1
2
ผู้วจิ ยั นางนิษฐารัชต์ ภทั รส์ ินธัญพร
ชื่อเรอ่ื ง การพัฒนาทักษะการอา่ นการเขียนคำจากบัญชคี ำพ้นื ฐานภาษาองั กฤษชัน้ ประถมศึกษาปี
ท่ี 3 ดว้ ยเทคนคิ การเรยี นรู้แบบ Nittharut Model โดยใช้ส่อื ประสม (แบบฝึกเสริมทักษะและบทเรียน
คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน)
คำสำคญั การพฒั นาทักษะการอา่ นการเขียนคำจากบญั ชคี ำพื้นฐานภาษาองั กฤษโดยใชส้ อื่ ประสม
บทคดั ยอ่
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้รูปแบบเจาะจง (Purposive Sampling) มี
วัตถปุ ระสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์การอ่านชุดแบบฝึกเสริมทักษะก่อนและหลังการใช้แบบ
ฝึกเสรมิ ทกั ษะ 2) เพื่อเปรยี บเทยี บคะแนนผลสัมฤทธกิ์ ารเขยี นสะกดคำศัพท์ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริม
ทกั ษะ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ ปีการศึกษา 2565
จำนวน 28คน เรียนโดยใชแ้ บบฝึกเสริมทักษะการอา่ นและเขยี นสะกดคำพ้นื ฐานภาษาองั กฤษ
เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำศัพท์
ภาษาอังกฤษ จำนวน 6 ชดุ การเรยี นรู้ 2) แบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรยี นทผ่ี วู้ ิจยั สรา้ งข้ึนเปน็ แบบทดสอบ
แบบอ่านและเขยี นตอบ
ผลการวิจัย พบว่า
1. ผลต่างของคะแนนทดสอบในการอา่ นและเขียนสะกดคำของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 3 กอ่ น
และหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 31.27 แสดงว่านักเรยี นมีทกั ษะในการอ่านและเขียนสะกด
คำหลงั เรยี นสูงกวา่ กอ่ นเรยี น ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ท่ไี ดต้ ั้งไว้
3
กิตติกรรมประกาศ
การวิจัยเรือ่ งการพฒั นาทกั ษะการอ่านการเขียนคำศัพท์พื้นฐานภาษาองั กฤษของนักเรียนช้นั
ประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบา้ นท่าบ่อ โดยใช้ชดุ แบบฝึกเสริมทักษะการการอา่ นการเขียนคำศัพทพ์ นื้ ฐาน
ภาษาองั กฤษนส้ี ำเรจ็ ลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งไดร้ บั ความช่วยเหลือและให้คำแนะนำในการจัดทำ
งานวิจัยเล่มนี้ จากทา่ นศึกษานิเทศก์จากสำนักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาอบุ ลราชธานี เขต 1 ผวู้ จิ ยั
ขอขอบพระคณุ เปน็ อยา่ งสงู ไว้ ณ ท่นี ้ี
ขอขอบพระคุณผอู้ ำนวยการโรงเรียนบ้านท่าบ่อ นายสุริยา โทนุการและนางสาวดารณี เพชรไกร รอง
ผอู้ ำนวยการโรงเรยี นบ้านทา่ บอ่ เปน็ ผ้ทู รงคุณวฒุ ิทใ่ี ห้ความอนุเคราะหใ์ นการตรวจสอบคณุ ภาพเครื่องมอื และ
ให้คำแนะนำในการจดั ทำวจิ ยั รวมทง้ั คณะครโู รงเรยี นบ้านทา่ บ่อทุกทา่ นทอี่ นุเคราะห์ข้อมูลในการทำวจิ ยั
สุดท้ายขอขอบคณุ นักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 ทใ่ี ห้ข้อมูลอยา่ งเต็มทีท่ ำใหก้ ารศกึ ษาครัง้ น้ีสำเร็จ
ในเวลาอันรวดเรว็ และขอขอบคุณผ้ใู หค้ วามช่วยเหลืออีกหลายท่าน ซ่ึงไมส่ ามารถกลา่ วนามในท่ีนี้ได้หมดท่ใี ห้
ความร่วมมอื ในการใหข้ อ้ มลู ในการทำวิจยั จนทำให้ งานวิจัยน้ลี ลุ ่วงไปไดด้ ว้ ยดี
ผ้วู จิ ัยหวังวา่ เป็นอยา่ งยิ่งว่า งานวิจยั ฉบับนจ้ี ะมปี ระโยชน์ ต่อการพฒั นานกั เรยี นและผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรยี นวิชา ภาษาอังกฤษ ของโรงเรียนบ้านทา่ บ่อต่อไป
นางนิษฐารชั ต์ ภทั ร์สินธัญพร
4
สารบญั
เร่ือง หนา้
บทคดั ย่อ
บทที่ 1 บทนำ
- ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา 1
- วัตถุประสงค์ของงานวิจยั 4
- ขอบเขตของงานวิจยั 4
- สมมุติฐานงานวจิ ัย 4
- ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะไดร้ บั 5
- กรอบแนวคิดในการวจิ ัย 5
- ระยะเวลาทด่ี ำเนนิ วจิ ยั 6
บทที่ ๒ เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กยี่ วข้อง
- เอกสารเกีย่ วกบั การเรยี นการสอนภาษาอังกฤษ 7
- เอกสารที่เก่ียวข้องกบั การอ่านและการเขยี น 19
- เอกสารเกี่ยวกบั การสอนภาษาอังกฤษโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ 23
- แนวคิดและทฤษฎที ี่เกี่ยวกับการสอนทกั ษะการอ่านวชิ าภาษาอังกฤษโดยใชแ้ บบฝึกทักษะ 28
- งานวจิ ยั ทีเ่ กี่ยวข้อง 29
บทท่ี 3 วธิ ีการดำเนนิ วจิ ัย
- ประชากร กลุม่ ตัวอยา่ ง 31
- เครื่องมือและวธิ ีการสรา้ งเครื่องมือ 31
- การเก็บรวบรวมข้อมลู 33
- สถติ ิทีใ่ ช้ 33
บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
- สญั ลกั ษณท์ ี่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 35
- ลำดบั ขั้นตอนในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู 35
- ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล 36
บทที่ ๕ สรปุ อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ
- สรุปผล 43
- อภปิ รายผลการวจิ ยั 43
- ข้อเสนอแนะ 43
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
5
บทที่ 1
บทนำ
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
ภาษานับว่าเป็นสิง่ สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวติ ของมนุษย์ เพราะภาษาเป็น ทั้งมวล
ประสบการณ์และเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์ ถ้าขาดสื่อสำคัญนี้แล้วมนุษย์คงไม่สามารถ
รวมกันเป็นสังคมได้ ภาษาจึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญที่ทำให้คนเข้าใจกัน ภาษา คือ การฟัง การพูด
การอ่าน และการเขยี น มนุษยอ์ าศัยทักษะทั้ง 4 ประการ สรา้ งเสรมิ สติปัญญาและความรู้สึกนึกคิดพัฒนา
อาชีพและพัฒนาบุคลิกภาพ รวมทั้งอื่น ๆอีกมากให้กับตนเองและสังคม ด้วยเหตุผลดังกล่าวภาษาจึงมี
บทบาทและความสำคัญสำหรบั บุคคลทุกคนของชาติ (วรรณี โสมประยรู . 2537 : 16)
ภาษาอังกฤษนับว่าเป็นภาษาสากลของโลก ที่ทุกคนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะตั้งแต่ ในอดีต
จนถึงปจั จบุ นั ภาษาองั กฤษมคี วามสำคัญและความจำเปน็ ท่ีต้องใช้ โดยเฉพาะการติดต่อสอ่ื สารไม่วา่ จะเป็นด้าน
การเขียนหรือการพูด อีกทั้งยังเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน เช่น สิ่งของ เครื่องใช้ ยารักษาโรค
รายการวิทยุ โทรทัศน์ อนิ เทอร์เน็ต (internet) สารเคมที ่ีใชใ้ นการเกษตร เปน็ ตน้ และในปัจจุบันนั้นการ
สื่อสารยิ่งต้องใช้เครื่องมือที่ทันสมัยและรวดเร็ว เพื่อการติดต่อสื่อสารกันทั่วโลก ภาษาอังกฤษที่แทรกตัวอยู่
กบั การใชเ้ ครื่องมือเหลา่ นน้ั ถ้าผใู้ ช้เครือ่ งมอื ในการส่อื สาร ไม่มีความร้ทู างด้านภาษาดังกล่าว ย่อมทำให้เกิด
ปัญหาการสือ่ สารตดิ ขดั ล่าช้า นอกจากนภ้ี าษาองั กฤษยงั แทรกอย่ตู ามสื่อตา่ งๆ ที่พบเหน็ ไดท้ วั่ ไป ซง่ึ ทุกคน
ตอ้ งเรียนร้แู ละสัมผัสอยู่ทุกวัน ฉะน้ันการเรียนภาษา จึงมคี วามจำเปน็ อยา่ งย่ิงที่ทุกคนต้องเรียนรู้ถ้ามีโอกาส
ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่ประเทศไทยต้องพัฒนาบุคลากรในประเทศให้มีความรู้ ความสามารถในการใช้
ภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้เข้าใจสามารถสื่อสาร รู้จักเลือกรับสารสนเทศที่มีประโยชน์ แล้วนำไปใช้ในการ
พฒั นาการเรยี นรู้ การประกอบอาชีพ ตลอดจนนำภาษาองั กฤษไปใชไ้ ดถ้ ูกต้อง อันจะเปน็ การพัฒนาประเทศ
ตอ่ ไป จะเหน็ ได้จาก แผนพัฒนาการศกึ ษาแห่งชาตฉิ บับท่ี 8 (พ.ศ.2540 – 2544) ได้ระบวุ สิ ัยทัศน์ของ
การศึกษา หรือการศึกษาที่พึงประสงค์ในอนาคตไว้ว่า “ต้องพัฒนาคนไทยให้มีความรู้ ความสามารถ และ
ทกั ษะทจี่ ำเปน็ ต่อการดำรงชีวติ ในยุคโลกาวิวฒั น์ เชน่ มีความรูภ้ าษาต่างประเทศเปน็ อย่างดี โดยเฉพาะวิชา
ภาษาอังกฤษ” (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2539) หลักสูตรภาษาอังกฤษ พ.ศ. 2539
ระบจุ มุ ุง่ หมายของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษว่า “เพ่อื ให้มคี วามสามารถในการฟัง พดู อ่าน และเขียน
เพื่อใช้ในการสื่อสารและการแสวงหาความรู้”(กรมวิชาการ, 2539) จากความสำคัญดังกล่าวรัฐจึงกำหนดให้
ภาษาต่างประเทศ เป็น 1 ใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้พื้นฐานที่ผู้เรียนทุกคนต้องเรียนรู้ตามหลักสูตร
การศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน กำหนดให้มี การเรยี นการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาตา่ งประเทศทุกชว่ งชนั้ การเรยี น
ภาษาต่างประเทศต้องอาศยั กระบวนการคิด และการฝึกฝนการใช้
6
ภาษาสื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในและนอกห้องเรียน เพื่อให้ผู้เรียนนำภาษาไปใช้ใน
สถานการณจ์ รงิ ทั้งภาษาพดู และภาษาเขียนให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ เหมาะสมกบั กาลเทศะ และสังคม
วัฒนธรรมของการใช้ภาษานั้น ๆ นอกจากนั้นยังต้องเน้นความสามารถในการใช้ภาษาต่างประเทศ
(ภาษาอังกฤษ) ทีเ่ รียนเพือ่ เป็นเครอ่ื งมอื ในการคน้ หาความรู้ในการเรยี นวิชาอ่นื ๆ และในการศึกษาต่อรวมท้ัง
การประกอบอาชีพ (สำนักงานทดสอบทางการศกึ ษา, 2546)
การอ่านเป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่จะต้องดำเนินการจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้เรียนรู้จาก
ประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
(พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. 2542 : 24) การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญใน
การศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ คนที่มีทักษะในการอ่านย่อมได้เปรียบ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น
การคน้ ควา้ หาความรู้เพ่มิ เตมิ จากส่ิงพมิ พ์ตา่ ง ๆ (สนิท ต้ังทวี. 2426 : 35) จึงเห็นได้วา่ ผทู้ ี่มีนิสัยรัก
การอ่านและมีทักษะในการอ่านย่อมแสวงหาความรู้และศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถนำ
ความรทู้ ีไ่ ด้จากการอ่านไปใชใ้ นการพูดและการเขียนไดเ้ ป็นอยา่ งดี ไ ว ท ์ แ ม น (Wiseman 1992: 2)
กล่าวว่าการสอนอ่านภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษต่ำนั้น ครูควรจะหา
ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษในด้านการใช้โครงสร้างทางภาษาและการหาความหมายของคำศัพท์อีกด้วย
เพราะความรู้ในเรื่องดังกล่าว เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้ผู้อ่านประสบความสำเร็จในการอ่านเพื่อ
ความเข้าใจได้ แต่นักเรียนกลุ่มดังกลา่ วจะไมส่ ามารถชว่ ยเหลือตนเองได้ในเรื่องเหลา่ นี้ ส่วนขั้นตอนของ ฮาด
เลย์ (Hadley. 1996 : 195-200) ได้กล่าวว่า การฝึกหัดการอ่านเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับนักเรียนที่เรียน
ภาษาองั กฤษเป็นภาษาทีส่ องหรือเป็นภาษาตา่ งประเทศ การสอนทักษะการอ่านควรสอนหลังจากที่นักเรียนได้
อ่านเนื้อหาทั้งหมดไปแล้ว และสอนเฉพาะโครงสร้างทางภาษาและการหาความหมายของคำศัพท์ที่จำเป็นตอ่
การอา่ นเนือ้ หาดงั กลา่ วเทา่ นน้ั
จากการศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ พบว่า ทักษะการอ่านมีปัญหาหลาย
ประการ มีนักการศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องหลายๆ คนได้พยายามแก้ไข ปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการ
อ่าน เช่น ธิดารัก ดาบพลอ่อน (2542: บทคัดย่อ) ได้พัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ การอ่านภาษาอังกฤษ
เพื่อจับใจความชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2541 โรงเรียนกุดบากราษฎร์บำรุง สังกัด
สำนักงานการประถมศึกษากุดบาก จังหวัดสกลนคร จำนวน 30 คน ผลการศึกษาพบว่า แบบฝึกเสริม
ทักษะการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษมีประสิทธิภาพ 80.26/79.08 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75
ที่ตั้งไว้ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
.01
นอกจากนี้ ดวงสมร อปราชิตา (2547: บทคัดย่อ ) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนบทเรียนการ
สอนภาษาองั กฤษดว้ ยหนงั สือการ์ตูน สำหรบั นักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรยี นท่าเรอื พิทยาคม อำเภอท่า
มะกา จังหวัดกาญจนบุรี พบว่า บทเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษด้วยหนังสือการ์ตูนมีประสิทธิภาพเท่ากับ
83.75/80.43 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษด้วย
หนังสอื การ์ตูนมีคะแนนหลงั การเรยี นสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ิที่ระดับ 0.01
จากการศึกษาสภาพปัญหาการเรยี นการสอนภาษาองั กฤษในชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 6 โรงเรียนบ้านท่า
บ่อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 พบว่านักเรียนไม่สามารถอ่านและเขียน
สะกดคำภาษาอังกฤษได้ คนที่อ่านได้ก็มีจำนวนน้อยมาก จึงเป็นปัญหาส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางกา ร
เรียนภาษาอังกฤษต่ำ ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาอังกฤษ ช้ัน
7
ประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อใช้ในการสอนอ่านและเขียนสะกดคำภาษาอังกฤษ ซึ่งจะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนสงู ขน้ึ และเพ่ือเปน็ แนวทางการจดั กจิ กรรมการเรยี นร้ภู าษาอังกฤษให้มีประสิทธภิ าพต่อไป
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
1. เพือ่ เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิก์ ารอา่ นชุดแบบฝึกก่อนและหลงั การใชแ้ บบฝกึ เสรมิ ทักษะ
2. เพอ่ื เปรียบเทยี บคะแนนผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำศพั ท์กอ่ นและหลังการใช้แบบฝึกเสรมิ ทกั ษะ
ขอบเขตของงานวจิ ยั
1. ประชากรและกลมุ่ เปา้ หมาย
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในเรื่องนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 28 คน
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ สำนกั งานเขตประถมศึกษาอบุ ลราชธานี เขต 1
กลุ่มเป้าหมายทีใ่ ช้ในการวิจัยคร้ังน้ีคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 3 จำนวน 28 คนภาคเรียนที่ 1
ปกี ารศกึ ษา 2565 โรงเรยี นบา้ นทา่ บอ่
2. ดา้ นเนอ้ื หา
การพัฒนาการอ่านการเขยี นคำพื้นฐานภาษาองั กฤษ ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้
แบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาอังกฤษ กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 3 มีทง้ั หมด 9 ชดุ แบบฝึก ดงั นี้
1. Fun with animal vocabularies .
2. Fun with occupations vocabularies .
3. Fun with vegetables vocabularies .
4. Fun with food and drink vocabularies .
5. Fun with fruits vocabularies.
6. Fun with color vocabularies.
7. Fun with emotion vocabularies.
8. Fun with subject vocabularies.
9. Fun with sport vocabularies.
3. ตวั แปรทใี่ ชใ้ นการศกึ ษา
1.1ตัวแปรตน้ ได้แก่ การสอนโดยใช้แบบฝึกทกั ษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ
ภาษาอังกฤษ
1.2ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ ผลสมั ฤทธดิ์ า้ นการอ่านและการเขยี นสะกดคำภาษาอังกฤษ ของ
นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรียนบา้ นท่าบอ่
4. สมมตฐิ านการวจิ ยั
นกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรยี นบ้านทา่ บอ่ ทไี่ ด้รับการจดั การเรยี นรโู้ ดยใชแ้ บบฝึกทักษะการ
อ่านและการเขียนสะกดคำศัพท์ภาษาองั กฤษ มีทักษะในการอา่ นและเขียนสะกดคำภาษาองั กฤษดขี ้นึ
5. นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
5.1ทักษะการอา่ นและการเขยี นสะกดคำภาษาองั กฤษ หมายถงึ ความสามารถในการอ่านและ
การเขยี นสะกดคำภาษาอังกฤษของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ
8
แบบฝกึ ทกั ษะ หมายถึง สอื่ การเรียนการสอนที่ใช้ฝกึ ทกั ษะกบั ผเู้ รยี น เพอื่ ฝึกฝนใหผ้ ูเ้ รยี นเกดิ ทักษะความรคู้ วาม
เขา้ ใจ รวมทง้ั เกิดความชำนาญในเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาองั กฤษท่ีผู้วิจัยสรา้ งข้นึ โดย
ประกอบดว้ ย 9 ชดุ การเรยี นรู้ แตล่ ะชุดประกอบไปด้วยแบบฝกึ หดั จำนวน 5 แบบฝึก ประกอบดว้ ย
1.Fun with animal vocabularies .
