47
รัฐธรรมนูญทุกฉบับ กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราช
กฤษฎีกา กฎกระทรวงประกาศต่างๆและอื่น ๆ เข้าคอมพิวเตอร์ทั้งหมด หลังจากนั้นคอมพิวเตอร์จะช่วยใน
การค้นสารนิเทศทางด้านกฏหมายได้อย่างรวดเร็ว ดังตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา มกี ารใช้คอมพิวเตอร์
ระบบแอสเปน (Aspen System Corporation) ซึ่งเป็นระบบข้อมูลทางด้านกฎหมายที่ใช้กันมากกว่า 50
แห่ง นักกฎหมายและผู้ท่ีเกี่ยวขอ้ งจงึ ไดป้ ระโยชน์ในการค้นสารนิเทศในเวลาอนั รวดเร็ว
โดยเฉพาะในการค้นข้อมูลเกี่ยวกับคดีต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว เป็นต้น แทนที่จะค้นจากหนังสือ ซึ่งต้อง
เสียเวลาเป็นอันมาการใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านการปกครองส่วนใหญ่ใช้ในกิจกรรมการเลือกตั้งดัง เช่นใน
ประเทศไทย เมอ่ื มกี ารเลือกตง้ั ครั้งท่ผี า่ นมาล่าสุด มีการใชค้ อมพวิ เตอรม์ าประมวลผลขอ้ มูลการเลอื กตง้ั ทำให้
ประชาชนไดท้ ราบผลการเลือกตงั้ ไดอ้ ย่างรวดเร็ว
ด้านการทหารและตำรวจ มีการใช้คอมพวิ เตอร์ด้านการทหารและตำรวจอย่างแพร่หลายในประเทศต่างๆ ใน
ประเทศสหรัฐอเมริกา การใช้คอมพิวเตอร์ในด้านการทหารได้เจริญก้าวหนา้ ไปมากกวา่ ประเทศอื่นใดในโลกแต่
ผลงานด้านนี้มักจะเป็นผลงานชนดิ ลับสุดยอดต่าง ๆ เท่าทพ่ี อจะทราบกัน ไดแ้ ก่ การใชค้ อมพิวเตอร์ในวงจร
สื่อสารทหาร ใช้ในการควบคุม ประสานงาน ด้านการท หารใช้แปลรหัสลับในงานจารกรรมระหว่างประเทศ
ใช้ในการผลิตระเบิดนิวเคลียร์ ใช้ในการทำสงครามจิตวิทยา ใช้ในการวิจัยเตรียมทำสงครามเชื้อโรค ใช้ใน
การสร้างขีปนาวุธ และใช้ในการส่งดาวเทียม จารกรรม เป็นต้น กรมตำรวจ กระทรวง มหาดไทย มีศูนย์
ประมวลข่าวสารกรมตำรวจ มคี อมพวิ เตอร์ ขนาดกลางใช้ทำทะเบียนปืน ทำทะเบียนประวตั อิ าชญากรรม ทำ
ให้เกดิ ความสะดวกต่อการสบื สวนคดตี ่าง ๆ
ดา้ นอุตสาหกรรมการพิมพแ์ ละธุรกจิ อ่นื ๆ บทบาทของคอมพวิ เตอร์ต่อธรุ กจิ อตุ สาหกรรมการพมิ พใ์ นปจั จุบัน
มีมาก หน่วยงานทางการพิมพ์ ตลอดจนสำนักข่าวใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการจัดพิมพ์ต้นฉบับตรวจ
แก้ไข จนกระทั่งจัดพิมพ์เป็นรูปเล่ม ทำให้การจัดทำหนังสือพิมพ์ วารสาร และหนังสือต่าง ๆดำเนินไปด้วย
ความรวดเร็ว และถึงมอื ผู้อ่านได้อย่างทนั ทว่ งที อตุ สาหกรรมการพิมพ์เป็นธุรกจิ ที่ทำรายได้ให้แก่ประเทศต่าง
ๆ อยู่ในขณะน้ี และเป็นธรุ กิจที่เกี่ยวข้องกับสารนเิ ทศ มรี ายงานวา่ มีเจา้ หนา้ ทค่ี นงานในประเทศ สหรัฐอเมริกา
กวา่ 50 ล้านคน ได้ใชป้ ระโยชน์จากการใชค้ อมพวิ เตอร์ ในการดำเนินงาน ทางธุรกจิ มีการใช้อุปกรณ์สื่อสาร
ระบบสำนักงาน อัตโนมัติและเทคโนโลยีโทรคมนาคมอื่น ๆ ร่วมกับคอมพิวเตอร์ทำให้การดำเนินงานทาง
ธรุ กิจตา่ ง ๆ ดำเนินไปดว้ ยความรวดเรว็ และมปี ระสทิ ธภิ าพ ทำใหธ้ รุ กิจตา่ งๆไม่มีปญั หาทางดา้ นระยะเวลาและ
สถานทต่ี อ่ การติดตอ่ ทางธุรกจิ อกี ต่อไป
ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ทางด้านวิทยาศาสตร์มีมากใน
สถาบันการศึกษา ตลอดจนสถาบันวิจัยต่างๆมีการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการวิจัยทดลองทางด้า น
วิทยาศาสตร์ เช่น การวิจัยในทางนิวเคลียรฟ์ ิสกิ ส์ ซ่งึ เปน็ วชิ าวา่ ด้วยส่วนประกอบที่เล็กท่ีสุดของสสาร การ
48
ค้นคว้าทดลองทางวิทยาศาสตร์สาขาต่าง ๆ ทำให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างไม่หยุดยั้ง เช่น ทางด้าน
วิศวกรรมศาสตร์มีการใช้คอมพิวเตอร์ ให้มีส่วนร่วมต่อการออกแบบโครงสร้าง ทางวิศวกรรมที่ยุ่งยาก
สลบั ซับซอ้ น ทำให้มีส่วนชว่ ยตอ่ การออกแบบทางด้านวศิ วกรรมและสถาปัตยกรรมไดอ้ ย่างไมม่ ีขอบเขตจำกัด
บทบาทของคอมพวิ เตอร์ทางด้านวิทยาศาสตรจ์ ึงมี ประโยชน์ตอ่ การพฒั นาขอ้ มูลสารนิเทศอย่างไมห่ ยุดยงั้
จากการเชื่อมโยงเครือขา่ ยข้อมลู สารนิเทศโดยระบบโทรคมนาคมคอมพวิ เตอรม์ ีบทบาทอย่างสูง
ต่อการให้บริการข้อมูลอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ผู้ใชส้ ารนเิ ทศสามารถเรยี กค้นข้อมูลจากผู้ให้บริการสารนิเทศ
ตั้งแตเ่ รอ่ื งทัว่ ๆไปจนกระท่ังขอคน้ รายละเอียดจากหนังสือสารานกุ รมได้ และภายในบ้านเรอื นคอมพิวเตอร์มี
บทบาทต่อการใช้ของสมาชกิ ภายในครอบครัวทุกคนภายในบ้านมีโอกาสได้เล่นเกมวีดิทัศน์ ด้วยความบันเทิง
สนุกสนาน และ ศึกษาความรู้จากบทเรียนสำเร็จรูปไปด้วยในตัว คอมพิวเตอร์สำหรับบ้าน เป็นอุปกรณ์ท่ี
จำเป็น สำหรับนักธุรกิจในการจัดเตรียมจดหมาย การจัดเก็บรวบรวมข้อมูลสารนิเทศส่วนบุคคล และ การ
ดำเนนิ งานกจิ การตา่ ง ๆ ของสมาชกิ ภายในครอบครวั บทบาทของคอมพิวเตอร์ ยงั มีอีกมากมายทางด้านต่าง
ๆ ข้นึ อยู่กบั ผใู้ ชส้ ารนิเทศ ตอ้ งการใช้ในด้านใด คอมพวิ เตอร์เมอื่ นำมาใช้รวมกับระบบโทรคมนาคมการส่ือสาร
สามารถจะเปลี่ยนอนาคตของสังคมปัจจุบัน เปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันของประชาชนต่อการทำ กิจกรรมต่าง
ๆ สิ่งที่บรรณารักษ์จะหลีกเลี่ยงต่อไปไม่ได้ คือการนำเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการข้อมูล
ภายในหอ้ งสมดุ โรงเรียน นับตงั้ แต่การนำมาใช้แทน เครอ่ื งพมิ พด์ ีดในขอบเขตของงานเอกสาร ตลอดจนกระทัง่
ถงึ งานการใหบ้ รกิ ารข้อมลู จากฐานข้อมูลสำเรจ็ รปู หรอื งานฐานขอ้ มูลทสี่ ร้างขนึ้ เอง
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) คือ การประยุกต์เอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มา
จัดการสารสนเทศที่ต้องการ ได้แก่ การรวบรวมและการตรวจสอบข้อมลู การประมวลผล และการดูแลรักษา
ข้อมูล รวมถึงการจัดการเผยแพร่และแลกเปลีย่ นสารสนเทศ โดยอาศัยเครื่องมือทางเทคโนโลยใี หม่ ๆ ได้แก่
เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ (computer technology) และเทคโนโลยีด้านเครือข่ายโทรคมนาคมและการ
ส่อื สาร (communication technology) เพอ่ื เพม่ิ ประสทิ ธิภาพ ความถกู ต้อง ความแมน่ ยำ และความรวดเร็ว
ทนั ตอ่ การนำมาใช้ประโยชนไ์ ด้นนั่ เอง
เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบด้วยเทคโนโลยีที่สำคัญ 2 สาขา คือ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และ
เทคโนโลยีส่อื สารโทรคมนาคม ซึง่ ท้งั สองมกี ารทำงานท่สี ัมพันธ์กัน ดงั นี้
1. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (computer technology) เป็นเทคโนโลยีสำหรับการจัดการสารสนเทศ ได้แก่
การรวบรวมและการตรวจสอบข้อมูล การประมวลผล และการดูแลรักษาข้อมูลเพื่อให้ได้สารสนเทศตามท่ี
ต้องการอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการจัดการสารสนเทศต้องอาศัยเทคโนโลยี
49
คอมพิวเตอร์ ได้แก่ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในการรับข้อมูล การประมวลผล การแสดงผล และการจัดเก็บ
ขอ้ มลู
2. เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม (communication technology) เป็นเทคโนโลยีสำหรบั การกระจายและ
เผยแพร่สารสนเทศไปยังผู้ใช้ที่อยู่ห่างไกลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน ทันต่อเหตุการณ์ ซ่ึง
เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม ได้แก่ เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบโทรคมนาคม เช่น ระบบโทรศัพท์ โทรเลข
วทิ ยกุ ระจายเสยี ง วิทยโุ ทรทศั น์ รวมถงึ เทคโนโลยีระบบเครอื ข่ายคอมพิวเตอรด์ ้วย
เทคโนโลยีส่อื สารโทรคมนาคม
ใช้ในการติดต่อส่ือสารรับ/ส่งข้อมูลจากท่ีไกล ๆ เปน็ การส่งของข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์หรือเคร่ืองมือท่ีอยู่
ห่างไกลกัน ซึ่งจะช่วยให้การเผยแพร่ข้อมูลหรือสารสนเทศไปยังผู้ใช้ในแหล่งต่าง ๆ เป็นไปอย่างสะดวก
รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน และทันการณ์ ซึ่งรูปแบบของข้อมูลที่รับ/ส่งอาจเป็นตัวเลข ( Numeric
Data) ตัวอกั ษร (Text) ภาพ (Image) และเสียง (Voice)เทคโนโลยีที่ใช้ในการสือ่ สารหรอื เผยแพร่สารสนเทศ
ได้แก่ เทคโนโลยีที่ใชใ้ นระบบโทรคมนาคมทั้งชนิดมีสายและไร้สาย เช่น ระบบโทรศัพท์, โมเด็ม, แฟกซ์, โทร
เลข, วิทยุกระจายเสียง, วิทยุโทรทัศน์ เคเบิ้ลใยแก้วนำแสง คลื่นไมโครเวฟ และดาวเทียม เป็นต้น สำหรับ
กลไกหลักของการสื่อสารโทรคมนาคมมีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ส่วน ได้แก่ ต้นแหล่งของข้อความ
(Source/Sender), ส่อื กลางสำหรบั การรับ/ส่งขอ้ ความ (Medium), และส่วนรบั ข้อความ (Sink/Decoder) ดงั
แผนภาพต่อไปน้ี คือ แผนภาพแสดงกลไกหลกั ของการสื่อสารโทรคมนาคม นอกจากน้ี เทคโนโลยสี ารสนเทศ
สามารถจำแนกตามลักษณะการใช้งานได้เปน็ 6 รปู แบบ ดงั น้ีต่อไปน้ี คอื
- เทคโนโลยีที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เช่น ดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศ , กล้องดิจิทัล, กล้องถ่ายวีดี
ทศั น์, เคร่อื งเอกซเรย์ ฯลฯ
- เทคโนโลยีทีใ่ ช้ในการบันทึกข้อมูล จะเป็นสือ่ บันทึกข้อมลู ต่าง ๆ เช่น เทปแม่เหล็ก, จานแม่เหล็ก, จานแสง
หรือจานเลเซอร์, บตั รเอทเี อ็ม ฯลฯ
- เทคโนโลยที ใ่ี ชใ้ นการประมวลผลข้อมูล ไดแ้ ก่ เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์ทง้ั ฮาร์ดแวร์ และซอฟตแ์ วร์
- เทคโนโลยีทใ่ี ช้ในการแสดงผลข้อมลู เชน่ เครื่องพมิ พ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ
- เทคโนโลยที ีใ่ ช้ในการจดั ทำสำเนาเอกสาร เชน่ เครื่องถ่ายเอกสาร, เคร่ืองถา่ ยไมโครฟลิ ์ม
- เทคโน โลยีสำหร ับถ่ายทอดหร ือสื่อ สาร ข้อ มูล ไ ด้แก ่ ร ะ บบโ ทร คมน าคมต่าง ๆ เช่น
โทรทัศน์, วิทยุกระจายเสยี ง, โทรเลข, เทเล็กซ์ และระบบเครอื ข่ายคอมพิวเตอรท์ งั้ ระยะใกล้และไกล
ลกั ษณะของขอ้ มลู หรอื สารสนเทศทสี่ ่งผ่านระบบคอมพวิ เตอร์และการส่ือสาร ดังน้ี
50
ข้อมูลหรอื สารสนเทศที่ใชก้ นั อยู่ทั่วไปในระบบสื่อสาร เชน่ ระบบโทรศพั ท์ จะมลี กั ษณะของสัญญาณ
เป็นคลื่นแบบต่อเนื่องทีเ่ ราเรียกว่า "สัญญาณอนาลอก" แต่ในระบบคอมพิวเตอร์จะแตกตา่ งไป เพราะระบบ
คอมพิวเตอร์ใช้ระบบสัญญาณไฟฟ้าสูงต่ำสลับกัน เป็นสัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง เรียกว่า "สัญญาณดิจิตอล" ซ่ึง
ข้อมูลเหล่านั้นจะส่งผ่านสายโทรศัพท์ เมื่อเราต้องการส่งข้อมลู จากคอมพิวเตอร์เคร่ืองหนึ่งไปยังเครื่องอืน่ ๆ
ผา่ นระบบโทรศพั ท์ กต็ ้องอาศัยอุปกรณ์ชว่ ยแปลงสญั ญาณเสมอ ซ่ึงมชี ่ือเรียกวา่ "โมเด็ม" (Modem)
องคป์ ระกอบทส่ี ำคญั ของเทคโนโลยีโทรคมนาคม ประกอบดว้ ย 5 องค์ประกอบทส่ี ำคัญ
1. ตน้ กำเนดิ ข่าวสาร (Source of Information)
เป็นส่วนแรกในระบบการสื่อสารโทรคมนาคม เป็นแหล่งที่มาของข่าวสารต่าง ๆ ที่ผู้ส่งต้องการที่จะส่งไปยัง
ผู้รับท่ปี ลายทางตัวอยา่ งในระบบโทรศัพท์ หรอื ระบบวทิ ยกุ ระจายเสียง สว่ นนก้ี ค็ ือเสียงพูดของผู้พูดที่ต้นทาง
ซึ่งจะถูกไมโครโฟนเปลี่ยนให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าที่เหมาะสม และส่งเข้าไปในระบบ หรือในกรณีระบบการ
สื่อสารข้อมูล (Data Communication) ส่วนนี้อาจจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์หรือ Data Terminal ประเภท
ตา่ ง ๆ
2. เคร่ืองสง่ สัญญาณ (Transmitter)
ทำหน้าที่ในการแปลงหรือเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้แทนข่าวสารจากต้นกำเนิดข่าวสารให้เป็นสัญญาณหรือ
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เหมาะสมในการส่งต่อไปยังปลายทางเช่นระบบโทรศัพท์ ตัวเครื่องโทรศัพท์จะแปล ง
สญั ญาณไฟฟ้าทีใ่ ช้แทนเสยี งพูด ให้เป็นสญั ญาณแม่เหล็กไฟฟ้าที่เหมาะสมและสง่ ตอ่ ไปยงั ปลายทางสำหรับใน
ระบบการสื่อสารข้อมูล ส่วนนี้จะเป็น MODEM หรืออุปกรณ์อืน่ ที่เหมาะสมในการเปล่ียนสัญญาณไฟฟ้าที่มา
จากคอมพวิ เตอร์เพื่อใหเ้ ป็นสัญญาณแม่เหล็กไฟฟา้ ท่เี หมาะสมในการผ่านระบบสอ่ื สัญญาณไปยังปลายทาง
3. ระบบการส่งผ่านสัญญาณ (Transmission System)
เครือ่ งส่งไดเ้ ปลย่ี น หรอื แปลงสัญญาณไฟฟา้ ทใี่ ช้แทนขา่ วสารต่าง ๆ ให้เป็นสัญญาณหรอื คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าท่ี
เหมาะสม สัญญาณก็จะถูกส่งผ่านระบบระบบการส่งผ่านสัญญาณ เพื่อส่งต่อไปยังเครื่องรับและผู้รับท่ี
51
ปลายทางดังนั้นระบบการส่งผ่านสัญญาณจึงถือได้ว่านับเป็นส่วนที่สำคัญและจำเปน็ มากในระบบการสื่อสาร
โทรคมนาคม
4. เคร่ืองรับสญั ญาณ (Receiver)
เครื่องรับสัญญาณ เป็นส่วนที่ทำการเปลี่ยนสัญญาณ หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ถูกส่งผ่านระบบการส่งผ่าน
สัญญาณจากต้นทาง เพื่อให้กลับมาเป็นสัญญาณไฟฟ้าทีใ่ ช้แทนข่าวสารที่ถูกส่งมาจากต้นทาง ทั้งนี้เพื่อส่งให้
อุปกรณ์ปลายทางทำการแปลง หรือเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้านั้น ให้กลับมาเป็นข่าวสารที่ผู้รับสามารถเข้าใจ
ความหมายได้สำหรับระบบการสื่อสารข้อมูลส่วนนี้จะเป็น MODEM หรืออุปกรณ์ที่เหมาะสมในการเปลี่ยน
สญั ญาณแม่เหล็กไฟฟา้ ใหเ้ ป็นสญั ญาณไฟฟา้ ท่ใี ชข้ ้อมูลในรูปแบบทถี่ กู ต้อง และเหมาะสมสำหรับการส่งต่อให้
เครอ่ื งคอมพิวเตอร์ ดงั นนั้ อปุ กรณ์บางชนิด เช่น MODEM อาจเป็นไดท้ งั้ อปุ กรณ์ในการส่ง และรบั สัญญาณ ใน
อุปกรณ์ชนิดเดยี วกัน
5. ผ้รู ับสัญญาณ (Destination)
ผู้รับสัญญาณ เป็นส่วนสุดท้ายในระบบการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งทำหน้าที่รับข้อมูลข่าวสารที่ส่งมาจากตน้
กำเนิดข่าวสารดังนั้นอุปกรณ์รับสัญญาณ และอุปกรณ์ส่งสัญญาณ อาจเป็นอุปกรณ์ชนิดเดียวกันก็ได้ เช่น
คอมพิวเตอร์ เปน็ ตน้
ความสำคญั ของเทคโลโลยีสารสนเทศ
ปัจจุบันพัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีการปรับปรุงเครื่องมือ
เครื่องใช้ที่เป็นประโยชน์กับงานสารสนเทศอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทุกวงการวิชาชีพต้องหันมาปรับปรุงกลไกใน
วิชาชีพของตนใหท้ ันตอ่ สังคมสารสนเทศ และสอดคล้องกับกระแสโลก องคก์ รทั้งภาครัฐและเอกชนในปัจจุบัน
ต่างหันมาให้ความสนใจเทคโนโลยีสารสนเทศกันอย่างจริงจังและมากขึ้น โดยใช้เป็นเครื่องมือสร้างระบบ
สารสนเทศในหน่วยงานของตน เน่ืองจากตระหนกั ดวี ่าสารสนเทศมีบทบาทในการทำกจิ กรรมแทบทุกชนิดไม่
ว่าจะเป็นการสื่อสาร การปฏิบัติงาน การแก้ปัญหา หรือการตัดสินใจ เมื่อการวางแผนและการจัดการได้มี
เทคโนโลยสี ารสนเทศเขา้ มาช่วยจะทำให้ได้สารสนเทศอย่างรวดเรว็ ถกู ตอ้ ง เชอ่ื ถอื ไดท้ นั ตอ่ เวลา มเี น้ือหาและ
รูปแบบทต่ี รงกับความตอ้ งการ
สำหรับวงการธุรกจิ สารสนเทศเป็นสง่ิ สำคญั โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในด้านการแข่งขัน เจ้าของธุรกิจ
จำเป็นต้องรู้ข้อมูลภาวะตลาดและสินค้าเพื่อความอยู่รอดในก ารดำเนินธุรกิจใช้เป็นเครื่องมือช่วยการ
ปฏิบัติงานให้เกิดความถูกตอ้ ง และมีประสิทธิภาพยึง่ ขึ้น สามารถใช้เป็นกลยุทธ์เพื่อได้เปรยี บในการแข่งขัน
52
เพิ่มผลผลติ สร้างภาพลกั ษณ์ใหเ้ กิดความประทับใจแก่ลูกค้า นอกจากนใ้ี นชีวติ ประจำวัน ภายในครอบครัวมี
การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศกันมากขึ้น เช่น โทรศพั ท์ วิทยกุ ระจายเสยี วทิ ยโุ ทรทศั น์ วิดีเท็กซ์
เทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีความสำคัญมากในปจั จบุ นั และมีแนวโนม้ มากยง่ิ ขึ้นในอนาคต จะเหน็
ไดว้ า่ เทคโนโลยสี ารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทสงู ขึ้นอย่างมากในการดำเนนิ งานและการตัดสนิ ใจของคนใน
สังคม
สรุปความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ดังน้ี
1) ช่วยในการจัดระบบข่าวสารจำนวนมหาศาลของแต่ละวัน
2) ช่วยเพิม่ ประสทิ ธภิ าพการผลติ สารสนเทศ
3) ชว่ ยให้สามารถเก็บสารสนเทศไวใ้ นรปู ท่ีสามารถเรียกใชไ้ ด้ทุกครง้ั อย่างสะดวก
4) ชว่ ยให้สามารถจัดระบบอัตโนมตั ิเพอ่ื การจดั เก็บประมวลผล และเรยี กใช้สารสนเทศ
5) ช่วยในการเข้าถึงสารสนเทศได้อยา่ งรวดเรว็ มีประสทิ ธภิ าพมากข้ึน
6) ช่วยในการสอ่ื สารระหว่างกนั ได้อยา่ งสะดวกรวดเร็ว ลดอปุ สรรคเก่ียวกบั เวลาและระยะทาง โดยการใช้
ระบบโทรศพั ทแ์ ละอืน่ ๆ
องค์ประกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
1. ฮารด์ แวร์
ฮารด์ แวรเ์ ป็นองค์ประกอบสำคญั ของระบบสารสนเทศ หมายถงึ เคร่ืองคอมพิวเตอร์ อปุ กรณ์
รอบข้าง เชน่ เครอื่ งพิมพ์ เครอ่ื งกราดตรวจ รวมทัง้ อปุ กรณส์ ่ือสารสำหรบั เชื่อมโยงคอมพวิ เตอร์เข้าเป็น
เครอื ข่าย
53
2. ซอฟต์แวร์
ซอฟตแ์ วร์หรอื โปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญประการทสี่ อง ซงึ่ กค็ อื ลำดับ
ขน้ั ตอนของชดุ คำส่ังท่ีสง่ั งานใหฮ้ ารด์ แวร์ทำงาน เพ่ือประมวลผลขอ้ มลู ให้ได้ผลลพั ธต์ ามความตอ้ งการของการ
ใช้งาน ในปัจจุบันมซี อฟต์แวรค์ วบคุมระบบงาน ซอฟต์แวรส์ ำเรจ็ ทำให้การใชง้ านคอมพวิ เตอรใ์ นระดบั บคุ คล
เปน็ ไปอยา่ งกว้างขวาง และส่งเสริมการทำงานของกลมุ่ มากขนึ้ สว่ นงานในระดบั องคก์ ร สว่ นใหญ่มกั จะมีการ
พัฒนาระบบตามความต้องการ โดยการว่าจ้างบรษิ ทั ท่รี ับพฒั นาซอฟต์แวร์ หรือโดยนกั คอมพวิ เตอร์ที่อยู่ใน
ฝา่ ยคอมพิวเตอร์ขององคก์ ร เป็นตน้
3. ขอ้ มลู
ขอ้ มูล เป็นองค์ประกอบทส่ี ำคัญอีกประการหน่ึงของระบบสารสนเทศ เปน็ ตัวช้คี วามสำเรจ็
หรือความลม้ เหลวของระบบได้ เนอ่ื งจากต้องมกี ารเกบ็ ขอ้ มลู จากแหล่งกำเนิด ขอ้ มูลจะตอ้ งมีความถกู ตอ้ งและ
ทันสมัย มีการกล่ันกรองและตรวจสอบแล้วเท่าน้ันจงึ จะมปี ระโยชน์โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ เมือ่ ใชง้ านในระดบั กลมุ่
หรือระดบั องค์กร ข้อมลู ต้องมโี ครงสร้างในการจัดเกบ็ ที่เป็นระบบระเบียบเพ่ือการสืบค้นทรี่ วดเร็วและมี
ประสิทธิภาพ
4. บุคคลากร
บุคลากรในระดบั ผู้ใช้ ผบู้ ริหาร ผพู้ ัฒนาระบบ นกั วิเคราะหร์ ะบบ และนักเขียนโปรแกรม
เปน็ องค์ประกอบสำคญั ในความสำเร็จของระบบสารสนเทศ บคุ ลากรมคี วามรู้ ความสามารถทางคอมพวิ เตอร์
มากเท่าใด โอกาสทจ่ี ะใช้งานระบบสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอรไ์ ดเ้ ต็มศกั ยภาพและคมุ้ ค่ายิง่ มากข้นึ
