The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยที่ 19 เรื่อง ฟิสิกส์อะตอม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jackie15.boonket, 2022-12-07 02:24:44

หน่วยที่ 19 เรื่อง ฟิสิกส์อะตอม

หน่วยที่ 19 เรื่อง ฟิสิกส์อะตอม

2. ผเู้ รียนมีคุณลกั ษณะ “ อยู่อยา่ งพอเพยี ง”

พอประมาณ มเี หตุผลที่ดี มภี มู ิคมุ้ กันทด่ี ี

- แต่ละกลุ่มแบ่งหน้าที่ในกลุ่ม - มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับเน้ือหา - ฝึกการมีส่วนร่วมในการทางาน

เหมาะสมกับความสามารถและพอ ในเรื่องท่ีศึกษา สามารถวิเคราะห์ข้อ สรา้ งความสามคั คใี นการทางาน

เพียงกับจานวนสมาชกิ มูลตา่ งๆไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง

- วางแผนการทางานอยา่ งรอบคอบ - รู้จักทางานร่วมกับผู้อื่นโดยใช้กระ

โดยกาหนดเวลาในการทากิจกรรม บวนการกลุ่ม

อยา่ งเหมาะสม

ความรู้ (วิธกี าร) - สืบคน้ ขอ้ มลู เพ่ือเสริมสรา้ งความรู้ ความเขา้ ใจ

- ศกึ ษา ค้นควา้ วธิ กี ารทาแบบฝกึ หดั กิจกรรม และใบงาน

- วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยใชท้ กั ษะกระบวนการคดิ

คุณธรรมท่เี กดิ กบั นกั เรยี น - มีความรับผิดชอบในหน้าที่ ท่ีได้รับมอบหมาย ทางานด้วยความเรียบร้อย

ถกู ต้อง และเสร็จทนั เวลา

- มีความสามัคคีในหมู่คณะ มีวินับเป็นผู้นาและผู้ตามที่ดีขณะปฏิบัติงานร่วม

กัน

- ร่วมกิจกรรมการเรียนรดู้ ว้ ยความกระตอื รอื ร้น สนใจ ต้ังใจ และใฝเ่ รียนรู้

3. ผลลัพธ์ KPA 4 มิติ ท่ีเกยี่ วข้องกับการอยอู่ ยา่ งพอเพียง

ผลลัพธ์ สมดลุ พร้อมต่อการเปลย่ี นแปลงในดา้ นตา่ งๆ

ด้านวตั ถุ ดา้ นสังคม ด้านสิง่ แวดล้อม ดา้ นวฒั นธรรม

ดา้ นความรู้ - มีความรู้ความเข้าใจ - มีความรู้เกี่ยวกับการ - มีความรู้ความเข้าใจ -

เ กี่ ย ว กั บ ก ล ศ า ส ต ร์ ทางานเป็นกลุ่มและการ ธรรมชาตขิ องฟสิ กิ ส์

ควอนตมั วางแผนร่วมกบั ผู้ อื่น

ดา้ นทักษะ - มีความสามารถใน - สามารถทางานร่วม กับ - -

การอภิปราย ทาแบบ ผู้อ่ืนในรูปแบบกลุ่มและ

ฝกึ /ใบงาน มี ทั ก ษ ะ ใ น ก า ร ส ร้ า ง

ปฏิสัมพันธ์กบั ผู้ อ่ืน

กจิ กรรมเสนอแนะ
ใหน้ ักเรียนทบทวนโดยค้นคว้าด้วยตนเองและฝึกปฏิบัติเพิ่มเติม พร้อมทั้งแบบฝึกหัดเพ่ิมเติมจากหนัง

สือแบบเรียน


บนั ทึกผลหลังการสอน
ผลการเรียนรู้

………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………

ปญั หาและอปุ สรรค
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………

ขอ้ เสนอแนะแนวทางแกไ้ ข
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………

ลงชือ่ ......................................................ผสู้ อน
(นางสาวกนกวรรณ บญุ เกตุ)

ความคดิ เหน็ ของผู้อานวยการโรงเรยี นศรีสโมสรวทิ ยา
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………

ลงช่อื …………………………………………
(นายเมธี วัฒนสิงห)์

ผอู้ านวยการโรงเรยี นศรีสโมสรวิทยา


ใบความรู้
เรอื่ ง กลศาสตรค์ วอนตัม

กลศาสตรค์ วอนตมั
หลังจากที่ เดอ บรอยล์ ได้เสนอสมมติฐานว่า อนุภาคก็สามารถแสดงสมบัติของคลื่นได้ นักฟิสิกส์

