บทที่ 2
เอกสาร และวจิ ยั ทีเ่ กยี่ วขอ้ ง
ผวู้ จิ ยั ไดศ้ กึ ษาคน้ คว้าเอกสาร ตำรา และงานวจิ ัยทเี่ กีย่ วขอ้ ง เพอ่ื ศกึ ษาเก่ียวกับการพัฒนาทักษะ
การอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้ชุดแบบฝึกหัดการเรียนการสอนแบบ Phonics สำหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรียนวัดนำ้ ใส ในการดำเนินงานวจิ ยั โดยแยกเป็นหัวขอ้ ดังต่อไปน้ี
2.1 การสอนการอา่ นออกเสียง
2.1.1 ความหมายของการอา่ นออกเสียง
2.1.2 ความสำคญั ของการอ่านออกเสยี ง
2.1.3 หลักการการสอนอ่านออกเสยี ง
2.1.4 ประโยชน์การอา่ นออกเสียง
2.2 การสอนโดยใช้โฟนกิ ส์
2.2.1 ความหมายของโฟนกิ ส์
2.2.2 ประวัติความเป็นมาของโฟนกิ ส์
2.2.3 ความสำคัญและจดุ มุ่งหมายของโฟนกิ ส์
2.3 ส่ือการสอน
2.3.1 ความหมายของสอ่ื การสอน
2.3.2 ลกั ษณะของส่ือการสอนท่ีดี
2.3.3 ความสำคญั ของสื่อการสอน
2.3.4 ขัน้ ตอนการสรา้ งสือ่ การสอน
2.3.5 ประโยชนข์ องสื่อการสอน
2.4 การประเมนิ ส่อื การสอน
2.4.1 ความหมายของการประเมินส่อื
2.4.2 หลกั เกณฑ์ และวิธกี ารประเมินส่อื
2.5 งานวจิ ัยทเี่ ก่ยี วขอ้ ง
2.5.1 งานวจิ ัยทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั การสอนการอ่านโดยใชโ้ ฟนกิ ส์
2.5.2 งานวิจัยทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การประเมนิ ส่ือการสอน
การสอนการอ่านออกเสียง
ความหมายของการอ่านออกเสยี ง
การอ่านออกเสียงเป็นขั้นตอนหนึ่งในการนำไปสู่การพัฒนาทักษะการอ่านช่วยให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจใน
เนื้อหาสาระของสง่ิ ท่ีอา่ นจนนำไปสู่ทกั ษะของการอา่ นเพื่อความเขา้ ใจ ซึง่ มีหลายทา่ นได้ใหค้ วามหมายของการอ่าน
ออกเสียง ดงั นี้
Karlin (1980) ได้กล่าวว่าการอา่ นออกเสียงเป็นการฝึกทำให้เด็กได้อ่านออกเสียงในเรื่องราวทีท่ ำให้เดก็ ได้มี
โอกาสใชท้ ักษะการอ่านและการพูด ให้ข้อมลู ครูเก่ียวกบั การอ่านของเขาครูยงั ต้องเป็นผู้ส่ือว่าเด็กมีความต้องการ
อ่านออกเสียงแมแ้ ต่เดก็ ท่ีอ่านไม่คล่อง
Bush and Huebner(1979) ไดก้ ล่าวว่าการอา่ นออกเสยี งคือ กระบวนการของการอ่านสิ่งพิมพ์หรือเคร่อื งมือ
ทางการเขียนด้วยเสยี งดงั โดยสว่ นใหญแ่ ลว้ เรามกั จะอ่านในใจมากกว่าท่ีจะอ่านออกเสียง เมื่อเราอ่านออกเสียงมี
จุดประสงค์สำคญั ที่เก่ียวข้องกับการอา่ น เราอ่านเน้ือหาบางอย่างโดยที่เรามีการเตรียมตัวเป็นอย่างดีสำหรับกลุ่ม
หรอื สมาคมของเรา หรือในโบสถ์ พรรคการเมืองหรอื องค์กรทางสงั คมของเราเราอาจจะอา่ นประกาศ หนังสือ กวี
นิพนธ์ นยิ ามของคำในพจนานุกรม หรือขอ้ ความโทรศพั ทแ์ ละ
Mangieri, Bader and Walker (1982) ได้กล่าวถึงการอ่านออกเสียงว่าเป็นแนวทางท่ีครสู ามารถรวมขั้นตอน
การอ่านการเขยี นเข้ากบั ข้ันตอนการใชภ้ าษาโดยทำใหก้ ารอ่านออกเสียงเปน็ ส่วนหนึง่ ของโรงเรียนในปัจจบุ นั ซงึ่ ครู
อาจจะเป็นผู้อ่าน และนักเรียนก็สามารถอ่านได้ อาจจะอ่านจากในหนังสอื หรือเรื่องราวที่สมบูรณ์ซึ่งสามารถอ่าน
เพียงส่วนเดียวหรอื ส่วนที่นักเรยี นน่าจะสนใจมากกวา่ ไดจ้ ากความหมายดังกล่าวสรุปได้ว่า การอ่านออกเสยี งเป็น
กระบวนการอ่านอย่างมวี ัตถุประสงค์ เปน็ การฝึกทกั ษะในการอ่านน าไปสูก่ ารอ่านเพอื่ ความเข้าใจ โดยอาศัยการ
ฝกึ ฝนทเี่ พียงพอ
ความสำคัญของการอ่านออกเสยี ง
การอ่านออกเสียงเป็นขั้นตอนการสอนอ่านที่มีความสำคัญ ขั้นตอนหนึ่งโดยมีนักการศึกษาหลายคนได้
กลา่ วถึงความสำคญั ของการอา่ นออกเสยี งไวด้ งั น้ี
Austin and Morrison (1963) ยอมรับว่าได้ใช้เวลาในการพิจารณาเวลาที่ใช้สำหรับการอ่าน ถึงแม้ว่าการ
อ่านในใจจะมีประโยชน์ในการอ่านของระดับประถมสามและสี่ 30 เปอร์เซ็นต์ของครูยังคงให้ความสำคัญในการ
อ่านออกเสียงมากที่สุด จากการสังเกตบันทึกครูเหล่านี้รู้ถึงเหตุผลคัดค้านบางอย่างในการอ่านออกเสียง เช่น
เดยี วกบั ประโยชนท์ ไ่ี ดร้ ับ แต่ยังคงยืนกรานในประโยชนแ์ ละการฝึกใชอ้ ย่างถูกต้อง อาจจะเปน็ เพราะความต่อต้าน
ในแนวคิดนั้นยังไม่มีความรุนแรงจนเกิดความสำคัญในการอ่านออกเสียงทำให้เด็กได้พัฒนาอารมณ์และการเข้า
สงั คม ความสมบูรณข์ องการประเมนิ คุณค่าในงานเขียนสามารถเกิดขึ้นขณะท่เี ดก็ อ่านออกเสียง การอ่านออกสียง
ยงั ช่วยให้เดก็ ไดพ้ ฒั นาความเช่ือม่นั และความมัน่ ใจในตนเอง หากครหู ลายคนให้ความสำคญั กบั การอ่านในใจของ
พวกเขาโชคไม่ดีที่การอ่านออกเสียงได้ถูกละเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับมัธยมศึกษาที่ให้ความสนใจกับการ
อ่านออกเสียงน้อยมาก มนั อาจจะเป็นที่ในความเป็นจรงิ แลว้ มเี พยี ง 1 เปอรเ์ ซ็นตเ์ ทา่ นัน้ ทจี่ ะอ่านโดย การอ่านออก
เสียง อย่างไรกต็ ามความถ่ีของการใช้บางทีกไ็ ม่ไดห้ มายความว่าวธิ นี ้ีมีความสำคญั เพยี งอย่างเดียวเพื่อท่ีจะพัฒนา
ความสามารถด้านอื่น ๆ เท่านั้น ปัจจัยหลายด้านที่มีคุณค่าของทักษะ และความชำนาญ มันควรที่จะแสดงถึง
ความสำคัญในสว่ นที่เก่ียวข้องกับสิ่งทเ่ี ปน็ ส่วนประกอบในหลักสตู ร การอ่านออกเสยี งเป็นทักษะท่ีมีคุณค่า สิ่งนั้น
ไม่ได้ถูกเรียนรู้โดยอัตโนมัติในโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพของวิธีการสอนการอ่านในใจ ในกรณีของเด็กชาย และ
เด็กหญิงหลายคนเป็นไปได้ว่าส่วนใหญ่ให้ ความสนใจในความต้องการของครูถ้าทักษะในการอ่านออกเสียงที่ได้
เรยี นรู้มานน้ั เพียงพอ จุดเน้นทส่ี ำคญั นักภาษาศาสตร์ และนักการศึกษาบางทา่ นยงั ให้ความสำคญั ตอ่ การสอนการ
อ่านในเรื่องของการอ่านออกเสียงมากกว่าการเขยี นในการสือ่ สาร ความสำคัญนี้มาจากคุณค่าสำคญั ของการอ่าน
ออกเสียง และทักษะที่ตามมาคือการฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนแรกของการเรียนรู้การอ่าน หนึ่งคุณค่า
สำคัญของการอ่านออกเสียง ไม่เพียงแต่ความใส่ใจที่ได้ ยังได้สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และการพัฒนา
อารมณ์ของเด็ก การพัฒนาการอ่านออกเขียนได้มาจากวิธีการสอนการอ่านออกเสียงแก่เด็ก ๆ นอกจากน้ัน
ความสัมพันธ์ที่เหมอื นกนั ระหวา่ งสมาชิกกลุ่มอาจจะสรา้ งสรรค์หรอื เข้มแข็งมากข้ึนจากประสบการณ์การอ่านออก
เสยี งเด็ก ๆ อาจต้องการการเปน็ ที่ยอมรบั จากกลุ่มของพวกเขาว่าเขาน้ันมคี วามสามารถในการอ่านนิทาน เร่ืองเล่า
หรือเรื่องจริงที่น่าสนใจจากการอ่านหนังสือ นิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์ นักเรียนหลายคนไม่ได้ยอดเยี่ยมใน
กิจกรรมอื่น ๆ อาจจะเป็นที่ยอมรับในสมรรถนะที่ดีกว่าด้านการอ่านออกเสียง อย่างไรก็ตามการอ่านออกเสียง
อาจจะช่วยพวกเขาไดพ้ ัฒนาความเช่ือมัน่ และความมั่นใจใน ถึงแม้ว่าข้อการวิจารณใ์ นการอ่านและแนวโน้มของ
หนังสือคู่มือของผู้อ่านระดับพื้นฐานนั้นจะไม่ครอบคลุมการอ่านออกเสียง กิจกรรมนี้ยังคงครอบคลุมเวลาในชนั้
เรยี นของห้องเรียนระดบั ประถม
Fountas and Pinnell (1996)ได้กลา่ วถึงคุณค่าในการอ่านออกเสียงให้เด็กว่า เปน็ การสรา้ งแรงจูงใจให้เด็ก
ตอ้ งการทีจ่ ะมีส่วนรว่ มในการฝึกฝน เป็นการสาธิตการอ่านเพื่อวัตถุประสงค์ พัฒนาความเขา้ ใจในเนอ้ื เร่ืองต่าง ๆ
เพิ่มพนู คำศัพท์ ขยายองค์ความรูด้ ้านไวยกรณ์ สรรคส์ ร้างประชาคมของผอู้ ่านผ่านความสนุกสนานและแลกเปล่ียน
ความรู้ และทำใหร้ ู้ถึงบริบทการใชพ้ ้ืนฐานเพือ่ งานเขียนหรืออืน่ ๆ ผ่านการอ่าน
Farris, Fuhler and Walther (2004) ได้กลา่ ววา่ ประโยชนข์ องการอ่านออกเสียงในเดก็ นนั้ ได้มีการตีพิมพ์
ในงานวชิ าการด้านการศึกษาย้อนกลับไปในปี 1908 การอ่านออกเสยี งส่งเสริมให้เด็กได้มีความรูเ้ กี่ยวกับอารมณ์
และความรู้สึกในการอ่าน นักเรียนระดับปฐมวัยมีความสุขในเสียงสัมผัสการเปลี่ยนแปลง บางคนอาจยอมรับ
ประโยชนข์ องการอ่านออกเสยี งในขณะท่บี างคนยังไมเ่ ชอ่ื ในความมปี ระสิทธิภาพของเทคนคิ และวิธกี ารสอน
Dallmann (1978) ยังไดก้ ลา่ วถงึ ในขณะท่นี กั เรียนในระดบั สงู กว่าปฐมวัยจะละเลยในการสอนอ่านออกเสียง
ผู้เชี่ยวชาญยงั คงให้ความสำคญั ในการอ่านออกเสียงโดยเน้นย้ำเสมอว่าการอา่ นออกเสียงน้ันมีสว่ นชว่ ยให้เดก็ เกิด
ความเข้าใจ และมีองค์ความรู้คำศัพท์เพิ่มมากขึ้นด้วยจากความสำคัญในการอ่านออกเสียงข้างต้นสรุปได้ว่า การ
อ่านออกเสียงมีความสำคัญต่อการสอนการอ่าน การพัฒนาการอ่านออกเขียนได้มาจากวธิ ีการสอนการอ่านออก
เสียงให้แก่เด็ก ๆทำให้เด็กเกิดประสบการณ์การอ่านออกเสียง ช่วยให้เด็กมีความสามารถในการอ่านนิทาน เรื่อง
เลา่ หรือเรือ่ งจรงิ ท่ีมีความน่าสนใจ จากการอา่ นหนงั สือ นิตยสารหรือหนงั สือพมิ พซ์ ง่ึ จะน าไปสู่การอ่านเพื่อความ
เขา้ ใจในทีส่ ุด
หลักการสอนอ่านออกเสียง
การสอนอ่านออกเสียงเปน็ การสอนการอ่านทีจ่ ะช่วยให้เด็กมีความสามารถในการพัฒนาตวั เองด้านการอ่าน
ซ่ึงจะนำไปสู่การอา่ นเพือ่ ความเขา้ ใจได้ แตก่ ารสอนการอา่ นออกเสยี งน้ันมีหลกั การสอนซึง่ มีนักการศึกษาหลายคน
ไดก้ าหนดหลักการสอนอา่ นออกเสยี งไวด้ งั นี้
Heilman, Blair and Rupley (1994) ได้กลา่ วถึงหลักการของการสอนการอ่านไวว่ ่าควรพัฒนาจากความรู้ที่
หาไดจ้ ากจติ วิทยาทั่วไป จติ วทิ ยาการศึกษา การเตรยี มหลกั สตู ร การศกึ ษาการเจรญิ เตบิ โตและการพัฒนาของเด็ก
การอ่านงานวิจัย การแนะแนวเด็ก และการแก้ไขทางจิตวิทยาในการทำหลักการให้เป็นระบบจ าเป็นที่จะต้อง
พิจารณาแง่มุมทั้งหมดของการเจริญเติบโต รวมไปถึงการพัฒนาของมนุษย์ประกอบไปดว้ ย สติปัญญา สรีรวิทยา
จิตวิทยาและอารมณ์ความรู้สึก ดังเช่นหลักการต่อไปนี้ การอ่านและการเขียนเป็นกระบวนการทางภาษา
ความสามารถในการอ่านและการเขียนคือกระบวนการที่มีการพัฒนา การอ่านและการเขียนเป็นกระบวนการที่
เก่ียวข้องในลักษณะท่ตี อ้ งพง่ึ พาอาศยั กัน และมผี ลสะทอ้ นตอ่ กนั และวิธีการสอนให้มคี วามสามารถในการอา่ นและ
การเขียนควรจะตระหนักถึงความสัมพันธ์นี้ วิธีการสอนควรเป็นการนำให้เด็กได้เข้าใจว่าการอ่าน คือการเข้าใจ
ความหมาย มีความคล่องตัว และเป็นกระบวนการทีม่ ีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ การใช้ประโยชน์ของการอ่าน
ออกเขียนได้ควรจะเป็นส่วนที่จ าเป็นต้องพัฒนาให้สมบูรณ์ของวิธีการสอนการอ่านให้ออกเขียนให้ได้ตลอดจน
หลักสตู รของสถานศึกษาที่สมบรู ณ์ วธิ ีการสอนให้มีความสามารถในการอ่าน และการเขยี นได้จ าเปน็ ทจี่ ะต้องเป็น
สว่ นประกอบที่จะต้องพฒั นาให้สมบูรณ์ในเนอื้ หาครูจำเป็นต้องสง่ เสริมความสามารถของนกั เรียนในการให้เหตุผล
และมแี นวคิดในการเขียนเชงิ คดิ วเิ คราะห์ วธิ กี ารสอนให้มีความสามารถในการอา่ น และการเขยี นไดอ้ ย่างเหมาะสม
นั้นขึ้นอยูก่ ับการประเมินผลของจุดออ่ น และจุดแข็งของนกั เรียนแต่ละคน เทคนิคที่ใช้ได้ผลดกี ับนกั เรียนบางคน
เท่านั้นซึ่งบางคนก็อาจจะใช้ไม่ได้ผล การสร้างแรงกระตุ้นในการพัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียน
กุญแจที่จะทำให้วิธกี ารสอนใหม้ ีความสามารถในการอ่านและการเขียนนนั้ คอื ครู โดยครตู ้องจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็น
สำหรบั นกั เรียนในวธิ กี ารสอนการอ่าน และการเขียนในห้องเรยี น ครูต้องมีความสามารถในการสร้างสรรค์ จัดการ
และรกั ษาสิ่งแวดล้อมท่เี ป็นส่ือนำในการเรยี นรู้และความสามารถในการอ่าน และการเขยี นของครูต้องหล่อหลอม
ความเป็นหน่งึ เดียวกนั ของบ้านและสังคมเพอ่ื สง่ เสริมการเตบิ โตของการอา่ น
จากหลักการสอนอ่านออกเสยี งขา้ งตน้ น้นั สามารถสรปุ ได้ดังน้ีคอื หลักการของการสอนการอา่ นควรพัฒนา
จากความรู้ด้านจิตวิทยาเพื่อเตรียมหลักสูตรเพื่อพัฒนาความสามารถเด็กโดยอาศัยความรู้จากการศึก ษางานวิจัย
ซ่งึ การอา่ น และการเขยี นเป็นกระบวนการทางภาษาที่มกี ารพัฒนาวิธกี ารสอนควรให้เด็กรู้ว่าการอ่านคอื การเข้าใจ
ความหมายครูต้องส่งเสริมความสามารถของนักเรียนให้รู้จักเหตุผล และมีแนวคิดในการเขียนเชิงคิดวิเคราะห์
วิธีการสอนให้มีความสามารถในการอ่านและการเขียนได้ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับการประเมินความสามารถของ
นักเรียนแต่ละคน ครูต้องจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นสำหรับนักเรียน ครูต้องมีความสามารถในการสร้างสรรค์ จัดการ
และรักษาสิง่ แวดลอ้ มที่เป็นสอ่ื นำในการเรยี นรู้
ประโยชนก์ ารอา่ นออกเสยี ง
Stephen Krashen กล่าวว่าประโยชน์ ของการอ่าน ออกเสียงคือการพัฒนาความสามารถในการอ่านและ
การเขียน เด็ก ๆ ที่ฟังการอภิปรายได้อ่านมากขึ้น และแสดงให้เห็นว่าได้รับคำศัพท์ และมีความเข้าใจ และ
Friedberg and Strong ได้พดู ถงึ ว่านักเรียนจะมกี ารเช่อื มโยงทางงานเขยี น และเรมิ่ เข้าใจการอ้างอิงทางงานเขียน
สร้างสรรคจ์ ินตนาการของพวกเขา และพฒั นาความคดิ เชิงวเิ คราะห์ได้
Dallmann (1978) ได้กล่าวถึงคุณค่าของการอ่านออกเสียงไว้ว่าในบางครั้งการเน้นเสียงของค ามีมาก
จนเกินไปจากนักภาษาศาสตร์ และนักการศึกษาหลายคน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลในการสอนการอ่านออกเสียง
มากกว่าการเขียนเพอ่ื การส่ือสารเป็นอย่างยิ่ง ความสำคัญในการอา่ นออกเสียงทำให้เดก็ ไดพ้ ฒั นาอารมณ์ และการ
เข้าสังคม ความสมบรู ณ์ของการประเมนิ คุณค่าในงานเขยี นสามารถเกิดขนึ้ ขณะท่ีเด็กอ่านออกเสยี ง การอ่านออก
เสยี งยังช่วยใหเ้ ดก็ ไดพ้ ัฒนาความเชื่อม่นั และความมั่นใจในตนเองด้วย
ดังที่มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงประโยชน์ของการอ่านออกเสียงไว้หลายท่าน สามารถสรุปได้ว่า การอ่านออก
เสียงนั้นเป็นการพัฒนาความสามารถในการอ่าน และการเขียน เด็กจะมีองค์ความรูค้ ำศัพท์ และมีความเข้าใจใน
การอ่านมากขนึ้ อกี ทัง้ ยงั สามารถการเชื่อมโยงเขียน และเร่มิ เขา้ ใจการอ้างองิ ทางงานเขยี น สร้างสรรคจ์ ินตนาการ
และพัฒนาความคิดเชิงวิเคราะห์ได้ รวมไปถึงเกิดการพัฒนาอารมณ์และการเข้าสังคม และการอ่านออกเสียงยงั
