การทำ Infographic ให้น่าสนใจ การทำ Infographic ให้น่าสนใจ
สารบัญ Infographic คืออะไร?..................................................1 รูปแบบของอินโฟกราฟิก.................................................2 ขั้นตอนการสร้างอินโฟกราฟิก........................................11 หลักการใช้สีสำ หรับการทำ อินโฟกราฟิก.........................20 เทคนิคออกแบบ Infographic ให้น่าสนใจ.....................29
Infographic (อินโฟกราฟิก) คือ การเล่าเรื่องหรืออธิบายข้อมูล (Information) เช่น สถิติ ตัวเลข ข่าวสาร ความรู้ โดยใช้ ภาพ (Graphic) ในการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของกราฟ แผนภูมิ แผนผัง สัญลักษณ์ โดยข้อมูลจะถูกย่อยให้เข้าใจได้ง่าย ทั้งยังมีการ ออกแบบสี รูปแบบ ลูกเล่น ภาพประกอบให้สวยงาม ดึงดูดผู้อ่านได้ ด้วย โดยอาจจะมาในรูปแบบคลิปวิดีโอที่มีภาพเคลื่อนไหวและเสียง ด้วยก็ได้ Infographic คืออะไร? 1
1) รูปแบบ Visualized Article - การนำ เสนอข้อมูลแบบบทความ เหมาะสำ หรับการนำ บทความ งานเขียนมาเล่าเป็นภาพอินโฟกราฟฟิก โดยใช้หลักการสรุปบทความให้สั้นลง และเลือกประเด็นสำ คัญก่อนนำ เสนอ รูปแบบนี้จะต้องใช้การนำ เสนอที่เหมาะสมกับข้อมูลแต่ละชนิด เช่น ถ้ามีตัวเลขก็ควรนำ เสนอผ่านกราฟแบบต่างๆ หรือตัวหนังสือก็สามารถ สื่อสารด้วยภาพประกอบ หรือ icon เป็นต้น รูป รู แบบของอินโฟกราฟิกฟิ 2
2) Listed - เล่าเป็นข้อๆในหัวเรื่องเดียว มักใช้กับเรื่องที่มีหัวข้อเป็นตัวเลข เช่น 5 เทคนิคการทำ งานใน Ai ให้ มีมิติ, 4 ข้อห้ามที่ไม่ควรทำ ในการออกแบบเว็บไซต์ เป็นต้น โดยจะมี หัวข้อใหญ่ และมีข้อย่อยเป็นข้อมูล ที่แต่ละข้อจะจบในตัวเอง รูป รู แบบของอินโฟกราฟิกฟิ 3
3) รูปแบบ Comparison - การนำ เสนอข้อมูลแบบเปรียบเทียบ ข้อมูล เป็น Layout ที่มีลักษณะการแบ่งข้อมูลตามแนวตั้งเพื่อเป็นการ ให้การเปรียบเทียบกันให้เห็นชัดเจนขึ้น เรามักใช้ Layout แบบนี้เมื่อ ต้องการบอกให้ผู้อ่าน ทราบถึงความแตกต่าง หรือ ความเหมือนกัน ระหว่างของสองสิ่ง ยิ่งถ้าเรามีข้อมูลย่อย ที่เปรียบเทียบกันได้หลายข้อก็ จะยิ่งดี โดยการนำ เสนอคู่กัน ทำ ให้เห็นภาพกันชัดเจนว่าแตกต่างกัน อย่างไร ใช้คู่สีตรงข้ามเป็นตัวแบ่งฝั่งโครงสร้างนี้เหมาะ การกับออกแบบ ข้อมูลที่มีหัวข้อหลักเพียงหัวข้อเดียวแล้วมีหัวข้อย่อ แต่ไม่ยาวนัก รูป รู แบบของอินโฟกราฟิกฟิ 4
4) รูปแบบ Structure – การนำ เสนอข้อมูลแบบอธิบายส่วนประกอบ การนำ เสนอข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยให้เห็นโครงสร้าง ภายในของสิ่งนั้นว่ามีอะไรบ้างเป็นส่วนประกอบ เช่น ภาพเหมือน สแกน เข้าไปภายใน หรือการแยกแต่ละส่วนออกห่างกัน ไม่ซ้อนกัน เพื่อให้อ่าน ง่าย ดูง่าย รูป รู แบบของอินโฟกราฟิกฟิ 5
