?
พระบรมวงศานุวงศ์ที่มีบทบาท
ในการสร้างสรรค์ชาติไทย
พ ร ะ บ ร ม ว ง ศ า นุ ว ง ศ์
จัดทำโดย
นายกานตพงศ์ สุพรรณ ม.4/15 เลขที่ 4
นายชยกร วัณณะพันธุ์ ม.4/15 เลขที่ 8
นายแอนดี้ วงศ์อิสรานุรักษ์ ม.4/15 เลขที่10
นายชนะศักดิ์ สมบุตร ม.4/15 เลขที่ 11
นายธัญพิสิษฐ์ ด่านจอมฟอน ม.4/15 เลขที่ 12
นายวชิรวิทย์ ศรีสวัสดิ์ ม.4/15 เลขที่13
นาย กิตติธัช กิจเพิ่มเกียรติ ม.4/15 เลขที่16
นายชัยวัฒน์ ผลสุข ม.4/15 เลขที่ 17
นายนันทพงศ์ ติดตารัมย์ ม.4/15 เลขที่18
นายศรณรงค์ สลักทอง ม.4/15 เลขที่ 20
นำเสนอ
คุณครูกนกพร สุขสาย
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)นี้ เป็นส่วนหนึ่งของ
รายวิชาประวัติศาสตร์ (ส31112)
โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช อำเภอเมืองอุบลราชธานี
จังหวัดอุบลราชธานี
E-BOOK
ก
คำ นำ
ห นั ง สื อ เ ล่ ม นี้ ( E - B o o k ) เ รื่ อ ง พ ร ะ บ ร ม ว ง ศ า นุ ว ง ศ์ ที่ มี บ ท บ า ท ใ น
ก า ร ส ร้า ง ส ร ร ค์ ช า ติ ไ ท ย เ ป็ น ส่ ว น ห นึ่ ง ข อ ง วิ ช า ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์( ส 3 1 1 1 2 )
ชั้น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 4 โ ด ย มี จุ ด ป ร ะ ส ง ค์ เ พื่ อ ก า ร ศึ ก ษ า ค ว า ม รู้ที่ ไ ด้ จ า ก
เ รื่ อ ง พ ร ะ บ ร ม ว ง ศ า นุ ว ง ศ์ ที่ มี บ ท บ า ท ใ น ก า ร ส ร้า ง ส ร ร ค์ ช า ติ ไ ท ย ซึ่ ง
ห นั ง สื อ นี้ มี เ นื้ อ ห า เ กี่ ย ว กั บ ค ว า ม รู้เ รื่ อ ง ป ร ะ วั ติ พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ แ ล ะ ผ ล
ง า น ที่ สำ คั ญ ข อ ง พ ร ะ บ ร ม ว ง ศ า นุ ว ง ศ์ ที่ มี บ ท บ า ท ใ น ก า ร ส ร้า ง ส ร ร ค์ ช า ติ
ไทย
ผู้ จั ด ทำ ไ ด้ เ ลื อ ก หัว ข้ อ นี้ ใ น ก า ร เ รีย บ เ รีย ง เ นื่ อ ง ม า จ า ก เ ป็ น เ รื่ อ ง ที่ น่ า
ส น ใ จ ร ว ม ถึ ง เ ป็ น ก า ร เ ค า ร พ พ ร ะ บ ร ม ว ง ศ า นุ ว ง ศ์ แ ล ะ ค ว า ม ฉ ล า ด ข อ ง
พ ร ะ บ ร ม ว ง ศ า นุ ว ง ศ์ ผู้ จั ด ทำ จ ะ ต้ อ ง ข อ ข อ บ คุ ณ ชื่ อ อ า จ า ร ย์ ที่ ป รึก ษ า ผู้ ใ ห้
ค ว า ม รู้ แ ล ะ แ น ว ท า ง ก า ร ศึ ก ษ า เ พื่ อ น ๆ ทุ ก ค น ที่ ใ ห้ ค ว า ม ช่ ว ย เ ห ลื อ ม า
โ ด ย ต ล อ ด ผู้ จั ด ทำ ห วั ง ว่ า ห นั ง สื อ ฉ บั บ นี้ จ ะ ใ ห้ค ว า ม รู้ แ ล ะ เ ป็ น ป ร ะ โ ย ช น์ แ ก่
ผู้ อ่ า น ทุ ก ๆ ท่ า น
ค ณ ะ ผู้ จั ด ทำ
ส า ร บั ญ ข
ก
คำ นำ ข
ส า ร บั ญ 1
สมเด็ จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส 2
พระเจ้าบรมวงศ์ เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท 3
สมเด็ จพระเจ้าบรมวงศ์ เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์ วโรปการ 4
สมเด็ จพระเจ้าบรมวงศ์ เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 5
สมเด็ จพระเจ้าบรมวงศ์ เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติ วงศ์ 6