หลายคนจึงพยายามใช้สมมตฐิ านนสี้ รา้ งทฤษฎีเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในอะตอม จนปี พ.ศ. 2468 นัก
ฟิสิกส์ได้สร้างวิชาที่เรียกว่า กลศาสตร์ควอนตัม ข้ึนเพ่ือใช้ศึกษาธรรมชาติระดับอะตอมได้อย่าง
ถกู ตอ้ ง กลศาสตร์ควอนตัมปรากฏขน้ึ 2 ลกั ษณะ เพราะใช้วธิ ีคณติ ศาสตรต์ า่ งกนั

แบบ 1 เป็นของนกั ฟิสิกสช์ าวออสเตรียชอ่ื ชเรอดงิ เงอร์ (Erwin Schrödinger)
แบบ 2 เป็นของนกั วิทยาศาสตร์ชาวเยอรมนั ชื่อ ไฮเซนเบิร์ก (Werner Karl Heisenberg)

หลกั ความไมแ่ นน่ อน
ในวิชาควอนตัมฟิสิกส์ หลักความไม่แน่นอนของไฮเซนแบร์ก (อังกฤษ: Heisenberg uncertainty

principle) กล่าวว่า คู่คุณสมบัติทางฟิสิกส์ที่แน่นอนใดๆ เช่น ตาแหน่งและโมเมนตัม จะไม่สามารถทานาย
สภาวะล่วงหน้าได้อย่างแน่นอน ย่ิงเรารู้ถึงคุณสมบัติข้อใดข้อหน่ึงอย่างละเอียด ก็ยิ่งทานายคุณสมบัติอีกข้อ
หน่ึงได้ยากยิ่งขึ้น หลักการน้ีมิได้กล่าวถึงข้อจากัดของความสามารถของนักวิจัยในการตรวจวัดปริมาณสาคัญ
ของระบบ แต่เปน็ ธรรมชาติของตวั ระบบเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นไปไม่ได้ท่ีจะวัดท้ังตาแหน่งและความเร็วของ
อนุภาคในเวลาเดียวกนั ดว้ ยระดบั ความแน่นอนหรือความแมน่ ยาใดๆ ก็ตาม

สาหรบั กลศาสตรค์ วอนตัม เราสามารถอธิบายอนุภาคได้ด้วยคุณสมบัติของคล่ืน ตาแหน่ง คือท่ีท่ีคลื่น
อยู่อย่างหนาแน่น และโมเมนตัมก็คือความยาวคล่ืน ตาแหน่งน้ันไม่แน่นอนเม่ือคลื่นกระจายตัวออกไป และ
โมเมนตมั กไ็ ม่แน่นอนในระดับทไี่ ม่อาจระบุความยาวคล่ืนได้

คล่ืนท่ีมีตาแหน่งแน่นอนมีแต่เพียงพวกท่ีเกาะกลุ่มกันเป็นจุดๆ เดียว และคลื่นชนิดน้ันก็มีความยาว
คลื่นท่ีไม่แน่นอน ในทางกลับกัน คล่ืนท่ีมีความยาวคล่ืนแน่นอนมีเพียงพวกที่มีคาบการแกว่งตัวปกติแบบไม่
จากัดในอวกาศ และคลื่นชนิดนี้ก็ไม่สามารถระบุตาแหน่งท่ีแน่นอนได้ ดังน้ันในกลศาสตร์ควอนตัม จึงไม่มี
สภาวะใดที่สามารถบอกถึงอนุภาคท่ีมีท้ังตาแหน่งที่แน่นอนและโมเมนตัมท่ีแน่นอน ยิ่งสามารถระบุตาแหน่ง
แน่นอนได้แมน่ เท่าไร ความแนน่ อนของโมเมนตมั กย็ ่งิ นอ้ ย

นิพจน์ทางคณิตศาสตร์สาหรับหลักการน้ีคือ ทุกๆ สถานะควอนตัมมีคุณสมบัติการเบ่ียงเบนของ
คา่ เฉล่ียกาลังสอง (RMS) ของตาแหนง่ จากค่าเฉลี่ย (ค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐานของการกระจายของ X) :


