The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พิกุลทองเป็นวรรรณคดีของไทยโดยผู้เรียนได้เก็บรวบรวมข้อมูลในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิค์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by vakim_ronnakrit, 2021-03-15 23:20:33

หนังสือเรื่องพิกุลทอง

พิกุลทองเป็นวรรรณคดีของไทยโดยผู้เรียนได้เก็บรวบรวมข้อมูลในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิค์

Keywords: พิกุลทอง

ซูซอแต่งตัว

Dressing Up Susor Dance

เขมวันต์ นาฏการจนดิษฐ์
Khemawan Nattakarnjanadid

ประเภทของงานสร้างสรรค์
นาฏศิลป์ไทยประเพณี

ความสาคัญของการทางานสร้างสรรค์
บทละครร้องเรื่องมหาราชวงศ์พม่า แผ่นดินพระเจ้าส่ีป๊อมินทร์ เป็นบทละครร้องเร่ืองหน่ึง

ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ หรือในพระนามแฝง
ว่า “ประเสริฐอักษร”ทรงพระนิพนธ์ขึ้น โดยนาเอาเหตุการณ์ในราชสานักพม่าต้ังแต่ปลายรัชสมัย
พระเจ้ามินดงจนถึงเสียเอกราชในรัชสมัยพระเจ้าส่ีป๊อจากเอกสารหลายฉบับ ดังที่ได้ทรงอธิบายไว้
ในบทละครว่า “เก็บใจความจากหนังสือต่างๆ ท่ีฝรั่งแต่งและพิมพ์ไว้แล้ว หลายคนหลายชื่อเร่ือง
และหลายเล่ม” (ประเสริฐอกั ษร, น.๑) มาเรียบเรียงขึ้นเป็นบทละครร้อง สาหรับคณะละครปรีดาลัย ซึ่ง
เปน็ กจิ การในพระองค์ เม่ือปพี ุทธศักราช ๒๔๕๖

บทละครร้องเร่ืองมหาราชวงศ์พม่า แผ่นดินพระเจ้าสี่ป๊อมินทร์ มีการแบ่งเร่ืองราวออกเป็นชุด
จานวน ๑๒ ชุด ได้แก่ ชุดท่ี ๑ เสวยราชสมบัติ ชุดท่ี ๒ ขัตติยาภิเษก ชุดที่ ๓ เฉกเพชรหึง ชุดท่ี ๔
ถึงอาฆาตฆ่า ชุดที่ ๕ พม่าแสลง ชุดที่ ๖ แรงสวาทตะเพิด ชุดที่ ๗ เกิดความ ชุดที่ ๘ ยามร้าย ชุดท่ี ๙
อุบายพระนาง ชุดที่ ๑๐ อ้างยุทธนา ชุดท่ี ๑๑ น่ากลา้ เหมือนขลาด และชุดท่ี ๑๒ เอกราชทลาย โดยใน
แต่ละชุดจะแบ่งออกเป็นองก์อีกประมาณ ๓ - ๕ องก์ รวมท้ังส้ิน ๔๗ องก์ จาก ๑๒ ชุด จากการศึกษา
วรรณกรรม ผู้สร้างสรรค์ผลงานมีความประทับใจเป็นพิเศษ ในชุดท่ี ๖, ๗ และ ๘ โดยในท้ัง ๓ ชุดนี้
มเี นื้อหากลา่ วถึงโศกนาฏกรรมความรัก ของเจ้าหญงิ งวยบว๊ ย พระขนิษฐาต่างพระมารดาในพระเจ้าสี่ป๊อ
ซ่ึงในวันธรรมสวนะหน่ึง เจ้าหญิงได้เสด็จไปฟังธรรม ณ พระวิหารในพระราชวังกรุงมัณฑเล และได้มี
โอกาสพบกับสามเณรซูซอ ซ่ึงติดตามพระมหาเถรธรรมรักขิตเข้า ก็บังเกิดความรัก ด้วยบุพเพสันนิวาส
ครั้นเมื่อพระมหาเถรธรรมรักขิตแสดงธรรมเสร็จและได้ออกไปจากวิหารแล้ว เจ้าหญิงได้ขอร้อง
ให้ยายมะเนียะ แม่นมของเจ้าหญิง ไปตามสามเณรซูซอมาพบตน คร้ันเมื่อสามเณรมาถึงและได้พูดคุย
กันแล้ว ก็ทาให้ได้รู้ว่าท้ังเจ้าหญิงและสามเณรต่างมีความรักให้กันท้ังสองฝ่าย ในเวลาต่อมาเจ้าหญิง
งวยบ๊วยได้เกิดประชวรขน้ึ เพราะความคดิ ถึงสามเณรซูซอ ดว้ ยความทท่ี นพิษรกั ไมไ่ หว เจ้าหญิงงวยบ๊วย
จึงใช้ให้ยายมะเนียะถือจดหมายออกไปให้สามเณรซูอ ซึ่งฝ่ายสามเณรซูซอก็มีจดหมายกลับมาถวาย
โดยมเี นอ้ื ความวา่ ตนจะลาสิกขาจากสามเณรเพ่ือหาช่องทางเฝ้าเจ้าหญิงให้ได้ ซึ่งทาให้เจ้าหญิงทวีความ
ต้องการพบซูซอมากขึ้นอีก ในท่ีสุดเจ้าหญิงจึงออกอุบายให้ยายมะเนียะปลอมซูซอให้กลายเป็นผู้หญิง
และลักลอบเข้ามาในวัง อันเป็นจุดเร่ิมต้นของโศกนาฏกรรมที่ทาให้เจ้าหญิงงวยบ๊วยและซูซอ
ต้องประสบกบั ความตายในเวลาต่อมา

จากเน้ือเรื่องดังกล่าว แม้ว่าผู้สร้างสรรค์ผลงานจะเคยพบ บทบาทของจะเด็ดหรือบุเรงนอง
จากวรรณกรรมเร่ืองผู้ชนะสิบทิศ ของยาขอบ ซึ่งปลอบตัวเป็นผู้หญิงเพื่อลักลอบเข้าวังเช่นเดียวกัน
แต่ในบทละครไทยหรือการแสดงละครไทยน้ัน ผู้สร้างสรรค์ผลงานไม่เคยพบบทบาทของตัวละคร