5) รูปแบบ Timeline – การนำ เสนอข้อมูลแบบบอกประวัติความ เป็นมา เป็นลักษณะโครงสร้างที่ เราใช้ในการอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ การ แสดงข้อมูลที่มีการเรียงตามลำ ดับเวลา เช่น ประวัติศาสตร์ ความเป็น มา หรือชีวประวัติของบุคคลสำ คัญ รูป รู แบบของอินโฟกราฟิกฟิ 6
6) รูปแบบ Road Map – การนำ เสนอข้อมูลแบบอธิบายขั้นตอน การทำ งาน เป็นลักษณะโครงสร้าง ที่เราใช้ในการอธิบายกระบวนการ หรือบอก เล่าเรื่องราวต่างๆ เป็นการอธิบายทีละขั้นตอน เหมาะกับการ อธิบายขั้น ตอนการทำ งานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเช่น ขั้นตอนการทำ งานจากเริ่มต้น จนสุดกระบวนการ โดย จำ ลองการดำ เนินการตามขั้นตอนเปรียบ เสมือนรถที่วิ่งไปยังจุดหมาย รูป รู แบบของอินโฟกราฟิกฟิ 7
7) รูปแบบ Flowchart - การนำ เสนอข้อมูลแบบอธิบายลำ ดับขั้น ตอน เป็นลักษณะโครงสร้างมีตัวเลือกเป็นคำ ตอบแตกแขนงออกมาไป เรื่อยๆ ไปจนถึงคำ ตอบสุดท้ายที่สำ คัญคือ ต้องทำ ให้ดูง่ายไม่ยุ่งเหยิง ซับซ้อนเพื่อที่ผู้รับสารจะได้ไม่สับสน รูป รู แบบของอินโฟกราฟิกฟิ 8
8) Useful bait - การนำ เสนอข้อมูลแบบอธิบายวิธีการทำ เป็นโครงสร้างที่เหมาะสมกับเนื้อหาที่มีลักษณะเป็นการอธิบายวิธีการ หรือขั้นตอนการทำ งานอย่างใดอย่างหนึ่งมีหัวข้อหลัก กระบวนการรอง แยกย่อยออกมาเรื่อย ๆ เป็นรูปแบบทั่วไปที่คนนิยมใช้ เน้นการเข้าใจ ง่าย เข้าใจทันที รูป รู แบบของอินโฟกราฟิกฟิ 9
9) Number porn - การนำ เสนอข้อมูลแบบข้อมูลที่เป็นตัวเลข เป็นโครงสร้างที่ใช้นำ เสนอข้อมูลที่ มีข้อมูลตัวเลขและกราฟที่มีความ น่าสนใจ แต่ตัวเลขเหล่านั้นต้องมี ความน่าสนใจมากพอที่คนจะอ่าน และ ควรเลือกสไตล์กราฟิกแบบ เดียวกันทั้งภาพ รูป รู แบบของอินโฟกราฟิกฟิ 10
1) การรวบรวมข้อมูล (Gathering data) การคัดเลือกข้อมูลดิบที่รวบรวมมาแต่ยังไม่เป็น ระเบียบ โดยอาจใช้โปรแกรม Microsoft Excel ช่วยในการรวบรวมข้อมูลเขียนแหล่งอ้างอิงที่มาของ ข้อมูลที่เป็นต้นฉบับ บันทึกภาพต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จาก แหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และไม่ควรแยกภาพ หรือแผนภาพกับข้อมูลออกจากกัน ขั้น ขั้ ตอนการสร้า ร้ งอินโฟกราฟิกฟิ 11 2) การอ่านข้อมูลทั้งหมด (Reading everything) การอ่านข้อมูลเฉพาะจุดเน้นหรืออ่านอย่างผิวเผินให้ผ่านไปอย่าง รวดเร็วเพราะคิดว่าเสียเวลา จะทำ ให้ได้ข้อมูลไม่สมบูรณ์ ข้อมูลต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องจะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของประเด็นสำ คัญได้ ซึ่งผู้ ออกแบบ Infographic ต้องมีทักษะในการจัดการข้อมูล และต้องแน่ใจ ว่าข้อมูลที่สำ คัญไม่ถูกละเลยในการนำ มาสนับสนุนเรื่องราวที่ต้องการ นำ เสนอ
