เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาภาษาไทย
ชั้นมั ธยมศึกษาปที่ ๔
อิ เ ห น า
ตอน
ศึ ก ก ะ ห มั ง กุ ห นิ ง
จั ดทําโดย
นางสาวณั ฏฐธิ ดา วิ กาหะ
เอกการศึ กษาตลอดชี วิ ต การจั ดการเรี ยนรู ภาษาไทย
คณะศึ กษาศาสตร มหาวิ ทยาลั ยศรี นคริ นทรวิ โรฒ
คาํ นํา
เอกสารประกอบการเรยี น รายวชิ าภาษาไทย ระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปท ี่ 4
เรอ่ื งอเิ หนา ตอนศึกกะหมงั กหุ นงิ จดั ทําขนึ้ เนอื่ งจากตองการถา ยทอดความรูใน
วรรณคดีเรือ่ งของอเิ หนา ตอนศกึ กะหมังกหุ นงิ เพอ่ื ใหผูท ศี่ ึกษามีความรู ความเขาใจ
เหน็ ความสําคญั ในเนอื้ หาของวรรณคดีเรอื่ งอเิ หนา ตอนศึกกะหมงั กหุ นงิ และเหน็
คณุ คา ของวรรณคดอี นั เปน มรดกทางวัฒนธรรมทส่ี ําคัญของชาติ และนาํ ความรูทีไ่ ด
ศกึ ษาไปใชพฒั นาความสามารถทางดานภาษาไทยของตนเองตอไป
เน้ือหาในเอกสารประกอบการเรียนชดุ น้ีประกอบดว ยเนอ้ื หาเกี่ยวกับวรรณคดี
เรื่องอเิ หนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง ทัง้ ในสว นของประวตั คิ วามเปนมา ผูทรงพระราช
นพิ นธ ตัวละคร รูปแบบคาํ ประพันธ เนอ้ื เรอื่ ง และคณุ คา ของวรรณคดใี นดา นอ่ืน ๆ
ซง่ึ ผูเ ขียนไดร วบรวมเนอ้ื หามาจากเอกสารและแหลงขอ มูลตา ง ๆ แลว นาํ มาเรยี บเรียง
ใหมใ หเ น้อื หามีความเก่ยี วขอ งและสัมพนั ธกัน
ผจู ัดทาํ หวังวา เอกสารประกอบการเรยี นชุดน้ี จะชว ยอํานวยประโยชนใ หแก
นกั เรียนและผูสนใจใฝเรยี นรูท่ัวไป หากมขี อผดิ พลาดประการใดก็ขออภยั มา ณ ทน่ี ้ี
ณัฏฐธิดา วกิ าหะ
ส า ร บั ญ
เ รื่ อ ง ห น า
ประวัตแิ ละความเปน มา 1
พระราชประวัตผิ ทู รงพระราชนพิ นธ 1
แนะนําตวั ละคร 2
ลกั ษณะคาํ ประพนั ธ 4
เรื่องยออเิ หนา ตอนศึกกะหมังกหุ มิง 5
ความรูประกอบเรือ่ งอเิ หนา 8
เพลงหนาพาทยท ่ใี ชก ารประกอบการแสดงละคร 8
เพลงหนาพาทยทใ่ี ชใ นบทละครเรอ่ื งอเิ หนา 10
ตําแหนงตา ง ๆ ในเรอื่ งอิเหนา 11
คณุ คาทางดานเนื้อหา 13
คุณคา ดา นวรรณศลิ ป 14
คณุ คาดานความรูแ ละความคดิ 14
บรรณานุกรม 15
1
ประวัติและความเปนมา
เร่อื งอิเหนามีมาตงั้ แตค ร้ังกรุงศรอี ยธุ ยาเปน ราชธานี มีเร่ืองเลากนั วา พระราชธดิ าในสมเดจ็
พระเจา อยูหัวบรมโกศ คือเจาฟาหญงิ กุณฑลและเจาฟา หญงิ มงกุฎทรงไดนางขาหลวงมาจาก
ปตตานี นางขาหลวงคนน้ไี ดเลา นิทานปน หยีหรอื เรื่องอเิ หนาของชวาถวาย เจาฟา หญิงกุณฑลทรง
นําเคาเรื่องมาแตงเปนบทละครเรอื่ งดาหลงั (อิเหนาใหญ) สว นเจา ฟา หญงิ มงกุฎทรงแตงเรอื่ ง
อิเหนา (อิเหนาเลก็ ) ตอมาในสมัยรตั นโกสนิ ทร พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยไดทรง
พระราชนิพนธเรอ่ื งอิเหนาเปนบทละครสาํ หรับใชแ สดงละครรํา ในตอนทายของบทพระราชนพิ นธ
ไดอ างถงึ เรื่องอเิ หนาในสมัยอยธุ ยาวา
อนั อิเหนาเอามาทําเปนคาํ รอ ง สําหรับงานการฉลองกองกศุ ล
คร้ังกรุงเกา เจา สตรีเธอนพิ นธ แตเ ร่อื งตนตกหายพลดั พรายไป
หากพระองคท รงพภิ พปรารภเลน ใหรําเตนเลน ละครคิดกลอนใหม
เตมิ แตม ตอ ติดประดษิ ฐไว บํารงุ ใจไพรฟาขา แผนดิน
พระราชประวตั ผิ ทู รงพระราชนิพนธ
อิเหนาเปน บทละครราํ พระราชนพิ นธใ นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลยั มหาราช
รัชกาลท่ี 2 แหงพระบรมราชวงศจกั รี ตลอดระยะเวลาทีพ่ ระองคทรงครองราชยเปน สมัยที่
วรรณคดีเจริญทส่ี ดุ ในสมยั นแ้ี ละทรงไดร ับการเทิดพระเกยี รตจิ ากองคก ารการศกึ ษาวทิ ยาศาสตร
และวฒั นธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ในฐานะบคุ คลสําคัญของโลก
ภาพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หลา นภาลยั
ท่ีมา : HTTPS://TH.WIKIPEDIA.ORG/WIKI/พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลานภาลยั
2
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลานภาลัยเปน พระมหากษตั ริยท่ีทรงพระปรชี าสามารถหลาย
ดาน ทรงเปนท้งั นักรบ นักปกครอง นกั บรหิ าร ศลิ ปน กวี และชาง
ในดา นศิลปวัฒนธรรม พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลานภาลัยทรงทาํ นุบํารงุ ศิลปะทกุ
ประเภทใหเจริญรงุ เร่ืองท้ังวรรณคดี นาฏศลิ ป และศลิ ปกรรม เชน จติ รกรรม ประติมากรรม
สถาปต ยกรรม
พระองคท รงเปนกวีทม่ี ีพระราชนพิ นธหลายเรือ่ งหลายแนว ทรงพระราชนพิ นธบทละครใน
เรอื่ งอเิ หนา รามเกียรติ์ บทละครนอกเรือ่ งสงั ขท อง ไชยเชษฐ ไกรทอง มณีพิชัย และคาวี กาพย
เหชมเครอื่ งคาวหวาน บทพากยร ามเกียรติตอนตาง ๆ มนี างลอย เอราวัณ เปนตน
พระราชนพิ นธบ ทละครราํ นนั้ ทรงพถิ พี ิถันใหบ ทละครมีความสอดคลองกับทา ราํ นาฏศลิ ปใน
รชั สมัยน้ี จึงไดช่ือวาเจรญิ สงู สดุ และเปน แบบอยางตอมา ทรงพระราชนิพนธบ ทเพลงท่ีไพเราะ คือ
เพลงพระสบุ ิน หรอื เพลงบุหลนั ลอยเลอื่ น นอกจากนี้ยงั มีฝพระหตั ถในงานชางแกะสลัก ดงั ปรากฏ
ที่บานประตแู กะสลักวดั สุทศั นเทพวราราม
เนื่องดว ยพระองคทรงเปน ศลิ ปน หลายแขนง ทางราชการจงึ ประกาศใหว ันคลายวันพระบรม
ราชสมภพคือวันท่ี 25 กมุ ภาพนั ธข องทกุ ปเปน "วันศลิ ปน แหง ชาต"ิ
แนะนําตัวละคร
อเิ หนา อเิ หนาหรอื ระเดน มนตรี เปนโอรสของทาวกุเรปนกับประไหมสหุ รี
เปน ชายรปู งาม นิสัยเจา ชู มีความเชย่ี วชาญในการรบ
เปน ธดิ าของทา วดาหากบั ประไหมสหุ รี เปน คูตุนาหงันของอิเหนา
เปนหญงิ ท่งี ามเลศิ กวา ใคร เม่อื ครง้ั ประสูตมิ เี หตุอสั จรรยเกดิ ข้ึน
บษุ บา คือมกี ลิ่นหอมทวั่ ไปท้ังเมืองและมีเสยี งดนตรดี ังขึ้นโดยไมมผี ู
บรรเลง
จินตะหราวาตี เปน ธดิ าของระตูหมนั หยา มีรูปโฉมงดงาม มีนิสยั เอาแตใ จ
เจา อารมณ ชา งประชดประชนั
3
ทา วกุเรปน เปน กษตั รยิ ป กครองเมอื งกุเรปน มีนิสัยหย่ิงทระนงในศักดิ์ศรีของ
วงศอ สัญแดหวา
ทาวดาหา กษัตรยิ ปกครองเมอื งดาหา เปน พระอนชุ าของทาวกุเรปน
เปน ผูทม่ี คี วามยตุ ธิ รรม
ทาวกะหมังกุหนิง เปนผูปกครองเมืองกะหมังกหุ นิง มพี ระโอรสชอ่ื วหิ ยาสะกาํ
เปน ผทู ่รี ักลูกมาก
วิหยาสะกํา เปน โอรสของทาวกะหมังกหุ นิง เปนชายรปู งาม ผวิ พรรณผุดผอง
มีฝมือในการใชท วน
สุหรานากง เปนโอรสของทาวสงิ หัดสาหรี เปน คูต ุนาหงันของสการะหน่งึ หรดั
เปนผูท่มี ีความกลา หาญ อยใู นโอวาทของพอ แมแ ละวางตนไดอยาง
เหมาะสม
กะหรดั ตะปาลี เปน โอรสของทา วกุเรปน กับลิกู เปน ผทู ่ีมคี วามสามารถในการรบ
และเชื่อฟง คาํ ส่งั สอนของทาวกุเรปน
สงั คามาระตะ เปนโอรสของระตปู รักมาหงัน และเปน นองของมาหยารัศมี
สงั คามาระตะเปน หนมุ รปู งาม มคี วามเฉลียวฉลาด รอบคอบ
แกปญ หาเฉพาะหนาไดเกงและกลา หาญ ท้ังยงั มีความซอ่ื สัตยแ ละ
ชาํ นาญในการใชท วนเปน อาวุธ เปนคคู ดิ และชวยเตอื นสติอิเหนา
ไดหลายคร้ัง
4
ลกั ษณะคาํ ประพันธ
บทละครราํ เร่อื ง อิเหนา มีรูปแบบการแตงกลอนบทละครซึง่ มลี ักษณะบังคบั เหมอื นกลอนส่ี
สภุ าพ แตล ะวรรคมักจะข้ึนตน ดวยคําวา “เม่อื น้นั ” “บัดน้นั ” และ “มาจะกลาวบทไป” กลอน
บทละคร บทหน่ึงมี 4 วรรค วรรคละ 6 คํา หนึง่ บทมี 2 บาท เรยี กวาบาทเอก และบาทโท 1
บาท เทากบั 1 คาํ กลอน มีลักษณะการสัมผัสดังนี้
1. สัมผัสระหวางวรรคไมบงั คับตายตวั ใหสังเกตจากแผนผงั วรรคที่ 1 อาจจะสัมผัสกบั
ตาํ แหนงใดตาํ แหนงหน่ึง ตามเสนสัมผัสในวรรคท่ี 2
2. คาํ ขึ้นตนบท กลอนบทละครมีคาํ ข้ึนตนหลายแบบ และคําขน้ึ ตน นัน้ ไมจาํ เปนตองมีจํานวน
เทากบั วรรคสดับ อาจจะมเี พยี ง 2 คาํ ก็ได คําข้นึ ตน มีดงั น้ี
มาจะกลา วบทไป มักใชเ ม่อื ข้ึนตนเร่ือง หรือกลา วถงึ เรอ่ื งแทรกเขา มา
เมอ่ื นั้น ใชส ําหรบั ผูมยี ศสูง หรือผเู ปนใหญใ นทน่ี น้ั ตามเน้อื เรื่อง เชน กษตั รยิ ราชวงศ