โครงสร้างของอะตอมตามแนวคดิ กลศาสตร์ควอนตมั
1. กลศาสตร์ควอนตัม กับตาแหน่งและลักษณะการเคล่ือนท่ีของอิเล็กตรอน รอบๆ นิวเคลียส เนื่อง

จากอิเลก็ ตรอนมขี นาดเล็กมาก และสามารถแสดงสมบตั ิเป็นคล่นื ได้ ดงั นั้น
1.1 กลศาสตร์ควอนตัม ไม่สามารถบอกตาแหน่งของอเิ ลก็ ตรอนรอบนวิ เคลยี สได้
1.2 กลศาสตร์ควอนตัม ไม่สามารถบอกลักษณะการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนรอบนิวเคลียสได้

กลศาสตร์ควอนตมั บอกได้แตเ่ พยี งโอกาสท่ีจะพบอเิ ล็กตรอนรอบๆ นวิ เคลยี สเท่าน้ัน
2. กลศาสตร์ควอนตัม กับโอกาสท่ีจะพบอิเล็กตรอนรอบๆนิวเคลียส นักวิทยาศาสตร์ได้เสนอโครง

สร้างอะตอมตามทฤษฎีควอนตัม ซง่ึ อาจสรปุ ได้ดังน้ี อิเล็กตรอนรอบๆ อะตอม เปรียบเสมือนกลุ่มหมอกห่อหุ้ม
นิวเคลียสอยู่ ถ้ามีโอกาสพบอิเล็กตรอน ณ ท่ีใดมาก ก็จะมีหมอกหนาแน่น ณ ท่ีน้ัน ภาพกลุ่มหมอกหรือการ
แจกแจงโอกาส (ความน่าจะเป็น) ที่จะพบอิเล็กตรอนรอบๆ นิวเคลียส (อะตอม) อาจมีได้หลายแบบเมื่ออยู่ใน
สภาวะทีแ่ ตกต่างกนั สาหรบั อะตอมไฮโดรเจน จากการคานวณพบวา่

1. ในระดับพลังงานต่าสุด (n=1) กลุ่มหมอกจะเป็นรูปทรงกลม กล่าวคือ มีโอกาสที่จะพบ
อิเล็กตรอนในทิศทางต่างๆ จากนิวเคลยี สเหมอื นกนั หมด

2. ในระดบั พลังงานสูงๆ ข้ึน (เช่น n=2) กลุ่มหมอกจะมีการจัดเรียงตัวท่ีแตกต่างออกไปจากระดับ
พลงั งานตา่ สดุ

โครงสร้างอะตอมตามทฤษฎีกลศาสตรค์ วอนตมั
ตามหลักความไม่แน่นอน เราไม่สารมารถระบุได้ว่าอิเล็กตรอนเคล่ือนที่รอบนิวเคลียสอยู่ในตาแหน่ง

ใดไดแ้ นน่ อน เราบอกไดเ้ พยี งแต่โอกาสจะพบอิเล็กตรอน ณ ตาแหน่งต่างๆ ว่าเป็นเท่าใดเท่านั้น ดังนั้นโอกาส
ท่จี ะพบอิเล็กตรอน ณ ตาแหนง่ ต่างๆ วา่ เป็นเทา่ ใดเทา่ นั้น ดังน้นั โอกาสที่จะพบอเิ ล็กตรอนรอบนิวเคลียสจึง
มีลกั ษณะเปน็ กลุม่ หมอกทรงกลมห่อหุม้ นวิ เคลียสในระดบั ช้นั พลังงานตา่ งๆ ดงั รูป


ใบงานที่ 7

1. กลศาสตร์ควอนตัมคืออะไร
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
2. อธบิ ายหลกั ความไมแ่ น่นอน
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
3. อนภุ าคอลั ฟามวล 6.7x10–27 kg เคลื่อนทด่ี ้วยความเร็ว 6.0x106 เมตร/วินาที ถ้าความไม่แน่นอนของการ
วัดความเร็วเป็น 0.5x106 เมตร/วินาที ความไม่แน่นอนของตาแหน่ง อนุภาคอัลฟาเป็นเท่าใด กาหนดให้มวล
อนุภาค มีคา่ 6.7x10–27 kg คงตัว
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
4. อิเล็กตรอนตัวหน่ึงจะต้องเคล่ือนท่ีด้วยอัตราเร็วเท่าใดในหน่วยเมตรต่อวินาที จึง จะมีโมเมนตัมเป็นหนึ่งใน
สิบของโมเมนตัมของโฟตอนของแสงความถ่ี 4.5 x 10 14 เฮิรตซ์ (ให้ใช้มวลของอิเล็กตรอน = 9.0 x 10-31
กโิ ลกรมั )
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………


