1 ละครรำ ละครรำ เป็นศิลปะการแสดงของไทย ที่ประกอบด้วยท่ารำ ดนตรีบรรเลง และบทขับร้องเพื่อดำเนิน เรื่อง ละครรำมีผู้แสดงเป็นตัวพระ ตัวนาง และตัวประกอบ แต่งองค์ทรงเครื่องตามบท งดงามระยับตา ท่ารำ ตามบทร้องประสานทำนองดนตรีที่บรรเลงจังหวะช้า เร็ว เร้าอารมณ์ให้เกิดความรู้สึกคึกคัก สนุกสนาน หรือ เศร้าโศก ตัวละครสื่อความหมายบอกกล่าวตามอารมณ์ด้วยภาษาท่าทาง โดยใช้ส่วนต่างๆของร่างกาย วาดลีลา ตามคำร้อง จังหวะและเสียงดนตรี ละครรำแบบดั้งเดิม 1. ละครชาตรี 2. ละครใน 3. ละครนอก ละครรำที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ 1. ละครดึกดำบรรพ์ 2. ละครพันทาง 3. ละครเสนา
2 1. ละครชาตรี เป็นละครรำที่จัดอยู่ในละครรำแบบดั้งเดิมนับเป็นละครที่มีมาแต่สมัยโบราณ และมีอายุเก่าแก่กว่าละครชนิดอื่น ๆ เป็นต้น เค้าของ ละครนอก ละครใน ละครพันทางและละครรำที่ปรับปรุง ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เช่น ละครดึกดำบรรพ์ ละครชาตรี ปัจจุบันแสดงอยู่ทั่วไป ทั้งในกรุงเทพ ฯ และจังหวัดใกล้เคียงละครชาตรีหรือที่ภาคใต้ เรียกโนรานั้น บางท่านสันนิษฐานว่าเดิมเป็นละครแสดงอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ขุนศรัทธา ครูผู้มีชื่อเสียงได้นำลงไป สอนเผยแพร่ในภาคใต้และ แสดงแต่เรื่องโนรา ฉะนั้นคนภาคใต้จึงเรียก “โนรา ” ละครชาตรี เรื่อง มโนห์รา ในสมัยโบราณละครชาตรีเป็นที่นิยมแพร่หลายทางภาคใต้ของไทย เรื่องที่แสดงนิยมเรื่องพระ สุธนมโนห์รา จึงเรียกการแสดงประเภทนี้ว่า " โนห์ราชาตรี"เพราะชาวใต้ชอบพูดตัดพยางค์หน้า สันนิษฐานว่าละครชาตรีได้แพร่หลายเข้ามายังกรุงรัตนโกสินทร์ 3 ครั้ง คือ - ใน พ.ศ. 2312 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จยกทัพไปปราบ เจ้า นครศรีธรรมราชและ พาขึ้นมากรุงธนบุรีพร้อมด้วยพวกละคร - ใน พ.ศ. 2323 ในวันฉลองพระแก้วมรกต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ละครของ นครศรีธรรมราชขึ้นมาแสดงประชันกับละครผู้หญิงของหลวง
3 - ใน พ.ศ. 2375 สมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จเจ้าพระยา - บรมมหา ประยูรวงศ์ ( ดิศ บุนนาค ) สมัยที่ยังเป็นเจ้าพระยาพระคลัง ได้ลงไปปราบ และระงับเหตุการณ์ร้าย ทางหัวเมืองภาคใต้ พวกชาวใต้จึงอพยพติดตามขึ้นมาด้วย รวมทั้งพวกที่มีความสามารถในการแสดงละคร ชาตรี นอกจากนี้ยังมีผู้สันนิษฐานว่า ต้นกำเนิดละครชาตรีมาจากกรุงศรีอยุธยาก่อน เดิมนั้นพระเทพ สิงขร บุตรของนางศรีคงคา ได้หัดละครที่กรุงศรีอยุธยา ขุนสัทธา เป็นตัวละครของพระเทพสิงขร ได้นำ แบบแผนละครลงไปหัดในเมืองนครศรีธรรมราช เป็นปฐมจึงได้เล่นละครสืบต่อกันมา โดยมากในเวลานี้เรา เข้าใจว่า “ โนห์รา ” เป็นแบบแผนการละครของชาวปักษ์ใต้แต่ความจริงโนห์ราเป็นแบบแผนของกรุงศรี อยุธยาแท้ๆ เป็นแต่เสียงร้องเพี้ยนไปอย่างเสียงคนปักษ์ใต้เท่านั้นเอง ในสมัยต่อมาการละครของกรุงศรี อยุธยาได้ก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ทางปักษ์ใต้คงแสดงตามแบบเดิมอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ดังนั้นถ้า จะดูละครเป็นแบบกรุงศรีอยุธยาในสมัยต้น ๆ อย่างแท้จริงก็ต้องดูโนห์รา รำไหว้ครูโนรา
4 ผู้แสดง ในสมัยโบราณจะใช้ผู้ชายแสดงล้วน มีตัวละครเพียง ๓ ตัว คือ ตัวนายโรง ตัวนาง และตัวตลก แต่ มาถึงยุคปัจจุบันมักนิยมใช้ผู้หญิงเป็นผู้แสดงเสียส่วนใหญ่ โรงแสดงและเครื่องแต่งกายโนราสมัยรัชกาลที่ 5 การแต่งกาย การแต่งกายของตัวนายโรงหรือตัวพระในการแสดงละครชาตรี
