ชือ่ เร่ือง : รูปแบบการพฒั นาประสทิ ธิผลการบริหารงานวชิ าการในโรงเรยี นขนาดเล็ก
สงั กดั สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน
: A Model of Effectiveness Development Management on Academic Affairs in
Small Schools under the Office of Basic Education Commission
ผู้วจิ ยั *รองศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ไทย สรุ กจิ บวร กศ.ด. (การบริหารการศึกษา)
Associat Proffessor Dr.Sakthai Surakitbowon. Ed.D. (Education Administration)
สถานทต่ี ิดตอ่ คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร อ.เมอื ง จ.สกลนคร 47000
โทรศพั ท์,โทรสาร 042-970110 Email : [email protected].
ผู้รว่ มวจิ ยั ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วาโร เพ็งสวัสด์ิ
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร อ.เมอื ง จ.สกลนคร 47000
ปที ี่ทาวจิ ัยเสร็จ พ.ศ.2554 ช่วงเวลาดาเนินการ ตุลาคม พ.ศ.2552-กมุ ภาพันธ์ พ.ศ.2554
ประเด็นการวจิ ยั ประสทิ ธผิ ลการบริหารงานวชิ าการในโรงเรยี นขนาดเล็ก
ลกั ษณะงานวิจัย งานวิจยั คณะบุคคล
ประเภทการวจิ ัย การวิจัยที่ประยุกต์
การนาเสนอเวทวี ิชาการอ่ืน -
แหล่งทุน งบประมาณแผ่นดินประจาปงี บประมาณ พ.ศ.2552 มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร
ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่
ผู้สาเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร เม่ือวันท่ี 29 มิถุนายน 2520 ความตอนหน่ึงว่า
“การให้การศึกษาถือเป็นส่ิงสาคัญท่ีสุด เพราะเป็นการหล่อหลอมวางรูปแบบให้แก่อนุชน ทั้งความรู้ความสามารถ
ทัง้ ทางจิตวิญญาณ..” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงเหน็ ความสาคญั ของการจัดการศึกษาทจี่ ะเป็นเครือ่ งมือ
ในการสร้างประชาชนให้มีความรู้ ความสามารถและมีจิตใจที่ดีงาม เพราะการศึกษาเป็นรากฐานสาคัญที่สุด
ประการหน่ึงในการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าและแก้ปัญหาต่างๆ ในสังคมได้ (สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาแห่งชาติ, 2544)
การปฏิรูปการศึกษาถือว่ามีความสาคัญยิ่งในการปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษาให้มีการศึกษาที่ดี มี
คุณภาพได้มาตรฐาน สามารถผลิตและพัฒนาคนเพ่ือพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทันต่อการเปลี่ยนแปลงใน
ประชาคมโลก (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ. 2543) เคร่ืองมือสาคญั ในปฏิรูปการศกึ ษาไทยในยุค
โลกาภิวัตน์ได้แก่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 นับเป็นคร้ังแรกที่นโยบายการปฏิรูปการศึกษา
ของชาติมีสถานภาพเป็นพระราชบัญญัติโดยมีสถานศึกษาเป็นหนว่ ยปฏิบัติจัดการศึกษาทหี่ ลากหลายด้วยการให้
ทกุ ส่วนในสังคมมีส่วนรว่ มในการดาเนนิ การทกุ ขนั้ ตอนเพ่ือให้การดาเนนิ การปฏิรูปการศึกษาบรรลุตามเป้าหมาย
ท่ีกาหนดไว้ (กระทรวงการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม. 2543 ; สานักงานปฏิรูปการศึกษาองค์การมหาชน
เฉพาะกิจ. 2544) โดยในการปฏิรูปการศึกษารัฐบาลจะมุ่งเน้นการจัดการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน 12 ปี ต้ังแต่
ประถมศกึ ษาปีที่ 1 ถึงมธั ยมศึกษาปที ่ี 6 ทั้งสายสามัญและสายอาชีพอย่างท่ังถงึ ให้กับทุกคนอยา่ งมีคุณภาพโดย
ไม่เก็บคา่ ใช้จ่าย ด้วยวธิ ีการทางนวัตกรรมและเทคโนโลยที างการศึกษาท่ีหลากหลายท้ังในระบบและนอกระบบ
โรงเรียนให้เหมาะสมกับความแตกต่างของสภาพการณ์ในแต่ละพ้ืนท่ีและกลุ่มคน การศึกษาขั้นพื้นฐานจึงมุ่ง
วางรากฐานให้แก่ผู้เรียนได้พัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ท้ังด้านคุณธรรม จริยธรรม ความรู้และความสามารถ
ข้ันพ้ืนฐานให้สามารถอ่านออกเขียนและคานวณได้ โดยการกระจายอานาจ (Decentralization) ให้หน่วยงานพื้นที่
1
และสถานศึกษา (Site – Based Management) หรือโรงเรียนดาเนินการอย่างมีอิสระและโปร่งใสสามารถ
ตรวจสอบได้ (Accountability) (กระทรวงศึกษาธิการ, 2541)
โรงเรียนเป็นหน่วยทางสังคมท่มี ีระบบที่ประกอบด้วยอนุระบบที่สัมพันธ์เกี่ยวโยงกัน อาทิ องค์ประกอบ
ท่ีเป็นปัจจัยป้อนเข้า (Input) องค์ประกอบท่ีเป็นปัจจัยกระบวนการ (Process) และองค์ประกอบที่เป็นปัจจัยป้อน
ออก (Output) การท่ีโรงเรียนจะจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและประสบความสาเร็จหรือล้มเหลวมากน้อยเพียงใด
น้ัน ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างที่มาสนับสนุนและที่เป็นพลังขับเคลื่อนการทางานอย่างแท้ จริงก็คือ
องค์ประกอบของระบบด้านกระบวนการ ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการกาหนดวิสัยทัศน์เพราะวิสัยทัศน์เป็นสิ่ง
สาคัญเป็นตัวกาหนดแนวทางการบริหารจัดการให้ไปสู่ความสาเร็จขององค์การ ผู้บริหารท่ีมีวิสัยทัศน์ทางการ
บริหารกว้างไกลชัดเจนสามารถมองภาพการบริหารการศึกษาในอนาคตย่อมทาให้การบริหารงานของโรงเรียน
ประสบผลสาเร็จ ความปรองดองของบุคลากรในโรงเรียน ระดับแรงจูงใจในการทางาน บรรยากาศของโรงเรยี น
และห้องเรียน คุณภาพการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน และคุณภาพภาวะผู้นาและครูผู้สอน
(Hoy & Miskel. 2001) กล่าวคือ ภาวะผู้นาและความสามารถจูงใจอย่างมีวิสัยทัศน์ในองค์การ ผู้บริหารท่ีมีการ
วางแผนกลยุทธ์ในการจัดการท่ีมีคุณภาพเข้าใจในบทบาทความสัมพันธ์ของปัจจัยท่ีมีองค์ปร ะกอบของการ
กาหนดนโยบายขององค์การ เปิดกว้างในการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีใหม่ ๆ และแสดงถึงการมี
ความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์สนับสนุนสร้างทีมงาน สรา้ งความไว้วางใจและความปรองดองเปน็ อันหนึ่งอันเดยี วกันใน
กลุ่มการสรา้ งบรรยากาศท่ีดีขององค์การ เห็นคุณค่าความหลากหลายทางวัฒนธรรม สามารถป้องกันสถานการณ์ท่ี
จะก่อให้เกิดการเผชิญหน้าท่ีไม่พึงประสงค์ การแก้ไขความขัดแย้งในทางบวกอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ปัจจัย
ด้านบรรยากาศของโรงเรียนและระดับการจูงใจ ซึ่งเป็นเกณฑ์ประสิทธิผลการบริหารงานด้านกระบวนของ
โรงเรียนและสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงบริหารงานโรงเรียนโดยสร้างแรงจูงใจระหว่าง
ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีความสัมพันธ์ให้มีบรรยากาศแบบเพื่อนร่วมงาน
โรงเรียนจะมีประสิทธิผลได้บุคลากรในโรงเรียนจะต้องมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน การบริหารงานโรงเรียนโดย
คานึงถึงคุณภาพของหลักสูตรสถานศึกษา การจัดกระบวนการเรียนรู้ของโรงเรียน ให้ทุกฝ่ายสนใจและเข้าใจ
ปัญหาของโรงเรียนและใช้วิธีการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสมเข้าใจถึงความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียน
ชุมชน นักเรียนและบุคลากรทุกฝ่ายในองค์การ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีเน้นให้นักเรียนได้มีส่วน
ร่วมในการจัดกิจกรรมและผู้เรียนเป็นผู้ดาเนินการกิจกรรมเป็นส่วนใหญ่โดยครูมีหน้าที่ให้คาแนะนา วัดและ
ประเมนิ ผลด้วยวิธที หี่ ลากหลาย ดังน้นั ควรคานึงถึงความสาคัญในการพฒั นาคุณภาพ ศักยภาพของครใู นโรงเรียน
อยา่ งต่อเนือ่ งและการดาเนินการทุกอยา่ งโดยบุคลากรในโรงเรยี นมสี ่วนรว่ ม
ปัจจุบันโรงเรียนในสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการที่ทาหน้าท่ี
จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับผู้เรียนทั่วประเทศท่ีกระจายอยู่ท่ัวทุกพ้ืนท่ีของประเทศมีจานวน 32,879 แห่ง
และเป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กท่ีเปิดสอนในระดับอนุบาลและช่วงชั้นที่ 1 – 2 และมีนักเรียนตั้งแต่ 120
คนลงมา มีจานวน 10,877 แห่ง ท่ีถือว่ามีปริมาณเกือบ 1 ใน 3 ของโรงเรียนรัฐที่มีจัดการศึกษาระดับการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน จากการสารวจของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน (2551) พบว่า ในช่วงปี 2536
โรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่มีปัญหาสาคัญที่เหมือนกัน คือ 1) นักเรียนมีคุณภาพค่อนข้างต่าเมื่อเทียบกับ
สถานศกึ ษาขนาดอื่นอาจเปน็ โรงเรียนขาดความพร้อมทางด้านปัจจยั เชน่ มีครูไม่ครบชัน้ เรียน ขาดแคลนส่ือการ
เรียนการสอนและวัสดุอุปกรณ์ โดยเฉพาะส่ือเทคโนโลยีท่ีมีราคาแพง ท้ังนี้ เนื่องจากเกณฑ์การจัดสรร
งบประมาณส่วนใหญ่ใช้จานวนนักเรียนเป็นเกณฑ์ในการจัดสรร 2) อาคารเรียนและอาคารประกอบส่วนใหญ่มี
ขนาดเล็ก มีห้องเรียนจากัดอยู่ในสภาพชารุดทรุดโทรม ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อนักเรียน 3) ต้ังอยู่ในชุมชน
ขนาดเล็ก ซึ่งยังไม่มีศักยภาพในการระดมทรัพยากรเพื่อช่วยสนับสนุนสถานศึกษา อีกทั้งสภาพแวดล้อมของ
2
ชุมชนเองยังต้องการพัฒนา 4) นักเรียนมาจากครอบครัวที่ขาดแคลน ต้องการการสนับสนุนเพื่อให้ได้รับโอกาส
ทางการศึกษา และโอกาสในชีวิตท่ีดตี ่อไปในอนาคต 5) สถานศึกษาบางแห่งขาดบุคลากรผู้สอน ในบางรายวิชา
ในบางช่วงช้ันและอยู่ห่างไกลจากแหล่งเรียนรู้ และ 6) สถานศึกษายงั ขาดประสิทธิผลในการบริหารจัดการมีการ
ลงทนุ เม่อื เทยี บกับสถานศกึ ษาที่ใหญ่กว่า เชน่ อตั ราส่วนครูต่อนักเรียน ซ่ึงตามมาตรฐานตอ้ งเปน็ 1 : 25 สาหรับ
สถานศึกษาขนาดเล็กอัตราส่วนครูต่อนักเรียนเท่ากับ 1 : 8-11 นอกจากน้ี จากการประเมินโครงการยกระดับ
คุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กของสานักงานคณะกรรมกรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (2549) พบปัญหาที่สาคัญในด้าน
ตา่ งๆ ดงั นี้ 1) ด้านบุคลากรประกอบด้วย ปัญหาขาดแคลนบุคลากร มีครูไม่ครบช้ัน แต่อัตราครูเกินเมื่อเทียบกับ
เกณฑ์ ก.ค.ศ. ทาให้ครูรับภาระหนัก สอนหลายวิชา หลายระดับช้ัน ทาให้ครูขาดความกระตือรือร้น ขาดขวัญ
กาลังใจ ปัญหามีครูสอนไม่ตรงคุณวุฒิ ไม่มีทักษะในการสอน ขาดการพัฒนาบุคลากร รับทราบข่าวสารทาง
ราชการได้ล่าช้า และปัญหาขาดสวัสดิการด้านที่พักอาศัย มีปัญหาการเดินทางท่ีไกล ไม่สะดวก มีความกังวลใจ
กับความก้าวหน้า 2) ด้านอาคารสถานท่ี/ครุภัณฑ์ประกอบด้วย ปัญหาอาคารเก่าชารุดทรุดโทรม เน่ืองจาก
ก่อสร้างมานาน ขาดความปลอดภัย ปัญหามีอาคารไม่เพียงพอ ขาดห้องปฏิบัติการ สนามกีฬาที่เหมาะสม
ปัญหาขาดโทรศัพท์ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ และปัญหาบางพื้นท่ีขาดแคลนน้า 3) ด้านการบริหารจัดการ
ประกอบด้วยปัญหาจานวนนักเรียนต่อห้องเรียน/ช้ันเรียนมีน้อย เน่ืองจากประชากรวัยเรียนในชุมชนน้ันมีน้อย
หรือไปเรียนในโรงเรียนอื่นท่ีเห็นว่ามีคุณภาพดีกว่าทาให้ไม่คุ้มค่าหรือเพียงพอต่ อการจัดกิจกรรมให้มี
ประสิทธิภาพ ปัญหาการจัดงบประมาณสาหรับจ้างครูผู้สอน เนื่องจากขาดแคลนครู และปัญหาจากการยุบรวม
เลิกล้มโรงเรียน 4) ปัญหาด้านวิชาการ ประกอบด้วย ปัญหาขาดแคลนหนังสือเรียนหนังสืออ่านประกอบท่ี
เหมาะสม ปัญหาขาดแคลนสื่อ อุปกรณ์การเรียนการสอนที่เหมาะสมทันสมัย ปัญหาครูไม่สามารถสร้างส่ือการ
สอน ขาดความรู้ด้าน ICT และปัญหาคุณภาพการเรียนการสอนของนักเรียนทีย่ ังมีปัญหา ตอ้ งเร่งพัฒนาการอ่าน
ออกเขียนได้ คิดวิเคราะห์ และคานวณผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในภาพรวมต่ากว่าโรงเรียนขนาดอ่ืน (ศิริกุล
นามศิร,ิ 2552)
จากผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์ดงั กล่าว ผู้วิจัยมีความเห็นว่า โรงเรียนขนาดเลก็ มีปัญหาหลายปัญหา
ในทุกด้าน ท้ังน้ี อาจสืบเนื่องมาจากเหตุท่ีสาคัญคือ โรงเรียนมีทรัพยากรทางการบริหารจัดการที่จากัดและไม่
สามารถจัดการได้อย่างมีประสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผล จึงส่งผลต่อการพัฒนางานทกุ ด้าน โดยเฉพาะงานวชิ าการ
ที่เป็นภารกิจหลักของสถานศึกษา ซ่ึงในปัจจุบันนี้มีปัญหาที่สาคัญในด้านคุณภาพของผู้เรียนคือ ผลสัมฤทธ์ิต่า
ปัญหาด้านการอ่านออก เขียนได้การวิเคราะห์และคานวณ ดังนั้น จึงควรแก้ไขปัญหาท่ีต้นเหตุ สาหรับโรงเรียน
ขนาดเล็กในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาจังหวดั สกลนคร ท้ัง 3 เขตพ้ืนที่ ขณะนี้มจี านวน 205 แหง่ ประกอบดว้ ยเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาสกลนคร เขต 1 มีจานวน 40 แห่ง เขต 2 จานวน 98 แห่ง และเขต 3 มีจานวน 67 แห่ง (สานักงาน
เขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาสกลนคร เขต 1,2 และ 3, 2552) ต่างก็พบวา่ มีสภาพปญั หาต่างๆ คล้ายคลึงกับที่กล่าวมาแล้ว
ข้างต้น จึงมีความจาเป็นที่ต้องยกระดับประสิทธิผลและประสิทธิภาพการดาเนินการต่างๆให้สูงขึ้น โดยเฉพาะการ
บริหารงานวิชาการที่อยู่ในระดับประสิทธิผลต่ากว่าการบริหารงานท่ัวไป การบริหารงานงบประมาณและการ
บริหารงานบุคคลและมีปัญหาการบริหารวิชาการมากท่ีสุดเมื่อเทียบกบั การบรหิ ารงานท้ัง 3 ด้าน ดังกล่าว (ทนง
ศักดิ์ เจริญชัย, 2549 และ บุญฐิน ประทุมลี. 2549) การยกระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของ
โรงเรียนมีความสาคัญและจาเป็นท่ีจะต้องเร่งดาเนินการในปัจจุบันกับโรงเรียนในเขตพ้ืนที่การศึกษาทุกขนาด
โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กยังขาดประสิทธิผลและประสิทธิภาพการบริหารจัดการซ่ึงเป็นหั วใจสาคัญของ
ประสิทธผิ ลด้านกระบวนการในระบบกระบวนการบริหารครบวงจร (PDCA Circle) จึงมีความจาเป็นที่ต้องแสวงหา
รูปแบบการพัฒนาประสทิ ธิผลการบริหารงานวชิ าการในโรงเรยี นขนาดเล็ก (จงกลนี ชุตมิ าเทวรินทร์.2544: และ
3
นาครินทร์ คารัศมี.2549) เพื่อยกระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนให้เป็นไปตามเกณฑ์
มาตรฐานทก่ี าหนดไว้และยังสามารถนาไปประยุกตใ์ ชใ้ นโรงเรียนอนื่ ๆ ต่อไป
วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย
การวิจยั ครั้งนี้มวี ัตถปุ ระสงค์การวจิ ยั ดังนี้
1. เพื่อศึกษาปจั จัยท่ีมีสว่ นเกี่ยวขอ้ งกบั ประสทิ ธิผลการบริหารงานวชิ าการในโรงเรียนขนาดเล็ก
2. เพื่อแสวงหารปู แบบการพัฒนาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรยี นขนาดเล็ก
ขอบเขตการวจิ ัย
การวิจยั ครัง้ น้ีมีขอบเขตของการวจิ ยั ดงั น้ี
1. การศึกษาคร้ังนี้เป็นกรณีศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัด
สกลนครบนพื้นฐานท่ีวา่ สภาพและปญั หาการบริหารงานวิชาการในโรงเรยี นท่วั ประเทศมีลักษณะคล้ายๆ กันและ
เปน็ พนื้ ที่ทีม่ คี วามเหมาะสมและเปน็ ไปไดใ้ นการทผ่ี วู้ ิจัยจะเขา้ ไปศึกษาภาคสนามเปน็ ชว่ งๆ
2. การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาในจังหวัด
สกลนคร การศึกษาคร้ังน้ียึดขอบข่ายภารกิจการบริหารงาน วิชาการตามกรอบโรงเรียนนิติบุคคล
(กระทรวงศึกษาธิการ : 2546) ประกอบด้วยงาน 12 ดา้ นดังน้ี
2.1 การพฒั นาหลักสตู ร
2.2 การพัฒนากระบวนการเรยี นรู้
2.3 การวัดผลประเมนิ ผลและการเทยี บโอนผลการเรียน
