The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Quality Labthalang, 2023-12-21 20:51:00

SD-05-005 Laboratory service; N-health

SD-05-005 Laboratory service; N-health

We provide you a wide range of laboratory tests, a complete hospital laboratory solution configured to meet the respective hospitals requirements


ABOUT US N Health ผู้ให้บริการด้านการสนับสนุนบริการทางการแพทย ์และธุรกิจโรงพยาบาล ให้กับโรงพยาบาลชั้นนำ ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยเทคโนโลยีและระบบการทำ งาน แบบมาตรฐานสากล โดยบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เช่น แพทย์ เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักบัญชี นักโลจิสติกส์ รวมถึงผู้บริหารที่มี ประสบการณ์ที่ พร้อมให้บริการครอบคลุมงานสนับสนุนบริการ และงานบริหารโรงพยาบาลด้าน ต่าง ๆ ดังนี้ - บริการตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์ Laboratory Services - บริการทำ ให้ปราศจากเชื้อ Sterile Processing Services - บริการบริหารจัดการผ้าแบบครบวงจร Linen Processing Services - บริการด้านวิศวกรรมทางการแพทย์ Biomedical Engineering Services - บริการจัดจำ หน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ Medical Equipment - บริการสนับสนุนงานบริหารจัดการโรงพยาบาล Supply Chain Management


“To be the leading company that provides excellent shared services to hospitals and healthcare organization internationally VISION / MISSION / “To deliver competitive advantages to hospitals and healthcare organizations with advanced laboratory services, innovative supply chain solutions, superior accounting service, high quality sterile processing, and efficient bio medical engineering” N Health


N Health Laboratory Services ห้องปฎิบัติการตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์ เอกชนที่ใหญ่ และทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของไทยและอยู่ในระดับแนวหน้าของภูมิภาค เอเชียแปซิฟิค มีศักยภาพในการรองรับการตรวจมากกว่า 20 ล้านการตรวจ ต่อปี สามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันทำ การต่อสัปดาห์ ให้บริการ ตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และระบบการให้บริการ มาตรฐานสากล ISO 15189:2012 ให้บริการครอบคลุมสาขาต่าง ๆ ดังนี้ - Clinical Laboratory - Bio Molecular Laboratory - Pathology Laboratory - Wellness Laboratory OUR SERVICES /


CLINICAL LABORATORY MOBILE HEALTH CHECK-UP SERVICE BIOMOLECULAR LABORATORY WELLNESS LABORATORY PATHOLOGY LABORATORY


CLINICAL LABORATORY OUR SERVICES / N Health Clinical Laboratory ครอบคลุมการตรวจวิเคราะห์ทางด้านต่างๆ ได้แก่โลหิตวิทยา (Hematology), จุลทรรศนศาสตร์คลินิก (Clinical Microscopy), เคมีคลีนิก (Clinical Chemistry), ภูมิคุ้มกันวิทยา (Immunology) และจุลชีววิทยา (Microbiology) รวมถึงบริการตรวจวิเคราะห์แบบพิเศษ (Special Laboratory) อื่นๆ ด้วย เช่น การตรวจสารก่อภูมิแพ้ (Allergy) การตรวจภาวะภูมิแพ้ต่อตนเอง (Autoimmune) การตรวจพิเศษสำ หรับภาวะการตั้งครรภ์ (Down Syndrome screening) การตรวจวิเคระห์ภาวะธาลัสซีเมีย (Hb typing) การตรวจวัด ระดับ ฮอร์โมน เป็นต้น บริการด้วยเครื่องมือทันสมัย ได้แก่ Total Laboratory Automation หรือ TLA เครื่องวิเคราะห์แบบอัตโนมัติที่สามารถให้บริการตรวจทางด้านเคมีคลินิก และ ภูมิคุ้มกันวิทยาได้ในระบบเดียวกัน และระบบการจัดการเตรียมตัวอย่างที่ มีประสิทธิภาพช่วยให้สามารถตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างปริมาณมากได้ในเวลาอัน รวดเร็ว โดยมีความถูกต้องแม่นยำ สูงสุด Fully Automated Hematology Analyzer & Cell Morphology Analyzer เครื่องวิเคราะห์ตัวอย่างทางด้านโลหิตวิทยาแบบอัตโนมัติ เพื่อให้บริการงานด้าน โลหิตวิทยาแบบครบวงจรสำ หรับการนับแยกชนิดของเม็ดเลือด การเตรียมและ ย้อมสไลด์ ระบบ Artificial Intelligence สำ าหรับการวิเคราะห์รูปร่างของเม็ด เลือดในตัวอย่าง พร้อมกับการถ่ายภาพเม็ดเลือดที่ทำ าการวิเคราะห์ได้อย่าง ละเอียด ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้อย่างถูกต้องแม่นยำ มากขึ้น ImmunoCAP เทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับของแพทย์เฉพาะทางด้านภูมิแพ้ทั่วโลก ที่ช่วยวัดระดับภูมิต้านทานต่อสารก่อภูมิแพ้ เพื่อประเมินความรุนแรงของการแพ้ สารต่างๆ และช่วยในการติดตามผลการรักษาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ Automatic Mycobacteria Culture การตรวจวิเคราะห์การติดเชื้อ Mycobacteria โดยเทคนิค MGIT ซึ่งให้ผลการตรวจวิเคราะห์ที่รวดเร็ว และทำ ให้แพทย์สามารถ พิจารณาการให้การรักษาได้อย่างเหมาะสม


MOBILE HEALTH CHECK-UP SERVICE OUR SERVICES / N Health เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ และงาน บริการตรวจสุขภาพนอกสถานที่แบบครบวงจร ด้วยศักยภาพและความพร้อมใน เรื่อง เครื่องมือที่ได้มาตรฐานและทันสมัยรวมไปถึงบุคลากรทางการแพทย์ทุก สาขาวิชาชีพ ทั้งนี้หากไว้วางใจเลือก N Health เข้าไปดูแลงานตรวจสุขภาพนอก สถานที่แบบครบวงจร ประโยชน์ที่ทางลูกค้าจะได้รับ จะมีดังต่อไปนี้: • มีทีมงานที่จะให้ความรู้แก่ผู้เข้ารับการตรวจ เรื่องการเตรียมตัวและปฏิบัติตัว ที่เหมาะสมก่อนการตรวจสุขภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดของการตรวจสุขภาพ • จัดทีมบุคลากรผู้ชำ นาญในการให้บริการตามความเหมาะสมกับเวลาและ จำ นวนผู้เข้ารับการตรวจ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการตรวจสุขภาพ • มีการควบคุมคุณภาพของข้อมูลการตรวจสุขภาพทุกขั้นตอน นับตั้งแต่ การลงทะเบียน ซึ่งเราใช้ระบบ Barcode เพื่อป้องกันความผิดพลาด • ได้รับบริการด้วยห้องปฏิบัติการที่มีประสบการณ์ด้านห้องปฏิบัติการ ทางการ แพทย์มากว่า 30 ปี และได้รับการบริการจากทีมงานมืออาชีพทั้ง แพทย์ พยาบาล และนักเทคนิคการแพทย์ • สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้รับบริการในทุกๆระดับ • การรายงานผลตรวจเอกซเรย์ทุกรายจะรายงานผลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้าน รังสีวินิจฉัย (รังสีแพทย์) • แปลผลการตรวจเป็นรายบุคคลพร้อมประมวลผลลงคอมพิวเตอร์และ รายงานผล • เป็นรูปเล่มเดี่ยวรายบุคคล • รายงานผลเป็นรูปเล่มรวมและ CD ให้กับบริษัทตามรายการที่ตรวจด้วย ภาษาที่เข้าใจง่าย • บริการให้คำ ปรึกษาภายหลังการตรวจสุขภาพ เพื่อให้คำ อธิบาย-แนะนำ แก่ พนักงาน ขอบเขตของการให้บริการและทีมงานที่เกี่ยวข้อง • ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ • แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิจฉัย (รังสีแพทย์) • เอกซเรย์เคลื่อนที่ • การตรวจสมรรถภาพปอด • การตรวจสมรรถภาพการได้ยินพร้อมตู้เก็บเสียง • การตรวจสมรรถภาพการมองเห็น • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ • วัดความดันชีพจร • ชั่งน้ำ หนัก วัดส่วนสูง


OUR SERVICES / BIOMOLECULAR LABORATORY ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และประสบการณ์การให้บริการตรวจวิเคราะห์ด้วยเทคนิค Polymerase Chain Reaction (PCR) มากว่า 15 ปี ที่ N Health Bio Molecular Laboratory ให้บริการตรวจ วิเคราะห์ด้านอณูชีวโมเลกุล เพื่อช่วยแพทย์วินิจฉัยและให้การรักษาโรคติดเชื้อ โรคทางพันธุกรรม และ โรคมะเร็งต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และรวดเร็ว รวมถึงงานวิจัยต่างๆ ซึ่งการตรวจวิเคราะห์ทางอณู ชีวโมเลกุลที่ให้ผลการตรวจที่ถูกต้องและรวดเร็วช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพ เช่น การประยุกต์ใช้ ข้อมูลทางเภสัชพันธุศาสตร์เพื่อเลือกใช้ Targeted Therapy ในการรักษาโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังได้มี การนำ เทคโนโลยี Next-Generation Sequencing (NGS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล่าสุด ทำ ให้สามารถตรวจ วิเคราะห์รหัสพันธุกรรมเป็นจำ นวนหลายล้านตัวอักษรได้ในครั้งเดียว ได้ข้อมูลทางพันธุกรรมเป็น จำ นวนมากมาใช้ในการตรวจวิเคราะห์ต่างๆ เช่น การตรวจคัดกรองจำ นวนโครโมโซมในตัวอ่อนก่อน การฝังเพื่อเพิ่มโอกาสประสบความสำ เร็จของการทำ In Vitro Fertilization (IVF) ในผู้มีบุตรยาก, การตรวจ Non-invasive prenatal screening (NIPT) เพื่อตรวจคัดกรองจำ นวนโครโมโซมโดยตรวจ จากเลือดของสตรีตั้งครรภ์ เพื่อประเมินความเสี่ยงของการที่ทารกจะมีจำ นวนโครโมโซมผิดปกติ, การ ตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีน BRCA 1 และ BRCA 2 เพื่อประเมินความเสี่ยงของการเป็นมะเร็ง เต้านม, การตรวจการกลายพันธุ์ที่ถ่ายทอดได้ในยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเพื่อประเมินความเสี่ยงของ การเป็นมะเร็ง, และการตรวจชิ้นเนื้อเพื่อทำ Cancer Genetic Profiling หายาที่มีความจำ เพาะกับ มะเร็ง เป็นต้น ด้วยมาตรฐานของระบบการให้บริการ N Health Bio Molecular Laboratory เป็นห้องปฏิบัติการ เอกชนแห่งแรกในกลุ่มการทดสอบด้านอณูชีววิทยา ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 15189:2012


INTRODUCTION / WELLNESS LABORATORY เป็นห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ชั้นนำ ที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์ด้านเวชศาสตร์ ชะลอวัยและอาชีวอนามัย โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยด้าน Chromatography & Mass Spectrometry ได้แก่ LC-MS/MS, HPLC, GC-MS และ ICP-MS ซึ่งให้ผลการวิเคราะห์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง เนื่องจากมี accuracy, precision, specificity และ sensitivity ที่ดีมาก ห้องปฏิบัติการดำ เนินงานโดยทีม งานผู้เชี่ยวชาญทั้งนักเทคนิคการแพทย์และนักเคมีวิเคราะห์ นอกจากนี้ยัง ผ่านการรับรองความสามารถตามมาตรฐาน ISO 15189: 2012 โดยมีการ ทดสอบที่ผ่านการประกันคุณภาพมากกว่า 50 รายการ 1. Anti-Aging Medicine Testing ให้บริการตรวจวิเคราะห์ด้านเวชศาสตร์ ชะลอวัย เพื่อช่วยให้แพทย์นำ ผลตรวจที่ได้ไปใช้ในการประเมินและดูแลสุขภาพ ของคนไข้แบบองค์รวม อันนำ มาซึ่งภาวะสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ ตลอด จนการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพด้วย การบริการตรวจวิเคราะห์ ได้แก่ - วิตามิน (Vitamins) - สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) - ฮอร์โมน (Hormones) - สารสื่อประสาท (Neurotransmitters) - สารอาหารที่จำ เป็นต่อสุขภาพ (Micronutrients) - แร่ธาตุที่จำ เป็นต่อร่างกาย (Essential elements) - โลหะหนักหรือโลหะที่เป็นพิษ (Heavy metals or Toxic metals) 2. Occupational Health Testing ให้บริการตรวจวิเคราะห์ด้านอาชีวอนามัย เพื่อช่วยให้แพทย์หรือเจ้าหน้าที่อาชีวอนามัยประจำ สถานประกอบการนำ ผลตรวจที่ได้ไปใช้ในการประเมินความเสี่ยงของการรับสัมผัสสารเคมีของ พนักงานที่ทำ งานเกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตราย การบริการตรวจวิเคราะห์ ได้แก่ - สารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds: VOCs) - เมตาบอไลท์ของสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Metabolites of VOCs) - โลหะหนักหรือโลหะที่เป็นพิษ (Heavy metals or Toxic metals)


OUR SERVICES / PATHOLOGY LABORATORY N Health Pathology Laboratory ให้บริการตรวจวิเคราะห์ด้านพยาธิวิทยา กายวิภาคแบบครบวงจร ด้วยพยาธิแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในสาขา ต่างๆ และเครื่องมือทางด้านพยาธิวิทยาที่ทันสมัย โดยสามารถให้บริการทั้งด้าน Histopathology, Immunohistochemistry, Cytopathology, รวมถึงการตรวจพิเศษอื่นๆ เพื่อช่วยให้แพทย์ที่ทำ การรักษา ได้พิจารณาให้การรักษาที่เหมาะสม N Health Pathology Laboratory รายงานผลการวิเคราะห์ด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว โดยผลการตรวจทางพยาธิวิทยาที่มีรายละเอียดครบถ้วน รวมทั้งมีภาพถ่าย แสดงพยาธิสภาพของเซลล์หรือชิ้นเนื้อที่ทำ าการวิเคราะห์ โดยพยาธิแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ


ACCREDITATIONS QUALITY CONTROL / INTER-LAB COMPARISON / WORLD CLASS STANDARD / N Health มุ่งมั่นที่สร้างมาตรฐานสูงสุดให้กับห้องปฏิบัติการด้วย โปรแกรมควบคุม คุณภาพ (Quality Control) มาตรฐานสากล การควบคุมคุณภาพภายใน เราควบคุมมาตรฐานการปฏิบัติงานประจำวัน โดยการ ทำ Quality control ทุกวัน รวมทั้งการทำ Inter-lab comparison ซึ่งทำ Quality control เทียบระหว่างห้องปฏิบัติการในเครือข่าย


ห้องปฎิบัติการของ N Health มีการควบคุมคุณภาพห้องปฎิบัติการกับ หน่วยงานทั้งภายในประเทศ และภายนอกประเทศ การควบคุมคุณภาพกับหน่วยงานภายในประเทศ ได้แก่ สำ นักมาตรฐาน ห้องปฎิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข การควบคุมคุณภาพโดยมาตรฐานสากล ได้แก่ • RIQAS : Randox Laboratories Ltd. , United Kingdom • QCMD : Quality Control for Molecular Diagnostics, Glasgow, Scottland • G-EQUAS GERMAN EXTERNAL QUALITY ASSESSMENT SCHEME, University Erlangen-Nuremberg, Germany ห้องปฎิบัติการ N Health ได้รับการรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9001 : 2008 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นห้องปฏิบัติการที่ผ่านการ รับรองความสามารถตามมาตรฐาน ISO 15189 : 2012 จากสำ นัก มาตรฐานห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข • N Health Clinical Laboratory จำ นวน 170 รายการทดสอบ • N Health Bio Molecular Laboratory จำ นวน 54 รายการทดสอบ • N Health Toxicology & Anti-Aging Laboratory จำ นวน 51 รายการทดสอบ ได้รับรองมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางด้านระบบสารสนเทศ ISO/IEC 27001 : 2013 และมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางด้าน สารสนเทศทางด้านสุขภาพ ISO/IEC 27799 : 2016 ทั้งนี้ N Health ยังคงพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อ เนื่อง เพื่อความพึงพอใจสูงสุดของผู้รับบริการ


Page ข้อมูลการให้บริการ 16 คำ แนะนำ ในการนำ ส่งสิ่งส่งตรวจ 17 การสั่งตรวจวิเคราะห์ด่วน 18 การชำ ระเงินและช่องทางติดต่อแผนกการเงิน 19 การขอเบิกอุปกรณ์สำ หรับการเก็บสิ่งส่งตรวจ 20 คู่มือการจัดเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ 22 • สารคัดหลั่ง 26 • สิ่งส่งตรวจอื่นๆ 29 • วิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจ 31 • การเก็บสิ่งส่งตรวจในโรคควบคุมพิเศษ 33 • การจัดเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจทางพยาธิวิทยาและเซลล์วิทยา 36 เกณฑ์การปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ 49 การเก็บรักษาสิ่งส่งตรวจที่ผ่านการตรวจวิเคราะห์ 51 การขอเพิ่มรายการตรวจหรือต้องการตรวจซ้ำ 54 การขอยกเลิกการตรวจวิเคราะห์ 55 ติดต่อเรา - CONTACT US 56 Table of Contents N Health Laboratory Services พร้อมให้บริการตรวจวิเคราะห์ ทางการแพทย์ 24 ชั่วโมง


Page รายการตรวจวิเคราะห์ • HPV Package • Number 60 60 • A 63 • B 79 • C 87 • D 109 • E 112 • F 119 • G 131 • H 136 • I 150 • J 158 • K 159 • L 160 • M 166 • N 176 • O 180 • P 182 • Q 197 • R 198 • S 203 • T 216 • U 227 • V 228 • W 232 • X 233 • Y 233 • Z 233 • Pathology Laboratory Test List 234