สมเด็ จพระศรีสวรินทิ ราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอั ยยิกาเจ้า 7
เจ้าพระยาพระเสด็ จสุเรนทราธิบดี (หม่อมราชวงศ์ เปีย มาลากุล) 8
พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) 9
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต 10
นายกำพล วัชรพล 11
บ ร ร ณ า นุ ก ร ม
1
พระกำเนิด
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นพระ
ราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาแพ
ประสูติเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2403 ในวันที่พระองค์ประสูตินั้นฝน
ตกหนักมากราวกับฟ้ารั่ว เหมือนนาคให้น้ำบริเวณนั้น พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าอยู่หัวจึงพระราชทานนามว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้า
มนุษยนาคมานพ ต่อมา เจ้าจอมมารดาแพถึงแก่กรรมลงในขณะที่
พระองค์มีพระชันษาเพียง 1 ปี พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุตรี ซึ่ง
มีศักดิ์เป็นพระมาตุจฉา จึงทรงรับไปเลี้ยงดู[1] เมื่อทรงเจริญวัยทรงพระ
ดำเนินได้ รับสั่งได้คล่องแคล่ว จึงเสด็จพำนักอยู่กับท้าวทรงกันดาล (สี)
ซึ่งเป็นยายแท้ ๆ[2]
ผนวช
เมื่อพระชันษาได้ 8 ปี ทรงเริ่มศึกษาภาษาบาลี จนสามารถแปล
ธรรมบทได้ก่อนผนวชเป็นสามเณร นอกจากนี้ยังทรงศึกษาภาษาอังกฤษ
และโหราศาสตร์ อีกด้วย ถึงปี พ.ศ. 2416 เมื่อพระชันษาได้ 13 ปี ได้ทรง
ผนวชเป็นสามเณร โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยา
ลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และหม่อมเจ้าพระธรรมมุณหิศธาดา (สีขเรศ
วุฑฺฒิสฺสโร) ทรงเป็นผู้ประทานศีล 10 หลังจากทรงบรรพชาแล้วได้ประทับ
อยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ประมาณ 2 เดือน จึงทรงลาผนวช[3]
ครั้นครบปีบวช (พระชันษา 20 ปี) ได้ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อ
วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2422 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จ
พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌายาจาร
ย์ และพระจันทรโคจรคุณ (ยิ้ม จนฺทรํสี) วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร
เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร อยู่ 1
พรรษา จึงย้ายไปประทับที่วัดมกุฏกษัตริยารามเพื่อศึกษาข้อวัตรปฏิบัติ
ของพระจันทรโคจรคุณผู้เป็นพระอาจารย์ ในระหว่างนั้นได้ทรงทำทัฬหี
กรรมหรือการบวชซ้ำ ที่วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร โดยมีพระจันทรโคจร
คุณ (ยิ้ม จนฺทรํสี) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาเดช ฐานจาโร วัดโสมนัส
วิหาร เป็นพระกรรมวาจาจารย์
2
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิ
ราชสนิท มีนามเดิมว่า พระองค์เจ้าชายนวม
ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาปรางใหญ่ พระ
สนมเอก ธิดาท่านขรัวยายทองอิน เมื่อวันเสาร์
เดือน 8 แรม 2 ค่ำ ปีมะโรง สัมฤทธิศก จ.ศ.
