The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by panghompsx, 2021-09-26 05:47:29

ละครไทย

ละครไทย

THAI DRAMATIC ARTS

ละคร

By สุกัลย์พิชา สว่างศิลป์ ม.๔/๑ เลขที่๑๓

คำนำ

หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชานาฏศิลป์ ที่จะให้ความรู้ในเรื่อง
ของ"ละคร" ว่าละครคืออะไร มีประวัติเเต่ละยุคสมัยมาอย่างไร เเละละคร
ของไทยมีอะไรบ้าง โดยผู้อ่านสามารถนำความรู้ในหนังสือเล่มนี้ไปใช้ ไป

ต่อยอดต่อได้ เเละจะได้ความรู้ในเรื่องของ"ละคร"

สุกัลย์พิชา

Thai Dramatic Arts

สารบัญ ๑

ละครหมายถึง ๒-๙
๑๐-๑๒
ประวัติละคร(ไทย) ๑๓
ประเภทของละคร
ละครนอก ๑๔
ละครโนรา ๑๕
ละครใน ๑๖
ละครพันทาง ๑๗-๑๘
ละครดึกดำบรรพ์

Thai Dramatic Arts

ละครหมายถึง ? ๑.

ละคร หมายถึงการแสดงรำที่เป็นเรื่องเป็นราว ความเป็นไป
ของชีวิตที่ปรากฏในวรรณกรรม มีศิลปะการแสดงและ
ดนตรีเป็นสื่อสำคัญ ละคร ตามความหมายนี้หมายถึงละคร
รำ เพราะว่าเป็นการแสดงออกทางความคิดโดยมุ่งเน้นถึง
ลักษณะท่าทางอิริยาบถในขณะเคลื่ อนไหวตัวในระหว่างการ
รำ ดำเนินเรื่องไปโดยลำดับ มีตัวเอกของเรื่อง ฝ่ายชาย
เรียกว่าตัวพระ เพราะสมัยโบราณแสดงแต่เรื่องจักร ๆ วงศ์
ๆ เป็นเรื่องของกษัตริย์ มีชื่อว่าพระต่าง ๆ เช่น พระอนิรุทธิ์
พระไชยเชษฐ์ พระอภัยมณี ฝ่ายหญิงเรียกว่า ตัวนาง เพราะ
ในเรื่องที่แสดงมักชื่อว่านางต่าง ๆ เช่น นางสีดา นางบุษบา
นางทิพย์เกสร ยังไม่มีการแบ่งเป็นนางสาวและนางที่มีสามี
แล้ว และตัวประกอบอื่น ๆ แล้วแต่ในเรื่องจะมีละครมีหลาย
แบบ แต่ละละครมีการแสดงและความมุ่งหมายแตกต่างกัน

ประวัติละคร(ไทย) ๒.

สมัยน่านเจ้า(พ.ศ.๑๑๖๑-๑๑๙๔)

จากการค้นคว้าหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า สมัยอาณาจักร
น่านเจ้า ไทยมีนิยายเรื่องหนึ่งคือ “มโนห์รา” ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่
หนังสือทีเขียนบรรยายถึงเรื่องของชาวจีนตอนใต้ และเขียนถึง
นิยายการเล่นต่างๆ ของจีนตอนใต้ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ชื่อเหมือนกับ
นิยายของไทย คือเรื่อง “นามาโนห์รา” และอธิบายไว้ด้วยว่าเป็น
นิยายของพวกไต ซึ่งจีนถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยอยู่ทางใต้ของประเทศ
จีน ไตเป็นน่านเจ้าสมัยเดิม คำว่า “นามาโนห์รา” เพี้ยนมาจากคำว่า
“นางมโนห์รา”

พวกไต คือ ประเทศไทยเรา แต่เป็นพวกที่ไม่อพยพลงมาจากดิน
แดนเดิม ชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกไตเป็นแบบชาวเหนือของไทย
ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ พวกไทยนี้สืบเชื้อสายมาจากสมัยน่านเจ้า
เหตุแวดล้อมดังกล่าวจึงชวนให้เข้าใจว่าเป็นชาติที่มีศิลปะมาแล้ว แต่
ดั้งเดิม ซึ่งได้รักษาขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมไว้อย่างเดียว
กับไทยภาคเหนือมีหมู่บ้านอยู่ทางทิศตะวันออกของมณฑลยูนนานใน
ปัจจุบัน ฝรั่งเรียกว่า “สวนมรกต” มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่าน ออก
เสียงแบบไทยว่า “แล่นชน” หรือ “ล้านช้าง” การละเล่นของไทยใน
สมัยน่านเจ้า นอกจากเรื่องมโนห์รา ยังมีการแสดงระบำต่างๆ เช่น
ระบำหมวก ระบำนกยูง ซึ่งปัจจุบันจีนถือว่าเป็นการละเล่นของชนก
ลุ่มน้อยในประเทศของเขา

๓.