3) การค้นหาวิธีการเล่าเรื่อง (Finding the narrative) การเล่าเรื่อง การ บรรยาย หรือการนำ เสนอข้อมูลที่น่าเบื่อจะทำ ให้ Infographic น่าเบื่อเว้น แต่ว่าจะค้นพบการนำ เสนอเรื่องราวที่ดึงดูดความสนใจ Infographic เริ่มที่ จุดมุ่งหมายเดียว ขยายความข้อมูลที่ ซับซ้อน อธิบายกระบวนการ เน้นที่ แนวโน้มหรือสนับสนุนข้อโต้แย้ง การหาวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจอาจจะยุ่ง ยากในระยะแรก แต่หากเราคุ้นเคยกับข้อมูลที่มีอยู่จะทำ ให้สามารถเล่าเรื่อง ราวได้ การใส่ใจกับเนื้อหาที่สำ คัญช่วยให้การนำ เสนอข้อมูลมีคุณค่า ขั้น ขั้ ตอนการสร้า ร้ งอินโฟกราฟิกฟิ 12
4) การระบุปัญหาและความต้องการ (Identifying problems) หา เอกลักษณ์ ระบุชื่อ ชี้ตัว แสดงตัว เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วนำ มาตรวจสอบความ ถูกต้องอาจมีข้อมูลที่ไม่สนับสนุนหัวข้อหรือประเด็นที่เราต้องการนำ เสนอ ควรมีการอภิปรายหาข้อสรุปที่แท้จริงเพื่อระบุปัญหา และความต้องการ ผู้ชม ต้องการข้อมูลที่มีการจัดการและมีการออกแบบที่ดี มิฉะนั้นจะกลายเป็น หลักฐานที่ไม่ถูกต้อง ข้อมูลต้องถูกต้องและไม่ผิดพลาด ต้องมีการปรับปรุง ข้อมูลและเรื่องราวให้มีเอกลักษณ์ตรงกับ หัวข้อศึกษาทบทวนหลายๆ ครั้งหา วิธีการนำ เสนอข้อมูลอย่างถูกต้องและมีคุณค่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายในการ ออกแบบให้ชนะใจผู้ชม นักออกแบบที่ดีต้องมีมุมมองและเห็นคุณค่าในราย ละเอียดของข้อมูลที่ชัดเจน ขั้น ขั้ ตอนการสร้า ร้ งอินโฟกราฟิกฟิ 13
5) การจัดลำ ดับโครงสร้างข้อมูล (Creating a hierarchy) การจัด ลำ ดับชั้นของข้อมูลเป็นที่นิยมในการ สรุปข้อมูลเป็นการนำ ผู้ชมให้มองเห็นภาพรวมตั้งแต่ต้นจนจบเป็นวิธีการ จัดการกับข้อมูลในการสร้างInfographic และตรึงผู้ชมตามโครงสร้าง ลำ ดับชั้นของข้อมูล การจัดรูปแบบข้อมูลตามลำ ดับจะส่งเสริมให้ผู้ชมเข้าถึง ข้อมูลเป็นช่วงระยะของการเล่าเรื่องซึ่งกลายเป็นวิธีการที่ แพร่หลายในการ ออกแบบ Infographic ขั้น ขั้ ตอนการสร้า ร้ งอินโฟกราฟิกฟิ 14