แบบทดสอบก่อนเรยี น-หลังเรยี น
รายวิชา ฟิสกิ ส์ รหสั วิชา ว30206

เรื่อง ฟิสิกส์อะตอม

1. โฟตอนของแสงท่มี พี ลงั งานเท่ากบั 1.5 eV จะมคี วามยาวคลืน่ กี่นาโนเมตร

ก. 828.75 ข. 680 ค. 750 ง. 960

2. ในการทดลองของมลิ ลิแกน เมื่อทาให้หยดน้ามันมวล 1.6 × 10-14 กิโลกรัม ลอยหยุดนิ่งระหว่างแผ่นโลหะ

ขนาน ซึ่งวางห่างกัน 1 เซนติเมตร โดยแผ่นบนมีศักย์ไฟฟ้าสูงกว่าแผ่นล่างเท่ากับ 392 โวลต์ ถ้าความเร่ง

เน่ืองจาก แรงดึงดูดของโลกเท่ากับ 9.8 เมตรต่อวินาที2 และอิเล็กตรอนมีประจุไฟฟ้า 1.6 × 10-19 คูลอมบ์

จงคานวณหาว่าหยดน้ามันน้มี อี ิเล็กตรอนอิสระแฝงอยู่กีต่ ัว

ก. 25 ข. 50 ค. 250 ง. 500

3. กลศาสตร์ควอนตัม สามารถอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติของโลกแห่งวัตถุในกรณีที่กลศาสตร์ของนิวตัน

อธบิ ายไม่ได้ ทัง้ นี้เพราะ

ก. ในระดับอนุภาค เราไมส่ ามารถทราบทง้ั มวลและโมเมนตมั ได้แม่นยาในเวลาเดียวกนั

ข. ในระดบั วตั ถขุ นาดใหญ่ เราไมส่ ามารถทราบทั้งตาแหน่งและความเร็วได้แม่นยาในเวลาเดียวกัน

ค. ในระดบั อนภุ าค เราไม่สามารถทราบทั้งตาแหนง่ และโมเมนตัมไดแ้ ม่นยาในเวลาเดียวกัน

ง. ในระดบั วตั ถุขนาดใหญ่ เราไม่สามารถทราบท้ังโมเมนตมั และเวลาได้แม่นยาในเวลาเดยี วกนั

4. เมื่อให้แสงที่มีความเข้มและความถี่เท่ากันตกกระทบพ้ืนผิวโลหะ A และ B พร้อมๆ กัน แต่โลหะ A มี

พลังงานยึดเหนี่ยวอิเล็กตรอนมากกว่าโลหะ B ถ้าให้ EA และ EB เป็นพลังงานจลน์สูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอน

จากโลหะ A และ B ตามลาดบั nA และ nB เปน็ จานวนโฟโตอเิ ล็กตรอนจาก A และ B ตามลาดับ เราจะพบว่า

ผลท่เี กดิ ข้นึ คือ

ก. EA = EB และ nA < nB ข. EA < EB และ nA = nB

ค. EA < EB และ nA > nB ง. EA = EB และ nA = nB

5. ตามสมมติฐานของเดอบรอยล์ อนุภาคน่าจะแสดงสมบัติของคลื่นได้ ดังนั้นรังสีเบตา (ซ่ึงมีประจุและมวล

เท่ากับอิเลก็ ตรอน) ที่มพี ลังงาน 858.50 keV น่าจะมีความยาวคลน่ื เทา่ กบั
ก. 1.326 × 10-12 เมตร ข. 1.441 × 10-12 เมตร
ค. 2.306 × 10-28 เมตร ง. 2.306 × 1032 เมตร

