รายงาน
เร่ือง เขยี นไหลายบ้านเชียง
เสนอ
คณุ ครู วนดิ า
จัดทาโดย
นางสาว กนกพร หสั เดชะ เลขที่ 3
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี ๕/๑๐
รายงานน้เี ป็นส่วนหน่งึ ของการศกึ ษาวชิ าการงานอาชพี
(สินคา้ พืน้ บ้าน)
ภาคเรียนท่ี ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๓
โรงเรียนสตรีราชินทู ิศ
เขตพ้ืนที่การศกึ ษาอดุ รธานี เขต ๒๐
คานา
รายงานเล่มนเ้ี ป็นสว่ นหน่ึงของรายวชิ าการงานอาชีพ จดั ทาข้นึ เพ่ือเป็นส่ือการเรียนการสอน เน้อื หาในรายงาน
เลม่ น้เี ป็นความรูเ้ พม่ิ เตมิ จากการค้นควา้ ของผเู้ รียนทนี่ อกเหนือจากการสอนในห้องเรียนรายงานเลม่ น้มี ปี ระโยชน์ใน
การศกึ ษาเก่ียวกบั การเขียนไหลายบ้านเชยี ง ซ่งึ จะทาให้ผศู้ กึ ษาได้รบั ความเข้าใจในเรื่องน้เี ป็นอย่างดี โดยคณะผูจ้ ดั ทา
หวงั เป็นอย่างยง่ิ ว่ารายงานเล่มน้คี งจะเป็นประโยชน์ตอ่ ผทู้ สี่ นใจศึกษาได้เป็นอย่างด หากผิดพลสดประการใดต้องขออภัยมา
ณ ท่นี ้ดี ว้ ย
คณะผูจ้ ดั ทา
บทท๑่ี
บทนา
แนวคดิ ทีม่ าและวตั ถปุ ระสงค์
ภาชนะดินเผาหรือเครื่องป้ันดินเผาบา้ นเชียงน้นั มีเอกลกั ษณ์ทร่ี ปู แบบและลวดลาย รปู แบบภาชนะที่พบ ไดแ้ ก่
ภาชนะกน้ กลมปากแตรไมม่ ีเชงิ ภาชนะก้นกลมมีขอบปาก ภาชนะหกั มมุ แหลมทีก่ น้ ภาชนะทรงสูงปากแตรหรือมีขอบปาก
และเชิง
ลักษณะเดน่ ของลวดลายเคร่ืองป้นั ดนิ เผาบ้านเชียงคอื ลายเขียนสีทม่ี ีเส้นโค้งออ่ นชอ้ ย ทแ่ี สดงถงึ การเคลอื่ นไหว
ตลอดเวลา การเขียนลายเสน้ ท่ีต่อเนอ่ื งไม่ขาดช่วงและแทรกดว้ ยลวดลายอิสระ ลวดใหญส่ ่วนใหญท่ เี่ ขียน ไดแ้ ก่ ลายก้นหอย
ที่วนออกหรือวนเข้าจากศูนยก์ ลาง ลายก้นหอยมีก้านต่อกนั ลายรูปประแจจีน ลายแบบขอเกี่ยวกนั ลายรปู ตวั เอสในวงกลม
วงรีหรือรูปไข่ ลายโคง้ แบบลกู คลืน่ วธิ กี ารสรา้ งลวดลายของภาชนะดินเผามีหลายแบบ ได้แก่ การทาเป็นร่องบนภาชนะด้วย
วิธีการขดู ขดี ขุด สัก หรือกล้ิงลาย การป้นั แปะ และการเขียนสีซ่ึงมักจะเขยี นด้วนสีแดง
เอกลักษณ์ของวฒั นธรรมบา้ นเชียงถกู นามาใช้ในการพฒั นาผลิตภณั ฑเ์ คร่ืองป้ันดนิ เผาของบา้ นเชียงในยุคปัจจบุ ัน
ท้ังรูปแบบและลวดลาย เพ่ือจาหน่ายเป็นของทร่ี ะลึกแกน่ กั ท่องเท่ยี ว ซ่ึงได้รับความนิยมจากผไู้ ปศึกษาอหลง่ โบราณคดีบ้าน
เชยี งเป็นอยา่ งมาก อย่างเช่นบา้ นคาอ้อ ท่ีเป็นแหล่งผลิตเคร่ืองป้นั ดินเผาแห่งหน่งึ ผลิตภัณฑ์เครื่องป้ันดนิ เผาของทน่ี จี่ ะเขียน