ประเภทน้ีมาก่อน ประกอบกับเม่ือศึกษาวรรณกรรม แล้วพบบทบรรยายกิริยาของยายมะเนียะที่สอน
ซซู อใหท้ ากิริยาอยา่ งผหู้ ญิง และบทร้องของยายมะเนียะท่ีกล่าวชมโฉมซูซอที่ปลอมตนเป็นหญิงได้อย่าง
งดงามนั้น ทาใหผ้ ู้สร้างสรรค์ผลงานเกิดเลง็ เห็นช่องทางในการนาเอาเหตุการณ์ในบทละครไปสร้างสรรค์
เป็นการแสดงนาฏศิลป์ไทย ที่ให้ภาพงดงาม และลีลาของตัวละครท่ีแม้ภายนอกจะเป็นหญิง แต่จริต
กิริยานั้นมคี วามเป็นชายเจอื อยู่ ซ่ึงไม่เคยมปี รากฏเปน็ การแสดงมาก่อน

แนวความคดิ
ในการแสดงโขนและละครไทย จะปรากฏการราประเภทหนึ่ง ท่ีเรียกกันว่า “ราแต่งตัว” หรือ

“ราลงสรงทรงเคร่ือง” ซง่ึ เปน็ การอาบน้าแตง่ กายของตัวละครที่มีการสวมใสเ่ ครื่องประดับท่ีวิจิตรงดงาม
ตามบทบาทและฐานะของตัวละครน้ันๆ (สุนันทา เกตุเหล็ก, ๒๕๕๖, น.๑๑) โดยมักจะใช้กับตัวละคร
สาคัญ เพ่ือเปิดโอกาสให้ผู้แสดงเป็นตัวเอกได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างเช่น การรา
มณโฑทรงเครื่อง และการราลงสรงโทนทศกัณฑ์ จากการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ การราดรสา
ทรงเคร่ือง และการราลงสรงโทนปันหยี จากละครในเรื่องอิเหนา ราวันทองแต่งตัว และราพลายชุมพล
แตง่ ตวั จากละครเสภาหรอื ละครพนั ทางเรือ่ งขุนช้างขนุ แผน เปน็ ต้น

ผู้สร้างสรรค์ผลงานเล็งเห็นว่าเหตุการณ์ที่ซูซอปลอมตัวเป็นผู้หญิงน้ันมีความเหมาะสม
ในการนาเอาไปสร้างสรรค์เป็นการราแต่งตัวหรือราลงสรงทรงเคร่ือง หรือราแต่งตัวได้ เพราะถึงแม้ว่า
การแสดงละครร้อง ผู้แสดงจะแสดงกิริยาแบบธรรมชาติหรือที่เรียกกันว่า “กาแบ” ก็จริง แต่การแสดง
ละครร้องบางเรื่อง ก็ปรากฏการราแต่งตัวหรือราลงสรงทรงเคร่ือง เช่นเดียวกับละครท่ีเป็นละครรา
เช่น ราเครือฟ้าแต่งตัว จากละครร้องเรื่องสาวเครือฟ้า ซ่ึงเป็นพระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
พระองคเ์ จา้ วรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เช่นเดียวกับบทละครร้องเรื่องมหาราชวงศ์พม่า
แผน่ ดินพระเจ้าสี่ปอ๊ มินทร์ เปน็ ตน้ นอกจากนจ้ี ากการศึกษาวรรณกรรมบทละครร้องเร่ืองอื่น ในพระเจ้า
บรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ผู้สร้างสรรค์ผลงานพบว่าบทละคร
ท่ีมีเน้ือหาเป็นพงศาวดารหรือเรื่องราวต่างประเทศ เช่น บทละครร้อง เร่ืองขุนหลวงพงัวปราบขอม
บทละครร้อง เรื่องพงษาวดารพม่ายุคราชาฤทธ์ิ ตอนพิศพม่าหึง, บทละครร้อง เรื่องขบถบุญกว้าง
จะบรรจุเพลงร้องท่ีมีสาเนียงภาษาตามชนชาติน้ันๆ อย่างเช่น ราเครือฟ้าแต่งตัวก็มีการออกแบบ
กระบวนท่ารา การแต่งกาย เพลงร้อง เพลงหน้าพาทย์ ให้มีสาเนียงเป็นอย่างสัญชาติลาว ตามชาติ
กาเนิดของตัวละครที่เป็นสาวเชียงใหม่ ซ่ึงแนวคิดดังกล่าวนี้ จะมีลักษณะเหมือนกันกับละครท่ีเรียกว่า
“ละครพันทาง” ซ่ึงเป็นละครท่ีถือกาเนิดก่อนการแสดงละครร้องสลับพูด ซ่ึงคณะละครปรีดาลัยเป็นผู้
ริเร่ิมไม่นานนัก อีกทั้งการแสดงละครพันทางน้ันเป็นการแสดงละครท่ีคณะละครปรีดาลัยเคยแสดงมา
ก่อน ผู้สร้างสรรค์ผลงานจึงมีความคิดว่าการแสดงละครร้องของคณะละครปรีดาลัยจึงน่าจะรับเอา
รปู แบบของการแสดงละครพนั ทางมาประยุกต์ใช้ ด้วยเหตุดังนี้การราซูซอแต่งตัว ผู้สร้างสรรค์ผลงานจึง
ออกแบบโดยนาเอาแนวคิดของการแสดงละครพันทางมาประยุกต์ใช้ โดยออกแบบให้กระบวนท่ารา
การแตง่ กาย เพลงร้อง เพลงหน้าพาทย์ ให้มีสาเนียงเป็นอย่างสัญชาติพม่า ตามชาติกาเนิดของตัวละคร
และออกแบบลีลาของตัวละครให้มีจริตกิริยาอย่างตัวพระและตัวนางประสมกันตามเหตุการณ์ที่ปรากฏ
ในบทละคร