5 ละครชาตรีแต่โบราณไม่สวมเสื้อ เพราะทุกตัวใช้ผู้ชายแสดง ตัวยืนเครื่องซึ่งเป็นตัวที่แต่งกายดีกว่าตัว อื่นก็นุ่งสนับเพลา นุ่งผ้าคาดเจียระบาดมีห้อยหน้า ห้อยข้าง สวมสังวาล ทับทรวง กรองคอกับตัวเปล่า บน ศีรษะสวมเทริดเท่านั้น การผัดหน้าในสมัยโบราณใช้ขมิ้นลงพื้นสีหน้าจนนวลปนเหลือง ไม่ใช่ปนแดงอย่าง เดี๋ยวนี้ ส่วนการแต่งกายในสมัยปัจจุบันมักนิยมแต่งเครื่องละครสวยงาม เรียกตามภาษาชาวบ้านว่า "เข้าเครื่อง หรือยืนเครื่อง" เครื่องแต่งกายรำซัดชาตรี ตัวนาง
6 เครื่องแต่งกายรำซัดชาตรี ตัวพระ เครื่องแต่งกายของโนราตามตำนานที่ปรากฏ ขุนศรีศรัทธาได้รับพระราชทานเครื่องต้นจากพระยา สายฟ้าฟาด อันได้แก่ เทริด ( อ่านว่า เซิด ) กำไลแขน ปั้นเหน่ง ( หัวเข็มขัด ) สายสังวาลสะพายแล่ง จากความ เชื่อถือดังกล่าว ทำให้โนราแต่งกายเลียนแบบอย่างเครื่องต้นเครื่องทรงของกษัตริย์โบราณ การรำไหว้ครูโนราจึงได้ ยึดเอา ธรรมเนียมแบบอย่างเครื่องแต่งกายดังกล่าวมาปฏิบัติ ดังนี้ 1. เทริดโนรา 2. เครื่องประดับที่ทำด้วยลูกปัดปกปิดช่วงลำตัวบนแทนเสื้อ เป็นรัดอก คลุมไหล่ ปิ้งคอ 3. สนับเพลา นุ่งผ้า ( ผ้าลาย ) หางหงส์ 4. ห้อยหน้า ห้อยข้าง และผ้าห้อย 5. เครื่องประดับ ได้แก่ ทับทรวง สังวาล เข็มขัด ปีกนกนางแอ่น กำไลแขน กำไล ข้อมือ สวมเล็บ
7 เทริดโนรา ปิ้งคอ กำไลแขน รัดอก สังวาล ทับทรวง ปีกนกนางแอ่น เข็มขัด กำไลข้อมือ ผ้านุ่ง (ผ้าลาย) ห้อยข้าง ห้อยหน้า เล็บโนรา ผ้าห้อย สนับเพลา กำไลเท้า เครื่องแต่งกายรำไหว้ครูโนรา
8 เรื่องที่แสดง ละครชาตรี เรื่อง รถเสน ตอน รถเสนจับม้า ในสมัยโบราณ ละครชาตรีนิยมแสดงเรื่องจักร ๆ วงศ์ๆ โดยเฉพาะเรื่อง พระสุธนมโนห์รา รถเสน (นางสิบสอง) นอกจากนี้ยังมีบทละครชาตรีที่นำมาจาก บทละครนอก ( สำนวนชาวบ้าน ) ได้แก่ ลักษณ วงศ์ ตอนถวายพราหมณ์ แก้วหน้าม้า ตะเพียนทอง สังข์ทอง ตอนกำเนิดพระสังข์ โม่งป่า พิกุลทอง พระพิมพ์สวรรค์ วงษ์สวรรค์ - จันทวาท ตอนตรีสุริยาพบจินดาสมุทร สุวรรณหงส์ ตอนกุมภณฑ์ ถวายม้า โกมินทร์ พระทิณวงศ์ กายเพชรกายสุวรรณ พระประจงเลขา จำปาสี่ต้น ฯลฯ เรื่องเหล่านี้ เป็นที่นิยมกันมากในสมัย 60 ปีมาแล้ว ต้นฉบับบางเรื่องยังหาไม่พบก็มี
9 การแสดง เริ่มต้นจะต้องทำพิธีบูชาครูเบิกโรง หลังจากนั้นปี่พาทย์ก็โหมโรงชาตรีตัวยืนเครื่องออกมารำซัด หน้าบทตามเพลง การรำซัดนี้สมัยโบราณขณะร่ายรำผู้แสดง จะต้องว่าอาคมไปด้วย เพื่อป้องกันเสนียดจัญไร และการกระทำย่ำยีต่าง ๆ การรำซัด จะรำเวียนซ้าย เรียกว่า “ ชักใยแมงมุม ” หรือ “ ชักยันต์” ต่อจากรำ ซัดหน้าบทเวียนซ้าย แล้วก็เริ่มจับเรื่อง ตัวแสดงขึ้นนั่งเตียงแสดงต่อไป การแสดงละครชาตรีตัวละครร้องเอง ไม่ต้องมีต้นเสียง ตัวละครที่นั่งอยู่ที่นั้นก็เป็นลูกคู่ไปในตัวและเมื่อเลิกการแสดงจะรำซัดอีกครั้งหนึ่ง ว่าอาคม ถอยหลัง รำเวียนขวาเรียกว่า “ คลายยันต์ ” เป็นการถอนอาถรรพ์ทั้งปวง การแสดงโนราในโอกาสรับเสด็จรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2448 ที่อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช
10 ดนตรี วงดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง เรียกว่า วงปี่พาทย์ชาตรี ประกอบด้วย ปี่ สำหรับทำทำนอง โทน กลองเล็ก ( เรียกว่า กลองชาตรี) 2 ใบ และฆ้อง 1 คู่ แต่ละครชาตรีที่มาแสดงกันในกรุงเทพฯ นี้ มักตัดเอา ฆ้องคู่ออกใช้ม้าล่อแทน ซึ่งเป็นประเพณีสืบต่อกันมา และบางครั้งก็ยังใช้กลองแขกอีกด้วย วงปี่พาทย์ชาตรี เพลงร้อง ในสมัยโบราณตัวละครมักเป็นผู้ด้นกลอน และร้องเป็นทำนองเพลงร่าย และปัจจุบันเพลงร้อง มักมีคำว่า “ ชาตรี ” อยู่ด้วย เช่น ร่ายชาตรี รำชาตรี ชาตรีตะลุง สถานที่แสดง ภาพการแสดงของคณะสี่พี่น้อง เรื่อง กายเพชรกายสุวรรณ