สมัยสุโขทัย (พ.ศ. ๑๗๘๑–๑๘๒๖)

ในสมัยสุโขทัยเรื่องละคร ฟ้อนรำ สันนิษฐานได้จากศิลาจารึกของ
พ่อขุนรามคำแหงหลักที่ ๑ กล่าวถึง การละเล่นเทศกาลกฐินไว้เป็น
ความกว้างๆ ว่า “ เมื่อจักเข้าเวียงเรียงกัน แต่อรัญญิกพู้นท่านหัว
ลาน ดํบงคํกลอยด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื้อย เสียงขับ
ใครจักมักเหล้น เหล้น ใครจักมัก หัว หัว ใครจักมักเลื้อน เลื้อน”

ในสมัยสุโขทัย ได้คบหากับชาติที่นิยมอารยธรรมของอินเดีย เช่น
พม่า มอญ ขอม และละว้า. ไทยได้รู้จักเลือกเฟ้นศิลปวัฒนธรรม
ของชาติที่สมาคมด้วย แต่มิได้หมายความว่า ชาติไทยแต่โบราณจะ
ไม่รู้จักการละครฟ้อนรำมาก่อน เรามีการแสดงระบำ รำ เต้น มาแต่
สมัยดึกดำบรรพ์แล้ว เมื่อไทยได้รับวัฒนธรรมด้านการละครของ
อินเดียเข้ามา ศิลปะแห่งการละเล่นพื้นเมืองของไทย คือ รำ และ
ระบำ ก็ได้วิวัฒนาการขึ้น มีการกำหนดแบบแผนแห่งศิลปะการ
แสดงทั้ง ๓ ชนิดไว้เป็นที่แน่นอน และบัญญัติคำเรียกศิลปะแห่ง
การแสดงดังกล่าวว่า “โขน ละคร ฟ้อนรำ”

๔.

สมัยอยุธยา

ละครรำสมัยกรุงศรีอยุธยามีต้นกำเนิดจากการเล่นโนรา และละคร
ชาตรีที่นิยมกันในภาคใต้ของประเทศไทย แต่เดิมมีละครชื่อขุน
ศรัทธา เป็นละครในสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนระบำหรือฟ้อนเป็น
ศิลปะโดยอุปนิสัยของคนไทยสืบต่อกันมา ละครรำของไทยเรามี ๓
อย่าง คือ ละครชาตรี ละครนอก และละครใน ละครชาตรีเป็น
ละครเดิม ละครนอกเกิดขึ้นโดยแก้ไขจากละครชาตรี แต่ละครใน
นั้นคือละครผู้หญิง เมื่อครั้งรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ยังไม่มีปรากฏ มาปรากฏว่ามีละครผู้หญิงในหนังสือบุณโณวาทคำ
ฉันท์ ซึ่งแต่งในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พ.ศ. ๒๒๗๕ –
๒๓๐๑ เป็นครั้งแรก เพราะฉะนั้นละครผู้หญิงจึงเกิดขึ้นในระหว่าง
รัชกาลสมเด็จพระเพทราชา พ.ศ.๒๒๓๑ – ๒๒๔๖ มาจนรัชกาล
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในระหว่าง ๗๐ ปีนี้ รัชกาลสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้มีละครผู้หญิงเล่นคือเรื่อง “อิเหนา” ซึ่ง
เป็นละครใน

สำหรับละครผู้หญิงของหลวงครั้งกรุงเก่า เห็นจะเป็นของโปรด
อยู่เพียงในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคตแล้ว ทำนองจะละเลยมิได้ฝึกซ้อม
เสมอเหมือนแต่ก่อน สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จะทอดพระเนตรละคร
จึงห้ามหาผู้ชายเข้าไปเล่น เมื่อพิเคราะห์ดูทางตำนาน ดูเหมือนละคร
ผู้หญิงของหลวงซึ่งมีขึ้นครั้งกรุงเก่า จะได้เล่นอยู่ไม่ช้านานเท่าใด
นัก ก็ถึงเวลาเสียกรุงแก่พม่า

๕.

