The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานวิจัยในชั้นเรียน วิทยาศาสตร์ ป.2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thanyabhorn Yodsubha, 2024-03-14 22:59:51

รายงานวิจัยในชั้นเรียน ป.2

รายงานวิจัยในชั้นเรียน วิทยาศาสตร์ ป.2

Keywords: วิทยาศาสตร์

รายงานวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำ ของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ธันยพร ยอดสุภา โรงเรียนบ้านสันเจริญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 ปีการศึกษา 2566


การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำ ของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผู้วิจัย นางสาวธันยพร ยอดสุภา โรงเรียนบ้านสันเจริญ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 ปีการศึกษา 2566


กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดีได้รับความอนุเคราะห์อย่างยิ่งจากนายยอดรัก วรรณศักดิ์เจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสันเจริญ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือชี้แนะ รวมถึงได้ช่วย ตรวจทานและแก้ไขรายงายวิจัยเล่มนี้จนทำให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณเป็น อย่างสูง ณ โอกาสนี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณนางศรัณยา ท่าประดุจ หัวหน้าฝ่ายบริหารวิชาการ และนายรัฐนันท์ กุณะ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป ที่ได้สนับสนุนการดำเนินการวิจัยทั้งในด้านวัสดุ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ ตลอดจนการดำเนินงานด้านอื่น ๆ และได้ชี้แนะแนวทางในการวิจัย ให้คำแนะนำ คำปรึกษา ข้อคิด ในระหว่างดำเนินการวิจัย รวมทั้งได้กรุณาตรวจสอบ ให้คำแนะนำในการจัดทำเครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย แก้ไขข้อบกพร่องในการเขียนรายงานการวิจัยให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทำให้การวิจัยสำเร็จ ลุล่วงไปด้วยดีตามจุดประสงค์ที่วางไว้ อนึ่ง ผู้วิจัยหวังว่างานวิจัยฉบับนี้จะมีประโยชน์อยู่ไม่น้อย จึงขอมอบส่วนดีทั้งหมดนี้ให้แก่ ครูและอาอาจารย์ที่ได้ประสิทธิประสาทวิชาจนทำให้ผลงานวิจัยเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง และขอมอบความกตัญญูกตเวทิตาคุณ แด่บิดา มารดา และผู้มีพระคุณทุกท่านสำหรับข้อบกพร่อง ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น ผู้วิจัยขอน้อมรับไว้และยินดีรับฟังคำแนะนำจากทุกท่านที่ได้เข้ามาศึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนางานวิจัยต่อไป ธันยพร ยอดสุภา ผู้วิจัย


ชื่องานวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำ ของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ชื่อผู้วิจัย นางสาวธันยพร ยอดสุภา ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD” จากสภาพปัญหา การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ พบว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น นักเรียนสามารถเปรียบเทียบสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุโดยใช้หลักฐาน เชิงประจักษ์และระบุการนำสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุไปประยุกต์ใช้ในการทำวัตถุในชีวิตประจำวัน ได้ถูกต้องทั้งหมด ร้อยละ 28.57 และนักเรียนสามารถเปรียบเทียบสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุโดยใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์และระบุการนำสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุไปประยุกต์ใช้ในการทำวัตถุ ในชีวิตประจำวันได้ถูกต้องบางส่วน ร้อยละ 71.43 ค้นพบว่านักเรียนไม่เข้าใจ ในกระบวนการขั้นสำรวจ และค้นหาและขั้นอธิบายและลงข้อสรุป จากปัญหาที่กล่าวมาผู้วิจัยจึงมีแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยใช้ การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์และศึกษาความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ ประโยชน์จากวัสดุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 7 คน โดยการเลือก ตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD จำนวน 2 แผนการเรียนรู้ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และแบบประเมิน ความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์เก็บรวบรวมข้อมูลโดยให้นักเรียนทำแบบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน จัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ทำแบบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนและแบบประเมินความพึงพอใจ ต่อวิชาวิทยาศาสตร์ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS ผลการวิจัยพบว่า หลังการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมี คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.95 และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.67 โดยมีคะแนนพัฒนาเพิ่มขึ้นสูงสุด 9 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 21.43


และต่ำสุด 2 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 4.76 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.13 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.80 คำสำคัญ : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD


สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ ก บทคัดย่อ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง จ บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและสาเหตุของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย 2 1.3 กรอบแนวคิดของการวิจัย 2 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 2 1.5 สมมติฐานการวิจัย 3 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 1.7 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5 2.2 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 13 2.3 ความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ 16 บทที่3 วิธีดำเนินการวิจัย 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 18 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 18 3.3 การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 19 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 20 3.5 วิธีวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ 21 3.6 สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือ 21 3.7 สถานที่การทำวิจัย 23 3.8 ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย 23 บทที่4 ผลการวิจัย 24


บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย 5.1 สรุปผลการวิจัย 27 5.2 อภิปรายผลการวิจัย 28 5.3 ข้อเสนอแนะ 30 บรรณานุกรม 31 ภาคผนวก ภาคผนวก ก 34 ภาคผนวก ข 36 ภาคผนวก ค 57 ภาคผนวก ง 66 ประวัติผู้วิจัย 70


สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 24 ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ 25 ตารางที่ 3 ผลการประเมินหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้ 67 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD จากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ตารางที่ 4 ผลการประเมินหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ 68 ทางการเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD จากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน 69 ตารางที่ 5 ผลการประเมินหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบประเมิน ความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์จากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน


สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1 การออกแบบวิธีการแก้ปัญหา 115 ภาพที่ 2 การวางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา 117 ภาพที่ 3 การทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน 118


1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและสาเหตุของปัญหา ในปัจจุบันการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เป็นอย่างมาก เนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ที่เกี่ยวกับธรรมชาติและเป็นความจริงที่สามารถ ตรวจสอบได้โดยใช้กระบวนการสังเกต สำรวจ ตรวจสอบ และการทดลองเกี่ยวกับปรากฏการณ์ ธรรมชาติ ฉะนั้นการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์จึงไม่ใช่การท่องจำแต่เป็นการลงมือปฏิบัติ ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) ที่ระบุว่าจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นสำคัญ มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีทักษะในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ดังนั้นการเรียนวิทยาศาสตร์จึงจำเป็น ต้องเน้นให้ผู้เรียนได้คิด ลงมือปฏิบัติ และศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งภาคบรรยายและภาคปฏิบัติ และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่ระบุว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เป็นวิธีการที่สมาชิกกลุ่มจะต้องมีการกำหนด เป้าหมายร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อความสำเร็จทั้งของตนเองและความสำเร็จของกลุ่ม โดยการจัดการเรียนรู้เริ่มต้นที่ครูให้ความรู้ ต่อจากนั้นแบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มแต่ละกลุ่มประกอบด้วย สมาชิกที่มีความสามารถทางการเรียนแตกต่างกัน ประกอบด้วย นักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน แล้วให้ทำงานที่ได้รับมอบหมายร่วมกัน เมื่อจบบทเรียนจะทดสอบเป็นรายบุคคลแล้ว นำคะแนน มาเฉลี่ยเป็นคะแนนของกลุ่ม สำหรับข้อดีของวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สามารถสรุป ได้ดังนี้ คือ ช่วยให้ผู้เรียนมีความเอาใจใส่รับผิดชอบต่อตัวเองและต่อกลุ่ม ส่งเสริมให้ผู้เรียน ที่มีความสามารถทางการเรียนแตกต่างกันได้เรียนรู้ร่วมกัน ผู้เรียนได้ผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้นำ ได้ฝึกและเรียนรู้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยตรง ผู้เรียนได้คิด ลงมือปฏิบัติจึงส่งผลให้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น จากสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุ โรงเรียนบ้านสันเจริญ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ที่ผู้วิจัยได้จัดการเรียนรู้พบว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้น และให้นักเรียนทำแบบฝึกหัด เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์ จากวัสดุ พบว่านักเรียนสามารถเปรียบเทียบสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์


2 และระบุการนำสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุไปประยุกต์ใช้ในการทำวัตถุในชีวิตประจำวันได้ถูกต้อง ทั้งหมด ร้อยละ 28.57 และนักเรียนสามารถเปรียบเทียบสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุโดยใช้หลักฐาน เชิงประจักษ์และระบุการนำสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุไปประยุกต์ใช้ในการทำวัตถุในชีวิตประจำวัน ได้ถูกต้องบางส่วน ร้อยละ 71.43 ค้นพบว่านักเรียนไม่เข้าใจ ในกระบวนการขั้นสำรวจและค้นหา และขั้นอธิบายและลงข้อสรุป จากปัญหาที่กล่าวมาผู้วิจัยจึงมีแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยใช้การเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค STAD ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่งของการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดีมากขึ้น โดยมีหลักการจัดกิจกรรมที่สำคัญคือแบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มจะมีนักเรียน ที่มีความสามารถทางการเรียนแตกต่างกันซึ่งการจัดกิจกรรมจะเริ่มต้นจากครูนำเสนอบทเรียนก่อนแล้ว ให้นักเรียนทำงานเป็นกลุ่ม ซึ่งกลุ่มที่ทำคะแนนหรือมีผลงานได้ดีที่สุดจะได้รับรางวัล ดังนั้นสมาชิกใน กลุ่มจึงต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีการทำงานที่ได้รับมอบหมายและแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้สำเร็จ ร่วมกัน ทั้งนี้กลุ่มจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถของสมาชิกแต่ละคนประกอบกับ การเรียนรู้ที่ช่วยเหลือร่วมมือกัน วิธีนี้จึงเหมาะในการนำมาใช้สร้างแรงจูงใจให้กับนักเรียน มีความกระตือรือร้นในการเรียนมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะนำรูปแบบ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์ จากวัสดุ เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังช่วย กระตุ้นความสนใจของผู้เรียนและให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานกับการเรียน 1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุ และการใช้ประโยชน์จากวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ ประโยชน์จากวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค 1.3 กรอบแนวคิดของการวิจัย การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นนำเสนอบทเรียน 2. ขั้นการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มย่อย 3. ขั้นการทดสอบย่อยรายบุคคล 4. ขั้นการคิดคะแนนพัฒนาการ 5. ขั้นยอมรับความสำเร็จของกลุ่ม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สมบัติการดูดซับน้ำ ของวัสดุและการใช้ประโยชน์ จากวัสดุ


3 1.4 ขอบเขตของการวิจัย 1.4.1 ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน บ้านสันเจริญ ซึ่งมีนักเรียนทั้งหมด 7 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านสันเจริญ ซึ่งมีนักเรียนทั้งหมด 7 คน 1.4.2 ขอบเขตด้านตัวแปร ตัวแปรต้น คือ วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1.4.3 ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาครอบคลุมตัวแปรต้นและตัวแปรตาม โดยผู้วิจัยต้องการศึกษา การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนโดยนำวิธีการเรียนรู้ดังกล่าวมาใช้จัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสันเจริญ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชา วิทยาศาสตร์และเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุ และการใช้ประโยชน์จากวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ทั้งนี้เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ 1.5 สมมติฐานการวิจัย 1. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ส่งเสริมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 2. ผู้เรียนมีความพึงพอใจมีต่อวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ ประโยชน์จากวัสดุที่ได้เรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD มากที่สุด 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ การเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD หมายถึง เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือที่ผู้เรียน สามารถเรียนรู้ได้โดยการลงมือปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยแบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน โดยสมาชิกในกลุ่มมีความสามารถทางการเรียนที่แตกต่างกัน เก่ง ปานกลาง และอ่อน เน้นการช่วยเหลือกัน ร่วมกันทำงานที่ได้รับมอบหมาย เมื่อจบบทเรียนจะทดสอบเป็นรายบุคคลแล้ว นำคะแนนมาเฉลี่ยเป็นคะแนนของกลุ่ม