6. พลังงานจลน์สงู สุดของโฟโตอเิ ลก็ ตรอนนั้น

ก. ไม่ขึ้นกับความเขม้ ของแสงที่มาตกกระทบ

ข. ขึ้นกบั กาลังหน่ึงของความเข้มของแสงท่ีมาตกกระทบ

ค. ขึ้นกบั กาลงั สองของความเขม้ ของแสงท่ีมาตกกระทบ

ง. ข้นึ กับรากท่สี องของความเขม้ ของแสงที่มาตกกระทบ
7. สาหรับผิวโลหะหนึ่งพบว่าความยาวคลื่นขีดเร่ิมของแสงสาหรับผิวโลหะนี้มีค่าเท่ากับ 3.1 × 10-7 เมตร
ดังนั้น ความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟา้ หยุดย้งั เม่ือแสงมีความยาวคลนื่ 2.0 × 10-7 เมตร มาตกกระทบมคี ่าเท่ากบั ก่ีโวลต์

ก. 4.2 โวลต์ ข. 2.2 โวลต์ ค. 1.6 โวลต์ ง. 2.4 โวลต์

8. อนุภาคโฟตอนตัวหน่ึงมีความยาวคล่ืน 600 อังสตรอม วิ่งเข้าชนอะตอมของไฮโดรเจน พบว่ามีอิเล็กตรอน

ถูกปลดปล่อยออกมาจากอะตอมของไฮโดรเจน ถ้าพลังงานไออนไนเซชั่นของอะตอมไฮโดรเจนเป็น 13.6

อิเล็กตรอนโวลต์ ถามว่า อเิ ล็กตรอนดงั กลา่ วมพี ลงั งานจลน์เทา่ ใด (ในหน่วยอเิ ลก็ ตรอนโวลต์)

ก. 5.3 ข. 7.1 ค. 7.6 ง. 8.4


9. จงคานวณหาค่าความเข้มสนามแม่เหล็กในแนวตั้งฉาก (ในหน่วยเทสลา) ท่ีทาให้โฟโตอิเล็กตรอนโคจรเป็น

วงกลมท่ีมีรัศมีความโค้งเท่ากับ 20 เซนติเมตร ได้โฟโตอิเล็กตรอนดังกล่าวหลุดออกจากผิวหน้าของโลหะ

แบเรียม เม่ือแสงความยาวคลนื่ 4,000 องั สตรอมเขา้ ตกกระทบทผี่ วิ โลหะ กาหนดค่าพลังงานยึดเหน่ียวอะตอม

ของโลหะ แบเรียม = 2.5 อิเลก็ ตรอนโวลต์
ก. 5.0 × 10-6 ข. 8.0 × 10-6 ค. 1.3 × 10-7
ง. 2.1× 10-5

10. จงคานวณหาความยาวคลื่นท่ียาวท่ีสุดและสั้นท่ีสุดในอนุกรมไลมานของไฮโดรเจนสเปคตรัม ในหน่วย

องั สตรอม

ก. 1215 , 952 ข. 1215 , 912 ค. 1415 , 912 ง. 1415 , 952

11. จากกฎความไม่แน่นอนของไฮเซนเบอร์ก จงคานวณหาค่าความคลาดเคล่ือนน้อยท่ีสุด (ในหน่วย

อิเลก็ ตรอนโวลต์) ของพลังงานอเิ ล็กตรอนอยใู่ นระดับพลงั งานหน่งึ ในอะตอมเป็นเวลา 10-8 วินาที
ก. 0.1 × 10-7 ข. 0.2 × 10-7 ค. 0.3 × 10-7 ง. 0.4 × 10-7

12. หลักการใดที่ยนื ยนั ว่าอิเล็กตรอนไม่สามารถอยูใ่ นนิวเคลียสได้

ก. ทฤษฎอี ะตอมไฮโดรเจนของโบร์ ข. หลกั ความไมแ่ นน่ อนของไฮเซนเบริ ์ก

ค. ปรากฏการณโ์ ฟโตอเิ ล็กทริก ง. สมมติฐานของแพลงค์

13. ธาตุอะลูมิเนียมมีสัญลักษณ์เป็น 27 AI อยากทราบว่าในสภาวะปกติมันจะมีอิเล็กตรอนท้ังหมดก่ีชั้น

ช้ันนอกสุด มเี ลขควอนตัมเท่าไร และมีอเิ ล็กตรอนตวั สดุ ทา้ ยอยูใ่ นชนั้ ย่อยอะไร

ก. 2 ชนั้ ชนั้ นอกสดุ มเี ลขควอนตัม = 2 และอิเล็กตรอนตัวสุดทา้ ยอยู่ในชั้นยอ่ ย d