ชว่ ยให้เด็กได้พัฒนาความเชื่อมั่นและความมน่ั ใจในตนเองด้วย
การสอนโดยใชโ้ ฟนกิ ส์
แนวทางการสอนโฟนิกส์มีความสำคญั ต่อผู้เรยี นในวัยเดก็ เป็นอย่างยงิ่ เปน็ อีกปัจจยั ท่ีส่งเสริมพัฒนาการอ่าน
ตั้งแต่แรกเริ่มได้เป็นอย่างดี หากผู้เรียนได้รบั การฝึกฝนการอ่านออกเสียงที่ถูกต้องตามหลักการอ่านโดยใช้วิธโี ฟ
นิกส์จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจความสัมพันธ์ของเสียงและตัวอักษรจนกระทง่ั สามารถถอดรหัสเสยี ง และออกเสียงเป็น
คำได้
ความหมายของโฟนิกส์
วิธีโฟนิกสเ์ ป็นวิธีการสอนภาษาองั กฤษวิธีหนึ่งที่มีนักการศึกษาหลายท่านรวมทั้งหน่วยงานทางการศึกษาให้
ความสำคัญและได้ให้คำจำกัดความของวิธโี ฟนิกส์ไวม้ ากมาย ดงั น้ี
Heilman (1968) ได้กล่าวถึงวิธีการสอนโฟนิกส์วา่ เป็นแนวทางหลกั ในการสอนการอา่ นที่จะนำให้ผูเ้ รยี นได้
เข้าใจถึงตัวอักษรในคำที่แสดงถึงเสียงเมื่อได้ออกเสียงคำนั้น ๆ มา รวมถึงเป็นการสอนเสียงที่มีการเชื่อมโยงกับ
ตวั อักษรหรือการรวมกนั ของตัวอักษร
Bush and Huebner (1979)กล่าวว่าโฟนิกส์คือ เสียงหนักเบาของพยญั ชนะ เสียงสั้นและเสียงยาวของสระ
สระผสม และการแบ่งพยางค์ที่มีผลต่อเสียงในตัวอักษร และเป็นกระบวนการในการประยุกต์ความรู้เกี่ยวกับ
ความสมั พนั ธข์ องเสยี งและตวั อกั ษร
Miller (1972) ไดก้ ลา่ วถงึ โฟนกิ ส์คือ การใชค้ วามสัมพันธข์ องเสียงและตวั อักษรเพอ่ื ออกเสียงค าท่ีไม่คุ้นเคย
โฟนิกส์เป็นการใช้เสียงพูดแทนตัวอักษร และกลุ่มตัวอักษรเหมือนตัวช่วยเพื่อจดจ าค าในการอ่าน โฟนิกส์เป็น
ส่วนยอ่ ยของสัทศาสตร์
Tanner (1988)กล่าวว่า โฟนิกส์เป็นระบบในการสอนอ่านโดยอาศัยหลักการเรียงล าดับตามตัวอักษร
องคป์ ระกอบสำคัญคือการสอนความเหมือนระหว่างตัวอกั ษรหรือกลุ่มตวั อกั ษร และการออกเสียง
Adams (1990)กลา่ วว่าโฟนิกส์เปน็ ความสามารถในการจับคูเ่ สียงที่ได้ยินภายในภาษาเพื่อจับใจความ อีกทั้ง
ยงั เป็นวธิ กี ารสอนความสัมพันธข์ องเสียงกบั ตวั อักษรท่ใี ชใ้ นการอา่ น และการเขียน
Thompson andStrickland (1998) กล่าวว่าโฟนิกส์เป็นวิธีการสอนผู้เรียนภาษาอังกฤษเพื่ออ่านและเขยี น
และ Lui(2005) ได้กล่าวว่าโฟนกิ ส์ยังเป็นการสอนการเชื่อมโยงของตัวอักษรและกลุ่มตัวอักษร และการสอนการ
ประสมเสยี งเขา้ ดว้ ยกันเพื่อออกเสียงคำใกลเ้ คียงทีไ่ มค่ ุ้นเคย
Eperon et al. (2014) ได้กล่าวว่าโฟนิกส์เป็นวิธีการสอนการอ่านที่ให้ความส าคัญของการสะกดตาม
ตวั อกั ษร เสียงตวั อกั ษรหรอื ตัวอักษรทีใ่ ช้แทนหนว่ ยเสยี ง
สรุปไดว้ า่ การอา่ นโฟนกิ ส์เป็นวธิ กี ารอา่ นโดยอาศยั การเช่ือมโยงความสัมพันธร์ ะหวา่ งเสียง และตวั อักษรหรือ
กลุ่มตัวอักษรเพื่อออกเสียง โดยใช้หลักของการผสมเสียงให้เกิดคำเมื่อเด็กอ่านคำที่ไม่คุ้นเคยเขาสามารถที่จะ
เชื่อมโยงความสัมพนั ธ์ดังกล่าว และสามารถอา่ นคำนัน้ ๆ ได้ด้วยตนเอง
ประวัติความเป็นมาของโฟนิกส์
วิธีการสอนโฟนิกส์ได้ถูกพัฒนา และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของวิธีการสอนการอ่านใน
ประเทศสหรัฐอเมรกิ ามาโดยตลอด หลายครงั้ ทเี่ ห็นถึงความสำคญั ของการสอนเด็กเร่ืองเสียง ความสัมพนั ธข์ องการ
สะกด หลายครั้งที่วิธีการสอนโฟนิกส์ได้ก็เสื่อมโทรมลง ก่อนปี1600 แบบเรียนแบบใหม่ในประเทศสหรัฐอเมรกิ า
ได้ถกู ตพี ิมพ์ภายในประเทศชว่ งกอ่ นปี 1600วิธกี ารสอนในหนังสือการอ่านสะท้อนใหเ้ ห็นถงึ ความสำคัญของโฟนิกส์
นกั เรยี นเรียนเก่ยี วกับตัวอักษรเป็นล าดบั แรก จากนน้ั ฝึกอ่านจากพยางคง์ ่าย ๆ และสดุ ทา้ ยกอ็ ่านขอ้ ความ คัมภีร์
ไบเบิลคอื หนงั สือเรยี นของเดก็ ระดับประถมศกึ ษา และการอา่ นจะถูกพิจารณาวา่ เป็นปัจจัยทีม่ ีความสำคัญผู้เรียน
เริ่มเรียนจากความสมั พันธข์ องเสียงกบั ตัวอกั ษร จากกรกี โบราณโฟนกิ สไ์ ดถ้ กู สอนเพ่อื ใหเ้ ปน็ ภาษาเขยี นเพ่ือให้ง่าย
ต่อการเข้าใจ ไม่แปลกที่ชาวอาณานิคมที่มีการศึกษาหลายคนได้เรียนรู้จากงานประพันธ์ เช่น กรีก ละตินท่ี
สนับสนนุ วธิ ีการสอนโฟนกิ ส์ ซ่ึงวธิ นี ้ยี งั ไมม่ ผี โู้ ต้แย้งในชว่ งศตวรรษน้แี ละหลังจากนี้ครง่ึ ศตวรรษ ตอ่ มาในช่วงกลาง
ปี 1800 มีหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปบุคคลสำคัญเริ่มที่จะมุ่งความสนใจไปยงั การศึกษามากกว่าประชากร ส่วน
สำคัญของการศึกษาจะพิจารณาให้เป็นส่วนสำคัญสำหรับระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่พึ่งริเริ่มที่เรียกว่า
The United States มีความเจรญิ งอกงามและเฟ่ืองฟู นอกจากนี้ ความเขา้ ใจได้กลายเป็นจุดรวมความสนใจของ
นักการศึกษาหลายคน และวิธีการสอนเพื่อความเข้าใจก็มองเห็นวิธีการสอนโฟนิกส์ว่าเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆการ
ต่อต้านวิธีการสอน โฟนิกส์นำโดย Horace Mann เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งMassachusetts เขา
เห็นว่าวธิ โี ฟนกิ สต์ วั คมุ คามการสร้างสรรค์ความคดิ ความกระตือรอื ร้นและทกั ษะของผู้อ่าน และไดใ้ หก้ ารสนับสนุน
วธิ ีwhole-word ใหเ้ ป็นวธิ ีการสอนอ่าน ถงึ แม้วา่ วธิ ขี องเขาได้เติบโตขึน้ อยา่ งช้า ๆ หนังสือการอ่านเร่ิมปรากฏขึ้น
แต่วิธีการสอนที่ยังคงให้ความสำคัญกับความเข้าใจโฟนิกส์ก็มีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าครูหลายคนเริ่มต่อสู้กับ
แนวคิดนี้ หนังสืออ่านเริ่มมีการควบคุมคำศัพท์ และวิธีการสอนก็ได้สะท้อนให้เห็นสิ่งนี้ ช่วงปี 1920 วิธี whole-
word กับการตามมาซึ่งการควบคุมค าศัพท์ของผู้อ่านอย่างมีเสถียรภาพได้หยั่งรากลึก ในช่วงก่อนปี 1920 นัก
การศึกษาทม่ี ีชอื่ ว่า William S. Gray ไดน้ ำขอ้ วจิ ารณต์ ่อต้านสิง่ ทเ่ี ขาอธบิ ายวา่ วิธีการสอนโฟนกิ สน์ นั้ เป็นส่ิงท่ีหนัก
น่าเบื่อและขาดความกระตอื รือร้น ซึ่งเขาได้แนะน าวิธีใหม่คือ look-say (ซึ่งเป็นที่รูจ้ ักกันดีใน sightword หรือ
whole-word) Dick และ Jane ผู้อ่านที่ Gray ได้ช่วยให้การพัฒนาร่วมกับ ScottForcesman ท าให้วิธี look-
say เป็นที่แพร่หลาย ผู้อ่านเหล่านี้ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่ใช้อยา่ งไรกต็ ามสมาคมวิชาการได้ยกเลิกหนังสือ
Why Johny Can’t Read เพราะหลักการเขียนของเขานั้นไม่ได้รับการรับรองจากงานวจิ ัย และเขาแสดงให้เห็น
น้อยจนเกินไปว่า เด็กจะเรียนรู้จากการอ่านนั้นอย่างไร Flesch ก็ยังคงไม่ท้อใจเขาได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง และ
สาธารณชนก็ฟัง และให้การยอมรับ Flesch ไดว้ ิจารณ์วา่ วิธีการสอน whole-word เป็นเหมอื นวิธีการฝึกฝนสัตว์
วธิ กี ารของมนั ทำให้เดก็ เหมอื นเป็นสุนัขซึ่งเขาเรียกมนั ว่า “ที่สุดของการขาดความเป็นมนุษย”์ เป็นทางแห่งความ
โง่เง่าที่ไดเ้ พ่มิ ไปในความคิดของเด็ก วันน้หี นงั สือของเขายงั เป็นทีน่ ิยมและมีการกลา่ วถึงอย่างกวา้ งขวาง ผลกระทบ
ด้านลบที่ตามมาของหนังสือเล่มนี้ คือการแบ่งแยกอย่างเห็นได้ชัดของนักการศึกษาในด้านการอ่าน ถ้าครู
สนบั สนุนโฟนกิ สน์ ั่นกห็ มายความว่าเขานัน้ จะกลับไปสงู่ านหนกั น่าเบือ่ และไมม่ คี วามกระตือรือร้นซึ่งอดีตเป็นการ
ตอ่ ตา้ นงานเขยี น งานวจิ ัย ต่อตา้ นความเข้าใจและต่อต้านสงิ่ ท่ีเป็นแรงจูงใจ ถ้าครูสนับสนนุ วธิ ี whole-language
มันหมายถึงเขาต้องการจะกลับไปส่วู ธิ ี look-say ในอดตี ซ่งึ ไม่รวู้ า่ เด็กเรียนรู้ทจ่ี ะอ่านไดอ้ ยา่ งไร ท้ังสองแนวทางน้ี
ยังสรุปแน่นอนไม่ได้ในปี 1967 รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาไม่ได้ละเลยหนังสือของ Flesch และได้กลับไปท่ี
ประชาคมวิชาการเพื่อตอบค าถาม ค าตอบหนึ่งในปี 1967 กับหนังสือของ Janne Chall’s Learning to
Read:The Great Debate หนังสือนี้สะท้อนหลักเกณฑ์มากมาย และการวิเคราะห์สิ่งพิมพ์ด้านการอ่านซ่ึง
สนบั สนุนวิธีการสอนโฟนิกสอ์ ยา่ งเปน็ ระบบในหลักสูตรการอ่านระดบั ประถมศึกษา และสนบั สนนุ วธิ ีการสอนนี้ให้
เป็นแกน่ สาระในงานวจิ ัย หลายงานวิจัยท่มี ีผวู้ ิจัยหลายคนใหก้ ารสนับสนนุ ความคิดของ Challs ว่าวิธีการสอนโฟ
นิกส์มีผลโดยตรงซึ่งเปน็ ประโยชน์มากกับนักเรียนมากกวา่ การเรยี นในส่ิงท่ีไม่สำคญั แม้ว่าการค้นพบของ Challs
จะเป็นรูปธรรม วิธีการสอนโฟนิกส์ก็ยงั ได้รบั ความสำคัญในระดับทีแ่ ตกตา่ งในปี 1970, 1980 และก่อน 1990 และ
บ่อยครั้งที่ทำให้เกิดอดีตที่เป็นสิง่ ท่ีมคี วามสำคัญต่องานวิจัย และความเข้าใจ ในช่วง 1985-1995 วิธีการสอนโฟ
นิกส์เป็นจุดสนใจของประชาชนอกี ครัง้ ผู้เขียนได้อธิบายถึงโฟนิกส์ว่า โฟนิกส์เปน็ สว่ นผสมที่สำคัญในวธิ กี ารสอน
การอ่าน อย่างไรก็ตามพวกเขารับรู้ถึงความสำคัญมากมายในการอ่าน และให้การสนบั สนุนวิธีการสอนอา่ น พวก
เขารู้วา่ การสอนอ่านไม่ใช่ทงั้ กระบวนการ bottom-up และ top-down แนน่ อนวา่ พวกเขา และนกั วิจัยหลายคน
เสนอรูปแบบที่มีการโต้ตอบกันของการอ่านของผู้อ่านที่ใช้การรวมของความรู้เดิม และความรู้เกีย่ วกับเสียง และ
รูปแบบการสะกดคำโครงสร้างประโยคและความหมายค าเพื่อความเข้าใจในบริบท วิธีการสอนมุง่ หวังว่าไมค่ วร
เน้นด้านใดด้านหนึ่งของการอ่านเพ่ือแยกสว่ นอื่นออกไปเลย ในช่วงปี 1995-2006 ปี 2002 ประธานาธิบดี Bush
ไดต้ รากฎหมายกำหนดใหเครื่องมือการอ่านสำหรบั เดก็ เช่น เครือ่ งมือเหล่านัน้ จะเต็มไปด้วยสีสัน และเนื้อเรื่องที่
ดึงดูดความสนใจของเด็ก ข้อความควบคุมอย่างระมัดระวงั เพราะฉะน้ันคำจะถูกใชซ้ ้ำๆ เพื่อกำหนดให้เด็กอย่าง
หลากหลาย วิธีการนี้จะตามด้วยรูปแบบ top-down ซึ่งนักเรียนเริ่มเรียนรูจ้ ากประสบการณ์และความรู้เดมิ ของ
whole-word เสียง และความสัมพนั ธข์ องการสะกด เด็กจะได้เรยี นในส่งิ ท่ไี มไ่ ดค้ าดหมายโฟนิกส์จะได้รับการมอง
ว่าเป็นส่ิงท่ีสำคัญในอันดับสดุ ท้าย ในช่วงปี 1955 Rodolphจัดกองทุนเพิ่มขึน้ และให้ความสำคัญกับวิธกี ารสอน
อ่านในระดับ K-3 กฎหมายใหม่ได้นำมาซึ่งความสามารถในการชี้แจง ให้เหตุผลได้ โรงเรียนในชนบทเริ่มจัดให้ครู
อ ยู่ ใ น ข อ บ ข่ า ย 5 พ้ื น ท่ี ข อ ง วิ ธีก า ร ส อ น ก า ร อ ่ า น phonemic awareness, phonics, vocabulary,
comprehension และ fluency เพือ่ สนบั สนุนโรงเรียนให้ศึกษางานวิจัยที่ตดั สนิ เก่ยี วกับวธิ ีการสอนอ่าน หลายที่
กลบั ไปสู่Preventing Reading Difficulties in Young Children ซึ่ง Burns et al. (1999) และในป2ี 000รายงาน
วจิ ยั ทีถ่ กู ตีพมิ พโ์ ดย The Nation Reading Panel ผู้เขยี นการอา่ นกลุม่ นี้แสดงให้เหน็ คณุ ภาพสงู สุดของงานวิจัยใน
วิธกี ารสอนอ่าน และการค้นพบของพวกเขาใน Report of The National Reading Panel: Teaching Children
to Read: An Evidence-Based Assessment of Scientific Literature on Reading แ ล ะ Implication for
Reading Instruction (NICHD 2000) หลายรัฐ เช่น California และ Texas ต้องการเพ่มิ ความส าคัญของโฟนกิ ส์
ในพนื้ ฐานการอา่ นและเพิ่มการฝกึ อบรมครูในเร่อื งของโฟนิกส์ และพ้นื ฐานเกี่ยวกับภาษาศาสตร์พ้ืนฐานส่วนใหญ่
เกี่ยวกับการควบคุมขอ้ ความบนพน้ื ฐานของการถอดรหัส
ความสำคัญและจดุ มงุ่ หมายของโฟนิกส์
ความสำคญั และจดุ มงุ่ หมายของวธิ โี ฟนกิ ส์ชว่ ยให้เดก็ เรียนร้ภู าษาอังกฤษอย่างเป็นลำดบั ขั้นตอน เดก็ สามารถ
เรยี นรู้ และอา่ นคำศพั ทไ์ ด้อย่างถูกต้องโดยอาศยั การเทียบเสียงของพยัญชนะและสระ อกี ทง้ั ยังสามารถนำความรู้
เดิมไปประยกุ ต์ใชใ้ นการอ่านคำอนื่ ๆ ทคี่ ลา้ ยคลงึ กนั ได้ ดงั ที่มหี ลายทา่ นได้กล่าวถงึ ความสำคัญ และจดุ มงุ่ หมายไว้
ดังตอ่ ไปน้ี
Heilman (1968) ยงั ไดก้ ล่าวว่าวธิ ีการสอนโฟนิกสน์ ั้นมีจุดมุ่งหมายเพ่ือจัดเตรียมผู้อ่านให้มีความสามารถใน
การเชื่อมโยงตัวอักษรกับเสียงของตัวอักษรได้ การประยุกต์ใชท้ ักษะของโฟนิกส์กับคำที่ไม่คุ้นเคยผู้อ่านต้องผสม
เสียงเข้าด้วยกนั ตามลำดบั ของตัวอักษรทปี่ รากฏในคำจึงทำให้ผู้อ่านน้ันอ่านออกเสียงคำออกมาได้ ในการประยุกต์
ทกั ษะทางดา้ นโฟนิกสก์ ับคำทีไ่ มร่ ู้จักผู้อา่ นจะผสมเสียงตามลำดบั ของตัวอกั ษรทป่ี รากฏอยู่ในคำโดยความสามารถ
นี้จะไม่เกิดเมือ่ การออกเสียงของสัญลกั ษณค์ ำในทันที การรับรู้คำนั้นไมค่ วรจะมีความยุง่ ยากของเสยี งเฉพาะของ
ตวั อักษร
Smith and Johnson (1980) ยังได้กล่าวอีกว่าวิธีการสอนโฟนิกส์นั้นยังมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้เด็ก
สามารถออกเสียงคำที่พวกเขาจำคำไม่ได้โดยการใช้เหตุผลในการสันนิษฐานในการที่จะออกเสียงคำเด็กจะจดจำ
คำศัพท์จากการฟังและการพูด แต่ถ้าคำนั้นไม่ได้อยู่ในประสบการณ์จากการฟังและพูดของเด็กการวิเคราะห์โดย
วิธีโฟนกิ ส์จะมสี ่วนช่วยใหเ้ ดก็ ได้ใช้ความรวู้ ธิ โี ฟนิกสใ์ นการประยุกต์ทง้ั ทางตรงและทางออ้ มในการอ่านได้
Adams (1990) ได้กล่าวว่าโดยสรุปแลว้ ความรลู้ ะเอยี ดลึกซงึ้ ในตัวอักษร รปู แบบการสะกดคำและคำและการ
เปลี่ยนแปลงเกี่ยวกบั การออกเสียง เป็นความสำคัญทีหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งการอ่านให้คล่องแคล่ว และการพัฒนาที่
เพิ่มขึ้น วิธีการสอนออกแบบมาเพื่อพฒั นาสภาพของเด็กในเรื่องของการสะกดค า และความสัมพันธใ์ นการออก
เสียงดังกล่าวควรเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการพัฒนาทักษะการอ่าน นอกจากนี้ความบกพร่องเกีย่ วกบั การ
สะกด และการสะกดคำที่มีเสียงเหมือนกันของคำหลาย ๆ คำและหลายพยางค์อาจจะเป็นส่วนที่ทำให้เกิดความ
ยุ่งยากในการอ่าน ซึ่งสามารถได้สรุปวา่ ทางที่ดีที่สุดในการสร้างคำศัพท์ของเด็กคือ ให้เด็กได้อ่าน และทำความ
เขา้ ใจความหมายของคำในบริบท โฟนิกสม์ วี ัตถุประสงค์ในการสอนเพ่อื ใหเ้ ดก็ มีความสามารถในการถอดรหัสค า
ควรจะรวมทกั ษะหลายทักษะไว้ในบรบิ ทเดียวกันที่ใช้ในการสอนพวกเขา เช่นถ้าเด็กได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเปด็