11 ใช้บริเวณบ้าน ที่กลางแจ้งหรือศาลเจ้าก็ได้ ไม่ต้องมีสิ่งใดประกอบมากมาย แม้ฉากก็ไม่ต้องมี บริเวณที่แสดงนอกจากมีหลังคาไว้บังแดดบังฝนตามธรรมดา โบราณ ใช้เสา 4 ต้น ปัก 4 มุม เป็น สี่เหลี่ยมจัตุรัส มีเตียง 1 เตียง จะลงเสากลางซึ่งถือว่าเป็นเสามหาชัย อีก 1 เสา เสานี้สำคัญมาก ( ใน สมัยก่อนจะต้องใช้ไม้ชัยพฤกษ์) เป็นเสาที่พระวิสสุกรรมเสด็จมาประทับเพื่อปกป้องผองภัยอันตราย จึง ได้ทำเสาผูกผ้าแดงปักไว้ ตรงกลาง ตรงเสานี้ในภายหลังใช้เป็นที่ผูกซองคลี( ซองใส่ไม้รบต่าง ๆ ) เพื่อ สะดวก ในการแสดงที่ตัวละครจะหยิบได้ตามความต้องการโดยรวดเร็ว ละครนอก เรื่องสุวรรณหงส์ ตอนพราหมณ์เล็กพราหมณ์โต 1. ละครนอก เป็นละครรำมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาที่แสดงกันนอกราชธานีแต่เดิมเป็นละคร พื้นเมืองทั่วไป เรียกว่าละครเฉย ๆ เพราะยังไม่มีคู่ที่จะ แบ่งเรียกอย่างใด ต่อมาเมื่อได้เกิดละครนางในขึ้นใน สมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยาจึงได้เรียกชื่อเพื่อให้เห็นความแตกต่างกัน โดยเรียกละคร พื้นเมืองที่ผู้ชายแสดงอยู่ทั่ว ๆ ไปว่าละครนอก และเรียกละครที่เกิดในพระราชฐานว่าละครใน ละครนอก เป็นละครที่ดัดแปลงวิวัฒนาการมาจากละคร “ โนห์รา ” หรือ “ ชาตรี” โดยปรับปรุงวิธีแสดงต่าง ๆ ตลอดจนเพลงร้อง และดนตรีประกอบให้แปลกออกไป โดยเพิ่มตัวละคร ให้มากขึ้นใช้ผู้ชายแสดงล้วน ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงให้ผู้หญิงร่วมแสดงด้วย
12 ละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” ตอน หาปลา ผู้แสดง ในสมัยโบราณจะใช้ผู้ชายแสดงล้วน ผู้แสดงจะต้องมีความคล่องแคล่วในการรำและร้องมีความสามารถ ที่จะหาคำพูดมาใช้ในการแสดงได้อย่างทันท่วงทีกับเหตุการณ์ เพราะขณะแสดงต้อง เจรจาเอง การแต่งกาย ในขั้นแรกตัวละครแต่งตัวอย่างคนธรรมดาสามัญ เป็นเพียงแต่งให้รัดกุมเพื่อแสดงบทบาทได้สะดวก ตัวแสดงบทเป็นตัวนาง ก็นำเอาผ้าขาวม้ามาห่มสไบเฉียง ให้ผู้ชมละครทราบว่าผู้แสดงคนนั้นกำลังแสดงเป็นตัว นาง ถ้าแสดงบทเป็นตัวยักษ์ก็เขียนหน้าหรือใส่หน้ากาก ต่อมามีการแต่งกายให้ดูงดงามมากขึ้น วิจิตรพิสดาร ขึ้นเพราะเลียนแบบมาจากละครใน บางครั้งเรียกการแต่งกายลักษณะนี้ว่า “ ยืนเครื่อง ” ศีรษะสวมมงกุฎ ชฎา รัดเกล้ายอด รัดเกล้าเปลวและกระบังหน้า ตามฐานะของตัวละคร
13 แต่งกายยืนเครื่องเล่นเรื่องสังข์ทอง เครื่องแต่งกายของ เจ้าเงาะและนางรจนา ในเรื่องสังข์ทอง
14 ฉุยฉายวันทอง จากบทละครเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนพระไวยแตกทัพ เรื่องที่แสดง แสดงได้ทุกเรื่องยกเว้น 3 เรื่อง คือ อิเหนา อุณรุท และรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นเรื่อง ที่ใช้ในการแสดง ละครใน สมัยโบราณมีบทละครนอกอยู่มากมาย แต่ที่มีหลักฐานปรากฏมีเพียง 14 เรื่อง คือ การะเกด คาวี ไชยทัต พิกุลทอง พิมพ์สวรรค์ พิณสุริยวงศ์ มโนห์รา โม่งป่า มณีพิชัย สังข์ทอง โสวัต สังข์ศิลป์ชัย สุวรรณศิลป์ และสุวรรณหงส์ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์มีบทพระราชนิพนธ์ ละครนอกในรัชกาลที่ 2 อีก 6 เรื่อง คือ สังข์ทอง ไชยเชษฐ์ ไกรทอง มณีพิชัย คาวี และสังข์ศิลป์ชัย ( สังข์ศิลป์ชัยเป็นพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ 3 เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ โดยรัชกาลที่ 2 ทรงแก้ไข ) การแสดงละครนอก เรื่อง มณีพิชัย ณ สังคีตศาลา กรุงเทพ ฯ