4 แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD (Student Teams Achievement Divisions) หมายถึง การวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียนอย่างเป็นขั้นตอน มีระเบียบ แบบแผน ดำเนินการสอนตรงตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) โดยแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ จุดประสงค์ การเรียนรู้ ความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้น ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือทักษะ แห่งศตวรรษที่ 21 และการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นการนำเสนอบทเรียน ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD อธิบายภาระงาน และทดสอบก่อนเรียน 2) ขั้นการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม จัดนักเรียนออกเป็น กลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน ศึกษาเนื้อหาในใบความรู้ วิเคราะห์และอภิปรายภายในกลุ่ม 3) ขั้นการทดสอบ ย่อยรายบุคคล การวัดความรู้ ความจำ ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ และการนำไปใช้ 4) ขั้นการคิดคะแนนพัฒนาการ นำคะแนนสอบย่อยรายบุคคลมาเปรียบเทียบกับคะแนนฐาน ซึ่งคะแนนฐานคือคะแนนสอบย่อยรายบุคคลครั้งก่อน 5) ขั้นการยอมรับความสำเร็จของกลุ่ม กลุ่มที่ได้ คะแนนการพัฒนาการของกลุ่มสูงสุดจะได้รับรางวัล มีจำนวน 2 แผนการเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ระดับความสามารถของนักเรียนในการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องเรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุ ซึ่งวัดได้จาก แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามผลการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้ เรื่องสมบัติ การดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุหลังจากนักเรียนได้เรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD แบ่งเป็น 6 ด้าน คือ ด้านความรู้ความจำ ด้านความเข้าใจ ด้านการนำไปใช้ ด้านการวิเคราะห์ ด้านการสังเคราะห์ และด้านการวัดและประเมินค่า แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หมายถึง ค่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุ โดยวัดจาก คะแนนที่ได้จากการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก แบ่งออกเป็น แบบทดสอบก่อนเรียนจำนวน 10 ข้อ และแบบทดสอบหลังเรียน จำนวน 10 ข้อ ความพึงพอใจมีต่อวิชาวิทยาศาสตร์หมายถึง ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยเทคนิคแบ่งกลุ่ม คละผลสัมฤทธิ์โดยใช้การจัดการเรียนรู้เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ ประโยชน์จากวัสดุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านก๋ง (มงคลประชารังสรรค์) ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกทางความคิดและกริยาอาการที่มีความพยายามที่จะเสาะแสวงหาความรู้ มีความตั้งใจแน่วแน่ต่อการเสาะแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และช่างซักถามในเรื่องที่เรียน โดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จากระดับความคิดเห็น 5 ระดับ


5 ซึ่งเป็นแบบวัดแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ 5, 4, 3, 2 และ 1 ซึ่งหมายถึง เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ตามลำดับ แบบวัดความพึงพอใจมีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ หมายถึง แบบประเมินที่ใช้วัดความพึงพอใจ ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรียน ด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบแบ่งกลุ่ม คละผลสัมฤทธิ์โดยการจัดการเรียนรู้เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านก๋ง (มงคลประชารังสรรค์) ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านผู้เรียน และด้านผู้สอน จำนวน 10 ข้อ 1.7 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้แนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุเพิ่มขึ้น 2. ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทางการเรียนทั้ง 6 ขั้นตามวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 3. เป็นแนวทางสำหรับผู้สอนในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ไปพัฒนา การจัดการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้อื่น ๆ ต่อไป 4. เป็นแนวทางสำหรับผู้สอนในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD นำไปปรับใช้ ในวิชาอื่น ๆ ต่อไป


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำ ของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ผู้วิจัยศึกษาและรวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแยกตามหัวข้อต่อไปนี้ 2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.2 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 2.3 ความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ 2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.1.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กู๊ด กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การเข้าถึงความรู้หรือพัฒนาทักษะการเรียน โดยพิจารณาจากคะแนนสอบที่กำหนดให้หรือคะแนนที่ได้จากงานที่มอบให้หรือทั้งสองอย่าง อนาสตาซี กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบด้านสติปัญญา และองค์ประกอบทางด้านไม่ใช่สติปัญญา ได้แก่ องค์ประกอบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม แรงจูงใจ และองค์ประกอบทางด้านไม่ใช่สติปัญญาด้านอื่น ๆ ไอแซง อาโนลด์ ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ขนาดของความสำเร็จ ที่ได้จากการทำงานที่ต้องอาศัยความพยายามอย่างมาก อาศัยความสามารถทั้งทางร่างกาย และทางสติปัญญา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจึงเป็นขนาดของความสำเร็จที่ได้จากการเรียน โดยอาศัย ความสามารถเฉพาะตัวบุคคล ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ได้ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ รวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอนหรือมวลประสบการณ์ ที่บุคคลได้รับจากการเรียนรู้ ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพ ทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถของสมอง ของบุคคลว่าเรียนแล้ว รู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมากน้อยเพียงใด ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียน การฝึกฝน หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ รวมถึงความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่าง ๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย ชนิดา ทาระเนตร์(2560) ได้ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลของ ความสำเร็จของผู้เรียนในด้านความรู้ทักษะและกระบวนการทางด้านความคิดซึ่งทำให้ผู้เรียน


7 มีประสิทธิภาพจากการเรียนรู้หรือการหาความรู้ด้วยตนเองซึ่งสามารถวัดได้ด้วยแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วุฒิชัย จารุภัทรกูล และคณะ (2561) ได้ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสำเร็จของผู้เรียนในด้านความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยความรู้ความจํา ความเข้าใจ การนําความรู้ไปใช้ การคิดวิเคราะห์การสังเคราะห์ และการประเมินค่า ที่ได้จากการเรียน การสอน สามารถวัดได้โดยใช้การสังเกตและการทดสอบโดยการททำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้านต่าง ๆ ชาญยุทธ ทองประพันธ์ (2562) ได้ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากการจัดการเรียนรู้หรือกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งแสดงออกมา 3 ด้าน ได้แก่ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย วัดได้จากคะแนนการทำแบบทดสอบของนักเรียน ที่เกิดจากการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จากความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนข้างต้น สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากการเรียนรู้ทั้งการเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองหรือผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้ ในชั้นเรียนที่เกิดขึ้นตามระดับความสามารถทางสติปัญญาในการเรียนรู้ของนักเรียน 2.1.2 ความสำคัญของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มีเป้าหมายสำคัญของการจัด การศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2544 คือ การทำให้ผู้เรียนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ หรือเป็นคนที่มีคุณภาพ ทั้งเก่ง ดี และมีความสุข ในการเป็นพลเมืองไทยในอนาคต ซึ่งอาจแยกคุณภาพ ของคนไทยออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือการทำให้ผู้เรียนเป็นคนเก่งและเป็นคนดี ซึ่งสามารถตรวจสอบ ได้ตั้งแต่ผู้เรียนยังอยู่ในระบบการศึกษา ส่วนที่สองคือการทำให้ผู้เรียนมีความสุขนั้นเป้าหมายคือ เมื่อจบการศึกษาแล้วสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในการตรวจสอบผลการศึกษา ว่าเป็นไปตามเป้าหมายของการจัดการศึกษาที่กำหนดไว้หรือไม่ ส่วนที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคือการตรวจสอบในด้านที่เรียกว่าเก่ง ซึ่งดำเนินการในรูปแบบการทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทั้งในรูปแบบแบบการสอบในโรงเรียนแต่ละโรงเรียนในลักษณะต่างคน ต่างสอบ จนถึงการทดสอบระดับชาติที่ใช้มาตรวัดหรือแบบทดสอบเหมือนกันทั้งประเทศ ทำให้ทราบ ผลการจัดการศึกษาของผู้เรียน และในยุคโลกาภิวัตน์นี้ได้กล่าวถึงความสามารถในการแข่งขันนั้น สามารถเพิ่มขึ้นได้โดยระบบการศึกษา เนื่องจากการศึกษาทำให้คุณไทยมีคุณภาพมากขึ้น ดังนั้นในประเด็นของความเก่งนั้นยังคงเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไปว่าเป็นคุณสมบัติหนึ่ง ของคนไทยที่ต้องการให้มีการเร่งพัฒนาให้มากขึ้น เพื่อนำไปสู่การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน


8 ของคนไทยหรือของประเทศไทยในอนาคต ดังนั้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจึงเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง ในการวัดผู้เรียนว่าผลการเรียนของผู้เรียนเป็นไปตามเป้าหมายมากน้อยเพียงใด จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2544 มาตรา 47 ได้กำหนดให้มีระบบ การประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาในทุกระดับ และมาตรา 48 ให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา และให้ถือว่าเป็นการประกันคุณภาพภายใน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษา ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอันเป็นส่วนหนึ่ง ของการประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งการประเมินผลที่ดีสามารถบ่งบอกถึงผลการดำเนินงาน ได้อย่างถูกต้อง บ่งบอกถึงระดับความมั่นใจ ความพึงพอใจของสถานศึกษาและชุมชนในการพัฒนา คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาและเป็นที่ยอมรับของบุคคลในชุมชน 2.1.3 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประอรพรรณ บางนกแขวก (2556) ได้ศึกษาองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ดังนี้ เพรสคอตต์ได้ศึกษาเกี่ยวกบการเรียนของนักเรียนและสรุปผลการศึกษาว่าองค์ประกอบ ที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทั้งในและนอกห้องเรียน มีดังนี้ 1. องค์ประกอบทางด้านร่างกาย ได้แก่ อัตราการเจริญเติบโตของร่างกาย สุขภาพ ทางด้าน ร่างกาย ข้อบกพร่องทางกายและบุคลิกท่าทาง 2. องค์ประกอบทางความรัก ได้แก่ ความสัมพันธ์ของบิดมารดา ความสัมพันธ์ของบิดามารดา กับลูก ความสัมพันธ์ระหว่างลูก ๆ และความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกทั้งหมดในครอบครัว 3. องค์ประกอบทางวัฒนธรรมและสังคม ได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณีความเป็นอยู่ ของครอบครัว สภาพแวดล้อมทางบ้าน การอบรมทางบ้าน และฐานะทางบ้าน 4. องค์ประกอบทางความสัมพันธ์ในเพื่อนวัยเดียวกัน ได้แก่ ความสัมพันธ์ของนักเรียน กับเพื่อนวัยเดียวกันทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน 5. องค์ประกอบทางการปรับตน ได้แก่ ปัญหาการปรับตน การแสดงออกทางอารมณ์ แคร์รอล ได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับอิทธิพลขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อระดับ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยครู นักเรียน และหลักสูตรว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ โดยเชื่อว่าเวลา และ คุณภาพของการสอนมีผลโดยตรงต่อปริมาณความรู้ที่นักเรียนได้รับ แมดดอกซ์ได้ทำการศึกษาว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ทางสติปัญญาและความสามารถทางสมองร้อยละ 50-60 ขึ้นอยู่กับความพยายามและวิธีการเรียน ที่มีประสิทธิภาพร้อยละ 30-40 และขึ้นอยู่กับโอกาสและสิ่งแวดล้อมร้อยละ 10-15