ข. 3 ชน้ั ช้ันนอกสุดมเี ลขควอนตมั = 3 และอเิ ลก็ ตรอนตัวสุดท้ายอยใู่ นชั้นย่อย s

ค. 3 ชัน้ ชน้ั นอกสดุ มเี ลขควอนตมั = 3 และอเิ ลก็ ตรอนตัวสุดท้ายอยใู่ นชั้นย่อย p

ง. 4 ช้ัน ชนั้ นอกสดุ มเี ลขควอนตัม = 4 และอิเลก็ ตรอนตัวสดุ ทา้ ยอยู่ในช้นั ยอ่ ย s

14. ภาพของอะตอมจากทฤษฎขี องบอรค์ ือ

ก. อิเลก็ ตรอนจะวง่ิ วนรอบนวิ เคลยี สในวงโคจรโดยไม่แผค่ ล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้าออกมา

ข. อิเล็กตรอนรอบๆ นิวเคลียสเป็นเสมือนกลุ่มหมอกที่ห่อหุ้มนิวเคลียสอยู่ ที่ใดมีหมอกหนาแน่นมาก

จะมีโอกาสพบอเิ ล็กตรอน ณ ท่นี ัน้ มาก

ค. อเิ ล็กตรอนวงิ่ รอบนิวเคลียสด้วยระยะหา่ งจากนิวเคลยี สมาก เม่อื เทียบกับขนาดของนวิ เคลยี ส

ง. อิเลก็ ตรอนที่อยรู่ อบนวิ เคลียสมีสมบัติของคลื่นน่ิง

15. ในช่วงระดับพลังงานต่าสุดสามระดับแรกของอะตอมไฮโดรเจน คล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าท่ีตรวจพบจะอยู่ในชุด

ความถี่ ทเ่ี รียกวา่

ก. ชดุ ไลมาน และชดุ บาลเมอร์ ข. ชุดไลมาน และชดุ พาสเชน

ค. ชุดบาลเมอร์ และชุดพาสเชน ง. ชดุ ไลมาน ชุดบาลเมอร์ และพาสเชน

16. ผลสรปุ ท่สี าคญั ทไี่ ด้จากปรากฏการณโ์ ฟโตอเิ ลก็ ตรอนคือ

ก. โฟโตอิเลก็ ตรอนจะเกิดขึ้นทนั ทที ่ีแสงตกกระทบผิวของโลหะ เมือ่ แสงตกกระทบมคี วามเขม้ มาก

ข. อเิ ล็กตรอนจะถูกยดึ ไวก้ ับโลหะ พลังงานทีโ่ ลหะยึดอเิ ล็กตรอนไว้จะตา่ งกนั ตามชนดิ ของโลหะ

ค. คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้ามีสมบัตเิ ปน็ อนภุ าคด้วย
ง. E = mc2

17. อะตอมของธาตุชนิดหนึ่งมีอิเล็กตรอนสองตัวสุดท้ายอยู่ในช้ันย่อย p ของช้ัน M (เลขควอนตัว = 3) เลข

อะตอมของธาตนุ ีค้ อื

ก. 6 ข. 12 ค. 14 ง. 28

18. ในการทดลองของฟรงั คแ์ ละเฮริ ตซน์ ัน้ ถา้ ในหลอดบรรจกุ า๊ ซไฮโดรเจนจะพบว่า

ก. กระแสไฟฟ้าจะลดลง เมื่อความตา่ งศักยม์ ีค่าประมาณ 13.6 โวลต์

ข. กระแสไฟฟ้าจะลดลง เมื่อความต่างศักยม์ คี า่ ประมาณ 4.9 โวลต์


ค. กระแสไฟฟ้าจะลดลง เมอื่ ความตา่ งศักย์มีค่าประมาณ 10.2 โวลต์

ง. กระแสไฟฟ้าจะลดลง เมอ่ื ความตา่ งศกั ย์มีค่าประมาณ 6.7 โวลต์

19. ในการทดลองหยดนา้ มันของมิลลแิ กนนั้นพบว่า เม่อื เพิม่ ค่าความตา่ งศกั ย์จนถงึ คา่ สูงสุดของเครื่องมือแลว้

ไมส่ ามารถทาให้หยดน้ามนั หยุดนิ่ง หรือเคลอ่ื นที่ในทศิ ตรงข้ามกับเมือ่ ยงั ไมใ่ ห้คา่ ความต่างศักย์ แสดงวา่