กระบวนการออกแบบโครงร่างงานสร้างสรรค์
1 โครงรา่ งของการแสดง

ช่วงการแสดงแบง่ ออกเป็น ๓ ชว่ ง

ช่วงที่ ๑ ตัวละครออก

Scene ๑ “ซูซอออกจากห้อง” นาเสนออากัปกิริยาของซูซอ ที่เดินทางออกจาก
ห้องแต่งตัวในกุฎี ซึ่งเป็นท่ีพักอาศัย มายังหน้ากุฎี หรืออีกบริเวณหนึ่งท่ียายมะเนียะ
แม่นมของเจ้าหญิงงวยบ๊วย ซึ่งเฝ้ารอชมรูปโฉมของซูซอท่ีแปลงกายเป็นหญิงอย่างกระวน
กระวาย ดว้ ยความภาคภมู ิใจทีแ่ ต่งกายได้อย่างงดงาม

ชว่ ง เนื้อหาที่ตอ้ งการ เพลงประกอบ อารมณ์ของ อุปกรณ์
การแสดง การแสดง การแสดง
นาเสนอ การแสดง
ชว่ งท่ี ๑ ผ้แู สดงราตาม -
ตัวละครออก ซูซอ เดนิ ทางออก ปีพ่ าทย์ทาเพลง กระบวนทา่ ที่
ผสมผสานลีลา
จากหอ้ งแต่งตวั ใน เสมอพมา่ ระหว่างพระและ
นาง เนน้ ความ
กุฎี มายงั หนา้ กฎุ ี คลอ่ งแคล่ว
กระฉบั กระเฉง
ดว้ ยความภาคภูมใิ จ เพ่ือแสดงถึง
ความเป็นชาย
ทแ่ี ตง่ กายได้อย่าง หนุม่ แรกรนุ่ ที่
แฝงไว้ภายใน ผู้
งดงาม แสดงย้ิมในหน้า
แสดงออกผ่าน
แววตาให้เห็นถงึ
ความภาคภมู ใิ จ
ของตวั ละครที่
แต่งกายไดอ้ ย่าง
งดงาม

ช่วงท่ี ๒ ตัวละครชมรูปโฉม และเครอื่ งแตง่ กายของตนเอง

Scene ๑ “ชมโฉม” นาเสนอรูปโฉมของซูซอ ท่ีแต่งกายเป็นหญิงได้อย่าง
สมจรงิ และงดงาม

Scene ๒ “ชมเคร่ืองแต่งกาย” นาเสนอรายละเอียดการแต่งกายของซูซอ
ท้ังเสือ้ ผ้า เครื่องประดบั การแต่งหน้า และการแตง่ ผม

ช่วง เนือ้ หาทีต่ อ้ งการ เพลงประกอบ อารมณ์ของ อุปกรณ์
การแสดง นาเสนอ การแสดง การแสดง การแสดง

ชว่ งที่ ๒ นาเสนอรูปโฉม บทร้องทานอง ผแู้ สดงราตาม -
ตัวละครชม ของซูซอทแี่ ตง่ กาย เพลงพราหมณ์ดีด กระบวนทา่
เปน็ หญงิ ได้อย่าง น้าเต้า ทผ่ี สมผสานลีลา
รปู โฉม และ สมจรงิ และงดงาม ระหว่างพระ
และนาง
เครอื่ งแตง่ กาย ยิ้มในหน้าโดย
แสดงอารณ์ผ่าน
ของตนเอง แววตา ใหเ้ หน็ ถงึ
ความภาคภูมิใจ
แต่แฝงไปด้วย
ความกร้มุ กร่ิม
ใช้การยม้ิ
ยกมมุ ปาก ให้เห็น
ถงึ ความเจ้าชู้
เล็กนอ้ ย
ตามเนื้อหา
ของบทรอ้ ง

นาเสนอ บทร้องทานอง ผ้แู สดงราตาม -
การแตง่ กายของ เพลงสมิงทองมอญ กระบวนท่าที่
ซซู อ ทง้ั เสอ้ื ผ้า
เคร่อื งประดับ ผสมผสานลีลา
การแต่งหนา้ ระหวา่ งพระ
และการแตง่ ผม และนาง
ยิ้มในหน้า
สายตามองไปท่ี
เคร่อื งแตง่ กายชน้ิ
ตา่ งๆ เมอื่ บทร้อง
กล่าวถงึ เคร่ืองแต่ง
กายชนิ้ น้ันๆ

ช่วงที่ ๓ ตวั ละครเกิดความเบกิ บานใจทีแ่ ต่งกายได้อยา่ งงดงาม

Scene ๑ “เบิกบานใจ” นาเสนอความเบิกบานใจของซูซอ ท่ีแต่งกายเป็นหญิงได้
อยา่ งสมจรงิ และงดงามสมความปรารถนา และจบการแสดงทัง้ หมดใน Scene นี้

ชว่ ง เน้ือหาทีต่ ้องการ เพลงประกอบ อารมณ์ของ อปุ กรณ์
การแสดง นาเสนอ การแสดง การแสดง การแสดง

ชว่ งท่ี ๓ ความเบกิ บานใจ ปีพ่ าทย์ทาเพลง ผู้แสดงราตาม -
ตัวละครเกดิ ของซูซอ ท่ีแตง่ กาย สมงิ ทองมอญ กระบวนทา่ ที่
ความเบิกบานใจ เป็นหญงิ ได้อย่าง ผสมผสานลีลา
ท่ีแต่งกายได้ สมจรงิ และงดงาม ระหวา่ งพระและ
อยา่ งงดงาม สมความปรารถนา นาง เน้นความ
คลอ่ งแคลว่
กระฉับกระเฉง
เพ่อื แสดงถงึ
ความเป็นชาย
หนมุ่ แรกรนุ่ ที่
แฝงไวภ้ ายใน ผู้
แสดงย้มิ ในหนา้
แสดงออกผา่ น
แววตาใหเ้ หน็ ถงึ
อารณ์ทเี่ บกิ บาน
แจ่มใสของตัว
ละครอยา่ งเตม็ ที่

2 โครงรา่ งของเพลงประกอบการแสดง

ช่วงที่ ๑ ตัวละครออก
การแสดงช่วงนีใ้ ช้เพลงหน้าพาทย์เสมอพม่าประกอบการแสดง โดยเพลงเสมอพม่าน้ัน