ข้อมูลการให้บริการ ติดต่อขอใช้บริการได้ที่ แผนกลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ จำ กัด 2301/ 2 ถ. เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310 โทรศัพท์ : 02-762-4000 (Call Center) ตลอด 24 ชั่วโมง โทรสาร : 02-762-4196 E-mail : [email protected] Website : www.nhealth-asia.com สำ หรับผู้เริ่มต้นใช้บริการในครั้งแรก สามารถติดต่อขอรับเอกสารข้อตกลงการให้บริการ (สำ หรับลูกค้าใหม่) จากฝ่ายขาย เพื่อ กรอกให้ครบถ้วน และนำ ส่งถึง แผนกลูกค้าสัมพันธ์ N Health เพื่อทำ การเปิดลูกค้าใหม่ โดยจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน ภายหลังจาก ทำ การเปิดลูกค้าใหม่แล้ว บริษัท ฯ จะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปรับสิ่งส่งตรวจ ตามข้อตกลงการให้บริการ การให้บริการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สำ หรับผู้ใช้บริการเป็นประจำ บริษัท ฯ มีเจ้าหน้าที่เข้าไปรับสิ่งส่งตรวจและส่งใบรายงานผล ถึงสถานที่ตามรอบการรับสิ่งส่งตรวจที่ ตกลงกันไว้กับผู้รับบริการแต่ละราย สำ หรับผู้ใช้บริการเป็นครั้งคราว สามาถติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทรศัพท์ 02-762-4000 เพื่อขอรับบริการ บริษัท ฯ จะจัดส่ง เจ้าหน้าที่เข้าไปรับสิ่งส่งตรวจและส่งใบรายงานผลเป็นกรณีไป การให้บริการในเขตภูมิภาค สำ หรับผู้รับบริการในพื้นที่ใกล้เคียงกับสาขาของบริษัทฯ ในเขตภูมิภาค หรือพื้นที่ที่มีตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็น ทางการ จากบริษัทฯ ตั้งอยู่ สามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่ ผู้แทนฝ่ายขาย หรือ ตัวแทน ฯ ในเขตรับผิดชอบนั้น ๆ หรือ ติดต่อสอบถามข้อมูล การให้บริการได้ที่ แผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทรศัพท์ 02-762-4000 สำ หรับผู้รับบริการพื้นที่อื่น ๆ ในเขตภูมิภาค สามารถนำ ส่งสิ่งส่งตรวจทางพัสดุด้วยช่องทางขนส่งต่าง ๆ เช่น ไปรษณีย์ด่วน พิเศษ (EMS), รถโดยสารสาธารณะ, รถไฟ, รถตู้, หรือเครื่องบิน โดยติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์ เพื่อแจ้งรับบริการ บริษัท ฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ เข้าไปรับสิ่งส่งตรวจ ณ สถานีขนส่ง ตามวันเวลาที่ได้นัดหมายไว้้ Page 16


คำ แนะนำ ในการนำ ส่งสิ่งส่งตรวจ การส่งตรวจกับเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ 1. ระบุชื่อ-นามสกุลคนไข้ ที่สิ่งส่งตรวจให้ชัดเจน, เขียนรายละเอียดต่างๆในใบส่งตรวจ 2. เมื่อเจ้าหน้าที่บริษัท ฯ เข้าไปรับตัวอย่าง โปรดตรวจสอบการรับงานของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่บริษัทฯเป็นผู้สรุปจำ นวนใบส่งตรวจและ จำ นวนสิ่งส่งตรวจในแบบบันทึกการบริการขนส่งภายนอก และให้ผู้รับริการ ลงชื่อกำ กับ หมายเหตุ โดยทั่วไป เจ้าหน้าที่จะจัดเก็บสิ่งส่งตรวจใน specimen bag ซึ่งควบคุมอุณหภูมิ 2-8o C กรณีที่สิ่งส่งตรวจต้องเก็บที่อุณหภูมิ อื่นๆ ได้แก่ อุณหภูมิห้องหรือแช่แข็ง โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ การส่งสิ่งส่งตรวจทาง การขนส่งระบบต่างๆ เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯจะไปรับตามสถานที่ ดังต่อไปนี้ • สนามบินสุวรรณภูมิ หรือ ดอนเมือง • สถานีขนส่ง ได้แก่ เอกมัย, หมอชิต หรือ อื่นๆที่ระบุ • รถตู้ จุดต่างๆ 1. ระบุ ชื่อ - นามสกุล คนไข้ที่สิ่งส่งตรวจให้ชัดเจน, เขียนรายละเอียดต่าง ๆ ในใบส่งตรวจ 2. บรรจุสิ่งส่งตรวจลงในกล่องโฟม, หากในกล่องมี Ice pack, ควรบรรจุสิ่งส่งตรวจและใบส่งตรวจในถุงซิป เพื่อป้องกันน้ำ เข้า และหุ้ม ด้วยวัสดุกันกระแทกอีกชั้น 3. แจ้งข้อมูลการส่งมายังแผนกลูกค้าสัมพันธ์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ารับสิ่งส่งตรวจ กรณีส่งทางเครื่องบิน : แจ้งสายการบิน, เที่ยวบิน, สนามบิน, air way bill number, เวลาที่เครื่องถึงปลายทาง กรณีส่งทางรถโดยสาร : แจ้งชื่อบริษัทรถโดยสาร, สถานีปลายทาง, หมายเลขใบส่งของหรือหมายเลขรถ, หมายเลขโทรศัพท์ ของ พนักงานขับรถ, เวลาที่รถมาถึงปลายทาง การส่งสิ่งส่งตรวจทางไปรษณีย์ 1. ระบุ ชื่อ - นามสกุ คนไข้ที่สิ่งส่งตรวจให้ชัดเจน, เขียนรายละเอียดต่างๆ ในใบส่งตรวจ 2. บรรจุสิ่งส่งตรวจลงในกล่องพัสดุภัณฑ์ จ่าหน้ากล่องถึง บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ จำ กัด อาคาร Supply Chain Management, แผนก Specimen Management 27/5-7 ซ.ศูนย์วิจัย ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310 หมายเหตุ โปรดตรวจสอบ stability ของสิ่งส่งตรวจ ก่อนจัดส่งด้วยวิธีนี้ ว่าสามารถนำ ส่งที่อุณหภูมิห้องได้ Page 17


การสั่งตรวจวิเคราะห์ “ด่วน” กรุณาระบุในใบส่งตรวจ ว่า “ด่วน” หรือ check box ที่ stat และระบุหมายเลขโทรสารหรือ email address ที่ต้องการให้ส่งรายงานผล กรณีที่มีความประสงค์จะขอผลด่วน หลังจากที่สิ่งส่งตรวจ เดินทางออกจากผู้รับบริการแล้ว ไม่สามารถระบุในใบส่งตรวจได้ทัน โปรด ติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์เพื่อประสานงานต่อไป การรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ สิ่งส่งตรวจที่ทำ การตรวจวิเคราะห์จนเสร็จสิ้นแล้ว N Health จะทำ การรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ตามช่องทางต่าง ๆ ตามที่ได้ ตกลงไว้ในข้อตกลงการให้บริการ ได้แก่ 1. ส่งใบรายงานผลฉบับจริงโดยเจ้าหน้าที่ของบริษัท 2. ส่งใบรายงานผลทางโทรสาร 3. ส่งใบรายงานผลทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail) 4. ส่งใบรายงานผลทาง DHL (EMS) 5. สอบถามผลการตรวจวิเคราะห์ทางอินเตอร์เน็ต (e-Reports) Page 18


การชำ ระเงินและช่องทางติดต่อแผนกการเงิน กรณีเงินสด : ชำ ระค่าบริการพร้อมกับการส่งสิ่งส่งตรวจ กรณีเครดิต : ตามเครดิตเทอมที่ได้รับ(30 หรือ 90 วัน) นับจากวันที่ออกใบแจ้งหนี้ ขั้นตอนการวางบิลและการชำ ระเงิน 1. ชุดเอกสารการวางบิล ประกอบด้วย 1.1 ใบแจ้งหนี้ (Invoice) 1.2 รายละเอียดค่าบริการตรวจวิเคราะห์ตามรายชื่อผู้รับบริการตรวจวิเคราะห์ (Lab Data) 1.3 ใบชำ ระเงิน (Bill Payment Slip) 2. การวางบิล บริษัทจะจัดส่งเอกสารให้ลูกค้าตามช่องทางที่ท่านสะดวก (1 ช่องทาง ) 2.1 เจ้าหน้าที่ของบริษัท 2.2 ไปรษณีย์ 2.3 อีเมล์ หรือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น ที่ท่านสะดวก 3. การชำ ระเงิน 3.1 ชำ ระโดยการโอนเงินผ่านระบบ Mobile Banking ทุกธนาคาร โดยการ Scan QR code หรือ Barcode บนใบแจ้งหนี้ ของบริษัทฯ – ไม่มีค่าธรรมเนียมการชำ ระ 3.2 ชำ ระด้วยใบนำ ฝากของธนาคารที่บัญชีตามรายละเอียดด้านล่าง - ค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับธนาคารกำ หนด รบกวนแจ้ง การชำ ระของท่านที่ email [email protected] 3.2.1 ธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนเพชรบุรีตัดใหม่ บัญชีกระแสรายวัน เลขที่บัญชี 028-1-08823-8 3.2.2 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาถนนเพชรบุรีตัดใหม่ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 043-2-77501-9 3.2.3 กรุณาส่งหลักฐานหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ผ่านช่องทางไปรษณีย์ หรือบริษัทขนส่งเอกชนมาที่ แผนก Collection (หนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย) บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ จำ กัด 2301/2 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 10310 3.3 ชำ ระด้วยเงินสดผ่านเครื่องรับจ่ายเงินอัตโนมัติ (ATM/CDM) เฉพาะธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 043–3-04643-9 ซึ่งแสดงบนเอกสารใบแจ้งหนี้ของบริษัทฯ - ไม่มีค่าธรรมเนียมการชำ ระ 3.4 ชำ ระด้วยเงินสด (Scan Barcode) ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร- ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 20 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารกำ หนด 3.5 ชำ ระด้วยเช็ค (Scan Barcode) ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารกสิกรไทย, กรุงไทย, กรุงเทพ, กรุงศรีอยุธยา, ทหารไทย, ออมสิน, ธนชาติ, เกียรตินาคิน, ซีไอเอ็มบี, ยูโอบี, ไอซีบีซี – ค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารกำ หนด 3.6 รับเช็คโดยเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบอำ นาจของบริษัทฯ (สำ หรับลูกค้าเครดิตที่มียอดใช้บริการต่อเนื่อง) 3.7 ลูกค้าจัดส่งเช็คทางไปรษณีย์ (กรุณาระบุผู้รับ แผนก Collection) หมายเหตุ 1. ติดต่อสอบถามช่องทางการรับชำ ระที่ คุณปทิตา (คุณมุก) หรือคุณพิมพ์สุจี (คุณกุ้ง) โทร. 02-7624166 2. หากไม่ได้รับใบเสร็จรับเงินภายใน 15 วัน ติดต่อแผนก Billing โทร.02-7624167-9, 02-7624117 3. ติดตามผลการส่งอีเมล์ที่แผนก Collection โทร. 02-762-4000 ต่อ 46042 Page 19


การขอเบิกอุปกรณ์สำ หรับการเก็บสิ่งส่งตรวจ ผู้รับบริการ ติดต่อ แผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-762-4000 แผนกลูกค้าสัมพันธ์จะประสานงานผู้เกี่ยวข้องเพื่อทำ เบิกและจัด ส่งอุปกรณ์ให้ ในวันถัดไปนับจากวันที่แจ้งเบิก เมื่อผู้รับบริการได้รับอุปกรณ์แล้วให้ลงนามในใบรับของ เพื่อนำ กลับบริษัทต่อไปหากไม่ สามารถจัดส่งได้ครบจำ นวนหรือล่าช้ากว่ากำ หนด เจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์จะแจ้งให้ผู้รับบริการทราบ ผู้ที่มีความประสงค์จะรับบริการของ N Health สามารถเบิกอุปกรณ์สำ หรับเก็บสิ่งส่งตรวจได้ ตามปริมาณที่จะนำ ส่ง โดยมี รายการ อุปกรณ์ดังนี้ อุปกรณ์สำ หรับงาน Clinical 1. แบบบันทึกการส่งตรวจวิเคราะห์ แบบสั้น / ยาว (Request Clinical Form) 2. ภาชนะสำ หรับบรรจุสิ่งส่งตรวจ 2.1 หลอด Clotted Blood tube 2.2 หลอด EDTA tube 2.3 หลอด NaF tube 2.4 หลอด Heparinized tube 2.5 หลอด Separate tube 2.6 กระป๋องสำ หรับบรรจุปัสสาวะ (Urine container) 2.7 หลอด Citrated tube 2.8 กระป๋องปราศจากเชื้อ (Sterile container) 2.9 หลอดอาหารเลี้ยงเชื้อพร้อมไม้พันสำ ลี (Transport media & swab) 3. Sticker สำ หรับการบ่งชี้สิ่งส่งตรวจ อุปกรณ์สำ หรับงาน Pathology 1. แบบบันทึกการส่งตรวจวิเคราะห์ (Request Patho Form) 2. SurePath Kit 3. ThinPrep Kit 4. Liquid-Prep Kit 5. PathTezt kit 6. SurePrep Kit 7. แปรงแบบ Broom 8. แปรงแบบ Brush Page 20


การขอเบิกอุปกรณ์สำ หรับการเก็บสิ่งส่งตรวจ(ต่อ) อุปกรณ์สำ หรับงาน Biomolecular 1. แบบบันทึกการส่งตรวจวิเคราะห์ (Request BML Form) 2. ชุดเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อส่งตรวจเฉพาะงาน Bio Molecular Page 21 A. ชุดเก็บสิ่งส่งตรวจจากระบบทางเดินหายใจ (M058,M443,M444,M446,M447,M250) H.Sterile tube สำ หรับเก็บ Plasma/serum D. ชุดเก็บสิ่งส่งตรวจสำ หรับส่งตรวจ CT/NG (Cobas 4800) (M465) F. SurePath Kit/ThinPrep Kit สำ หรับส่งตรวจ HPV DNA PCR (Cobas) (M336,M339) E. ชุดเก็บสิ่งส่งตรวจสำ หรับส่งตรวจ CT/NG (Aptima) (M135) G. ThinPrep Kit สำ หรับส่งตรวจ HPV mRNA PCR (Aptima) (M328) C. ชุดเก็บสิ่งส่งตรวจสำ หรับส่งตรวจ Sexual transmitted infection (STI) (M520) B.ชุดเก็บสิ่งส่งตรวจจากระบบทางเดินหายใจ สงสัยติดเชื้อ MERS CoV (M482) I. Self –Collection for HPV (Evalyn® Brush.) J. Cary blair/ Transport medium tube (M973)


คู่มือการจัดเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ การเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อส่งตรวจวินิจฉัย เลือด วิธีเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำ (Vein) แบบธรรมดา 1. เตรียมอุปกรณ์ต่างๆที่ต้องใช้ให้พร้อม เช่น • เข็ม ทั่วไปใช้เข็ม No. 21, 22 แต่ถ้าเส้นเลือดที่เจาะเล็กมากใช้เข็ม No. 23, 24 ได้ • Syringe ปริมาตรที่ใช้ขึ้นอยู่กับความต้องการเลือดที่จะใช้ตรวจวิเคราะห์ • หลอดบรรจุเลือด ทั้งชนิดที่มี และไม่มีสารกันเลือดแข็ง (ถ้าใช้หลอดที่มีสารกันเลือดแข็งให้ตรวจสอบว่ามีสารกันเลือดแข็งอยู่จริง) • สำ ลีปลอดเชื้อชุบแอลกอฮอล์ และสำ ลีปลอดเชื้อ 2. ล้างมือให้สะอาด และสวมถุงมือที่สะอาด 3. ใช้สายยาง (Tourniquet) รัดแขนเหนือบริเวณที่จะทำ การเจาะประมาณ 3-4 นิ้ว พร้อมกับให้ผู้ป่วยกำ มือข้างที่จะทำ การเจาะ 4. ทำ ความสะอาดบริเวณที่เจาะด้วย 70% Alcohol ปล่อยไว้ให้แห้งเองอย่าใช้ปากเป่า (Alcohol จะฆ่าเชื้อได้ดีขณะที่กำ ลังระเหย) 5. วางเข็มไปในทิศทางเดียวกันกับเส้นเลือดที่ทำ การเจาะ ไม่ควรเจาะเลือดโดยวางเข็มตามขวางของเส้นเลือด 6. เมื่อเลือดเข้าสู่ Syringe ให้ถอดสายยางรัดออกพร้อมให้ผู้ป่วยคลายมือที่กำ ไว้ ค่อยๆดึงลูกสูบอย่างช้าๆ อย่าดึงเร็วเพราะจะทำ ให้เม็ด เลือดแดงแตกได้ 7. หลังจากเลือดเข้าสู่ Syringe ได้ตามปริมาตรที่ต้องการแล้ว วางสำ ลีปลอดเชื้อแห้งบนเหนือแผลที่เจาะ ค่อย ๆ ดึงเข็มออกจากเส้นเลือดที่ เจาะ กดเบาๆที่สำ ลีเหนือแผล 8. ปิดบาดแผลทับด้วยพลาสเตอร์ยาและพับข้อศอกไว้ซึ่งจะช่วยให้เลือดหยุดเร็วขึ้น อย่าให้ผู้ป่วยขยี้แผลแรงเพราะจะทำ ให้เส้นเลือดแตก 9. ไม่ให้ใส่ปลอกเข็มกลับคืน ให้ปลดเข็มออกจาก Syringe โดยใช้เครื่องปลดเข็มทิ้งลงภาชนะทิ้งเข็มโดยเฉพาะ 10. การถ่ายเลือดเข้าหลอดทดลอง โดยดันลูกสูบอย่างช้า ๆ ไม่ควรดันเร็วเกินไป จะเป็นสาเหตุที่ทำ ให้เม็ดเลือดแดงแตกได้ ถ้าในหลอดทดลอง มีสารกันเลือดแข็งอยู่ให้รีบปิดจุก และผสมกลับไปกลับมาประมาณ 10 ครั้ง อย่าเขย่าแรง ๆ เพราะจะทำ ให้เม็ดเลือดแดงแตก สาเหตุที่ทำ ให้เม็ดเลือดแดงแตก (Hemolysis) ซึ่งทำ ให้ค่าต่างๆในการตรวจวัดผิดพลาดอาจเกิดได้จาก • ใช้เข็มขนาดเล็กเกินไปเจาะเลือด • ดันลูกสูบแรงเกินไปขณะที่ถ่ายเลือดออกจาก Syringe • ดันลูกสูบเพื่อถ่ายเลือดออกจาก Syringe โดยไม่ได้ปลดเข็มออก • เขย่าเลือดที่อยู่ในหลอด แทนที่จะค่อยๆผสมแบบกลับไปกลับมา • ดึงลูกสูบเร็ว และแรงเกินไปขณะให้เลือดเข้าสู่ Syringe • รีบเจาะเลือดเร็วเกินไปขณะที่ Alcohol ที่เช็ดบริเวณที่เจาะยังไม่แห้ง • หลอดทดลองเปรอะเปื้อนหรือไม่แห้งสนิท รูปที่1 แสดง หลอดเลือดดำ ที่อยู่ใกล้บริเวณผิวหนังที่เหมาะสำ าหรับเจาะเลือด คือ 1) Cephalic vein, 2) Basilic vein และ 3) Median cubital vein หลอด เลือดดำ ที่ใช้ในการเจาะเลือดมากที่สุด คือ หลอดเลือดดำ บริเวณข้อพับแขนด้าน ใน median cubital vein เพราะเป็นเส้นที่ใหญ่ที่สุด และเห็นได้ ชัดที่หน้าแขน ตรง บริเวณข้อพับ Page 22