15 การแสดง มีความมุ่งหมายที่จะเอาความสนุกสนานเป็นหลัก ฉะนั้นในการดำเนินเรื่องจะรวดเร็วตลกขบขัน ไม่ พิถีพิถัน ในเรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณี การใช้ถ้อยคำของ ผู้แสดง มักใช้ถ้อยคำ “ ตลาด ” เป็นละครที่ชาวบ้านเรียกกันเป็นภาษาธรรมดาว่า “ ละครตลาด ” ทั้งนี้เพื่อให้ทันอกทันใจ ผู้ชมละคร รูปแบบของการแสดงไม่เคร่งครัดจนเกินไป ผู้แสดงมีอิสระในการดำเนินเรื่อง ตลอดจนบท เจรจา ทำให้คนดูได้ทุกฐานะชนชั้น บางครั้งอาจจะมีท่าทางและการใช้วาจาในคำพูดที่ค่อนข้างหยาบโลน ส่วนท่ารำเพลงร้องก็ได้ปรับปรุงให้ง่ายรวดเร็วยิ่งขึ้น ดนตรี มักนิยมใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า ก่อนการแสดงละครนอกปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงโหมโรงเย็น เป็นการ เรียกคนดู เพลงโหมโรงเย็นประกอบด้วยเพลงสาธุการ ตระ รัวสามลา เข้าม่าน ปฐม และเพลงลา เพลงร้อง มักเป็นเพลงชั้นเดียว หรือเพลง 2 ชั้น ที่มีจังหวะรวดเร็ว มักจะมีคำว่า "นอก" ติดกับชื่อเพลง เช่น เพลง ช้าปี่นอก โอ้โลมนอก ปีนตลิ่งนอกขึ้นพลับพลานอก เป็นต้น มีต้นเสียง และลูกคู่ บางทีตัวละครจะร้องเองโดยมี ลูกคู่รับทวน มีคนบอกบทอีก 1 คน สถานที่แสดง โรงละครเป็นรูปสี่เหลี่ยมดูได้ 3 ด้าน (เดิม) กั้นฉากผืนเดียวโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามท้องเรื่อง มี ประตูเข้าออก 2 ทางหน้าฉากตรงกลางตั้งเตียงสำหรับตัวละครนั่งด้านหลังฉากเป็นส่วนสำหรับตัวละครพักหรือ แต่งตัว
16 ละครนอก เรื่อง สังข์ทอง แสดง ณ โรงละครแห่งชาติ กรุงเทพ ฯ การแสดงละครใน เรื่อง อิเหนา 3. ละครใน ละครในมีหลายชื่อ เช่น ละครใน ละครข้างใน ละครนางในและละครในพระราชฐาน เป็นต้น สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาและรุ่งเรืองมากที่สุดในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศละครในแสดงมา จนถึงสมัยธนบุรี และรัตนโกสินทร์ หลังสมัยรัชกาลที่ 6 มิได้มีละครในในเมืองหลวงอีก เนื่องจากระยะหลังมี ละครสมัยใหม่เข้ามามากจนต่อมามีผู้คิดฟื้นฟูละครในขึ้นอีก เพื่อแสดงบ้างในบางโอกาส แต่แบบแผนและ ลักษณะการแสดงเปลี่ยนไปมาก
17 ละครใน เรื่อง อิเหนา ตอน หย้าหรันตามนกยูง ผู้แสดง เป็นหญิงฝ่ายใน เดิมห้ามบุคคลภายนอกหัดละครในจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงเลิกข้อห้ามนั้น ต่อมา ภายหลังอนุญาตให้ผู้ชายแสดงได้ด้วยผู้แสดงละครในต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถตีบทให้แตก และมีลักษณะที่ ท้าวทีพญา ละครใน เรื่อง อิเหนา
18 การแต่งกาย พิถีพิถันตามแบบแผนกษัตริย์จริงๆเรียกว่า “ ยืนเครื่อง ” ทั้งตัวพระและตัวนางเนื่องจากใช้ ผู้หญิงแสดงจึงต้องสวมเสื้อแขนยาว ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชดำริว่าผู้หญิงนั้นลำแขนสวยงาม ดี ไม่ควรจะให้แขนเสื้อมาปิดบังความงามในการร่ายรำ จึง โปรดเกล้า ฯ ให้ตัดแขนเสื้อเพียงช่วงเหนือ ข้อศอกเล็กน้อย เป็นเสื้อแขนสั้นติดกนกที่ ปลายแขนเพื่อความสวยงาม ศิราภรณ์ อาจใช้แตกต่างกัน ออกไปตาม ลักษณะและ ฐานะของตัวละคร เช่น มงกุฎ ชฎา รัดเกล้า ปันจุเหร็จ กะบังหน้า เป็นต้น รำฝรั่งคู่ ละครในเรื่อง อิเหนา ตอน อุณากรรณลงสวน
19 เรื่องที่ใช้แสดง เรื่องที่ใช้แสดง คือ รามเกียรติ์ อุณรุท อิเหนา การแสดงละครใน นิยมแสดงเฉพาะเรื่อง อิเหนา เรื่องรามเกียรติ์ นิยมแสดงเป็นโขนโรงใน ศุภลักษณ์อุ้มสม ละครในเรื่อง อุณรุท ตอน ศุภลักษณ์อุ้มสม การแสดง ละครในมีความมุ่งหมายอยู่ที่ศิลปะของการร่ายรำต้องให้แช่มช้อยมีลีลารักษาแบบแผน และ จารีตประเพณี ดนตรี ใช้วงปี่พาทย์เหมือนละครนอก แต่เทียบเสียงไม่เหมือนกันจะต้องบรรเลงให้เหมาะสมกับเสียงของ ผู้หญิงที่เรียกว่า "ทางใน"
20 วงปี่พาทย์เครื่องห้า วงปี่พาทย์เครื่องคู่ วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่