2.4 การวิจยั เพอื่ พฒั นาคุณภาพการศึกษา
2.5 การพฒั นาสือ่ นวตั กรรมและเทคโนโลยเี พือ่ การศกึ ษา
2.6 การพัฒนาและสง่ เสรมิ ให้มีแหล่งเรียนรู้
2.7 การนิเทศการศึกษา
2.8 การแนะแนวการศึกษา
2.9 การพัฒนาการประกนั คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษา
2.10 การส่งเสรมิ ความร้ดู า้ นวชิ าการแก่ชมุ ชน
2.11 การประสานความร่วมมอื ในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาอื่น
2.12 การส่งเสริมสนับสนุนงานวิชาการให้แก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงานและ
สถานศกึ ษาอ่ืนทจี่ ดั การศกึ ษา
3. กลุ่มเปา้ หมาย และกลมุ่ ตัวอยา่ งทใ่ี ช้ในการวจิ ยั ครงั้ นี้ ประกอบดว้ ย
3.1 กลุ่มเป้าหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิในการดาเนินการวิจัยระยะที่ 1 ข้ันที่ 2 เพื่อให้ความคิดเห็น
เกย่ี วกับร่างกรอบแนวคดิ การวิจยั จานวน 8 คน
3.2 กลุ่มตัวอย่างงประกอบด้วยผู้อานวยการโรงเรียนและครูวิชาการโรงเรียนขนาดเล็กจานวน
328 คน ซึง่ ไดม้ าโดยใชว้ ธิ ีการสมุ่ แบบหลายข้ันตอน เพอื่ ใหข้ อ้ มลู ในการดาเนนิ การวจิ ยั ระยะที่ 2 ขั้นที่ 3
3.3 กลุม่ เปา้ หมายผูท้ รงคณุ วุฒิ ในการดาเนนิ การวิจยั ระยะที่ 2 ข้ันท่ี 1 เพอื่ ให้ความคดิ เหน็ ต่อ
ร่างรปู แบบการพฒั นาประสิทธิผลการบริหารงานวชิ าการโรงเรียนขนาดเลก็ จานวน 12 คน
4
ตัวแปรอิสระ 3.4 กลุ่มเป้าหมายผู้เช่ียวชาญในการดาเนินการวิจัยระยะที่ 2 ขั้นท่ี 2 เพ่ือให้ความคิดเห็น
เกย่ี วกับความเป็นไปได้ในการปฏิบัติของรูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลการบรหิ ารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็ก
ตัวแปรตามจานวน 14 คน
4. กรอบแนวคดิ การวิจยั ประกอบด้วยตวั แปรทศ่ี กึ ษาดังนี้
องคป์ ระกอบปจั จยั ป้อนเข้าของโรงเรยี น (Input : I)
- ความเข้าใจเก่ียวกับนโยบายและมาตรฐานวิชาการของผูบ้ รหิ ารและครู (I1)
- ศักยภาพดา้ นวชิ าการของผบู้ รหิ ารและครู (I2)
- ทรพั ยากร เทคโนโลยแี ละส่ิงอานวยความสะดวกทีส่ ง่ เสรมิ งานวชิ าการ (I3)
- ความเขา้ ใจเกย่ี วกบั การบรหิ ารหลักสตู รและการจัดการเรยี นการสอนของผ้บู รหิ ารและครู (I4)
- คา่ นิยมและวฒั นธรรมเกย่ี วกบั งานวิชาการโรงเรียน (I5)
- วิสยั ทศั น์เกย่ี วกบั การบริหารงานวชิ าการของผู้บรหิ ารและครู (I6)
องค์ประกอบปัจจยั กระบวนการของโรงเรียน (Process : P)
- คณุ ภาพด้านการบริหารหลกั สูตรและการเรยี นการสอน (P1)
- การใชภ้ าวะผู้นาทางวิชาการของผ้บู ริหารและครู (P2)
- การสรา้ งบรรยากาศและสภาพแวดลอ้ มทางวิชาการในโรงเรียน (P3)
- การใช้หลกั ธรรมาภิบาลในการบรหิ ารวชิ าการในโรงเรยี น (P4)
- ความปรองดองของผู้บริหารและครใู นโรงเรียน (P5)
- การสง่ เสรมิ ปัจจยั จูงใจในการทางานของครู (P6)
- การส่งเสรมิ ให้มกี ารทาวิจยั ในชั้นเรียนอย่างต่อเนอื่ ง (P7)
- การสนับสนนุ ครูใหม้ ีการจดั การช้นั เรยี นและการจัดการเรยี นรู้ของนักเรียนอยา่ งต่อเน่ือง (P8)
- การส่งเสรมิ และสนับสนนุ การพฒั นางานวิชาการของครอู ยา่ งตอ่ เน่ือง (P9)
- สง่ เสริมใหผ้ บู้ รหิ ารและครมู ีการจดั การเกย่ี วกบั การใชเ้ วลาเพื่อการเรียนรทู้ างวชิ าการ (P10)
- สนบั สนุนให้ชุมชนมสี ่วนร่วมในการจดั การเรยี นการสอนของครู (P11)
องค์ประกอบปจั จยั ปอ้ นออกของโรงเรียน (Output : O)
ประสทิ ธผิ ลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็ก
คณุ ภาพนักเรียนดา้ นดี เก่ง มสี ขุ (O1)
ประสิทธผิ ลการปฏิบัตงิ านวิชาการของผบู้ รหิ ารและครู (O2)
ความพึงพอใจในการปฏบิ ตั งิ านวชิ าการของผบู้ รหิ ารและครู (O3)
5
วธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบพหุวิธี (Multiple Methodologies) เพ่ือเสนอรูปแบบการพัฒนา
ประสทิ ธผิ ลการบรหิ ารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเลก็ โดยมขี น้ั ตอนการดาเนินการวิจยั และการดาเนินงานตาม
กจิ กรรม ดงั น้ี
ระยะที่ 1 เปน็ ขน้ั ตอนการวิจยั เพ่อื ศกึ ษาปัจจัยตัวแบบประสิทธผิ ลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาด
เลก็ สงั กดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน เพ่ือเป็นกรอบแนวคดิ การวิจยั โดยผู้วิจัยใชว้ ิธีการศึกษา
ขั้นท่ี 1 การวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis) สังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎีและผลงานวิจัย
ด้านนโยบายและประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน เพ่ือศึกษาปัจจัยตัวประกอบของประสิทธิผลการ
บริหารงานวิชาการในโรงเรียน ขนาดต่างๆ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กจากองค์ความรู้ที่ปรากฏในปัจจุบัน ได้
รา่ งกรอบแนวคดิ องคป์ ระกอบของปจั จัยที่มผี ลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก
ขน้ั ที่ 2 การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลเป็นนักวิชาการสาขาการบริหารการศึกษา 2 คน
ผู้บริหารระดับผู้อานวยการเขตพ้ืนท่ีการศึกษา 2 คน และผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กดีเด่น 4 คน รวม 8 คน
เพื่อเสนอความคดิ เห็นสนบั สนุนและการให้ข้อเสนอแนะรา่ งกรอบแนวคิดในข้ันที่ 1
ข้ันท่ี 3 เป็นข้ันตอนการวิจัยเชิงสารวจ (Survey Research) เพื่อเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์และ
ตรวจสอบตวั แบบโดยศึกษาความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างตัวแปรในแต่ละปัจจัย ใช้หลักการวิเคราะหค์ วาม
เท่ียงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) มาอธิบาย และตรวจสอบตัวแปรในแต่ละปัจจัยและอิทธิพลเชิง
พยากรณ์ประสทิ ธผิ ลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความสัมพันธอ์ ย่างงา่ ย
ของเพียร์สัน (Pearson’s Productmoment Correlation) และสถิติการวิเคราะห์พยากรณ์พหุคูณ (Multiple
Regression) เครื่องมือท่ีใช้ในการเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามความคิดเห็นผู้อานวยการโรงเรียน และครูวิชาการ
โรงเรียนขนาดเล็กซึ่งได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอนโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาใน
จังหวัดสกลนคร ร้อยละ 80 ได้ผู้อานวยการโรงเรียนและครูวิชาการโรงเรียน จานวน 328 คน ระยะนี้ได้ข้อสรุปตัว
แปรในแตล่ ะปจั จยั ทีม่ ีอิทธิพลเชงิ พยากรณ์ประสิทธิผลการบรหิ ารงานวชิ าการในโรงเรียนขนาดเล็ก
เพอื่ นาไปเสนอรา่ งรูปแบบการพฒั นาตอ่ ไป
ระยะท่ี 2 ขั้นการสร้างรูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัด
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน โดยกาหนดไว้ 2 ขนั้ ตอน คอื
ข้ันท่ี 1 การกาหนดรูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนขนาดเล็ก สงั กัด
เขตพ้ืนท่ีการศึกษาในจังหวัดสกลนคร ผู้วิจัยนาเสนอร่างรูปแบบการพัฒนาเสนอผู้ทรงคุณวุฒิให้ข้อเสนอแนะ
จานวน 12 คน ประกอบดว้ ยนกั วิชาการ สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา 4 คน ผบู้ ริหารระดับผู้อานวยการเขตพ้ืนที่
การศึกษา 4 คน และผู้อานวยการโรงเรียนขนาดเล็ก จานวน 4 คน โดยใช้เทคนิค E D F R หลังจากน้ันนาร่าง
รูปแบบที่ได้รับข้อเสนอแนะ เสนอต่อกลุ่มบุคคลท่ีมีส่วนเก่ียวข้องในการนารูปแบบการพัฒนาลงสู่การปฏิบัติให้
ความคดิ เห็นต่อไป