บัดน้นั ใชขน้ึ ตนสําหรับผนู อยลงมา เชน เสนา ไพรพล
ตวั อยา งบทละคร ถงึ ส่ีองคทรงธรรมนาถา
มาจะกลาวบทไป บิตเุ รศมารดาเดียวกัน
ไดด ํารงนคั เรศเขตขณั ฑ
เปนหนอเนอ้ื เช้อื วงศเทวา ถดั น้ันครองดาหาธานี
รุงเรืองฤทธาศกั ดาเดช
พระเชษฐาครองกรงุ กุเรปน
เมอื่ น้ัน ระตูหมนั หยาเรอื งศรี
รบั สารมาจากเสนี แลวคล่ีออกอานทนั ใด
บัดนั้น ดะหมงั ผูมียศถา
นบั น้วิ บงั คมคลั วันทา ทูลถวายสาราพระภูมี
5
เรอ่ื งยอ อเิ หนา ตอนศกึ กะหมงั กุหมิง
ในดนิ แดนชวาแตโบราณมกี ษตั ริยราชวงศหน่งึ คือวงศอ สัญแดหวา หรอื วงศเทวา กลาวกัน
วาแตเ ดิมกอนจะมกี ารกอ ต้ังราชวงศน ้ี เมืองหมันหยา ซึ่งไดชือ่ วาเปน เมืองที่ยงิ่ ใหญแ ละรุงเรอื ง
มากเมอื งหนึง่ เจาเมืองมธี ดิ าสี่องคซ ึ่งมีสิรโิ ฉมงดงามมาก พระองคคิดจะแตง การสยมุ พรใหก บั
ธิดาท้ังส่ี แตห ากษัตริยทีค่ ูควรไมได ตอ มามีเหตุเกิดข้นึ คือมพี ระขรรคช ัยกับธงผุดขึน้ ที่
หนา พระลานทําใหเ กดิ ขา วยากหมากแพง ชาวเมอื งพากันเดอื ดรอนโดยถวนท่ัว เจาเมืองหมนั หยา
จึงปา วประกาศใหก ษตั รยิ เ มอื งตาง ๆ มาถอนพระขรรคก บั ธงออกเพื่อแกอาถรรพ ถา ผูใดทาํ ได
สาํ เร็จจะยกราชธิดาทั้งส่ีและสมบตั ใิ หก ึ่งหน่ึง กษตั รยิ เมืองตาง ๆ พากันมาอาสาท่ีจะถอนธงกับ
พระขรรคแ ตก ็ไมมใี ครสามารถทาํ ได องคปะตาระกาหลาเทวดาทมี่ าสถติ ณ เขาไกรลาส ไดมอบ
หมายใหโ อรสทง้ั ส่ี คือ กเุ รปน ดาหา กาหลงั และสิงหัดสา หรี ไปชว ยถอนธงกับพระขรรคได
สาํ เรจ็ แตเทวราชท้ังสี่ไมขอรบั ราชสมบตั ิจากทา วหมันหยา หากขอเพยี งแคราชธดิ าไปเปน คคู รอง
และจะไปสรางเมอื งอยูเ อง
เทวาท้งั สพ่ี ระองคพาราชธดิ าของทา วดาหาไปสรา งเมืองใหมในดนิ แดนทท่ี รงพอพระทัย
และไดต ้ังชือ่ เมืองตามพระนามของจาวผคู รองนครทัง้ ส่ี คอื กุเรปน ดาหา กาหลงั และสงิ หัด
สาหรี ส่เี มอื งน้ีจงึ นบั เปน เมืองทีย่ ง่ิ ใหญดว ยเกยี รตยิ ศและศักดิ์ศรี และเรยี กวงศตระกลู ของตนเอง
วาวงศอสัญแดหวาหรอื วงศเทวัญ เปนทย่ี อมรับและยกยองของหวั เมืองนอยใหญ และเฉพาะส่ี
เมอื งน้ีเทา นนั้ ทีส่ ามารถตัง้ ตาํ แหนง มเหสไี ด 5 องค อนั ไดแก ประไหมสหุ รี มะเดหวี มะโต ลกิ ู
และเหมาหลาหงี ตามลําดบั
สว นความเกยี่ วพันระหวางวงศอ สญั แดหวากบั เมอื งหมนั หยานั้น เรียกไดว าเกย่ี วดองกัน
เพราะวงศอ สญั แดหวารนุ ตอ ๆ มาลว นไดธ ิดาเมืองหมันหยามาเปนประไหมสุหรี ในสมัยตอ มาทาว
หมนั หยามีพระธิดาทท่ี รงพระสริ โิ ฉมงดงามอีก 3 พระองค คือ นิหลาอรตา ดาหราวาตี และ
จนิ ดาสาหรี ทา วกเุ รปน มาขอนางนหิ ลาอรตาไปเปนประไหมสหุ รี สวนนางดาหราวาตกี ถ็ กู ทา ว
ดาหาขอไปเปน ประไหมสหุ รีเชนเดียวกัน ทาวดาหาและทาวกเุ รปนจงึ สญั ญากันวาถาหากฝายหนง่ึ มี
พระโอรสและอกี ฝา ยมีพระราชธิดากจ็ ะใหหม้นั กันทันที สวนนางจนิ ดาสา หรนี น้ั ไดอ ภเิ ษกกบั โอรส
ทาวมงั กันและไดค รองเมอื งหมันหยา
ทาวกุเรปนมโี อรสองคแ รกกบั มเหสีตาํ แหนง ลิกชู อื่ วา กะหรดั ตะปาตี ตอมามโี อรสกบั ประ
ไหมสุหรเี ปน หนุมรูปงามและเกงกลา สามารถชื่ออเิ หนาหรือระเดน มนตรี มีพระธดิ าช่อื วยิ ะดา สวน
ทา วดาหามีพระธิดากับประไหมสหุ รชี ือ่ บษุ บาและมีพระโอรสช่ือสียะตรา ทา วกุเรปน หมั้นหมายนาง
บุษบาไวใหก บั อิเหนา สว นทาวดาหาก็หมน้ั หมายวยิ ะดาไวใหกับสยี ะตรา
6
ฝา ยประไหมสหุ รเี มืองหมันหยา ไดใ หก าํ เนดิ พระธดิ าชอื่ จนิ ตะหราวาตี มอี ายรุ นุ ราวคราว
เดยี วกนั กบั อิเหนา ทางดานประไหมสหุ รีของเมืองสงิ หดั สา หรไี ดใ หก ําเนิดพระโอรสชอื่ สหุ รานากง
และเมอื งกาหลังไดกาํ เนิดธิดากบั ประไหมสหุ รชี อื่ สกาหน่ึงหรดั ไดห มั้นหมายไวก ับสุหรานากงและ
ไดใหก าํ เนดิ พระธดิ าอกี หนงึ่ องคกบั มเหสีในตําแหนงลิกูชอ่ื บุษบารากา เปนคูหมายของกะหรดั ตะ
