แกงฮังเล
“GAGENG HANG-LAY”
คำนำ
นิตยสารเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ วิชาการสัมมนาการจัดการทางวัฒนธรรม
เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องความเป็นมาของแกงฮังเล โดยได้ศึกษาผ่านแหล่งความรู้ต่างๆ
อาทิเช่น หนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสาร ห้องสมุด และแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ต่างๆนี้ เพื่อ
สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางสังคมและวัฒนธรรมของภูมิปัญญาที่เกิดจากความรู้ ความ
เข้าใจธรรมชาติ ดังนั้นแกงฮังเลจึงเป็นอาหารที่แสดงถึงวัฒนธรรมและความเชื่อที่แฝงอยู่
ประกอบด้วย คุณค่าที่มีต่อร่างกายและจิตใจ การเป็นอาหารสำหรับประเพณี การรวมกลุ่ม
วัฒนธรรมเดียวกัน การถ่ายทอดภูมิปัญญาการแลกเปลี่ยนและผสมผสานวัฒนธรรมของคน
ต่างวัฒนธรรม
ผู้จัดทำคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดทำนิตยสารฉบับนี้จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้
ที่สนใจข้าวเม่าเป็นอย่างดี
ผู้จัดทำ
สารบัญ 3
1
วิธีทำแกงฮังเล
ข้อมูลทั่วไป ประวัติความเป็นมา
6
4
วัฒนธรรมและความเชื่อ
ลักษณะของแกงฮังเล
8
บทสรุป
ข้อมูลทั่วไป ประวัติความเป็นมา
ดินแดนในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ซึ่ง
ประกอบด้วยพื้นที่ 8 จังหวัด ไว้ด้วยกัน ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่
แกงฮังเล หรือ แกงฮินเล เป็นอาหารไทยที่มีต้นกำเนิดจากประเทศ
เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน และพะเยา
พม่า คำว่า “ฮิน” นั้นในภาษาพม่า หมายถึง แกง และ “เล” หมายถึง
อาณาบริเวณของจังหวัดในภาคเหนือข้างต้นรวมกันจะมีชื่อเรียก
เนื้อสัตว์ แกงฮังเลได้รับความนิยมจากชาวไทยภาคเหนือและแคว้นสิบสอง
อีกอย่างหนึ่งว่า “ล้านนา” ปันนา ประเทศจีนบางแห่งเรียกว่า แกงฮินเล หรือ แกงฮันเล
อาหารของภาคเหนือ ตอนบนส่วนใหญ่มีรสชาติกลาง ๆ มี
แกงฮังเลเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากพม่าในสมัยอดีต แกงที่
รสเค็ม รสเปรี้ยว ไม่เผ็ดมากนักมีรสหวานน้อยมาก การรับ
ชาวพม่าเรียกว่า “ฮินแล” หรือ “ฮังแล” เป็นแกงอย่างเดียวกับที่ชาวล้าน
ประทาน อาหารของภาคเหนือจะนิยมนั่งล้อมวงกันโดยมี “โตก”
นาเรียกว่า “แกงโฮะ” และแกงอย่างที่ชาวล้านนาเรียก “ฮินแล” หรือ “ฮัง
หรือ “ขันโตก” แทนโต๊ะรับประทานอาหาร ทั้งนี้อาหารที่มีชื่อเสียง
แล” ชาวพม่าเรียก “แวะตาฮีน” แปลว่าแกงหมู
เป็นที่รู้จักของภาคเหนือตอนบน ที่ได้รับความนิยมในการบริโภค
มากชนิดหนึ่ง ก็คือ “แกงฮังเล” แกงฮังเลเป็นอาหารที่มีเนื้อสัตว์
นอกจากนี้การทำสงครามระหว่างไทยล้านนากับพม่าในสมัยก่อน
เป็นส่วนประกอบหลักพร้อมด้วยเครื่องเทศที่มีกลิ่น และรสที่เป็น