ข้ันที่ 2 การนารูปแบบการพัฒนาท่ีได้รับข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้วเสนอกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ
การปฏิบัติเพื่อการตรวจสอบความเป็นไปได้ของรูปแบบการพัฒนากลุ่มผู้ เชี่ยวชาญประกอบด้วยผู้อานวยการ
โรงเรียนขนาดเล็กดีเด่น ในเขตพ้ืนท่ีการศึกษาจังหวัดสกลนคร จานวน 14 คน โดยใช้เทคนิคการสนทนากลุ่ม
(Focus Group Discussion) เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะและรับรองความเหมาะสมในการนารูปแบบพัฒนาลงสู่การ
ปฏิบัตติ ่อไป
6
สรุปข้ันตอนการดาเนนิ การวิจยั
ขั้นตอนการวจิ ยั การดาเนนิ การ ผลทีไ่ ดร้ ับ
ระยะที่ 1 (Phase 1) ข้นั ที่ 1: วเิ คราะหแ์ ละสงั เคราะห์เอกสารและ กรอบแนวคดิ การวิจัย
ศกึ ษาปัจจยั ตัวแบบ งานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วข้องกับหลักการ แนวคิด ทฤษฎี
ประสิทธผิ ลการ เพื่อใหไ้ ด้องคป์ ระกอบของปัจจัยท่ีมผี ลตอ่ ประสทิ ธผิ ล
บริหารงานวชิ าการ การบริหารงานวชิ าการโรงเรยี นขนาดเลก็
โรงเรียนขนาดเลก็ ข้ันท่ี 2: ยืนยนั องคป์ ระกอบของปจั จยั ทีท่ ่มี ผี ลต่อ
ประสทิ ธผิ ลการบริหารงานวิชาการโรงเรยี นขนาด
เลก็ โดยการสัมภาษณแ์ บบมโี ครงสร้างผทู้ รงคุณวุฒิ
8 คน
ข้นั ท่ี 3 : เพ่อื ศกึ ษาและตรวจสอบระดบั ร่างรูปแบบการพฒั นาตวั แปรใน
ความสาคญั และความสัมพนั ธข์ องตัวแปรในแต่ละ องค์ประกอบสาคญั ท่สี ง่ ผลต่อ
ปัจจยั พรอ้ มท้งั ศกึ ษาอิทธพิ ลเชงิ พยากรณข์ องตัว ประสิทธิผลการบริหารงาน
แปรในแตล่ ะปจั จัยที่มีตอ่ ประสทิ ธิผลการ วิชาการโรงเรยี นขนาดเล็ก
บริหารงานวิชาการในโรงเรยี นขนาดเลก็ เพือ่ นาไป
ร่างรปู แบบพัฒนาตัวแปรในองคป์ ระกอบสาคญั ที่
สง่ ผลต่อการบรหิ ารงานวิชาการโรงเรยี นขนาดเล็ก
ระยะท่ี 2 (Phase 2) ข้นั ที่ 1 : การกาหนดรปู แบบการพัฒนา โดย รปู แบบการพัฒนา
การสร้างรปู แบบการพฒั นา นาเสนอรา่ งรปู แบบการพฒั นาเพอื่ รับขอ้ เสนอแนะ ประสทิ ธิผลการบรหิ ารงาน
ประสิทธิผลการบริหารงาน จากผู้ทรงคุณวุฒิ 12 คนโดยใช้เทคนิค EDFR วิชาการโรงเรียนขนาดเลก็
วิชาการโรงเรยี นขนาดเล็ก ขั้นท่ี 2: การตรวจสอบความเปน็ ไปไดใ้ นเชิง
ปฏบิ ตั ขิ องรปู แบบการพัฒนาโดยเทคนิค Focus
group discussion กับ ผเู้ ช่ียวชาญในโรงเรยี น
ขนาดเลก็ ดีเดน่ จานวน 14 คน
เคร่ืองมือทีใ่ ชใ้ นการวิจัย
เคร่อื งมือที่ใชใ้ นการวิจยั คร้ังนี้ประกอบดว้ ย
1. แบบสมั ภาษณแ์ บบมโี ครงสรา้ ง
2. แบบสอบถามความคิดเห็นเก่ียวกับสภาพองค์ปรกอบที่สาคัญท่ีมีผลต่อประสิทธิผลการบริหารงาน
วชิ าการในโรงเรียนขนาดเลก็ มคี ่าความเชอ่ื มนั่ เท่ากบั 0.992
3. แบบสอบถามความคิดเห็นเก่ียวกับปัญหาและประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน
ขนาดเลก็ มีคา่ ความเชื่อมัน่ เทา่ กับ 0.984
4. แบบสอบถามความคิดเห็นเก่ียวกับรูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน
ขนาดเลก็
5. แบบประเมินการใชร้ ูปแบบการพัฒนาประสทิ ธผิ ลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก
7
การเก็บรวบรวมข้อมลู
ผูว้ จิ ัยได้ดาเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบการวจิ ัยตงั้ แต่ ระยะท่ี 1 ข้ันที่ 1 – 3 และระยะท่ี 2 ขน้ั ท่ี
1 – 2 โดยใช้การวิเคราะห์ สังเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ การสารวจโดยใช้แบบสอบถามการสอบถามความ
คิดเห็นของผู้อานวยการและครวู ิชาการโรงเรียนผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ.2552 จนถึง
เดือนตุลาคม พ.ศ.2553
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู
ผู้วิจัยใช้วิธกี ารวเิ คราะห์ข้อมูล และใช้สถิติวเิ คราะหข์ อ้ มูลดังนี้
1. วิธีการวเิ คราะห์เน้ือหาจากเอกสาร (Content Analysis)
2. สถติ เิ ชงิ บรรยาย ประกอบดว้ ยค่าร้อยละ คา่ เฉลีย่ และคา่ ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
3. สถิติวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ ประกอบด้วยเทคนิค IOC การวเิ คราะหค์ ่าอานาจจาแนกเป็นราย
ขอ้ โดยใช้สถติ ิของเพียรส์ นั (Pearson) และการวิเคราะห์หาความเชื่อม่ันของแบบสอบถามโดยใช้วิธีของครอนบัค
(Cronbach)
4. สถติ ิเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์โครงสรา้ งของตวั แปรในกรอบแนวคดิ โดยใช้สถิตขิ องเพียร์สนั และ
ทดสอบนยั สาคญั สถติ คิ า่ ที และการวิเคราะหก์ ารถดถอยพหคุ ูณ และทดสอบนยั สาคญั ด้วยสถติ ิคา่ เอฟ
5. สถติ ิเพอ่ื ตรวจสอบความคิดเหน็ ของผ้ทู รงคณุ วฒุ ใิ นเทคนิควิธกี าร EDFR โดยใชร้ ้อยละค่ามัธยฐาน
คา่ พสิ ยั ระหว่างควอไทล์
ผลการวิจยั
จากการวิจัยรปู แบบการพัฒนาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรยี นขนาดเล็ก สังกัดสานักงาน
การศึกษาข้นั พน้ื ฐานในครั้งนี้ พบวา่
1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก ประกอบด้วยตัวแปรใน
แตล่ ะปัจจัยซ่ึงในทน่ี รี้ ะบวุ า่ เป็น “กลมุ่ ตัวแปรกระบวนการขับเคล่ือนการดาเนนิ การทางวิชาการในโรงเรยี นขนาด
เลก็ ” ประกอบดว้ ยตวั แปรท่สี าคัญ 8 ตัวแปรอยใู่ นระดับปานกลางถึงระดบั มาก ประกอบด้วย
1.1 ความเข้าใจเกีย่ วกบั นโยบายและมาตรฐานวิชาการของผูบ้ รหิ ารและครู อยูใ่ นระดับมาก
1.2 ทรัพยากร เทคโนโลยีและสง่ิ อานวยความสะดวกที่ส่งเสรมิ งานวชิ าการ อยใู่ นระดับปานกลาง
1.3 ส่งเสริมการยกระดับคุณภาพด้านการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนอยู่ในระดับ
มาก
1.4 การใชห้ ลักธรรมาภบิ าลในการบรหิ ารงานวชิ าการในโรงเรียน อยใู่ นระดบั มาก
1.5 การส่งเสริมปจั จัยจูงใจในการทางานของผู้บรหิ ารและครู อย่ใู นระดับมาก
1.6 การสง่ เสรมิ ใหม้ กี ารทาวิจัยในชน้ั เรยี นอยา่ งต่อเนือ่ ง อยู่ในระดับมาก
1.7 การส่งเสริมให้ผู้บริหารและครูมีการจัดการเก่ียวกับการใช้เวลาในการเรียนรู้ทางวิชาการอยู่
ในระดบั มาก และ
1.8 การสนบั สนุนใหช้ มุ ชนมีส่วนร่วมในการจัดการเรยี นการสอนของครูอยู่ในระดบั มาก
โดยกลุ่มตัวแปร 1.1 และ 1.2 อยู่ในปัจจัยป้อนเข้า และกลุ่มตัวแปร 1.3-1.8 อยู่ในปัจจัยกระบวนการ
ของรปู แบบประสิทธิผลการบรหิ ารงานวชิ าการในโรงเรยี นขนาดเล็ก
ถ้าพิจารณาอิทธิพลของกลุ่มตัวแปรกระบวนการขับเคล่ือนการดาเนินการทางวิชาการในโรงเรียนขนาด
เลก็ เป็นรายตวั แปรท่มี ีตอ่ ประสทิ ธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กโดยภาพรวมและรายดา้ น
8
1) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กโดยภาพรวม พบว่าตัวแปรท่ีมีอิทธิพล
ประกอบด้วย
1.1) สง่ เสริมการยกระดับคณุ ภาพดา้ นการบรหิ ารหลักสตู รและการจัดการเรียนการสอน
1.2) ทรพั ยากร เทคโนโลยีและส่งิ อานวยความสะดวกทส่ี ง่ เสริมงานวิชาการ
2) ประสิทธผิ ลการบรหิ ารงานวชิ าการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา พบว่า
ตัวแปรท่ีมอี ทิ ธิพลประกอบดว้ ย
2.1) ความเข้าใจเกย่ี วนโยบายและมาตรฐานวิชาการของผู้บริหารและครู
2.2) ส่งเสริมการยกระดบั คณุ ภาพด้านการบริหารหลักสตู รและการจดั การเรียนการสอน
3) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชากรในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรตู้ ัวแปร
ที่มีอทิ ธพิ ล ประกอบดว้ ย
3.1) สง่ เสริมการยกระดบั คุณภาพดา้ นการบรหิ ารหลกั สตู รและการจัดการเรยี นการสอน
3.2) การใช้หลกั ธรรมาภิบาลในการบรหิ ารงานวชิ าการในโรงเรียน
4) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการจัดการวัดผล ตัวแปรที่มีอิทธิพล
ประกอบดว้ ย