เป็นเพลงหนา้ พาทยข์ องไทย สาหรับใช้แสดงอากัปกิริยาการเดินทางในระยะสั้นๆ ของตัวละคร
ท่ีมีสัญชาติพม่า ยกตัวอย่างเช่น ใช้ประกอบการแสดงอากัปกิริยาการเดินทางออกจาก
ทอ้ งพระโรงฝ่ายหน้า ของพระเจา้ ฝรั่งมงั ฆอ้ ง เพื่อเสด็จไปยงั ท่ีประทับฝ่ายใน ในการแสดงละคร
พันทาง เรื่องราชาธิราช ตอนสมิงพระรามหนีเมีย หรือใช้ประกอบการแสดงอากัปกิริยา
การเดินทางของพระเจ้าฝร่ังมังตรีท่ีประคองพระนางมังคละเทวีเสด็จเข้าห้องพระบรรทม
ในการแสดงละครร้อง เรื่องพงษาวดารพม่า ยุคราชาฤทธิ์ ตอนพิศพม่าหึง เป็นต้น สาหรับ

ในผลงานสร้างสรรค์ชุดนี้ เพลงหน้าพาทย์เสมอพม่า จะใช้ในการส่ืออากัปกิริยาของซูซอ
ท่ีเดินทางออกจากห้องแต่งตัวในกุฎี ซึ่งเป็นที่พักอาศัย มายังหน้ากุฎี หรืออีกบริเวณหนึ่ง
ที่ยายมะเนียะ ซึ่งเฝ้ารอชมรูปโฉมของซูซอท่ีแปลงกายเป็นหญิงอย่างกระวนกระวาย
ด้วยความภาคภูมิใจท่ีแต่งกายได้อย่างงดงาม และเพ่ือเป็นการอวดฝีมือการราของผู้แสดง
อีกทางหนงึ่

ชว่ งที่ ๒ ตวั ละครชมรูปโฉม และเครื่องแตง่ กายของตนเอง

การแสดงในช่วงน้ี ผ้สู รา้ งสรรค์ผลงานไดน้ าบทชมโฉมซซู อของยายมะเนยี ะทปี่ รากฏใน

บทพระนพิ นธม์ าปรบั ปรุงข้ึนใหม่ โดยในบทพระนพิ นธม์ ีเนื้อหาดังนี้

“*พมา่ แปลง

(ใน) ซูซอแปลงแตง่ กายกลายเป็นหญิง เพ่ือนงามพริง้ ยงิ่ อยา่ งนางรปู สวย

ปากจ้ิมลิม้ ย้ิมขยดระทดระทวย ยายนมงวยงมชมนิยมงาม

(นม) กระนมี้ นิ า่ เมนตรามเี ทวสี วย โฉมงวยบว๊ ยงวยงงหลงสุดดา้ ม

(ใน) ยายนาหน้าพะงาปลอมค่อยด้อมตาม พยายามปดิ บังเขา้ วังใน”

(ประเสรฐิ อักษร, น.๑๐๗)

ผู้สร้างสรรค์ผลงานนามาปรับปรงุ ข้ึนใหมเ่ พื่อให้เหมาะสมกับการแสดงดังน้ี

-ปีพ่ าทยบ์ รรเลงเพลงเสมอพมา่ -

-ร้องพราหมณด์ ดี น้าเต้า-

ซซู อแปลงแตง่ กายกลายเป็นหญงิ เพอ่ื นงามพร้ิงยิ่งอยา่ งนางรูปสวย

ปากจ้มิ ลิ้มย้มิ ขยดระทดระทวย แลสารวยผิวผอ่ งดั่งทองทา

-ร้องสมงิ ทองมอญ-

เกลา้ ผมมวยประดบั แววแกว้ กุด่นั ป่นิ สุวรรณเออ้ื งแซมแกมบุหงา

สวมสรอ้ ยศอมรกตสดโสภา ปะวะหลา่ มุกดาทบั ทมิ แดง

นงุ่ ซ่นิ สีเสือ้ บางต่างหหู อ้ ย แหวนก้อยเลื่อมพรายฉายแสง

ผดั พักตร์รญั จวนนวลแตง เสแสร้งใหง้ วยงมนิยมงาม

-ปพี่ าทยบ์ รรเลงรับเพลงสมงิ ทองมอญ ๑ เทย่ี ว-

-จบการแสดง-

เพลงพราหมณ์ดีดน้าเต้าและเพลงสมิงทองมอญ เป็นเพลงท่ีนิยมนามาใช้ประกอบ

การแสดงโขนและละครราของไทยอย่างแพร่หลาย เพลงพราหมณ์ดีดน้าเต้า จะให้ลีลาอารมณ์

ที่สุขุม เยือกเย็น แต่แฝงไปด้วยความอ่อนหวาน ส่วนเพลงสมิงทองมอญน้ัน แม้จะให้ลีลา

อารมณ์ท่ีดุดัน กระฉับกระเฉง ว่องไว แต่ในการแสดงครั้งน้ีผู้บรรจุเพลง คือท่านอาจารย์

อมุ าภรณ์ กล้าหาญ ไดอ้ อกแบบใหก้ ารขับรอ้ งมจี ังหวะที่ช้าลง แม้ลีลาอารมณ์ของเพลงจะยังคง

ความรวบรัด กระฉับกระเฉงอยู่ แต่กลับมีความนุ่มนวล อ่อนหวานมากขึ้น สอดคล้องกับ

ลักษณะของตัวละครที่แม้ภายนอกจะพยายามแต่งกาย หรือพยายามแต่งจริตกิริยาให้เป็น
ผูห้ ญงิ แตเ่ นอ้ื แท้แลว้ ก็ยงั คงเป็นชายหนุ่มที่มคี วามกรุ้มกรมิ่ กระชุ่มกระชวยอยู่
ชว่ งท่ี ๓ ช่วงท่ี ๓ ตัวละครเกิดความเบิกบานใจทีแ่ ต่งกายไดอ้ ย่างงดงาม

