วรรณคดีวิจักษ์
คำนำ
หนังสือเล่นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาวรรณ
คดีวิจัษ์ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อในการเรียน เรื่องศิลา
จารึก๑ ศิลาจารึกหลักที่๑ เป็นส่วนหนึ่งที่ให้ความรู้ใน
ด้านภาษาศาสตร์ อักษรศาสตร์ และนิรุกติศาสตร์ เป็น
ส่วนใหญ่ ในส่วนของเนื้อหาสาระ ถือเป็นเอกสาร
ประวัติศาสตร์ ที่แสดงวัฒนธรรมของชนชาติเจ้าของ
จารึก ว่ามีความเป็นมาอย่างไร รวมถึงประวัติผู้แต่ง
เนื้อเรื่อง ตัวอักษร คุณค่าทางด้านต่างๆ คุณค่าด้าน
การเมือง คุณค่าด้านเนื้อหา คุณค่าด้านภาษา คุณค่า
ด้านสังคมและเศรษฐกิจ
ทั้งนี้หวังว่าผู้อ่านและผู้ศึกษาสามารถนำไปใช้ใน
การเรียนรู้และใช้ในชีวิตประจำวันได้
นางสาวนาเดียร์ สาแม
ผู้จัดทำ
เรื่อง หน้า
ประวัติความเป็นมา 1-2
ประวัติผู้แต่ง 3
จุดมุ่งหมายในการแต่ง 3
เนื้อเรื่องศิลาจารึกหลักที่๑ 4
การวิเคราะห์คุณค่า 5-7
อักษรลายสื่อไทย 8
อ้างอิง 9
ประวัติความเป็นมา
เมื่อราชวงศ์สุโขทัยได้สูญเสียอำนาจและกลายเป็นเมืองร้าง
ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง และศิลาจารึกหลักอื่น ๆ ที่จารึกในยุค
นั้นก็สาบสูญ ไปจากความทรงจำของชาวไทย จนกระทั่ง ในปี พ.ศ.
๒๓๗๖ เมื่อพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะยังทรง
ดำรง พระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎ และผนวชอยู่ที่วัดราชาธิวาสได้เสด็จ
ธุดงค์เมืองเหนือ (ปีมะเส็ง เญจศก จุลศักราช ๑๑๙๓) ในระหว่าง
ประทับอยู่ที่สุโขทัยได้ทรงพบศิลาจารึก และพระแท่นมนังศิลา ณ
บริเวณเนินประสาทพระราชวังเก่าสุโขทัย ครั้นเมื่อจะเสด็จกลับก็
โปรดเกล้าฯ ให้นำพระแท่น มนังคศิลา และศิลาจารึกกลับมาไว้ที่วัด
สมอราย(ราชาธิวาส) ที่กรุงเทพฯ แล้วย้ายมาไว้ ที่วัดบวรนิเวศ เมื่อ
พระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์จึงได้โปรดให้นำมาไว้ที่วิหารขาว วัด
พระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาในปลายปี พ.ศ.
๒๔๖๖ พระบาทสมเด็พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้นำ
ศิลาจารึกนี้ไปรวมกับศิลาจารึกอื่นๆ ในหอสมุดแห่งชาติ ปัจจุบันนี้
อยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
๑
ประวัติความเป็นมา
การค้นพบ
รัชกาลที่ ๔ ทรงค้นพบศิลาจารึกหลักที่ ๑ ที่ปราสาทเมือง
สุโขทัย ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่า ได้จารึกขึ้นเมื่อประมาณ
ปีพ.ศ. ๑๘๒๖ เป็นต้นมา จนกระทั่งหลัง พ.ศ. ๑๘๓๕ จึงจารึก
ครบทั้ง ๔ ด้าน ทั้งนี้ ในหนังสือจารึกสมัยสุโขทัย ได้กำหนดเป็น
“ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง พ.ศ. ๑๘๓๕ ” ตามปีศักราชที่ระบุไว้
ในจารึก ลักษณะของจารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นแท่งศิลารูป
สี่เหลี่ยมยอดแหลมปลายมนสูง ๑ เมตร ๑๑ เซนติเมตร มี
ถ้อยคำจารึก ๔ ด้าน
ด้านที่ ๑ และด้านที่ ๒ มีจารึกด้านละ ๓๕ บรรทัด ด้านที่ ๓ และ
ด้านที่ ๔ มีจารึกด้านละ ๒๗ บรรทัด รวมทั้งสิ้น ๑๒๔ บรรทัด ผู้
แต่งศิลาจารึกหลักที่ ๑ สันนิษฐานว่า อาจมีมากกว่า ๑ คน
สำหรับตอนที่ ๑ เชื่อว่าผู้แต่ง คือ พ่อขุนรามคำแหง เพราะใช้
สรรพนามแทนตนว่า “กู” อยู่ในเนื้อความ ส่วนตอนที่ ๒ และ
ตอนที่ ๓ สันนิษฐานว่า ผู้อื่นแต่งเพิ่มเติมภายหลัง
ลักษณะคำประพันธ์ในศิลาจารึก หลักที่ ๑