1170 ตรงกับวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2351 ทรง
ได้รับการศึกษาเบื้องต้นตามแบบฉบับของราช
สำนักและผนวชเป็นสามเณร ได้รับการศึกษาใน
สำนักสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุ
ชิตชิโนรส ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
ราชวรมหาวิหาร ทรงได้รับการถ่ายทอดวิชา
ความรู้ด้านอักษรศาสตร์ ทั้งอักขรวิธีภาษาไทย
อักษรเขมร และภาษาบาลี รวมทั้งวรรณคดี
วิชาโบราณคดีและราชประเพณี
พระราชกรณียกิจ
ทรงเข้ารับราชการในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกำกับกรมหมอ
หลวง และทรงศึกษาวิชาการแพทย์สมัยใหม่จากมิชชันนารีชาวอเมริกัน โปรดเกล้าฯ
สถาปนาขึ้นเป็นกรมหมื่นวงศาสนิทเมื่อครั้นปี พ.ศ. 2392 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้า
อยู่หัวมีพระราชปรารภ ถึงความเสื่อมโทรมของภาษาไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
พระองค์เจ้านวม ทรงแต่งตำราภาษาไทยขึ้นใหม่ เพื่ออนุรักษ์ภาษาไทย พระนิพนธ์เรื่อง
“จินดามณี เล่ม 2” ซึ่งทรงดัดแปลงจากตำราเดิมสมัยอยุธยา อธิบายหลักเกณฑ์ภาษาไทย
ให้เข้าใจง่ายกว่าเดิม ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ
เลื่อนขึ้นเป็นกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ทรงกำกับราชการมหาดไทย ว่าพระคลังสินค้า และ
เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ทรงเป็นเจ้านายหนึ่งในสี่พระองค์ ที่พระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงหมายจะให้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท สิ้นพระชนม์ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อวันพุธ
เดือน 10 ขึ้น 6 ค่ำ ปีมะเมียโทศก ตรงกับวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2414 สิริพระชันษา 63 ปี
พระราชทานเพลิงพระศพ ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.
2414
ในปี พ.ศ. 2550 กระทรวงวัฒนธรรมได้เสนอพระนาม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง
วงศาธิราชสนิท ในโครงการเฉลิมฉลองบุคคลสำคัญและเหตุการณ์สำคัญทาง
ประวัติศาสตร์ของ ยูเนสโก ด้านปราชญ์และกวี ประจำปี 2551-2552 ในวาระครบรอบ
200 ปีของการประสูติ องค์การยูเนสโกได้มีมติรับรองในการประชุมเมื่อวันที่ 18-23
ตุลาคม พ.ศ. 2550 ที่กรุงปารีส
3
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ (องค์ต้นราชสกุล “เทวกุล”) ทรงพระนาม
เดิมว่า พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2401 ทรงเป็น
พระราชโอรสลำดับที่ 42 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงเป็นลำดับที่ 2 ในสมเด็จพระปิยมาวดี
ศรีพัชรินทรมาตา
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่าง
ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2428 ขณะพระชันษา 27 ปี ถึง วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2466 ทรงเป็น
เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศที่อายุน้อยที่สุด และอยู่ในตำแหน่งยาวนานถึง 38 ปี 16 วัน และในช่วงที่ทรง
ดำรงตำแหน่งเสนาบดี คุณูปการที่สำคัญยิ่งของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการคือ
การการรักษาอธิปไตยของไทย ทรงจัดทำสนธิสัญญากับอังกฤษและฝรั่งเศส และทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับ
มหาอำนาจอื่นๆ อาทิ รัสเซีย เยอรมนี
ทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภารกิจด้านการต่างประเทศหลายประการ อาทิ ทรงจัดและปรับปรุง
รูปแบบกรมกองให้ทันสมัย ทรงขอพระราชทานที่ทำการ เพื่อให้เป็น “ศาลาว่าการต่างประเทศ” ซึ่งนับว่าเป็นกระ
ทรวงแรกที่มีศาลาว่าการกระทรวงเป็นที่ทำการแทนการใช้บ้านเสนาบดีเป็นที่ทำการ ทรงเปิดสำนักงานผู้แทน
ทางการทูตของไทยในต่างประเทศ เช่น สถานทูตไทย ณ สำนักเซนต์ เจมส์ ซึ่งตั้งอยู่ ณ กรุงลอนดอน
นอกจากการปรับปรุงวิธีการทำงานและการบริหารราชการแล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรม
พระยา เทวะวงศ์วโรปการทรงเอาพระทัยใส่ในคุณภาพของบุคลากร ทรงส่งเสริมการพัฒนาความรู้และทักษะ
ของข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศอย่างจริงจัง โดยทรงจัดตั้งแผนกสอนภาษาอังกฤษให้แก่ข้าราชการ
เสมียนและพนักงาน ทรงวางระเบียบวิธีเขียนหนังสือราชการ อีกทั้งทรงคัดเลือกนักเรียนส่งไปศึกษาต่อยังต่าง
ประเทศอีกด้วย
ทรงมีความเชี่ยวชาญในหลากหลายด้าน อาทิ ภาษาไทย ภาษามคธ ภาษาอังกฤษ และวิชาเลข
นอกจากนี้ ยังทรงมีความสนพระทัยในเรื่องโหราศาสตร์และสมุนไพร ทรงเป็นผู้คิดปฏิทินตาม สุริยคติ นับวัน
และเดือนแบบสากล เรียกว่า “เทวะประติทิน” ซึ่งเป็นต้นแบบของปฏิทินในปัจจุบัน พร้อมทั้งทรงเป็นผู้คิดชื่อ
เดือน มีการแบ่งชื่อเรียกเดือนที่มี 30 วัน และ 31 วันชัดเจนด้วยการใช้คำนำหน้าจากชื่อราศี สมาสกับคำว่า
“อาคม” และ “อายน” ที่แปลว่า การมาถึง
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2466
รวมพระชนมายุได้ 64 ปี และในกาลต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีเสด็จ
พระราชดำเนินพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ที่ท้องสนาม
หลวง เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2466
4
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ประวัติ
เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาชุ่ม ท.จ.ว. และเป็นองค์ต้นราช
สกุลดิศกุล ทรงดำรงตำแหน่งที่สำคัญทางการทหารและพลเรือน เช่น เจ้าพนักงานใหญ่ ผู้บัญชาการทหารบก อธิบดี
กรมศึกษาธิการ(ตำแหน่งเทียบเท่าเสนาบดี) องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร นายกราช
บัณฑิตยสภา องคมนตรีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและ
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และอภิรัฐมนตรีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ทรงเริ่มเรียน
หนังสือไทยชั้นต้นจากสำนักคุณแสงและคุณปาน ราชนิกุล ในพระบรมมหาราชวัง ทรงศึกษาภาษาอังกฤษในโรงเรียน
หลวง ซึ่งมีมิสเตอร์ ฟรานซิส ยอร์ช แพตเตอร์สัน เป็นพระอาจารย์
พ.ศ. 2418 ขณะพระชันษา 13 ปี ผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรม
พระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร
พ.ศ. 2420 ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก ได้รับพระราชทานยศเป็นนายร้อยตรีทหารมหาดเล็ก
บังคับกองแตรวง ขณะพระชันษา 15 ปี
พระราชกรณียกิจ
พ.ศ. 2422 ได้รับพระราชทานพระยศเป็นนายร้อยโท ผู้บังคับการทหารม้า ในกรมทหารมหาดเล็กและในปีเดียวกันนี้ได้รับ
พระราชทานพระยศเป็น นายร้อยเอก ราชองค์รักษ์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะพระ
ชันษา 17 ปี
พ.ศ. 2423 ได้รับพระราชทานเลื่อนพระยศเป็นนายพันตรี ผู้สนองพระบรมราชโองการ ว่าการกรมทหารมหาดเล็ก
พ.ศ. 2424 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปสังกัดกรมทหารปืนใหญ่ ซึ่งเรียกกันในสมัยนั้นว่า "กรมกองแก้วจินดา" ทรงจัดตั้ง
โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ
พ.ศ. 2425 ผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลง
กรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และประทับจำพรรษาที่วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
พ.ศ. 2428 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปเป็นผู้บังคับการทหารมหาดเล็ก และได้รับพระราชทานพระยศเป็นนายพันโท[21]
พ.ศ. 2430 โปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้บัญชาการทหารบก
พ.ศ. 2430 เป็นองคมนตรี[22][23]
พ.ศ. 2431 ได้รับพระราชทานพระยศนายพลตรี[24]
5 เมษายน พ.ศ. 2432 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายจากงานฝ่ายทหารไปปฏิบัติงานทางพลเรือน ทรงเป็นผู้กำกับการ กรม
ธรรมการ[25]
พ.ศ. 2433 โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็นอธิบดีกรมศึกษาธิการ[26]
พ.ศ. 2435 - 2458 โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
พ.ศ. 2437 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสภา[27]