(duck) ค าเหล่านี้ก็ควรจะปรากฏอยูด่ ้วย เช่น กัน quack, quick และ quiet สิ่งเหล่านี้จะเป็นหตุผลที่ดีสำหรับ
การแนะนำความเหมือนของ qu ท่ีออกเสียง /kw/ผู้เรียนจะประยุกต์ส่วนประกอบของโฟนิกสไ์ ด้ทนั ที และจะเห็น
วตั ถปุ ระสงค์ และคณุ ค่าของโฟนกิ ส์
Adams (1990) และยงั ไดแ้ นะนำวัตถุประสงคข์ องการสอนโฟนิกสว์ ่า เพอ่ื เปน็ การพฒั นาความสามารถของ
ผ้เู รยี นทจ่ี ะอ่าน เชอื่ มโยงใจความได้อย่างอิสระ สำหรับผู้เรยี นมหี น้าที่สำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างสองทักษะซ่ึง
อาจจะมที ิศทางที่ตรงกนั ข้าม มนั เป็นเพียงธรรมชาติของการอา่ นที่สามารถสร้างสาระของแผนการสอนโฟนิกส์ได้
อยา่ งเหน็ ไดช้ ดั มนั เปน็ เพียงโอกาสของการอ่านทส่ี ามารถทำใหผ้ ูเ้ รยี นร้สู ึกว่าการเรยี นน้ันคุ้มค่าสำหรับพวกเขา
Heilman et al. (1994) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของวิธีการสอนโดยวิธีโฟนิกส์ไว้ว่า วิธีการสอนโฟนิกส์
ประกอบด้วยการสอนความสัมพันธ์ของเสียง และตัวอักษรซึ่งผู้เรียนสามารถระบุค าใหม่ได้หลายค ำวิธีนี้มี
ความสำคญั เปน็ อย่างมากในการช่วยให้ผอู้ ่านในระดบั เรมิ่ ตน้ มีความเขา้ ใจระบบการทำงานของภาษา ผูอ้ ่านได้พบ
เจอคำหลายคำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จึงไม่สามารถจดจำได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอาศัยการประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับ
ความสัมพันธ์ของเสียง และตัวอักษรในการผสมประกอบกับบริบท และความเข้าใจเพื่อสร้างคำที่สมเหตุสมผล
นกั เรียนสามารถสรปุ ใจความสำคัญได้ว่าพวกเขาอา่ นอะไร อีกทง้ั
Reutzel and Cooter Jr (2000) ยังไดก้ ลา่ ววา่ วิธกี ารสอนโฟนิกสม์ ีความสำคญั มากเก่ียวกับการสะกด และ
เก่ยี วข้องกับเสยี งของค าพดู อย่างเป็นระบบ และเป็นแนวทางในการเดาได้
Burns etal. (1999) ได้กล่าวว่ามีงานวิจัยรับรองว่าวิธีโฟนิกส์เป็นวิธกี ารสอนท่ีเปน็ ระบบและมีความชดั เจน
ซ่งึ มีประสทิ ธภิ าพมากกว่าการสอนอย่างไมเ่ ปน็ ระบบหรอื วิธกี ารสอนแบบอืน่ ๆ ทีห่ ลกี เลีย่ งการสอนตามแบบของ
วิธโี ฟนิกส์
Karlin (1980) ไดก้ ลา่ วว่าวิธกี ารสอนโฟนิกสน์ ั้นมจี ุดประสงคเ์ พ่ือสง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ มีความสามารถในการระบุค า
และเพอื่ ผสมเสยี งของคำหลาย ๆ คำหรือคำทม่ี ีหลายพยางคไ์ ด้อยา่ งเหมาะสม
จากจุดมุ่งหมายและความสำคัญดังกล่าวนั้น สรุปได้ว่า โฟนิกส์มีวัตถุประสงค์ในการสอนเพื่อให้เด็กมี
ความสามารถในการถอดรหัสคำซ่ึงรวมทกั ษะหลายทกั ษะไวใ้ นบริบทเดียวเป็นการพัฒนาความสามารถของผู้เรียน
ทีจ่ ะอา่ น เช่อื มโยงใจความได้ สามารถสะกดคำและถอดรหัสเสียงของคำไดอ้ ยา่ งเปน็ ระบบ และมีความสามารถใน
การเชื่อมโยงตัวอักษรกับเสียงของตัวอักษรได้ ทำให้ผู้อ่านนั้นเกิดการประยุกต์ใช้ทักษะของโฟนิกส์กับคำที่ไม่
คุ้นเคยโดยที่ผู้อ่านต้องผสมเสยี งเข้าดว้ ยกันตามลำดบั ของตัวอักษรที่ปรากฏในคำจึงทำให้ผูอ้ า่ นนั้นอา่ นออกเสียง
คำออกมาได้ และนำไปใช้เปน็ แนวทางในการเดาคำอืน่ ที่ไมค่ นุ้ เคยได้ต่อไปจากทกั ษะการถอดรหัสเสียงของโฟนิกส์
สอ่ื การสอน
การใช้อุปกรณก์ ารสอนทห่ี ลากหลาย และเหมาะสมกับจุดประสงค์การเรยี นรู้ เปน็ อีกวธิ ีหน่งึ ที่สร้างแรงจูงใจ
ให้ผู้เรียนเกิดความเพลิดเพลินกับการเข้าร่วมกิจกรรม อีกทั้งยังส่งเสริมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี
การสร้างประสบการณ์การเรยี นร้ผู ่านจากการใช้สือ่ การเรยี นรู้ในกจิ กรรมต่าง ๆ ท าให้ผ้เู รียนมีความเข้าใจท่ีคงทน
มากยงิ่ ขนึ้
ความหมายของสื่อการสอน
วรรณา เจียมทะวงษ์ (2532) ได้กล่าวถึงความหมายของสื่อการสอนว่า เป็นสิ่งซึ่งใช้เป็นตัวกลางในการ
ถา่ ยทอดความรู้ ทักษะและเจตคติให้แกผ่ ู้เรยี นหรอื ท าให้ผ้เู รยี นได้เรียนรู้ตามวัตถปุ ระสงค์
ไชยยศ เรืองสวุ รรณ (2533) ได้กลา่ วถึงส่ือการเรียนการสอนวา่ หมายถงึ สง่ิ ต่าง ๆ ที่ผสู้ อน และผูเ้ รียนน ามา
ใช้ในระบบการเรียนการสอน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพยิ่งขึน้
วัลลภ ภู่โชติ (2533)ได้ให้ความหมายของสื่อการสอนไว้ว่า สื่อการสอนเป็นทั้งวัสดุ อุปกรณ์และวิธีการหรอื
กระบวนการที่ครหู รือผู้สอนใช้ประกอบการสอนเพือ่ ช่วยในการถา่ ยทอดความรู้ประสบการณ์ไปยังผู้เรียนเพือ่ ให้
การเรียนรนู้ ้นั มีประสิทธิภาพ
จินตนา ใบกาซูยี (2534) ได้กล่าวถึงความหมายของสื่อการสอนไว้ว่า วัสดุหรือเครื่องมือที่จัดท าขึ้น ซึ่งมี
ข้อมลู เน้ือหาสาระทีเ่ ปน็ ประโยชนต์ ่อประสบการณก์ ารเรียนรู้ สำหรบั นำไปใชใ้ นกระบวนการจัดการเรียนการสอน
ของครู และนกั เรียนให้เปน็ ไปตามที่หลกั สูตรกำหนด ส่อื การเรยี นการสอนเป็นองคป์ ระกอบสำคัญประการหน่ึงท่ี
ใช้ประกอบการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน เพอ่ื ใหผ้ เู้ รียนได้เรียนรเู้ นอื้ หา เกิดทักษะกระบวนการ และความรู้สึก
นกึ คิดตา่ ง ๆ อนั จะนำไปสจู่ ุดหมายของหลักสูตร
ณรงค์ สมพงษ์ (2535) ไดก้ ล่าวถึงความหมายของสื่อการสอนไว้วา่ สอ่ื การสอนเป็นส่ือท่ีมุ่งเน้นการน าไปใช้
ทางดา้ นการเรียนการสอนท้งั ในห้องเรียนและนอกห้องเรยี น
ฐาปนีย์ ธรรมเมธา (2541) ยังได้กลา่ ววา่ ส่ือการสอนหมายถึงตวั กลางทีช่ ่วยนำและถ่ายทอดความรู้จากผู้สอน
หรือแหล่งความร้ไู ปสูผ่ ู้เรียนทำใหก้ ารเรยี นการสอนดำเนินไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ ท าให้ผ้เู รียนบรรลุวัตถุประสงค์
การเรียนที่ตง้ั ไว้
สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2553) ยังได้กล่าวถึงความหมายของสื่อการสอนไว้ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญ
ประการหนง่ึ ที่ใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพือ่ ให้ผเู้ รยี นได้เรียนร้เู น้ือหาเกิดทักษะกระบวนการ
และความรู้สกึ นกึ คดิ ต่าง ๆ อนั จะนำไปสจู่ ุดมงุ่ หมายของหลกั สตู ร
Alvermann and Phelps(2004) ได้กล่าวถึงสื่อการเรียนรู้ไว้ว่า ในการวางแผนการสอนครูผู้สอนควร
จัดเตรียมสื่อการสอนโดยพิจารณาถึงความต้องการที่จ าเป็นของเด็ก เช่น เครื่องมือที่ใช้ในการปฏิบัติการ เทป
บันทึกเสียงหรอื ภาพหรือสื่อการสอนทีค่ รผู ลิตเองในรูปแบบต่าง ๆ อาจจะนำมาใชเ้ พ่ือการสาธิต สร้างสรรค์ในส่ิงท่ี
นา่ สนใจ หรอื จัดเตรียมเพ่อื สรา้ งองค์ความรพู้ ้นื ฐานให้กับนกั เรียน สือ่ การสอนเกี่ยวกบั การอ่านนน้ั ครูอาจจะนึกถึง
หนังสือเรียน ใบงาน แบบทดสอบ ชาร์ทหรือสอื่ การสอนอนื่ ๆ ที่เกยี่ วข้องทจ่ี ะเปน็ ประโยชนใ์ นการสอนได้
Ololube (2015) ได้กลา่ ววา่ สื่อการสอน คอื เครือ่ งมอื ทง้ั ทีม่ นุษยส์ ร้างขึ้น และมนษุ ยไ์ มไ่ ด้สรา้ งขึน้ และเป็น
ตัวช่วยทส่ี ามารถใช้อำนวยความสะดวก กระตนุ้ และแกไ้ ขปรับปรงุ ในกิจกรรมการเรยี นการสอน
จากความหมายของสื่อการสอนทีม่ ีผูไ้ ด้กล่าวไว้ขา้ งต้น สรุปได้ว่า สื่อการสอน หมายถึงสิ่งที่ผู้สอนใช้เปน็ ตวั
ช่วยในการถ่ายทอดความรู้ด้านต่าง ๆ ไปยังผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจถึงความรู้ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผู้เรียน
เขา้ ใจสาระนั้น ๆได้งา่ ยมากยิง่ ข้นึ
ลักษณะของส่อื การสอนที่ดี
สื่อการสอนเปน็ สง่ิ ท่ีทผ่ี ู้สอนใชเ้ ป็นตัวชว่ ยในการถ่ายทอดความรู้ด้านต่าง ๆ ไปยงั ผเู้ รียนเพ่ือให้ผู้เรียนเข้าใจ
ถงึ ความรไู้ ด้อย่างรวดเร็ว ชว่ ยให้ผู้เรียนเข้าใจสาระน้นั ๆ ได้ง่ายมากยง่ิ ข้ึน แตท่ ว่าส่ือการสอนนั้นต้องเป็นสื่อการ
สอนทม่ี ปี ระสิทธภิ าพ มีลักษณะทีด่ ี เหมาะสมกับการจัดการเรยี นการสอน ดงั ท่มี ีนักการศึกษาได้กล่าวถึงลักษณะ
ของสอื่ การสอนทด่ี ไี ว้หลายทา่ นดังน้ี
วรรณา เจียมทะวงษ์ (2532) ได้กล่าวถึงลักษณะของสื่อการสอนที่ดีย่อมช่วยให้การเรียนรู้บรรลุเป้าหมาย
อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะต้องประกอบด้วยคุณลักษณะดังนี้คือมีความเหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหา และ
จุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดให้ทราบว่าพฤติกรรมขั้นสุดท้ายของผู้เรียนจะเป็นเช่นไร
โดยทั่วไปจะแบ่งพฤตกิ รรมในการเรียนรู้ออกเปน็ 3 ประเภทด้วยกันคือ ประเภทความรู้ความเข้าใจที่จะน าไปสู่
พื้นฐานของการนำไปใช้กับปัญหาได้และการลงมือปฏิบัติที่จะนำไปสู่ทักษะในการทำงาน รวมถึงความรู้สึกด้าน
อารมณ์ที่จะมองเห็นคุณค่าหรือเกิดความสนใจในเนื้อหาการเรียนน้ันตอ่ ไป มีความเหมาะสมกับรูปแบบของการ
เรียนการสอน ซึ่งเราสามารถกำหนดรูปแบบของการเรียนการสอนได้ดังต่อไปนี้ คือ สอนเป็นกลุ่มใหญ่พร้อมกนั
ความรจู้ ะถกู ถ่ายทอดากครูผู้สอนไปสู่ผู้เรยี นดว้ ยอัตราเรว็ เดียวกัน โดยที่ผเู้ รยี นเพยี งทำหนา้ ทฟี่ งั การถ่ายทอดจาก
ครู และจดบันทึก สื่อที่ใช้จริงควรที่จะมีขนาดใหญ่พอที่ผู้เรียนจะมองเห็นได้พร้อม ๆ กันในขณะที่ครูใช้เพื่อ
ประกอบการอธิบาย รูปแบบต่อไปคอื การสอนกลุ่มยอ่ ย โดยผูเ้ รียนเรียนรูจ้ ากเน้ือหา และกจิ กรรมการเรียนรู้ท่ีครู
จัดให้ด้วยอัตราเร็วที่ไล่เลี่ยกัน เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนในแต่ละกลุ่มอาจเหมือนกันหรือเป็นเรื่องราว
ต่อเนื่องกันโดยใช้การหมุนเวียนเพื่อการเรียนรู้ส่อที่ใช้กับกิจกรรมการเรียนลักษณะนี้จึงไม่ต้องการขนาดใหญแ่ ต่
ควรมีหลายชดุ และการสอนรายบุคคล ผู้เรียนจะเรียนรูจ้ ากเน้ือหา และกิจกรรมการเรียนท่ีครูจดั ใหเ้ ปน็ รายบุคคล
ด้วยอตั ราเรว็ ทแ่ี ตกตา่ งกันไปเป็นรายบคุ คล สอ่ื จะต้องชัดเจนพอท่ีจะเรียนร้ไู ดด้ ้วยตนเอง และเปน็ สื่อขนาดเล็กได้
ความเหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียนจำเป็นต้องพจิ ารณาตามวัย ความสามารถ พื้นฐานประสบการณ์และความ
สนใจของผ้เู รียน ตัวแปรเหล่านี้ล้วนมีผลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นที่จะเกิดขนึ้ จากสื่อทง้ั ส้ิน และความเหมาะสม
ของสภาพแวดลอ้ มในการใชส้ อื่
สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2553) ได้กล่าวถึงลักษณะของสื่อการสอนที่ดีไว้ว่า สื่อการสอนที่จัดทำขึ้นต้อง
คำนึงถึงหลักจิตวทิ ยาการศกึ ษาทเ่ี กี่ยวข้อง และหลักการสอนตา่ ง ๆ เพือ่ จะท าให้สื่อน้ันมีคณุ ภาพสามารถส่งเสริม
กระบวนการเรียนการสอนใหบ้ รรลุจุดหมายของหลกั สูตรได้อย่างมีคณุ ภาพ ซึ่งสื่อการสอนที่ดีควรมีลักษณะดังนี้
คือ เหมาะสม และสอดคล้องกับเนื้อหา และจุดประสงค์ของหลักสูตร เหมาะสมกับวัย และความสามารถของ
ผูเ้ รยี นให้ความรู้แก่ผ้เู รียนจากงา่ ยไปยาก ช่วยใหผ้ ู้เรยี นสามารถเรยี นร้ไู ด้
ดังท่มี นี กั การศึกษาได้กล่าวถงึ ลักษณะของสอ่ื การสอนทด่ี ีไว้สรุปได้วา่ สือ่ การสอนที่ดีควรมีลักษณะที่ช่วยให้
การเรียนรู้บรรลเุ ปา้ หมายอย่างมีประสทิ ธภิ าพ มีความเหมาะสมสอดคล้องกับเนอ้ื หา และจุดมงุ่ หมายของการเรยี น
การสอน และหลักสูตร โดยสื่อการสอนที่จัดทำขึ้นต้องคำนึงถึงหลักจิตวิทยาการศึกษาที่เกีย่ วข้อง และหลักการ
สอนต่าง ๆ เพื่อจะทำให้สื่อนั้นมีคุณภาพและสามารถส่งเสริมกระบวนการเรียนการสอนให้บรรลุจุดหมายของ
หลกั สตู รไดอ้ ย่างมคี ณุ ภาพ เหมาะสมกบั วัยและความสามารถของผู้เรียน รวมทง้ั ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นสามารถเรียนรไู้ ด้
ความสำคัญของสอื่ การสอน
สอ่ื การสอนเปน็ สง่ิ ท่ีท่ีผู้สอนใชเ้ ป็นตวั ชว่ ยในการถ่ายทอดความรู้ดา้ นต่าง ๆ ไปยงั ผเู้ รียนเพ่ือให้ผู้เรียนเข้าใจ
ถึงความรู้ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจสาระนั้น ๆ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นสื่อการสอนจึงมคี วามสำคัญต่อ
การจดั การเรยี นรู้ ดงั ทีม่ นี ักการศึกษาไดก้ ล่าวถงึ ความสำคญั ของส่อื การสอนไว้หลายทา่ นดังน้ี
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2544) ได้กล่าวถงึ ความสำคัญของสือ่ การสอนไวว้ า่ ส่อื เป็นเคร่ืองมือของการเรียนรู้ ทำ
หน้าที่ถา่ ยทอดความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก เพิ่มพูนทักษะและประสบการณ์ สร้างสถานการณ์การเรียนร้ใู ห้แก่
ผเู้ รยี น กระตุ้นให้เกิดการพฒั นาศักยภาพทางการคิดได้แก่ การคิดไตร่ตรอง การคดิ สรา้ งสรรค์ และการคิดอย่างมี
วจิ ารณญาณ ตลอดจนสร้างเสริมคณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นยิ มให้แก่ผู้เรียน ส่อื การเรยี นรู้ในยคุ ปจั จบุ ันมีอิทธพิ ล
สูงต่อการกระตุ้นให้ผู้เรียนกลายเป็นผู้แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง อีกทั้ง มลิวัลย์ ผิวคราม (2552) ยังได้กล่าวถึง
ความสำคัญของสอื่ การสอนไวว้ ่า สอ่ื การเรยี นการสอนน้นั ช่วยใหผ้ ู้เรยี นเกิดความเข้าใจและสร้างความคิดรวบยอด
ในเรอื่ งทีเ่ รยี นได้ง่าย และรวดเร็วขึ้น ท าให้ผเู้ รียนมองเห็นสงิ่ ท่ีกำลงั เรียนอยู่ได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถเรียนรู้
ไดด้ ้วยตนเอง อีกท้งั ยงั สรา้ งสภาพแวดล้อม และประสบการณก์ ารเรียนรู้ท่ีแปลกใหม่ สง่ เสริมการมีกิจกรรมร่วมกนั
ระหว่างผู้เรียน เกื้อหนุนผู้เรียนที่มีความสนใจและความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันให้สามารถเรียนรู้ได้
ทัดเทียมกัน ช่วยเชื่อมโยงสิ่งที่ไกลตัวผู้เรียนให้เข้ามาสู่การเรียนรู้ของผู้เรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการ
แสวงหาความร้จู ากแหล่งขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ตลอดจนการศกึ ษาค้นควา้ ดว้ ยตนเอง ผูเ้ รยี นจะได้รบั การเรียนรู้ในหลายมิติ
จากสื่อที่หลากหลาย ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ เกิดความเข้าใจเชิงเนื้อหาและกระบวนการและความรู้เชิง