ลวดลายและการลงสีเลยี นแบบลวดลายด้ังเดิมของภาชนะดนิ เผาท่ขี ุดพบในแหล่งโบราณคดี และอีกสว่ นหน่ึงก็ไดเ้ ขียน
ลวดลายตามแบบทท่ี าวพิพธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาตบิ า้ นเชยี งกาหนดไว้ มีการปรบั ปรุงวธิ กี ารเขยี นสีใหเ้ กาะตดิ กับภาชนะที่
คงทนถาวรมากข้ึนโดยการผสมกาวลงไปเลก็ นอ้ ย สีแดงหรือสีน้าตาลที่ใช้ในการเขียนสีน้ัน ได้จากสีของหินลกู รัง ซ่ึงมี
ลักษณะคลา้ ยกอ้ นดินแต่มีสีแดง เรียกว่า ตบั หิน เมือ่ นามาบดให้ละเอยี ดแล้วนาไปกรองดว้ ยผา้ จะได้ฝุ่นสีแดงหรือน้าตาล
แดง นาไปใช้สาหรับการเขยี นลวดลาย
ด้วยเหตุน้ีสมาชกิ ในกล่มุ จงึ เกดิ ความสนใจทจ่ี ะศกึ ษาข้อมูลตา่ งๆเกีย่ วกบั ภาชนะเคร่ืองป้นั ดินเผาบ้านเชยี งและ
นาไปถ่ายทอดเพอื่ เป็นการสืบสานองค์ความรแู้ ละภมู ปิ ัญญาของไทยด้านการผลติ เครื่องป้นั ดินเผาใหก้ วา้ งข้นึ และเป็นการ
อนรุ ักษ์มรดกโลกใหค้ นร่นุ ใหม่ หรือประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้และทราบโดยท่ัวกนั อีกทั้งยงั เป็นการคงไวซ้ ่งึ มรดกโลกให้
อย่สู ืบไป
บทท๒ี่
เอกสารทีเ่ กีย่ วข้อง
โครงงานไหลายบา้ นเชยี ง เน้อื หาในบทน้จี ะนาเสนอเกีย่ วกบั หัวข้อ ดังน้ี
๑.ประวตั คิ วามเป็นมาของไหลายบา้ นเชียง
๒.ลวดลายของไหลายบา้ นเชยี ง
๓.เอกลักษณ์ของไหลายบ้านเชยี ง
๒.๑ ประวตั คิ วามเป็ นมาของไหลายบ้านเชยี ง
การค้นพบโบราณวตั ถทุ ม่ี คี วามสาคญั ทางโบราณคดีและกอ่ นประวตั ิศาสตรใ์ นบริเวณหมบู่ า้ นเชียงน้นั เริ่มต้นเมือ่ ประมาณ
พ.ศ. ๒๕๐๐ เมอื่ ราษฎรชาวบา้ นเชยี งบางคนสงั เกตเหน็ และมคี วามสนใจเศษภาชนะดนิ เผาทม่ี ีลวดลายเขียนสีแดงทมี่ กั พบ
เสมอ เมือ่ มกี ารขุดพ้ืนดินในบริเวณหมบู่ ้าน จงึ ได้นาไปเก็บรักษาไวท้ โี่ รงเรียนประชาบาลประจาหมบู่ ้านและจัดแสดงให้
ผูค้ นสนใจไดเ้ ขา้ ชม
พ.ศ. ๒๕๐๙ นายสตีเฟน ยงั (Stefhen Young) นักศกึ ษาวชิ าสงั คมศาสตร์ จากมหาวิทยาลยั ฮาร์วารด์ สหรัฐอเมริกา ได้
เดินทางมาศกึ ษาเรื่องราวของวิถชี วี ติ ชาวบ้านเชียง จงึ ไดพ้ บเหน็ เศษภาชนะดนิ เผาเขยี นสีกระจายเกล่อื นอยทู่ ั่วไปตามผวิ ดนิ
ของหมู่บ้าน จงึ ได้เกบ็ ไปใหศ้ าสตราจารย์ชิน อยู่ดี ผูเ้ ชย่ี วชาญโบราณคดีสมยั กอ่ นประวตั ิศาสตร์ประจากองโบราณคดี กรม
ศลิ ปากร ศกึ ษาวิเคราะห์และไดล้ งความเหน็ ว่าเป็นเศษภาชนะดินเผาสมัยกอ่ นประวตั ศิ าสตร์ยุคหนิ ใหม่ (Neotelhic Period)
