาซึ่งอาจขึ้นอยู่ กับคะแนนเฉลี่ยสะสม หรือเงื่อนไขอื่นเพื่อให้มั่นใจว่าผู้สมัครเข้าศึกษาต่อจะมีโอกาสประสบความสำ เร็จ ในการศึกษาระดับที่ สูงขึ้นและซับซ้อนยิ่งขึ้น ๒๙
กรอบมาตรฐานคุณวุฒิฯแบ่งสายวิชาเป็น ๒ สาย ได้แก่ สายวิชาการ เน้นศาสตร์บริสุทธิ์ ทางด้านศิลปศาสตร์หรือด้านวิทยาศาสตร์ โดยมุ่งศึกษาสาระและวิธีการของศาสตร์ สาขาวิชานั้นๆ เป็นหลัก ไม่ได้ สัมพันธ์โดยตรงกับการประกอบอาชีพ และสายวิชาชีพซึ่งมุ่งเน้นการศึกษาในลักษณะของศาสตร์เชิง ประยุกต์ เพื่อให้นักศึกษามีความรู้และ ทักษะระดับสูงซึ่งจำ เป็นต่อการประกอบอาชีพ และนำ ไปสู่การ ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพ การเรียนในสายวิชาการควรจะพัฒนาความสามารถที่สำ คัญทั้งในการทำ งานและการดำ รงชีพใน ชีวิตประจำ วัน ส่วนหลักสูตรสายวิชาชีพควรเกี่ยวข้องกับความเข้าใจ การ วิจัยและความรู้ทางทฤษฎีในสาขา/ สาขาวิชาและสาขา/สาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง และพัฒนาความสามารถในการคิดและการแก้ไข ปัญหาที่เหมาะสมกับทุก สถานการณ์ อย่างไรก็ตามหลักสูตรทั้งสองสายดังกล่าวมีจุดเน้นที่แตกต่างกัน ซึ่งควร สะท้อนให้เห็นในรายละเอียดของเนื้อหาสาระสำ คัญและในชื่อปริญญา ผู้สำ เร็จการ ศึกษาในสายวิชาหนึ่ง สามารถเปลี่ยนไปศึกษาต่อระดับสูงขึ้นในอีกสายวิชาหนึ่งได้ ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาอาจจะกำ หนดเงื่อนไขบาง ประการของการเข้าศึกษาได้ เพื่อให้ผู้ เรียนมีพื้นฐานความรู้และทักษะที่จำ เป็นเพียงพอสำ หรับการศึกษาต่อใน ระดับนั้นๆ และบรรลุผลการเรียนรู้ตามที่หลักสูตรนั้นๆ คาดหวัง ๓๐
หลักสูตรการศึกษาในประเทศไทยในปัจจุบันยังคงเลือกที่จะเน้นความสำ คัญของการศึกษาที่มุ่งเน้นเนื้อหาในมาตรฐานปริมาณและความครอบคลุม ดังนั้นนักเรียนจึงต้องทำ การเรียนตามแผนการเรียนที่ระบุไว้ในหลักสูตรต่างๆ อย่างไร ก็ตามการเรียนในรูปแบบเช่นนี้มักจะสร้างความรู้ที่มีเนื้อหาเฉพาะเจาะจงและมุ่งเน้นไปที่ด้านที่ถูกกำ หนดไว้ ทำ ให้การเรียนขาดความยืดหยุ่นและการนำ ความสนใจของนักเรียนเข้ามาอย่างแท้จริงอาจมีความจำ เป็นต่อการปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษา ให้เป็นไปในทิศทางที่เน้นผู้เรียนเป็นหลักมากขึ้น การแก้ไขข้อจำ กัดดังกล่าวสามารถทำ ได้โดยการเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้สอนให้มีการสนับสนุนและให้คำ ปรึกษาแก่นักเรียนอย่างเต็มรูปแบบโดยให้พวกเขามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการเลือกเรียนในสิ่งที่น่าสนใจตามความคิดเป็นอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ยังสามารถจัดสรรงบประมาณให้เป็นประสิทธิภาพและเน้นไปที่การพัฒนาทั่วถึงของการศึกษาในสังคมไทยและระดับโลกในยุคปัจจุบันที่สังคมและเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นสิ่งสำ คัญอย่างยิ่ง โดยการให้ความสำ คัญกับการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับสังคมของอนาคต และการจัดการความรู้และทักษะให้กับนักเรียนในทางที่เป็นประสิทธิภาพที่สุดโดยมีการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมและมี ประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อให้ทุกภาคส่วนของการศึกษาได้รับการสนับสนุนอย่างเท่าเทียม ๓๑ สรุป
. http://thaicurriculum.blogspot.com/2015/05/blog-post_45.html https://supportspb3.thai.ac/client-upload/supportspb3/uploads/files/หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย%20พุทธศักราช%202560.pdf https://www.rbss.ac.th/site/?page_id=405 https://bsq.vec.go.th/th-th/หลักสูตร/ประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช)/หลักสูตรพศ2562.aspx https://bsq.vec.go.th/th-th/หลักสูตร/ประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช)/หลักสูตรพศ2562.aspx https://bsq.vec.go.th/th-th/หลักสูตร/ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส)/หลักสูตรพศ2563.aspx https://bsq.vec.go.th/th-th/หลักสูตร/ปริญญาตรี/พุทธศักราช2564.aspx https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/A/020/T_0028.PDF 3 https://www.gotoknow.org/posts/535839 https://supportspb3.thai.ac/client-upload/supportspb3/uploads/files/หลักสูตรการศึกษา ปฐมวัย%20พุทธศักราช%202560.pd http://academic.obec.go.th/images/document/1559878925_d_1.pdf https://bsq.vec.go.th/th-th/หลักสูตร/ประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช)/หลักสูตรพศ2562.aspx https://bsq.vec.go.th/th-th/หลักสูตร/ประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช)/หลักสูตรพศ2562.aspx https://bsq.vec.go.th/th-th/หลักสูตร/ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส)/หลักสูตรพศ2563.aspx http://bsq2.vec.go.th/document/ปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ.pdf https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/A/020/T_0028.PDF ๓๒ บรรณานุกรม