2.Fun with occupations vocabularies .
3.Fun with vegetables vocabularies .
4.Fun with food and drink vocabularies .
5.Fun with fruits vocabularies.
6.Fun with color vocabularies.
7.Fun with emotion vocabularies.
8.Fun with subject vocabularies.
9.Fun with sport vocabularies.
5.2นักเรยี น หมายถึง นกั เรยี นท่ีกำลงั ศึกษาอยใู่ นช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1
ปีการศกึ ษา 2565 โรงเรียนบา้ นทา่ บอ่ สำนักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศึกษาอบุ ลราชธานี เขต 1
5.3 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น หมายถงึ แบบทดสอบท่ีใช้วัดความร้ภู าษาอังกฤษ
หลังจากที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
โรงเรยี นบ้านทา่ บอ่ ท่ผี ้วู ิจยั สรา้ งขึ้น เปน็ แบบทดสอบแบบเขยี นตามคำบอกและแบบปรนยั
6. ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะไดร้ บั
6.1 ได้แบบฝึกเสริมทกั ษะการอ่านและการเขยี นคำภาษาองั กฤษ สำหรบั นักเรยี นชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 3 เพือ่ ให้ครผู สู้ อนใชใ้ นการจัดกจิ กรรมเพ่ือพัฒนาทักษะกระบวนการอา่ นและการเขยี นสะกดคำ
ภาษาอังกฤษ
6.2 นำข้อคน้ พบที่ได้จากการวจิ ยั ครั้งนไ้ี ปประยุกตใ์ ชเ้ ป็นแนวทางในการสอนอา่ นออกเสียงและการ
เขยี นสะกดคำภาษาองั กฤษ เพอื่ เพมิ่ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิชาภาษาองั กฤษของนักเรยี นใหส้ ูงขน้ึ
7. กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั
การวจิ ัยครง้ั นผี้ วู้ จิ ัยไดด้ ำเนินการศึกษาการพฒั นาทักษะการอา่ นและการเขียนสะกดคำภาษาอังกฤษ
ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 3 โดยใชแ้ บบฝึกเสริมทกั ษะ ตามแผนภูมแิ สดงกรอบแนวคิดในการวจิ ัย
ดังนี้
ตวั แปรอสิ ระ ตวั แปรตาม
1.Fun with animal vocabularies . แผนภมู แิ สดงกรอบแนวคิดในการวจิ ยั
2.Fun with occupations vocabularies
.3.Fun with vegetables vocabularies ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นด้านการอา่ นและ
.4.Fun with food and drink vocabularies การเขียนสะกดคำศัพทภ์ าษาอังกฤษ
5.Fun with fruits vocabularies ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3
6.Fun with color vocabularies โรงเรยี นบา้ นท่าบ่อ
7. Fun with emotion vocabularies
8 Fun with subject vocabularies
9. Fun with sport vocabularies
9
8. ระยะเวลาทดี่ ำเนนิ การภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ต้ังแตว่ ันท่ี 8 กรกฎาคม 2565 – 15 สงิ หาคม
2565
วนั /เดอื น/ปี กิจกรรม หมายเหตุ
6-10 มิถุนายน 2565 -ศึกษาสภาพปัญหาและวเิ คราะหแ์ นวทางแกป้ ัญหา
15-24 มิถนุ ายน 2565
-เขยี นเคา้ โครงวิจัยนน้ั เรยี น
-ศกึ ษาหลกั สูตรภาษาองั กฤษ
-ออกแบบเครื่องมือท่ีใช้ในการวิจยั
8 กรกฎาคม –15 สงิ หาคม 2565 -ทดสอบการอ่านและเขยี นสะกดคำกอ่ นเรียน
ตามลำดบั
-ทำแบบฝึกทักษะการอา่ นในแต่ละชุดตามลำดบั
1.Fun with animal vocabularies .
2.Fun with occupations vocabularies .
3.Fun with vegetables vocabularies .
4.Fun with food and drink vocabularies .
5.Fun with fruits vocabularies
6.Fun with color vocabularies
11-15 สงิ หาคม 2565 -เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
22-25 สงิ หาคม 2565 -สรุปและอภปิ รายผล
10
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
ในการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำ
ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการ
เขยี น ผู้วิจยั ไดค้ ้นควา้ เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง โดยลำดบั เน้อื หาทีเ่ ปน็ สาระสำคัญดงั ต่อไปนี้
1. เอกสารเกี่ยวกบั การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
1.1 หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐานพุทธศักราช 2551
สาระการเรยี นร้ภู าษาต่างประเทศ
1.2 จติ วิทยาการสอนอ่านภาษาอังกฤษ
2. เอกสารที่เก่ยี วข้องกบั การอ่านและการเขียน
2.1 ความหมายของการอ่าน
2.2 จดุ ม่งุ หมายในการอา่ น
2.3 ประเภทของการอา่ น
2.4 การสอนอา่ นออกเสยี ง
2.5 การวัดและประเมนิ ผลดา้ นการอ่าน
3. เอกสารเกี่ยวกับการสอนภาษาองั กฤษโดยใช้แบบฝึกทักษะ
4. แนวคดิ และทฤษฎีที่เกีย่ วกบั การสอนทกั ษะการอ่านวิชาภาษาองั กฤษโดยใชแ้ บบฝึก
ทกั ษะ
5. งานวิจัยทีเ่ กีย่ วข้อง
5.1งานวิจัยในประเทศ
5.2งานวจิ ัยตา่ งประเทศ
1. เอกสารเกยี่ วกบั การเรยี นการสอนภาษาองั กฤษ
1.1 หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 สาระการเรยี นรู้
ภาษาตา่ งประเทศ
วสิ ยั ทศั น์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มี
ความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจต
คติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบน
พนื้ ฐานความเช่อื ว่า ทุกคนสามารถเรยี นรู้และพฒั นาตนเองได้เตม็ ตามศักยภาพ
11
หลกั การ
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน มหี ลกั การทสี่ ำคัญ ดงั น้ี
1. เปน็ หลักสตู รการศกึ ษาเพ่ือความเปน็ เอกภาพของชาติ มจี ุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้
เป็นเปา้ หมายสำหรบั พฒั นาเดก็ และเยาวชนใหม้ ีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพน้ื ฐาน ของความเปน็
ไทยควบคู่กบั ความเปน็ สากล
2. เป็นหลักสตู รการศึกษาเพื่อปวงชน ท่ีประชาชนทุกคนมโี อกาสได้รับการศึกษาอยา่ งเสมอภาค และมี
คณุ ภาพ
3.เป็นหลกั สูตรการศึกษาทีส่ นองการกระจายอำนาจใหส้ งั คมมสี ว่ นรว่ มในการจัดการศึกษา
ใหส้ อดคล้องกับสภาพและความตอ้ งการของท้องถ่นิ
4. เป็นหลกั สตู รการศึกษาท่ีมโี ครงสรา้ งยดื หยุ่นท้ังด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการจัดการเรียนรู้
5. เปน็ หลกั สตู รการศกึ ษาที่เนน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคญั
6. เปน็ หลกั สูตรการศึกษาสำหรับการศกึ ษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศยั ครอบคลุมทุก
กลมุ่ เป้าหมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
จดุ หมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข
มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบ
การศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน ดังน้ี
1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่พี ึงประสงค์ เห็นคณุ คา่ ของตนเอง มวี ินัยและปฏิบตั ติ นตาม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาทต่ี นนับถอื ยึดหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2. มีความรู้ ความสามารถในการสือ่ สาร การคดิ การแก้ปัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี และมที กั ษะชวี ิต
3. มสี ขุ ภาพกายและสขุ ภาพจิตทด่ี ี มีสขุ นิสัย และรักการออกกำลงั กาย
4. มคี วามรักชาติ มีจติ สำนกึ ในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยดึ มั่นในวถิ ีชีวิตและการปกครอง
ตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมขุ
5. มีจติ สำนกึ ในการอนุรกั ษว์ ัฒนธรรมและภูมปิ ัญญาไทย การอนรุ กั ษ์และพัฒนาส่ิงแวดลอ้ ม มีจิต
สาธารณะท่ีม่งุ ทำประโยชนแ์ ละสร้างส่ิงท่ีดงี ามในสังคม และอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมอย่างมคี วามสขุ
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
ในการพัฒนาผเู้ รียนตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน มุ่งเนน้ พัฒนาผู้เรียนให้มีคณุ ภาพ
ตามมาตรฐานท่ีกำหนด ซึง่ จะช่วยให้ผ้เู รียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ดังนี้
12
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน มุง่ ใหผ้ ูเ้ รียนเกดิ สมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังน้ี
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน มงุ่ พัฒนาผ้เู รยี นใหม้ คี ุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ เพ่ือให้
สามารถอยู่รว่ มกบั ผู้อ่นื ในสังคมได้อยา่ งมีความสขุ ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
2. ซอ่ื สัตยส์ จุ รติ
3. มีวนิ ัย
4. ใฝ่เรียนรู้
5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
6. มุง่ มั่นในการทำงาน
๗. รักความเปน็ ไทย
๘. มีจติ สาธารณะ
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอนั พึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตามบริบทและ
จุดเน้นของตนเอง
13
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
โครงสรา้ งรายวชิ า
ชอ่ื รายวชิ า อ ๑๓๑๐๑ ภาษาองั กฤษ
ระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๓ เวลารวม 200 ชว่ั โมง
หนว่ ชอื่ มาตรฐานการเรยี นร/ู้ สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด เวลา(ชว่ั โมง) นำ้ หนกั
ยที่ หนว่ ย ตวั ชว้ี ดั คะแนน
๑ My ต 1.1 ป.3/2, 3, 4 สง่ิ แวดลอ้ มใหม่ของเด็ก คือ โรงเรียนและเพ่ือนๆ 30 ๑๐
School ต 1.2 ป.3/1, 2, 4 การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษช่ือหอ้ งเรียนตา่ ง ๆ
ต 1.3 ป.3/1, 3 ในโรงเรยี น เครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นและป้าย
ต 2.1 ป.3/1 เตอื นเปน็ สง่ิ จำเปน็ ในการเรียนรู้ นำไปใชส้ อื่ สาร
ต 2.2 ป.3/1 และบรู ณาการกับกลมุ่ สาระการเรยี นรูอ้ น่ื ได้
ต 3.1 ป.3/1
ต 4.1 ป.3/1
ต 4.2 ป.3/1
๒ Having ต 1.1 ป.3/2, 3 คำศัพท์ต่าง ๆ ท่ีเรียนในโรงเรียนเปน็ เร่อื งท่ีใกลต้ ัว 35 ๑๐
fun ต 1.2 ป.3/2, 4, 5 นักเรยี นเช่นกนั การเรยี นร้คู ำศัพทภ์ าษาองั กฤษใน
with ต 1.3 ป.3/1 หมวดตา่ ง ๆ และการบอกความรูส้ ึกชอบ/ไม่ชอบ
Vocab ต 2.1 ป.3/3 ตอ่ คำศพั ท์ในหมวดต่าง ๆ ได้ เป็นพน้ื ฐานในการ
ulary ต 2.2 ป.3/1 เรยี นรแู้ ละการแสวงหาความรูเ้ พ่ิมเติม เป็น
ต 3.1 ป.3/1 ประโยชน์ต่อการใช้ภาษาองั กฤษในชีวิตประจำวนั
ต 4.1 ป.3/1
ต 4.2 ป.3/1
๓ Our ต 1.1 ป.3/2, 3, 4 ชวี ิตความเปน็ อย่แู ละการรับประทานอาหารของ 30 ๑๐
Food ต 1.2 ป.3/3, 4, 5 ชาตติ ่างๆ มีความแตกต่างกนั การไดเ้ รยี นรู้
ต 1.3 ป.3/1, 2 ภาษาอังกฤษเรื่องอาหาร เป็นพ้นื ฐานของการ
ต 2.1 ป.3/3 เรียนรู้วฒั นธรรมของชาตติ า่ งๆ เดก็ ๆ มองเหน็
ต 2.2 ป.3/1 ประโยชนข์ องการเรียนภาษาอังกฤษทส่ี ามารถ
ต 3.1 ป.3/1 นำไปใช้ได้ในชวี ิตประจำวนั
ต 4.1 ป.3/1
ต 4.2 ป.3/1
๔ Daily ต 1.1 ป.3/2, 3 กิจวตั รประจำวันเป็นส่วนหนึง่ ของการดำเนินชีวติ 25 ๑๐
Routin ต 1.2 ป.3/4 การเรียนภาษาอังกฤษเรื่องกิจวตั รประจำวันเป็น
e ต 1.3 ป.3/1 การเสรมิ สร้าง การตรงต่อเวลาและความ
ต 2.1 ป.3/3 รบั ผดิ ชอบงานบ้าน เกดิ ประโยชนต์ อ่ การดำเนนิ
ต 2.2 ป.3/1 ชีวิตเปน็ อยา่ งมาก
ต 3.1 ป.3/1
ต 4.1 ป.3/1
หนว่ ย ชอ่ื หนว่ ย มาตรฐานการเรยี นร/ู้ สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด 14 นำ้ หนกั
ท่ี ตวั ชว้ี ดั คะแนน
เวลา
(ชว่ั โมง)
๕ Good ต 1.1 ป.3/2, 3, 4 สุขภาพดีเกดิ ขึน้ ไดจ้ ากการกระทำหลายๆ อยา่ ง 30 ๑๐
Health ต 1.2 ป.3/2, 4 ที่สมั พันธ์กัน ทั้งการรับประทานอาหาร การออก
ต 1.3 ป.3/1 กำลังกาย การรักษาความสะอาด และการมสี ุข
ต 2.1 ป.3/3 นิสัยท่ดี ี การมีความรู้ในเรอื่ งนีจ้ ะทำให้นักเรียน
ต 2.2 ป.3/1 นำไปบูรณาการกบั กลุม่ สาระการเรียนรู้อน่ื ได้
ต 3.1 ป.3/1
ต 4.1 ป.3/1
ต 4.2 ป.3/1
๖ Our ต 1.1 ป.3/1, 2, 3, การพักผ่อนเป็นสง่ิ สำคญั ตอ่ สุขภาพและการ 25 ๑๐