ปาตี
เมือ่ อเิ หนาเจริญวยั จนอายุได 15 ชนั ษา กม็ คี วามเชยี่ วชาญเกงกลาสมเปน โอรสกษตั รยิ ตอ
มาพระมารดาของประไหมสุหรีเมืองหมันหยา ซ่ึงเปน พระอยั ยกิ าของอิเหนา บุษบา และจินตะหรา
ทวิ งคต ทาวหมนั หยาจึงมรี าชสารแจงไปยังเมอื งกเุ รปน และเมอื งดาหา ทาวกุเรปนจึงใหอเิ หนานาํ
เครอื่ งเคารพศพไปรวมงาน คร้ันอิเหนาไปถึงเมอื งหมนั หยาไดเ ขาเฝาทาวหมันหยาและพบกบั
จนิ ตะหรา ธดิ าเจาเมือง จงึ นึกรักคิดใครไ ดน างเปน ชายา จนพธิ ีถวายพระเพลิงเสรจ็ แลว กย็ งั ไม
ยอมกลบั เมืองกุเรปน
บทชมโฉมนางจนิ ตะหรา
" งามงอนออนระทวยนวยแนง
ดาํ แดงนวลเนือ้ สองสี
ผองพกั ตรผ ิวพรรณดงั จนั ทรี
นางในธานีไมเ ทียมทนั ”
ภาพนางจนิ ตหรา (อเิ หนา : พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา นภาลัย)
ทีม่ า : HTTPS://SITES.GOOGLE.COM/SITE/SURASAKSCHOOL09/LAKHR-KH-RSAN
ทา วกุเรปน เหน็ วา งานศพกเ็ สรจ็ สิน้ แลว จงึ ใหค นถอื หนงั สอื ไปตามตัวอิเหนากลับ โดยบอก
เหตุผลวาพระมารดาทรงครรภแ กใกลป ระสูติ อเิ หนาตอ งจาํ ใจกลบั วังแตไดเขยี นเพลงยาวและฝาก
แหวนสองวง ขอแลกกับสไบของนางจินตะหรา เม่อื อิเหนาถึงเมอื งกุเรปน ก็ทราบวา ประไหมสหุ รี
ใหก ําเนิดธดิ าช่ือวิยะดา และทา วดาหาไดส ูขอตุนาหงันไวใหก ับสยี ะตรานอ งชายบษุ บา เมอ่ื อิเหนา
กลับมากเุ รปนกค็ ร่าํ ครวญคิดถงึ แตจ นิ ตะหรา ทาวกุเรปน จงึ มีราชสารเรงรดั ไปยงั ทาวดาหาเพื่อจะ
จดั การววิ าหร ะหวา งอเิ หนากับบษุ บาใหเปน ท่ีเรียบรอ ย
ฝา ยอิเหนาเมอ่ื ทราบวาจะตอ งแตงงานกับบษุ บา จึงออกอบุ ายขออนุญาตทา วกเุ รปนออก
ประพาสปา แลว ปลอมตัวเปน นายโจรชื่อมิสารปน หยีใหพี่เลยี้ งและไพรพลปลอมเปนชาวบา นปา ทัง้
สิ้นเดินทางมุง หนาสภู ูเขาปะราปใ กลเ มอื งหมนั หยา
7
กลา วถงึ กษัตริยส ามพีน่ องอีกวงศห นึง่ องคแ รกครองเมืองปนจะรากัน มีธิดาชือ่ สการะวาตี
องครองครองเมอื งปก มาหงนั มธี ิดาช่อื มาหยารศั มี มโี อรสช่อื สังคามาระตา องคท ่สี ามครอง
เมอื งบุศสหิ นา เพ่ิงไปสูขอนางดรสา ธิดาเมืองปะตาหรามาเปน ชายา ระหวางเดินทางกลบั จากพธิ ี
ววิ าห พี่นองท้งั สามเมอื งก็แวะพักนมัสการฤาษีสังปะลิเหงะซ่งึ บาํ เพญ็ พรตอยูเ ชงิ เขาปะราป
ระหวา งที่ไพรพลของอิเหนาพักอยทู ่ีเชงิ เขาปะราป ประสันตาพ่เี ล้ยี งของอิเหนาไดล วงลา้ํ ไป
มเี ร่อื งวิวาทกบั ไพรพลของทาวบศุ สหิ นา ทาวบุศสิหนายกทัพมารบกับอิเหนาซงึ่ ใชชอื่ วามสิ าร
ปน หยี ทาวบศุ สิหนา ถูกมิสารปนหยแี ทงตกมาตาย ทา วปน จะรากนั และทา วปก มาหงนั ทราบจาก
ฤาษสี ังปะลเิ หงะวามิสารปนหยี คืออิเหนา จงึ ยอมออ นนอมไมสูรบดว ย ทั้งยกสการะวาตี มาหยา
รัศมี และสงั คามาระตาใหแ กอเิ หนาดว ย จากนน้ั อเิ หนากเ็ ขาเมอื งหมนั หยาไดลักลอบเขาหาจนิ ตะ
หราไดนางเปน ชายา แลว ไดส องนางคือมาหยารศั มี สะการะวาตเี ปน ชายา และรบั สงั คามาระตา
เปนนองชาย
ทาวกุเรปนสงสารเรยี กอิเหนากลบั เมอื งถึงสองครั้ง พรอ มทัง้ นัดวนั อภเิ ษกระหวางอิเหนากับ
บษุ บา แตอิเหนาไมยอมกลบั และสั่งความตัดรอนนางบษุ บา ทา วกเุ รปนและทา วดาหาทราบเรื่องก็
ขัดเคืองพระทยั ทา วดาหาถึงกบั หลุดปากวา ถาใครมาขอบุษบากจ็ ะยกให
จรกาเจาชายรูปชัว่ ตัวดํา ซึ่งเปน ระตูเมืองเล็กเมอื งหน่งึ และเปนอนุชาของทาวลาสําแตอ ยาก
ไดชายารปู งามจงึ ใหช างวาดรูปราชธิดาเมืองตา ง ๆ มาให ชางวาดผูหนงึ่ ไดเดินทางไปเมืองดาหา
และวาดรูปนางบุษบามาไดสองรปู ระหวา งทางองคป ะตาระกาหลาไมพอพระทยั ทีอ่ เิ หนาหนกี าร
แตง งานจึงบันดาลใหร ูปนางบุษบาหายไปรูปหนงึ่ จรกาไดเ หน็ รูปของนางบุษบาก็หลงใหลใฝฝน ถึง
จนถึงขัน้ สลบไปในทนั ทีทเ่ี ห็นรูปภาพ เม่ือฟน มาจึงขอใหระตูลาสาํ เชษฐาไปสูขอให ทา วดาหากําลงั