แต่งเป็นร้อยแก้ว ส่วนใหญ่เป็นประโยคความเดียวที่สื่อความ
หมายตรงตัว เข้าใจง่าย อีกทั้งบางตอนมีเสียงสัมผัสคล้องจอง
เช่น ในนํ้ามีปลา ในนามีข้าว ทำให้เกิดความไพเราะ
๒
ประวัติผู้แต่ง
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นกษัตริย์พระองค์
ที่ 3 ในราชวงษ์พระร่วงและเป็นโอรสของ
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์และนางเสือง มีพี่
น้อง5คน เมื่อพ่อขุนรามคำแหงมีอายุได้19
พรรษา ได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ โดย
การชนช้างชนะขุนสามชนเมืองฉอด พ่อขุนศรี
อินทราทิตย์จึงให้พระนามว่า พระรามคำแหง
จุดมุ่งหมายในการแต่ง
๑. เพื่อเป็นหลักฐานแสดงความเจริญรุ่งเรืองใน
สมัยนั้น เช่น หลักฐานการประดิษฐ์อักษรไทย
เหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนชี้แจงอาณาเขตของ
กรุงสุโขทัย
๒. เพื่อสดุดีพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหง
๓
ตอนที่ ๑ เนื้อเรื่อง
ตอนที่๒
ตอนที่ ๑ ตั้งแต่ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑ - ๑๘ เป็นพระราชประวัติพ่อขุน
รามคำแหง ตั้งแต่ประสูติ จนถึงเสด็จขึ้ครองราชย์ เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระ
จริยวัตรที่พระองค์ทรงปฏิบัติต่อพระราชบิดา พระราชมารดา และพระเชษฐา
ตัวอย่างข้อความ
"พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง กูพี่น้องท้อง
เดียวกันห้าคน ผู้ชายสาม ผู้หญิงโสง พี่เผือผู้อ้ายตายจากเผือเตรียมแต่ยัง
เล็ก"
"เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเราแก่พ่อกู กูบำเรอแก่แม่กู กูได้ตัวเนื้อตัวปลากูเอามาแก่
พ่อกู กูได้หมากส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู"
ตอนที่ ๒ ตั้งแต่ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑๘ จนถึงด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๑๑ กล่าว
ถึงสภาพบ้านเมือง เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเป็นอยู่ พระ
ศาสนา การปกครอง ศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งการประดิษฐ์อักษรไทยขึ้น
ใน พ.ศ. ๑๘๒๖
ตัวอย่างข้อความ
"เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลาในนามีข้าว เจ้าเมืองบ่
เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง เพื่อจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจัก
ใคร่ค้าม้าค้า ใครจัดใคร่ค้าเงินค้าทองค้าไพร่ฟ้าหน้าใส"
"คนเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน มักทรงศีล มักอวยทาน"
ตอนที่๓ ตอนที่ ๓ ตั้งแต่ด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๑๒ จนถึงบรรทัดที่ ๒๗ (บรรทัด
สุดท้าย) เป็นการยอพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหง และกล่าวถึงอาณาเขต
ของกรุงสุโขทัย ตัวอย่างข้อความ
"ในปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปก กลางบ้าน กลาง
เมือง มีถ้อย มีความ เจ็บท้องข้องใจ มักจักกล่าวถึงเจ้าถึงขุนบ่ไร้ ไปสั่น
กระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียกเมื่อถามสวน
ความแก่มันด้วยซื่อ ไพร่ในเมืองสุโขทัยจึงชม"
๔
การวิเคราะห์คุณค่า
คุณค่า มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก แสดงให้
ด้านการเมือง เห็นว่า พระมหากษัตริย์ทรงดูแลเอาใจใส่
ราษฎร มีการรักษาสิทธิเสรีภาพ นอกจากนี้