ประจกั ษ์ รวมถงึ เป็นการส่งเสริมให้ผเู้ รยี นเกดิ ทกั ษะตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ ทักษะการคดิ และการสื่อสาร
ขน้ั ตอนการสร้างส่ือการสอน
วรรณา เจียมทะวงษ์ (2532) ไดก้ ลา่ วถึงขน้ั ตอนการสรา้ งสอื่ การสอนไวว้ ่า ในการผลติ สื่อการสอนตามกำหนด
ในแผนการเรยี นนัน้ ประกอบด้วย การจำแนกประเภทของสื่อท่ีตอ้ งการผลิตในที่นีไ้ ด้จำแนกประเภทตามลักษณะ
ของส่อื คอื ส่อื สามมิติ เชน่ ของจรงิ ของจำลอง และสอื่ สองมิติเช่น รูปภาพ แผนภมู ิ แผนภาพ แผนท่ี ภาพโฆษณา
เชน่ เดยี วกับ
กระทรวงศึกษาธิการ (2544)ได้กล่าวถึงขั้นตอนการผลิตสื่อการเรียนรู้ไว้ว่า การผลิตสื่อการเรียนรู้แต่ละ
ประเภทอาจมขี ัน้ ตอนวิธีการผลิตที่เปน็ รายละเอียดปลีกยอ่ ยแตกต่างกันไปในทน่ี ี้จะน าเสนอกระบวนการผลิตสื่อ
การเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้กับการผลิตสื่อการเรียนรู้ทั่วไปซึ่งมีกระบวนการตามขั้นตอนต่อไปนี้คือ กำหนด
วัตถุประสงค์ในการผลิตสื่อ ศึกษา และกำหนดคุณสมบัติของผู้เรียนโดยพิจารณาว่าผู้ที่จะใช้สื่อคือใครมีความรู้
และประสบการณเ์ ดมิ มาอยา่ งไรเพ่ือใชเ้ ป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดคุณสมบตั ิของส่ือให้เหมาะสมกำหนด และ
วิเคราะห์เนื้อหาสาระว่าต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง ทั้งนี้ควรพิจารณาให้สัมพันธ์กับจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ และ
เหมาะสมกับผเู้ รียน กำหนดจุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม กำหนดรปู แบบ และวธิ กี ารประเมนิ ผล กำหนดวิธกี าร และ
แนวทางการเสนอเนอ้ื หา กำหนดแหลง่ ขอ้ มลู ท่ีสนบั สนนุ การจดั ท าสื่อการเรียนรู้ ยกร่าง และจัดท าสื่อการเรียนรู้
ตามรปู แบบ และวธิ ีการตามท่ีกำหนดไว้ ทดสอบคุณภาพของส่ือการเรียนรู้ท่ีผลิตขนึ้ โดยน าสื่อต้นแบบไปทดลอง
ใช้กับกลุ่มบุคคลที่เป็นตัวแทนของผู้เรียนที่จะตอ้ งใชส้ ื่อนั้น ใช้สื่อการสอนต้นแบบนีจ้ ัดการเรียนการสอนจริงเพ่อื
ศึกษาข้อบกพรอ่ งสำรับนำมาเป็นข้อมูลในการปรับปรุงส่ือให้มีคุณภาพ ปรับปรุงสื่อการเรยี นรู้ตามทีศ่ ึกษาไว้และ
นำส่อื การเรียนรู้ทป่ี รบั ปรงุ แก้ไขสมบรู ณ์แล้วไปใช้
สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2553)ได้กล่าวถึงขั้นตอนการสร้างสื่อการสอนไว้ว่า ในการสร้างสื่อการสอนมี
ขั้นตอนในการสร้างดังนี้คือขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน และปัญหาเกี่ยวกับสื่อการสอนเพื่อเป็นแนวทางใน
การกำหนดสื่อที่ควรจดั ทำซึ่งสามารถศกึ ษาได้หลายวธิ ีดังนี้ คือ ศึกษาแผนการสอนว่ามีเน้ือหาใดบ้างท่ียงั ไม่มีสอื่
การเรียนการสอน ใหจ้ ดั ลำดับความสำคัญ หรือศกึ ษาผลการเรยี นรูท้ ่ีคาดหวังในแต่ละกลุ่มประสบการณ์ เรื่องใดที่
นักเรียนไม่ผ่าน และจัดล าดับปัญหา รวมถึงการศึกษาสภาพสื่อการสอนที่มีอยู่ว่าสื่อใดชำรุดเสียหายหรือไม่
สอดคล้องกับเนื้อหาหรือกิจกรรมการเรียนการสอนในปัจจุบันควรปรับปรุงหรือผลิตขึ้นใหม่ การศึกษาสภาพ
ปัจจุบันอาจศึกษาทั้งหมดแล้วนำข้อมูลมาจัดลำดับความสำคัญนะทำให้ได้เนื้อหา วัตถุประสงค์ และเป้าหมายใน
การจัดทำสื่อการสอนข้ันตอนที่ 2วิเคราะห์ข้อมูล โดยการพิจารณาทัง้ เน้ือหา จุดประสงค์ ผู้เรียน และสื่อด้วยวิธี
ต่อไปนี้ คือ วิเคราะห์เนื้อหา จุดประสงค์โดยพิจารณาจากขั้นตอนที่ 1 ก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ที่เป็น
เป้าหมายในการจัดทำสื่อกานสอน วิเคราะห์ผู้เรียน โดยการศึกษาพัฒนาการของผู้เรียนและจิตวิทยาการเรียนรู้
ตลอดจนสังเกตพฤติกรรมเพื่อจะได้ทราบสิ่งที่ผู้เรียนสนใจ วิเคราะห์ทฤษฎีทางการสอน และจิตวิทยาการเรียนรู้
เพื่อนำแนวคิดมาใช้ในการผลิตสื่อการสอน วิเคราะห์สื่อการสอนเพื่อคัดเลือกสื่อที่เหมาะสมกับเนื้อหาและ
จุดประสงค์ของการเรียนรูซ้ ึ่งรวมถึงวัสดุ อุปกรณ์และเทคนิควิธีการต่าง ๆ ที่ใช้เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาไปยังผู้เรียน
เมอ่ื พจิ ารณาสงิ่ เหล่านแ้ี ลว้ จะสามารถกำหนดประเภทส่ือให้สอดคล้องกับเนื้อหา และเหมาะสมกับผู้เรียนได้ ขั้นที่
3 วางแผนการผลิตสือ่ การเรียนการสอน ไดแ้ กก่ ารกำหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม กจิ กรรมรายคาบเรยี น สื่อการ
สอนท่ใี ชใ้ นแตล่ ะกจิ กรรมออกแบบสื่อ จดั หาวสั ดุ อุปกรณ์ วิธีการผลติ สอ่ื ก าหนดระยะเวลาในการผลติ และเวลา
ในการใช้สื่อตลอดจนงบประมาณที่ใช้ในการผลิต ขั้นตอนที่ 4 ผลิต และทดลองใช้สื่อการเรียนการสอนซึ่งมี
แนวทางดังนี้ คือ ผลิตสื่อตามแผนที่วางในขั้นตอนที่ 3 โดยแสดงภาพประกอบ ทดลองใช้สื่อโดยทดลองใช้กับ
นักเรยี นเป็นรายบคุ คล นักเรียนกลมุ่ เลก็ และนกั เรยี นท้งั ชั้นพรอ้ มบนั ทกึ ผลการทดลอง และนำมาปรบั ปรุงแกไ้ ขให้
มคี ุณภาพตามที่ตอ้ งการ จดั ทำคูม่ ือการผลิต และการใชส้ ่ือหลงั จากปรบั ปรงุ แก้ไขใหม้ ีคุณภาพ ควรจัดทำคู่มือการ
ผลิต และการใช้สื่อ ตามขั้นตอนอย่างละเอียดเพื่อเผยแพร่ความคิด และวิธีการให้ผู้อื่นน าไปใช้ให้อยากถูกต้อง
หรือสามารถผลติ สื่อเพื่อใช้ในการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนได้เอง ขั้นตอนที่ 5 น าสื่อการเรยี นการสอนไปใช้
ก่อนที่จะนำสื่อไปใช้ควรเตรียมการดังนี้ เตรียมเนื้อหา ทบทวนการจัดล าดับกิจกรรมและทดลองใช้สื่อ เตรียม
ผู้เรียนโดยท่ใี ห้ผู้เรียนได้รู้ถงึ กิจกรรมการเรียนรู้ ส่อื ท่ดี คี วรเปิดโอกาสให้ผ้เู รียนได้จับต้องและได้ลองทำด้วยตัวเอง
เตรยี มสถานที่ที่จะใช้ส่ือ เมอ่ื ทดลองใช้สือ่ จนเป็นทีน่ ่าพอใจจงึ น าไปเผยแพรต่ ่อไป ขั้นตอนท่ี 6ประเมินผลในการ
ใช้สื่อการเรียนการสอน หลังจากน าสื่อไปใช้แล้วควรมีการติดตามประเมนิ ผลการใช้สื่อเพื่อน ามาปรับปรุง และ
พฒั นาใหม้ คี ณุ ภาพมากยงิ่ ขึ้น โดยการประเมนิ มี 2 วิธีคอื ประเมินกระบวนการเปน็ การประเมนิ ความสนใจ และ
ความสะดวกในการใช้ส่ือของครผู ูส้ อน และผู้เรยี นโดยการทดสอบ สัมภาษณ์ หรือสังเกตพฤติกรรมจากการใชส้ อื่
และประเมินผลที่ได้จากการใช้สื่อเป็นการประเมินผลการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติของผู้เรียน
ภายหลังการใช้สื่อนั้นอาจใช้วิธีการศึกษาเปรียบเทียบกับนักเรียนสองกลุ่มที่ใช้สื่อนั้นกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้สื่อ แล้ว
เปรียบเทยี บความกา้ วหน้าของนกั เรียนทง้ั สองกล่มุ ระหว่างการประเมินผลกอ่ นและหลังเรยี น
ประโยชนข์ องส่อื การสอน
ณรงค์ สมพงษ์ (2535) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของสื่อการเรียนการสอนไว้วา่ สื่อนั้นช่วยให้คุณภาพของการ
เรียนรู้ดีขึ้น เพราะมีความจริงจัง และมีความหมายชัดเจนต่อผู้ที่ได้รับการส่งเสริมช่วยให้ผู้ได้รับการส่งเสริมได้
เรียนรใู้ นปรมิ าณท่ีมากขน้ึ ในเวลาที่รวดเร็ว ชว่ ยให้ผไู้ ด้รับการส่งเสริมมีความสนใจ และมีสว่ นร่วมอย่างแข็งขันใน
งานที่ส่งเสริม ช่วยให้ผู้ได้รับการส่งเสริมจดจำประทับความรู้สึก และทำอะไรได้รวดเร็ว และดีขึ้น และช่วยให้ผู้
ได้รับการส่งเสรมิ สามารถเรียนรใู้ นส่ิงที่ศึกษาได้ลำบากสามารถใชส้ ่ือเข้าชว่ ยได้
ฐาปนีย์ ธรรมเมธา (2541) ยงั ได้กลา่ วถงึ คุณค่าของส่ือการสอนไว้ว่า คณุ คา่ ของสอื่ การสอนน้ันมีหลายด้าน
ประกอบไปด้วย คุณค่าของสื่อต่อครูผู้สอนที่ช่วยแบ่งเบาภาระในด้านการเตรียมการสอน เนื้อหาการสอนโดย
สามารถจัดให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาจากสื่อที่สอน เช่น บทเรียนโปรแกรม หรือชุดการสอน อีกทั้งยังช่วยสร้าง
บรรยากาศในการสอนให้น่าสนใจช่วยให้เนื้อหาในการสอนน่าสนใจ นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้สอน
และเป็นการกระตุน้ ให้ผู้สอนนัน้ มีความกระตือรือร้นในการเตรียมการสอนอยู่เสมอ อีกด้านหนึ่งคือคุณค่าของส่อื
ตอ่ ตวั ผเู้ รยี น โดยส่อื การสอนช่วยกระตนุ้ และเรา้ ความสนใจของผ้เู รยี นทำให้เกดิ ความสนกุ สนาน และไมเ่ บื่อหน่าย
การเรียน อีกท้ังยังช่วยให้เกิดการเรียนรูอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ ผู้เรียนสามารถเข้าใจเนื้อหาบทเรียนท่ียุ่งยากให้ง่าย
และรวดเร็วขึ้นตลอดจนช่วยสร้างความคิดรวบยอดได้อยา่ งรวดเร็วช่วยแก้ปัญหาในความแตกต่างระหว่างบุคคล
ด้านศกั ยภาพและความคิดสรา้ งสรรค์ ชว่ ยให้ผเู้ รียนไดม้ ีส่วนรว่ มในการจัดการเรยี นการสอนก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์
และความสัมพันธ์ทีด่ ีระหว่างผูเ้ รียนกบั ผู้สอน และยังช่วยดึงประสบการณ์นอกหอ้ งเรียนอันมขี ้อจ ากัดเรื่องเวลา
สถานที่มาสู่หอ้ งเรยี นได้
กระทรวงศึกษาธกิ าร (2544) ยงั ได้กลา่ วถงึ ประโยชน์ของสือ่ การสอนไว้ว่า สอื่ การสอนชว่ ยใหผ้ ู้เรียนเข้าใจ
ความคิดรวบยอดได้ง่าย และรวดเร็วขึ้น ช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นสิ่งที่กำลังเรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และ
กระบวนการ ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง ส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ สร้างสภาพแวดล้อม และ
ประสบการณ์การเรียนรู้ที่แปลกใหม่น่าสนใจ และทำให้อยากรู้อยากเห็น ส่งเสริมการมีกิจกรรมร่วมกันระหว่าง
ผู้เรียน เกื้อหนุนผู้เรียนที่มีความสนใจและความสามารถในการเรียนรู้ที่ต่างกันให้ผู้เรียนได้เท่าเทียมกัน ช่วยให้
ผู้เรียนบูรณการสาระการเรียนรูต้ ่าง ๆ ให้เชื่อมโยงกนั ช่วยให้ผู้เรยี นได้เรยี นรู้วิธีการใช้สื่อ และแหล่งข้อมูลต่าง ๆ
เพือ่ การค้นควา้ เพ่ิมเติมชว่ ยให้ผ้เู รียนไดร้ ับการเรียนรใู้ นหลายมติ จิ ากสือ่ ทีห่ ลากหลาย และเชอ่ื มโยงโลกทีอ่ ยไู่ กลตวั
จากผู้เรียนให้เข้ามาสู่การเรียนรู้ของผู้เรียน อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาด้านความรู้ทักษะ
คุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยม
การประเมินสื่อการสอน
เกณฑก์ ารวัดและประเมินผลการใช้สือ่ การสอนเปรียบเสมอื นเข็มทิศใหแ้ กค่ รูผู้สอนดำเนินการจัดการเรียน
การสอนให้สอดคล้องกบั จุดประสงค์การเรยี นรู้ โดยเฉพาะอย่างย่งิ ชว่ ยให้ครูผู้สอนสามารถประเมินความสามารถ
ของผู้เรยี นได้ตรงกบั ตามสภาพจรงิ เพ่อื ใหค้ รูผู้สอนเขา้ ใจปัญหา และพัฒนาการเรยี นการสอนให้ดียงิ่ ข้ึน นอกจากน้ี
ผูเ้ รยี นใชผ้ ลการประเมินเพื่อพัฒนาและปรับปรุงความรู้ความสามารถของตนเองในลำดับตอ่ ไป
ความหมายของการประเมินสื่อการสอน
ฐาปนีย์ ธรรมเมธา (2541) ได้กล่าวถึงการประเมินสื่อการสอนไว้ว่า สื่อที่ใช้ในการสอนนั้นควรมีการ
ประเมนิ ผลในข้นั ตอนต่าง ๆ ดงั นี้คือ ประเมินการวางแผนการใช้สอ่ื เพื่อดูวา่ สงิ่ ต่าง ๆทว่ี างไว้นั้นดำเนนิ ไปตามแผน
หรือไม่ หรือเป็นไปเพียงตามหลักการ และทฤษฎี แต่ไม่สามารถปฏิบตั ิได้จริงจึงควรเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำไป
แก้ไขปรับปรุงในครั้งต่อไป ขั้นตอนท่ี 2 คือ การประเมินการใช้สื่อ ปัญหาในการใช้สื่อมีสาเหตุ และแนวทางการ
แกไ้ ขอย่างไร จากน้นั ประเมินผลหลงั การใช้สื่อวา่ มีผลเกดิ กบั ผ้เู รยี นอยา่ งไร ผู้เรียนบรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์เชงิ พฤตกิ รรม
หรอื ไม่และผลทไ่ี ดน้ ัน้ เปน็ ไปตามเกณฑห์ รือต่ำกว่าเกณฑ์
กดิ านนั ท์ มลทิ อง (2540) ยังไดก้ ล่าวถึงการประเมินส่ือการสอนไว้ว่าเม่ือผู้สอนมีการใช้สื่อตามขั้นตอนต่าง
ๆ ควรจะต้องมีการวิเคราะห์ว่าการใช้สื่อการสอนมีความเหมาะสม และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่
ดังนั้นจึงควรมีการประเมินผลการใชส้ ือ่ การสอนตามขั้นตอนต่อไปน้ีคือ อันดับแรกประเมินการวางแผนการใช้สอื่
เพื่อดูว่าสิ่งต่าง ๆ ที่วางแผนไว้นัน้ ดำเนินไปตามแผนที่วางหรือไม่ หรือเป็นไปเพียงตามหลักเกณฑแ์ ต่ไม่สามารถ
ปฏบิ ัตไิ ดจ้ รงิ จึงต้องเก็บรวบรวมขอ้ มูลไวเ้ พ่ือแก้ไขปรับปรุงในการวางแผนคร้งั ตอ่ ไป จากนน้ั ประเมินกระบวนสื่อ
เพื่อดวู า่ การใชส้ ื่อการเรยี นการสอนแต่ละขัน้ ตอนมีปญั หาหรอื อปุ สรรคอยา่ งไรบา้ ง มีสาเหตมุ าจากอะไรและมีการ
เตรียมการป้องกันไว้หรือไม่ และประเมินผลจากการใช้สื่อ เป็นผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนโดยตรงว่าเมื่อเรียนแล้ว
สามารถบรรลุผลตามวัตถุประสงค์เชิงพฤตกิ รรมที่ตั้งไว้หรือไม่ และผลที่ดีนั้นเป็นไปตามเกณฑ์หรือต่ำกว่าเกณฑ์
ทางด้าน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2544) ยงั ไดก้ ล่าวถึงการประเมนิ สอื่ การเรยี นรวู้ ่าเป็นการน าขอ้ มลู ทไ่ี ด้จากการใช้ส่ือ
มาวิเคราะห์ให้เกิดความชัดเจนว่ามีอุปสรรคปัญหาจากการใช้อย่างไร มีความเหมาะสมกับกิจกรรม และกลุ่ม
ผูเ้ รยี นในระดบั ใด โดยจะต้องพจิ ารณาลักษณะทางกายภาพของสอ่ื และสาระที่สอ่ื สารไปยังผ้เู รยี น บางคร้ังสอื่ การ
เรียนรู้ที่น ามาใช้นั้นอาจมคี วามเหมาะสมดา้ นกายภาพ แต่คุณค่าในด้านสาระยังไม่สามารถท าให้ผู้เรียนเกดิ การ
เรียนรไู้ ด้ตามเป้าหมาย การประเมนิ จะช่วยในการตัดสนิ ใจเลือก และใชส้ ื่อการเรียนรู้สำหรับการจัดการเรียนการ
สอนในครงั้ ตอ่ ไป หรือพัฒนาโดยการดดั แปลง ปรบั ปรงุ แก้ไข จัดทำเพ่ิมเติมให้มีความเหมาะสมยิง่ ขน้ึ โดยวิธีการ
ประเมินส่ือการเรยี นรู้ที่มปี ระสิทธิภาพนน้ั ควรดำเนนิ การประเมนิ ในรูปแบบคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยบุคคล
หลายฝ่ายดังนีค้ ือ ผู้ทรงคุณวุฒใิ นสาขาท่ีประเมนิ ซึ่งจะช่วยพจิ ารณาในด้านหลกั วิชาของสื่อทีจ่ ะประเมนิ ถูกต้อง
เหมาะสมมากน้อยเพียงใด ผู้มีประสบการณ์ในด้านการสอนหรือการนิเทศซึ่งจะช่วยตรวจในแง่เนื้อหาที่นำเสนอ
กิจกรรมการเรยี นการสอน ภาษาทีใ่ ช้เหมาะสมกบั ระดับชั้นหรือวัยของผ้เู รียนมากน้อยเพยี งใด และผู้มคี วามรคู้ วาม