เทา่ นน้ั โดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดบั บุคคลซึ่งเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์มีขีดความสามารถมากข้ึน ทำให้ผู้ใช้มี
โอกาสพัฒนาความสามารถของตนเองและพฒั นาระบบงานได้เองตามความต้องการ สำหรับระบบสารสนเทศ
ในระดับกลุ่มและองคก์ รทีม่ ีความซับซอ้ นมาก อาจจะตอ้ งใชบ้ คุ ลากรในสาขาคอมพิวเตอร์โดยตรงมาพฒั นา
และดูแลระบบงาน
5. กระบวนการวิเคราะห์
ข้ันตอนการปฏบิ ัตงิ านท่ีชัดเจนของผูใ้ ชห้ รอื บุคลากรที่เกย่ี วขอ้ งกเ็ ปน็ เรอื่ งสำคัญอีกประการ
หนึ่ง เมอ่ื ได้พฒั นาระบบงานแลว้ จำเปน็ ต้องปฏบิ ตั งิ านตามลำดับขัน้ ตอน ในขณะใช้งานกจ็ ำเปน็ ต้องคำนงึ ถงึ
ลำดับขน้ั ตอนการปฏิบัติของคนและความสมั พันธ์กับเครื่อง ท้งั ในกรณีปกตแิ ละกรณีฉุกเฉิน เชน่ ข้ันตอนการ
บันทกึ ข้อมูล ขน้ั ตอนการประมวลผล ขนั้ ตอนปฏิบตั เิ มือ่ เครอื่ งชำรุดหรอื ขอ้ มลู เสยี หาย และขนั้ ตอนการทำ
สำเนาข้อมูลสำรองเพอ่ื ความปลอดภัย เป็นตน้ ส่ิงเหลา่ นี้จะตอ้ งมีการซกั ซอ้ ม มีการเตรียมการ และการทำ
เอกสารคู่มือการใชง้ านทชี่ ัดเจน
54
ปัจจัยทท่ี ำให้เกดิ ความลม้ เหลวในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
จากงานวิจัยของ Whittaker (1999: 23) พบว่า ปจั จัยของความลม้ เหลวหรือความผดิ พลาดท่ีเกิดจาก
การนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชใ้ นองคก์ าร มสี าเหตหุ ลัก 3 ประการ ได้แก่
1. การขาดการวางแผนท่ดี พี อ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ การวางแผนจดั การความเสยี่ งไม่ดีพอ ย่ิงองคก์ ารมขี นาดใหญ่
มากขึ้นเท่าใด การจัดการความเสี่ยงย่อมจะมีความสำคัญมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านนี้เพิ่ม
สูงขึ้น
2. การนำเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมมาใช้งาน การนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในองค์การจำเป็นต้อง
พจิ ารณาใหส้ อดคล้องกับลกั ษณะของธรุ กิจหรืองานที่องค์การดำเนินอยู่ หากเลือกใชเ้ ทคโนโลยีทีไ่ ม่สอดรับกับ
ความตอ้ งการขององคก์ ารแล้วจะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา และเป็นการสนิ้ เปลอื งงบประมาณโดยใช่เหตุ
3. การขาดการจัดการหรือสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง การที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้งานใน
องค์กร หากขาดซึ่งความสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงแล้วก็ถือว่าล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น การได้รับ
ความมน่ั ใจจากผู้บริหารระดับสงู เปน็ กา้ วยา่ งทส่ี ำคัญและจำเปน็ ท่ีจะทำใหก้ ารนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้ใน
องคก์ ารประสบความสำเร็จ
สำหรบั สาเหตุของความลม้ เหลวอน่ื ๆ ที่พบจากการนำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้ เช่น ใช้เวลาในการ
ดำเนนิ การมากเกินไป (Schedule overruns), นำเทคโนโลยีท่ีล้ำสมัยหรือยังไมผ่ า่ นการพิสูจน์มาใช้งาน (New
or unproven technology), ประเมินแผนความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไม่ถูกต้อง, ผู้จัดจำหน่าย
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Vendor) ที่องค์การซื้อมาใช้งานไม่มีประสิทธิภาพและขาดความรับผิดชอบ และ
ระยะเวลาของการพัฒนาหรือนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้จนเสร็จสมบูรณ์ใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งปี
นอกจากนี้ ปจั จัยอื่น ๆ ทท่ี ำให้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชไ้ ม่ประสบความสำเรจ็ ในดา้ นผู้ใชง้ านน้นั อาจ
สรปุ ไดด้ งั นี้ คือ
1. ความกลัวการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ผู้คนกลัวที่จะเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งกลัวว่า
เทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามาลดบทบาทและความสำคัญในหน้าที่การงานที่รับผิดชอบของตนให้ลดน้อยลง
จนทำให้ตอ่ ตา้ นการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ
2. การไม่ติดตามข่าวสารความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก หากไม่มั่นติดตามอย่างสม่ำเสมอแล้วจะทำให้กลายเป็นคนล้าหลังและตกขอบ จน
เกิดสภาวะชะงกั งนั ในการเรยี นร้แู ละใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ
55
3. โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศกระจายไม่ท่ัวถงึ ทำให้ขาดความเสมอภาคในการ
ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเกิดการใช้กระจุกตวั เพียงบางพืน้ ที่ ทำให้เป็นอุปสรรคในการใช้งานด้านต่าง ๆ
ตามมา เช่น ระบบโทรศัพท์ อนิ เทอร์เนต็ ความเรว็ สงู ฯลฯ
ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ
การกำเนิดของคอมพิวเตอร์เมื่อประมาณห้าสิบกว่าปีที่แล้ว เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ยุคสารสนเทศ
ในช่วงแรกมีการนำเอาคอมพวิ เตอร์มาใช้เป็นเครื่องคำนวณ แตต่ อ่ มาได้มคี วามพยายามพัฒนาให้คอมพิวเตอร์
เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการจัดการข้อมูล เมื่อเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้สามารถ
สรา้ งคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง แตป่ ระสทิ ธิภาพสงู ขน้ึ สภาพการใชง้ านจงึ ใชง้ านกันอย่างแพรห่ ลาย ผลของ
เทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่และสังคมจึงมีมาก มีการเรียนรู้และใช้สารสนเทศกันอย่าง
กวา้ งขวาง ผลของเทคโนโลยสี ารสนเทศโดยรวมกล่าวได้ดงั น้ี
การสร้างเสริมคณุ ภาพชวี ิตที่ดีข้ึน สภาพความเป็นอยูข่ องสังคมเมือง มีการพัฒนาใช้ระบบสือ่ สารโทรคมนาคม
เพื่อติดต่อสื่อสารให้สะดวกขึ้น มีการประยุกต์มาใชก้ บั เครื่องอำนวยความสะดวกภายในบา้ น เช่น ใช้ควบคุม
เคร่ืองปรับอากาศ ใช้ควมคุมระบบไฟฟา้ ภายในบ้าน เปน็ ต้น
1. เสรมิ สรา้ งความเท่าเทยี มในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยสี ารสนเทศทำใหเ้ กิดการกระจายไปท่ัว
ทกุ หนแห่ง แมแ้ ต่ถน่ิ ทรุ กนั ดาร ทำใหม้ กี ารกระจายโอการการเรียนรู้ มกี ารใช้ระบบการเรยี นการสอนทางไกล
การกระจายการเรยี นรู้ไปยังถิน่ หา่ งไกล นอกจากนีใ้ นปจั จบุ ันมคี วามพยายามทใ่ี ชร้ ะบบการรักษาพยาบาลผ่าน
เครือข่ายส่ือสาร
2. สารสนเทศกับการเรียนการสอนในโรงเรียน การเรียนการสอนในโรงเรียนมีการนำคอมพิวเตอร์และ
เคร่ืองมอื ประกอบชว่ ยในการเรียนรู้ เชน่ วีดิทัศน์ เคร่อื งฉายภาพ คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยจัด
การศกึ ษา จดั ตารางสอน คำนวณระดับคะแนน จดั ชนั้ เรยี น ทำรายงานเพ่อื ให้ผู้บรหิ ารได้ทราบถึงปัญหาและ
การแก้ปัญหาในโรงเรยี น ปจั จบุ นั มกี ารเรียนการสอนทางดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศในโรงเรยี นมากข้นึ
3. เทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ
เช่น การดูแลรักษาป่า จำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การ
พยากรณ์อากาศ การจำลองรปู แบบสภาวะสงิ่ แวดล้อมเพ่อื ปรับปรงุ แกไ้ ข การเกบ็ รวมรวมข้อมลู คณุ ภาพน้ำใน
แม่นำ้ ต่าง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวดั ระยะไกลมาช่วย ทเ่ี รยี กวา่ โทรมาตร เป็น
ต้น
56
4. เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั การป้องกันประเทศ กิจการทางดา้ นการทหารมกี ารใช้เทคโนโลยี อาวุธยทุ โธปกรณ์
สมัยใหม่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และระบบควบคุม มีการใช้ระบบป้องกันภัย ระบบเฝ้าระวังที่มี
คอมพิวเตอรค์ วบคมุ การทำงาน
5. การผลติ ในอตุ สาหกรรม และการพาณิชยกรรม การแขง่ ขนั ทางด้านการผลิตสนิ ค้าอุตสาหกรรมจำเป็นต้อง
หาวธิ ีการในการผลิตให้ได้มาก ราคาถกู ลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอรเ์ ข้ามามีบทบาทมาก มีการใช้ข้อมูลข่าวสาร
เพื่อการบริหารและการจัดการ การดำเนินการและยังรวมไปถึงการให้บริการกับลูกค้า เพื่อให้ซื้อสินค้าได้
สะดวกข้ึน
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการใช้ชวี ติ ในสังคมปัจจบุ ัน
ในภาวะปัจจุบันนน้ั สารสนเทศได้กลายเปน็ ปัจจัยพืน้ ฐานปจั จัยท่ีห้า เพิม่ จากปจั จัยส่ีประการที่มนุษย์
เราขาดเสียมไิ ด้ในการดำรงชวี ิตประจำวัน ไมว่ ่าจะเปน็ สารสนเทศทจี่ ำเป็น ในการประกอบธุรกิจ ในการค้าขาย
การผลิตสินค้า และบริการ หรือการให้บริการสังคม การจัดการทรัพยากรของชาติ การบริหารและปกครอง
จนถงึ เร่อื งเบา ๆ เรื่องไร้สาระบา้ ง เช่น สภากาแฟทส่ี ามารถพบได้ทกุ แหง่ หนในสังคม เรื่องสาระบันเทิงในยาม
พกั ผ่อน ไปจนถึงเร่อื งความเป็นความตาย เชน่ ข่าวอุทกภัย วาตภยั หรอื การทำรฐั ประหารและปฏิวัติ เป็นต้น
ในความคิดเหน็ ของกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ตัง้ แตน่ ักวิชาการ นกั ธุรกจิ นกั สงั คมศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ จนกระท่ัง
ผู้นำต่าง ๆ ในโลก ดังเช่น ประธานาธิบดี Bill Clinton และรองประธานาธิบดี Al Gore ของสหรัฐอเมริกา
สารสนเทศเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในปัจจุบัน และในยุคสังคมสารสนเทศแห่งศตวรรษที่ 21
สารสนเทศจะกลายเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดเหนือสง่ิ อืน่ ใด กลา่ วกนั สั้น ๆ สารสนเทศกำลังจะกลายเป็นฐาน
แหง่ อำนาจอันแท้จริงในอนาคต ท้งั ในทางเศรษฐกจิ และทางการเมอื งในสมยั สงั คมเกษตรน้ัน ปจั จัยพืน้ ฐานใน
การผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ที่ดิน แรงงาน และทุนทรัพย์ ต่อมาในสังคมอุตสาหกรรม การผลิตต้องพึ่งพา
ปัจจัยพื้นฐานเพิ่มเติม ได้แก่ วัสดุ พลังงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสนเทศ สังคมเกษตรและสังคม
อุตสาหกรรมต้องพึ่งพาการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด อันได้แก่ ที่ดิน พลังงาน และวัสดุ เป็นอย่างมาก
และผลของการใช้ทรัพยากรเหล่าน้ันอย่างฟุ่มเฟือยและขาดความระมัดระวัง ก็ได้สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมที่
รุนแรงมาก ซึ่งกำลังคุกคามโลกรวมทั้งประเทศไทย ตั้งแต่ปัญหาการแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศ ภัย
ธรรมชาติท่ีนับวนั จะเพิ่มความถีแ่ ละรุนแรงขึ้น ปัญหาการบ่อนทำลายความสมดุลทางนิเวศวิทยาทัง้ ป่าดงดบิ
ป่าชายเลน ป่าต้นน้ำลำธาร ความแห้งแล้ง อากาศเป็นพิษ แม่น้ำลำคลองท่ีเต็มไปด้วยสารพิษ เจือปน ตลอด
จนถึงปัญหาวิกฤติทางจราจรและภัยจากควันพิษในมหานครทุกแหง่ ทั่วโลกในทางตรงกันข้าม ขบวนการผลติ
การเก็บ และถา่ ยทอดสารสนเทศ อาศัยการใชว้ สั ดุและพลงั งานนอ้ ยมาก และไม่มีผลเสียต่อภาวะแวดลอ้ มหรือ
มีเพียงเล็กน้อยมาก ยิ่งกว่านั้นสารสนเทศจะสามารถช่วยให้กิจกรรมการผลิตและการบริการต่าง ๆ เป็นไป
อยา่ งมีประสิทธภิ าพ เช่น สามารถช่วยให้การผลิตทางอุตสาหกรรมใช้วัตถุดิบ และพลงั งานนอ้ ยลง มีมลภาวะ
57
น้อยลง แต่สินค้ามีคุณภาพดีขึ้นคงทนมากขึ้น ปัญหาวิกฤติทางจราจรในบางด้านก็สามารถผ่อนปรนได้ด้วย
เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ในการชว่ ยติดตอ่ สือ่ สารทางธรุ กิจต่างๆ โดยไมจ่ ำเปน็ ต้องเดนิ ทางด้วยตนเองดงั เช่น
แต่กอ่ น จงึ อาจกลา่ วไดว้ า่ เทคโนโลยสี ารสนเทศจะมสี ว่ นอยา่ งมาก ในการนำสงั คม สูว่ ิวฒั นาการอกี ระดบั หน่ึง
ทอี่ าจเรยี กไดว้ า่ เป็นสังคมสารสนเทศ อนั เป็นสังคมทีพ่ ึงปรารถนาและยงั่ ยืนยง่ิ ข้ึน
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าสังคมต่าง ๆ ในโลก ต่างจะต้องก้าวสู่สังคมสารสนเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เร็วก็ช้า
และน่ันหมายความว่าสังคมจะตอ้ งพ่ึงพาเทคโนโลยีสารสนเทศ อยา่ งแนน่ อน ไมว่ ่าเราจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม
มใิ ช่เพียงแต่เพ่ือสร้างขีดความสามารถในเชิงแขง่ ขันในสนามการค้าระหว่างประเทศ แต่เพือ่ ความอยู่รอดของ
มนุษยชาติ และเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกต่างหากด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีคู่โลกในต้น
ศตวรรษที่ 21 และเป็นแรงกระตุ้นและเปน็ ปัจจัยรองรับ ขบวนการโลกาภิวัตน์ ที่กำลังผนวกสังคมเศรษฐกจิ
ไทยเข้าเป็นอันหนึ่งเดียวกันกับสังคมโลกอันที่จริงเทคโนโลยีสารสนเทศมีใช้ในประเทศไทยเป็นเวลาช้านาน
มาแล้ว เป็นต้นว่า เรามีการใช้โทรศัพท์ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ.
2414 เพยี งแต่ว่าการใช้เทคโนโลยนี ีย้ งั ไมแ่ พรก่ ระจายทวั่ ประเทศและยงั ไม่อย่ใู นระดบั สงู เม่ือเทยี บกับอกี หลาp
ๆ ประเทศในโลกกล่าวกนั อย่างสัน้ ๆ เทคโนโลยสี ารสนเทศ คอื เทคโนโลยีที่เก่ยี วขอ้ งกับการจัดหา วิเคราะห์
ประมวล จดั การและจัดเก็บ เรียกใช้หรอื แลกเปล่ียน และเผยแพร่สารสนเทศ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่า
จะอยู่ในรูปแบบของรูป เสียง ตัวอักษร หรือภาพเคลื่อนไหว รวมไปถึงการนำสารสนเทศและข้อมูลไปปฏิบัติ
ตามเนื้อหาของสารสนเทศนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของผู้ใช้ การจัดหา วิเคราะห์ ประมวล และจัดการกับ
ข่าวสารขอ้ มลู จำนวนมหาศาล จึงขาดเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เสียมไิ ด้ สว่ นการแสวงหาและแลกเปล่ียนข้อมูล
ข่าวสาร อย่างรวดเร็ว ทันเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย และมีประสิทธิภาพ ก็จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยี
โทรคมนาคม และท้ายสุดสารสนเทศที่มี จะก่อให้เกิดประโยชน์จากการบริโภค อย่างกว้างขวางตามแต่จะ
ต้องการและอย่างประหยัดท่ีสุด ก็ต้องอาศัยทง้ั สองเทคโนโลยีขา้ งตน้ ในการจดั การและการสอื่ หรือขนย้ายจาก
แหล่งขอ้ มูลสารสนเทศ ส่ผู ู้บรโิ ภคในทสี่ ุด
ฉะนนั้ เทคโนโลยสี ารสนเทศจงึ ครอบคลุมถึงหลาย ๆ เทคโนโลยีหลัก อันไดแ้ ก่ คอมพวิ เตอรท์ ัง้
ฮารด์ แวร์ ซอฟต์แวร์ และฐานขอ้ มลู โทรคมนาคมซึ่งรวมถงึ เทคโนโลยรี ะบบสื่อสารมวลชน (ไดแ้ ก่ วทิ ยุ และ
โทรทัศน์) ทั้งระบบแบบมีสายและไรส้ าย รวมถึงเทคโนโลยดี ้านอเิ ลก็ ทรอนกิ สต์ า่ ง ๆ อาทิ เทคโนโลยโี ทรทัศน์
ความคมชัดสูง (HDTV) ดาวเทยี มคมนาคม (communications satellite) เส้นใยแก้วนำแสง (fibre optics)
สารกึ่งตัวนำ (semiconductor) ปญั ญาประดษิ ฐ์ (artificial intelligence) อุปกรณ์อัตโนมัตสิ ำนักงาน
(office automation) อุปกรณอ์ ัตโนมตั ใิ นบา้ น (home automation) อุปกรณอ์ ัตโนมตั ิในโรงงาน (factory
automation) เหล่าน้ี เปน็ ต้น
นอกจากการเปน็ เทคโนโลยที ไ่ี ม่ทำลายธรรมชาตหิ รอื สรา้ งมลภาวะ (ในตัวของมันเอง) ต่อสิ่งแวดลอ้ ม
แลว้ คุณสมบัติโดดเด่นอ่นื ๆ ทที่ ำใหม้ ันกลายเป็นเทคโนโลยี ยุทธศาสตร์สำคญั แห่งยุคปัจจุบนั และในอนาคตก็
58
คือ ความสามารถในการเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพและสมรรถภาพในเกือบทกุ ๆ กิจกรรม อาทโิ ดย
1. การลดต้นทนุ หรอื ค่าใชจ้ ่าย
2. การเพม่ิ คณุ ภาพของงาน
3. การสรา้ งกระบวนการหรือกรรมวธิ ใี หม่ ๆ
4. การสรา้ งผลิตภัณฑ์และบรกิ ารใหม่ ๆ ขนึ้
ฉะน้นั โอกาสและขอบเขตการนำ เทคโนโลยนี ้ีมาใช้ จึงมหี ลากหลายในเกอื บทุก ๆ กจิ กรรมกว็ ่าได้
ไมว่ ่าจะเป็นการปกครอง การให้บรกิ ารสงั คม การผลติ ท้ังภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ รวมถงึ การค้า
ทงั้ ภายในและระหว่างประเทศอกี ดว้ ย โดยพอสรปุ ได้ดังต่อไปนี้
ภาคสังคม การบรหิ ารและปกครอง การใหบ้ ริการพ้ืนฐานของรฐั การบรกิ ารสาธารณสขุ การบริการการศกึ ษา
การให้บริการขอ้ มลู และสาระบนั เทงิ การอนุรกั ษส์ งิ่ แวดล้อม การจัดการทรพั ยากรธรรมชาติ การบรรเทาสา
ธารณภัย การพยากรณอ์ ากาศและอุตนุ ิยม ฯลฯ ภาคเศรษฐกจิ การเกษตร การป่าไม้ การประมง การสำรวจ
และขดุ เจาะน้ำมนั และ กา๊ ซธรรมชาติ การสำรวจแรแ่ ละทรพั ยากรธรรมชาตทิ ้ังบนและใตผ้ วิ โลก การก่อสร้าง
การคมนาคมทง้ั ทางบก น้ำ และอากาศ การคา้ ภายในและระหวา่ งประเทศ อุตสาหกรรมการผลิต
อตุ สาหกรรมบริการ อาทิ ธุรกจิ การท่องเที่ยว การเงิน การธนาคาร การขนสง่ และ การประกนั ภัย ฯลฯ
ผลประโยชน์ตา่ งๆ จากการประยุกต์ใชข้ องเทคโนโลยดี ังกล่าว ลว้ นเกิดจากคุณสมบัติพิเศษหลาย ๆ ประการ
ของเทคโนโลยีกลมุ่ นี้ อันสบื เนอื่ งจากการพัฒนาของ เทคโนโลยีท่มี ีอตั ราสูงและอย่างต่อเนอื่ งตลอดหลาย
ทศวรรษทผ่ี า่ นมา ววิ ัฒนาการทางเทคโนโลยีนีส้ ง่ ผลใหร้ าคาของฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ รวมทง้ั คา่ บรกิ าร
สำหรบั การเกบ็ การประมวล และการแลกเปลย่ี นเผยแพร่สารสนเทศมีการลดลงอยา่ งตอ่ เนือ่ งและรวดเร็วทำ
ให้สามารถนำพาอุปกรณต์ า่ ง ๆ ท้ังคอมพวิ เตอรแ์ ละ โทรคมนาคมติดตามตวั ได้ เนอ่ื งจากได้มพี ฒั นาการการ
ยอ่ สว่ นของช้ินส่วน (miniaturization) และพัฒนาการการสอ่ื สารระบบไร้สายประการท้าย ที่จัดวา่ สำคัญท่ีสดุ
ก็วา่ ได้คอื ทำให้เทคโนโลยตี า่ ง ๆ เช่น เทคโนโลยีคอมพิวเตอรแ์ ละการส่อื สารม่งุ เขา้ สูจ่ ุดท่ีใกลเ้ คยี งกนั
(converge)
ประเทศอตุ สาหกรรมในโลกได้เลง็ เหน็ ถึงศักยภาพของเทคโนโลยียทุ ธศาสตร์กลุ่มนี้ จงึ ให้ความสำคัญ
ต่อเทคโนโลยีนีม้ ากกวา่ เทคโนโลยีอืน่ ๆ ทีจ่ ัดเปน็ เทคโนโลยียทุ ธศาสตรส์ ำคญั อีกหลายกลมุ่ ดงั เช่นกลุ่ม
ประเทศ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ได้ศกึ ษาเปรียบเทยี บ
ศักยภาพของเทคโนโลยีไฮเทค 5 กล่มุ สำคัญในปจั จุบนั คอื เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยวี ัสดุใหม่ เทคโนโลยี
อวกาศ เทคโนโลยนี วิ เคลียร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศ ในประเดน็ ผลกระทบสำคญั 5 ประเด็น ได้แก่
(1) การสรา้ งผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ
(2) การปรบั ปรุงกระบวนการผลติ ผลิตภณั ฑ์และบริการ
(3) การยอมรบั จากสงั คม
59
(4) การนำไปใชป้ ระยุกตใ์ นภาค/สาขาอนื่ ๆ
(5) การสร้างงานในทศวรรษปี 1990 ปรากฏวา่ เทคโนโลยีสารสนเทศไดร้ ับการยอมรับในศกั ยภาพสูงสุดในทุก
ๆ ประเดน็
60
บทท3ี่