21 เพลงร้อง ปรับปรุงให้มีทำนอง และจังหวะนิ่มนวล สละสลวย ตัวละครไม่ร้องเอง มีต้นเสียงและลูกคู่ มักมีคำว่า "ใน" อยู่ท้ายเพลง เช่น ช้าปี่ใน โอ้โลมใน สถานที่แสดง แต่เดิมแสดงในพระราชฐานเท่านั้น ต่อมาไม่จำกัดสถานที่ โรงละครแห่งชาติ ระบำดาวดึงส์ จาก ละครดึกดำบรรพ์ เรื่อง สังข์ทอง
22 4.ละครดึกดำบรรพ์ละครดึกดำบรรพ์ เป็นละครที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 กำเนิดขึ้น ณ บ้าน เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ( ม.ร.ว. หลาน กุญชร ) โดยแสดง ณโรงละครของท่านที่ตั้งชื่อว่า "โรงละครดึกดำ บรรพ์"เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ได้เดินทางไปยุโรปเมื่อปี พ.ศ. 2434 และมีโอกาสได้ชมละครโอเปร่า (Opera) ซึ่งท่านชื่นชมการแสดงมากเมื่อกลับมาจึงคิดทำละครโอเปร่าให้เป็นแบบไทย จึงเล่าถวายสมเด็จพระ เจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าพระยานริศรานุวัดติวงศ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าพระยานริศรานุวัดติวงศ์ก็โปรดเห็น ว่าดีในการสร้างละครดึกดำบรรพ์ครั้งนี้นอกจากท่านจะเป็นผู้สร้างโรงละครดึกดำบรรพ์ สร้างเครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์การแสดงแล้ว ท่านยังได้รับความร่วมมือจากผู้ร่วมงานที่สำคัญได้แก่ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ - สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระราชนิพนธ์บทและทรงเลือกสรร ปรับปรุงทำนองเพลง ออกแบบฉาก และกำกับการแสดง
23 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ - หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด ตาตะนันท์) เป็นผู้จัดทำนองเพลงควบคุมวงดนตรีและปี่พาทย์ - หม่อมเข็ม กุญชร ณ อยุธยา ภรรยาของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์เป็นผู้ปรับปรุง ประดิษฐ์ท่ารำ และฝึกสอนให้เข้ากับบท และลำนำทำนองเพลง ละครดึกดำบรรพ์ได้ออกแสดงครั้งแรกปี พ.ศ. 2442 เนื่องในโอกาสต้อนรับเจ้าชายเฮนรี่ พระอนุชา สมเด็จพระเจ้ากรุงปรัสเซียซึ่งเป็นพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ละครดึก ดำบรรพ์ได้รับความนิยมตลอดมา จนกระทั่งปี พ.ศ. 2452 เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ เกิดอาการเจ็บป่วย ถวายบังคมลาออกจากราชการทำให้ต้องเลิกการแสดงละครดึกดำบรรพ์ไป นับแต่เริ่มแสดงละครดึกดำบรรพ์ จนเลิกการแสดงรวมระยะเวลา 10 ปี
24 ผู้แสดง ละครดึกด าบรรพ์ เรื่อง สังข์ทอง ตอน ถอดรูป ใช้ผู้หญิงล้วนผู้ที่จะได้รับคัดเลือกให้แสดงละครดึกดำบรรพ์จะต้องมีความสามารถพิเศษ ด้วยคุณสมบัติคือ - เป็นผู้ที่มีเสียงดี ขับร้องเพลงไทยได้ไพเราะ - เป็นผู้ที่มีรูปร่างงาม รำสวยยิ่งผู้ที่จะแสดงเป็นตัวเอกของเรื่องด้วยแล้วต้องใช้ความพินิจพิเคราะห์ อย่างมาก
25 การแต่งกาย ฉุยฉายศูรปนขา ( แต่งกายแบบละครวังสวนกุหลาบ ) ละครดึกดำบรรพ์ แต่งกายเหมือนอย่างละครในที่เรียกว่า "ยืนเครื่อง"นอกจากบางเรื่องที่ดัดแปลง เพื่อความเหมาะสม และให้ตรงกับความเป็นจริง เรื่องที่แสดง ที่เป็นบทละครบางเรื่อง และบางตอน พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าพระยานริศรานุวัดติ วงศ์ ได้แก่ เรื่องสังข์ทอง เรื่องคาวี ตอนสามหึงเรื่องอิเหนา ตอนไหว้พระ เรื่องสังข์ศิลป์ชัยภาคต้น เรื่องกรุง พานชมทวีปเรื่องรามเกียรติ์ เรื่องอุณรุฑ เรื่องมณีพิชัย - บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่เรื่องศกุนตลา เรื่องท้าวแสนปม เรื่องพระเกียรติรถ - บทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจฑาธุชธราดิลกกรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย ได้แก่ เรื่องสองกรวรวิก เรื่องจันทกินรีเรื่องพระยศเกตุ