ก. หยดนา้ มันมมี วลมากเกนิ ไป

ข. หยดน้ามันมีประจชุ นดิ ท่ที าใหแ้ รงเนื่องจากสนามไฟฟ้ามีทศิ ทางเดียวกับแรงโนม้ ถว่ งของโลก

ค. สนามไฟฟ้ามีค่าน้อยเกินไป

ง. ถกู ทุกขอ้

20. เมือ่ แสงทีม่ คี ่าความยาวคล่นื λO = 170 นาโนเมตร ตกลงบนโลหะท่ีมคี ่าพลงั งานท่ีโลหะยึดอิเลก็ ตรอนไว้

W = 2.2 eV จะเกิดโฟโตอิเล็กตรอนท่ีมีความเร็วค่าหนึ่ง ถ้าต้องการให้เกิดโฟโตอิเล็กตรอนน้ีเป็นจานวน

มากกวา่

เดิมควรจะ

ก. เพ่มิ คา่ ความยาวคล่นื ข. ลดคา่ ความยาวคล่ืน

ค. เพมิ่ ค่าความเขม้ ง. ขอ้ ข. และ ค.


เฉลย แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรยี น
รายวชิ า ฟสิ กิ ส์ รหัสวิชา ว30206
เร่ือง ฟสิ ิกสอ์ ะตอม

1) ก. 2) ก.
3) ค. 4) ข.
5) ก. 6) ก.
7) ข. 8) ข.
9) ก. 10) ข.
11) ค. 12) ข.
13) ค. 14) ก.
15) ก. 16) ค.
17) ค. 18) ค.
19) ง. 20) ค.


แบบสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัตงิ านทม่ี อบหมาย

ที่ ช่ือ-สกุล พฤติกรรมการปฏิบตั งิ าน รวม
สนใจ มีสว่ นร่วม ตรงเวลา ถกู ต้อง (20 คะแนน)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23

เกณฑ์การให้คะแนน ให้ 5 คะแนน
1) นักเรยี นมพี ฤตกิ รรมการปฏิบัตงิ านที่มอบหมายอยา่ งสม่าเสมอ ให้ 4 คะแนน
2) นกั เรียนมีพฤติกรรมการปฏบิ ตั งิ านทม่ี อบหมายบ่อยครง้ั ให้ 3 คะแนน
3) นกั เรยี นมีพฤตกิ รรมการปฏบิ ัตงิ านทม่ี อบหมายบางครั้ง ให้ 2 คะแนน
4) นกั เรียนมีพฤติกรรมการปฏิบตั งิ านที่มอบหมายน้อยครั้ง ให้ 1 คะแนน
5) นกั เรียนมีพฤติกรรมการปฏบิ ัตงิ านทมี่ อบหมายนอ้ ยครั้ง

การประเมนิ คณุ ภาพของการปฏบิ ัตงิ าน ผลการประเมิน
ชว่ งคะแนน ดีมาก
18-20 ดี
14-17 พอใช้
10-13 ปรับปรุง
ต่ากวา่ 10


แบบสังเกตพฤตกิ รรมในการปฏบิ ตั งิ านกลุม่

ชอื่ สมาชิกในกลุ่มที่..............................

1……………………………………………. 2…………………………………………….

3……………………………………………. 4…………………………………………….

5……………………………………………. 6…………………………………………….

รายการทีป่ ระเมนิ คะแนนทไี่ ดจ้ ากการประพฤติ รวม
12345 (20 คะแนน)
วธิ ีดาเนนิ การทดลอง
การปฏิบตั ิการทดลอง
ความคล่องแคล่วในขณะปฏิบัติงาน
การนาเสนอ

เกณฑ์การให้คะแนน

รายการทีป่ ระเมนิ ผลการประเมิน คะแนน
1
1. วิธีดาเนินการทด - ดาเนนิ การนอ้ ยมากหรอื ไม่มี
2
ลอง - ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างมากในการกาหนด วิธีการ ข้ันตอน และการใช้
3
เคร่อื งมอื
4
- กาหนดวธิ ีการและขั้นตอนไม่ถกู ต้อง ตอ้ งใหค้ วามชว่ ยเหลือ
5
- กาหนดวิธีการและขั้นตอนถูกต้อง การใช้เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ยังไม่ 1
2
เหมาะสม 3
4
- กาหนดวิธกี ารถกู ต้อง เลอื กใช้เคร่ืองมือและวสั ดุอุปกรณต์ ่างๆได้อย่างถูกตอ้ ง 5
1
2. การปฏิบัติการทด - ปฏบิ ตั ินอ้ ยมากหรือไม่มี 2