นั้น มีส่วนทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านอาหารผลัดกันแพ้ชนะ
เอกลักษณ์โดยที่แกงฮังเลจะมีการท าและรับประทานในพื้นที่ภาค
และผลัดกันกวาดต้อนผู้คนของแต่ละเมืองไปยังบ้านเมืองตน เกิดการรับ
เหนือตอนบนของ ประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้แกง
วัฒนธรรมการกินเข้ามา แกงฮังเล ตำรับดั้งเดิมของพม่า แต่เมื่อมาเป็น
ฮังเลไม่ได้เป็นอาหารที่รับประทานตามมื้ออาหารทั่วไป แต่เป็น
อาหารไทยได้ถูกดัดแปลงผิดแปลกไปจากเดิม จากที่เคยมีพริกแกงแห้ง
อาหารพิเศษที่ถูกปรุงประกอบขึ้นในช่วงโอกาสที่สำคัญ เช่น
ผงแกงฮังเล มะเขือเทศ และเนื้อสัตว์ คนไทยนำมาประยุกต์ให้ถูกปากโดย
ประเพณีสำคัญทางศาสนาพุทธ ของภาคเหนือตอนบน หรือ
เติมเครื่องเทศบางอย่างลงไป คือ พริก หอม กระเทียม กะปิ ข่า ตะไคร้
เทศกาลปีใหม่เมือง มักนิยมนำแกงฮังเลถวายเป็นสำรับอาหารแก่
โขลกละเอียดเคล้ากับเนื้อหมูสามชั้น ผงฮังเล และซีอิ้วดำ นำมาผัด เติม
พระสงฆ์ เนื่องจากมีความเชื่อว่าสิ่งที่นำถวายพระสงฆ์ต้องถวายแต่
น้ำ ใส่มะขามเปียก น้ำตาล กระเทียมดอง และขิงลงไป แกงฮังเลไทยจึง
ของที่ดีที่สุด ปรุงด้วยวัตถุดิบที่ดีแกงฮังเล ยังเป็นอาหารที่ใช้
แตกต่างจากแกงฮังเลของพม่า
สำหรับการต้อนรับแขก ในสำรับอาหารมักมีแกงฮังเลอยู่เสมอ
เพื่อแสดงถึงไมตรีจิต ของเจ้าของบ้านที่ต้อนรับผู้มาเยือนด้วย
แกงฮังเลจัดว่าเป็นอาหารยอดนิยมอันดับต้นๆ ของชาวล้านนา
อาหารเลิศรส ถือว่าเป็นอาหารมงคลชนิดหนึ่ง อีกทั้งยังมีต้นทุนในการผลิตค่อนข้างสูง
ชาวบ้านจึงนิยมนำไปถวายพระเนื่องในโอกาสวันสำคัญๆ ทางพุทธศาสนา
ตั้งแต่ครั้งอดีตจนถึงยุคปัจจุบัน
01
02
วิธีทำแกงฮังเล
เครื่องปรุง
1.เนื้อสันคอหมูหั่นเต๋า 300 กรัม
2.เนื้อหมูสามชั้นหั่นเต๋า 200 กรัม
3. น้ำตาลทราย
4.น้ำมะขามเปียก 3 ช้อนโต๊ะ
5.ขิงซอย 1/2 ถ้วย
6.กระเทียม 1/2 ถ้วย
7.ถั่วลิสงคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
8.สับปะรด 2 ช้อนโต๊ะ
เครื่องแกง
1.พริกแห้ง 7 เม็ด
2.หอมแดง 3 หัว
3.กระเทียม 20 กลีบ
4.ตะไคร้ซอย 2 ช้อนโต๊ะ
5.ข่าซอย 1 ช้อนโต๊ะ
6.เกลือ 1 ช้อนชา
7.กะปิหยาบ ½ ช้อนโต๊ะ
(1.) นำพริกแห้ง ข่าซอย กระเทียม ตะไคร้ซอย
วิธีทำ (5.) สุดท้ายใส่ถั่วลิสงคั่ว ปล่อยให้เดือดต่ออีก
หอมแดง และเกลือ โขลกรวมกันให้ละเอียด หลัง
15 นาที ตักแกงฮังเลเสิร์ฟได้เลย
จากนั้นใส่กะปิหยาบลงไป โขลกให้ทุกอย่างเข้ากัน
(3.) นำหมูที่หมักไว้มาตั้งไฟ ใส่น้ำเล็กน้อย ผัด
ตักขึ้นพักไว้ ต่อจนหมูเริ่มสุก คอยเติมน้ำเรื่อยๆ เคี่ยวต่อจน
(2.) นำพริกแกงที่ขโลกไว้มาผสมกับสับปะรด
หมูเปื่อยได้ที่
เนื้อสันคอหมู หั่นเต๋า และเนื้อหมูสามชั้นหั่นเต๋า
คลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักประมาณ 1 ชั่วโมง (4.) ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก หลังจากนั้นใส่
กระเทียม และขิงซอย คนให้ทุกอย่างเข้ากัน
เคี่ยวต่ออีกสักครู่
03
ลักษณะของแกงฮังเล วิธีทำ
แกงฮังเลม่าน โขลกเครื่องน้ำพริกแกงให้ละเอียด
หั่นเนื้อหมูและหมูสามชั้นเป็นชิ้น ๆ นำมาคลุกเคล้ากับเครื่อง
แกงฮังเลม่านมีลักษณะเป็นแกงที่มีสีน้ำตาลแดง น้ำแกง
แกง ผงฮังเล ผงขมิ้น ซีอิ๊วดำ หมักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที
ขลุกขลิก มีน้ำมันลอยหน้าสี แดงส้มจากเครื่องแกง เนื้อสัมผัสของ
นำหมูที่หมักมาผัดโดยใช้ไฟอ่อน ๆ ผัดพอให้หมูตึงตัว เติม
หมูที่เปื่อยนุ่ม รสเปรี้ยว เค็ม หวาน และเผ็ดตาม โดยมีเครื่องปรุง
น้ำ เคี่ยวจนนุ่มด้วยไฟ ปานกลาง
และเครื่องแกงประกอบ ดังนี้ ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาล ขิง ตั้งไฟต่อจน
ได้น้ำขลุกขลิก ใส่กระเทียมดองทิ้งไว้สักครู่ ปิดไฟ
เครื่องปรุง
เนื้อหมูสามชั้น หมูเนื้อสะโพก กระเทียมดอง ขิงหั่นฝอย น้ำปลา
น้ำตาลปี๊บ น้ำเปล่า น้ำมะขามเปียก ซีอิ๊วดำ ผงฮังเล ผงขมิ้น
เครื่องแกง
พริกแห้ง เกลือป่น หอมแดง กระเทียม กะปิ ข่า ตะไคร้ กระเทียม
04
เครื่องแกง แกงฮังเลเชียงแสน
พริกแห้ง เกลือป่น หอมแดง กระเทียม กะปิ ข่า ตะไคร้
แกงฮังเลเชียงแสนมีขั้นตอนในการทำคล้ายกับแกงฮังเลม่าน แต่มี
กระเทียม ส่วนผสมของ เครื่องปรุงที่แตกต่างจากแกงฮังเลม่าน คือมีการนำ
ผักพื้นบ้านตามฤดูกาลมาเพิ่มในส่วนผสม เช่น ถั่วฝักยาว มะเขือ
วิธีทำ ยาว มะเขือพวง พริก ผักชีฝรั่ง ใบชะพลู และหน่อไม้ดอง โดย
ลักษณะปรากฏของ แกงฮังเลเชียงแสนจะคล้ายกับแกงโฮะแบบล้าน
โขลกเครื่องน้ำพริกแกงให้ละเอียด นา โดยแกงฮังเลเชียงแสนไม่มีวุ้นเส้นเป็นส่วนผสม มีส่วนของน้ำ
หั่นเนื้อหมูและหมูสามชั้นเป็นชิ้น ๆ นำมาคลุกเคล้ากับ
แกงเล็กน้อย สีของแกงฮังเลเชียงแสนจะมีสีเหลืองเขียวจากส่วน
เครื่องแกง ผงฮังเล ผงขมิ้น ซีอิ๊วดำ หมักทิ้งไว้
ผสมของผัก เนื้อสัมผัสที่ เปื่อยนุ่มของหมูและผัก มีรสกลมกล่อม
ประมาณ 30 นาที โดยมีเครื่องปรุงและเครื่องแกงประกอบ ดังนี้
นำหมูที่หมักมาผัดโดยใช้ไฟอ่อน ๆ ผัดพอให้หมูตึงตัว
เติมน้ำ เคี่ยวจนนุ่มด้วยไฟ ปานกลาง เครื่องปรุง
ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาล ขิง ตั้งไฟต่อ
จนได้น้ำขลุกขลิก ใส่กระเทียมดองทิ้งไว้สักครู่ ปิดไฟ เนื้อหมูสามชั้น หมูเนื้อสะโพก ผักถั่วฝักยาว มะเขือยาว มะเขือพวง
พริก ผักชีฝรั่ง ใบชะพลู หน่อไม้ดอง กระเทียมดอง ขิงหั่นฝอย
น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำเปล่า น้ำมะขามเปียก ผงฮังเล ผงขมิ้น ซีอิ๊วดำ
05
วัฒนธรรมและความเชื่อ
อาหารนอกจากจะเป็นความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ในการ