สมัยกรุงธนบุรี

สมัยนี้เป็นช่วงต่อเนื่ องหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่ อปี
พ.ศ. ๒๓๑๐ เหล่าศิลปินได้กระจัดกระจายไปในที่ต่างๆ เพราะผลจาก
สงคราม บางส่วนก็เสียชีวิต บางส่วนก็ถูกกวาดต้อนไปอยู่พม่า
ครั้นพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ปราบดาภิเษกในปีชวด พ.ศ. ๒๓๑๑ แล้ว
ทรงส่งเสริมฟื้ นฟูการละครขึ้นใหม่ และรวบรวมศิลปินตลอดทั้งบท
ละครเก่าๆที่กระจัดกระจายไปให้เข้ามาอยู่รวมกัน ตลอดทั้งพระองค์
ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นอีก ๕ ตอน คือ
ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานริน ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ ตอนทศ
กัณฐ์ตั้งพิธีทรายกลด (เผารูปเทวดา) ตอนพระลักษณ์ถูกหอกกบิล
พัท ตอนปล่อยม้าอุปการ มีคณะละครหลวง และเอกชนเกิดขึ้น
หลายโรง เช่น ละครหลวงวิชิตณรงค์ ละครไทยหมื่นเสนาะภูบาล
หมื่นโวหารภิรมย์ นอกจากละครไทยแล้วยังมีละครเขมรของหลวง
พิพิธวาทีอีกด้วย

๖.

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์การละครต่างๆ ล้วนได้รับการสนับสนุน
จากพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์สืบเนื่ องต่อกันมา
เป็นลำดับตั้งแต่การละครต่างๆ ล้วนได้รับการสนับสนุนจากพระ
มหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์สืบเนื่ องต่อกันมาเป็นลำดับ
ตั้งแต่

สมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอด
ฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงฟื้ นฟูรวบรวมสิ่งต่างๆที่สูญเสีย และ
กระจัดกระจายให้สมบูรณ์ ในรัชสมัยนี้ได้มีการรวบรวมตำราฟ้อนรำ
ขึ้นไว้เป็นหลังฐานสำคัญที่สุดในประวัติการละครไทย มีบทละครที่
ปรากฏตามหลักฐานอยู่ ๔ เรื่อง คือ บทละครเรื่องอุณรุฑ บทละคร
เรื่องรามเกียรติ์ บทละครเรื่องดาหลัง และบทละครเรื่องอิเหนา

สมัยรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ
หล้านภาลัย เป็นสมัยที่วรรณคดีเจริญรุ่งเรื่องเป็นยุคทองแห่ง
ศิลปะการละคร มีนักปราชญ์ราชกวีที่ปรึกษา ๓ ท่าน คือ กรมหมื่น
เจษฎาบดินทร์ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี และสุนทรภู่ มีบทละครในที่
เกิดขึ้น ได้แก่ เรื่องอิเหนา ซึ่งวรรณคดีสโมสรยกย่องว่าเป็นยอด
ของบทละครรำ และเรื่องรามเกียรติ์ ส่วนบทละครนอก ได้แก่ เรื่อง
ไกรทอง คาวี ไชยเชษฐ์ สังข์ทอง และมณีพิชัย

๗.

สมัยรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจ้าอยู่หัว เป็นยุคที่ละครหลวงซบเซา เนื่องจากพระองค์ไม่สนับสนุน
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลิกละครหลวงเสีย แต่มิได้ขัดขวางผู้
จะจัดแสดงละคร ทำให้เกิดคณะละครของเจ้านาย และขุนนางขึ้น
แพร่หลาย หลายคณะ หลายโรง และมีบทละครเกิดขึ้นมากมาย

สมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว สมัยนี้ได้เริ่มมีการติดต่อกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาว
ยุโรปบ้างแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงโปรด
เกล้าฯ ให้ฟื้ นฟูละครหลวงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งออกประกาศ
สำคัญเป็นผลให้การละครไทยขยายตัวอย่างกว้างขวาง ดังมีความ
โดยย่อ คือ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้คนทั่วไปมีละครชาย
และหญิง เพื่อบ้านเมืองจะได้ครึกครื้นขึ้น เป็นเกียรติยศแก่แผ่นดิน
แม้จะมีละครหลวง แต่คนที่เคยเล่นละครก็ขอให้เล่นต่อไป
สำหรับละครที่มิใช่ของหลวง มีข้อยกเว้นคือ ห้ามใช้รัดเกล้ายอด
เครื่องแต่งตัวลงยา และพานทองหีบทองเป็นเครื่องยกบททำขวัญ
ห้ามใช่แตรสังข์ หัวช้างห้ามทำสีเผือก ยกเว้นหัวช้างเอราวัณ มี
ประกาศกฎหมายภาษีมหรสพ พ.ศ. ๒๔๐๒ เก็บจากเจ้าของคณะ
ละครตามประเภทการแสดง และเรื่องที่แสดง

๘.

สมัยรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การละครในยุคนี้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
เนื่ องจากการละครแบบตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู้วงการนาฏศิลปะ
ทำให้เกิดบทละครประเภทต่างๆขึ้นมากมาย เช่น ละครพันทาง ละคร
ดึกดำบรรพ์ ละครร้อง ละครพูด และลิเก ทรงส่งเสริมการละครโดย
เลิกกฏหมายการเก็บอากรามหรสพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ ทำให้กิจการ
ละครเฟื่ องฟูขึ้นกลายเป็นอาชีพได้ เจ้าของโรงละครทางฝ่ายเอกชน
มีหลายราย นับตั้งแต่เจ้านายมาถึงคนธรรมดา

สมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยนี้ได้ชื่อว่าเป็นสมัยที่การละคร และ
การดนตรีทั้งหลายได้เจริญรุ่งเรื่องถึงขีดสุด นับได้ว่าเป็นยุคทอง
ศิลปะการละครยุคที่ ๒ พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง
กรมมหรสพขึ้น เพื่อบำรุงวิชาการนาฏศิลปะ และการดนตรี และยัง
ทรงเป็นบรมครูของเหล่าศิลปิน ทรงพระราชนิพนธ์บทโขน ละคร
ฟ้อนรำ ไว้เป็นจำนวนมาก

๙.

สมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้า
อยู่หัว การเมืองเกิดภาวะคับขัน และเศรษฐกิจของประเทศทรุดโทรม
เสนาบดีสภาได้ตกลงประชุมกันเลิกกรมมหรสพ เพื่อให้มีส่วนช่วยกู
การเศรษฐกิจของประเทศ และต่อมาจึงกลับฐานะมาเป็นกองขึ้นอีก
จนกระทั่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ กองมหรสพจึงอยู่ในสังกัดกรมศิลปากร
ข้าราชการศิลปินจึงย้ายสังกัดมาอยู่ในกรมศิลปากร ในสมัยนี้มีละคร
แนวใหม่เกิดขึ้นคือ ละครเพลง หรือที่เป็นที่รู้จักกันว่า “ละครจันทโร
ภาส” ตลอดทั้งมีละครหลวงวิจิตรวาทการเกิดขึ้น

สมัยรัชกาลที่ ๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอ
นันทมหิดลสมัยนี้พันตรีหลวงวิจิตรวาทการได้ให้กำเนิดละครหลวง
วิจิตรซึ่งเป็นละครปลุกใจให้รักชาติ และสร้างแรงจูงใจให้คนไทยหันมา
สนใจนาฏศิลป์ไทย ส่งเสริม ทำนุบำรุง เผยแพร่นาฏศิลป์ไทยให้เป็นที่
ยกย่องนานาอารยประเทศ ทำให้ศิลปะโขน ละคร ระบำ รำ ฟ้อน ยังคง
สืบทอดเป็นแนวทางในการอนุรักษ์และพัฒนาสืบต่อมา

สมัยรัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภูมิพลอดุลยเดช นาฎศิลป์และการละคร อยู่ในความรับผิดชอบของ
รัฐบาล คือ กระทรวงวัฒนธรรม มีการส่งเสริมให้ผู้เชี่ยวชาญนาฎศิลป์
ไทยคิดประดิษฐ์ท่ารำ ชุดใหม่ๆ และการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ

รัจนา พวงประยงค์
ศิลปิ นเเห่งชาติสาขาศิลปะเเละการเเสดง(นาฏศิลป์ -ละคร)

๑๐.