6) การออกแบบโครงสร้างข้อมูล (Building a wireframe) เมื่อ พิจารณาตรวจสอบคัดเลือกข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว จัดแบ่งข้อมูลเป็นล าดับ ชั้น และออกแบบ โครงสร้างของข้อมูล ผู้ออกแบบควรทำ ความเข้าใจกับภาพ หรือกราฟิกที่เป็นตัวแทนของข้อมูลสำ คัญที่จัดไว้เป็นลำ ดับชั้นแล้วนำ ไปให้ผู้ ชมวิพากษ์วิจารณ์ การออกแบบที่ผ่านการโต้เถียงจากบุคคลในหลายมุม มองที่ให้ ข้อเสนอแนะแตกต่างกันออกไปจะเป็นข้อสรุปของการจัดทำ โครงสร้าง Infographic ขั้น ขั้ ตอนการสร้า ร้ งอินโฟกราฟิกฟิ 15
7) การเลือกรูปแบบ Infographic (Choosing a format) เมื่อสิ้นสุด การกำ หนดภาพหรือกราฟิกที่เป็นตัวแทนของข้อมูลแล้ว วิธีจัดการข้อมูลที่ดี ที่สุด คือ การนำ เสนอข้อมูลด้วยแผนผัง กราฟต่างๆ เช่น กราฟแท่ง กราฟ เส้น กราฟวงกลม หรืออาจจะใช้ไดอะแกรม หรือผังงานเพื่ออธิบาย กระบวนการทำ งาน อาจนำ แผนที่มาประกอบในการเล่าเรื่อง หรือบางทีการ ใช้ตัวเลข นำ เสนอข้อมูลง่ายๆ อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุด ขั้น ขั้ ตอนการสร้า ร้ งอินโฟกราฟิกฟิ 16
8) การกำ หนดภาพให้ตรงกับหัวข้อ (Determining a visual approach) การเลือกใช้ภาพในการทำ ให้ Infographic ดูดี มีสองแนวคิด คือ การใช้ข้อมูลดิบมาจัดทำ เป็นกราฟหรือแผนผังให้น่าสนใจ ใช้สี การพิมพ์ และการจัดโครงสร้างในการออกแบบงานให้มีศิลปะ และการใช้ ลายเส้น วาดภาพ หรือคำ อุปมาเปรียบเทียบ ไม่แสดงข้อมูลตัวเลขออกมาอย่าง ชัดเจน จะเห็นเป็นภาพแสดง แทนข้อมูลคล้ายกับกราฟหรือแผนผังเท่านั้น เราไม่ควรยึดติดกับวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ควรผสมผสาน วิธีการใช้กราฟ แผนภาพ และแผนผัง ตกแต่งองค์ประกอบด้วยการวาดลายเส้นหรือนำ ภาพ ที่เป็นตัวแทน ของข้อมูลมาจัดวางซ้อนกันอาจเสริมด้วยข้อมูล สื่อ ตรา สัญลักษณ์ และเนื้อหาในการออกแบบให้ตรงกับหัวข้อ ขั้น ขั้ ตอนการสร้า ร้ งอินโฟกราฟิกฟิ 17
9) การตรวจสอบข้อมูลและทดลองใช้ (Refinement and testing) เมื่อ ออกแบบ Infographic เสร็จ แล้วเริ่มตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดผู้ชมจะดูทั้งข้อมูลและภาพที่เล่าเรื่อง ราวเพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่เสร็จแล้วมีคุณภาพตรงกับหัวข้อและเป้าหมาย ทำ การประเมินทั้งการออกแบบและจุดเน้นจนกระทั่งผลงานชัดเจนและเข้าใจ ง่ายมีการทดลองให้กลุ่มตัวอย่างชมผลงานและให้ข้อคิดเห็นว่าสามารถ เข้าใจได้ง่ายหรือไม่โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยเห็นข้อมูลมาก่อน ประเมินกลับไป กลับมาระหว่างผู้ชมและกลุ่มตัวอย่างจนกระทั่งลงตัวได้ข้อยุติ จึงนำ เสนอ เผยแพร่สู่สาธารณะ ขั้น ขั้ ตอนการสร้า ร้ งอินโฟกราฟิกฟิ 18