Weekend 4 ดำเนนิ ชีวติ ประจำวนั อกี ทั้งสัมพันธ์กับ
ต 1.2 ป.3/2, 4 วัฒนธรรมความเปน็ อยขู่ องคนชาตติ ่างๆ การ
ต 1.3 ป.3/1, 2 เรียนภาษาอังกฤษเก่ยี วกับการพกั ผ่อนใน
ต 2.1 ป.3/2, 3 วนั หยุดสดุ สปั ดาห์ เป็นประโยชนท์ ั้งความรู้เร่ือง
ต 2.2 ป.3/1 วฒั นธรรมและการแสวงหาความรูเ้ พ่ิมเติมและ
ต 3.1 ป.3/1 ความบนั เทิง
ต 4.1 ป.3/1
ต 4.2 ป.3/1
๗ At the ต 1.1 ป.3/1, 2, 3, สถานทีใ่ นชมุ ชนทน่ี า่ สนใจและเหมาะกับการ 25 ๑๐
Zoo 4 เรียนรู้ คอื สวนสัตว์ เด็ก ๆ สามารถศึกษาหา
ต 1.3 ป.3/1 ความรเู้ กยี่ วกับสัตว์ประเภทต่าง ๆ ชีวิตความ
ต 2.1 ป.3/3 เปน็ อยู่ และอาหารของมนั เนอ้ื หาภาษาองั กฤษ
ต 2.2 ป.3/1 เร่อื งสัตว์เปน็ ประโยชนท์ ั้งดา้ นความร้ทู ่ัวไปและ
ต 3.1 ป.3/1 เป็นพ้ืนฐานในการแสวงหาความรู้เพ่มิ เติม
ต 4.1 ป.3/1
ต 4.2 ป.3/1
รวม 200 ๑๐๐
15
จากการศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สาระภาษาต่างประเทศช่วงชั้นที่ 1
(ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3) สรปุ ไดว้ า่ การจัดการเรียนการสอนนนั้ ต้องจัดให้สอดคล้องกับธรรมชาติของวิชา
โดยเน้นการฝึกภาษาเพ่อื การสอ่ื สาร ใชภ้ าษาง่ายๆ ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ม่งุ ใหผ้ เู้ รยี นสามารถเขา้ ใจเรือ่ งราว
และวัฒนธรรมอันหลากหลายของประชาคมโลก สามารถเชือ่ มโยงความรูก้ ับกลุ่มสาระการเรียนรู้อ่ืนได้ และ
ตอ้ งรู้วธิ ีการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง ซึ่งนำไปสกู่ ารเรยี นรตู้ ลอดชีวติ
1.2จติ วทิ ยาการสอนภาษาองั กฤษ
เสงี่ยม ไตรตั น์ (2543) ได้แบง่ จติ วิทยาการเรียนรู้ภาษาองั กฤษ ออกเป็นดงั น้ี
1. การเรยี นรู้ภาษาเป็นขบวนการท่ีวับซอ้ น ต้องอาศยั ความคุ้นเคยกับทักษะต่างๆ
การทท่ี ักษะจะดหี รือไมด่ ีขน้ึ อยกู่ บั องค์ประกอบยอ่ ยของแต่ละทกั ษะ เมื่อนกั เรยี นมคี วามสามารถ แตล่ ะ
ทักษะตา่ งๆ เปน็ อย่างดี กห็ มายถึงความสามารถใชภ้ าษาเพื่อการสอ่ื สารไดด้ ีดว้ ย
2. แรงจูงใจเป็นส่ิงสำคัญในการเสรมิ แรง และเป็นการสรา้ งความเขา้ ใจใน
การเรยี นภาษาการให้คำชมเชย รางวลั การจดั สภาพห้องเรยี นทส่ี ่งเสริมบรรยากาศทางการเรยี นจะช่วยให้
นักเรียนพฒั นาการใช้ภาษาอยา่ งดี
3. การจัดกจิ กรรมในห้องเรียน มุง่ ให้นักเรียนเกดิ ความรู้สึกถงึ ความสำเรจ็
ความมั่นใจและความปลอดภยั ในการเรยี น
4. การฝึกภาษาควรจะฝกึ ใช้ใหเ้ หมือนสภาพความจริงในชวี ติ ประจำวัน เพ่ือ
นักเรยี นจะได้เล็งเห็นประโยชนข์ องการเรียน
5. การทบทวนสง่ิ ทีเ่ รียนมาแล้วอยา่ งสมำ่ เสมอจะช่วยให้นักเรยี นจดจำได้นาน
6. การบทวน การฝกึ หัด ควรคำนงึ ถึงเวลา และช่วงความสนใจของการเรียนดว้ ย
7. การเริม่ ตน้ เน้ือหาใหม่ ควรจะสัมพนั ธ์และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและ
ประสบการณ์ของนกั เรยี น เพ่ือใหน้ กั เรียนเช่อื มโยงความรใู้ หมก่ ับความรเู้ กา่ ได้ดี
ทิพวัลย์ มาแสง (2532) ได้เสนอแนะวธิ ีสอนตามหลักจิตวทิ ยา ไวด้ งั นี้
1. การเรียนรทู้ จ่ี ะเกดิ ขึ้นได้เมอ่ื สิ่งทเ่ี รียนสัมพนั ธ์กับแรงจูงใจ ความต้องการและ
ประสบการณ์
2. การสอนเนื้อหาใหม่น้นั ควรสอนตงั้ แตง่ ่ายไปหายากตามลำดบั
3. การฝกึ และการทำซ้ำๆ จะทำให้ผเู้ รียนเกดิ การจำ ความแม่นยำ และคลอ่ งแคลว่
ในการใช้ภาษา
4. ในขณะทำการสอน ควรแสดงการยอมรบั ข้อถูกตอ้ งและขอ้ ผดิ พลาดของผ้เู รียน
โดยครจู ะตอ้ งบอกใหท้ ราบทันที อาจจะด้วยอาการ ทา่ ทางหรอื คำพูดวา่ คำถามนน้ั ถูกต้องหรอื ไม่
5. การเรยี นร้จู ะเกดิ ขน้ึ ได้เร็วขนึ้ ถ้าส่งิ ทเ่ี รียนมคี วามหมายในดา้ นวัฒนธรรมหรือ
16
สภาพสงั คม การสร้างบทเรยี นทมี่ แี บบฝึกทม่ี ปี ระโยชน์ มีความหาย และนกั เรียนสามารถนำไปใชน้ กั เรยี น
จะเรยี นไดเ้ ร็วและจำได้เร็วขึ้น
6. ควรให้ผู้เรียนไดเ้ รยี นรถู้ งึ ระดับของทักษะทางภาษาวา่ สิ่งใด เกดิ ขน้ึ ก่อนและ
หลงั (ฟัง พูด อา่ น เขยี น)
7. ความสามารถในการเรยี นภาษา จะแสดงให้ทราบวา่ นักเรียนควรทจ่ี ะเรยี นภาษาใน
ช้ันสูงต่อไปหรอื ไม่
8. ควรสอนจากสิ่งทีไ่ มซ่ ับซ้อน จากสิง่ ที่รู้ไปหาส่ิงที่ไมร่ ู้
9. ครทู ราบถงึ ความสามารถ และความแตกต่างของบุคคล แต่ละบคุ คลมีวธิ ี การ
เรียนทไี่ มเ่ หมือนกันและไม่เท่ากัน
10. การใช้อปุ กรณ์ชว่ ยในการสอน จะทำให้บทเรยี นมีความหมาย และนักเรียนจำ
บทเรยี นได้งา่ ยยิ่งขึน้
กล่าวโดยสรปุ จติ วทิ ยาการสอนภาษาอังกฤษ คือ ขบวนการทีซ่ บั ซ้อนท่ผี ้สู อนตอ้ งอาศัย
ความคุ้นเคยกบั ทักษะตา่ ง ๆ เช่น แรงจูงใจ การสเรมิ แรง การให้คำชมเชย รางวลั การจดั สภาพห้องเรยี น
สรา้ งบรรยากาศ ความมน่ั ใจ ความปลอดภัย นกั เรียนมกี ารทบทวน การฝกึ หดั นักเรียนมีการเชอื่ มโยง
ความรู้ใหมก่ ับความรเู้ กา่ เรียนจากสิง่ ทงี่ ่ายไปหายาก เรยี นจากสิง่ ทไ่ี ม่ซบั ซ้อนไปหาส่ิงท่ีซับซอ้ น จากสิง่ ท่รี ู้
ไปหาส่ิงที่ไมร่ ู้ การฝึกและการทำซำ้ ๆ ทำให้ผ้เู รียนเกิดการจำ ความแมน่ ยำ และคล่องแคลว่ ในการใช้ภาษา
การสอนควรแสดงการยอมรบั ขอ้ ถูกตอ้ งและข้อผดิ พลาดของนักเรียนทันที อาจจะด้วยอาการ ทา่ ทาง หรอื
คำพูดวา่ คำถามนัน้ ถูกต้องหรือไม่ ครสู ร้างบทเรียนทมี่ ีแบบฝกึ ท่ีมีประโยชน์ มีความหมาย และนกั เรยี น
สามารถนำไปใช้ เรยี นไดเ้ ร็วและจำไดเ้ รว็ ขน้ึ ผเู้ รียนไดเ้ รียนรู้ถงึ ระดับของทักษะทางภาษาว่าสง่ิ ใด เกดิ ข้นึ
กอ่ นและหลงั เขา้ ใจความสามารถ และความแตกต่างของบคุ คล ครมู ีการใช้อุปกรณช์ ่วยสอน และอธบิ าย
ให้นักเรียนเกดิ การเรยี นรู้ดยี ง่ิ ขึน้ รู้จักการสรา้ งสถานการณ์ในการสอน และทำให้บทเรียนมีความหมาย และ
นักเรียนจำบทเรยี นไดง้ ่ายยงิ่ ข้ึน
2. เอกสารเกย่ี วกบั การอา่ นและการเขยี น
2.1 ความหมายของการอา่ น
การอา่ นเป็นทักษะทม่ี คี วามสำคญั ในชวี ติ ประจำวัน เพราะการอ่านจะทำใหไ้ ด้รับความรู้
ความเพลดิ เพลนิ ก่อใหเ้ กิดความเข้าใจแนวคดิ อารมณ์ และจินตนาการได้ นอกจากนน้ั การอา่ นยงั มี
บทบาทสงู สุดในการเล่าเรียนด้วยเหตุนี้ นักการศึกษา นักจติ วทิ ยา นกั ภาษาศาสตร์ หลายทา่ นใหค้ วามเห็น
เก่ยี วกบั ความหมายของการอ่านไวด้ งั น้ี
บนั ลอื พฤกษะวนั (2545) ไดใ้ หค้ วามหมายของการอ่านไวด้ งั น้ี
1. การอ่าน คือ การผสมเสียงของตัวอักษรหรือสะกดตัวผสมคำ ซึ่งระยะหน่งึ
17
เรียกว่า “อ่านออก” เพ่ือมงุ่ ให้อา่ นหนังสอื ได้ถกู ต้อง แตกฉาน ขยายประสบการณ์ในการอา่ นคำโดยตรง
2. การอา่ น เป็นการใชค้ วามสามารถในการผสมผสานของตัวอกั ษรออกเสียงเป็น
คำ เป็นประโยค ทำให้เกิดความเขา้ ใจความหมายของสิ่งทอ่ี า่ น ซง่ึ ผู้ฟังฟังแล้วรเู้ ร่อื ง เรียกวา่
“อา่ นได้”
3. การอา่ น เปน็ การใช้เทคนิคการจำรูปคำ (word’s figuration) เข้าใจรูปประโยค
แลว้ สรปุ เรื่องราว เขา้ ใจเร่อื งราวที่ผเู้ ขยี นสอื่ ความคดิ มายังผอู้ า่ น คอื อ่านแลว้ สามารถประเมนิ ผลของส่งิ ท่ี
อ่านได้ เรียกว่า “อา่ นเปน็ ”
4. การอ่าน เปน็ การพฒั นาความคดิ โดยผอู้ ่านใช้ความสามารถหลายๆ ดา้ น
นบั ตั้งแตก่ ารสงั เกต การจำรูปคำ การใชป้ ระสบการณ์เดิมมาแปลความ ตีความ หรอื ถอดความใหเ้ กิดความ
เข้าใจเรอ่ื งราวทอ่ี ่านได้ดี ตลอดจนนำส่ิงท่ีอา่ นมาใช้เปน็ ประโยชน์ เปน็ แนวคิด แนวปฏบิ ัติไดด้ ี
สุปราณี ดาราฉาย และคณะ (2535), หนว่ ยศกึ ษานิเทศก์ กรมการฝึกหัดครู
(อา้ งถงึ ในนภดล จันทรเ์ พญ็ . 2534, หน้า 73), โกชยั สาริกบุตร (2519, หน้า 17) ไดใ้ ห้
ความหมายของการอ่านไวเ้ หมือนกนั ว่า การอ่านเปน็ การแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเปน็ ความคิด
และนำความคิดไปใช้ใหเ้ ปน็ ประโยชน์ ดังนัน้ หัวใจของการอ่านอยู่ท่คี วามเขา้ ใจความหมายของคำ
ประเทิน มหาขันธ์ (2534) และ สขุ ุม เฉลยศัพท์ (2531, หนา้ 27) ไดใ้ ห้
ความหมายของการอ่านไวอ้ ย่างสอดคล้องกนั ว่า การอา่ นเปน็ กระบวนการในการค้นหาเพือ่ แปลความหมาย
ของตัวอักษรหรือสัญลักษณ์อ่ืนๆ ที่ใช้แทนความคิดเพ่ือเพิ่มพนู ประสบการณ์ของผู้อ่าน นอกจากน้ีแล้วการ
อ่านยังเป็นการรวบรวม การตีความหมาย และการประเมินความคิดเหลา่ นัน้
เพอ่ื ทำให้เกิดความเขา้ ใจแกผ่ ู้อ่าน การอ่านถือเปน็ องค์ประกอบท่ีสำคัญทส่ี ุดในด้านศลิ ปะเกีย่ วกบั
ภาษาศาสตร์
จากท่ีกล่าวมาทั้งหมดพอสรปุ ได้ว่า การอา่ น คือ กระบวนการในการแปลความหมายจาก
ภาพ จากสัญลักษณ์ตา่ งๆ จากตวั อักษร หรอื เร่ืองราวออกมาเปน็ ความคดิ โดยอาศยั การรวบรวมและ
ตีความหมายจากการอา่ น เพ่ือให้ได้มาซ่งึ ความเข้าใจเป็นสำคัญ และการอ่านจะประสบความสำเร็จหรือไม่
ขนึ้ อยกู่ ับความร้คู วามสามารถและประสบการณ์ของผู้อ่านเปน็ สำคัญ
2.2 จดุ มงุ่ หมายในการอา่ น
นกั ภาษาศาสตร์ และผู้เช่ยี วชาญทางดา้ นภาษาไดแ้ บ่งจดุ มุง่ หมายของการอา่ นออกเปน็
ขอ้ ๆ ไว้ดงั น้ี
พนั ธุ์ทพิ า หลายเลิศบุญ (2535) สมพร มันตะสูตร (2534) และชุลี อินม่นั (2533)
มคี วามคดิ เหน็ ท่สี อดคลอ้ งกนั ว่า จุดมงุ่ หมายของการอา่ นคอื
1. อ่านเพื่อรอบรู้
การอา่ นเพ่ือรอบรูม้ ีวัตถปุ ระสงคย์ ่อยๆ 6 ประเด็น คือเพื่อหาคำตอบในส่ิงท่ี
ตอ้ งการ ได้แก่ การอ่านคำแนะนำ การอ่านเพ่ือตอบปัญหาท่ีข้องใจอยู่การอ่านเพ่ือค้นหาความรู้ต่างๆ ทงั้
โดยยอ่ และอยา่ งละเอยี ดการอ่านเพ่ือรบั รขู้ า่ วสาร ข้อเท็จจริงการอ่านเพ่ือศึกษาค้นคว้าเปน็ พิเศษ เพื่อ
นำไปใช้ประโยชนเ์ ร่อื งใดเรือ่ งหน่ึงหรือเพื่อเขียนตำราวชิ าการ อ่านเพื่อรวบรวมขอ้ มลู นำมาทำรายงาน ทำ
การวจิ ัย เผยแพรใ่ นหมนู่ ักวิชาการ ผ้สู นใจทัว่ ไปอนั เปน็ ประโยชน์แก่ส่วนรวมเปน็ การอา่ นเพ่ือต้องการรู้ในส่ิง
ท่ผี ู้อ่านเปน็ ปญั หาหรือต้องการให้ความรู้ของตนเองงอกเงยหรือตอ้ งการเพ่ือประกอบอาชพี การอา่ นจึงเน้นถงึ
ความรใู้ นวทิ ยาการแขนงต่างๆ
18
2. อ่านเพ่ือความคิด
การอา่ นเพ่ือให้เกิดความคิด เป็นการอา่ นที่แสดงทศั นะทไ่ี ดจ้ ากการอ่านวสั ดุ
สิ่งพมิ พ์ ซ่ึงได้แก่ บทความ บทวจิ ารณ์ บทวจิ ัยตา่ งๆ การอา่ นลักษณะนี้เป็นการอ่านเพื่อทำความเข้าใจ
แนวคิดสำคัญการจัดลำดบั ขัน้ แนวความคิดของผูเ้ ขยี นพร้อมทัง้ พิจารณาหาเหตุผลและแรงจูงใจในการเขียน
เรือ่ งน้ันข้ึนมา
3. อา่ นเพื่อความบันเทิง
เป็นการอา่ นหนังสือเพ่อื การพักผ่อน ผอ่ นคลายอารมณแ์ ละเป็นการอ่านทชี่ ่วย
ใหเ้ กิดความบนั เทิงควบคู่ไปกับความคิด ได้แก่ การอ่านหนังสอื ประเภทเรื่องสั้น นทิ าน นิยาย นวนยิ าย
บทละคร ทัง้ ระดบั ท่ีเปน็ วรรณกรรม หรอื วรรณคดี โดยมจี ดุ มงุ่ หมายในการอ่านเพือ่ ความเริงรมย์เป็นสำคัญ
4. อ่านเพื่อหาความคิดแปลกใหม่
เปน็ กระบวนการให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในตวั ผูอ้ า่ น เช่น การอ่านผลการ
ทดลอง การค้นควา้ วิจัย และการสเนอความคดิ ใหม่ในหนงั สือตา่ งๆ ซึ่งอาจหาได้ท้งั จากหนงั สอื สารคดีและ
บนั เทงิ คดี
5. การอา่ นเพ่ือปรับปรุงบุคลิกภาพ
เป็นท่ียอมรับกนั โดยทั่วไปวา่ การอา่ นเป็นการพฒั นาความรคู้ วามคิดและ
ทศั นคติได้ดยี งิ่ ข้ึน ผู้รักการอ่านจึงเปน็ คนทนั สมยั นา่ คบ สามารถที่จะเข้าร่วมสนทนากับทุกชนชั้น เพราะ
รบั รู้ขา่ วสารและพร้อมทจี่ ะแลกเปล่ยี นความรู้ขา่ วสารกบั ผู้อนื่ ได้ เน่ืองจากการอ่านมากยอ่ มทำใหร้ ู้มาก ทำ
ให้บคุ คลเป็นทยี่ อมรับของสงั คม เนอื้ หาข่าวสารบางประการในหนงั สอื จะทำใหผ้ ู้อ่านนำมาปรบั ปรงุ
บคุ ลกิ ภาพของตนไดเ้ ป็นอย่างดี การอ่านจึงช่วยพฒั นาบุคลิกภาพไดเ้ ป็นอยา่ งดี
6. อ่านเพ่ือสนองความต้องการอื่น ๆ
เป็นการอา่ นทใี่ ช้ในการช่วยชดเชยความต้องการของคนเราที่ยังขาดอยู่ เชน่
ความตอ้ งการความมั่นคงในชวี ิต ต้องการเปน็ ทย่ี อมรับของกลมุ่ การอา่ นจึงมสี ว่ นชว่ ยชดเชยความต้องการ