ประเภทของละคร

๑. ละครรำ
คือละครที่ใช้ศิลปะการร่ายรำในการดำเนินเรื่อง แบ่งได้
เป็น ๒ ประเภท

๑.๑. ละครรำแบบมาตรฐานดั้งเดิม มี ๓ ชนิด คือ
- ละครชาตรี
- ละครนอก

๑.๒. ละครที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ มี ๓ ชนิด คือ
- ละครดึกดำบรรพ์
- ละครพันทาง
- ละครเสภา

๑๑.

๒. ละครร้อง
คือละครที่ใช้ศิลปะการร้องดำเนินเรื่อง เป็นละครแบบ

ใหม่ที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก แบ่งได้เป็น 2
ประเภท คือ

๒.๑. ละครร้องล้วน ๆ
๒.๒. ละครร้องสลับพู ด
๓. ละครพู ด
คือละครที่ใช้ศิลปะการพู ดในการดำเนินเรื่อง เป็นละคร
แบบใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก แบ่งได้เป็น 2
ประเภท คือ
๓.๑. ละครพู ดล้วน ๆ
๓.๒. ละครพู ดสลับรำ

๑๒.

๔.ละครสังคีต
เป็นละครที่ใช้ศิลปะการพู ดและการร้องดำเนินเรื่อง
เสมอกัน นอกจากนั้นยังมีการแสดงที่เกิดขึ้นใหม่ใน
สมัยรัชกาลที่ ๕ อีก ๒ อย่างคือ ลิเก และหุ่น( หุ่นเล็ก ,
หุ่นกระบอก , หุ่นละครเล็ก)

๑๓.

ตั ว อ ย่ า ง ล ะ ค ร

ละครโนรา

ละครโนราเป็นละครที่เก่าแก่ที่สุด เป็นละครของชาวภาคใต้ ในสมัย
โบราณผู้แสดงมีเพียง ๓ คน เป็นผู้ชายล้วน แต่งตัวงามพิเศษอยู่แต่
ตัวเอกซึ่งเป็นตัวพระ เรียกว่า ตัวยืนเครื่องเพียงคนเดียว ตัวนางก็ใช้
ผ้าขาวม้าห่มโดยวิธีต่าง ๆ เช่น สไบเฉียง คาดอก และตะเบ็งมาน ตาม
ฐานะ อีกคนหนึ่งเป็นตัวตลก ต้องแสดงเป็นตัวประกอบทุก ๆ อย่าง
เป็นฤษี เป็นพราน เป็นม้า เป็นสัตว์ต่าง ๆ ตามเรื่อง ทุกคนไม่สวมเสื้อ
แม้ตัวยืนเครื่องก็แต่งอาภรณ์กับตัวเปล่า เป็นละครที่มุ่งหมายตลก
ขบขัน และการดำเนินเรื่องรวดเร็ว ในสมัยปัจจุบันมีผู้หญิงแสดงร่วม
ด้วยและจำนวนผู้แสดงก็เพิ่มขึ้นไม่จำกัด การแต่งกาย มีการสวมเสื้อ
ซึ่งประดับประดาด้วยลูกปัดเป็นอันมาก เครื่องดนตรีมี ปี่ ใน (ภาคใต้
เรียกปี่ ต้น) กลองขนาดย่อมลูกเดียว โทน (ภาคใต้เรียกทับ) ๒ ลูก ฆ้องคู่
(ภาคใต้เรียกโหม่ง) ฉิ่ง และกรับ (ภาคใต้เรียกแกระ) โรงสมัยโบราณ
ปลูกอย่างง่าย ๆ มีเสา ๔ ต้น เป็นมุม ๔ มุม กับเสากลางสำหรับผูกซอง
ใส่เครื่องอุปกรณ์การแสดง เช่น ธง อาวุธต่าง ๆ เรียกว่า ซองคลี สมัย
ปัจจุบันมีตัวละครมากขึ้นต้องใช้โรงละครอย่างโรงละครนอก การแสดง
เริ่มต้นด้วยไหว้ครู แล้วรำซัด แล้วจึงจับเรื่อง ผู้แสดงร้องเองบ้าง มีต้น
เสียงร้องให้บ้าง นักดนตรีก็ร้องเป็นลูกคู่ด้วย ละครแบบนี้ชาวภาค
กลางเรียกว่า ละครชาตรี การที่เรียกว่าโนราก็เพราะตามประวัติว่าครั้ง
แรกแสดงแต่เรื่องนางมโนห์รา จึงเรียกว่ามโนห์รา แต่สำเนียงพูดของ
ชาวภาคใต้นั้นคำที่เป็นลหุอยู่ข้างหน้าจะตัดทิ้งไม่ต้องพูด เช่น ไปเล (ไป
ทะเล) ไปหลาด (ไปตลาด) มโนห์รา จึงเรียกเป็นโนรา