4.1) สง่ เสริมการยกระดบั คณุ ภาพดา้ นการบรหิ ารหลกั สูตรและการจดั การเรยี นการสอน
5) ประสิทธผิ ลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก ด้านการวิจยั เพ่ือการพัฒนาคณุ ภาพด้าน
การศึกษาตัวแปรทม่ี ีอิทธพิ ล ประกอบดว้ ย
5.1) ส่งเสริมการยกระดบั คณุ ภาพดา้ นการบริหารหลกั สูตรและการจัดการเรยี นการสอน
5.2) ความเขา้ ใจเก่ียวกบั นโยบายและมาตรฐานวิชาการของผ้บู รหิ ารและครู
6) ประสทิ ธิผลการบริหารงานวชิ าการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการพัฒนา นวัตกรรมและเทคโนโลยี
เพือ่ การศกึ ษา ตวั แปรท่มี ีอิทธพิ ล ประกอบด้วย
6.1) สง่ เสริมการยกระดบั คณุ ภาพการจัดการบริหารหลกั สตู รและการจดั การเรยี นการสอน
6.2) การส่งเสรมิ ใหม้ กี ารทาวจิ ยั ในชน้ั เรียนอย่างต่อเน่อื ง
7) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ตัวแปรท่ีมี
อทิ ธิพล ประกอบด้วย
7.1) การสง่ เสรมิ ปัจจยั จูงใจในการทางานของผูบ้ รหิ ารและครู
7.2) ทรัพยากร เทคโนโลยีและสิง่ อานวยความสะดวกท่สี ่งเสรมิ งานวชิ าการ
8) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการนิเทศการศึกษา ตัวแปรที่มี
อิทธิพล ประกอบดว้ ย
8.1) การส่งเสรมิ ให้ผบู้ รหิ ารและครมู กี ารจดั การเก่ยี วกบั การใชเ้ วลาในการเรียนร้ทู างวชิ าการ
8.2) การสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนรว่ มในการจัดการเรยี นการสอนของครู
9) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการแนะแนว ตัวแปรท่ีมีอิทธิพล
ประกอบด้วย
9.1) สง่ เสรมิ การยกระดับคุณภาพดา้ นการบริหารหลักสตู รและการจัดการเรียนการสอน
10) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก ด้านการพัฒนาระบบการประกัน
คณุ ภาพภายในสถานศึกษา ตวั แปรทีม่ อี ิทธิพล ประกอบด้วย
10.1) ส่งเสรมิ การยกระดบั คณุ ภาพด้านการบรหิ ารหลกั สตู รและการจดั การเรียนการสอน
10.2) ความเขา้ ใจเกยี่ วกับนโยบายและมาตรฐานวชิ าการของผู้บรหิ ารและครู
9
10.3) การใชห้ ลกั ธรรมาภิบาลในการบรหิ ารงานวิชาการในโรงเรียน
11) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการส่งเสริมความรู้ทางวิชาการตัว
แปรท่ีมีอิทธิพล ประกอบด้วย
11.1) ส่งเสริมการยกระดับคณุ ภาพด้านการบริหารหลกั สตู รและการจดั การเรียนการสอน
11.2) การสง่ เสริมปัจจัยจูงใจในการทางานของผ้บู ริหารและครู
12) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการประสานความร่วมมือในการ
พฒั นาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอื่น ตวั แปรทม่ี ีอิทธพิ ล ประกอบด้วย
12.1) การสง่ เสริมปจั จยั จงู ใจในการทางานของผบู้ รหิ ารและครู
12.2) การสง่ เสริมใหผ้ ู้บรหิ ารและครูมีการจัดการเกี่ยวกบั การใชเ้ วลาในการเรียนรทู้ างวิชาการ
13) ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการส่งเสริมและสนับสนุนงาน
วิชาการแก่บุคคล ครอบครวั องค์กร หน่วยงาน และสถาบันอ่ืนที่จัดการศกึ ษา ตวั แปรท่มี อี ิทธิพลประกอบด้วย
13.1) สง่ เสรมิ การยกระดับคุณภาพดา้ นการบริหารหลักสตู รและการจัดการเรียนการสอน
2. รูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสานักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน ประกอบด้วยวธิ กี ารพัฒนาซึง่ แบ่งออกเปน็ 2 ลกั ษณะ 9 วธิ ีการดงั น้ี
2.1 วธิ ีการพฒั นาเป็นรายบคุ คล ประกอบด้วยวธิ ีการทใี่ ช้ 2 วิธี คอื
1) การศกึ ษาท่ีบ้าน (การศึกษาด้วยตนเอง) เป็นวิธีการพัฒนาด้วยตนเองตามลาพัง ซ่ึงเกิดขึ้นจาก
ความเข้าใจ และความต้องการของบคุ คล โดยใชว้ ิธกี ารศึกษาจากชุดการเรียนโปรแกรมสาเร็จรูป ระบบออนไลน์
เอกสารตาราหนงั สอื แบบเรยี น ส่อื ชว่ ยสอน (CAI) เปน็ ตน้
2) การฝึกปฏิบตั งิ าน เป็นการลงมือปฏิบัติงานในหน่วยงาน หรอื สถานศึกษาน้ันๆ เพื่อใหผ้ ู้ฝกึ งาน
ได้เรียนรู้หลกั การ วธิ ีการ รูปแบบ วฒั นธรรม ประเพณกี ารทางานท่ตี รงตามสภาพจรงิ มากทส่ี ดุ
2.2 วิธีการพัฒนารายกลุ่ม ประกอบดว้ ยวธิ กี ารท่ใี ช้ 7 วธิ ี คอื
1) การประชุม รวมไปถึงการประชุมใหญ่ การประชุมทางวิชาการ การประชุมเชิงปฏิบัติการและ
การประชุมสัมมนา ซึ่งเป็นการประชุมสมาชิกท้ังหมดพร้อมกันโดยสมาชิกดังกล่าวเป็นผู้มีพ้ืนฐาน มีเป้าหมายมี
ผลประโยชน์ในหน่วยงานร่วมกัน เพ่อื ทาความเข้าใจ สอบถาม ตอบปญั หาขอ้ ข้องใจและแลกเปล่ียนความคิดเห็น
ซ่ึงกนั และกนั ของสมาชิกให้เกิดความชัดเจน
2) การอภิปราย เป็นการแสดงความคิดเห็นร่วมกันของกลุ่มผู้มีความสนใจหรือมีความเช่ียวชาญ
ในเรือ่ งนนั้ ๆ เพ่อื ใหไ้ ด้คาตอบทีต่ ้องการ โดยมีผ้ดู าเนินการอภิปราย
3) การอบรม เป็นการพัฒนาบุคคลโดยการแนะนาพร่าสอนให้ซึมซับเข้าไปจนติดเป็นนิสัย เพ่ือ
ปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรม เจตคติในการทางาน และให้มีความเข้าในบทบาทหน้าท่ีรับผิดชอบซ่งึ มคี วามเกย่ี วกับแนว
วิชาการในโรงเรียน
4) การศึกษารายกรณี เป็นการศกึ ษาข้อเท็จจริงจากสถานการณ์จริงเพื่อใช้เป็นข้อมูลสาหรับการ
อภิปรายและแก้ปัญหา โดยเปิดโอกาสให้ผเู้ รียนหรอื ผรู้ ับผิดการพัฒนาได้ตรวจสอบแนวคิดของตนเองกับแนวคิด
ของผู้อื่น ทั้งนี้จะต้องสร้างบรรยากาศท่ีเอ้ืออานวยโดยการเปิดกว้าง ไม่จากัดกรอบ และมีความเป็นกันเอง ใน
การวิเคราะห์ปัญหาต้องพิจารณาถึงตัวบุคคล สถานการณ์ วิธีการ ขั้นตอน และบริบทขององค์การเป็น
ส่วนประกอบสาคัญ
5) การศึกษาดูงาน เป็นการนาผู้เรียนไปศึกษาเร่ืองท่ีต้องศึกษาจากหน่วยงานหรือสถานที่อ่ืนท่ี
ตรงกับประเด็นที่ตอ้ งการ โดยที่ผู้เรยี นสามารถพบเห็นสภาพจริง มีโอกาสได้สัมผัสด้วยประสาทสัมผัสต่างๆ เช่น
10
การดู การฟัง การสัมภาษณ์ การสอบถาม การสนทนา การแลกเปล่ียนความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมใน
กิจกรรม
6) การสาธิต เป็นการแสดงโดยผ้ทู ่ีมคี วามรู้ ทักษะ และประสบการณใ์ นเรื่องน้ันๆ เพ่ือใหผ้ ู้รบั การ
พฒั นาไดเ้ หน็ ภาพการปฏบิ ตั จิ รงิ ตามขน้ั ตอนวิธกี ารทก่ี าหนดไว้
7) กิจกรรมนันทนาการ เป็นการให้บุคลากรได้เข้าร่วมกิจกรรมท่ีเน้นการแสดงออกด้วยความ
สนุกสนานและพึงพอใจ เช่น การร้องเพลง การปรบมือ การแสดงท่าทางประกอบ การเล่นเกม เพื่อให้เกิดการ
ผา่ นคลายและสรา้ งความคนุ้ เคยและเปน็ กันเองระหว่างสมาชิกภายในกล่มุ
การใช้วิธีการพัฒนาตามความเหมาะสมกับประเด็น (ตัวแปร) ท่ีเป็นกระบวนการขับเคลื่อนการ
ดาเนนิ การทางวชิ าการ และกิจกรรมการดาเนนิ งานทางวชิ าการแบบประสมประสานอยา่ งตอ่ เน่ือง ดงั นี้
1. การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กภาพรวม ใช้กระบวนการขับเคล่ือนประกอบด้วย
กิจกรรมหรือการดาเนนิ การดังต่อไปน้ี
1.1 ส่งเสริมการยกระดับคุณภาพการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน โดยสมควรใช้
วิธีการพัฒนาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่าประกอบด้วย 1) การอบรม 2) การประชุมปฏิบัติการ 3)
การศึกษารายกรณี 4) การอภปิ ราย และ 5) การฝึกปฏบิ ตั งิ าน
1.2 ส่งเสริมและสนับสนุนทรัพยากรและส่ิงอานวยความสะดวกเพ่ือส่งเสริมวิชาการ โดยสมควรใช้
วิธีการพัฒนาอยา่ งใดอย่างหนงึ่ หรือมากกวา่ ประกอบดว้ ย 1) การศึกษาดงู าน 2) การฝกึ ปฏบิ ตั งิ าน
1.3 ส่งเสริมให้มีการพัฒนาบุคลากร โดยสมควรใช้วิธีการพัฒนาอย่างใดอย่างหน่ึงหรือมากกว่า
ประกอบดว้ ย 1) การศึกษาทบี่ ้าน (การศึกษาดว้ ยตนเอง) 2) การฝกึ ปฏิบัติงาน 3) การอบรม 4) การ
ประชมุ 5) การอภปิ ราย 6) การสาธิต 7) การศึกษารายกรณีและ 8) การศกึ ษาดงู าน