โดยผู้อ่านใชห้ นังสือในการแก้ปญั หาของตนเองเพื่อขยายขอบเขตของความสนใจในส่งิ ใหม่ หรอื เพื่อสรา้ งภาพ
อารมณ์ที่ต้องการ เช่น เม่อื เกิดความรสู้ กึ เหนื่อย กลุ้มใจ ผอู้ า่ นมกั จะไปพึ่งหนงั สือเบาๆ เรอ่ื งท่ีเคยรู้จัก
หรอื เคยอ่านสนกุ สนานมาอา่ น แต่บางคร้งั ก็อยากจะอ่านเร่อื งใหม่ๆ แนวทางใหมๆ่ เพ่ือปรับตวั ใหเ้ ขา้ กบั วถิ ี
การดำรงชีวิต
Harris and Sipay (1979) แบง่ จุดมุง่ หมายของการอา่ นออกเป็น 3 ประการ คือ
1. เพอ่ื พฒั นาสมรรถภาพในการอ่าน
2. เพอื่ จบั ใจความสำคัญ
3. อ่านเพื่อความเพลิดเพลนิ
สรปุ ไดว้ า่ จดุ มงุ่ หมายของการอ่านมมี ากมาย เช่น อ่านเพอื่ ความรู้ เพื่อความบนั เทิง เพ่ือ
หาความคิดที่แปลกใหม่ หรอื เพอ่ื ปรับปรุงบุคลิกภาพ อ่านเพือ่ จบั ใจความ ซึ่งแต่ละอย่างก็มีจดุ มุ่งหมายใน
การอา่ นทีแ่ ตกตา่ งกัน ท้ังนีก้ ็ขึน้ อยู่กับความต้องการของผู้อ่านทต่ี ้องการคน้ หาส่งิ ที่เป็นเป้าหมายในการอ่านใน
คร้ังนัน้
19
2.3 ประเภทของการอา่ น
ทิพวัลย์ มาแสง (2532) และ ฉวีวรรณ บุญยะกาญจน (2523, อา้ งถึงใน ลมโชย
ดา่ นขนุ ทด, 2544) ได้แบ่งประเภทของการอ่านอย่างกว้างๆ ไว้ดว้ ยกนั 2 ประเภท คอื การอา่ นในใจ
(Silent Reading) และการอา่ นออกเสยี ง (Oral Reading)
2.3.1 การอ่านในใจ (Silent Reading)
การอ่านในใจ เปน็ การถ่ายทอดตัวอักษรออกมาเป็นความคดิ โดยตรง โดยผูอ้ า่ นมี
จดุ ม่งุ หมายจะจบั ใจความอย่างรวดเร็ว รู้เรอ่ื งเร็ว และถูกต้อง การอ่านในใจช่วยให้เข้าใจเนอ้ื ความไดเ้ ร็วกว่า
การอา่ นออกเสียง เพราะผ้อู ่านไมต่ ้องแบง่ สมองไว้สำหรับการแปลงความคิดออกมาเป็นเสยี ง เมือ่ เบอ่ื กห็ ยุด
พักได้ หลกั สำคญั ของการอ่านในใจ คือ ความแม่นยำในการจับตาดตู วั หนงั สือ การเคลื่อนสายตา จากคำ
ตน้ วรรคไปสูค่ ำท้ายวรรค และการแบ่งช่วยระหว่างวรรคหน่ึง ผา่ นไปสวู่ รรคหนึ่ง ความแมน่ ยำในการกวาด
สายตาเป็นส่ิงที่จะต้องฝึกให้เร็ว จึงจะสามารถเก็บคำได้ครบ ทุกคำ การเปลี่ยนบรรทัดต้องคล่องแคลว่
เมื่อจบย่อหนา้ หนึ่งควรหยดุ คิดเลก็ น้อย เพื่อสรปุ ความคดิ วา่ ย่อหน้าที่อ่านจบลงกลา่ วถึงอะไร เน้อื ความ
สำคญั อยทู่ ่ีใด
2.3.2 การอ่านออกเสียง (Oral Reading)
การอ่านออกเสียง เปน็ การอ่านทตี่ ้องการความถกู ต้องในเร่อื งของเสียง เสยี งสูงตำ่
จงั หวะ การหยดุ วรรคตอนใหถ้ ูกต้องชัดเจน เป็นกระบวนการต่อเนื่องระหวา่ งสายตา สมองและ การเปล่ง
เสยี งออกทางช่องปาก นั่นคือ สายตาจะต้องจับจ้องตวั อักษรและเครื่องหมายต่างๆ ท่ีเขียนไวแ้ ล้วสมอง
จะต้องประมวลใหเ้ ปน็ ถอ้ ยคำ จากน้นั จึงเปลง่ เสยี งออกมา การอา่ นออกเสยี งจะตอ้ งเกี่ยวข้องกบั ผู้ฟังด้วย
เพราะเปน็ วธิ สี ื่อความหมายใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจกนั ได้ ภารกจิ ของผอู้ า่ นคือ
อา่ นสารเดมิ ที่มผี ้เู ขียนไว้แล้ว ถา่ ยทอดไปส่ผู ฟู้ งั โดยที่จะต้องพยายามรกั ษาสารเดมิ เอาไวใ้ หไ้ ดอ้ ย่างสมบูรณ์
ที่สุด
ลกั ษณะของการอ่านออกเสียงทีด่ ี สรุปไดด้ ังนี้
1. ศึกษาเรื่องท่ีอา่ นให้เขา้ ใจเสียกอ่ น
2. อยา่ อ่านเร็วเกนิ ไป หรอื ช้าเกินไป
3. แบ่งประโยคเป็นข้อความสั้นๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสม
4. ต้องรู้จักเน้นเสียงพอเหมาะแก่เรื่อง
5. อ่านให้ดังพอทจ่ี ะไดย้ ินทวั่ ไป
6. อา่ นใหค้ ล่องชดั ถ้อยชดั คำ
7. รู้จักวธิ อี า่ นเร่อื งตามประเภทของเรื่อง ซึ่งเรยี กว่า อา่ นตีบท
8. ผอู้ า่ นไม่ยกหนงั สอื หรือเอกสารที่อา่ นบงั หนา้ ตนเอง
9. ผู้อา่ นควรวางสหี นา้ ให้เป็นปกติ มีอาการอนั เปน็ ธรรมชาติ
10.อา่ นให้ผอู้ ่ืนฟงั ไดท้ ัน ต้องไม่เอาตนเองเปน็ มาตรฐาน
วิธวี ัดคณุ ภาพของการอ่านออกเสียง ควรอ่านหนงั สอื บางตอนหน้าชน้ั เรียน หรือ
อา่ นสูก่ ันฟังเป็นกลุ่มยอ่ ย ชว่ ยกนั วจิ ารณแ์ ก้ไข ถา้ ติชมกนั ด้วยความจริงใจยอ่ มรู้ข้อบกพรอ่ งได้ หรอื ใช้เครือ่ ง
บันทกึ เสียง เพ่ือนำมาฟังทบทวนคน้ หาขอ้ บกพร่องกนั ไดอ้ ยา่ งละเอยี ดยง่ิ ข้ึน
20
2.4การสอนอา่ นออกเสยี ง (Teaching Pronunciation)
สมยศ เม่นแย้ม (2530) การสอนอา่ นออกเสียงเป็นเร่ืองสำคัญมากในการสอน
ภาษาอังกฤษ เนื่องจากเสียงในภาษาอังกฤษมาเหมือนกับเสยี งในภาษาไทย การออกเสียงไดถ้ ูกต้องจะทำให้
พดู ภาษาอังกฤษได้ดเี มื่อตดิ ต่อกบั เจ้าของภาษาจะทำให้เจ้าของภาษาองั กฤษเข้าใจ ซึ่งมีขั้นตอนการสอนอยา่ ง
นอ้ ย 4 ขั้นตอนดังนี้
1. ครูออกเสียงให้นักเรยี นฟังและเขยี นสญั ลักษณ์(Symbol) บนกระดานดำหรอื
บัตรคำ
2. การให้นกั เรียนแยกเสียงที่แตกตา่ ง (Different sound)
3. ครอู อกเสียงให้นักเรียน แล้วนักเรยี นออกเสียงตาม
4. นกั เรยี นออกเสยี งเอง คือ อาจช้ไี ปที่ตัวอักษร , สญั ลกั ษณ์ หากนักเรยี น
ออกเสียงผดิ ครแู ก้ไขให้ถกู ต้อง
2.5การวดั และประเมนิ ผลดา้ นการอา่ น
เพอื่ ให้การอ่านมีประสิทธภิ าพ ครูผสู้ อนจำเปน็ ต้องมีการวดั และประเมนิ ผลความรู้
ความสามารถวา่ มีความก้าวหนา้ เพียงใดอยู่ตลอดเวลา การวัดและประเมนิ ผลการอา่ นของเด็กจึงมปี ระโยชน์
มาก
นพคณุ บุญมาพลิ า (2540) กล่าวว่า การประเมินผลการอา่ นอยา่ งถูกต้องจำเป็นต้องอาศยั
เครื่องมอื ประเมนิ ผลการอา่ นตอ่ ไปน้ี
1. การใชข้ อ้ สอบ มีทั้งแบบอัตนัยและปรนัย
2. การใช้แบบบันทึกวัดพฤตกิ รรมจากการสังเกต การซักถามหรือสมั ภาษณ์
3. เอกสารเกย่ี วกบั การสอนภาษาองั กฤษโดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ
3.1 ความหมายและความสำคญั ของแบบฝกึ ทกั ษะ
แบบฝกึ หรือแบบฝึกหัดเป็นสื่อการเรยี นการสอนประเภทหนงึ่ ท่ีให้นกั เรียนไดฝ้ กึ
ปฏิบัติเพื่อใหเ้ กิดความรคู้ วามเข้าใจและทกั ษะเพมิ่ เตมิ ขนึ้ ส่วนใหญห่ นงั สือเรยี นจะมีแบบฝกึ หัด ทา้ ย
บทเรียน ในบางวชิ าแบบฝึกหัดจะมลี กั ษณะเปน็ แบบฝกึ ปฏิบัติ (สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาต,ิ
2537 : 147)
สนอง คำศรี (2537 : 147) กล่าวว่า แบบฝกึ หดั เปน็ สงิ่ ทชี่ ว่ ยใหน้ กั เรยี นประสบ
ผลสำเร็จในการเรยี นการสอน ดังนน้ั แบบฝึกหัดจะมลี กั ษณะท่กี ่อใหเ้ กิดความสนุกสนาน ความพอใจ
ในการเรยี นให้กับนักเรยี น
ขจีรัตน์ หงส์ประสงค์ (2534) กลา่ ววา่ แบบฝึกเป็นอปุ กรณ์การเรียนการสอน อย่าง
หนง่ึ ทค่ี รใู ช้ฝึกทักษะ หลงั จากท่ีนักเรยี นไดเ้ รียนเน้ือหาจากบทเรยี นแล้ว โดยสรา้ งขนึ้ เพอื่ เสริมทักษะให้แก่
นกั เรียน มลี กั ษณะเปน็ แบบฝกึ หดั ทม่ี ีกจิ กรรมให้นักเรียนกระทำ โดยมจี ุดม่งุ หมายเพ่อื พฒั นาความสามารถ
ของนักเรยี น
วรสดุ า บญุ ยไวโรจน์ (2536) กลา่ วา่ แบบฝึกหดั เปน็ ส่ือการสอนทจ่ี ดั ทำขึ้นเพื่อให้ผู้เรยี น
ได้ศึกษา ทำความเขา้ ใจ ฝึกฝนจนเกดิ แนวคดิ ที่ถกู ต้อง และเกิดทักษะในเร่ืองใดเรื่องหนึง่ นอกจากนน้ั
แบบฝกึ หัดยังเป็นเครอื่ งบ่งช้ใี หค้ รูทราบว่าผ้เู รียนหรือผใู้ ช้แบบฝกึ หัดมคี วามรู้ ความเขา้ ใจในบทเรยี นและ
สามารถนำความรู้นน้ั ไปใชไ้ ด้มากน้อยเพยี งใด ผ้เู รยี นมีจดุ เด่นทีค่ วรสง่ เสริมหรอื จดุ ด้อยที่ควรปรบั ปรงุ แก้ไข
21
ตรงไหน อย่างไร แบบฝึกหัดจึงเปน็ เครื่องมือสำคัญท่ีครูทุกคนใชใ้ นการตรวจสอบความรู้ ความเข้าใจ และ
พฒั นาทักษะของนกั เรยี นในวิชาต่าง ๆ
จากความเห็นของนักวิชาการดงั กลา่ ว เกีย่ วกบั ความหมายและความสำคัญของ แบบฝึก
หรอื แบบฝกึ หัดจงึ พอสรุปไดว้ ่า แบบฝกึ หรือแบบฝึกหดั คือ ส่อื การเรียนการสอนชนดิ หนง่ึ ทใ่ี ชฝ้ ึกทกั ษะ
ใหก้ ับผเู้ รียนหลงั จากเรยี นจบเนื้อหาในชว่ งหนงึ่ ๆ เพื่อฝึกฝนใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจ รวมท้ังเกิดความ
ชำนาญในเร่ืองน้ันๆ อยา่ งกว้างขวางมากขึ้น ดงั น้ันแบบฝึกจึงมคี วามสำคัญต่อผเู้ รยี นไม่นอ้ ยในการทจี่ ะชว่ ย
เสริมสร้างทักษะให้กบั ผ้เู รยี นไดเ้ กิดการเรียนรู้และเข้าใจได้เรว็ ข้ึน ชดั เจนขน้ึ กวา้ งขวางขน้ึ ทำให้การสอน
ของครแู ละการเรยี นของนกั เรยี นประสบผลสำเรจ็ อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
3.2 หลกั การสรา้ งแบบฝกึ ทกั ษะ
ส่งิ สำคญั ท่คี วรคำนึงถึงการสร้างแบบฝกึ คือขั้นตอนและหลักในการสรา้ งซึ่ง Seel &
Glasgow (1990) ได้เสนอแนะไว้ว่า ในการจัดสถานการณท์ างการเรียนการสอนนนั้ สามารถกำหนด
ขอบเขตเนอื้ หาจากหลักสูตร โดยกำหนดจากหนว่ ยการเรียนย่อย ๆ ไปสหู่ นว่ ยการเรยี นใหญ่ แตอ่ ย่างไรก็
ตามในการออกแบบการสอนหรอื การสร้างแบบฝกึ ควรคำนึงถึงองคป์ ระกอบดงั ต่อไปนี้
1. เนอื้ หาทคี่ ดั เลือกมาสรา้ งแบบฝกึ ตอ้ งองิ จดุ ประสงค์รายงวิชา
2. กลวธิ ที ใ่ี ช้ในการสอนต้ององิ ทฤษฎแี ละผลการวิจัยที่มผี ทู้ ำไว้แล้ว
3. การวัดต้องอิงพฤติกรรมการเรยี นรู้
4. รจู้ ักนำเทคโนโลยมี าใชป้ ระกอบเพอื่ ใหแ้ บบฝกึ มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
นอกจากน้ี Bock (1993) ไดเ้ สนอหลักในการสรา้ งแบบฝกึ ดังน้ี
1. ก่อนที่จะสรา้ งแบบฝึกจะต้องกำหนดโครงร่างคร่าว ๆ ก่อนว่าจะเขยี น
แบบฝึกเก่ียวกบั เรื่องอะไร มีจุดประสงค์อย่างไร
2. ศึกษาเอกสารที่เกีย่ วข้องกบั เรื่องทจ่ี ะใช้สรา้ งแบบฝึก
3. เขยี นจดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมและเน้ือหาให้สอดคล้องกนั
4. จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรมออกเป็นกิกรรมย่อย โดยคำนงึ ถึงความเหมาะสม
ของผูเ้ รียน และเรยี งกิจกรรมหรืองานทีน่ ักเรยี นต้องปฏิบัติจากง่ายไปหายาก
5. กำหนดอปุ กรณ์ทีจ่ ะใช้ในแตล่ ะตอนใหเ้ หมาะสมกับแบบฝึก
6. กำหนดเวลาที่จะใชใ้ นแบบฝึกแตล่ ะตอนใหเ้ หมาะสม
7. ควรประเมนิ ผลก่อนและหลงั
นภิ า เล็กบำรุง (2518 อา้ งถงึ ใน กุศยา แสงเดช, 2545) ไดก้ ลา่ วถึงหลกั ในการสร้าง
แบบฝกึ ดงั น้ี
1. แบบฝึกต้องแจม่ แจ้งและแน่น ครจู ะตอ้ งอธบิ ายวิธีทำใหช้ ัดเจน นกั เรียน
เขา้ ใจได้อยา่ งถกู ต้อง และกำหนดขอบเขตใหแ้ น่นอนไมก่ ว้างเกนิ ไป
2. ใชภ้ าษาท่เี ข้าใจง่าย เหมาะสมกับวัยและพน้ื ฐานความรู้ของนกั เรยี น
3. แบบฝกึ ควรเป็นเรอ่ื งที่นักเรียนเคยเรียนมาแลว้ เพราะความรูห้ รือ
ประสบการณเ์ ดมิ ยอ่ มเป็นรากฐานของประสบการณใ์ หม่ ชว่ ยใหก้ ารเรียนรู้เป็นไปไดง้ ่ายและสะดวกข้นึ
4. ช้ีแจงให้นักเรียนเขา้ ใจความสำคญั ของแบบฝึก เพ่ือให้นักเรยี นมองเหน็
คุณคา่ อนั เป็นเครอื่ งเร้าใจใหน้ ักเรียนทำสำเรจ็ ลลุ ่วงไปด้วยดี
5. ครูตอ้ งเร้าความสนใจของนักเรยี นใหม้ ีตอ่ แบบฝกึ น้ัน
22
6. ครูเปน็ ผตู้ ั้งปญั หาขึ้นและเปน็ ปญั หาท่ไี มย่ ากเกินความสนใจของนักเรียน
แตเ่ รา้ ความอยากรู้อยากเห็น และย่ัวยใุ หน้ กั เรียนอยากแก้ปญั หานนั้
7. การให้นักเรียนร้เู ค้าโครงก่อน จะเปน็ เครอ่ื งเร้าใจให้นักเรยี นทำตอ่ ไปจน
สำเร็จ
8. เนอ่ื งจากนักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน แบบฝกึ ที่กำหนดใหน้ กั เรยี น
เกง่ นกั เรยี นปานกลาง และนกั เรียนอ่อนนั้น ควรยากงา่ ยตา่ งกนั แต่ถา้ หากให้แบบฝึกอยา่ งเดียวกันก็ควร
พจิ ารณาดา้ นคุณภาพของแบบฝึกใหแ้ ตกตา่ งกนั หรอื ใหน้ ักเรียนทเ่ี รยี นอ่อนมเี วลาทำมากกว่า
จากท่ีกล่าวมาท้งั หมดหลักการสร้างแบบฝกึ นั้นต้องคำนงึ ถึง หลกั สูตร จุดประสงคก์ าร
เรยี นรู้ จึงคัดเลอื กเน้ือหาให้สอดคลอ้ งกับหลกั สตู รและจดุ ประสงค์ เพ่ือนำไปสรา้ งแบบฝึก ซง่ึ จะต้องมี
รปู แบบทห่ี ลากหลาย และสามารถสรา้ งความเขา้ ใจใหก้ บั ผู้เรยี นและท่ีสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือภาระงานและ
กจิ กรรมทเ่ี ลือกใช้ในแบบฝกึ ต้องสอดคลอ้ งกบั รูปแบบการสอน
3.3 รปู แบบของแบบฝึกทกั ษะ
สมเดช สแี สง, สุนันทา สนุ ทรประเสริฐ (2543 อ้างถึงใน กศุ ยา แสงเดช, 2545)