วิธีเจาะเลือดโดยใช้ระบบสุญญากาศ 1. เตรียมเข็มให้สวมติดกับ Holder โดยขันเกลียวให้แน่นขณะที่เข็มด้านยาวที่ใช้เจาะยังสวมอยู่ในปลอก ยังไม่ถอดจนกว่าจะทำ การ เจาะ 2. รัดแขนผู้ป่วยเหนือบริเวณที่จะทำ การเจาะประมาณ 3-4 นิ้ว พร้อมกับให้ผู้ป่วยกำ มือ 3. ทำ ความสะอาดบริเวณที่จะเจาะด้วย 70% Alcohol ปล่อยให้แห้ง อย่าใช้ปากเป่า 4. ถอดปลอกเข็มด้านเจาะออก วางเข็มไปในทิศทางเดียวกันกับเส้นเลือดที่ทำ การเจาะ ไม่ควรเจาะเลือดโดยวางเข็มตามขวาง ของเส้นเลือด 5. เมื่อเข็มอยู่ในตำ แหน่งที่ต้องการแล้วให้หยุด และถือค้างไว้นิ่งๆ มืออีกข้างหนึ่งนำ Vacutainer Tube ที่เตรียมไว้สวมเข้ากับ Holder โดย กดเข้าไปให้ปลายเข็มด้านสั้นแทงทะลุจุกยางเข้าไป เลือดจะไหลเข้าสู่ Tube ทันทีเนื่องจากภายในเป็นสุญญากาศ 6. เมื่อได้ปริมาตรตามขนาดของหลอดสุญญากาศแล้วเลือดจะหยุดไหล ให้ดึง Vacutainer Tube อันแรกออกโดยที่เข็มยังเจาะคาทิ้ง ไว้ที่เส้นเลือด นำ หลอดที่ 2, 3 หรือ 4 สวมเข้าแทนติดเข้าไปใน Holder เลือดจะไหลเข้าสู่ Tube ทันที เช่นเดียวกันกับอันแรก 7. ใน Vacutainer Tube ที่มีสารกันเลือดแข็ง (Additive Tubes) เมื่อได้เลือดแล้วควรผสมโดยคว่ำ กลับไปกลับมาประมาณ 10 ครั้ง 8. เมื่อครบตามต้องการให้ดึง Vacutainer Tube ออกจาก Holder ปลดสายยางรัดแขนออก พร้อมให้ผู้ป่วยคลายมือที่กำ ไว้ วาง สำ ลีปลอดเชื้อแห้งบนเหนือแผลที่เจาะ ค่อยๆ ดึงเข็มออกจากเส้นเลือดที่เจาะ กดเบาๆ ที่สำ ลีเหนือแผล ให้ผู้ป่วยกดสำ ลีที่วางเหนือ แผล อาจพับข้อศอกไว้ซึ่งจะช่วยให้เลือดหยุดเร็วขึ้น อย่าให้ผู้ป่วยขยี้แผลแรงเพราะจะทำ ให้เส้นเลือดแตก การทิ้งเข็มไม่ให้ใส่ปลอก เข็มกลับคืน ให้ปลดเข็มออกจาก Syringe โดยใช้เครื่องปลดเข็ม ทิ้งลงภาชนะทิ้งเข็มโดยเฉพาะ ลำ ดับการเก็บเลือดลงหลอดสุญญากาศ ลำ ดับการเก็บเลือดลงหลอดสุญญากาศ ให้ระวังการปนเปื้อนระหว่างหลอดของสารกันเลือดแข็งภายใน โดยให้เรียงลำ ดับทั้งในกรณีที่ เจาะเลือดด้วยระบบสุญญากาศ หรือด้วยระบบกระบอกฉีดยา เหมือนกันคือ 1. Blood culture tube 2. Coaggulation tube (e.g. Blue top tube) 3. Plain tube, Nonadditive (e.g. Red top tube) 4. Additive tubes: • Gel separator tube • Heparin (e.g. Green top tube) • EDTA (e.g. Lavender stop tube) • Oxalate /Fluoride (e.g. Gray top tube) • Vacutainer Tube บางหลอดอาจไม่เป็นสุญญากาศ กรณีนี้เลือดจะไม่ไหลเข้าสู่หลอด เมื่อเป็นเช่นนี้ให้เปลี่ยนหลอดใหม่ ทันที หรือในกรณีที่เลือดกำ ลังเข้าสู่หลอดแล้วเกิดการหยุดทันทีให้ค่อยๆ ขยับเข็ม เพื่อหลีกหนีสิ่งอุดตันจะช่วยให้เลือดไหล เพิ่มขึ้น ถ้าไม่ได้ให้ถอดเข็มออกให้เจาะใหม่ ข้อควรหลีกเลี่ยงในการเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจทางเคมีคลินิก และอื่น ๆ 1. ไม่ควรเจาะเลือดจากเส้นเลือดหรือแขนข้างเดียวกันกับที่กำ ลังให้น้ำ เกลือ หรือให้เลือดอยู่ ควรเจาะเลือดจากเส้นเลือดหรือแขน ตรงข้าม แต่ถ้าแขนทั้งสองข้างไม่ว่างก็ให้เจาะเส้นเลือดบริเวณข้อเท้า หรือบริเวณอื่นๆ แทน 2. ไม่ควรเจาะเลือดบริเวณที่มีก้อนเขียวคล้ำ (Hematoma) 3. หลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นแผลกว้าง เช่น แผลที่เกิดจากไฟไหม้ 4. ไม่ควรเจาะเลือดภายหลังการออกกำ ลังกาย เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงระดับของสารเคมี ภายหลังการออกกำ ลังกาย 5. ไม่ควรรัดแขนไว้นานเกิน 2 นาที หรือแน่นเกินไป เนื่องจากบริเวณที่รัดจะมีการคั่งค้างของเลือดทำ ให้ไหลเวียนไม่สะดวก ไม่อยู่ใน ภาวะสมดุล ถ้าทิ้งไว้นานจะทำ ให้การตรวจวัดผิดพลาดได้ 6. เลือดที่เจาะหรือเก็บมาแล้วควรนำ ส่งเพื่อการตรวจวิเคราะห์ทันที เนื่องจากสารเคมีบางอย่างจะสลายตัว หรือถูกทำ ลายได้เร็ว มากในสภาพของเลือดที่ไม่ได้ทำ การแยก Serum หรือ Plasma ออก 7. Fasting Blood ควรให้ผู้ป่วยงดอาหาร 8-12 ชั่วโมง ถ้างดอาหารน้อยกว่า 8 ชั่วโมงจะพบว่าค่าของไขมันอาจผิดพลาดได้ 8. ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกร็ดเลือดต่ำ หรือเลือดหยุดยาก ให้ใช้ความระมัดระวังในการเจาะเลือด โดยให้เกิดบาดแผลน้อยที่สุด และต้อง กดแผลให้นานพอจนเลือดหยุดไหลซึม 9. ปริมาณเลือดที่ใช้เพื่อตรวจต่าง ๆ ควรเจาะให้ได้ตามปริมาตรที่กำ หนด Page 23


ตารางที่ 1 แสดงชนิดหลอดบรรจุที่ใช้กับรายการสิ่งส่งตรวจ รายการสิ่งส่งตรวจ (test) ชนิดหลอดบรรจุ (type of blood tube) ชนิดสารกันเลือดแข็ง (anticoagulant) ปริมาตร (volume) Chemistry (เคมีคลินิก) Immunology (ภูมิคุ้มกันวิทยา) Serology (น้ำ เหลืองวิทยา) Plain tube - 5 – 10 mL Glucose Tolerance Test (GTT) Sodium fluoride tube Sodium fluoride 2 mL Hematology (โลหิตวิทยา) EDTA tube (จุกสีม่วง) (แบบกำ หนดปริมาตรสิ่งส่งตรวจ 2 mL หรือ 3mL ตามที่บริษัทผู้ผลิตกำ หนด) EDTA 2 mL หรือ 3 mL (ปริมาตรตามขีดกำ หนดที่ tube) Coagulogram (ปัจจัยการแข็งของเลือด) Sodium citrate (จุกสีฟ้า) Sodium citrate 2.7 mL ตารางที่ 2 แสดงชนิดหลอดบรรจุที่ใช้กับรายการสิ่งส่งตรวจของเด็ก รายการสิ่งส่งตรวจ (test) ชนิดหลอดบรรจุ (type of blood tube) Capillary tube* Microtainer (จุกสีม่วง) Micro Plain Tube Blood Group 2 หรือมากกว่า 1 - Hct 2 หรือมากกว่า 1 - Microbilirubin 2 หรือมากกว่า 1 - Hct + TBIL 2 หรือมากกว่า 1 - Hb typing - 1 - Recticulocyte และ/หรือ G6PD และ/หรือ Direct Coomb’s test - 1 - CBC + TBIL + Recticulocyte + G6PD + Direct Coomb’s test - 2 - Glucose - - 1 Electrolyte - - 2 หมายเหตุ การเจาะ Capillary tube อาจส่งผลกับค่าที่ได้จากการตรวจวิเคราะห์ Test CBC โดยเฉพาะเกล็ดเลือด และ RBC Morphology การเจาะขอให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ วิธีเจาะเลือดจากเส้นเลือดฝอย (Capillary) การเจาะ Capillary Blood จะเจาะที่ปลายนิ้วมือในผู้ใหญ่หรือเด็กโต ถ้าเป็นทารกจะเจาะที่ส้นเท้า อุปกรณ์ a. Steriled blood lancet หรือ Lancet Device b. Microcuvette tube c. หลอดบรรจุเลือด d. Hematocrit tube 0.05 mL (Heparin coat), Microtainer EDTA e. 70% Alcohol f. สำ ลีปลอดเชื้อ Page 24


วิธีเตรียม 1. ก่อนเจาะควรจะบีบนวดเบาๆ บริเวณที่จะเจาะเพื่อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น 2. ทำ ความสะอาดบริเวณที่จะเจาะด้วย 70% Alcohol รอจนแห้ง 3. เจาะเลือดด้วย Steriled blood lancet ให้ปลายแหลมแทงบริเวณส่วนนูนของปลายนิ้ว ลึกไม่เกิน 2.5 mm หรือเจาะด้วย Lancet Device 4. เช็ดเลือดหยดแรกทิ้งด้วยสำ ลีแห้ง แล้วจึงเก็บหยดต่อไป 5. เมื่อได้เลือดตามจำ นวนที่ต้องการ ให้ใช้สำ ลีแห้งปิดแผลกดไว้ให้แน่น ควรเจาะอย่างเร็ว ลึก และขวางลายนิ้วมือไม่ใช้ขนานนิ้วกับลายนิ้วมือตำ แหน่งที่ใช้มาก คือ ปลายนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง ผู้ป่วยมักจะ ให้เจาะมือข้างที่ไม่ถนัด ไม่แนะนำ ให้เจาะนิ้วก้อย เนื่องจากมีเนื้อเยื่อน้อยกว่านิ้วอื่น ไม่ควรเลือกนิ้วที่เย็น ซีด หรือบวม การเจาะเลือดส้นเท้าเด็ก 1. เลือกจุดที่จะเจาะก่อน จุดที่เหมาะสม คือ บริเวณขอบส้นเท้าด้านใน 2. เพิ่มการไหลเวียนของเลือด บริเวณที่จะเจาะด้วยการบีบนวดเบาๆ หลายๆ ครั้ง โดยให้ขาของทารกอยู่ในลักษณะเหยียดยาวหรือ ใช้ผ้าอุ่นห่อหุ้มส้นเท้าไว้สักครู่ 3. ทำ ความสะอาดบริเวณที่จะเจาะด้วย 70% Alcohol รอให้แห้ง 4. จับส้นเท้า ใช้นิ้วชี้จับรอยแอ่งที่ฝ่าเท้า นิ้วหัวแม่มือรัดรอบข้อเท้า จะทำ ให้ส้นเท้าอยู่ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือ 5. ใช้ Steriled blood lancet แทงลงไปลักษณะตั้งฉากกับผิวหนัง โดยลึกไม่เกิน 2.5 mm. เพราะอาจแทงถูกกระดูกเส้นเท้าได้ 6. เช็ดเลือดหยดแรกด้วยสำ ลีแห้ง เก็บเลือดหยดต่อไป ถ้าเลือดไหลช้าให้บีบรอบส้นเท้าเป็นจังหวะบีบแล้วปล่อย เพื่อช่วยให้เลือด ไหลดีขึ้น แต่อย่าบีบแรงเกินไปเพราะจะทำ ให้มี tissue fluid ปนกับเลือดมาก และส้นเท้าเด็กจะเขียวช้ำ ควรเก็บเลือดให้ได้ตาม จำ นวนที่ต้องการภายใน 2–3 นาที 7. เมื่อได้เลือดตามที่ต้องการแล้วให้กดแผลไว้ด้วยสำ ลีแห้งจนเลือดหยุด ปิดทับสำ ลีด้วย micropore เป็น pressure dressing ถ้า ต้องเจาะเลือดบ่อยครั้งให้เปลี่ยนที่เจาะไม่ควรเจาะซ้ำ ที่เดิม 8. Lancet ที่ใช้แล้วทิ้งลงในภาชนะทิ้งเข็ม ส่วนอื่นที่เปื้อนเลือดทิ้งลงในถังขยะติดเชื้อ ส่วนเลือดที่เก็บได้ให้รีบนำ ส่ง ห้องปฏิบัติการ หมายเหตุ • ห้ามจับบริเวณผิวหนังที่ถูกเจาะเลือดหลังทำ ความสะอาดแล้ว • Lancet Device จะมีส่วนสัมผัสกับผิวหนังบริเวณที่ถูกเจาะเลือด คือส่วนหัวครอบจึงควรทำ ความสะอาดส่วนนี้ด้วย 70% Alcohol • ถ้าเจาะเลือดแล้วเลือดไหลออกน้อยมากอย่าพยายามบีบเค้นแรง เพื่อให้เลือดออกเพราะจะทำ ให้มี tissue fluid ปนออกมา ซึ่งจะทำ ให้ ผลการตรวจวิเคราะห์ได้ค่าผิดไปจากความเป็นจริง • Microhematocrit tube ที่ใช้เก็บเลือด จะมี Heparin เคลือบอยู่ ควร เก็บเพียง ¾ ของ tube เพื่อให้เหลือที่ว่างสำ หรับเลือดไหลไปมาจาก ปลายข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งได้ในขณะที่เอียง tube เพื่อผสมเลือดกับ Heparin อุดปลายข้างหนึ่งด้วยดินน้ำ มัน รูปที่ 3 แสดงการเจาะเลือดที่ส้นเท้า ส้นเท้าของทารกเป็นบริเวณที่ดีที่สุดในการเจาะเลือด ควรใช้บริเวณด้านข้างของส้นเท้า (Medial or lateral section of the plantar or bottom surface of the heel) Page 25


สารคัดหลั่ง น้ำ ไขสันหลัง (Cerebrospinal Fluid หรือ CSF) CSF จะพบในช่องของสมอง และ subarachnoid space ส่วนมากแพทย์จะเจาะน้ำ ไขสันหลังจากส่วนของ Lumbar หรือ Cisternal Cervical หรือ Ventricular โดยเก็บในหลอดแก้วที่มีขีดบอกปริมาตรที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคมาแล้ว ขนาดเดียวกัน 3-4 หลอด A. การเจาะเก็บน้ำ ไขสันหลัง (CSF) • เวลา จะเก็บเวลาใดก็ได้ แต่ควรเก็บก่อนที่จะรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ • ปริมาตร ปกติใช้น้ำ ไขสันหลังประมาณ 10-15 mL โดยแบ่งใส่ในหลอดแก้ว 3-4 หลอด ซึ่งเพียงพอสำ หรับใน งานประจำ เกี่ยวกับ การตรวจด้าน Chemistry, Serology, Cytology และ Microbiology • การเก็บ หลอดแรก และหลอดที่สอง อาจจะมีเลือดปะปนไม่เหมาะในการตรวจทางด้าน Serology, Cytology หรือทาง Microscopic น้ำ ไขสันหลัง ควรจะใส ปราศจากเลือดปะปน และควรรีบนำ ส่งตรวจทันที หรือภายในครึ่งชั่วโมงแรก หลังจากการเจาะน้ำ ไขสันหลัง B. การเจาะเก็บ CSF ทำ โดยแพทย์ เมื่อเจาะเก็บได้แล้ว ให้ใส่ขวดปราศจากเชื้อ 3-4 ขวด (ขวดละ 2-3 mL) มีหมายเลขกำ กับไว้ตามลำ ดับ ขวดที่ 1 สำ หรับตรวจทางเคมีคลีนิค ขวดที่ 2 สำ หรับเพาะเชื้อ ขวดที่ 3 สำ หรับนับจำ นวนเซลล์และย้อมดูเซลล์ ขวดที่ 4 สำ หรับการส่งตรวจพิเศษอื่น ๆ ปิดฝาขวดให้สนิท ควรรีบนำ ส่งห้องปฏิบัติการ เนื่องจากสารต่างๆและเซลล์ชนิดต่างๆ ที่อยู่ใน CSF จะคงอยู่ในสภาพได้ไม่นาน จากส่วนแรกของลำ ไส้และน้ำ ดี (Duodenal Contents and Bile) Duodenal เป็นส่วนแรกของลำ ไส้เล็ก ยาวประมาณ 11 นิ้วโดยเฉลี่ย เป็นส่วนต่อระหว่างกระเพาะอาหารกับลำ ไส้ส่วน Jejunum ในบริเวณ นี้จะมีส่วนผสมของน้ำ จากกระเพาะ เยื่อบุลำ ไส้ น้ำ จากตับอ่อน น้ำ ดี ปะปนด้วย • ภาชนะที่บรรจุ ใช้หลอดแก้วที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคมาแล้ว ขนาด 100 x 16 mm. หรือ 150 x 16 mm. สำ หรับน้ำ ดีใช้เก็บด้วยขวด ขนาด 120 mL ที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้ว 3 ขวด • เวลา ควรเก็บเวลาหลังจากงดอาหารมาแล้ว 12-15 ชั่วโมง โดยปรกติใช้เก็บเวลาเช้าดีที่สุด • ปริมาณ ใช้ประมาณ 5-10 mL ใส่ลงไปในแต่ละหลอดตามลำ ดับ จนกระทั่งไม่มีน้ำ จากส่วนแรกของลำ ไส้เล็กอีกแล้วสำ หรับน้ำ ดีที่ เก็บในขวดขนาด 120 mL จำ นวน 3 ขวด ขวดแรก อาจจะเป็นสีเหลืองทองอ่อน ปริมาณ 10-20 mL ขวดที่สอง อาจจะเป็นสีเขียวเข้มปริมาณ 30-100 mL ขวดที่สาม เป็นสีเหลืองอ่อน ปริมาณ 200 mL สิ่งส่งตรวจควรนำ ส่งไปยังห้องปฏิบัติการทันที หรือเก็บใส่ในตู้เย็นอุณหภูมิ 4 oC น้ำ ลาย (Saliva) • ภาชนะที่บรรจุ เป็นขวดที่สะอาดขนาด 25 mL • การเตรียมผู้ป่วย ล้างปากทำ ความสะอาดฟัน และเหงือกด้วย Sodium Bicarbonate อย่างอ่อน (ครึ่งช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 แก้ว) หรือยาฆ่าเชื้อโรคอย่างอ่อน แล้วล้างด้วยน้ำ สะอาดอีกครั้ง • เวลาที่เก็บ เวลาใดก็ได้ • ปริมาณ น้ำ ลายที่ใช้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน แต่ละส่วนปริมาณ 6-8 mL ไม่ควรมีเยื่อบุเมือก (Mucous) ปะปนลงไปด้วย ส่วนแรกจะ มีเศษอาหารปะปนลงไปด้วยให้ทิ้งไป ส่วนที่สองจึงนำ ไปวิเคราะห์ได้ สำ หรับทางด้านเคมีคลินิกใช้ตรวจหา Amylase น้ำ ลายควร ทำ การทดสอบทันทีหลังจากที่เก็บ แต่ถ้าจะเก็บไว้นานควรเก็บในตู้เย็นแต่ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมง และไม่ควรนำ ส่งทางอากาศ Page 26