โกรธอเิ หนาอยูป ระกอบกบั ไดพ ล้ังปากไปแลว วา ถามใี ครมาสูข อก็จะยกให จงึ จําใจยกนางบษุ บาให
กบั จรกาและกําหนดการววิ าหภายในสามเดือน
บทชมโฉมนางบุษบา
“ พักตรน องละอองนวลเปลงปลงั่
ดงั ดวงจันทรว นั เพง็ ประไพศรี
อรชรออนแอน ทง้ั อนิ ทรยี
ดังกนิ รลี งสรงคงคาลยั
งามจรงิ พริง้ พรองทง้ั สารพางค
ไมข ดั ขวางเสยี ทรงทตี่ รงไหน ”
(อิเหนา : พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา นภาลยั )
ภาพนางบุษบา
ท่มี า : HTTPS://WWW.DEK-D.COM/WRITER/45706/
8
กลา วถงึ กษัตรยิ อกี วงศห น่งึ สามพี่นอ ง องคพี่ครองเมอื งกะหมงั กุหนงิ มพี ระโอรสรูปงามช่อื
วิหยาสะกํา องคร องครองเมืองปาหยังมีพระธดิ า 2 องค คอื นางรตั นาระติกาและรัตนาวาตี
องคส ดุ ทอ งครองเมืองประหมันสลัดมพี ระโอรสชอื่ วหิ รากะระตา มีพระธิดาชือ่ บุษบาวิลิศอยมู า
วิหยาสะกาํ โอรสทาวกะหมังกุหนงิ เสดจ็ ประพาสปา ไดพบกับภาพวาดของนางบุษบาทอี่ งคปะตา
ระกาหลาบันดาลใหห ายไปก็คลั่งไคลใหลหลง จนถงึ กับสลบไปเชนเดียวกันกับจรกา ทา วกะหมงั กุ
หนิงรักและเห็นใจพระโอรสมากจึงใหคนไปสืบหาวานางในภาพเปนใคร เมอ่ื ทราบแลวจึงสง
ราชทตู ไปสูขอนางบษุ บาจากทา วดาหาแตทาวดาหาปฏิเสธเพราะไดย กนางบษุ บาใหก ับจรกาไปแลว
จึงทําใหเ กิดศกึ ชิงนางขึ้น ศึกในตอนนเี้ รียกวา ศกึ กะหมงั กุหนงิ
ความรูประกอบเร่ืองอิเหนา
ในการศกึ ษากลอนบทละครเร่อื งอิเหนาใหมีความเขา ใจอยา งลึกซ้ึงและไดอรรถรสจากการ
ประพนั ธนั้น จําเปนอยา งย่งิ ทีน่ ักเรียนจะตอ งมีพืน้ ความรเู กีย่ วกับรปู แบบการประพันธทม่ี าของ
วรรณคดี รวมถึงประวตั ขิ องผูแ ตงดงั ทไี่ ดกลา วมาแลว ในใบความรูกอ นหนาน้ี แตย ังมีเกร็ดความรู
ยอ ย ๆ อกี หลายสวนทีย่ ังไมไ ดกลา วถงึ และนํามาอธบิ าย เชน ความรูเก่ียวกบั เพลงหนาพาทยของ
กลอนบทละคร ความรเู ก่ยี วกบั ตาํ แหนงของเสนา พเ่ี ลี้ยง และนางกาํ นัลของตัวละครเอกซงึ่ จะนํา
มากลา วตามลําดบั ดงั ตอ ไปน้ี
เพลงหนาพาทยท ีใ่ ชก ารประกอบการแสดงละคร
เพลงหนาพาทย คือ เพลงทีใ่ ชบ รรเลงประกอบกริ ิยา พฤตกิ รรมตา ง ๆ และอารมณข องตวั
ละคร เชน เพลงโอดสาํ หรบั รองไห เสยี ใจ เพลงกราวรําสําหรับเยาะเยยสนกุ สนาน เพลงเชดิ ฉาน
สาํ หรับพระรามตามกวาง เพลงแผละสาํ หรบั ครฑุ บิน เพลงคุกพาทยสําหรับทศกณั ฐแ สดงอทิ ธิฤทธ์ิ
ความโหดรา ย หรือสําหรบั หนุมานแผลงอทิ ธิฤทธ์ิ หาวเปน ดาวเปน เดือน เปน ตน เพลงหนา พาทย
แบง ตามหนาที่การนําไปใชประกอบการแสดงของตวั ละคร แบง ได 7 ลักษณะ คือ
9
1. เพลงหนาพาทยป ระกอบกริ ิยาไปมา ไดแ ก
1.1 เพลงเสมอ ใชป ระกอบกริ ยิ าการเดินทางระยะใกล ไปชา ๆ ไมรบี รอน
1.2 เพลงเชิด ใชป ระกอบกริ ยิ าการเดนิ ทางระยะไกลไปมาอยา งรีบรอน
1.3 เพลงโคมเวียน ใชประกอบกิริยาการเดนิ ทางในอากาศของเทวดาและนางฟา
1.4 เพลงแผละ ใชป ระกอบกริ ิยาการไปมาของสัตวม ปี ก เชน นก ครฑุ
1.5 เพลงชุบ ใชป ระกอบกิริยาไปมาของตัวละครศักดิ์ตาง ๆ เชน นางกํานลั
2. เพลงหนาพาทยป ระกอบการยกทัพ ไดแก
2.1 เพลงกราวนอก สําหรับการยกทพั ของมนุษย ลงิ
2.2 เพลงกราวใน สาํ หรบั การยกทพั ของยักษ
3. เพลงหนาพาทยประกอบความสนุกสนานรา เริง ไดแ ก
3.1 เพลงกราวราํ สําหรบั กริ ยิ าเยาะเยย
3.2 เพลงสีนวล เพลงชา เพลงเร็ว สาํ หรับแสดงความรนื่ เรงิ
3.3 เพลงฉยุ ฉาย แมศรี สาํ หรบั แสดงความภมู ใิ จในความงาม
4. เพลงหนา พาทยประกอบการแสดงอทิ ธฤิ ทธ์ปิ าฏิหาริย ไดแก
4.1 เพลงตระนมิ ติ ร สําหรบั การแปลงกาย ชบุ คนตายใหฟน
4.2 เพลงคุกพาทย สาํ หรับการแสดงอทิ ธิฤทธ์ิ หรือเหตกุ ารณอันนาสะพรึงกลวั
4.3 เพลงรัว ใชท่วั ไปในการสาํ แดงเดช หรอื แสดงปรากฏการณโ ดยฉับพลนั
5. เพลงหนา พาทยประกอบการตอ สูแ ละและติดตาม ไดแ ก