10) การแบ่งปันความรู้ในอินเทอร์เน็ต (Releasing it into the world) Infographic ส่วนใหญ่เผยแพร่แบ่งปันในอินเทอร์เน็ต มีแพร่หลาย เป็นที่นิยมเป็นการทดสอบผลงานข้อมูลที่มีลักษณะที่น่าสนใจจะถูกอ่านโดย บุคคลทั่วไป ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบและพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญมาแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นผู้ค้นพบวิธีการเล่าเรื่องราวนั้น ถึงแม้ว่าผลงาน จะเคยถูกเผยแพร่มาแล้ว การวิพากษ์วิจารณ์จากอินเทอร์เน็ตจะช่วยขยายข้อ โต้แย้งและค้นพบวิธีการนำ เสนอข้อมูลวิธีใหม่ได้ข้อคิดเห็นต่างๆจะได้รับการ ปรับปรุงแก้ไข ผลงานที่ผ่านการวิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญมาสู่ตัวเรา เหมือน เป็นรางวัลในการทำ งาน การออกแบบที่ถูกกลั่นกรองอย่างเข้มข้นเป็นส่วน หนึ่งที่จะสะกดผู้ชม ขั้น ขั้ ตอนการสร้า ร้ งอินโฟกราฟิกฟิ 19
ลำ ดับขั้นของสี ลำ ดับขั้นของสีจะแบ่งเป็น 3 ขั้น ตามการผสมกันเองจนเกิดสีใหม่ มีทั้งหมด 3 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 Primary แม่สีตั้งต้นของทุกสี ได้แก่ สีแดง น้ำ เงิน และเหลือง ขั้นที่ 2 Secondary สีที่เกิดจากการนำ แม่สีมาผสมกันในอัตราส่วน เท่าๆกัน จนได้สีใหม่ 3 สี ได้แก่ สีส้ม(แดง+เหลือง) สีม่วง(แดง+น้ำ เงิน) สี เขียว(น้ำ เงิน+เหลือง) ขั้นที่ 3 Tertiary สีที่เกิดจากการนำ สีขั้นที่ 1 และ 2 มาผสมกันใน อัตราส่วนเท่าๆกัน จนเกิดสีใหม่ทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีส้มแดง สีม่วงแดง สี เขียวเหลือง สีเขียวน้ำ เงิน สีม่วงน้ำ เงิน และสีส้มเหลือง หลักการใช้สี ช้ สำ สี สำหรับ รั การทำ อินโฟกราฟิกฟิ 20
ทฤษฎีการใช้วงล้อสี การใช้ทฤษฎีสี (Color Theory) คือ การเลือกใช้สีอย่างมีหลักการ โดย การนำ สีจากลำ ดับขั้นทั้งหมดมาเรียงเป็นวงกลมต่อกันเพื่อให้เกิดความ เชื่อมโยงในแต่ละสีที่เรียกว่า วงล้อสี (Color Wheel) จากนั้นค่อยดึงสีออก มาใช้ในแต่ละแบบเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาต่างกัน หลักการใช้สี ช้ สำ สี สำหรับ รั การทำ อินโฟกราฟิกฟิ 21
การใช้สีเดียว (Monochromatic) เป็นการเลือกสีใดสีหนึ่งจากวงล้อสีมา โดยใช้ร่วมกันกับสีขาว-ดำ เมื่อตัว สีหลักจะมีเพียงสีเดียวเราจะควบคุมงานของเราได้ง่ายขึ้น และการนำ สีขาวดำ เข้ามาใช้ร่วมด้วย จะทำ ให้งานดูน่าสนใจเนื่องจากเป็นสีกลางที่เข้าได้กับ ทุกสี การใช้สีแบบนี้นอกจากทำ ให้เราสนใจสีหลักเพียงสีเดียว เรายัง สามารถสร้างมิติให้กับสี โดยการเพิ่มความเข้ม (Shade) ความอ่อน (Tine) ความสด และความซีด (Tone) ก็จะทำ ให้งานไปในทางเดียวกันและมีสมดุล มากขึ้น หลักการใช้สี ช้ สำ สี สำหรับ รั การทำ อินโฟกราฟิกฟิ 22