เข้าใจในหลักสูตรซึ่งจะเป็นผู้ช่วยตรวจ และพิจารณาว่าหนังสือเล่มนั้น ๆ มีความสอดคล้องกับหลักสูตรที่
สถานศกึ ษาจัดทำหรอื ไม่
บปุ ผชาติ ทฬั หิกรณ,์ สกรี รอดโพธ์ทิ อง, นพ.ชัยเสศิ พชิ ิตพรชัย และโสภาพรรณแสงศัพท์ (2544) ได้กล่าว
ว่า การประเมินหมายถึง กระบวนการที่เริ่มตั้งแต่การวัดไปสู่การตัดสินคุณค่าโดยที่การตัดสินคุณค่าจะใช้ใน
ความหมายของการประเมนิ ผล แต่มคี วามเฉพาะเจาะจงน้อยกว่านอกจากนี้ การตดั สนิ คุณค่าสิง่ ใดจะต้องเกิดจาก
การเปรียบเทียบสง่ิ นัน้ กบั เกณฑ์ การวัด การตัดสิน
จินตนา ใบกาซูยี (2534) ได้กล่าวถึงการประเมินสื่อการเรียนการสอนไว้ว่า การประเมินสื่อการเรียนการ
สอน เมื่อใช้สื่อการเรียนการสอนไประยะหนึ่ง ประมาณ 1-3 ครั้ง ผู้สอนก็ควรรวบรวมข้อมลู เพื่อประเมินสื่อการ
เรียนการสอน อันจะใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงสื่อการเรียนการสอนนั้นต่อไป โดยการประเมินสื่อมีเกณฑ์
สำคญั ดงั นี้ คือ สอ่ื การเรยี นการสอนเปรียบเสมือนอุปกรณ์ที่ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนบรรลุจุดประสงคข์ องการเรียนรู้มีความ
สะดวกในการจัดหาและสะดวกในการใช้เพอื่ เอ้อื ประโยชน์ในการให้ข้อมูล พัฒนาความคดิ คา่ นิยม และคณุ ธรรมที่
หลักสูตรต้องการมีประสิทธิภาพในการใช้หรือไม่ จำเป็นต้องใช้สื่ออื่นมาช่วยมากน้อยเพียงใด และการใช้สื่อการ
เรียนการสอนนั้นเป็นไปอย่างเหมาะสมตามขนั้ ตอนหรือไม่ การประเมินสอ่ื การเรียนการสอนท่ใี ช้ เปน็ งานวิชาการ
ท่ีสำคัญของผสู้ อน ซึง่ จะมีประโยชนต์ ่อการปรบั ปรงุ รูปแบบ และขนั้ ตอนในการใชส้ ือ่ การเรยี นการสอน ซึ่งจะช่วย
ใหผ้ เู้ รยี นได้เรียนรูเ้ นอ้ื หาท่ถี กู ตอ้ ง เปน็ ปจั จุบัน และเหมาะสมกบั การเปล่ยี นแปลงทางสังคมมากย่งิ ขนึ้
Frederiksen and Collins (1989) ไดก้ ล่าวถึงความหมายของการประเมนิ ไว้วา่ เป็นเคร่ืองมอื ทเ่ี กยี่ วกับการ
สอน มีความสำคญั ในการตัดสนิ ว่านักเรยี นทำอะไร และไม่เข้าใจส่ิงใดชว่ ยให้ครูผู้สอนสามารถตัดสินได้ว่าควรสอน
อะไรหรือหาแนวทางในการสนับสนุนนกั เรียนอยา่ งไรการประเมินเป็นความพยายามทีจ่ ะทดสอบผลสะท้อน และ
สนบั สนุนการพฒั นาความรใู้ ห้กับนกั เรียน
Conley (1992) ยังได้กลา่ วถงึ การประเมินไวว้ ่า การประเมินนนั้ มคี รูเปน็ ส่วนเกย่ี วข้องซึ่งมนั มีความสำคัญ
อย่างยิ่งทีค่ รูควรตั้งวตั ถุประสงค์ในการเรียนรู้ และทำให้นักเรยี นนนั้ บรรลุถึงวัตถุประสงคอ์ ันจะนำไปสู่การพัฒนา
หนว่ ยการเรยี นรู้ เม่อื นกั เรียนไม่ประสบผลสำเร็จในภาระงานทีก่ ำหนดครูจำเปน็ ทจ่ี ะตอ้ งเปลี่ยนแผนการประเมิน
การประเมินท่มี ปี ระสิทธภิ าพน้นั ควรอย่รู ะหว่างหน่วยการเรยี นรู้ข้ึนอยกู่ บั ความสามารถของครูโดยตอ้ งอาศัยความ
ยืดหย่นุ ในการประเมินนักเรยี นเชน่
Nunan and Carter (2001) ได้กล่าวถึงความหมายของการประเมินไว้ว่า การประเมินเป็นส่วนประกอบที่
สำคัญที่ทำให้การศึกษาประสบผลสำเร็จ เพราะเป็นรูปแบบพ้ืนฐานสำหรับทำการตัดสินใจอยา่ งเหมาะสม และมี
ประสิทธิภาพ การประเมนิ เปน็ การรวบรวมขอ้ มูลทีส่ ำคัญเพ่ือสนบั สนุนการทำการตดั สินใจเกีย่ วกับการเรยี นการ
สอนภาษาอังกฤษในห้องเรียน และโปรแกรมการสอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่สองและในฐานะ
ภาษาต่างประเทศ (ESL/EFL)
Tomlinson (2003) ได้ใหค้ วามหมายของการประเมินส่อื ไว้วา่ การประเมนิ สอื่ การสอนนั้นเป็นกระบวนการ
ซง่ึ รวมถงึ การวดั คณุ คา่ ของชดุ ส่ือการเรียนรู้
หลักเกณฑ์และวธิ กี ารประเมินสอ่ื
ทางดา้ นกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธกิ าร (2544) ไดม้ ีการกำหนดหลักเกณฑ์และวธิ ีการประเมินคุณภาพ
สอ่ื การเรยี นรู้ โดยสือ่ การเรียนร้จู ะแบ่งออกเปน็ 2 ประเภทคือ สอ่ื สิง่ พิมพ์และส่อื เทคโนโลยี
1. การตรวจประเมินคุณภาพของสื่อส่งิ พมิ พ์ สือ่ สิง่ พมิ พท์ จ่ี ะน าเสนอเกณฑ์การประเมิน คุณภาพส่วนใหญ่
เปน็ สื่อที่ใช้ในการเรียนการสอน ได้แก่ หนังสอื เรยี น และคมู่ ือครู
1.1 การประเมินคุณภาพหนังสือเรียน กรมวิชาการได้จัดทำเกณฑ์ประเมิน คุณภาพหนังสือเรียนเพื่อเปน็
แนวทางในการตรวจพิจารณาคุณภาพหนังสือเรียนของสำนักพิมพ์ เอกชน สาระสำคัญของการประเมินแบ่ง
ออกเปน็ 3 ส่วนดงั น้คี ือ
ส่วนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐาน เป็นข้อมูลเบื้องต้นของหนังสือเรยี น ได้แก่ ชื่อหนังสือ ผู้แต่ง สำนักพิมพ์ ปีที่พิมพ์
ราคาจำหน่าย เป็นต้น ส่วนที่ 2 รายการประเมินเป็นส่วนทีส่ ำคัญทีใ่ ช้เป็นเกณฑ์ในการประเมิน คุณภาพหนังสือ
เรยี นซงึ่ ตอ้ งพิจารณาประเดน็ ตอ่ ไปนี้คือ ประเด็นดา้ นเนือ้ หานนั้ ควรพิจารณาในเรอื่ ง ของความสอดคล้องกับสาระ
และมาตรฐานการเรยี นร้ขู องหลกั สูตรสถานศกึ ษาหรอื ไม่เน้ือหามี ความถูกตอ้ งตามหลกั วิชา ทันสมยั เปน็ ที่ยอมรับ
ในสาขาวิชา ไม่ควรมปี ระเดน็ โต้แย้งท่ีทำให้ผู้เรียน สับสน เนือ้ หาไมข่ ัดต่อความม่ันคง ความสงบเรยี บร้อยของชาติ
และไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดแี ละเนื้อหา ต้องมีความยากง่ายเหมาะสมกับระดับช้ัน ประเด็นด้านภาษาที่ใช้นำเสนอ
ต้องถูกต้องชัดเจน สื่อความหมาย และอ่านเข้าใจง่าย ใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน และใช้ศัพท์เฉพาะ
ถูกต้อง ประเด็นด้านกจิ กรรมประกอบบทเรียน ควรพิจารณาในเร่ืองความสอดคล้องกับจุดประสงค์ของ บทเรียน
ส่งเสรมิ ความร้คู วามเข้าใจในบทเรียน และนำไปปฏิบัตไิ ด้ ใช้คำสงั่ หรือคำอธิบายชัดเจนงา่ ย ตอ่ การปฏบิ ัติตาม ใช้
คำถามที่ท้าทาย และกระตุ้นความคิด รวมถึงมีการสอดแทรกกิจกรรมไว้อย่าง เหมาะสม และประเด็นด้านภาพ
ตาราง แผนภูมิ(ถ้ามี) ควรพิจารณาในเรื่องความถูกต้องชัดเจนและเป็นปัจจุบัน มีความเหมาะสมสอดคล้องกับ
เนอ้ื หา มรี ูปแบบการนำเสนอทนี่ า่ สนใจ และช่วยให้เข้าใจ เนอื้ หาได้ชัดเจนยงิ่ ขึ้น
สว่ นท่ี 3 สรุปขอ้ คดิ เห็นของการประเมิน เปน็ ส่วนท่ีสรปุ ผลในเชงิ คุณภาพของ สือ่ วา่ มคี ุณภาพอย่ใู นระดับใด
มจี ดุ เดน่ หรือข้อบกพร่องอย่างไรบ้างทตี่ อ้ งปรบั ปรงุ แกไ้ ข
1.2 การประเมนิ คณุ ภาพของคมู่ ือครู โดยสาระสำคญั ของการประเมนิ แบง่ ออกเป็น 3 ส่วนดงั นค้ี ือ
ส่วนท่ี 1 ข้อมูลพื้นฐาน เปน็ ส่วนทีใ่ หข้ ้อมูลเบื้องต้นของคมู่ ือครซู ง่ึ ได้แก่ ช่ือ หนังสอื ผู้แตง่ สำนักพิมพ์ ปีท่ี
พิมพ์
ส่วนที่ 2 รายการประเมินเป็นส่วนที่สำคัญที่ใช้พิจารณาคุณภาพคู่มือครูซึ่ง ต้องพิจารณาประเด็นของ
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้วา่ มีความสอดคลอ้ งจุดประสงค์ของหลักสตู รและ เน้อื หาในบทเรยี นหรือไม่ เน้ือหาท่ีเพม่ิ เติม
หรือขยายความจากหนงั สือเรียนควรเหมาะสม สอดคลอ้ ง กบั เนื้อหาในหนังสือเรยี น ถกู ต้องตามหลักวิชา และไม่
ขัดต่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของชาติ และไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี กิจกรรมการเรียนการสอนต้อง
สอดคล้องกับจุดประสงค์ของบทเรียน สอดคล้องกับเนื้อหาในบทเรียน และมีความเหมาะสมในการนำไปปฏิบัติ
วธิ ีการ รวมไปถึงเคร่อื งมือ ในการประเมนิ ผลต้องสอดคล้องกบั จุดประสงค์ของบทเรียน และถกู ต้องตามหลักวิชา
อุปกรณ์และสื่อ การเรียนการสอนที่เสนอแนะมีความเหมาะสมสอดคล้องกับกิจกรรมที่เสนอแนะหรือไม่ รวมถึง
แหล่ง และหนังสือค้นคว้าเพิ่มเติมมีความเหมาะสมหรือไม่เป็นปัจจุบัน มีความเหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหา มี
รูปแบบการนำเสนอที่น่าสนใจ และช่วยให้เขา้ ใจ เนื้อหาไดช้ ัดเจนยิ่งข้นึ
สว่ นที่ 3 สรุปข้อคิดเห็นของการประเมิน เปน็ สว่ นที่สรุปผลในเชงิ คุณภาพของ สอ่ื วา่ มีคณุ ภาพอยใู่ นระดับใด
มจี ุดเดน่ หรอื ข้อบกพรอ่ งอย่างไรบา้ งทตี่ อ้ งปรบั ปรุงแก้ไข
1.2 การประเมินคณุ ภาพของคมู่ ือครู โดยสาระสำคญั ของการประเมนิ แบง่ ออกเปน็ 3 สว่ นดงั นี้คอื
สว่ นท่ี 1 ขอ้ มลู พน้ื ฐาน เป็นสว่ นท่ีใหข้ ้อมลู เบื้องต้นของคมู่ อื ครูซ่งึ ได้แก่ ชื่อ หนังสอื ผูแ้ ต่ง สำนักพิมพ์ ปี
ท่ีพิมพ์
ส่วนที่ 2 รายการประเมินเป็นส่วนที่สำคัญที่ใช้พิจารณาคุณภาพคู่มือครูซึ่ง ต้องพิจารณาประเด็นของ
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้วา่ มีความสอดคล้องจุดประสงค์ของหลักสตู รและ เน้อื หาในบทเรียนหรือไม่ เนอื้ หาท่เี พิ่มเติม
หรือขยายความจากหนังสือเรยี นควรเหมาะสม สอดคลอ้ ง กับเนื้อหาในหนงั สือเรียน ถูกต้องตามหลักวิชา และไม่
ขัดต่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยของชาติ และไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี กิจกรรมการเรียนการสอนต้อง
สอดคล้องกับจุดประสงค์ของบทเรียน สอดคล้องกับเนื้อหาในบทเรียน และมีความเหมาะสมในการน าไปปฏิบัติ
วธิ ีการ รวมไปถึงเครือ่ งมือ ในการประเมนิ ผลต้องสอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์ของบทเรียน และถกู ต้องตามหลักวิชา
อุปกรณ์และสื่อ การเรียนการสอนที่เสนอแนะมีความเหมาะสมสอดคล้องกับกิจกรรมที่เสนอแนะหรือไม่ รวมถงึ
แหลง่ และหนงั สือค้นคว้าเพิ่มเตมิ มคี วามเหมาะสมหรอื ไม่
สว่ นที่ 3 สรุปขอ้ คดิ เห็นผลการประเมนิ เปน็ สว่ นที่สรปุ ผลในเชิงคุณภาพ ของค่มู ือครวู ่ามีคุณภาพระดับ
ใด มีจุดเดน่ หรอื ขอ้ บกพร่องอย่างไร อน่ึง การประเมินสภาพสื่อสงิ่ พิมพ์ น้อี าจนำองค์ประกอบภายนอกมาร่วมใน
การประเมินคุณภาพด้วย ได้แก่ ปกหนังสือระบุรายวิชา ชัดเจนหรือไม่ การออกแบบปกดึงดูดความสนใจหรอื ไม่
ขนาดตัวอักษรมีความเหมาะสมกับผูเ้ รยี น หรอื ไม่ สารบัญให้ความละเอยี ดชัดเจนหรือไม่ เป็นตน้
2. การตรวจประเมินคุณภาพของสือ่ เทคโนโลยี ส่ือเทคโนโลยีท่กี รมวชิ าการดำเนนิ การ ประเมินคุณภาพ
แบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ สอื่ คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน แถบบนั ทึกภาพพรอ้ มเสียง (วดี ที ศั น)์ แถบบนั ทกึ เสียง และ
สไลด์ จุดประสงค์ของการประเมินสื่อดังกล่าว เพื่อช่วยสถานศึกษา กลั่นกรองคุณภาพก่อนเลือกซือ้ ไว้บริการครู
และนักเรียนสอ่ื ต่าง ๆ เหล่านี้แมไ้ ม่ผ่านการรับรอง คณุ ภาพจากกรมวิชาการโรงเรียนก็สามารถเลือกซ้ือไว้บริการ
ครู และนักเรียนได้โดยอยู่ในดุลพินิจของผู้บริหารสถานศึกษาซึ่งอาจดำเนินการโดยผู้บริหารคัดเลือกเองหรือตั้ง
คณะกรรมการคัดเลอื ก เปน็ ตน้ ทัง้ นอ้ี าจคัดเลอื กโดยอาศัยเกณฑ์การตรวจประเมินของกรมวชิ าการ
2.1 การประเมินคุณภาพของส่ือคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประเภทสื่อคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน (Computer-
Assistant Instruction: CAI) สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นส่ือการเรียนการสอนชนิดหนึง่ จุดประสงค์ในการผลิต
สื่อคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนเพือ่ ชว่ ยสอนแทนครู หรอื สอนเสรมิ จากการสอนในชนั้ เรยี นปกติ สือ่ คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
มีหลายประเภทแต่ละประเภทมีวัตถปุ ระสงค์ในการสร้างต่างกันการออกแบบ จึงแตกต่างกันตามประเภทของส่อื
เช่น
แบบสอนเน้ือหา (Tutorial) สอื่ คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนประเภทน้ีจะสอน เน้นในเนอ้ื หา สาระสำคัญ โดย
ครแู ละผเู้ รียนจะมีปฏิสัมพนั ธ์จากการถามตอบระหว่างบทเรียน มคี วามคล้ายคลงึ กันกับการจัดการเรียนการสอน
ภายในห้องเรียนแต่ต้องการจำลองบทบาทของ ครูผู้สอนมาไว้ที่หน้าจอ แต่จะสร้างและออกแบบมาได้มี
ประสิทธิภาพได้ยากเนื่องจากโปรแกรมที่สร้าง ขึ้นมาไม่สามารถรองรับคำถามนักเรียนได้ทุกคำถาม โปรแกรม
เพยี งแตอ่ ธบิ ายเนื้อหาที่สอนจากนัน้ จะตง้ั ปญั หาให้ผู้เรียนตอบพร้อมท้ังกระตุ้นให้เกิดการวิเคราะห์ต่อตามลำดับ
เมื่อผู้เรียนตอบได้ถูกต้อง ก็จะได้เรียนเนื้อหาใหม่ แต่ถ้าตอบไม่ถูกจะต้องย้อนกลับไปเรียนเนื้อหาเดิม เป็นต้น
สื่อคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนประเภทนี้ในบางโปรแกรมอาจจะข้อความที่ใช้อธิบาย หรืออาจมีภาพประกอบ มีเสียง
หรือมี การเคล่ือนไหว (Hypertext) เพอื่ อธิบายเน้ือหาเพม่ิ เตมิ
แบบฝึกทักษะหรือปฏบิ ัติ (Drill and Practice) โดยสื่อคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนประเภทนี้จะเน้นการฝึก
ทักษะ โดยเชอ่ื วา่ การฝึกทักษะดังกล่าววจะชว่ ยใหผ้ ู้เรียนประยกุ ต์ เอาความรู้ หลักการ และทฤษฎตี า่ ง ๆ ที่เรียน
มาแล้วมาใช้ในการท าแบบฝึกหดั หรอื แก้ปัญหาต่าง ๆ จากบทเรียนท่ีพบมากจะเปน็ บทเรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิชา
ภาษาต่างประเทศ
แบบสถานการณ์จำลอง (Simulation) สอื่ คอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอนประเภท นี้ ชว่ ยสรา้ งบรรยากาศในการ
เรียนการสอนในบางเนื้อหาทเ่ี ข้าใจยากเปน็ นามธรรมให้เข้าใจได้ง่าย ย่ิงข้ึน เช่น การอธิบายโครงสร้างอะตอม กา
รท างานของเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ หรืออาจจำลอง สถานการณ์ที่เกิดข้ึนจริง เช่น การทดลองทางวิทยาศาสตร์
เป็นต้น
นอกจากสื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่กล่าวมาแล้วนั้นยังมสี ื่อคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนประเภทเกมส์ศึกษา
(Instructional Games) สื่อประเภทนี้จะได้รับการออกแบบให้ใช้ง่ายมีความสนุกสนานในการใช้ แบบสาธิต
(Demonstration) เป็นสื่อที่มุ่งเน้นเสนอกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจอย่างเป็นลำดับ
ขน้ั ตอน แบบทดสอบความรู้ (Testing) และ แบบแก้ปัญหา (Problem Solving)
เกณฑ์การตรวจประเมินสอ่ื คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน กรมวชิ าการไดจ้ ดั ทำเกณฑ์การตรวจประเมินคุณภาพ