เม่ือจบการแสดงช่วงที่ ๒ แล้ว ปี่พาทย์จะบรรเลงรับด้วยเพลงสมิงทองมอญ ๑ เท่ียว
และจบการแสดง โดยการแสดงในช่วงน้ีผู้สร้างสรรค์ผลงานออกแบบให้ตัวละครแสดงลีลา
อารมณ์พึงพอใจท่ีแต่งกายได้อย่างงดงาม ด้วยกระบวนท่านาฏศิลป์ไทยตามทานองลีลาของ
เพลง

ทั้งนี้การแสดงทงั้ หมดจะบรรเลงดว้ ยวงปีพ่ าทย์มอญเพอ่ื ให้ได้สาเนยี งและลีลาอารมณ์
ตามชาตกิ าเนดิ ของตัวละคร และสถานที่ในเร่ือง
3 โครงรา่ งของกระบวนทา่ รา

กระบวนท่าราการแสดงชุด ซูซอแต่งตวั ใชก้ ระบวนท่าราแบบนาฏศิลป์ไทย แต่นาลีลา
ของนาฏศิลป์พม่าที่เป็นเอกลักษณ์ คือการใช้เท้าดีดชายผ้านุ่งให้ลอยขึ้นจากพ้ืนมาใช้ร่วมด้วย
นอกจากนี้ยังนาท่าทางในชีวิตประจาวันมาดัดแปลงในการราตีบท เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ และ
เป็นท่ีน่าจดจาของผู้ชม โดยผู้สร้างสรรค์ผลงานขอยกตัวอย่างกระบวนท่าราที่ใช้ในผลงาน
สรา้ งสรรค์ พอสังเขปดงั น้ี

ภาพประกอบท่ี ๑ : กระบวนท่าราประกอบบทรอ้ ง “สวมสร้อยศอมรกตสดโสภา”
ท่ีมา: นายเขมวันต์ นาฏการจนดิษฐ์

ภาพประกอบที่ ๒ : กระบวนท่าราประกอบบทรอ้ ง “แหวนกอ้ ยเล่ือมพรายฉายแสง”
ทีม่ า: นายเขมวันต์ นาฏการจนดษิ ฐ์

ภาพประกอบที่ ๓ : กระบวนทา่ ราประกอบบทรอ้ ง “แหวนก้อยเลื่อมพรายฉายแสง”
ทีม่ า: นายเขมวันต์ นาฏการจนดษิ ฐ์

4 โครงรา่ งของเครอื่ งแตง่ กายประกอบการแสดง
ละครพนั ทาง เป็นละครท่ผี ้สู ร้างสรรคผ์ ลงานมีความเหน็ ว่าอาจมีความสัมพันธ์เกี่ยวเน่ืองในด้าน

แนวคิดการแสดงกับละครร้องสลับพูดของคณะละครปรีดาลัย เอกลักษณ์ของการแสดงละครพันทาง
อย่างหนึ่ง คือกายแต่งกายตามชาติภาษาของตัวละคร เช่น ในการแสดงละครพันทาง เรื่องราชาธิราช
ตอนสมิงพระรามอาสา ตัวสมิงพระรามแต่งกายอย่างนายทัพมอญ ตัวพระเจ้ามณเฑียรทองแต่งกาย
อย่างกษัตริย์พม่า ตัวกามะนีแต่งกายด้วยชุดนายทัพที่ใช้ในการแสดงอุปรากรจีน เป็นต้น ซ่ึงความนิยม
ในการแต่งกายลักษณะน้ี เป็นความนิยมที่สืบทอดมาแต่โบราณ ดังที่ สมภพ จันทรประภา ได้อธิบาย
เกี่ยวกับเคร่ืองแต่งกายละครพันทางของเจ้าพระยามหินทรศักด์ิธารง ซ่ึงเป็นผู้ริเร่ิมคิดการแสดงละคร
พันทาง ไว้ในหนังสือปกิณกะเก่ียวกับนาฏศิลป์และการละเล่นของไทยว่า “ท่านให้ผู้แสดงแต่งตัวตาม
ชาติ ตามภาษาของตัวน้ันๆ แต่เน่ืองด้วยการคมนาคม เอกสารสาหรับการค้นคว้าเรื่องเคร่ืองแต่งตัว
เป็นไปได้ยาก ในสมัยน้ันท่านจึงไม่พิถีพิถัน แต่งให้เห็นงาม ให้กะทัดรัดในการรา แต่งพอให้รู้กันว่า
ไมใ่ ช่ไทย เป็นมอญ เป็นพม่า ส่วนจีนน้ันเป็นเครื่องงิ้วหาง่าย ท่านจึงใช้เครื่องงิ้ว” (สมภพ จันทรประภา
อา้ งถึงใน สุรพล วิรฬุ ห์รักษ์. ๒๕๕๓, น. ๖๗)

การแสดงละครรอ้ งของคณะละครปรีดาลัยทีม่ ตี ัวละครต่างชาติตา่ งภาษา ยกตัวอย่าง ละครร้อง
เร่ืองสาวเครือฟ้า ซึ่งเป็นละครร้องของคณะละครปรีดาลัยท่ีได้รับความนิยมอย่างสูง และได้รับการสืบ
ทอดมาถึงปัจจุบัน โดยมีฉากของเร่ืองเป็นเมืองเชียงใหม่นั้น ก็แต่งกายตามแบบอย่างละครพันทาง โดย
พมิ พพ์ ิกา และสวภา เวชสรุ ักษ์ ได้อธิบายไว้ว่า “เครื่องแต่งกายของแต่ละตัวละครในละครร้องเร่ืองสาว
เครือฟ้า มีความสวยงามและสามารถบอกถึงชาติกาเนิดของตัวละครได้เม่ือยามปรากฏตัวครั้งแรก
เป็นการแต่งกายแบบพันทาง คือไม่แต่งยืนเคร่ือง การแต่งกายของละครร้องเรื่องสาวเครือฟ้าน้ี
แสดงให้เห็นถึงความสมจริงของตัวละคร แต่งตามชาติพันธุ์ หรือาชีพที่ดารงอยู่ขณะนั้น แต่ยังคง
ความงดงามวิจิตรมากกว่าในชีวิตจริง เป็นการแต่งกายแบบสมัยใหม่ ท่ีใช้กันมาถึงทุกวันน้ี” (พิมพ์พิกา
มหามาตย์ และสวภา เวชสุรกั ษ์, ๒๕๕๙)