ดำรงชีวิตแล้ว ยังแฝงไปด้วย วัฒนธรรม และความเชื่อที่เกี่ยวข้อง
กับอาหารชนิดนั้น ๆ ทั้งกลิ่นของอาหาร รสชาติ รูปลักษณ์
ภายนอก รวมถึงโอกาสในการรับประทานอาหาร ทั้งนี้แนวคิด
วัฒนธรรมของอาหารมีจุดเริ่มต้นจาก วัฒนธรรมของชุมชน
(Cultural Community) ที่ให้ความสนใจในคุณค่า ความรู้ความ
สัมพันธ์ทาง วัฒนธรรมของชุมชนและระบบนิเวศ
1. คุณค่าต่อร่างกายและจิตใจ
ความพิเศษของแกงฮังเลถูกนำไปใช้ในการแสดงออกถึง
ความกตัญญูและไมตรีจิต เพราะลักษณะที่พิเศษกว่าอาหารทั่วไป
และเป็นอาหารที่หาทานได้ในช่วงเทศกาลสำคัญเท่านั้น แกงฮังเล จึง
เป็นสุดยอดของอาหาร ที่จะปรุงขึ้นอันแฝงด้วยทักษะ ความชำนาญ
การเรียนรู้ และระบบความเชื่อที่ถ่ายทอดร่วมกันมาจากรุ่นสู่รุ่น
แกงฮังเลจึงเปรียบเสมือนมรดกทางวัฒนธรรม
2. การเป็นอาหารสำหรับประเพณี
ประเพณีเป็นสิ่งที่สมาชิกในสังคม และชุมชนประพฤติปฏิบัติ
สืบต่อกันมาจนเป็นที่ ยอมรับและมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความ
นิยมในท้องถิ่น สังคม และชุมชนนั้น อาหารถือเป็น ธรรมเนียม
ประเพณีที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ไม่มีระเบียบแบบแผนเหมือน
ขนบประเพณี และไม่มีผิด หรือถูกเหมือนจารีตประเพณี เพียงแต่นิยม
ที่จะประพฤติปฏิบัติสืบต่อเนื่องกันมา แต่หากไม่ประพฤติ ปฏิบัติอาจ
ถูกมองว่า เป็นผู้ขาดการศึกษา และเสียมารยาท (มณี พยอมยงค์,
2532) ดังนั้น “แกงฮังเล” จึงเกี่ยวข้องกับธรรมเนียมประเพณีในวัน
สำคัญทางศาสนาพุทธ และประเพณีประจำสำหรับการต้อนรับ แขกผู้
มาเยือน ดังนี้
อาหารสำหรับประเพณีประจำวันสำคัญทางศาสนาพุทธในล้านนา
ประเพณีการต้อนรับแขกผู้มาเยือน
3. การรวมกลุ่มวัฒนธรรมเดียวกัน
การทำแกงฮังเล และการนำแกงฮังเลไปเป็นอาหารที่
เกี่ยวข้องกับประเพณีทางพุทธศาสนารวมถึงการเป็นอาหารสำหรับ
ต้อนรับแขกผู้มาเยือนซึ่งเป็นวัฒนธรรมของคนล้านนาที่ปฏิบัติสืบ
ต่อเนื่องจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นหากชาวล้านนาย้าย
ถิ่นพักอาศัยไปยังพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ก็ยังคงนิยมทำแกงฮังเลใน
โอกาสสำคัญของครอบครัว รวมถึงการมีรายการอาหารแกงฮังเล
จำหน่าย ตามร้านอาหารของภาคเหนือด้วย
06
4. การถ่ายทอดภูมิปัญญา 5. การแลกเปลี่ยนและผสมผสาน
การถ่ายทอดภูมิปัญญาอาหาร ล้านนาในท้องถิ่นประกอบ
เนื่องจากแกงฮังเลเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพล และแพร่
ด้วย (1) ผู้ถ่ายทอด ทำหน้าที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาอาหารซึ่งเป็น
กระจายวัฒนธรรมอาหารมาจาก ประเทศพม่า และถูกปรับเปลี่ยน
บุคคลที่มี ความรู้ ทักษะความสามารถในการทำอาหาร ได้แก่ ผู้สูง
วัตถุดิบ วิธีการปรุง รสชาติให้สอดคล้องกับความชอบของสังคม
วัยในครอบครัว เป็นต้น (2) ผู้รับการถ่ายทอด ได้แก่ บุตรหลาน