1.4 สง่ เสริมและสนับสนนุ การมีส่วนร่วมในการบรหิ ารงานวิชาการ โดยสมควรใช้วิธีการพัฒนาอย่าง
ใดอย่างอหนึ่งหรือมากกว่า ประกอบด้วย 1) การฝึกปฏิบัติงาน 2) การอบรม 3) การอภิปราย 4) การศึกษา
ดงู าน
1.5 ส่งเสรมิ และสนบั สนุนใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจเก่ียวกบั นโยบายและมาตรฐานวิชาการของผู้บรหิ ารและ
ครู โดยสมควรใชว้ ิธกี ารพัฒนาอย่างใดอย่างหน่ึงหรือมากกว่า ประกอบด้วย 1) การศกึ ษาท่ีบ้าน (การศึกษา
ด้วยตนเอง) 2) การประชุมสัมมนา 3) การอบรม และ 4) การศึกษาดูงาน
การพัฒนากระบวนการขับเคล่ือนการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กท้ัง 5 กิจกรรมดังกล่าว
ผู้ดาเนินการสมควรใช้กระบวนการ P D C A เป็นฐานเพ่ือดาเนินการกจิ กรรมดังกล่าวอยา่ งต่อเน่ือง
2. การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ใช้กระบวนการ
ขับเคล่ือนประกอบด้วยกิจกรรมหรือการดาเนินงานและ วิธีการพัฒนา เช่นเดียวกับกิจกรรมการบริหารงาน
วิชาการภาพรวม
3. การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ใช้กระบวนการ
ขับเคลื่อนประกอบด้วยกิจกรรม หรือการดาเนินงาน และวิธีการพัฒนาเช่นเดียวกับกิจกรรมการบริหารงาน
วิชาการภาพรวมข้อ 1.1, 1.3, 1.4 และ1.5 และส่งเสริมด้วยการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงาน
วิชาการ ซึ่งสมควรใช้วิธีการพัฒนาอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมากกว่า ประกอบด้วย 1) การฝึกปฏิบัติงาน 2)
การประชุมปฏบิ ัตงิ าน 3) การอภิปราย และ 4) การศึกษารายกรณี
4. การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการวัดผลและการประเมินผล ใช้กระบวนการ
ขับเคล่ือนประกอบด้วยกิจกรรมหรือการดาเนินงานและวิธีการพัฒนาเช่นเดียวกับกิจกรรมการบริหารงาน
วิชาการภาพรวม ขอ้ 1.1, 1.3, 1.4 และ 1.5
11
5. การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการวิจัยเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษา ใช้
กระบวนการขับเคล่ือนประกอบด้วยกิจกรรมหรือการดาเนินงานและวิธีการพัฒนาเช่นเดียวกับกิจ
กรรมการบรหิ ารงานวิชาการภาพรวมข้อ 1.1,1.2,1.3,1.4 และ 1.5 และเสรมิ ด้วย การส่งเสรมิ ใหผ้ ู้บรหิ าร
และครูเกี่ยวกับนโยบายใช้เวลาเพ่ือการเรียนรู้ทางวิชาการซึ่งสมควรใช้วิธีการพัฒนาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือ
มากกวา่ ประกอบด้วย 1) การสาธิต 2) การฝึกปฏบิ ัติงาน และ 3) การศกึ ษารายกรณี
6. การบรหิ ารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเลก็ ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพอ่ื การศึกษา
ใช้กระบวนการขับเคล่ือนประกอบด้วยกิจกรรมหรือการดาเนินงาน และวิธีการพัฒนาเช่นเดียวกับ กิจ
กรรมการบริหารงานวชิ าการภาพรวมข้อ 1.1,1.2,1.3,1.4 และ 1.5
7. การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ใช้กระบวนการขับเคลื่อน
ประกอบด้วยกิจกรรมหรือการดาเนินงานและวิธีการพัฒนาเช่นเดียวกับกิจกรรมการบริหารงานวิชาการ
ภาพรวมข้อ 1.1,1.2,1.3,1.4 และ 1.5 และเสริมด้วยการส่งเสริมปจั จัยจูงใจในการทางานของผู้บรหิ ารและ
ครู ซ่ึงสมควรใช้วิธีการพัฒนาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่า ประกอบด้วย 1) การประชุมสัมมนา 2)
การอภิปราย และ 3) การศกึ ษาดูงาน
8. การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการนิเทศการศึกษา ใช้กระบวนการขับเคลื่อน
ประกอบด้วยกิจกรรมหรือการดาเนินงานและวิธีการพัฒนาเช่นเดียวกับกิจกรรมการบริหารงานวิชาการ
ภาพรวม ข้อ 1.1,1.2,1.3,1.4 และ1.5 และเสริมด้วยการส่งเสริมให้ผู้บริหารและครูเกี่ยวกับการใช้เวลา
เพ่ือการเรียนรู้ทางวิชาการ ซึ่งสมควรใช้วิธีการพัฒนาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่า ประกอบด้วย 1 )
การประชุมทางวิชาการ และการประชุมสัมมนา 2) การอภิปราย 3) การอบรม 4) การศกึ ษาดูงาน 5)
การสาธติ และ 6) กิจกรรมนันทนาการ
9. การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กดานการแนะแนว ใช้กระบวนการขับเคลื่อน
ประกอบด้วยกิจกรรมคือ การดาเนินงานและวิธีการพัฒนา เช่นเดียวกับกิจกรรมการบริหารงานวิชาการ
ภาพรวมขอ้ 1.1,1.2,1.3 และ 1.4
10. การบรหิ ารงานวชิ าการในโรงเรียนขนาดเลก็ ด้านการพฒั นาระบบการประกันคุณภาพในสถานศึกษา
ใช้กระบวนการขับเคล่ือนประกอบด้วยกิจกรรมหรือการดาเนินงานและวิธีการพัฒนาเช่นเดียวกับ กิจ
กรรมการบริหารงานวิชาการภาพรวม ข้อ 1.1,1.2,1.3,1.4 และ 1.5 และเสริมด้วยการใช้หลักธรรมาภิบาล
ในการบริหารงานวชิ าการ ซึง่ สมควรใช้วธิ กี ารพัฒนาอย่างใดอย่างหน่งึ หรือมากกว่า ประกอบดว้ ย 1) การ
ฝึกปฏบิ ัติงาน 2) การประชุมเชิงปฏิบตั ิงาน 3) การอภิปราย และ 4) การศึกษารายกรณี
11. การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการส่งเสริมความรู้ทางวิชาการ ใช้กระบวนการ
ขบั เคลอ่ื นประกอบดว้ ยกิจกรรม หรอื การดาเนนิ งาน และวิธกี ารพัฒนา เช่นเดยี วกับกิจกรรมการบริหารงาน
วชิ าการดา้ นการพัฒนาแหล่งเรยี นรู้ (ข้อ 7)
12. การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กดา้ นการประสานความรว่ มมือในการพัฒนาวิชาการกับ
สถานศึกษาและองค์กรอ่ืนใช้กระบวนการขับเคล่ือนประกอบด้วยกิจกรรมหรือการดาเนินงานและวิธีการพัฒนา
เช่นเดียวกับกจิ กรรมการบรหิ ารงานวิชาการด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และด้านการพัฒนา
แหลง่ เรยี นรู้
13. การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กด้านการส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล
องค์กร หน่วยงานและสถาบันอ่ืนที่จัดการศึกษา ใช้กระบวนการขับเคล่ือนประกอบด้วยกิจกรรมหรือการ
ดาเนินงาน และวิธีการพัฒนาเช่นเดียวกับกิจกรรมการบริหารงานวิชาการภาพรวมข้อ 1.1, 1.2, 1.3, 1.4
และ 1.5
12
การพัฒนาการบริหารงานวิชาการทุกด้านมีกระบวนการ P D C A เป็นกระบวนการขับเคล่ือนพ้ืนฐาน
ประกอบการดาเนินการเสมอ
การอภปิ รายผล
การวิจัยคร้งั น้ี ผูว้ ิจยั ไดน้ าผลมาเสนอเปน็ ประเด็นเพอ่ื อภปิ รายผล ดงั น้ี
1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก ประกอบด้วย กลุ่มตัวแปร
ขับเคล่ือนการดาเนินการทางวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก จานวน 8 ตัวแปร ใน 2 ปัจจัย ดังนี้ (1) ความเข้าใจ
เกี่ยวกับนโยบายและมาตรฐานวิชาการของผู้บริหารและครู และ (2) ทรัพยากร เทคโนโลยีและส่ิงอานวยความ
สะดวกที่ส่งเสริมงานวิชาการ ซึ่งอยู่ในปัจจัยป้อนเข้าของรูปแบบประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน
ขนาดเล็ก จากผลการวิจัยพบว่าทรัพยากร เทคโนโลยี และส่ิงอานวยความสะดวกท่ีส่งเสรมิ งานวิชาการส่งผล
ต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการภาพรวม ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการด้านการพัฒนาหลักสูตร
การศึกษา และประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดของ
Kreitner, Hoy และ Miskel (2001. อ้างถึงในวิโรจน์ สารัตนะ. 2548) และ Pollack, Chrispeels และ
Watson (1989. อ้างถงึ ในนรินทร์ หีบแก้ว. 2545) สาหรบั ความเข้าใจเกีย่ วกับนโยบายและมาตรฐานวิชาการ
ของผู้บริหารและครู ผลการวิจัยนี้พบว่าส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการด้านการพัฒนาหลักสูตร