สาหรับผลงานสร้างสรรค์ชดุ นี้ เม่ือพิจารณาจากวรรณกรรม แม้ซูซอตัวละครเอกของเร่ือง จะมี
ฐานะเป็นสามัญชน แต่ในการลักลอบเข้าวังน้ัน เป็นการลักลอบเข้าไปในฐานะญาติจากบ้านนอกของ
ยายมะเนียะ ซ่ึงเป็นแม่นมของเจ้าหญิงงวยบ๊วยที่เจ้าหญิงให้ความเคารพรักประดุจแม่ ผู้สร้างสรรค์
ผลงานมีความเห็นว่าตาแหน่งนี้ถึงจะไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ แต่การรับใช้ใกล้ชิดย่อมน่าจะส่งผลให้มีฐานะ
และสถานภาพทางสงั คมทีค่ อ่ นขา้ งสูงซงึ่ นา่ จะแผ่เผ่ือไปถึงญาติพี่น้องด้วย ประกอบกับตัวละครตัวนี้เป็น
ตวั เอกของเรือ่ ง ผสู้ ร้างสรรคผ์ ลงานจึงนารูปแบบการแตง่ กายของสตรี ทัง้ ในราชสานัก และผู้มีฐานะของ
พม่าในสมัยรัชกาลพระเจ้าสี่ป๊อ และในช่วงเวลาใกล้เคียง รวมถึงการแต่งกายของละครพันทางสัญชาติ
พมา่ มาเป็นแนวทางในการออกแบบ โดยมรี ายละเอียดดังนี้

๑. เส้อื ในนางสมี ว่ ง
๒. เสอื้ จนี ตวั หลวม คอกลม ป้ายขา้ ง ตดั เย็บด้วยผา้ ไหมแกว้ สฟี ้า แตง่ กระดุมจนี
๓. ผ้าทะเมนสมี ่วง (ผ้าซ่ินของพม่า) ตอ่ ชายด้วยผ้าแพรหรอื ผา้ ซาตินสีขาว
๓. ปะวะหลา่ มกุ ดาหาร หรอื ปะวะหล่าไข่มกุ เน่ืองจากมกุ ดาหารนนั้ หายาก
๔. ปะวะหล่าทับทมิ
๕. สรอ้ ยระย้าเพชร รูปดอกไม้ เรอื นทองสาหรับสวมตดิ กบั ลาคอ
๖. สรอ้ ยคอขนาดยาว รอ้ ยดว้ ยไขม่ ุกหลายเสน้ โดยสวมไล่ขนาดความยาวกนั

๗. สร้อยคอ ร้อยด้วยลกู ปัดทท่ี าจากหยกหรือมรกต โดยร้อยใหเ้ ปน็ เสน้ ทีย่ าวที่สุดของสร้อยคอ
ทง้ั หมดท่ีสวมใส่

๘. ตา่ งหูตุ้งติ้งหรือตา่ งหูระย้า
๙. แหวน สวมได้ทุกนวิ้ แตบ่ ังคับนิ้วก้อย
๑๐. ดอกกล้วยไม้ และดอกไมส้ ดชนดิ อืน่ ๆ อีกหลายชนดิ สาหรับใชป้ ระดับผม จะใช้ดอกไม้ผ้า
ทที่ าเลยี นแบบของจริงก็ได้
๑๑. ดอกไมเ้ ลื่อมสีเขียว
๑๒. ป่ินปักผมเรือนทอง
๑๓. ปิ่นปกั ผมประดับเพชร
๑๔. หวีสับ

ภาพประกอบที่ ๔ : เคร่อื งแต่งกายการแสดงชุดซูซอแตง่ ตัว
ท่มี า: นายเขมวันต์ นาฏการจนดษิ ฐ์

สาหรับรูปแบบของเส้ือน้ัน ชาญณรงค์ อาดศรี นักพัสตราภรณ์อิสระ และท่ีปรึกษาด้านเครื่อง
แต่งกายผลงานสรา้ งสรรค์ชดุ น้ี ไดใ้ ห้ข้อคดิ เหน็ และคาอธิบายไวว้ า่

“เสื้อคอกลมผ่าอกตัวหลวม ท่ีติดกระดุมจีนเป็นแนวตรงหรือป้ายข้างนั้น เป็นเส้ือท่ีชาวพม่า
นิยมสวมใส่ทั้งชายและหญิง หากอยู่ในฤดูร้อนจะนิยมใช้ผ้าที่มีเน้ือบางและระบายอากาศได้ดีในการ
ตัดเย็บ แต่หากเป็นฤดูหนาวจะใช้ผ้าที่มีความหนา เช่นผ้ากามะหยี่เพ่ือสร้างความอบอุ่น ในราชสานัก

พม่าท้ังเจ้านายและข้าราชบริพาร ก็นิยมสวมใส่เสื้อรูปทรงน้ีเช่นกัน แต่จะแสดงความแตกต่าง
ของสถานภาพทางสังคม จากวัสดุท่ีนามาใช้ตัดเย็บและการตกแต่ง เสื้อรูปทรงนี้หากพิจารณาจาก
หลักฐานภาพถา่ ย จะพบว่ามีลักษณะแบบเดียวกบั เสื้อของบุรุษและสตรีในสมัยราชวงศ์ชิง ซึ่งมีช่วงเวลา
อยู่ร่วมสมัยกันกับราชวงศ์คองบองของพม่า จึงอาจสันนิษฐานได้ว่าพม่าน่าจะได้รับรูปแบบเส้ือดังกล่าว
มาจากจีน เน่ืองจากมีพรมแดนท่ีติดกันและทาการซ้ือขายสินค้ามาต้ังแต่สมัยโบราณ โดยในปัจจุบันก็
ยงั คงนยิ มใชอ้ ยู่ แตม่ ีการปรับรปู แบบตามสมยั นยิ มเชน่ ปรบั รูปทรงของเส้ือให้มีความกระชับ เผยให้เห็น
รปู ทรงมากข้นึ ลานนาไทยในอดีตกเ็ คยนิยมใชเ้ สอื้ รูปทรงนี้ดว้ ย”