การใช้สีวรรณะเดียว (Tone) สีสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วรรณะ คือ วรรณะร้อน และวรรณะเย็น สีวรรณะร้อน (Warm Tone) ได้แก่ สีเหลือง สีส้ม สีแดง และสีม่วง สีวรรณะเย็น (Cold Tone) ได่แก่ สีเหลือง สีเขียว สีน้ำ เงิน และสีม่วง (สี เหลืองและสีม่วงเป็นสีที่อยู่ได้ทั้งสองวรรณะ) การใช้สีวรรณะเดียวในงานออกแบบ จะทำ ให้ตัวงานมีสีไปในทางเดียวกัน เข้ากัน และมีอิทธิพลในการสื่อสารที่ชัดเจน การใช้สีต่างวรรณะ เมื่อเรารู้จักวรรณะของสีจากด้านบนแล้ว การใช้สีต่างวรรณะ คือการใช้สี โทนร้อนและเย็นจากวงล้อสีในงานเดียวกัน โดยใช้ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน เพื่อให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งโดดเด่นออกมาอย่างตั้งใจ หลักการใช้สี ช้ สำ สี สำหรับ รั การทำ อินโฟกราฟิกฟิ 23
การใช้สีคู่ตรงข้าม (Complemantary) การใช้สีคู่ตรงข้าม คือ การใช้สีที่อยู่ตรงข้ามกันในวงล้อสี จะทำ ให้เกิดการ ตัดกันของสีอย่างรุนแรง ทำ ให้เกิดความขัดแย้งที่ทำ ให้งานโดดเด่นอย่างเห็น ได้ชัด สีคู่ตรงข้ามในวงล้อสีมีทั้งหมด 6 คู่ ดังนี้ สีหลือง – สีม่วง สีแดง – สีเขียว สีม่วง – สีส้ม สีเขียวเหลือง – สีม่วงแดง สีส้มเหลือง – สีม่วงน้ำ เงิน สีส้มแดง – สีเขียวน้ำ เงิน เนื่องจากเกิดการตัดสีทางอารมณ์อย่างรุนแรง การใช้สีคู่ตรงข้ามจึงควรใช้ ในอัตราส่วน 80:20 เพื่อให้โดดเด่นเพียงสีเดียว และถ้าหากมีจุดที่ใกล้กัน เกินไปให้ใช้สีขาว-ดำ เข้ามาช่วย รวมถึงใช้สีคู่ตรงข้ามผสมกันเพื่อทำ ให้งาน มีมิติและสมดุลมากยิ่งขึ้น หลักการใช้สี ช้ สำ สี สำหรับ รั การทำ อินโฟกราฟิกฟิ 24
การใช้สามสีตรงข้ามข้างเคียง (Split Complemantary) การใช้สามสีตรงข้ามข้างเคียง คือการใช้สีคู่ตรงข้าม แต่จะมีสีหนึ่งที่แตก ออกมาเป็นสองสี ซึ่งเป็นสีที่อยู่ใกล้กันจากวงล้อสี รวมแล้วจาก 2 สีที่ตัดกัน ชัดเจน จะกลายเป็น 3 สี ที่มีสีหนึ่งโดดเด่น และอีกสองสีดรอปลงจากสีเดิม ทำ ให้สีของงานไม่ออกมาตัดกันจนเกินไป และยังสร้างความโดดเด่นให้กับ งานได้อยู่ หลักการใช้สี ช้ สำ สี สำหรับ รั การทำ อินโฟกราฟิกฟิ 25
การใช้สีสามสีข้างเคียง (Analogous) การใช้สีสามสีข้างเคียง คือการใช้สี 3 สี ที่อยู่ติดกันในวงล้อสี จะทำ ให้ชุดสี ที่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขณะเดียวกันก็จะมีสีหนึ่งที่อยู่ในวรรณะที่แตก ต่างกันซึ่งทำ ให้งานมีจุดเด่นขึ้นมาได้ การใช้สีลักษณะนี้จะค่อนข้างทำ ได้ ง่ายกว่าสองแบบที่ผ่านมา เพราะทำ ให้คุมค่าสีได้ดี และงานไปได้ทาง เดียวกันได้ไม่ยากนัก หลักการใช้สี ช้ สำ สี สำหรับ รั การทำ อินโฟกราฟิกฟิ 26