ล้านนาในประเทศไทย การแลกเปลี่ยนและผสมผสานวัฒนธรรมทาง
สมาชิกในครอบครัว ญาติและคนใกล้ชิด เป็นต้น (3) กระบวนการ
ด้านอาหารของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ จะเห็นได้ว่าการรับเอาแกง
เป็นการถ่ายทอด ภูมิปัญญาอาหารมีลักษณะการเรียนรู้ตาม
ฮังเลมาเป็นอาหารประจ าถิ่นของล้านนาถือเป็นการแพร่กระจาย
อัธยาศัย โดยการทำตามทีละขั้นตอน อธิบาย แนะนำเทคนิคและ
ของวัฒนธรรมจากภายนอกซึ่งสาเหตุเกิดจาก แกงฮังเลเป็นอาหารที่
เคล็ดลับพร้อมกับการเป็นผู้ช่วยในการประกอบอาหาร ซึ่งถ่ายทอด
มีวิธีการปรุงไม่ซับซ้อน (Less Complexity) สามารถน ามาปรับ
จากอดีตจนถึงปัจจุบัน และ (4) ผลจากการถ่ายทอด ส่งผลทำให้
ปฏิบัติได้บางส่วน (Divisibility) สามารถเข้าใจได้ง่าย
ผู้รับการถ่ายทอดมีความรู้ ความสามารถและทักษะ นอกจากนั้นยัง
(Visibility) และสอดคล้องกับวัฒนธรรมของล้านนา
ส่งผลทำให้เกิดการพัฒนาวิธีการและสูตรการปรุงให้มีความหลาก
(Compatibility) ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีการแพร่กระจายของ
หลายและสอดคล้อง กับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป วัฒนธรรมจากภายนอก (Rogers, 1976)
ทั้งนี้การถ่ายทอดภูมิปัญญาในการท าแกงฮังเลดังกล่าว
นอกจากนั้นกระบวนการถ่ายทอดวิธีการทำแกงฮังเล
นอกจากจะส่งผลท าให้เกิด การสืบทอดวิธีการท าแกงฮังเลจาก
จากรุ่นสู่รุ่นด้วยการสอนวิธีการทำ เพื่อทำรับประทานส่งผลทำให้
อดีตมาสู่ปัจจุบันแล้ว ยังเป็นการถ่ายทอดการความรู้ ความเชื่อ
เกิดการรับรู้และเรียนรู้ถึงขั้นตอนวิธีการปรุง และช่วงเวลาเทศกาล
หรือการปฏิบัติที่สืบต่อกันมา และเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์
ที่เหมาะสม การทำแกงฮังเลในครัวเรือนยังเป็นกระบวนการปลูกฝัง
ระหว่างสมาชิกในครอบครัวอีกด้วย ทัศนคติ ค่านิยม และจิตสำนึก ในการธำรงรักษาวัฒนธรรมผ่าน
การประกอบอาหาร
07
บ ท ส รุ ป
“แกงฮังเล” เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของภาคเหนือและได้รับความนิยม ในการบริโภคมากชนิดหนึ่งมีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลักพร้อมด้วยเครื่อง
เทศที่มีกลิ่น และรสชาติเฉพาะ “แกงฮังเล” เป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากพม่า และแคว้นสิบสองปันนาในประเทศจีน ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “แวะตาฮีน” ในภาษาพม่า
มีความหมายตรงกับ “แกงฮังเล” อย่างไรก็ตาม ความเป็นมาของ “แกงฮังเล” ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยหรืออาณาจักรล้านนา ประกอบด้วย (1) การ
เข้าปกครองของพม่าในอาณาจักรล้านนา จึงทำให้อาณาจักรล้านนาได้รับอิทธิพลจากพม่า (2) การเคลื่อนย้ายของแรงงาน สืบเนื่องจากในอดีตปรากฏการค้าขาย