(ชาญณรงค์ อาดศรี ,สัมภาษณ์ ,๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๓)
การแสดงละครไทย สีของเครื่องแต่งกาย เป็นสัญญะสื่อความหมายถึงชาติกาเนิด วัยวุฒิ
สถานภาพทางสงั คม และภูมหิ ลังของตัวละครอยา่ งหนง่ึ เชน่ ในการแสดงละครในเร่ืองอิเหนา ตอน ไหว้
พระ อิเหนา และบุษบาซึ่งเป็นตัวพระเอก นางเอกใช้เคร่ืองแต่งกายสีแดง หรือสีเขียว ที่แสดงถึงความ
สดใส และเป็นสีท่ีเด่นที่สุดบนเวที สังคามาระตา มีศักด์ิเป็นน้องของพระเอก ใช้สีเหลือง ท่ีเป็นสีท่ีอ่อน
กวา่ และไม่โดดเด่นเทา่ สเี ขียวกับสีแดง มะเดหวี ใช้ สีน้าเงิน หรือเขียวแก่ ซ่ึงเป็นสีหม่น ไม่สดใส แต่ให้
อารมณ์ทสี่ ขุ ุม ล่มุ ลึก แสดงถงึ วยั วุฒิที่มาก เปน็ ต้น การแสดงของต่างประเทศ เช่นการแสดงอุปรากรจีน
กม็ ีการใชส้ ีเครื่องแต่งกายเพ่อื บ่งบอกถงึ ลักษณะของตวั ละครตา่ งๆ เหมอื นกนั เชน่
สีแดง : ตวั ละครดี มยี ศศักดิ์สูง
สีเขียว : ชายทม่ี ีคณุ ธรรมสูง
สีเหลือง : จักรพรรดิ
สขี าว : ชายวัยหนมุ่ และวัยชราอยู่ระหว่างไว้ทกุ ข์
สีม่วง : สีสัญลกั ษณข์ องตัวละครวาดหน้า
สีฟ้า : มียศตาแหนง่ สงู
สีชมพแู ละฟ้า-เขียว : บง่ บอกความหน่มุ -สาว
สีแดงเลือดหมู : ความป่าเถื่อน ฉ้อโกง
สีดา : ชายทโี่ หดเหี้ยม ก้าวรา้ ว, ชุดชาวบา้ น, หญงิ ทมี่ ีคณุ ธรรมและอยรู่ ะหวา่ งช่วงท่ีโศกเศรา้ มีความแค้น

(มาลินี ดิลกวณชิ , ๒๕๔๓, น.๑๔๗)
สาหรับสีของเคร่ืองแต่งกายการแสดง ดลมงคล ประพัทธสุรพงศ์ อาจารย์พิเศษสถาบันรัชต์
ภาคย์ นักวิชาการและนักพัสตราภรณ์อิสระ ได้เสนอให้ใช้สีฟ้ากับสีม่วงเป็นโทนสีหลัก โดยให้ความเห็น
ว่า
“ตัวละครตัวนี้ แม้บทบาทจะเป็นการแต่งตัวเพื่อไปหาคนที่ตนเองรัก ซึ่งคงจะเปี่ยมไปด้วย
อารมณ์ของความสมหวัง และความสุข แต่แท้จริงแล้วความรักของตัวละครตัวนี้อยู่ท่ามกลางไปด้วย
ความอันตราย และความมัวเมาในความรัก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยในการนาพาตัวละครไปสู่จุดจบของเร่ือง
ที่เป็นโศกนาฏกรรม อันเกิดจากความรักต้องห้าม โดยสาเหตุท่ีแนะนาให้เลือกสีฟ้าและสีม่วงเป็นโทนสี
หลักของเครื่องแต่งกายนั้น เนื่องจากสีฟ้าและสีม่วงเป็นคู่สีหน่ึงที่เม่ือนามาใช้คู่กันและอยู่บนเวทีแล้ว
เปน็ คสู่ ีทสี่ วย สฟี ้าให้อารมณ์สดชื่น ใชส้ อ่ื ถึงความอ่อนเยาว์ และความเบิกบานตัวละครท่ีจะได้พบกับคน
ที่ตนเองรัก ส่วนสีม่วงนั้น สีม่วงเป็นสีกลางท่ีอยู่ในวรรณะร้อนและเย็น เป็นสีที่แสดงถึงความงามสง่า
ความลมุ่ หลง แตใ่ นอีกทางหนึง่ กส็ ามารถแสดงถึงความกลัวและความผิดหวัง คู่สีน้ีจึงนับว่าเหมาะสมกับ
ตัวละคร และยงั เหมาะสมกับเพศของตวั ละครที่เปน็ ผชู้ ายอีกด้วย ”

(ดลมงคล ประพัทธสุรพงศ์ ,สมั ภาษณ์ ,๒๒ ตลุ าคม ๒๕๖๓)

กระบวนการของการผลติ ผลงานสรา้ งสรรค์
๑. ศกึ ษาบทละครร้องเร่ืองมหาราชวงศ์พม่า แผ่นดินพระเจ้าสี่ป๊อมนิ ทร์ ของประเสริฐอักษร

หรือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองคเ์ จา้ วรวรรณากร กรมพระนราธิปประพนั ธพ์ งศ์ เพ่ือหาแรงบันดาลใจ
และสร้างแนวคดิ

๒. ศึกษารปู แบบ และองค์ประกอบการแสดงละครร้องสลับพดู ท้งั ของคณะละครปรดี าลัยและ
ของคณะละครอ่ืนๆ จากเอกสาร รูปภาพ และวดี ีทศั น์บันทึกการแสดงทีส่ ืบทอดมาถึงปัจจบุ ัน

๓. ศึกษารูปแบบ และองค์ประกอบของการแสดงละครพันทางที่น่าจะมีความสัมพันธ์
เก่ียวเนื่องกันกับละครร้องสลับพูดของคณะละครปรีดาลัยในด้านแนวคิดของการแสดง ท้ังจากเอกสาร
รูปภาพ และวีดีทศั น์บนั ทึกการแสดง

๔. ศกึ ษาราแต่งตัว หรือราลงสรงทรงเครอื่ งในการแสดงละครประเภทตา่ งๆ จากเอกสาร
รปู ภาพ และวดี ีทัศน์บนั ทึกการแสดง