29 สิงหาคม พ.ศ. 2444 ได้รับพระราชทานพระยศนายพลโท[28]
พ.ศ. 2448 ตั้งการสุขาภิบาลหัวเมือง
พ.ศ. 2458 ดำรงตำแหน่งนายกหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร
พ.ศ. 2466 ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร และเป็นนายพลเอก
พ.ศ. 2468 ดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรี
พ.ศ. 2469 ดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภา
5
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ประสูติ วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2406 สิ้นพระชนม์ วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2490
ประวัติ พระนามเดิม พระองค์เจ้าจิตรเจริญ พระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประสูติแต่หม่อมเจ้า
พรรณ ราย (ต่อมาเป็นพระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย) ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พ.ศ. 2428ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาเป็นพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัตวิงศ์และ
พ.ศ.2448เป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัติวงศ์ ได้ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ
กระทรวงพระคลัง และ กระทรวงกลาโหม ตลอดจนกระทรวงวัง
ต่อมาพ.ศ. 2488 ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในช่วง
ปลายพระชนม์ชีพ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ยังคงสนพระทัยค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี
วรรณคดีและศิลปะร่วมสมัยกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพและพระยาอนุมานราชธนเป็น
อาทิ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2490 พระชนมายุได้ 84 ปี
ทรงเป็น ต้นราชสกุลจิตรพงศ์
พระกรณียกิจ
ด้านราชการ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงตาแหน่งอภิรัฐมนตรีที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน
อุป นายกราชบัณฑิตยสภา แผนกศิลปากร และพระองค์ยังได้รับการแต่งให้ให้ดารงตาแหน่งผู้กากับการพระราชวงศ์ มีหน้าที่
สนองพระเดชพระคุณในพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์พระบาทสมเดจ็พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ด้านศิลปกรรม งานสถาปัตยกรรมที่โปรดทามากคือ แบบพระเมรุ โดยตรัสว่า "เป็นงานที่ทาขึ้นใช้ชั่วคราวแล้วรื้อทิ้งไป เปน็
โอกาสได้ทดลองใช้ปัญญาความคิดแผลงได้เต็มที่ จะผิดพลาดไปบ้างก็ไม่สู้กระไร ระวังเพียงอย่างเดียวคือเรื่องทุนเท่านั้น"
ด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบก่อสร้างพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมื่อ พ.ศ.2442การออกแบบก่อสร้างอาคารเรยีนโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตรเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่4มิถุนายนรัตนโกสินทร
ศก 121(พ.ศ. 2445)หรือ ร.ศ. 121
ด้านภาพจิตรกรรม ภาพเขียนสีน้ามันประกอบพระราชพงศาวดาร แผ่นดินพระเจ้าท้ายสระครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นภาพช้าง
ทรงพระมหาอุปราชแทงช้างพระที่นั่ง ภาพเขียนรถพระอาทิตย์ที่เพดานพระที่นั่งภานุมาศจารูญ (พระที่นั่งบรมพิมาน)
งานออกแบบ ออกแบบตรากระทรวงต่างๆ, อนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 องค์พระธรณีบีบมวยผมที่เชิง
สะพาน ผ่านพิภพลีลา พระบรมรูปหล่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชที่เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า และทรง
ออกแบบพระเมรุมาศ และพระเมรุของพระบรมวงศ์หลายพระองค์
ด้านวรรณกรรม มีทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง เช่น โคลงประกอบภาพจิตรกรรมภาพพระราชพงศาวดาร โคลงประกอบเรื่อง
รามเกียรติ์ ทรงพระนิพนธ์เมื่องานฉลองพระนครครบรอบร้อยป,ี ลายพระหัตถ์โต้ตอบประทานบุคคลต่างๆ เช่น จดหมายเวร
โต้ตอบกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ
6 สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรม
ราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
พระราชประวัติ
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระนามเดิม พระเจ้า
ลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา (10 กันยายน พ.ศ. 2405 — 17 ธันวาคม พ.ศ. 2498) เป็น
พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพแต่สมเด็จพระ
ปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ ยม)
พระราชกรณียกิจ
ด้านการศึกษา ทางด้านการศึกษาพระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์เพื่อบำรุง
โรงเรียนต่าง ๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อาทิเช่น โรงเรียนราชินี โรงเรียนวรนารี
เฉลิม จังหวัดสงขลาโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่โรงเรียนเจ้าฟ้าสร้าง
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น
ด้านการศาสนา สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงสนพระราชหฤทัยพระพุทธศาสนา
ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ทรงอ่านพระไตรปิฏกฉบับทองใหญ่ ทรงศีลเป็นประจำในวัน
ธรรมสวนะ พระราชกรณียกิจสำคัญในด้านการศาสนาก็คือการที่พระราชทานทรัพย์ส่วน
พระองค์จัดพิมพ์อัฏฐกถาชาฎก 1 คัมภีร์ 10 เล่มสมุดพิมพ์ นอกจากนี้พระองค์ยังทรง
อุทิศถวายสิ่งของต่าง ๆ แก่วัดปทุมวนารามด้วย
ด้านการเกษตร ในด้านการเกษตรทรงจัดให้มีโรงสีข้าวในที่ต่างๆด้วย เช่น โรงจักรสี
ข้าวถนนเจริญกรุง ใกล้เขตบางคอแหลม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยโปรดให้คนเช่าดำเนิน
การ นอกจากนั้น ยังพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คนเช่าที่ดินบริเวณโดยรอบของวังสระปทุม
ให้ปลูกผัก สวนดอกไม้ โดยคิดค่าเช่าที่ต่ำ
7
เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี
(หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล)
ประวัติ
เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี นามเดิม หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล เป็นบุตรพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่น
บำราบปรปักษ์กับหม่อมเปี่ ยม เริ่มรับราชการครั้งแรกในกรมศึกษาธิการ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นหลวง
ไพศาลศิลปสาตร จนถึงพ.ศ.2435 ย้ายไปกระทรวงมหาดไทย โดยดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการเสนาบดีกระทรวง
มหาดไทย คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ต่อมาได้เป็นพระมนตรีพจนกิจ
พ.ศ. 2436 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระอภิบาลตามเสด็จสมเด็จ
พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ไปประเทศอังกฤษ โดยได้รับ
พระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนเป็นพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ และย้ายไปสังกัดกรมมหาดเล็ก
เมื่อกลับจากยุโรปในพ.ศ. 2442 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่าพระยาวิสุทธสุริย
ศักดิ์มีความเหมาะสมแก่ตำแหน่งอธิบดีโรงเรียนมหาดเล็ก ด้วยเป็นผู้ใส่ใจในการเรียนวิชาหาความรู้มาตั้งแต่เยาว์
วัย และได้ไปเป็นพระอภิบาลของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ประเทศ
อังกฤษเป็นเวลาหลายปี นอกจากนั้นพระยาวิสุทธิสุริยศักดิ์เคยรับราชการในกระทรวงธรรมการและกระทรวง
มหาดไทย เข้าใจระเบียบราชการพลเรือนเป็นอย่างดี ตลอดจนมีตำแหน่งในกรมมหาดเล็กด้วย จึงทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิสุทธิสุริยศักดิ์เป็นอธิบดีโรงเรียนมหาดเล็กหลวง แล้วรับราชการเป็นปลัดทูลฉลอง
กระทรวงธรรมการในเวลาต่อมา
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทรวง
ศึกษาธิการ ตั้งแต่ พ.ศ.2454 - 2458 และเป็นกรรมการหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครระหว่างพ.ศ. 2453 –
2458 ระหว่างนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี
พระราชกรณียกิจ / งานประพันธ์
1. ฉันท์เฉลิมพระเกียรติเจ้าฟ้ากุณฑล ใน กลอนจารึกแต่งประทีปที่บางปะอิน
2. บทดอกสร้อยสุภาษิต* บทเด็กเอ๋ยพายนายเอ๋ยโยก
3. โคลงภาพพระราชพงศาวดาร
โคลงประกอบรูปที่ 64 จลาจลสมัย ภาพเจ้าตากตีค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้น
โคลงประกอบรูปที่ 75 แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ภาพกรมพระราชวังหลังจับพม่ามา
ถวาย
4. โคลงศัพท์เก่าใหม่ ในวชิรญาณวิเศษเล่ม 5
5. โคลงความทุจริต ในวชิรญาณวิเศษเล่ม 4
6. สูทสาตร ใน โคลงยอพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมสมเด็จพระบำราบปรปักษ์
7. หนังสือกราบบังคมทูลในพระราชหัตถเลขาและหนังสือกราบบังคมทูล
8. สมบัติผู้
8
พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)
พระยาศรีสุนทรโวหาร / น้อยอาจารยางกูร
ประวัติ/พระราชกรณียกิจ
พระยาศรีสุนทรโวหาร นามเดิม น้อย อาจารยางกูร เกิดวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2365 ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา
เรียนหนังสือขั้นต้นกับพี่ชาย คือหลวงบรรเทาทุกขราษฎร์ (ไทย)
เมื่ออายุได้ 13 ปีเข้ามาอยู่ที่วัดสระเกศ ได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ 8 ปี เรียนภาษาไทย ภาษาขอม และภาษาบาลี
จนเชี่ยวชาญ ทั้งยังได้ศึกษาคัมภีร์พุทธศาสนากับพระอาจารย์ในสำนักต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่มีชื่อเสียง เช่นสำนัก
สมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) สำนักพระอุปธยาจาริยศุข สำนักสมเด็จพระพุทธาจริยา (สน) เป็นต้น เมื่ออายุครบได้
อุปสมบทเป็นภิกษุและเข้าสอบแปลพระปริยัติธรรมได้เป็นเปรียญ 5 ประโยค
ต่อมาได้ศึกษาพระปริยัติธรรมเพิ่มเติมในสำนักแห่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (เมื่อครั้งยังทรง
ผนวชอยู่) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับไว้เป็นศิษย์ หลังจากนั้นได้เข้าสอบแปลพระปริยัติธรรมในที่ประชุมพระ
ราชาคณะได้อีก 2 ประโยค รวมเป็น 7 ประโยค ดำรงสมณเพศอยู่ 11 พรรษา
เมื่อลาสิกขาแล้วได้เข้ารับราชการในกรมมหาดเล็ก ต่อมาได้เป็นขุนประสิทธิอักษรสาตร ดำรงตำแหน่งผู้ช่วย
กรมพระอาลักษณ์ ขณะนั้นตำแหน่งเจ้ากรมอักษรพิมพการว่างอยู่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้ากรมอักษรพิมพการด้วยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งขุนสารประเสริฐปลัดทูลฉลองกรมพระอาลักษณ์ ทำหน้าที่กำกับ
พนักงานกองตรวจสอบทานหนังสือข้างที่ ครั้งนั้นพระเจ้านครเชียงใหม่นำช้างเผือกมาถวาย โปรดเกล้าฯ ให้เป็น
ผู้ขนานนามและแต่งฉันท์สมโภช และเมื่อมีช้างสำคัญเข้ามาสู่พระบารมีอีกหลายช้างก็โปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้ขนาน
นามช้างและแต่งฉันท์กล่อมช้างเหล่านั้น
ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหารเป็นพระอาจารย์ถวายพระอักษรสมเด็จพระบรมโอรสาธิ
ราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราวุธ รวมทั้งพระเจ้าลูกยา
เธอพระองค์อื่น ๆ ด้วย และในพ.ศ. 2430 พระยาศรีสุนทรโวหารได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นองคมนตรี
และได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณด้วยดีตลอดมา พระยาศรีสุนทรโวหารถึงแก่อนิจกรรมในพ.ศ. 2434 อายุ
ได้ 70 ปี
9
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
ประวัติ
เกิดวันพฤหัสบดี เดือนยี่ ปีมะแม วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2413 ที่บ้านคำบง อำเภอโขงเจียม จังหวัด
อุบลราชธานี ในสกุลแก่นท้าว เป็นตะกูลนักรบ เพียแก่นท้าวเป็นปู่ ปู่เคยผ่านศึกทุ่งเชียงขวาง นายคำด้วงเป็น
บิดา นางจันทร์เป็นมารดา นับถือพระพุทธศาสนาตลอดมา
บุคลิกลักษณะ ร่างเล็ก ผิวขาวแดง คล่องแคล่ว ว่องไว สติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความประพฤติ อัธยาศัย
เรียบร้อย ชอบศึกษาธรรมะ รักในเพศนักบวชประจำนิสัย
อุปสมบทอายุ 22 ปี ที่วัดเลียบ จังหวัดอุบลราชธานี พระอริยกวีเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสีทาเป็นพระกรรมวา