และสัมปทานป่าไม้ของบริษัท ประเทศอังกฤษโดยมีพ่อค้า และแรงงานพม่าซึ่งเป็นคนในบังคับของอังกฤษเข้ามาตั้งบ้านเรือนและ ชุมชนในอาณาจักรล้านนา (3)
การมีอาณาเขตติดต่อกันระหว่างพม่ากับอาณาจักรล้านนา ที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของผู้อยู่อาศัยระหว่างพม่ากับอาณาจักรล้านนาโดยแกงฮังเลสามารถจำแนก
ออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ แกงฮังเลม่าน และแกงฮังเลเชียงแสน
อาหารนอกจากจะเป็นความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ในการดำรงชีวิตแล้วยังแฝงไปด้วยวัฒนธรรมและความเชื่อของบุคคล และสังคมที่ได้ยึดถือและปฏิบัติ
สืบต่อกันเกี่ยวกับแกงฮังเลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แกงฮังเลถือเป็นอาหารที่มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และถือเป็นเอกลักษณ์ด้านหนึ่งของชาวล้านนา เพราะ
สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางสังคมและวัฒนธรรมของ ภูมิปัญญาที่เกิดจากความรู้ ความเข้าใจธรรมชาติ ดังนั้นแกงฮังเลจึงเป็นอาหารที่แสดงถึง
วัฒนธรรม และความเชื่อที่แฝงอยู่ ประกอบด้วย (1) คุณค่าที่มีต่อร่างกายและจิตใจ สู่การร่วมกิจกรรมที่ หลากหลายทางด้านวัฒนธรรม เช่น การรวมกลุ่มใน
เครือญาติเพื่อทำแกงฮังเล (2) การเป็นอาหารสำหรับประเพณีทั้งประเพณีเนื่องในวันส าคัญทางศาสนาพุทธและประเพณีในการต้อนรับแขก ผู้มาเยือน ดังจะเห็น
ได้จากการเลี้ยงขันโตก (3) การรวมกลุ่มวัฒนธรรมเดียวกัน ซึ่งแกงฮังเลเป็นอาหารที่เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมของภาคเหนือ (4) การถ่ายทอดภูมิปัญญาในการ
ทำแกงฮังเลและ เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว (5) การแลกเปลี่ยนและผสมผสาน วัฒนธรรมของคนต่างวัฒนธรรม โดยเป็นอาหาร
ที่แสดงถึงการแพร่กระจาย การแลกเปลี่ยนและ ผสมผสานของวัฒนธรรมอาหารจากประเทศพม่าและภาคเหนือของประเทศไทย ทั้งนี้วัฒนธรรมและ ความเชื่อใน
แกงฮังเลยังคงต้องปรับตัวเพื่อคงอยู่ของวัฒนธรรมทางด้านอาหาร การปลูกฝังทัศนคติ ค่านิยม และจิตสำนึกในการธำรงรักษาวัฒนธรรมผ่านการประกอบอาหาร
08
อ้ า ง อิ ง
สืบค้นจากเว็บไชด์ : https://www.wongnai.com/recipes/hunglay-curry : สืบค้นเมื่อวันที่ 24
มีนาคม 2565.
สืบค้นจากเว็บไชด์ :
https://alternativekitchen.net/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7
%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%8
7%E0%B8%AE%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5/ : สืบค้นเมื่อวัน
ที่ 23 มีนาคม 2565.
สืบค้นจากเว็บไชด์ :
http://acad.vru.ac.th/acad_journal_online/journalFile/datajournaP391.pdf : สืบค้นเมื่อวันที่ 24
มีนาคม 2565.