9 2.1.4 เครื่องมือที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดทางด้านความรู้ (Cognitive domain) ได้แก่ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า ลักษณะของแบบทดสอมี 2 ประการ คือ 1) แบบปรนัย ประกอบด้วย แบบทดสอบแบบถูกผิด แบบทดสอบแบบเติมคำ แบบทดสอบ แบบจับคู่ แบบทดสอบแบบเลือกตอบ 2) แบบทดสอบอัตนัย ในการออกข้อสอบผู้ออกข้อสอบ ต้องสร้างตารางวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในแต่ละจุดประสงค์การเรียนรู้ วัดพฤติกรรมใดบ้าง พฤติกรรมละกี่ข้อ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งออกเป็น 5 แบบ ดังนี้ 1) แบบทดสอบอัตนัย (Subjective or Essay test) เป็นข้อสอบที่มีเฉพาะคำถามแล้วให้ นักเรียนเขียนตอบอย่างเสรี เขียนบรรยายตามความรู้และเขียนข้อคิดเห็นของแต่ละคน แบบทดสอบ ประเภทนี้เหมาะสำหรับการวัดความรู้ขั้นสูงกว่าความจำและความเข้าใจ แบบทดสอบอัตนัยแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ แบบจำกัดคำตอบ ให้ผู้สอบตอบตามประเด็นที่กำหนดไว้ และแบบขยายความ ให้ผู้สอบแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี 2) แบบทดสอบแบบถูกผิด (True-false test) คือข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือก แต่ตัวเลือก ดังกล่าวเป็นแบบคงที่และมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ จริง-ไม่จริง เหมือนกัน-ต่างกัน เป็นต้น 3) แบบทดสอบแบบเติมคำ (Completion test) เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยค หรือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์แล้วให้ตอบเติมคำหรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้น เพื่อให้มีใจความสมบูรณ์และถูกต้อง 4) แบบทดสอบแบบจับคู่ (Matching test) เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบชนิดหนึ่งโดยมีค่า หรือข้อความแยกออกจากกันเป็น 2 ส่วนแล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่าแต่ละข้อความในชุดหนึ่งจะคู่กับ คำหรือข้อความใดในอีกชุดหนึ่งซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออกข้อสอบกำหนดไว้ 5) แบบทดสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice test) คำถามแบบเลือกตอบโดยทั่วไป จะประกอบด้วย 2 ตอน ได้แก่ ตอนคำถาม (Stem) กับตอนเลือก (Choice) ในตอนเลือกนั้น ประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูกและตัวเลือกลวง ปกติจะมีคำถามที่กำหนดให้พิจารณา แล้วหาตัวเลือกที่ถูกต้องมากที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวจากตัวเลือกอื่น ๆ และคำถามแบบเลือกตอบที่ดี นิยมใช้ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกัน


10 2.1.5 ลักษณะของเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ที่ดี สมชาย รัตนทองคำ (2555) กล่าวว่า แบบทดสอบ แบบวัดหรือเครื่องมือสำหรับในการวัด และประเมินผลทางการศึกษาที่ดีควรมี (1) ความเที่ยงตรงสูง สามารถวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ หรือสิ่งที่ต้องการวัด (2) มีความเชื่อมั่นดีผลที่วัดคงที่แน่นอน ไม่เปลี่ยนไปมาวัดซ้ำกี่ครั้งก็ยังได้ผล เท่าเดิมหรือใกล้เคียงกันสอดคลองกัน (3) ความเป็นปรนัย ข้อคำถามชัดเจน ผู้สอบเข้าใจความหมายได้ ถูกต้องตรงกัน (4) มีความยากง่ายเหมาะสม ไม่ยากหรือง่ายเกินไป (5) มีอำนาจจำแนก สามารถ แบ่งแยกผู้สอบออกตามระดับความสามารถคนเก่งคนอ่อนได้โดยคนเก่งจะตอบถูกได้มากกว่าคนอ่อน (6) มีประสิทธิภาพ ทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ลงทุนน้อย (7) มียุติธรรม ไม่เปิดโอกาส ให้ได้เปรียบเสียเปรียบ (8) มีความจำเพาะเจาะจง (9) ใช้คำถามที่ลึก (10) คำถามยั่วยุซึ่งคุณลักษณะ เหล่านี้เป็นความสำคัญของคุณลักษณะอื่น ๆ เป็นที่ปรารถนาของเครื่องมือทั้งหลาย โดยมีความหมาย และวิธีการ ดังนี้ 1) ความเที่ยงตรง (Validity) หมายถึง การวัดในสิ่งที่ต้องการจะวัดได้อย่างถูกต้อง ในการ สร้างแบบทดสอบหรือเครื่องมือวิจัยสำหรับเก็บข้อมูลมักจะกล่าวถึงความเที่ยงตรง ซึ่งมีความหมาย และรายละเอียดดังนี้ 1.1) ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content validity) หมายถึง การวัดนั้นสามารถวัดได้ ครอบคลุมเนื้อหาและวัดได้ครบถ้วนตามจุดประสงค์ของการวัด ในทางปฏิบัติมักจะต้องทำตาราง จำแนกเนื้อหา จุดประสงค์ตามที่ต้องการก่อนจะทำการออกข้อสอบหรือแบบวัด 1.2) ความเที่ยงตรงเชิงสัมพันธ์ (Criterion related validity) แบ่งการออกเป็น 2 ลักษณะ 1.2.1) ความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์ (Predictive validity) หมายถึง ค่าคะแนนที่ได้ จากแบบทดสอบ สามารถทำนายถึงผลการเรียนในวิชานั้น ๆ ได้อย่างเที่ยงตรง 1.2.2) ความเที่ยงตรงตามสภาพ (Concurrent validity) หมายถึง ค่าคะแนนที่ได้ จากแบบทดสอบ สะท้อนผลตรงตามสภาพเป็นจริง กล่าวคือ เด็กเก่งได้คะแนนสอบสูง ส่วนเด็กอ่อน ได้คะแนนสอบต่ำซึ่งตรงหลักความเป็นจริง 1.3) ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง (Construct validity) หมายถึง คะแนนจาก แบบทดสอบที่มีความสอดคล้องกับลักษณะและพฤติกรรมจริงของเด็ก เช่น สอดคล้องกับความรู้ ความมีเหตุผล ความเป็นผู้นำ เชาว์ปัญญา เป็นต้น 2) ความเชื่อมั่น (Reliability) หมายถึง การวัดที่ให้ผลแน่นอน สม่ำเสมอ คงเส้นคงวา (Consistency) เป็นที่มั่นใจหรือเชื่อถือในผลที่วัดได้จริงถึงแม้จะมีการวัดซ้ำอีก ผลที่ได้ย่อมแน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แบบทดสอบที่ดีต้องมีความเชื่อมั่นได้ว่าจากการวัดคงที่แน่นอน ไม่เปลี่ยนไปมา การวัดครั้งแรกเป็นอย่างไรการวัดซ้ำอีกครั้งโดยใช้แบบทดสอบชุดเดิม ผู้สอบกลุ่มเดิม จะวัดกี่ครั้งก็ตามผลการวัดควรจะเหมือนเดิมหรือใกล้เคียงเดิม สอดคล้องกับแบบทดสอบที่เชื่อมั่นได้


11 จะสามารถให้คะแนนที่คงที่แน่นอน ปกติการสอบแต่ละครั้งคะแนนที่ได้มักไม่คงที่ แต่ถ้าอันดับของ ผู้ทดสอบยังคงเดิมก็ยังถือว่าแบบทดสอบนั้นมีความเชื่อมั่นสูง ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ หมายถึง ความคงที่ของคะแนนที่จากการสอบของคนกลุ่มเดิม หลาย ๆ ครั้ง การหาค่าความเชื่อมั่นได้ยังดึงหลักการสอบหลาย ๆ ครั้งแล้วหาความสัมพันธ์ของคะแนน ที่ได้จากการสอบหลาย ๆ ครั้งนั้น ถ้าคะแนนของผู้สอบแต่ละคนคงที่หรือขึ้นลงตามกัน แสดงว่า แบบทดสอบนั้นมีค่าความเชื่อมั่นสูง (Reliability) ค่าความเชื่อมั่นคำนวณได้จากการหาค่า สัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนทั้ง 2 ชุด จากการสอบผู้สอบกลุ่มเดิม 2 ครั้งโดยใช้แบบทดสอบเดียวกัน ความเชื่อมั่นมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1.00 วิธีการหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบสามารถทำได้ หลายวิธีดังนี้ 2.1) การสอบซ้ำ (Test and retest) เป็นการนำแบบทดสอบชุดเดียวกันไปสอบผู้เรียน กลุ่มเดียวกัน 2 ครั้งในเวลาห่างกันพอสมควร แล้วนำค่าคะแนนทั้ง 2 ชุดนั้นมาหาค่าความสัมพันธ์ที่ได้ คือค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ วิธีการนี้เรียกว่า “Measure of stability” การหาความเชื่อมั่น ลักษณะนี้มีข้อจำกัดบางประการ กล่าวคือ (1) ผู้ทำแบบทดสอบอาจเกิดความเบื่อหน่าย เนื่องจาก ธรรมชาติของบุคคลไม่ชอบความซ้ำซากจำเจ (2) เสียเวลาในการสอบมาก (3) ผู้สอบเกิดการเรียนรู้จาก การสอบครั้งแรกทำให้สอบครั้งที่สองทำได้คล่องขึ้น เกิดความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงดงัน้ดังนั้น การหาค่าความเชื่อมั่นของข้อสอบจึงไม่เป็นที่นิยม 2.2) ใช้แบบทดสอบคู่ขนาน (Equivalence tests) แบบทดสอบคู่ขนาน หมายถึง แบบทดสอบ 2 ชุดที่มีลักษณะและคุณภาพใกล้เคียงกันมากที่สุด ทั้งด้านเนื้อหา ความยากง่าย อำนาจ จำแนก ลักษณะคำถาม และจำนวนข้อคำถาม จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นแบบทดสอบฉบับเดียวกัน สามารถใช้แทนกันได้การใช้แบบทดสอบคู่ขนานเป็นการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดต่าง ๆ ของการหา ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบด้วยวิธีการสอบซ้ำ วิธีการหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทำได้ โดยการนำแบบทดสอบคู่ขนานไปทดสอบนักเรียนกลุ่มเดียวกันทั้ง 2 ฉบับในเวลาเดียวกันแล้วคะแนน จากการทำแบบทดสอบทั้ง 2 ชุดนี้มาหาความสัมพันธ์จะได้ค่าความเชื่อมั่นดังกล่าว วิธีการนี้เรียกว่า “Measure of equivalence test” ข้อจำกัดของการทดสอบนี้คือการสร้างแบบทดสอบที่มีลักษณะ ที่ใกล้เคียงกันทั้งเนื้อหา ความยากง่าย และอำนาจจำแนก ฯลฯ ทำได้ยากจึงต้องใช้ประสบการณ์สูง 2.3) วิธีแบ่งครึ่งข้อสอบ (Split-half) เป็นการสร้างข้อสอบชุดเดียวให้ผู้สอบชุดเดียวกัน แต่แบ่งครึ่งข้อสอบและได้ค่าคะแนน 2 ชุดเป็นการแก้ไขปัญหาความยากในการสร้างแบบทดสอบ แบบคู่ขนานแต่ได้ผลเช่นเดียวกับการสอบซ้ำหรือการใช้ข้อสอบแบบคู่ขนาน วิธีการอาจแบ่งตรวจครั้ง ละครึ่งฉบับ โดยการแบ่งข้อคี่กับข้อคู่หรือครึ่งแรกและครึ่งหลัง นิยมใช้ข้อคู่และข้อคี่มากกว่า เนื่องจาก การเรียงลำดับข้อสอบนิยมเรียงตามเนื้อหาเป็นตอน ๆ จากง่ายไปยาก ดังนั้นการแบ่งครึ่งลักษณะนี้ จึงมีลักษณะคล้ายคลึงพออนุโลมให้เป็นแบบทดสอบคู่ขนานได้ เมื่อตรวจและได้คะแนน 2 ชุดแล้ว