๑๔.

ละครนอก

ละครนอกเป็นละครของภาคกลาง นัยว่าวิวัฒนาการมาจาก
มโนราห์ เพราะมีความมุ่งหมายเช่นเดียวกันคือ ดำเนินเรื่อง
รวดเร็ว และตลกขบขัน สมัยโบราณผู้แสดงผู้ชายล้วน เพิ่งมีผู้
หญิงแสดงในปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกการ
ห้ามมิให้บุคคลทั่วไปมีละครผู้หญิง ในตอนหลังผู้แสดงเป็นผู้หญิง
โดยมาก ผู้ชายเกือบจะไม่มี ตัวละคร มีครบทุกตัวตามเนื้อเรื่อง ไม่
จำกัดจำนวน ดนตรี ใช้วงปี่ พาทย์ จะเป็นเครื่องห้า เครื่องคู่ หรือ
เครื่องใหญ่ ได้ทั้งนั้น โรงละคร มีฉากเป็นผ้าม่าน มีประตูเข้าออก 2
ประตู หลังฉากเป็นที่แต่งตัว และสำหรับให้ตัวละครพัก หน้าฉาก
เป็นที่แสดงตั้งเตียงตรงกลางหน้าฉาก การแต่งกาย เลียนแบบ
เครื่องต้นของกษัตริย์ ตัวพระสวมชฎา ตัวนางสวมเครื่องประดับ
ศีรษะตามฐานะ เช่น มงกุฎกษัตรี รัดเกล้ายอด รัดเกล้าเปลว และ
กระบังหน้า เสื้อผ้าปักดิ้นเลื่อมแพรวพราว การแสดง มีคนบอกบท
มีต้นเสียงและลูกคู่สำหรับร้อง บางตัวละครอาจร้องเอง การรำ
เป็นแบบแคล่วคล่องว่องไวพริ้งเพรา จังหวะของการร้องและการ
บรรเลงดนตรีค่อนข้างเร็ว เวลาเล่นตลกมักเล่นนาน ๆ ไม่คำนึง
ถึงการดำเนินเรื่อง และไม่ถือขนบธรรมเนียมประเพณี เช่น ตัว
กษัตริย์หรือมเหสีจะเล่นตลกกับเสนาก็ได้ เริ่มต้นแสดงก็จับเรื่อง
ที่เดียว ไม่มีการไหว้ครู เรื่องที่ละครนอกแสดงได้สนุกสนานเป็นที่
นิยมแพร่หลาย บทที่สามัญชนแต่งได้แก่ เรื่องแก้วหน้าม้า ลักษณ
วงศ์ และจันทโครพ บทที่เป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 ได้แก่
เรื่องสังข์ทอง สังข์ศิลป์ชัย ไชยเชษฐ์ คาวี มณีพิชัย ไกรทอง

๑๕.