ใน พ.ศ. ๒๕๑๐ กองโบราณคดี กรมศลิ ปากร จงึ ดาเนินการขุดค้นทางโบราณคดที บี่ า้ นเชยี งอยา่ งจริงจงั และสง่ โบราณวตั ถุ
ไปหาอายโุ ดยวธิ ีเทอรโ์ มลูมเิ นสเซนส์ (C-๑๔) ที่มหาวทิ ยาลยั เพนซินเวเนยี ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า โบราณวตั ถุ
เหลา่ น้ันมีอายุ ประมาณ ๕,๖๐๐ ปี มาแล้ว
ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๕๑๓ หน่วยศิปลากรท่ี ๗ จงั หวดั ขอนแกน่ ไดเ้ ขา้ ไปสารวจโบราณวตั ถทุ บ่ี า้ นเชยี ง แต่เนื่องจากชว่ งเวลา
น้นั เร่ืองราวทางโบราณคดสี มยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ ในประเทศไทยยงั ไม่เป็นทเี่ ข้าใจกนั มากนัก จงึ ไมม่ กี ารคน้ ควา้ ทาง
โบราณคดอี ยา่ งต่อเนอ่ื ง
พ.ศ. ๒๕๑๕ กองโบราณคดี กรมศิลปากร ไดด้ าเนนิ การขุดคน้ ทางโบราณคดีทบ่ี ้านเชยี งอีกคร้งั หน่ึงบริเวณวดั โพธ์ิศรีใน
และบริเวณบ้านนายพจน์ มนตรีพทิ ักษ์ โดยไดป้ รบั ปรุงหลุมขุดคน้ ที่วดั โพธ์ศิ รีใน เป็นพิพธิ ภณั ฑส์ ถานกลางแจ้งแหง่ แรก
ในประเทศไทย
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ภมู พิ ลอดลุ ยเดช และสมเดจ็ พระนางเจา้ สิริกิต์ิ พระบรมราชินนี าถ ได้เสด็จพระราชดาเนนิ
ทอดพระเนตรการขดุ คน้ ทบี่ ้านเชยี ง เมอื่ วนั ที่ ๒๐ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๑๕
ลักษณะทั่วไป
วฒั นธรรมสมัยกอ่ นประวตั ศิ าสตร์ทบี่ า้ นเชยี ง แบ่งออกเป็น ๓ ระยะใหญ่ ตามลกั ษณะการฝงั ศพและภาชนะดนิ เผาทบ่ี รรจุ
ลงเป็นเคร่ืองเซน่ ในหลมุ ฝงั ศพ ดงั น้ี
๑. สมัยตน้ บ้านเชียง อายรุ ะหวา่ ง ๕,๖๐๐-๓,๐๐๐ ปี มาแลว้
๒. สมยั กลางบ้านเชียง อายุระหวา่ ง ๓,๐๐๐-๒,๓๐๐ ปี มาแลว้
๓. สมยั ปลายบา้ นเชียง อายรุ ะหว่าง ๒,๓๐๐-๑,๘๐๐ ปี มาแลว้
จากการวเิ คราะหว์ ถิ ีชวี ิตและสภาพความเป็นอยขู่ องคนสมยั กอ่ นประวตั ิศาสตรบ์ า้ นเชยี งโดยนกั วิชาการพบว่า คนบ้านเชียง
สมยั น้นั ไดเ้ ลือกทีจ่ ะต้ังหมบู่ ้านในพื้นทเ่ี นนิ สงู ปานกลางใกลจ้ ุดทีท่ างน้าธรรมชาตสิ องสายมาบรรจบกนั และมพี ้ืนทีร่ าบลมุ่
ผืนใหญร่ อบๆ มีการปลูกขา้ วและเล้ยี งสัตวก์ ันแลว้ แตก่ ย็ งั ลา่ สัตว์ทงั้ สตั วป์ ่ าและสัตวน์ ้ามาเป็นอาหาร บ้านพกั อาศยั มีผงั เป็น
รูปส่ีเหลย่ี มผนื ผา้ สร้างอยูบ่ นเสาสงู ทาให้มีใตถ้ นุ บา้ น สามารถใชท้ ากิจกรรมอ่นื ๆ หรือเป็นคอกเล้ยี งสตั วไ์ ด้
หลักฐานทพ่ี บ
๑. โครงกระดูกมนษุ ย์
๒. กระดกู สัตว์
๓. ภาชนะดนิ เผาลายขดู ขดี ลายเชอื กทาบ และลายเขยี นสี