สารคัดหลั่ง (ต่อ) เสมหะ (Sputum) เป็นสิ่งส่งตรวจที่ได้จากลำ คอและปอด โดยปกติจะตรวจโรคที่เกี่ยวกับปอด หรือทางเดินระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง • ภาชนะที่ใส่ ใช้ขวดปากกว้างขนาด 6 mL (2 ออนซ์) หรือ 120 mL (4 ออนซ์) ฝาจุกเป็นจุกเกลียว หรือใช้ขวดพลาสติกที่ผ่านการ ฆ่าเชื้อโรคมาแล้วต้องสะอาด และแห้ง • การเตรียมผู้ป่วย ก่อนเก็บเสมหะผู้ป่วยควรบ้วนปากและฟัน ด้วยน้ำ ที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคมาแล้ว หรือน้ำ อุ่น ไม่ควรมีน้ำ ลาย ปะปนลงไปด้วย ถ้าไม่มีเสมหะออกมาให้ผู้ป่วยกิน Potassium iodide 10 กรัม ของ U.S.P. ในตอนเย็น และเก็บเสมหะในตอนเช้า • เวลา ควรเป็นเวลาเช้า • ปริมาณ ใช้เสมหะชนิดเดียว บางโอกาสใช้เสมหะ 24 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะต้องใช้ภาชนะที่มีความจุพอสำ หรับการเก็บเสมหะ 24 ชั่วโมง • การเก็บสิ่งส่งตรวจ ต้องให้ผู้ป่วยไอลึกๆ การเก็บต้องปราศจากน้ำ ลาย ถ้าต้องการตรวจทางด้านเซลล์วิทยา (Cytology) ควร ส่งเสมหะไปยังห้องปฏิบัติการทันที หรือใช้ไม้เขี่ยเสมหะทาลงบนแผ่นกระจก แล้วจุ่มลงในสารละลายให้ติดแน่น (Fixative) ซึ่ง มีส่วนผสมของ Alcohol 95% หลังจากนั้นจึงนำ ไปย้อม โดยวิธี Paponicolaou ถ้าต้องการตรวจเสมหะทางด้าน Bacteria สำ หรับทำ พวกเชื้อรา ควรเก็บในภาชนะที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคมาแล้ว เสมหะควรส่งไปยังห้องปฏิบัติการทันที หรือเก็บไว้ในตู้เย็น แต่ไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมง น้ำ จากกระเพาะ (Stomach content) • ภาชนะที่บรรจุ เก็บด้วย Flask หรือ Beaker ขนาด 250 mL • การเตรียมผู้ป่วย แพทย์จะเป็นผู้ทำ • เวลา ใช้เก็บน้ำ จากกระเพาะหลังอดอาหาร โดยเฉพาะเวลาเช้าก่อนผู้ป่วยรับประทานอาหารดีที่สุด ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับ อาหารเช้าเข้าไปแล้ว สิ่งส่งตรวจควรเก็บหลังจากที่ได้รับประทานอาหารเข้าไปแล้ว 1 ชั่วโมง เช่นเดียวกันกับหลังจากฉีด Hista-mine น้ำจากกระเพาะควรส่งไปยังห้องปฏิบัติการทันทีถ้าทิ้งไว้นานจะทำ ให้ Fibrous tissue หรือ Cellular element บางชนิดอาจ จะละลายไปโดยการย่อย ของเหลวที่ผ่านรูเยื่อบุหรือของเหลวที่มี Protein และ เศษเซลล์สูงที่จับอยู่ตามเนื้อเยื่อที่มีการอักเสบ (Transudate and Exudate) Transudate เป็นของเหลวซึ่งไม่ใช่เกิดจากการอักเสบ มักจะปรากฏในส่วนต่างๆของร่างกาย เมื่อมีการรบกวนของการไหลเวียน ของโลหิต เกิดจากการคั่งของเลือด และการบวมน้ำ (Edema) เมื่อของเหลวนี้ได้มาจากปอด เรียกว่า Pleural Fluid ถ้าได้มาจาก หัวใจ เรียกว่า Pericardial Fluid ถ้าได้มาจากช่องของลำ ไส้ (Intestinal Cavity) เรียก Peritoneal Fluid หรือ Ascitis ถ้าได้มา จากข้อต่อ (Joint) เรียก Synovial Fluid Exudate เช่น หนอง (Pus) เป็นของเหลวซึ่งเกิดจากการอักเสบ ของอวัยวะ หรือเกิดจากการติดเชื้อ Bacteria (Bacteria Infection) • ภาชนะที่บรรจุ เก็บในขวดหรือ Flask ที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคมาแล้ว ขนาด 250 - 500 ml. ถ้าสิ่งส่งตรวจเป็นหนองใช้ โดยใช้ หลอดแก้วที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว หรือ Swab ใส่ลงในหลอดแก้วที่มีน้ำ เกลือ หรืออาหารเพาะเลี้ยงเชื้อ (Stuart’s transport medium) ที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้ว • การเตรียมผู้ป่วย ควรเก็บก่อนที่จะรักษาด้วยยา ไม่ควรฆ่าเชื้อโรคบริเวณที่อักเสบก่อนที่จะนำ เอาสิ่งส่งตรวจมาทดสอบดู • เวลา เก็บเวลาใดก็ได้ แต่ควรเก็บก่อนที่ผู้ป่วยจะรักษาด้วย Antimicrobial agent • การเก็บสิ่งส่งตรวจ ในกรณีที่เป็น Transudate ระบาย (Drain) ของเหลวโดยตรงบนภาชนะที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคมาแล้วมากกว่า 1 ตัวอย่าง ในกรณีที่ต้องการส่งตรวจ Cell count ทางด้านโลหิตวิทยาให้ใส่ใน Tube EDTA 2 - 3 cc. และการเก็บ Transudate จำ เป็นต้องใช้เข็มที่เจาะใต้ผิวหนังที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว พร้อมด้วยกระบอกฉีดทำ ความ สะอาดผิวหนังด้วย Iodine และ Alcohol การเก็บสิ่งส่งตรวจต้องใช้ความระมัดระวัง และใส่ลงไปในขวด หรือหลอดแก้วที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ในกรณีที่เป็น Exudate ทำ ความสะอาดรอบๆผิวหนังที่อักเสบ ด้วยน้ำ ยาฆ่าเชื้อโรค แต่อย่าให้น้ำ ยาฆ่าเชื้อโรคไปสัมผัสกับบริเวณที่อักเสบโดยตรง เก็บสิ่งส่งตรวจโดยการดูดเอาน้ำ ออกเข้าไปในหลอดแก้ว หรือ กระบอกสูบ แล้วถ่ายเทไปยังหลอดแก้วที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้ว Page 27


สารคัดหลั่ง (ต่อ) อุจจาระ (Feces) ส่วนใหญ่ใช้ในการตรวจทางด้านปรสิตวิทยา, แบคทีเรียวิทยา, หรือ ไวรัสวิทยา • ภาชนะที่บรรจุ เก็บอุจจาระลงในภาชนะที่สะอาดที่ปราศจากปัสสาวะปนเปื้อนอยู่ด้วย ไม่ควรเก็บในกระดาษที่อ่อนนุ่ม ควรเก็บ อุจจาระได้ประมาณ 10-20 กรัม ถ้าต้องการตรวจหาเลือดในอุจจาระ ผู้ป่วยไม่ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก หรือสารที่มี เหล็กอยู่เป็นเวลา 5 วันก่อนที่จะเก็บอุจจาระ ถ้าต้องการตรวจหาทางด้านปรสิตวิทยา ไม่ควรรับประทานยาฆ่าพยาธิภายใน 2 สัปดาห์ก่อนเก็บและไม่มีสาร Barium, Bismuth หรือไขมัน 5 วัน ก่อนเก็บตรวจและควรเก็บอุจจาระก่อนอาหารเช้าจะเหมาะสม ที่สุด อุจจาระควรจะได้รับการตรวจภายในเวลา 30 ถึง 40 นาที หลังจากที่ถ่ายออกมา ถ้าจะเก็บไว้นานกว่านั้น ควรเก็บไว้ในตู้เย็น ปัสสาวะ (Urine) การเก็บปัสสาวะใช้ในการทดสอบในงานประจำ วัน (Routine Urinalysis) สามารถเก็บส่งตรวจได้ตลอดเวลา โดยเก็บในภาชนะสำ หรับ เก็บปัสสาวะที่สะอาด ลักษณะการเก็บปัสสาวะ • Random Urine :- ปัสสาวะที่เก็บครั้งเดียวเวลาใดก็ได้ เหมาะสำ หรับการตรวจเบื้องต้น สำ หรับงานประจำ วัน (urine exam) • First morning Urine :- ปัสสาวะครั้งแรกในตอนเช้า เป็นปัสสาวะที่ต้องการตรวจให้ได้ผลที่ถูกแม่นยำ มากที่สุด มีความเข้มข้น มากที่สุด เหมาะสำ หรับตรวจ เบาหวาน / การตั้งครรภ์ • 24 Hours Urine :- นิยมใช้ตรวจทางเคมีคลินิค เนื่องจากระบบเมตาบอลิซึมของร่างกายสารต่างๆจะมีการขับถ่ายทางปัสสาวะ ระหว่างวันไม่เท่ากัน ดังนั้นการหาปริมาณโดยใช้ปัสสาวะ 24 ชั่วโมง จะให้ค่าคงที่และถูกต้องแน่นอนกว่า ภาชนะบรรจุ • ควรเป็นภาชนะที่สะอาดปากกว้างมีฝาปิดได้สนิทขนาดบรรจุประมาณ 100 cc. แต่ถ้าต้องการใช้สำ หรับทำ Bacteria culture ด้วยต้องใช้ภาชนะบรรจุปราศจากเชื้อ ควรนำ ส่งภายใน 2 ชั่วโมง หรือ เก็บไว้ในตู้เย็น อุณหภูมิ 2-8 ๐C เก็บได้นาน 24 ชั่วโมง • สำ หรับ 24 Hours Urine ให้ใช้ขวดขนาด 1000 cc. สะอาดมี preservative หรือไม่มีขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่ต้องการตรวจ วิเคราะห์และต้องมีคำ แนะนำ วิธีเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมงติดที่ขวดสำ หรับเก็บไว้ด้วย พร้อมทั้งอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ วิธีการเก็บปัสสาวะ 1. การเก็บ First morning Urine และ Random Urine • ทำ ความสะอาดบริเวณภายนอกอวัยวะเพศให้สะอาด • ถ่ายปัสสาวะช่วงแรกทิ้งไป เก็บช่วงกลางในภาชนะที่เตรียมไว้ โดยเก็บประมาณ 50-100 cc. ที่เหลือถ่ายทิ้งไป • เมื่อได้ปัสสาวะแล้วปิดฝาให้สนิท แล้วรีบนำ ส่งแผนกตรวจวิเคราะห์พร้อมรายการส่งตรวจ 2. การเก็บ 24 Hours Urine • เขียนชื่อคนไข้, ลำ ดับขวด, จดวันเวลาที่เริ่มต้นและสิ้นสุดไว้ข้างขวดทุกขวด • เริ่มเก็บปัสสาวะโดยให้ถ่ายปัสสาวะทิ้งก่อนเริ่มเก็บจดเวลาไว้ หลังจากนั้นจึงเก็บปัสสาวะที่ถ่ายครั้งต่อๆ ไป ทุกครั้งจนครบ 24 ชั่วโมง โดยให้ปัสสาวะครั้งสุดท้ายคือเวลาที่เริ่มเก็บ • ปัสสาวะที่เก็บรวบรวมได้ให้แช่ในตู้เย็น ปิดฝาให้สนิท ระหว่างที่รอเก็บครั้งต่อไป • เก็บครบเวลาแล้ว นำ ส่งห้องปฏิบัติการ พร้อมรายการส่งตรวจ • ส่งตรวจ hormone ต่างๆเช่น VMA, 5-HIAA จะต้องมีสาร preserve ในภาชนะดังนั้นการเทปัสสาวะลงในภาชนะ จะต้อง ระมัดระวังเนื่องจากสาร preserve มีความเป็นกรดความเข้มข้นสูง โดยจะมีรายละเอียดบ่งบอกที่ข้างกระป๋อง Page 28


สิ่งส่งตรวจอื่นๆ เนื้อเยื่อ (Tissue) • ภาชนะที่บรรจุ สำ หรับการตรวจทางด้าน Bacteria ควรเก็บไว้ในจานแก้ว หรือขวดแก้วที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคมาแล้ว สำ หรับ ศึกษาทางด้านเนื้อเยื่อ (Histo-section) ควรเก็บในภาชนะที่สะอาดมิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้แห้ง สิ่งส่งตรวจอาจจะถูกเก็บรักษา ด้วยน้ำ ยาที่ติดแน่น (Fixing Fluid) เนื้อเยื่อควรส่งทันที สิ่งส่งตรวจที่ได้รับสารมีพิษ (Specimen for Toxicology) สิ่งส่งตรวจที่ได้รับสารมีพิษต้องเก็บอย่างระมัดระวังเช่น ปัสสาวะ, อุจจาระ, อาเจียนของเสียจาก กระเพาะอาหาร (Gastric wasting) และสารอื่นๆ จากผู้ป่วย ต้องเก็บในภาชนะที่สะอาด และใส่ลงใน Borosilicate glass flask หรือเหยือกแก้ว แล้วรายงานรายละเอียด เช่น ชื่อของผู้ป่วย ชนิดของสิ่งส่งตรวจ เวลาที่เก็บ สิ่งส่งตรวจควรจะส่งไปยังห้องปฏิบัติการทันที ถ้าไม่ส่งทันทีควรจะผนึกด้วยเทป (Adhesive tape) แล้วเก็บในตู้เย็น ไม่ควรเติมสารกันเสียลงไปในสิ่งส่งตรวจ • ถ้าผู้ป่วยตาย และต้องการจะชันสูตรศพ ให้ใส่อวัยวะ และเนื้อเยื่อลงในภาชนะที่สะอาด เช่น Mason Jar และผนึกพร้อมเขียนราย ละเอียด • ถ้าผู้ป่วยได้รับสารพิษ เช่น สารพิษตะกั่วให้เก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง ใส่ลงภาชนะที่ปราศจากสารตะกั่วไม่ควรใช้กระโถน (Bed pan) ที่เคลือบด้วยเหล็กกล้า หรือใช้เลือด 5-10 mL ซึ่งให้ผลดีกว่า • ถ้าได้รับสารอาร์ซินิค (Arsenic poison) ให้เก็บผม และเล็บอย่างน้อย 1 กรัม หรือ EDTA Blood 5-10 mL • ถ้าได้รับพิษจาก Alcohol (Alcohol poison) หรือสารพิษจาก Carbon monoxide ให้เก็บเลือด Sodium Fluoride Blood หรือ Heparinized Blood เป็นสารกันเลือดแข็ง 5-10 mL การส่งตรวจ Chromosome Study Chromosome Study การเก็บสิ่งส่งตรวจแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ Amniotic fluid เจาะโดยสูติแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้นดูด Amniotic 20 mL ด้วย disposable syringe ที่ sterile หรือถ่ายลง sterile tube แล้วปิดปลอก syringe หรือฝา tube ให้แน่นด้วย tape อีกครั้งพร้อมติดชื่อคน Peripheral blood 1. ใช้ Disposable syringe 5 mL กลั้วด้วย heparin ให้ทั่ว แล้วไล่ heparin ออกให้เหลือน้อยที่สุด แล้วเปลี่ยน needle ใหม่ 2. เจาะเลือดด้วย sterile technique ดูดประมาณ 3 mL เขย่า syringe เบา ๆ เพื่อให้ heparin ผสมกับเลือดดีขึ้น แล้วปิดปลอก เข็มให้แน่น ปิดด้วยเทปกาวอีกครั้ง หรือจะถ่ายใส่ sterile tube ก็ได้ Fetal blood sampling : กระทำ โดยสูติแพทย์ที่ชำ นาญโดยส่งเป็น heparinized blood 1 mL ปิดปากหลอดให้แน่นด้วยเทปกาว Bone marrow : กระทำ โดยอายุรแพทย์สาขาโลหิตวิทยาโดยเฉพาะ นำ Heparinzed bone marrow ประมาณ 1 mL ปิดปากหลอดให้ แน่นด้วยเทปกาว นำ ส่งห้องปฏิบัติการทันที Page 29