การใช้สีสามสีตรงข้าม (Triadic) การใช้สีสามสีตรงข้าม คือ การใช้สีที่อยู่ตรงข้ามกันอย่างชัดเจนจำ นวน 3 สี บนวงล้อสี ตัวชุดสีที่ได้จะมีความต่างกันอย่างมาก แต่จะไม่ตัดกันจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นชุดสีใด ก็จะได้สีที่อยู่ได้ทั้ง 2 วรรณะมาร่วมด้วยเสมอ ทำ ให้จะ มีทั้งสีวรรณะร้อน วรรณะเย็น และสีที่อยู่ได้ทั้งคู่ที่นำ มาลดความขัดแย้ง ทำ ให้งานออกมาลื่นไหล แต่การใช้งานสีแบบนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ เนื่องจากมีสีหลักมากกว่า 1 สี ทำ ให้การควบคุมยากกว่าเดิมมาก หลักการใช้สี ช้ สำ สี สำหรับ รั การทำ อินโฟกราฟิกฟิ 27
การใช้สีสี่สีตรงข้าม (Tetradic) การใช้สีสามสีตรงข้าม คือ การใช้สีที่อยู่ตรงข้ามกันอย่างชัดเจนจำ นวน 4 สี บนวงล้อสี เป็นชุดสีที่สามารถใช้ได้แต่ได้รับความนิยมน้อยเนื่องจากมีสีหลัก มากเกินไป แต่ถ้าใช้ในอัตราส่วนที่พอเหมาะก็ทำ ให้งานออกมาโดดเด่นได้ มากเลย หลักการใช้สี ช้ สำ สี สำหรับ รั การทำ อินโฟกราฟิกฟิ 28
1. โฟกัสหัวข้อหลัก (Focus on a single topic) สิ่งแรกที่จะต้องคำ นึงถึงก่อนการออกแบบคือ หัวข้อเรื่อง พยายามเลือก หัวข้อหลักเพียงหัวข้อเดียว ส่วนเนื้อหาที่เหลือจะอธิบายขยายความหัวข้อ หลักและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การออกแบบสามารถดำ เนินเนื้อ เรื่องได้ง่าย ส่งผลต่อผู้ชม ผู้อ่าน ก็จะไม่สับสนและได้คำ ตอบหรือเนื้อหาที่ ต้องการจาก Infographic นี้ 2. ความแม่นยำ และความถูกต้อง (Be sure facts are correct) เรื่องความถูกต้องและแม่นยำ ของข้อมูลหรือรายละเอียดสำ หรับนำ มาทำ เป็น Infographic เป็นเรื่องที่สำ คัญมาก นอกจากจะส่งผลต่อความน่าเชื่อ ถือของสื่อและภาพลักษณ์องค์กรหรือแบรนด์แล้ว หากผู้ชมได้รับเนื้อเรื่องที่ ไม่ถูกต้อง อาจนำ ไปสู่การกระทำ ที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้เกิดอันตรายใน หลายๆ ด้าน 3. ลำ ดับความสำ คัญ (Prioritize) การออกแบบ Infographic ควรจะต้องวางแผนลำ ดับความสำ คัญของ ข้อมูล การเรียงเนื้อหา เพื่อต่อยอดไปยังการเล่าเรื่องใน Infographic ให้ ประสบความสำ เร็จ และยังต้องอยู่ในขอบเขตของหัวข้อ ไม่ควรเพิ่มเนื้อหา หรือส่วนประกอบที่ไม่เกี่ยวข้อง เทคนิคนิออกแบบ Infographic ให้น่ ห้ า น่ สนใจ 29