กลา่ วว่า รูปแบบของแบบฝึกควรมีความหลากหลายเพ่อื ป้องกนั ไมใ่ หผ้ ูเ้ รยี นเกดิ ความเบ่ือหนา่ ย ไม่อยากทำ
และได้เสนอรปู แบบของแบบฝึกไว้ดงั น้ี
1. แบบถกู ผดิ เป็นแบบฝกึ ทเ่ี ป็นประโยคบอกเลา่ ใหผ้ ้เู รียนอ่านแล้วเลอื กใส่
เครอ่ื งหมายถูกหรือผดิ ตามดลุ ยพินจิ ของผูเ้ รียน
2. แบบจบั คู่ เปน็ แบบฝกึ ท่ีประกอบดว้ ยคำถามหรือตวั ปญั หาซง่ึ เป็นตัวยนื ไวใ้ น
สดมภซ์ า้ ยมอื โดยมีทวี่ า่ งไวห้ น้าขอ้ เพ่ือให้ผูเ้ รยี นเลือกหาคำตอบที่กำหนดไวใ้ นสดมภข์ วามอื มาจบั คกู่ บั คำถาม
ใหส้ อคล้องกัน โดยใชห้ มายเลขคำตอบไปวางไวท้ ีว่ ่างหนา้ ข้อคำถาม หรือจะใช้โยงเส้น
3. แบบเตมิ คำหรือแบบเติมข้อความ เปน็ แบบฝกึ ท่ีมีข้อความไว้ให้ แต่จะเว้น
ชอ่ งว่างไวใ้ หผ้ ู้เรยี นเตมิ คำหรือข้อความท่ีขาดหายไป ซึ่งคำที่นำมาเติมอาจให้เติมอยา่ งอิสระหรือกำหนด
ตวั เลอื กใหเ้ ตมิ ก็ได้
4. แบบหลายตวั เลอื ก เปน็ แบบฝกึ เชิงแบบทดสอบ โดยมี 2 ส่วน คือสว่ นที่เป็น
คำถาม ซึง่ จะต้องเปน็ ประโยคคำถามทส่ี มบรู ณช์ ดั เจน สว่ นท่ี 2 เป็นตัวเลอื ก คอื คำตอบซ่งึ อาจมี
3-4 ตัวเลือกก็ได้ ตัวเลอื กท้ังหมดจะมีตวั เลอื กท่ีถูกต้องท่ีสดุ เพียงตัวเดยี วส่วนที่เหลอื เปน็ ตัวลวง
5. แบบอัตนยั คือความเรียงเป็นแบบฝกึ ที่มีตัวคำถาม ผเู้ รียนเขยี นบรรยายตอบ
อยา่ งเสรี ไม่จำกัดคำตอบ แตจ่ ำกดั ในเร่ืองเวลา อาจใชใ้ นรูปคำถามทว่ั ไปหรือเปน็ คำสั่งใหเ้ ขยี นเรอื่ งราว
ต่างๆ กำหนดเวลาท่ีจะใช้ในแบบฝกึ แต่ละตอนให้เหมาะสมก็ได้
3.4 ลกั ษณะของแบบฝึกทกั ษะที่ดี
กศุ ยา แสงเดช (2545) กลา่ วว่า แบบฝึกท่ดี คี วรมีลกั ษณะดังน้ี
1. เกย่ี วขอ้ งกับเร่ืองทเ่ี รยี นมาแล้ว
2. เหมาะสมกับวัยระดบั ชัน้ ของผเู้ รียน
3. มีคำช้แี จงสั้นๆ เพื่อใหเ้ ข้าใจง่าย
4. ใช้เวลาทเี่ หมาะสม
5. มสี ิ่งท่นี า่ สนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถ
6. ควรมีขอ้ เสนอแนะในการใช้
23
7. มีใหเ้ ลอื กตอบอยา่ งจำกัดและตอบอย่างเสรี
8. ถ้าเปน็ แบบฝกึ ท่ีตอ้ งการให้ผ้เู รียนศึกษาด้วยตนเองแบบฝกึ ควรมหี ลาย
รูปแบบ
9. ควรใช้ภาษางา่ ยๆ ฝึกให้คิดและสนกุ สนาน
นอกจากน้ี อารยี ์ วาศนอ์ ำนวย (2545) ได้กล่าววา่ แบบฝึกทด่ี คี วรมีลักษณะดงั นี้
คอื การสรา้ งต้องคำนึงถึงหลักจติ วทิ ยา ควรสร้างใหส้ อดคลอ้ งกับ ความต้องการของผู้เรียนและควรจัด
เนอื้ หาให้สอดคล้องกับ ความตอ้ งการของผ้เู รียนและควรจดั เนือ้ หาให้สอดคล้องกบั เน้ือหาบทเรียนท่ีเรยี น
มาแล้ว ท้งั น้ีต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับวัยและความสามารถของผูเ้ รยี น โดยใชเ้ วลาอยา่ งเหมาะสมกบั
แบบฝึกนัน้ ๆ ทัง้ นีห้ ากจะมีคำชีแ้ จงกค็ วรสัน้ ๆ และใชภ้ าษาท่งี ่ายต่อการทำความเขา้ ใจ แบบฝึกควรมี
ลกั ษณะทท่ี ้าทายความสามารถ ดงึ ดูดความสนใจท่ีจะทำ การสร้างแบบฝกึ ควรมีหลากหลายรปู แบบเพ่ือไม่ให้
ผู้เรียนเกดิ ความเบ่ือหนา่ ย ควรมรี าคาถกู หางา่ ย สามารถนำไปใช้ในชวี ิตประจำวนั ได้
วรสุดา บุญยไวโรจน์ (2536) กลา่ วแนะนำให้ผ้สู ร้างแบบฝกึ ได้ยึดลักษณะของ
แบบฝกึ ทดี่ ี ไว้ดงั นี้
1. แบบฝกึ ที่ดีควรมีความชดั เจนท้งั คำสั่งและวิธีทำ สงั่ หรอื ตวั อยา่ งแสดงวิธี
ทำที่ใช้ไมค่ วรยาวเกินไป เพราะจะทำให้เข้าใจยาก ควรปรับปรงุ ได้งา่ ย เหมาะสมกบั ผใู้ ช้ ทั้งน้ีเพื่อให้
นกั เรยี นสามารถศกึ ษาได้ด้วยตนเองได้ถา้ ต้องการ
2. แบบฝึกทดี่ ีควรมคี วามหมายต่อผเู้ รียนและตรงตามจดุ มุ่งหมายของการฝึก
ลงทุนนอ้ ย ใช้ไดน้ านและทันสมัยอยู่เสมอ
3. ภาษาและภาพที่ใช้ในแบบฝึกหดั ควรเหมาะสมกบั วยั และพื้นฐานความรู้
ของผเู้ รยี น
4. แบบฝกึ หดั ท่ีดีควรแยกฝึกเปน็ เรอ่ื งๆ แตล่ ะเร่ืองไม่ควรยาวเกนิ ไปแต่ควร
มีกิจกรรมหลายรูปแบบ เพื่อเร้าให้นกั เรียนเกิดความสนใจและไม่น่าเบื่อหน่ายในการทำ และเพื่อฝกึ ทักษะใด
ทกั ษะหนึ่งจนเกิดความชำนาญ
5. แบบฝึกทีด่ ีควรมที ง้ั แบบกำหนดคำตอบให้ แบบให้ตอบโดยเสรี
การเลอื กใชค้ ำ ข้อความ หรือรปู ภาพในแบบฝกึ หดั ควรเป็นสง่ิ ทน่ี ักเรยี นคุ้นเคย และตรงกับความในใจของ
นกั เรียน เพอ่ื ว่าแบบฝึกหดั ท่ีสร้างขน้ึ จะได้ก่อให้เกิดความเพลิดเพลนิ และพอใจแกผ่ ู้ใช้ ซงึ่ ตรงกบั หลกั การ
เรียนรู้ท่ีวา่ เด็กมกั จะเรยี นรู้ได้เรว็ ในการกระทำที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจ
6. แบบฝกึ หัดที่ดีควรเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง ใหร้ ้จู ักคน้ ควา้
รวบรวมส่ิงทีพ่ บเห็นบอ่ ยๆหรอื ทีต่ ัวเองเคยใช้ จะทำให้นกั เรยี นเข้าใจเรื่องนน้ั ๆมากยงิ่ ข้นึ และร้จู ักนำความรู้
ไปใชใ้ นชีวิตประจำวนั ได้อยา่ งถูกต้อง มหี ลักเกณฑ์และมองเห็นว่าส่ิงท่ีเขาได้ฝึกฝนน้นั มคี วามหมายตอ่ เขา
ตลอดไป
7. แบบฝกึ หัดที่ดี ควรตอบสนองความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล ผูเ้ รียนแตล่ ะ
คนมคี วามแตกต่างในหลายๆ ดา้ น เชน่ ความต้องการ ความสนใจ ความพรอ้ ม ระดับสติปัญญาและ
ประสบการณ์ ฯลฯ ฉะน้ันการทำแบบฝึกหัดแตล่ ะเร่ืองควรจัดทำให้มากพอและมีทุกระดบั ตงั้ แต่ง่าย ปาน
กลางจนถงึ ระดบั ค่อนข้างยาก เพือ่ ว่าท้ังเด็กเก่ง กลางและออ่ น จะไดเ้ ลอื กทำไดต้ ามความสามารถ ทง้ั นี้
เพ่อื ใหเ้ ดก็ ทุกคนประสบผลสำเรจ็ ในการทำแบบฝึกหดั
24
8. แบบฝึกหดั ที่ดี ควรสามารถเร้าความสนใจของนกั เรยี นได้ตงั้ แตห่ นา้ ปกไป
จนถงึ หนา้ สุดทา้ ย
9. แบบฝกึ หัดทดี่ ีควรไดร้ ับการปรบั ปรงุ ควบคไู่ ปกบั หนงั สือเรยี นอย่เู สมอและ
ควรใช้ไดด้ ที ั้งในและนอกห้องเรียน
10.แบบฝึกหัดท่ีดีควรเปน็ แบบฝึกหดั ท่สี ามารถประเมนิ และจำแนกความ
เจรญิ งอกงามของเด็กไดด้ ้วย
ขนั ธชยั มหาโพธิ์ (2535 : 20) กลา่ วว่า ลักษณะของแบบฝกึ ที่ดีควรประกอบด้วย
1. มเี น้อื หาทตี่ รงกับจุดประสงค์
2. กิจกรรมเหมาะสมกบั ระดบั หรือความสามารถของนักเรยี น
3. มภี าพประกอบ มีการวางฟอร์มทด่ี ี
4. มีที่ว่างเหมาะสมสำหรับฝึกเขียน
5. ใช้เวลาทีเ่ หมาะสม
6. ท้าทายความสามารถของผู้เรียนและสามารถนำไปฝกึ ดว้ ยตนเองได้
บรู๊ค (Brook. 1964 : 212-215) ไดเ้ สนอรปู แบบฝึกไวห้ ลายชนิดทเ่ี ปน็ ประโยชน์
ในการฝกึ ทักษะทางภาษา มีดงั ต่อไปนี้
1. การเลยี นคำ (Repetition) ฝกึ โดยใหน้ ักเรยี นเลียนแบบครู
2. การเปลีย่ นโครงสร้างของประโยค (Transformation)
3. การแทนท่ีของคำโดยเปลี่ยนคำนามเป็นสรรพนาม (Replacement)
4. แตง่ บทโต้ตอบ (Rejoinder) ให้นักเรยี นแต่งประโยคโต้ตอบประโยคท่ี
กำหนดให้
5. การเรียบเรยี งข้อความใหม่ (Restatement) หรือหาข้อความมาเติม
จากรปู แบบลกั ษณะของแบบฝกึ ที่กลา่ วมาข้างต้น จะเห็นว่ามหี ลากหลายลักษณะ ผู้สรา้ งแบบฝกึ
เองจะตอ้ งเลือกรูปแบบท่เี หมาะสมกบั จดุ ประสงค์ในการสร้างแบบฝกึ นัน้ ๆวา่ เราต้องการทจี่ ะฝึกทักษะใดกับ
นักเรยี น เนือ้ หาสาระสำคัญของหลกั สตู ร วยั ของผเู้ รียน ทัง้ นจ้ี ะยึดหลกั การพฒั นาการของผ้เู รียน เพื่อให้ได้
แบบฝึกทักษะทม่ี ีคุณภาพและมปี ระสิทธิภาพ
4. แนวคิดและทฤษฎีทเ่ี กี่ยวกบั การสอนทกั ษะการอา่ นวชิ าภาษาองั กฤษโดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะ
การสอนอ่านโดยใช้แบบฝกึ ทักษะ ผวู้ ิจยั ได้ยดึ ทฤษฎีการเรียนรูแ้ ละหลกั การเรียนรู้ ดงั นี้
1. ทฤษฎกี ารเรียนรขู้ อง Thorndike
Thorndike ไดเ้ ป็นผ้ใู หก้ ำเนิดทฤษฎกี ารเรยี นรทู้ ่เี น้นความสัมพันธเ์ ชื่อมโยงระหว่างส่ิงเร้า
(S) กบั การตอบสนอง (R) เขาเชื่อว่าการเรยี นรูจ้ ะเกดิ ข้นึ ไดต้องสร้างสิง่ เช่อื มโยงหรือพันธะระหว่างส่งิ เรา้ กับ
การตอบสนอง ซึ่งทฤษฎกี ารเรยี นรู้ของ Thorndike มอี ยู่ 3 ขอ้ คอื
1) กฎแห่งความพร้อม (Law of readiness) กลา่ วถึงความพร้อมของผู้เรยี นท้ังร่างกาย
จิตใจ ทางร่างกาย หมายถงึ ความพร้อมทางวฒุ ิภาวะและอวัยวะของรา่ งกาย เช่น หูและตา ทางจติ ใจ
หมายถงึ ความพร้อมท่ีเกิดจากความพงึ พอใจเป็นสำคญั คือถ้าเกดิ ความพอใจจะนำไปสู่การเรียนรู้ ถา้ ไม่เกดิ
ความพอใจจะทำให้การเรยี นร้หู ยุดชะงกั ไปได้
2) กฎแห่งการฝกึ หัด (Law of exercise) กล่าวถึงความมั่นคงของการเช่อื มโยงระหว่าง
ส่ิงเรา้ กับตอบสนองท่ีถูกต้อง โดยการฝึกหัดทำซำ้ บ่อยๆ ย่อมทำใหเ้ กิดการเรยี นรไู้ ดน้ านและคงทาถาวร
25
3) กฎแหง่ ผล (Law of effect) กลา่ วถงึ ผลท่ีได้รบั เม่ือแสดงพฤติกรรมการเรยี นรู้แล้ว
วา่ ถ้าไดร้ บั ผลที่พอใจ อินทรยี ก์ ็อยากจะเรียนรตู้ ่อไป แต่ถา้ ได้รับผลที่ไม่พอใจ อนิ ทรียก์ ไ็ ม่อยากเรียนรู้
หรอื เกดิ ความเบื่อหน่ายตอ่ การเรียนรู้
จากทฤษฎีการเรยี นรขู้ อง Thorndike ทัง้ 3 ข้อ ดงั ที่กล่าวมาน้ี ผู้วจิ ัยได้นำมา
ประยกุ ต์ใช้ทั้ง 3 ข้อ กล่าวคอื จากกฎขอ้ ที่ 3.1 ของ Thorndike กลา่ วถึง กฎแห่งความพร้อม
ผ้วู จิ ัยไดน้ ำไปใช้ทุกขัน้ ตอนของการสอนเพราะผูว้ ิจยั เองเชื่อว่าเดก็ จะเรยี นร้ไู ด้ดีจะต้องมีความพร้อมก่อน ซึง่
เป็นประเดน็ สำคัญที่ผู้สอนทุกคนก็ต้องตระหนัก กล่าวคือไม่ว่าจะเป็นข้ันนำ ข้นั สอน ข้นั สรุป และข้นั
วดั ผลและประเมนิ ผล ผเู้ รียนจะตอ้ งมคี วามพร้อมท้งั ส้ิน ส่วนกฎข้อที่ 3.2 กฎแหง่ การปฏบิ ัติ ผวู้ ิจยั ก็ได้
นำมาประยุกตใ์ ช้กับขน้ั สอนในขัน้ ตอนการฝกึ ปฏบิ ัติ จากกฎข้อที่ 3.3 กฎแหง่ ผล ผู้วิจยั ไดน้ ำไปใช้
เช่นกนั คอื ได้นำไปประยุกตใ์ ชใ้ นข้ันสรุปการสอน
ไพบลู ย์ เทวรักษ์ (2540) ไดก้ ล่าวถงึ กฎการฝึกหัดไวว้ ่า การฝกึ หัดใหบ้ คุ คลทำกิจกรรม
ตา่ งๆ นั้น ผูฝ้ กึ จะต้องควบคุมและจดั สภาพการใหส้ อดคล้องกบั วัตถปุ ระสงคข์ องตนเอง บุคคลจะถูกกำหนด
ลักษณะพฤติกรรมทีแ่ สดงออก
ดังนนั้ ผูส้ ร้างแบบฝกึ จึงจะต้องกำหนดกจิ กรรมตลอดจนคำส่ังต่างๆ ในแบบฝึกให้ผฝู้ ึกได้
แสดงพฤตกิ รรมสอดคล้องกับวัตถปุ ระสงค์ที่ผสู้ ร้างต้องการ
2. ทฤษฎพี ฤตกิ รรมนยิ มของสกนิ เนอร์
ซง่ึ มีความเช่ือว่าสามารถควบคมุ บคุ คลใหท้ ำตามความประสงค์ หรอื แนวทางท่ี
กำหนดไดโ้ ดยไมต่ ้องคำนึงถึงความรสู้ กึ ทางจิตใจของบคุ คลผู้น้ันวา่ จะรูส้ ึกนึกคิดอย่างไร โดยมกี ารเสรมิ แรง
เปน็ ตวั การเมอ่ื บุคคลตอบสนองการเรา้ ของสิง่ เรา้ ควบคู่กนั ในชว่ งเวลาท่ีเหมาะสม ส่ิงเร้านน้ั จะรกั ษาระดับ
หรอื เพิ่มการตอบสนองใหเ้ ขม้ ขึน้
3. วธิ กี ารสอนของกาเย่
ซึ่งมคี วามเห็นวา่ การเรยี นรูม้ ีลำดบั ข้นั และผู้เรียนจะตอ้ งเรียนรูเ้ นื้อหาท่งี ่ายไปหายาก
พรรณี ช.เจนจิต (2538) ไดก้ ลา่ วถึงแนวคดิ ของกาเย่ ไวด้ ังนี้
การเรียนรู้มลี ำดบั ขน้ั ดังนน้ั กอ่ นทีจ่ ะสอนเดก็ แก้ปญั หาได้น้ัน เด็กจะต้องเรียนรู้ความคิด
รวบยอด หรอื กฎเกณฑม์ าก่อน ซงึ่ ในการสอนใหเ้ ด็กได้ความคิดรวบยอดหรือกฎเกณฑ์นั้น จะทำใหเ้ ด็กเป็น
ผู้สรุปความคดิ รวบยอดดว้ ยตนเองแทนท่ีครูจะเปน็ ผ้บู อก การสรา้ งแบบฝึกจงึ ควรคำนึงถงึ การฝกึ ตามลำดบั
ขั้นจากง่ายไปหายาก
โดยสรุปแล้วผู้วจิ ยั ก็ได้นำแนวคิดของทฤษฎตี า่ งๆ ท่ีไดก้ ล่าวมาไปใช้ในทุกขั้นตอน
ทัง้ ขน้ั นำ ข้ันสอน ขนั้ สรุปและขน้ั วดั ผลและประเมินผล ทั้งนก้ี เ็ พอื่ ใหผ้ ู้เรยี นได้เกดิ การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
และมีแรงกระตนุ้ ในการที่จะรักการอ่านให้มากทสี่ ดุ
5. งายวจิ ยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง
5.1 งานวจิ ยั ในประเทศ
วิไลรตั น์ วสรุ ยี ์ (2545) ศึกษาการพฒั นาแบบฝึกเสรมิ ทักษะการอา่ นภาษาอังกฤษโดยใช้
เอกสารจริงเก่ยี วกับท้องถ่ิน ในรายวิชา อ 0112 สำหรับนกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรยี นพบิ ลู
วทิ ยาลัย จงั หวัดลพบรุ ี กล่มุ ตวั อยา่ งจำนวน 45 คน ผลการวจิ ัยพบว่า 1. ประสทิ ธิภาพของแบบฝึก
ทกั ษะการอา่ นภาษาองั กฤษโดยใชเ้ อกสารจริงเกย่ี วกับท้องถ่ิน มคี ่าเท่ากับ 87.80/80.50 2.