สิ่งส่งตรวจอื่น ๆ (ต่อ) น้ำ (Water) โดยทั่วไป น้ำ ที่ใช้ดื่มจะนำ มาวิเคราะห์ทั้งทางฟิสิกส์ และทางเคมี ส่วนใหญ่จะตรวจทางด้าน Bacteria น้ำ ที่มีสาร Nitrogen Nitrate มากกว่า 10 PPM ไม่ควรที่จะนำ มาใช้กับเด็กอ่อน เพราะจะทำ ให้เกิด Methemoglobinemia ในเด็กอ่อน • การเก็บ สำ หรับทางด้านเคมี เก็บน้ำ ใส่ลงในขวดที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคมาแล้วประมาณ 1 แกลลอน แล้วปิดด้วยจุกแก้ว หรือปิด ด้วยอะลูมิเนียม (Aluminium) หรือกระดาษดีบุก (Tin foil) ห้ามใช้กระดาษตะกั่ว (Lead foil) • เวลา เก็บเวลาใดก็ได้ แต่ควรเป็นเวลาที่แน่นอน • จำ นวนที่เก็บ การทดสอบทางด้านเคมีใช้จำ นวนน้ำ 1 แกลลอนก็เพียงพอแล้ว • การเก็บน้ำ การทดสอบทางด้านเคมี การเก็บไม่มีกฎตายตัวที่แน่นอนแต่ระวังอย่าให้มีการปนเปื้อน (Contaminate) เกิดขึ้น มี ความจำ เป็นที่ต้องบอกรายละเอียด (Label) และเก็บที่อุณหภูมิ 6-10 ๐C สำ หรับการวิเคราะห์ทางด้านเคมี น้ำ ที่ไม่บริสุทธิ์ควร ได้รับการตรวจภายใน 12 ชั่วโมง ถ้าเป็นน้ำ ที่บริสุทธิ์พอใช้ควรได้รับการตรวจภายใน 48 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นน้ำ ที่บริสุทธิ์จริงๆ สามารถนำ มาตรวจได้ภายใน 72 ชั่วโมง การตรวจทางด้านจุลชีววิทยา (แบคทีเรีย) • การเก็บสิ่งส่งตรวจ เก็บเฉพาะ Specimen ที่ได้พิจารณาแล้วว่ามีความจำ เป็นต่อการวินิจฉัยเพื่อการรักษาผู้ป่วย เก็บให้ได้ Specimen ที่แท้จริง เลี่ยง การเก็บเชื้อที่เป็น Flora ปนเปื้อน • ลักษณะสิ่งส่งตรวจ 1. สิ่งส่งตรวจที่มีปริมาตร เช่น หนอง, เสมหะ, น้ำ จากช่องต่างๆ ของร่างกาย เช่น น้ำ ไขสันหลัง น้ำ ช่องท้อง, ช่องปอด, น้ำ จาก ข้อ ควรเก็บใส่ขวดปราศจากเชื้อ ถ้าต้องการย้อม Grams’stain เพื่อดู Cell และชนิดของ Bacteria ให้ Smear Specimen บนแผ่น Slide บางๆ และส่ง Slide ไปยังห้องปฏิบัติการ 2. สิ่งส่งตรวจที่เป็น Swab ได้แก่ Nasal, Throat, Vagina, Urethra, Cervical, Wound, Eye, Ear, Rectal ใส่ใน Stuart‘s transport medium ซึ่งบรรจุเป็นวุ้นในหลอดแก้วเล็กของ Tube swab 3. เลือดผู้ใหญ่ หรือเด็กอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป เจาะเลือด 5 cc. สำ หรับเด็กอายุต่ำ กว่า 10 ปี เจาะเลือดได้น้อยอาจใช้ 2-3 cc. ก็ได้ โดยให้นำ เลือดใส่ขวด Hemoculture ตามขนาดของเลือดที่เจาะ 4. สิ่งส่งตรวจอื่นๆ ได้แก่ Catheter tip, Prosthesis, Venous Catheter หรือ Dialyzing fluid ใส่ในขวดปราศจากเชื้อ 5. สิ่งที่ขูดจากผิวหนัง เพื่อเพาะเลี้ยงเชื้อรา ใช้ Blade ปราศจากเชื้อ ขูดผิวหนังส่วนที่สงสัยเป็นเชื้อราเบาๆ ให้เกล็ดผิวหนัง ร่วงลงในขวดปากกว้าง หรือตลับที่ปราศจากเชื้อ 6. ชิ้นเนื้อจาก Biopsy หรือ Necropsy เก็บในขวด หรือหลอดปราศจากเชื้อ 7. Bone Marrow และ เลือด ที่เพาะเชื้อ TB ให้ใส่ลงในขวดอาหารเลี้ยงเชื้อ MB Bact Alert ทันที 8. Bone marrow และ เลือด ที่เพาะเชื้อรา ให้ใส่ลงในขวดอาหารเลี้ยงเชื้อ Hemo culture (BacT Alert) ทันที ทั้งนี้เพื่อป้องกัน มิให้มีการจับตัวเป็นก้อนของไขกระดูก Page 30


วิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจ A. เลือด (Hemoculture) แกะจุกพลาสติกที่หุ้มปากขวดออก เช็ดจุกยางที่ปากขวดด้วย 70% Alcohol แล้วรอให้แห้งนาน 30 วินาทีถึง 1 นาที เจาะเลือด 8-10 cc. หรือ 1-3 cc. แล้วแต่กรณี เปลี่ยนเข็มอันใหม่ และ/หรือปฏิบัติตาม universal precaution แทงทะลุจุกยางฉีดเลือดเข้าขวด เขย่าเพื่อให้เลือดผสมกับอาหารเลี้ยงเชื้อกันการแข็งตัวของเลือด ติดชื่อผู้ป่วย กรณีที่ยังไม่สามารถส่งไปห้องปฏิบัติการได้ ให้เอาขวด Hemoculture ที่มีเลือดผู้ป่วยเข้า Incubator 35-37 ๐C หรือ ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง อย่าเก็บในตู้เย็น การเจาะเลือดควรเจาะอย่างน้อย 3 ครั้ง ห่างกัน 10-30 นาที ในกรณีคนไข้อาการหนักมากอาจจำ เป็นต้องเจาะครั้งเดียว แล้วให้การ รักษา ควรเจาะเลือดก่อนการให้ยาต้านจุลชีพ ข้อควรระวังของผู้เจาะเลือด • ไม่ควรเจาะเลือดจากสาย Catecher หรือจากสายให้อาหาร (heparin log) • ผู้เจาะเลือดควรล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ หรือยาฆ่าเชื้อ ถ้าเป็นไปได้ควรใส่ถุงมือ Sterile เวลาเจาะเลือด • การทำ ความสะอาดผิวหนังผู้ป่วยต้องทำ เป็นพิเศษกว่ากรณีอื่น คือ ทำ ความสะอาดผิวหนังด้วย 70% Alcohol เป็นวงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 ซม. แล้วปล่อยให้แห้งเอง แล้วจึงทำ ความสะอาดด้วย 10% Povidine Iodine หรือ 2% Chlorhexidine in 70% Alcohol อีกครั้ง • อย่าเจาะเลือดเพื่อใช้ในการทดสอบอื่นๆในคราวเดียวกัน เพราะอาจเกิด Clot หรือ Contamination ได้ง่าย • ขวด Hemoculture ที่ยังไม่ใช้ควรเก็บในห้องที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 25 ๐C • ห้ามใช้ Iodine หรือ Betadine เช็ดจุกยางที่ปากขวด เนื่องจากจะทำ ให้จุกยางเสื่อมสภาพ และห้ามปิดจุกยางที่ปากขวดด้วยสำ ลี หรือพลาสเตอร์ B. น้ำ ไขสันหลัง (Cerebrospinal fluid) และน้ำ เจาะจากช่องต่างๆของร่างกาย ควรเจาะให้ได้จำ นวนไม่น้อยกว่า 2 cc. โดยทำ ความสะอาดบริเวณที่เจาะด้วยวิธีปราศจากเชื้อด้วย Iodine Solution เจาะน้ำ ไขสันหลัง ใส่ขวดที่ปราศจากเชื้อ ติดชื่อผู้ป่วยนำ ส่งห้องปฏิบัติการทันที ห้ามเก็บน้ำ ไขสันหลังเข้าตู้เย็น เพราะอาจจะทำ ให้เชื้อบางชนิดตาย ถ้าไม่ สามารถนำ ส่งได้ทันทีให้เก็บในตู้ Incubator 35-37 ๐C หรือเก็บที่อุณหภูมิห้อง C. Swab ใช้เก็บสิ่งส่งตรวจที่ไม่สามารถเจาะหรือดูดได้ ป้ายที่บริเวณที่ต้องการ แล้วนำ ใส่ในหลอดแก้วเล็กที่มีอาหารอยู่ (Stuart Transport medium) เพื่อกันความแห้งซึ่งทำ ให้เชื้อตาย แล้วนำ ส่งห้องปฏิบัติการทันที D. อุจจาระ สามารถเก็บได้ 2 วิธี 1. เก็บอุจจาระผู้ป่วยใส่ในภาชนะปราศจากเชื้อ โดยตรงประมาณ 10 -20 กรัม และนำ ส่งทันที 2. เก็บโดยใช้ Rectal Swab ใส่ลงใน Tube Stuart Transport Medium ควรส่งเป็น Rectal swab จะดีกว่า เพราะเชื้อ Salmonella และ Shigella จะถูกทำ ลายโดย Bacteria อื่นๆ ที่มีอยู่ตามปกติในอุจจาระ และจะไม่เปรอะเปื้อน หรือเจือปน สิ่งตรวจอื่นๆ เช่น Barium หรือ ปัสสาวะยกเว้นในรายที่ต้อง การเพาะเชื้อ Campylobacter E. ปัสสาวะ เตรียมผู้ป่วยโดยทำ ความสะอาดบริเวณรอบ Urethra หรือ Labia ให้สะอาดเสียก่อน หลังจากนั้นให้ผู้ป่วยปัสสาวะทิ้งในตอนแรกไป เล็กน้อย แล้วเก็บปัสสาวะในตอนกลาง (Mid Stream Urine - MSU) ใส่ขวดปากกว้างที่ปราศจากเชื้อ เขียนเวลาเก็บให้ชัดเจนแล้วนำ ส่งห้องปฏิบัติการทันที Page 31


วิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจ (ต่อ) F. เสมหะ เก็บเสมหะในตอนเช้าโดยให้ผู้ป่วยทำ ความสะอาดในปาก โดยการบ้วนน้ำ ที่สะอาดไม่ควรใช้น้ำ ยาที่มีฤทธิ์เป็น Antiseptic ให้ผู้ป่วยขาก หรือ ไอลึกๆ ให้ได้เสมหะ แล้วบ้วนลงในขวดที่ปราศจากเชื้อ ถ้าเก็บเสมหะโดยให้ผู้ป่วยไอลึกๆ หรือขากเองไม่ได้ ควรให้ผู้ป่วยอยู่ในท่า นอนคว่ำ ให้หัวต่ำ และพยายามให้ไอเอาเสมหะออกมา สิ่งส่งตรวจที่มีลักษณะเป็นน้ำ ลายไม่เหมาะสมในการส่งไปเพาะเชื้อ G. สิ่งส่งตรวจที่ต้องการเพาะเชื้อ Anaerobe ควรเก็บจากตำ แหน่งที่ไม่มี Normal Flora ให้เจาะหนอง หรือ Fluid ต่างๆ ใส่ syring ที่ไล่อากาศออก สำ หรับเลือดให้ใช้แบบเดียวกับ Aerobe คือ Anaerobic transport bottle ที่ยังไม่ได้ใช้ควรเก็บในที่มืดที่อุณหภูมิห้อง ห้ามเก็บในตู้เย็น ในกรณีที่ไม่มีขวด Anaerobic transport bottle ให้เจาะหนอง หรือ Fluid ต่างๆ ใส่ใน Syringe แล้วไล่อากาศออกให้หมด แล้วปิดปลายเข็มด้วยการสวมปลอกเข็ม แบบ One hand technique นำ ส่งห้องปฏิบัติการทันที H. การเก็บส่ง Specimen เพื่อสำ รวจจุลชีพจากสิ่งแวดล้อม 1. การเพาะเชื้อจากอากาศ ให้ทาง Ward มารับ Blood agar plate จากแผนกวิเคราะห์ แล้วนำ ไป ทดสอบในบรรยากาศที่จะทำ การ ทดสอบ โดยเปิดฝา Blood agar plate วางไว้บริเวณที่ทำ การทดสอบเป็นเวลา 10 นาทีแล้ว นำ ส่งแผนกวิเคราะห์ พร้อมบันทึก รายละเอียด วัน เวลา สถานที่ที่ทำ การทดสอบ 2. การเพาะเชื้อจากของเหลวต่างๆ เช่น นมผสม, น้ำ ยาฆ่าเชื้อ, น้ำ เกลือ, น้ำ กลั่น ฯลฯ ให้ใส่ขวด Sterile ปริมาณอย่างน้อย 1 mL แล้วส่งมาที่ห้อง Lab ทันที 3. สิ่งส่งตรวจที่ไม่ใช่ของเหลว เช่น วงยางจากขวดใส่น้ำ ในเครื่องช่วยหายใจ, Vaseline ให้ใส่ขวด Sterile แล้วนำ ส่งที่ห้อง Lab ทันที 4. การเพาะเชื้อจาก Tip ให้ใส่ขวด Sterile หรือใส่ลงใน Transport Medium แล้วนำ ส่งมาที่ห้อง Lab ทันที 5. อุปกรณ์ (เช่น Forceps) หรือพื้นที่บริเวณที่สงสัย ให้ป้าย Swab บริเวณนั้นแล้วใส่ใน Transport medium ส่งมาที่ห้อง Lab 6. การเพาะเชื้อจากเลือดของคลังเลือด ให้ใช้เข็มฉีดยาเบอร์ 21 ที่ปราศจากเชื้อ เจาะเลือดจากถุงเลือด 10 mL ด้วย Sterile Technique แล้วฉีดใส่ขวด Hemoculture 2 ขวด ขวดละ 5 mL ด้วย Sterile Techique บริเวณ ที่ drawn Page 32


การเก็บสิ่งส่งตรวจในโรคควบคุมพิเศษ โรคเอดส์ การเก็บและการส่งตัวอย่างตรวจชันสูตรการติดเชื้อไวรัสโรคเอดส์ ชื่อโรคหรือเชื้อที่ต้องการตรวจ: ตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสโรคเอดส์ ชนิดตัวอย่างและปริมาณ : Serum ปริมาณ 1-2 mL หรือเจาะ clotted blood 5 mL ชนิดตัวอย่างที่ไม่เหมาะสม • มีเชื้อรา • น้ำ เหลืองที่มี hemolysis ของเม็ดเลือดแดง เกิน 2+ โรควัณโรค การเก็บเสมหะที่มีคุณภาพ สถานที่เก็บเสมหะ : ควรเป็นที่โล่งแจ้งมีแสงแดดส่องถึงหากจะใช้ห้องภายในอาคารควรเป็นห้องที่สามารถถ่ายเทอากาศได้ดีไม่อับทึบ ตลับที่ใช้เก็บเสมหะ : ทำ ด้วยพลาสติกหรือแก้วหนาแข็งแรง มีปากกว้างเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 35 mm. สามารถทำ ลายได้ สะอาด ไม่แตก ถ้าเป็นพลาสติกต้องเผาได้ง่ายมีฝาเกลียวที่ปิดสนิท ลำ ดับเบอร์ชันสูตรที่ด้านข้างตลับและฝาที่ตลับด้วยสีที่ไม่ลบเลือน และแสดงให้ผู้ป่วยดูถึงวิธีปิดและเปิดตลับ และอย่าให้ผู้ป่วยลบเลขที่เขียนไว้ วิธีเก็บเสมหะจากผู้ป่วย • อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจเหตุผลของการเก็บเสมหะ วิธีไอ ขาก และบ้วนให้ถูกต้อง รวมทั้งอธิบายความแตกต่างระหว่างเสมหะและ น้ำ ลาย และความสำ คัญของการเก็บเสมหะทั้งหมด • ให้ผู้ป่วยเก็บเสมหะทั้งหมด 3 วัน และให้ตลับเสมหะผู้ป่วยที่เขียนหมายเลขระบุที่ 1, 2 และ 3 ให้เรียบร้อยแล้ว นำ ผู้ป่วยไปที่บ้วน เสมหะซึ่งเป็นที่โล่งแจ้งไกลจากผู้อื่น หรือเป็นห้องภายในอาคารไม่อับทึบเปิดหน้าต่างให้มีอากาศถ่ายเท การเก็บเสมหะจากผู้ป่วยควรให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามลำ ดับดังนี้ 1. ควรเก็บตอนเช้าหลังตื่นนอนก่อนบ้วนปากก่อนแปรงฟัน หรือกรณีที่กรณีที่ทานอาหารแล้วให้ผู้ป่วย บ้วนปากด้วยน้ำ เปล่าก่อน ไอ เพื่อไม่ให้มีเศษอาหารปนเพราะเศษอาหารมีลักษณะเหมือนเชื้อทนกรด โดยการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ และสามารถให้ผล บวกปลอมได้ 2. หายใจเข้าลึกๆ 2-3 ครั้ง 3. ไอแรงๆ โดยออกจากทรวงอกให้เสมหะขึ้นมาจากหลอดลม 4. เมื่อขากได้แล้วให้ยกปากถ้วยขึ้นชิดริมฝีปากล่าง ค่อยๆ บ้วนเสมหะลงในถ้วย 5. ควรได้เสมหะอย่างน้อย 3 มิลลิลิตร ไม่บ้วนน้ำ ลายหรือน้ำ มูก 6. ตรวจดูเสมหะที่เก็บได้ เสมหะที่ใช้ตรวจได้ดีควรมีลักษณะเป็นเมือกเหนียว เป็นยวงขุ่นข้น มีสีเหลืองปนหรือปนเขียว ไม่ใช่น้ำ ลาย ซึ่งใสหรือเป็นฟองสีขาว 7. ปิดฝาให้แน่นแล้วส่งห้องปฏิบัติการโดยเร็วที่สุด หากไม่สามารถนำ ส่งได้ในทันทีเก็บได้นานไม่เกิน 1 สัปดาห์ที่อุณหภูมิ 2-8 ๐C เนื่องจากเชื้อจะตายแต่ยังสามารถตรวจโดยวิธี Direct Smear 8. ควรใส่กระปุกเสมหะในภาชนะที่ตั้งตรงระหว่างการนำ ส่งห้องปฏิบัติการ Page 33


การเก็บสิ่งส่งตรวจในโรคควบคุมพิเศษ (ต่อ) การเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อเพาะเชื้อวัณโรคสำ หรับห้องปฏิบัติการ 1. เก็บเสมหะด้วยภาชนะที่สะอาดทำ ด้วยพลาสติกที่มีปากกว้างเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 35 mm สามารถทำ ลายได้ ไม่แตก เผา ได้ง่ายมีฝาเกลียวที่ปิดสนิท โปร่งแสงเพื่อสังเกตลักษณะตัวอย่างได้สะดวกและใช้เพียงครั้งเดียว 2. ใช้กระปุกแก้วหนาที่แข็งแรง สะอาด เส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 35 mm โปร่งแสงมีฝาเกลียวที่ปิดสนิท ปริมาตรไม่น้อยกว่า 28 mL 3. ตรวจสอบชื่อ-นามสกุล HN วันที่ผู้ป่วยเก็บตัวอย่างในใบส่งตรวจกับกระปุกเสมหะให้ถูกต้องตรงกันและมีความชัดเจน 4. ตรวจสอบปริมาณเสมหะแต่ละรายควรมีปริมาณมากกว่า 3 mL หากมีปริมาณน้อยควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบทราบเพื่อ ปรับปรุง 5. ปิดฝากระปุกเสมหะให้แน่นและปิดผนึก (Seal) ขอบรอยต่อกระปุกและฝาด้วยพาราฟิล์ม 2 ชั้น เพื่อป้องกันการรั่วซึมและการปน เปื้อนของเชื้ออื่นๆ 6. เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยให้นำ ส่งสิ่งส่งตรวจห้องปฏิบัติการเพาะเชื้อโดยเร็วที่สุด 7. หากไม่สามารถนำ ส่งยังห้องปฏิบัติการเพาะเชื้อได้ในทันทีให้เก็บในตู้เย็นอุณหภูมิ 2-8 ๐C เพื่อยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย ตัวอื่นโดยไม่ควรเก็บนานเกิน 7 วัน เนื่องจากเชื้อจะตายทำ ให้โอกาสเพาะเชื้อเจริญได้น้อยลงหรือไม่พบเชื้อ 8. ระวังการรั่วซึมของสิ่งส่งตรวจระหว่างการนำ ส่งเพราะอาจเกิดการปนเปื้อน (Contaminated) ของตัวอย่างแต่ละรายและอาจ ทำ ให้จำ นวนตัวอย่างน้อยเกินไป 9. หากมีการรั่วซึมของตัวอย่างใดๆ ให้ Seal ใหม่และแยกใส่กระปุกตัวอย่างนั้นในถุงซิปล็อคต่างหาก เพื่อป้องกันการปนเปื้อนกับ ตัวอย่างรายอื่นๆ ระหว่างการนำ ส่ง การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหา Influenza Antigen A/B/A(H1N1) Nasal Swab : 1. เตรียมผู้ป่วยในท่าพร้อม แหงนหน้าขึ้นจนสุดและค้างไว ประมาณ 70 oC 2. ให้ผู้ป่วยกลั้นหายใจ และ สอด sterile swab เข้าทางรูจมูกถึงโพรงจมูก ดังรูป 3. หมุนปลาย swab โดยให้รอบ 3 วินาที แล้วดึงออก หากเก็บตัวอย่างได้ถูกวิธี สังเกตุว่าจะมีสารคัดหลั่งติดปลาย swab 4. เก็บ swab ลงในหลอดสะอาด ปิดจุกให้สนิท ปิดฉลาก ระบุชื่อ นามสกุล, HN, WARD และนำ ส่งห้องปฏิบัติการทันที Nasal aspirate : 1. จัดผู้ป่วยในท่านั่งเงยหน้าขึ้น ใส่ชุดดูดเสมหะ สอดสายยาง (plastic catheter/tube) เข้าไปในโพรงจมูก ลงไปจนถึง Nasopharynx และใช้ suction pump ดูดเมือกจาก จมูก ใส่ลงในภาชนะปราศจากเชื้อ ปิดจุกให้สนิท 2. กรณีเมือกจากจมูกน้อยให้ใช้น้ำ เกลือ 0.5 - 1.0 mL Page 34


การเก็บสิ่งส่งตรวจในโรคควบคุมพิเศษ (ต่อ) Throat swab : 1. เตรียมผู้ป่วยในท่าเตรียมพร้อม ให้ผู้ป่วยอ้าปากกว้าง 2. ใช้ Throat swab สอดเข้าไปในช่องปากและถู swab บริเวณต่อมทอนซิลหรือบริเวณด้านหลังของคอหอยดังรูป 3. ดึง swab ออก และระวังไม่ให้สัมผัสกับบริเวณอื่นในช่องปาก เก็บ swab ลงในหลอดแก้วสะอาด ปิดจุกให้สนิท ปิดฉลากระบุชื่อ, HN และ WARD ของผู้ป่วยให้เรียบร้อย นำ ส่งห้องปฏิบัติการทันที รูป แสดงตำ แหน่งที่เก็บสิ่งส่งตรวจโดย Throat Swab ข้อควรระวัง : ในขณะเก็บตัวอย่าง ต้องระวังอย่าให้มีเลือดปนเป้ือนเพราะจะทำ ให้เกิดผลบวกปลอมได้ หมายเหตุ : เพื่อผลการทดสอบที่ถูกต้อง ควรสกัดตัวอย่างตรวจลงใน specimen buffer ทันที ไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 3 ชั่วโมง หลังเก็บ ตัวอย่างตรวจจากผู้ป่วย ถ้าไม่สามารถทดสอบได้ทันที ให้เก็บตัวอย่างตรวจที่ทำ การสกัดลงใน Specimen buffer แล้ว ไว้ที่อุณหภูมิ 2 - 10 ๐C ได้นาน 3 วัน Page 35


การจัดเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจทางพยาธิวิทยาและเซลล์วิทยา Histopathology and Cytopathology Specimen Collection การเขียนแบบฟอร์มส่งตรวจ (Requisition form) 1. ควรกรอกข้อมูลเบื้องต้นตามที่กำ หนดไว้ในใบ request ให้ครบถ้วน ชัดเจน ทั้งชื่อ สกุลผู้ป่วยและแพทย์ที่ส่งตรวจ รวมทั้ง ข้อมูลทาง คลินิก วิธีการผ่าตัด รวมถึงระบุ ชนิดและตำ แหน่งให้ชัดเจน 2. กรณีสงสัย หรือต้องการเพิ่มการตรวจพิเศษ นอกเหนือจากการตรวจตามปกติให้ระบุมาด้วย เช่น AFB for TB, GMS for fungus, immunohistochemical stain เป็นต้น (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม) 3. กรณีผู้ป่วยเคยมีการตรวจทางพยาธิศัลยกรรมที่เกี่ยวข้องกับการตรวจครั้งนี้มาก่อน ให้ระบุผลตรวจครั้งก่อนมาด้วย 4. ถ้าต้องการผลเร่งด่วน หรือต้องการรายงานผลทางโทรสารให้เขียน ขอผลด่วน และหมายเลขโทรสารด้วย (กรณีต้องการผลเร่งด่วน อย่างแท้จริง เพราะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มกรณีขอผลด่วนด้วยทุกครั้ง การเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจ (Specimen collection and transport) การส่งตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) 1. น้ำ ยา Fixative ที่เหมาะสมคือ 10% Formalin (10% Neutral Buffer Formalin) 2. ปริมาตรน้ำ ยา 10% Formalin ที่ใส่ใช้ประมาณ 5-10 เท่าของขนาดชิ้นเนื้อ 3. ภาชนะที่บรรจุควรใช้ขวดพลาสติกปากกว้างที่มีฝาปิดสนิท ควรปิดผนึกอีกชั้นด้วยพาราฟิล์มเพื่อกัน specimen หรือ Formalin หก หรือใช้ถุงพลาสติก 2-3 ชั้นขึ้นอยู่กับขนาดของชิ้นเนื้อ มัดปากถุงให้สนิท 4. ติดฉลากระบุชื่อ-สกุลผู้ป่วย, ชนิดและตำ แหน่งของสิ่งส่งตรวจ รวมถึงรายละเอียดอื่นๆให้ชัดเจน ดังรูป Page 36


ขั้นตอนการเก็บชิ้นเนื้อ Kidney Biopsy ตรวจ Light Microscope และ IFA อุปกรณ์ น้ำ ยา ที่ใช้ในการเก็บ Kidney Biopsy มีดังนี้คือ 1. Dry ice 2. Aluminum Foil 3. ใบมีดตัดแบ่งชิ้นเนื้อไต (ในกรณีเจาะได้ชิ้นเดียวจริงๆ แต่แพทย์ต้องการส่งตรวจ) • Immunofluorescence (IFA) • Light Microscopy (LM) • Electron Microscopy (EM) 4. น้ำ ยาแช่ชิ้นเนื้อไต (ZENKER SOLUTION) 5. น้ำ ยาแช่ชิ้นเนื้อไต Electron Microscopy (EM) ที่แช่เย็นไว้ในน้ำ แข็งธรรมดา ขั้นตอนการเก็บ Kidney Biopsy เมื่อแพทย์เจาะชิ้นเนื้อไตออกมาแล้ว • ชิ้นที่ 1 นำ ชิ้นเนื้อไตห่อด้วย Aluminum Foil แล้ว ใส่ในถุงพลาสติกรัดปากถุงให้สนิท แล้วแช่ใน Dry ice เพื่อส่งตรวจทาง Immunofluorescence Study (IFA) • ชิ้นที่ 2 นำ ชิ้นเนื้อไต แช่ น้ำ ยา ZENKER เพื่อตรวจทาง Light Microscopy (LM) ห้ามแช่เย็น กรณีต้องการตรวจ Electron Microscopy (EM) ด้วย ให้เก็บ • ชิ้นที่ 3 นำ ชิ้นเนื้อไตใส่ในน้ำ ยา Electron Microscopy (EM) แล้วแช่ในน้ำ แข็งธรรมดา (ในกรณีจะส่งตรวจ Electron Microscopy (EM) แพทย์ที่จะส่งตรวจควรแจ้งไว้ให้ชัดเจนในใบ request) เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม รวมทั้ง กรณีต้องการตรวจ C4D เพิ่มต้องระบุมาในใบ request ด้วย เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเช่นกัน ขั้นตอนในการส่งตรวจ 3.1 แพทย์เขียน ใบ request ระบุ test ให้ชัดเจนรวมทั้งประวัติคนไข้และ clinical findings พร้อมทั้ง หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อกลับของแพทย์ เจ้าของไข้นั้นๆ 3.2 เจ้าหน้าที่จัดส่ง specimen ใส่ในกล่องโฟม โดยเก็บ specimen ตามคำ แนะนำ ข้างต้น (ห้ามนำ specimen ที่แช่ในน้ำ ยา ZENKER โดนความเย็นอย่างเด็ดขาด) และแยกใบ request ใส่ถุงพลาสติกต่างหากเพื่อป้องกัน ใบ request เปียก เมื่อจะจัดส่งให้โทรแจ้งห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา N Health ก่อนทุกครั้งเพื่อจัดเตรียมเครื่องมือ หมายเลขโทรศัพท์ 02-762-4084 Page 37


ขั้นตอนการเก็บชิ้นเนื้อ Skin Biopsy เพื่อส่งตรวจ Skin biopsy และ Direct Immunofluoresence (DIF) อุปกรณ์ น้ำ ยา ที่ใช้ในการเก็บ มีดังนี้คือ 1. Dry ice หรือน้ำ แข็งก้อนใส่ในภาชนะปิด 2. Aluminum Foil 3. ถุงพลาสติกสำ หรับใส่ specimen ที่ห่อด้วย Aluminum Foil แล้ว 4. 10% Neutral Buffer Formalin ขั้นตอนการเก็บ ควรเตรียมชิ้นเนื้อเป็น 2 ชิ้น เมื่อได้ชิ้นเนื้อออกมาแล้ว • ชิ้นที่ 1 นำ ชิ้นเนื้อห่อด้วย Aluminum Foil แล้ว ใส่ในถุงพลาสติกรัดปากถุงให้สนิท แล้วแช่ใน Dry ice หรือน้ำ แข็งก้อนแล้วรีบส่ง ตรวจภายใน 24 ชั่วโมง กรณียังส่งตรวจไม่ได้ให้เก็บสิ่งส่งตรวจไว้ในตู้เย็นอุณหภูมิ 2-8 ๐C เก็บไว้ได้ 1-2 ชั่วโมง • ชิ้นที่ 2 นำ ชิ้นเนื้อแช่ใน 10% Neutral Buffer Formalin ระหว่างรอส่งให้เก็บที่อุณหภูมิห้อง **** ในกรณีเจาะได้ชิ้นเดียวจริงๆ ควรมีขนาดไม่ต่ำ กว่า 0.6 x 0.5 cm เพื่อให้ทางห้องปฏิบัติการตัดแบ่งตรวจ 2 ส่วนได้ และส่งตรวจ โดยห่อใน Aluminum Foil แล้ว ใส่ในถุงพลาสติกรัดปากถุงให้สนิท แล้วแช่ใน Dry ice หรือน้ำ แข็งก้อนแล้วรีบส่งตรวจภายใน 24 ชั่วโมง **** กรณียังส่งตรวจไม่ได้ให้เก็บสิ่งส่งตรวจไว้ในตู้เย็นอุณหภูมิ 2-8 ๐C เก็บไว้ได้ 1-2 ชั่วโมง ขั้นตอนในการส่งตรวจ 1. แพทย์เขียน ใบ request ระบุให้ชัดเจน พร้อมทั้ง clinical findings รวมทั้งหมายเลขโทรศัพท์ 2. เจ้าหน้าที่จัดส่ง specimen ที่เตรียมเสร็จแล้วใส่ในกล่องโฟม หรือกระติกน้ำ แข็ง หรือภาชนะปิดที่ 3. ป้องกันความเย็นได้ โดยแยกใบ request ใส่ถุงพลาสติกต่างหากเพื่อป้องกัน ใบ request เปียก 4. เมื่อจะจัดส่งให้โทรแจ้ง ห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา N Health ก่อนทุกครั้งเพื่อจัดเตรียมเครื่องมือ โทรศัพท์ 02-762-4084 หมายเหตุ : 1. เพื่อให้ได้ผลตรวจที่สมบูรณ์ต้องส่ง specimen เป็น 2 ชนิด คือ Fresh in dry ice และ ชิ้นเนื้อที่แช่ใน 10% Neutral Buffer Formalin เพื่อใช้ Diagnosis ร่วมกัน 2. ไม่ควรแช่ชิ้นเนื้อใน Normal saline เนื่องจากพบว่าทำ ให้เกิดปฏิกิริยา False negative ในบาง Antibody ได้ 3. รายงานผลโดยพยาธิแพทย์ ศ.นพ. นิธิ จงจิตรนันท์ และมีรูปภาพประกอบใน Report Page 38


ขั้นตอนการเก็บชิ้นเนื้อ เพื่อส่งตรวจ M450 K-RAS PCR (Codon 12, 13) Specimen : Tissue in FFPE: Colorectal cancer (FFPE = Formalin Fix Paraffin Embedded) Storage : Room temp TAT : 10 days Method : Semi Nested PCR and Direct Sequence ในการเสนอราคาจะเสนอราคาพร้อมกัน 2 code คือ 1. R887: Specimen preparation for KRAS (Patho lab จะทำ การหาตำ แหน่งที่เกิด Tumor จริงๆ จากนั้นจึงตัดเฉพาะส่วน Tumor นั้นมาผ่านกระบวนการ เพื่อเตรียมส่ง ต่อให้ BML Lab วิเคราะห์ต่อไป) 2. M450 : K-RAS PCR (Codon 12, 13) : BML ทำ การตรวจวิเคราะห์หา K-RAS PCR (Codon 12, 13) Customer : เวลาที่ต้องการสั่งตรวจ สามารถ order เฉพาะ K-RAS PCR (Codon 12, 13) เพียง code เดียวได้ เนื่องจากระบบ IT จะมีการ link ทั้งสอง code ให้โดยอัตโนมัติแล้ว Page 39


การจัดเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจทางชีวโมเลกุล สิ่งส่งตรวจที่ใช้สำ หรับงาน Bio Molecular ต้องบรรจุในภาชนะที่ปราศจากเชื้อ และไม่สามารถใช้ร่วมกับการตรวจวิเคราะห์ทาง ห้องปฏิบัติการอื่นๆได้ 1. EDTA Whole Blood 1.1 สำ หรับการตรวจวิเคราะห์ Flow cytometry CD4/CD8/CD16/CD56/CD19 • เจาะเก็บสิ่งส่งตรวจด้วยวิธีที่ถูกต้องและปลอดเชื้อ บรรจุใน Sterile tube ที่ใช้สารกันเลือดแข็งชนิด EDTA ระบุ ชื่อ – นามสกุลของผู้ป่วย และวันเวลา ที่เจาะเลือดให้ชัดเจน • สิ่งส่งตรวจต้องไม่มีการจับตัวเป็นลิ่มเลือด (Partial clot) และไม่มีการแตกตัวของเม็ดเลือดแดง (Hemolysis) • ควรนำ ส่งทันทีหรือภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากเจาะเลือด ในขั้นตอนการนำ ส่ง สามารถนำ ส่งได้ที่อุณหภูมิห้อง (18- 25 ๐C) • สิ่งส่งตรวจที่เก็บไว้นานกว่า 30 ชั่วโมง หรือเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 2-8 ๐C อาจทำ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ ซึ่งส่งผล ต่อค่าการตรวจวิเคราะห์ • ต้องแนบผลการตรวจ CBC หรือ WBC (White Blood Count) และค่าเปอร์เซ็นต์ Lymphocyte จากสิ่งส่งตรวจเดียวกัน 1.2 สำ หรับการตรวจวิเคราะห์ Genetic test • เจาะเก็บสิ่งส่งตรวจด้วยวิธีที่ถูกต้องและปลอดเชื้อ ใช้สารกันเลือดแข็งชนิด EDTA เท่านั้น ควรนำ ส่งทันที • ห้ามใช้สิ่งส่งตรวจที่เก็บในสารกันเลือดแข็งชนิด Heparin เนื่องจาก Heparin ยับยั้งปฏิกิริยา PCR • ในขั้นตอนการนำ ส่ง ให้บรรจุในภาชนะหรือกล่องที่มีน้ำ แข็งเพื่อรักษาอุณหภูมิ 2-8 ๐C ตลอดเวลา 2. Serum หรือ Plasma (จาก Clotted blood หรือ EDTA Blood) • เจาะเก็บสิ่งส่งตรวจด้วยวิธีที่ถูกต้องและปลอดเชื้อ บรรจุใน Sterile tube ที่ปราศจากสารกันเลือดแข็ง (PlainTube) หรือใช้ สารกันเลือดแข็งชนิด EDTA ระบุชื่อ–นามสกุลของผู้ป่วย และวันเวลา ที่เจาะเลือดให้ชัดเจน • ห้ามใช้สิ่งส่งตรวจที่เก็บในสารกันเลือดแข็งชนิด Heparin เนื่องจาก Heparin ยับยั้งปฏิกิริยา PCR • หลีกเลี่ยงสิ่งส่งตรวจที่มีการแตกของเม็ดเลือดแดง (Hemolysis) > 2+ เนื่องจากอาจยับยั้งปฏิกิริยา • กรณีไม่สามารถนำ ส่งทันทีหรือภายใน 6 ชั่วโมง ให้ปั่นแยก Serum หรือ EDTA Plasma ที่ความเร็วรอบ 1500 g เป็นเวลา 10 นาที ที่อุณหภูมิห้อง ดูดเก็บ Serum หรือ EDTA Plasma โดย sterile technique ใน sterile tube เก็บที่อุณหภูมิต่ำ กว่า –20 ๐C จนกว่าจะนำ ส่ง • ควรนำ ส่งทันทีหรือภายใน 6 ชั่วโมง ในขั้นตอนการนำ ส่งให้บรรจุในภาชนะหรือกล่องที่มีน้ำ แข็งเพื่อรักษาอุณหภูมิ 2-8 ๐C ตลอดเวลา 3. Whole Blood หรือ Plasma สำ หรับส่งตรวจ Cell-free DNA (cfDNA) for EGFR Mutation • ผู้ป่วยต้องเคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดชนิด Non-small cell (NSCLC) มาก่อน • เจาะเก็บสิ่งส่งตรวจด้วยวิธีที่ถูกต้องและปลอดเชื้อ บรรจุใน Sterile tube ที่ใช้สารกันเลือดแข็งชนิด EDTA หรือStreck tube®/ PAXgene tube® ระบุชื่อ – นามสกุลของผู้ป่วย และวันเวลา ที่เจาะเลือดให้ชัดเจน • สำ หรับ EDTA Whole Blood ควรนำ ส่งถึงห้องปฏิบัติการทันทีหรือภายใน 4 ชั่วโมง • สำ หรับ Streck tube®/ PAXgene tube® สามารถเก็บที่อุณหภูมิ 15 –25 ๐C ได้นาน 7 วัน • ไม่รับสิ่งส่งตรวจที่มีการแตกของเม็ดเลือดแดง (Hemolysis) เนื่องจากอาจยับยั้งปฏิกิริยา PCR • ในขั้นตอนการนำ ส่งให้บรรจุในภาชนะหรือกล่องที่มีน้ำ แข็งเพื่อรักษาอุณหภูมิ 2-8 ๐C ตลอดเวลา • สำ หรับ EDTA Whole Blood หากไม่สามารถนำ ส่งได้ทันที ให้ปั่นแยก EDTA Plasma ด้วยความเร็ว 1,300 g เป็นเวลา 10 นาที ภายใน 4 ชั่วโมงหลังการเจาะเลือด โดยใช้ Sterile technique หลีกเลี่ยงการปิเปตต์ชั้น Buffy coat ปนเปื้อนมาใน Plasma เก็บที่อุณหภูมิต่ำ กว่า –20 ๐C จนกว่าจะนำ ส่ง (Plasma Sample Storage /Stability : อุณหภูมิ –20 ๐C ได้นาน 7 วัน อุณหภูมิ 2-8 ๐C ได้นาน 3 วัน ) Page 40


การจัดเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจทางชีวโมเลกุล 4. สารคัดหลั่ง:น้ำ ไขสันหลัง(CSF),ปัสสาวะ(urine),น้ำ จากส่วนต่างๆของร่างกาย(body fluid) • เจาะเก็บสิ่งส่งตรวจด้วยวิธีที่ถูกต้องและปลอดเชื้อบรรจุในภาชนะที่ปราศจากเชื้อมีปริมาณไม่น้อยกว่า1ml ระบุ ชื่อ – นามสกุล ของผู้ป่วยและวันเวลาที่เจาะเก็บสิ่งส่งตรวจให้ชัดเจน • ควรนำ ส่งห้องปฏิบัติการทันที ขณะนำ ส่งให้บรรจุในภาชนะหรือกล่องที่มีน้ำ แข็งเพื่อรักษาอุณหภูมิ 2-8๐C ตลอดเวลา 5. Swab • ใช้เก็บสิ่งส่งตรวจที่ไม่สามารถเจาะหรือดูดได้ป้ายที่บริเวณที่ต้องการ (จากรอยโรคต่างๆ) • ใช้ Swab ซึ่งผลิตจากใยสังเคราะห์เท่านั้น (เช่น dacron,nylon,polyester,rayon) ซึ่งก้านอาจเป็นวัสดุอัลลูมิเนียม หรือ พลาสติกเท่านั้น เก็บใส่ภาชนะปราศจากเชื้อ • ห้ามใช้ Swab สำ ลีพันปลายไม้ในการส่งตรวจวิเคราะห์ทางMolecularเนื่องจากอาจมีสารยับยั้งปฏิกิริยา PCR • ควรนำ ส่งห้องปฏิบัติการทันที ขณะนำ ส่งให้บรรจุในภาชนะหรือกล่องที่มีน้ำ แข็งเพื่อรักษาอุณหภูมิ 2-8๐Cตลอดเวลา 6. สิ่งส่งตรวจจากระบบทางเดินหายใจที่สงสัยการติดเชื้อCoronavirus2012 (MERS-CoV) • เก็บสิ่งส่งตรวจด้วยวิธีการถูกต้องและปลอดเชื้อบรรจุในหลอดที่ทางห้องปฏิบัติการBioMolecular จัดเตรียมไว้ให้ โดยเฉพาะ (ชุดเก็บสามารถเบิกได้ที่ห้องปฏิบัติการBioMolecular) • สิ่งส่งตรวจที่เป็นSwab ให้จุ่ม Swab ลงในชุดเก็บส่งตรวจจากระบบทางเดินหายใจสงสัยติดเชื้อ MERS-CoV ที่มีน้ำ ยา Lysis buffer • สิ่งส่งตรวจที่เป็น Fluid (Nasopharyngeal wash/aspirate) บรรจุสิ่งส่งตรวจปริมาตร 1.0 -1.5 ml ลงในชุดเก็บ สิ่งส่ง ตรวจจากระบบทางเดินหายใจสงสัยติดเชื้อ MERS-CoV ที่มีน้ำ ยา Lysis buffer ปิดฝาให้สนิท พันพาราฟิล์ม ให้แน่น ใส่ ชุดเก็บลงในถุง Ziploc • ทำ ความสะอาดด้านนอกถุง Ziploc ด้วยน้ำ ยาฆ่าเชื้อและบรรจุลงในถุง Ziplocซ้อนอีกชั้น โดยแยกใบนำ ส่งออกจากหลอด สิ่งส่งตรวจ บรรจุสิ่งส่งตรวจใส่กล่องกระดาษหรือพลาสติกที่แข็งแรง แยกออกจากสิ่งส่งตรวจอื่นๆ และรักษาอุณหภูมิ 2-8๐C ตลอดเวลานำ ส่ง ระบุที่หน้ากล่องและใบสั่งตรวจว่า“สงสัยCoronavirus2012” 7. ปัสสาวะ : เตรียมผู้ป่วยโดยทำ ความสะอาดบริเวณรอบ Urethra หรือ Labia ด้วยน้ำ สะอาดก่อนเก็บ 7.1.ปัสสาวะสำ หรับส่งตรวจวิเคราะห์ทั่วไปทาง BioMolecularโ ดยให้ผู้ป่วยปัสสาวะทิ้งในช่วงแรกไปเล็กน้อยแล้วเก็บปัสสาวะ ในช่วงกลาง(Mid-Stream Urine)ใส่ขวดปากกว้างที่ปราศจากเชื้อปริมาณ 5-10 ml เขียนเวลาเก็บให้ชัดเจน แล้วนำ ส่งห้อง ปฏิบัติการทันที ขณะนำ ส่งรักษาอุณหภูมิ 2-8๐C ตลอดเวลา 7.2.ปัสสาวะสำ หรับส่งตรวจโรคติดต่อทางระบบสืบพันธุ์(Sexual transmitted infection)และซิก้าไวรัส ใช้First Stream Urine เก็บโดยสามารถเก็บปัสสาวะได้ตั้งแต่ช่วงแรกใส่ขวดปากกว้างที่ปราศจากเชื้อ ปริมาณ 10-30 ml เขียนเวลาเก็บให้ชัดเจน สำ หรับรายการส่งตรวจ M465, M135 ดูดแบ่งปัสสาวะใส่ชุดเก็บพิเศษแล้วนำ ส่งห้องปฏิบัติการทันที ขณะนำ ส่งรักษา อุณหภูมิ 2-8๐C ตลอดเวลา Page 41


การจัดเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจทางชีวโมเลกุล 8. อุจจาระสำ หรับส่งตรวจ Clostridium difficile PCR (M351) • เก็บอุจจาระ(Freshstool)ใส่ในภาชนะปราศจากเชื้อประมาณ 10 กรัม • ควรนำ ส่งห้องปฏิบัติการทันที ขณะนำ ส่งให้บรรจุในภาชนะหรือกล่องที่มีน้ำ แข็งเพื่อรักษาอุณหภูมิ 2-8๐C ตลอดเวลา • หากไม่สามารถนำ ส่งทันทีให้เก็บรักษาที่อุณหภูมิ 2-8๐C ได้นาน 4 วัน 9. ชิ้นเนื้อ (Tissue) เจาะเก็บสิ่งส่งตรวจด้วยวิธีที่ถูกต้องและปลอดเชื้อบรรจุในภาชนะที่ปราศจากเชื้อ เป็นชิ้นเนื้อสด (FreshTissue) มีขนาดไม่เกิน 1 cm3 10. ชิ้นเนื้อ Formalin-Fixed Paraffin-Embedded(FFPE) tissue เพื่อส่งตรวจ Oncology (M007, M072,M189, M341, M450, M451, M452, M476, M477, M478, M498, M499, M501, M502, M503) • สิ่งส่งตรวจเป็น FFPE tissue block containing at least 50% tumor cells • ต้องแนบผล pathology report สำ หรับ FFPE block ที่ส่งตรวจ • FFPE specimen เก็บรักษาที่อุณหภูมิ 15-30 ๐C ได้นาน 12months (นับจากวันที่เตรียมBlock) หมายเหตุ : ในรายการตรวจที่ใช้ FFPE ทาง Pathology lab จะตรวจหาตำ แหน่งที่เกิดTumorใน block นั้นๆก่อน จากนั้น จึงตัดเฉพาะ ส่วนTumor ส่งต่อให้ Biomolecular lab ตรวจวิเคราะห์ ซึ่งลูกค้าจะต้องสั่งตรวจ R887เพิ่มเติม ยกเว้นลูกค้าโรงพยาบาลกรุงเทพ ซอยศูนย์วิจัย (R887: Specimen preparation for Molecular Pathology) 11. สำ หรับการส่งตรวจ PGS สามารถทำ การตัดแบ่งเซลล์ตัวอ่อน (biopsy) ได้ทั้งในระยะ Day 3 และ Day 5 โดยเมื่อทำ การตัดแบ่ง เซลล์ตัวอ่อนแล้วต้องทำ กระบวนการล้างเซลล์ตามขั้นตอนของแต่ละศูนย์ IVF จากนั้นทำ การย้ายเซลล์ดังกล่าวลงในหลอด PCR ที่ทาง N Health Bio Molecular Laboratory จัดเตรียมไว้ให้ล่วงหน้า พร้อมกับย้ายน้ำ ล้างเซลล์ 2.5 ไมโครลิตร ลงในหลอด PCR อีกหลอดหนึ่งคู่กับสิ่งส่งตรวจเพื่อเป็นตัวควบคุม เมื่อทำ การโหลดเซลล์แล้วให้นำ หลอด PCR ไปแช่แข็งไว้ที่ -20๐C อย่าง น้อย 15 นาทีก่อนเจ้าหน้าที่ N Health เดินทางเข้าไปรับสิ่งส่งตรวจ ข้อควรระวัง • ในขั้นตอนย้ายเซลล์ลงหลอด pcr พยายามให้มีน้ำ ล้างเซลล์ติดมาน้อยที่สุด และต้องตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ว่า เพื่อยืนยัน ว่าได้เซลล์ได้ลงไปในหลอด pcr เรียบร้อย • หลังจากย้ายเซลล์ลงหลอด pcr ให้ปั่นเหวี่ยงสั้นๆ (spin down) เพื่อให้เซลล์อยู่ที่ก้นหลอด pcr • อย่าเอียง, คว่ำ , กระแทก หลอด pcr ก่อนการนำ ไปแช่ที่ -20 องศาเซลเซียสเพราะจะทำ ให้เซลล์ของตัวอ่อนกระเด็นไปติดที่ฝา หรือผนังหลอด ส่งผลให้ไม่สามารถทำ การตรวจวิเคราะห์ได้ 12. สำ หรับการส่งเลือดตรวจ BRCA1 และ BRCA2 ให้เก็บตัวอย่างใส่ Streck Tube จากนั้นให้พลิกหลอดกลับไปมาเบาๆ เป็น จำ นวน 10 ครั้ง สามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องได้เป็นเวลา 7 วัน Page 42


การส่งตรวจทางเซลล์วิทยา (Cytology) เสมหะ (Sputum) 1. ให้ผู้ป่วยเก็บเสมหะตอนเช้าตรู่ และบ้วนล้างปากก่อนเก็บสิ่งส่งตรวจ เก็บใส่ภาชนะสะอาดที่มีฝาปิดสนิท หุ้มฝาปิดอีกครั้งด้วย พาราฟิล์มเพื่อกันหก 2. ติดฉลากระบุชื่อ-สกุลผู้ป่วย, ระบุสิ่งส่งตรวจเป็นเสมหะ และระบุวัน-เวลาที่เก็บ 3. ควรส่งเสมหะตรวจทุกวันจนครบ 3 วัน (โดยระบุวันที่เก็บมาด้วยทุกครั้งจนครบ 3 วัน) น้ำ ปัสสาวะ (Urine for Cytology) 1. เก็บแบบ Midstream urine เก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิท 2. ควรเก็บให้ได้อย่างน้อย 100-200 mL 3. ติดฉลากระบุชื่อ-สกุลผู้ป่วย, ระบุสิ่งส่งตรวจเป็น Urine for Cytology และระบุวัน-เวลาที่เก็บ แล้วนำ ส่งตรวจทันที สิ่งส่งตรวจที่เป็นสารน้ำ (Effusion) เช่น น้ำ จากช่องปอด(Pleural effusion), น้ำ จากช่องท้อง (Peritoneal effusion), น้ำ จากช่องเยื่อบุหัวใจ (Pericardial effusion) เป็นต้น 1. ควรเก็บให้ได้ปริมาตรมากกว่า 100 mL ใส่ในภาชนะปิดสนิทติดฉลากระบุชื่อ-สกุลผู้ป่วย, ชนิดและตำ แหน่งของสิ่งส่งตรวจ รวม ถึงรายละเอียดอื่นๆให้ชัดเจน 2. กรณีไม่สามารถส่งตรวจภายใน 24 ชั่วโมงให้นำ ไปเก็บที่ตู้เย็นช่องธรรมดา 4 องศาเซลเซียส หรือ ผสม 50% Ethanol ใน อัตราส่วน 1:1 แล้วนำ ส่งในอุณหภูมิ 2-8 ๐C หมายเหตุ: กรณีผสมน้ำ ยา 50% Ethanol ควรแจ้งไว้ที่ใบ request ด้วย Fine Needle Aspiration (FNA) 1. กรณีสิ่งส่งตรวจที่เจาะดูดได้มีลักษณะเป็นน้ำ จากก้อนที่เป็น Cyst ให้ใส่ลงในภาชนะที่ปิดสนิท ติดฉลากระบุ ชื่อ - นามสกุล ผู้ป่วย, ชนิดและตำ แหน่งของสิ่งส่งตรวจ รวมถึงรายละเอียดอื่นๆให้ชัดเจน 2. กรณีสิ่งส่งตรวจที่เจาะดูดได้ไม่ใช่น้ำ ดังข้อ A. ให้นำ มาเตรียมสไลด์ ดังนี้ • หยด Material ที่ได้ลงบนสไลด์และ smear ด้วยสไลด์อีกแผ่น ควรทำ ทั้งหมด 4 สไลด์ • Fix สไลด์ที่ได้ทันทีด้วย 95% Ethanol ระวังอย่าให้สไลด์แห้งก่อนแช่น้ำ ยา นาที ระบุที่สไลด์ว่าเป็น “95% Ethanol fixed slide” Page 43


Specimen collection for Conventional PAP Method การเตรียมผู้ป่วยก่อนตรวจ เจ้าหน้าที่ควรให้คำ แนะนำ ผู้ป่วย ในการเตรียมตัวก่อนการตรวจ Pap smear ดังนี้ • ไม่สวนล้างช่องคลอดก่อนตรวจอย่างน้อย 1 วัน • ไม่สอดยาเหน็บใดๆ ก่อนตรวจอย่างน้อย 7 วัน • งดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนตรวจอย่างน้อย 2 วัน ลักษณะสิ่งส่งตรวจที่มีคุณภาพ • Squamous epithelium cell จาก ectocervix • Endocervical epithelium cell และ cell จาก transformation zone ตำ แหน่งที่เหมาะสมในการเก็บตัวอย่าง • ช่องคลอดส่วนบนด้านหลัง (Posterior Fornix) • ด้านนอกปากมดลูก (Ectocervix) • ด้านในปากมดลูก (Endocervix) การเก็บสิ่งส่งตรวจ วิธีการเก็บตัวอย่าง Pap smear – Conventional technique 1. ตรวจสอบชื่อ – นามสกุลผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจให้ถูกต้องก่อน label ชื่อ – นามสกุล และ HN ให้ถูกต้องลงบนสไลด์ด้วย ดินสอดำ 2B 2. หลังจากที่แพทย์เก็บสิ่งส่งตรวจด้วย วิธี VCE technique แล้วป้ายสิ่งส่งตรวจบนสไลด์แล้ว Fix slide ทันที ใน 95% Ethanol fix สไลด์ไว้อย่างน้อย 15 นาที จึงนำ มาผึ่งให้แห้งแล้วจัดส่งได้ กรณีไม่สามารถจัดส่งได้ทันทีสามารถ fix สไลด์ไว้ใน 95% Ethanol ได้ หลายวันจนกว่าจะนำ ส่งห้องปฎิบัติการ 3. เขียนใบ request ที่มีชื่อ – นามสกุล HN, ระบุอายุ, LMP, วิธีการตรวจ, บริเวณที่เก็บตัวอย่าง, Clinical diagnosis, Previous cytological result และ Previous treatment (ถ้ามี) และวันที่เก็บตัวอย่าง ให้ครบ ข้อควรจำ Fixatives ที่เหมาะสมต้องเป็น 95% Ethanol เท่านั้น ห้ามใช้ 70% หรือ Fixative อย่างอื่นในการแช่สไลด์และควรเปลี่ยนทุกครั้งหลัง จากใช้งานต่อคนไข้ 1 ราย เพื่อให้ได้น้ำ ยาที่มีเปอร์เซ็นต์ที่ถูกต้อง และลดการ Contaminate แพทย์เก็บสิ่งส่งตรวจด้วยวิธี VCE Technique 1. ใช้ Spatula ปลายมนขูดเซลล์ตัวอย่างตรงบริเวณ Posterior fornix (= ส่วน V) 2. กลับปลายอีกข้างหนึ่ง (ปลายหยักตามรูป Cervix) ขูดเซลล์รอบๆ Cervix บริเวณ Squamo-columnar junction ควรขูดที่ Junction ให้ครบ 360 องศา (= ส่วน C) 3. ใช้ Non absorbable cotton swab สอดเข้าไปใน Endocervical canal หมุนปลายไม้เพื่อเก็บเซลล์ใน Canal (= ส่วน E) การทำ Smear บนสไลด์ 4. ป้ายตัวอย่างตรวจ E ก่อนตรงส่วนปลายสไลด์ โดยหมุน Cotton swab ทุกด้านบนสไลด์ 5. ป้ายตัวอย่างตรวจ C ตรงบริเวณกลางสไลด์ 6. ป้ายตัวอย่างตรวจ V ตรงส่วนใกล้ Label หมายเหตุ: • การเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อดู Hormone (MI) ให้ใช้ Spatula ปลายมนป้ายส่วน Upper 1/3 Lateral vaginal wall และเกลี่ยลงบน สไลด์ให้เต็ม 3 ใน 4 • วิธีป้าย Smear บนสไลด์ต้องไม่แรงเกินไป เพราะจะทำ ให้เซลล์เสียรูปร่างและแปลผลยาก Page 44