12 นำคะแนนทั้ง 2 ชุดมาหาค่าความสัมพันธ์กัน เป็นความเชื่อมั่นของแบบทดสอบครึ่งฉบับ เรียกว่า “Internal consistency” จากนั้นจึงนำมาคำนวณค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งค่าความ เชื่อมั่นข้อสอบเต็มฉบับนั้นจะสูงกว่าครึ่งฉบับ เนื่องจาก ค่าความเชื่อมั่นขึ้นอยู่กับความยาวหรือจำนวน ของข้อคำถาม ข้อสอบที่มีข้อคำถามมากจะมีระดับความเชื่อมั่นสูงกว่าแบบทดสอบที่มีจำนวนข้อน้อย 2.4) วิธี Kuder-Richardson (KR) เป็นการหาค่าความคงที่ภายในของแบบทดสอบ เรียกว่า ความเชื่อมั่นภายใน (Internal consistency) สูตรที่นิยมใช้คือสูตรคำนวณ KR-20 และ KR-21 สูตร KR-20 = − 1 [1 − 2 ] สูตร KR-21 = − 1 [1 − ̅( − ̅) 2 ] เมื่อ แทน จำนวนข้อสอบทั้งฉบับ แทน สัดส่วนของผู้ตอบถูก แทน สัดส่วนของผู้ตอบผิด ̅แทน ค่าเฉลี่ย 2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม 3) ความเป็นปรนัย (Objectivity) หมายถึง ความแจ่มชัดของข้อคำถามที่ทำให้ผู้สอบเข้าใจ ความหมายได้ถูกต้องตรงกัน ข้อคำถามที่มีความเป็นปรนัยต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการ คือ 3.1) ข้อคำถามมีความชัดเจนว่าต้องการถามอะไร 3.2) การตรวจให้คะแนนได้ตรงกันไม่ว่าจะให้ใครตรวจก็ตาม 3.3) คะแนนที่ได้สามารถแปลความหมายได้ตรงกัน 4) อำนาจจำแนก (Discrimination) เป็นความสามารถในการแยกหรือจำแนกบุคคลที่มี คุณลักษณะหรือความสามารถแตกต่างกันออกจากกันได้แบบทดสอบที่ดีต้องมีความยากง่าย พอเหมาะ กล่าวคือ ไม่ยากเกินไปหรือไม่ง่ายเกินไป ในแบบทดสอบชุดหนึ่ง ๆ อาจมีทั้งข้อสอบที่มี ความยาก ปานกลาง และค่อนข้างง่ายปะปนกันไป ความยากง่ายของแบบทดสอบพิจารณาได้จาก ผลการสอบข้อสอบทั้งฉบับเป็นสำคัญ ความยากง่ายพิจารณาได้จากความยากง่ายของแบบทดสอบ ทั้งฉบับและความยากง่ายของคำถามรายข้อ


13 4.1) ความยากง่ายของแบบสอบทั้งฉบับ พิจารณาจาก (1) คะแนนรวมของแบบทดสอบทั้งฉบับ พิจารณาจากหากคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าครึ่งหนึ่ง ของคะแนนเต็มแสดงว่าง่ายหรือค่อนข้างง่าย หากต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็มแสดงว่ายาก หรือค่อนข้างยาก (2) ความยากง่ายของคำถามรายข้อ พิจารณาจากการนำความยากง่ายรายข้อ มาคำนวณหาค่าเฉลี่ย ซี่งมีค่าอยู่ระหว่าง 0-1.00 หากค่าความยากง่ายของข้อสอบทั้งฉบับสูงกว่า 0.50 ถือว่าแบบทดสอบนั้นค่อนข้างยาก 4.2) ความยากง่ายรายข้อ พิจารณาจากจำนวนผู้ตอบถูกถามข้อใดมีผู้ตอบถูกมากกว่า ครึ่งหนึ่งของผู้สอบทั้งหมดถือว่าข้อสอบง่าย ในทำนองเดียวกันหากมีผู้ตอบถูกไม่ถึงครึ่งของผู้สอบ ทั้งหมดถือว่า ข้อสอบยากหรือค่อนข้างยาก ดังนั้นค่าความยากง่ายของข้อสอบคือสัดส่วนของคนที่ตอบ คำถามถูก ซึ่งนิยมแทนด้วย “p” มีคั้งแต่ 0-1.00 ถ้าค่า p สูง กล่าวคือ คำถามข้อนั้นมีผู้ตอบถูกมาก แสดงว่าข้อสอบนั้นง่าย หากค่า p ต่ำ กล่าวคือ ข้อคำถามนั้นมีผู้ตอบถูกน้อย แสดงว่าข้อสอบยาก แบบทดสอบที่ดีควรมีค่า p อยู่ระหว่าง 0.20-0.80 อย่างไรก็ตามการพิจารณาความยากง่ายของ ข้อสอบแตกต่างกันตามจุดประสงค์ของการสอบ เช่น แบบทดสอบสำหรับประเมินผลการเรียนการสอน ทั่วไปอาจใช้แบบทดสอบที่มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.20-0.80 แต่ในแบบทดสอบเพื่อคัดเลือก เรียนต่ออาจใช้แบบสอบที่มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.15-0.75 ส่วนแบบทดสอบสำหรับ การประเมินแบบอิงเกณฑ์อาจใช้แบบทดสอบที่ง่าย เนื่องจากการประเมินผลแบบอิงเกณฑ์มักใช้เกณฑ์ ในการประเมิน 80-90 เปอร์เซ็นต์ 5) อำนาจจำแนก (Discrimination) แบบทดสอบที่ดีต้องสามารถจำแนกผู้สอบที่มี ความสามารถเก่ง-อ่อนต่างกันได้โดยคนเก่งจะตอบถูกมากกว่าคนอ่อน โดยพิจารณาจาก 5.1) ค่าอำนาจจำแนกแบบทดสอบทั้งฉบับ (1) หากคะแนนรวมของผู้ทำแบบทดสอบทั้งกลุ่มมีการกระจายตัวตั้งแต่แต่ศูนย์ถึง เกือบเต็มแสดงว่าแบบทดสอบนั้นจำแนกได้หากคะแนนรวมมีการเกาะกลุ่มกันหรือมีการกระจายตัว ของคะแนนน้อยแสดงว่าแบบทดสอบนั้นมีอำนาจการจำแนกต่ำหรือจำแนกไม่ได้ (2) ค่าเฉลี่ยของค่าอำนาจจำแนกรายข้อของแบบทดสอบทั้งฉบับ โดยทั่วไปค่าอำนาจ จำแนกรายข้อของแบบทดสอบมีค่า -1.00 0 และ +1.00 หากค่าเฉลี่ยของค่าอำนาจจำแนกรายข้อ เท่ากับ หรือมากกว่า 0.20 แสดงว่าแบบทดสอบฉบับนั้นจำแนกได้ 5.2) ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบรายข้อ ซึ่งพิจารณาจากหลักที่ว่าคนเก่งตอบถูก มากกว่าคนอ่อน ดังนั้นหากข้อใดที่คนอ่อนตอบถูกมากกว่าคนเก่ง เรียกว่า “จำแนกกลับ” ส่วนข้อใด ที่คนเก่งและคนอ่อนตอบถูกพอ ๆ กัน เรียกว่า “จำแนกไม่ได้” ดังนั้นหากข้อสอบข้อใดค่าอำนาจ จำแนกมีค่าเป็นบวกแสดงว่าจำแนกได้ถ้ามีค่าอำนาจจำแนกลบแสดงว่าจำแนกคนกลับ และค่าอำนาจ


14 จำแนกมีค่าเป็นศูนย์หรือใกล้ศูนย์แสดงว่าข้อคำถามนั้นไม่มีอำนาจจำแนก คนเก่งและคนอ่อนที่ตอบผิด และตอบถูกพอ ๆ กัน ควรมีการปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 6) ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) เครื่องมือวัดที่มีประสิทธิภาพ หมายถึง เครื่องมือที่ทำให้ ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยลงทุนน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นด้านเวลา แรงงาน ความสะดวกสบาย แบบทดสอบที่ดีควรพิมพ์ผิดพลาดตกหล่นน้อยและเป็นระเบียบเรียบร้อย 7) ยุติธรรม (Fair) เป็นลักษณะของคำถามที่ไม่ถามเพื่อเปิดโอกาสให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้เปรียบในการตอบมากกว่าคนในกลุ่มหนึ่งหรือบุคคลหนึ่ง 8) คำถามลึก (Searching) แบบทดสอบที่สอบถามเฉพาะความรู้ความเข้าใจผู้ออกข้อสอบ ไม่ควรออกข้อสอบเชิงลึกขนาดที่ต้องใช้การวิเคราะห์ สังเคราะห์แก้ปัญหา ดังนั้นความลึกของคำถาม ควรสอดคล้องกับลักษณะและจุดประสงค์ในการวัด 9) คำถามยั่วยุ (Exasperation) คำถามยั่วยุมีลักษณะเป็นคำถามที่ท้าทายให้ผู้สอบอยากคิด อยากทำ มีลีลาการถามที่น่าสนใจ ไม่ถามวกวน ซ้ำซาก น่าเบื่อ อาจใช้รูปภาพประกอบคำถาม การเรียงข้อคำถามควรเรียงหลายแบบคละกัน อาจเรียงลำดับเนื้อหา เรียงลำดับความยากง่ายสลับกัน เป็นต้น 10) ความจำเพาะเจาะจง (Definite) ลักษณะคำถามที่ดีไม่ควรถามกว้างเกินไป ไม่ถาม คลุมเครือ ผู้สอบอ่านแล้วต้องเข้าใจว่าครูถามอะไร ส่วนจะตอบถูกหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขึ้นอยู่กับ ความรู้ความสามารถของผู้ตอบ 2.1.6 การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2555) ได้จำแนกพฤติกรรมการเรียนรู้ สำหรับเป็นเกณฑ์สอบวัดค่าความรู้ของผู้เรียน 4 พฤติกรรม ดังนี้ 1) ความรู้ ความจำ (Knowledge) หมายถึง ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่เคยเรียนมาแล้ว เกี่ยวกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริง (Fact) ข้อตกลง (Convention) นิยาม(Definition) แนวความคิด (Concept) หลักการ (Principle) กฎ (Law) หรือทฤษฎี (Theory) 2) ความเข้าใจ (Comprehension) หมายถึงความสามารถในการจำแนกความรู้ได้เมื่อปรากฏ อยู่ในรูปใหม่และความสามารถในการแปลความรู้จากสัญลักษณ์หนึ่งไปยังอีกสัญลักษณ์หนึ่ง 3) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์(Science process skills) หมายถึง ความสามารถ ในด้านต่าง ๆ ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การสังเกต การวัด การจัดกระทำข้อมูล การแปลความหมายข้อมูล การสรุป การสร้างและทดสอบสมมติฐาน และกรารแก้ปัญหา ซึ่งเป็น พฤติกรรมการเรียนรู้และบางพฤติกรรมเป็นการเรียนรู้ในระดับสูง