สื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา ประเภทคอมพิวเตอร์ช่วยสอนขึ้นโดย เชิญผู้ทรงคุณวฒุ มิ ารว่ มเปน็ กรรการการจัดทำ
เกณฑ์ และกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความเห็นชอบ ในเกณฑ์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกรมวิชาการได้ใช้เป็น
เกณฑ์ในการประเมินคุณภาพสื่อ ของสำนักพิมพ์เอกชนที่ส่งเข้ารับการตรวจประเมินเพื่อขอเครื่องหมายรับรอง
คณุ ภาพ สาระสำคญั ของเกณฑก์ ารตรวจประเมนิ คุณภาพคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบง่ ออกเป็น 3 สว่ นดังนคี้ ือ
ส่วนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐาน เป็นส่วนที่ให้ผู้ประเมินกรอกรายละเอียดข้อมูล เบื้องต้น และภาพรวมของสือ่
ประกอบดว้ ย ชือ่ ส่ือ วชิ า ลักษณะของสือ่ ทีใ่ ช้เก็บบทเรยี น เน้ือหาสาระ ของส่อื คอมพิวเตอร์ช่วยสอนผลิตขึ้นตาม
หลกั สูตร หรือองิ หลักสตู ร เอกสารประกอบมอี ะไรบ้าง เชน่ คูม่ อื การใช้โปรแกรม คูม่ ือประกอบการเรียนการสอน
อุปกรณ์การนำเสนอบทเรียนมีอะไรบ้าง ระบบ คอมพิวเตอร์ท่จี ำเปน็ เนอ้ื หาโดยยอ่ ของบทเรียน ลกั ษณะเด่นของ
บทเรียนองค์ประกอบทั่วไป โดยพิจารณาความยาก-ง่ายในการติดตั้งโปรแกรม ความเหมาะสมกับฮาร์ดแวร์ใน
ปัจจุบนั เปน็ ต้น
สว่ นท่ี 2 รายการประเมนิ คุณภาพ เปน็ ส่วนสำคัญที่ใช้เปน็ เกณฑ์การตรวจ ประเมนิ สอื่ คอมพิวเตอร์ช่วย
สอนซึง่ ตอ้ งพจิ ารณาประเดน็ ต่อไปน้ี ประเดน็ ท่ี 1 คือ สว่ นนำของบทเรียนเร้าความสนใจ ให้ข้อมูลพ้ืนฐานท่ีจำเป็น
เช่น วัตถุประสงค์ของบทเรียน เมนูหลัก ส่วนช่วยเหลือ เป็นต้น ประเด็นที่ 2 เนื้อหาของบทเรียน โครงสร้างของ
เนื้อหาชัดเจนมีความกว้าง ความลึก เชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ เนื้อหามีความถูกต้องตามหลักวิชา
สอดคล้อง กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการนำเสนอ สอดคล้องกับการประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน มีความสัมพันธ์
ตอ่ เน่ือง ความยากง่ายเหมาะสมตอ่ ผ้เู รยี น ไมข่ ัดตอ่ ความมัน่ คงของชาติ และคุณธรรม จริยธรรม ประเดน็ ที่ 3 การ
ใช้ภาษาถูกต้อง เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน สื่อความหมายได้ชัดเจน เหมาะสม กับผู้เรียน ประเด็นที่ 4 การ
ออกแบบระบบการเรียนการสอน ออกแบบด้วยระบบตรรกะที่ดี เนื้อหา มีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง ส่งเสริมการ
พัฒนาความคดิ สร้างสรรค์ มีความยดื หยุ่น สนองความแตกต่าง ระหวา่ งบุคคล ควบคมุ ลำดับเนอื้ หาลำดบั การเรียน
และแบบฝึกหัดได้ ความยาวของการน าเสนอ แต่ละหน่วย/ตอน เหมาะสม กลยุทธ์ในการถ่ายทอดเนื้อหาที่
น่าสนใจ มีกลยุทธ์การประเมินผลให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม มีความหลากหลาย และปริมาณ
เพียงพอที่สามารถ ตรวจสอบความเข้าใจบทเรียนด้วยตนเองได้ ประเด็นที่ 5 ส่วนประกอบด้านมลั ติมีเดยี มีการ
ออกแบบ หน้าจอเหมาะสม ง่ายต่อการใช้ สัดส่วนเหมาะสม สวยงาม ลักษณะของขนาด สี ตัวอักษร ชัดเจน
สวยงาม อ่านง่าย เหมาะสมกับระดับผู้เรียน ภาพกราฟิกเหมาะสม ชัดเจน สอดคล้องกับเนื้อหาและมี ความ
สวยงาม มีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ และสร้างภาพ และคุณภาพการใช้ดนตรี ประกอบบทเรียน
เหมาะสม ชัดเจน น่าสนใจ ชวนคิด และน่าติดตาม ประเด็นที่ 6 การออกแบบ ปฏิสัมพันธ์ให้ โปรแกรมใช้ง่าย
สะดวก โต้ตอบกับผู้เรียนสม่ำเสมอ การควบคุมเส้นทางการเดิน บทเรียน (Navigation) ชัดเจนถูกต้องตาม
หลักเกณฑ์และสามารถย้อนกลับไปยังจุดต่าง ๆ ได้ง่าย การให้ผลป้อนกลับเสริมแรงหรือให้ความช่วยเหลือ
เหมาะสมตามความจำเปน็ มขี ้อมลู ปอ้ นกลับท่ีเอ้ือ ให้ผ้เู รียนไดว้ เิ คราะห์ และแก้ปัญหา
ส่วนที่ 3 สรุปข้อคิดเห็นผลการตรวจป ระเมิน เป็นส่วนที่สรุปผล การพิจารณาในเชิงคุณภาพของสื่อ
เป็นส่วนที่ผู้ประเมินสามารถระบุข้อดี ข้อเสียเพื่อเป็นข้อสังเกตสำหรับผู้ใช้ และข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุง และ
พัฒนาส่ือ
2.2 การประเมินคุณภาพของแถบบันทึกภาพพร้อมเสียง (วีดิทัศน์) แถบ บันทึกเสียงและสไลด์
ส่อื วดี ที ศั นท์ น่ี ามาใชใ้ นการประกอบการเรียนการสอนทพี่ บเหน็ ท่ัวไปมี 2 แบบ คือ วดี ที ัศน์เพ่อื การเรียนการสอน
โดยตรง และวีดีทศั นเ์ พอื่ การศกึ ษาทัว่ ไป
2.2.1 วีดีทัศน์เพื่อการเรียนการสอนโดยตรง วีดีทัศน์ประเภทนี้จัดทำตรงตามเนื้อหาของหลักสูตร
สามารถใช้สอนแทนครูได้ในกรณที ่คี รไู มเ่ พียงพอ
2.2.2 วีดีทัศน์เพื่อการศึกษาทั่วไป ดีทัศน์ประเภทนี้จัดทำเพื่อเสริม บทเรียน สำหรับเกณฑ์การตรวจ
ประเมินคณุ ภาพสือ่ การเรยี นการสอนที่กรม วิชาการจัดท านั้นจะเป็นเกณฑ์ท่ีมุ่งตรวจวีดีทศั นแ์ บบที่ 1 เป็นหลัก
สาระสำคัญของเกณฑ์ การตรวจ ประเมนิ คณุ ภาพแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดงั นีค้ ือ
ส่วนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐาน เป็นส่วนที่ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อที่ส่งเข้ารับ การตรวจประเมิน
ประกอบดว้ ย ชื่อเรอ่ื ง วิชาทใ่ี ช้ประกอบการเรียนการสอน เอกสารประกอบสอ่ื มีอะไรบ้าง เช่น คมู่ ือการใช้ ผู้ผลิต
ปีทผี่ ลติ เป็นตน้
สว่ นที่ 2 รายการประเมินคณุ ภาพ เปน็ ส่วนท่ใี ชส้ ำหรบั ประเมินสื่อวีดีทศั น์ แถบบนั ทึกเสยี ง และสไลดซ์ ึ่ง
ต้องพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ คือ ประเด็นท่ี 1 วิธีการนำเสนอบทเรียนมคี วามเหมาะสมกับผู้เรียนรายบุคคลหรอื
เป็นกลุ่ม ความเหมาะสมของเวลาในการน าเสนอ การนำเข้า สู่เรอื่ ง เสนอเนื้อหา และสรุป เหมาะสมกับการเรียน
รายบุคคล/กลุ่ม ประเดน็ ท่ี 2 การนำเสนอเน้ือหา ของสือ่ เนอ้ื หาสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และกลุ่มท่ีกำหนดไว้
เนื้อหาถูกต้องและมีคุณค่า ทางวิชาการ เนื้อหามีความยากง่ายเหมาะสมกับผู้เรียน ช่วยเสริมสร้างทักษะ
ประสบการณ์การเรียนรู้ และสง่ เสริมคุณธรรมจริยธรรม และศิลปะวัฒนธรรมอันดี และไม่ขัดต่อความมั่นคงของ
ชาติ ประเด็นที่ 3 การใช้ภาษาถูกต้องชัดเจน มีความเหมาะสมกับระดับของผู้เรียน และใช้คำศัพท์ที่เหมาะสม
ประเด็นที่ 4 กิจกรรมการเรียนการสอน ส่งเสริมให้นักเรียนมีการตอบสนองมีส่วนร่วม ส่งเสริม กระบวนการคดิ
ของนักเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนมีวิสัยทัศน์ ประเด็นที่ 5 เทคนิคการผลิตภาพ ตัวอักษร (แบบ ขนาด สี)
องค์ประกอบศิลป์ การล าดับภาพ และการสื่อความหมาย เสียงบรรยาย (น้ำเสียง การออกเสียง อักขระ และ
จังหวะการอา่ น) เสียงดนตรี (ความชัดเจน ระดับความดัง) เสียง ประกอบ (ตรง สัมพันธ์ เหมาะสมกับภาพ และ
การบรรยาย) รวมถึงส่วนอื่น ๆ เช่น การใช้ประกอบ กิจกรรมการเรียนไดง้ า่ ยสะดวก ราคาเหมาะสม และแปลก
ใหม่
สว่ นท่ี 3 สรุปข้อคิดเหน็ ประกอบการพิจารณาผลของการประเมนิ เป็น ส่วนที่สรปุ ผลการพจิ ารณาในเชิง
คุณภาพของสื่อ ว่าจะผ่านการตรวจประเมินหรือไม่มีจุดเด่นจุดด้อย อย่างไร เพื่อจะได้นำเสนอเป็นข้อสังเกต
สำหรบั ผทู้ ีจ่ ะนำไปใช้
เกณฑ์การประเมนิ คณุ ภาพส่อื แตล่ ะประเภทน้ีครูผู้สอนสามารถนำไปใช้ เปน็ เครื่องมอื ในการประเมินสื่อ
ทไ่ี ดจ้ ดั ทำเพื่อใช้ภายในสถานศึกษา หรือใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือกสอ่ื ท่ีได้มผี จู้ ัดทำไว้แลว้ มาใช้ประกอบการเรียน
การสอนได้
นอกจากนี้ McDonough and Shaw (2012) ยังได้กล่าวถึงการประเมินสื่อการสอนว่า ในการประเมนิ
สอื่ การสอนนนั้ มเี กณฑ์การตรวจสอบอยู่ 3 ขน้ั ตอนคอื การประเมนิ ภายนอก การประเมนิ ภายใน และการประเมิน
รว่ มกันท้งั ภายนอก และภายใน โดยมีหลกั การ และขั้นตอนดงั น้ี
ขั้นตอนที่ 1 การประเมนิ ภายนอกหลักการในการเตรยี มเนอื้ หาให้ครอบคลมุ อย่าง กวา้ งขวางการสังเกต
จากภายนอกวา่ สือ่ นั้นมกี ระบวนการสร้างอยา่ งไร โดยมีวตั ถุประสงค์เพื่อใช้เป็น ข้อมูลพื้นฐานของการตรวจสอบ
กระบวนการสร้างสือ่ อย่างชัดเจน และเป็นทางการโดยที่ผู้เขยี นมอง ไปที่การยกย่องหรือการกล่าวอ้างที่เขียนบน
คู่มือครูหรือหนังสือเรียนของเด็ก ส่วนนำ และตาราง แสดงเนื้อหา ที่ควรจะท าการประเมินเพื่อวัดซึ่งเป็นการ
วเิ คราะหว์ ่าส่อื ประกอบดว้ ยอะไร มีวตั ถุประสงค์ใหผ้ ูเ้ รียนทำอะไร นอกจากนยี้ ังพบว่ามนั มีประโยชนเ์ พอ่ื วิเคราะห์
ตารางแสดงเนื้อหาท่ี แสดงความเชื่อมโยงระหว่างลักษณะของสื่อภายนอก และลักษณะของสื่อภายใน โดยเรา
จำเป็นที่ จะตอ้ งพจิ ารณาวา่ ทำไมจึงควรจะสร้างสอื่ ช้ินน้นั ๆ เพราะว่าสื่อตามทอ้ งตลาดทมี่ ีอยนู่ ั้นยังคงมี ช่องว่าง
เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการสร้างสื่อนั้นว่าสร้างขึน้ เพื่ออะไร ดังนั้นจึงควรทำการตรวจสอบ ในส่วนนี้เพื่อหาถึง
วัตถปุ ระสงค์ที่แทจ้ รงิ ของตัวสอื่ เพอื่ แสดงใหเ้ หน็ ถึงรายละเอยี ดในสงิ่ ทีก่ ลา่ วมาข้างต้นนัน้ จะยกตัวอยา่ งการยกย่อง
จากหนังสือที่รู้จักกันเป็นอย่างดีที่ตีพิมพ์ในปี 2012 “…การ ตรวจสอบทักษะที่ถูกออกแบบเพื่ออ้างถึงความ
แตกต่างของการสอน และรูปแบบของการเรียนรู้ ผู้เรียนต้องใช้ได้อย่างสนุกสนาน และง่ายต่อครูผู้สอนในการน
าไปประยุกต์ใช้...” หนังสือเล่มนี้มี ความสมบูรณ์ของไวยกรณ์ ทักษะ และเนื้อหาของคำศัพท์จัดเตรียม
ประสบการณ์การเรียนรู้อย่าง สมดุล หัวข้อที่ดึงดูดใจมีส่วนช่วยกระตุ้นผู้เรียน และมีผลดีต่อตัวผู้เรียนเป็น
รายบุคคล ขอบเขตท่ี กว้างขวางของกลวิธสี ่งเสรมิ รูปแบบของการเรยี นรู้ที่แตกต่างได้ การนำเสนอโครงสร้างทางไว
ยกรณ์ที่ ชัดเจนช่วยเสริมกำลังในการฝึกฝน เนื้อหาของคำศัพทม์ ุ่งเน้นไปที่ภาษาที่สามารถนำไปใช้ในชวี ิตจริง ได้
กิจกรรมการฟัง และการพูดที่หลากหลายพัฒนาความคล่องแคล่วในการเรียนรู้ ผู้เรียนฝึกฝนจาก หนังสือเรียน
และแบบฝึกหัดท่ีมีการพัฒนาทกั ษะท่ีดี สิ่งเหลา่ นีแ้ สดงให้เหน็ ว่าหนงั สือเรียน มีวัตถปุ ระสงคเ์ พ่ือนักเรียนเรียนที่มี
ความรูร้ ะดับกลางท่มี ีรูปแบบในการเรียนรู้ที่แตกตา่ งกันและ ความแตกต่างของระดับในการกระต้นุ นอกจากน้ียัง
ออกแบบใหม้ ีการยืดหยุ่นในการใชเ้ พอื่ ส่งเสริม ประสบการณใ์ นการเรียนรูใ้ ห้มคี วามสมบูรณ์ ครอบคลุมท้งั ไวยกรณ์
คำศพั ท์ และทักษะ หลงั จากน้นั ผ้ปู ระเมินตรวจสอบกระบวนการสร้างสือ่ โดยชนดิ ของกระบวนการสร้างสื่อจะดู
ได้ที่ส่วนนำ ดังตัวอยา่ งที่จะแสดงต่อไปน้ีเป็นเป็นชุดปัจจบุ ันของการสอนภาษาอังกฤษเปน็ ภาษาที่สองซึ่งเป็นส่วน
ทจ่ี ำเป็นต้องตรวจสอบดงั นี้ ภาระงาน และกจิ กรรมท่ีถูกออกแบบเพ่อื วัตถุประสงค์ในการสื่อสารได้ จริง การมอง
วัฒนธรรมท่หี ลากหลายของภาษาอังกฤษท่ีพูดออกมาในทุกวันน้ี และความเป็นอิสระ ของผูเ้ รยี น ซ่งึ เรามารถสรุป
จากสิ่งทีก่ ล่าวมาขา้ งตน้ เพอ่ื สรา้ งสอ่ื โดยผู้ผลิตจำเป็นตอ้ งประเมินโดย การวเิ คราะหด์ งั น้ี 1) จดุ มุ่งหมายของผู้เรียน
2) ระดบั ความสามารถของผู้เรียน 3) บริบทของสือ่ ทีต่ ้องการใช้ 4) การใช้ภาษาในการนำเสนอ และสร้างบทเรียน
และ 5) และมุมมองของผูเ้ รียนใน ด้านภาษา และวธิ กี ารสอน และความสัมพันธร์ ะหวา่ งภาษา กระบวนการเรียนรู้
และผู้เรยี น
เมื่อประเมินสื่อควรทำการบันทึกข้อมูลไวเ้ พื่อใช้เมื่ออ้างถึงคราวต่อไป ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการ
ประเมินภายนอกมีดงั น้ี
1) ส่อื นำมาใช้เปน็ หลกั หรือส่วนที่ช่วยเสรมิ ส่ิงนจ้ี ะชว่ ยประเมินคณุ ภาพของส่ือใน บริบทท่ีกำหนดให้ได้
ดี เช่นเดียวกับประเมินราคา มันอาจเป็นส่วนแนะนำให้ผู้ประเมินจากการเลือก สื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสื่อนั้น
ไมไ่ ด้เปน็ หลกั ในหลกั สตู ร
2) คู่มือครูมีการตีพิมพ์หรือหลีกเลี่ยงการใช้หรือไม่ สิ่งนี้ถูกละเลยในการพิจารณา ไม่ว่ามันจะมีความ
ชดั เจนเพยี งพอสำหรับครูทไี่ ม่ใช่เจา้ ของภาษาหรือไม่
3) สอื่ ประกอบด้วยรายการคำศพั ท์หรือไม่ การท่ีมรี ายการคำศพั ทป์ ระกอบในสือ่ นน้ั เปน็ ประโยชน์อย่าง
ย่งิ สำหรับผู้เรียนในบางบรบิ ทในบางคร้ังทน่ี กั เรยี นจำเปน็ ตอ้ งทำงานเดีย่ วทัง้ ใน และนอกชนั้ เรยี น
4) สื่อประกอบด้วยรูปภาพ ชาร์ทหรือแผนภาพอะไร หรือมันมีเพียงไว้เพื่อคุณค่า ด้านความสวยงาม
เทา่ นัน้ หรือมันมีส่วนชว่ ยส่งเสริมอะไรในบริบท
5) โครงงาน และการนำเสนอชัดเจนหรือทำให้วุ่นวายหรือไม่ หนังสือบางเล่มผ่าน การวิจัย และเขียน
อยา่ งดแี ต่มคี วามว่นุ วายในขอ้ มูลทคี่ รูผ้สู อน และนักเรยี นพบวา่ มนั ไม่สามารถ น ามาใชไ้ ดจ้ ริง
6) ส่ือน้นั มีวัฒนธรรมท่กี ่อให้เกดิ อคตมิ ากเกินไปหรอื ไม่
7) สอ่ื แสดงใหเ้ หน็ ถึงกล่มุ ผ้เู ยาวห์ รอื ผู้หญงิ ในทางลบหรือไม่ สอื่ นำเสนอภาพลกั ษณท์ ี่ เหมาะสมเก่ียวกับ
ประเทศหรอื สงั คมหรือไม่ เป็นไปไดว้ า่ เน้อื หาของส่อื บางอยา่ งเป็นเหตใุ หผ้ ู้เรียน เกิดความไม่พอใจได้
8) ราคาทร่ี วมกับสอ่ื ประกอบอ่ืน ๆ ท่ีเปน็ ส่ือดจิ ติ อล เช่น แผ่นซดี หี รือดวี ิดี เกมส์ แบบทดสอบ หรือการ
ดาวโหลดจากเวป็ ไซด์ คมุ้ คา่ กบั การเรียนรู้หรอื การพฒั นาภาษาหรอื ไม่ อย่างไร
9) การผนวกของแบบทดสอบในสื่อการสอน (การสาธิต กระบวนการหรือเป้าหมาย) มีประโยชน์ต่อ
ผู้เรยี นหรือไม่
ขนั้ ตอนท่ี 2 การประเมินภายใน
ขั้นตอนสำคัญคือการวิเคราะห์ขอบข่ายของปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วในขั้นตอน ของ การประเมิน
ภายนอกบวกกับการออกแบบ และความสอดคล้องภายในของสื่อ นอกจากนี้เพื่อ ปฏิบัติการวิเคราะห์
ประสทิ ธิภาพภายในของสื่อมคี วามจ าเปน็ ทีจ่ ะต้องตรวจสอบใน 2 ประเด็นหรอื มากกว่านัน้ ของหนงั สือหรือชดุ ส่อื
การสอนดงั นี้
1) การน าเสนอของทกั ษะในตัวสื่อ เราอาจจะต้องตรวจสอบถ้าทักษะทางภาษานั้น ครอบคลุมทั้งหมด