ยังมีข้อความเสมือนเป็นบทบัญญัติในกฎ
มณเฑียรบาลและบทบัญญัติในกฎหมาย
แพ่งลักษณะครอบครัวและมรดก ตลอดจน
การพิจารณาความแพ่งและอาญา
คุณค่า ในหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำเเหง
ด้านเนื้อหา ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑-๑๘ ได้กล่าวถึงพระราช
ประวัติของพระองค์ โดยใช้สรรพนามบุรุษที่
๑ เเทนพระองค์ว่า กู ต่อด้วยประวัติในการ
รบกับขุนสามชนในพระราชสมัยของพระ
ราชบิดา เมื่อพระราชบิดาสวรรณคตเเล้ว
พระองค์ก็ทรงประพฤติปฏิบัติด้วยความ
จงรักภักดีต่อพระเชษฐา คือ พ่อขุนบาน
เมือง
๕
การวิเคราะห์คุณค่า
คุณค่า พ่อขุนรามคำเเหงทรงประดิษฐ์ตัวอักษรที่
ด้านภาษา เรียกว่า "ลายสือไทย"
มีการใช้ภาษาที่ง่าย มีการใช้ภาษาร้อยเเก้ว
ร้อยกรอง มีการใช้คำคล้องจอง
เเละการใช้คำซ้าคำซ้อน
คุณค่า ได้มีการกล่าวถึงประเพณี เช่น ประเพณีเข้า
ด้านวรรณ พรรษา มีการบำรุงพระพุทธศาสนา โดยการ
ธรรม สร้างพระพุทธรูป ได้มีความเชื่อในเรื่อง
ต่างๆ ในด้านของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ใน
บางส่วนของประชาชน เช่น การนับถือภูติผี
มีการสักการะบูชา ในวิถีชีวิต มีความเป็นอยู่
ที่เรียบง่าย
๖
การวิเคราะห์คุณค่า
คุณค่า
ด้านเศรษฐกิจ
จากคำว่า " ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว " แสดง
ให้เห็นว่า มีเศรษฐกิจที่ดี มีความอุดม
สมบูรณ์ และได้มีการค้าแบบเสรีกัน จะไม่มี
การเก็บภาษีผ่านด่าน ทำให้มีความสะดวกสะ
บายมากขึ้น ในการค้าขายระหว่างกัน
คุณค่า ให้ความรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติพ่อขุน
ด้านประวัติ รามคำแหง จารึกไว้ทำนองเฉลิมพระเกียรติ
ศาสตรื ตลอดจนความรู้ด้านประวัติศาสตร์
โบราณคดี และสภาพสังคมของกรุงสุโขทัย
ทำให้ผู้อ่านรู้ถึงความเจริญรุ่งเรืองของกรุง
สุโขทัย พระปรีชาสามารถของพ่อขุน
รามคำแหง และสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของ
ชาวสุโขทัย
๗
ตัวอักษร ลายสือไทย
๘
อ้างอิง
แหล่งอ้างอิง
ที่มา:หนังสือวรรณคดีวิจักษ์ เรื่อง ศิลาจารึกหลักที่ 1
ที่มา:https://sites.google.com/site/silacarukhlakthi1/prayochn-khxng-sila-caruk-tx-
khn-run-hlang
ที่มา:http://wachalife.com/blog/17849.html
ที่มา:https://www.google.co.th/url?
sa=i&rct=j&q=&esrc=s&source=images&cd=&cad=rja&uact=8&ved=0ahUKEwj45qvyz
JjNAhWKtI8KHY5DCIwQjRwIBw&url=%2Furl%3Fsa%3Di%26rct%3Dj%26q%3D%26esr
c%3Ds%26source%3Dimages%26cd%3D%26cad%3Drja%26uact%3D8%26ved%3D0a
hUKEwj45qvyzJjNAhWKtI8KHY5DCIwQjRwIBw%26url%3Dhttp%253A%252F%252Fwa
chalife.com%252Fblog%252F17849.html%26psig%3DAFQjCNF93tgRktSLHVTG8XJiOU-
b37srig%26ust%3D1465481160860502&psig=AFQjCNF93tgRktSLHVTG8XJiOU-
b37srig&ust=1465481160860502
ที่มา:https://www.google.co.th/url?
sa=i&rct=j&q=&esrc=s&source=images&cd=&cad=rja&uact=8&ved=0ahUKEwjRwoyb
1JjNAhVEPY8KHdg7BDkQjRwIBw&url=http%3A%2F%2Fwww.slideshare.net%2Fthan
athepsiripallop%2Funit-1-early-thailand-from-prehistory-to-
sukhothai&bvm=bv.124088155,d.c2I&psig=AFQjCNFI-a3u-
_4hnfJ2sDUKsIopeL6liw&ust=1465483116525936
ที่มา:http://www.slideshare.net/thanathepsiripallop/unit-1-early-thailand-from-
prehistory-to-sukhothai
๙