15 4) การนำความรู้ไปใช้ (Application) หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้และวิธีการ ต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในชีวิตประจำวันในสถานการณ์ใหม่หรือที่แตกต่างไปจากเดิม จากการศึกษาการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ข้างต้น สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หมายถึง ระดับคะแนนความสามารถของผู้เรียนในการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ซึ่งวัดได้จากแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นตามมาตรฐานและตัวชี้วัดในหน่วยการเรียนรู้ เรื่อง ถารถ่ายโอนความร้อน โดยวัดความรู้ ความจำ ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และการนำไปใช้ 2.2 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 2.2.1 ความหมายการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD อริยาภรณ์ ขุนปักษี (2561) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เป็นรูปแบบหนึ่ง ของการจัดการเรียนรูปแบบร่วมมือ (Cooperative learning) พัฒนาขึ้นโดยสลาวิน ผู้อำนวยการ โครงการศึกษาระดับประถมศึกษา ศูนย์วิจัยประสทธิภาพการเรียนของนักเรียน มีปัญหาทางด้าน วิชาการแห่งมหาวิทยาลัยจอห์นฮอฟกินส์ สหรัฐอเมริกา และเป็นผู้เชี่ยวชาญการสอนคณิตศาสตร์ สลาวินได้พัฒนาเทคนิคนี้ขึ้นเพื่อขจัดปัญหาทางการศึกษา มุ่งเน้นทักษะการคิด การเรียนที่เป็นระบบ เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการเรียนเป็นกลุ่มและเป็นวิธีการสร้างสัมพันธภาพระหว่างนักเรียน อิศรา รุ่งอภิญญา (2558) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เป็นทางเลือกหนึ่ง สำหรับการเรียนเป็นกลุ่ม โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อจูงใจให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้น กล้าแสดงออก และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการทำความเข้าใจเนื้อหาวิชาต่าง ๆ เป็นวิธีที่เน้นความสำคัญของ การเรียนเป็นกลุ่ม ช่วยฝึกทักษะทางสังคม โดยผู้เรียนจะต้องสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้เรียนโดยการ ใช้ความคิดร่วมกันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนฝึกการเรียนรู้และฝึกความรับผิดชอบ ต่อส่วนร่วมเพื่อความสำเร็จของกลุ่ม จากการศึกษาความหมายการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ข้างต้น สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะการคิด การเรียน ที่เป็นระบบ เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการเรียนเป็นกลุ่มและเป็นวิธีการสร้างสัมพันธภาพระหว่าง นักเรียน โดยมีการจัดนักเรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มละ 4-5 คน โดยในแต่ละกลุ่มมีทั้งเพศชายและหญิง มีทั้งนักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน ทำกิจกรรมร่วมกันและช่วยเหลือกันในด้านการเรียน 2.2.2 รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD การจัดกิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD มีกระบวนการดำเนินการ ดังนี้ 1) จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มและคละความสามารถ (เก่ง-กลาง-อ่อน) กลุ่มละ 4 คน เรียกกลุ่มนี้ว่า กลุ่มบ้านของเรา (Home group)


16 2) สมาชิกในกลุ่มบ้านของเราได้รับเนื้อหาสาระและศึกษาเนื้อหาสาระร่วมกัน เนื้อหาสาระนั้น อาจมีหลายตอน ซึ่งผู้เรียนอาจจะต้องทำแบบทดสอบในแต่ละตอนและเก็บคะแนนของตนไว้ 3) ผู้เรียนทุกคนทำแบบทดสอบครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นการทดสอบรวบยอดและนำคะแนนของตน ไปหาคะแนนพัฒนาการซึ่งหาได้ ดังนี้ คะแนน 0-4 คะแนน คะแนนพัฒนาการ = 0 คะแนน 5-9 คะแนน คะแนนพัฒนาการ = 10 คะแนน 10-13 คะแนน คะแนนพัฒนาการ = 20 คะแนน 14 คะแนน ขึ้นไป คะแนนพัฒนาการ = 30 ขั้นตอนการเรียนการสอนตามรูปแบบกลุ่มแบบร่วมมือ เทคนิค STAD สรุปได้ดังนี้ 1) การเสนอบทเรียนต่อชั้นเรียน เนื้อหาของบทเรียนจะถูกเสนอต่อนักเรียนทั้งห้อง โดยครูผู้สอน ซึ่งครูผู้สอนจะต้องใช้เทคนิคการสอนที่เหมาะสมตามลักษณะเนื้อหาบทเรียน โดยใช้สื่อ การสอนประกอบค าอธิบายของครูเพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจบทเรียน 2) การเรียนกลุ่มย่อย ซึ่งแต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยสมาชิก 4-5 ซึ่งสมาชิกกลุ่มจะมี ความแตกต่างกันในเรื่องเพศและระดับสติปัญญา ซึ่งหน้าที่สำคัญของกลุ่มคือการเตรียมสมาชิก ของกลุ่มให้สามารถทำแบบทดสอบได้ดี กลุ่มจะต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อช่วยสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม กลุ่มจะต้องติวและสอนเพื่อนร่วมกลุ่มให้เข้าใจเนื้อหาที่เรียนและจะต้องช่วยเหลือเพื่อนเพื่อให้รู้เนื้อหา อย่างถ่องแท้ 3) การทดสอบย่อย หลังการเรียนไปแล้ว 1-2 ชั่วโมง นักเรียนจะต้องได้รับการทดสอบ ซึ่งในการทดสอบนักเรียนทุกคนจะต้องทำข้อสอบตามความสามารถของตน ไม่ให้ช่วยเหลือกันและกัน ในการสอบ 4) ตรวจคำตอบของผู้เรียน นำคะแนนของสมาชิกทุกคนในกลุ่มมารวมกันเป็นคะแนนกลุ่ม คะแนนในการพัฒนาตนเองเป็นคะแนนที่ได้จากการเปรียบเทียบคะแนนสอบได้กับคะแนนฐาน โดยคะแนนที่ได้จะเป็นคะแนนความกาวหน้าของผู้เรียน ซึ่งนักเรียนจะทำได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ความขยันที่เพิ่มขึ้นมากกว่าบทเรียนก่อนหรือไม่ นักเรียนทุกคนมีโอกาสได้คะแนนสูงสุดเพื่อช่วยเหลือ กลุ่มหรืออาจจะไม่ได้ ถ้าหากได้คะแนนน้อยกวาคะแนนฐานเกิน 10 คะแนน (โดยเทียบจากคะแนน ฐานจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน) 5) กลุ่มที่ได้รับการยกยองและยอมรับ กลุ่มจะได้รับรางวัลเมื่อคะแนนเฉลี่ยเกินเกณฑ์ที่ตั้งไว้ การเตรียมการเรียนการสอนกลุ่มร่วมมือแบบ STAD (1) เตรียมสื่อการสอนกลุ่มร่วมมือแบบ STAD โดยจัดเป็นชุดการเรียนใช้สำหรับการเรียน เป็นกลุ่มโดยเฉพาะแบบฝึกทักษะและแบบทดสอบย่อยสำหรับแต่ละหน่วยที่ครูวางแผนที่จะสอน


17 (2) จัดแบ่งกลุ่มนักเรียน ประกอบด้วยนักเรียนที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน ในหนึ่งกลุ่มมีสมาชิก 4 คน สมาชิกแบ่งออกเป็นนักเรียนด้วยอัตราส่วน 1:2:1 เป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน อ่อน 1 คน (3) การกาหนดฐานคะแนนเบื้องต้น ฐานคะแนนคำนวณมาจากคะแนนเฉลี่ยของ การหาคะแนนฐานของนักเรียน คะแนนฐานของนักเรียนแต่ละคนอาจได้มาจากคะแนนทดสอบก่อน หรือคะแนนผลการเรียนจากภาคเรียนที่ผ่านมาหรือปี การศึกษาที่ผ่านมาก็ได้ ซึ่งต้องทำการเฉลี่ย คะแนนของทั้งปี คะแนนฐานจะเปลี่ยนไปทุกครั้งเมื่อทำการทดสอบยอย โดยจะนำคะแนนที่สอบได้ ครั้งที่แล้วเป็นคะแนนฐานครั้งต่อไป 2.2.3 บทบาทหน้าที่ของครูและนักเรียนในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 1) บทบาทหน้าที่ของครูในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD (1) ให้งานที่ท้าทายความสามารถของนักเรียนมากกว่าที่เป็นการแข่งขัน (2) ให้นักเรียนได้มีโอกาสเลือกและตัดสินใจ (3) นับถือและให้คุณค่าในความคิดของนักเรียน (4) ให้กำลังใจนักเรียนในการแสดงออกซึ่งความคิดของตนเองในหลายรูปแบบ (5) ยอมรับว่านักเรียนผิดพลาดได้ (6) เผยแพร่ผลงานของนักเรียนในรูปของป้ายประกาศของห้องเรียน (7) กระตุ้นความคิดนักเรียนโดยใช้ข้อมูลต่าง ๆ เช่น หนังสือ วารสาร 2) บทบาทหน้าที่ของครูในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD (1) นักเรียนต้องไว้วางใขจซึ่งกันและกัน และพัฒนาทักษะและสื่อความหมายของตนให้ดี (2) ในการทำกิจกรรมการเรียนในแต่ละกิจกรรม สมาชิกของกลุ่มคนหนึ่งจะทำหน้าที่ ประสานงาน คนหนึ่งจะทำหน้าที่เลขานุการของกลุ่ม ส่วนสมาชิกที่เหลือจะทำหน้าที่ร่วมทีม สมาชิก แต่ละคนจะต้องได้รับมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบ ทุกคนในกลุ่มจะต้องเข้าใจเรื่องที่กำลังเรียน และสามารถตอบคำถามได้เหมือนกันทุกคน ทุกคนมีส่วนเสริมสร้างความสำเร็จของกลุ่ม (3) นักเรียนควรให้เกียรติและฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกทุกคน สมาชิกในกลุ่ม อาจวิจารณ์ความคิดเห็นของเพื่อนได้ แต่ไม่อาจวิจารณ์ตัวบุคคลและควรเป็นไปเพื่อความชัดเจน ในความคิดเห็น (4) นักเรียนเป็นผู้รับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเองและเพื่อน ๆ ในกลุ่ม นักเรียนจะร่วมกัน ทำกิจกรรม ทุกคนได้ปฏิบัติตามบทบาทและหน้าที่ และช่วยเหลือกันควบคุมเวลาในการทำงาน