ละครใน

ละครในเป็นละครที่เกิดขึ้นในพระราชฐานจึงเป็นละครที่มีระเบียบ
แบบแผน สุภาพ ละครในมีความมุ่งหมายสำคัญอยู่ ๓ ประการ คือ
รักษาศิลปะของการรำอันสวยงาม รักษาขนบธรรมเนียมประเพณี
เคร่งครัด รักษาความสุภาพทั้งบทร้องและเจรจา เพราะฉะนั้น
เพลงร้อง เพลงดนตรี จึงต้องดำเนินจังหวะค่อนข้างช้า เพื่อให้รำ
ได้อ่อนช้อยสวยงาม ดนตรี ใช้วงปี่ พาทย์ จะเป็นวงปี่ พาทย์เครื่อง
ห้า วงปี่ พาทย์เครื่องคู่หรือ วงปี่ พาทย์เครื่องใหญ่ ก็ได้โรงมี
ลักษณะเดียวกับโรงละครนอก แต่มักเรียบร้อยสวยงามกว่าละคร
นอก เพราะใช้วัสดุที่มีค่ากว่า เนื่องจากมักจะเป็นละครของเจ้านาย
หรือผู้ดีมีฐานะ เครื่องแต่งกาย แบบเดียวกับละครนอก แต่ถ้า
แสดงเรื่องอิเหนา ตัวพระบางตัวจะสวมศีรษะด้วยปันจุเหร็จในบาง
ตอน (ปันจุเหร็จในสมัยปัจจุบัน มักนำไปใช้ในการแสดงเรื่องอื่น ๆ
ด้วย) การแสดง มีคนบอกบท ต้นเสียง ลูกคู่ การร่ายรำสวยงาม
ตามแบบแผน เนื่องจากรักษาขนบประเพณีเคร่งครัด การเล่น
ตลกจึงเกือบจะไม่มีเลย บทที่แต่งใช้ถ้อยคำสุภาพ คำตลาดจะมี
บ้างก็ในตอนที่กล่าวถึงพลเมือง ผู้แสดงเป็นผู้หญิงล้วน
ตัวประกอบอาจเป็นผู้ชายบ้าง เรื่องที่ใช้แสดงละครใน แต่โบราณมี
เพียง ๓ เรื่อง คือ เรื่องรามเกียรติ์ อิเหนา และอุณรุท โอกาสที่ใช้
แสดง ในงานรื่นเริง

๑๖.

ละครพันทาง

ละครพันทางเป็นละครแบบผสม ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์
เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์รัชกาลที่4ทรง
ปรับปรุงการแสดงขึ้น มีลักษณะดังต่อไปนี้ ละครพันทางเป็นละคร
ที่แสดงบนเวทีเปลี่ยนฉากตามเนื้อเรื่อง เรื่องตอนนั้นเป็นสถานที่
ใด สวน ท้องพระโรง ห้องนอน หรือที่ใด ก็เขียนและจัดให้เป็นสถาน
ที่นั้น

ท่ารำเป็นแบบผสม ละครแบบนี้มักจะแสดงเป็นเรื่องของต่าง
ภาษา เช่น พม่า ลาว แขก จีน ท่ารำก็เป็นท่ารำของชาตินั้น ๆ ผสม
กับท่ารำของไทย เพลงร้อง เพลงดนตรีก็ผสมตามภาษานั้นๆอาจ
เป็นเพลงภาษานั้นแท้ๆ หรือที่ไทยแต่งให้เป็นสำเนียงภาษานั้น ๆ
และอาจมีเพลงไทยแท้ ๆ ผสมด้วยก็ได้ เครื่องแต่งตัว เป็นไปตาม
ภาของเรื่องที่แสดงนั้น เช่น พม่าก็แต่งเป็นพม่า ลาวก็แต่งเป็น
ลาว และจีนก็แต่งเป็นจีนดนตรี ใช้วงปี่ พาทย์ไม้นวม

การแสดง มีทั้งต้นเสียง ลูกคู่ เป็นผู้ร้อง บางตอนตัวละครก็ร้อง
เอง การรำก็ผสมดังกล่าวแล้ว แต่ถ้าเรื่องแสดงเป็นไทยล้วน ไม่มี
ภาษาอื่นเลย ก็ใช้ท่ารำไทยผสมกับท่ารำสามัญชน คือท่ารำของคน
เรานี้ผสมกับท่ารำ เมื่อแสดงจบเนื้อเรื่องของฉากหนึ่งแล้ว ก็ปิด
ม่าน แล้วเปิดม่านแสดงฉากต่อไปทีละฉากจนจบเรื่องผู้แสดง มิได้
กำหนดว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แล้วแต่สะดวก

เรื่องที่แสดง มักนิยมแสดงเรืองต่างภาษา เช่นเรื่องราชาธิราช
พระลอ และสามก๊ก เรื่องที่เป็นไทยก็มีจำพวกเรื่องพระราช
พงศาวดารบางตอน เช่น วีรสตรีถลาง คุณหญิงโม

๑๗.