๕. นาแนวคิดที่ไดจ้ ากการศึกษาแหล่งข้อมลู ต่างๆ มาเป็นฐานในการออกแบบ
๖. กาหนดรูปแบบและข้ันตอนการแสดง
๗. ประพนั ธบ์ ทร้องและตรวจทานบทรอ้ ง
๘. บรรจุเพลง และปรับบทร้องใหส้ อดคล้องกบั เพลงที่เลือกใช้
๙. ประสมวงดนตรที ีใ่ ช้บรรเลงประกอบการแสดง
๑๐. ออกแบบเครื่องแตง่ กาย
๑๑. ออกแบบกระบวนทา่ รา
๑๒. คัดเลอื กผ้แู สดงและฝึกซ้อมการแสดง
๑๓. เผยแพร่ผลงาน

บทสรปุ ขอ้ เสนอแนะและปัญหาอุปสรรค

บทสรุป
ซูซอแต่งตัว เป็นผลงานสร้างสรรค์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากส่วนหนึ่งในบทละครร้อง
เร่ืองมหาราชวงศ์พม่า แผ่นดินพระเจ้าส่ีป๊อมินทร์ พระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์
เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ โดยใช้องก์ความรู้ทางนาฏศิลป์ไทยเป็นแนวทางในการ
สร้างสรรค์ สาหรับนาไปใช้ประกอบการแสดงละคร หรือนาไปแสดงเป็นชุดการแสดงเบ็ดเตล็ด
มงุ่ นาเสนอจุดเด่นท่ีลลี ากระบวนทา่ ราแบบผเู้ มีย ซึง่ มีความพเิ ศษที่ผแู้ สดงแต่งกายเป็นหญิงแต่แสดงลีลา
ที่มีลีลาและจริตของความเป็นชายปนอยู่ ซ่ึงจากประสบการณ์ของผู้สร้างสรรค์ผลงาน ไม่เคยพบเห็น
มาก่อน และมุ่งนาเสนอสุนทรียรสจากบทร้องที่ประพันธ์ข้ึนตามหลักการประพันธ์ไทย รวมถึงบทเพลง
และเครือ่ งแต่งกายตามสาเนียงภาษาของตัวละครท่งี ดงามแปลกตา

ปญั หาอปุ สรรค
การสร้างสรรค์ผลงานทางนาฏศิลป์ไทยนั้น ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลายประการ
ซ่ึงจาเป็นต้องใช้ทุนทรัพย์ในการดาเนินงานเป็นจานวนมาก เพื่อให้ได้คุณภาพงานตามท่ีต้องการ

และการดาเนินงานตามขั้นตอนที่วางแผนไว้ หากในอนาคตมีหน่วยงานที่สนับสนุนทุนทรัพย์ ตลอดจน
บุคลากรในการให้คาปรึกษาในการสร้างสรรค์ผลงานทางนาฏศิลป์แก่นักศึกษาและศิลปินอิสระ
โดยเฉพาะ จะเป็นสาธารณประโยชน์ที่มคี ณุ ค่าอยา่ งมหาศาล

ขอ้ เสนอแนะ จากประสบการณแ์ ละการเรียนรู้ของผู้สรา้ งสรรค์ผลงานการแสดง
1. ข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงละครร้องเร่ืองมหาราชวงศ์พม่า แผ่นดินพระเจ้าส่ีป๊อมินทร์ รวมถึง
การแสดงละครเร่ืองอื่นๆ ของคณะละครปรีดาลัยนั้น ในปัจจุบันยังไม่ปรากฏการศึกษาค้นคว้ามากนัก
หารกมีการศึกษาค้นคว้าเพ่ิมเติมอย่างจริงจัง อาจมีโอกาสพบประเด็นทางการศึกษาใหม่ๆ ท่ีเป็น
ประโชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า การปรับปรุงรื้อฟื้น หรือการสร้างสรรค์งานทางด้านนาฏศิลป์ต่อไป
ในอนาคต
2. ผลงานชุดน้ีเพ่ือให้เกิดความสะดวกต่อการนาไปใช้งาน เคร่ืองแต่งกายบางอย่างหากไม่ได้
ระบใุ นบทรอ้ ง ผนู้ าไปใช้สามารถตดั ทอนหรือเพ่มิ เติมปรบั เปลี่ยนไดต้ ามความเหมาะสม

เอกสารอา้ งอิง
ชาญณรงค์ อาดศรี. อาจารย์พิเศษสถาบันรัชต์ภาคย์ นักพัสตราภรณ์อิสระ. สัมภาษณ์ ๒๓ สิงหาคม

๒๕๖๓.
ดลมงคล ประพทั ธสรุ พงศ์. อาจารยพ์ ิเศษสถาบนั รัชต์ภาคย์ นกั วิชาการและนกั พัสตราภรณ์อสิ ระ.

สมั ภาษณ์ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๓.
ประเสรฐิ อกั ษร. บทละครร้องเรื่องมหาราชวงศ์พม่า แผ่นดินพระเจา้ สปี่ ๊อมนิ ทร์.กรุงเทพฯ:

โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว
พิมพ์พิกา มหามาตย์ และสวภา เวชสุรักษ์,( ๒๕๕๙) ละครร้องเร่ืองสาวเครอื ฟ้า

ของพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมพระนราธิปประพนั ธ์พงศ์. กรุงเทพฯ. วาราสารศิลปกรรมศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , ๒(๒), ๑๐๕.
มาลินี ดิลกวณิช. (๒๕๔๓). ระบาและละครในเอเชีย. กรุงเทพฯ: สานกั พิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สนุ นั ทา เกตุเหลก็ . (๒๕๕๖). แบบแผน ลลี า กระบวนทา่ ราลงสรงทรงเคร่ืองตัวนางละครในเร่ือง อิเหนา
(วทิ ยานพิ นธป์ ริญญามหาบณั ฑิต ไม่ไดต้ พี มิ พ์จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย .(, กรงุ เทพฯ.
สุรพล วริ ุฬห์รักษ์. (๒๕๕๔). นาฏยศลิ ป์รชั กาลที่ ๕. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.


Click to View FlipBook Version