ความสามารถในการอา่ นภาษาองั กฤษของนักเรยี นหลังการใช้แบบฝึกเสรมิ ทักษะ การอ่านสูงกว่าก่อนการใช้
26
แบบฝึกอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิตทิ ีร่ ะดับ 0.05 และ 3. นักเรยี นมคี วามคดิ เหน็ ทด่ี ีต่อแบบฝึกทักษะการ
อ่านภาษาองั กฤษโดยใช้เอกสารจรงิ เกยี่ วกบั ท้องถิน่ ทผี่ ู้วจิ ัยสรา้ งขึ้น
อรชร วงษษ์ า (2548) ได้ศกึ ษาการพัฒนากิจกรรมการเรียนรใู้ นกลุ่มสาระ การ
เรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ (วิชาภาษาองั กฤษ) โดยใช้นิทานพืน้ บา้ นอีสานเป็นสอื่ สำหรบั นกั เรียนชว่ งชนั้ ที่ 3
(ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 2) กลุ่มเป้าหมาย จำนวน 35 คน ผลการวจิ ยั พบวา่ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนวชิ า
ภาษาองั กฤษของนกั เรียนหลังสิ้นสดุ การทดลองวงจรตามแผนการจดั การเรียนรู้ โดยใชน้ ิทานพนื้ บา้ นอสี าน
เป็นสือ่ มีจำนวนนกั เรียนท่ีสอบผา่ นเกณฑร์ ้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนวน 27 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ
77.14
สจุ ติ รา ศาสตรวาหา (2541 อ้างถงึ ใน รงุ่ วนา สดุ จติ ต,์ 2545) ไดท้ ำการศกึ ษา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวชิ าภาษาอังกฤษของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6 ในชั้นเรยี นท่ีมีการสอนแบบ
สื่อสารโดยมนี ิทานเปน็ องคป์ ระกอบ กลมุ่ ตวั อย่างคือนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 6 จำนวน 30 คน
แบ่งเปน็ กลมุ่ ทดลอง 15 คน กลุ่มควบคุม 15 คน ทำการสอนแบบส่ือสารทม่ี นี ิทานเปน็ องค์ประกอบ
จำนวน 3 เรอื่ ง ในกลุ่มทดลองส่วนกลุ่มควบคุมทำการสอนตามคู่มือครู นิทานทเ่ี ลือกใชเ้ ป็นนิทานของชน
ชาตอิ นื่ มีการสงั เกตพฤตกิ รรมระหว่างเรียนทง้ั 2 กลุ่ม ผลการวิจยั สรปุ ได้ว่านกั เรียนในกลุ่มทดลองมี
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนสงู กว่ากลมุ่ ควบคุม ซึง่ มีความแตกต่างกันอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดบั .05
แสดงให้เหน็ วา่ แนวทางการเรียนการสอนแบบส่ือสารโดยมีนทิ านเป็นองค์ประกอบ เป็นแนวการสอนทดี่ ี มี
ประสิทธิภาพ ส่งผลใหน้ กั เรียนมีความกา้ วหนา้ และพฒั นาทักษะทางภาษาทั้ง 4 ดา้ น จากการสังเกต
พฤติกรรมในขณะที่เรียนพบวา่ นักเรียนในกลุ่มทดลองมีการแสดงพฤติกรรมทีอ่ ยใู่ นเกณฑ์ที่สูงกวา่ นกั เรยี นใน
กล่มุ ควบคมุ ทั้งนีเ้ พราะนักเรยี นในกลุม่ ทดลองมีความสนใจชื่นชอบทำให้สามารถทำความเขา้ ใจเนื้อหาที่เรยี น
ได้ดี
วิไลลักษณ์ ลาจันทึก (2548) ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาองั กฤษโดยใช้
หนังสอื การ์ตูนประกอบบทเรียนสำหรบั นักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 โดยใชร้ ปู แบบการวจิ ัยเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร
ผลการวจิ ัยพบวา่ การจัดการเรยี นรู้โดยใช้หนังสือการ์ตนู ประกอบบทเรียนส่งเสรมิ ใหน้ ักเรียนไดเ้ รยี นรแู้ ละฝึก
ทกั ษะการอ่านภาษาองั กฤษด้วยตนเอง มปี ฏิสัมพนั ธ์ในการชว่ ยเหลอื กนั ในการเรียนรู้ และหนังสอื การ์ตูน
ไดช้ ่วยกระตนุ้ ความสนใจของนักเรยี นให้เกดิ ความกระตือรือรน้ และเข้าใจบทเรยี นมากย่ิงขึ้น ผลการทดสอบ
ผเู้ รียนพบว่านกั เรยี นมีการพัฒนาทางดา้ นการอ่านภาษาอังกฤษในดา้ นทักษะการอ่านออกเสยี งคดิ เปน็ ร้อยละ
68 ของจำนวนนกั เรียนทงั้ หมดและด้านทักษะการอ่านในใจ นกั เรยี นทกุ คนผ่านเกณฑ์มาตรฐานทีก่ ำหนด
ด้านความคิดเหน็ พบวา่ นกั เรยี นมีความคดิ เห็นสอดคล้องกับการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้เพ่อื พัฒนาทักษะการ
อา่ นภาษาอังกฤษโดยใช้หนังสือการ์ตูนประกอบบทเรยี นในทกุ ๆ ด้าน
5.2 งานวจิ ยั ตา่ งประเทศ
ลอเรย์ (Lawrey. 1978 : 817-A) ได้ศกึ ษาผลสัมฤทธิ์ของการใชแ้ บบฝึกทกั ษะกบั
นักเรยี นระดบั 1 ถงึ ระดับ 3 จำนวน 87 คน พบวา่ นกั เรยี นที่ไดร้ ับการฝกึ โดยใช้แบบฝกึ ทักษะ มี
คะแนนหลังการทำแบบฝกึ มากกว่าคะแนนการทดสอบก่อนการทำแบบฝึกทักษะ
แมคพิค (Mcpeake. 1979 : 7199-A) ได้ศึกษาผลการเรียนจากแบบฝกึ อยา่ งเปน็ ระบบ
ต้งั แต่เริ่มศึกษาจนถึงความในการอ่านและเพศท่ีมีตอ่ ความสามารถในการสะกดคำของนักเรยี นชั้น
ประถมศึกษาปที ่ี 6 พบวา่ แบบฝกึ ชว่ ยปรบั ปรงุ ความสามารถในการสะกดคำของนักเรียนทกุ คน แตเ่ วลา
12 สปั ดาหไ์ มเ่ พียงพอทีจ่ ะทำให้เกดิ การถา่ ยโยงการเรยี นรู้ ในการสะกดคำไปส่คู ำใหม่ท่ียังไม่ได้ศึกษา และ
27
คะแนนนักเรยี นหญิงสงู กวา่ นักเรยี นชายอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติ นอกจากนก้ี ารอา่ นยังมีความสมั พันธก์ ับ
ความสามารถในการสะกดคำ
จากการศึกษางานวจิ ัยทั้งในประเทศและตา่ งประเทศสรปุ ไดว้ ่า แบบฝึกทกั ษะเป็นส่ือการ
เรยี นการสอนที่สำคญั สำหรบั นกั เรียน ทำใหน้ ักเรยี นสนใจบทเรยี น เกดิ ความสนุกสนาน เพลดิ เพลิน ชว่ ย
ให้ผู้เรยี นเรียนรแู้ ละเขา้ ใจบทเรียนได้เรว็ ทำใหก้ ารสอนของครู การเรียนของนกั เรียนมีประสิทธภิ าพและ
นักเรยี นมพี ฒั นาการทักษะทางภาษาได้ดียิ่งขน้ึ
28
บทท่ี 3
วธิ ดี ำเนินการวจิ ยั
ในการศึกษาการพัฒนาทกั ษะการอา่ นและการเขยี นสะกดคำภาษาองั กฤษ โดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะของ
นกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนบา้ นท่าบ่อ ซึ่งดำเนินการวิจัยในภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา
2565 ผู้วจิ ยั ได้ดำเนนิ การวิจัยโดยลำดบั ข้ันตอนดงั น้ี
1. ประชากร/กล่มุ ตัวอยา่ ง
2. เครอ่ื งมือและวิธกี ารสร้างเคร่ืองมือ
3. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
4. การจัดกระทำข้อมลู
5. การวเิ คราะห์ข้อมลู
6. สถิติท่ใี ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
ประชากร/กล่มุ ตวั อยา่ ง
1. ประชากรทีใ่ ช้ในการวจิ ยั ในเร่ืองน้ี ได้แก่ นักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรียนท่ี 1
ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านทา่ บ่อ อำเภอเมืองอบุ ลราชธานี สำนกั งานเขตพน้ื ที่การศกึ ษา
ประถมศึกษาอบุ ลราชธานี เขต 1 จำนวน 28 คน
2. กล่มุ ตัวอย่างที่ใชใ้ นการวจิ ยั ในเร่ืองนี้ ได้แก่ นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียน
ท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 โรงเรยี นบา้ นท่าบ่อ อำเภอเมืองอุบลราชธานี สำนกั งานเขตพื้นท่กี ารศึกษา
ประถมศกึ ษาอบุ ลราชธานี เขต 3 จำนวน 28 คน โดยใชว้ ธิ ีการเลอื กกลมุ่ ตัวอยา่ งแบบเจาะจง ( Purposive
sampling )
เครอ่ื งมอื และวธิ กี ารสรา้ งเครอื่ งมอื
เครื่องมอื ที่ใชใ้ นการวจิ ยั มดี ังนี้
1. แบบฝึกทกั ษะการอา่ นและการเขยี นสะกดคำพืน้ ฐานภาษาองั กฤษที่ผ้ศู ึกษาสรา้ งข้นึ จำนวน 6 ชดุ
2. แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรียนทผ่ี ศู้ ึกษาสร้างขน้ึ จำนวน 1 ชุด
วธิ กี ารสรา้ งและการหาคุณภาพของเครอื่ งมอื
ขนั้ ตอนการสรา้ งเคร่ืองมือและการหาคุณภาพของเคร่ืองมือ
1. แบบฝกึ ทักษะการอา่ นและการเขยี น มีขน้ั ตอนในการสร้างดงั นี้
1.1ศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎี หลกั การจากเอกสาร และงานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วข้องกับการสรา้ ง
แบบฝกึ ทกั ษะ
1.2ศกึ ษาหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 ในกลุ่มสาระ
การเรยี นร้ภู าษาต่างประเทศ
1.3ศกึ ษาหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบา้ นทา่ บ่อ กลุม่ สาระการเรยี นรู้
ภาษาตา่ งประเทศ ช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-3)
1.4ศกึ ษาแนวการสร้างแบบฝึกทักษะ
1.5วเิ คราะหเ์ น้อื หา และผลการเรียนร้ทู ่คี าดหวังรายปี
29
1.6จัดทำแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียน จำนวน 6 ชดุ
1.7นำรา่ งฝึกทกั ษะการอ่านภาษาองั กฤษที่สรา้ งขึ้นเสนอตอ่ ผเู้ ชี่ยวชาญ
จำนวน 3 ท่าน คอื
1.7.1 นางสาวนอิ ร พันธอ์ ่อน ผอู้ ำนวยการโรงเรียนบ้านคำก้อม
สำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุอุบลราชธานี เขต 3 ผู้เชย่ี วชาญด้านหลกั สูตรและการสอน
1.7.2 นางสาววมิ ลนันท์ ศรีสุพรรณ ครชู ำนาญการพเิ ศษ ร.ร.ชมุ ชนนาเยยี
สำนกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาอุบลราชธานี เขต4 ผ้เู ช่ยี วชาญด้านนวัตกรรมและภาษา
1.7.3นางศุภสิ รา ลวิ่ เฉลมิ วงศ์ ครชู ำนาญการพเิ ศษ โรงเรยี นบ้านค้อหวาง
สำนักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศกึ ษาอบุ ลราชธานี เขต4 ผ้เู ช่ยี วชาญดา้ นการวัดและประเมินผล
เพ่อื หาความเที่ยงตรงเชิงประจกั ษ์ (Face Validity) นำขอ้ เสนอแนะจากผเู้ ช่ียวชาญมาปรบั ปรงุ แก้ไข
1.8นำข้อเสนอแนะจากผเู้ ช่ยี วชาญ เพอื่ ปรบั ปรงุ แก้ไขแบบทดสอบก่อนเรียนและ
หลงั เรียน แล้วนำไปจัดพิมพ์เปน็ เครื่องมอื ทใ่ี ช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลต่อไป
2. แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น มีขั้นตอนในการสรา้ งดงั นี้
2.1 กำหนดน้ำหนักข้อสอบ
2.2 สร้างแบบทดสอบ เป็นแบบอัตนัย ให้นักเรียนเขียนตอบซึ่งมีคำตอบที่ถูกต้องเพียง
คำตอบเดียว ครอบคลุมเนือ้ หาและวัตถุประสงคก์ ารเรียนรูข้ องเน้ือหาแตล่ ะหนว่ ยการเรยี น จำนวน 1 ชดุ
2.3 นำร่างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3
ท่าน คือ
2.3.1 นางสาวนอิ ร พนั ธ์อ่อน ผอู้ ำนวยการโรงเรียนบา้ นคำก้อม
สำนักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษาสุอุบลราชธานี เขต 3 ผู้เชยี่ วชาญด้านหลกั สูตรและการสอน
2.3.2 นางสาววิมลนนั ท์ ศรสี พุ รรณ ครูชำนาญการพเิ ศษ ร.ร.ชมุ ชนนาเยีย
สำนกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาอุบลราชธานี เขต4 ผู้เชีย่ วชาญดา้ นนวตั กรรมและภาษา
2.3.3นางศุภสิ รา ลวิ่ เฉลมิ วงศ์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านคอ้ หวาง
สำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาอบุ ลราชธานี เขต4 ผเู้ ชย่ี วชาญด้านการวดั และประเมนิ ผล
เพือ่ หาความเท่ียงตรงเชิงประจักษ์ (Face Validity) นำข้อเสนอแนะจากผเู้ ชีย่ วชาญมาปรบั ปรงุ แก้ไข
2.4 นำขอ้ เสนอแนะจากผเู้ ช่ียวชาญ เพือ่ ปรบั ปรงุ แกไ้ ขแบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั
เรยี น แลว้ นำไปจดั พมิ พเ์ ป็นเคร่ืองมือที่ใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ต่อไป
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
การวจิ ยั ในครั้งน้ผี ู้วจิ ัยไดด้ ำเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมลู โดยไดด้ ำเนินการตามข้นั ตอนดังน้ี
1. ปฐมนิเทศนักเรียนพร้อมช้แี จงวตั ถุประสงค์
2. เก็บรวบรวมขอ้ มูลก่อนการทดลอง ผศู้ กึ ษาไดน้ ำแบบทดสอบก่อนเรียน จำนวน 1 ชุด ให้
นกั เรยี นทำการทดสอบ ใช้เวลา 1 ชว่ั โมง
3. เกบ็ รวบรวมข้อมูลขณะดำเนินการทดลอง ผู้วจิ ยั ดำเนินการสอนดว้ ยตนเองและขณะทำการสอน
ผูว้ ิจยั ได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากการตรวจแบบฝกึ ทักษะ
4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู หลังการทดลอง หลังจากทำการทดลองสอนครบทง้ั 6 ชดุ แบบฝกึ
จำนวน 30 แบบฝกึ นักเรียนทำแบบทดสอบหลงั เรียน
30
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
การวิเคราะห์ข้อมูลโดยนำข้อมลู ท่ไี ดม้ าหาความถแี่ ลว้ วเิ คราะห์ บรรยายเปน็ ความเรียง ประกอบ
ตาราง โดยเปรยี บเทียบความแตกต่างคะแนนเฉลยี่ คา่ ร้อยละ ระหวา่ งการทดสอบคร้ังแรกกับครง้ั หลังของ
กลมุ่ ตัวอย่างและเปรียบเทียบคะแนนการทำแบบฝึกทักษะกบั คะแนนทดสอบหลงั เรยี น
6.1 สถติ ิทใ่ี ช้
ในการวิจยั ครงั้ นี้วเิ คราะห์ขอ้ มลู ตามลำดับดงั น้ี
1. เปรยี บเทยี บความแตกต่างของคะแนนผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นของนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 3
กอ่ นเรียนและหลังเรยี น โดยใช้สถติ ิพืน้ ฐาน ได้แก่
2.1 การหาคะแนนความก้าวหนา้ โดยใช้สูตร
(X2 - X1)
X1 แทน คะแนนกอ่ นจัดกิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ
X2 แทน คะแนนหลังจัดกจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใช้แบบฝึกทกั ษะ
2.2 การหาค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนจากสูตร (พวงรัตน์ ทวีรัตน์.