ละครดึกดำบรรพ์

ละครดึกดำบรรพ์เป็นละครที่นำแบบโอเปร่ามาใช้ สมเด็จพระเจ้า
บรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ เป็นผู้ทรงปรับปรุง
ขึ้น เพื่อให้คณะละครของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์
(ม.ร.ว.หลาน กุญชร) แสดง ละครดึกดำบรรพ์ มีลักษณะดังต่อไปนี้
การแสดงแสดงบนเวที เปลี่ยนฉากตามเนื้อเรื่องเช่นเดียวกับ
ละครพันทาง
ท่ารำ ใช้ท่ารำตามแบบแผน แต่ตัดทอนเพิ่มเติมและดัดแปลงให้
พอเหมาะกับเพลงร้องและเพลงดนตรี
เพลงร้องและเพลงดนตรี ใช้เพลงไทยของเก่า แต่แก้ไข
เปลี่ยนแปลงบางเพลงให้สั้นยาวพอเหมาะกับการแสดง กับมี
เพลงที่พลิกแพลงให้แปลกและไพเราะยิ่งขึ้น รวมทั้งมีการแต่ง
เพิ่มเติมขึ้นใหม่อีกด้วย
การแสดง ผู้แสดงเป็นผู้ร้องในบทของตนเอง เพราะบทร้องเป็น
บทคำพูดของตัวละครไม่มีบทบอกชื่อ บอกกิริยา หรือบอกอารมณ์
ของตัวละคร รวมความว่าตัวละครทุกตัวพูดเป็นเพลง
ดนตรี เป็นวงปี่ พาทย์ที่ปรับปรุงขึ้นเป็นพิเศษ มีแต่เครื่องดนตรีที่
เสียงทุ้มนุ่มนวล ไม่มีพวกเสียงดังเสียงสูง เสียงเล็กแหลมเลย คือ
ไม่มีกลองทัด ปี่ ใน ฆ้องวงเล็ก และระนาดเอกเหล็ก ส่วนระนาดเอก
ก็ตีด้วยไม้นวม เพื่อให้เสียงนุ่มนวลไม่แกร่งกร้าว มีสิ่งแปลกกว่า
วงปี่ พาทย์อื่น ๆ ก็คือ กลองตะโพน ซึ่งใช้ตะโพน ๒ ลูก เอาเท้าที่ตั้ง
ออกให้เหลือแต่ตัวตะโพน แล้วตั้งหน้าด้านใหญ่ขึ้น ติดข้าวสุกให้
เสียงต่ำตีแทนกลองทัด ฆ้องชัย (หรือฆ้องหุ่ย) มี ๗ ลูก เทียบเสียง
เรียงลำดับกันเป็น ๗ เสียง ตีห่างๆ อนุโลมอย่างเบสส์ของฝรั่ง

๑๘.

ละครดึกดำบรรพ์(ต่อ)

เรื่องที่แสดงเป็นเรื่องที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรม
พระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์ปรับปรุงจากบทละครพระ
ราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ โดยมาก เช่น คาวี สังข์ทอง สังข์ศิลป์ชัย
มณีพิชัย และอิเหนา ที่เป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ ได้แก่ เรื่อง
ศกุลตลา พระเกียรติรถ และท้าวแสนปม และพระนิพนธ์ของ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณอินทราชัย ได้แก่
เรื่องพระยศเกตุ จันทกินรี และสองกรวรวิก รวมไปถึงบทละคร
ดึกดำบรรพ์ เรื่องสิทธิธนู ซึ่งมหาเสวกโท พระยาศรีภูริปรีชา (กมล
สาลักษณ) ได้แต่งขึ้นเพื่อมอบให้แด่เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์
(ม.ร.ว.หลาน กุญชร) สำหรับนำไปใช้ในการแสดงด้วยเช่นกัน

อ้างอิง:
https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3
https://sites.google.com/site/dramaticarttuppschool/lakhr-thiy

THANK YOU

๑๐๐%

ชาติสยามมีความงามวรรณศิลป์
คู่แผ่นดินถิ่นอารยธรรมล้ำสมัย
นาฏศิลป์ศรีสอางค์ช่างวิไล
งามละไมพิสดารตระการตา


Click to View FlipBook Version