18 2.2.4 ข้อดีและข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 1) ข้อดีของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD (1) ผู้เรียนมีความเอาใจใส่รับผิดชอบตนเองและกลุ่มร่วมกับสมาชิกอื่น (2) ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกันได้เรียนรู้ร่วมกัน (3) ส่งเสริมให้ผู้เรียนผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้นำ (4) ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกและเรียนรู้ทักษะทางสังคมโดยตรง (5) ผู้เรียนมีความตื่นเต้นและสนุกสนานกับการเรียนรู้ 2) ข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD (1) ถ้าผู้เรียนขาดความเอาใจใส่และความรับผิดชอบจะส่งผลให้ผลงานของกลุ่ม และการเรียนรู้ไม่ประสบความสำเร็จ (2) เป็นวิธีการที่ผู้สอนจะต้องเตรียมการ ดูแลเอาใจใส่ในกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน อย่างใกล้ชิด จึงจะได้ผลดี (3) ผู้สอนมีภาระงานเพิ่มขึ้น จากการศึกษาข้อดีและข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สรุปได้ว่า วิธีการสอนแบบร่วมมือเป็นวิธีการสอนที่เน้นความสำคัญของการเรียนเป็นกลุ่ม มีการช่วยเหลือซึ่งกัน และกันในกลุ่ม ซึ่งรูปแบบการเรียนที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลางนี้เหมาะสำหรับการเรียนวิทยาศาสตร์ ที่มีการปฏิบัติกิจกรรมหรือการทดลองเป็นกลุ่ม เพราะจะทำให้นักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อนร่วมมือ กันและทำงานร่วมกัน เพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ประสบความสำเร็จและบรรลุผลตามเป้าหมาย 2.3 ความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ 2.3.1 ความหมายของความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ สุรี มโนมัย และคณะ (2564) ได้ให้ความหมายว่า ความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความเชื่อ ความคิด ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ โดยพฤติกรรมที่แสดงออก มี 2 ลักษณะ คือ 1. เจตคติเชิงบวกต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกมาในลักษณะพึงพอใจ ความชอบ อยากเรียน และอยากเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ 2. เจตคติเชิงลบต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกมาในลักษณะไม่พอใจ ไม่ชอบ ไม่อยากเรียน และไม่อยากเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ สุเมธ เนาว์รุ่งโรจน์ (2560) ได้ให้ความหมายว่า ความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความชอบของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ซึ่งสามารถลดความตึงเครียด


19 ในการเรียนและตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียน นำไปสู่ความสำเร็จและความก้าวหน้า ในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรณูวารีศรี และนิตนา เปลื้องนุช (2555) ความรู้สึกที่ดีของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรม และการปฏิบัติกิจกรรม ประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้ บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมของกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้รับการตอบสนองความต้องการและความคาดหวัง ซึ่งเป็นผลมาจากความชอบ ความสนใจต่อ การจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ จากความหมายของเจตคติข้างต้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกภายในจิตใจ ความคิดเห็นส่วนบุคคล ค่านิยม ความเชื่อ ที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทั้งทางบวก ทางลบ สามารถสร้าง และเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากการเรียนรู้และประสบการณ์เป็นตัวกระตุ้นให้บุคคลมีแนวโน้มที่จะแสดง พฤติกรรมต่อสิ่งต่าง ๆ ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นไปในทางสนับสนุนหรือทางต่อต้าน 2.3.2 คุณลักษณะสำคัญของผู้เรียนที่มีความหมายของความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2555) ระบุคุณลักษณะสำคัญ และพฤติกรรมบ่งชี้ของผู้เรียนที่มีความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ดังนี้ 1. ความสนใจใฝ่เรียนรู้หรือความอยากรู้อยากเห็น แสดงออกด้วยพฤติกรรม ได้แก่ ยอมรับว่า การทดลองค้นคว้าจะเป็นวิธีในการแก้ปัญหาได้ มีความใส่ใจและพอใจใคร่ สืบเสาะแสวงหาความรู้ ในสถานการณ์และปัญหาใหม่ ๆ อยู่เสมอ มีความกระตือรือร้นต่อกิจกรรมต่าง ๆ ชอบทดลองค้นคว้า ชอบสนทนา ซักถาม ฟัง อ่าน เพื่อให้ได้รับความรู้เพิ่มขึ้น ความรับผิดชอบ ความมุ่งมั่น ความอดทน แสดงออกด้วยพฤติกรรม ได้แก่ ยอมรับผลการกระทำของตนเองทั้งที่เป็นผลดีและผลเสีย เห็นคุณค่า ของความรับผิดชอบและความเพียรพยายามว่าเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สมบูรณ์ ตามกำหนดและตรงต่อเวลา เว้นการกระทำอันเป็นผลเสียหายต่อส่วนรวม ทำงานเต็มความสามารถ ดำเนินแก้ปัญหาจนกว่าจะได้คำตอบ ไม่ท้อถอยในการทำงานเมื่อมีอุปสรรค์หรือล้มเหลว มีความอดทน แม้การดำเนินการแก้ปัญหาจะยุ่งยากและใช้เวลา เป็นต้น ความมีเหตุผลแสดงออกด้วยพฤติกรรม ได้แก่ ยอมรับ ในคำอธิบายเมื่อมีหลักฐานหรือข้อมูลมาสนับสนุนอย่างเพียงพอ เห็นคุณค่าของการใช้ เหตุผลในเรื่องต่าง ๆ พยายามอธิบายสิ่งต่าง ๆ ในแง่ชองเหตุและผล ไม่เชื่อโชคลางหรือคำทำนาย ที่ไม่สามารถอธิบายตามวิธีทางวิทยาศาสตร์ได้ อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล หาความสัมพันธ์ของเหตุและผลที่เกิดขึ้น ตรวจสอบความถูกต้องหรือความสมเหตุสมผลของแนวคิด ต่าง ๆ กับแหล่งของเหตุผลและผลที่เกิดขึ้น ตรวจสอบความถูกต้องหรือความสมเหตุสมผล ของแนวคิดต่าง ๆ กับแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เสาะแสวงหาหลักฐานข้อมูลจากการสังเกต หรือการทดลองเพื่อสนับสนุนคำอธิบาย รวบรวมข้อมูลที่เชื่อถือได้ เสาะแสวงหาหลักฐานข้อมูล จากการสังเกต ความมีระเบียบ และรอบคอบ แสดงออกด้วยพฤติกรรม ได้แก่ ยอมรับว่า


20 ความมีระเบียบและรอบคอบเป็นสิ่งมีประโยชน์ เห็นคุณค่าของความมีระเบียบและรอบคอบ นำวิธีการหลาย ๆ วิธีมาตรวจสอบผลหรือวิธีการทดลอง มีการใคร่ครวญไตร่ตรอง พินิจพิเคราะห์ มีความละเอียดถี่ถ้วนในการทำงานมีการวางแผนการทำงานและจัดระบบการทำงาน ตรวจสอบ ความเรียบร้อยและคุณภาพของเครื่องมือก่อนทำการทดลอง ทำงานอย่างมีระบบระเบียบ เป็นต้น 2. ความซื่อสัตย์ แสดงออกด้วยพฤติกรรม ได้แก่ เสนอความจริงถึงแม้เป็นผลที่แตกต่าง จากผู้อื่น เห็นคุณค่าของการเสนอข้อมูลตามความจริง บันทึกผลหรือข้อมูลตามความเป็นจริงและไม่ใช้ ความคิดเห็นของตนเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่แอบอ้างผลงานของผู้อื่นว่าเป็นผลงานของตนเอง เป็นต้น ความใจกว้างร่วมแสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นแสดงออกด้วยพฤติกรรม ได้แก่ รับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ ข้อโต้แย้งหรือข้อคิดเห็นที่มีเหตุผลของผู้อื่น ไม่ยึดมั่นในความคิดยอมพิจารณา ข้อมูลหรือแนวคิดที่ยังสรุปแน่นอนไม่ได้และพร้อมที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติม เป็นต้น


21 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ในการวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำ ของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.3 การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 วิธีวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ 3.6 สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือ 3.7 สถานที่การทำวิจัย 3.8 ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้าน สันเจริญ จำนวน 7 คน 3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียน บ้านสันเจริญ จำนวน 7 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster random sampling) 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาเป็นหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบ้านสันเจริญ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 3.2.1 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุ


22 3.2.2 แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุ และการใช้ประโยชน์จากวัสดุ 3.2.3 แบบประเมินความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ 3.3 การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ ประโยชน์จากวัสดุโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD 1) ศึกษาวิธีการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD จำนวน 3 แผน 2) วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ใช้เวลาสอนทั้งหมด 3 ชั่วโมง 4) นำแผนการจัดการเรียนรู้ ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน พิจารณาตรวจสอบ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และต้องมีค่าความสอดคล้อง 0.5 ขึ้นไป โดยกำหนดให้คะแนนดังนี้ +1 แผนการจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ 0 ไม่แน่ใจว่าแผนการจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับจุดประสงค์ -1 แผนการจัดการเรียนรู้ไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์ 5) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้จากการพิจารณาตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน มาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ 6) นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน 7) ผู้วิจัยดำเนินการจัดการเรียนรู้และดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 8) เมื่อดำเนินการจัดการเรียนรู้เสร็จแล้ว ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทำแบบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุ และการใช้ประโยชน์จากวัสดุ 1) วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) จัดทำแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) นำแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน พิจารณาตรวจสอบ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และต้องมีค่าความสอดคล้อง 0.5 ขึ้นไป โดยกำหนดให้คะแนนดังนี้ +1 ข้อสอบสอดคล้องกับจุดประสงค์ 0 ไม่แน่ใจว่าข้อสอบสอดคล้องกับจุดประสงค์


23 -1 ข้อสอบไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์ 4) นำแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้จากการพิจารณาตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน มาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ 5) นำแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สมบูรณ์ไปใช้ในการทดสอบกับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสันเจริญ 3. แบบประเมินความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ 1) ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบแบบประเมินความพึงพอใจ ต่อวิชาวิทยาศาสตร์ 2) ศึกษาและวิเคราะห์หาพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความพึงพอใจเพื่อใช้ในการกำหนด แนวทางในการจัดทำแบบประเมินความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ 3) จัดทำแบบประเมินความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ 5, 4, 3, 2 และ 1 ซึ่งหมายถึง เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ตามลำดับ 4) นำแบบประเมินความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน พิจารณา ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และต้องมีค่าความสอดคล้อง 0.5 ขึ้นไป โดยกำหนดให้คะแนนดังนี้ +1 แบบประเมินสอดคล้องกับจุดประสงค์ 0 ไม่แน่ใจว่าแบบประเมินสอดคล้องกับจุดประสงค์ -1 แบบประเมินไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์ 5) นำแบบประเมินความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ที่ได้จากการพิจารณาตรวจสอบ จากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน มาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ 6) นำแบบประเมินความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์ไปให้นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสันเจริญ ประเมินความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์และเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านสันเจริญ โดยมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นก่อนการทดลอง ผู้วิจัยชี้แจงจุดประสงค์ในการวิจัยให้นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างทราบ รวมทั้งขอความร่วมมือในการทดลอง หลังจากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น