จาจารย์ พระครูประจักษ์อุบลคุณเป็นอนุศาสนาจารย์
ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามเบื้องยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4)
เดินธุดงค์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะแรก 24 พรรษา บั้นปลายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 พรรษา ที่วัด
ป่าบ้านหนองผือ 5 พรรษา (2487-2492)
ผลงาน
พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้ปฏิบัติตนตามแ นวทางคำสอนพระศาสดาอย่างเคร่งครัด และยึดถือธุดงค
วัตรด้วยจริยวัตรปฏิปทางดงาม จนได้รับการยกย่องจากผู้ศรัทธาทั้งหลายว่าเป็นพระผู้เลิศทางธุดงควัตร
ท่านวางแนวทางในการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนาตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าให้
แก่สมณะประชาชนอย่างกว้างขวาง
นายกำพล วัชรพล 10
กำพล วัชรพล เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2462 ตรง
กับวันขึ้น 6 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะแม ที่กระท่อมหลังคามุงจาก หลังวัดดอนไก่
ดี ริมคลองภาษีเจริญ ในเขตอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร เป็น
บุตรคนสุดท้องของนายหลี (บิดา) และนางทองเพียร (มารดา) มีชื่อเดิม
ว่า แตงกวย ยิ้มละมัย[1] และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น นิพนธ์ ตามนโยบาย
รัฐนิยมของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม[2] มีพี่ร่วมมารดา 3 คน คือ
นกแก้ว ทรัพย์สมบูรณ์ (ญ), สยม จงใจหาญ (ช) (ชื่อเดิม บุ้นเหลียน)
และวิมล ยิ้มละมัย (ช) (ชื่อเดิม บุ้นฮก)
กำพลจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดดอน
ไก่ดี และไม่มีโอกาสได้ศึกษาต่อ เนื่องจากมารดามีอาชีพค้าข้าวเรือเร่
จำเป็นต้องพาลูกขึ้นเรือล่องไปตามแม่น้ำสายต่าง ๆ คือแม่น้ำเจ้าพระยา
แม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำแม่กลอง และใช้ชีวิตส่วนมากบนเรือ
ผลงาน
ราวปี พ.ศ. 2477 เมื่ออายุได้ 15 ปี กำพลเริ่มต้นการทำงานของตนเอง โดย
เป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารเรือเมล์ปล่องเขียว วิ่งระหว่างประตูน้ำอ่างทอง ถึง
ประตูน้ำภาษีเจริญ ระหว่างนั้นได้คบหาเป็นเพื่อนสนิทกับวสันต์ ชูสกุล ต่อมาเมื่อ
กำพลสอบเป็นนายท้ายเรือได้ ก็เข้าเป็นนายท้ายเรือ “พันธุ์ทิพย์” โดยมีวสันต์เป็น
พนักงานเก็บค่าโดยสาร
เมื่อปี พ.ศ. 2483 กำพลเข้ารับราชการทหารเรือ โดยเริ่มจากเข้าศึกษาที่
โรงเรียนชุมพลทหารเรือ จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาบรรจุเข้าประจำเรือหลวงสีชัง
นอกจากนี้ กำพลยังเข้าร่วมรบในราชการสงครามใหญ่ 2 ครั้งคือ สงครามอินโด
จีนในกรณีพิพาทระหว่างเขตแดนของไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส และสงครามมหา
เอเชียบูรพา(สงครามโลกครั้งที่สอง) ในยุทธภูมิครั้งหลังนี้ ส่งผลให้กำพลได้รับ
พระราชทาน “เหรียญชัยสมรภูมิ” เหรียญกล้าหาญ และเลื่อนยศขึ้นเป็นจ่าโท จาก
นั้นกำพลลาออกจากราชการในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เมื่ออายุ 28 ปี
กำพลได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2516[3]
11
บรรณานุกรม
ณรงค์ พ่วงพิศและคณะ, ประวัติศาสตร์ไทย, พิมพ์ครั้งที่ 18.
กรุงเทพมหานคร: อักษรเจริญทัศน์ จำกัด, 2551
Wikipedia. “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://th.m.wikipedia.org.[2565]
Wikipedia. “น้อย อาจารยางกูล ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
https://th.m.wikipedia.org.[2565]
Thaiwhoiswho. “นายกำพล วัชรพล ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
http://thaiwhoiswho.blogspot.com.[2565]
นามานุกรม วรรณคดีไทย. “ เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หม่อม
ราชวงศ์เปีย มาลากุล)”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
https://www.sac.or.th/databases/thailitdir/cre_det.php?
cr_id=92.[2565]
พระบรมวงศานุวงศ์ที่มีบทบาทในการ
สร้างสรรค์ชาติไทย