5.1 เพลงเชดิ นอก สาํ หรบั การตอสหู รือการไลต ิดตามของตัวละครท่ีไมใชม นุษย เชน
หนมุ านไลจ บั นางสพุ รรณมัจฉา หนุมานไลจับนางเบญจกาย
5.2 เพลงเชิดฉาน สําหรับตวั ละครที่เปนมนษุ ยไลต ามสัตว เชน พระรามตามกวาง
เพลงเชิดกลอง สําหรบั การตอ สู การรุกไลฆ าฟน กันโดยทวั่ ไป
5.3 เพลงเชดิ ฉง่ิ ใชประกอบการราํ กอนทีจ่ ะใชอ าวธุ สําคัญหรอื กอ นกระทํากจิ สาํ คัญ
6. เพลงหนาพาทยประกอบการแสดงอารมณท ัว่ ไป ไดแ ก
6.1 เพลงกลอม สาํ หรบั การขบั กลอมเพือ่ การนอนหลบั
6.2 เพลงโลม สาํ หรับการเขาพระเขานาง การเลาโลมดวยความรัก
6.3 เพลงโอด สําหรับการรองไห
6.4 เพลงทยอย สําหรับอารมณเสียใจ เศรา ใจในขณะทเี่ คลอ่ื นที่ไปดวย เชน
เดินพลางรองไหพ ลาง
7. เพลงหนา พาทยเ บ็ดเตล็ด ไดแก
7.1 เพลงตระนอน แสดงการนอน
7.2 เพลงลงสรง สําหรบั การอาบนํ้า
7.3 เพลงเซนเหลา สาํ หรบั การกนิ การดม่ื สุรา
10
เพลงหนา พาทยท ี่ใชใ นบทละครเรือ่ งอิเหนา
เพลงหนา พาทยทใ่ี ชใ นกลอนบทละครเรอ่ื งอิเหนา ตอนศกึ กะหมงั กหุ นงิ ในแบบเรียน
วรรณคดีวจิ กั ษ มีปรากฏดังนี้
1. เพลงเสมอ ใชประกอบกิรยิ าการเดินทางระยะใกล ไปชาๆ ไมรบี รอน ใชป ระกอบ
ตอนทีท่ าวดาหาเสดจ็ กลบั เขาไปในที่ประทบั หลังจากปฏิเสธการสขู อนางบษุ บากบั ทตู ท่ที า
วกะหมงั กหุ นงิ สง มา ตอนทก่ี ะหรดั ตะปาตีแตง องคท รงเครอ่ื งแลว เสดจ็ ข้นึ เฝาทาวกเุ รปน
เปนตน
2. เพลงเชดิ ใชป ระกอบกริ ยิ าการเดนิ ทางระยะไกลไปมาอยางรบี รอ น ใชประกอบใน
ตอนท่ี ดะหมังเสนารับคาํ สงั่ จากทาวกุเรปน ใหนาํ สารไปมอบใหกบั อิเหนาและทาวหมนั หยา
ทเ่ี มืองหมนั หยา ตอนทตี่ ํามะหงงและดะหมงั เสนาของเมอื งกาหลงั ยกทัพมาชว ยรบที่เมอื ง
ดาหา เปน ตน
3. เพลงเชิดฉ่ิง ใชป ระกอบการรํากอนทจี่ ะใชอ าวธุ สาํ คัญหรือกอนกระทาํ กจิ สําคัญ
ปรากฏในตอนทส่ี งั คามาระตาทาสูกบั วหิ ยาสะกาํ
4. เพลงโอด สําหรบั การรองไห ปรากฏในตอนท่ีอิเหนาไปลานางจินตะหราเพื่อมา
ชว ยรบทีเ่ มอื งดาหาและถกู นางจินตะหราตัดพอ ตอวา ตอนท่ีระตปู าหยงั และระตปู ระหมัน
โอดครวญเม่อื เหน็ ศพของทาวกะหมงั กหุ นิงและวิหยาสะกาํ
5. เพลงพญาเดิน ประกอบกริ ยิ าการเดนิ ไปมาของตวั ละครสูงศกั ดิ์ ปรากฏในตอนทวี่ ิ
หยาสะกําสูกบั สังคามาระตา
6. เพลงกลอนโยน การเดนิ ทางเปน ริ้วขบวน หรือประกอบการยกทพั หรอื ขบวน
พยุหยาตราทมี่ ศี ักด์ศิ รี พรั่งพรอมดว ยเครือ่ งอิสริยยศทง้ั หลาย ปรากฏในตอนทอ่ี เิ หนารบกบั
ทาวกะหมงั กหุ นงิ
7. เพลงกลอง (เชดิ กลอง) สาํ หรับการตอ สู การรุกไลฆ า ฟนกันโดยทัว่ ไป ปรากฏใน
ตอนท่อี เิ หนารบกบั ทาวกะหมังกุหนงิ
11
ตําแหนง ตา ง ๆ ในเรื่องอเิ หนา
เน่อื งจากอเิ หนา เปน วรรณคดีทไี่ ดร บั อทิ ธพิ ลมาจากชวา จงึ ทําใหมีคําทีม่ าจากภาษาชวา
ปะปนอยใู นเร่อื งเปน จํานวนมาก ซ่งึ สวนหนง่ึ เปนคําทบี่ อกถึงตาํ แหนง หนาท่ขี องตัวละคร หาก
นักเรียนไมทาํ ความเขาใจใหดีอาจเกดิ ความสับสนคดิ วา เปนชื่อตัวละคร แลวอาจทาํ ใหเกิดความ
เขา ใจเนือ้ เรือ่ งผดิ พลาดได ตําแหนงตาง ๆ ที่นกั เรยี นควรรูใ นเรือ่ งอเิ หนามีดังน้ี
1. ตาํ แหนง มเหสี มี 5 ตาํ แหนง ตามลาํ ดับ คือ
1.1 ประไหมสุหรี เลือนจากคําสนั สกฤต คือ คาํ ปรม กับ ไอศรุ ิยะ รวมเปนปะระ
ไมศุรยิ ะ ใชเปน อิตถลี งิ ค ,ในบทละครอิเหนาใชประไหมสหุ รี แปลวา อคั รมเหสี คอื
ราชินี
1.2 มะเดหวี เพี้ยนเสียงมาจากคาํ บาลสี นั สกฤต คือ มหาเทวี เปนมเหสอี งคร องจาก
ประไหมสหุ รี
1.3 มะโต เพยี้ นเสยี งมาจากภาษาสันสกฤต คือ มาตฤ เปน มเหสีลาํ ดบั ท่ี 3
1.4 ลกิ ู มเหสลี าํ ดับท่ี 4 ในเน้ือเรอื่ งคือพระมารดาของกะหรดั ตะปาตี
1.5 เหมาหลาหงี มเหสลี ําดบั ท่ี 5
2. ตาํ แหนง เสนาผใู หญ มี 4 ตาํ แหนง คือ
2.1 ปาเตะ เสนาผใู หญของชวาเทยี บไดก ับสมหุ พระราชวังของไทยเน้อื หาในแบบ