ความหมายและความเปน็ มาของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ความหมายและความเป็นมาของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศ หรอื ไอที (องั กฤษ: information technology: IT) คือการประยุกตใ์ ช้
คอมพวิ เตอร์และอปุ กรณโ์ ทรคมนาคม เพ่อื จัดเกบ็ ค้นหา ส่งผา่ น และจัดดำเนินการข้อมูล ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับ
ธรุ กจิ หน่ึงหรอื องค์การอ่ืน ๆ ศพั ทน์ ้ีโดยปกติกใ็ ชแ้ ทนความหมายของเครื่องคอมพิวเตอร์และเครือข่าย
คอมพวิ เตอร์ และยังรวมไปถงึ เทคโนโลยกี ารกระจายสารสนเทศอย่างอ่ืนด้วย เช่น โทรทัศน์และ
โทรศพั ท์ อตุ สาหกรรมหลายอย่างเก่ยี วข้องกบั เทคโนโลยีสารสนเทศ
ตวั อยา่ งเชน่ ฮารด์ แวร์ ซอฟตแ์ วร์ อิเล็กทรอนกิ ส์ อุปกรณ์ก่ึงตวั นำ อนิ เทอร์เน็ต อุปกรณ์โทรคมนาคม การ
พาณชิ ยอ์ เิ ล็กทรอนิกส์ และบรกิ ารทางคอมพวิ เตอร์ มนษุ ย์รจู้ ักการจัดเก็บ คน้ คนื จดั ดำเนินการ และส่อื สาร
สารสนเทศมาตัง้ แตย่ ุคเมโสโปเตเมียโดยชาวซเู มอร์ ซึ่งได้พฒั นาเม่อื ประมาณ 3000 ปีกอ่ นคริสตกาล แต่
ศพั ท์ ในความหมายสมัยใหม่ ปรากฏข้ึนเมื่อ ค.ศ. 1958 ในงานพิมพ์ ฮารเ์ วิรด์ บซิ เนสรีวิว (Harvard Business
Review) ซง่ึ เขยี นโดย และ โทมสั แอล. วสิ เลอร์ โดยใหค้ วามเหน็ ไวว้ า่ "เทคโนโลยใี หม่ยังไมม่ ีชอ่ื ท่ตี ั้งขึน้ เป็น
ส่งิ เดียว เราจะเรยี กมันว่า เทคโนโลยสี ารสนเทศ (ไอที)" คำจำกัดความของศพั ทน์ ปี้ ระกอบด้วยเทคโนโลยสี าม
ประเภท ได้แก่ เทคนิคเพอ่ื การประมวลผล การประยุกตใ์ ช้วธิ ีการทางสถติ ิศาสตรแ์ ละคณิตศาสตร์เพ่ือการ
ตดั สนิ ใจ และการจำลองความคิดในระดับท่ีสงู ขน้ึ ผา่ นโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ = พฒั นาการของเทคโนโลยี
สารสนเทศนัน้ อาจแบง่ ได้เป็นสีย่ คุ ตามเทคโนโลยีการจัดเก็บและการประมวลผลที่ใช้ ไดแ้ ก่ ยุคกอ่ นเครอื่ งกล
(3000 ปกี อ่ น ค.ศ. – ครสิ ต์ทศวรรษ 1450) ยุคเคร่อื งกล (1450–1840) ยคุ เครื่องกลไฟฟา้ (1840–1940)
และยุคอิเลก็ ทรอนิกส์ (1940–ปัจจุบัน) บทความนี้จะให้ความสำคญั ไปท่ยี คุ ล่าสุด (ยคุ อิเล็กทรอนกิ ส)์ ซง่ึ เร่มิ
เมื่อประมาณครสิ ต์ทศวรรษ 1940
อปุ กรณไ์ ด้ถกู นำมาใชเ้ พอ่ื ช่วยในการคำนวณเป็นพนั ๆ ปมี าแลว้ น่าจะเป็นในรูปแบบของไมห้ รอื ต้ิวเพ่อื
บนั ทึกการนบั กลไก Antikythera สืบมาจากจุดเริ่มตน้ ของศตวรรษทห่ี นึง่ ก่อนครศิ ตศกั ราชโดยทัว่ ไปถกู
พจิ ารณาว่าเปน็ คอมพิวเตอร์แบบอนาล็อกทใ่ี ช้กลไกที่เกา่ แก่ท่ีสุดเทา่ ทรี่ ูจ้ ักกนั และกลไกที่ใชเ้ ฟอื งท่ีเกา่ แก่
ท่ีสุดเท่าทร่ี ู้จกั กันอุปกรณ์ท่ีใช้เฟอื งทสี ามารถเทยี บได้ไมไ่ ดเ้ กดิ ข้นึ ใน ยุโรปจนถงึ ศตวรรษท่ี 16และมันไม่ได้
เปลย่ี นแปลงจนกระทงั่ ปี ค.ศ. 1645 ที่เครื่องคิดเลขกลไกตัวแรกท่ีมีความสามารถในการดำเนินการคำนวณ
ทางคณิตศาสตร์ขั้นพน้ื ฐานทงั้ สไี่ ด้รับการพฒั นา
คอมพวิ เตอรอ์ เิ ล็กทรอนิกส์ท่ีใชร้ เี ลย์หรอื วาลว์ เร่ิมปรากฏให้เหน็ ในช่วงตน้ ปี ค.ศ. 1940 เครือ่ งกล
ไฟฟา้ Zuse Z3, เสร็จสมบรู ณ์ใน ปี ค.ศ.1941, เปน็ คอมพวิ เตอรท์ ่ีโปรแกรมได้เคร่อื งแรกของโลก และตาม
มาตรฐานท่ที นั สมยั เปน็ หนงึ่ ในเครื่องแรกทอ่ี าจถูกพิจารณาวา่ เปน็ เครื่องคอมพิวเตอร์ทีส่ มบรู ณ์แบบเคร่อื ง
หนึง่ เคร่ือง Colossus, ถูกพฒั นาข้ึนในชว่ งสงครามโลกครงั้ ที่สองเพ่ือถอดรหัสข้อความภาษาเยอรมัน, เป็น
61
คอมพิวเตอรด์ จิ ติ อลอเิ ลก็ ทรอนกิ สต์ ัวแรก แม้วา่ มันจะโปรแกรมได้ มนั กไ็ มไ่ ด้ถกู ใช้เพ่อื วตั ถปุ ระสงคท์ ั่วไป มนั
ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานเพยี งงานเดยี ว มันยังขาดความสามารถในการจัดเกบ็ โปรแกรมในหนว่ ยความจำอกี
ดว้ ย การเขยี นโปรแกรม สามารถทำไดโ้ ดยใช้ปล๊กั และสวิทช์เพ่อื เปล่ียนแปลงการเดนิ สายไฟภายใน
คอมพิวเตอร์ท่ีเก็บโปรแกรมไดแ้ บบดิจิทัลอิเล็กทรอนิกส์ทท่ี ันสมัยและไดร้ ับการยอมรับตัวแรก คอื
Manchester Small-Scale Experimental Machine (SSEM) ซ่งึ เริม่ ใช้โปรแกรมแรกในวันที่ 21 มิถุนายน
ค.ศ. 1948
การพฒั นาของทรานซิสเตอร์ในปลายปี ค.ศ. 1940 ท่ี หอ้ งปฏบิ ัตกิ าร Bell ทำใหเ้ คร่ืองคอมพวิ เตอร์ท่ี
ออกแบบรุ่นใหม่ใช้พลงั งานท่ลี ดลงอยา่ งมาก เครื่องคอมพวิ เตอรท์ ีเ่ กบ็ โปรแกรมไดท้ ใ่ี ช้ในเชิงพาณชิ ยต์ วั แรกชื่อ
Ferranti Mark I ประกอบด้วย วาล์ว 4,050 ตวั และมี การใชพ้ ลงั งาน 25 กิโลวัตต์ เมอื่ เปรียบเทยี บ
คอมพิวเตอรท์ ี่ใช้ทรานซิสเตอร์ตวั แรก, ท่ีถกู พฒั นาข้ึนทมี่ หาวิทยาลัยแหง่ แมนเชสเตอรแ์ ละเปิดใชง้ านในเดือน
พฤศจกิ ายน ปี ค.ศ. 1953, บรโิ ภคพลังงานเพยี ง 150 วตั ตใ์ นรุน่ สุดท้ายของมัน
โครงสรา้ งพืน้ ฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นกรอบงานบรู ณาการภายใต้เครือขา่ ยดจิ ิตอลทำงานอยู่
โครงสรา้ งพ้ืนฐานนี้ประกอบด้วย ศนู ยข์ ้อมลู , เครอ่ื งคอมพิวเตอร์, เครือขา่ ยคอมพิวเตอร์, อุปกรณ์จัดการ
ฐานข้อมูลและระบบการกำกบั ดูแล
ในเทคโนโลยีสารสนเทศและบนอินเทอรเ์ น็ต โครงสร้างพ้ืนฐานเปน็ ฮาร์ดแวรท์ างกายภาพท่ถี กู ใช้ในการ
เชอ่ื มต่อระหวา่ งเครอื่ งคอมพิวเตอรห์ ลายตัวและผู้ใชห้ ลายคน โครงสร้างพ้นื ฐานประกอบดว้ ยสอื่ การส่งผา่ น,
รวมทั้งสายโทรศพั ท์, สายเคเบิลทีวี, ดาวเทยี มและเสาอากาศ และยงั มีเราเตอรห์ ลายตวั ท่ีใช้ถ่ายโอนขอ้ มลู
ระหวา่ งเทคโนโลยกี ารส่งผา่ นทัง้ หลายท่ีแตกต่างกนั
ในการใช้งานบางครง้ั โครงสรา้ งพนื้ ฐานหมายถงึ การเชื่อมตอ่ ฮาร์ดแวรก์ บั ซอฟต์แวร์ และไมต่ ดิ ตอ่ กับ
เครอ่ื งคอมพิวเตอรแ์ ละอปุ กรณอ์ นื่ ๆ ท่ีเช่ือมตอ่ กัน อย่างไรกต็ าม สำหรบั ผใู้ ช้เทคโนโลยีสารสนเทศบางคน
โครงสร้างพนื้ ฐานถกู มองวา่ เปน็ ทกุ อยา่ งท่สี นบั สนุนการไหลและการประมวลผลของข้อมูล
บรษิ ทั โครงสร้างพื้นฐานมีบทบาทสำคญั ในการพัฒนาอนิ เทอร์เนต็ พวกเขามอี ทิ ธิพลวา่ ท่ีไหนบา้ งต้องมี
การเชอ่ื มโยง, ทีไ่ หนบา้ งที่ข้อมลู จะตอ้ งถูกทำให้สามารถเข้าถงึ ได้ และ จำนวนข้อมลู ที่สามารถดำเนินการได้
และทำได้รวดเรว็ ไดอ้ ยา่ งไร
ความหมายของข้อมลู และสารสนเทศ
ขอ้ มลู คือ ข้อเทจ็ จริงเกีย่ วกับเหตกุ ารณ์ หรือขอ้ มูลดบิ ทย่ี ังไม่ผ่านการประมวลผล
สารสนเทศ คอื ข้อมูลที่ได้ผ่านการประมวลผลหรอื จัดระบบแลว้
การประมวลผลข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
อปุ กรณ์จดั เกบ็ ขอ้ มลู
คอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนกิ สร์ ะยะแรก เช่น Colossus ใช้เทปเจาะร(ู เปน็ กระดาษแถบยาวท่ขี ้อมลู ถูก
แทนด้วยชุดของรู) เทคโนโลยที ่ีปจั จุบนั น้ีล้าสมัยไปแลว้ ท่จี ัดเกบ็ ขอ้ มูลอเิ ลก็ ทรอนิกสท์ ่ใี ช้ในเครื่องคอมพวิ เตอร์
ทีท่ นั สมัย ยอ้ นหลงั ไปหลังสงครามโลกครั้งทสี่ อง เมอื่ รปู แบบหนง่ึ ของหน่วยความจำแบบ delay line (เมมโมรี
62
แบบเขา้ ถงึ โดยลำดับ) ถูกพัฒนาขนึ้ เพือ่ ลบล้างความยุ่งเหยงิ จากสญั ญาณเรดาร์ การใชง้ านในทางปฏิบตั เิ ปน็
ครง้ั แรกเปน็ delay line ปรอทอปุ กรณ์จัดเก็บขอ้ มลู ดิจติ อลแบบเข้าถึงโดยการสุม่ ตัวแรกคอื หลอดของ วิล
เลียมส์ ท่มี ีมาตรฐานของหลอดรงั สแี คโทด, แตข่ ้อมูลทีเ่ ก็บไว้ในนัน้ มีความผนั ผวน จะ ตอ้ งได้รับการฟื้นฟอู ยา่ ง
ตอ่ เน่ืองและหายไปเม่ือไฟดบั รปู แบบที่เก่าแกท่ ่ีสุดของตัวจดั เกบ็ ขอ้ มูลในคอมพวิ เตอรโ์ ดยไม่ผนั ผวนคอื กลอง
แม่เหล็ก (องั กฤษ: magnetic drum) ทถี่ กู คิดคน้ ใน ปี ค.ศ. 1932 และถูกใชใ้ นเครื่อง Ferranti Mark 1 ซ่งึ
เป็น คอมพวิ เตอร์อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์วัตถุประสงค์ท่วั ไปท่ใี ช้ในเชิงพาณชิ ย์เครอื่ งแรกของโลก ไอบเี อม็ เปิดตวั
ฮารด์ ดสิ ก์ไดรฟต์ ัวแรกในปี ค.ศ. 1956 เพ่ือเปน็ ส่วนหนงึ่ ของระบบคอมพิวเตอร์ 305 RAMAC ของพวก
เขา ขอ้ มูลดจิ ิตอลส่วนใหญใ่ นปัจจุบันจะยังคงถูกเก็บไวใ้ นรูปสนามแม่เหลก็ ในฮาร์ดดสิ ก์ หรือในรูปแสงบนส่ือ
เชน่ ซดี รี อมจนกระทัง่ ปี ค.ศ. 2002 ข้อมูลส่วนใหญ่ ถกู เก็บไว้บนอปุ กรณ์แบบอนาลอ็ ก แต่ในปเี ดยี วกัน
ความสามารถในการจดั เกบ็ ข้อมูลดิจิทัลกเ็ กนิ อนาลอ็ กเป็นครงั้ แรก ขณะที่ปี ค.ศ. 2007 เกอื บ 94% ของ
ข้อมลู ทถ่ี กู จัดเกบ็ ทั่วโลกเป็นดจิ ิทลั 52% ในฮาร์ดดิสก์, 28% บนอุปกรณแ์ สง และ 11% ในเทปแม่เหลก็ ดิจิทัล
คาดว่าความจทุ ่ัวโลกในการจัดเก็บข้อมลู บนอุปกรณอ์ เิ ลก็ ทรอนกิ ส์จะเพิม่ ข้นึ จาก น้อยกว่า 3 exabytes ใน
ค.ศ.1986 ไปเปน็ 295 exabytes ในปี ค.ศ. 2007 เป็นสองเท่าทกุ ๆ 3 ปี
ฐานขอ้ มูล
ระบบการจัดการฐานข้อมูลเกิดขึ้นใน ปี ค.ศ.1960 เพ่อื แกไ้ ขปญั หาการจดั เก็บและเรียกใชข้ ้อมูล
จำนวนมากไดอ้ ย่างถกู ต้องและรวดเร็ว หนงึ่ ในระบบดังกล่าวแรกสุดเป็นระบบ Information Management
System (IMS) ของไอบีเอ็ม, ซึ่งยงั คงใช้งานอย่างกวา้ งขวางกว่า 40 ปีต่อมา IMS เกบ็ ข้อมูลตามลำดบั ข้นั แต่
ในปี ค.ศ.1970 เท็ด Codd เสนอรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลที่สัมพนั ธ์เป็นทางเลือก อยบู่ นพน้ื ฐานของการตงั้
ทฤษฎแี ละตรรกะ คำกริยาและแนวคิดท่คี นุ้ เคยของตาราง แถวและคอลมั น์ ระบบการจดั การฐานข้อมูลเชงิ
สัมพนั ธ์ ในเชิงพาณชิ ย์ (อังกฤษ: relational database management system หรือ RDBMS) มีใหบ้ รกิ าร
เป็นคร้ังแรกโดยบริษทั ออราเคิล ในปี ค.ศ.1980
ทุกระบบการจัดการฐานข้อมูลประกอบดว้ ยจำนวนขององค์ประกอบท่รี ว่ มกนั ยอมใหข้ อ้ มูลท่ีพวกมนั
เกบ็ ไว้สามารถเข้าถึงไดพ้ รอ้ มกนั โดยผู้ใช้หลายคนในขณะทย่ี ังรกั ษาความสมบรู ณ์ของขอ้ มูลไวด้ ว้ ย ลักษณะ
ของฐานขอ้ มูลทั้งหมดเปน็ โครงสรา้ งของข้อมลู ที่พวกมนั เกบ็ ไวถ้ กู กำหนดและจดั เก็บไวแ้ ยกต่างหากจากข้อมูล
ของตวั มันเองในโครงสรา้ งแบบสกมี า
ภาษามารก์ อปั ขยายได้ (XML ) ไดก้ ลายเปน็ รูปแบบทนี่ ิยมสำหรบั การแทนข้อมูลในหลายปีท่ีผ่านมา
แม้วา่ ข้อมลู XML จะถูกเกบ็ ไว้ในระบบไฟลป์ กติ มนั จะถูกจัดเก็บโดยท่วั ไปในฐานขอ้ มลู เชิงสัมพันธ์ เพอื่ ใช้
ประโยชนจ์ าก "การดำเนินงานที่แข็งแกรง่ ท่ีถกู ตรวจสอบโดยหลายปีความพยายามทงั้ ทางทฤษฎแี ละปฏบิ ตั ิ"
ของพวกเขาเนื่องจากการววิ ฒั นาการของ Standard Generalized Markup Language ( SGML ) โครงสรา้ ง
ที่มพี ื้นฐานมาจากขอ้ ความของ XML ได้เสนอข้อไดเ้ ปรยี บของการเป็นทงั้ เครือ่ งและสงิ่ ท่มี นษุ ยส์ ามารถอ่านได้
63
การคน้ คืนขอ้ มูล
รูปแบบฐานขอ้ มูลเชิงสมั พันธ์ไดแ้ นะนำใหร้ ู้จกั การเขยี นโปรแกรมอสิ ระภาษา ชือ่ Structured Query
Language (SQL) ทม่ี พี น้ื ฐานจากพชี คณิตสัมพนั ธ์
คำวา่ "ข้อมลู "และ"สารสนเทศ" ไมใ่ ชค่ ำเดยี วกนั อะไรที่เก็บไวเ้ ปน็ ข้อมูล แตม่ นั จะกลายเปน็ สารสนเทศ
ก็ตอ่ เมอื่ มันถูกจัดระเบียบและนำเสนอความหมาย ส่วนใหญข่ องข้อมลู ดจิ ิตอลของโลกไมม่ โี ครงสรา้ งและถูก
เกบ็ ไวใ้ นหลายรูปแบบทางกายภาพท่แี ตกต่างกนั แมจ้ ะอยู่ในองคก์ รเดยี วกันกต็ าม คลงั ขอ้ มูลเร่ิมถูกพฒั นา
ในช่วงปี ค.ศ.1980 ท่จี ะรวมรา้ นค้าทแี่ ตกต่างกันเหลา่ นี้ พวกมนั มักจะมีข้อมลู ทร่ี วบรวมจากแหล่งต่าง ๆ
รวมทั้งแหลง่ ภายนอกเช่น Internet, ที่ถกู จดั ในลักษณะเพื่ออำนวยความสะดวกให้ระบบสนับสนุนการ
ตัดสินใจ (องั กฤษ: decision support system หรอื DSS)
การส่งผ่านขอ้ มูล
การส่งผา่ นขอ้ มลู มี 3 มุมมอง ได้แก่ การส่ง, การแพร่ และการรับมนั สามารถจำแนกกวา้ ง ๆ เป็น การ
กระจายออกไปในส่อื ท่ีขอ้ มูลจะถูกสง่ ไปทิศทางเดียวลงไปท้ายน้ำหรือการส่ือสารโทรคมนาคมทม่ี ี 2 ช่องทาง
ไปทางต้นนำ้ และปลายน้ำ
XML ถกู นำมาใช้งานมากขน้ึ เพ่ือเป็นวธิ ีการของแลกเปลี่ยนขอ้ มูลตัง้ แตช่ ว่ งต้นยคุ ค.ศ. 2000
โดยเฉพาะอยา่ งย่ิง สำหรับการปฏิสมั พันธ์แบบเคร่อื งต่อเคร่อื ง เช่น ผู้ท่เี กย่ี วข้องในโพรโทคอลท่ีใช้กบั เวบ็ เช่น
SOAP ทีอ่ ธิบาย "ขอ้ มลู ในการขนสง่ มากกว่า ... ข้อมลู ทพี่ กั อย"ู่ หนึง่ ในความท้าทายของการใชง้ านดังกล่าว
เปน็ การแปลงข้อมูลจากฐานข้อมูลเชิงสมั พนั ธ์ ใหเ้ ป็นโครงสร้าง (รักอิ๋ว) XML Document Object Model
(DOM)
การจัดดำเนนิ การขอ้ มลู
ฮิลแบรต์ และ โลเปซ ระบุการก้าวแบบ exponential ของการเปลย่ี นแปลงทางเทคโนโลยี ( ชนดิ ของ
กฎของมัวร)์ : ความสามารถในการประยกุ ตใ์ ช้เฉพาะงานของเคร่อื งเพื่อคำนวณขอ้ มูลตอ่ หัวจะประมาณสอง
เท่าทกุ ๆ 14 เดอื นระหว่างปี ค.ศ. 1986 ถงึ ค.ศ. 2007 ความสามารถต่อหวั ของเครือ่ งคอมพวิ เตอร์
วตั ถปุ ระสงค์ท่ัวไปของโลกจะเป็นสองเท่าทุก ๆ 18 เดือนในชว่ งสองทศวรรษเดียวกัน; ความสามารถในการ
สือ่ สารโทรคมนาคมระดบั โลกตอ่ หัวจะเป็นสองเท่าทุก ๆ 34 เดือน ความจุของตวั เก็บข้อมูลของโลกต่อหวั
ต้องการประมาณ 40 เดือนจงึ จะเป็นสองเท่า (ทกุ 3 ป)ี ; และ ต่อหัวของข้อมลู ที่กระจายไปในสอื่ จะเป็นสอง
เท่าทกุ ๆ 12.3 ปี ขอ้ มลู จำนวนมหาศาลจะถกู เกบ็ ไว้ทวั่ โลกทกุ วนั นอกจากมันจะสามารถถูกวเิ คราะหแ์ ละ
นำเสนอไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ มนั จำเป็นท่จี ะถกู เกบ็ อยู่ในส่ิงท่ถี กู เรยี กวา่ สสุ านข้อมูล: "เป็นคลงั เก็บข้อมูลที่
ไมค่ อ่ ยมกี ารเข้าเยี่ยมชม" เพื่อแก้ไขปัญหาน้ัน สาขาของเหมอื งขอ้ มูล "กระบวนการของการค้นพบรปู แบบท่ี
นา่ สนใจและ ความร้จู ากข้อมูลจำนวนมาก"เกดิ ข้ึนใน ช่วงปลายปี ค.ศ.1980
องค์ประกอบของระบบสารสนเทศท่ีใช้คอมพวิ เตอร์
1.ฮารด์ แวร์ (Hardware) อุปกรณ์ทชี่ ่วยในการปอ้ นขอ้ มลู ประมวลผล จัดเกบ็ และผลติ เอาทพ์ ุท
ออกมาในระบบสารสนเทศ(อุปกรณ์อเิ ล็กทรอนิกสท์ ี่สามารถจับตอ้ งได้)
64
2.ซอฟต์แวร์ (Software) โปรแกรมคอมพิวเตอรท์ ีช่ ่วยใหฮ้ าร์ดแวร์ทำงานฐานขอ้ มลู คือ การจัดระบบ
ของแฟ้มข้อมลู ซงึ่ เกบ็ ข้อมลู ท่ีเกย่ี วขอ้ งกนั
3.เครือข่าย (Network) การเชอื่ มโยงคอมพิวเตอร์เข้าดว้ ยกนั เพ่ือช่วยให้มีการใช้ทรพั ยากรร่วมกัน
และช่วยในการติดตอ่ ส่อื สาร
4.กระบวนการ (procedure) ได้แก่ นโยบาย กลยุทธ์ วิธกี ารและกฎระเบียบต่างๆ ในการใช้ระบบ
สารสนเทศ
5.บคุ คล (People) บุคคลทเี่ กย่ี วข้องในระบบสารสนเทศ เชน่ ผูอ้ อกแบบ ผู้พัฒนาระบบ ผู้ดแู ลระบบ
และผู้ใชร้ ะบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์
ประเภทของระบบคอมพวิ เตอร์
1. ซุปเปอร์คอมพวิ เตอร์ (Super computer) คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ มกี ำลงั มากที่สดุ ราคาแพงท่ีสดุ
สามารถประมวลผลคำสั่งไดน้ บั พันลา้ นคำส่ังในหนง่ึ วินาที มักใชเ้ กบ็ ข้อมลู ขนาดใหญ่ และตอ้ งการความเร็วสูง
มกั ใชใ้ นงานทางวทิ ยาศาสตร์
2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe computer) คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ แต่เล็กกว่า super computer มี
ความจำและความเรว็ นอ้ ยลงอนยิ มใช้งานกับธรุ กิจขนาดใหญ่ เชน่ ธนาคาร โรงแรม
3. มนิ ิคอมพวิ เตอร์ (Mini computer) ทำงานรว่ มกบั อุปกรณ์รอบขา้ งที่มคี วามเรว็ สงู ได้ ใช้ในงาน เช่น กรม
กอง มหาวทิ ยาลยั ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ เปน็ คอมพิวเตอรท์ ีใ่ ช้ในธุรกจิ ขนาดกลาง และเลก็ ตอ้ งการ
ความสามารถในการประมวลผลสูง และราคาไมส่ ูงเกนิ ไป
4.ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) เครือ่ งประมวลผลขอ้ มลู ขนาดเลก็ มสี ว่ นของหนว่ ยความจำและ
ความเร็วในการประมวลผลน้อยทีส่ ุด มี 2 ประเภท
1.แบบติดตง้ั ใชง้ านอยูก่ ับที่บนโตะ๊ ทำงาน
2.แบบเคลื่อนยา้ ยได้
ววิ ัฒนาการของคอมพวิ เตอร์
ยุคแรก ใชห้ ลอดสุญญากาศ ใช้กำลังไฟฟ้าสงู มปี ญั หาเรื่องความร้อนและไส้ จึงทำใหห้ ลอดขาดบ่อย
ยคุ ท่สี อง เปน็ คอมพวิ เตอร์ท่ใี ช้ทรานซิสเตอร์ มีแกนเฟอร์ไรทเ์ ป็นหนว่ ยความจำ มอี ุปกรณ์เกบ็ ข้อมลู
สำรองในรปู ของส่อื บันทึกแมเ่ หล็ก มภี าษาฟอรแ์ ทน ภาษาโคบอล
ยคุ ทส่ี าม เป็นคอมพวิ เตอร์ที่ใช้วงจรรวม (IC) โดยวงจรรวมแต่ละตวั จะมีทรานซิสเตอร์บรรจใุ นวงจร
ยคุ ท่สี ี่ ใช้วงจรรวมความจุสงู มาก (VLSI) นำ IC มารวมเข้าไวด้ ้วยกนั คอมพวิ เตอรจ์ ะมีขนาดเล็กลง
ยคุ ท่ีห้า เป็นผลจากวชิ าการด้านปญั ญาประดิษฐ์ (AI) ประเทศตา่ งๆท่วั โลกเกบ็ ความรอบรู้ตา่ งๆเขา้ ไว้
ในเครอ่ื ง สามารถเรยี กค้นและดงึ ความร้มู าใช้ประโยชน์
65
อนิ เตอรเ์ นต็ เบอ้ื งต้น
อินเตอรเ์ นต็ คือ เครอื ข่ายของเครอื ขา่ ย หรอื ระบบเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ขนาดใหญ่ทส่ี ดุ ในโลก ท่ี
เชอื่ มโยงระบบเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์ทั่วโลกเขา้ ไว้ด้วยกัน อนิ เตอร์เน็ตเปน็ โครงการของ ARPAnet ซ่ึงเปน็
หนว่ ยงานท่ีสงั กดั กระทรวงกลาโหมของสหรฐั เพื่อการตดิ ตอ่ ทางด้านการทหาร และถกู พัฒนาเร่ือยมา โดย
สถาบนั ตา่ งๆ เช่น มหาวิทยาลยั แคลิฟอเนีย สถาบนั วิจัยสแตนด์ฟอรด์
อินทราเน็ต ระบบเครือขา่ ยคอมพวิ เตอรท์ เ่ี ช่อื มโยงภายในองค์กร ตัง้ แต่ 2 เครอื ขา่ ยขึ้นไป
เอก็ ซ์ทราเน็ต ระบบเครอื ข่ายท่เี ชื่อมระหวา่ งองค์กรต่างๆ ทมี่ ีอนิ ทราเนต็ เข้าดว้ ยกัน ตั้งแต่ 2 เครือขา่ ยขนึ้ ไป
ระบบช่อื โดเมน มกี ารกำหนดช่อื แทนรหัส IP โดยมกี ารตั้งชอ่ื สำหรบั เคร่อื งคอมพิวเตอรแ์ ต่ละเคร่อื งทอ่ี ยูบ่ น
เครือข่าย เชน่ nontri.ku.ac.th
เทคโนโลยแี ละสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้
ความหมายและความสำคัญทเี่ กี่ยวกบั เทคโนโลยแี ละสารสนเทศเพอื่ การเรียนรู้ ลกั ษณะเฉพาะของ
เทคโนโลยีและสารสนเทศเพอื่ การศึกษา องคป์ ระกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื การเรียนรู้ บทบาทของ
เทคโนโลยแี ละสารสนเทศที่มีต่อการจัดการศกึ ษา การผลติ สารสนเทศจากขอ้ มลู เพ่อื ใชจ้ ัดการเรียนรู้
ประโยชน์ของระบบสารสนเทศต่อการจัดการศกึ ษาและการเรยี นรู้ แนวโนม้ ของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อ
กระบวนการจดั การศึกษาและการเรียนรู้
ตลอดระยะเวลาของการปฏิรูปการศกึ ษาท่ีผา่ นมา ทกุ ภาคส่วนตา่ งเร่งพัฒนาการศึกษา มงุ่ เนน้ ให้
การศกึ ษานำไปสู่การพัฒนาคณุ ภาพของคน เพ่อื ให้คนน้นั เป็นพลังสำคัญไปช่วยพัฒนาประเทศ เทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ในโลกปัจจุบนั จึงเป็นเคร่ืองมือ วธิ ีการทชี่ ่วยเพ่ิมประสิทธภิ าพของการจดั