๔. ลูกปัดหินและลกู ปัดแก้ว
๕. เคร่ืองประดับ เครื่องใช้ ใบหอก และใบขวานสาริด
๒.๓ ลวดลายของไหลายบ้านเชยี ง
ไหลายบ้านเชยี งน้นั มลี วดลายตา่ งๆมากมาย ซ่งึ สว่ นใหญจ่ ะนามาเขียนลวดลายจากธรรมชาตริ อบตวั เช่น
ลายกน้ หอย ลายกา้ นขด
เป็ นตน้
๒.๓ เอกลักษณข์ องไหลาบ้านเชยี ง
เครื่องป้นั ดนิ เผาบา้ นเชียง เป็นตัวอย่างของนวตั กรรมโบราณทส่ี ะท้อนถงึ ความเจริญก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีและ
พฒั นาการทางศลิ ปกรรมของวฒั นธรรมบา้ นเชยี งไดเ้ ป็นอย่างดี ดว้ ยคุณลักษณะดา้ น รูปทรงและลวดลายที่มเี อกลักษณ์
เฉพาะ ส่งผลให้เครื่องป้นั ดินเผาบ้านเชยี งกลายเป็นวตั ถุทางวฒั นธรรมที่ ทรงคณุ คา่ ควรแก่การศึกษาถงึ องค์ความรูใ้ นการ
สรา้ งสรรคง์ านศิลปกรรมสมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ เพอื่ เป็น แรงบันดาลใจหรือแนวทางให้แก่ศลิ ปิ นนกั ออกแบบในการ
สรา้ งสรรค์ผลงานทม่ี กี ลน่ิ อายของวฒั นธรรมไทย โบราณในงานออกแบบทรี่ ่วมสมัย
บทท่ี ๓
วธิ ดี าเนนิ งานโครงงาน
ข้นั ท่ี ๑ การเตรียมดนิ วตั ถดุ บิ สาคญั คอื
๑. ดนิ เหนียวสีดา เป็นดนิ ธรรมชาติ หลังการเผาท่อี ณุ หภูมิประมาณ 700 - 800 องศา เซลเซยี ส จะใหส้ ีนา้ํ ตาลแดงทาเป็นเน้อื
ดนิ ป้นั เนื่องจากในเน้อื ดนิ ป้ันมีธาตเุ หล็กออกไซดผ์ สมอยู่ มากเป็นดนิ ที่ขดุ มากชุมชนบา้ นเชียงและชมุ ชนใกลเ้ คียงทเี่ ป็น
สายแร่เดยี วกัน
๒. ดินเชอ้ื หรือ หัวเชือ้ เป็นดินทที่ าใหเ้ กดิ สีน้าตาลเข้าตม้ คือ ดินเหนยี วผสมกับแกลบขา้ วทปี่ ้ัน เป็นกอ้ นกลมๆ เผาให้แหง้
แลว้ ป่ นผสมกับดนิ เหนียวธรรมชาติ (ในขอ้ ที่ 1) เพ่ือให้ดินมีความเหนยี วขณะทเ่ี ผา จะได้ไมแ่ ตกหักงา่ ย (นาไปใช้งาน
ตกแต่งลวดลาย)
ข้นั ที่ ๒ การตากแห้งและการเผา
เมอื่ ข้ึนรูปและป้ันภาชนะเสรจ็ ช่างจะนาภาชนะขนาดต่างๆ ตากไวบ้ ริเวณใกล้ๆ กบั พน้ื ทที่ ท่ี า ภาชนะดินเผา แต่เดมิ
จะเผากลางแจ้ง ซ่งึ ใชฟ้ างขา้ วหรือเศษไม้ขนาดเล็กๆ เป็นเชอ้ื เพลิงหลัก ตอ่ มาพฒั นา เป็นเตาดนิ ท่กี อ่ ข้นึ แบบง่ายๆ เพ่อื ความ
สะดวกในการเผาและเมอ่ื เข้าฤดฝู นก็ยงั สามารถทางานได้ลักษณะ Veridian E-Journal SU Vol.4 No.1 May - August 2011
กลุ่มศลิ ปะและการออกแบบ 21 เตาเผา เป็นเตาดนิ ก่ออิฐแบบงา่ ยๆ พ้ืนทแี่ ละขนาดของเตาข้นึ อยูก่ บั เงนิ ทุน และความ
ต้องการจานวนการ ผลติ ของช่างป้นั ซ่ึงจะมโี ครงสรา้ งท่ีแตกตา่ งกนั ด้านหนา้ เป็นทวี่ างภาชนะสาหรับเผา ภายในจะรอง