เรยี น กลาวถึงเสนาปาเตะแหงเมอื งดาหาในตอนที่ทหารซง่ึ เปนกองรอ ยสอดแนมของ
เมอื งดาหาเขามารายงานขาวศึกแลว ปาเตะจงึ นําความไปกราบทลู ตอทา วดาหา
ดงั คํากลอนทว่ี า
“ เมอ่ื นัน้ ปาเตะตกใจไหวหวั่น
ใหจดเอาถอ ยคําสําคัญ แลว ผายผันเขา พระโรงรจนา ”
2.2 ตาํ มะหงง เปนตําแหนง เสนาบดีผูใหญในชวา เทยี บไดก ับตําแหนง สมหุ นายกของ
ไทย ในเน้ือหาแบบเรียน กลา วถึงเสนาตํามะหงงของสองเมือง คือ ตํามะหงงของ
เมอื งกเุ รปน ซึ่งอยูก ับอเิ หนาและเปนกาํ ลังสาํ คัญในการจดั ทัพ และเปนเสนาผใู หญท ่ี
อเิ หนาไวว างใจใหไ ปเปนตวั แทนเขา เฝาเทาดาหาในตอนท่ยี กทพั มาถึงเมอื งแลวแตไ ม
กลา เขา เฝา เนือ่ งจากรดู ีวามีความผดิ ติดตัวและชว ยกราบทูลใหท าวดาหาคลายความ
โกรธเคือง ในคํากลอนที่วา
“ ครัน้ ถึงเนินทรายชายทุง แวน แควนแดนกรุงดาหา
จึงใหห ยดุ กองทัพต้งั พลับพลา ท่ตี อ งนามครุฑาเกรียงไกร
แลว บญั ชาใหต ํามะหงง ทา นจงรบี เขา ไปกรุงใหญ
ทลู ศรีปต ราเรืองชัย แกไ ขอยา ใหเ คืองบาทา ”
12
ตัวละครในตาํ แหนง ตํามะหงง อกี ตัวหนึง่ ท่มี ีบทบาทในตอนน้คี อื ตํามะหงงของเมือง
กาหลงั ทเ่ี ปน ตวั แทนคุมกําลังพลจากเมืองกาหลงั มาพรอมกบั เสนาดะหมงั เนอ่ื งจากทา ว
กาหลงั ไมมโี อรส ดงั ปรากฏคาํ กลอนวา
“ บดั น้ัน ตาํ มะหงงกาหลงั กรุงใหญ
ทัง้ ดะหมังมหาเสนาใน เรง เกณฑทพั ชยั ฉบั พลนั
จดั ทหารอาสาไดหาหมื่น แตพ ืน้ กาํ แหงแข็งขัน
ชา งมา อาวธุ ครบครัน ธงสําคัญคอยนาํ ดําเนนิ พล ”
2.3 ดะหมงั ตําแหนงเสนาบดผี ูใหญของชวา เทียบไดกับขุนนางฝา ยมหาดไทย ตัว
ละครตําแหนง นปี้ รากฏในวรรณคดีตอนทเ่ี รยี น 2 ตวั คอื ดะหมังของเมอื งกาหลัง
ทค่ี ุมกองทพั มากับตํามะหงง ดงั รอยกรองทีก่ ลาวไปแลว ขางตน และดะหมงั ของ
เมอื งกุเรปนทีถ่ ือสารจากทาวกุเรปนไปใหอ เิ หนาและทาวหมนั หยาท่เี มืองหมันหยา
เนอื้ ความวา
“ บดั นั้น ฝา ยดะหมังกเุ รปน กรงุ ศรี
คร้ันถึงหมันหยาธานี กต็ รงไปยงั ท่ปี ระเสบนั
ขนึ้ บนชานพกั ตําหนักนอก พอเห็นเสดจ็ ออกกดิ าหยนั
จึงขา ไปใกลอ งคพระทรงธรรม อภิวนั ทแ ลว ถวายสารา ”
2.4 ยาสา ตําแหนง เสนาบดีผูใหญข องชวา เทียบไดกบั เสนาบดฝี า ยตลุ าการของไทย
ตวั ละครยาสาในตอนน้ี กลาวถงึ เสนาตาํ แหนง ยาสาของเมืองดาหา ในตอนเบิก
ราชทูตของผูถือสารของทาวกะหมงั กุหนงิ เขาเฝาทาวดาหา
“ ยาสาบังคมบรมนาถ เบิกทูตถือราชสารศรี
จงึ ดาํ รัสตรัสสัง่ ไปทนั ที ใหเ สนนี ําแขกเมอื งมา ”
และในตอนที่ตํามะหงงจากเมอื งกุเรปน ซึง่ เปน ตัวแทนของอิเหนามาขอเขาเฝา ทา ว
ดาหา ตาํ มะหงงกไ็ ดแ จง ความประสงคกบั ยาสา เพือ่ ใหยาสาพาเขาเฝา ดังนี้
“ ครน้ั ถึงจงึ แจง คดี แกยาสาเสนีคนขยนั
บดั นี้องคอ เิ หนากเุ รปน กรีธาทพั ขันธย กมา
สองทพั กับกะหรัดตะปาตี มาชวยบรุ ีดาหา
จงพาเราเขา พระผา นฟา จะกราบทูลกิจจาใหแ จงการ ”
13
3. ตาํ แหนง พีเ่ ลย้ี งพระโอรส มี 4 ตําแหนง คือ ยะรเุ ดะ ปนู ตา กะระตาหลา และประสัน
ตา พ่เี ลย้ี งของอเิ หนาท่มี บี ทบาทในตอนนี้มเี พยี งคนเดียว คอื ตําแหนง ประสันตาทปี่ รากฏในตอนท่ี
อเิ หนาออกเดินทางจากเมืองหมนั หยาแลวอาลยั อาวรณถึงชายาทัง้ สามคน ประสันตาจึงชวนคุย
เพือ่ ใหอ เิ หนาคลายความทกุ ขว า
“บัดนน้ั ประสันตาพเี่ ล้ยี งโฉมฉาย
ข่ชี า งพระทน่ี งั่ มาขางทาย เห็นพระไมส บายคลายทุกขท น
จึงเสแสรง แกลงกลา ววาจา ปา นส้ี นกุ กวาทุกแหงหน
แตเ หน็ มามากมายหลายตาํ บล ก็ยงั ไมช อบกลเหมอื นปานี้
แมน ไมม ีราชการงานเดือน คงจะมาปลกู เรือนอยูทน่ี ่ี
นํา้ ทาหางายสบายดี สารพดั จะมไี มย ากใจ
ถา เลกิ ทัพกลับมาหมันหยา จะจาํ ปา ไวท ูลแถลงไข
ใหพระพาสามสมรอรไท มาประพาสพรรณไมใ หส าํ ราญ”
4. ตาํ แหนงพเ่ี ล้ียงพระธดิ า มี 4 ตําแหนง คอื บาหยัน สาเหง็ด ประเสหรัน