การศกึ ษา เช่น ช่วยนำการศึกษาให้เข้าถงึ ประชาชน (Access) ส่งเสริมการเรยี นรนู้ อกระบบและการเรียนรู้
ตามอัธยาศัย ชว่ ยจัดทำข้อมูลสารสนเทศเพือ่ การบรหิ ารและจัดการ ชว่ ยเพ่มิ ความรวดเรว็ และแม่นยำในการ
จัดทำขอ้ มูลและการวเิ คราะหข์ อ้ มลู การเก็บรกั ษา และการเรยี กใช้ในกจิ กรรมตา่ ง ๆ ในงานจัดการศกึ ษา
โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ การใช้เทคโนโลยีเพ่ือช่วยการเรยี นการสอน
ปัจจุบันเรามอิ าจจะปฎเิ สธไดเ้ ลยว่าเราไดอ้ ยู่ท่ามกลางกระแสของสังคมดิจติ อล อนั เปน็ ฐานสำคัญของ
ของขอ้ มูล ทีน่ ำไปสู่การพัฒนาในเกือบทกุ ๆดา้ น โครงสรา้ งระบบเศรษฐกิจกก็ ้าวสู่เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital
Economy) อกี ทงั้ สงั คมได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมใหมท่ ่ีเป็นสังคมแห่งความรอบรู้ (Knowledge Base
Society) และภมู ปิ ัญญา มกี ารใชภ้ ูมปิ ญั ญาและความรูห้ ลากหลายแขนงในการดำเนินกิจการตา่ งๆมากข้นึ
แรงผลักดนั ใหส้ ังคมเปลย่ี นแปลงมาสู่สังคมดจิ ิตอล ก็มาจากพฒั นาการทางด้านเทคโนโลยีในหลายๆแขนง มี
ผลติ ภัณฑ์ หรอื องคป์ ระกอบทางด้านดิจิตอลทไ่ี ด้เกิดขึน้ อยา่ งมากมาย เช่น การบรกิ ารข่าวสาร ข้อมลู หรือสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ ส่ี ง่ ผ่านเครอื ขา่ ยไปสู่ผู้บริโภคในหลากหลายวิธีการ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศพั ท์
นอกจากนยี้ งั เปน็ แรงผลักดันทีส่ ำคญั ทที่ ำให้สงั คมการเรียนรู้ ได้เปดิ กวา้ งไปสังคมแหง่ ความรอบรไู้ รพ้ รมแดน
66
สาระสำคญั ท่นี ำไปสู่การจัดการศึกษาและการเรียนรทู้ ส่ี อดคลอ้ งกับพฒั นาการของกระแสแหง่ สังคมดิจิตอล
กันอนั ได้แก่
1. เทคโนโลยีการศึกษา
2. สารสนเทศการศึกษา
3. เทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยกี ารสือ่ สาร
- เทคโนโลยีเครือข่าย โดยเฉพาะเครอื ข่าย Integrated services digital network : ISDN ทว่ี าง
มาตรฐานสำหรบั การรวมเครอื ขา่ ยโทรศพั ท์และเครอื ข่ายขอ้ มูลที่เคยแยกกนั บรกิ ารเสยี งและข้อมูล
จะถกู รวม (Integrated) บนเครือข่าย ISDN เน่ืองจากทั้งเสียงและขอ้ มูลจะได้รับการแปลงเป็น
ดจิ ติ อลบิต (Digital Bit) เช่นเดียวกัน สง่ ผลให้ข้อจำกดั ในการส่ือสารข้อมลู บนเครอื ข่ายโทรศพั ทห์ มด
ไป ผู้ใช้สามารถพูดคยุ และส่งข้อมูลจำนวนมากบนสายเดยี วกนั ประกอบกับการที่เครือขา่ ยดงั กล่าวใช้
เทคนิคการสง่ ผ่านข้อมูลและการสลับสายที่ก้าวหน้าท่เี รยี กว่า Asynchronous Transfer Mode :
ATM จะสง่ ผลใหบ้ ริการสื่อมัลตมิ ีเดยี ในระบบดจิ ิตอล (Digitized multi-media) ทำไดอ้ ยา่ งมี
ประสทิ ธิภาพ
- เทคโนโลยีการส่งผ่านขอ้ มูล (Telecommunications Transmission Technology) เปน็ เทคโนโลยี
ทพี่ ฒั นาใหส้ ามารถรองรับการส่งผ่านข้อมลู ท้ัง ปริมาณของขอ้ มลู ความเรว็ การผนวกรวม
ช่องสญั ญาณร่วมกัน เป็นพฒั นาการมาตัง้ แต่เทคโนโลยสี ัญญาณคลนื่ ความถ่ี เทคโนโลยีไมโครเวฟ
เทคโนโลยีดาวเทียม จนมาถงึ เทคโนโลยีเคเบิลใยแกว้ นำแสง ล้วนแต่ไดร้ บั การพัฒนาไปอยา่ งรวดเรว็
โดยเฉพาะเคเบิลใยแก้วนำแสงหน่งึ ใยแกว้ สามารถส่งผ่านสญั ญานคู่การส่ือสารโทรศพั ท์จำนวน
30,000คูส่ ัญญาณได้พร้อมกันในเวลาเพยี งแค่ 0.1 mm in diameter ซ่ึงในสายเคเบิลเส้นหน่งึ
ประกอบไปดว้ ยเสน้ ใยแก้วมากมาย
โครงสรา้ งพืน้ ฐานสารสนเทศท่ีทันสมยั จะประกอบไปด้วยเครอื ข่ายหลกั 6 เครอื ข่าย ดงั ต่อไปน้ี
1. เครอื ข่ายโทรศัพท์พน้ื ฐาน (Public Telephone Network)
2. เครือขา่ ยการส่ือสารโทรศัพทเ์ คล่อื นที่ (Cellular and other mobile communications
networks)
3. การแพรส่ ญั ญาณโทรทศั น์ (Terrestrial broadcast television)
4. เครอื ขา่ ยเคเบิลทีวี (Cable television networks)
5. บริการดาวเทยี มส่งตรงถงึ บา้ น (Direct to home (DTH) satellite services)
6. เครอื ขา่ ยอนิ เทอร์เนต็ (Internet)
เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจำแนกตามลกั ษณะการใชง้ านได้เปน็ 6 รปู แบบ ดังนี้ตอ่ ไปนี้ คอื
67
1. เทคโนโลยีท่ใี ช้ในการเก็บขอ้ มลู เชน่ ดาวเทยี มถ่ายภาพ, กลอ้ งถ่ายภาพดิจติ อล, กล้องวดี ีทัศน์ เปน็
ตน้
2. เทคโนโลยีทีใ่ ช้ในการบันทกึ ขอ้ มูล จะอย่ใู นรปู สอ่ื บันทึกขอ้ มูลตา่ ง ๆ เช่น บัตรเอทเี อ็ม แผน่ CD /
DVD, ม้วนเทปบนั ทึก, Flash memory , Harddisk เป็นตน้
3. เทคโนโลยีที่ใช้ในการประมวลผลขอ้ มูล ไดแ้ ก่ เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟตแ์ วร์
4. เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผลข้อมูล เช่น เครือ่ งพิมพ์, จอภาพ, พลอตเตอร์ ฯลฯ
5. เทคโนโลยีท่ีใช้ในการจัดทำสำเนาเอกสาร เชน่ เครอ่ื งถา่ ยเอกสาร, เครือ่ งถ่ายไมโครฟิลม์ เครอื่ งอัด
สำเนาดิจติ อล
6. เทคโนโลยีสำหรับถ่ายทอดหรอื สอ่ื สารขอ้ มูล ได้แก่ ระบบโทรคมนาคมตา่ ง ๆ เช่น โทรทัศน์,
วทิ ยกุ ระจายเสยี ง, และระบบเครือขา่ ยคอมพวิ เตอรท์ ง้ั ระยะใกล้และไกล
ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื การเรียนรู้ เทคโนโลยสี ารสนเทศหรอื ไอทีนั้นมคี วามสำคัญ
มากกว่าเทคโนโลยีอ่ืนใดทมี่ นุษย์ เคยคิดคน้ ขึ้น แมโ้ ดยพืน้ ฐานแลว้ เทคโนโลยีสารสนเทศจะไม่ทำให้เกดิ
อนั ตรายรา้ ยแรงอย่างเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ไมท่ ำใหโ้ ลกรำ่ รวยดว้ ยอาหารเหมือนเทคโนโลยกี ารเกษตรและ
อาหาร และไมอ่ าจทำใหม้ นษุ ยม์ ชี วี ิตยืนยาวไม่เจ็บป่วยเหมอื นเทคโนโลยีการแพทย์ แต่เทคโนโลยีทง้ั หลายที่
ระบมุ านี้ล้วนแลว้ แต่พัฒนาก้าวหน้ามาถึงระดับนไี้ ด้ เพราะมีเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นรากฐาน หากขาดซ่งึ
เทคโนโลยีสารสนเทศแลว้ เทคโนโลยตี า่ ง ๆ จะไม่มีความกา้ วหนา้ มากดงั ท่ีเป็นในปัจจบุ นั
คณุ ลักษณะของสารสนเทศทดี่ ี (Characteristics of Information)
สารสนเทศท่ดี ีควรมีคณุ ลักษณะดงั ต่อไปนี้
1. สารสนเทศท่ีดีต้องมีความความถกู ต้อง (Accurate) และไมม่ ีความผิดพลาด
2. ผทู้ ี่มีสิทธิใช้สารสนเทศสามารถเขา้ ถึง (Accessible) สารสนเทศไดง้ ่าย ในรูปแบบ และเวลาที่
เหมาะสม ตาม ความตอ้ งการของผู้ใช้
3. สารสนเทศต้องมีความชดั เจน (Clarity) ไม่คลมุ เครอื
4. สารสนเทศที่ดตี ้องมีความสมบรู ณ์ (Complete) บรรจุไปดว้ ยขอ้ เท็จจริงทมี่ สี ำคญั ครบถว้ น
5. สารสนเทศตอ้ งมีความกะทัดรดั (Conciseness) หรอื รัดกมุ เหมาะสมกับผู้ใช้
6. กระบวนการผลติ สารสนเทศตอ้ งมีความประหยดั (Economical) ผทู้ ่ีมหี นา้ ทต่ี ัดสนิ ใจมกั จะตอ้ ง
สร้างดลุ ยภาพ ระหว่างคณุ ค่าของสารสนเทศกับราคาที่ใช้ในการผลติ
7. ตอ้ งมีความยดึ หย่นุ (Flexible) สามารถในไปใช้ในหลาย ๆ เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์
8. สารสนเทศที่ดีต้องมีรปู แบบการนำเสนอ (Presentation) ท่เี หมาะสมกับผู้ใช้ หรือผูท้ ่เี กี่ยวข้อง
9. สารสนเทศที่ดีต้องตรงกับความตอ้ งการ (Relevant/Precision) ของผู้ท่ีทำการตดั สินใจ
68
10. สารสนเทศที่ดีตอ้ งมีความน่าเช่ือถือ (Reliable) เชน่ เปน็ สารสนเทศที่ได้มาจากกรรมวิธีรวบรวม
ท่ีนา่ เชือ่ ถอื หรือแหลง่ (Source) ทนี่ า่ เช่อื ถือ เป็นตน้
11. สารสนเทศที่ดคี วรมีความปลอดภัย (Secure) ในการเข้าถึงของผ้ไู ม่มีสิทธิใชส้ ารสนเทศ
12. สารสนเทศท่ีดคี วรงา่ ย (Simple) ไม่สลับซบั ซอ้ น มีรายละเอยี ดที่เหมาะสม (ไมม่ ากเกินความ
จำเปน็ )
13. สารสนเทศท่ีดีตอ้ งมีความแตกต่าง หรือประหลาด (Surprise) จากข้อมลู ชนิดอ่นื ๆ
14. สารสนเทศที่ดตี อ้ งทันเวลา (Just in Time : JIT) หรอื ทนั ตอ่ ความต้องการ (Timely) ของผู้ใช้
หรอื สามารถสง่ ถึงผรู้ ับได้ในเวลาท่ีผูใ้ ชต้ ้องการ
15. สารสนเทศที่ดีตอ้ งเปน็ ปจั จุบนั (Up to Date) หรอื มีความทนั สมัย ใหมอ่ ย่เู สมอ มเิ ชน่ น้ันจะไม่
ทนั ต่อการ เปลี่ยนแปลงท่ดี ำเนินไปอย่างรวดเรว็
16. สารสนเทศที่ดตี อ้ งสามารถพิสจู นไ์ ด้ (Verifiable) หรอื ตรวจสอบจากหลาย ๆ แหล่ง ได้ว่ามีความ
ถูกตอ้ ง
องค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื การเรียนรู้ ในส่วนขององค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศเพอ่ื
การเรยี นรหู้ ากพิจารณาไดใ้ น 2 ลักษณะ คือ
1. องค์ประกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ พิจารณาเชงิ เทคโนโลยี
จะประกอบด้วยเทคโนโลยี 2 สาขาหลกั คอื เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม
1.1 เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์ คอมพวิ เตอร์เป็นเครอ่ื งอเิ ล็กทรอนกิ ส์ท่ีสามารถจดจำข้อมูลต่าง ๆ และ
ปฏบิ ตั ิตามคำส่งั ที่บอก เพอ่ื ให้คอมพวิ เตอร์ทำงานอย่างใดอยา่ งหนึง่ ให้ คอมพวิ เตอร์นน้ั ประกอบดว้ ยอปุ กรณ์
ต่าง ๆ ตอ่ เช่อื มกันเรยี กวา่ ฮารด์ แวร์ (Hardware) และอปุ กรณ์ฮารด์ แวร์นีจ้ ะตอ้ งทำงานร่วมกับโปรแกรม
คอมพวิ เตอรห์ รือท่ีเรยี กกันว่า ซอฟต์แวร์ (Software) (มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช. สาขาวิชา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2546: 4)
1.2 เทคโนโลยีสือ่ สารโทรคมนาคม เทคโนโลยีสอ่ื สารโทรคมนาคม ใช้ในการติดต่อ ส่อื สาร รบั -ส่ง
ข้อมูลจากทีห่ น่ึงไปส่อู กี ท่หี น่งึ เปน็ การสง่ ของข้อมูลระหวา่ งคอมพิวเตอรห์ รือเครอื่ งมือที่อยู่หา่ งไกลกัน ซง่ึ จะ
ช่วยใหก้ ารเผยแพรข่ ้อมูลหรือสารสนเทศไปยังผูใ้ ช้ในแหล่งตา่ ง ๆ เป็นไปอยา่ งสะดวก รวดเรว็ ถูกต้อง
ครบถ้วน และทันการณ์ ซ่ึงรูปแบบของขอ้ มลู ทรี่ ับ/สง่ อาจเป็นตัวเลข (Numeric Data) ตัวอักษร (Text) ภาพ
(Image) และเสยี ง (Voice) เทคโนโลยีที่ใช้ในการสือ่ สารหรอื เผยแพรส่ ารสนเทศ ไดแ้ ก่ เทคโนโลยีทใ่ี ช้ใน
ระบบโทรคมนาคมท้งั ชนิดมสี ายและไรส้ าย เชน่ ระบบโทรศพั ท์, โมเด็ม, แฟกซ์, โทรเลข, วทิ ยุกระจายเสยี ง,
วิทยุโทรทัศน์ เคเบิ้ลใยแก้วนำแสง คล่นื ไมโครเวฟ และดาวเทยี ม เป็นตน้
2.องค์ประกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศเพ่ือการเรียนรู้ พจิ ารณาเชงิ ระบบ
จะพบว่าระบบสารสนเทศจะประกอบดว้ ยองค์ประกอบตา่ งทจี่ ะนำพาใหร้ ะบบสารสนเทศทำงานบรรลุ
69
เป้าหมายท่ีวางไว้ มี 5 ส่วนคือ ฮาร์ดแวร์ ซอฟตแ์ วร์ ข้อมูล บุคคลากร ระเบียบปฏิบตั กิ าร โดยมีรายละเอยี ด
ดังนี้
2.1 ฮารด์ แวร์ (Hardware) หมายถึงเคร่อื ง(ระบบ)คอมพิวเตอร์และอุปกรณต์ ่อพ่วงต่างๆ
ประกอบด้วย 5 สว่ น คอื
อุปกรณร์ ับข้อมลู (Input) เป็นสว่ นสำหรับสร้างขอ้ มลู อกั ขระ(ตวั เลข ตัวอกั ษร คำสัง่ ) ผ่านแปน้ พมิ พ์หรอื
Keyboard กำหนดคำสงั่ สำเร็จรูปผา่ นเมาส์ หรอื ประมวลแปลผลจากภาพเปน็ ข้อมูลด้วย Scanner หรือการ
อา่ นรหสั ข้อมลู แถบเสน้ ด้วย Bar Code Reader เป็นตน้
อปุ กรณแ์ สดงข้อมลู (Output) เป็นสว่ นแสดงผลข้อมลู ที่จะปรากฎในรูปทม่ี องเห็นผา่ นจอภาพ (Monitor)
หรอื ในรปู ของเอกสารผา่ นเครื่องพิมพ์ (Printer) หรือถกู สง่ ผา่ นอปุ กรณ์แสดงผลอ่นื ๆ อาทิ เครอื่ ง projector
หน่วยประมวลผลกลางหรอื ทีเ่ รียกวา่ CPU (Central Processing Units) มีหนา้ ทร่ี ับข้อมลู จากส่วนอนิ พุตเขา้
มาประมวลผล ไม่วา่ จะเป็นการคำนวณ การย้าย การปรับปรงุ ขอ้ มูลตามคำสัง่ แลัวสง่ ผลท่ีไดอ้ อกไปยังสว่ น
ของเอาท์พตุ ตามที่กำหนดไว้
หนว่ ยความจำหลกั มหี นา้ ท่เี กบ็ ขอ้ มลู ที่ใช้ในการทำงาน ข้อมูลน้ี มที ้งั ข้อมูลทีถ่ กู ติดตั้งเป็นขอ้ มูลระบบ ขอ้ มลู
แลำคำสัง่ โปรแกรมทำงานดา้ นต่างๆ และข้อมลู ผลลัพธ์จากการประมวลผล จากการคำนวน ซึ่งขอ้ มูลน้ีจะถกู
นำเขา้ จากอุปกรณร์ ับขอ้ มูลภายนอก หรอื จากการทำงานประมวลผลจากโปรแกรมภายในเครือ่ ง
หน่วยความจำหลกั ทีร่ ู้จักกันดี จะรจู้ กั ในชอื่ ของ harddisk
หน่วยความจำสำรอง หรือทร่ี ูจ้ กั ในชอ่ื ของ RAM ซึ่งยอ่ มาจากคำวา่ Random-Access Memory เปน็
หน่วยความจำของระบบ มีหน้าท่ีรบั ขอ้ มูลเพ่ือสง่ ไปให้ CPU ประมวลผลซึง่ RAM นี้ จะต้องมีไฟเขา้ เลยี้ ง
ภายใน Module ของ RAM ตลอดเวลา ลกั ษณะจะเปน็ แผงวงจร หรอื Circuit Board ขนาดเลก็ ที่เรยี กว่า IC
ปัจจบุ นั เทคโนโลยีของหนว่ ยความจำมี 2 แบบ คือ
5.1) หน่วยความจำแบบ DDR หรือ Double Data Rate (DDR-SDRAM, DDR-SGRAM)
5.2) หนว่ ยความจำแบบ Rambus
2.2 ซอฟตแ์ วร์ (Software) หรอื ท่รี จู้ ักกนั ในชอ่ื ว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ นับได้วา่ เป็น
องค์ประกอบทีส่ ำคญั และจำเป็นมากในการควบคุมการทำงาน การกำหนดคำส่ังใหช้ น้ิ สว่ น อปุ กรณ์หรือ
ฮารด์ แวรข์ องเครอื่ งคอมพิวเตอรท์ ำงาน เพ่อื ประมวลผลขอ้ มูลใหไ้ ด้ผลลัพธต์ ามความต้องการ ซอฟตแ์ วร์
สามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 ประเภทใหญ่ คือOperating System หรอื จะเรยี กรวมวา่ ซอฟตแ์ วร์
ระบบปฏบิ ัติการ มหี น้าท่ีควบคมุ อุปกรณ์ตา่ ง ๆ ภายในระบบคอมพวิ เตอร์ และเปน็ ตวั กลางในการ
ติดตอ่ สือ่ สาร ระหว่างผูใ้ ช้งานกบั เครอ่ื งคอมพิวเตอรห์ รอื ฮารด์ แวร์ หรืออปุ กรณ์ตอ่ พ่วงต่างๆ ตวั อยา่ ง
โปรแกรมทนี่ ิยมใชก้ ัน ในปัจจบุ ัน เชน่ ระบบปฏิบัตกิ าร Windows ระบบปฏิบัติการ UNIX ระบบปฏิบตั กิ าร
Linux เป็นตน้
70
Application หรอื ซอฟต์แวรป์ ระยกุ ต์ เป็นซอฟตแ์ วร์ท่ีสร้างข้นึ ตามความต้องการของผู้ใช้ และเพือ่ ใช้
สนบั สนุนการจัดการทวั่ ไป (Word Processing, Spreadsheet.) ดา้ นการเชื่อมโยงการส่อื สาร (web
browser หรือ Messenger หรอื e-mail) หรอื เป็นโปรแกรมพิเศษท่ถี กู เขยี นหรือพฒั นาขนึ้ เพอื่ ทำงานเฉพาะ
ดา้ นหน่งึ ๆ ตามลกั ษณะความตอ้ งการ(โปรแกรมจัดการร้านคา้ โปรแกรมควบคมุ สินค้า หรอื โปรแกรม
Karaoke)
2.3 ขอ้ มูล(Data) คอื ขอ้ เทจ็ จรงิ ต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงาน และการปฏิบัตกิ ารท่ตึ ้องเก็บรวบรวมไวเ้ พ่ือใช้
ประกอบการอ้างองิ การตดั สินใจและการปฏิบัติงาน ขอ้ มลู จะมโี ครงสร้างในการจัดเกบ็ ที่เปน็ ระบบระเบียบมี
แบบแผนมาตรฐาน เพ่อื การสืบค้นท่รี วดเร็วมปี ระสทิ ธภิ าพ ขอ้ มูล (DATA) คือขอ้ มูลต่าง ๆ ที่เรานำมาให้
คอมพวิ เตอรป์ ระมวลผลคำนวณ หรอื กระทำอย่างใดอย่างหนง่ึ ใหก้ ลายเป็นผลลพั ธท์ ี่เราต้องการ ปัจจุบันเรา
ถือกนั วา่ ขอ้ มลู มีความสำคญั อย่างย่ิงต่อการใชง้ านคอมพวิ เตอร์
ชนิดของข้อมูล
เราสามารถแบ่งขอ้ มลู ออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่ ขอ้ มูลทเี่ ป็นอักขระ (Alphanumeric Data), ขอ้ มูลทเี่ ปน็ ภาพ
(Image Data), ขอ้ มลู ที่เปน็ เสียง (Audio Data), ขอ้ มูลทีเ่ ป็นภาพเคลือ่ นไหว (Video Data), วีดิทศั น์ (Video)
2.4 บคุ ลากร (People) ก็คอื กล่มุ บุคคลที่เก่ียวข้องกับการใชร้ ะบบคอมพิวเตอรท์ งั้ หมด มตี ง้ั แตร่ ะดับผูใ้ ชง้ าน
ทวั่ ไป ผ้บู ริหารองคก์ ร หน่วยงาน ผพู้ ัฒนาและวเิ คราะห์ระบบ ผคู้ วบคมุ ระบบ และนกั เขียนโปรแกรม ท้ังหมด
นี้ล้วนแตเ่ ปน็ องค์ประกอบที่สำคญั ในความสำเร็จของระบบสารสนเทศ ซงึ่ สามารถจำแนกครา่ ว ๆ ได้ 3 กลุ่ม
ดงั นี้
Analysis หรือ นกั วิเคราะหร์ ะบบ ทำหนา้ ท่วี ิเคราะห์ ออกแบบโครงสร้างของระบบในองคก์ รเพ่อื นำ
คอมพวิ เตอรม์ าประยกุ ต์ใชใ้ ห้เกดิ ประสทิ ธภิ าพสงู สดุ
Programmer หรอื นักพัฒนาโปรแกรม ทำหนา้ ที่สรา้ ง พฒั นาโปรแกรมทางคอมพวิ เตอร์
Userหรือเรยี กว่าผูใ้ ชง้ านโปรแกรม
2.5 ระเบียบปฎิบตั ิการหรือขัน้ ตอนการปฏบิ ัติงาน(Procedure) เป็นระเบยี บวิธีการเข้าถงึ ขอ้ มูลของเครอ่ื ง
ขอ้ มูลส่วนรวม การใชง้ านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล(ขน้ั ตอนการบันทกึ ข้อมลู ขนั้ ตอนการประมวลผล ข้นั ตอน
ปฏบิ ตั ิงานในแต่ละโปรแกรม) การใชง้ าน(ขอ้ มูล)เครือข่าย การดูแลรักษา การปฎบิ ัติตามกฎหมายวา่ ดว้ ย
พรบ.คอมพิวเตอร์ ซง่ึ ผใู้ ชง้ านจะตอ้ งมคี วามรู้ ไดร้ ับการพัฒนาอย่างต่อเน่อื ง เพ่ือให้ทันตอ่ พัฒนาการ
ความก้าวหนา้ ของเทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์
ความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
สามารถอธิบายความสำคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศในด้านท่ีมผี ลกระทบตอ่ การเปลยี่ นแปลง
พฤติกรรมด้านต่าง ๆ ของผคู้ นไวห้ ลายประการดงั ต่อไปน้ี
1. เทคโนโลยสี ารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสงั คมอุตสาหกรรมมาเปน็ สังคมสารสนเทศ
71
2. เทคโนโลยีสารสนเทศทำใหร้ ะบบเศรษฐกิจเปลยี่ นจากระบบแหง่ ชาติไปเปน็ เศรษฐกิจโลก ทที่ ำ
ใหร้ ะบบเศรษฐกจิ ของโลกผกู พนั กบั ทกุ ประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือขา่ ยสารสนเทศทำใหเ้ กดิ สังคม
โลกาภิวฒั น์
3. เทคโนโลยีสารสนเทศทำใหอ้ งค์กรมีลักษณะผกู พัน มกี ารบงั คบั บัญชาแบบแนวราบมากขนึ้
หนว่ ยธุรกจิ มขี นาดเล็กลง และเชอื่ มโยงกนั กบั หนว่ ยธุรกจิ อ่ืนเป็นเครือขา่ ย การดำเนนิ ธุรกจิ มีการแข่งขันกันใน
ดา้ นความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ และการสือ่ สารโทรคมนาคมเปน็ ตวั สนบั สนนุ
เพอื่ ให้เกดิ การแลกเปลีย่ นข้อมูลไดง้ ่ายและรวดเร็ว
4. เทคโนโลยสี ารสนเทศเปน็ เทคโนโลยีแบบสุนทรียสมั ผสั และสามารถตอบสนองตามความ
ต้องการการใช้เทคโนโลยีในรูปแบบใหม่ที่เลือกไดเ้ อง
5. เทคโนโลยีสารสนเทศทำใหเ้ กิดสภาพทางการทำงานแบบทุกสถานที่และทกุ เวลา
6. เทคโนโลยีสารสนเทศกอ่ ให้เกิดการวางแผนการดำเนนิ การระยะยาวขน้ึ อีกทัง้ ยังทำให้วถิ กี าร
ตัดสนิ ใจ หรือเลือกทางเลือกได้ละเอียดขึ้น
ความสำคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารมี 5 ประการ ไดแ้ ก่
1. การส่อื สารถอื เปน็ สิ่งจำเป็นในการดำเนินกจิ กรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ สิ่งสำคัญทมี่ ีส่วนในการ
พฒั นากิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษยป์ ระกอบด้วย Communications media, การสอ่ื สารโทรคมนาคม
(Telecoms), และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
2. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารประกอบด้วยผลติ ภัณฑ์หลกั ทม่ี ากไปกว่าโทรศัพท์และ
คอมพวิ เตอร์ เชน่ แฟกซ์, อนิ เทอร์เน็ต, อีเมล์ ทำใหส้ ารสนเทศเผยแพรห่ รือกระจายออกไปในที่ต่าง ๆ ได้
สะดวก
3. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารมีผลใหก้ ารใช้งานด้านตา่ ง ๆ มีราคาถูกลง
4. เครือขา่ ยส่ือสาร (Communication networks) ได้รบั ประโยชน์จากเครอื ข่ายภายนอก
เนื่องจากจำนวนการใช้เครอื ขา่ ย จำนวนผู้เชื่อมต่อ และจำนวนผู้ทีม่ ศี ักยภาพในการเขา้ เชือ่ มต่อกบั เครือข่าย
นับวนั จะเพิม่ สงู ขึน้
5. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทำใหฮ้ าร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ และต้นทุนการใช้ ICT มีราคา
ถูกลงมาก
บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศทมี่ ีต่อการจัดการศกึ ษาของไทย
ในปัจจบุ ันเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาท ในการพัฒนาในเกือบทกุ ๆด้าน ไมว่ า่ ในด้านธรุ กิจ
ด้านสาธารณสุข ด้านการทหารและความมัน่ คง ด้านโทรคมนาคมและการสื่อสาร ดงั จะเห็นได้ว่า หนว่ ยงาน
ธรุ กิจส่วนใหญ่จำเป็นตอ้ งใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เปน็ เครอื่ งมอื สำคัญในการบรหิ าร การจดั การในองคก์ ร อกี
ทงั้ เพ่มิ ระดบั ความสำคัญมากข้นึ ในแต่ละปี มีการจดั สรรงบประมาณสว่ นหนง่ึ ไว้ เพือ่ การจดั การกบั ข้อมูล
72
สารสนเทศเปน็ การเฉพาะ มกี ารใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ เพ่ือวางกลยทุ ธ์หาความไดเ้ ปรียบในตลาดโดยรวม
อกี ทั้งยงั เป็นเคร่อื งมือสำคัญในการจดั การเพือ่ เพ่มิ ผลผลติ รวมถงึ ใชเ้ ปน็ ชอ่ งทาง สำหรบั เผยแพร่สารสนเทศ
ขององค์กรมากขน้ึ ดว้ ย ในส่วนของการศกึ ษา เทคโนโลยีสารสนเทศ ก็มีบทบาทท่สี ำคญั ในส่วนของการเปน็ ท้งั
เครอื่ งมอื หลกั และเคร่ืองมอื สนับสนนุ ท่ตี อ้ งจดั หา และนำมาใช้ในการเรยี นการสอนเพ่ือให้เป็นไปตามลกั ษณะ
การศึกษา ตามเจตนารมณ์ของพระราชบญั ญตั ิการศกึ ษาแห่งชาติ การกำหนดทศิ ทางและนโยบายการจัด
การศึกษาไทย จงึ ตอ้ งดำเนินการอยา่ งเร่งดว่ น เพอ่ื ใหท้ ันต่อความกา้ วหนา้ ของเทคโนโลยที ีม่ ีผลต่อการกำหนด
คณุ สมบัติและคณุ ภาพของแรงงานในอนาคต ซึ่งเราจะปฎิเสธไมไ่ ดเ้ ลยวา่ เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีการ
ขนส่ง เทคโนโลยีการผลิต นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีชีวภาพ เหล่านล้ี ว้ นมคี วามก้าวหนา้ ขึ้นอย่างต่อเนอ่ื ง ซึ่ง
เทคโนโลยีเหลา่ นี้มีประโยชน์ในการเพม่ิ ศักยภาพการแขง่ ขันของประเทศ ดังนนั้ การจัดการศึกษาจึงตอ้ งมีการ
เพ่มิ เติมความรเู้ กยี่ วกับเทคโนโลยใี หม่ ๆ ในหลกั สูตรการเรยี นการสอน และปรับปรงุ ให้ทันตอ่ การเปล่ยี นแปลง
เทคโนโลยี จะตอ้ งประกอบดว้ ย โครงสรา้ งพนื้ ฐานดา้ นช่องทางและสอ่ื ดังตอ่ ไปนี้
1. เทคโนโลยโี ทรคมนาคม (E-communication) ท่สี ำคัญเชน่ การสอ่ื สารผ่านดาวเทยี ม
2. ระบบการสอนผา่ นจอภาพ (On -Screen Interactive Instruction)
3. ระบบการสอนผ่านจอภาพที่สำคญั ได้แก่ การสอนด้วยคอมพิวเตอร์ การสอนด้วยโทรทศั น์
ปฏิสมั พันธ์
4. ระบบสอ่ื ตามตอ้ งการ (Media On Demand)เชน่ สัญญาณภาพตามต้องการ เสียงตามต้องการ
5.ระบบฐานความรู้ (Knowledge-Based System)0
ส่อื เพอ่ื การเรียนรู้
ความหมายของส่ือ เมอื่ พิจารณาคำว่า "สือ่ " ในภาษาไทยกบั คำในภาษาอังกฤษ พบว่ามีความหมาย
ตรงกับคำวา่ "media" (ในกรณที มี่ ีความหมายเป็นเอกพจน์จะใช้คำวา่ "medium") "สอ่ื " (Media) เป็นคำทม่ี า
จากภาษาละตนิ วา่ "medium" แปลวา่ "ระหวา่ ง" หมายถึง สงิ่ ใดก็ตามทีบ่ รรจุ ขอ้ มลู เพือ่ ใหผ้ ู้สง่ และผรู้ ับ
สามารถสอ่ื สารกนั ไดต้ รงตามวัตถุประสงค์
คำวา่ "สอ่ื " ในพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ไดใ้ ห้ ความหมายของคำน้ีไว้ดังนี้ "สอ่ื
(กริยา) หมายถึง ติดต่อให้ถึงกัน เชน่ สือ่ ความหมาย, ชกั นำให้รจู้ กั กัน ส่ือ (นาม) หมายถงึ ผหู้ รือสงิ่ ทต่ี ิดตอ่ ให้
ถงึ กนั หรอื ชักนำให้รู้จกั กัน เชน่ เขาใชจ้ ดหมายเป็นสื่อติดต่อกนั , เรยี กผทู้ ี่ทำหน้าที่ชักนำใหชายหญงิ ไดแ้ ตง่ งาน
กนั วา่ พ่อส่ือ หรอื แมส่ อื่ ; (ศลิ ปะ) วัสดตุ ่างๆ ท่ีนำมาสรา้ งสรรค์งานศลิ ปกรรม ใหม้ ีความหมายตามแนวคดิ ซ่งึ
ศลิ ปนิ ประสงคแ์ สดงออกเช่นนั้น เชน่ ส่ือผสม"
บทบาทของสื่อการเรียนรู้
1. เปน็ เวทีในการขยายข่อบข่ายประสบการ การเรยี นรู้
2. ทำหน้าท่ีเป็นเวทใี นการเรยี นรแู้ ละสรา้ งกิจกรรมการเรียนการสอน
73
3. ทำหน้าท่ีเป็นแหลง่ ข่าวท่ีทนั สมยั
4. เป็นเคร่ืองมือสำคัญสำหรบั ครใู นการดำเนนิ การวจิ ยั การสอน และการพัฒนาผเู้ รยี น
5. ช่วยใหค้ รเู อาชนะปัญหา และความยากลำบากในการสอนหรอื การนำเสนอเรอื่ งราวแก่ผเู้ รียน
6. เปน็ แหล่งสำคญั ที่ครูผู้สอนและผู้เรยี นไดร้ ่วมมือกนั ผลิตเพ่ือวตั ถปุ ระสงค์ในการเรยี นรู้
7. เปน็ ส่งิ ตรึงพฤติกรรมในการเรียนรไู้ ดค้ งทน
8. เปน็ สิง่ ทพ่ี ฒั นาผ้เู รียนใหม้ คี วามคิดตอ่ เนื่อง
9. เปน็ สิง่ ดงึ ดดู ให้ผเู้ รียนมคึ วามตงั้ ใจ
10. ปรบั ปรงุ ส่งเสริม ประสิทธิภาพของส่อื อ่นื ๆใหด้ ขี นึ้
คณุ ลักษณะและความสำคัญของสอื่ (การศกึ ษา)การเรียนรู้
คุณลักษณะของสื่อการเรยี นรู้ ชว่ ยส่งเสริมการสร้างความรขู้ องผ้เู รียน ชว่ ยสง่ เสรมิ การศึกษาค้นคว้า
ด้วยตนเอง มงุ่ เน้นการพฒั นาการคิดของผเู้ รยี น เปน็ สอ่ื ทห่ี ลากหลาย ไดแ้ ก่ วสั ดุ อุปกรณ์ วธิ ีการ ตลอดจนสิง่
ทม่ี ีตามธรรมชาติ เป็นสื่อทอี่ ยู่ตามแหล่งความรู้ในระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ ชว่ ยพฒั นาการรว่ มทำงานเป็น
ทีม
ความสำคญั ของสือ่ การเรยี นรู้
1. ช่วยใหผ้ ู้เรยี นเกิดความเข้าใจและสร้างความคดิ รวบยอดในเรื่อง ทเี่ รียนไดง้ า่ ยและรวดเรว็ ขนึ้
2. ช่วยใหผ้ ู้เรียนมองเห็นส่งิ ที่กำลงั เรยี นรไู้ ด้อยา่ งเปน็ รูปธรรม
3. ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนเรยี นรู้ด้วยตนเอง
4. สรา้ งสภาพแวดล้อมและประสบการณ์การเรียนรทู้ แ่ี ปลกใหม่
5. ส่งเสริมการมกี จิ กรรมรว่ มกนั ระหวา่ งผูเ้ รยี น
6. เกือ้ หนนุ ผเู้ รียนทมี่ ีความสนใจและความสามารถในการเรียน รทู้ ่แี ตกต่างกันให้สามารถเรียนร้ไู ด้ทดั เทียมกนั
7. ช่วยเชื่อมโยงสิง่ ทไี่ กลตวั ผู้เรยี นใหเ้ ข้ามาสู่การเรยี นร้ขุ องผูเ้ รยี น
8. ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนไดเ้ รยี นร้วู ิธกี ารแสวงหาความรจู้ ากแหล่งขอ้ มลู ตา่ งๆ ตลอดจนการศึกษาคน้ ควา้ ด้วยตนเอง
9. ช่วยใหผ้ ู้เรยี นไดร้ ับการเรียนรใู้ นหลายมิตจิ ากส่ือท่หี ลาหลาย
10. ชว่ ยกระต้นุ ใหเ้ กดิ ความรู้ ความเข้าใจในเชงิ เนอื้ หา กระบวนการ และความรเู้ ชงิ ประจักษ์ ส่งเสริมให้เกดิ
ทกั ษะ ได้แก่ ทกั ษะการคิด ทกั ษะการส่ือสาร
ประเภทของสือ่ การศึกษา(การเรยี นรู้) สือ่ การศกึ ษาแบ่งเป็นประเภทหลักๆ ได้ 4 ลกั ษณะ ดงั นี้
(1) ตามชอ่ งทางการสง่ และรับสาร
(2) ตามโครงสร้างความคิด
(3) ตามโครงสรา้ งของสื่อ
(4) ตามชนดิ ของสอ่ื
การใช้สือ่ การศกึ ษาเพ่ือการเรียนรู้
74
ในการพจิ ารณาเลือกใช้ส่อื นำมาประกอบการจัดการศึกษา ต้องคำนึงถงึ ความเหมาะสม ตาม
สถานการณ์ ตามปจั จยั สภาพแวดล้อมตอ่ การเรียนรู้ ดังน้นั ในการเลอื กสือ่ การศกึ ษานัน้ จึงควรพิจารณาปจั จัย
ตา่ งๆ ดงั นี้
1. เลือกสื่อการศกึ ษาที่สอดคล้องกบั จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม ของการเรยี นการสอนเร่อื งนน้ั ๆ
2. เลือกสอื่ การศึกษาที่สอดคล้องกับลักษณะการตอบสนอง และพฤติกรรมขนั้ สดุ ทา้ ยของผเู้ รียนที่คาดหวงั จะ
ใหเ้ กดิ ขึ้น
3. เลอื กสื่อการศกึ ษาให้เหมาะสมกับกจิ กรรมการเรียนการสอน
4. เลอื กสอื่ การศกึ ษาให้เหมาะสมกบั ความสามารถและประสบการณ์เดิมของผู้เรยี น สอ่ื การศึกษาท่ีจดั ให้
ผูเ้ รียนควรงา่ ยและอยู่ในขอบเขตความสามารถของผ้เู รยี น
5. เลอื กสอ่ื การศึกษาทม่ี ปี ระสิทธภิ าพ มคี วามสมบรู ณ์ สามารถสือ่ ความหมายได้ถกู ต้อง
6. เลอื กสอื่ การศึกษาท่มี อี ยูใ่ นท้องถ่นิ เพ่ือประหยัดเวลาและงบประมาณ
7. เลือกสือ่ การศกึ ษาท่ีพอจะหาได้โดยคำนงึ ถึงประสทิ ธิภาพ ความปลอดภัย ประหยดั และสามารถใช้ได้
สะดวก
แนวทางการผลิตและพฒั นาส่ือการเรยี นรู้ ในการผลิตสอ่ื การศึกษาเพ่ือใช้ในการดำเนนิ การจัดการศึกษาใน
สถานศึกษาขึ้นใช้เองโดยครูผู้สอนนัน้ นับเปน็ ปัจจัยสำคญั เพราะครู ผสู้ อนจะเปน็ ผทู้ ่ีสามารถวเิ คราะห์ถงึ
ความยากง่าย ความเหมาะสมตอ่ การเรียนรู้ของผเู้ รยี น แตก่ ารท่ีจะผลิตสื่อ ให้มีประสิทธภิ าพ ตอ่ การเรยี นร้นู นั้
จะตอ้ งมกี ระบวนการผลติ ทม่ี ีขั้นตอนและมีระบบ เพอื่ ใหส้ ่อื ท่ีผลิตนั้นมีคณุ ค่าตอ่ การศึกษาสงู สุด ดงั นัน้
ครูผู้สอนจึงควรพจิ ารณาปจั จยั เพือ่ การผลิตและพัฒนาสอ่ื ดงั ต่อไปน้ี
ปจั จยั ทางดา้ นเนอื้ หา
- สาระเน้อื หามีความซบั ซอ้ น ผเู้ รยี นมคี วามเข้าใจแตกตา่ งกัน
- สาระเนื้อหาไม่สามารถอธบิ ายให้เกิดรปู ธรรมได้
- สาระเน้อื หาวชิ านนั้ มขี ัน้ ตอน มีกระบวนการท่ีใช้เวลานาน
- สาระเนอ้ื หาวชิ านน้ั มขี ้ันตอน มกี ระบวนการทใ่ี ชเ้ วลารวดเร็วเกนิ ไป
- สาระเน้ือหาวชิ าน้นั ต้องสอดคล้องกับจุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรมของบทเรียนที่ผ้เู รยี นเมอื่ เรยี นรแู้ ลว้ มี
ความสามารถอะไรบ้าง
ปัจจัยทางด้านการผลติ
- เลือกประเภทหรอื รปู แบบของสือ่ ที่จะผลติ : อาทิ ชุดการสอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วดิ ีทัศน์
- ความพร้อมดา้ นสาระเน้ือหา
- ความพร้อมดา้ นเครื่องมือ และเทคโนโลยี
- ความพร้อมดา้ นผผู้ ลิต/พัฒนา : อาทิ ผู้เช่ียวชาญเนอื้ หา ผู้เชีย่ วชาญด้านส่อื นกั วดั ผล ช่างเทคนคิ
- ความพรอ้ มดา้ นแผนการผลิต : ความเหมาะสมต่อวยั ของการเรยี นรู้ ลำดับข้ันตอนการสร้าง กระบวนการ
ถา่ ยทอดเนอ้ื หา การตรงึ พฤตกิ รรม กิจกรรมการเรยี นรู้
75
- ความพร้อมดา้ นงบประมาณ
ปจั จยั ด้านการนำไปใช้งาน
- ความพรอ้ มของเคร่อื งมือ และเทคโนโลยีในการเรยี นรู้
อุปกรณ์ เคร่ืองมอื ทน่ี ำมาใช้ประกอบการเรยี นรู้
- ความพร้อมของสภาพแวดลอ้ ม เสยี ง แสง
- ความพรอ้ มของผู้เรยี นและครผู ้สู อน
ปัจจยั ทางด้านการเรยี นรู้
- ลักษณะเฉพาะการเรยี นรขู้ องตัวส่ือเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง หรือควบคมุ พฤติกรรม/ลำดับเนื้อหาโดย
ครผู ู้สอน
- วิธีการใชง้ าน
ความ ยาก ง่าย การใช้ประกอบกบั เครื่องมอื หรืออุปกรณ์อนื่ ของการใชส้ อื่
- กระบวนการเรียนรู้ การเขา้ ถงึ และการถา่ ยทอดเน้ือหา
- การซมึ ซับความรู้
- การตรงึ พฤติกรรมต่อการเรยี นรู้
หลักการใช้สื่อและนวตั กรรมการศกึ ษา
ส่อื การศึกษามีหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทต่างก็มคี วามแตกต่างกนั ในรปู ร่างลกั ษณะ ลักษณะการ
ใชง้ าน ท่ีสำคญั คือความเหมาะสมกับสถานการณ์ ส่งิ แวดล้อมในเวลานนั้ ๆดว้ ย ผู้ใช้จะต้องศึกษาวิธกี ารใชส้ อื่
แตล่ ะชนดิ เพอ่ื ใหเ้ กิดประสทิ ธิผลสูงสุด และควรคำนึงถึงหลกั การใช้สื่อ ดงั ตอ่ ไปน้ี
- ในบทเรียนหนึ่งๆไมค่ วรใช้สือ่ การศึกษามากเกนิ ไป ควรใช้เทา่ ท่จี ำเป็นเทา่ น้ัน
- ก่อนใช้สือ่ การศกึ ษาจริงควรทดลองใช้จนเกิดความมนั่ ใจ เพื่อป้องกันการเกดิ ความ ผิดพลาด ซง่ึ
อาจจะทำให้ผ้เู รยี นลดศรทั ธาในความสามารถของผสู้ อนได้ ทงั้ ยงั สามารถกำหนดเวลาและกิจกรรมท่ี
เหมาะสมกบั การใช้ส่อื นั้นๆ
- ใชส้ ่ือการศึกษาทีต่ รงกับบทเรยี นและกระบวนการเรียนการสอน
- ควรเปดิ โอกาสให้ผู้เรยี นมสี ว่ นร่วมในการใชส้ ื่อการศกึ ษา
- คำนงึ เสมอวา่ สือ่ การศกึ ษาทีใ่ ช้อยูน่ ัน้ ไมส่ ามารถใช้ไดก้ ับทุกบทเรยี นและกับทุกสถานการณ์
- พยายามนำสง่ิ ทีม่ อี ย่ใู นทอ้ งถ่นิ มาใช้เปน็ สือ่ การศึกษาเพอื่ เป็นการประหยดั เวลาและการลงทนุ
นโยบายของกระทรวงศึกษาธกิ ารในเรอ่ื งสืก่ ารเรยี นรู้
พระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดสาระสำคัญในสว่ นท่ีเกย่ี วกบั ส่อื การเรยี นรู้ไว้
หลายมาตรา โดยเฉพาะในหมวด 9 ที่ว่าดว้ ยเทคโนโลยี เพอื่ การศึกษา กระทรวงศึกษาธกิ าร ได้วเิ คราะห์
สาระสำคญั ของพระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ ดงั กลา่ วแลว้ เห็นวา่ ควรกำหนดให้มนี โยบายในเร่ืองของส่อื
การเรียนรตู้ ามหลักสูตรให้สอดรับกับพระราชบัญญัติ การศกึ ษาแห่งชาติ โดยกำหนดเปน็ นโยบายการผลติ
76
พฒั นาและใชส้ ่ือและเทคโนโลยเี พอื่ การศกึ ษา ซึง่ มีสาระสำคัญว่า " กระทรวงศกึ ษาธกิ ารส่งเสรมิ สนับสนุนให้มี
การผลิตและพฒั นาสอื่ และเทคโนโลยีเพือ่ การศกึ ษาทกุ ประเภท ทกุ สาระการเรียนรแู้ ละทกุ ชว่ งช้นั โดยเปดิ
โอกาสใหม้ กี ารแข่งขนั ผลติ อย่างเสรแี ละเปน็ ธรรม และส่งเสรมิ สนับสนุนใหส้ ถานศึกษามีและใชส้ ่อื และ
เทคโนโลยเี พือ่ การศกึ ษาทม่ี คี ุณภาพในกระบวนการเรยี น การสอน" เพ่ือให้นโยบายดังกล่าวเกิดผลในทาง
ปฏิบตั ิ กระทรวงศกึ ษาธิการจึงกำหนดแนวดำเนินการ ตามนโยบายฯ ไว้ 3 ดา้ นดว้ ยกนั คอื
1. ดา้ นการผลติ และพัฒนาสอ่ื การเรยี นรู้
2. ด้านการประเมินคณุ ภาพสอื่ การเรียนรู้
3. ด้านการเลือกและใช้ส่ือการเรียนรู้
หลักการออกแบบนวัตกรรมและสื่อเพอ่ื การเรียนรู้
หลกั การออกแบบสอื่ เพือ่ การเรียนรปู้ ระกอบดว้ ย 9 ข้ันตอน ดงั นี้
1. เร้าความสนใจ (Gain Attention) ส่ือการเรียนรู้ ตอ้ งมลี กั ษณะท่ีเร้าความสนใจและดงึ ดูดความสนใจของ
ผู้เรียน เพื่อเป็นการกระตุน้ และเกดิ แรงจงู ใจใหผ้ ู้เรียนมีความตอ้ งการทจ่ี ะเรียน ผู้ออกแบบจงึ ต้องกำหนดสิง่ ท่ี
จะดึงดดู ความสนใจ เพอ่ื ให้เกิดพฤตกิ รรมและเป้าหมายตามท่ีตอ้ งการ สว่ นใหญจ่ ะเร่มิ ดว้ ยหนา้ นำเร่อื ง ซึ่งควร
มรี ปู ภาพ ภาพเคลื่อนไหวหรอื สสี ันตา่ ง ๆ เพื่อให้นา่ สนใจ ซง่ึ ก็ต้องเกยี่ วข้องกับบทเรียนด้วย คอื การแสดงชื่อ
ของบทเรยี น ชอ่ื ผู้สรา้ งบทเรยี น การแนะนำเร่ืองหรอื การแนะนำเนอื้ หาของบทเรียน สิง่ ทต่ี อ้ งพิจารณาเพ่อื เรา้
ความสนใจของผเู้ รียน
2. บอกวัตถปุ ระสงค์ (Specify Objectives) การบอกวัตถปุ ระสงค์แกผ่ ู้เรียน เพ่อื เปน็ การให้ผเู้ รียนไดท้ ราบถงึ
เปา้ หมายในการเรยี นหรอื สงิ่ ทผี่ ู้เรียนสามารถทำได้หลังจากท่ีเรียนจบบทเรยี น ซึ่งสว่ นใหญ่จะเปน็ จุดประสงค์
กว้าง ๆ จนถงึ จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม การบอกจุดประสงค์จะทำให้ผูเ้ รียนทำความเขา้ ใจเนือ้ หาไดด้ ีข้นึ สงิ่ ท่ี
ต้องพจิ ารณาในการบอกวตั ถปุ ระสงค์ มดี งั นี้
1.ใชค้ ำสน้ั ๆ และเขา้ ใจไดง้ ่าย
2.หลกี เลีย่ งคำที่ยงั ไมเ่ ป็นที่รจู้ กั และเปน็ ท่ีเขา้ ใจ โดยท่วั ไป
3.ไมค่ วรกำหนดวัตถุประสงค์หลายข้อเกนิ ไปในเนือ้ หาแต่ละส่วน
4.ผู้เรยี นควรมีโอกาสท่ีจะทราบว่าหลังจบบทเรยี นเขาสามารถนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง
5.หากบทเรยี นนั้นยงั มบี ทเรียนยอ่ ย ๆ ควรบอกจุดประสงค์กวา้ ง ๆ และบอกจุดประสงค์เฉพาะสว่ นของ
บทเรียนย่อย
3. ทวนความรเู้ ดมิ (Activate Prior Knowledge) ลกั ษณะของการทวนความรู้เดมิ ของผู้เรยี น เป็นการ
ทบทวนหรอื การเชอื่ มโยงระหวา่ งความรเู้ ดิม เพื่อเช่ือมกับความร้ใู หม่ ซึง่ ผู้เรยี นจะมีพืน้ ฐานความรทู้ ่แี ตกตา่ ง
กนั ออกไป การรบั รูส้ ่งิ ใหม่ ก็ควรจะมกี ารประเมนิ ความรู้เดมิ คอื การทดสอบกอ่ นการเรียน และเพือ่ เปน็ การ
กระตุ้นใหผ้ ู้เรียนเกิดการระลกึ ความร้เู ดมิ เพ่ือเตรยี มพรอ้ มในการเชื่อมโยงกับความร้ใู หม่ ซ่งึ การทดสอบจะทำ
ใหผ้ เู้ รียนได้รู้ตวั เองและกลบั ไปทบทวนในสิง่ ท่เี ก่ียวขอ้ ง สำหรบั คนท่ีร้ใู นเนอ้ื หาบทเรยี นดแี ลว้ อาจข้ามบทเรียน
77
ไปยงั เนื้อหาอนื่ ๆ ตอ่ ไป การจะทำแบบทดสอบก่อนเรยี นหรอื ไมก่ ข็ ึ้นอยู่กบั การพิจารณาของบทเรยี นเพ่ือให้
เกดิ ความเหมาะสม ส่งิ ท่ีจะต้องพิจารณาในการทบทวนความรูเ้ ดิม มีดงั น้ี
1. ไมค่ วรคาดเดาเอาว่าผเู้ รยี นมคี วามรู้พื้นฐานก่อนแลว้ จงึ มาศกึ ษาเนื้อหาใหม่ ควรมกี ารทดสอบหรือให้
ความรูเ้ พือ่ เปน็ การทบทวนให้พรอ้ มที่จะรบั ความรใู้ หม่
2. การทดสอบหรือทบทวนควรให้กระชับและตรงตามวัตถปุ ระสงค์
3. ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนออกจากแบบทดสอบหรอื เนอ้ื หาใหมเ่ พ่อื ไปทบทวนไดต้ ลอดเวลา
4. หากไมม่ กี ารทดสอบ ควรมีการกระตุ้นใหผ้ ูเ้ รียนกลับไปทบทวนหรือศึกษาในสงิ่ ท่ีเกยี่ วข้อง
4. การเสนอเนอ้ื หา (Present New Information)
การเสนอเนอ้ื หาใหม่เป็นการนำเสนอเนอ้ื หาโดยใช้ตวั กระตุน้ ทเี่ หมาะสม เปน็ สง่ิ สำคัญสำหรบั การเรยี น
การสอนเพอ่ื ให้การเรียนรเู้ ปน็ ไปอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ รูปแบบการนำเสนอมีหลายลักษณะ ไดแ้ ก่ การใช้
ขอ้ ความ ภาพนิง่ กราฟ ตารางข้อมูล กราฟกิ ตลอดจนภาพเคลอื่ นไหว ซ่งึ เปน็ การใช้สือ่ หลายรปู แบบท่ี
เรียกว่าสื่อประสม เป็นการเร้าความสนใจของผเู้ รียน สง่ิ ท่จี ะตอ้ งพิจารณาในการนำเสนอเน้ือหาใหม่ มีดังน้ี
1. ใช้ภาพนิง่ ประกอบการเสนอเน้ือหา โดยเฉพาะส่วนเนื้อหาท่ีสำคญั
2. พยายามใชภ้ าพเคลื่อนไหวในเน้อื หาทย่ี าก และท่ีมีการเปลย่ี นแปลงตามลำดับใช้แผนภมู ิ แผนภาพ แผน
สถิติ สัญลกั ษณห์ รือภาพเปรียบเทยี บประกอบเน้อื หา
3. ในเน้อื หาทย่ี ากและซบั ซ้อนให้เนน้ ขอ้ ความเป็นสำคญั ซึ่งอาจเปน็ การตกี รอบ ขีดเส้นใต้ การกระพรบิ การ
ทำสีให้เดน่
4. ไมค่ วรใชก้ ราฟิกท่เี ขา้ ใจยากหรือไม่เกยี่ วกับเนอ้ื หา
5. จดั รปู แบบของคำ ขอ้ ความใหน้ ่าอ่าน เนือ้ หาที่ยาวใหจ้ ัดกลมุ่ แบ่งตอน
5. ชีแ้ นวทางการเรยี นรู้ (Guide Learning)
การช้แี นวทางการเรียนรู้ เป็นการใช้ในชัน้ เรียนตามปกติ ซึง่ ผูส้ อนจะยกตัวอย่างหรอื ต้ังคำถามชแ้ี นะ
แบบกวา้ ง ๆ ให้แคบลง เพอ่ื ใหผ้ ู้เรยี นวิเคราะหเ์ พ่ือค้นหาคำตอบ สำหรับบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนควร
ตอ้ งใช้การสร้างสรรคเ์ ทคนิคเพ่ือกระตุ้นใหผ้ เู้ รียนค้นหาคำตอบดว้ ยตนเอง การจัดกจิ กรรมที่เหมาะสม เพ่อื
เป็นตวั ช้ีแนวทาง ส่งิ ที่จะต้องพิจารณาในการชี้แนวทางการเรียนรู้ มดี ังนี้