2543:143)
x= X/N
เมอ่ื x แทน ค่าเฉลย่ี ของคะแนน
X แทน ผลรวมของคะแนนทัง้ หมด
N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มเปา้ หมาย
2.3 หาคา่ รอ้ ยละ (Percentage) ใชส้ ตู ร ศกั รินทร์ สวุ รรณโรจน์ และคณะ (2538)
คา่ ร้อยละ = XN 100
เม่ือ X แทน คะแนนที่ได้
N แทน คะแนนเต็ม
31
บทที่ 4
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วจิ ยั ได้สร้างแบบฝกึ เสริมทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำพน้ื ฐานภาษาอังกฤษสำหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แล้วได้นำไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านท่า
บ่อ สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต3 ได้วิเคราะห์ข้อมูล และเสนอผลการ
วิเคราะหข์ ้อมูลตามลำดับ ดังนี้
1. สญั ลักษณท์ ใ่ี ชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มลู
2. ลำดบั ขั้นตอนในการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
1. สญั ลกั ษณท์ ใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
เพอ่ื ใหก้ ารนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูลเปน็ ทเี่ ข้าใจตรงกัน ไดก้ ำหนดความหมายของสัญลกั ษณ์ทใ่ี ช้
นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลดงั นี้
N แทน จำนวนนักเรียนกลมุ่ ตัวอย่าง
X แทน คะแนนเฉลย่ี
D แทน ผลบวกของผลต่างของคะแนนครัง้ หลังกบั ครง้ั แรก
D2 แทน ผลบวกของผลต่างของคะแนนคร้ังหลังกับคร้ังแรกที่แต่ละตัว
ยกกำลงั สอง
2. ลำดบั ขนั้ ตอนในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
2.1 คะแนนจากการทดสอบยอ่ ยเพ่ือพฒั นาทกั ษะการอา่ นและการเขยี นสะกดคำพืน้ ฐาน
ภาษาอังกฤษ ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบา้ นท่าบอ่ โดยใช้แบบฝกึ เสริมทักษะ
2.2 ผลการหาประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธิผลของการจดั การเรียนรู้เพ่ือพัฒนาทักษะการอา่ นและ
การเขียนสะกดคำพื้นฐานภาษาองั กฤษ
32
3. ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
3.1 คะแนนจากการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำพื้นฐาน
ภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ผู้รายงานได้ทำการ
ทดสอบย่อยทุกชั่วโมงหลังจากสอนคำศัพท์โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะสื่อประสมประกอบการสอนได้ผลตาม
ตาราง ดงั นี้
ตารางที่ 1 คะแนนจากการทดสอบตามแบบฝึกเสริมทักษะการอา่ นกอ่ นการใชช้ ดุ แบบฝึก
ชอ่ื - สกลุ ชดุ ท่ี 1 ชดุ ที่ 2 ชดุ ที่ 3 ชดุ ที่ 4 ชดุ ที่ 5 ชดุ ท6่ี รวม
(10) (10) (10) (10) (10) (10) (60)
เดก็ ชายฐิตวิ ัฒน์ สทุ ธมิ าตร 3 4 4 5 4 4 24
เดก็ ชายจกั ริน ศรบี รุ ะ 4 5 4 3 4 5 25
เด็กชายรชั ชานนท์ เจสันเทยี ะ 4 4 5 4 4 4 25
เด็กชายอดิศกั ดิ์ หนูจติ ร 4 4 3 3 4 4 22
เดก็ ชายปญุ ญานนั ท์ แสงแกว้ 4 4 3 3 4 4 22
เดก็ ชายธนกฤต ภาระพนั ธฺ ์ 3 4 2 3 3 4 19
เด็กชายปณั ณวัฒน์ มุสิกสาร 2 3 4 2 2 3 16
เด็กชายภาราดร เรอื งพล 5 4 5 5 5 4 28
เด็กชายอคั รเดช สืบสวน 3 3 3 2 2 3 16
เดก็ ชายณเดชน์ แซ่ฟงุ้ 4 3 2 4 3 3 19
เดก็ ชายภเู บศ อนุกูล 4 5 4 3 4 5 25
เดก็ ชายสริ ภพ เกิดมนต์ 3 4 4 4 3 4 22
เด็กหญิงบังอร ดอนณะรงค์ 5 4 6 5 3 4 27
เด็กหญิงเหมือนฝนั ปดั ภยั 5 3 4 3 4 3 22
เด็กหญิงณฐั ชา แก้ววงศา 3 2 3 3 4 2 17
เดก็ หญิงภทั รภรณ์ สุกญั ญา 3 2 3 3 3 2 16
เดก็ หญิงศศิภรณ์ เนยี มไทย 3 3 5 3 4 3 21
เดก็ หญงิ ปรียาพร รอดภัย 4 5 5 4 5 5 28
33
ตารางท่ี 1 คะแนนจากการทดสอบตามแบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะการอา่ นกอ่ นการใชช้ ดุ แบบฝึก
ชอ่ื - สกลุ ชดุ ที่ 1 ชดุ ท่ี 2 ชดุ ท่ี 3 ชดุ ท่ี 4 ชดุ ที่ 5 ชดุ ท6่ี รวม
(60)
(10) (10) (10) (10) (10) (10)
24
เดก็ หญิงสุดารตั น์ ไชยโกษ 3 4 4544 25
25
เดก็ หญงิ ฟา้ ใหม่ หงษท์ อง 4 5 4345 22
22
เด็กหญิงพรพิพฒั น์ ดอกแก้ว 4 4 5 4 4 4 19
16
เด็กหญิงเพญ็ พชิ ชา ใจใหญ่ 4 4 3344 28
16
เด็กหญงิ ปยิ ภรณ์ โตพุก 4 4 3344 19
เดก็ ชายชุติพนต์ วันปกจิ 3 4 2334
เด็กชายณัฏญกฤต ชาญตะบะ 2 3 4 2 2 3
เด็กหญิงพรภิมล ทองคำ 5 4 5554
เดก็ หญงิ ปยิ รกั ษ์ ก้านศรี 3 3 3223
เดก็ หญิงนิรชา วเิ ศษขนั ธ์ 4 3 2433
34
ตารางท่ี 2 คะแนนจากการทดสอบตามแบบฝึกทกั ษะการอา่ นหลงั การใชช้ ดุ แบบฝกึ
ชอ่ื - สกลุ ชดุ ที่ 1 ชดุ ที่ 2 ชดุ ที่ 3 ชดุ ท่ี 4 ชดุ ที่ 5 ชดุ ท่ี 6 รวม
(10) (10) (10) (10) (10) (10) (60)
เด็กชายฐติ ิวฒั น์ สุทธมิ าตร 5 6 6576 35
4 5 6566 42
เดก็ ชายจกั ริน ศรบี ุระ 7 8 7677 42
6 7 8788 46
เดก็ ชายรชั ชานนท์ เจสนั เทยี ะ 8 7 6776 41
5 6 5765 34
เดก็ ชายอดิศกั ดิ์ หนจู ติ ร 6 7 8768 42
เด็กชายปุญญานันท์ แสงแก้ว 8 9 10 8 8 10 53
เดก็ ชายธนกฤต ภาระพันฺธ์ 6 5 6766 36
เดก็ ชายปัณณวัฒน์ มุสิกสาร 7 8 7677 42
เด็กชายภาราดร เรืองพล 7 6 5765 36
เด็กชายอัครเดช สบื สวน 6 6 7757 38
เด็กชายณเดชน์ แซ่ฟงุ้ 8 9 10 9 10 10 56
เดก็ ชายภูเบศ อนุกลู 7 7 6886 42
เดก็ ชายสิรภพ เกดิ มนต์ 5 6 6576 35
เดก็ หญงิ บงั อร ดอนณะรงค์ 6 6 7667 38
เดก็ หญงิ เหมือนฝนั ปดั ภัย 9 8 9789 50
เดก็ หญงิ ณัฐชา แกว้ วงศา 8 6 7787 43
เดก็ หญิงภัทรภรณ์ สกุ ัญญา
เด็กหญงิ ศศิภรณ์ เนียมไทย
เด็กหญงิ ปรียาพร รอดภัย
35
ตารางที่ 2 คะแนนจากการทดสอบตามแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นหลงั การใชช้ ดุ แบบฝกึ
ชอื่ - สกลุ ชดุ ที่ 1 ชดุ ที่ 2 ชดุ ท่ี 3 ชดุ ท่ี 4 ชดุ ที่ 5 ชดุ ที่ 6 รวม
(10) (10) (10) (10) (10) (10) (60)
เดก็ หญงิ สุดารตั น์ ไชยโกษ 5 6 6576 35
เดก็ หญิงฟา้ ใหม่ หงษท์ อง 4 5 6566 42
เดก็ หญงิ พรพิพัฒน์ ดอกแกว้ 7 8 7677 42
เดก็ หญงิ เพญ็ พิชชา ใจใหญ่ 6 7 8788 46
เด็กหญงิ ปิยภรณ์ โตพุก 8 7 6776 41
เดก็ ชายชตุ พิ นต์ วนั ปกิจ 5 6 5765 34
เดก็ ชายณฏั ญกฤต ชาญตะบะ 6 7 8768 42
เดก็ หญิงพรภิมล ทองคำ 8 9 10 8 8 10 53
เด็กหญิงปิยรักษ์ ก้านศรี 6 5 6766 36
เดก็ หญิงนิรชา วิเศษขันธ์ 7 8 7677 42
36
ตารางท่ี 3 เปรยี บเทยี บคะแนนจากการทดสอบตามแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นกอ่ นและหลงั การใชช้ ดุ แบบฝึก
ชอ่ื - สกลุ คะแนนกอ่ นเรยี น คะแนนหลงั เรยี น คา่ ความก้าวหนา้
(60) (60)
เดก็ ชายฐิติวฒั น์ สทุ ธมิ าตร 24 35 11
เดก็ ชายจกั ริน ศรบี รุ ะ 25 42 17
เด็กชายรัชชานนท์ เจสนั เทยี ะ 25 42 17
เด็กชายอดิศกั ดิ์ หนจู ิตร 22 46 24
เด็กชายปญุ ญานันท์ แสงแก้ว 22 41 19
เด็กชายธนกฤต ภาระพนั ฺธ์ 19 34 15
เด็กชายปณั ณวัฒน์ มุสกิ สาร 16 42 26
เด็กชายภาราดร เรืองพล 28 53 25
เดก็ ชายอคั รเดช สบื สวน 16 36 20
เดก็ ชายณเดชน์ แซ่ฟงุ้ 19 42 23
เดก็ ชายภูเบศ อนุกลู 25 36 11
เด็กชายสิรภพ เกดิ มนต์ 22 38 16
เด็กหญิงบงั อร ดอนณะรงค์ 27 56 18
เด็กหญงิ เหมือนฝัน ปัดภยั 22 42 20
เด็กหญิงณฐั ชา แกว้ วงศา 17 35 18
เดก็ หญิงภัทรภรณ์ สกุ ญั ญา 16 38 22
เดก็ หญิงศศิภรณ์ เนยี มไทย 21 50 29
เด็กหญิงปรยี าพร รอดภัย 28 43 15
37
ตารางท่ี 3 เปรยี บเทยี บคะแนนจากการทดสอบตามแบบฝึกทักษะการอา่ นกอ่ นและหลงั การใชช้ ดุ แบบฝกึ
ชอื่ - สกลุ คะแนนกอ่ นเรยี น คะแนนหลงั เรยี น คา่ ความก้าวหนา้
(60) (60)
เด็กหญงิ สดุ ารตั น์ ไชยโกษ 24 35 11
เดก็ หญงิ ฟ้าใหม่ หงษท์ อง 25 42 17
เดก็ หญงิ พรพิพฒั น์ ดอกแกว้ 25 42 17
เด็กหญงิ เพญ็ พชิ ชา ใจใหญ่ 22 46 24
เด็กหญิงปยิ ภรณ์ โตพุก 22 41 19
เดก็ ชายชุติพนต์ วนั ปกิจ 19 34 15
เดก็ ชายณัฏญกฤต ชาญตะบะ 16 42 26
เดก็ หญิงพรภิมล ทองคำ 28 53 25
เดก็ หญงิ ปยิ รักษ์ ก้านศรี 16 36 20
เดก็ หญงิ นิรชา วิเศษขันธ์ 19 42 23
38
ตารางท่ี 4 คะแนนจากการทดสอบตามแบบฝกึ ทักษะการเขยี นสะกดคำกอ่ นการใชช้ ดุ แบบฝกึ
ชอื่ - สกลุ ชดุ ท่ี 1 ชดุ ที่ 2 ชดุ ที่ 3 ชดุ ที่ 4 ชดุ ท่ี 5 ชดุ ท่ี 6 รวม
(60)
(10) (10) (10) (10) (10) (10)
9
เดก็ ชายฐิติวฒั น์ สุทธิมาตร 1 1 2 2 1 2 16
16
เดก็ ชายจักรนิ ศรีบรุ ะ 3 3 232 3 17
15
เดก็ ชายรชั ชานนท์ เจสนั เทียะ 2 3 3 2 4 2 12
11
เดก็ ชายอดิศกั ด์ิ หนจู ติ ร 3 4 323 2 15
14
เด็กชายปุญญานนั ท์ แสงแกว้ 2 2 3 3 2 3 14
10
เด็กชายธนกฤต ภาระพนั ฺธ์ 3 2 2 2 1 2 12
26
เดก็ ชายปัณณวฒั น์ มุสิกสาร 2 3 0 2 2 2 15
13
เดก็ ชายภาราดร เรอื งพล 2 4 232 3 16
20
เดก็ ชายอคั รเดช สบื สวน 3 2 322 2 14
เดก็ ชายณเดชน์ แซ่ฟ้งุ 2 3 223 2
เดก็ ชายภเู บศ อนุกูล 1 0 231 3
เดก็ ชายสิรภพ เกดิ มนต์ 3 2 213 1
เด็กหญิงบังอร ดอนณะรงค์ 3 4 455 5
เดก็ หญิงเหมือนฝัน ปัดภยั 1 3 3 3 2 3
เด็กหญงิ ณัฐชา แก้ววงศา 3 2 321 2
เด็กหญิงภทั รภรณ์ สกุ ญั ญา 3 2 233 3
เด็กหญงิ ศศภิ รณ์ เนียมไทย 3 3 434 3
เด็กหญงิ ปรยี าพร รอดภัย 1 2 233 3
39
ตารางที่ 4 คะแนนจากการทดสอบตามแบบฝกึ ทกั ษะการเขยี นสะกดคำกอ่ นการใชช้ ดุ แบบฝกึ
ชอ่ื - สกลุ ชดุ ท่ี 1 ชดุ ท่ี 2 ชดุ ที่ 3 ชดุ ที่ 4 ชดุ ที่ 5 ชดุ ที่ 6 รวม
(60)
(10) (10) (10) (10) (10) (10)
8
เดก็ หญงิ สุดารัตน์ ไชยโกษ 1 1 2 2 1 2 16
16
เดก็ หญงิ ฟ้าใหม่ หงษ์ทอง 3 3 232 3 17
15
เดก็ หญิงพรพิพัฒน์ ดอกแกว้ 2 3 3 2 4 2 12
11
เด็กหญิงเพ็ญพชิ ชา ใจใหญ่ 3 4 3 2 3 2 15
14
เด็กหญงิ ปยิ ภรณ์ โตพุก 2 2 332 3 14
เด็กชายชุตพิ นต์ วันปกจิ 3 2 221 2
เด็กชายณัฏญกฤต ชาญตะบะ 2 3 0 2 2 2
เดก็ หญงิ พรภิมล ทองคำ 2 4 232 3
เดก็ หญงิ ปิยรกั ษ์ ก้านศรี 3 2 322 2
เด็กหญงิ นิรชา วิเศษขนั ธ์ 2 3 223 2
40
ตารางท่ี 5 คะแนนจากการทดสอบตามแบบฝึกทักษะการเขยี นสะกดคำหลงั การใชช้ ดุ แบบฝกึ
ชอื่ - สกลุ ชดุ ที่ 1 ชดุ ที่ 2 ชดุ ที่ 3 ชดุ ท่ี 4 ชดุ ท่ี 5 ชดุ ท่ี 6 รวม
(10) (10) (10) (10) (10) (10) (60)
เดก็ ชายฐติ ิวัฒน์ สทุ ธมิ าตร 4 5 6 4 5 6 30
32
เดก็ ชายจักริน ศรบี รุ ะ 6 5 654 6 39
37
เด็กชายรัชชานนท์ เจสันเทียะ 5 7 7 6 7 7 32
30
เดก็ ชายอดิศักด์ิ หนจู ติ ร 5 7 765 7 31
40
เด็กชายปญุ ญานนั ท์ แสงแกว้ 5 6 6 4 5 6 35
31
เด็กชายธนกฤต ภาระพันฺธ์ 5 5 4 6 6 4 30
31
เด็กชายปัณณวัฒน์ มสุ ิกสาร 5 6 4 7 5 4 46
33
เด็กชายภาราดร เรืองพล 5 7 786 7 32
25
เด็กชายอัครเดช สบื สวน 5 5 676 6 44
เดก็ ชายณเดชน์ แซ่ฟุ้ง 4 6 556 5 32
เดก็ ชายภเู บศ อนุกูล 4 3 565 5
เดก็ ชายสิรภพ เกิดมนต์ 5 4 655 6
เดก็ หญิงบงั อร ดอนณะรงค์ 7 7 897 8
เดก็ หญิงเหมือนฝนั ปัดภยั 4 7 6 4 6 6
เด็กหญิงณัฐชา แก้ววงศา 5 6 565 5
เด็กหญงิ ภัทรภรณ์ สกุ ัญญา 6 3 435 4
เด็กหญิงศศภิ รณ์ เนยี มไทย 8 6 7 8 8 7
เด็กหญงิ ปรยี าพร รอดภยั 4 4 554 5
41
ตารางที่ 5 คะแนนจากการทดสอบตามแบบฝึกทักษะการเขยี นสะกดคำหลงั การใชช้ ดุ แบบฝกึ
ชอ่ื - สกลุ ชดุ ที่ 1 ชดุ ท่ี 2 ชดุ ที่ 3 ชดุ ที่ 4 ชดุ ท่ี 5 ชดุ ที่ 6 รวม
(10) (10) (10) (10) (10) (10) (60)
เดก็ หญงิ สุดารัตน์ ไชยโกษ 4 5 6 4 5 6 30
32
เดก็ หญงิ ฟ้าใหม่ หงษ์ทอง 6 5 654 6 39
37
เดก็ หญิงพรพิพัฒน์ ดอกแก้ว 5 7 7 6 7 7 32
30
เด็กหญิงเพ็ญพิชชา ใจใหญ่ 5 7 7 6 5 7 31
40
เด็กหญงิ ปยิ ภรณ์ โตพุก 5 6 645 6 35
31
เด็กชายชุตพิ นต์ วันปกจิ 5 5 466 4
เด็กชายณัฏญกฤต ชาญตะบะ 5 6 4 7 5 4
เดก็ หญงิ พรภิมล ทองคำ 5 7 786 7
เดก็ หญงิ ปิยรกั ษ์ กา้ นศรี 5 5 676 6
เด็กหญงิ นิรชา วิเศษขันธ์ 4 6 556 5
42
ตารางท่ี 6 เปรยี บเทยี บคะแนนจากการทดสอบตามแบบฝกึ ทกั ษะการเขยี นสะกดคำกอ่ นและหลงั การใชช้ ดุ
แบบฝกึ
ชอื่ - สกลุ คะแนนกอ่ นเรยี น คะแนนหลงั เรยี น ค่าความกา้ วหนา้
(60) (60)
เดก็ ชายฐิติวัฒน์ สทุ ธมิ าตร 9 30 21
16 32 16
เดก็ ชายจกั รนิ ศรบี รุ ะ 16 39 23
17 37 20
เด็กชายรชั ชานนท์ เจสันเทยี ะ 15 32 17
12 30 18
เดก็ ชายอดิศักดิ์ หนูจติ ร 11 31 20
เดก็ ชายปุญญานันท์ แสงแก้ว 15 40 25
เด็กชายธนกฤต ภาระพันฺธ์ 14 35 21
เด็กชายปัณณวัฒน์ มสุ ิกสาร 14 31 17
เดก็ ชายภาราดร เรอื งพล 10 30 20
เดก็ ชายอัครเดช สืบสวน 12 31 19
เด็กชายณเดชน์ แซ่ฟ้งุ 26 46 20
เดก็ ชายภเู บศ อนุกูล 15 33 18
เดก็ ชายสริ ภพ เกิดมนต์ 13 32 19
เดก็ หญิงบงั อร ดอนณะรงค์ 16 25 9
เด็กหญิงเหมือนฝนั ปดั ภัย 20 44 24
เดก็ หญิงณัฐชา แก้ววงศา 14 32 18
เด็กหญงิ ภัทรภรณ์ สุกัญญา
เดก็ หญิงศศิภรณ์ เนยี มไทย
เด็กหญงิ ปรยี าพร รอดภัย
43
ตารางที่ 6 เปรยี บเทยี บคะแนนจากการทดสอบตามแบบฝึกทกั ษะการเขยี นสะกดคำกอ่ นและหลงั การใชช้ ดุ
แบบฝกึ
ชอ่ื - สกลุ คะแนนกอ่ นเรยี น คะแนนหลงั เรยี น คา่ ความกา้ วหนา้
(60) (60)
เด็กหญงิ สุดารตั น์ ไชยโกษ 8 30 22
เดก็ หญิงฟา้ ใหม่ หงษ์ทอง 16 32 16
เดก็ หญงิ พรพิพัฒน์ ดอกแก้ว 16 39 23
เด็กหญงิ เพ็ญพชิ ชา ใจใหญ่ 17 37 20
เด็กหญงิ ปิยภรณ์ โตพุก 15 32 17
เด็กชายชุติพนต์ วันปกจิ 12 30 18
เดก็ ชายณัฏญกฤต ชาญตะบะ 11 31 20
เดก็ หญิงพรภิมล ทองคำ 15 40 25
เดก็ หญงิ ปยิ รักษ์ กา้ นศรี 14 35 21
เดก็ หญงิ นริ ชา วิเศษขนั ธ์ 14 31 17
44
ตารางที่ 7เปรยี บเทยี บคะแนนจากการทดสอบการอา่ นและเขียนสะกดคำกอ่ นและหลงั การใชช้ ดุ แบบฝกึ
ชอ่ื - สกลุ คะแนนการอา่ นและเขยี น คะแนนการอา่ นและ คา่ ความก้าวหนา้
กอ่ นเรยี น (120) เขยี นหลงั เรยี น (120)
เด็กชายฐิติวฒั น์ สทุ ธมิ าตร 33 65 +32
เด็กชายจักริน ศรีบรุ ะ 41 74 +33
เดก็ ชายรัชชานนท์ เจสันเทยี ะ 41 81 +40