และประลาหงัน ซงึ่ ตาํ แหนง พ่เี ล้ียงพระธิดาทัง้ สไ่ี มไดมบี ทบาทในเน้อื เร่ืองตอนศกึ กะหมงั กหุ นงิ
คุณคา ทางดานเนอื้ หา
1. โครงเรอื่ ง
1.1 แนวคดิ ของเร่อื ง เรือ่ งอเิ หนา ตอนศึกกะหมงั กหุ นิงเปนเรือ่ งที่แสดงใหเ หน็ ถงึ ความรกั ที่
พอ มใี หตอลกู รกั และตามใจลูกทุกอยาง แมกระท่งั ตวั ตายก็ยอม
1.2 ฉาก เนือ้ เร่ืองเปน เร่อื งของชวา แตก ารบรรยายฉากในเร่อื งเปนฉากของไทย บานเมือง
ทก่ี ลา วพรรณนาไวค อื กรงุ รตั นโกสินทร วัฒนธรรมประเพณที ี่ปรากฏในเรือ่ งคอื เร่อื งของไทยทีส่ อด
แทรกไวอ ยา งมีศลิ ปะ อาทิ พระราชพธิ สี มโภชลกู หลวง (เมอ่ื อเิ หนาประสตู ิ) พระราชพธิ ีการพระ
เมรุท่เี มอื งหมันหยา พระราชพิธีรบั แขกเมอื ง (เมอ่ื เมืองดาหารบั ทตู จรกา) พระราชพธิ ีโสกนั ต
(สยี ะตรา) ซ่งึ ลว นแตเปน พระราชพิธีของไทยแตโบราณ
1.3 ปมขดั แยง ตอนศกึ กะหมงั กุหนิงมหี ลายขอขัดแยง แตละปมปญ หาเปน เร่อื งทอ่ี าจเกดิ ได
ในชวี ิตจริงและสมเหตุสมผล เชน ทาวกุเรปนจะใหอิเหนาอภเิ ษกกบั บุษบา แตอ เิ หนาหลงรักจินตะ
หรา ไมย อมอภิเษกกับบษุ บา
14
คุณคา ดา นวรรณศิลป
1. จินตภาพ กวใี ชค ําบรรยายไดช ัดเจน สามารถทําใหผ ูอานสามารถคิดภาพตามและไดรับ
อรรถรสในการอา นมากขึ้น
2. ภาพพจน ภาพพจนท กี่ วีใชมีหลายลกั ษณะ ดังนี้
2.1 การเปรยี บเทยี บแบบอปุ มา หรืออปุ มาโวหาร เปนการใชโ วหารเปรยี บเทยี บโดย
ใชคาํ เปรียบเทียบสง่ิ หน่ึงเหมอื นสิง่ หน่งึ ทาํ ใหเห็นภาพไดชัดเจนยง่ิ ขนึ้
2.2 การเปรยี บเทยี บการเกินจรงิ หรอื การใชโ วหารอธิพจนเปน การใชคาํ เปรียบเทยี บที่
เกนิ จริง เพ่อื เนน ความรสู กึ ใหผอู า นเหน็ ภาพและเกดิ ความลกึ ซงึ้ ไดง าย
3. การเลน คํา โดยการซ้ําคาํ มีการใชภ าษาสละสลวยงดงาม การเลน คําพอ งเสยี ง เลน
สัมผัสพยัญชนะเพื่อใหเ กิดความไพเราะ
คณุ คา ดา นความรแู ละความคดิ
1. แสดงใหเ ห็นความเช่ือ ประเพณี และพิธีกรรมโบราณ
๒. แสดงใหเหน็ ถึงสภาพการศกึ สงครามเม่อื คร้งั อดีต
ขอ คดิ เตือนใจ : ลูกของใครใครก็รัก แตก ารทร่ี ักและตามใจลกู จนเกินไปบางครั้งความรัก
ของพอ แมก็อาจจะฆา ลูกและฆาตนเองดวย
อเิ หนา เปน บทละครทมี่ เี น้ือหาเปน ท่ีนิยม เนอื่ งดว ยสาํ นวนกลอนมีความไพเราะและเหมาะที่
จะนําไปเลนละคร แมจะมีเคาเร่ืองมาจากนทิ านพนื้ เมอื งชวา แตพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา
นภาลัยทรงดดั แปลงแกไ ขใหเ ขา กบั ธรรมเนียมและรสนยิ มของคนไทยไดโ ดยไมข ัดกับเรือ่ งเดมิ
นอกจากนผ้ี อู า นยงั อาจแสวงหาความรูเรือ่ งประเพณีไทยได ดว ยเหตุนบ้ี ทละครเร่อื งอิเหนาจึงเปน
วรรณคดีท่มี ีความโดดเดนและควรคา แกการอานเปน อยา งยงิ่
15
บรรณานุกรม
เกตวุ ดี ศรแี พงมล และคณะ. (2556). ภาษาไทย ม.4. สืบค้นเมอื 19 มถิ ุนายน 2564,
จาก https://sites.google.com/site/phasathiym4/raywicha-phasa-thiy-
chan-mathymsuksa-pi-thi4/bth-thi2-reuxng-xihena-txn-suk-ka-h
mangku-hning
ปยฉตั ร มีสุข. (2558). อิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง. สืบคน้ เมอื 19 มิถนุ ายน 2564,
จาก https://piyachat0215.wordpress.com/
รสสุคนธ์ เพชรศร. (2562). อิเหนา ตอนศึกกะหมงั กุหนงิ . (เอกสารประกอบการสอน).
ชมุ พร: โรงเรยี นศรียาภยั .
รัสมี โทอตุ ทา. (2554). อิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง. สืบคน้ เมือ 19 มิถนุ ายน 2564,
จาก https://www.gotoknow.org/posts/430711
สุภาวดี สุขแก้ว. (2561). วเิ คราะห์คุณค่าจากบทละคร. สืบคน้ เมือ 19 มิถนุ ายน
2564, จาก http://supawadee127222560.blogspot.com/p/blog-
page_83.html
กคารวงาศอมกกึ เงษจารามคญิ ือ
เอกสารประกอบการเรยี น อิเหนา ตอนศกึ กะหมงั กหุ นงิ