24 และเก็บคะแนนไว้เป็นคะแนนก่อนการทดลอง (Pretest) ในการดำเนินการทดลองผู้วิจัยเป็นผู้ควบคุม การสอบให้เป็นไปตามความเรียบร้อย 2. ขั้นดำเนินทดลอง ผู้วิจัยดำเนินการทดลองโดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียน ตามแผนการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์ จากวัสดุที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นโดยการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำ ของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุจำนวน 1 แผน เป็นเวลา 2 ชั่วโมง 3. ขั้นหลังการทดลอง ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยใช้ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดียวกับการทดสอบก่อนการทดลองและเก็บคะแนนไว้เป็นคะแนน หลังการทดลอง (Posttest) ในการดำเนินการทดลองผู้วิจัยเป็นผู้ควบคุมการสอบให้เป็นไป ตามความเรียบร้อย 4. เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูล 3.5 วิธีวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ 3.5.1 สถิติพื้นฐาน ค่าร้อยละ (Percentage) ใช้สูตรดังนี้ = x100 เมื่อ แทน ร้อยละ แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด ค่าเฉลี่ย (Mean) ใช้สูตรดังนี้ ̅ = x เมื่อ ̅แทน ค่าเฉลี่ยเลขคณิต x แทน ผลรวมคะแนนทั้งหมด แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใช้สูตรดังนี้


25 .. = √ x 2 − (x) 2 ( − 1) เมื่อ .. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน x 2 แทน ผลรวมของกำลังสองของคะแนน (x) 2 แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกำลังสอง แทน จำนวนคนในกลุ่มตัวอย่าง 3.5.2 สถิติ Pair sample t-test เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระจากกันโดยการทดสอบค่าที ( t-test) โดยใช้สูตร ดังนี้ = (̅1 − ̅2) √ 2 [ 1 1 + 1 2 ] , = 1 + 2 − 2 2 = (1 + 1) + 1 2 (2 − 1)2 2 1 + 2 − 2 เมื่อ แทน ค่าแจกแจงของ ̅1 แทน ค่าเฉลี่ยของข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างที่ 1 ̅2 แทน ค่าเฉลี่ยของข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างที่ 2 1 2 แทน ความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่างที่1 2 2 แทน ความแปรปรวนของกลุ่มตัวอย่างที่ 2 1 แทน ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ 1 2 แทน ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ 2 3.6 สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือ ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์การวิจัย (IOC ; Index of Item Objective Congruence) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบ ใช้สูตรการคำนวณ ดังนี้ = R


26 เมื่อ แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทน คะแนนของผู้เชี่ยวชาญ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ ค่าอำนาจจำแนก (Discrimination เป็นการดูความเหมาะสมของรายข้อว่าข้อคำถาม สามารถจำแนกกลุ่มเก่ง กลุ่มอ่อนได้จริง ใช้สูตรการคำนวณ ดังนี้ = − เมื่อ แทน ค่าอำนาจจำแนก แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มสูงที่ตอบถูก แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มต่ำที่ตอบถูก แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบวัดเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ การคำนวณหา ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ คำนวณจากสูตร การหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α - coefficient) ของครอนบัค (Cronbach) ดังนี้ α = − 1 {1 − 2 2 } เมื่อ α แทน ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น แทน จำนวนข้อคำถามทั้งฉบับ 2 แทน คะแนนความแปรปรวนแต่ละข้อ 2 แทน คะแนนความแปรปรวนทั้งฉบับ 3.7 สถานที่การทำวิจัย ดำเนินการวิจัย ณ โรงเรียนบ้านสันเจริญ หมู่ 6 ตำบลผาทอง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน 3.8 ระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย ดำเนินการวิจัยตั้งแต่วันที่ 18-29 กันยายน พ.ศ. 2566 จำนวน 3 ชั่วโมง


27 บทที่ 4 ผลการวิจัย การวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำ ของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ผู้วิจัยนำเสนอการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ผลการวิจัย ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สามารถวิเคราะห์ ผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุ และการใช้ประโยชน์จากวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD จากการศึกษาพบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.95 และ คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.67 เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้ว คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนพัฒนาเพิ่มขึ้นสูงสุด 9 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 21.43 และต่ำสุด 2 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 4.76 ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คะแนนเต็ม ̅ S.D. N t P คะแนนก่อนเรียน 10 9.95 2.13 42 31.20 0.00 คะแนนหลังเรียน 10 15.67 1.87 42 * มีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 2. การศึกษาความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ ประโยชน์จากวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD จากการศึกษาพบว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมากที่สุดในเรื่อง การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุสามารถ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.62 รองลงมาคือผู้เรียนรู้สึกสนุกสนานกับกิจกรรม การทดลองวิทยาศาสตร์ สามารถนำการทดลองไปทดลองต่อที่บ้าน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.50 และผู้เรียน มีความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมากในเรื่องผู้สอนมอบหมายงานให้กับผู้เรียนสอดคล้อง


28 กับเนื้อหาที่สอนได้อย่างเหมาะสม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.19 รองลงมาคือการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุช่วยให้มีทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.17 ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ ข้อที่ รายการประเมิน ระดับ ความพึงพอใจ แปลผล ̅ S.D. ด้านการจัดการเรียนการสอน 1 การเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุ และการใช้ประโยชน์จากวัสดุช่วยให้มีทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น 4.17 0.76 มาก 2 การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุ และการใช้ประโยชน์จากวัสดุสามารถนำไปใช้ในชีวิต ประจำวันได้ 4.62 0.54 มากที่สุด 3 ผู้เรียนให้ความร่วมมือในการจัดการเรียนรู้ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์ จากวัสดุได้เป็นอย่างดี 4.07 1.02 มาก ด้านผู้เรียน 4 ผู้เรียนรู้สึกสนุกสนานกับกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ สามารถนำการทดลองไปทดลองต่อที่บ้าน 4.50 0.55 มากที่สุด 5 ถ้าให้เลือกเรียน ผู้เรียนจะเลือกเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นอันดับแรก 3.95 0.80 มาก 6 เมื่อเกิดข้อสงสัยต่าง ๆ นักเรียนมักจะตั้งคำถามและศึกษา ค้นคว้าหาคำตอบ 3.93 0.95 มาก ด้านผู้สอน 7 ผู้สอนจัดทำสื่อการสอนโดยใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ และน่าสนใจ 4.12 0.80 มาก 8 ผู้สอนมอบหมายงานให้กับผู้เรียนสอดคล้องกับเนื้อหาที่สอน ได้อย่างเหมาะสม 4.19 0.77 มาก


29 9 ผู้สอนใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย สามารถบูรณาการเข้ากับ เนื้อหาวิชาอื่น ๆ และสอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบัน 3.79 0.93 มาก 10 ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่น่าสนใจ กระตุ้นให้ผู้เรียน เกิดความสงสัยและความอยากรู้ 3.98 0.87 มาก รวม 4.13 0.80 มาก โดยผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์ในการแปรผลไว้ ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.49 หมายความว่า มีความพึงพอใจในระดับน้อยที่สุด ค่าเฉลี่ย 1.50 – 2.49 หมายความว่า มีความพึงพอใจในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 2.50 – 3.49 หมายความว่า มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 3.50 – 4.49 หมายความว่า มีความพึงพอใจในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.50 – 5.00 หมายความว่า มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด


30 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ ผลการวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำ ของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และศึกษาความพึง พอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านสันเจริญ จำนวน 7 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านสันเจริญ จำนวน 7 คน เครื่องมือในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD จำนวน 2 แผนการเรียนรู้ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และแบบประเมินความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยให้นักเรียนทำแบบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน จัดการเรียนรู้ตามแผนการจัด การเรียนรู้ทำแบบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน และแบบประเมิน ความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS และสถิติที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย สถิติ พื้นฐาน สถิติ Pair sample t-test และสถิติที่ใช้หาคุณภาพเครื่องมือ ผู้วิจัยสามารถสรุปผลการวิจัยที่ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยดังนี้ 5.1 สรุปผลการวิจัย จากการวิจัยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD พบว่าการเรียน แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD (Student Teams Achievement Divisions) เป็นเทคนิควิธี การเรียนรู้หนึ่งที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลดีต่อผู้เรียนก่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน โดยอาศัยการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่ได้กำหนดให้ผู้เรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม มีความสามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และมีความสนใจในการเรียนรู้ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ลงมือปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน อีกทั้งเป็นการส่งเสริมบรรยากาศในการเรียนให้มีความสนุก ความกระตือรือร้นเป็นอย่างดีจากผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD พบว่ามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วคะแนน


31 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.95 และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.67 โดยมีคะแนนพัฒนาเพิ่มขึ้นสูงสุด 9 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 21.43 และต่ำสุด 2 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 4.76 และมีความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของ วัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุ และการใช้ประโยชน์จากวัสดุอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.13 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.80 ซึ่งถือว่านักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมาก 5.2 อภิปรายผลการวิจัย การวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำ ของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ผู้วิจัยสามารถอภิปรายผลการวิจัยได้ดังนี้ ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำ ของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD พบว่านักเรียนเกิดการเรียนรู้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รู้จักคิดแก้ไขปัญหาภายใต้ คำแนะนำของผู้สอน เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข สนุกสนาน และมีการทดสอบย่อยหลังจากจบ การเรียนการสอน ส่งผลให้นักเรียนแต่ละกลุ่มมีคะแนนพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นและได้มอบรางวัล ให้กับกลุ่มที่ได้คะแนนมากที่สุด ทำให้นักเรียนมีความพยามยามกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน จากการศึกษาพบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้เรียนรู้แบบ ร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.95 และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 15.67 โดยมีคะแนนพัฒนาเพิ่มขึ้นสูงสุด 9 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 21.43 และต่ำสุด 2 คะแนน คิดเป็นร้อย ละ 4.76 สอดคล้องกับงานวิจัยของวิชุดา อ้วนศรีเมือง (2555) ที่ได้ทำการศึกษาการเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 ที่ได้รับการจัด การเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD เรื่องระบบนิเวศ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียน เนื่องจากการเรียนรู้ด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD มีความน่าสนใจ มีเนื้อหาที่ศึกษาแล้วเข้าใจง่าย กระชับ และชัดเจน และสอดคล้องกับงานวิจัยของศุภลักษณ์ จ้อยแสง และวนิดา ผาระนัด (2564) ที่ได้ ทำการศึกษาการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องการ


32 ดำรงชีวิตของพืชของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนการสอน การทำกิจกรรมในรูปแบบกลุ่มร่วมมือ ซึ่งการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD เป็นการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมืออีกรูปแบบหนึ่งที่ทำให้ นักเรียนที่มีความรู้ ความสามารถแตกต่างกันได้เรียนรู้การทำงานกลุ่มร่วมกัน การช่วยเหลือกันในกลุ่ม เพื่อให้งานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จได้ตามเป้าหมาย ผู้เรียนมีความเอาใจใส่รับผิดชอบตนเอง และสมาชิกในกลุ่ม ส่งเสริมความเป็นผู้นำโดยการผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้นำในกลุ่ม รวมทั้งเป็นการฝึก และเรียนรู้ทักษะทางสังคมโดยตรงให้แก่นักเรียน ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุ และการใช้ประโยชน์จากวัสดุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ ประโยชน์จากวัสดุอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.13 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.80 ซึ่งถือว่านักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมาก เนื่องจากผู้วิจัย ได้นำแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD มาใช้ในการแก้ปัญหาจากการจัด การเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ในขั้นสำรวจและค้นหาและขั้นอธิบายและลงข้อสรุป ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นทักษะการคิด และการเรียนที่เป็นระบบ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน ยอมรับความแตกต่าง ให้ความสำคัญ แก่สมาชิกทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน กระตุ้นให้เกิดการใช้ความคิดตามลำดับขั้นตอนอย่างมีเหตุผล ยอมรับผลงานของกลุ่มเสมือนเป็นผลงานของตนเอง โดยมีการจัดผู้เรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มละ 4-5 คน โดยในแต่ละกลุ่มคละผู้เรียนที่มีความสามารถทางการเรียนที่แตกต่างกัน มีทั้งเพศชายและหญิง มีทั้งนักเรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อน ทำกิจกรรมร่วมกันและช่วยเหลือกันในด้านการเรียนร่วมกัน ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงตรงตามเป้าหมาย เมื่อจบบทเรียนจะทดสอบเป็นรายบุคคลแล้ว นำคะแนนมาเฉลี่ยเป็นคะแนนของกลุ่ม จึงทำให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทางการเรียนทั้ง 6 ขั้นตาม วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องสมบัติการดูดซับน้ำ ของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ส่งผลให้ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับมากที่สุดในเรื่องการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ ประโยชน์จากวัสดุ นักเรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.62 รองลงมาคือ ผู้เรียนรู้สึกสนุกสนานกับกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์สามารถนำการทดลองไปทดลองต่อที่บ้าน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.50 และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมากในเรื่องผู้สอน มอบหมายงานให้กับผู้เรียนสอดคล้องกับเนื้อหาที่สอนได้อย่างเหมาะสม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.19 รองลงมาคือการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุ


33 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ช่วยให้มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.17 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ โดยเรียงจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการจัดการเรียนการสอนอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.62 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.54 ด้านผู้เรียนอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.50 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.55 และด้านครูผู้สอนอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.19 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.77 สอดคล้องกับงานวิจัยของศุภลักษณ์ จ้อยนุแสง และวนิดา ผาระนัด (2564) ที่ได้ทำการศึกษาการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบกลุ่ม ร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องการดำรงชีวิตของพืช ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่านักเรียน มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.26 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.94 และเมื่อพิจารณา เป็นรายด้าน พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยเรียงจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านเนื้อหาอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.58 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.92 ด้านครูผู้สอนอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.29 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.62 ด้านกิจกรรมการเรียนการสอนอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.08 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.01 และด้านการวัดผลและประเมินผลอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.08 และมีค่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.09 ทั้งนี้เนื่องมาจากการจัดเนื้อหามีความเหมาะสมกับเวลา มีความยืดหยุ่น ภาษา และรูปแบบตรงกับความสนใจความต้องการของนักเรียน เนื้อหาเข้าใจง่าย มีความชัดเจน และนักเรียนได้ทำกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบ STAD ที่หลากหลายร่วมกับเพื่อน ๆ และครู อีกทั้งครูคอยให้คำแนะนำ กระตุ้นการเรียนรู้ และบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนอยู่ เสมอ 5.3 ข้อเสนอแนะ 5.3.1 ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1) การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ครูผู้สอนควรมีการวางแผนการจัดการเรียนรู้ ล่วงหน้าและแจ้งให้นักเรียนทราบ เพื่อให้นักเรียนจัดเตรียมอุปกรณ์การทดลองครบทุกกลุ่ม 2) ในขณะการปฏิบัติกิจกรรมเป็นกลุ่ม ครูผู้สอนควรเข้าไปกระตุ้นให้นักเรียนช่วยเหลือสมาชิก ในกลุ่มอยู่เสมอและสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มอยู่ตลอดเวลา 3) การประเมินผลหลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จะมีกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดและคะแนน ต่ำสุด ซึ่งอาจทำให้นักเรียนเสียใจและเสียความรู้สึก ดังนั้นครูผู้สอนควรหาวิธีแก้ไขโดยการให้กำลังใจ ใช้คำชมหรือให้รางวัลเล็ก ๆ และสอนให้นักเรียนรู้จักการยอมรับความจริง


34 5.3.2 ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป ครูผู้สอนต้องคำนึงถึงความพร้อมของนักเรียน นักเรียนมีความพร้อมที่จะเรียนโดยวิธีการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD มากน้อยเพียงใด นักเรียนจัดเตรียมอุปกรณ์การทดลองครบ ทุกกลุ่มหรือไม่และนักเรียนสามารถอธิบายผลการกิจกรรมได้ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด


35 บรรณานุกรม ชนิดา ทาระเนตร์. (2560). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่องความน่าจะเป็น โดยการจัดการเรียนการสอนเน้นกระบวนการกลุ่ม สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาคณิตศาสตร์ศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. ชลาธิป สมาหิโต. (2557). เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดกิจกรรมบูรณาการ วิทยาศาสตร เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร และคณิตศาสตร สําหรับปฐมวัย. สมาคมอนุบาล แหงประเทศไทย ชาญยุทธ ทองประพันธ์. (2562). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างการเรียนด้วย ชุดการสอนและวิธีปกติของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 1 วิชางาน ฝึกฝีมือ 1. วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. มหาวิทยาลัยหาดใหญ่. นัสรินทร บือซา. (2558). ผลการจัดการเรียนรูตามแนวคิดสะเต็มศึกษา (STEM Education) ที่มีตอผลต่อสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา ความสามารถในการแกปญหาและความพึงพอใจ ตอการจัดการเรียนรูของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่5. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนวิทยาศาสตรและคณิตศาสตร์. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. ประอรพรรณ บางนกแขวก. (2556). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เจตคติต่อวิชาชีววิทยาและ พฤติกรรมการทํางานร่วมกันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนการ สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับการเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต. สาขาวิชาการสอนวิทยาศาสตร์. มหาวิทยาลัยบูรพา. พรทิพย ศิริภัทราชัย. (2556). STEM Education กับการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21. วารสารนักบริหาร, 2 (2), 49-56. ไพโรจน์ คะเชนทร์. (2556). การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน. เข้าถึงได้จาก www.wattoongpel.com Sarawichakarn/wichakarn/1-10การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน10.pdf มนตรี จุฬาวัฒนทล. (2556). แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดอันดับคุณภาพการเรียนการสอน ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา. วารสารวิทยาศาสตร์, ปีที่4. เรณู วารีศรี และนิตยา เปลื้องนุช. (2555). ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่องการดำรงชีวิตของพืช โดยใช้การสอนแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycle) ที่มีต่อทักษะการสื่อความหมายข้อมูลทางวิทยาศาสตร์. วารสารมหาวิทยาลัยขอนแก่น. วุฒิชัย จารุภัทรกูล, สมศิริ สิงห์ลพ และสพลณภัทร์ ศรีแสนยง. (2561). การศึกษาผลสัมฤทธิ์


36 ทางการเรียน เจตคติต่อวิชาชีววิทยา และพฤติกรรมการทำงานร่วมกันของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับ การเรียนการสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD. วารสารมหาวิทยาลัยนเรศวร. ศานิกานต เสนีวงศ์. (2556). การจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษาดวยกบโอริงามิ. สถาบันสงเสริมการสอน วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี(สสวท.), 42(185), 10-13 ศุภลักษณ์ จ้อยแสง และวนิดา ผาระนัด. (2564). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบกลุ่ม ร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องการดำรงชีวิตของพืช ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4. วารสาร มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด, ปีที่ 15 ฉบับที่ 1. สมชาย รัตนทองคำ. (2555). การจัดประสบการณ์เรียนรู้ตามทฤษฎีและหลักการเรียนรู้. เข้าถึงได้จาก https://ams.kku.ac.th/aalearn/resource/edoc/tech/54/9exp54.pdf สิริสรณ์ สิทธิรินทร์. (2554). ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ และแรงจูงใจในการแลกเปลี่ยน ความรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการจัดการความรู้. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. คณะศึกษาศาสตร์. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. สุพรรณี ชาญประเสริฐ. (2557). สะเต็มศึกษากับการจัดการเรียนรูในศตวรรษที่ 21. สถาบันสงเสริม การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี(สสวท.), 42(186), 3-5. สุเมธ เนาว์รุ่งโรจน์. (2560). ความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ 2 โดยใช้การสอนแบบ 4 MAT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนห้วยยอด จังหวัดตรัง. โรงเรียนห้วยยอด จังหวัดตรัง. สุรี มโนมัย, บังลังก์ ฉิมพาลี และธิดารัตน์ พรหมมา. (2564). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา4 วิทยาศาสตร์ ทักษะการทำงานเป็นทีมและเจตคติต่อวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ CCR. ใน การประชุมวิชาการระดับชาติ สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ครั้งที่ 1. สุวิทย์ มูลคำ. (2548). การสอนคิดเชิงกลยุทธ์. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ดวงกมลสมัย. อริยาภรณ์ ขุนปักษี. (2561). การพัฒนาชุดกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ แบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการเรียนร้วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. ฮุสนา สาและ, ณัฐินีโมพันธุ์และธิดารัตน์วิชัยดิษฐ. (2560). ผลของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดย ใช้เทคนิค STAD ร่วมกับการแสดงทางวิทยาศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


37 และความคงทนในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียน ชั้นนประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน บ้านลูโบะบูโละ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส. วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, ปีที่ 4 ฉบับที่ 1. Good, carter V. (1973). Dictionary of Education. New York: McGraw-Hill Book Co., Inc. (3): 153.


38 ภาคผนวก


39 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ


40 รายนามผู้เชี่ยวชาญ 1. นายยอดรัก วรรณศักดิ์เจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียน โรงเรียนบ้านสันเจริญ 2. นางศรัณยา ท่าประดุจ ครูชำนาญการ หัวหน้าฝ่ายบริหารวิชาการ 3. นายรัฐนันท์ กุณะ ครูชำนาญการ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป


41 ภาคผนวก ข - แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุและการใช้ประโยชน์จากวัสดุ - แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องสมบัติการดูดซับน้ำของวัสดุ และการใช้ประโยชน์จากวัสดุ - แบบประเมินความพึงพอใจต่อวิชาวิทยาศาสตร์


Click to View FlipBook Version