เดก็ ชายอดิศักด์ิ หนจู ติ ร 39 83 +44
เดก็ ชายปญุ ญานันท์ แสงแกว้ 37 73 +36
เดก็ ชายธนกฤต ภาระพนั ฺธ์ 31 64 +33
เด็กชายปณั ณวัฒน์ มสุ ิกสาร 27 73 +46
เด็กชายภาราดร เรอื งพล 43 93 +50
เดก็ ชายอัครเดช สืบสวน 30 71 +41
เด็กชายณเดชน์ แซ่ฟุ้ง 33 73 +43
เด็กชายภูเบศ อนุกลู 35 66 +31
เดก็ ชายสิรภพ เกิดมนต์ 34 57 +23
เดก็ หญงิ บังอร ดอนณะรงค์ 53 102 +49
เดก็ หญิงเหมือนฝนั ปดั ภยั 37 75 +38
เด็กหญิงณฐั ชา แก้ววงศา 30 67 +37
เด็กหญงิ ภทั รภรณ์ สกุ ญั ญา 32 63 +31
เดก็ หญิงศศภิ รณ์ เนยี มไทย 31 94 +63
เดก็ หญิงปรียาพร รอดภยั 42 61 +19
เด็กหญงิ สุดารัตน์ ไชยโกษ 32 65 +33
เดก็ หญิงฟา้ ใหม่ หงษท์ อง 41 74 +33
เด็กหญงิ พรพิพฒั น์ ดอกแกว้ 41 81 +40
เด็กหญงิ เพญ็ พชิ ชา ใจใหญ่ 39 83 +44
เด็กหญิงปิยภรณ์ โตพุก 37 64 +27
เดก็ ชายชุตพิ นต์ วันปกิจ 31 73 +42
เดก็ ชายณฏั ญกฤต ชาญตะบะ 27 93 +66
เดก็ หญงิ พรภมิ ล ทองคำ 43 71 +28
เดก็ หญิงปยิ รักษ์ ก้านศรี 30 73 +43
เด็กหญงิ นิรชา วิเศษขนั ธ์ 33 73 +40
45
รวม 566 1,129 563
x 5.66 11.29 5,63
รอ้ ยละ 31.44 62.72 31.27
จากตารางที่ 7 พบว่าหลังจากมีการใชช้ ุดแบบฝึกท้ัง 5 แบบฝกึ และมีการสอบ post test ปรากฏว่า
ว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำศัพท์
ภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ย 5.66 คิดเป็นค่าร้อยละ 31.44 และ
คะแนนหลงั เรียนเฉลย่ี 11.29 คิดเป็นคา่ ร้อยละ 62.72 ซ่ึงสูงกวา่ เกณฑ์ท่ตี งั้ ไว้
ซง่ึ โดยรวมนักเรียนมีค่าคะแนนความก้าวหน้า เฉลยี่ 6.97 คดิ เป็นคา่ ร้อยละ 32.26 ซ่ึงแสดงให้เห็น
ว่านักเรยี นที่เรยี นโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะพัฒนาการอ่านและเขียนการสะกดคำศัพทภ์ าษาอังกฤษ มีคะแนน
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนหลงั เรียนสงู กวา่ กอ่ นเรยี น
46
บทที่ 5
สรปุ อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ
การวจิ ยั ในครงั้ น้ี ผวู้ ิจัยไดด้ ำเนนิ การพัฒนาทักษะการอา่ นและการเขียนสะกดคำศัพท์พ้ืนฐาน
ภาษาองั กฤษ ของนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 โรงเรยี นบา้ นท่าบ่อ โดยใช้แบบฝกึ เสริมทกั ษะ ซ่ึงสรปุ ได้
ดังน้ี
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
1. เพอ่ื เปรยี บเทยี บคะแนนผลสัมฤทธ์กิ ารอา่ นชุดแบบฝึกก่อนและหลังการใช้แบบฝกึ เสริมทักษะ
2. เพือ่ เปรยี บเทยี บคะแนนผลสัมฤทธ์ิการเขียนสะกดคำศัพท์กอ่ นและหลังการใชแ้ บบฝึกเสรมิ ทกั ษะ
ขอบเขตของการวจิ ยั
1. ประชากรท่ีใชใ้ นการวจิ ัยในเร่ืองนี้ ได้แก่ นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรยี น
ที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านท่าบ่อ อำเภอเมืองอุบลราชธานี สำนักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาประถมศึกษาอุบลราชธานีธานี เขต 1 จำนวน 28 คน
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ีคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 3 จำนวน 28 คนภาคเรียนที่ 1
ปกี ารศกึ ษา 2565 โรงเรยี นบา้ นทา่ บ่อ
สรปุ ผลการวจิ ยั
ผ้วู ิจัยไดส้ รปุ ผลการวจิ ัยตามประเดน็ ทศ่ี ึกษา ดังนี้
2. ผลต่างของคะแนนทดสอบในการอ่านและเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
กอ่ น
และหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 31.27 แสดงว่านักเรียนมีทักษะในการอ่านและ
เขียนสะกดคำหลังเรยี นสงู กวา่ ก่อนเรยี น ซงึ่ เป็นไปตามวัตถปุ ระสงค์ท่ไี ด้ตัง้ ไว้
อภปิ รายผลการวจิ ยั
ผลการวิจัย พบว่า การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำศัพท์พื้นฐาน
ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ชุดแบบฝึกเสริมทักษะ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมี
ประสิทธิภาพ นักเรียนได้คะแนนเฉลีย่ จากการจดั การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนสะกดคำศัพท์
ภาษาอังกฤษ ก่อนเรยี น คิดเป็นร้อยละ 31.44 และได้คะแนนเฉล่ยี หลงั เรียนคิดเป็นร้อยละ 62.72
ขอ้ เสนอแนะ
สื่อที่พัฒนานี้ยังสามารถพัฒนาต่อไปให้สมบูรณ์มากขึ้นอีกโดยการวเิ คราะห์กระบวนการที่นำมาใช้ใน
การเรยี นรู้และเสริมสร้างคุณลักษณะ เก่ง ดี มสี ขุ แก่นักเรยี นตามแนวปฏิรูปการเรียนรู้
สำหรบั ครใู นการนำส่ือมาใช้ต้องศึกษารายละเอียดของการใช้ ขน้ั ตอนการใช้ และต้องใหส้ อดคล้องกับ
แผนการจัดการเรียนรู้ และควรเตรียมการสอนมาล่วงหน้า และไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนการสอนตามที่กล่าว
มาท้งั หมด
47
บรรณานกุ รม
กระทรวงศกึ ษาธิการ. กรมวชิ าการ. หลกั สตู รการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐานพทุ ธศกั ราช 2544.
กรงุ เทพฯ : องค์การรบั ส่งสนิ ค้าและพสั ดภุ ัณฑ์, 2544.
กระทรวงศึกษาธิการ. ค่มู อื สาระการเรยี นรพู้ ื้นฐานภาษาองั กฤษ กลุ่มสาระภาษาองั กฤษ.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพรา้ ว, 2542.
คณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง่ ชาติ, สำนักงาน. “เทคนคิ การสอนภาษาอังกฤษ.” ในชุด
การฝกึ อบรมการสอนภาษาองั กฤษชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 3. กรุงเทพฯ :โรงพมิ พ์คุรุสภา, 2540.
ฉวีวรรณ จ้อยจิตร. การพฒั นาแผนการสอนทกั ษะการฟงั และการพดู ภาษาองั กฤษ สำหรบั นกั เรยี น
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 1 ตามแนวคมู่ อื การจดั กจิ กรรมการเตรยี มความพรอ้ มภาษาองั กฤษ
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 1. วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาศึกษาศาสตรม์ หาบัณฑิต สาขาวชิ าหลักสตู ร
และการสอน มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น, 2541.
ดวงเดือน แสงชัย. การสอนภาษาองั กฤษระดบั ประถมศกึ ษา. กรุงเทพฯ : คณะครุศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2531.
ทรงสิทธ์ิ ทองจรัส. การพฒั นากจิ กรรมการเรยี นการสอนวชิ าภาษาองั กฤษเพอ่ื การสอื่ สาร
ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 5 โดยใชเ้ กม. วทิ ยานิพนธ์ ปริญญาศึกษาศาสตร์
มหาบัณฑติ สาขาการประถมศกึ ษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2544.
ทิพพดี ออ่ นแสงคุณ. สอื่ การสอนภาษาองั กฤษระดบั ประถมศกึ ษาในกจิ กรรมและสอ่ื การสอน
ภาษาองั กฤษเพอ่ื การสอ่ื สารระดบั ประถมศกึ ษา หน้า 6-8 , ประนอม สุรสั วด.ี
กรุงเทพมหานคร : จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, 2539.
ธิดารัก ดาบพลอ่อน. “การพฒั นาแบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะการอา่ นภาษาองั กฤษเพอื่ ความเขา้ ใจ
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3.” ปรญิ ญานพิ นธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวชิ าการประถมศึกษา
บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม : ถา่ ยเอกสาร, 2542.
บนั ลอื พฤกษะวนั . อปุ เทศการสอนภาษาไทยระดับประถมศกึ ษาแนวบรู ณาการสอน.
ไทยวฒั นาพานชิ กรุงเพมหานคร, 2522.
ปราณี ชนิ กลาง. การเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการอา่ นแลการเขยี นภาษาองั กฤษของนกั เรยี น
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ทเ่ี รียนโดยการสอนแบบมุ่งประสบการณภ์ าษาและทเ่ี รียนโดย
การสอนตามคมู่ อื คร.ู ปรญิ ญานิพนธ์ บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ
มหาสารคาม, 2537.
พจนกุ รมภาพ. องั กฤษ ไทย จนี : บรษิ ัท จเี นยี ส บุค จำกดั 28/58 สามเสนใน พญาไท.
กรุงเทพฯ.
พิตรวลั ย์ โกวิทวที. การสอนภาษาองั กฤษในระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษา. กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลยั .
พวงเพญ็ อินทรประวตั ิ. วธิ สี อนภาษาองั กฤษ. สงขลา : มหาวิทยาลัยศรนี ครนิ ทรวิโรฒ, 2521.
ภาวินี ทอนสงู เนนิ . การพฒั นาผลสัมฤทธก์ิ ารเรยี นคำศพั ทภ์ าษาองั กฤษโดยใชแ้ บบฝึกเสรมิ ทกั ษะ
48
คำศพั ทภ์ าษาองั กฤษสำหรบั นักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 โรงเรยี นบา้ นหนองหมาก
จงั หวดั นครราชสมี า. วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาศกึ ษาศาสตรม์ หาบัณฑติ สาขาวิชาหลกั สูตร
และการสอน มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ , 2543.
มานิต บุญประเสริฐ. “การสอนภาษาองั กฤษ”. จันทรเกษม. 17 (4) : 9 ; กนั ยายน 2540.
รตั ติกาล สุทธสิ วสั ดก์ิ ลุ . การพฒั นาทกั ษะดา้ นคำศพั ทภ์ าษาองั กฤษของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5
โดยใช้การสอนแบบโครงงาน. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินวโิ รฒ : ถ่ายเอกสาร, 2545.
โรงเรยี นชมุ ชนบา้ นหัวขวั . หลักสตู รสถานศกึ ษา กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
ฉบบั ปรบั ปรงุ ครงั้ ท่ี 2/2547 (ม.ป.พ.), 2547.
วราพนั ธ์ุ สว่างเนตร. การศกึ ษาการทดลองสอนทกั ษะความเขา้ ใจในการฟงั ภาษาองั กฤษโดยใชเ้ ทป
โทรทศั น์รว่ มกบั เทปบนั ทกึ เสยี ง เปรยี บเทยี บกับการใชเ้ ทปบนั ทกึ เสียงแตเ่ พยี งอยา่ งเดยี ว.
วิทยานพิ นธป์ ริญญาศลิ ปะศาสตร์มหาบัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล, 2530.
วชิ าการ, กรม. การวจิ ยั เพอ่ื พัฒนาการเรยี นรตู้ ามหลกั สตู รการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน.
คร้ังท่ี 1 กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์ครุ สุ ภาลาดพร้าว, 2545.
________. กรม. คูม่ อื หลกั สตู รประถมศกึ ษา พุทธศกั ราช 2521 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2533 )
กรุงเทพ ฯ : โรงพมิ พก์ ารศาสนา, 2534.
________ . กรม. พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พทุ ธศกั ราช 2542. กรุงเทพมหานคร:
ครุ ุสภา ลาดพร้าว, 2542.
________ . กรม. หลกั สตู รการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2544. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ครุ สุ ภา
ลาดพรา้ ว, 2545.
________. กรม. หลักสตู รประถมศกึ ษา พทุ ธศักราช 2521 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2533).
พมิ พค์ รั้งท่ี 2 .กรงุ เทพ ฯ : โรงพมิ พก์ ารศาสนา, 2535.
สมยศ เมน่ แยม้ . คมู่ อื ครูไทยสอนภาษาองั กฤษ. (ม.ป.ท. : ม.ป.พ.), 2530.
สกุลรตั น์ กมทุ มาศ. กจิ กรรมปฏริ ปู การเรยี นรู้ ผเู้ รยี นสำคัญทส่ี ดุ . สำนกั พิมพป์ ระสานมิตร :
กรงุ เทพฯ, 2546.
เสมอจิต สจั จปยิ ะนิจกุล. Basic English : สำนกั พมิ พด์ อกหญา้ วชิ าการ, 2549.
สุนีย์รตั น์ ซงั ธาดา. ภาษาองั กฤษแนวใหม่ ป.5 : กรุงเทพ เดอะบุคส์, 2548.
สุปรยี า มาลากาญจน์. การสอนภาษาไทยระดบั ประถมศกึ ษา. วิทยาลยั ครนู ครศรธี รรมราช, 2528.
สภุ ัทรา อักษรานุเคราะห์. การสอนทกั ษะภาษาองั กฤษ. กรุงเทพฯ : ภาควิชามธั ยมศึกษา
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย, 2529.
________. การสอนภาษาองั กฤษในโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษา. กรุงเทพฯ : ภาควิชาหลกั สตู รและ
การสอน คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 2532.
สมุ ิตรา องั วัฒนากลุ . การสอนภาษาองั กฤษเพอ่ื การสอื่ สาร. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์จฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย, 2535.
________. วธิ สี อนภาษาองั กฤษ. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 2537.
________. วธิ สี อนภาษาองั กฤษ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, 2540.
วินัย พัฒนรัฐ. แบบเรยี นมาตรฐานภาษาองั กฤษ ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5 กรุงเทพฯ : ประสานมติ ร,
2541.
อรพนิ พจนานนท.์ การสอนภาษาองั กฤษเปน็ ภาษาตา่ งประเทศในระดบั ประถมศกึ ษา.
49
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแกน่ , 2537.
อบุ ลวัณณา รอนยุทธ์. การสรา้ งและประเมินประสทิ ธภิ าพชดุ เสรมิ ทกั ษะภาษาองั กฤษสำหรบั
นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษา. วิทยานิพนธ์ศกึ ษาศาสตรม์ หาบัณฑิต สาขาวชิ าหลักสตู ร
และการสอน มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น, 2535.
Carroll, Brendan J. Testing Communicative Performance. Oxford : Oxford Performance
Press, 1982.
Drune Donn. Teaching oral English. Essex : Longman Group UK. Ltd., 1987.
Mcpeake. Poyce Guinta. TheEffects of Oricmal syatcmatit Study Worksteets, Reading
Level and Sex on The Spelling Aehievement of Sixth Grads Students,
Disscrtation Abstracts International. 39 ( 12 ) : 1799 – A; June, 1979.
Schwendinger. James Rea, “ A Study of Modality of Inferences and Their
Relationship
to Spelling Achievement of Sixth Grads Students,” Resoures in Education.
12
( 12 ) : 51; December. 1977.
Scott, Roger. “Speaking” Communication in the Classroom. ed. By Keith Johnson and
Keith Morrow : Longman Group Ltd., 1980.
Widdowson. H. Teaching Language Communication. Oxford : Oxford University Press,
1983.
50
ภาคผนวก