และถ้าความสัมพันธ์ระหวา่ งส่วนต่าง ๆ นม้ี คี วามเหมาะสมต่อบรบิ ทท่ีเราใช้ หลายทกั ษะเป็นไปตามกระบวนการท่ี
เชื่อมโยงกันหรือมีแนวทางที่ผสมผสานกันหรือไม่การนำเสนอของผู้ผลิตสื่อ และการปฏิบัติของทักษะอาจจะ
ขัดแยง้ กนั กบั แนวทางในการสอนก็ได้
2) ระดับ และการจดั ลำดับของส่ือ เกณฑเ์ ป็นสิง่ ท่สี ำคญั อยา่ งหน่ึง และข้อดขี อง การตรวจสอบ เช่น สื่อ
ไมม่ ีการบ่งบอกทช่ี ัดเจนวา่ หลักการคืออะไร
3) ทักษะการอ่านอยูส่ ่วนไหน มีเนื้อหาที่เหมาะสมหรือไม่ สื่อบางชนิดมี การจัดเตรียม การพฒั นาด้าน
ทักษะมากจนเกินไป และไมไ่ ด้เปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนได้เรียนรทู้ ี่จะใชท้ ักษะกบั การอา่ นท่ี ได้กำหนดให้อยา่ งเพยี งพอ
4) ทักษะการฟังอยู่ส่วนไหน มีการบันทึกอย่างน่าเชือ่ ถือหรอื ไม่ เราจำเป็นต้องค้นหา ให้แน่ใจไม่ว่าจะ
เป็นบทสนทนามีการเขียนท่ีดีหรอื ไม่ ขาดหายในส่วนของลักษณะที่สำคัญของคำพูด ทีเ่ ปน็ ธรรมชาติหรือไม่
5) สื่อการพูดมีการรวมความเป็นธรรมชาติในการโตต้ อบหรือบทสนทนาทสี่ รา้ งขน้ึ มา แทนหรือไม่
6) ความสัมพันธ์ของแบบทดสอบ และแบบฝึกหดั จำเป็นตอ่ ผู้เรียนหรือไม่ และสอน อะไรจากสื่อน้ัน ส่ิง
เหล่านเ้ี ป็นสว่ นหนง่ึ ทม่ี ีอยู่ในสอื่ เพราะเป็นบรบิ ทที่เหมาะสม
7) สอ่ื มคี วามเหมาะสมกับรูปแบบในการเรียนทีแ่ ตกตา่ งกันหรือไม่ สื่อสร้างขนึ้ เพ่ือผเู้ รียนเพียงคนเดียว
หรือไม่
8) สื่อกระตุ้นทั้งผู้เรียน และผู้สอนหรือไม่ สื่อบางชิ้นอาจจะดูเหมือนดึงดูดผู้สอนได้แต่ ไม่สามารถ
กระตุ้นผู้เรียน สิ่งเหลา่ นี้ควรสมดลุ กัน ในขนั้ ตอนนจี้ งึ ควรพจิ ารณาถงึ สอ่ื แนะนำและ ตกี รอบการโต้ตอบของผู้สอน
และผเู้ รยี น และความสมั พนั ธ์ของผสู้ อนกบั ผเู้ รียนเช่นกัน
โดยวัตถุประสงคห์ ลัก 3 ขอ้ ที่สำคญั ของการประเมนิ นัน้ คือ 1) ความตอ้ งการของผู้เรยี น เป้าหมาย และ
ความต้องการในการสอน 2) ทฤษฎีและความเชื่อความสามารถและทักษะของผู้สอน และ 3) ความคิดภายใต้
เนอ้ื หาในการนำเสนอของผู้ผลติ สอ่ื และวิธกี ารสอน และการเรยี นรู้ตามลำดับ
การประเมินภายในมีการแนะนำให้ผูป้ ระเมินจำเป็นต้องตรวจสอบเกณฑ์ดังต่อไปน้ีคอื การปฏิบัติ และ
การนำเสนอทักษะ ระดบั และการจัดลำดับของสือ่ ชนดิ ของส่ือการอา่ น การฟงั การพดู และการเขียนท่ีประกอบ
อยู่ในสื่อ ความเหมาะสมของแบบทดสอบ และแบบฝึกหัด การจัดเตรียมให้มีความสมดุลในการใช้สื่อของผู้สอน
และผ้เู รียน
ขน้ั ตอนท่ี 3 การประเมนิ ร่วมกันท้งั ภายนอก และภายในแลว้ เปน็ การประเมนิ ท้งั หมด ที่เหมาะสมกับส่ือ
โดยการพิจารณาดงั ปัจจัยตอ่ ไปนี้
1) ปจั จัยด้านการใช้งาน สอื่ ควรมีการผสมผสานในหลกั สูตร เชน่ เป็นตัวหลกั และเปน็ ตัวชว่ ยเสรมิ เช่น
เมื่อจ าเป็นต้องคัดเลือกสื่อควรเลือกสื่อที่ความเหมาะสมกับหลักสูตรหรือ วัตถุประสงค์เพราะสื่อบางชิ้นอาจไม่
เหมาะสม
2) ปจั จยั ท่ัวไป มกี ารใชซ้ ง่ึ ถูกควบคมุ หลักท่ที ำใหส้ อื่ มปี ระโยชนม์ ากกว่าประโยชนท์ ่ัวไป หรือไม่
3) ปัจจัยในการปรับให้เหมาะสม สามารถนำไปปรับใช้กับบริบทอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงสำหรับ
เหตกุ ารณท์ ว่ั ไปได้หรือไม่
4) ปัจจยั ดา้ นความยืดหยนุ่ การจดั ระดบั และการจัดลำดับมคี วามเข้มงวดอย่างไร สื่อการสอนสามารถ
ใชใ้ นจุดที่แตกต่างหรอื แนวทางทแ่ี ตกต่างไดห้ รือไม่
หลงั จากการวิเคราะหเ์ กณฑ์เราประสบผลสำเรจ็ เก่ียวกับความเหมาะสมของส่ือสำหรับ กลมุ่ เฉพาะหรือ
สื่อสำหรับผู้เรียนเป็นรายบุคคล เช่น เดียวกับวัตถุประสงค์ของขั้นตอนสุดท้ายโดยมี เจตนาให้ผู้วิจัยได้ตัดสินใจ
ขอบเขตวตั ถุประสงค์ของสื่อ หลงั จากการประเมินภายในแล้วเสร็จเรายงั มี ทางเลอื กท่จี ะยังไม่คัดเลือกส่ือก็ได้ ถ้า
สามารถรับรองการประเมินภายในแล้วเช่ือว่าสือ่ นัน้ มีความเหมาะสมสำหรับการใช้กับหลกั สูตรเฉพาะอาจเช่ือได้
ว่าสื่อนั้นเป็นพื้นฐานนำไปสู่ความสำเร็จหรือล้มเหลวได้โดยมีอิทธิพลเมื่อได้พยายามนำสื่อนั้นไปใช้กับผู้เรียนใน
สถานการณ์จริงนอกจากนี้ Tomlinson (2003) ได้อภิปรายเกี่ยวกบั การสงั เกตในขณะท่ีใช้สื่อ และหลังการใช้สอ่ื
การประเมินใน ขณะทใี่ ช้สื่อไดร้ วมถงึ กาประเมนิ คุณค่าของส่ือในขณะทก่ี าลงั ใช้ส่อื นั้นท าการสอนหรือสังเกตสื่อ
นน้ั ขณะท่ีใช้ทำการสอน โดยท่ี Tomlinson (2003) ยงั ไดแ้ นะนำวา่ หารประเมินหลังการใชส้ อื่ นั้น เปน็ การสำรวจ
น้อยท่สี ุดแต่เปน็ ข้อมูลท่ีมปี ระโยชน์มากท่ีสุด เชน่ เดียวกับการจัดหาขอ้ มูลไมเ่ พียง ผลกระทบในระยะสน้ั แต่ยงั เปน็
การเรียนรู้ที่คงทนอีกด้วย การประเมินระหว่าง และหลังการใช้สื่อ มีความก้าวหน้าของความสามารถครูที่จะ
สะท้อนถึงการฝกึ ฝนของพวกเขาท่ีเชอื่ มโยงซ่งึ มีความใกลเ้ คียงกบั แนวคดิ ของงานวจิ ยั ทศี่ ึกษาเกยี่ วกับพฤติกรรม
งานวิจยั ทเ่ี กย่ี วข้อง
งานวจิ ัยทเี่ ก่ียวข้องกับการสอนการอา่ นโดยใช้โฟนิกส์
มีนักวิจัยหลายท่านเห็นถึงความสำคัญของหลักการสอนโฟนิกส์ซึ่งเป็นวิธีการสอนที่ สามารถช่วยให้
ผู้เรียนอ่านคำในภาษาอังกฤษได้โดยอาศัยหลักการและความสัมพันธ์ของเสียง ตัวอักษรและได้ทำการศึกษา
เกยี่ วกับการสอนการอ่านโดยใช้โฟนกิ สไ์ วม้ ากมาย ดงั น
น้ำทิพย์ ขจรบุญ (2552) ได้ทำการศึกษาการใช้วิธีสอนโฟนิกส์เพื่อส่งเสริมการออกเสียง และความรู้
คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อเปรียบเทียบการออกเสียงและ ความรู้คำศัพท์
ภาษาอังกฤษของผู้เรียนก่อน และหลังการได้รับการสอนด้วยวิธีโฟนิกส์ กลุ่มเป้าหมาย ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนปริ้นส์รอแยลส์วิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เรียนวิชา
ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยคือ แผนการ
สอนวิชาภาษาอังกฤษโดยใชว้ ธิ สอนโฟนิกส์จำนวน 6 แผน แผนละ 3 คาบ รวมทั้งหมด 18 คาบ เครื่องมือทีใ่ ชใ้ น
การเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดการอ่าน ออกเสียงภาษาอังกฤษ และแบบวัดความรู้ค าศัพท์ภาษาอังกฤษ
ขนั้ ตอนการวจิ ัยประกอบดว้ ยการวัด การออกเสียงภาษาองั กฤษ และการวดั ความรู้ค าศัพทภ์ าษาอังกฤษกอ่ น และ
หลังการสอนด้วยวิธี สอนโฟนิกส์ นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพ่ือหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ
ผลสรุปของ การวิจัยสรุปได้ว่า นักเรียนสามารถออกเสียงภาษาอังกฤษได้ถูกต้องมากขึ้น และมีความรู้คำศัพท์
ภาษาอังกฤษเพ่ิมข้นึ หลงั จาก หลังจากไดร้ บั การสอนดว้ ยวิธโี ฟนกิ ส์
แสงวิไล จารุวาที (2554) ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนา และประเมินการใช้โปรแกรม การให้ความรู้
ผูป้ กครองไทยในการส่งเสริมทักษะทางการอ่านออกเสียงภาษาองั กฤษของเด็กปฐมวัย ดว้ ยการสอนภาษาแบบโฟ
นิกส์ โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูส์สามัคคี โดยในงานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการให้
ความรู้ผูป้ กครองไทยในการส่งเสริมทักษะของการอ่าน ออกเสียงภาษาอังกฤษของนักเรยี นระดับปฐมวัยด้วยการ
จัดการเรียนการสอนภาษาองั กฤษโดยวิธี โฟนกิ ส์ การสอนเสียงตวั อกั ษร (Letter Sounds) ทักษะการผสมเสยี งให้
เกิดเป็นค า (Blending Skill) และทักษะการแยกเสียงในค า (Segmenting Skill) เพื่อท าการประเมินการใช้
โปรแกรม การส่งเสรมิ ทักษะในการอ่านออกเสยี งภาษาอังกฤษของนกั เรียนระดับปฐมวยั ดว้ ยการจดั การเรยี น การ
สอนภาษาอังกฤษโดยวิธีโฟนิกส์ของผู้ปกครองไทย โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูส์สามัคคีกลุ่มตัวอย่างคือ
ผู้ปกครองชาวไทยของเดก็ ปฐมวัยอายุ 5-6 ปี ท่กี าลังศึกษาอยใู่ นระดับชั้น Year 1 โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนด
รูส์สามัคคี ปีการศึกษา 2553 จำนวน 11 คน โดยการคัดเลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบเจาะจง ผู้ปกครองได้รับความรู้
เก่ยี วกับการสอนภาษาแบบโฟนกิ สผ์ ่านการประชุม เชิงปฏบิ ัตกิ าร เพอ่ื ด าเนนิ กจิ กรรมสง่ เสริมตามโปรมแกรมการ
ส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียง ภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์ที่บ้าน สัปดาห์ละ 1 กิจกรรม อย่างน้อย 3 ครั้งต่อ
สปั ดาห์ มี 5 กิจกรรม เป็นเวลาทัง้ สิน้ 5 สปั ดาห์ ผวู้ ิจยั ท าการประเมนิ โปรแกรมด้วย แบบทดสอบความสามารถ
ทางภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์สำหรบั เด็กปฐมวัย และแบบสัมภาษณ์ประเมนิ การใช้โปรแกรมของ ผู้ปกครองชาว
ไทย ผลการวิจัยพบว่า ผู้ปกครองมีความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ เนื่องจากเป็นเรื่องท่ี
สนใจ ผปู้ กครองเรยี นรู้ทกั ษะใหม่ และไดร้ ับความมนั่ ใจ ในการดำเนินกิจกรรมสง่ เสริมตามโปรแกรม ผู้ปกครองมี
ความพึงพอใจในการนำโปรแกรมไปใช้ ถึงแม้ว่าประสบปัญหาอยู่บ้าง ปัญหาที่พบเกิดขึน้ จากตัวผู้ปกครอง ความ
พร้อมของเด็กและ สภาพแวดล้อมในการทำกิจกรรม ผลจากการเปรียบเทียบความสามารถทางภาษาอังกฤษ
แบบโฟนิกส์ ของเด็กปฐมวัย พบว่าหลังการเข้าร่วมโปรมแกรม ความสามารถทางภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์ของ
เดก็ ปฐมวัยที่เขา้ รว่ มโปรแกรมสูงกวา่ ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .01
สุชาดา อินมี (2556) ได้ทำการวิจัยเพือ่ ศึกษาการพัฒนาการออกเสียงคำศัพท์ ภาษาอังกฤษด้วยสื่อโฟ
นิกส์โปสเตอร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาสื่อการอ่านออกเสียงคำศัพท์
ภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์โปสเตอร์ สำหรับฝึกทักษะการอ่านออก เสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์เพื่อ เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงคำศัพท์
ภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลังที่ได้รับ การฝึกทักษะการอ่านออกเสียงค าศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยสื่อโฟ
นิกส์โปสเตอร์ และศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีตอ่ การฝึกอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยสื่อโฟ
นกิ ม์โปสเตอร์ กลุม่ ตวั อย่างคือ นักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรยี นวัดธงชัยธรรมจกั ร สังกัดสำนกั งานเขตพืน้ ที่
การศึกษา ประถมศึกษาประจวบคิรีขันธ์ เขต 1 จำนวน 40 คน โดยเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการทดลองใน ภาค
เรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2556 เครือ่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ได้แก่ ส่ือโฟนิกส์โปสเตอร์ แบบวดั ความสามารถในการออก
เสียงคำศัพท์ภาษาองั กฤษ และแบบประเมนิ ความพงึ พอใจ วเิ คราะห์ขอ้ มลู ด้วยสถิติเพ่อื หาคา่ เฉล่ีย สว่ นเบยี่ งเบน
มาตรฐาน และทดสอบความสามารถในการอ่านออกเสียง คำศพั ท์ภาษาอังกฤษก่อน และหลังการทดลองด้วยการ
ทดสอบทันที ผลการวิจัยพบว่า สื่อโฟนิกส์โปสเตอร์ สำหรับฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 78.17/76.75 ความสามารถในการอ่านออกเสียงค าศัพท์
ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อน และหลังได้รับการฝึกทักษะการอ่านออกเสียงด้วยสื่อโฟ
นิกส์โปสเตอร์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยหลังจากได้รับการฝึกทักษะด้วยสื่อโฟนิกส์
โปสเตอร์ นักเรียนมคี วามสามารถในการอ่านออกเสียงคำศพั ท์สูงกว่าก่อนการไดร้ ับการฝกึ และ นกั เรยี นมคี วามพึง
พอใจต่อการฝึกอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยสื่อโฟนิกส์โปสเตอร์อยู่ใน ระดับมากโดยเฉพาะในด้าน
ภาพประกอบมีสีสันสวยงามน่าสนใจ และมีจำนวนคำศัพท์แตล่ ะชุด เหมาะสม การวิจัยครัง้ นีแ้ สดงให้เห็นว่าการ
พัฒนาสอ่ื การอ่านออกเสียงคำศัพทภ์ าษาอังกฤษแบบ โฟนิกส์ในรปู แบบโปสเตอร์ชว่ ยใหน้ ักเรียนฝกึ อ่านออกเสียง
ไดด้ ขี ึ้น จงึ เป็นแบบอย่างในการพัฒนาส่ือ การเรยี นการสอนภาษาองั กฤษสำหรับนกั เรียนในทักษะอน่ื ตอ่ ไป
ณัฐพล สุริยมณฑล (2018) ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้โฟนิกส์ในการสอนทักษะ การอ่าน
ภาษาองั กฤษการของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 โดยการวจิ ยั คร้ังนี้มวี ัตถปุ ระสงค์เพ่ือ ศึกษาผลการใช้โฟนิกส์
ในการสอนทักษะการอา่ นภาษาองั กฤษของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 3 เปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิการใช้โฟนิกส์ใน
การสอนทกั ษะการอา่ นภาษาองั กฤษก่อนและหลงั เรยี นและ ศึกษาความพงึ พอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการใช้โฟนิกส์
ในการสอนทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปี
การศึกษา 2556 ภาคเรยี นท่ี 2 จำนวน 21 คน ซ่ึงได้มาจากการสุม่ อยา่ งงา่ ย เคร่อื งมอื ท่ีใช้ในการวิจัยคือ แผนการ
จัดการเรียนรู้ การใช้โฟนิกส์ในการสอนทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.81
แบบทดสอบการใช้โฟนิกส์ในการสอนทักษะการอา่ นภาษาองั กฤษโดยมคี ่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 และ
แบบสอบถามความพึงพอใจของนกั เรียนที่มีต่อการใช้โฟนิกส์ในการสอนทักษะการอ่าน ภาษาอังกฤษสถติ ิท่ีใชใ้ น
การวิเคราะหข์ อ้ มูลคอื คา่ เฉลย่ี คา่ ร้อยละ คา่ เบีย่ งเบนมาตรฐาน และสถิติ ทดสอบสมมติฐาน ไดแ้ ก่ สถิติทดสอบ
ท่ี ผลการวิจัยพบว่าผลการใช้โฟนิกส์ในการสอนทักษะการอ่าน ภาษาอังกฤษของนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50
ผลสมั ฤทธิ์ของการใชโ้ ฟนกิ สใ์ นการสอนทักษะ การอ่านของนักเรียนหลังเรียนสูงกวา่ ก่อนเรยี นอยา่ งมีนยั สำคัญทาง