การศึกษา ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการด้านการวิจัยเพ่ือการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และประสิทธิผลการ
บริหารงานวิชาการด้านการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดของ
Campbell (อ้างถึงใน ศักด์ิไทย สุรกิจบวร และคณะ. 2546) Hoy และ Miskel (2001) และสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (สานักนโยบายและแผนการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาข้นั พ้ืนฐาน. (2551) ส่วนตัวแปรที่ (3) ส่งเสริมการยกระดบั คุณภาพด้านการบริหารหลักสูตรและการ
จดั การเรยี นการสอน (4) การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน (5) การสง่ เสริมปัจจัยจูง
ใจในการทางานของผู้บริหารและครู (6) การส่งเสริมให้มีการวิจัยในช้ันเรียนอย่างต่อเน่ือง (7) การส่งเสริมให้
ผูบ้ ริหารและครมู ีการจัดการเก่ียวกบั การใช้เวลาในการเรยี นรู้ทางวชิ าการ และ (8) การสนับสนุนให้ชมุ ชนมีส่วน
ร่วมในการจัดการเรียนการสอนของครูซ่ึงอยู่ในปัจจัยกระบวนการ ซึ่งอยู่ในปัจจัยกระบวนการของรูปแบบ
ประสทิ ธิผลการบริหารงานวชิ าการในโรงเรยี นขนาดเล็ก จากผลการวิจยั พบวา่
ตัวแปรส่งเสริมการยกระดับคุณภาพด้านการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนส่งผลต่อ
ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการภาพรวม และประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการอีก 12 ด้าน คือ ด้านการ
พัฒนาหลักสูตรการศึกษา ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการวัดผลและประเมินผล ด้านการวิจัยเพ่ือ
พัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านการพัฒนาสื่อนวตั กรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ด้านการพัฒนาแหล่งเรียนรู้
ด้านการแนะแนว ด้านการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ด้านการส่งเสริมความรู้ทาง
วิชาการ และด้านการส่งเสรมิ และสนับสนุนงานวิชาการแกบ่ ุคคล ครอบครวั องค์กร หน่วยงานและสถาบันอื่น
ทจ่ี ดั การศึกษา ซ่ึงสอดคล้องกบั แนวคิดของ Halton (อ้างถึงในวิโรจน์ สารรตั นะ. 2548) Pollack, Chrispeels
และ Watson (อ้างถึงในนรินทร์ หีบแก้ว. 2545) และ Hoy และ Miskel (2001) จึงกล่าวได้ว่าการส่งเสริม
การยกระดับคุณภาพด้านการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนเป็นตัวแปรที่สาคัญท่ีสุดในกลุ่มตัว
แปรขบั เคล่อื นการดาเนินการทางวิชาการในโรงเรยี นขนาดเล็ก
การใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ
3 ด้าน คือ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและ
ด้านการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดจอง Hoy และ Miskel
13
(2001) และผลงานวจิ ัยของ อัครพงษ์ เทพิน (2548) และสุวิทย์ ทองสันทัด (2550) ที่พบว่า การใช้หลักธรรมาภิ
บาลในการบริหารในโรงเรยี นมีผลต่อประสิทธผิ ลการบริหารงานวชิ าการและด้านอ่ืนๆ ของโรงเรียนดว้ ย
การส่งเสริมปัจจัยจูงใจในการทางานของผู้บริหารและครูส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ 3
ดา้ น คือ ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพือ่ การศกึ ษา ด้านการส่งเสริมความรทู้ างวชิ าการและดา้ น
การส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน และสถาบันอ่ืนที่จัดการศึกษาซ่ึง
สอดคล้องกับแนวคิดของ Hoy และ Miskel (2001) ได้กล่าวถึงระดับการจูงใจเป็นองค์ประกอบความมี
ประสิทธิผลด้านกระบวนการบริหารสถานศึกษา และผลงานวิจัยของ เพ็ญประภา วงศ์ประชา (2543) ท่ีพบว่า
แรงจูงใจเป็นความต้องการภายในท่ีมีส่วนกระตุ้นให้ผู้บรหิ ารและครู สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมายของ
หน่วยงาน
การส่งเสริมให้มีการทาวิจัยชั้นเรียนอย่างต่อเน่ือง ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการด้านการพัฒนาส่ือ
นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ทั้งน้ีจากการสารวจความคิดเห็นผู้อานวยการโรงเรียนและครูวิชาการ
โรงเรียนขนาดเลก็ พบว่า ปัญหาด้านการพัฒนาส่ือ นวัตกรรมและเทคโนโลยเี พอื่ การศึกษาอยใู่ นระดับปานกลาง
และให้ความสาคัญต่อการส่งเสริมให้มีการทาวิจัยในชั้นเรียนอย่างต่อเนื่องอยู่ในระดับมากแสดงให้เห็นว่าการ
ส่งเสริมให้มีการทาวิจัยในช้ันเรียนอย่างต่อเนื่องเป็นแนวทางท่ีสาคัญแนวทางหน่ึงสาหรับการยกระดับ
ประสทิ ธผิ ลการบรหิ ารงานวชิ าการในโรงเรียนขนาดเลก็
การส่งเสริมให้ผู้บริหารและครูมีการจัดการเกี่ยวกับการใช้เวลาในการเรียนรู้ทางวิชาการ ส่งผลต่อ
ประสิทธิผล การบริหารงานวิชาการ ด้านการวิจัยเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านการนิเทศการศึกษาและด้าน
การประสานความร่วมมือนาการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอื่น ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดของ Hoy
และ Miskel (2001) ท่ีกล่าวถึงการใช้เวลาเพื่อการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาเป็นส่วนหนึ่งองค์ประกอบ
ความมีประสิทธิผลกระบวนการบริหารสถานศึกษา และสอดคล้องกับงานวิจัยของ Bezuidenhout (1990) ได้
ศึกษาการบริหารเวลาของผู้บริหารโรงเรียนท่ีมีประสิทธิภาพพบว่า ผู้บริหารโรงเรียนต้องรู้วิธีการใช้เวลาอย่าง
ถูกต้องและเหมาะสมเช่นการขัดสาดับความสาคัญของงานและจะทาให้ผู้บริหารจักใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพ
และ Macneill (2000 อ้างถึงใน ชาติชาย นิภากุล. 2545) ได้ศึกษาการใช้เวลาของผู้บริหารโรงเรียนในการ
ทางานบริหารผลการวิจัยพบว่า อาจารย์ใหญ่ใช้เวลาเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบราชการมากที่สุด คือร้อยละ
14.7 ทุนและเรื่องบัญชีร้อยละ 13.4 งานพัฒนาวิชาชีพร้อยละ 12.8 งานติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนและส่ือมวลชน
ร้อยละ 10.1 ในขณะที่งานวางแผนปรับปรุงโรงเรียนร้อยละ 9.0 งานพัฒนาครูและการนิเทศ ร้อยละ 7.6 เป็น
ต้น นอกจากนั้นผลงานวิจัยของ เร่ิม เหลาสิทธิ์ (2549) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะองค์การกับการ
บริหารเวลาของผบู้ รหิ ารโรงเรียนทมี่ ตี ่อประสิทธิผลโรงเรยี น สังกดั สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาจังหวัดสกลนคร
พบว่า ลักษณะองค์การของโรงเรียน คุณภาพการบริหารเวลาและการใช้เวลาของผู้บริหารโรงเรียนมี
ความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลของโรงเรียน ด้านผลสาเร็จของการบริหารงานและด้านความพึงพอใจใน
การปฏิบัตงิ านของบคุ ลากรในโรงเรียนทงั้ ภาพรวมและรายดา้ น
การสนบั สนุนให้ชุมชนมสี ่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนของครู ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงาน
วิชาการด้านการนิเทศการศึกษา ซ่ึงสอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการหลักสูตรตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ที่กล่าวถึงการบริหารหลักสูตรระดับท้องถ่ินและหลักสูตรสถานศึกษา
ควรไดร้ ับการสง่ เสริมและสนับสนุนจากชุมชนโดยดาเนินงานแบบมีสว่ นร่วมทั้งในดา้ นการจดั ทาหลักสูตรและการ
เรียนการสอนของครูและคุณภาพการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การนิเทศติดตามการใช้หลักสูตรการจัดการ
ระบบการประกันคุณภาพภายในและการวิจัยติดตามผลการใช้หลักสูตร (สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.มปป.)