ด้วยเศษ เหล็กและเศษภาชนะดินเผา มที ใี่ สฟ่ ื นอยบู่ ริเวณด้านขา้ งและมปี ล่องเพอ่ื ระบายความรอ้ นอยูด่ ้านบน
ขน้ั ท่ี ๓ การตกแตง่ ลวดลาย
วธิ ีการตกแตง่ ลวดลายบนผิวภาชนะเคร่ืองป้ันดนิ เผาในวฒั นธรรมบ้านเชียงโบราณ มีวธิ ีการท่ี หลากหลาย ไมว่ า่ จะ
เป็นการใช้วสั ดปุ ลายแหลม “ขูด - ขดี ” ก็ดีการนาแม่พมิ พ์ทส่ี รา้ งข้นึ อย่างแม่พมิ พ์ดนิ หรือเชอื กควน่ั มากดประทบั ลงบนผวิ
ภาชนะ หรือการป้นั ดินเป็นเสน้ ๆ มาแปะไวร้ อบปากภาชนะกด็ รี วมไป ถึงการเขยี นสีเป็นต้น
บทที่ ๔
ผลการดาเนนิ งาน
การศกึ ษาค้นควา้ ในคร้งั น้ีเป็นการศึกษารวบรวมข้อมูลกระบวนการสร้างสรรค์ลวดลายในงาน ศลิ ปกรรมไทย
สมัยก่อนประวตั ศิ าสตรเ์ พ่อื ใหท้ ราบถงึ ทม่ี าของภูมปิ ญั ญาและองคค์ วามรูก้ ารตกแต่งลวดลาย บนผิวภาชนะดนิ เผาใน
วฒั นธรรมบ้านเชียง และสงั เคราะหข์ ้อมูล โดยทาการจัดประเภทรปู แบบลวดลาย เขียนสีเครื่องป้นั ดินเผาบ้านเชยี งโบราณ
และนามาต่อยอดเป็นชุดลวดลายใหม่ทย่ี งั คงไวซ้ ่งึ เอกลักษณ์ของ ลวดลายบา้ นเชียงที่เขยี นด้วยสีแดง ประกอบด้วยลายเส้น
โค้งเป็นหลัก มีความสลับซับซอ้ นของลายเสน้ แต่ แฝงซ่งึ แบบแผนทตี่ อ่ เนอื่ งเป็นระเบยี บ จากการเกบ็ รวบรวมข้อมูลภาค
เอกสารและภาคสนาม
บทที่ ๕
สรุป อภิปรายผลการดาเนินงาน
การศกึ ษาลวดลายจากงานศลิ ปกรรมบา้ นเชยี งในคร้งั น้ีเป็นไปตามวตั ถุประสงค์ในการศึกษาถึงองค์ ความรูต้ น้ แบบ
ของงานศิลปะสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ไทยจากลวดลายเขยี นสีบนเครื่องป้นั ดินเผาบา้ นเชียง เพ่อื ใหท้ ราบถงึ ทม่ี า
ความสาคญั ตลอดจนรูปแบบและลกั ษณะเด่นของลวดลายบ้านเชียง โดยศึกษาทฤษฎี และงานวิจยั อ่นื ๆ ที่เกย่ี วขอ้ ง
ตลอดจนการสารวจพน้ื ท่ีชมุ ชนทเ่ี ป็นแหลง่ ผลิต ทีท่ าใหท้ ราบถงึ กระบวนการ ผลิตทย่ี งั คงสืบสานภมู ปิ ญั ญาความด้งั เดิมไว้
อย่างสมบูรณ์
ปจั จบุ นั เคร่ืองป้นั ดนิ เผาบ้านเชยี ง นอกจากจะเป็นสินคา้ ทเี่ ป็นท้งั ของฝากและของท่ีระลึกของผมู้ า เยอื นแลว้ ยงั เป็น
สินค้า OTOP ประจาทอ้ งถ่นิ ของชมุ ชนบา้ นเชียง นอกจากน้ยี งั มกี ารหยบิ เอาคณุ ลักษณะ เด่นของเคร่ืองป้นั ดนิ เผาทัง้ รูปทรง
และลวดลายมาพฒั นาและนาไปประยุกตใ์ ช้ในงานออกแบบและผลติ ภณั ฑ์ ต่างๆ ของชุมชน เพ่อื สร้างมลู ค่าให้กบั สินคา้
รวมไปถงึ การสื่อสารเรื่องราวทางวฒั นธรรมท่มี เี อกลักษณของ ประเทศชาติอกี ด้วย
ภาคผนวก