สถิติท่ี .05 และความพงึ พอใจ ของนักเรยี นที่มตี อ่ การใช้โฟนกิ สใ์ นการสอนทกั ษะการอา่ นภาษาอังกฤษอยู่ในระดับ
มากท่ีสุด
Watson (1998) การวิจัยเพื่อศึกษาการตรวจสอบประสิทธิภาพของการสอนโดยใช้วิธีโฟนิกส์กับ
ความกา้ วหนา้ ของเดก็ ในการอ่าน และการสะกด การศึกษาซง่ึ ให้การสนับสนุนผูเ้ รยี นเป็น
ศูนยก์ ลางได้น าไปสู่การมีอทิ ธพิ ลของวิธี look and say ตอ่ การเรยี นรกู้ ารอ่านของเด็ก ทำให้ ประโยชน์
จากกลยุทธ์ในการเดา และเกิดการส่งเสริมจนเป็นวัฒนธรรม วิธีโฟนิกส์แบบสังเคราะห์ กับการสอนโดยตรงของ
หลักการการเรียงลำดับตามตัวอักษรได้ถูกแทนที่โดยวิธีโฟนิกส์แบบวิเคราะห์ หรือไม่ใช้วิธีโฟนิกส์มาเรื่อย ๆ
จนกระทั่งท้ิงให้เดก็ ๆ ต้องสำรวจเรียนรู้รูปแบบการสะกดด้วยตวั เอง การตรวจสอบน้ีได้ชี้ใหเ้ หน็ ถึงความสมั พันธ์
ระหว่างวิธกี ารสอนที่แตกต่าง และความก้าวหน้าของเด็ก ในการอ่านคำ สะกด และอ่านเพื่อความเข้าใจ โดยใน
ระยะเริม่ ตน้ ความก้าวหนา้ ถูกควบคุมจากปี 1993-1995 ในนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษา 12 จำนวนหอ้ งเรียน การเกบ็
รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล ได้แสดงให้เห็นว่า มีการพัฒนาความรู้ของเสียงตัวอกั ษร และความสามารถในการ
ผสมเสียงตัวอักษร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติซึ่งมีผลต่อความก้าวหน้าในการอ่านของเด็ก การสะกด และความ
เข้าใจ และความก้าวหน้าในการสอนมีผลในเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ที่สำคัญของการสะกดค าที่ผิดพลาด
กอ่ ให้เกิดการแปลข้อความเปน็ รหัสข้อมูลท่ีเก่ียวกับการเขียนตัวสะกดให้ถูกต้อง อิทธิพลของ การกอ่ ให้เกิดความรู้
เสียงตัวอักษร และการเปล่งเสียง และการผสมเสียงได้ถูกตรวจสอบจากการทำการทดลองกับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที ่ี 1 โดยการใช้กลมุ่ ทดลอง 2 กล่มุ และกลุ่มควบคุม 1 กล่มุ พบว่าวธิ กี ารสอนโฟนกิ สแ์ บบสงั เคราะห์
ทมี่ ีการสาธติ การผสมตัวอกั ษรกับรูปแบบคำว่าเปน็ อย่างไรน้ัน กอ่ ให้เกดิ การอ่าน การสะกด และการรับรู้เกี่ยวกับ
หน่วยเสยี งไดร้ วดเรว็ กวา่ การเรียนร้แู ค่เสียง ตัวอักษรซ่งึ ก่อให้เกดิ ความสมั พันธท์ ี่สำคัญของการสะกดคำท่ีผิดพลาด
ในการเขียนสะกดคำได้สูงกวา่ และพบว่าการใชก้ ลยุทธข์ องเดก็ ในการถอดรหัส และแปลขอ้ ความจากรหัสสะท้อน
ถึงวิธีการสอน ที่พวกเขาได้รับ การสอนโฟนิกส์แบบวิเคราะห์กระตุน้ การอ่านเกี่ยวกับการออกเสียงเด็ก ๆ เพียง
จัดการกับตัวอักษร และเสยี งในคำ การสอนโฟนิกสแ์ บบสงั เคราะห์กระตนุ้ การอา่ นรหสั เดก็ ๆ จัดการกับตัวอักษร
และเสยี งในคำทงั้ หมด วธิ นี สี้ อนใหเ้ ด็กได้ใช้ความรู้เกี่ยวกับรหัสเรยี งตามตัวอกั ษร ของพวกเขาในการถอดรหัสใน
คำที่ไมค่ ้นุ เคย และด้วยเหตุน้จี งึ ยอมรับวา่ เป็นการจดจำการเขียนสะกดคำไดห้ ลายคำ
Dakin (1999) ได้ทำการศึกษาวิจัยความมีประสิทธิภาพของแผนการอ่านที่มีทักษะ พื้นฐานของวิธีโฟ
นกิ สข์ องนกั เรยี นระดับอนุบาล 2 ในการวดั ความสามารถของนกั เรียน และการวดั และประเมินผลของครู งานวิจัย
นี้มุ่งเน้นความมีประสิทธิภาพ และความก้าวหน้าของการใช้แผนการ อ่านที่มีทักษะพื้นฐานของวิธีโฟนิกส์ของ
นักเรยี นระดบั อนุบาล 2 วิธีการถอดรหสั ค าน้นั ครแู นะนำวา่ ผู้อา่ นระดับต้นต้องพฒั นาความมปี ระสทิ ธิภาพในการ
สรา้ งทกั ษะในการอ่าน การศกึ ษาวิจัยใหม่มากมายยอมรบั ว่ามงี านศึกษาวิจยั ในปี 1930 และ 1960 พบวา่ การขาด
แคลนวิธีสอนอ่านโดยวิธี โฟนิกส์นั้นทำให้นักเรียนขาดทักษะสำคัญในการถอดรหัสซึ่งจ าเป็นต่อการจดจำ และ
เข้าใจถึง ความสัมพันธ์ของเสียง และตัวอักษรในการอ่าน กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้เป็นนักเรียนระดับ
ประถมศึกษาของโรงเรียนคาทอลิกภายในเมืองจำนวน 12 คน นักเรียนจำนวน 4 คนของแต่ละระดับ ถูกวัด
ประเมินผล และสัมภาษณ์ นักเรียนแต่ละคนอยู่ในระดับการอ่านที่แตกต่างกันทั้งระดับสูง กลาง และต่ำ
องคป์ ระกอบอน่ื ของงานวจิ ัยคือการสัมภาษณ์โดยตรงของครูตั้งแตร่ ะดับชนั้ อนุบาลจนถึง ระดบั ชนั้ ประถมศึกษาปี
ที่ 2 ครูทำการสัมภาษณ์ตามหลักจิตวิทยาถึงรูปแบบ และวิธกี ารสอนของ พวกเขาในการสอนการอา่ นโดยการใช้
วิธกี ารสอนแบบโฟนกิ ส์ วิธีการศกึ ษาวิจัยในเชิงคณุ ภาพ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู การวดั ประเมนิ ผล และผลสรุปเป็น
มาตรฐานในการรับรองการสมั ภาษณ์และ ความมนั่ ใจในกลมุ่ ตวั อยา่ งของงานวิจัย และการไม่ปรากฏชื่อของผู้แต่ง
นัยของงานวจิ ัยนี้คือ เพื่อเพิ่ม งานวิจัยที่มีอยู่ในการเรียนรู้โครงสร้างของหน่วยเสียงของคำผ่านการใช้ทักษะการ
ถอดรหัสการออก เสียงกำหนดความสำเร็จของผู้อ่านในระดับอนุบาลจนถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคผนวก
ประกอบดว้ ยตารางขอ้ มลู ทีไ่ มใ่ ช่ตัวเลข และตารางสถิติ ครสู มั ภาษณโ์ ดยการถามและโต้ตอบ ตาราง การวเิ คราะห์
ขอ้ มลู การอ่าน และรายการแสดงค าท่ีหลากหลาย ประกอบด้วยแหลง่ อา้ งอิง 26 แหล่ง
Pung (2001) ไดท้ ำการศึกษาวิจัยเรอ่ื งวธิ กี ารสอน และความสัมพนั ธข์ องวธิ โี ฟนิกส์ อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
ในการอา่ นท่เี กี่ยวข้องกับภาระงานในฮอ่ งกง ผู้วิจยั ไดท้ ำการศกึ ษาโดย การตรวจสอบในวทิ ยานพิ นธ์ระดบั ปริญญา
เอกฉบับนี้ประกอบไปด้วย การศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติ ของตัวอักษรของภาษาจีนที่เป็นสาเหตุของปัญหาการ
สะกด และออกเสียงของผูใ้ ชภ้ าษาจนี ในฐานะท่ี เป็นเจา้ ของภาษาเมือ่ พวกเขาได้เรยี นรภู้ าษาอังกฤษวา่ เป็นอย่างไร
และความรู้ในวธิ แี บบโฟนิกส์ อาจจะช่วยแกไ้ ขปญั หานไ้ี ด้อย่างไรสำหรับผูใ้ ช้ภาษาจีนในฐานะท่ีเป็นเจ้าของภาษา
ในการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษในฐานะเปน็ ภาษาท่ี 2 ในการสะกด การออกเสยี ง และการฟงั การวิเคราะห์คำผิดที่พบ
จากความหมายของบริบท และการเขียนตัวสะกดในรูปแบบข้อสอบของนักเรียนชัน้ ปีสุดท้ายใน ฮ่องกง มีสาเหตุ
จากความเคยชินในการเขียนตัวอักษรของภาษาจนี ซง่ึ ทำให้การเขยี นตัวสะกดและวิธีการในการเรียนรู้แบบเดิม ๆ
ทำให้เกิดความรู้เกี่ยวกับหน่วยเสียงได้ช้าซึ่งไม่เพียงแต่สาเหตุเหล่านี้ แนวทางในการใช้ภาษาอังกฤษภายใน
ห้องเรียน และภายนอกห้องเรียนกส็ ่งผล เช่นเดียวกัน กรณีศึกษาการสมั ภาษณ์ การดึงเอาความจรงิ ออกมา และ
การวิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้จากการสะกดคำ และการออกเสียงของนักเรียนชั้นปีสุดท้ายพบกระบวนการในการ
โตต้ อบท่ที ำให้เกิดปญั หาบางอย่าง มีจดุ บกพร่องหลายจุด และเหตผุ ลท่ีคิดย้อนหลังวา่ เปน็ อย่างไร และทำไมการ
ออกเสียง ของพวกเขา และการสะกดคำเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้พวกเขาในการค้นหานั่นก็คือจุดอ่อนที่ต้อง
เปลีย่ นแปลงการออกเสยี งใหเ้ หมาะสม ความสมั พันธ์ของการเขยี น และหนว่ ยพืน้ ฐานของเสยี งและ การสรา้ งค าที่
ส่งผลต่อการวางแผนของคำศัพทภ์ าษาจีนทมี่ ีความหมายเหมอื นกบั คำในภาษาองั กฤษ โดยปราศจากความสัมพันธ์
ในการออกเสียงของคำ และการขาดความเชื่อมั่นในองค์ประกอบ ของคำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อช่วยในการสรา้ ง
และสะกดคำใหม่ ทั้ง 3 กลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโครงการ วิธีโฟนิกส์แบบสังเคราะห์โดยสมมติฐานเพื่อช่วยให้เดก็
ได้รบั และพัฒนาความรูใ้ นการออกเสยี ง มผี ลสรปุ ในเชงิ บวกโดยมีนัยสำคญั ทางสถิติ
จากงานวจิ ัยท่ีกลา่ วมาขา้ งตน้ ท้ังใน และตา่ งประเทศ จะเหน็ วา่ วิธีโฟนกิ ส์นั้นเปน็ วิธี การสอนการอ่านทมี่ ี
ประสทิ ธิภาพ ชว่ ยส่งเสรมิ ศักยภาพของผู้เรียนในดา้ นการอา่ น โดยอาศัยหลกั การ ถอดรหัสเสยี ง ความสัมพันธ์ของ
เสียงกับตัวอักษร ซึ่งการศกึ ษาวิจัยต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่า วิธีการ สอนโฟนิกส์ช่วยพัฒนาความสามารถในการฟงั
และการอ่านคำภาษาอังกฤษ นักเรียนสามารถ ถ่ายโอนวิธีการนี้ไปช่วยในการฟัง และอ่านคำที่ไม่คุ้นเคยได้ด้วย
ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนมคี วามคงทนในการจำคำศพั ทภ์ าษาอังกฤษ นกั เรยี นสามารถออกเสยี งภาษาอังกฤษได้ถูกตอ้ งมากขึ้น
และมคี วามรคู้ ำศัพท์ ภาษาองั กฤษเพ่ิมขนึ้ ช่วยให้นักเรียนพฒั นาทกั ษะการสะกดคำ และออกเสียง ครูสามารถนำ
วิธีการสอนแบบโฟนิกส์มาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความสามารถในการสะกดคำและความสามารถ ในการ
อา่ นออกเสียงของนกั เรียนได้อย่างมีคุณภาพ การสอนโฟนิกส์ช่วยกระตนุ้ การอ่านรหัสและด้วยเหตุน้ีจึงยอมรับว่า
เป็นการจดจำการเขียนสะกดคำได้หลายคำ อีกทั้งยังพบว่าการขาดแคลนวิธี สอนอ่านโดยวิธีโฟนิกส์นั้นทำให้
นักเรียนขาดทักษะสำคัญในการถอดรหสั ซ่งึ จำเป็นต่อการจดจำและ เข้าใจถึงความสมั พันธ์ของเสียง และตัวอักษร
ในการอ่านอกี ด้วย
งานวิจยั ทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั การประเมินส่อื การสอน
มนี ักวจิ ัยหลายท่านเหน็ ถึงความสำคัญของการประเมนิ ส่อื การสอนอันเปน็ แนวทางในพัฒนาส่ือ และ
ไดท้ ำการศึกษาเกย่ี วกบั การประเมินสอ่ื การสอนไวม้ ากมาย ดังนี้
ชมสุภัค ครุฑกะ (2555) ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง การประเมินสื่อการสอนประเภท หนังสือเรียน
กระบวนวิชาหลักการการจัดการความรู้ โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อประเมินสื่อ การสอนประเภทหนังสือ
เรียนกระบวนวิชาหลักการการจดั การความรู้ กล่มุ ตัวอย่างคอื นักศกึ ษา หลกั สตู รศิลปะศาสตร์บัณฑิต คณะพฒั นา
ทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามเกี่ยวกับ
ประเด็นการประเมินส่อื การสอนประเภทหนงั สือ เรยี นกระบวนวชิ าหลกั การการจัดการความรูท้ ่ีผ่านการตรวจสอบ
ความตรงตามเน้ือหา สถติ ิที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉล่ยี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ดังน้ี
นักศึกษาหลักสูตร ศิลปะศาสตร์บัณฑิต คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผู้ใช้สื่อการสอนประเภทหนังสือเรียน
กระบวนวิชา หลักการจัดการความรู้ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นการประเมินสื่อการสอนในภาพรวมอยู่ใน
ระดับ มาก เมื่อพิจารณาประเด็นการประเมนิ ส่ือการสอนประเภทหนังสือเรียนในภาพรวมของแตล่ ะบทเรยี น ทั้ง
10 บท พบว่าอยใู่ นระดบั มมาก และเมื่อพจิ ารณาเปน็ รายด้านแต่ละบทเรียน ได้แก่ ด้านเนอ้ื หา ด้านการใช้ภาษา
ด้านภาพตารางแผนภูมิ และด้านกิจกรรมประกอบบทเรียนอยู่ในระดับมาก ทุกบทเรียน นอกจากนี้ยังมี
ข้อเสนอแนะของนักศึกษาในการปรับปรุงส่ือการสอนประเภทหนังสือเรียน ดังนี้ คือ ควรเพิ่มเนื้อหาสาระความรู้
เกีย่ วกับการประยกุ ต์ และปรับใช้หลกั การการจัดการความรู้ กับการพฒั นาทรัพยากรมนษุ ย์ การพัฒนารายบุคคล
การพัฒนาอาชีพ และการพัฒนาองค์กร ปรับสี ของแผนภาพให้สามารถมองตัวอักษรที่น าเสนอกับแผนภาพให้
ชัดเจนในแต่ละบทเรียน และควรเพิ่ม แบบฝึกท้ายบทสำหรับเสริมกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับผู้ที่ไม่ได้มาเข้าชั้น
เรียน และปรับปรุง ข้อคำถามท้ายบทใหม้ ขี ้อคำถามแบบปรนยั
กนกกาญจน์ ทองศฤงคลี (2556) ได้ทำการศึกษาวิจัยเรือ่ ง การพัฒนาชุดเคร่ืองมือ ประเมินสื่อการ
เรียนการสอนสำหรบั การวิจยั ทางด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา โดยมีวตั ถุประสงคเ์ พอื่ พัฒนา และหาคุณภาพของ
ชุดเครื่องมอื การประเมินสือ่ การเรียนการสอน ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยคือ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสื่อการสอน และ
เทคโนโลยีทางการศกึ ษาจำนวน 17 คน โดยใชว้ ธิ ีการเลือกกลุ่ม ตวั อยา่ งแบบจำเพาะเจาะจง เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการ
เก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบบันทึกข้อมูลการวิจัย แบบประเมินสื่อการเรียนการสอน แบบสัมภาษณ์ และชุด
เครอื่ งมอื ประเมนิ สื่อการเรยี นการสอน สถิติ ทใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูลคือ การแจกแจงความถี่ ค่ารอ้ ยละ ค่าเฉล่ีย
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนือ้ หา ผลการวิจัยพบว่า ผลการวิเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับส่ือ
การเรยี น การสอน จำนวน 126 เรื่อง พบว่า งานวิจัยส่วนใหญศ่ กึ ษาโดยการใชส้ ื่อการเรียนการสอนจำแนกได้ ดงั น้ี
บทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน หนงั สอื อิเลก็ ทรอนิกส์ รายการวีดิทศั น์ ชุดการสอน บทเรยี น ออนไลน์ และเว็บเพจ
ผลการวิเคราะห์ของแบบประเมนิ สอื่ การเรียนการสอน พบวา่ ข้อคำถามใน แบบประเมนิ สื่อการเรียนการสอน ใน
ด้านเนือ้ หา และด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา มีค่า IOC อย่ใู น ระหว่าง 0.50-1.00 ผา่ นการคัดเลือกทุกข้อคำถาม
ผลการตรวจคุณภาพของชุดเครื่องมือการประเมิน สื่อการเรียนการสอน พบว่า ข้อคำถามของชุดเครื่องมือการ
ประเมินสื่อการเรียนการสอนอยู่ในระดับ มีคุณภาพดีทั้งทางด้านเนื้อหาและเทคโนโลยีการศึกษา จากการ
ศกึ ษาวจิ ัยเกยี่ วกบั การประเมนิ ส่ือการสอนสรุปได้ว่า ในการประเมนิ สอ่ื การสอน นนั้ มีสว่ นชว่ ยให้ครผู ูส้ อนสามารถ
นำผลการประเมินมาเป็นแนวทางในการคัดเลือกสื่อในระดับต่อไป รวมถึงสามารถนำข้อบกพร่องของสื่อที่พบมา
พฒั นา และปรบั ปรุงให้มีคณุ ภาพมากยิง่ ขน้ึ โดยมี หลักการ และข้นั ตอนในการประเมินซึ่งครูผู้สอนสามารถนำไป
ประยกุ ตใ์ ชก้ ับการประเมนิ สอื่ การสอน อ่นื ๆ ไดเ้ พือ่ เปน็ ประโยชนต์ อ่ ไป