เทคนิคนิออกแบบ Infographic ให้น่ ห้ า น่ สนใจ 30 4. ออกแบบให้เข้าใจง่าย (Keep it simple) องค์ประกอบและการจัดวางข้อมูลต้องไม่อัดแน่น ไม่ซับซ้อน ไม่สับสน สามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่ทำ ให้ผู้อ่านและผู้ชมยุ่งยาก ภาพที่ซับซ้อนจะทำ ให้ การตีความผิดพลาด 5. ให้ Infographic เป็นตัวเล่าเรื่อง (Let it tell a story) Infographic มีประสิทธิภาพสามารถเล่าเรื่องราวด้วยภาพวาดหรือกราฟิก หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นพระเอกนั่นเอง เพราะภาพจะช่วยให้การสื่อสารหรือ ถ่ายทอดข้อมูลออกไปได้ง่าย ดูน่าอ่าน ถ้า Infographic มีตัวหนังสือเยอะ เกินไป จนทำ ให้ตัวหนังสือเป็นหลักในการเล่าเรื่อง อาจทำ ให้ Infographic ดูน่าเบื่อ ไม่น่าอ่านก็เป็นได้ 6. ใช้คำ ที่กระชับ (Use short texts) การออกแบบ Infographic จำ เป็นต้องสรุปข้อความให้สั้นกระชับตรงกับจุด หมายที่ต้องการนำ เสนอ ใช้ตัวเลขมาสรุปเปรียบเทียบข้อมูล และควรใช้ตัว หนังสือที่อ่านเข้าใจง่าย หัวข้อหลักชัดเจน เนื้อหาหรือคำ อธิบายเพิ่มเติมที่ไม่ เยิ่นเย้อจนเกินไป
7. การใช้ตัวเลข (Check your numbers) ถ้าเป็นการนำ เสนอข้อมูลด้วยตัวเลข อย่างกราฟและแผนผัง ตรวจสอบ ความถูกต้องของตัวเลขและภาพวาดและต้องรู้ว่าตัวเลขไหนควรใช้และไม่ ควรมีอยู่ ด้วยวิธีนี้จะทำ ให้ Infographic มีประสิทธิภาพมากขึ้น 8. การออกแบบที่ดีช่วยได้มาก (Good design is effective) สิ่งสำ คัญของการออกแบบ Infographic คือ ความคิดสร้างสรรค์ ออกแบบให้น่าสนใจ สไตล์ภาพเหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย กราฟิคประกอบที่ ดูดี สีที่ลงตัว การจัดวางช่องว่างต่างๆ ล้วนมีผลต่อความรู้สึกของผู้ชม 9. ใช้สีที่ดึงดูดความสนใจ (Choose attractive colors) การใช้สีควรเลือกใช้สีที่กระตุ้น ดึงดูดความสนใจผู้ชม การจับคู่สีต่างๆ ความเหมาะสมของสี ความหมายของสี เป็นรายละเอียดที่นักออกแบบต้อง ให้การใส่ใจ การออกแบบ Infographic ไม่จำ เป็นต้องใช้สีมากเสมอไป การใช้โทนสีน้อยก็ทำ ให้ออกมาดูดีได้เช่นกัน 10. ขนาดไฟล์ที่ดี (Make the file size small) เมื่อจบขั้นตอนการออกแบบแล้ว การเตรียมไฟล์เพื่อนำ ไปเผยแพร่ก็เป็นอีก ส่วนที่ต้องคำ นึงถึง ไฟล์จะต้องไม่มีขนาดใหญ่เกินไป เพื่อให้ดาวน์โหลดเร็ว และใช้เวลาน้อยในการถ่ายโอนข้อมูล ส่งต่อไฟล์ได้ง่าย แต่ไม่ควรลด คุณภาพ ความคมชัดของรูปภาพหรือวีดีโอ เพื่อความรู้สึกที่ดีตอนรับชม เทคนิคนิออกแบบ Infographic ให้น่ ห้ า น่ สนใจ 31
ผู้จัดทำ นางสาวสิรินยา ช้อยเครือ นักศึกษาชั้นปีที่4 สาขาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร