45
1. แฟ้มข้อมลู ที่ใช้เกบ็ บัญชีลกู ค้าตอ้ งมีอยู่แล้ว และ พรอ้ มทจ่ี ะ Update ได้
2. เสมยี นท่ีธนาคารป้อนขอ้ มูลของผทู้ ี่จะเปดิ บัญชีใหม่ ท่ี Terminal โดยใส่ขอ้ มูลดังน้ี
Account Number :.................
Account Name :................
Deposit :.................
3. โปรแกรมที่ทำหนา้ ที่ Update จะนำข้อมูลที่ถูกป้อนมาเหลา่ น้ี เกบ็ ไวใ้ นหนว่ ยความจำ
หลกั
4. หลังจากนัน้ โปรแกรมจะบันทึก record ใหมล่ งไปในแฟ้มขอ้ มูล
ตำแหน่งทจ่ี ะไปเก็บขอ้ มลู บน HardDisk จะถกู จดั การโดยโปรแกรมท่ีควบคมุ Hard Disk บางกรณี
record อาจจะไปถูกแทรกไว้ระหวา่ ง record อนื่ (กรณที ม่ี ีการส่ังให้เรียงลำดับข้อมูล) หรือตอ่ ท้ายแฟ้มขอ้ มูล
Changing Record
การเปล่ียนแปลงแกไ้ ขอาจเกิดได้ 2 กรณีคือ
1. ขอ้ มลู ของเก่าท่ีใสไ่ ว้มีการผดิ พลาด
2. เม่อื มีขอ้ มูลใหมม่ าทำให้ข้อมูลเก่าไมถ่ กู ต้อง
ตัวอยา่ ง กรณีท่ี 1 ผู้ทปี่ ้อนข้อมลู ใส่ช่ือคนผิด เช่น ช่ือ HUGH DUNN ใส่เป็น HUGH DONE
* ลูกค้าไม่ไดต้ รวจสอบตอนเปดิ บัญชี และ ออกจากธนาคารไป
* พอลกู คา้ ไดร้ ับ statement จากธนาคารจึงรู้วา่ ชื่อถูกสะกดผิด
* ลูกคา้ ขอใหธ้ นาคารแกไ้ ขช่อื ใหถ้ ูก
* เสมียนธนาคารกจ็ ะเปลย่ี นข้อมูลให้ถกู ตอ้ ง
ตวั อยา่ ง กรณที ี่ 2 เมอื่ ต้องการฝากเงนิ เพิม่ หรือ ถอนเงินจากธนาคาร ธนาคารต้องเปล่ียนแปลง
ยอดเงนิ คงเหลอื ในบัญชีให้ถูกตอ้ ง สมมุติว่าคนชื่อ Jean Matino ต้องการถอนเงิน 5000.00 บาท จะมี
ขัน้ ตอนต่างๆ ดงั นี้
1. ใช้ Account Number เพ่ือเรยี กดูข้อมูลของ Jean Matino เมื่ข้อมลู ของ Jean Matino
ปรากฏบนจอภาพแล้วพนกั งานธนาคารจะใส่ขอ้ มูลดงั น้ี
Enter Account Number : ..52-4417.....
Enter Widthdrawal Amount : 5000.....
2. โปรแกรมท่ี Update จะไปเรยี กข้อมูลจาก Hard Disk สำหรบั record ของ Account
Number = 52-4417 และ อ่านข้อมูล ซ่ึงประกอบด้วย ชอื่ เจา้ ของบัญชี และ จำนวนเงิน มาเก็บไวใ้ น
หนว่ ยความจำหลัก
3. โปรแกรมทำหนา้ ทห่ี ักลบเงนิ ท่ีถอนจากเงินในบัญชีท่ีมีอยู่ ถา้ มจี ำนวนเงนิ เพียงพอ และ
เกบ็ ไวใ้ นหนว่ ยความจำหลัก
4. หลังจากนั้น โปรแกรมจะนำข้อมลู นี้ไปเขียนบนั ทึกกลบั ลงไปใน hard Disk เมือ่ ขอ้ มูลถูก
Update แล้ว ขอ้ มูลทีอ่ ยูใ่ น Hard Disk จะเปน็ ข้อมลู ท่ีถกู ต้อง
46
Deleting Records
คอื การท่ขี ้อมลู จะถกู ลบไปเม่อื ไม่ตอ้ งการใชง้ านแลว้ ตวั อย่าง การลบ record ของ Hal Gruen เมื่อ
เขามาขอปิดบัญชี จะมขี นั้ ตอนดังนี้
1. พนกั งานธนาคารใส่ Account Number ของ Hal Gruen ดงั นี้
Enter Account Number : 45-6641
2. โปรแกรมท่ีใช้ Update จะอา่ นข้อมลู จาก Hard Disk โดยดูจาก Account Number
ข้อมลู ประกอบไปด้วย Account Number, ชอ่ื เจ้าของบญั ชี และ จำนวนเงนิ
3. การลบขอ้ มูลออกจาก Hard Disk จริงๆ นัน้ ขึน้ อยกู่ ับเทคนคิ ที่ใช้ บางที record อาจจะ
ถูกลบออกไปเลยจริงๆ หรือวา่ ทำเครือ่ งหมายไว้ (Flag) เชน่ ใช้ * เพ่อื ให้คอมพวิ เตอรร์ ู้วา่ record น้ีจะไม่
นำมาใชอ้ ีกตอ่ ไป
4. เมอื่ เพม่ิ * เข้าไปหน้า record ท่ีตอ้ งการจะลบ คอมพวิ เตอร์กจ็ ะบนั ทกึ ขอ้ มลู ของ record
น้ีกลบั ลงไปใน Hard Disk อกี ส่วนโปรแกรมทใี ชเ้ รียกดูขอ้ มลู จาก Hard Disk จะไม่อ่าน record ที่มี
เครื่องหมาย * นำหนา้
ประเภทของแฟ้มข้อมลู (File Type) เราสามารถจำแนกแฟ้มขอ้ มูลออกตามลักษณะของข้อมลู ท่ีเก็บ
บนั ทึกไว้และสามารถแบ่งแฟ้มขอ้ มลู ออกเป็น 2 ประเภทใหญๆ่ คอื
1. แฟ้มขอ้ มลู หลัก (Master File) เปน็ แฟม้ ขอ้ มูลซ่ึงเกบ็ ข้อมลู ท่ีสำคัญ เชน่ แฟ้มข้อมูล
ประวตั ิ ลูกค้า (Customer master file) ตามที่กลา่ วไว้ขา้ งต้น แฟ้มขอ้ มลู ประวัตผิ ูจ้ ัดสง่ สินคา้ (Supplier
master file) แฟม้ ข้อมูลสินคา้ คงเหลอื (Inventory master file) แฟ้มข้อมลู บญั ชี (Account master file)
เปน็ ตน้ ซึง่ แฟ้มขอ้ มลู หลักเหล่านเ้ี ป็นส่วนประกอบของระบบงานบัญชี (Account system)
2. แฟม้ รายการปรับปรงุ (Transaction file) เปน็ แฟ้มทีบ่ ันทึกข้อมูลเก่ยี วกบั แฟม้ ขอ้ มูลหลัก
ทม่ี กี ารเปลีย่ นแปลงในแตล่ ะวัน รายการทีเ่ กดิ ข้ึนต้องนำไปปรบั ปรงุ กับแฟม้ ข้อมลู หลกั เพื่อให้แฟ้มข้อมลู หลักมี
ข้อมลู ทที่ ันสมัยอยู่ตลอดเวลา
การปรับปรงุ แฟ้มขอ้ มูลสามารถทำไดห้ ลายอยา่ ง เช่น การเพ่ิมรายการ (Add record) การลบ
รายการ (Delete record) และการแก้ไขรายการ (Edit)
การจดั ระเบียบแฟ้มข้อมูล (File organization) มวี ธิ ีการจัดไดห้ ลายประเภท เช่น
1. การจดั ระเบยี บแฟ้มข้อมลู แบบตามลำดับ (Sequential File organization) ลักษณะการ
จดั ขอ้ มลู รายการจะเรียงตามฟลิ ด์ท่กี ำหนด (Key field) เช่น เรยี งจากน้อยไปหามากหรือจากมากไปหาน้อย
หรือเรียงตามตวั อักษร โดยส่วนมากมกั จะใชเ้ ทปแมเ่ หลก็ เป็นสื่อในการเกบ็ ขอ้ มลู ซึ่งการเก็บโดยวธิ ีน้ีจะมีทงั้
ขอ้ ดแี ละข้อเสยี
47
ขอ้ ดี ข้อเสีย
1. เป็นวิธที ี่เขา้ ใจงา่ ย เพราะการเกบ็ จะ 1. เสียเวลาในการปรับปรุงในกรณีทมี่ ีรายการ
เรยี งตาม ลำดับ ปรบั ปรุงน้อยเพราะจะตอ้ งอา่ นทุกรายการ
จนกวา่ จะถงึ รายการทีต่ อ้ งการปรับปรุง
2. ประหยัดเน้ือที่ในการเก็บ และงา่ ยต่อ 2. ต้องมกี ารจัดเรียงข้อมูลทเ่ี ข้ามาใหม่ให้อยใู่ น
การสร้าง แฟม้ ใหม่ ลำดับ เดียวกันในแฟ้มขอ้ มลู หลกั กอ่ นท่ีจะ
ประมวลผล
2. กา รจัดระเ บ ีย นแฟ้มข้อมูล แบบตรงหรือแ บบสุ่ม (Direct or random file
organization) โดยส่วนมากมักจะใช้จานแม่เหล็ก (Hard disk) เปน็ หน่วยเก็บข้อมูล การบนั ทึกหรือการเรียก
ข้อมูลขึ้นมาสามารถเรียกได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านรายการอื่นก่อน เราเรียกวิธีนี้ว่าการเข้าถึงข้อมูลโดยตรง
(Direct access) หรือการเข้าถึงโดยการสุ่ม (Random Access) การค้นหาข้อมูลโดยวิธีนี้จะเร็วกว่าแบบ
ตามลำดับ ทั้งนี้เพราะการค้นหาจะกำหนดดัชนี (Index) จะนั้นจะวิ่งไปหาข้อมูลทีต่ ้องการหรืออาจจะเข้าหา
ข้อมูลแบบอาศัยดัชนีและเรียงลำดับควบคู่กัน (Indexed Sequential Access Method (ISAM) โดยวิธีนี้จะ
กำหนดดัชนีที่ต้องการค้นหาข้อมูล เมื่อพบแล้วต้องการเอาข้อมูลมาอีกกี่ รายการก็ให้เรียงตามลำดับของ
รายการทต่ี อ้ งการ ซงึ่ การเก็บโดยวิธีน้มี ที ัง้ ขอ้ ดแี ละข้อเสยี
ข้อดี ขอ้ เสีย
1. สามารถบันทกึ เรยี กข้อมลู และ 1. สนิ้ เปลอื งเนือ้ ท่ีในหน่วยสำรองข้อมูล
ปรบั ปรุงขอ้ มลู ท่ี ตอ้ งการได้โดยตรง ไม่
ต้องผ่านรายการท่ีอยู่ก่อนหนา้
2. ในการปรบั ปรุงและแกข้ อ้ มลู สามารถ 2. ต้องมกี ารสำรองขอ้ มลู เนอ่ื งจากโอกาสที่
ทำไดท้ ันที ขอ้ มูล จะมปี ัญหาเกิดได้ง่ายกว่าแบบตามลำดับ
ตารางแสดงข้อดีและขอ้ เสียในการจดั แฟ้มขอ้ มูลแบบตรงหรอื สุ่ม
การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยกุ ต์ใชใ้ นงานด้านการศึกษา
เทคโนโลยีสารสนเทศที่นำมาใช้สำหรับการเรียนการสอน เป็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่หลายอย่าง
สอนด้วยสื่ออุปกรณ์ที่ทันสมัย ห้องเรียนสมัยใหม่ มีอุปกรณ์วิดีโอโปรเจคเตอร์ (Video Projector)มีเครื่อง
คอมพิวเตอร์ มีระบบการอ่านข้อมูลอิเล็กทรอนกิ ส์แบบต่าง ๆ รูปแบบของสื่อที่นำมาใช้ในด้านการเรียนการ
สอน ก็มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการนำมาใช้ เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน อิเล็กทรอนิกส์บุค
48
วดิ ีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ ระบบวิดีโอออนดมี านด์ การสืบคน้ ข้อมูลในคอมพวิ เตอร์ และระบบอนิ เทอรเ์ น็ต เป็น
ต้น
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นการนำเอาเทคโนโลยี รวมกับการออกแบบโปรแกรมการสอน มาใช้ช่วย
สอน ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่าบทเรียน CAI ( Computer - Assisted Instruction ) การจัดโปรแกรมการสอน
โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในปัจจุบันมักอยู่ในรูปของสื่อประสม (Multimedia) ซึ่งหมายถึงนำเสนอได้ทง้ั
ภาพ ข้อความ เสยี ง ภาพเคลื่อนไหวฯลฯ โปรแกรมช่วยสอนน้ีเหมาะกับการศึกษาด้วยตนเอง และเปิดโอกาส
ใหผ้ เู้ รียนสามารถโต้ตอบ กับบทเรียนได้ตลอด จนมีผลป้อนกลับเพื่อให้ผู้เรยี นรู้ บทเรียนไดอ้ ย่างถูกต้อง และ
เขา้ ใจในเนอ้ื หาวชิ าของบทเรียนนั้นๆ
การเรยี นการสอนโดยใชเ้ ว็บเปน็ หลัก เป็นการจัดการเรยี น ทมี่ ีสภาพการเรียนต่างไปจากรูปแบบเดิม
การเรียนการสอนแบบนี้ อาศยั ศักยภาพและความสามารถของเครือขา่ ยอนิ เทอร์เน็ต ซึ่งเป็นการนำเอาสื่อการ
เรียนการสอน ที่เป็นเทคโนโลยี มาช่วยสนับสนุนการเรียนการสอน ให้เกิดการเรียนรู้ การสืบค้นข้อมูล และ
เชอ่ื มโยงเครอื ข่าย ทำให้ผูเ้ รียนสามารถเรียนได้ทกุ สถานท ่แี ละทกุ เวลา การจดั การเรียนการสอนลักษณะน้ี มี
ชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ การเรียนการสอนผ่านเว็บ (Web-based Instruction) การฝึกอบรมผ่านเว็บ (Web-
based Trainning) การเรียนการสอนผ่านเวิล์ดไวด์เว็บ (www-based Instruction) การสอนผ่านสื่อทาง
อเิ ล็กทรอนกิ ส์ (e-learning) เป็นต้น
อเิ ล็กทรอนกิ สบ์ ุค คอื การเกบ็ ข้อมูลจำนวนมากด้วยซดี ีรอม หนึ่งแผน่ สามารถเกบ็ ข้อมูลตัวอักษรได้มาก
ถึง 600 ล้านตัวอักษร ดังนั้นซีดรี อมหนึ่งแผ่นสามารถเก็บข้อมูลหนงั สือ หรือเอกสารได้มากกว่าหนังสือหนึง่
เลม่ และท่ีสำคญั คือการใช้กับคอมพวิ เตอร์ ทำให้สามารถเรียกค้นหาขอ้ มูลภายในซีดรี อม ไดอ้ ยา่ งรวดเร็วโดย
ใช้ดัชนี สืบค้นหรือสารบญั เร่อื ง ซดี รี อมจึงเป็นสอ่ื ที่มบี ทบาทตอ่ การศึกษาอยา่ งย่ิง เพราะในอนาคตหนงั สอื ต่าง
ๆ จะจัดเก็บอยู่ในรูปซีดีรอม และเรยี กอ่านด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ทเี่ รียกว่าอิเลก็ ทรอนิกส์บุค ซีดีรอมมีข้อดี
คือสามารถจดั เก็บ ข้อมูลในรูปของมลั ตมิ เี ดยี และเม่อื นำซีดีรอมหลายแผ่นใส่ไวใ้ นเคร่อื งอ่านชดุ เดยี วกนั ทำให้
ซีดีรอมสามารถขยายการเก็บขอ้ มูลจำนวนมากยง่ิ ขึน้ ได้
วิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ หมายถงึ การประชุมทางจอภาพ โดยใชเ้ ทคโนโลยีการสอื่ สารท่ที นั สมยั เป็นการ
ประชมุ ร่วมกนั ระหว่างบุคคล หรือคณะบคุ คลท่อี ยู่ต่างสถานท่ี และหา่ งไกลกันโดยใช้สอ่ื ทางด้านมัลติมีเดีย ท่ี
ให้ทั้งภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง เสียง และข้อมูลตัวอักษร ในการประชุมเวลาเดียวกัน และเป็นการสื่อสาร 2
ทาง จึงทำให้ ดูเหมือนว่าได้เข้าร่วมประชุมร่วมกันตามปกติ ด้านการศึกษาวิดีโอเทคเลคอนเฟอเรนซ์ ทำให้
ผู้เรียนและผู้สอนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ ผ่านทางจอภาพ โทรทัศน์และเสียง นักเรียนในห้องเรียน ที่อยู่
ห่างไกลสามารถเห็นภาพและเสียง ของผู้สอนสามารถเห็นอากับกิริยาของ ผู้สอน เห็นการเคลื่อนไหวและสี
หน้าของผู้สอนในขณะเรียน คุณภาพของภาพและเสียง ขึ้นอยู่กับความเร็วของช่องทางการสื่อสาร ที่ใช้
49
เชื่อมต่อระหว่างสองฝั่งที่มีการประชุมกัน ได้แก่ จอโทรทัศน์หรือจอคอมพิวเตอร์ ลำโพง ไมโครโฟน กล้อง
อปุ กรณเ์ ข้ารหัสและถอดรหสั ผา่ นเครือขา่ ยการส่ือสารความเรว็ สงู แบบไอเอสดีเอน็ (ISDN)
ระบบวิดโี อออนดมี านด์ (Video on Demand) เปน็ ระบบใหม่ทก่ี ำลังได้รบั ความนิยมนำมาใช้ ในหลาย
ประเทศเชน่ ญ่ีป่นุ และสหรัฐอเมรกิ า โดยอาศยั เครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ความเร็วสงู ทำให้ผูช้ มตามบา้ นเรือนต่าง
ๆ สามารถเลือกรายการวิดีทัศน์ ที่ตนเองต้องการชมได้โดยเลือกตามรายการ (Menu) และเลือกชมได้
ตลอดเวลา วิดีโอออนดีมานด์ เป็นระบบที่มีศนู ย์กลาง การเก็บข้อมูลวีดิทัศน์ไว้จำนวนมาก โดยจัดเก็บในรปู
แหลง่ ข้อมลู ขนาดใหญ่ (Video Server) เม่ือผใู้ ช้ตอ้ งการเลอื กชมรายการใด ก็เลอื กไดจ้ ากฐานขอ้ มลู ท่ีต้องการ
ระบบวดิ โี อ ออนดมี านดจ์ ึงเป็นระบบที่จะนำมาใช้ ในเร่อื งการเรียนการสอนทางไกลได้ โดยไม่มีข้อจำกัดด้าน
เวลา ผเู้ รียนสามารถเลือกเรยี น ในสง่ิ ท่ีตนเองตอ้ งการเรยี นหรือสนใจได้
การสืบค้นข้อมลู (Search Engine) ปัจจุบันไดม้ ีการกล่าวถึงระบบการสืบคน้ ข้อมูลกันมาก แม้แต่ใน
เครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ ก็มีการประยุกต์ใช้ไฮเปอร์เท็กซใ์ นการสืบค้นข้อมูล จนมีโปรโตคอลชนิดพิเศษที่ใชก้ นั
คอื World Wide Web หรือเรียกว่า www. โดยผใู้ ช้สามารถเรยี กใชโ้ ปรโตคอล http เพ่อื เชือ่ มโยงเข้าส่รู ะบบ
ไฮเปอรเ์ ท็กซ์ ซง่ึ เป็นฐานขอ้ มูลในอนิ เทอรเ์ นต็ ไฮเปอร์เทก็ ซม์ ลี ักษณะเปน็ แบบมัลติมเี ดยี เพราะสามารถสร้าง
เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่เก็บได้ทั้งภาพ เสียง และตัวอักษร มีระบบการเรียกค้นที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้
โครงสร้างดัชนีแบบลำดับชั้นภูมิ โดยทั่วไป ไฮเปอร์เท็กซ์จะเป็นฐานข้อมูลที่มีดัชนีสืบค้นแบบเดินหนา้ ถอย
หลัง และบันทึกร่องรอยของการสืบค้นไว้ โปรแกรมที่ใช้ในการสร้างไฮเปอร์เท็กซ์มีเป็นจำนวนมาก ส่วน
โปรแกรมที่มีชื่อเสียงได้แก่ HTML Compossor FrontPage Marcromedia DreaWeaver เป็นต้น ปัจจุบัน
เราใชว้ ธิ กี ารสืบคน้ ขอ้ มูล เพื่อนำขอ้ มลู ที่ได้ไปใช้ประกอบในการทำเอกสารรายงานต่าง ๆ ไดอ้ ย่างสะดวกและ
รวดเร็ว
อินเทอร์เน็ต คือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบดว้ ยเครือข่ายย่อย และเครือข่ายใหญ่สลับซับซอ้ น
มากมาย เช่ือมต่อกนั มากกวา่ 300 ลา้ นเคร่อื งในปจั จุบนั โดยใช้ในการติดตอ่ ส่อื สาร ขอ้ ความรูปภาพ เสยี งและ
อื่น ๆ โดยผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มีผู้ใช้งานกระจายกันอยู่ทั่วโลก ปัจจุบันได้มีการนำระบบ
อินเทอรเ์ นต็ เขา้ มาใช้ในวงการศึกษากนั ทว่ั โลก ซง่ึ มีประโยชนใ์ นด้านการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก
ในปัจจบุ นั ส่ือและเทคโนโลยที ่ีทันสมัยมีประโยชนใ์ นการสบื คน้ ข้อมูล และแสวงหาความรูใ้ ห้กวา้ งขวางมากขึ้น
พ้ืนทที่ ใี่ ช้สืบค้นองคค์ วามรตู้ า่ งๆ มิไดจ้ ำกดั เพยี งตำราและหนังสือเทา่ นนั้ ส่ืออนิ เตอร์เนต็ นับว่ามีบทบาทสำคัญ
อย่างมากสำหรับผู้เรียนรู้กลุ่มยุคใหม่ ระบบอินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูล องค์ความรู้ที่ผู้ใช้สามารถสืบค้น
ข้อมูลได้งา่ ยดายและสะดวกรวดเร็วท่ีสุด ผู้สืบค้นขอ้ มูลสามารถสืบคน้ ขอ้ มูลตา่ งๆ ไดอ้ ย่างรวดเรว็ หนว่ ยงาน
ต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างเห็นความสำคัญของการติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตกันอย่างกว้างขวาง เพื่อ
บรกิ ารบคุ คลในองคก์ รเพอ่ื การปฏบิ ตั ิหน้าทไ่ี ดส้ ะดวกยง่ิ ขึน้
1. การใช้อินเตอร์เนต็ เพื่อการเรียนรู้
50
อินเทอร์เนต็ เปน็ แหลง่ ข้อมูลท่ีทุกคนสามารถเข้าถงึ เพอ่ื คน้ หา แลกเปลยี่ นเรยี นรไู้ ดอ้ ย่างแทบไม่มี
ขีดจำกัด การใช้อนิ เทอร์เน็ตเพอ่ื ประโยชน์ดงั กล่าว จำเป็นท่เี ราจะต้องมีความรู้และทักษะในการค้นหาข้อมูล
(Search) ร้จู ักแหลง่ เรียนรู้ และวธิ กี ารนำเสนอข้อมูลความรู้และผลงานอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เราสามารถ
ใช้อนิ เทอร์เนต็ เป็นเคร่ืองมือในการสืบคน้ ขอ้ มูลในหวั ขอ้ เรอื่ งทน่ี กั เรียนสนใจ
กิจกรรมการนำเสนอ เปน็ การเปดิ เวทเี พื่อนำเสนอผลงานจากการสบื ค้นและสร้างองค์ความรู้ด้วย
ตนเอง สามารถทำได้หลายวธิ ี เช่น
1. การนำเสนอแบบ Online เช่น
1.1 สรา้ ง Web Page
1.2 สรา้ ง Blog
1.3 การส่งขอ้ มลู ออนไลน์
2. การนำเสนอแบบ Off line เชน่
2.1 การนำเสนอด้วยวาจา
2.2 ทำเอกสารรายงาน
2.3 จัดนทิ รรศการ
2.4 การสรา้ งช้นิ งาน
3. การนำเสนอแบบสื่อผสม โดยการเลือก Online และ Off line ซึ่งในปัจจุบันเป็นทีน่ ิยม
อย่างกวา้ งขวางในทกุ วงการ
2. รปู แบบการใช้อินเตอร์เน็ตเพือ่ การเรยี นรู้
การประยุกตเ์ น็ตเปน็ เครอื ขา่ ยท่ีสามารถตดิ ต่อสื่อสารกันได้กับแหลง่ ที่เชื่อมต่อเขา้ ดว้ ยกัน สามารถ
สืบค้นข้อมูลได้และมีสถาบันต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกได้เชื่อมเครือข่ายร่วมกัน จึงเป็นแหล่งที่จะ
สบื ค้นขอ้ มลู เพื่อนำมาศึกษาหาความรไู้ ด้ การนำอนิ เทอรเ์ น็ตใชง้ านเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็ ทางการศึกษา ดังน้ี
1. การใช้เครือข่ายเพื่อการติดต่อสื่อสาร เป็นการติดต่อระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน เพื่อส่ง
รายงาน การบา้ น วิทยานิพนธ์ ในรปู แบบแฟ้มขอ้ มลู การเปน็ สมาชิกกลมุ่ สนทนาเพ่อื เป็นเวทแี ลกเปล่ียนความ
คดิ เห็น เผยแพร่ผลงานวจิ ัย ชว่ ยเหลอื ซง่ึ กันและกนั ทางดา้ นวิชาการ และแจง้ ขา่ วความเคล่อื นไหวทางวิชาการ
2. การใช้เครือข่ายเพื่อการสืบค้นข้อมูล ซึ่งผู้เรียน นักวิจัย และ ผู้สอนสามารถสืบค้นจาก
ฐานข้อมูลทางการศึกษา และ Online Library Catalog ของห้องสมุดต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงในอินเทอร์เน็ตจาก
ประเทศในทวปี ตา่ ง ๆ ทว่ั โลก
3. การใช้เครือข่ายเพื่อการสอน หรือการสอนทางไกลโดยผ่านเครือข่าย โดยเปิดเป็น
หลักสูตรการสอนในระดบั ปริญญาและในแบบประกาศนียบัตร เรียกว่า Online Program ซึ่งผู้เรียนสามารถ
สมคั รและเรยี นผ่านเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ต ส่วนกิจกรรมการเรยี นการสอน เอกสารและการติดต่อต่าง ๆ อยู่ใน
รปู ของแฟ้มขอ้ มลู อิเลก็ ทรอนิกส์
51
การใช้ Internet ในชีวิตประจำวันส่งผลในด้านการศึกษา เราต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหา
ข้อมูลได้ ไม่ว่าจะเปน็ ข้อมูลทางวิชาการจากที่ต่าง ๆ ซึ่งในกรณีน้ี อินเตอร์เน็ต จะทำหน้าที่เหมอื นห้องสมดุ
ขนาดยักษ์ ส่งข้อมูลที่เราต้องการ มาให้ถึงบนจอคอมพิวเตอร์ที่บ้านหรือที่ทำงานของเรา ไม่กี่วินาทีจาก
แหล่งข้อมูลทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมาย ความ
บันเทิง และการ พักผ่อนหย่อนใจ หรือสันทนาการ เช่น เลือกอ่านวารสารต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต ที่เรียกวา่
magazine แบบ online รวมถึงหนังสือพิมพ์ และข่าวสารอื่น ๆ โดยมีภาพประกอบบนจอคอมพิวเตอร์
เหมอื นกับหนงั สือ
3. การสืบค้นข้อมลู ในการเรยี นรูด้ ้วยตนเอง
เนื่องจากข้อมูลที่อยู่บนเครือขา่ ยอินเตอร์เน็ต ในปัจจุบันมีมากมายและกระจัดกระจายอยู่ตามท่ี
ต่างๆ ดงั นั้นผูใ้ ชอ้ ินเตอรเ์ นต็ จงึ จำเปน็ ต้องเรยี นรู้วธิ ีการใช้บรกิ ารอนิ เตอร์เนต็ และเลอื กใช้ให้เหมาะสม เพอื่ การ
คน้ หาขอ้ มลู ในการเรียนรู้ด้วยตนเองอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ โดยสามารถใช้อนิ เตอรเ์ น็ตในการสืบคน้ ข้อมูล ศกึ ษา
คน้ ควา้ และวิจัยได้หลายวิธดี ว้ ยกนั วธิ ีท่เี ปน็ ที่นิยมมากท่ีสดุ ในปัจจุบนั คอื
การสบื คน้ ทางเวิลด์ไวด์เว็บ เนื่องจากสามารถรองรับข้อมลู ไดห้ ลายๆ รปู แบบ และเช่อื มโยงขอ้ มูลที่
เกี่ยวเนือ่ งกันให้เราได้ศึกษาอย่างสะดวกสบาย และมีซอฟต์แวร์ สำหรับอ่านข้อมูลในเว็บที่สมบรู ณแ์ บบมาก
การค้นหาข้อมูล ในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือช่วยค้น ( Search
engine) ซงึ่ ซอฟตแ์ วร์สำหรบั อ่านข้อมูลในเวบ็ (Web Browser) ส่วนใหญ่บริการเช่ือมตอ่ กับเครื่องมือเหล่านี้
ไวใ้ หแ้ ลว้ ผ้ใู ช้เพยี งแต่กดปมุ่ สำหรบั เรียกเคร่อื งมอื น้ีขนึ้ มา พมิ พ์คำ หรอื ขอ้ ความทีต่ ้องการสืบคน้ ลงไป เครอื่ งก็
จะแสดงผลการค้น โดยการแสดงชื่อของข้อมูลที่เราต้องการศึกษา (Web Page) ซึ่งถ้าต้องการเข้าไปอ่าน ก็
สามารถกดลงไปบนชื่อนั้นได้เลย ข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏบนจอไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์
เครือ่ งใดในโลกก็ตาม
นอกจากน้ีการเข้าใช้คอมพวิ เตอร์เคร่ืองอน่ื ๆ ทีต่ อ่ อยู่กับเครือข่าย และมกี ารอนุญาตให้เข้าไปใช้ได้
เช่น การติดต่อเขา้ สู่เคร่อื งคอมพวิ เตอรข์ องห้องสมดุ เพื่อค้นหา ยืม ตอ่ เวลาการยืม หรือการจองหนงั สอื สิง่ พิมพ์
ต่าง ๆ ก็เป็นที่นิยมกันมาก ปัจจุบันมีห้องสมุดหลายแห่งเปิดให้บริการบริการนี้สามารถเข้าใช้ได้โดยการ ใช้
คำส่ัง Telnet และตามด้วยช่ือเคร่อื ง หรอื หมายเลขของเครือ่ งแล้วพิมพช์ ือ่ ในการขอเขา้ ใช้ (Login) บางเครื่อง
52
อาจต้องใช้รหสั ลับ (Password) ด้วย หลังจากนั้นต้องทำตามคำสั่งท่ีปรากฏบนจอ ซึ่งจะแตกต่างกนั ไปในแต่
ละระบบของเคร่อื ง นอกจากหอ้ งสมุดแลว้ เราอาจจะใชค้ อมพิวเตอร์ทเ่ี ป็นฐานข้อมูลต่าง ๆ ไดด้ ว้ ย โดยในบาง
ฐานข้อมูล นอกจากผู้ใช้จะเข้าไปคน้ หาบทความทีเ่ คยตีพิมพ์ในวารสารต่าง ๆ แล้วยังสามารถใช้บริการพิเศษ
อื่น ๆ เช่น บริการส่งอีเมล์แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับบทความใหม่ ๆ ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารการศึกษาที่สนใจเล่ม
ลา่ สดุ โดยตอ้ งมกี ารกำหนดช่ือของวารสารที่สนใจไว้ลว่ งหน้า หรือ มีบริการส่งแฟกซ์ บทความนั้นให้แก่ผู้ใช้ท่ี
สนใจ
สรุป
อนิ เทอร์เน็ตเปน็ เทคโนโลยสี ารสนเทศทม่ี บี ทบาทในยุคน้ี โดยการนำความรู้ การเชื่อมโยงแหล่งความรู้
มาประกอบกันเพ่ือให้ผ้เู รียน ทต่ี อ้ งการเรยี นรใู้ ห้เขา้ ถงึ ได้จงึ นับว่าเป็นประโยชน์ตอ่ วงการศกึ ษาในการใช้สืบค้น
ขอ้ มลู ตา่ งๆจากความจำเปน็ และความสำคัญของอนิ เทอรเ์ น็ตดงั กล่าว ผู้วิจยั จงึ สนใจท่ีจะศกึ ษาพฤติกรรมการ
ใช้อินเทอรเ์ นต็ เพอื่ การศึกษาของนกั ศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลา้ เจา้ คุณทหารลาดกระบงั ผลการวิจัย
ครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อสถาบันเพื่อใช้ในการวางแผนการบริหารจัดการและการลงทุนด้านเทคโนโลยี
คอมพวิ เตอร์ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารเพื่อเปน็ ประโยชน์สำหรบั ตวั เราเอง
ความหมายของขอ้ มูล
ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของ
สถานที่ ฯลฯ โดยอย่ใู นรูปแบบท่ี เหมาะสมตอ่ การสื่อสาร การแปลความหมายและการประมวลผล ซงึ่ ขอ้ มูล
อาจจะได้มาจากการสังเกต การรวบรวม การวัด ข้อมูลเป็นได้ทั้งข้อมูลตัวเลขหรือสัญลักษณ์ใด ๆ ที่สำคัญ
จะตอ้ งมคี วามเปน็ จรงิ และตอ่ เนือ่ งตวั อยา่ งของขอ้ มลู เชน่ คะแนนสอบของนกั เรยี น เพศ อายุ เปน็ ต้น
สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คอื
1. ข้อมูลปฐมภูมิ เป็นข้อมูลที่ได้จากแหล่งข้อมูลโดยตรง เช่น ข้อมูลที่ได้จากการสอบถาม
โดยตรง การสมั ภาษณ์ การสำรวจ การจดบันทกึ ขอ้ มูลท่ไี ด้
2. ข้อมูลทุติยภูมิ เปน็ ขอ้ มูลทไ่ี ดจ้ ากขอ้ มูลที่มผี อู้ ืน่ รวบรวมไว้ใหแ้ ล้ว
ชนิดของขอ้ มลู แบ่งไดห้ ลายชนิด ดังน้ี
1. ข้อมูลตัวเลข จะประกอบด้วยตวั เลขเท่านน้ั เชน่ 145 , 2468 เปน็ ต้น มักจะนำมาใช้
ในการคำนวณ
2. ขอ้ มูลอกั ขระ ประกอบดว้ ย ตวั อักษร ตัวเลข และอกั ขระพิเศษหรือเคร่ืองหมายพิเศษ
ตา่ ง ๆ เชน่ บ้านเลขท่ี 13/2 เปน็ ตน้ ถา้ มตี ัวเลขประกอบ จะมิไดน้ ำมาคำนวณ
3. ข้อมลู ภาพ รบั รู้จากการมองเห็น เชน่ ภาพดารา ภาพสัตวต์ า่ ง ๆ
4. ข้อมลู เสยี ง รับรู้จากทางหูหรือการไดย้ ิน เช่นเสยี งพูด เสยี งเพลง เป็นตน้
กรรมวธิ กี ารจัดการข้อมูล
53
การจดั การข้อมลู ใหม้ ีคุณคา่ เป็นสารสนเทศ กระทำไดโ้ ดยการเปลย่ี นแปลงสถานภาพของขอ้ มลู ซึ่งมี
วิธกี าร หรือ กรรมวิธดี งั ตอ่ ไปนี้ (Kroenke and Hatch1994 : 18-20)
1. การรวบรวมข้อมูล (Capturing/gathering/collecting Data) ทต่ี อ้ งการจากแหลง่ ต่างๆ
โดยการเคร่อื งมือ ช่วยค้นที่เป็นบัตรรายการ หรอื OPAC แล้วนำตัวเล่มมาพิจารณาว่ามีรายการใดท่ีสามารถ
นำมาใช้ประโยชน์ได้
2. การตรวจสอบข้อมูล (Verifying/checking Data) โดยตรวจสอบเนือ้ หาของขอ้ มูลที่หามา
ได้ ในประเด็นของ ความถูกตอ้ งและความแม่นยำของเน้ือหา ความสอดคลอ้ งของตาราง, ภาพประกอบ หรอื
แผนท่ี กบั เน้อื หา
3. การจัดแยกประเภท/จัดหมวดหมขู่ ้อมูล (Classifying Data) เมื่อผา่ นการตรวจสอบความ
ถูกตอ้ ง สอดคล้องกนั ของเนอื้ หาแลว้ นำขอ้ มลู ต่างๆ เหล่านั้นมาแยกออกเป็นกอง หรือกล่มุ ๆ ตามเรอ่ื งราวท่ี
ปรากฏในเนอื้ หา
4. จากนนั้ กน็ ำแต่ละกอง หรือกลมุ่ มาทำการเรียงลำดับ/เรยี บเรยี งขอ้ มลู
(Arranging/sorting Data) ให้เปน็ ไป ตามความเหมาะสมของเนื้อหาวา่ จะเร่ิมจากหวั ข้อใด จากน้ันควรเปน็
หัวข้ออะไร
5. หากมขี ้อมลู เกีย่ วกบั ตวั เลขจะต้องนำตวั เลขนน้ั มาทำการวเิ คราะห์หาค่าทางสถิติที่
เก่ยี วขอ้ ง หรอื ทำการ คำนวณข้อมูล (Calculating Data) ใหไ้ ดผ้ ลลัพธ์ออกเสียก่อน
6. หลังจากนนั้ จึงทำการสรุป (Summarizing/conclusion Data) เนอ้ื หาในแต่ละหวั ขอ้
7. เสรจ็ แลว้ ทำการจัดเกบ็ หรอื บนั ทกึ ขอ้ มลู (Storing Data) ลงในสือ่ ประเภทต่างๆ เช่น ทำ
เป็นรายงาน หนังสือ บทความตีพิมพ์ในวารสาร หนงั สือพิมพ์ หรือลงในฐานขอ้ มูลคอมพิวเตอร์ (แผ่นดิสก์ ซดี ี-
รอม ฯลฯ)
8. จัดทำระบบการค้นคืน เพ่ือความสะดวกในการจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศ (Retrieving
Data) จะได้ จัดเก็บและค้นคนื สารสนเทศอย่างถูกต้อง แมน่ ยำ รวดเร็ว และตรงกบั ความตอ้ ง
9. ในการประมวลผลเพื่อให้ไดม้ าซึ่งสารสนเทศ จักต้องมกี ารสำเนาขอ้ มูล (Reproducing
Data) เพือ่ ป้องกนั ความเสียหายที่อาจเกิดข้นึ กบั ข้อมูล ท้ังจากสาเหตุทางกายภาพ และระบบการจัดเก็บ
ขอ้ มลู
10. จากนั้นจงึ ทำการการเผยแพร่ หรอื ส่ือสาร หรือกระจายขอ้ มูล
(Communicating/disseminating Data) เพือ่ ให้ผลลัพธท์ ่ีไดถ้ งึ ยังผู้รบั หรอื ผู้ทีเ่ กย่ี วขอ้ ง
การจดั การขอ้ มลู ให้มสี ถานภาพเปน็ สารสนเทศ (Transformation Processing) ในความเป็นจรงิ แล้ว
ไม่จำเป็นที่ จะต้องทำครบ ทั้ง 10 วิธีการ การที่จะทำกี่ขั้นตอนนั้นขึ้นอยู่กับ ข้อมูลที่นำเข้ามาในระบบการ
ประมวลผล หากข้อมูลผ่าน ขั้นตอน ที่ 1 หรือ 2 มาแล้ว พอมาถึงเรา เราก็ทำขั้นตอนที่ 3 ต่อไปได้ทันที แต่
54
อย่างไรก็ตามการให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่มี คุณค่า จักต้องทำตามลำดับดังกล่าวข้างต้น ไม่ควรทำข้ามขั้นตอน
ยกเว้นขั้นตอนที่ 5 และขั้นตอนที่ 6 กรณีที่เป็นข้อมูล เกี่ยวกบั ตัวเลขกท็ ำข้ันตอนที่ 5 หากข้อมลู ไมใ่ ช่ตัวเลข
อาจจะข้ามขั้นตอนที่ 5 ไปทำขั้นตอนที่ 6 ได้เลย เป็นต้น ผลลัพธ์ หรือผลผลิตที่ได้จากการประมวลผล หรือ
กรรมวธิ ีจัดการขอ้ มลู ปรากฏแก่สังคมในรูปของส่ือประเภทตา่ งๆ เช่น เปน็ หนังสือ วารสาร หนังสอื พมิ พ์ ซีดี-
รอม สไลด์ แผน่ ใส แผนท่ี เทปคลาสเซท ฯลฯ แต่อยา่ งไรก็ตามไมไ่ ด้หมายความว่า ผลผลติ หรือผลลพั ธ์นั้นจะ
มีสถานภาพเปน็ สารสนเทศเสมอไป
หลักเกณฑ์การประเมินผลลัพธ์ หรือผลผลิต
ข้อมูลของบางคนอาจเป็นสารสนเทศสำหรับอีกคนหนึง่ (Nickerson 1998 : 11) การที่จะบง่ บอกวา่
ผลผลติ หรอื ผลลัพธ์มีคณุ ค่า หรอื สถานภาพเปน็ สารสนเทศ หรือไม่นนั้ เราใช้หลักเกณฑ์ต่อไปน้ีประกอบการ
พจิ ารณา
1. ความถกู ต้อง (Accuracy) ของผลผลติ หรอื ผลลพั ธ์
2. ตรงกับความต้องการ (Relevance/pertinent)
3. ทันกบั ความตอ้ งการ (Timeliness)
การพิจารณาความถูกต้องดูที่เนื้อหา (Content) ของผลผลิต โดยพิจารณาจากขั้นตอนของการ
ประมวลผล (Process; verifying, calculating) ข้อมูล สำหรับการตรงกับความต้องการ หรือทันกับความ
ต้องการ มีผู้ใช้ผลผลิตเป็น เกณฑ์ในการพิจารณา หากผู้ใช้เห็นว่าผลผลิตตรงกับความต้องการ หรือผลผลิต
สามารถตอบปญั หา หรอื แกไ้ ขปญั หา ของผูใ้ ชไ้ ด้ และสามารถเรียกมาใช้ได้ในเวลาทีเ่ ขาตอ้ งการ (ทันต่อความ
ต้องการใช)้ เราจึงจะสรุปไดว้ ่า ผลผลติ หรอื ผลลัพธน์ ้นั มีสถานภาพ เปน็ สารสนเทศ
คุณภาพ หรอื คุณค่าของสารสนเทศ ขึ้นอยู่กับขอ้ มูล (Data) ทนี่ ำเข้ามา (Input) หากข้อมลู ทนี่ ำเขา้ มา
ประมวลผล เป็นข้อมูลที่ดี ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีคุณภาพดี หรือมีคุณค่า ผู้ใช้ หรือผู้บริโภคสามารถนำมาใช้
ประโยชนไ์ ด้ แตห่ ากขอ้ มลู ที่ นำเข้ามาประมวลผลไม่ดี ผลผลติ หรือผลลพั ธ์กจ็ ะมีคุณภาพไม่ดี หรอื ไม่มีคุณค่า
สมด่ังกบั วลที ี่วา่ GIGO (Garbage In Garbage Out) หมายความวา่ ถา้ นำขยะเข้ามา ผลผลิต (สง่ิ ที่ได้ออกไป)
ก็คือขยะนั่นเอง
เทคโนโลยีสอื่ สารโทรคมนาคม
เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ใช้ในการติดต่อสื่อสารรับ/ส่งข้อมูลจากที่ไกล ๆ เป็นการส่งของ
ข้อมลู ระหว่างคอมพิวเตอร์หรือเคร่ืองมอื ทอี่ ยู่ห่างไกลกัน ซง่ึ จะช่วยให้การเผยแพร่ข้อมูลหรือสารสนเทศไปยัง
ผใู้ ชใ้ นแหล่งตา่ ง ๆ เป็นไปอยา่ งสะดวก รวดเรว็ ถูกต้อง ครบถว้ น และทนั การณ์ ซึ่งรปู แบบของข้อมูลท่ีรับ/ส่ง
อาจเป็นตัวเลข (Numeric Data) ตัวอักษร (Text) ภาพ (Image) และเสียง (Voice)เทคโนโลยีที่ใช้ในการ
สื่อสารหรือเผยแพร่สารสนเทศ ไดแ้ ก่ เทคโนโลยที ใ่ี ชใ้ นระบบโทรคมนาคมท้งั ชนิดมีสายและไร้สาย เช่น ระบบ
55
โทรศัพท์, โมเดม็ , แฟกซ์, โทรเลข, วทิ ยกุ ระจายเสยี ง, วิทยุโทรทัศน์ เคเบลิ้ ใยแก้วนำแสง คล่ืนไมโครเวฟ และ
ดาวเทยี ม เป็นตน้ สำหรับกลไกหลกั ของการส่อื สารโทรคมนาคมมอี งค์ประกอบพืน้ ฐาน 3 ส่วน ได้แก่ ต้นแหลง่
ของข้อความ (Source/Sender), สื่อกลางสำหรับการรับ/ส่งข้อความ (Medium), และส่วนรับข้อความ
(Sink/Decoder) ดังแผนภาพต่อไปนี้ คือ แผนภาพแสดงกลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคม นอกจากน้ี
เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจำแนกตามลักษณะการใช้งานได้เปน็ 6 รูปแบบ ดงั น้ีต่อไปนี้ คอื
- เทคโนโลยที ีใ่ ชใ้ นการเก็บขอ้ มูล เชน่ ดาวเทยี มถ่ายภาพทางอากาศ, กล้องดจิ ทิ ัล, กลอ้ งถ่าย
วีดที ศั น์, เครือ่ งเอกซเรย์ ฯลฯ
- เทคโนโลยีที่ใช้ในการบนั ทกึ ขอ้ มูล จะเป็นสอื่ บันทกึ ขอ้ มลู ต่าง ๆ เช่น เทปแมเ่ หล็ก, จาน
แม่เหลก็ , จานแสงหรอื จานเลเซอร์, บตั รเอทีเอม็ ฯลฯ
- เทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลข้อมลู ได้แก่ เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ทงั้ ฮาร์ดแวร์ และ
ซอฟตแ์ วร์
- เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผลขอ้ มูล เชน่ เคร่อื งพมิ พ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ
- เทคโนโลยีท่ีใชใ้ นการจัดทำสำเนาเอกสาร เช่น เครือ่ งถา่ ยเอกสาร, เคร่อื งถ่ายไมโครฟลิ ม์
- เทคโนโลยสี ำหรับถา่ ยทอดหรอื สอ่ื สารขอ้ มลู ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เช่น
โทรทศั น์, วิทยุกระจายเสียง, โทรเลข, เทเลก็ ซ์ และระบบเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอรท์ งั้ ระยะใกล้และไกล
ลักษณะของขอ้ มูลหรือสารสนเทศทสี่ ง่ ผ่านระบบคอมพิวเตอรแ์ ละการสอ่ื สาร ดังน้ี
ขอ้ มลู หรอื สารสนเทศท่ีใชก้ ันอยู่ทัว่ ไปในระบบสื่อสาร เชน่ ระบบโทรศัพท์ จะมลี กั ษณะของสัญญาณ
เป็นคลื่นแบบต่อเนื่องทีเ่ ราเรียกว่า "สัญญาณอนาลอก" แต่ในระบบคอมพิวเตอร์จะแตกตา่ งไป เพราะระบบ
คอมพิวเตอร์ใช้ระบบสัญญาณไฟฟ้าสูงต่ำสลับกัน เป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง เรียกว่า "สัญญาณดิจิตอล" ซ่ึง
ข้อมูลเหล่านั้นจะส่งผ่านสายโทรศัพท์ เมื่อเราต้องการส่งข้อมลู จากคอมพิวเตอรเ์ ครื่องหนึ่งไปยังเครื่องอืน่ ๆ
ผา่ นระบบโทรศัพท์ ก็ตอ้ งอาศัยอุปกรณ์ช่วยแปลงสญั ญาณเสมอ ซ่ึงมีชอ่ื เรียกวา่ "โมเด็ม" (Modem)
องค์ประกอบท่สี ำคัญของเทคโนโลยโี ทรคมนาคม ประกอบด้วย 5 องคป์ ระกอบท่สี ำคัญ
56
ตน้ กำเนิดข่าวสาร (Source of Information) เป็นส่วนแรกในระบบการสือ่ สารโทรคมนาคม
เปน็ แหล่งท่ีมาของขา่ วสารตา่ ง ๆ ทผ่ี ู้สง่ ต้องการทีจ่ ะส่งไปยังผู้รบั ทป่ี ลายทางตัวอยา่ งในระบบโทรศพั ท์ หรอื
ระบบวทิ ยุกระจายเสียง สว่ นนีก้ ็คอื เสยี งพูดของผู้พูดทีต่ ้นทาง ซึง่ จะถูกไมโครโฟนเปลี่ยนให้เป็นสญั ญาณไฟฟา้
ทเี่ หมาะสม และสง่ เข้าไปในระบบ หรอื ในกรณีระบบการสือ่ สารข้อมูล (Data Communication) ส่วนนี้
อาจจะเปน็ เคร่ืองคอมพวิ เตอรห์ รอื Data Terminal ประเภทต่าง ๆ
เคร่อื งสง่ สญั ญาณ (Transmitter) ทำหน้าทใ่ี นการแปลงหรือเปล่ยี นสญั ญาณไฟฟ้าที่ใช้แทน
ข่าวสารจากตน้ กำเนิดขา่ วสารใหเ้ ปน็ สญั ญาณหรือคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้าท่เี หมาะสมในการส่งตอ่ ไปยงั ปลายทาง
เช่นระบบโทรศพั ท์ ตัวเครือ่ งโทรศพั ท์จะแปลงสัญญาณไฟฟ้าท่ีใช้แทนเสยี งพูด ให้เป็นสัญญาณแม่เหล็กไฟฟา้ ที่
เหมาะสมและส่งต่อไปยังปลายทางสำหรับในระบบการส่อื สารข้อมูล ส่วนนจี้ ะเปน็ MODEM หรอื อปุ กรณ์อ่ืนที่
เหมาะสมในการเปล่ียนสญั ญาณไฟฟ้าที่มาจากคอมพวิ เตอรเ์ พอ่ื ให้เปน็ สญั ญาณแม่เหลก็ ไฟฟา้ ที่เหมาะสมใน
การผา่ นระบบสอื่ สัญญาณไปยังปลายทาง
ระบบการส่งผ่านสัญญาณ (Transmission System) เครื่องส่งได้เปลี่ยน หรือแปลง
สัญญาณไฟฟ้าที่ใช้แทนข่าวสารต่าง ๆ ให้เป็นสัญญาณหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เหมาะสม สัญญาณก็จะถูก
ส่งผ่านระบบระบบการส่งผ่านสัญญาณ เพื่อส่งตอ่ ไปยังเครื่องรับและผู้รับทีป่ ลายทางดงั น้ันระบบการส่งผ่าน
สัญญาณจึงถือได้ว่านบั เปน็ สว่ นท่ีสำคญั และจำเป็นมากในระบบการส่อื สารโทรคมนาคม
เครื่องรับสัญญาณ (Receiver) เครื่องรับสัญญาณ เป็นส่วนที่ทำการเปลี่ยนสัญญาณ หรือ
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ถูกส่งผ่านระบบการส่งผ่านสัญญาณจากต้นทาง เพื่อให้กลับมาเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้
แทนข่าวสารทีถ่ ูกสง่ มาจากตน้ ทาง ทั้งนีเ้ พ่อื สง่ ให้อปุ กรณป์ ลายทางทำการแปลง หรอื เปลยี่ นสญั ญาณไฟฟา้ นั้น
ให้กลับมาเป็นข่าวสารที่ผู้รับสามารถเข้าใจความหมายได้สำหรับระบบการสื่อ สารข้อมูลส่วนนี้จะ
เป็น MODEM หรืออุปกรณท์ ี่เหมาะสมในการเปล่ียนสญั ญาณแม่เหล็กไฟฟ้า ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้ข้อมูล
ในรูปแบบที่ถูกต้อง และเหมาะสมสำหรับการส่งต่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้นอุปกรณ์บางชนิด
เช่น MODEM อาจเป็นไดท้ ้งั อุปกรณใ์ นการส่ง และรับสญั ญาณ ในอปุ กรณ์ชนิดเดยี วกัน
ผูร้ ับสญั ญาณ (Destination) ผู้รับสัญญาณ เป็นสว่ นสดุ ทา้ ยในระบบการสือ่ สารโทรคมนาคม
ซงึ่ ทำหนา้ ท่ีรับข้อมูลข่าวสารที่ส่งมาจากต้นกำเนิดข่าวสารดงั นัน้ อุปกรณร์ ับสญั ญาณ และอุปกรณ์ส่งสัญญาณ
อาจเป็นอปุ กรณ์ชนดิ เดียวกนั ก็ไดเ้ ชน่ คอมพวิ เตอร์ เปน็ ต้น
57
เทคโนโลยสี ารสนเทศกับการใช้ชวี ติ ในสงั คมปจั จุบนั
ในภาวะปจั จุบนั น้ันสารสนเทศได้กลายเปน็ ปัจจัยพ้ืนฐานปจั จัยที่หา้ เพม่ิ จากปจั จัยสี่ประการท่ีมนุษย์
เราขาดเสยี มิได้ในการดำรงชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเปน็ สารสนเทศท่ีจำเป็น ในการประกอบธุรกิจ ในการคา้ ขาย
การผลิตสินค้า และบริการ หรือการให้บริการสังคม การจัดการทรัพยากรของชาติ การบริหารและปกครอง
จนถึงเรอื่ งเบา ๆ เรอ่ื งไรส้ าระบา้ ง เชน่ สภากาแฟทสี่ ามารถพบได้ทุกแหง่ หนในสงั คม เรอื่ งสาระบนั เทิงในยาม
พกั ผอ่ น ไปจนถงึ เรื่องความเปน็ ความตาย เชน่ ขา่ วอทุ กภัย วาตภยั หรอื การทำรฐั ประหารและปฏวิ ตั ิ เป็นต้น
ในความคิดเห็นของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ตั้งแต่นักวชิ าการ นักธุรกิจ นักสังคมศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์
จนกระทั่งผู้นำต่าง ๆ ในโลก ดังเช่น ประธานาธิบดี Bill Clinton และรองประธานาธิบดี Al Gore ของ
สหรัฐอเมริกา สารสนเทศเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในปัจจุบัน และในยุคสังคมสารสนเทศแห่ง
ศตวรรษที่ 21 สารสนเทศจะกลายเปน็ ทรัพยากรท่ีสำคญั ทีส่ ุดเหนือสิ่งอื่นใด กล่าวกันสัน้ ๆ สารสนเทศกำลัง
จะกลายเปน็ ฐานแหง่ อำนาจอนั แท้จริงในอนาคต ทั้งในทางเศรษฐกิจ และทางการเมือง
ในสมัยสังคมเกษตรน้นั ปัจจัยพืน้ ฐานในการผลติ ท่สี ำคญั ได้แก่ ทีด่ ิน แรงงาน และทนุ ทรพั ย์ ต่อมาใน
สังคมอุตสาหกรรม การผลิตต้องพึ่งพาปัจจัยพื้นฐานเพิ่มเติม ได้แก่ วัสดุ พลังงาน และโดยเฉพาะอย่างย่ิง
สารสนเทศ สังคมเกษตรและสังคมอุตสาหกรรมต้องพึ่งพาการใช้ทรัพยากรที่มอี ยู่อย่างจำกัด อันได้แก่ ที่ดิน
พลงั งาน และวัสดุ เปน็ อยา่ งมาก และผลของการใช้ทรัพยากรเหล่านน้ั อย่างฟุ่มเฟือยและขาดความระมัดระวัง
ก็ได้สร้างปญั หาสิ่งแวดลอ้ มทีร่ ุนแรงมาก ซึ่งกำลังคุกคามโลกรวมทั้งประเทศไทย ตั้งแต่ปัญหาการแปรปรวน
ของสภาพดนิ ฟ้าอากาศ ภัยธรรมชาตทิ ีน่ ับวันจะเพ่มิ ความถ่ีและรนุ แรงขึ้น ปัญหาการบอ่ นทำลายความสมดุล
ทางนเิ วศวิทยาท้งั ป่าดงดบิ ปา่ ชายเลน ป่าต้นนำ้ ลำธาร ความแห้งแล้ง อากาศเปน็ พิษ แม่น้ำลำคลองท่ีเต็มไป
ด้วยสารพษิ เจอื ปน ตลอดจนถงึ ปญั หาวกิ ฤตทิ างจราจรและภัยจากควันพิษในมหานครทกุ แหง่ ทวั่ โลก
ในทางตรงกันข้าม ขบวนการผลิต การเก็บ และถ่ายทอดสารสนเทศ อาศัยการใช้วัสดุและพลังงาน
น้อยมาก และไม่มีผลเสียต่อภาวะแวดล้อมหรือมีเพียงเล็กน้อยมาก ยิ่งกว่านั้นสารสนเทศจะสามารถช่วยให้
กิจกรรมการผลิตและการบริการต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถช่วยให้การผลิตทาง
อุตสาหกรรมใช้วัตถดุ ิบ และพลังงานน้อยลง มีมลภาวะน้อยลง แต่สินค้ามีคุณภาพดีขึ้นคงทนมากขึ้น ปัญหา
วิกฤติทางจราจรในบางด้านก็สามารถผ่อนปรนได้ดว้ ยเทคโนโลยีสารสนเทศ เชน่ ในการช่วยติดต่อสื่อสารทาง
ธุรกิจต่างๆ โดยไม่จำเป็นตอ้ งเดินทางด้วยตนเองดังเช่นแต่ก่อน จึงอาจกล่าวไดว้ า่ เทคโนโลยีสารสนเทศจะมี
สว่ นอย่างมาก ในการนำสงั คม สวู่ วิ ฒั นาการอีกระดับหนึง่ ที่อาจเรียกได้วา่ เปน็ สงั คมสารสนเทศ อนั เป็นสังคม
ทพี่ งึ ปรารถนาและยง่ั ยืนยง่ิ ข้ึน
นั่นจงึ เปน็ เหตุผลทว่ี า่ สังคมตา่ ง ๆ ในโลก ตา่ งจะตอ้ งก้าวส่สู งั คมสารสนเทศอยา่ งหลกี เลย่ี งไม่ได้ ไมเ่ ร็ว
กช็ ้า และนัน่ หมายความวา่ สังคมจะตอ้ งพึง่ พาเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างแนน่ อน ไมว่ า่ เราจะยอมรับหรือไม่ก็
58
ตาม มิใช่เพียงแต่เพ่ือสร้างขดี ความสามารถในเชิงแขง่ ขนั ในสนามการคา้ ระหว่างประเทศ แตเ่ พอื่ ความอยู่รอด
ของมนษุ ยชาติ และเพื่อคุณภาพชีวิตท่ีดขี นึ้ อกี ต่างหากด้วย
เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีคู่โลกในต้นศตวรรษที่ 21 และเป็นแรงกระตุ้นและเป็นปัจจัย
รองรับ ขบวนการโลกาภวิ ตั น์ ทก่ี ำลงั ผนวกสังคมเศรษฐกจิ ไทยเข้าเป็นอันหน่ึงเดียวกนั กบั สังคมโลก
อันที่จริงเทคโนโลยีสารสนเทศมีใช้ในประเทศไทยเป็นเวลาช้านานมาแล้ว เป็นต้นว่า เรามีการใช้
โทรศัพท์ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2414 เพียงแต่ว่าการใช้
เทคโนโลยีนย้ี ังไม่แพรก่ ระจายทั่วประเทศและยังไม่อยู่ในระดบั สงู เมือ่ เทยี บกับอกี หลาย ๆ ประเทศในโลก
กลา่ วกนั อย่างส้ัน ๆ เทคโนโลยสี ารสนเทศ คือ เทคโนโลยีทีเ่ กี่ยวข้องกบั การจดั หา วเิ คราะห์ ประมวล
จัดการและจัดเก็บ เรียกใช้หรือแลกเปลีย่ น และเผยแพร่สารสนเทศ ด้วยระบบอิเลก็ ทรอนิกส์ ไม่ว่าจะอยู่ใน
รปู แบบของรูป เสยี ง ตวั อกั ษร หรอื ภาพเคลอ่ื นไหว รวมไปถงึ การนำสารสนเทศและขอ้ มูลไปปฏบิ ัตติ ามเน้ือหา
ของสารสนเทศน้นั เพอ่ื ใหบ้ รรลเุ ป้าหมายของผู้ใช้ การจัดหา วิเคราะห์ ประมวล และจัดการกบั ข่าวสารข้อมูล
จำนวนมหาศาล จึงขาดเทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ เสยี มไิ ด้ ส่วนการแสวงหาและแลกเปล่ยี นข้อมลู ขา่ วสาร อย่าง
รวดเร็ว ทันเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย และมีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีโทรคมนาคม และ
ท้ายสุดสารสนเทศที่มี จะก่อให้เกิดประโยชน์จากการบริโภค อย่างกว้างขวางตามแต่จะต้องการและอย่าง
ประหยัดที่สุด ก็ต้องอาศัยทั้งสองเทคโนโลยีข้างต้นในการจัดการและการสื่อหรือขนย้ายจากแหล่งข้อมูล
สารสนเทศ สผู่ ู้บรโิ ภคในท่ีสุด
ฉะนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศจึงครอบคลุมถึงหลาย ๆ เทคโนโลยีหลัก อันได้แก่ คอมพิวเตอร์ทั้ง
ฮารด์ แวร์ ซอฟตแ์ วร์ และฐานขอ้ มลู โทรคมนาคมซ่ึงรวมถงึ เทคโนโลยีระบบสื่อสารมวลชน (ได้แก่ วิทยุ และ
โทรทัศน)์ ทั้งระบบแบบมีสายและไร้สาย รวมถงึ เทคโนโลยดี า้ นอิเลก็ ทรอนกิ ส์ต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีโทรทัศน์
ความคมชัดสูง (HDTV) ดาวเทียมคมนาคม (communications satellite) เส้นใยแก้วนำแสง (fibre optics)
สารก่ึงตัวนำ (semiconductor) ปญั ญาประดษิ ฐ์ (artificial intelligence) อปุ กรณ์อตั โนมัตสิ ำนกั งาน (office
automation) อุปกรณ์อัตโนมัติในบ้าน (home automation) อุปกรณ์อัตโนมัติในโรงงาน (factory
automation) เหล่านี้ เป็นตน้
59
นอกจากการเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ทำลายธรรมชาติหรือสร้างมลภาวะ (ในตัวของมนั เอง) ตอ่ สงิ่ แวดล้อม
แล้ว คณุ สมบัติโดดเด่นอน่ื ๆ ที่ทำให้มนั กลายเปน็ เทคโนโลยี ยทุ ธศาสตร์สำคญั แห่งยุคปัจจบุ นั และในอนาคตก็
คอื ความสามารถในการเพม่ิ ประสิทธภิ าพและสมรรถภาพในเกอื บทกุ ๆ กจิ กรรม อาทโิ ดย
1. การลดต้นทุนหรอื คา่ ใช้จ่าย
2. การเพม่ิ คุณภาพของงาน
3. การสรา้ งกระบวนการหรือกรรมวธิ ีใหม่ ๆ
4. การสรา้ งผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ขึน้
ฉะน้ัน โอกาสและขอบเขตการนำ เทคโนโลยนี ี้มาใช้ จึงมหี ลากหลายในเกือบทกุ ๆ กิจกรรมก็ว่าได้ ไม่
วา่ จะเป็นการปกครอง การใหบ้ รกิ ารสงั คม การผลติ ทง้ั ภาคเกษตร อตุ สาหกรรม และบรกิ าร รวมถึงการค้าทั้ง
ภายในและระหว่างประเทศอกี ด้วย โดยพอสรุปไดด้ งั ตอ่ ไปน้ี
ภาคสังคม การบริหารและปกครอง การใหบ้ ริการพื้นฐานของรัฐ การบรกิ ารสาธารณสขุ การ
บรกิ ารการศึกษา การให้บริการข้อมลู และสาระบันเทิง การอนรุ กั ษ์ส่ิงแวดลอ้ ม การจดั การทรพั ยากรธรรมชาติ
การบรรเทาสาธารณภัย การพยากรณ์อากาศและอุตุนิยม ฯลฯ
ภาคเศรษฐกิจ การเกษตร การป่าไม้ การประมง การสำรวจและขุดเจาะน้ำมันและ ก๊าซ
ธรรมชาติ การสำรวจแรแ่ ละทรัพยากรธรรมชาติทงั้ บนและใต้ผิวโลก การกอ่ สร้าง การคมนาคมทั้งทางบก น้ำ
และอากาศ การค้าภายในและระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมบริการ อาทิ ธุรกิจการ
ท่องเท่ียว การเงิน การธนาคาร การขนส่ง และ การประกนั ภัย ฯลฯ
ผลประโยชน์ต่างๆ จากการประยุกต์ใช้ของเทคโนโลยีดงั กล่าว ล้วนเกิดจากคุณสมบัติพิเศษ
หลาย ๆ ประการของเทคโนโลยีกลมุ่ นี้ อนั สบื เนือ่ งจากการพฒั นาของ เทคโนโลยีท่ีมอี ตั ราสงู และอย่างตอ่ เน่ือง
ตลอดหลายทศวรรษท่ีผา่ นมา วิวฒั นาการทางเทคโนโลยนี ้ีส่งผลให้
ราคาของฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ รวมทั้งค่าบริการ สำหรับการเก็บ การประมวล และการ
แลกเปลี่ยนเผยแพรส่ ารสนเทศมกี ารลดลงอยา่ งต่อเนื่องและรวดเรว็
ทำให้สามารถนำพาอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งคอมพิวเตอร์และ โทรคมนาคมติดตามตัวได้ เนื่องจากได้มี
พัฒนาการการย่อส่วนของชน้ิ ส่วน (miniaturization) และพัฒนาการการสอ่ื สารระบบไรส้ าย
ประการทา้ ย ท่จี ดั ว่าสำคญั ที่สุดกว็ ่าได้คือ ทำให้เทคโนโลยีต่าง ๆ เชน่ เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์และการส่ือสาร
มุ่งเขา้ สจู่ ุดทใ่ี กล้เคยี งกัน (converge)
ประเทศอุตสาหกรรมในโลกได้เล็งเห็นถึงศกั ยภาพของเทคโนโลยียทุ ธศาสตรก์ ลุ่มนี้ จงึ ให้ความสำคัญ
ต่อเทคโนโลยีนี้มากกว่าเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่จัดเป็นเทคโนโลยียุทธศาสตร์สำคัญอีกหลายกลุ่ม ดังเช่นกลุ่ม
ประเทศ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ได้ศึกษาเปรียบเทียบ
60
ศักยภาพของเทคโนโลยีไฮเทค 5 กลมุ่ สำคญั ในปัจจุบนั คือ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุใหม่ เทคโนโลยี
อวกาศ เทคโนโลยนี วิ เคลียร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศ ในประเดน็ ผลกระทบสำคญั 5 ประเดน็ ได้แก่
(1) การสรา้ งผลิตภณั ฑ์และบรกิ ารใหม่ ๆ
(2) การปรบั ปรุงกระบวนการผลิตผลติ ภัณฑ์และบริการ
(3) การยอมรับจากสังคม
(4) การนำไปใชป้ ระยุกตใ์ นภาค/สาขาอืน่ ๆ
(5) การสร้างงานในทศวรรษปี 1990 ปรากฏว่าเทคโนโลยีสารสนเทศได้รับการยอมรับใน
ศกั ยภาพสงู สุดในทุก ๆ ประเด็น
ความสำคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศ
สารสนเทศแท้จริงแล้วย่อมมีความสำคัญต่อทุกสิ่งที่เกีย่ วข้อง เช่น ด้านการเมือง การปกครอง ด้าน
การศึกษา ดา้ น เศรษฐกิจ ด้านสังคม ฯลฯ ในลกั ษณะดังตอ่ ไปนี้
1. ทำให้ผู้บริโภคสารสนเทศเกิดความรู้ (Knowledge) และความเข้าใจ (Understanding)
ในเรอ่ื งดงั กลา่ ว ข้างต้น
2. เมื่อเรารู้และเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องแล้ว สารสนเทศจะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจ
(Decision Making) ใน เรื่องต่างๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสม
3. นอกจากนั้นสารสนเทศ ยังสามารถทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหา (Solving Problem) ที่
เกิดขึ้นได้อยา่ ง ถูกต้อง แมน่ ยำ และรวดเรว็ ทันเวลากบั สถานการณ์ต่างๆ ท่เี กดิ ข้นึ
องค์ประกอบของระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ระบบ คอื กลุ่มขององค์การตา่ งๆ ท่ีทำงานร่วมกันเพอ่ื จุดประสงค์อันเดยี วกัน ระบบอาจจะ
ประกอบดว้ ยบคุ คลากร เครื่องมือ เครื่องใช้ พัสดุ วิธกี าร ซ่งึ ท้ังหมดนีจ้ ะตอ้ งมรี ะบบจัดการอนั หนง่ึ เพอ่ื ให้
บรรลุจดุ ประสงค์อันเดียวกัน
สารสนเทศ (Information) หมายถงึ ขอ้ มูลท่ผี ่านการวเิ คราะห์หรือประมวลผลแล้ว พรอ้ มจะใช้งาน
ได้ทนั ที โดยไมต่ ้องแปล หรือตีความใด ๆ อกี
เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การใช้เทคโนโลยีมาชว่ ยในการประมวลผล เพ่ือให้ไดส้ ารสนเทศ
ตามท่ีต้องการ
ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศนน้ั อาจกลา่ วได้ว่าประกอบข้ึนจากเทคโนโลยสี องสาขาหลักคือ เทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีส่ือสารโทรคมนาคม สำหรบั รายละเอยี ดพอสังเขปของแต่ละเทคโนโลยีมี
ดังตอ่ ไปนค้ี อื
61
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์เปน็ เคร่อื งอเิ ล็กทรอนิกส์ท่ีสามารถจดจำขอ้ มูลต่าง ๆ และปฏิบตั ิตามคำสัง่ ที่บอก เพื่อให้
คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้ คอมพิวเตอร์นั้นประกอบด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ต่อเชื่อมกันเรียกว่า
ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และอุปกรณฮ์ าร์ดแวรน์ ี้จะต้องทำงานร่วมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรอื ที่เรียกกันวา่
ซอฟต์แวร์ (Software) (มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช. สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2546: 4)
ฮารด์ แวร์ ประกอบดว้ ย 5 สว่ น คือ
1. อปุ กรณร์ บั ขอ้ มลู (Input) เชน่ แผงแปน้ อักขระ (Keyboard), เมาส์, เครอ่ื งตรวจ
กวาดภาพ (Scanner), จอภาพสัมผัส (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เครือ่ งอ่านบตั รแถบ
แม่เหล็ก (Magnetic Strip Reader), และเครื่องอา่ นรหัสแท่ง (Bar Code Reader)
2. อปุ กรณส์ ง่ ข้อมูล (Output) เชน่ จอภาพ (Monitor), เคร่อื งพมิ พ์ (Printer), และ
เทอรม์ นิ ลั
3. หนว่ ยประมวลผลกลาง จะทำงานรว่ มกับหน่วยความจำหลกั ในขณะคำนวณหรอื
ประมวลผล โดยปฏิบตั ิหน้าที่ตามคำส่ังของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการดงึ ขอ้ มลู และคำสงั่ ที่เก็บไว้ไวใ้ น
หนว่ ยความจำหลักมาประมวลผล
4. หนว่ ยความจำหลกั มหี น้าทเ่ี ก็บข้อมลู ทีม่ าจากอุปกรณ์รับข้อมลู เพอ่ื ใช้ในการคำนวณ และ
ผลลพั ธ์ของการคำนวณกอ่ นท่จี ะส่งไปยงั อปุ กรณ์สง่ ข้อมูล รวมทั้งการเก็บคำสัง่ ขณะกำลงั ประมวลผล
5. หนว่ ยความจำสำรอง ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมลู และโปรแกรมขณะยังไมไ่ ด้ใชง้ าน เพือ่ การใช้
ในอนาคต
ปัจจัยที่ทำใหเ้ กดิ ความล้มเหลวในการนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้
จากงานวจิ ยั ของ Whittaker พบว่าปัจจัยของความล้มเหลวหรือความผดิ พลาดที่เกิดจากการนำ
เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ใน องคก์ ร มีสาเหตหุ ลัก 3 ประการ ได้แก่
1. การขาดการวางแผนทดี่ พี อ
62
2. การนำเทคโนโลยที ่ไี มเ่ หมาะสมมาใชง้ าน
3. การขาดการจดั การหรือสนบั สนุนจากผู้บริหารระดับสูง
สำหรับสาเหตุอืน่ ๆ ทพ่ี บ เชน่ ใช้เวลาในการดำเนนิ การมากเกินไป (Schedule Overruns) และ
ระยะเวลาของการ พฒั นาหรือนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้จนเสร็จสมบูรณ์ใช้เวลานอ้ ยกว่า 1 ปี
นอกจากนี้ ปัจจัยอื่นๆ ท่ีทำให้การนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชไ้ มป่ ระสบความสำเร็จในดา้ นผู้ใชง้ าน
นัน้ อาจสรุปไดด้ งั น้ี คอื
1. ความกลัวการเปล่ียนแปลง
2. การไมต่ ดิ ตามข่าวสารความรู้ด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างสม่ำเสมอ
3. โครงสรา้ งพน้ื ฐานดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศกระจายไมท่ ่ัวถงึ ทำให้ขาดความ
เสมอภาคในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ
ผลของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจนสามารถนำมาใชป้ ระโยชนไ์ ด้อยา่ งมากมาย นับไดว้ า่ เป็นยคุ ของ
เทคโนโลยีสารสนเทศ หรอื ยุคขอ้ มลู ข่าวสาร ซ่งึ กอ่ ให้เกดิ ประโยชน์ตอ่ มวลมนุษย์อยา่ งมหาศาล ยงั ผลทำให้
เกดิ การเปลย่ี นแปลง การเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม ยอ่ มมผี ลกระทบตอ่ บุคคล องค์กร หรือสังคม เราสามารถ
จำแนกผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศออกเป็นสองด้าน คอื ผลกระทบดา้ นบวก และผลกระทบดา้ นลบ
ผลกระทบด้านบวก
1. การสรา้ งเสริมคุณภาพชีวติ ทด่ี ีข้ึน
สภาพความเปน็ อยู่ของสังคมเมือง มีการพัฒนาใช้ระบบส่อื สารโทรคมนาคม เพอ่ื ติดต่อสือ่ สารใหส้ ะดวกข้ึน
มีการประยกุ ต์มาใช้กบั เครอ่ื งอำนวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น ใช้ควบคุมเครอ่ื งปรบั อากาศ ใชค้ วมคุม
ระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นต้น
2. เสริมสรา้ งความเทา่ เทยี มในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศทำใหเ้ กิด
การกระจายไปท่ัวทกุ หนแหง่ แม้แตถ่ ิ่นทุรกันดาร ทำให้มกี ารกระจายโอกาสการเรียนรู้ มีการใชร้ ะบบการเรียน
การสอนทางไกล การกระจายการเรยี นรู้ไปยงั ถน่ิ หา่ งไกล นอกจากนี้ในปจั จบุ ันมคี วามพยายามท่จี ะใชร้ ะบบ
การรกั ษาพยาบาลผ่านเครอื ขา่ ยสอ่ื สาร
3. สารสนเทศกบั การเรยี นการสอนในโรงเรยี น การเรียนการสอนในโรงเรียนมกี ารนำ
คอมพวิ เตอรแ์ ละเคร่ืองมอื ประกอบช่วยในการเรยี นรู้ เชน่ วดี ิทัศน์ เครือ่ งฉายภาพ คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
คอมพิวเตอรช์ ว่ ยจดั การศกึ ษา จัดตารางสอน คำนวณระดับคะแนน จดั ชั้นเรยี น ทำรายงานเพอ่ื ให้ผบู้ ริหารได้
ทราบถงึ ปัญหาและการแก้ปัญหาในโรงเรียน ปจั จุบันมีการเรยี นการสอนทางด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศใน
โรงเรยี นมากข้ึน
4. เทคโนโลยีสารสนเทศกบั สิง่ แวดล้อม การจดั การทรพั ยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นตอ้ ง
ใช้สารสนเทศ เชน่ การดูแลรักษาป่า จำเป็นต้องใชข้ อ้ มูล มกี ารใชภ้ าพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพ
อากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำลองรปู แบบสภาวะสง่ิ แวดล้อม เพื่อปรบั ปรุงแกไ้ ข การเก็บรวมรวมขอ้ มลู
63
คุณภาพนำ้ ในแม่น้ำตา่ ง ๆ การตรวจวดั มลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัดระยะไกลมาช่วย ที่เรียกวา่
โทรมาตร เป็นต้น
5. เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การป้องกนั ประเทศ กจิ การทางด้านการทหารมีการใช้เทคโนโลยี
อาวุธยุทโธปกรณส์ มัยใหม่ล้วนแตเ่ กี่ยวข้องกบั คอมพวิ เตอร์และระบบควบคุม มกี ารใช้ระบบปอ้ งกันภัย ระบบ
เฝา้ ระวงั ท่มี ีคอมพวิ เตอร์ ควบคมุ การทำงาน
6.การผลิตในอตุ สาหกรรม และการพาณิชยกรรม การแขง่ ขันทางดา้ นการผลิตสนิ ค้า
อุตสาหกรรมจำเปน็ ตอ้ งหาวิธกี าร ในการผลิตใหไ้ ด้มาก ราคาถูกลง เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เขา้ มามีบทบาท
มาก มกี ารใชข้ ้อมูลขา่ วสารเพ่ือการบรหิ ารและการจัดการ การดำเนินการและยงั รวมไปถึงการใหบ้ รกิ ารกบั
ลูกคา้ เพ่ือใหซ้ อื้ สนิ คา้ ได้สะดวกขึ้น
7. เทคโนโลยสี ารสนเทศมผี ลเก่ยี วขอ้ งกับทกุ เรื่องในชวี ติ ประจำวัน บทบาทเหลา่ นมี้ ีแนวโนม้ ที่
สำคญั มากย่ิงขึ้น ด้วยเหตุนี้เยาวชนคนรนุ่ ใหม่จึงควรเรยี นรู้ และเขา้ ใจเกี่ยวกบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ เพ่อื จะได้
เป็นกำลงั สำคัญในการพฒั นาเทคโนโลยีสารสนเทศใหก้ า้ วหน้าและเกิดประโยชนต์ อ่ ประเทศต่อไป
ผลกระทบดา้ นลบ
1. ก่อใหเ้ กิดความเครียดในสังคมมากขน้ึ เน่อื งจากมนษุ ย์ไม่ชอบการเปล่ยี นแปลง เคยทำ
อะไรแบบใด มักจะชอบทำแบบนัน้ ไม่ชอบการ เปลี่ยนแปลง แต่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปเปลีย่ นแปลง
บุคคลท่ีรับการเปล่ยี นแปลงไม่ได้ จึงเกดิ ความวติ กกงั วล จนกลาย เป็นความเครียด กลวั วา่ คอมพวิ เตอรแ์ ละ
เทคโนโลยีสารสนเทศจะทำใหค้ นตกงาน เพราะส่ิงเหลา่ นี้จะเขา้ มาทดแทนมนุษย์
2. กอ่ ใหเ้ กิดการรับวัฒนธรรม หรือการแลกเปลี่ยนวฒั นรรมของคนในสงั คมโลก ทำให้
พฤติกรรมทีแ่ สดงออกดา้ นการแต่งกาย และการบรโิ ภคเปล่ียนแปลงไป การมอมเมาเยาวชนในรปู ของเกมส์
อิเล็คทรอนคิ ส์ ส่งผลกระทบ ตอ่ การพฒั นาอารมณ์และจิตใจของเยาวชน เกดิ การกลนื วัฒนธรรมดง้ั เดมิ ซงึ่
แสดงถงึ เอกลกั ษณข์ องสังคมนน้ั
3. กอ่ ให้เกิดผลดา้ นศีลธรรม บทบาทเหล่านีม้ ีแนวโน้มทสี่ ำคัญมากยิ่งขนึ้ ด้วยเหตนุ ้เี ยาวชนคน
รนุ่ ใหมจ่ ึงควรเรียนรู้ และเข้าใจเกีย่ วกบั เทคโนโลยีสารสนเทศ เพ่อื จะได้เป็นกำลังสำคญั ในการพฒั นา
เทคโนโลยีสารสนเทศให้กา้ วหน้า และเกิดประโยชนต์ อ่ ประเทศตอ่ ไป
64
4. การมสี ่วนร่วมของคนในสงั คมลดนอ้ ยลง การใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดความ
สะดวกรวดเรว็ ในการส่อื สารและการทำงาน แตใ่ นอีกด้านหนง่ึ
5. การละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลโดยการเพยแพรข่ อ้ มลู หรือรูปภาพตอ่ สาธารณชน
ซึ่งขอ้ มลู บางอยา่ งอาจไมเ่ ปน็ ความจรงิ หรอื ยังไมไ่ ด้พิสูจนค์ วามถกู ตอ้ งออกสู่สาธารณะชน ก่อให้เกดิ ความ
เสียหาย ต่อบุคคลโดยไม่สามารถป้องกนั ตนเองได้ การละเมิดสิทธิสว่ นบคุ คลเชน่ น้ี ตอ้ งมกี ฎหมายออกมา
คมุ้ ครองเพื่อให้นำขอ้ มลู ต่าง ๆ มาใช้ในทางท่ีถูกต้อง
6. เกดิ ชอ่ งวา่ งทางสงั คม การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะเก่ยี วข้องกับการลงทนุ ผใู้ ช้จงึ เปน็
ชนช้นั ในอีกระดับหน่ึงของสงั คม ในขณะท่ีชนชั้นระดับรองลงมามีจำนวนมากกลับไมม่ ีโอกาสใชแ้ ละผูย้ ากจนก็
ไม่มโี อกาสรู้จักกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
7. อาชญากรรมบนเครอื ขา่ ย ความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยีสารสนเทศก่อใหเ้ กดิ ปญั หาใหม่
ข้ึน เช่น ปญั หาอาชญากรรม ตวั อย่างเช่น อาชญากรรมในรปู ของการขโมยความลับ การขโมยขอ้ มลู
สารสนเทศ การให้บริการสารสนเทศทีม่ กี ารหลอกลวง รวมถึงการบ่อนทำลายข้อมลู และไวรัส
8. กอ่ ให้เกิดปัญหาดา้ นสุขภาพ นบั ต้ังแตค่ อมพวิ เตอร์เขา้ มามีบทบาทในการทำงาน
การศกึ ษา บนั เทงิ ฯลฯ การจอ้ งมอง คอมพิวเตอรเ์ ป็นเวลานาน มีผลเสยี ต่อสายตา ซง่ึ ทำให้สายตาผดิ ปกติ มี
อาการแสบตา เวียนศรีษะ นอกจากนั้นยงั มีผลตอ่ สุขภาพจิต เกิดโรคทางจติ ประสาท
9.กอ่ ใหเ้ กดิ ความเครยี ดในสังคมมากขึน้ เนอ่ื งจากมนษุ ย์ไม่ชอบการเปล่ยี นแปลง เคยทำ
อะไรแบบใดมักจะชอบทำอยา่ งนน้ั ไม่ชอบการเปล่ียนแปลง แต่เทคโนโลยสี ารสนเทศเข้าไปเปล่ียนแปลง บุคคล
ท่รี ับต่อการเปล่ยี นแปลงไมไ่ ด้จงึ เกดิ ความวิตกกังกล จนกลายเป็นความเครียด กลวั ว่า คอมพิวเตอรแ์ ละ
เทคโนโลยีสารสนเทศจะทำให้ คนตกงาน เพราะสงิ่ เหลา่ นจ้ี ะเขา้ มาทดแทนมนษุ ย์
10.ก่อใหเ้ กดิ การรับวฒั นธรรม หรือแลกเปล่ยี นวัฒนธรรมของคนในสงั คมโลกทำให้
พฤตกิ รรมทแี่ สดงออก ด้านการแตง่ กาย และการบรโิ ภคเปล่ยี นแปลงไป การมอมเมาเยาวชน ในรูปของเกมส์
อิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลกระทบตอ่ การพฒั นาอารมณ์และจติ ใจของเยาวชน เกิดการกลนื วัฒนธรรมดัง้ เดิมซงึ่ แสดง
ถงึ เอกลกั ษณ์ของสังคมน้นั ๆ
11. ก่อให้เกิดผลด้านศลี ธรรม การติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วในระบบเครอื ข่ายมผี ลกอ่ ให้เกิด
โลกไรพ้ รมแดน แตเ่ มื่อพจิ ารณาศีลธรรมของแต่ละประเทศพบว่ามคี วามแตกต่างกัน ประเทศตา่ งๆ ผูค้ นอยู่
รว่ มกนั ไดด้ ว้ ยจารตี ประเพณี และศลี ธรรมดงี ามของประเทศนัน้ ๆ การแพรภ่ าพหรอื ขอ้ มูลข่าวสารที่ไม่ดีไปยัง
ประเทศต่างๆ มผี ลกระทบต่อความรู้สึกของคนในประเทศนนั้ ๆ ที่นบั ถือศาสนาแตกต่างกัน
12.การมสี ว่ นร่วมของคนในสงั คมลดน้อยลง การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ ทำใหเ้ กดิ ความ
สะดวก รวดเร็วในการสอ่ื สาร และการทำงาน แต่ในอีกด้านหน่ึงการมสี ่วนร่วมของกิจกรรมทาง สงั คมท่ีมกี าร
พบปะสงั สรรคก์ ันจะมนี ้อยลง ผู้คนมักอยู่แตท่ บี่ ้านหรอื ที่ทำงานของตนเองมากข้ึน
13.การละเมิดสทิ ธิเสรีภาพสว่ นบุคคลโดยการเผยแพร่ขอ้ มูลหรอื รปู ภาพตอ่ สาธารณชน ซงึ่
ข้อมลู บางอย่างอาจไม่เปน็ จรงิ หรือยังไม่ได้พสิ ูจนค์ วามถูกต้องออกสูส่ าธารณชน กอ่ ให้เกดิ ความเสียหายต่อ
บคุ คลโดยไม่สามารถปอ้ งกนั ตนเองได้ การละเมิดสทิ ธิส่วน บุคคล เช่นน้ตี ้องมกี ฎหมายออกมาให้ความ
65
คมุ้ ครองเพ่ือให้นำขอ้ มลู ต่างๆ มาใช้ในทางท่ีถกู ต้อง
14.เกดิ ช่องวา่ งทางสงั คม การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศจะเกี่ยวข้องกับการลงทนุ ผใู้ ช้จึงเป็น
ชนช้นั ในอกี ระดับหนงึ่ ของสงั คม ในขณะท่ีชนช้นั ระดับรองลงมามอี ย่จู ำนวนมากกลับไม่มี โอกาสใช้ และผู้ที่
ยากจนกไ็ มม่ ีโอกาสร้จู กั กบั เทคโนโลยีสารสนเทศ
15.อาชญากรรมบนเครอื ขา่ ย ความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยีสารสนเทศก่อใหเ้ กิดปญั หา
ใหม่ๆ ขึน้ เชน่ ปัญหาอาชญากรรม ตวั อย่างเชน่ อาชญากรรมในรปู ของการขโมยความลบั การขโมย ขอ้ มลู
สารสนเทศ การให้บริการ สารสนเทศท่ีมกี ารหลอกลวง รวมถึงการบอ่ นทำลายขอ้ มูลและไวรสั
16.กอ่ ให้เกิดปญั หาดา้ นสขุ ภาพ นับตั้งแต่คอมพวิ เตอร์เขา้ มามีบทบาทในการทำงาน
การศกึ ษา บนั เทิง ฯลฯ การจอ้ งมองคอมพิวเตอรเ์ ปน็ เวลานานๆ มผี ลเสียต่อสายตาซึง่ ทำให้สายตา ผิดปกติ มี
อาการแสบตา เวียนศรีษะ นอกจากนนั้ ยังมีผลต่อสุขภาพจิต เกดิ โรคทางจิตประสาท
คอมพวิ เตอร์และอิน-เทอร์เนต็ กบั เทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือการเรยี นรู้
ความรเู้ บื้องต้นเกยี่ วกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
สังคมของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ไปอย่างรวดเร็ว กล่าวกันว่าได้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เรียกว่า การปฏิวัติ มาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกเกิดจากการที่มนุษย์รู้จักใช้ระบบ
ชลประทานเพื่อการเพาะปลูก สังคมของมนุษย์จึงเปลี่ยนจากการเร่ร่อนมาเป็นการตั้งหลักแหล่งเพื่อทำ
การเกษตร ต่อมาเมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากที่ เจมส์ วัตต์ ประดิษฐ์
เครื่องจักรไอน้ำ มนุษย์นำเอาเครื่องจักรมาช่วยในอุตสาหกรรมการผลิตและการสร้างยานพาหนะเพื่อการ
คมนาคมขนส่ง ผลที่ตามมาทำให้เกิดการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ทำใหเ้ ทคโนโลยีไดเ้ ขา้ มาเสริมปัจจัยพืน้ ฐานการดำรงชีวติ ได้เป็นอยา่ งดี
เทคโนโลยที ำให้การสรา้ งท่ีพักอาศยั มีคุณภาพ ผลิตสินคา้ และใหบ้ ริการตา่ ง ๆ เพื่อตอบสนอง
ความตอ้ งการของมนุษยม์ ากข้ึน เทคโนโลยที ำใหร้ ะบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากมีราคาถูก
66
ลง สินค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยีทำให้มกี ารติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก การเดินทางเชื่อมถึงกันทำให้ประชากร
ในโลกติดต่อรับฟังข่าวสารกันได้ตลอดเวลา การสร้างเทคโนโลยีสารสนเทศมักจะสร้างโดยใช้ระบบ
คอมพิวเตอร์เปน็ หลกั เน่ืองจากคอมพิวเตอร์มีความสามารถและประสิทธิภาพในการจัดการเก็บข้อมูลมากกว่า
อปุ กรณอ์ ย่างอนื่ รวมทงั้ ยังสามารถคำนวณประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเรว็ ถูกต้องแม่นยำ แต่ไม่จำเป็นต้อง
สร้างมาจากระบบคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวเราสามารถใช้อุปกรณ์ชนิดอื่นสร้างระบบสารสนเทศได้
เน่อื งจากคอมพวิ เตอรส์ ามารถทำงานและจดั การขอ้ มลู ได้ดกี วา่ อุปกรณช์ นิดอน่ื จึงทำให้คอมพวิ เตอร์กลายเป็น
อปุ กรณ์สำคัญในการสร้างระบบสารสนเทศ
เทคโนโลยสี ารสนเทศมปี ระโยชนต์ อ่ การพฒั นาประเทศให้เจรญิ ก้าวหนา้ เป็นเร่ืองทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
กับวิถีความเป็นอยูข่ องสังคมสมัยใหมอ่ ยู่มาก เทคโนโลยีสารสนเทศมผี ลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างทัง้ ทางการ
ดำเนนิ ชีวิต เศรษฐกิจ สังคม การเมอื ง การศกึ ษาและอน่ื ๆ เทคโนโลยสี ารสนเทศเปน็ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ลักษณะเด่นที่สำคัญของ
เทคโนโลยีสารสนเทศคือ ชว่ ยเพิ่มผลผลิต ลดตน้ ทนุ และเพ่มิ ประสทิ ธิภาพการทำงาน
ความหมายและความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ความหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ
สารสนเทศ หมายถงึ ข้อมูลข่าวสาร ความรูต้ า่ งๆ ท่ีได้รับการสรปุ คำนวณ จดั เรียง หรือ
ประมวลแล้วจากข้อมลู ต่างๆ ท่ีเกยี่ วขอ้ งอยา่ งเป็นระบบตามหลักวิชาการ จนไดเ้ ปน็ ข้อความรู้ เพื่อนำมา
เผยแพร่และใช้ประโยชน์ในงานดา้ นต่าง ๆ
เทคโนโลยี หมายถงึ การประยกุ ต์เอาความรู้ทางด้านวทิ ยาศาสตรม์ าใช้ใหเ้ กิดประโยชน์
การศกึ ษาพัฒนาองคค์ วามร้ตู า่ งๆ ก็เพ่ือให้เข้าใจธรรมชาติ กฎเกณฑข์ องสง่ิ ต่างๆ และหาทางนำมาประยุกตใ์ ห้
เกดิ ประโยชน์ เทคโนโลยีจึงเป็นค้าท่ีมีความหมายกวา้ งไกล เปน็ คำท่เี ราไดพ้ บเห็นและได้ยนิ อยตู่ ลอดมา
เม่ือรวมคำวา่ เทคโนโลยกี บั สารสนเทศเข้าดว้ ยกัน จงึ หมายถึงเทคโนโลยีทใี่ ช้จดั การ
สารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีท่ีเก่ยี วข้องตั้งแต่การรวบรวมการจัดเก็บขอ้ มูล การประมวลผล การพิมพ์ การสรา้ ง
รายงาน การส่ือสารขอ้ มลู ฯลฯ เทคโนโลยสี ารสนเทศจะรวมไปถึงเทคโนโลยีทที่ ำใหเ้ กิดระบบการใหบ้ รกิ าร
การใช้ และการดแู ลข้อมูล
ความสำคัญของสารสนเทศ
สารสนเทศแท้จริงแลว้ ย่อมมคี วามสำคัญตอ่ ทุกสิ่งทีเ่ ก่ียวขอ้ ง เชน่ ดา้ นการเมือง การ
ปกครอง ด้านการศกึ ษา ด้าน เศรษฐกิจ ดา้ นสงั คม ฯลฯ ในลักษณะดงั ต่อไปนี้
67
1. ทำให้ผู้บริโภคสารสนเทศเกิดความรู้ (Knowledge) และความเขา้ ใจ
(Understanding) ในเรอ่ื งดังกล่าวข้างต้น
2. เมื่อเรารแู้ ละเข้าใจในเรอื่ งทเ่ี กย่ี วขอ้ งแล้ว สารสนเทศจะช่วยให้เราสามารถ
ตดั สินใจ (Decision Making) ในเรอ่ื งตา่ งๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสม
3. นอกจากนนั้ สารสนเทศ ยงั สามารถทำให้เราสามารถแก้ไขปญั หา (Solving
Problem) ท่ีเกิดขนึ้ ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง แม่นยา และรวดเร็ว ทันเวลากบั สถานการณต์ ่าง ๆ ทเี่ กิดขึน้
ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มี 6 ประการ Souter (1999) ไดแ้ ก่
ประการแรก การส่อื สารถอื เปน็ สง่ิ จำเป็นในการดำเนนิ กิจกรรมต่าง ๆ ของมนษุ ย์ ส่ิงสำคญั ท่ี
มสี ว่ นในการพฒั นากิจกรรมตา่ งๆ ของมนุษยป์ ระกอบด้วย Communications media, การส่ือสาร
โทรคมนาคม (Telecoms) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
ประการที่สอง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารประกอบดว้ ยผลติ ภณั ฑ์หลกั ที่มากไป
กวา่ โทรศพั ท์ และคอมพิวเตอร์ เช่น แฟกซ์ อินเทอรเ์ นต็ อีเมล์ ทำให้สารสนเทศเผยแพร่หรือกระจายออกไป
ในทตี่ ่างๆ ได้สะดวก
ประการทส่ี าม เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารมีผลใหง้ านด้านต่าง ๆ มรี าคาถูกลง
ประการทีส่ ี่ เครือข่ายสื่อสาร (Communication networks) ไดร้ ับประโยชนจ์ ากเครอื ข่าย
ภายนอก เนอื่ งจากจานวนการใชเ้ ครอื ข่าย จำนวนผเู้ ช่ือมต่อ และจำนวนผู้ท่มี ศี ักยภาพในการเข้าเชอื่ มตอ่ กบั
เครือข่ายนับวนั จะเพิ่มสูงข้ึน
ประการที่ห้า เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารทาให้ฮารด์ แวร์คอมพวิ เตอร์ และต้นทุน
การใช้ ICT มรี าคาถูกลงมาก
ประการท่หี ก เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการวางแผนการดำเนินการระยะยาวขน้ึ อกี ทง้ั
ยังทำให้วิถกี ารตดั สนิ ใจ หรือเลอื กทางเลือกไดล้ ะเอยี ดขึน้
จะเหน็ ได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศมบี ทบาททส่ี ำคัญในทกุ วงการ มผี ลตอ่ การเปลี่ยนแปลง
โลกด้านความเปน็ อยู่ สังคม เศรษฐกจิ การศกึ ษา การแพทย์ เกษตรกรรม อตุ สาหกรรม การเมือง ตลอดจน
การวจิ ัยและการพฒั นาตา่ งๆ
การสื่อสารด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication Technology) มีการพัฒนารูปแบบให้สามารถ
ติดตอ่ สื่อสาร ถึงกันได้ง่าย มีหลายรูปแบบ อุปกรณต์ ่างๆ ไดเ้ พ่ิมคณุ สมบัตใิ หส้ ามารถเชอ่ื มโยงถึงกนั ได้การเพ่ิม
คุณค่าของระบบคอมพิวเตอรม์ ีมากข้ึนเม่อื มกี ารนำเทคโนโลยกี ารสื่อสารมาประยกุ ตเ์ ขา้ ดว้ ยระบบกันท่ีเรียกว่า
“เครือขา่ ยคอมพิวเตอร”์
68
อินเตอร์เน็ต (Internet) คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์ที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก โดยมี
มาตรฐานการรบั สง่ ขอ้ มลู ระหวา่ งกนั เปน็ หน่งึ เดียว ซง่ึ คอมพวิ เตอรแ์ ต่ละเคร่อื งสามารถรับส่งข้อมูลในรูปแบบ
ต่างๆ ได้หลายรูปแบบ เช่น ตัวอักษร ภาพกราฟิก และ เสียงได้ รวมทั้งสามารถค้นหาข้อมูลจากที่ต่างๆ ได้
อยา่ งรวดเร็ว ทำให้การติดตอ่ ส่อื สารนั้นเป็นไปอยา่ งรวดเร็ว และมีประสิทธภิ าพ ค่าใช้จา่ ยถูกกว่าหลายเท่า น่ี
เป็นเหตผุ ลหลกั ทีว่ า่ ทำไมเราต้องใช้อนิ เตอรเ์ น็ตซงึ่ นบั เปน็ การปฏิวัติ สงั คมข่าวสารคร้งั ใหญท่ ส่ี ุดในยุคของเรา
ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต มีดังนี้
ด้านการศึกษาเราสามารถต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลได้ เหมือนห้องสมุด
ขนาดยักษ์ส่งข้อมูลที่เราต้องการมาในเวลาไม่กี่วินาทีจากแหล่งข้อมูลทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้า น
วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมายและอื่นๆ ผู้ใช้ที่ต่อเข้าอินเตอร์เน็ตสามารถรับส่ง
ข้อมูลจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) กับผู้ ใช้คนอื่นๆ ทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว ด้านธุรกิจและการค้า
อินเตอร์เน็ตมีบริการซื้อขายสินค้าผ่านคอมพิวเตอร์เราสามารถเลือกดูสินค้าคุณสมบัติต่างๆ ผ่าน
จอคอมพิวเตอร์ สัง่ ซือ้ และจา่ ยเงินด้วยบัตรเครดติ ได้ทนั ทซี ึง่ นบั วา่ สะดวกและรวดเร็วมาก
เราสามารถสรปุ ไดว้ า่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร เป็นเทคโนโลยีทกุ รปู แบบทน่ี ำมา
ประยกุ ตใ์ นการประมวลผล การจดั เก็บ การสอ่ื สาร และการส่งผา่ นสารสนเทศด้วยระบบอเิ ล็กทรอนกิ ส์ โดยท่ี
ระบบทางกายภาพประกอบดว้ ยคอมพิวเตอร์ อุปกรณต์ ิดต่อสื่อสาร และระบบเครือข่าย ขณะที่ระบบ
นามธรรมเกี่ยวข้องกบั การจดั รปู แบบของการมีปฏสิ มั พันธด์ ้านสารสนเทศทงั้ ภายในและภายนอกระบบให้
สามารถดำเนินการร่วมกันไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ
ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกบั การเรียนรู้
จากความเปลี่ยนแปลงนิยามของการเรียนรู้ ทห่ี มายถึงการท่ีบุคคลมีความเขา้ ใจ รับรู้ปัญหา
หรอื เรอื่ งราวท่ไี ด้ประสบมา ทีม่ คี วามเกีย่ วขอ้ งกับการการเพิม่ พูนทกั ษะ ความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาบุคคล
นั้น ๆ เช่น การเรยี นร้ดู ว้ ยตนเอง การเรียนรจู้ ากประสบการณก์ ารทำงาน การเรียนร้ยู คุ ใหม่ต้องมีประสิทธิภาพ
และมคี วามเหมาะสมกับสภาพสงั คม
ในปจั จุบนั การเรยี นรู้มุ่งหวงั ทจี่ ะให้เกดิ องคค์ วามรูแ้ กต่ ัวผูเ้ รียน โดยมุง่ จดั การเรียนรู้ใหผ้ เู้ รียน
เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ไม่ใช่แค่การตีกรอบให้ผู้เรียนอยู่เฉพาะแต่ในส่วนที่เป็นความต้องการของครูผู้สอน
เพยี งอย่างเดยี ว แต่ตอ้ งใหผ้ ู้เรยี นมสี ว่ นร่วมในการเรียนร้มู ากขน้ึ ดว้ ย
69
เปา้ หมายทางการศกึ ษาของประเทศทพ่ี ฒั นาแลว้ อย่ทู ี่การให้การศึกษาแกป่ ระชาชนเข้าสู่โลก
แห่งเทคโนโลยี โดยเนน้ ทคี่ วามรอบรู้ของคนในชาติ การเรยี นรกู้ ับการสร้างสงั คมเป็นสิ่งทต่ี ้องให้เกิดขึ้นกับคน
ในชาติ การเรยี นรตู้ อ้ งรวดเร็ว ใช้เวลาน้อย ต้นทนุ ต่ำ และที่สำคัญ ความรูจ้ ะมีบทบาทท่ีสำคัญมากข้ึนเรื่อย ๆ
ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีเพอ่ื การเรยี นรู้
การปฏริ ปู การศกึ ษา มุง่ เนน้ ใหผ้ ู้เรยี นเป็นศนู ยก์ ลางการเรียน คอื การสรา้ งโอกาสใหแ้ ก่ผู้เรียน
เข้าถึงแหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ได้มากและสะดวกขึ้น ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาจึงต้องใช้ระบบเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตเขา้ มามบี ทบาทในการจัดการเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศทำให้เกิดระบบการเรียนการสอน
ทางไกล ซึ่งผู้เรียนและผู้สอนสามารถตอบโต้กันได้แม้ว่าจะอยู่ห่างกัน ผู้เรียนสามารถส่งการบ้ านทาง
อินเทอร์เน็ตได้ ครูสามารถตรวจงานให้คะแนนได้ แม้กระทั่งการชี้แนะดว้ ยไปรษณีย์อิเลก็ ทรอนิกส์ (E-mail)
หรือใช้ระบบกระดานข่าว (Bulletin Board System)
เทคโนโลยคี อมพิวเตอรแ์ ละเครือขา่ ยมบี ทบาทสำคัญยิ่งในการเรียนรู้ มหาวทิ ยาลัยช้ันนำของ
ต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงค์โปร์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา การนำ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสามารถใช้ในด้านการศึกษา จะช่วยพัฒนาการเรียนรู้และอำนวยความ
สะดวกในด้านการสอนและแหล่งการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ไม่มีข้อจำกัดในด้านสถานที่ การสอนโดยใช้ระบบ
สารสนเทศจะจัดการเรียนรู้ได้ตามความแตกต่างของผู้เรียน ระบบการเรียนรู้ที่ใช้ในด้านการศึกษามีหลาย
ระบบ เช่น E-learning, e – Book, e – Library และ e – Classroom การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี
และสารสนเทศในการเรยี นรเู้ ป็นการเปดิ โอกาสทางการศึกษาทที่ ำให้คณุ เรยี นรโู้ ดยไมม่ ีข้อจำกดั ในประเด็นต่าง
ๆ เพยี งแต่ผ้เู รียนรตู้ อ้ งศึกษาวธิ ีการเพอื่ เขา้ ส่รู ะบบทีต่ อ้ งการให้ถกู ตอ้ ง
การบรู ณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศในการจดั การเรียนรู้
ในโลกปัจจบุ ัน พบวา่ ความตอ้ งการเกี่ยวกับตัวผู้เรยี นเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าท่ีผ่านมาอาจจะมี
การตอบสนองต่อการเรียนแบบท่องจำมามากแล้วการบรู ณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศเพือ่ การเรียนการสอน
ผสู้ อนควรจะศึกษาเทคนิค วิธีการ เทคโนโลยีต่างๆ ที่จะนำมาใช้เพอ่ื ชว่ ยให้ผู้เรียนได้รับความรู้ใหม่ ซ่ึงแต่เดิม
มักเป็นการสอนให้ผู้เรียนเรียนโดยเน้นการท่องจำ และปรับเปลี่ยนมาสู่การใช้เทคนิควิธีการที่จะช่วยผู้เรียน
ได้รบั ขอ้ เท็จจรงิ ไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ ไดแ้ ก่ การใช้เทคนิคชว่ ยการจำ เช่น Mnemonics เปน็ ตน้
ความต้องการของการศึกษาในขณะนี้คือ การสอนที่ผู้เรียนควรได้รับคือ ทักษะการคิดใน
ระดบั สงู (Higher-order thinking skills) ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตลอดจนการแก้ปัญหา และการ
ถ่ายโยง (Transfer) โดยเน้นการใช้วธิ ีการต่าง ๆ อาทิ สถานการณ์จาลอง การค้นพบ การแก้ปัญหา และการ
เรียนแบบร่วมมือ สาหรับผูเ้ รยี นจะไดร้ ับประสบการณ์การแก้ปญั หาท่ีสอดคล้องกับสภาพชีวิตจริง สำหรับการ
นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบรู ณาการในการจดั การเรียนรู้ ผ้เู ขียนจะขอนำเสนอใน รูปแบบตา่ งๆ ดงั ตอ่ ไปนคี้ อื
70
1. สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ (Learning environment) เป็นการบูรณาการ
เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนรู้ที่นำทฤษฎีการเรียนรู้มาเป็นพื้นฐานการออกแบบร่วมกับสื่อหรือ
เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งหลอมรวมทั้งสองสิ่งเข้าไว้ด้วยกัน ที่ประกอบด้วยสถานการณ์ปัญหาที่กระตุ้นให้
ผู้เรียนเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้ชนิดต่างๆ ที่จัดเตรียมไว้สำหรับให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบ มีฐานการช่วยเหลือไว้
คอยสนบั สนุนผ้เู รยี นในกรณีท่ีไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ตลอดจนการเรียนรแู้ บบร่วมมือกนั แก้ปญั หาที่สนับสนุน
ให้ผ้เู รยี นขยายมุมมองแนวคดิ ตา่ งๆสงิ่ แวดล้อมทางการเรยี นร้ใู นปัจจบุ ันสามารถแยกตามคณุ ลักษณะของสื่อได้
3 รูปแบบ คอื
(1) สง่ิ แวดล้อมทางการเรยี นรบู้ นเครือขา่ ย
(2) มัลติมเี ดยี ท่พี ัฒนาตามแนวคอนสตรัคตวิ สิ ต์
(3) ชุดการสร้างความรตู้ ามแนวคอนสตรัคติวสิ ต์
2. การเรียนรู้แบบออนไลน์ (E-learning) การเรยี นรูแ้ บบออนไลน์ หรอื E-learning
การเรียนรแู้ บบออนไลน์เป็นการศกึ ษา เรยี นรู้ผา่ นเครือข่ายคอมพิวเตอรอ์ นิ เทอร์เนต็ (Internet) หรือ
อนิ ทราเน็ต (Intranet) เป็นการเรยี นรู้ดว้ ยตวั เอง ตามความสามารถและความสนใจของตน โดยผู้เรียน ผสู้ อน
และเพื่อนรว่ มชน้ั เรยี นทุกคน สามารถตดิ ตอ่ ปรกึ ษา แลกเปล่ยี นความคดิ เห็นระหวา่ งกันไดเ้ ช่นเดียวกับการ
เรียนในช้ันเรยี นปกติ ซ่งึ การให้บริการการเรียนแบบออนไลน์ มอี งคป์ ระกอบทส่ี ำคญั 4 สว่ น โดยแตล่ ะส่วน
จะต้องได้รบั การออกแบบเปน็ อย่างดี เพราะเม่ือนามาประกอบเข้าด้วยกนั แล้วระบบทง้ั หมดจะตอ้ งทำงาน
ประสานกันไดอ้ ยา่ งลงตวั ดังน้ี
1) เน้อื หาของบทเรยี น
2) ระบบบริหารการเรียน ทำหนา้ ที่เปน็ ศนู ยก์ ลาง กำหนดลำดบั ของเนอ้ื หาใน
บทเรยี น เราเรยี กระบบนว้ี า่ ระบบบรหิ ารการเรียน (E-Learning Management System: LMS) ดังนัน้ ระบบ
บรหิ ารการเรยี นจงึ เป็นส่วนที่เอ้อื อำนวยใหผ้ ู้เรียนได้ศึกษาเรยี นรไู้ ด้ดว้ ยตนเองจนจบหลกั สตู ร
3) การตดิ ต่อสื่อสาร การเรียนแบบ E-learning นำรปู แบบการติดตอ่ ส่ือสารแบบ 2
ทาง มาใช้ประกอบในการเรยี น โดยเครื่องมือที่ใชใ้ นการตดิ ต่อสื่อสารอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ ประเภท
Real-time ไ ด ้ แ ก ่ Chat (message, voice), White board/Text slide, Real-time Annotations,
Interactive poll, Conferencing และอื่นๆ ส่วนอีกแบบคือ ประเภท Non real-time ได้แก่ Web-board,
E-mail
3. หนังสืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-books) เปน็ หนังสือถูกนำมาจัดพมิ พใ์ นรปู แบบดิจิตอล
ไมบ่ ังคับการพิมพ์ และการเขา้ เลม่ แผน่ ซีดรี อมสามารถจดั เก็บข้อมูลได้จำนวนมากในรูปแบบของตวั อักษร ทั้ง
71
ลกั ษณะภาพ ดิจิตอล ภาพอนเิ มชนั่ วิดีโอ ภาพเคลือ่ นไหวต่อเนื่อง คำพูด เสียงดนตรี และเสียงอื่นๆ ที่
ประกอบตวั อกั ษรเหลา่ นั้น
4. ห้องสมดุ อเิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-library) เปน็ แหลง่ ความรทู้ ่บี ันทกึ ขอ้ มูลไวใ้ นเคร่อื ง
คอมพวิ เตอร์แม่ขา่ ยและให้บริการสารสนเทศทางอิเล็กทรอนกิ ส์หรอื ผา่ นเครือข่ายอนิ เทอรเ์ น็ต
1. การจัดการเอกสารอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เพ่ือประโยชนใ์ นการรวบรวมและจดั เกบ็
สารสนเทศ และสะดวกในการบรกิ ารส่งสารสนเทศแก่ผูใ้ ช้ เป็นการเปลย่ี นรูปแบบสง่ิ พมิ พแ์ บบเดมิ ให้อยใู่ นรปู
ของอเิ ลก็ ทรอนกิ สท์ ีเ่ ครอ่ื งคอมพวิ เตอร์สามารถอ่านได้ ทำได้โดยการจัดเก็บในรปู ดิจิตัล ไดแ้ ก่ ซดี ีรอม หรอื
จดั เกบ็ ในฮาร์ดดิสต์
2. ระบบเครอื ข่าย เพอ่ื เชอื่ มโยงเครือข่ายของหอ้ งสมดุ กับผู้ใชแ้ ละแหลง่ สารสนเทศ
อนื่ ๆ ทำให้ผ้ใู ช้สามารถตดิ ตอ่ กับหอ้ งสมุดและแหล่งสารสนเทศ อน่ื ๆได้ทัว่ โลก
3. การส่งเอกสารสารสนเทศแกผ่ ู้ใช้ เพือ่ ให้ผูใ้ ช้ได้รบั สารสนเทศทีต่ อ้ งการโดยไม่ต้อง
มายงั ห้องสมุด คือ ทางไปรษณยี ์ โทรสาร และทางอินเตอร์เนต็
5. แผนการจดั การเรียนรู้ เป็นการบรู ณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศในข้นั ตอนตา่ งๆ
ของแผนการจดั การเรยี นรู้ ท่ยี ึดหลกั การบูรณาการท่ีเน้นผูเ้ รียนเปน็ สำคญั โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาส่งเสรมิ
สนับสนุนและพฒั นาศักยภาพการเรียนร้ขู องผเู้ รยี น ซงึ่ สงั เคราะหจ์ ากทฤษฎกี ารเรียนรคู้ อนสตรคั ติวสิ ต์ ทฤษฎี
พทุ ธปิ ญั ญานิยม และคณุ ลักษณะของโปรแกรมทางด้าน ICT ดงั กรอบแนวคดิ ในการจดั การเรยี นรู้ดังน้ี
กรอบแนวคดิ ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ท่ีบรู ณาการ ICT ท่ีสงั เคราะห์จากทฤษฎี
การเรียนรู้คอนสตรัคติวิสต์ ทฤษฎีพุทธิปัญญานิยม และคุณลักษณะของโปรแกรมทางด้าน ICT จากกรอบ
แนวคิดในการบรู ณาการเทคโนโลยสี ารสนเทศในการจัดการเรยี นรู้ แสดงใหเ้ ห็นถึงความสมั พันธ์ระหว่างวิธีการ
จัดการเรียนรู้ (Method) ร่วมกับสื่อ(Media) ซึ่งในที่นี้ก็คือเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น คอมพิวเตอร์
อนิ เทอรเ์ น็ต วีดิทศั น์ ฯลฯ การการเลือกวธิ ีการจะตอ้ งอยูบ่ นพืน้ ฐานของการเรยี นรูท้ ่ีเน้นผเู้ รยี นเป็นสำคัญและ
เลือกใช้สอ่ื ใหส้ นองตอ่ การรับรขู้ องผู้เรยี น ดงั กรอบแนวคดิ ข้างต้น ในขัน้ แรกทเ่ี ป็นการเช่ือมโยงความรู้เดิมกับ
ความรู้ใหม่ผูส้ อนอาจกระตุ้นให้ผู้เรยี นใส่ใจหรือกระตนุ้ ประสบการณ์เดมิ โดยใชส้ ่ือพวกวีดิทัศน์ และตั้งคำถาม
ที่ให้ผู้เรียนสามารถเรียกกลับประสบการณ์เดิมเหล่าน้ันมาใช้ในการเรียนรู้ส่ิงใหม่ ขั้นจัดประสบการณ์เรียนรู้
ต้งั แต่ขั้นการกระตนุ้ ให้เกิดปญั หาและการมอบหมายภารกิจการเรียนรู้ การสง่ เสรมิ การสรา้ งและการแสวงหา
ความรู้ด้วยตนเอง และการขยายแนวคิดที่หลากหลาย เทคโนโลยีสารสนเทศท่ีสามารถสนับสนุนการแสวงหา
และค้นพบความรู้ เช่น อินเทอรเ์ นต็ เป็นต้น ในการสร้างและนาเสนอผลงานผู้สอนอาจใหผ้ ู้เรียนใช้โปรแกรม
ประยกุ ต์คอมพวิ เตอร์ เช่น MSWord, MSPower point เปน็ ต้น และอาจใช้ Social media ในการแลกเปล่ยี น
แนวคิด ติดตอ่ สือ่ สารระหวา่ งผูเ้ รยี นอื่นๆไดอ้ กี ดว้ ย
72
บทที่ 3
คอมพวิ เตอร์และอนิ เทอรเ์ นต็ กับเทคโนโลยีสารสนเทศ
73
บทที่ 3
คอมพวิ เตอรแ์ ละอินเทอร์เนต็ กบั เทคโนโลยสี ารสนเทศ
ส่อื การเรยี นรู้
ความหมายของสื่อการเรยี นรู้
คำว่า "สื่อ" (Media) เป็นคำที่มาจากภาษาละตินว่า "medium" แปลว่า "ระหว่าง" หมายถึง สิ่งใดก็
ตามที่บรรจุข้อมูลเพื่อให้ผู้ส่งและผู้รับสามารถสื่อสารกันได้ตรงตามวัตถุประสงค์ เมื่อมีการนำสื่อมาใช้ใน
กระบวนการเรียน การสอนกเ็ รยี กสือ่ นั้นวา่ "สือ่ การเรียนการสอน" (Instruction Media) หมายถึง ส่ือชนิดใด
ก็ตามที่บรรจุเนื้อหา หรือสาระการเรียนรู้ซึ่งผู้สอนและผู้เรียนใช้เปน็ เครื่องมือสำหรับการเรียนรู้เนื้อหา หรือ
สาระนั้น ๆ การเรยี นการสอนในภาพลักษณ์เดิม ๆ มักจะเปน็ การถ่ายทอดสาระความรู้จากผู้สอนไปยังผู้เรียน
โดยใช้สื่อ การเรียนการสอนเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ทักษะและประสบการณ์ให้ผู้เรียน
เกิดการเรียนรู้ ปจั จบุ ันเปน็ ทีย่ อมรับกนั โดยทัว่ ไปแลว้ ว่าการเรยี นรไู้ ม่ได้จำกัด อยู่ เฉพาะในห้องเรียน หรือใน
โรงเรียน ผู้สอนและผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากสื่อต่าง ๆ อย่างหลากหลาย สามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลาและทุก
สถานท่ี ส่ือทนี่ ำมาใชเ้ พอื่ การเรียนรตู้ ามหลกั สตู รการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน จึงเรียกวา่ "ส่อื การเรยี นรู้" ซ่ึงหมายถึง
ทุกสงิ่ ทกุ อยา่ งทม่ี ีอยูร่ อบตัวไมว่ ่าจะเป็นวัสดุ ของจรงิ บคุ คล สถานที่ เหตกุ ารณ์ หรือความคิดก็ตาม ถือเป็น
สอื่ การเรียนรู้ทง้ั สิ้น ขน้ึ อยูก่ ับว่าเราเรียนรู้จากสง่ิ น้นั ๆ หรอื นำสิ่งน้นั ๆ ข้ามาส่กู ารเรยี นรู้ของเราหรอื ไม่
การจำแนกประเภทของสือ่ การเรียนรู้
ส่อื การเรยี นรู้สามารถจำแนกออกตามลกั ษณะไดเ้ ป็น 3 ประเภท คอื
1. ส่ือส่งิ พมิ พ์ หมายถงึ หนังสอื และเอกสารสง่ิ พมิ พ์ต่าง ๆ ทแ่ี สดงหรือเรียบเรียงสาระความรู้
ต่าง ๆ โดยใช้ตัว หนังสือที่เป็นตัวเขียนหรือตัวพิมพ์เป็นสื่อในการแสดงความหมาย สื่อสิ่งพิมพ์มีหลายชนิด
ได้แก่ เอกสาร หนังสอื เรียน หนังสอื พิมพ์ นิตยสาร วารสาร บันทึก รายงาน ฯลฯ
2. สื่อเทคโนโลยี หมายถึง สื่อการเรียนรู้ที่ผลิตขึ้นใช้ควบคู่กับเครื่องมือโสตทัศนวัสดุ หรือ
เครื่องมือที่เป็น เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น แถบบันทึกภาพพร้อมเสียง (วิดีทัศน์) แถบบันทึกเสียง ภาพน่ิง
สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นอกจากนี้สื่อเทคโนโลยี ยังหมายรวมถึงกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำ
74
เทคโนโลยมี าประยกุ ต์ใช้ใน กระบวนการเรียนรู้ เชน่ การใชอ้ นิ เทอร์เน็ตเพ่ือการเรียนรู้ การศกึ ษาทางไกลผ่าน
ดาวเทียม เปน็ ตน้
3. สื่ออื่น ๆ นอกเหนือจากสื่อ 2 ประเภทที่กล่าวไปแล้ว ยังมีสื่ออื่น ๆ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้
ของผู้เรยี น ซ่ึงมี ความสำคญั ไม่ยิง่ หยอ่ นไปกวา่ ส่อื ส่ิงพมิ พ์และส่ือเทคโนโลยี สือ่ ทก่ี ลา่ วน้ี ได้แก่
3.1 บุคคล หมายถึง บคุ คลท่มี ีความรู้ ความสามารถ ความเช่ียวชาญในสาขาต่าง ๆ
ซึ่งสามารถถ่ายทอด สาระความรู้ แนวคิดและประสบการณ์ไปสู่บุคคลอื่น เช่น บุคลากรในท้องถิ่น แพทย์
ตำรวจ นักธรุ กิจ เป็นต้น
3.2 ธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม หมายถงึ สงิ่ มอี ย่ตู ามธรรมชาตแิ ละสภาพแวดล้อมตัว
ผเู้ รยี น เช่น พชื ผักผลไม้ ปรากฏการณ์ หอ้ งปฏบิ ัตกิ าร เปน็ ต้น
3.3 กจิ กรรม / กระบวนการ หมายถึง กจิ กรรม หรือกระบวนการทีผ่ ูส้ อนและผเู้ รียน
กำหนดขึ้นเพื่อสร้างเสริม ประสบการณ์การเรียนรู้ ใช้ในการฝึกทักษะซึ่งต้องใช้กระบวนการคิด การปฏิบัติ
การเผชิญสถานการณ์และ การประยุกต์ความรู้ของผู้เรียน เช่น บทบาทสมมติ การสาธิต การจัดนิทรรศการ
การทำโครงงาน เกม เพลง เปน็ ตน้
3.4 วัสดุ เครื่องมือและอุปกรณ์ หมายถึง วัสดุที่ประดิษฐ์ขึ้นใช้เพื่อประกอบการ
เรียนรู้ เชน่ หนุ่ จำลอง แผนภมู ิ แผนที่ ตาราง สถติ ิ รวมถึงสอ่ื ประเภทเคร่อื งมือและอุปกรณ์ท่ีจำเป็นต้องใช้ใน
การปฏบิ ัตงิ านตา่ ง ๆ เช่น อุปกรณท์ ดลองวิทยาศาสตร์ เครอ่ื งมอื ชา่ ง เป็นตน้
หลกั การและแนวคิดของสื่อการเรียนรตู้ ามหลกั สตู ร
การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและหลักสูตรสถานศึกษา มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียน
เรียนรู้ ด้วยตนเอง เรียนรูอ้ ย่างต่อเนือ่ งตลอดชีวิต และใช้เวลาอยา่ งสรา้ งสรรค์ รวมทั้งมคี วามยืดหยุ่น สนอง
ความ ต้องการของผูเ้ รียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ทกุ ประเภท รวมทั้งเครือข่าย
การเรยี นรู้ ตา่ ง ๆ ทีม่ ีอยใู่ นทอ้ งถิ่น ชมุ ชนและแหล่งอืน่ ๆ สื่อทจ่ี ะนำมาใชเ้ พื่อจัดการเรยี นรู้ตามหลักสูตรจะมี
ลักษณะ ดังนี้
1. เน้นส่อื เพื่อการคน้ ควา้ หาความรูด้ ว้ ยตนเองทงั้ ของผู้เรยี นและผสู้ อน
2. ผเู้ รยี นและผู้สอนสามารถจัดทำหรอื พฒั นาสื่อการเรียนรขู้ ้ึนเอง รวมท้ังนำสื่อท่ีมอี ย่รู อบตัว
มาใชใ้ นการเรียนรู้
3. รูปแบบของสื่อการเรียนรู้ควรมีความหลากหลาย เพื่อส่งเสรมิ ให้การเรียนรู้เป็นไปอยา่ งมี
คุณคา่ กระตุ้นใหผ้ ู้เรียนรู้จกั วิธกี ารแสวงหาความรู้ เกดิ การเรยี นรอู้ ย่างกวา้ งขวางและต่อเนอื่ งตลอดเวลา
สือ่ กับผ้เู รยี น
75
1. เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจ
เน้ือหาบทเรยี น ที่ยงุ่ ยากซับซอ้ นได้งา่ ยข้ึนในระยะเวลาอันส้ันและสามารถชว่ ยให้เกิดความคิดรวบยอดในเรื่อง
นัน้ ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง และรวดเรว็
2. สื่อจะช่วยกระตุ้นและสร้างความสนใจให้กับผู้เรียน ทำให้เกิดความสนุกและไม่รู้สึกเบ่ือ
หน่ายการเรยี น
3. การใชส้ ือ่ จะทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจตรงกันและเกิดประสบการณร์ ว่ มกันในวิชาทีเ่ รียน
4. ชว่ ยใหผ้ ูเ้ รยี นมีส่วนรว่ มในกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้นทำให้เกิดมนุษยสัมพันธ์อันดี
ในระหว่างผูเ้ รียนดว้ ยกันเอง และกบั ผสู้ อนดว้ ย
5. ช่วยสร้างเสริมลักษณะที่ดีในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความคิด
สรา้ งสรรค์ จากการใช้สอ่ื เหลา่ นัน้
6. ชว่ ยแกป้ ญั หาเรื่องของความแตกตา่ งระหว่างบุคคลโดยการจัดให้มกี ารใช้ส่ือในการศึกษา
รายบคุ คล
สอื่ กบั ผสู้ อน
1. การใช้สอื่ วสั ดอุ ปุ กรณ์ต่าง ๆ ประกอบการเรียนการสอน เปน็ การช่วยใหบ้ รรยากาศในการ
สอนน่าสนใจย่งิ ขึ้น ทำให้ผสู้ อนมีความสนุกสนานในการสอนมากกว่าวิธีการท่ีเคยใช้การบรรยายแต่เพียงอย่าง
เดียวและเปน็ การสร้าง ความเชอ่ื มนั่ ในตัวเองให้เพิ่มขนึ้ ดว้ ย
2. สื่อจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้สอนในด้านการเตรียมเนื้อหาเพราะบางครั้งอาจให้ผู้เรียน
ศึกษาเน้อื หาจากสื่อไดเ้ อง
3. เป็นการกระตุ้นให้ผู้สอนตื่นตัวอยู่เสมอในการเตรียมและผลิตวัสดุใหม่ ๆ เพื่อใช้เป็นส่ือ
การสอนตลอดจนคิดคน้ เทคนคิ วธิ กี ารตา่ ง ๆ เพ่อื ให้การเรยี นรู้น่าสนใจย่ิงขึน้
การออกแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่อื การเรยี นรู้
ความหมาย การออกแบบนวตั กรรมการศึกษา
“การออกแบบนวัตกรรมการศึกษา” (Educational Innovation) คือ การนำสิ่งใหม่ๆ ซงึ่ อาจจะเป็น
ความคดิ วิธกี าร หรือการกระทำ หรือส่ิงประดิษฐข์ ้ึน ทั้งในสว่ นทไี่ ม่เคยมีมากอ่ น หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลง
76
จากสิ่งทมี่ ีอยแู่ ต่เดิม ให้ดขี น้ึ โดยอาศยั หลกั การ ทฤษฎี ท่ไี ดผ้ า่ นการทดลองวจิ ัยจนเช่อื ถอื ไดน้ ำมาใช้บังเกิดผล
เพ่มิ พูนประสิทธภิ าพต่อการเรียนรู้ (ไชยยศ เรอื งสุวรรณ 2521)
การออกแบบนวัตกรรมการศึกษา หมายถึง กระบวนการ แนวคดิ หรือวิธีการใหม่ๆ ทางการศึกษาซึ่ง
อยใู่ นระหว่างการ ทดลองทจ่ี ะจดั ขน้ึ มาอยา่ งมีระบบและกว้างขวางพอสมควร เพ่อื พสิ จู น์ประสทิ ธิภาพ อันจะ
นำไปสู่การยอมรบั นำไปใชใ้ นระบบการศึกษาอยา่ งกวา้ งขวางต่อไป ( ทศั นา แขมมณี 2526)
การออกแบบนวัตกรรมการศกึ ษาถูกสร้างข้นึ มา เพือ่ แก้ปัญหาทางการศกึ ษา ( ธำรงค์ บัวศรี 2527)
ความคิด วิธีการใหม่ๆ ทางการเรียนการสอนซึ่งรวมไปถึงแนวคิดวิธีปฏิบัติที่เก่ามาจากที่อื่นและมีความ
เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการเรียนการสอนในปัจจุบัน (ลัดดา ศุขปรีดี 2523) การออกแบบนวัตกรรม
การศึกษาเปน็ ส่ิงที่ถกู สรา้ งขนึ้ มาเพ่อื แก้ปัญหาทางการศกึ ษา หรือเพ่อื ปรบั ปรงุ เปลย่ี นแปลง สงิ่ ทมี่ อี ยเู่ ดิมให้ได้
มาตรฐานคุณภาพเพิ่มขึ้น ผู้สร้างนวัตกรรมจะคำนึงถึงว่า นวัตกรรมที่สร้างขึ้นมาจะต้องดีกว่าของเดิมคือ
จะต้องได้รับประโยชน์มากกว่าเดิม หรือมคี วามสะดวกมากขึ้น ไม่ยากต่อการใช้ ตรงกบั ความต้องการของผู้ใช้
( สำลี ทองธิว 2526)
สรปุ “การออกแบบนวตั กรรมการศึกษา” (Educational Innovation) คอื การนำสิง่ ใหมๆ่ ซงึ่ อาจจะ
เป็นความคิด วิธีการ หรือการกระทำ หรือสิ่งประดิษฐ์ขึ้น ทั้งในส่วนที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือเป็นการพัฒนา
ดดั แปลงจากส่ิงที่มีอย่แู ต่เดมิ ใหด้ ีข้ึน โดยอาศัยหลักการ ทฤษฎี ที่ไดผ้ า่ นการทดลองวจิ ยั จนเช่ือถือได้นำมาใช้
บังเกิดผลเพิ่มพนู ประสิทธภิ าพต่อการเรยี นรู้
บรรณานุกรม : สมบูรณ์ สงวนญาติ. (2534). เทคโนโลยีทางการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: หน่วย
ศกึ ษานิเทศก์ กรมการฝึกหัดครู.
ประเภทนวัตกรรมการศึกษา
นวัตกรรมทางด้านหลักสูตร เป็นการใช้วิธีการใหม่ๆในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับ
สภาพแวดลอ้ มในท้องถิน่ และตอบสนองความต้องการสอนบุคคลใหม้ ากขึ้น เนื่องจากหลกั สูตรจะต้องมีการ
เปลย่ี นแปลงอยู่เสมอ เพอ่ื ใหส้ อดคลอ้ งกับความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
และของโลก นวัตกรรมทางด้านหลกั สตู รได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรบรู ณาการ หลกั สตู รรายบคุ คล หลกั สตู ร
กิจกรรมและประสบการณ์ และหลกั สตู รทอ้ งถ่นิ
77
นวตั กรรมการเรียนการสอน เป็นการใชว้ ิธรี ะบบในการปรบั ปรงุ และคิดค้นพฒั นาวิธีสอนแบบใหมๆ่ ที่
สามารถตอบสนองการเรียนรายบุคคล การสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนแบบมีส่วนร่วม การ
เรียนรู้แบบแก้ปัญหา การพัฒนาวิธีสอนจำเป็นต้องอาศัยวิธีการและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาจัดการและ
สนับสนุนการเรยี นการสอน
นวัตกรรมสื่อการสอน เน่ืองจากมีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เครือข่าย
และเทคโนโลยโี ทรคมนาคม ทำใหน้ ักการศึกษาพยายามนำศักยภาพของเทคโนโลยีเหลา่ นี้มาใช้ในการผลิต
สื่อการเรียนการสอนใหม่ๆ จำนวนมากมาย ทั้งการเรียนด้วยตนเอง การเรียนเป็นกลุ่ม และการเรียนแบบ
มวลชน ตลอดจนสือ่ ทีใ่ ช้เพือ่ สนบั สนุนการฝึกอบรมผ่านเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์
นวัตกรรมทางด้านการประเมินผล เป็นนวัตกรรมท่ีใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการวัดผลและประเมินผลได้
อย่างมีประสิทธิภาพ และทำได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการวิจัยทางการศึกษา การวิจัยสถาบัน ด้วยการ
ประยกุ ต์ใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์มาสนบั สนนุ การวัดผล ประเมนิ ผลของสถานศกึ ษา ครู อาจารย์
นวัตกรรมการบริหารจัดการ เป็นการใช้นวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารสนเทศมาช่วยในการ
บริหารจัดการ เพื่อการตัดสินใจของผู้บริหารการศึกษา ให้มีความรวดเร็วทันเหตุการณ์ ทันต่อการ
เปลี่ยนแปลงของโลก นวัตกรรมการศึกษาที่นำมาใช้ทางด้านการบริหารจะเกี่ยวข้องกับระบบการจัดการ
ฐานข้อมลู ในหนว่ ยงานสถานศกึ ษา
แนวคิด และกระบวนการออกแบบนวตั กรรมการศกึ ษา
กำหนดจุดประสงค์การเรยี นรู้เมื่อครไู ด้วิเคราะห์สาเหตขุ องปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพ่ือ
พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนแล้ว ก็ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนนั้นคือ
กำหนดจดุ ประสงคก์ ารเรียนรูท้ ่ีตอ้ งการให้เกดิ ขึน้ ในตัวผ้เู รยี นตามเปา้ หมายของหลักสตู ร เช่น ความสามารถใน
กระบวนการแกป้ ญั หา ความสามารถในทักษะกระบวนการสรา้ งค่านิยม
กำหนดกรอบแนวคิดของกระบวนการเรียนรูเ้ มื่อได้กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้แล้ว ครูควรศึกษา
ค้นคว้าหลักวิชาการ แนวคิดทฤษฎผี ลงานวจิ ัยที่เกีย่ วข้องกับจุดประสงคใ์ นการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรยี น
และนำมาผสมผสานกับความคิดและประสบการณ์ของตนเอง กำหนดเป็นกรอบแนวคิดของกระบวนการ
เรียนรูข้ น้ึ เพ่ือจดั สรา้ งเป็นตน้ แบบนวัตกรรมขึน้ เพื่อใชแ้ ก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรยี นร้ขู องผเู้ รียน
สรา้ งต้นแบบนวตั กรรม
78
เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะเลือกจัดทำนวัตกรรมชนิดใดครูผู้ต้องศึกษาวิธีการจัดทำนวัตกรรมชนิดนั้น ๆ
อย่างละเอยี ด เชน่ จะจัดทำบทเรียนสำเร็จรูปในรายวิชาหน่ึง ต้องศกึ ษาคน้ ควา้ วธิ กี ารจัดทำบทเรียนสำเร็จรูป
ว่ามีวิธีการจัดทำอย่างไรจากเอกสารตำราที่เกี่ยวข้อง แล้วจัดทำต้นแบบบทเรียนสำเร็จรูปให้สมบูรณ์ตาม
ข้อกำหนดของวธิ กี ารทำบทเรยี นสำเร็จรปู
สำหรับเครื่องมือที่ต้องใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์หรือเครื่องมืออื่น ๆ ต้องมีการพัฒนาเครื่องมือตาม
วธิ ีการทางวิจยั ดว้ ย การสรา้ งต้นแบบนวตั กรรมจะตอ้ งนำไปทดลองใช้เพ่อื หาประสิทธิภาพของนวตั กรรม ซึ่งมี
ข้นั ตอนการหาประสทิ ธภิ าพนวัตกรรม
การออกแบบ รายละเอยี ดนวัตกรรม
ในการออกแบบนวตั กรรมการเรียนรปู้ ระเภทส่ือการสอนผอู้ อกแบบต้องคำนึงถงึ ดังนคี้ ือ
1.วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้
2.ลกั ษณะผเู้ รียน ความเหมาะสมกับวัย ความสนใจ ระดบั ช้ัน ความรู้ ทกั ษะ
3.พื้นฐาน และประสบการณข์ องผู้เรยี น
4.รูปแบบการเรยี นการสอน และการเรียนรู้
5.ธรรมชาติเนือ้ หาสาระการเรียนรู้ และวิธีการนำเสนอท่เี หมาะสม
6.สภาพการเรยี น
7.ทรพั ยากรต่าง ๆ เชน่ วัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ งบประมาณ
8.ราคานวตั กรรมทเี่ หมาะสม
โครงสร้างของการออกแบบนวัตกรรม ดังน้ีคอื
1.ชือ่ นวตั กรรม ผพู้ ฒั นาควรตงั้ ช่อื นวตั กรรมใหส้ อดคลอ้ งกบั วัตถปุ ระสงค์ และเขา้ ใจงา่ ย
2.วัตถุประสงคข์ องนวัตกรรม การกำหนดวัตถุประสงค์ของนวัตกรรมให้ชัดเจนสง่ ผลให้ การ
พฒั นานวตั กรรมน้ัน รวดเรว็ และมีประสิทธภิ าพมากยง่ิ ขน้ึ
3.ทฤษฎี หลักการ ในการออกแบบนวตั กรรม ผพู้ ฒั นาต้องพิจารณาทฤษฎีการเรียนรู้เพ่ือให้
สอดคลอ้ งกบั วัตถุประสงค์ ซ่งึ ทฤษฎีการเรยี นร้ถู อื เป็นสงิ่ สำคญั ทีจ่ ะใชใ้ นการพฒั นานวตั กรรมทางการศึกษา
4.ส่วนประกอบของนวัตกรรม ในการออกแบบนวัตกรรมผ้พู ัฒนาต้องพิจารณาส่วนประกอบ
ของนวัตกรรม ว่ามอี ะไรบ้าง
5.การนำนวัตกรรมไปใช้และประเมินผล เป็นส่วนที่แสดงความสำเร็จของนวัตกรรม
ประกอบด้วย วิธีวัดผล เครื่องมือที่ใช้วัดผล และวิธีการประเมินผลประเภทของนวัตกรรมการเรียนการสอน
เมื่อการเรยี นการสอนมีลกั ษณะเปน็ ระบบ ประกอบดว้ ยตวั ป้อน (Input) กระบวนการ (Process) และผลผลิต
(Output) การนำนวัตกรรมมาใช้จัดการเรียนการสอนจึงมีจุดหมายท่ีจะปรับปรุงหรือเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ
ระบบการเรียนการสอน
79
หลกั การออกแบบสื่อเพื่อการเรยี นรู้ ประกอบด้วย 9 ข้ันตอน ดงั นี้
ขั้นตอนท่ี1 เร้าความสนใจ (Gain Attention)
ขน้ั ตอนท่ี2 บอกวัตถปุ ระสงค์ (Specify Objectives)
ขั้นตอนท่ี 3 ทวนความรเู้ ดิม (Activate Prior Knowledge)
ขน้ั ตอนท่ี4 การเสนอเนือ้ หา (Present New Information)
ขน้ั ตอนท่ี 5 ช้ีแนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)
ขน้ั ตอนท่ี6 กระตนุ้ การตอบสนอง (Elicit Responses)
ขั้นตอนที่ 7 ให้ขอ้ มูลย้อนกลับ (Provide Feedback)
ขั้นตอนที่8 ทดสอบความรู้ (Access Performance)
ขั้นตอนที่9 การจำและนำไปใช้ (Promote Retention and Transfer)
ดังนั้นในการออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ผู้ออกแบบต้องคำนึงถงึ หลักการข้างต้น เพื่อให้นวัตกรรม
นั้นสามารถนำมาใช้ได้ตรงตามวัตถุประสงค์หลัก คือเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนการสอน และ
เพิ่มความสามารถในการเรียนรขู้ องผู้เรียน ใหม้ ปี ระสอทธิภาพมากยง่ิ ข้นึ
การออกแบบ เครือ่ งมือศกึ ษาคณุ ภาพ และประสิทธิภาพนวัตกรรม
ขนั้ ตอนในการจัดทำเคร่ืองมือประเมนิ คณุ ภาพและประสิทธภิ าพของนวัตกรรมมีดังนี้
1. ศกึ ษาวตั ถปุ ระสงค์ของนวตั กรรมการเรยี นการสอนทส่ี ร้างข้นึ
2. กำหนดเครอื่ งมอื ทีต่ อ้ งใช้ประกอบการประเมนิ คณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพ
3. ศึกษาแนวทางการสรา้ งเครือ่ งมอื
4. ออกแบบและสรา้ งเคร่ืองมอื
5. ตรวจสอบและผา่ นการกลน่ั กรองของผเู้ ชีย่ วชาญ
6. ศึกษาคณุ ภาพและประสิทธิภาพของเคร่ืองมอื
7. จดั ทำเปน็ เครอ่ื งมือฉบบั จริง
การออกแบบ การศกึ ษาคุณภาพ และประสทิ ธิภาพนวตั กรรม
ข้นั การศึกษาคณุ ภาพของนวตั กรรมการเรยี นการสอนดำเนนิ การดังน้ี
1.กลั่นกรองเบื้องต้นโดยให้ผู้เรียนและครูผู้สอนกลุ่มสาระนั้นอ่านเพ่ือตรวจสอบข้อบกพร่อง
และปรบั ปรงุ แก้ไขใหเ้ หมาะสม
2.นำนวัตกรรมการเรียนการสอนที่ปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3-5
คน ประเมนิ เพื่อตรวจสอบคณุ ภาพ และให้ข้อเสนอแนะเพ่อื ปรบั ปรุงนวัตกรรม
3.วิเคราะห์ผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญเพื่อดูว่ามีคุณภาพอยู่ในระดับใด และปรับปรุง
ขอ้ บกพร่องตามข้อเสนอแนะ
80
จัดทำเปน็ นวัตกรรมการเรยี นการสอนทพ่ี รอ้ มสำหรับนำไปทดลองใช้
การศกึ ษาประสทิ ธิภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอนดำเนนิ การดังนี้
นำนวตั กรรมการเรยี นการสอนท่ีผา่ นการตรวจสอบและประเมินคุณภาพของผู้เช่ียวชาญแล้ว
ไปทดลองใช้กับผูเ้ รียนท่ีมีคุณสมบัติเชน่ เดยี วกับกลุ่มเป้าหมายของการแก้ปญั หาหรอื พัฒนา ตามรูปแบบและ
วิธีการที่กำหนด นำผลการทดลองมาคำนวณหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอนโดยใช้สูตร
E1/E2
การออกแบบ เครื่องมือการนำนวัตกรรมไปใช้
1) ใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียน เรียนศิลปะโดยการหัดวาดรูป ใช้
โปรแกรม Microsoft Word โปรแกรม Microsoft Excel โปรแกรม Microsoft PowerPoint
2) ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ( Computer Assisted Instruction ) หรือ ( CAI ) เป็น
กระบวนการเรยี นการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์นำเสนอเน้ือหาเรื่องราวต่าง ๆ มลี ักษณะเปน็ การเรียนโดยตรง
และเป็นการเรียนแบบมีปฏิสัมพนั ธ์ (Interactive)
3) นักเรียนสามารถใช้ค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตศึกษาค้นคว้าข้อมูลในแต่ละกลุ่มสาระ
ข่าวสารทางวชิ าการอ่ืน จากที่ต่าง ๆ
4) จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ( Electronic ) หรือ ( E-mail ) เพื่อใช้รับส่งข่าวสาร ข้อมูล
รูปภาพ และสง่ งานให้ครตู รวจในแต่ละกลมุ่ สาระ
5) นำระบบ e-Learning มาใช้ในการเรียนการสอนในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์
การออกแบบ การนำนวัตกรรมไปใช้
1.เพือ่ นำนวตั กรรมมาใชแ้ กป้ ัญหาในเร่อื งการเรยี นการสอน เช่น
1.1 ปัญหาเรื่องวิธีการสอน ปัญหาที่มักพบอยู่เสมอ คือ ผู้สอนส่วนใหญ่ยังคงยึด
รปู แบบการสอนแบบบรรยาย โดยมีครเู ป็นศูนยก์ ลางมากกวา่ การสอนในรปู แบบอ่นื การสอนดว้ ยวิธีการแบบน้ี
81
เป็นการสอนที่ขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในบั้นปลาย เพราะนอกจากจะทำให้นักเรียนเกิดความเบ่ือ
หน่ายขาดความสนใจแล้ว ยังเปน็ การปดิ กน้ั ความคดิ และสตปิ ัญญาของผู้เรยี นใหอ้ ยู่ในขอบเขตจำกัดอีกด้วย
1.2 ปัญหาด้านเนื้อหาวิชาบางวิชาเนือ้ หามากและบางวิชามีเนื้อหาเป็นนามธรรม
ยากแกก่ ารเขา้ ใจ จงึ จำเปน็ จะต้องนำเทคนิคการสอนและสื่อมาช่วย
1.3 ปัญหาด้านการวัดและประเมินผล เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำครูผู้สอน
นำไปใช้ในการปรับกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นหรือใช้ผล การประเมินเป็นข้อมู ล
ยอ้ นกลบั ในการพัฒนาคณุ ภาพการจดั การเรยี นการสอนได้
1.4 ปัญหาเรื่องอุปกรณ์การสอน บางเนื้อหามีสื่อการสอนเป็นจำนวนน้อยไม่
เพียงพอต่อการนำไปใช้เพื่อทำให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาได้ง่ายขึ้นจึงจำเป็นต้องมีการ
พัฒนาคิดค้นหาเทคนิควิธีการสอน และผลิตสื่อการสอนใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้ทำให้การเรียนการสอนบรรลุ
เป้าหมายได้
เพ่อื นำนวัตกรรมไปใช้ในการพัฒนาการเรยี นการสอน การสร้างองคค์ วามร้ใู หมใ่ หม้ ีประสทิ ธภิ าพยงิ่ ขน้ึ และเป็น
ประโยชน์ต่อการศึกษาโดยการนำส่งิ ประดษิ ฐห์ รือแนวความคิดใหม่ ๆ ในการเรยี นการสอนนัน้ เผยแพร่ไปสู่ครู
– อาจารยท์ า่ นอน่ื ๆ หรอื เพ่ือเปน็ ตวั อย่างอีกรูปแบบหนึ่งใหก้ บั ครู
– อาจารย์ที่สอนในวิชาเดียวกันได้นำแนวความคิดไปปรับปรุงใช้หรือผลิตสื่อการ
สอนใหม่ ๆ เพอื่ นำมาใช้ในการพฒั นาการเรยี นการสอนตอ่ ไป
การนำนวัตกรรมไปใช้เป็นผลงานทางวชิ าการ นวัตกรรมการเรยี นรู้นอกจากจะเป็นประโยชน์ในด้าน
การปรับปรุงและพฒั นางานหรือการจัดการเรยี นการสอนแล้ว ยังเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาวิชาชีพอกี ดว้ ย
โดยผู้สร้างนวัตกรรมสามารถนำผลจากการนำนวัตกรรมไปใชเ้ ป็นผลงานวิชาการเพื่อขอเลื่อนวทิ ยฐานะ หรือ
ปรบั ตำแหน่งให้สูงขึน้ ได้
การออกแบบ การวดั ประเมินผลการใชน้ วัตกรรม
ระดับคณุ ภาพของนวัตกรรมการจดั การเรยี นรเู้ ปน็ ลักษณะของนวตั กรรมการจัดการเรยี นร้ตู ามตัวบ่งช้ี
มีระดับคณุ ภาพ 3 ระดบั คือ
ระดบั 3 คณุ ภาพดมี าก ( มคี ่าคะแนนระหว่าง 2.33 – 3.00 )
ระดับ 2 คณุ ภาพดี ( มคี า่ คะแนนระหว่าง 1.67 – 2.32 )
ระดับ 1 คณุ ภาพพอใช้ ( มคี า่ คะแนนระหว่าง 1.00 – 1.66 )
ในการประเมินนวัตกรรม ควรเลือกใช้วิธีการประเมินที่เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการประเมิน ดังนี้
ตรวจสอบเอกสารรายงานผลการพัฒนานวัตกรรมสังเกต และตรวจสอบข้อมูลจากการนำเสนอผลงานของผู้
คิดคน้
การออกแบบ การเขียนรายงานการพฒั นานวัตกรรม
82
การเขียนรายงานผลการพฒั นานวตั กรรมแบง่ การเขยี นออกเปน็ 5 บท ดังน้ี
บทที่ 1 บทนำ นำเสนอรายละเอียดตามหัวขอ้ ต่อไปน้ี
– ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา
– วัตถปุ ระสงค์ของการทดลอง
– สมมุติฐานของการทดลอง
– ขอบเขตของการทดลอง
– ประโยชนท์ ่คี าดว่าจะไดร้ ับ
– นิยามศัพท์
บทที่ 2 การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำเสนอแนวคิด หลักการ ทฤษฎี และ
ผลการวจิ ยั ที่เกย่ี วข้องท่ีนำมาใช้ในการพัฒนานวตั กรรม ดังน้ี
– หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎี ที่เกีย่ วขอ้ งกับการพฒั นานวัตกรรม
– ผลการวิจัยท่เี กีย่ วขอ้ งกับการพฒั นานวัตกรรม
– หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎี และผลการวจิ ัยทนี่ ำมาใชพ้ ฒั นานวตั กรรมในกลุ่มสาระ/
วิชาท่ีคิดค้นและสรา้ งนวัตกรรมการเรียนการสอน
บทท่ี 3 วิธดี ำเนินการสร้างและทดลองใช้นวตั กรรมการเรียนการสอน
– วัตถปุ ระสงค์ของการทดลอง
– สมมุตฐิ านของการทดลอง
– ประชากรท่ใี ชใ้ นการทดลอง
– กลุ่มตัวอย่างท่ีใชใ้ นการทดลอง
– นวัตกรรมและเครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการทดลอง
– การสรา้ งนวัตกรรมและเครือ่ งมอื ท่ใี ช้ในการทดลอง
– การดำเนนิ การทดลอง
– การวเิ คราะหผ์ ลการทดลอง
– สถิติท่ีใชใ้ นการวิเคราะห์ผลการทดลอง
บทที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูลและผลการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการนำเสนอผลการวิเคราะห์
ขอ้ มลู โดยนำเสนอในรูปของตาราง กราฟ หรือบรรยาย ตามวัตถปุ ระสงคข์ องการทดลองทีก่ ำหนดในบทท่ี 1
บทท่ี 5 การสรปุ ผล อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ
– สรปุ ผลการวจิ ยั นำเสนอวัตถปุ ระสงค์ ข้ันตอนการดำเนนิ งาน และผลการวจิ ยั โดย
สรปุ ให้เหน็ ภาพของการดำเนินการสร้างและพัฒนานวตั กรรมตลอดแนว
83
– อภปิ รายผลการวิจัย นำผลท่ีเกดิ ขึ้นจากการวิจัยมานำเสนอให้เห็นภาพรวมที่เป็น
ผลน่าพอใจ สิ่งที่เป็นข้อสังเกต โดยอ้างอิงหลักการ ทฤษฎีและผลการวิจัยทีส่ อดคล้องประกอบการอภิปราย
อยา่ งเหมาะสม
– ข้อเสนอแนะ นำเสนอสิ่งที่ควรดำเนินการต่อเนื่อง หรือพัฒนาผลการวิจัยอย่าง
ตอ่ เนอื่ ง ท่ีจะทำให้เกดิ คณุ ภาพในการพฒั นาอย่างเด่นชดั
แหล่งเรียนรแู้ ละเครือขา่ ย เพ่อื การเรียนรู้
ความหมายแหล่งเรียนรู้
แหลง่ เรียนรู้ หมายถงึ แหล่งขอ้ มูลข่าวสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ ที่สนบั สนนุ ส่งเสรมิ ให้
ผูเ้ รยี นใฝเ่ รียน ใฝ่รู้ แสวงหาความรู้และเรียนรดู้ ว้ ยตนเองตามอัธยาศัย อย่างกวา้ งขวางและตอ่ เนอ่ื ง เพือ่
เสริมสร้างให้ผูเ้ รียนเกดิ กระบวนการเรียนรู้ และเป็นบคุ คลแหง่ การเรยี นรู้
แหล่งเรียนร้ทู ีส่ ำคัญ
1. แหลง่ การศกึ ษาตามอธั ยาศัย
2. แหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวติ
3. แหล่งปลกู ฝังนสิ ัยรกั การอ่าน การศึกษาค้นควา้ แสวงหาความร้ดู ว้ ยตนเอง
4. แหล่งสร้างเสรมิ ประสบการณ์ภาคปฏิบัติ
5. แหล่งสร้างเสริมความรู้ ความคิด วิทยาการและประสบการณ์
ความหมายเครอื ขา่ ยการเรยี นรู้
เครือข่ายการเรียนรู้ (Learning Network) หมายถึง การแลกเปลย่ี นความรู้ ความคิด ขอ้ มูลข่าวสาร
ประสบการณ์ และการเรยี นรู้ระหวา่ งบคุ คล กลมุ่ บคุ คล องค์การ และแหล่งความรู้ทีม่ ีสว่ นร่วมในกระบวนการ
เรียนรอู้ ย่างตอ่ เนอ่ื ง จนเป็นระบบทเ่ี ชื่อมโยงกัน ส่งผลใหเ้ กดิ การเผยแพร่และการประยุกต์ความรู้ใหม่ๆ เพ่ือ
วตั ถุประสงค์ทางวิชาชพี หรอื ทางสงั คม
ความหมาย เครอื ขา่ ยการเรยี นรสู้ ว่ นบคุ คล
PLN (Personal Learning Network) เครอื ขา่ ยการเรยี นรู้สว่ นบคุ คล
การเรยี นร้สู ่วนบคุ คลเปน็ หนงึ่ ในรากฐานของสถาบนั การศกึ ษาและการเปลี่ยนแปลงองคก์ รท่ีประสบ
ความสำเร็จ เครอื ข่ายการเรยี นรู้สว่ นบุคคล (PLN) ไม่เพยี งแต่สนบั สนนุ การพฒั นาวชิ าชีพของตัวเอง แต่ยงั
สามารถเป็นวิธที ่ีมีประสิทธภิ าพในการกระจายนวตั กรรมภายในสถาบันการศึกษาของพวกเขา เรยี นรทู้ ี่จะ
เช่อื มต่อกับชมุ ชนของมืออาชีพใจเหมอื นให้มสี ่วนรว่ มมีการสนทนาและทำให้การร้องขอในช่วงเวลาของความ
จำเปน็ เคร่อื งมอื ฟรีทมี่ ปี ระสิทธภิ าพและสอ่ื สังคมเช่น Google +, Twitter, และ Facebook ใหเ้ ป็นไปได้
สำหรบั คุณและเพ่ือนรว่ มงานของคุณ
หากมองในองคร์ วมแล้วนน้ั เครือข่ายการเรยี นร้สู ่วนบุคคล ก็คือการนำเอาเน้อื หา สาระ ขอ้ มูล จาก
สว่ นตา่ ง ๆ ในระบบเครอื ข่ายอนิ เตอร์เน็ตที่เราใช้กนั อยทู่ ุกวนั มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในระบบการศึกษา ซ่งึ มีท้ัง
84
สอื่ สงั คมออนไลน์ (Social Network และ Social Media) เคร่อื งมอื ค้นควา้ ข้อมูล (Search Engines) บนั ทกึ
ส่วนตวั (Blog) หรือแม้กระทั่งสังคมการเรยี นรู้ (Community Learning)
ประเภทแหลง่ เรียนรแู้ ละเครือข่ายการเรยี นรู้
ประเภทของแหลง่ เรยี นรู้
ประเภทของแหล่งเรยี นรู้สามารถแบง่ ได้หลากหลาย ตามลกั ษณะการแบง่ ของแตล่ ะบคุ คล ซึง่ มี
รายละเอียดของผใู้ ห้ความหมายของประเภทแหล่งเรยี นร้ดู ังตอ่ ไปนี้ สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา
แหง่ ชาติ (2546 : 8-9) ได้จำแนกประเภทของแหล่งการเรียนรไู้ ว้ 2 แบบ
1. จดั ตามลกั ษณะของแหล่งการเรียนรู้
1.1 แหล่งการเรยี นรตู้ ามธรรมชาติ เปน็ แหล่งการเรียนรูท้ ่ผี ูเ้ รยี นจะหาความรู้ไดจ้ ากส่งิ ที่มีอยู่แล้วตาม
ธรรมชาติ เชน่ แม่น้า ภูเขา ปา่ ไม้ ลาธาร กรวด หิน ทราย ชายทะเล เป็นตน้
1.2 แหล่งการเรยี นรู้ท่มี นษุ ย์สรา้ งข้ึน เพ่ือสืบทอดศลิ ปวัฒนธรรม ตลอดจนเทคโนโลยที างการศกึ ษาที่
อานวยความสะดวกแก่มนษุ ย์เชน่ โบราณสถาน พิพธิ ภณั ฑ์ ห้องสมดุ ประชาชน สถาบนั การศกึ ษา
สวนสาธารณะ ตลาด บา้ นเรือน ทอ่ี ย่อู าศยั สถานประกอบการ เป็นตน้
1.3 บุคคล เปน็ แหลง่ การเรยี นรู้ท่ีถ่ายทอดความรคู้ วามสามารถ คณุ ธรรม จริยธรรม การสืบสาน
วัฒนธรรม และภูมิปญั ญาทอ้ งถิ่น ท้งั ดา้ นประกอบอาชพี ตลอดจนนกั คิด นักประดิษฐ์ และผมู้ ีความคิดริเริ่ม
สรา้ งสรรค์
2. จดั ตามแหลง่ ท่ีตั้งของแหล่งการเรยี นรู้
2.1 แหลง่ การเรียนรู้ในโรงเรยี นเดมิ มีแหลง่ การเรยี นร้หู ลัก คอื ครู อาจารย์ ตอ่ มามกี ารพฒั นาเป็น
ห้องปฏิบัตกิ ารตา่ ง ๆ เชน่ ห้องปฏบิ ัตกิ ารวทิ ยาศาสตร์ หอ้ งปฏิบัติการทางภาษา ห้องปฏบิ ัตกิ ารคอมพิวเตอร์
85
ห้องโสตทัศนศกึ ษา ห้องจริยธรรม หอ้ งศิลปะ ตลอดจนอาคารสถานทแ่ี ละสิง่ แวดลอ้ มในโรงเรยี น เช่น
ห้องอาหาร สนาม ห้องนา้ สวนดอกไม้ สวนสมนุ ไพร แหลง่ นา้ ในโรงเรยี น เปน็ ต้น
2.2 แหล่งการเรยี นรใู้ นท้องถิ่นครอบคลุมทงั้ ด้านสถานทแ่ี ละบคุ คลซงึ่ อาจอยู่ในท้องถิ่นใกลเ้ คียง
โรงเรียน ท้องถน่ิ ทีโ่ รงเรียนพาผูเ้ รียนไปเรียนรู้ เช่น แมน่ า้ ภเู ขา ชายทะเล สวนสาธารณะ สวนสัตว์ ทุง่ นา
สวนผัก สวนผลไม้ วัด ตลาด ร้านอาหาร หอ้ งสมุดประชาชน สถานีตำรวจ สถานีอนามยั ดนตรพี ืน้ บา้ น
การละเล่นพ้ืนเมอื ง แหล่งทอผา้ เทคโนโลยีชาวบ้าน เทคโนโลยีในชวี ติ ประจาวัน แหล่งข้อมูลขา่ วสารต่าง ๆ
ประเภท เครือข่ายการเรยี นรู้
1. แบง่ ตามจดุ มงุ่ หมายของการเรียนรู้ ซง่ึ แบ่งออกเปน็ 2 ลักษณะภายใตโ้ ครงสร้างของเครือขา่ ยการ
เรยี นรู้
1.1 เครอื ขา่ ยการเรียนร้ทู ม่ี งุ่ เน้นเอกตั บคุ คลเป็นหลัก มีลักษณะของการประสานสัมพันธ์การ
ดำเนนิ งานของหน่วยงานตา่ งๆ ท่ีเก่ียวข้อง เพือ่ ขยายการให้บริการทางการศกึ ษาในระบบโรงเรียน นอกระบบ
โรงเรียน และการศกึ ษาตามอัธยาศยั ไปยังผทู้ ่ีต้องการ อย่างกวา้ งขวาง และสนองตอบปัญหาความต้องการ
ของแต่ละบคุ คล ตลอดจนจิตใต้สำนกึ ในการมีส่วนร่วมพฒั นา
1.2 เครือข่ายการเรยี นร้ทู ี่มุ่งเน้นชุมชนเป็นหลัก เป็นการกระต้นุ ให้สมาชิกใช้ศักยภาพของตนเองเพื่อ
แกไ้ ขปญั หาชมุ ชน เพิ่มขดี ความสามารถของชุมชนในการพ่งึ พาตนเอง บนพื้นฐานของการเขา้ ใจสภาพปญั หา
เงื่อนไข ขอ้ จำกดั และความต้องการของตน
2. แบง่ ตามโครงสรา้ งเครือขา่ ยการเรียนรู้ ซ่ึงพิจารณาถึงโครงสร้างเครือข่ายการเรียนรู้อาศยั ความ
ร่วมมือระหวา่ งบุคคล องค์กร และเทคโนโลยกี ารส่อื สารเช่อื มโยงกันเป็นเครอื ขา่ ยการเรยี นรู้ สามารถจำแนก
ออกไดเ้ ปน็ 4 ประเภท ดงั นี้
2.1 เครือขา่ ยการเรียนรู้โครงสร้างกระจายศูนย์ มศี นู ยก์ ลางทำหน้าท่ีประสานงาน แตภ่ ารกิจในการ
เรยี นการสอนจะกระจายความรับผิดชอบใหส้ มาชิกเครอื ข่ายซง่ึ ต่างก็มีความสัมพันธ์เท่าเทยี มกัน รปู แบบนีอ้ าจ
เรยี กว่าการกระจายความรับผดิ ชอบ (Distributed Network) ซึง่ พบได้ในเครือขา่ ยการพัฒนาชนบท และการ
เรียนร้จู ากแหลง่ วทิ ยาการชมุ ชน โดยอาศยั ส่ือบุคคลเปน็ หลัก
2.2 เครือขา่ ยการเรยี นรโู้ ครงสรา้ งรวมศูนย์ มอี งค์กรกลางเป็นท้งั ศนู ยป์ ระสานงาน และเปน็ แม่ขา่ ย
รวบรวมอำนาจการจดั การความรูไ้ วใ้ นศูนย์กลาง การลงทนุ ดา้ นเทคโนโลยแี ละกำลงั คนอยู่ที่แม่ข่าย ส่วนลูก
ข่ายหรือสมาชกิ เป็นเพียงผู้รว่ มใช้บรกิ ารจากศนู ย์กลาง
2.3 เครอื ข่ายการเรียนรโู้ ครงสรา้ งลำดบั ขั้น (Hierarchical Network) มีลักษณะเชน่ เดยี วกับแผนภูมิ
องคก์ ร การติดตอ่ สื่อสารข้อมลู ต้องผ่านตามลำดับข้ันตอนมาก นยิ มใชก้ ารบริหาร จัดการองค์กรตา่ งๆ ซึง่
เหมาะแกก่ ารควบคมุ ดูแลระบบงาน
2.4 เครือข่ายการเรยี นร้โู ครงสร้างแบบผสม คอื มีท้งั แบบรวมศูนย์และกระจายศนู ย์ ซง่ึ พบมากในการ
จดั การศกึ ษานอกระบบโรงเรียน เน่อื งจากการเรียนรมู้ ิไดอ้ าศยั ส่อื ใดส่อื หนึง่ เปน็ หลัก หากแต่มกี ารผสมผสาน
สอื่ บุคคล และเทคโนโลยีจงึ จำเป็นตอ้ งจัดระบบเครือขา่ ยแบบผสม เพอ่ื สนองความต้องการได้อย่างกวา้ งขวาง
และตรง
86
3. แบง่ ตามหน่วยสังคม ได้แบง่ การเครอื ขา่ ยการเรยี นรู้ออกเป็น 4 ระดับ คือ เครือข่ายการเรียนรู้ระดับ
บุคคล เครอื ข่าย การเรียนรู้ระดบั กลุ่ม เครอื ข่ายการเรยี นร้รู ะดับชุมชน และเครือขา่ ยการเรียนรรู้ ะดับสถาบัน
4. แบง่ ตามระดับการปกครองและลกั ษณะของงาน ซง่ึ ประเวศ วะสี (2538) ได้แบ่งประเภทของ
เครอื ขา่ ยการเรยี นรอู้ อกเปน็ 13 ประเภท คอื เครือขา่ ยชมุ ชนเครอื ข่ายนกั พฒั นา เครือข่ายระดับจังหวัด
เครือขา่ ยภาครฐั เครือข่ายวชิ าชพี เครอื ข่ายธรุ กิจ เครอื ขา่ ยสื่อสารมวลชน เครอื ข่ายนักฝึกอบรม เครือขา่ ย
การประมวลและสงั เคราะห์องค์ความรู้ระดับชาติ เครอื ขา่ ยภาคสาธารณะ เครอื ข่ายวิชาการ เครอื ข่ายนโยบาย
องค์กรของรฐั และเครอื ข่ายผู้ทรงคณุ วฒุ ิ
ตวั อยา่ งเครือข่ายการเรียนรู้
1. เครอื ข่ายไทยสาร เปน็ เครอื ขา่ ยเชอ่ื มโยงสถาบันการศกึ ษาต่าง ๆ ระดบั มหาวทิ ยาลัยเข้าด้วยกัน
กว่า 50 สถาบนั เริม่ จัดสรา้ งในปพี .ศ.2535
2. เครอื ข่ายยูนเิ น็ต (UNINET) เปน็ เครือขา่ ยเพ่อื การเรียนการสอนทีส่ ำคัญในยคุ โลกาภิวัตน์ จัดทำ
โดยทบวง มหาวิทยาลยั ในปี พ.ศ. 2540
3. สคูลเน็ต (School Net) เปน็ เครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์เพ่ือโรงเรียนไทย ได้รบั การดแู ลและสนับสนนุ
โดยศนู ย์ เทคโนโลยอี เิ ล็กทรอนิกส์และคอมพวิ เตอรแ์ หง่ ชาติ เครอื ข่ายนเ้ี ชอ่ื มโยงโรงเรียนในประเทศไทยไว้
กว่า 100 แห่ง และเปิดโอกาสใหโ้ รงเรียนอนื่ ๆ และบคุ คลท่ีสนใจเรียกเขา้ เครอื ขา่ ยได้
4. เครือขา่ ยนนทรี เปน็ เครือขา่ ยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นบั เป็นเครอื ข่ายท่ีสมบรู ณ์แบบและ
ใช้เทคโนโลยีช้ันสงู สามารถตอบสนองความต้องการใช้ของนิสติ อาจารย์ ข้าราชการ ตลอดจนการรองรบั
ทางด้านทรัพยากรเซอรเ์ วอรอ์ ยา่ งพอเพียง
5. เครอื ข่ายกระจายเสยี งวิทยุ อสมท. จะรวมผังรายการวิทยุในเครอื ขา่ ย อสมท. มีไฟล์เสียงรบั ฟงั
ทางอินเทอรเ์ น็ตได้.
6. เครือข่ายสมานฉันท์เพอ่ื การปฏิรปู การเมอื ง เปน็ เครอื ข่ายท่ีใช้แลกเปลย่ี นความคดิ เห็นประเด็น
ต่าง ๆ ทางการเมือง และบทวิเคราะหด์ ้านการเมือง
7. ThaiSafeNet.Org เป็นเครอื ขา่ ยผู้ปกครองออนไลน์ มพี นั ธกิจดา้ นการเช่ือมโยงครู ผปู้ กครอง นกั
การศึกษา … โครงการพฒั นาเครอื ขา่ ยผ้ปู กครองออนไลน์ พันธกจิ : ฝึกอบรมครู ผู้ปกครอง
8. เครือข่ายพทุ ธกิ า รวมตัวอยา่ งหนังสอื เครอื ข่ายพุทธกิ าเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม
ความสำคัญของแหลง่ เรียนรแู้ ละเครอื ขา่ ยการเรยี นรู้
ความสำคญั ของแหล่งเรียนรู้
แหลง่ เรยี นรมู้ คี วามความสำคัญกบั ผเู้ รยี น ซง่ึ ไดร้ บั ความรจู้ ากแหลง่ เรยี นรู้ทหี่ ลากหลาย ซึง่ มผี ู้ให้
ความหมายเก่ยี วกบั ความสำคญั ของแหลง่ เรียนรูด้ ังต่อไปน้ี กง่ิ แก้ว อารรี กั ษ์ (2548 : 118) ใหค้ วามสำคญั ของ
การศกึ ษาโดยใชแ้ หล่งเรียนรู้ ไว้ดังน้ี
1.กระต้นุ ให้เกิดการเรยี นรูเ้ รอื่ งใดเรอื่ งหนงึ่ โดยอาศัยการมปี ฏสิ มั พนั ธก์ บั สื่อท่ีหลากหลาย
2. ช่วยเสรมิ สร้างการเรียนรูใ้ หล้ ึกซึ้งขึน้ โดยใชเ้ วลาในการรวบรวมข้อมูลสะทอ้ นความคิดเห็นจาก
แหล่งการเรียนรู้
87
3. กระตนุ้ มุง่ เนน้ ลกึ ในเร่ืองใดเร่ืองหนง่ึ ซงึ่ ผลกั ดนั ให้ผูเ้ รยี นแสวงหาขอ้ มูลท่ีเก่ยี วข้องเพ่ิมมากขนึ้
สามารถสรา้ งผลผลิตในการเรียนรูท้ ่ีมคี ณุ ภาพสูงขึ้น
4. เสรมิ สร้างการเรยี นรู้ จนเกิดทักษะการแสวงหาข้อมูลทีม่ ีประสิทธภิ าพ โดยอาศยั การสร้างความ
ตระหนกั เชิงมโนทศั นเ์ กยี่ วกับธรรมชาติและความแตกตา่ งของข้อมูล
5. แหลง่ การเรยี นร้เู สรมิ สร้างการพฒั นาการคิด เชน่ การแก้ปัญหา การให้เหตุผล และการประเมิน
อย่างมีวิจารญาณ โดยอาศยั กระบวนการวิจยั อิสระ
6. เปลย่ี นเจตคติของครูและผู้เรยี นทีม่ ีตอ่ เน้ือหารายวชิ า และผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
7. พัฒนาทกั ษะการวิจัยและความเชือ่ มนั่ ในตนเองในการค้นหาข้อมูล
8. เพม่ิ ผลสัมฤทธดิ์ า้ นวิชาการ ในดา้ นเนื้อหา เจตคติ และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยอาศัยแหลง่
การเรยี นร้ทู หี่ ลากหลายในการเรยี นรู้
การจัดการเรยี นร้บู นเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต
อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงเพื่อค้นหา แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ได้อย่างแทบไม่มี
ขีดจำกัด การใชอ้ ินเทอร์เน็ตเพือ่ ประโยชน์ดังกล่าว จำเป็นท่เี ราจะต้องมีความรู้และทักษะในการค้นหาข้อมูล
(Search) รู้จักแหล่งเรียนรู้ และวิธีการนำเสนอข้อมูลความรู้และผลงานอย่างเหมาะสม กิจกรรมนี้จะช่วยให้
เราสามารถใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการสืบค้นข้อมูลในหัวข้อเรื่องที่นักเรียนสนใจ และเปิดเวทีเพ่ือ
นำเสนอผลงานของเราบนโลกออนไลน์ได้ (โดยการเลอื กสร้างBlog หรือ Web Page)
อนิ เทอรเ์ น็ตมาใชใ้ นการศึกษาสามารถทำไดห้ ลายรูปแบบดว้ ยกัน
การประยุกต์เนต็ เป็นเครือข่ายที่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้กับแหล่งที่เชื่อมต่อเข้าดว้ ยกัน สามารถ
สืบค้นข้อมูลได้และมีสถาบันต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกได้เชื่อมเครือข่ายร่วมกัน จึงเป็นแหล่งที่จะ
สืบค้นข้อมูลเพื่อนำมาศึกษาหาความรู้ได้ การนำอนิ เทอร์เน็ตใชง้ านเครอื ขา่ ยอินเทอร์เน็ตทางการศึกษา ดังน้ี
การใชเ้ ครือข่ายเพอื่ การตดิ ต่อสอ่ื สารเป็นการติดตอ่ ระหว่างผเู้ รียนกับผู้สอน เพอื่ สง่ รายงาน การบ้าน
วิทยานิพนธ์ ในรูปแบบแฟ้มข้อมูล การเป็นสมาชิกกลุ่มสนทนาเพือ่ เป็นเวทแี ลกเปล่ียนความคิดเหน็ เผยแพร่
ผลงานวิจัย ชว่ ยเหลอื ซง่ึ กนั และกันทางดา้ นวิชาการ และแจ้งขา่ วความเคลื่อนไหวทางวชิ าการ การใชเ้ ครอื ข่าย
เพื่อการสืบค้นข้อมูลซึ่งผู้เรียน นักวิจัย และ ผู้สอนสามารถสืบค้นจากฐานข้อมูลทางการศึกษา และOnline
Library Catalog ของห้องสมุดต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงในอินเทอร์เน็ตจากประเทศในทวีปต่าง ๆ ทั่วโลก การใช้
88
เครอื ขา่ ยเพอ่ื การสอน หรือการสอนทางไกลโดยผ่านเครือข่าย โดยเปดิ เปน็ หลักสตู รการสอนในระดับปริญญา
และในแบบประกาศนียบัตร เรียกว่าOnline Program ซึ่งผู้เรียนสามารถสมัครและเรียนผ่านเครือข่าย
อินเทอร์เน็ต ส่วนกิจกรรมการเรียนการสอน เอกสารและการติดต่อต่าง ๆ อยู่ในรูปของแฟ้มข้อมูล
อิเล็กทรอนิกส์ การใช้
Internet ในชีวิตประจำวันส่งผลในดา้ นการศึกษา เราต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ตเพ่ือค้นคว้าหาข้อมูลได้
ไมว่ า่ จะเป็น ขอ้ มลู ทางวชิ าการจากท่ีต่าง ๆ ซึง่ ในกรณนี ้ี อินเตอรเ์ น็ต จะทำหน้าทเ่ี หมือนห้องสมุด ขนาดยักษ์
ส่งขอ้ มูลที่เราต้องการ มาใหถ้ งึ บนจอคอมพวิ เตอร์ท่บี า้ นหรอื ทีท่ ำงานของเรา ไมก่ วี่ นิ าทจี ากแหลง่ ข้อมูลทั่วโลก
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ศิลปกรรม สังคมศาสตร์ กฎหมาย ความบันเทิง และการ
พ ัก ผ่อน หย่อน ใจ หร ือสัน ทน าก าร เช่น เลือ ก อ ่า น ว าร สาร ต่าง ๆ ผ่าน อ ิน เตอ ร ์เน ็ต ท่ี
เรียกว่า magazine แบบ online รวมถึงหนังสือพิมพ์ และข่าวสารอื่น ๆ โดยมีภาพประกอบบน
จอคอมพิวเตอร์ เหมือนกบั หนงั สือ
การใช้อินเตอรเ์ นต็ เพอื่ การค้นหาขอ้ มูลในการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง
เนอื่ งจากข้อมูลทอี่ ยบู่ นเครอื ข่ายอนิ เตอร์เน็ต ในปจั จุบนั มีมากมายและกระจดั กระจายอยตู่ ามทต่ี า่ งๆ
ดังน้ันผใู้ ช้อนิ เตอร์เน็ตจงึ จำเป็นตอ้ งเรียนร้วู ิธีการใชบ้ รกิ ารอินเตอรเ์ น็ตและเลือกใช้ให้เหมาะสม เพ่อื การค้นหา
ข้อมลู ในการเรยี นรูด้ ้วยตนเองอย่างมปี ระสิทธิภาพ โดยสามารถใช้อินเตอรเ์ นต็ ในการสืบคน้ ข้อมลู ศกึ ษา
ค้นควา้ และวิจยั ได้หลายวธิ ดี ว้ ยกนั วธิ ที ี่เปน็ ทีน่ ยิ มมากทส่ี ุดในปัจจุบัน คอื
การสืบค้นทางเวลิ ด์ไวด์เว็บ เนื่องจากสามารถรองรับข้อมูลได้หลายๆ รูปแบบ และเชื่อมโยงข้อมูลที่
เกี่ยวเนื่องกันให้เราไดศ้ ึกษาอย่างสะดวกสบาย และมีซอฟต์แวร์ สำหรับอ่านข้อมูลในเว็บที่สมบูรณแ์ บบมาก
การค้นหาข้อมูล ในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือช่วยค้น ( Search
engine) ซ่งึ ซอฟต์แวรส์ ำหรบั อ่านขอ้ มูลในเว็บ (Web Browser) สว่ นใหญ่บรกิ ารเชื่อมตอ่ กับเครื่องมือเหล่านี้
ไว้ใหแ้ ลว้ ผู้ใช้เพยี งแตก่ ดปมุ่ สำหรับเรยี กเคร่อื งมือนี้ขน้ึ มา พมิ พค์ ำ หรอื ขอ้ ความทีต่ ้องการสืบค้นลงไป เครื่องก็
จะแสดงผลการค้น โดยการแสดงชื่อของข้อมูลที่เราต้องการศึกษา (Web Page) ซึ่งถ้าต้องการเข้าไปอ่าน ก็
สามารถกดลงไปบนชื่อนั้นได้เลย ข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏบนจอไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์
เครอ่ื งใดในโลกกต็ าม
นอกจากนี้การเข้าใช้คอมพิวเตอร์เครื่องอ่ืนๆ ที่ต่ออยู่กับเครือข่าย และมีการอนุญาตให้เข้าไปใช้ได้
เช่น การตดิ ตอ่ เข้าสเู่ คร่ืองคอมพวิ เตอรข์ องห้องสมดุ เพ่ือค้นหา ยมื ต่อเวลาการยมื หรอื การจองหนังสือส่งิ พิมพ์
89
ต่าง ๆ ก็เป็นที่นิยมกันมาก ปัจจุบันมีห้องสมุดหลายแห่งเปิดให้บริการบริการนี้สามารถเข้าใช้ได้โดยการ ใช้
คำสั่ง Telnet และตามด้วยช่อื เครื่อง หรอื หมายเลขของเครอื่ งแล้วพมิ พช์ ือ่ ในการขอเขา้ ใช้ (Login) บางเคร่ือง
อาจต้องใช้รหัสลับ (Password) ด้วย หลังจากนั้นตอ้ งทำตามคำสั่งท่ีปรากฏบนจอ ซึ่งจะแตกตา่ งกนั ไปในแต่
ละระบบของเครอ่ื ง นอกจากหอ้ งสมุดแลว้ เราอาจจะใช้คอมพวิ เตอร์ทเ่ี ป็นฐานขอ้ มูลต่าง ๆ ได้ด้วย โดยในบาง
ฐานข้อมูล นอกจากผู้ใชจ้ ะเข้าไปค้นหาบทความที่เคยตีพิมพ์ในวารสารต่าง ๆ แล้วยังสามารถใช้บรกิ ารพิเศษ
อื่น ๆ เช่น บริการส่งอีเมล์แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับบทความใหม่ ๆ ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารการศึกษาที่สนใจเล่ม
ล่าสุด โดยต้องมกี ารกำหนดชือ่ ของวารสารท่ีสนใจไว้ลว่ งหน้า หรือ มีบริการส่งแฟกซ์ บทความน้ันให้แก่ผู้ใช้ท่ี
สนใจ
อนิ เทอรเ์ นต็ เปน็ เทคโนโลยสี ารสนเทศทม่ี ีบทบาทในยคุ น้ี โดยการนำความรู้ การเช่อื มโยงแหล่งความรู้
มาประกอบกันเพ่อื ให้ผ้เู รียน ท่ีต้องการเรยี นรใู้ หเ้ ขา้ ถึงได้จึงนบั ว่าเป็นประโยชน์ต่อวงการศกึ ษาในการใช้สืบค้น
ขอ้ มูลตา่ งๆจากความจำเป็นและความสำคญั ของอนิ เทอรเ์ น็ตดังกล่าว ผู้วิจยั จึงสนใจที่จะศึกษาพฤติกรรมการ
ใช้อินเทอร์เน็ตเพ่ือการศกึ ษาของนกั ศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลา้ เจ้าคณุ ทหารลาดกระบงั ผลการวจิ ัย
ครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อสถาบันเพื่อใช้ในการวางแผนการบริหารจัดการและการลงทุนด้านเทคโนโลยี
คอมพวิ เตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเพ่อื เปน็ ประโยชนส์ ำหรับตัวเราเอง
การใช้อนิ เทอรเ์ น็ตเพื่อการศกึ ษา
ยุคแห่งสังคมความรู้เป็นยุคที่นักการศึกษามีบทบาทต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างย่ิง
อินเทอร์เน็ต เป็นช่องทางของการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วทั้งโลก เราต่างก้าวหนา้ ผ่านยุคแห่ง
สังคมข่าวสารมาแลว้ ซึง่ ท าใหป้ ระจักษไ์ ด้ว่าขา่ วสารต่าง ๆ นัน้ จะเปน็ ประโยชนต์ ่อการพฒั นาประเทศทั้งด้าน
เศรษฐกิจ สงั คมการศกึ ษา และอื่น ๆ ได้นนั้ ต้องอาศัยความรู้ในการจดั การ การใช้อนิ เทอร์เน็ตเพ่อื การศึกษามี
ความหมายครอบคลุมกิจกรรมด้านการศึกษาที่ถูกวางรูปแบบโดยครูผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ผ่านทาง
อินเทอร์เน็ต เน่ืองจากรูปแบบการสื่อสารและการควบคุมนักเรียนทางไกลแบบOnline มีลักษณะพิเศษท่ี
แตกต่างจากการเรียนการสอนในห้องเรียนซ่งึ ท ากันเปน็ ปกติ ดงั นน้ั เป้าหมายของการศกึ ษาผ่านอินเทอร์เน็ต
จึงประกอบด้วยวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่การสร้างกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านเครือข่าย
อนิ เทอรเ์ น็ตให้เหมาะสมกบั ระดับผูเ้ รียนการเสริมทักษะและความร้เู พื่อใหค้ รูสามารถด าเนนิ การเรียนการสอน
ผ่านเครือขา่ ยอินเทอร์เนต็ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การกำหนดเป้าหมายการศึกษาเพื่อสนับสนุนการเรียนการ
สอน การสร้างกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต กิจกรรมการศึกษาในระบบเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตสามารถแสดงความสัมพันธ์ของกิจกรรมต่าง ๆ เพราะจำนวนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่อการใช้
อนิ เทอรเ์ นต็ เพ่อื การศึกษามีความสัมพันธก์ ันในอัตราส่วนที่ลดลงโดยพบว่าข้นั พน้ื ฐานจะมีจำนวนประชากรที่
ใช้อินเทอร์เน็ตมาก จำนวนของผู้ใช้ที่มีทักษะ หรือความสามารถในการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตกลับมี
จำนวนทลี่ ดลงจากขอ้ เทจ็ จรงิ ดงั กลา่ วทำใหว้ ิธกี ารทจ่ี ะสร้างให้มีกิจกรรมเพอื่ การศึกษาผ่านอินเทอร์เน็ตอย่าง
ได้ผล จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการวางแผนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ให้เป็นบริการสาธารณูปโภคของ
ประเทศที่มีประสิทธิภาพให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในเวลาอันรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัย
90
ตา่ ง ๆ ไดร้ บั การสนบั สนนุ จากทบวงหาวิทยาลยั (Uninet) ส่วนโรงเรียนระดบั มัธยมศึกษากไ็ ดร้ บั การสนับสนุน
จาก Schoolnet Thailand เชน่ กัน การบรกิ ารอินเทอร์เนต็ ระดับพ้ืนฐาน แตล่ ะขนั้ จะมรี ูปแบบของกิจกรรม
การศกึ ษาที่แตกตา่ งกนั
การใช้ระบบเครือข่ายระดับพน้ื ฐานคือการใช้อินเทอร์เน็ตตามโครงสร้างของสาธารณูปโภคท่ีมีใช้กัน
อย่ใู นทุกแห่งสาเหตุที่จะทำให้ กลุ่มผใู้ ช้ที่ยงั ไมร่ ู้จกั เครือข่ายอนิ เทอรเ์ น็ตเปล่ยี นเจตคตมิ ายอมรับเพอื่ เข้าร่วมใน
การใช้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตน่าจะเป็นเพราะความสามารถในการสื่อสารระหว่างบุคคล และ
ความสามารถของอินเทอร์เน็ตในการเขา้ ถึงข้อมูลที่มีอยู่ในคอมพวิ เตอรเ์ ครอื่ งอืน่ ๆ ทั่วโลกด้วยเวลาอันรวดเร็ว
ด้วยเหตนุ ีจ้ ึงสามารถแบ่งบรกิ ารที่มีอยู่ในเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็ ไดว้ า่ เป็นบรกิ ารด้านการสือ่ สารระหว่างบุคคล
ต่อบุคคล และบุคคลต่อกลุ่มบุคคล เป็นบริการเพื่อการเข้าถึงแหล่งข้อมูล การใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันท่ี
สามารถนำมาเป็นตัวอย่างได้แก่ การใช้ e-mail ในการสื่อสารระหว่างบุคคล การใช้ WWW เพื่อสืบหาและ
เข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและความรู้ ในปัจจุบันอินเทอรเ์ นต็ ถูกนำมาใช้เพื่อการสืบค้น
ข้อมลู มากท่ีสุด ซึง่ ผูใ้ ช้ท่ีมอี าชีพแตกต่างกันย่อมใช้บรกิ ารที่มอี ยู่ในปริมาณต่างกัน บ้างเป็นการสืบค้นข้อมูลท่ี
เป็นตัวอักษร บ้างก็เป็นข้อมูลที่นำเสนอในรูปแบบของมัลติมีเดีย ที่ล้วนแต่แปลงเป็นสัญญาณดิจิตอลแล้ว
ทั้งสิ้นทางด้านการศึกษา อาจจะคล้ายคลึงกับการไปห้องสมุดที่หาตำรา วารสาร โดยที่มีบรรณารักษ์คอยให้
คำปรึกษา เพื่อจะได้ข้อมูลและความรู้ที่ต้องการ การใช้ข้อมูลต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ตก็เช่นเดียว เพราะผู้ใช้
สามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีอยู่ทันที สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตได้แม้จะอยู่ต่างสถานที่ก็ตาม
เว้นเสยี แต่วา่ ในการศกึ ษาคร้ังนั้นมจี ุดประสงคแ์ ตกต่างกันการรว่ มกนั ใช้ข้อมูล แหล่งความรู้ การร่วมใช้ข้อมูล
และแหล่งความรู้เปน็ เร่ืองปกติของกลุม่ ผู้ใช้ที่ต้องการจะมีประสบการณ์ด้านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและ
ข้อมูลต่าง ๆ ในอนิ เทอรเ์ นต็ โดยทวั่ ไปแลว้ ผู้ใช้จะไม่เพียงแตม่ ีปฏิสมั พนั ธ์กับขอ้ มูลหรอื ผูเ้ ช่ียวชาญเพียงลำพัง
เท่าน้ัน แตจ่ ะเขา้ ร่วมกิจกรรมทางอินเทอร์เน็ต เช่น การแสดงความคิดเห็น การสนทนา ผา่ นเครือข่ายกบผู้ท่ีมี
ความสนใจในเรื่องเดียวกัน การสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์กรต่าง ๆ เพื่อร่วมกันใช้ข้อมูลหรือร่วมแสดงความ
คิดเห็นการร่วมมือ ร่วมตัดสินใจ และร่วมกันบริหาร ปัจจุบันมีรูปแบบของการร่วมกันในเครือข่ายอยู่ 3
รปู แบบไดแ้ ก่ การรว่ มมือ ร่วมตัดสนิ ใจ และร่วมกนั บรหิ าร ซ่ึงเปน็ การท างานระหว่างบุคคล ที่ยังบกพร่องใน
รปู แบบทีเ่ หมาะสมแมจ้ ะมีจุดหมายเพอ่ื การใช้ขอ้ มูลร่วมกันกต็ าม ย้อนกลบั ไปยงั ประเดน็ การศึกษาซึง่ เป็นการ
รวมกันระหว่างการเรียนในโรงเรียนหรือการเรียนทางไกลสำหรับผู้ใหญ่ที่จำเป็นจะต้องมีการสื่อสารกัน
ตลอดเวลาครูผ้สู อนต้องจดั โปรแกรม กิจกรรมการเรียนการสอน และการแลกเปลย่ี นข้อมลู เพ่ือให้กระบวนการ
เรียนรู้ สำหรับการเรียนของนักเรียนก็เช่นกันที่ต้องจัดให้มีกิจกรรมที่จะร่วมกันทำงานกับผู้อื่น เพื่อให้เกิด
บุคลกิ ภาพของการร่วมกันทำงาน หรือตอ้ งการใหส้ ร้างสงั คมของการเรยี นร้แู บบร่วมมอื นั้นเอง
91
ระบบการสบื ค้นผ่านเครือข่ายเพ่ือการเรยี น
การสบื คน้ ขอ้ มลู สารสนเทศ
ฐานขอ้ มูล (Database) มาจากคำ 2 คำ คอื Data และ Base
Data คอื ทรัพยากรที่ประกอบดว้ ยข้อเทจ็ จรงิ ทีม่ ีปริมาณมาก สามารถเพิ่มขนึ้ และเปล่ยี นแปลงได้
ในขณะที่ Base คือ สิ่งเป็นฐานให้สร้างต่อขึ้นไปได้ ดังนั้น เมื่อนำคำว่า Database มารวมกันและนำมาใช้ใน
วงการสารสนเทศ มคี วามหมายดงั นี้
ฐานข้อมูล หรือ Database หมายถึง ข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันที่จัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ และต้องใช้
คอมพวิ เตอรใ์ นการสืบค้น โดยแสดงผลทางจอ หรอื ทางเคร่ืองพมิ พ์
ประเภท แบ่งตามลกั ษณะการใช้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1. ฐานข้อมูลต้นเร่ือง เป็นฐานข้อมูลที่ให้ข้อมูลในลักษณะเนื้อหาฉบับเต็ม สามารถนำข้อมลู มาใชไ้ ด้
ทนั ที ได้แก่ ฐานขอ้ มลู พระไตรปิฎก เป็นต้น
2. ฐานขอ้ มลู อ้างองิ เปน็ ฐานข้อมูลของห้องสมุดท่จี ัดทำขน้ึ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
2.1 ฐานข้อมูลบรรณานกุ รมสิง่ พิมพ์ สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเลก็ ทรอนิกส์ เป็นฐานข้อมูลท่ใี ห้
ข้อมูลบรรณานุกรม เชน่ หนงั สือ งานวิจยั จะให้ข้อมลู ผแู้ ตง่ ชื่อหนังสอื สถานท่ีพิมพ์ สำนักพิมพ์ ปีที่พิมพ์ เลข
หน้า ลักษณะรปู เล่ม วิทยานิพนธจ์ ะให้ขอ้ มูลชื่อผ้เู ขียน ชื่อวทิ ยานพิ นธ์ คณะมหาวิทยาลยั ท่ีจบการศกึ ษา และ
ปีพมิ พ์
2.2 ฐานขอ้ มูลดรรชนีมีบทความวารสาร เปน็ ฐานขอ้ มูลที่ใหข้ ้อมลู บรรณานกุ รมของบทความ
วารสาร ได้แก่ชื่อผู้เขียนบทความ ชื่อบทความ ชื่อวารสาร ปีที่ ฉบับที่ ปีพิมพ์และเลขหน้าของบทความใน
วารสาร
บริการฐานขอ้ มูล
1. บริการสืบค้นจาก ซีดี-รอม เป็นการรวบรวมข้อมูลในลักษณะ ซีดี-รอม อาจเป็นข้อมูลทาง
บรรณานุกรม หรือขอ้ มูลแบบเน้อื หาฉบบั เต็ม ซง่ึ บรษิ ทั ต่างๆ จดั ทำขนึ้ จำหนา่ ยเช่น ซดี ี-รอม กฤตภาคข่าวของ
92
ศูนย์ข้อมุลมติชน ซึ่งรวบรวมข่าวสารจากหนังสือพิมพ์รายวัน ซีดี-รอม ข่าวสารประจำปีของสำนักพิมพส์ ยาม
บรรณ เปน็ ต้น
2. บริการสืบค้นสารนิเทศผ่านสื่อทางไกล โดยผ่านระบบเครือข่าย เป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมต่อกับ
แหล่งข้อมูลอื่นๆ (สารนิเทศมิได้จัดเก็บที่ห้องสมุดที่ผู้ใช้กำลังค้นคว้าอยู่) บริษัทต่างๆจัดทำขึ้นเสนอกับ
หน่วยงานต่างๆ หน่วยงานใดต้องการก็ต้องสมัครเป็นสมาชิก และต้องเสียค่าสมาชิกตามอัตราที่ตกลงกัน
ตวั อย่างฐานขอ้ มลู ได้แก่
AGRIS – ฐานข้อมูลทางด้านการเกษตร และสาขาวิชาท่เี ก่ยี วขอ้ ง
DIALOG – ฐานข้อมูลซึ่งรวบรวมข้อมูลสารสนเทศในสาขาวิชาต่างๆ ในรูปบรรณานุกรม
ดรรชนี สาระสงั เขป
DOA – ฐานข้อมูลที่ให้รายละเอียดของสารนิเทศในรูปแบบบรรณานุกรม และสาระสังเขป
วทิ ยานิพนธร์ ะดบั ปรญิ ญาโท และเอกทุกสาขา
ERIC – ฐานข้อมลู ทางการศกึ ษา และสงั คมศาสตร์
THAI STANDARD – ฐานข้อมูลมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของไทยการใช้บริการฐานข้อมูลประเภทนี้
สามารถใช้บริการไดจ้ ากหอ้ งสมุดสถาบันอุดมศึกษาหรอื จากหนว่ ยงานเฉพาะ
3. บริการฐานข้อมูลที่ห้องสมุดตาละแห่งจัดทำขึ้นเอง หรือโปรแกรมสำเร็จรูป เช่น ฐานข้อมูล
บัตรรายการ ฐานข้อมูลดรรชนีที่ห้องสมุดมบี รกิ าร ห้องสมุดโรงเรยี นเฉลมิ พระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์
ภูเก็ต ในพระราชูปถมั ภ์ สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เราใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Library
2001
ประโยชน์ของฐานขอ้ มลู
1. จดั เก็บสารสนเทศไดใ้ นปริมาณสงู ทำให้ประหยัดเนื้อที่ในการจดั เก็บมากกว่าเกบ็ ในกระดาษ
2. จัดเก็บสารสนเทศอย่างเป็นระบบ ทำให้เข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างสะ ดวกรวดเร็วและมี
ประสทิ ธภิ าพกวา่ การคน้ ดว้ ยมือ ท้ังยังเป็นการช่วยประหยัดเวลาในการคน้ หา
3. ปรับปรุงและแก้ไขสารสนเทศในฐานขอ้ มูลไดง้ ่ายและรวดเร็ว ทำให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและ
ทนั สมัยเสมอ
4. เชื่อมโยงแหล่งข้อมูลที่อยูห่ ่างไกลไดโ้ ดยระบบออนไลน์ ทำให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างกว้างขวาง
โดยไมต่ อ้ งเดินทางไปคน้ หาจากหลายแหล่ง
5. มีการเชือ่ มโยงฐานข้อมูลเข้าระบบโทรคมนาคมที่ทันสมยั ทำให้ฐานข้อมูลแพร่หลายและสามารถ
จัดหาได้งา่ ยจากท่วั โลก
เครื่องมอื ชว่ ยคน้ วัสดสุ ารสนเทศประเภทอิเลก็ ทรอนิกส์
93
จากความก้าวหน้าทางวิทยาการคอมพิวเตอร์และการพัฒนาทางเทคโนโลยี ทำให้การสืบค้น
สารสนเทศจากบัตรรายการไม่เพียงพอ หอ้ งสมดุ จงึ ไดน้ ำคอมพวิ เตอร์มาชว่ ยในการค้นหาข้อมลู สารสนเทศ ซึ่ง
ถอื เปน็ เคร่อื งมอื ช่วยคน้ ประเภทอิเลก็ ทรอนกิ ส์ แบ่งได้เปน็ 2 ประเภท คอื
1. เครื่องมอื ชว่ ยคน้ วสั ดุสารสนเทศภายในหอ้ งสมุด
1) เครื่องมือช่วยค้นวัสดุสารสนเทศจากฐานข้อมูลออฟไลน์ (Offline Database) เป็นการ
นำคอมพิวเตอร์มาช่วยจัดเก็บสารสนเทศ จัดการระบบฐานข้อมูลและให้บริการภายในห้องสมุดเท่าน้ัน
กลา่ วคือผูใ้ ชห้ ้องสมุดสามารถคน้ ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ ท่ีไมไ่ ด้มีการเช่ือมโยงหรือติดตอ่ กับหอ้ งสมุดอ่ืน ๆ ซึ่ง
ผู้ใช้ห้องสมุดจะถูกจำกัดแหล่งในการค้นหาข้อมูลท่ีถูกบันทกึ ไว้ในฮาร์ดดิสก์ของคอมพวิ เตอร์ภายในหอ้ งสมุด
นนั้ หรอื ใชข้ อ้ มลู ทบ่ี ันทึกในสื่อต่าง ๆ ที่ห้องสมุดจดั ให้บรกิ าร เช่น แผ่นดสิ ก์ ซดี ี-รอม เป็นฐานข้อมูลออฟไลน์
ที่นิยมในปัจจุบัน
2) เครื่องมือช่วยค้นวัสดุสารสนเทศจากฐานข้อมูลทรัพยากรห้องสมุด เป็นการนำ
คอมพิวเตอร์มาใช้ในการสร้างฐานข้อมลู ของห้องสมดุ ขึ้นเอง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ห้องสมุด ใน
การคน้ หาสารสนเทศของหอ้ งสมดุ แห่งนัน้ หรือกลมุ่ หอ้ งสมดุ ร่วมกันจดั ฐานข้อมูลข้ึน เพอ่ื เป็นการอำนวยความ
สะดวกในการสืบคน้ สารสนเทศในห้องสมุดกับการใช้ทรพั ยากรรว่ มกนั ดังนัน้ หอ้ งสมดุ แต่ละแห่งจำเป็นต้องมี
โปรแกรม จัดการฐานข้อมลู เช่น โปรแกรม CDS/ISIS, INNOPAC, HORIZON, VTLS หรือห้องสมดุ บางแห่ง
อาจพัฒนา Microsoft Access Microsoft FoxPro เป็นต้น มาใช้ในการสร้างฐานข้อมูลเพื่อให้บริการสืบค้น
ซึ่งรู้จักกันทั่วไปในนาม โอแพค (OPAC) หรือระบบการสืบค้นข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศของหอ้ งสมุดด้วย
คอมพิวเตอร์ (On-line Public Access Catalog) ซึ่งจะให้ข้อมูลทางบรรณานุกรมแหล่งจัดเก็บและบริการ
สถานภาพของวัสดุสารสนเทศ ตลอดจนใชใ้ นการตรวจสอบการยมื -คืนของผู้ใช้ OPAC ของห้องสมดุ แตล่ ะแห่ง
อาจจะมีรูปลักษณ์ภายนอกที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลที่ห้องสมุดเลือกใช้ว่าเป็น
CDS/ISIS หรือ HORIZON หรือโปรแกรมใด ๆ ก็ตาม แต่ลักษณะของการสืบค้นสารสนเทศจะมีความ
คลา้ ยคลงึ กัน เนือ่ งจากมีการกำหนดเขตข้อมลู สำหรบั การสืบค้นในลักษณะ Field Searching คือค้นจากผู้แต่ง
(Author) ชื่อเรอ่ื ง (Title )และหวั เร่อื ง (Subject) นอกจากนโ้ี ปรแกรมส่วนใหญเ่ นน้ ในการอำนวยความสะดวก
ให้กับผู้ใช้มากขึ้น โดยสามารถค้นจากคำสำคัญ (Keywords) เลขหมู่ (Classification) ได้ด้วย ดังนั้นผู้ใชจ้ ึงมี
ช่องทางในการสืบค้นสารสนเทศได้สะดวก รวดเร็ว และดีกว่าการใช้บัตรรายการแบบเดิม และห้องสมุด
โรงเรยี นเฉลิมพระเกยี รติสมเด็จพระศรนี ครินทร์ ภเู กต็ ในพระราชปู ถัมภ์ สมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยาม
บรมราชกมุ ารี ใช้โปรแกรม Library 2001 เป็นเคร่อื งมอื ช่วยคน้ สารสนเทศในหอ้ งสมดุ
ขั้นตอนการสืบคน้ โดยโปรแกรม Library 2001
94
1. ผู้ใช้บริการมีข้อมูลที่เกีย่ วข้องกับสารสนเทศท่ีต้องการ เช่น ทราบชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง หรือ คำค้นท่ี
ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเปิดหน้าจอคลิกรายการที่ต้องการโดยปฏิบัติตาม
คำแนะนำทป่ี รากฏหน้าจอ ซง่ึ มีใหเ้ ลอื ก 2 แบบ คอื
- คน้ แบบ (ทกุ ฟิลด์) กรณีทราบขอ้ มลู อยา่ งคร่าว ๆ
- ค้นแบบ (เลอื กฟิลด)์ กรณีทราบข้อมูลอย่างใดอยา่ งหนง่ึ เช่น ทราบชือ่ ผแู้ ตง่ ช่ือเรื่อง หรือ
หวั เรื่อง
ตวั อย่างการค้นแบบทุกฟลิ ด์ มีขั้นตอนดังน้ี
1. พิมพข์ อ้ ความท่ที ราบหรอื ตอ้ งการค้นหา เช่น คำว่า “ไฟฟ้า ”
2. เมื่อพบขอ้ มลู ท่ีตอ้ งการกด Yes ขอ้ มูลที่เกี่ยวขอ้ งกบั ไฟฟา้ ทง้ั หมดก็แสดงบนหนา้ จอ
3. เลอื กสารสนเทศท่ตี ้องการ โดยหน้าจอจะแสดงข้อมูล ดังตอ่ ไปนี้ เลขทะเบียน
หนงั สอื , ช่อื ผูแ้ ตง่ , ช่อื เรอื่ ง, หมวด, หม,ู่ ผแู้ ต่ง, ฉบับท่ี
4. นักศกึ ษาจดข้อมูลที่บอกตำแหน่งของหนงั สือในห้องสมุด ( เลขหมู่และอกั ษรผู้แต่ง ) แล้ว
นำไปค้นหาหนงั สอื ท่ชี นั้ หนังสอื
5. กด Esc เพ่อื ออกจากโปรแกรม
ตวั อยา่ งการคน้ แบบเลือกฟลิ ด์
1. กรณที ราบชอ่ื ผแู้ ต่ง คลิกที่ชอื่ ผู้แตง่ และพมิ พช์ ่อื ผแู้ ต่งท่ที ราบ
2. คลกิ ที่ค้นหา หน้าจอกจ็ ะแสดงรายชื่อหนงั สือของผแู้ ต่งที่นกั ศึกษาพิมพ์ เข้าไป
3. จากหน้าจอ ถ้าตอ้ งการรายละเอียดเก่ยี วกบั หนงั สือ คลกิ ไปทต่ี กลง
4. จดเลขเรียกหนงั สอื และ หาหนังสอื ทีช่ ้ัน
5. กด Esc เพือ่ ออกจากระบบ
6. กรณที ราบชื่อเรื่องหรือหัวเรือ่ ง กด็ ำเนนิ การเช่นเดียวกบั การค้นหากรณีทราบชอ่ื ผแู้ ต่ง
เครอื่ งมอื ช่วยคน้ วัสดุสารสนเทศบนเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์
อินเตอร์เน็ต (Internet) มาจากคำว่า INTERNATIONAL NETWORD แปลว่าเครือข่ายนานาชาติ
จดั เป็นอภิมหาเครือข่ายทีใ่ หญท่ ี่สุดในโลก เป็นเทคโนโลยกี ารสื่อสารขอ้ มลู ดว้ ยเคร่ืองคอมพวิ เตอร์จำนวนมาก
ในระบบเครอื ขา่ ยขนาดใหญ่เชื่อมโยงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ท่ัวโลกด้วยสายเคเบิลหรืออุปกรณ์สือ่ สารชนิดต่าง ๆ
สามารถตดิ ตอ่ สอ่ื สารกันได้ตลอดเวลา
เครือ่ งมือค้นสารสนเทศบนอินเทอรเ์ น็ต