26 การแสดง จะผิดแปลกจากละครแบบดั้งเดิม เพราะผู้แสดงต้องร้องเองรำเองไม่มีบรรยายกิริยาของตัวละคร ได้ มีการปรับปรุงการแสดงความเป็นไปในเนื้อ เรื่องของละครดึกดำบรรพ์พยายามแสดงให้สมจริงสมจังมากที่สุด มีการตกแต่งฉาก และสถานที่ ใช้ แสง สีเสียง ประกอบฉาก นับเป็นต้นแบบในการจัดฉากประกอบการแสดงของโขน ดนตรี ใช้ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ เพื่อความไพเราะนุ่มนวลโดย การผสมวงดนตรีขึ้นใหม่และคัดเอาสิ่งที่มี เสียงแหลมเล็กหรือดังมากๆ ออกเหลือไว้แต่เสียงทุ้มทั้งเพิ่มเติมสิ่งที่เหมาะสมเข้ามา เช่น ฆ้องหุ่ยมี 7 ลูก 7 เสียงต่อมาเรียกว่า "วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ " วงปี่พาทย์ดึกด าบรรพ์ เพลงร้อง นำมาจากบทละคร โดยปรับปรุงหลายอย่าง คือ - ตัดคำว่า "เมื่อนั้น" "บัดนั้น" เมื่อจะกล่าวถึงใครออกโดยให้ตัวละครรำใช้บทเพื่อให้เข้าใจว่าใครเป็น ผู้พูด - คัดเอาแต่บทเจรจาไว้ โดยยกบทเจรจามาร้องรำ ให้ตัวละครร้องโต้ตอบกันเอง - ไม่มีบทที่กล่าวถึงกิริยาของตัวละครว่า จะนั่ง จะเดินซ้ำอีกทำให้ผู้แสดงไม่เคอะเขิน - บรรยายภาพไว้ในบทร้อง ประกอบศิลปะการรำ - ไม่มีคำบรรยาย
27 บทโต้ตอบ ทุ่มเถียง วิวาท ใช้บทเจรจาเป็นกลอนแทน และเจรจาเหมือนจริง - มีการนำทำนองเสนาะในการอ่านโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน มาใช้ - มีการนำเพลงพื้นเมือง เพลงชาวบ้าน การละเล่นของเด็กมาใช้ - มีการเจรจาแทรกบทร้องโดยรักษาจังหวะตะโพนให้เข้ากับบทร้อง และอื่นๆ สถานที่แสดง มักแสดงตามโรงละครทั่วไป เพราะต้องมีการจัดฉากประกอบให้ดูสมจริงมากที่สุด ละครพันทาง เรื่อง ราชาธิราช
28 5. ละครพันทาง ละครพันทาง เป็นละครแบบผสมผู้ให้กำเนิดละครพันทางคือเจ้าพระยามหินทร์ ศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) เจา้พระยามหินทรศกัดิ์ธา รง ( เพ็ง เพ็ญกุล ) เจ้าพระยามหินทร์ศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ท่านเป็นเจ้าของคณะละครมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 แต่ เพิ่งมาเป็นหลักฐานมั่นคงในรัชกาลที่ 5 ซึ่งแต่เดิมก็แสดงละครนอก ละครในต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านไป ยุโรปจึงนำแบบละครยุโรปมาปรับปรุงละครนอกของท่านให้มีแนวทางที่แปลกออกไป ละครของท่านได้รับ ความนิยมมากในปลายรัชกาลที่ 5 และสิ่งที่ท่านได้สร้างให้เกิดในวงการละครของไทย คือ - ตั้งชื่อโรงละครแบบฝรั่งเป็นครั้งแรก เรียกว่า "ปรินซ์เทียเตอร์" - ริเริ่มแสดงละครเก็บเงิน (ตีตั๋ว) ที่โรงละครเป็นครั้งแรก - การแสดงของท่านก่อให้เกิดคำขึ้นคำหนึ่ง คือ "วิก" เหตุที่เกิดคำนี้คือละครของท่านแสดงสัปดาห์ละ ครั้ง คนที่ไปดูก็ไปกันทุกๆสัปดาห์ คือไปดูทุกๆวิก มักจะพูดกันว่าไปวิก คือไปสุดสัปดาห์ด้วยการไปดูละครของ ท่านเจ้าพระยา
29 โรงละคร “ปรินซ์เธียเตอร์” เมื่อท่านถึงแก่อสัญกรรม โรงละครของท่านตกเป็นของบุตร คือเจ้าหมื่นไวยวรนาถ (บุศย์) ท่านผู้นี้เรียก ละครของท่านว่า "ละครบุศย์มหินทร์" ละครโรงนี้ได้ไปแสดงในยุโรปเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยไป แสดงที่เมืองปีเตอร์สเบิร์ก ในประเทศรัสเซีย ในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้มีคณะละครต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ต่อมาพระ เจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงพระราชนิพนธ์บทละครบทละครเรื่อง "พระลอ (ตอนกลาง)" นำเข้าไปแสดงถวายรัชกาลที่ 5 ทอดพระเนตร ณพระที่นั่งอภิเษกดุสิตเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก พระเจ้า บรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ได้ทรงตั้งคณะละครขึ้นชื่อว่า "คณะละครหลวงนฤมิตร"ได้ทรงนำ พระราชพงศาวดารไทยมาทรงพระนิพนธ์เป็นบทละคร เช่น เรื่องวีรสตรีถลางคุณหญิงโม ขบถธรรมเถียร ฯลฯ ทรงใช้พระนามแฝงว่า "ประเสริฐอักษร" ปรับปรุงละครขึ้นแสดง โดยใช้ท่ารำของไทยบ้างและท่าของสามัญชน บ้างผสมผสานกันเปลี่ยนฉากไปตามเนื้อเรื่อง เรียกว่า "บทละครพระราชพงศาวดาร"และเรียกละครชนิดนี้ว่า "ละครพันทาง" ผู้แสดง มักนิยมใช้ผู้แสดงชาย และหญิงแสดงตามบทบาทตัวละครที่ปรากฏในเรื่อง ละครพันทาง เรื่อง พระลอ
30 การแต่งกาย แต่งกายตามลักษณะเชื้อชาติ เช่น การแสดงเกี่ยวกับเรื่องมอญ ก็จะแต่งแบบมอญ แสดงเกี่ยวกับ เรื่องพม่าก็จะแต่งแบบพม่า เป็นต้น ระบ าพม่า - มอญ จากละครพันทาง เรื่อง ราชาธิราช เรื่องที่แสดง ส่วนมากดัดแปลงมาจากบทละครนอก เรื่องที่แต่งขึ้นในระยะหลังก็มี เช่นพระอภัยมณี เรื่องที่แต่งขึ้น จากพงศาวดารของไทยเอง และของชาติต่างๆ เช่นจีน แขก มอญ ลาว ได้แก่ เรื่องห้องสิน ตั้งฮั่น สามก๊ก ซุยถัง ราชาธิราช เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องที่ปรับปรุงจากวรรณคดีเก่าแก่ของภาคเหนือเช่น พระลอ ละครพันทาง เรื่องพระลอ ตอน พระลอตามไก่
31 การแสดง ดำเนินเรื่องด้วยคำร้อง เนื่องจากเป็นละครแบบผสมดังกล่าวแล้วประกอบกับเป็นละครที่ไม่แน่นอน ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ดังนั้นบางแบบต้นเสียง และคู่ร้องทั้งหมดเหมือนละครนอก ละครในบางแบบต้น เสียงลูกคู่ร้องแต่บทบรรยายกิริยา ส่วนบทที่เป็นคำพูดตัวละครจะร้องเองเหมือนละครร้อง มีบทเจรจาเป็น คำพูดธรรมดาแทรกอยู่บ้างดังนั้นการที่จะทำให้ผู้ชมรู้เรื่องราว และเกิดอารมณ์ต่างๆจึงอยู่ที่ถ้อยคำและทำนอง เพลงทั้งสิ้นส่วนท่าทีการร่ายรำมีทั้งดัดแปลงมาจากชาติต่างๆ ผสมเข้ากับท่ารำของไทย ดนตรี มักนิยมใช้วงปี่พาทย์ไม้นวม เรื่องใดที่มีท่ารำ เพลงร้องและเพลงดนตรีของต่างชาติผสมอยู่ด้วยก็ จะเพิ่มเครื่องดนตรีอันเป็นสัญลักษณ์ของภาษานั้นๆ เรียกว่า "เครื่องภาษา"เข้าไปด้วยเช่น ภาษาจีนก็มีกลอง จีน กลองต๊อก แต๋ว ฉาบใหญ่ส่วนพม่าก็มีกลองยาวเพิ่มเติมเป็นต้น วงปี่พาทย์ไม้นวม
32 วงปี่พาทย์มอญเครื่องห้า เพลงร้อง ที่ใช้ร้องจะเป็นเพลงภาษาสำหรับเพลงภาษานั้นหมายถึงเพลงประเภทหนึ่งที่คณาจารย์ดุริยางคศิลปได้ ประดิษฐ์ขึ้นจากการสังเกต และการศึกษาเพลงของชาติต่างๆ ว่ามีสำเนียงเช่นใดแล้วจึงแต่งเพลงภาษาขึ้นโดย ใช้ทำนองอย่างไทยๆ แต่ดัดแปลงให้มีสำเนียงของภาษาของชาตินั้นๆ หรืออาจจะนำสำเนียงของภาษานั้นๆ มา แทรกไว้บ้างเพื่อนำทางให้ผู้ฟังทราบว่า เป็นเพลงสำเนียงอะไรและได้ตั้งชื่อเพลงบอกภาษานั้นๆ เช่น มอญดูดาว จีนเก็บบุปผา ลาวชมดงลาวรำดาบ แขกลพบุรี เป็นต้น คนร้องซึ่งมีตัวละคร ต้นเสียง และลูกคู่จะต้องเข้าใจใน การแสดงของละคร เพลงร้อง และเพลงดนตรีเป็นอย่างดี สถานที่แสดง แสดงบนเวที มีการจัดฉากไปตามท้องเรื่องเช่นเดียวกับละครดึกดำบรรพ์ 6. ละครเสภา มีกำเนิดมาจากการเล่านิทานเมื่อการเล่านิทานเป็นที่นิยมแพร่หลาย ทำให้เกิดการ ปรับปรุงแข่งขันกันขึ้นผู้เล่าบางท่านจึงคิดแต่งเป็นกลอน ใส่ทำนองมีเครื่องประกอบจังหวะ คือ "กรับ" จน กลายเป็นขับเสภาขึ้น เสภามีมาแต่โบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาสันนิษฐานว่ามีขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตโลกนาถราว พ.ศ. 2011 เสภาในสมัยโบราณไม่มีดนตรีประกอบจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีปี่พาทย์บรรเลงประกอบเสภา สมัยรัชกาลที่ 3 นิยมเพลงอัตรา 3 ชั้น เพลงที่ร้องและบรรเลงในการขับเสภาซึ่งเคยขับเพลง 2 ชั้น ก็เปลี่ยนเป็น 3 ชั้นบ้างและใช้กันมาจนปัจจุบันนี้