1. แสดงให้ผู้เรียนได้เหน็ ถึงความสมั พนั ธข์ องเนื้อหาและช่วยใหเ้ ห็นส่งิ ยอ่ ยนนั้ มคี วามสมั พนั ธก์ บั สงิ่ ใหม่
อยา่ งไร
2. แสดงให้เห็นถึงความสมั พันธข์ องส่งิ ใหม่กบั สง่ิ ท่ีผู้เรยี นมคี วามร้หู รือประสบการณม์ าแล้ว
3. พยายามให้ตวั อยา่ งทแ่ี ตกต่างกันออกไป เพอ่ื ช่วยอธบิ ายความคิดใหม่ใหช้ ัดเจนข้ึน
4. การเสนอเน้อื หาทย่ี าก ควรใหเ้ ห็นตัวอย่างที่เป็นรปู ธรรมไปสูน่ ามธรรม ถ้าเนอื้ หาไม่ยาก ให้เสนอ
ตัวอย่างจากนามธรรมไปส่รู ูปธรรม
5. กระตุ้นให้ผู้เรียนคดิ ถึงความร้แู ละประสบการณ์เดมิ
6. กระตุ้นการตอบสนอง (Elicit Responses)
78
การกระตนุ้ ให้เกิดการตอบสนองจากผเู้ รียน เมอื่ ผูเ้ รยี นได้รับการชแ้ี นวทางการเรยี นรแู้ ล้ว ต้องมกี าร
กระตนุ้ ใหเ้ กดิ การตอบสนองโดยกจิ กรรมต่าง ๆ ที่ทำให้ผ้เู รียนมีส่วนรว่ มในการคดิ และ ปฏิบัตเิ ชงิ โต้ตอบ
เพอ่ื ให้บรรลถุ งึ วตั ถปุ ระสงค์ในการเรียน การกระตุน้ ต้องจดั กิจกรรมใหเ้ หมาะสม สิง่ ท่ีต้องพิจารณาในการ
กระตุ้นการตอบสนอง มีดังนี้
1. พยายามให้ผู้เรียนได้ตอบสนองดว้ ยวิธใี ดวิธีหนึ่งตลอดการเรียน
2. ควรให้ผู้เรียนได้มีโอกาสพมิ พค์ ำตอบหรือขอ้ ความเพ่อื เร้าความสนใจ แต่ก็ไม่ควรจะยาวเกนิ ไป
3. ถามคำถามเปน็ ช่วง ๆ ตามความเหมาะสมของเนอ้ื หา เพ่ือเร้าความคดิ และจินตนาการของผเู้ รียน
4. หลีกเล่ียงการตอบสนองซ้ำ ๆ หลายครง้ั เมื่อทำผิด ควรมกี ารเปลี่ยนกิจกรรมอย่างอ่นื ต่อไป
5. ควรแสดงการตอบสนองของผู้เรียนบนเฟรมเดียวกนั กับคำถาม รวมทง้ั การแสดงคำตอบ
7. ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide Feedback)
หลังจากที่ผูเ้ รียนได้รบั การทดสอบความเข้าใจของตนในเน้ือหารวมทง้ั การกระตุ้นการตอบสนองแล้ว
จำเป็นอย่างย่งิ ทีจ่ ะตอ้ งให้ขอ้ มลู ย้อนกลบั หรือการใหผ้ ลกลับไปยงั ผเู้ รียนเกี่ยวกับความถูกต้อง การใหผ้ ล
ยอ้ นกลบั ถอื เปน็ การเสรมิ แรงอยา่ งหน่งึ การใหข้ อ้ มูลย้อนกลบั สามารถแบ่งขัน้ ตอนได้เป็น 4 ประเภทตาม
ลกั ษณะท่ปี รากฏไดด้ ังน้ี
1. แบบไม่เคลอ่ื นไหว หมายถงึ การเสริมแรงดว้ ยการแสดงคำ หรือข้อความ บอกความ ถกู หรือผดิ
และรวมถงึ การเฉลย
2. แบบเคลือ่ นไหว หมายถงึ การเสรมิ แรงด้วยการแสดงกราฟิก เช่น ภาพหน้ายิ้ม หนา้ เสียใจ หรอื มี
ข้อความประกอบใหช้ ัดเจน
3. แบบโต้ตอบ หมายถงึ การเสรมิ แรงด้วยการให้ผูเ้ รยี นได้มีกจิ กรรมเชิงโต้ตอบกับบทเรียน เปน็
กิจกรรมทจ่ี ดั เสริมหรือเพอ่ื เกดิ การกระตุน้ แก่ผเู้ รยี น เช่น เกมส์
4. แบบทำเคร่อื งหมาย หมายถึง การทำเครือ่ งหมายบนคำตอบของผ้เู รยี นเมอ่ื มีการตอบคำถาม ซ่ึงอยู่
ในรปู ของวงกลม ขดี เสน้ ใต้ หรือใช้สีทแี่ ตกต่าง
8. ทดสอบความรู้ (Access Performance)
การทดสอบความรูห้ ลังเรยี น เพอ่ื เป็นการประเมนิ ผลวา่ ผู้เรยี นได้เกิดการเรียนรไู้ ด้ตามเปา้ หมาย
หรอื ไม่อย่างไร การทดสอบอาจทำหลงั จากผู้เรียนได้เรียนจบวัตถปุ ระสงค์หนงึ่ หรือหลงั จากเรียนจบทั้ง
บทเรียนกไ็ ด้ กำหนดเกณฑใ์ นการผา่ นใหผ้ ู้เรียนได้ทราบ ผลจากการทดสอบจะทำให้ทราบวา่ ผเู้ รยี น ควรจะ
เรยี นเนอ้ื หาบทเรียนใหมห่ รอื วา่ ควรตอ้ งกลับไปทบทวน สิง่ ทต่ี อ้ งพิจารณาในการออกแบบทดสอบหลัง
บทเรียน มีดังน้ี
1. ต้องแนใ่ จว่าสิง่ ที่ตอ้ งการวดั นนั้ ตรงกับวัตถุประสงค์
2. ขอ้ ทดสอบ คำตอบและ Feedback อยู่ในเฟรมเดยี วกัน
3. หลกี เล่ยี งการให้พิมพ์คำตอบท่ยี าวเกินไป
4. ใหผ้ ู้เรยี นตอบครั้งเดียวในแตล่ ะคำถาม
79
5. อธิบายให้ผเู้ รยี นทราบว่าควรจะตอบด้วยวิธีใด
6. ควรมีรปู ภาพประกอบดว้ ย นอกจากข้อความ
7. คำนงึ ถึงความแมน่ ยำและความนา่ เชอ่ื ถือของแบบทดสอบดว้ ย
9. การจำและนำไปใช้ (Promote Retention and Transfer)
ส่ิงสดุ ท้ายสำหรับการสอน การจำและนำไปใช้ ส่งิ สำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรยี นมีความคงทนในการจำขอ้ มลู
ความรู้ ต้องทำใหผ้ เู้ รยี นตระหนักวา่ ขอ้ มูลความรใู้ หม่ทีไ่ ดเ้ รยี นรู้ไปน้ันมีความสัมพันธ์กับความรูเ้ ดมิ หรือ
ประสบการณเ์ ดิม โดยการจดั กจิ กรรมที่เปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนได้ประยกุ ต์ใช้ความรู้ เพ่ือการเชอื่ มโยงข้อมลู
ความรเู้ ดิมกบั ความรู้ใหม่ รวมท้งั การนำไปใชก้ บั สถานการณ์ สิ่งที่ควรพิจารณาในการจำและนำไปใช้ มีดงั น้ี
1. ทบทวนแนวคิดท่สี ำคญั และเนอื้ หาท่เี ป็นการสรปุ
2. สรปุ ให้ผเู้ รยี นได้ทราบว่าความรู้ใหม่มีความสัมพนั ธก์ ับความรเู้ ดมิ หรือประสบการณ์ทผี่ ่านมาอยา่ งไร
3. เสนอแนะเนอื้ หาทเ่ี ป็นความรใู้ หมซ่ งึ่ จะนำไปใช้ประโยชน์ได้
4. บอกแหล่งขอ้ มูลทีเ่ ป็นประโยชนใ์ นการศึกษาให้กับผู้เรียน
การเรยี นรู้ แหล่งเรียนรู้ เครอื ขา่ ยการเรียนรู้
การเรยี นรู้ มคี วามหมายลกึ ซึ้งมากกว่าการสงั่ สอน หรือการบอกเล่าใหเ้ ขา้ ใจและจำได้เท่านนั้ ไมใ่ ช่
เรือ่ งของการทำตามแบบ ไม่ได้มคี วามหมายตอ่ การเรยี นในวิชาต่างๆเทา่ นน้ั แต่ความหมายคลมุ ไปถงึ การ
เปลยี่ นแปลงทางพฤตกิ รรมอนั เป็นผลจากการสังเกตพจิ ารณา ไตรต่ รอง แกป้ ญั หาทงั้ ปวงและไม่ช้ีชัดว่าการ
เปลย่ี นแปลงนนั้ เป็นไปในทางทส่ี งั คมยอมรับเท่าน้นั
องค์ประกอบของการเรียนรู้ ในส่วนขององคป์ ระกอบของการเรยี นรู้ ทีท่ ำใหเ้ กดิ กระบวนการเรียนรนู้ ั้น
ประกอบด้วย
1.ส่งิ เร้า (Stimulus) เปน็ ตวั การสำคัญท่ีทำให้บุคคลมปี ฏิกริ ยิ าโต้ตอบออกมาและเปน็ ตัวกำหนดพฤตกิ รรมว่า
จะแสดงออกมาในลักษณะใด สง่ิ เร้าอาจเป็นเหตุการณ์หรอื วตั ถแุ ละอาจเกิดภายในหรอื ภายนอกร่างกายกไ็ ด้
เช่น เสยี งนาฬกิ าทป่ี ลกุ ให้เราต่นื หรือกำหนดวันสอบเร้าให้เราเตรยี มสอบ หรอื ครผู ู้สอนกำหนดหัวเรื่องใหเ้ รา
ต้องค้นคว้าในการทำรายงาน
2.แรงขบั (Drive) มี 2 ประเภท คือ 2.1 แรงขับปฐมภูมิ (Primary Drive) เช่น ความหวิ ความกระหาย การ
ตอ้ งการพักผ่อน เปน็ ตน้ 2.2 แรงขบั ทุติยภมู ิ (Secondary Drive) เป็นเร่อื งของความตอ้ งการทางจติ และทาง
สังคม เชน่ ความวติ กกงั วล ความต้องการความรัก ความปลอดภัย เป็นตน้ แรงขบั ทง้ั สองประเภทเป็นผลให้
เกดิ ปฏิกิริยาอนั จะนำไปส่กู ารเรยี นรู้
1) การตอบสนอง (Response) เปน็ พฤติกรรมต่างๆ ท่บี คุ คลแสดงออกมาเม่ือไดร้ บั การ กระตุน้ จากสิง่ เร้า
ต่างๆ เชน่ คน สตั ว์ สง่ิ ของ หรอื สถานการณ์ อาจกล่าวไดว้ า่ เป็นส่งิ แวดล้อมทร่ี อบตัวเรานน่ั เอง
80
2) แรงเสรมิ (Reinforcement) ส่ิงทม่ี าเพิ่มกำลงั ใหเ้ กดิ การเช่อื มโยงระหวา่ งสง่ิ เร้ากบั การตอบสนอง เชน่
รางวัล การตำหนิ การลงโทษ การชมเชย เงิน ของขวญั เป็นตน้
องคก์ รแหง่ การเรียนรู้ (Learning Organization) : คอื เปน็ แนวคดิ ในการพฒั นาองค์การโดยเน้นการ
พัฒนาการเรียนรู้สภาวะของการเป็นผูน้ ำในองค์การ (Leadership) และการเรียนรู้ร่วมกนั ของคนในองค์การ
(Team Learning) เพอ่ื ใหเ้ กดิ การถ่ายทอดแลกเปล่ยี นองค์ความรู้ ประสบการณ์ และทักษะรว่ มกนั และ
พัฒนาองคก์ ารอย่างต่อเนอื่ งทันตอ่ สภาวะการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขนั
ประเภทของแหลง่ เรยี นรสู้ ำหรับสถานศึกษา
แหลง่ เรียนรขู้ องโรงเรียนมี 2 ประเภท คือ แหล่งเรียนรูใ้ นโรงเรยี นและนอกโรงเรยี น ซ่ึงเปน็ แหลง่
เรยี นรทู้ ่มี อี ยแู่ ล้วตามธรรมชาติ และท่ีมนษุ ยส์ รา้ งขนึ้
1. แหล่งเรยี นรใู้ นโรงเรยี น
1.1 แหล่งเรียนรู้ทีม่ ีอยแู่ ลว้ ตามธรรมชาติเชน่ บรรยากาศ ส่งิ แวดล้อม ปรากฏการณธ์ รรมชาติ สงิ่ มชี ีวิต ฯลฯ
1.2 แหล่งเรยี นรู้ทม่ี นุษย์สรา้ งขน้ึ เชน่ ห้องสมดุ โรงเรยี น ห้องสมุดกลุ่มสาระ หอ้ งสมดุ เคลอื่ นท่ี ห้องเรียน
หอ้ งปฏิบัติการต่างๆ หอ้ งโสตทัศนศกึ ษา ห้องมลั ตมิ เี ดยี เวบ็ ไซต์ ห้องอนิ เทอร์เนต็ ห้องเรียนสีเขียว ห้อง
พิพธิ ภัณฑ์ หอ้ งเกยี รตยิ ศ สวนพฤกษศาสตร์ สวนสมนุ ไพร สวนวรรณคดี สวนสขุ ภาพ สวนหนิ สวนหย่อม
สวนผีเสือ้ บอ่ เล้ยี งปลา เรอื นเพาะชำ ตน้ ไม้พดู ได้ ฯลฯ
2. แหล่งเรยี นรู้นอกโรงเรยี น
2.1 แหล่งเรียนรทู้ ่ีมอี ยู่แลว้ ตามธรรมชาติ เช่น สภาพแวดลอ้ ม ป่า ภเู ขา แหลง่ น้ำ ทะเล สตั ว์ ฯลฯ
2.2 แหล่งเรยี นรทู้ ม่ี นษุ ยส์ รา้ งขึ้น เชน่ หอ้ งสมุดประชาชน พพิ ิธภัณฑ์ พิพิธภณั ฑ์วิทยาศาสตร์ หอศิลป์ สวน
สัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อทุ ยานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬา สถานประกอบการ
วัด ครอบครวั ชุมชน วถิ ีชวี ิต วัฒนธรรม-ประเพณี สถาบนั การศกึ ษาอนื่ ๆ โบราณสถาน สถานท่ีสำคัญ แหลง่
ประกอบการ ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถนิ่ เป็นตน้
เครือข่ายความรู้(การเรียนร)ู้
ความหมายของเครอื ข่ายการเรียนรู้ คอื การท่ีชาวบ้านรวมตัวกนั ขบคดิ ปญั หาของเขา รวมพลัง
แก้ปัญหา และหาผนู้ ำขน้ึ มาจากหมู่ชาวบ้านด้วยกันเอง แลว้ รวมตวั กนั เพ่อื มอี ำนาจตอ่ รอง มกี ารต่อสู้ทาง
ความคิด มกี ารเรียนรจู้ ากภายนอก มีการไปมาหาสกู่ ันเรยี นรู้ดูงานดว้ ยกนั จนกระท่ังเกดิ เปน็ กระบวนการ
แกป้ ญั หาได้ การทำมาหากินดีขนึ้ เศรษฐกิจแต่ละครอบครัวดขี นึ้
ลักษณะเฉพาะของเครือข่ายความร(ู้ การเรียนร)ู้
• การประสานแหลง่ ความรู้ต่างๆ เขา้ ดว้ ยกัน เพ่อื รบั และสง่ หรือถ่ายทอดความรู้ประเภทตา่ งๆ ไปยังประชาชน
อยา่ งตอ่ เนื่องตลอดเวลา
• การจดั และเชื่อมโยงแหล่งการเรยี นร้ใู ห้เป็นระบบ เพือ่ ให้ประชาชนมีโอกาสได้เรยี นรู้อยา่ งกวา้ งขวางและ
ตอ่ เน่อื งตลอดชีวติ โดยนำเทคโนโลยที ่ีทนั สมยั มาใช้ เพ่อื ขยายบรกิ ารการศกึ ษา แลกเปล่ียนและกระจาย
ความรู้ ข้อมลู ข่าวสารไปสู่วงกว้างไดร้ วดเร็ว
• การถ่ายทอด แลกเปล่ยี น และกระจายความรู้ ท้ังทีเ่ ปน็ ภูมิปัญญา และองค์ความรใู้ หม่ๆ ให้กับชุมชน
81
การจดั การเรียนรูบ้ นเครือข่ายอนิ เทอรเ์ น็ต
ปจั จุบันโลกไดเ้ ข้าสูย่ ุคเศรษฐกจิ ฐานความรู้ (Knowledge-based Economy – KBE) งานตา่ งๆ
จำเป็นตอ้ งใช้ความรูม้ าสรา้ งผลผลติ ให้เกดิ มูลคา่ เพิ่มมากยงิ่ ขึน้ การจัดการความรเู้ ปน็ คำกวา้ งๆ ทมี่ ีความหมาย
ครอบคลุมถงึ เทคนิค กลไกตา่ งๆ มากมาย เพือ่ สนับสนนุ ให้การทำงานในองคก์ ร มปี ระสิทธภิ าพย่ิงขึน้ ในการ
รวบรวมความรูท้ ี่กระจัดกระจายอยู่ทตี่ า่ งๆ มารวมไว้ท่ีเดยี วกนั ซ่ึงชอ่ งทางบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ตนับเปน็ อกี
ชอ่ งทางหนึง่ ที่สามารถตอบสนองในการเปน็ เวที แลกเปลี่ยนเรยี นรู้ แบ่งปัน นำไปสสู่ ังคมแห่งการเรียนรู้ที่
ยัง่ ยนื
การจดั การความรู้ (Knowledge management - KM) คอื การรวบรวม (ร่วม)สรา้ งสาระความรู้ ทัง้
ของบคุ คล หรือของกลุม่ หรือจากสภาพแวดลอ้ มรอบตัว โดยพฒั นาจากข้อมูลดังกลา่ วไปสู่สารสนเทศ เพื่อ
นำไปสู่การหลอมรวม แลกเปล่ยี น ร่วมศึกษาเรยี นรู้ นำไปส่กู ารต่อเติมความสวา่ งทางปัญญาของบุคลากร ใน
องคก์ ร หรือของผ้เู รียนรู้ท่เี ปน็ กลมุ่ เป้าหมาย หรอื เผยแพร่เป็นข้อมลู สาธารณะสู่เครือข่ายการเรยี นรู้
กรอบความคิดการจัดการความรู้ เป็นกรอบของการปฏิบตั เิ พ่ือการเข้าถงึ การจดั การความรู้ มีวิธีคิดหลาย
รูปแบบ ท่ีน่าสนใจ คอื (Rubenstein, Liebowitz, Buchwalter & McCaw, 2001, p. 8 ) ไดแ้ บ่งชนิดของ
กรอบความคดิ การจัดการความรู้ ได้แก่
1. กรอบความคิดแบบ prescriptive กรอบความคดิ แบบ prescriptive เป็นกรอบความคดิ ท่ีพบมากที่สดุ
ซ่งึ อธบิ ายถึงพฒั นาการของความรู้ในองคก์ ร หรือเรยี กว่า "วงจรความรู้ (Knowledge Spiral)"
2.กรอบแนวคดิ แบบ descriptive กรอบแนวคิดแบบ descriptive เปน็ กรอบความคดิ ท่ีอธิบายถงึ ขน้ั ตอน
การจัดการความรู้ และปจั จัยที่มผี ลต่อความสำเร็จและความลม้ เหลวของการจัดการความรู้ เชน่ วฒั นธรรม
องคก์ ร การเชื่อมโยง การจัดการความรกู้ บั ทิศทางองค์กร การท่ตี ้องมขี อ้ มูลป้อนกลับเพือ่ ปรบั การจัดการ
ความรู้ ให้ทันต่อการเปล่ยี นแปลงต่าง ๆ เป็นตน้
กรอบความคดิ ท่ีสถาบันเพม่ิ ผลผลิตแห่งชาติได้นำมาทดลองใชใ้ นโครงการนำร่อง มาจาก Osterhoff
(อ้างถงึ ใน บญุ ดี บญุ ญากิจ และคนอน่ื ๆ, 2548, หนา้ 36-38) ที่ปรึกษาโครงการ โดยดดั แปลงมาจากรปู แบบ
การจัดการความรขู้ องบริษทั Xerox Corporation ประเทศสหรฐั อเมรกิ า ซ่ึงประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก
ๆ 6 อยา่ งดงั น้ี
1. การจัดการการเปลย่ี นแปลงและพฤตกิ รรม (transition and behavior management)
2. การสอ่ื สาร (communication)
3. กระบวนการและเครอื่ งมือ (process and tool)
4. การฝึกอบรมและการเรียนรู้ (training and learning)
5. การวัดผล (measurement)
82
6. การยกยอ่ งชมเชยและให้รางวัล (recognition and reward)
หลักการออกแบบส่อื เพ่ือการเรียนรู้
ปจั จุบนั โลกไดเ้ ข้าสู่ยุคเศรษฐกจิ ฐานความรู้ (Knowledge-based Economy – KBE) งานตา่ งๆ
จำเป็นต้องใช้ความรู้มาสรา้ งผลผลติ ให้เกิดมูลคา่ เพ่ิมมากยิง่ ขนึ้ การจดั การความร้เู ป็นคำกวา้ งๆ ที่มีความหมาย
ครอบคลุมถงึ เทคนิค กลไกต่างๆ มากมาย เพอ่ื สนับสนุนใหก้ ารทำงานในองค์กร มปี ระสทิ ธภิ าพยิ่งขน้ึ ในการ
รวบรวมความรู้ที่กระจัดกระจายอยทู่ ี่ต่างๆ มารวมไวท้ ่เี ดียวกัน ซงึ่ ช่องทางบนเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ตนับเปน็ อีก
ชอ่ งทางหนงึ่ ทส่ี ามารถตอบสนองในการเปน็ เวที แลกเปลย่ี นเรียนรู้ แบง่ ปนั นำไปสสู่ ังคมแหง่ การเรียนร้ทู ่ี
ยั่งยนื
ก่อนการออกแบบสือ่ เพ่อื การเรียนรู้ในแต่ละประเภท ผอู้ อกแบบจะตอ้ งคำนึงถึงองคป์ ระกอบ และ
เงือ่ นต่างๆ ไมว่ า่ จะเป็นรูปแบบของสื่อ วิธกี ารนำไปใช้ จนถึงกล่มุ เป้าหมายผู้ใชง้ าน ดังน้นั ในการออกแบบ
จำเปน็ ตอ้ งศึกษาและเขา้ ใจหลักการรวมถงึ ขัน้ ตอนในการออกแบบ เพ่ือนำมาประยุกตเ์ ปน็ แนวทางในการ
ปฏบิ ัตแิ ละลงมือสรา้ งสาระการเรียนรู้ออนไลน์ เพือ่ ให้ได้สื่อการเรียนรทู้ ี่เหมาะสมต่อกระบวนการศึกษาเรียนรู้
ดว้ ยตนเอง
หลักการออกแบบสือ่ เพ่อื การเรียนรปู้ ระกอบด้วย 9 ขน้ั ตอน ดงั นี้
ขั้นตอนท่ี 1 เรา้ ความสนใจ (Gain Attention)
ขน้ั ตอนท่ี 2 บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objectives)
ข้นั ตอนท่ี 3 ทวนความรเู้ ดมิ (Activate Prior Knowledge)
ขั้นตอนที่ 4 การเสนอเนื้อหา (Present New Information)
ข้ันตอนท่ี 5 ชี้แนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)
ขัน้ ตอนที่ 6 กระตุ้นการตอบสนอง (Elicit Responses)
ขัน้ ตอนที่ 7 ให้ข้อมลู ย้อนกลบั (Provide Feedback)
ขนั้ ตอนที่ 8 ทดสอบความรู้ (Access Performance)
ข้นั ตอนท่ี 9 การจำและนำไปใช้ (Promote Retention and Transfer)
องคป์ ระกอบสำคัญของการจดั การความรู้ในสถานศกึ ษา
1. บคุ ลากร(ครู) หมายถงึ ครู บุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏบิ ัติงาน ภมู ิปญั ญา หรอื ผู้ทม่ี ีส่วนในการ
จดั กิจกรรมทางการศกึ ษา เป็นผนู้ ำความรูไ้ ปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนต์ ่อกระบวนการจดั การศกึ ษา
2. ขอ้ มลู /ความรู้ หมายถงึ ขอ้ มลู ความรู้ หรือประสบการณต์ ่างๆที่อยใู่ นบคุ ลากร(คร)ู สาระเน้ือหาการเรยี นรู้
(ตาม)หลกั สูตร สอ่ื และองค์ประกอบอื่นๆ ทใี่ ชใ้ นการเรยี นรู้ ถกู นำมาบรู ณาการเพื่อการเรียนรู้ และการเข้าถึง
นำไปสู่การเรียนร้ดู ว้ ยตนเองอยา่ งมีประสิทธภิ าพ
83
3. เทคโนโลยแี ละการสื่อสาร เปน็ เครอ่ื งมอื เพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเกบ็ แลกเปลีย่ น นำความรูไ้ ปใชไ้ ด้
อย่างงา่ ยและรวดเร็วขึน้ การจัดการความรู้ มคี วามจำเป็นตอ้ งใช้เทคโนโลยีสนับสนุนและเปน็ เทคโนโลยขี น้ั สูง
คอื ระบบสารสนเทศ ระบบการเรยี นรู้ ระบบการส่ือสาร และระบบสนับสนนุ กระบวนการ กระบวนการ
ประกอบดว้ ยข้นั ตอน การแสวงหา การสรา้ ง การเก็บและเรียกใช้ การถ่ายโอน
4. วิธีการและกระบวนการ หมายถึงวธิ ีการบรหิ ารและจดั การเพือ่ นำมวลความรู้ จากแหล่งความรู้นำไป
เผยแพรใ่ นระบบอย่างมรี ะบบและประสทิ ธิภาพต่อการเรยี นร้สู งู สดุ
ประโยชนข์ องการจดั การความรู้
เป้าหมายของการจัดการความรู้ อาจกล่าวได้ว่า เป็นการจัดการเพ่อื ให้ ครู บุคลากรทางการศกึ ษา
และผูเ้ กย่ี วขอ้ งทีม่ ีส่วนในการจดั กิจกรรมทางการศึกษาได้รับความรคู้ วามรเู้ พิ่มเตมิ อยา่ งต่อเนอ่ื งตลอดเวลา
เพอื่ ใหส้ ามารถปฏิบัตงิ าน การจัดกจิ กรรมทางการศึกาาไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพและมปี ระสทิ ธิผล ส่งิ ทำสำคญั
อกี ประการหน่ึงก็ คือ เปน็ ฐานองค์ความรหู้ ลักในการ พฒั นาบุคลากรร่นุ ใหมโ่ ดยการถ่ายโอนความรู้
ประสบการณ์ในการทำงานของคนรุ่นเดิมไปสูค่ นรนุ่ ใหมไ่ ด้อย่างรวดเร็ว เพื่อประสทิ ธภิ าพโดยรวมในการ
ดำเนินกจิ กรรมการศึกษาอยา่ งต่อเนอ่ื ง
ข้นั ตอนการออกแบบสอื่ การเรยี นร้อู อนไลน์
ในการออกแบบสอ่ื การเรียนร้อู อนไลนน์ นั้ มหี ลากหลายรูปแบบหรอื วิธีการ ซ่ึงในแต่ละรูปแบบหรอื วิธกี ารก็มี
ขน้ั ตอนทอี่ าจจะคลา้ ยกัน หรือแตกตา่ งกนั ในบางส่วน แต่ในภาพรวมนั้นไมไ่ ดห้ นีไปจากกนั มานัก เราลองมา
ศกึ ษาขั้นตอนการออกแบบสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ ในรปู แบบตวั อย่างต่อไปนกี้ นั ซึง่ จะประกอบด้วยขัน้ ตอน
ตา่ งๆ 6 ข้นั ตอน
1. ขัน้ ตอนการเตรียมข้อมลู สาระเนือ้ หา (Preparation)
2. ข้นั ตอนการออกแบบบทเรียน (Design web-page Instruction)
3. ขั้นตอนวางกรอบเนื้อหาและเขียนผังงาน (Flowchart Lesson)
4. ขั้นตอนการสรา้ งหนา้ เอกสารเว็บ (Create Web-page)
5. ขน้ั ตอนการเผยแพร่ทดสอบ (Publish)
6. ขน้ั ตอนการประเมินหรอื ปรับปรงุ (Evaluate and Revise)
การจัดการเรียนรู้ออนไลนผ์ า่ นเครอื ข่ายอินเทอร์เนต็
การจดั การศึกษาออนไลน์ หรือท่นี ักการศึกษาเรียกวา่ “Web-Based Instruction” เป็นรปู แบบการ
สอน โดยใช้เว็บเปน็ ส่ือกลางในการเรียนรู้ วธิ กี ารมีทง้ั แบบใชเ้ วบ็ เป็นฐานหลกั โดยครผู ู้สอน หรือ
สถานศกึ ษา บรรจเุ นอื้ หาวิชาทงั้ หมดวางไว้ในระบบการจัดการเรียนรู้ หรอื บางแหง่ ใช้เว็บเปน็ เครอ่ื งมือ หรือ
ส่วนในการเสรมิ การเรียนรู้
84
การสอนบนเวบ็ จึงเปน็ รปู แบบของการประยุกตว์ ิธีการสอนทั้งในแบบชัน้ เรยี น หรอื การสอนดว้ ยวธิ ีการ