ลอง - ต้องให้ความชว่ ยเหลืออยา่ งมากในการดาเนินการทดลองและการใชอ้ ปุ กรณ์ 3

- ต้องให้การชว่ ยเหลือในการดาเนินการทดลองและการใช้อุปกรณ์ 4

- ดาเนนิ การทดลองเป็นขั้นตอน และใช้อปุ กรณไ์ ด้อยา่ งถกู ต้องถา้ ใหค้ าแนะนา 5

- ดาเนินการทดลองเป็นข้นั ตอน และใช้อุปกรณต์ ่างๆได้อย่างเหมาะสม 1

3. ความคล่องแคลว่ ใน - ปฏบิ ัติน้อยมากหรือไม่มี 2

ขณะปฏบิ ัตงิ าน - ทาการทดลองไม่ทนั เวลาท่ีกาหนด และทาอปุ กรณ์เครื่องใช้แตกหักเสยี หาย 3

- ทาการทดลองไม่ทันที่เวลากาหนด เนอื่ งจากขาดความคลอ่ งแคล่วในการใช้อุป 4

กรณ์

- มคี วามคล่องแคลว่ ในการทดลอง และการใชอ้ ปุ กรณ์ แต่ต้องช้ีแนะเร่ืองการใช้

อุปกรณ์อยา่ งปลอดภยั

- มีความคล่องแคล่วในการทดลอง และการใช้อุปกรณ์ ดาเนินการทดลองได้

อย่างปลอดภัย เสรจ็ ทนั เวลา

4. การนาเสนอ - นาเสนอน้อยมากหรอื ไม่มี

- ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างมากในการบันทึกผลการทดลอง สรุปผล และการ

นาเสนอ

- ต้องให้คาชี้แนะในการบันทึกผลการทดลอง การสรุปการทดลอง และการนา

เสนอจงึ ปฏบิ ัตไิ ด้

- บนั ทึกผลการทดลองและสรุปผลการทดลองอย่างถกู ตอ้ ง แตก่ ารนาเสนอยังไม่

เปน็ ข้ันตอน


รายการทปี่ ระเมิน ผลการประเมิน คะแนน
5
- บนั ทกึ ผลการทดลองและสรปุ ผลการทดลองอย่างถูกต้อง รัดกุม บันทึกการนา
เสนอเปน็ ข้นั เปน็ ตอนชดั เจน

การประเมินคณุ ภาพของการปฏบิ ตั งิ าน ผลการประเมนิ
ชว่ งคะแนน ดมี าก
18-20 ดี
14-17 พอใช้
10-13 ปรับปรงุ
ต่ากว่า 10


แบบบนั ทึกผลการทาแบบทดสอบประจาหน่วยการเรียนรู้

ท่ี ช่ือ-สกลุ คะแนนการทาแบบทดสอบ (10 คะแนน)

1 กอ่ นเรียน หลังเรียน สอบซ่อมเสรมิ
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28

วิธีการประเมนิ วัดผลและประเมนิ ผล
นักเรียนแต่ละคนจะต้องทาแบบทดสอบหลังเรียนให้ผ่านเกณฑ์ 80% หากไม่ผ่านเกณฑ์ให้นักเรียนกลับไป
ทบทวนเนอ้ื หาเดมิ อกี ครั้งหนง่ึ แลว้ จึงทาแบบทดสอบหลังเรยี นซา้ อีกจนกว่าจะผ่านเกณฑเ์ พ่ือแก้ไขคะแนนให้เป็นไป

ตามเกณฑ์ที่กาหนดไว้ (สอบซอ่ มเสรมิ )


บรรณานุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ. (ม.ป.ป.). หนังสือแบบเรียนวทิ ยาศาสตร์ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 (สสวท).
สืบค้น กรกฎาคม 1, 2557, จาก http://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=74236

วัลลภ ทองอ่อน. (ม.ป.ป.). ความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงของระบบนิเวศ.
สบื ค้น มถิ ุนายน 23, 2557, จาก http://www.cpd.go.th/M&e/%E0%B8%BABiodiversity.htm


Click to View FlipBook Version