33 สมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีผู้คิดเอาตัวละครเข้ามาแสดงการรำและทำบทบาทตามคำขับเสภา และร้อง เพลง เรียกว่า "เสภารำ"สมัยนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กวีช่วยกันแต่งเสภาเรื่อง "นิทราชาคริต"เพื่อใช้ ขับเสภาในเวลาทรงเครื่องใหญ่ มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงคือพวกขับเสภาสำนวนแบบนอก คือใช้ภาษา พื้นบ้านหันมาสนใจสำนวนหลวง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ สมัยรัชกาลที่ 6 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกับพระราชวรวงศ์เธอ กรม หมื่นกวีพจน์สุปรีชา ช่วยกันชำระเสภาขุนช้างขุนแผนแก้ไขกลอนให้เชื่อมติดต่อกัน และพิมพ์เป็นฉบับหอสมุด แห่งชาติขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2460 ซึ่งเป็นแบบแผนของการแสดงขับเสภา ซึ่งต่อมากลายเป็น "ละครเสภา" ผู้แสดง มักนิยมใช้ผู้แสดงชาย และหญิง ตามบทเสภาของเรื่อง
34 การแต่งกาย แต่งกายตามท้องเรื่องคล้ายกับละครพันทาง ละครเสภา เรื่องขุนช้าง ขุนแผน ตอน หึงลาวทอง เรื่องที่แสดง มักจะนำมาจากนิทานพื้นบ้าน เช่น เรื่องขุนช้างขุนแผน ไกรทอง หรือจากบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาล ที่ 6 เช่น พญาราชวังสัน สามัคคีเสวก การแสดง ละครเสภาจำแนกตามลักษณะการแสดงไว้ดังนี้คือ เสภาทรงเครื่อง สมัยรัชกาลที่ 4 วงปี่พาทย์ได้ขยายตัวเป็นเครื่องใหญ่เมื่อปี่พาทย์โหมโรงจะเริ่มด้วย "เพลงรัวประลองเสภา" ต่อด้วย "เพลงโหมโรง"เช่น เพลงไอยเรศ เพลงสะบัดสะบิ้ง หรือบรรเลงเป็นชุดสั้นๆ เช่น เพลงครอบจักรวาล แล้วออกด้วยเพลงม้าย่องก็ได้ข้อสำคัญเพลงโหมโรงจะต้องลงด้วยเพลงวา จึงจะเป็น "โหม โรงเสภา"เมื่อปี่พาทย์โหมโรงแล้ว คนขับก็ขับเสภาไหว้ครูดำเนินเรื่องถัดจากนั้นร้องส่งเพลงพม่าห้าท่อนแล้วขับ เสภาคั่นร้องส่งเพลงจระเข้หางยาวแล้วขับเสภาคั่น ร้องเพลงสี่บทแล้วขับเสภาคั่นร้องส่งเพลงบุหลันแล้วขับ เสภาคั่น ต่อจากนี้ไปไม่มีกำหนดเพลงแต่คงมีสลับกันเช่นนี้ตลอดไปจนจวนจะหมดเวลาจึงส่งเพลงส่งท้ายอีก เพลงหนึ่งเพลงส่งท้ายนี้ แต่เดิมใช้เพลงกราวรำ ต่อมาเปลี่ยนเป็นอกทะเลเต่ากินผักบุ้งหรือพระอาทิตย์ชิงดวง เดิมบรรเลงเพลง 2 ชั้นต่อมาประดิษฐ์เป็นเพลง 3 ชั้น ที่เรียกว่า "เสภาทรงเครื่อง" คือการขับเสภาแล้วมีร้องส่ง ให้ปี่พาทย์รับนั่นเอง
35 เสภารำ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 กระบวนการเล่นมีการขับเสภาและเครื่องปี่พาทย์ บางครั้งก็ใช้มโหรีแทน มี ตัวละครออกแสดงบทตามคำขับเสภาและมีเจรจาตามเนื้อร้อง เสภารำมีแบบสุภาพ และแบบตลกเสภารำแบบ ตลกนี้ผู้ริเริ่มชื่อขุนรามเดชะ (ห่วง) บางท่านว่าขุนราม (โพ)กำนันตำบลบ้านสาย จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเล่าลือกันว่า ขับเสภาดีนักผู้แต่งเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนแผนเข้าห้องนางแก้วกิริยา สมัยรัชกาลที่6 ขุนสำเนียงวิเวกวอน (น่วม บุญยเกียรติ) ร่วมกับนายเกริ่น และนายพันคิดเสภาตลกขึ้นอีกชุดหนึ่งเลียนแบบขุนช้างขุนแผน โดยแสดง เรื่องพระรถเสนตอนฤาษีแปลงสาร ดนตรี มักนิยมใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้าบรรเลง และมีกรับขยับประกอบการขับเสภา เพลงร้อง มีลักษณะคล้ายละครพันทางแต่จะมีการขับเสภาซึ่งเป็นบทกลอนสุภาพแทรกอยู่ในเรื่องตลอดเวลา การขับเสภา ประกอบการแสดง โดย ครูแจ้ง คล้ายสีทอง สถานที่แสดง แสดงบนเวที มีการจัดฉากไปตามท้องเรื่องเช่นเดียวกับละครดึกดำบรรพ์