อื่นๆมาผสมผสานเข้าดว้ ยกัน การสอนบนเวบ็ ใช้ได้ทั้งการสอนในระบบโรงเรียน การศึกษาตามอธั ยาศยั หรอื
การศกึ ษาตอ่ เนอ่ื งในลกั ษณะการศกึ ษาทางไกล ซงึ่ กำลงั เปน็ ทน่ี ิยมใชก้ นั มากในปจั จบุ ัน การนำระบบการจดั
การศกึ ษาออนไลน์ มาใช้ให้เกดิ ประสทิ ธิภาพในกระบวนการสอนสูงสุดน้นั ครผู สู้ อนจะต้องมคี วามเขา้ ใจว่า
รูปแบบการเรียนการสอนแบบการจดั การศึกษาออนไลน์น้ี แตกตา่ งจากระบบการเรียนการสอนในช้ันเรียน ที่
เรยี กกันวา่ face-to-face อยา่ งไร และจำเปน็ ท่ีต้องมกี ารพัฒนา ปรบั ปรงุ วิธีการอย่างตอ่ เนอ่ื ง ไมว่ ่าจะเป็น
ด้านการปรับปรุงเรอ่ื งเน้ือหา เทคโนโลยี เทคนคิ การนำเสนอ รวมถงึ การวิจัย เพ่อื พัฒนาคุณภาพของระบบการ
จัดการศกึ ษาออนไลนใ์ นภาพรวม การนำระบบการจดั การศกึ ษารปู แบบออนไลน์เขา้ มาใช้นน้ั ต้องระลกึ ไวอ้ ยู่
เสมอวา่ เม่อื พร้อมท่จี ะดำเนนิ การจัดการศกึ ษาออนไลน์ ต้องไม่ทำใหค้ ุณภาพการเรียนรู้ของผูเ้ รยี นขาด
คณุ ภาพไปจากระบบการเรียนรู้ในช้นั เรยี นด้วย แมว้ ่าการจดั การศกึ ษาออนไลนด์ เู หมือนจะในรปู แบบที่ขาด
ปฏิสมั พนั ธร์ ะหว่างผเู้ รยี นกับผู้สอน ด้วยเวลาในการศกึ ษาเล่าเรยี นไม่ตรงกัน จงึ จำเป็นตอ้ งใช้เทคโนโลยีในการ
สื่อสารเพอ่ื สรา้ งกจิ กรรมร่วมกัน เพ่อื เขา้ ถงึ สื่อการเรียนการสอนระยะไกล หรือเพ่อื ปฏสิ ัมพันธ์กับอาจารย์
ผูส้ อน หรือผูเ้ รยี นอ่นื โดยไมจ่ ำเปน็ ต้องออนไลน์ ณ เวลาเดียวกนั โดยการใช้กระดานสนทนาอิเลก็ ทรอนิกส์
(webboard) หรอื การใช้อเี มล์
ปัจจยั หลกั ในการจดั การฐานความรู้บนเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต E-learning
ในการจดั ฐานการเรยี นรอู้ อนไลนบ์ นเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ รูปแบบ web-based learning หรือ e-
learning ซึง่ ปจั จบุ นั ถือไดว้ า่ เปน็ รูปแบบการศกึ ษาดว้ ยตัวเองทม่ี คี วามพรอ้ มและสมบูรณ์อีกวิธกี ารหน่ึง แต่
การจดั การศึกษา เพื่อสนับสนนุ การเรียนรู้ และเพิม่ ทางเลือกใหม่ในรปู แบบดังกลา่ วให้ประสบความสำเร็จนน้ั
ไม่สามารถทจี่ ะกระทำได้งา่ ย หากองคก์ รหรอื สถาบนั การศึกษาน้นั ยังขาดปจั จยั หลกั ที่นำมาเกอ้ื หนุนกลไกของ
web-based learning หรือ e-learning ใหข้ บั เคลือ่ นไปได้อย่างสมบูรณ์ ปัจจยั หลักดังกลา่ วอัน ได้แก่
1. นโยบายของกระทรวงศึกษาธกิ ารในการจดั การศึกษาของชาติ
2. วสิ ัยทัศนผ์ ู้บรหิ ารการศึกษาท้ังในระดบั เขตพ้ืนทีแ่ ละสถานศกึ ษา
3. ความรคู้ วามสามารถด้านการพัฒนาสื่อและ ITของคร/ู อาจารยท์ ีม่ ีผลตอ่ การเรียนรู้
4. ความพรอ้ มด้านอุปกรณ์หลักและเครื่องมือสนับสนนุ
5. ความพรอ้ มและประสิทธภิ าพทด่ี ีในดา้ นเทคโนโลยเี ครือขา่ ย
6. ความพรอ้ มดา้ นระบบปฎิบตั ิการ โปรแกรมที่ใชส้ รา้ ง e-learning
7. ความพร้อมของวิธีการบรหิ ารและการจดั การเรยี นรู้ e-learning ท่มี ีคุณภาพ
85
8. การสนบั สนนุ ด้านงบประมาณอย่างจรงิ จังและตอ่ เนอื่ ง
รูแ้ บบฐานการเรยี นรู้การเรียนออนไลน์
ปจั จบุ ันโลกได้เข้าส่ยู ุคเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) งานตา่ งๆ จำเปน็ ต้อง
ใช้ความรมู้ าสร้างผลผลิตให้เกดิ มูลค่าเพม่ิ มากยง่ิ ข้ึน การจดั การความรู้เป็นคำกวา้ งๆ ทมี่ คี วามหมายครอบคลมุ
ถึง เทคนคิ กลไกต่างๆ มากมาย เพื่อสนับสนุนให้การทำงานในองคก์ ร มีประสทิ ธิภาพย่งิ ข้ึน ในการรวบรวม
ความรูท้ ่ีกระจัดกระจายอยู่ทีต่ ่างๆ มารวมไวท้ ่ีเดยี วกนั ซงึ่ ช่องทางบนเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ นต็ นับเปน็ อีกชอ่ งทาง
หน่งึ ทสี่ ามารถตอบสนองในการเป็นเวที แลกเปล่ียนเรียนรู้ แบ่งปนั นำไปส่สู ังคมแห่งการเรยี นรู้ที่ยง่ั ยนื ในโลก
ของการศกึ ษาปจั จุบันน้ี เราคงจะปฎเิ สธวธิ ีการสอนผ่านเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็ หรอื ท่เี รยี กกนั วา่ การสอนบนเวบ็
คำคำน้ี เป็นคำท่ีมาจากภาษาองั กฤษว่า Web-Based Instruction (WBI) ซ่ึงถือกนั ว่าเปน็ กระบวนการที่แยก
มาจากยุคคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอนหรือ CAI น่นั เอง นอกจากนี้ ยงั มนี ักการศกึ ษาใช้เรียก Web-Based
Instruction ในอกี ชื่อว่า Web-Based Learning ซึ่งทงั้ หมดนีก้ ม็ ีความหมายเดียวกัน หมายถงึ การเรียนการ
สอนที่ใชเ้ ว็บเปน็ ฐาน หรือ“การสอนบนเว็บ”หรอื “การสอนผ่านเวบ็ ” ปจั จุบนั การเรียนการสอนผ่านเว็บถูก
นำมาใช้ ท้ังการการสอนในระบบโรงเรียน รวมถึงการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั ครอบคลุม
กระบวนการศึกษาตลอดชวี ติ
ในการนำเสนอสาระการเรียนรู้แบบตา่ งๆบนฐาน web-based นนั้ ไม่ว่าจะเปน็ บทเรยี นออนไลน์
เป็นไฟลเ์ รยี นร้ดู ว้ ยเอกสารอเิ ลก็ ทรอนิกส์ (e-document) หรือหนังสืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส(์ e-book) รปู แบบตา่ งๆ
ใหเ้ กิดกระบวนการเรยี นรู้โดยสมบรู ณ์ และเหมาะสมได้นั้นจำเป็นตอ้ งมี องค์ประกอบพ้นื ฐาน ของการจัดการ
เรียนการสอนบนเครือขา่ ยอนิ เทอร์เน็ต ซ่ึงองค์ประกอบดงั กลา่ วประกอบด้วยสว่ นสำคญั 3 ส่วน โดยแตล่ ะ
ส่วนจะตอ้ งได้รบั การออกแบบมาเป็นอย่างดี เพราะเม่อื นำมาประกอบเข้าดว้ ยกนั แล้ว ระบบทั้งหมดจะต้อง
ทำงานประสานกันไดเ้ ป็นระบบอย่างลงตวั ซ่ึง ฐานการเรียนรู้ (web-based) ในปจั จบุ นั น้ีถือเป็นปจั จัยหลกั
ของการจัดการเรียนรู้ออนไลนผ์ ่านเครือข่ายอินเทอร์เนต็ ทจ่ี ะเป็นส่วนสำหรบั จดั วาง เผยแพรข่ อ้ มลู เน้ือหา
บทเรียนไปสู่ ผู้เรียนรู้ได้ ซง่ึ ฐานการเรยี นรู้นจ้ี ะมอี ยู่ 3 ลกั ษณะ ไดแ้ ก่
1. ลักษณะหนา้ เอกสาร web document อย่างเดยี ว
2. มรี ะบบบรหิ ารการเรียนรู(้ LMS)
3. มีระบบบรหิ ารเน้อื หา/หลักสูตร(CMS)
ระบบการสบื ค้นผา่ นเครือข่ายเพอื่ การเรยี นรู้
ในปัจจุบนั ส่อื และเทคโนโลยีท่ที ันสมยั มีประโยชนใ์ นการสืบคน้ ข้อมูล และแสวงหาความรใู้ ห้
กวา้ งขวางมากขนึ้ พ้ืนทที่ ี่ใชส้ ืบคน้ องคค์ วามรู้ตา่ งๆ มิไดจ้ ำกดั เพยี งตำราและหนังสอื เท่านั้นสอื่ อินเตอร์เน็ต
นบั ว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากสำหรบั ผ้เู รียนรู้กลุม่ ยคุ ใหม่ ระบบอินเตอรเ์ น็ตเปน็ แหลง่ ขอ้ มูล องคค์ วามรู้ที่
86
ผูใ้ ช้สามารถสืบค้นข้อมูลได้ง่ายดายและสะดวกรวดเรว็ ทีส่ ดุ ผู้สบื ค้นขอ้ มูลสามารถสบื คน้ ขอ้ มูลต่างๆ ได้อย่าง
รวดเร็ว หนว่ ยงานต่างๆ ทัง้ ภาครัฐและเอกชน ต่างเห็นความสำคัญของการติดต้ังระบบอนิ เตอรเ์ นต็ กนั อย่าง
กว้างขวาง เพ่อื บริการบคุ คลในองคก์ รเพอื่ การปฏบิ ัตหิ น้าทไี่ ดส้ ะดวกยงิ่ ข้นึ
๑. การใชอ้ ินเตอรเ์ น็ตเพ่อื การเรียนรู้ อินเทอรเ์ นต็ เป็นแหล่งขอ้ มูลที่ทกุ คนสามารถเข้าถึงเพอ่ื
คน้ หา แลกเปลี่ยนเรยี นรู้ได้อย่างแทบไม่มขี ดี จำกดั การใช้อนิ เทอร์เนต็ เพอื่ ประโยชน์ดังกล่าว จำเป็นท่เี รา
จะตอ้ งมีความร้แู ละทักษะในการค้นหาขอ้ มลู (Search) รู้จกั แหลง่ เรยี นรู้ และวิธีการนำเสนอข้อมูลความรู้และ
ผลงานอย่างเหมาะสม จะชว่ ยใหเ้ ราสามารถใชอ้ ินเทอรเ์ นต็ เป็นเคร่อื งมือในการสบื ค้นขอ้ มูลในหวั ข้อเร่ืองท่ี
นักเรยี นสนใจ
๒. รปู แบบการใชอ้ นิ เตอรเ์ น็ตเพ่ือการเรยี นรู้ การประยกุ ตน์ ็ตเป็นเครือข่ายทสี่ ามารถติดตอ่ สื่อสารกันไดก้ บั
แหลง่ ที่เชือ่ มตอ่ เขา้ ด้วยกนั สามารถสืบค้นข้อมูลไดแ้ ละมสี ถาบันต่าง ๆ ทัง้ ภาครฐั และเอกชนทว่ั โลกไดเ้ ชื่อม
เครอื ข่ายรว่ มกนั จึงเป็นแหล่งทีจ่ ะสืบคน้ ขอ้ มูลเพื่อนำมาศกึ ษาหาความรไู้ ด้ การนำอินเทอร์เนใ็ ชง้ านเครือขา่ ย
อนิ เทอร์เนต็ ทางการศกึ ษา ดงั น้ี
1. การใช้เครอื ขา่ ยเพ่อื การติดตอ่ ส่อื สาร เปน็ การติดต่อระหว่างผูเ้ รียนกับผสู้ อน เพ่อื ส่งรายงาน
การบา้ น วทิ ยานิพนธ์ ในรูปแบบแฟม้ ขอ้ มลู การเปน็ สมาชิกกลมุ่ สนทนาเพอื่ เป็นเวทีแลกเปลย่ี นความคิดเห็น
เผยแพร่ผลงานวิจัย ชว่ ยเหลอื ซ่งึ กันและกันทางดา้ นวิชาการ และแจง้ ขา่ วความเคลอ่ื นไหวทางวชิ าการ
2. การใช้เครอื ข่ายเพ่อื การสืบค้นข้อมูล ซึ่งผเู้ รยี น นักวจิ ยั และ ผ้สู อนสามารถสืบค้นจากฐานข้อมลู
ทางการศึกษา และ Online Library Catalog ของห้องสมดุ ตา่ ง ๆ ทีเ่ ชื่อมโยงในอินเทอรเ์ นต็ จากประเทศใน
ทวีปตา่ ง ๆ ทว่ั โลก
3. การใช้เครอื ข่ายเพ่อื การสอน หรือการสอนทางไกลโดยผ่านเครือขา่ ย โดยเปิดเป็นหลกั สตู รการสอน
ในระดับปรญิ ญาและในแบบประกาศนียบตั ร เรยี กว่า Online Program ซึ่งผูเ้ รยี นสามารถสมัครและเรียนผา่ น
เครือข่ายอินเทอร์เนต็ ส่วนกิจกรรมการเรยี นการสอน เอกสารและการติดต่อต่าง ๆ อยู่ในรูปของแฟ้มขอ้ มูล
อิเล็กทรอนิกส์
๓. การสืบคน้ ข้อมูลในการเรียนรู้ด้วยตนเอง เนอื่ งจากขอ้ มูลท่อี ย่บู นเครอื ข่ายอนิ เตอรเ์ นต็ ในปจั จุบันมี
มากมายและกระจัดกระจายอยู่ตามท่ีต่างๆ ดงั นัน้ ผใู้ ชอ้ ินเตอรเ์ น็ตจงึ จำเป็นตอ้ งเรียนรู้วิธกี ารใช้บริการ
อนิ เตอรเ์ นต็ และเลอื กใช้ให้เหมาะสม เพ่ือการค้นหาขอ้ มูลในการเรียนร้ดู ้วยตนเองอยา่ งมีประสิทธิภาพ โดย
สามารถใชอ้ ินเตอรเ์ นต็ ในการสบื ค้นข้อมูล ศกึ ษา คน้ ควา้ และวจิ ัยไดห้ ลายวิธดี ้วยกนั วิธที เี่ ป็นที่นยิ มมากทีส่ ุด
ในปจั จบุ ัน คอื การสบื ค้นทางเวิลดไ์ วด์เวบ็ เน่ืองจากสามารถรองรับข้อมูลไดห้ ลายๆ รูปแบบ และเช่ือมโยง
ข้อมลู ที่เกย่ี วเนื่องกนั ให้เราได้ศกึ ษาอยา่ งสะดวกสบาย และมซี อฟตแ์ วร์ สำหรบั อ่านข้อมลู ในเวบ็ ทส่ี มบรู ณ์
แบบมากการคน้ หาขอ้ มูล ในการเรยี นรู้ด้วยตนเองอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ จำเปน็ ตอ้ งใชเ้ ครอ่ื งมอื ชว่ ยค้น
(Search engine) ซ่งึ ซอฟต์แวร์สำหรบั อ่านขอ้ มูลในเว็บ (Web Browser) สว่ นใหญบ่ ริการเชอื่ มต่อกบั
เครื่องมอื เหลา่ นี้ไวใ้ ห้แล้ว ผูใ้ ช้เพียงแตก่ ดปมุ่ สำหรบั เรียกเครือ่ งมือนี้ขึน้ มา พมิ พค์ ำ หรือขอ้ ความที่ต้องการ
สืบค้นลงไป เครอ่ื งกจ็ ะแสดงผลการคน้ โดยการแสดงชือ่ ของขอ้ มูลที่เราตอ้ งการศึกษา (Web Page) ซ่ึงถ้า
87
ต้องการเขา้ ไปอ่าน ก็สามารถกดลงไปบนช่อื นั้นไดเ้ ลย ขอ้ มูลดงั กลา่ วจะปรากฏบนจอไม่ว่าจะเปน็ ข้อมูลจาก
เคร่อื งคอมพิวเตอรเ์ คร่อื งใดในโลกก็ตาม
การสืบค้น และรบั สง่ ข้อมลู แฟม้ ขอ้ มูล
ความหมายของการรบั -สง่ ข้อมูลบนเครือขา่ ยอินเทอรเ์ นต็
การรับ-ส่งข้อมลู บนเครอื ข่ายอนิ เทอร์เนต็ โดยใชจ้ ดหมายอเิ ล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail) หรือที่
นิยมเรยี กกนั วา่ อีเมล (E-Mail) หมายถึง การส่ือสารหรอื การส่งข้อความจากคอมพวิ เตอรเ์ คร่อื งหนึ่งผา่ นไปเขา้
เครื่องคอมพิวเตอรอ์ กี เคร่ืองหนง่ึ โดยส่งผา่ นทางระบบเครือข่าย (Network) ผู้ส่งจะตอ้ งมเี ลขทอี่ ยู่ (E-mail
Address) ของผู้รบั และผรู้ ับสามารถเปดิ คอมพวิ เตอรเ์ รยี กข่าวสารน้ันออกมาดูเมื่อใดกไ็ ด้ โดยทัว่ ไปจดั ว่าเปน็
งานสว่ นหน่งึ ของสำนักงานอัตโนมตั ิ (Office Automatic) ซง่ึ ปจั จุบันไดร้ บั ความนยิ มเป็นอย่างมาก
ประโยชน์ของการรับ-ส่งข้อมลู ทางจดหมายอิเล็กทรอนกิ ส์
การรบั -ส่งขอ้ มูลทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ถือว่าเป็นสว่ นสำคัญในการสอ่ื สารบนเครือข่าย
อนิ เทอรเ์ นต็ ทนี่ ยิ มใช้มากท่ีสุด เพราะมีประโยชน์มากมาย ดังนี้
1. ทำให้การติดตอ่ สือ่ สารทว่ั โลกเปน็ ไปอย่างรวดเรว็ ระยะทางไม่เป็นอุปสรรคสำหรบั อเี มลในทุก
แห่งทัว่ โลกทม่ี ีเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์เชอ่ื มตอ่ ถึงกันได้ สามารถเข้าไปสถานทเี่ หลา่ นัน้ ได้ทกุ ที่ ทำให้ผู้คนท่ัวโลก
ติดตอ่ ถึงกนั ไดท้ ันที ผรู้ ับสามารถจะรับขา่ วสารจากอเี มลได้ทนั ทที ่ีผสู้ ง่ จดหมายส่งข้อมลู ผา่ นทางคอมพวิ เตอร์
เสรจ็ สน้ิ
2. สามารถสง่ จดหมายถงึ ผู้รับที่ตอ้ งการได้ทุกเวลา แม้ผู้รบั จะไม่ได้อย่ทู ีห่ นา้ จอคอมพิวเตอร์กต็ าม
จดหมายจะถูกเก็บไวใ้ นตู้จดหมายของคอมพวิ เตอรแ์ ละเปน็ ส่วนตวั จนกว่าเจ้าของจดหมายทมี่ ีรหัสผ่านจะเปิด
ตู้จดหมายของตนเองอา่ น
3. สามารถส่งจดหมายถึงผูร้ บั หลายๆคนได้ในเวลาเดยี วกัน โดยไมต่ ้องเสียเวลาสง่ ให้ทีละคน กรณีน้ี
จะใช้กบั จดหมายท่ีเปน็ ขอ้ ความเดยี วกนั เชน่ หนงั สอื เวียนแจ้งขา่ วใหส้ มาชิกในกลมุ่ ทราบหรอื เป็นการนัด
หมายระหวา่ งสมาชิกในกล่มุ เป็นตน้
4. ช่วยประหยดั เวลาในการเดนิ ทางไปสง่ จดหมายท่ีต้ไู ปรษณยี ห์ รือทที่ ำการไปรษณีย์ ทำให้
ประหยัดค่าใช้จ่ายในการสง่ เนอ่ื งจากไมต่ ้องคำนงึ ถึงปริมาณน้ำหนกั และระยะทางของจดหมายเหมอื นกับการ
ส่งทางไปรษณียธ์ รรมดา
5. ผู้รบั จดหมายสามารถเรียกอา่ นจดหมายได้ทกุ เวลาตามสะดวก ซ่ึงจะทำให้ทราบวา่ ในตู้จดหมาย
ของผูร้ บั มีจดหมายกีฉ่ บบั มีจดหมายท่ีอ่านแล้วหรือยงั ไม่ไดเ้ รยี กอ่านกี่ฉบบั เม่ืออา่ นจดหมายฉบบั ใดแล้ว หาก
ต้องการลบทิง้ กส็ ามารถเก็บขอ้ ความไว้ในรปู ของแฟม้ ข้อมลู ได้ หรือจะพิมพอ์ อกมาลงกระดาษก็ไดเ้ ชน่ กัน
6. สามารถถา่ ยโอนแฟม้ ข้อมูล (Transferring Flies) แนบไปกับจดหมายถึงผ้รู ับได้ ทำให้การ
แลกเปล่ียนข่าวสารเป็นไปไดโ้ ดยสะดวก รวดเรว็ ทันเวลาและทันเหตกุ ารณ์ จากความสำคัญของอีเมลท่ี
88
สามารถอำนวยประโยชน์ใหก้ บั ผู้ใชอ้ ย่างค้มุ คา่ นี้ ทำให้ในปจั จุบนั อเี มลกลายเป็นสว่ นหนงึ่ ของสำนกั งานทุก
แห่งท่ัวโลก ทีท่ ำให้สมาชิกในชมุ ชนโลกสามารถติดตอ่ กันผา่ นทางคอมพิวเตอร์ได้ในทกุ ที่ทุกเวลา
สารสนเทศเพอ่ื ใช้ในการจดั การเรียนรู้
ความหมายและความสำคัญในการนำ ICT มาใช้ในการเรยี นรู้
โดยความเปน็ จรงิ แล้ว ครเู ราใช้ ICT จัดการเรียนการสอนมานานแลว้ เพยี งแต่ยงั ใช้รูปแบบเดมิ ซ่ึง
หากมกี ารพฒั นาโดยใช้เทคโนโลยที ี่เก่ยี วขอ้ งตงั้ แตก่ ารรวบรวมการจดั เก็บขอ้ มลู การประมวลผล การพมิ พ์
การสร้างงาน การสือ่ สารข้อมลู ฯลฯ ซ่ึงรวมไปถึงการให้บรกิ าร การใช้ และการดแู ลข้อมูล จะทำให้การจัดการ
เรียนการสอนมปี ระสิทธิภาพมากขึน้ นกั เรยี นสามารถคน้ ควา้ หาความร้จู ากแหลง่ ความร้ทู ห่ี ลากหลายมาก
ยง่ิ ข้ึน
เป้าหมายของการใช้ ICT เพอื่ การเรยี นรู้
– เปน็ เครอ่ื งมือชว่ ยเพม่ิ ผลงาน และการตดิ ต่อส่อื สาร
– ความร่วมมือของนักเรียน โดยการวเิ คราะหข์ อ้ มลู รว่ มกนั
– บริหารจดั การขอ้ มูล โดยการคน้ คว้าขอ้ มูล
– ความรว่ มมอื ของครู โดยครูทำงานรว่ มกันเอง ทำงานรว่ มกบั นกั เรยี น และเพือ่ นภายนอกโรงเรยี น
– ความร่วมมือระหว่างโรงเรียน โดยนกั เรียนทำงานร่วมกบั ผอู้ ่นื ทอ่ี ยูน่ อกโรงเรยี น
– การสร้างงาน โดยการจดั ทำชน้ิ งาน การเผยแพรผ่ ลงาน
– ชว่ ยบททวนบทเรียน โดยซอรฟ์ แวร์เสรมิ การเรียน
ประโยชนจ์ ากการนำระบบ ICT มาประยกุ ต์ใช้ พอสรปุ ได้ดังนี้
1. ความสะดวกรวดเรว็ ในระหว่างการดำเนนิ งาน
2. ลดปรมิ าณผู้ดำเนินงานและประหยดั พลงั งานเช้อื เพลิงไดอ้ ีกทางหนง่ึ
3. ระบบการปฏิบัติงานเปน็ ไปอย่างมรี ะเบียบมากขน้ึ กวา่ เดิม
4. ลดขอ้ ผิดพลาดของเอกสารในระหว่างการดำเนนิ การได้
5. สรา้ งความโปรง่ ใสให้กับหน่วยงานหรอื องคก์ รได้
6. ลดปริมาณเอกสารในระหวา่ งการดำเนินงานไดม้ าก (กระดาษ)
7. ลดข้นั ตอนในระหวา่ งการดำเนนิ การได้มาก
8. ประหยดั เนือ้ ทจ่ี ัดเกบ็ เอกสาร (กระดาษ)
89
การวเิ คราะห์ปัญหาท่ีเกิดจากการใชน้ วตั กรรม
ปัญหาการขาดแควนนวตั กรรม ส่ือ อปุ กรณ์ เทคโนโลยสี ารสนเทศ
นับเปน็ ปัญหาใหญ่ท่ีสำคัญ โดยเฉพาะสถานศกึ ษาขนาดเลก็ พบว่าปจั จัยสนบั สนนุ ในการจดั
การศึกษาท่ีใช้องคป์ ระกอบทางเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมไปถึง นวัตกรรมรูปแบบตา่ งๆ ค่อนข้างจะมีน้อยหรอื
อาจกล่าวไดว้ า่ ไมม่ ีเลย โดยเฉพาะโรงเรียนในระดบั ประถมศึกษา ซง่ึ เป็นสาเหตสุ ำคญั ในการพฒั นาคุณภาพ
การศกึ ษาที่ไมส่ ามารถขบั เคล่ือนให้มีมาตรฐานท่ีเทา่ เทยี มกัน
ในการพฒั นาคุณภาพทางการศกึ ษา ดา้ นปจั จยั สนับสนุนทางเทคโนโลยสี ารสนเทศ ซึ่งรวมไปถึงสอ่ื
อปุ กรณ์ เคร่อื งมอื และนวตั กรรมทางการศึกษา แม้วา่ พระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จะม่งุ เน้น
ความเสมอภาคทางการศกึ ษา แต่ในสภาพความเป็นจริงในสงั คมประเทศไทย ยงั มีอกี หลายพนื้ ที่ ที่สภาพ
การศึกษามีความแตกตา่ งอย่างเหน็ ได้ชัด บางพื้นที่ ขาดไฟฟา้ ขาดระบบส่ือสารขน้ั พนื้ ฐาน ทำใหเ้ ครือ่ งมอื
อปุ กรณท์ างเทคโนโลยที ไี่ ด้ กไ็ ม่สามารถเช่อื มต่อเครอื ขา่ ยใชง้ านได้
ปัญหาการขาดแคลนนวตั กรรม สื่อ อปุ กรณเ์ ทคโนโลยีสารสนเทศ พอจะสรุปได้ แยกเปน็ 2 ปญั หาใหญๆ่ คือ
1. ปญั หาการขาดแคลนสอ่ื เนือ้ หา
2. ปญั หาด้านอุปกรณ์ เครอื่ งมือ
ปญั หาการขาดแคลนส่อื เนอ้ื หา
1. ขาดแคลนตัวส่อื เนือ้ หา สำหรับใช้ศกึ ษาเรยี นรู้ ในฐานะสอ่ื หลัก และสื่อเสริม
2. ส่อื เนอ้ื หา ที่มอี ยู่ไม่น่าสนใจ ไมม่ ีสว่ นเรา้ ทีต่ รึงพฤตกิ รรมการเรียนรู้
3. สื่อ เนอ้ื หา ทมี่ อี ยู่ ล้าสมยั เน้อื หา ไมต่ รงกับสภาพปจั จุบัน
4. สอ่ื เน้ือหา ท่ีมอี ยู่ ไมส่ ามารถใช้กบั ระบบ ของอปุ กรณ์ เครือ่ งมือท่ีมอี ยไู่ ด้
5. ส่ือ บางเนื้อหามสี ่อื การสอนน้อย ไมเ่ พียงพอตอ่ การนำไปใช้
ปัญหาด้านอปุ กรณ์ เครอ่ื งมือ
1. เครอื่ งมือ อปุ กรณ์ มไี มเ่ พียงพอ หรอื ไม่มี
2. ขาดปัจจัยพ้ืนฐานทำใหเ้ ครื่องมือ อปุ กรณไ์ ม่สามารถใช้งานได้ เชน่ ไมม่ ไี ฟฟ้า ไม่มีระบบ
เครอื ขา่ ย
3. เครื่องมือ อุปกรณ์ มีสภาพลา้ สมัย
4. ขาดงบประมาณในการปรับปรุง ซ่อมแซม
ปญั หาจากการบรหิ ารและการบริการเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศึกษา
การเข้าส่มู าตรฐานการบริหารจัดการ การให้บรกิ ารเทคโนโลยสี ารสนเทศ ในปัจจุบันภาคเอกชนได้
ตระหนักและให้ความสำคญั ในการกำหนดมาตรฐานทเี่ กี่ยวขอ้ งกับการใหบ้ ริการเทคโนโลยีสารสนเทศขนึ้ มา
ใชเ้ พือ่ การเติบโต การแขง่ ขันใน เชิงธุรกจิ ที่นับวันจะมอี ตั ราทีส่ งู ขนึ้ ส่งผลใหส้ ามารถช่วยลดภัยอนั ตรายจาก
เทคโนโลยีสารสนเทศได้ อาทิ เชน่ มาตรฐาน การรกั ษาความมัน่ คงปลอดภยั ในการประกอบธุรกรรมทาง
อิเลก็ ทรอนกิ ส์ การให้ความรู้ รวมถึง การ ควบคุมการใชง้ านคอมพิวเตอรใ์ ห้เปน็ ไปตาม พระราชบญั ญตั กิ าร
90
กระทำความผิดเก่ียวกบั คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550 การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใชใ้ นการพัฒนาองคก์ ร การ