Specimen collection for Liquid Based Pap test (Liquid prep) การเตรียมผู้ป่วยก่อนตรวจ เจ้าหน้าที่ควรให้คำ แนะนำ ผู้ป่วย ในการเตรียมตัวก่อนการตรวจ Pap smear ดังนี้ • ไม่สวนล้างช่องคลอดก่อนตรวจอย่างน้อย 1 วัน • ไม่สอดยาเหน็บใดๆ ก่อนตรวจอย่างน้อย 7 วัน • งดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนตรวจอย่างน้อย 2 วัน ลักษณะสิ่งส่งตรวจที่มีคุณภาพ • Squamous epithelium cell จาก ectocervix • Endocervical epithelium cell และ cell จาก transformation zone ตำ แหน่งที่เหมาะสมในการเก็บตัวอย่าง • ช่องคลอดส่วนบนด้านหลัง (Posterior Formix) • ด้านนอกปากมดลูก (Ectocervix) • ด้านในปากมดลูก (Endocervix) การเก็บสิ่งส่งตรวจ 1. Label ชื่อ – นามสกุล และ HN ติดที่ขวดน้ำ ยา Preservative 2. แพทย์เก็บตัวอย่างตรวจด้วย Spatula ชนิดพิเศษที่มากับขวดน้ำ ยา 3. เมื่อเก็บตัวอย่างได้แล้ว ให้ปลดหัวแปรง collection device ใส่ลงใน container น้ำ ยา preservative 4. ปิดฝาขวดให้สนิท 5. กรอกแบบฟอร์มใบขอตรวจ ให้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วน 6. ตรวจเช็ค ชื่อ – นามสกุล HN บนสไลด์และใบขอตรวจ ให้ครบตรงกันทุกราย ก่อนนำ ส่งห้องปฏิบัติการ วิธีเก็บ 1. ให้เก็บเซลล์ที่ได้ใน Transport media คือ Collection Vial โดยหักด้ามแปรงที่ใช้เก็บใส่ใน Vial ด้วย or 2. ติดฉลากระบุชื่อ-สกุลผู้ป่วยข้างขวดให้ชัดเจน Page 45


Specimen collection for Liquid Based Pap test (SurePath) การเตรียมผู้ป่วยก่อนตรวจ เจ้าหน้าที่ควรให้คำ แนะนำ ผู้ป่วย ในการเตรียมตัวก่อนการตรวจ Pap smear ดังนี้ • ไม่สวนล้างช่องคลอดก่อนตรวจอย่างน้อย 1 วัน • ไม่สอดยาเหน็บใดๆ ก่อนตรวจอย่างน้อย 7 วัน • งดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนตรวจอย่างน้อย 2 วัน การเก็บสิ่งส่งตรวจ 1. Label ชื่อ – สกุล และ HN ติดที่ขวดน้ำ ยา Preservative 2. แพทย์เก็บตัวอย่างตรวจด้วย Spatula ชนิดพิเศษที่มากับขวดน้ำ ยา 3. เมื่อเก็บตัวอย่างได้แล้ว ให้ปลดหัวแปรง collection device ใส่ลงใน container น้ำ ยา preservative 4. ปิดฝาขวดให้สนิท 5. กรอกแบบฟอร์มใบขอตรวจ ให้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วน 6. ตรวจเช็ค ชื่อ – นามสกุล HN บนสไลด์และใบขอตรวจ ให้ครบตรงกันทุกราย ก่อนนำ ส่งห้องปฏิบัติการ ลักษณะสิ่งส่งตรวจที่มีคุณภาพ • Squamous epithelium cell จาก ectocervix • Endocervical epithelium cell และ cell จาก transformation zone ตำ แหน่งที่เหมาะสมในการเก็บตัวอย่าง • ช่องคลอดส่วนบนด้านหลัง (Posterior Formix) • ด้านนอกปากมดลูก (Ectocervix) • ด้านในปากมดลูก (Endocervix) วิธีเก็บ 1. Collect : Collect the cytology sample using either a broom-like device or combination brush / spatula with detachable heads or 2. Drop : Drop the detachable head into the BD SurePath™ vial. 3. Send : Place the cap on the vial and tighten. Send the BD SurePath™ vial to the lab for Processing. Page 46


Specimen collection for Liquid Based Pap test (Thin prep) การเตรียมผู้ป่วยก่อนตรวจ เจ้าหน้าที่ควรให้คำ แนะนำ ผู้ป่วย ในการเตรียมตัวก่อนการตรวจ Pap smear ดังนี้ • ไม่สวนล้างช่องคลอดก่อนตรวจอย่างน้อย 1 วัน • ไม่สอดยาเหน็บใดๆ ก่อนตรวจอย่างน้อย 7 วัน • งดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนตรวจอย่างน้อย 2 วัน การเก็บสิ่งส่งตรวจ 1. Label ชื่อ – สกุล และ HN ติดที่ขวดน้ำ ยา Preservative 2. แพทย์เก็บตัวอย่างตรวจด้วย Spatula ชนิดพิเศษที่มากับขวดน้ำ ยา 3. เมื่อเก็บตัวอย่างได้แล้ว ให้ปลดหัวแปรง collection device ใส่ลงใน container น้ำ ยา preservative 4. ปิดฝาขวดให้สนิท 5. กรอกแบบฟอร์มใบขอตรวจ ให้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วน 6. ตรวจเช็ค ชื่อ – นามสกุล HN บนสไลด์และใบขอตรวจ ให้ครบตรงกันทุกราย ก่อนนำ ส่งห้องปฏิบัติการ ลักษณะสิ่งส่งตรวจที่มีคุณภาพ • Squamous epithelium cell จาก ectocervix • Endocervical epithelium cell และ cell จาก transformation zone ตำ แหน่งที่เหมาะสมในการเก็บตัวอย่าง • ช่องคลอดส่วนบนด้านหลัง (Posterior Fornix) • ด้านนอกปากมดลูก (Ectocervix) • ด้านในปากมดลูก (Endocervix) ข้อแนะนำ ในการเก็บสิ่งส่งตรวจ กรณีใช้ Broom-like device 7. ให้เก็บ cell จากด้านนอกและด้านในผนังปากมดลูก โดยต้องให้ส่วนกลางของ broom เข้าไปภายใน cervical os ส่วนนอกของ broom อยู่บริเวณด้านนอกผนังปากมดลูก (หมุน 5 รอบในทิศทางเดียวกัน) 8. นำ cell ที่เก็บได้ใส่ลงในขวดน้ำ ยา PreservCyt ทันที และแกว่งไป - มาอย่างน้อย 10 รอบเพื่อให้ cell หลุดออกให้หมด 9. ปิดฝาขวดน้ำ ยา PreservCyt ให้สนิท โดยสังเกตุจากขีดสีดำ ที่ฝา จะต้องตรงกับขีดสีดำ ที่ขวด 10. เขียน ชื่อ-นามสกุล และ ID ของคนไข้บนฉลากที่ข้างขวดน้ำ ยา แล้วนำ ส่งห้องปฎิบัติการ Page 47


Specimen collection for Liquid Based Pap test (Thin prep) (ต่อ) ข้อแนะนำ ในการเก็บสิ่งส่งตรวจ กรณีใช้ Endocervical brush + spatula 1. เก็บ cell ตัวอย่างจาก ผนังด้านนอก ปากมดลูกโดยใช้ spatula (หมุน 1 รอบ) นำ cell ที่เก็บได้ใส่ลงในขวดน้ำ ยา Preserv Cytsolution ทันที และแกว่งไป - มาอย่างน้อย 10 รอบ เพื่อให้ cell ที่เก็บมาได้ลงไปในน้ำ ยาให้หมด 2. เก็บ cell ตัวอย่างจาก ผนังด้านใน ปากมดลูก (cervical os) โดยใช้ endocervical brush หมุนครึ่ง – 1 รอบ แล้วนำ cell ที่เก็บ ได้ใส่ลงในขวดน้ำ ยา preservative ทันที และแกว่งไป- มาอย่างน้อย 10 รอบ เพื่อให้ cell หลุดออกให้หมด 3. ปิดฝาขวดน้ำ ยา PreservCyt ให้สนิท โดยสังเกตุจากขีดสีดำ ที่ฝา จะต้องตรงกับขีดสีดำ ที่ขวด และ เขียน ชื่อ-นามสกุล และ ID ของคนไข้บนฉลากที่ข้างขวดน้ำ ยา แล้วนำ ส่งห้องปฎิบัติการ Page 48


เกณฑ์การปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ สิ่งส่งตรวจทุกชนิดที่จะทำ การตรวจวิเคราะห์ ต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ให้ตรงกับความเหมาะสมในการตรวจวิเคราะห์ โดย ทาง N Health ขอปฏิเสธที่จะตรวจวิเคราะห์สิ่งส่งตรวจที่มีลักษณะดังนี้ 1. ส่งผิดศูนย์แล็บ 2. สิ่งส่งตรวจไม่ติดฉลาก ชื่อ - นามสกุล HN ของผู้ป่วย หรือติดชื่อผู้ป่วยผิด หรือไม่ชัดเจน 3. ใบส่งตรวจไม่มี ชื่อ - นามสกุล และ HN ของผู้ป่วย 4. ชื่อ - นามสกุล และ HN ในใบส่งตรวจและสิ่งส่งตรวจไม่ใช่ผู้ป่วยคนเดียวกัน 5. ชนิดของสิ่งส่งตรวจในใบส่งตรวจไม่ตรงกับสิ่งส่งตรวจหรือข้อมูลที่ระบุติดอยู่บนสิ่งส่งตรวจ 6. ไม่ระบุรายการขอส่งตรวจ (ชื่อการทดสอบ) ที่ต้องการส่งตรวจ 7. ปริมาตรของสิ่งส่งตรวจไม่ถึงระดับตามที่ภาชนะบรรจุกำ หนด 8. ใช้สารกันเลือดแข็ง หรือ สารรักษาสภาพผิดชนิด 9. มีการปนเปื้อนจากสิ่งส่งตรวจอื่น หรือสารอื่น 10. วิธีนำ ส่งไม่ถูกต้อง อุณหภูมิ เวลาไม่เหมาะสมตามที่กำ หนด เช่น ไม่ได้นำ ส่ง blood gas ในภาชนะที่มีการควบคุมอุณหภูมิ 2-8 ๐C, นำ ส่งสิ่งส่งตรวจ (clotted blood) สำ หรับตรวจ glucose มาถึงห้องปฏิบัติการ หลังจากเก็บสิ่งส่งตรวจ เกิน 1 ชม.เป็นต้น 11. การเตรียมตัวของผู้ป่วยไม่ถูกต้องตามที่คู่มือการเก็บสิ่งส่งตรวจกำ หนด 12. วิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจไม่ถูกต้อง 13. สภาพของสิ่งส่งตรวจที่เปลี่ยนไปแล้วทำ ให้มีผลต่อการตรวจวิเคราะห์ 14. ภาชนะบรรจุสิ่งส่งตรวจ แตก ร้าว ฉีกขาด ปิดฝาภาชนะไม่แน่นหนา ทำ ให้สิ่งส่งตรวจ หกเลอะเทอะ ปนเปื้อนกับสิ่งอื่น 15. สภาพของสิ่งส่งตรวจไม่เหมาะสมได้แก่ สิ่งส่งตรวจแข็งตัว(clot) สำ หรับการตรวจ CBC, coagulation, fluid cell count หรือ เกิดสภาวะการแตกของเม็ดเลือดแดง (hemolysis) สำ หรับการตรวจ acid phosphatase (ACP), AST (SGOT), ALT (SGPT), LDH, Potassium (K), CPK, Iron (Fe), Troponin T, Folate, Coagulation, Haptoglobin เป็นต้น เจ้าหน้าที่จะลงบันทึกในแบบบันทึกขอแก้ไข/เปลี่ยนแปลง/ยกเลิก และโทรศัพท์แจ้งผู้รับบริการพร้อม Fax หรือ E-Mail เอกสารดังกล่าว เพื่อดำ เนินการส่งสิ่งส่งตรวจคืนไปยังผู้รับบริการ หรือแก้ไขตามที่ผู้รับบริการส่งเอกสารดังกล่าวยืนยันกลับมา ในกรณีที่สิ่งส่งตรวจไม่เป็นไปตามคุณภาพที่กำ หนด แต่มีความจำ เป็นต้องทำ การตรวจวิเคราะห์ และได้รับการอนุมัติให้สิ่งส่งตรวจนั้น ทำ การตรวจวิเคราะห์ได้ จะมีการลงบันทึกในใบรายงานผลว่าสิ่งส่งตรวจดังกล่าว ไม่ได้คุณภาพตามที่กำ หนดไว้อย่างไร Page 49


เกณฑ์การปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ (ต่อ) เกณฑ์การปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ และแนวทางปฏิบัติกรณีที่จำ เป็นต้องทำ การตรวจวิเคราะห์โดยใช้สิ่งส่งตรวจที่ไม่มีคุณภาพ/ไม่ เหมาะสม ดังนี้ ลักษณะสิ่งส่งตรวจ วิธีปฏิบัติ การรับสิ่งส่งตรวจ 1.ชื่อสกุล, Lab No. ไม่ชัดเจน 2.ภาชนะเก็บสิ่งส่งตรวจไม่เหมาะสม, ไม่ถูกต้อง ตามรายการตรวจ หรือใช้สารกันเลือดแข็งผิดชนิด แจ้งให้ผู้รับบริการรับทราบและปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ การเก็บ สิ่งส่งตรวจ 1.ตัวอย่างเลือดถูกเจือจางด้วย IV fluid หรือสาร ปนเปื้อนอื่นๆ แจ้งให้ผู้รับบริการรับทราบและปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ EDTA Blood (ฝาสีม่วง) 1. Clotted 2. ปริมาณน้อยเกินไป กรณี 1 แจ้งให้ผู้รับบริการรับทราบและปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ กรณี 2 กรณีต้องการให้ทำ การทดสอบ ให้ Note : Partially clotted หรือ clot ในใบรายงานผล กรณีต้องการผล แจ้งให้ผู้รับบริการรับทราบและ note ในcomment ว่าทำ ได้บาง Parameter โดยระบุ ว่า Parameter ใดบ้าง หมายเหตุ สิ่งส่งตรวจปริมาณน้อยทำ ได้บางส่วน Sodium Citrate (ฝาสีฟ้า) 1. Clotted 2. ปริมาณไม่เหมาะสม (มากหรือน้อยกว่าขีดที่ กำ หนด) 3. Hemolysis (3+ และ 4+) 4. นำ ส่งสิ่งส่งตรวจ Sodium Citrate สำ หรับ ตรวจ Prothrombin Time (PT) และ Activated Partial Thromboplastin Time (APTT) มาถึงห้องปฏิบัติการ หลังจากเก็บสิ่ง ส่งตรวจเกิน 2 ชั่วโมง กรณี 1 แจ้งให้ผู้รับบริการรับทราบและปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ กรณี 2 แจ้งให้ผู้รับบริการรับทราบและปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ กรณีต้องการผล หมายเหตุ เนื่องจากอัตราส่วนระหว่างเลือดและสารกันเลือดแข็งไม่ได้ สัดส่วน อาจทำ ให้ผลการวิเคราะห์มีความคลาดเคลื่อนได้ กรณี 3 แจ้งให้ผู้รับบริการรับทราบและปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ กรณีต้องการผล หมายเหตุ Hemolysis 3+ หรือ 4+ กรณี 4 แจ้งให้ผู้รับบริการรับทราบและปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ Clotted blood (ฝาสีแดง) 1. Hemolysis กรณีที่ Hemolysis 3+ และ 4+ แจ้งให้ผู้รับบริการรับทราบและปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ (คลอบคลุมถึงสิ่งส่งตรวจทางด้านเคมีคลินิก, ธนาคาร เลือด และ ภูมิคุ้มกันวิทยา) กรณีที่ Hemolysis few-2+ ตรวจสอบรายการตรวจว่ามีการทดสอบใดบ้างที่สามารถทำ ได้ Note: Hemolysis ……. 2. Lipemic หากไม่สามารถทำ ได้ ให้แจ้งผู้รับบริการรับทราบและปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ รายงานผล Note: Lipemic ……. 3. ปริมาณน้อย ตรวจสอบรายการตรวจว่ามีการทดสอบใดบ้างที่สามารถทำ ได้ แจ้งให้ ผู้รับบริการรับทราบ 4. การขอเพิ่มรายการตรวจ (เลือดที่เก็บไว้ที่ห้องปฏิบัติการ) ขอสิ่งส่งตรวจเพิ่ม หรือยกเลิกการทดสอบ - ตรวจสอบรายการตรวจว่ามีการทดสอบใดบ้างที่สามารถทำ ได้ - หากไม่สามารถทำ ได้ ให้ผู้รับบริการรับทราบและปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ - การ X-match หากเก็บเลือดไว้นานกว่า 24 Hrs ให้แจ้งผู้รับบริการ รับทราบและปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ Page 50


Click to View FlipBook Version