นำเสนอ การสรปุ ผลการดำเนนิ งาน
ปญั หาในเชงิ บริหารและการบริการ
ปัญหาในเชงิ บรหิ ารและการบริการ พอสรปุ ปัญหาได้ ดังน้ี
1. ขาดขอ้ กำหนดวิสัยทัศน์ วตั ถปุ ระสงค์ นโยบายและมาตรฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
2. สถานศกึ ษาขาดการวางแผนแมบ่ ท
3. ขาดการสนบั สนุนดา้ นงบประมาณ หรอื หากสนับสนุนก็ไมเ่ พียงพอ
4. ขาดการติดตามผลการใชง้ าน ท้ังในเชงิ ระบบและมาตรฐานของบุคลากรดา้ นไอที
5. ขาดการสนับสนนุ จากผ้บู รหิ ารอย่างจรงิ จัง
6. ไมม่ ีระบบการเรยี นรผู้ า่ นเครอื ขา่ ยเป็นของสถานศึกษาเอง
7. ขาดกลไกการจัดการเรียนการสอนผา่ นเครือขา่ ยอย่างถูกระบบ
8. มีการเปลยี่ นแปลงนโยบายหรอื เปล่ยี นแปลงขอ้ มูลบอ่ ยคร้ัง
9. ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศของสถานศกึ ษาขาดคุณภาพ ขาดมาตรฐาน
10. เวลา โอกาสการเข้าถงึ ชอ่ งทางการเรียนรู้ของผู้เรยี นยงั มีน้อย
11. ระบบ และอุปกรณท์ ี่มี มีจำนวนไม่เพยี งพอต่อการให้บรกิ ารในการจัดการศกึ ษา
12. ระบบ และอปุ กรณ์ทม่ี ี มีมาตรฐานต่ำไมส่ อดคล้องกับววิ ฒั นาการของเทคโนโลยีสารสนเทศท่ี
เปลยี่ นไป
13. การพัฒนาระบบสารสนเทศเพอ่ื การเรียนการสอนไมเ่ ปน็ ไปตามขอ้ กำหนด
14. ผู้บริหารและครูผู้สอนขาดความรพู้ นื้ ฐานในการใช้งานและการพฒั นางานในหน้าที่ (บริหารและ
การศึกษา)
ปญั หาจากการพฒั นาด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในสถานศกึ ษา
ปจั จบุ ันเปน็ ทยี่ อมรับกันโดยทัว่ ไปแล้ววา่ เทคโนโลยีสารสนเทศ เปน็ ส่วนจำเป็นในการขบั เคลอื่ นการ
จดั การศกึ ษาใหก้ วา้ งไกล เป็นส่วต่อยอดในการพัฒนาทางความคดิ ใหก้ ับผูเ้ รยี นไดด้ อี กี ช่องทางหน่งึ ตลอด
ระยะเวลาท่ผี ่านมา ประเทศไทยมีการปฏริ ูปการศึกษา เพ่ือพฒั นา และปรบั เปล่ียนรูปแบบ และวธิ ีการ จดั การ
เรยี นรู้ โดยเนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำคญั ส่งเสริมพฒั นาการเรยี นร้ขู องผู้เรียน โดยีการนำเทคโนโลยเี ขา้ มาสนับสนนุ ใน
การจดั การศกึ ษา ส่งผลให้สถานศึกษาเกอื บทกุ แห่งในปัจจุบนั ตา่ งแข่งขัน เรง่ จัดหา เคร่อื งมือ อปุ กรณ์ เพื่อให้
พอเพียง(เกินพอ) ต่อกระบวนการจัดการศกึ ษา
ปัญหาจากครูผู้สอนและผ้เู รียน
สาระสำคัญของการปฏริ ูปการเรียนรู้ กค็ อื การปรับเปล่ยี นวัฒนธรรมในการเรียนรู้ โดยมงุ่ เนน้
ประโยชน์ทีผ่ ู้เรียนจะได้รับ พรอ้ มคำนึงถึงความแตกตา่ งระหว่างบคุ คลเปน็ สงิ่ สำคัญ ปลกู ฝงั ให้ผูเ้ รียนรูจ้ กั
91
แสวงหาความร้ดู ้วยตนเอง ใฝร่ ู้ ใฝ่เรยี น มีนสิ ยั รกั การเรยี นรตู้ ลอดชวี ิต รูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ มี
ความหลากหลาย ในรปู แบบลกั ษณะและช่องทางของตัวสอ่ื สนองตอบศักยภาพและความสนใจของผู้เรยี น
เปน็ สำคัญ ในการจัดการเรยี นการสอนแบบน้ี ครูผูส้ อนจะตอ้ งปรับเปลีย่ นวธิ ีการสอนใหม่ ใหส้ อดคล้องกบั
กระบวนการศึกษาทเ่ี ปลย่ี นไป ครตู ้องใฝร่ ู้ แสวงหา สาระเนอื้ หาใหมๆ่ ครูผู้สอนต้องพฒั นาสือ่ นวตั กรรมการ
เรยี นรู้รปู แบบใหม่ ท่ีสำคญั ครูผู้สอนตอ้ งเขา้ ใจ ต้องเรียนรู้ และใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศนำมาประยุกต์ใช้
ร่วมกบั การจัดการศกึ ษาได้อยา่ งผสมผสานอกี ด้วย
สาเหตุแหง่ ปัญหาจากครูผูส้ อน สาเหตุแห่งปญั หาจากครผู ู้สอนในสถานศกึ ษา
1. ครูผูส้ อนไมเ่ หน็ ความสำคญั ของนวตั กรรม และเทคโนโลยสี ารสนเทศ
2. ครูผสู้ อนขาดประสบการณห์ รอื ความชำนาญในการใชส้ อ่ื นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
3. ครผู ู้สอนปฎิเสธปฎิเสธการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ เพราะกลวั วา่ เม่ือเข้ามาแทนที่ ตนเองสญู เสยี
ความสำคญั
4. ครูผู้สอนขาดความรูใ้ นการสรา้ งชิ้นส่วน ส่อื หรอื องคป์ ระกอบต่างๆเพ่อื จดั การเรียนการสอน
5. ครูผสู้ อนไมม่ เี วลาเพียงพอที่จะศกึ ษาเรยี นร้คู ุณลักษณะเแพาะของนวัตกรรม และเทคโนโลยี
สารสนเทศ
6. ส่ือ สาระการเรียนรทู้ ีท่ ำโดยครมู กั มีสภาพไม่นา่ สนใจ
7. ครผู ู้สอนมีความรู้ความเข้าใจด้านการพัฒนาส่อื เพอ่ื การเรียนรผู้ ่านเครอื ขา่ ยน้อย
8. ครูผู้สอนท่ีชำนาญการในการสอนโดยใชเ้ คร่อื งมือและสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศยังมไี มเ่ พยี งพอ
สาเหตุแหง่ ปญั หาจากผู้เรยี น สาเหตแุ หง่ ปัญหาจากผเู้ รยี น(นักเรียน/นักศกึ ษา)ในสถานศกึ ษา
1. ผู้เรยี นมุ่งเน้นการเข้าหาสิ่งบันเทิง เกม หรอื การเข้าสังคมการพดู คุยมากกว่าจะเข้าสู่ด้านการ
เรียนรู้
2. ผเู้ รียนขาดความตงั้ ใจในการเข้าเรยี นรู้
3. ผู้เรียนใช้เครื่องมือในการสืบคน้ ขอ้ มลู ไมถ่ กู ต้องและไมเ่ หมาะสม
4. อปุ กรณ์ไม่เพยี งพอกับความตอ้ งการของผู้เรยี น
5. ผเู้ รยี น เน้นความสนุกสนาน ขาดการใฝ่รู้
6. การทำงานของระบบเครอื ขา่ ยและเครื่องคอมพวิ เตอรใ์ นห้องเรียนที่ค่อนขา้ งช้า
7. เวลาในการใช้งานและเรยี นรูใ้ นสถานศึกษามีน้อยเกินไป
8. ขาดการปลูกฝงั การเปน็ สงั คมแหง่ นกั อ่าน
9. เครือขา่ ยบางเครอื ขา่ ยไมส่ มบูรณ์ ทำใหไ้ ม่สามารถเขา้ ไปสบื ค้นหาขอ้ มูลท่ตี ้องการได้
92
แนวทางการแก้ไขปญั หา แนวทางการแกไ้ ขปัญหาในการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศของครผู ู้สอนและผู้เรียนใน
สถานศึกษา
1. ส่งเสริมให้ความรู้ การใช้งาน เทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การเรียนการสอนของครผู สู้ อน ใหม้ ี
ความรู้สามารถใช้งาน เข้าถงึ เครอื ข่ายอินเทอร์เน็ตได้
2. สง่ เสริมให้ครูผู้สอนมีความรู้ ทกั ษะ การสร้างสื่อ นวตั กรรม และบทเรยี นดว้ ยวธิ กี ารทาง
เทคโนโลยีสารสนเทศ
3. ส่งเสริมให้มีการพัฒนาสอ่ื (บทเรียน) โดยใช้กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
4. เรง่ พฒั นาช่องทางการเข้าถงึ แหลง่ เรียนรู้ การพฒั นาสอ่ื ออนไลน์ ของหนว่ ยงานสถานศกึ ษา
5. กำหนดวิธีการใหผ้ ้เู รียน เข้ามาใชง้ าน การเรียนรรุ้ ว่ มกบั ชอ่ งทางการเรียนรู้ของสถานศึกษา
6. แลกเปลีย่ นเรียนร้กู ันระหวา่ งครูผู้สอนกับผเู้ รียน
7. ส่งเสรมิ ให้ครูและผูเ้ รยี นเกดิ การเรียนรหู้ รอื การศึกษาด้วยตนเองผา่ นช่องทางเทคโนโลยสี ารสนเท
ปญั หาและผลกระทบด้านสังคม
ปจั จุบนั มนุษยเ์ ราได้รับประโยชน์มหาศาลจากการใชช้ ่องทาง เครื่องมอื ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ใช้
เป็นชอ่ งทางในการเขา้ ถงึ ขา่ วสาร ความรู้ สาระบันเทงิ การตดิ ต่อส่ือสาร ซ่งึ เทคโนโลยีเครือขา่ ยได้ผสมผสาน
กลไกการศ เชือ่ มโยงไมว่ ่าจะคอมพวิ เตอร์ สื่อพกพาต่างๆ ระบบโทรศพั ท์ ต่างเชื่อมโยงเข้าถึงกนั ได้อยา่ งน่า
อศั จรรย์ ซงึ่ ส่ือตา่ งๆเหล่านี้มผี ลตอ่ วิถขี องชวี ติ มนุษย์ หากใช้สอื่ ต่างๆเหล่านไี้ มถ่ ูกวิธี อาจกอ่ ใหเ้ กดิ ปัญหา
สงั คมขึน้ ได้
ปญั หาทางสงั คมทพี่ บมากทส่ี ุด ปญั หาทางสงั คมในการใชเ้ ทคโนดลยีสารสนเทศในชวี ิตประจำวันที่พบมากที่สดุ
พอสรปุ ปัญหาได้ ดังน้ี
1. มผี ลตอ่ ความคิดและพฤตกิ รรมของมนษุ ย์
2. ทำใหเ้ กิดเทคโนโลยใี หม่ ทีม่ ีพฒั นาการทีด่ ีและรวดเร็วขนึ้
3. เกิดการแพรก่ ระจายของข้อมลู ท่เี ป็นเท็จมากขน้ึ
4. เกิดขอ้ มูลหลอกลวง
5. สะดวกสบายมากขนึ้ แตก่ ็มีค่าใชจ้ ่ายมากขน้ึ ตามไปด้วย
6. เกดิ การบกุ รกุ โจมตีข้อมูลองคก์ รและส่วนราชการ
7. มผี ลกระทบต่อการศกึ ษา ผู้เรยี น เด็ก ตดิ เกม มากขนึ้
8. เกดิ การละเมดิ ลิขสทิ ธิ์
9. นำเทคโนโลยมี าใช้ในทางทผ่ี ิด
10. เป็นช่องทางในการเกิดอาชญากรรม
93
11. เกิดการละเมิดสิทธสิ ว่ นบุคคล
แนวทางในการปอ้ งกันและแก้ไขปญั หา แนวทางในการปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หาสังคมทเ่ี กดิ จากเทคโนโลยี
สารสนเทศ
1. ใช้แนวทางสร้างจริยธรรม (Ethic) ในตวั ผ้ใู ช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
แนวทางนี้มีหลกั อยูว่ ่าผ้ใู ช้เทคโนโลยีสารสนเทศ จะระมดั ระวังไม่สรา้ งความเดอื ดร้อนเสียหายต่อ
ผูอ้ นื่
2. สรา้ งความเข้มแขง็ ใหก้ ับตนเอง
ผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศพงึ รำลกึ อย่เู สมอว่า ในสังคมของเราทุกวนั น้ยี ังมคี นไม่ดปี ะปนอยู่มาก
พอสมควร
3. ใช้แนวทางการควบคุมสังคมโดยใช้วัฒนธรรมทด่ี ี
แนวทางนี้มีหลักอยวู่ ่าวัฒนธรรมทด่ี ีนั้นสามารถควบคมุ และแกป้ ัญหาสังคมได้ การดำรงอยู่และ
สง่ เสรมิ วฒั นธรรมท่ีดไี ว้ เปน็ สิ่งจำเปน็ ในยุคสารสนเทศ ยกตวั อยา่ งเชน่ การใหเ้ กยี รตซิ ง่ึ กนั และ
กนั ยกย่องในผลงานของผ้อู ืน่ เปน็ วฒั นธรรมที่ดีและ
4. การสร้างความเขม้ แขง็ ให้กับสงั คมชุมชน
ผู้รบั ผดิ ชอบในการจัดการด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศและสมาชิกของสังคม พึงตระหนกั ถึงภัย
อนั ตรายท่มี าพร้อมกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และหาการปอ้ งกนั
5. ใช้แนวทางการเข้าสู่มาตรฐานการบริหารจดั การการใหบ้ รกิ ารเทคโนโลยีสารสนเทศ ในปจั จุบัน
องค์กรต่างๆ
6. ใช้แนวทางการบังคบั ให้ปฏิบตั ติ ามขอ้ กำหนดทางกฎหมาย และบทลงโทษของการละเมิด เปน็
ส่ิงจำเป็น ผู้บรหิ ารระบบสารสนเทศจะต้องระบุข้อกำหนดทางดา้ นกฎ ระเบยี บ
ปัญหาดา้ นสทิ ธิและกฎหมาย
ในปจั จบุ นั อัตราการขยายตัวของผ้ใู ชง้ านผ่านระบบเครอื ขา่ ยและอนิ เทอรเ์ นตท่ัวโลกรวมท้ังประเทศไทยมีมาก
ข้ึน เป็นการเติบโตทีร่ วดเร็ว จะเห็นได้จากจำนวนผใู้ ชอ้ ินเทอรเ์ นตในประเทศไทยมีจำนวนมากข้นึ ในแต่ละปี
หลายล้านคน เกดิ สังคมและชมุ ชนใหมๆ่ ในโลกไซเบอรท์ ม่ี ีทั้งสงั คมที่ดีนำมาซ่ึงการแลกเปลย่ี นข้อมูลข่าวสาร
การเรียนรู้ การศกึ ษา การดำเนนิ กิจกรรมทางธรุ กิจ และอ่ืนๆ
94
แต่ในโลกของสังคมที่แวดลอ้ มไปดว้ ยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นำมาซง่ึ ความสะดวกสบาย เกดิ
พฒั นาการทางความคดิ จากมวลความรู้ ทมี่ ากมายมหาศาลบนโลกเครือข่ายอนิ เทอร์เนต็ การติดต่อสอ่ื สารท่ี
รวดเรว็ กวา้ งไกล แต่ในความกา้ วหนา้ ของสงั คมที่เกิดขึน้ สังคมรา้ ยท่ีแอบแฝง มพี ัฒนาการในการรุกลำ้ สิทธิ
สว่ นบุคคล สิทธขิ ององคก์ รในหลายลกั ษณะโดยเฉพาะการลกุ ล้ำสิทธิสว่ นบุคคลทางอินเทอรเ์ น็ต ซงึ่ นับวันจะ
ทวคี วามรุนแรง สรา้ งความเสียหายเป็นวงกว้าง นบั มลู ค่ามหาศาล ดังน้ัน ในทกุ ๆประเทศรวมทั้งประเทศไทย
จงึ ตอ้ งมกี ฎหมายให้การคมุ้ ครองสทิ ธพิ ื้นฐานตา่ งๆ กฎหมายทางเทคโนโลยสี ารสนเทศจึงเป็นส่ิงจำเป็นในสังคม
ความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยีสารสนเทศมไิ ดม้ ีเฉพาะในดา้ นดี แต่ยังนำมาซ่ึงปญั หาใหมๆ่ ท่ีเรยี กว่า
อาชญากรรมบนเครือข่าย ตัวอย่างเช่น
1. อาชญากรรมการขโมยขอ้ มูล
อาชญากรรมประเภทนี้อยู่ ในรปู ของการเข้าถงึ ระบบเพือ่ ขโมยความลับ การขโมยขอ้ มูล
สารสนเทศ
2. แพร่ขอ้ มลู หลอกลวง
เป็นการส่งขอ้ มลู ถงึ ผู้บริโภคด้วยขอ้ มลู ที่เปน็ เท็จ หรือข้อมลู หลอกลวง ซึง่ บางเร่อื งเกิดการ
ลกุ ลามแพร่กระจายไปอย่างมาก และรวดเรว็ จนระบบเมล์ขององค์กรหรือหน่วยงานในบางแหง่
ไม่สามารถทีจ่ ะรองรับข้อมูลเมลไ์ ด้ เปน็ ผลทำให้ระบบลม่ ทันที
3. การเผยแพรข่ อ้ มลู ที่ละเมิดสิทธสิ ่วนบุคคล
การละเมดิ สิทธเิ สรภี าพสว่ นบุคคลโดยการเผยแพร่ขอ้ มลู หรอื รปู ภาพต่อสาธารณชน ซึ่งข้อมูล
บางอยา่ งอาจไมเ่ ปน็ จริงหรือยังไมไ่ ด้พสิ ูจน์ความถูกต้องออกส่สู าธารณชน กอ่ ใหเ้ กดิ ความ
เสียหายตอ่ บุคคลโดยไมส่ ามารถปอ้ งกนั ตนเองได้ การละเมดิ สิทธิส่วน บคุ คล เชน่ น้ีตอ้ งมี
กฎหมายออกมาใหค้ วามคมุ้ ครองเพอ่ื ให้นำข้อมูลต่างๆ มาใช้ในทางท่ีถูกตอ้ ง
4. การบกุ รกุ และทำลายข้อมูล
การเข้าถงึ ระบบฐานข้อมลู สว่ นบคุ คลหรอื องค์กรโดยทไี่ มไ่ ดม้ ีหนา้ ทโี่ ดยตรง ปจั จุบนั พบว่ามี
เวบ็ ไซตห์ ลายแหง่ ท้งั ในส่วนของภาครฐั และเอกชน ถูกบุกรกุ เขา้ ดู ค้นหา แก้ไข ทำลายข้อมลู ทม่ี ี
อยใู่ นระบบ ทำให้เกิดความเสยี หายโดยรวม
5. การโจมตีเผยแพรไ่ วรสั
ปจั จบุ ันพบวา่ การโจมตีการเผยแพรไ่ วรสั ไปยังเวปไซต์ ไปยังอีเมล์ตา่ งๆ นบั วันจะทวีความรนุ แรง
มากย่งิ ขนี้ สรา้ งผลร้ายโดยรวม เปน็ อนั มาก ย่งิ เทคโนโลยีการใช้สือ่ พกพาประเภท Flash drive
ท่ีนยิ มกันอย่างมาก กย็ ่งิ เปน็ ส่วนนำพาแพร่กระจายไวรัสไดม้ ากยง่ิ ข้ึน
6. การใชช้ ่องทางด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศในการประกอบอาชญากรรมหรอื สง่ิ ผดิ กฎหมาย
หนว่ ยงาน สถานศึกษา สถานทร่ี าชการหลายแห่ง ได้ใหบ้ ริการเครือข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ ไรส้ าน
95
(WiFi) ซงึ่ บางแห่งเปน็ บรกิ ารสาธารณะเปิดใช้โดยไม่มีระบบการเข้ารหสั การใช้งาน ซง่ึ อาจจะมี
ผ้ใู ช้ชอ่ งทางน้ี นำไปประกอบอาชญากรรม หรอื กระทำความผิด ในลกั ษณะตา่ งๆอาทิ การซง่ั ซื้อ
ของผดิ กฎหมาย การก่ออาชญากรรมทางการเงนิ การสง่ ข่าวสารที่เป็นภยั ตอ่ บุคคล ตอ่ องค์กร
ตอ่ ความมัน่ คง และในด้านอนื่ ๆ อีก
ปญั หาการละเมิดลิขสิทธใ์ิ นสถานศกึ ษา
สถานศกึ ษาส่วนใหญ่ในปจั จุบนั แมว้ ่าจะเริ่มใหค้ วามสนใจต่อปญั หาการละเมดิ ลิขสิทธ์ิกันอย่างจรงิ จงั แต่จาก
สภาพความเปน็ จริง พบวา่ ครู บุคลากรทางการศึกษา รวมถงึ นักเรียน นกั ศึกษา ยังขาดความเขา้ ใจในสทิ ธิของ
การไฟลข์ ้อมูลมลั ติมีเดยี ต่างๆ โดยเฉพาะการใช้โปรแกรมหรอื ตัวซอฟท์แวร์ทีม่ ีอยภู่ ายในเครือ่ งคอมพิวเตอร์
ของหน่วยงานสถานศึกษาทมี่ อี ยวู่ ่าถูกต้องลิขสิทธิ์หรอื ไม่
ปญั หาการละเมิดลิขสิทธ์ิในสถานศึกษา ตามกฎหมาย การรบั ผดิ ชอบต่อการละเมดิ สิทธ์ใิ นโปรแกรม หรอื
ซอฟท์แวรด์ งั กลา่ วจะตกเปน็ ของผคู้ รอบครองการใชง้ านในเครื่องคอมพวิ เตอรน์ ้ันๆ รวมถึงผบู้ รหิ าร
สถานศึกษาแหง่ นั้นด้วย
ลขิ สิทธิใ์ นทีน่ ี้ มอี ยู่ 3 ลักษณะ อนั ไดแ้ ก่
1. ลขิ สิทธใ์ิ นตวั โปรแกรมหรอื ซอฟทแ์ วรท์ ีต่ ดิ ตง้ั ในเครื่องคอมพิวเตอรแ์ ละระบบเครอื ข่าย
คอมพิวเตอรส์ ถานศึกษา
2. ลิขสิทธข์ิ องผลงานทางวิชาการของสถานศกึ ษา
3. ลขิ สิทธผิ์ ลงานสอ่ื รปู แบบต่างๆทนี่ ำเขา้ มาไว้ในเครื่องคอมพวิ เตอร์ของสถานศึกษา
อาทิ ไฟล์เพลง ไฟลว์ ิดที ัศน์ หรือมัลติมเี ดยี ในรูปแบบตา่ งๆทจี่ ุดประสงคห์ ลักผสู้ ร้าง ทำไว้เพอื่ เชงิ
พาณชิ ย์
ปัจจบุ นั พบว่าสถานศกึ ษามีศกั ยภาพในการจดั การศกึ ษา มีห้องคอมพิวเตอร์เพ่อื สนบั สนนุ การเรยี นรู้ มี
โปรแกรมสำหรับใช้ ดำเนินกจิ กรรมทางการศึกษาทีห่ ลากหลาย แต่สถานศกึ ษาส่วนใหญไ่ ม่ไดต้ ระหนกั ถึงสทิ ธิ
ท่มี ใี นโปรแกรมหรอื ซอฟท์แวรเ์ หลา่ น้ัน ซง่ึ พบวา่ โปรแกรมหรือซอฟทแ์ วร์ที่มีอย่นู ้นั เป็นโปรแกรมซอฟทแ์ วร์
ผิดกฎหมาย ละเมดิ ลิขสิทธ์แทบท้งั สนิ้ นอกจากน้ีการพฒั นาโครงขา่ ยของยสถานศกึ ษา เพอ่ื ใช้ในการจดั การ
เรยี นการสอน แตใ่ นเวลาเดียวกันกพ็ บว่า ชอ่ งทางสำหรบั การรบั ส่งสัญญาณ (Bandwidth) ของสถานศกึ ษา
น้นั อาจถกู นำไปใชใ้ นทางทผี่ ิดโดยอาจเป็นแหล่งที่เก็บขอ้ มูล สอ่ื ละเมดิ สทิ ธิ์ และละเมิดลขิ สิทธติ์ ่างๆ (อาทิ
ผลงานทางวิชาการต่างๆ ไฟล์เพลง ไฟล์วดิ ีทัศน์ รูปภาพ ท่มี จี ุดประสงค์ในเชงิ พานชิ ย์ โปรแกรมหรือ
ซอฟท์แวร์ต่างๆ) และอาจเป็นเครอื ข่ายออนไลน์ที่เป็นต้นทางในการปอ้ นหรือคัดลอกขอ้ มูลใหแ้ กผ่ ู้ดาวนโ์ หลด
ทั่วโลก การใช้ไฟลร์ ่วมกันอยา่ งผิดกฎหมาย (illegal file-sharing) อาจก่อใหเ้ กิดความเสียหายแก่เครอื ขา่ ย
คอมพิวเตอร์ อนั เนอื่ งมาจากการได้รับไวรสั คอมพวิ เตอร์ การจารกรรมข้อมูล และการคุกคามความปลอดภัย
96
ทางข้อมูลของสถานศึกษาด้วย การละเมดิ ลขิ สิทธ์ิดงั กลา่ ว ทง้ั ครูผู้สอน ผูเ้ รียน ของหนว่ ยงานสถานศกึ ษาต้อง
ถูกไต่สวนทางกฎหมาย ซง่ึ ถือได้วา่ การกระทำความผดิ รวมถงึ หน่วยงาน สถานศึกษาอาจต้องรว่ มรบั ผดิ ชอบ
จากผลของการกระทำดงั กลา่ วดว้ ยเช่นกนั
ตามหลักการแลว้ สถาบันการศกึ ษามีหน้าทใ่ี นการสร้างทัศนคติของนักศกึ ษาท่มี ีตอ่ เรอ่ื งลขิ สทิ ธ์ิ ซ่งึ ก็มี
ขัน้ ตอนมาก มายทสี่ ถาบันการศกึ ษาสามารถทำไดแ้ ละควรกระทำเพ่ือเป็นการป้องกัน หรือเฝ้าระวังพฤติกรรม
การละเมดิ ลขิ สิทธิ์ ซงึ่ เกยี วโยงถงึ ปญั หาดา้ นความปลอดภยั ตอ่ เครือขา่ ย รวมถงึ การสือ่ สารการทำความเขา้ ใจ
และใหค้ วามรู้แกน่ ักศึกษา และบุคคลากรที่เก่ยี วข้อง รวมทง้ั การเฝ้าระวังเพอื่ ให้สภาวะออนไลนม์ ีความ
ปลอดภัย และการใช้เครอ่ื งมือปอ้ งกัน ทางเทคโนโลยีอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
แนวทางการแกไ้ ขปัญหา หนว่ ยงานทางการศกึ ษา บคุ ลากรในองค์กร ต้องรว่ มกนั ศกึ ษา วางแผน และ
ดำเนินการ
1. จดั แผนการพฒั นา การปรบั ปรงุ การใชโ้ ปรแกรมหรือซอฟทแ์ วร์ลิขสิทธ์
โดยการสำรวจความต้องการในหนว่ ยงานถึงความจำเปน็ ในการใชโ้ ปรแกรม ทำการตรวจสอบ
เคร่ืองคอมพิวเตอร์ เพ่อื ปลดโปรแกรมหรอื ซอฟท์แวร์ทีไ่ ม่จำเป็นต่อการใช้งานออกจากระบบ
2. จดั งบประมาณเพือ่ จัดซือ้ โปรแกรมหรือซอฟทแ์ วรน์ ำมาตดิ ตงั้
ซงึ่ งบประมาณดังกล่าวตอ้ งใชเ้ ปน็ จำนวนมาก ไมอ่ าจเสร็จสน้ิ ในทันทใี นปีหนง่ึ ได้ จึงตอ้ ง
ดำเนินการเป็นช่วงเวลาโดยอาจจะตงั้ เปน็ แผนระยะยาว 3-5 ปี
3. การให้ความรู้ การสอ่ื สารทำความเขา้ ใจ รวมถงึ ขอ้ กฎหมาย กำหนดนโยบายด้านลิขสิทธ์ิท่ี
เหมาะสม
เรง่ รัดการให้ความรแู้ ก่ครูผสู้ อนและผูเ้ รยี นใหเ้ ข้าใจวา่ การใชโ้ ปรแกรมหรือซอฟทแ์ วร์ท่นี ำมาจาก
แหลง่ อ่ืน ไม่ได้เป็นผูถ้ ือครองสทิ ธิ์ จงึ ไมม่ ีสทิ ธใิ์ นการใช้ รวมถงึ คัดลอกและการถา่ ยโอนข้อมูล
งาน หรือ ไฟล์เพลง ไฟลว์ ดิ ีโอ ไฟลม์ ัลติมีเดียตา่ งๆ หรอื งานที่สร้างสรรคข์ องบคุ คลอน่ื ๆโดยไม่ได้
รบั อนญุ าตถือเปน็ การละเมดิ ลิขสิทธ์ิ และผิดกฎหมาย
4. กำหนดแนวปฏิบัติเพือ่ ความปลอดภัยของเครือข่ายให้เป็นมาตรการของสถานศึกษา
มคี ณะทำงานเพือ่ ทำการตรวจสอบส่ิงท่อี ยู่ในคอมพิวเตอร์และลบเน้ือหาหรอื ข้อมูลทลี่ ะเมิด
ลิขสิทธอิ์ อก นอกจากกรณที สี่ ถาบนั การศึกษา ตอ้ งตรวจสอบระบบคอมพิวเตอรข์ องสถานศกึ ษา
เพื่อแก้ไขและปอ้ งกนั ปัญหาเรื่องการละเมดิ ลขิ สิทธ์ิ อาทิ การใช้โปรแกรมหรือซอฟแวรท์ ไ่ี ม่
ถูกต้องตามกฎหมาย ไฟล์เพลง ไฟลว์ ดิ ีโอ ไฟล์มัลติมเี ดียตา่ งๆ และงานสรา้ งสรรค์ประเภทอนื่ ๆ
ท่มี ีลิขสิทธ์ิไวใ้ นรายการเพอ่ื ทีต่ อ้ งทำการตรวจสอบอกี ดว้ ย