14
นอกจากผลการวิจัยดังกล่าวในรูปแบบประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กในส่วน
ของปัจจัยป้อนเข้ายังมีตัวแปรท่ีมีความสาคัญต่อความสมบูรณ์ของรูปแบบก็คือ การพัฒนาบุคคลากรอย่าง
ต่อเนื่องและยึดหลักการมสี ่วนร่วมซงึ่ เป็นตัวแปรท่ีส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อยกระดบั ประสิทธิผลการบริหารงาน
วิชาการในโรงเรียนขนาดเลก็ ไดอ้ ย่างเหมาะสมต่อไป
2. รูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากผลการวิจัยพบว่าผู้เช่ียวชาญเห็นด้วยกับรูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลการ
บริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก ซ่ึงถา้ พิจารณาแต่ละประเด็นพบว่า ในส่วนของรูปแบบประสิทธิผลการ
บริหารวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กภาพรวม และรายปัจจัยโดยมีเหตุผลสนับสนุนประกอบด้วย 1) เป็นรูปแบบ
ที่เป็นรูปธรรมเห็นภาพตั้งแต่ปัจจัยป้อนเข้า ปัจจัยกระบวนการบริหารวิชาการและปัจจัยป้อนออก 2) เป็น
รูปแบบกลางที่ชัดเจนสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ทุกโรงเรียน 3) เป็นรูปแบบที่มีความสมบูรณ์ ครอบคลุม
ทุกด้าน แต่ละด้านมีขั้นตอนที่มี P D C A เป็นกระบวนการองรับซ่ึงสามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ได้ เปน็ ต้น ส่วน
ประเดน็ ย่อย ตั้งแต่การส่งเสรมิ สนบั สนุนในปจั จยั ป้อนเข้าที่สาคัญ กระบวนการขบั เคลื่อนการดาเนนิ งานวิชาการ
ในโรงเรียนขนาดเล็กของปัจจัยกระบวนการบริหางานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กผู้เช่ียวชาญเห็นด้วยทุกกรณี
ส่วนวิธีการพัฒนาในรูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็กโดย ระบุ
ผเู้ ชยี่ วชาญเหน็ ด้วยร้อยละ 80 ข้ึนไป ทุกวิธปี ระกอบดว้ ยวธิ กี ารพัฒนา 2 ลกั ษณะ 9 วิธีการ คือ 1) วธิ กี ารพฒั นา
เป็นรายบุคคล ประกอบด้วย 2 วิธี คือ การศึกษาท่ีบ้าน (การศึกษาด้วยตนเอง) และการฝึกปฏิบัติงาน และ 2)
วิธีการพัฒนาเป็นรายกลุ่ม ประกอบด้วย 7 วิธี คือ การประชุม การอภิปราย การอบรม การศึกษารายกรณี
การศึกษาดูงาน การสาธิต และกิจกรรมนันทนาการโดยใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งหรือมากกว่าอย่างต่อเน่ืองตาม
กรอบเหมาะสมกับประเด็นท่ีต้องการพัฒนาแล้วแต่กรณีซึ่งวิธีการพัฒนาดังกล่าวได้รับความเห็นจากผู้เช่ียวชาญว่า
มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากถึงมากทส่ี ุด ซึ่งสอดคลอ้ งกับผลการวิจัย ของ บุญมี ก่อบุญ (2553) เรื่องรปู แบบ
การพัฒนาภาวะผู้นาทีมของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสานักงานเคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพบว่าวิธีการพัฒนาภาวะผู้นาทีมโดยรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุดทุกข้อได้แก่การประชุม
ปฏิบัติการ การประชุมสัมมนา การหมุนเวียนเปล่ียนงาน การระดมสมอง การฝึกวิธีการทางาน การฝึก
สถานการณ์จาลอง การศึกษาดูงาน การฝึกวเิ คราะห์งานแบบ SWOT analysis การพัฒนาจิตและการศึกษาดว้ ย
ตนเอง อธิบายโดยสรุปว่าวิธีการพัฒนาภาวะผู้นาทีมสามารถใช้ได้หลายวิธี ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับเน้ือหาและบริบทที่
เกี่ยวข้อง และความหลากหลายท่ีสามารถนาไปใช้พัฒนาได้อยา่ งครอบคลุมทั้งดา้ นความรู้ ทกั ษะ เจตคติ คุณธรรม
จริยธรรมและบุคลิกภาพ โดยเน้นการพัฒนาควบคู่กันไประหว่างภาคความรู้และภาคปฏิบัติและผลการวิจัยของ
พงกะพาน ตะกลมทอง (2553) เร่ือง รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาผู้บริหารระดับกลาง สังกัดสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พบว่า มีวิธีการและเทคนิคท่ีจะนามาใช้ในการพัฒนาภาวะผู้นาของผู้บรหิ าร
ระดับกลาง จานวน 17 วิธี คือ กรณีศึกษา กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ศึกษาดูงาน การทาแบบฝึกหัด การทา
โครงการจริง การเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ กิจกรรมนันทนาการ บทบาทสมมุติ การประชมุ ทางวิชาการ การ
เผชญิ เหตุการณ์ การฝึกสั่งการ การระดมความคิด กิจกรรมพัฒนาจิต การฝกึ งาน กล่มุ ทางาน การสนทนากลุ่ม และ
เกมการศึกษา
ข้อเสนอแนะ
จากการวิจัยเรื่องรูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัด
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ผู้วิจัยมีข้อเสนอไว้ 2 ประการคือ ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยและ
ข้อเสนอแนะสาหรับการวจิ ัยคร้งั ตอ่ ไป ดงั นี้
15
1. ขอ้ เสนอแนะจากผลการวิจัย
การนารูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการวิจัยคร้ังนี้ไปใช้ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด หน่วยงานระดับสานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา และระดับโรงเรยี น ควรคานึงถึงประเด็นตา่ งๆ
ดังนี้
1.1 การนารูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัด
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานไปอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ส่ิงสาคัญคือ การศึกษา
องค์ประกอบของรูปแบบ วิธีการพัฒนาให้ละเอียดและเข้าใจทุกขั้นตอนก่อนการพัฒนา นอกจากนั้นควรศึกษา
บริบทของโรงเรียนให้เข้าใจทกุ แง่มมุ เพ่ือจะได้ปรบั รูปแบบดงั กลา่ วให้เหมาะสมตอ่ ไป
1.2 วิธีการพัฒนาในรูปแบบดังกล่าว ควรให้ความสาคัญทั้งกิจกรรมท่ีจะส่งเสริมและสนับสนุนและ
กจิ กรรมท่ีเป็นกระบวนการขับเคล่อื นการดาเนินงานวิชาการและดาเนินการจดั กิจกรรมดังกล่าวอย่างครอบคลุม
และใช้วธิ กี ารพัฒนาอยา่ งหลากหลายและตอ่ เน่อื ง
1.3 หลักการสาคัญในการใช้วิธีการพัฒนาควรเน้นหลักการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพ่ือให้
เกดิ ความตระหนักและความย่ังยนื ของผลการพัฒนา
1.4 ควรจัดทาคู่มือ การพัฒนารูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน
ขนาดเล็กทั้งระดับกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็ก หรือระดับเขตพ้ืนที่ เพื่อให้สามารถนาผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้อย่าง
ถูกต้องและเหมาะสมต่อไป
2. ข้อเสนอแนะสาหรบั การวจิ ยั ครงั้ ตอ่ ไป
2.1 ควรวิจัยเก่ียวกับรูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดใหญ่
และกลาง หรอื ในสถานศึกษาระดบั อนื่ เพือ่ สามารถนาไปใชไ้ ด้อย่างเหมาะสมขน้ึ
2.2 ควรดาเนินการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพ่ือใช้รูปแบบการพัฒนาประสิทธิผลการ
บริหารงานวิชาการในโรงเรียนขนาดต่างๆ โดยเน้นศึกษาโรงเรียนท่ีมีความพร้อมเชิงพัฒนา เพื่อให้ได้ผลการ
พัฒนาท่ียัง่ ยนื ระยะยาว
2.3 ควรวิจัยเก่ียวกับรูปแบบการพัฒนาการบริหารงานลักษณะอื่นในสถานศึกษา เพ่ือสามารถ
นาไปใชไ้ ดอ้ ย่างเหมาะสมกบั ลักษณะงานนน้ั ๆ ต่อไป
2.4 ควรดาเนินการวิจัยรูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศสาหรับโรงเรียนขนาด
ตา่ งๆ โดยเน้นการวจิ ัยแบบมสี ่วนรว่ ม
บรรณานกุ รม
กระทรวงการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม. (2543). การวิเคราะห์พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติในรูปของ
กองนโยบายและแผน. กรงุ เทพมหานคร:โรงพิมพ์การศาสนา.
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2546). คู่มือการบรหิ ารสถานศึกษาขั้นพืน้ ฐานที่เป็นนิติบุคคล.กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพ์องคก์ าร รับส่งสนิ คา้ และพัสดภุ ณั ฑ์
จงกลนี ชุติมาเทวรินทร.์ (2544). การอบมรมเชงิ พฒั นา. กรงุ เทพมหานคร:พี.เอ.ลิฟว่งิ .
ชาติชาย นิภากุล. (2545). การใช้เวลาการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญ
ศกึ ษา ในกรุงเทพมหานคร. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. กรุงเทพมหานคร:มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ.
16
ทนงศักดิ์ เจริญชัย. (2549). ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ทักษะการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียนกับ
ประสิทธผิ ลของ โรงเรียน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาสกลนคร เขต 2. วิทยานิพนธ์ ค.ม.สกลนคร:
มหาวิทยาลัย
ราช ภัฏสกลนคร.
นาครินทร์ คารัศมี. (2549). รูปแบบประสิทธิผลการบริหารวิชาการในโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัยกาฬ
สินธ์ สานักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษากาฬสนิ ธ์ เขต 3. วิทยานิพนธ์ ค.ม.:มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร.
บุญฐิน ประทุมลี. (2549). ปัญหาและแนวทางการบริหารสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานที่เป็นนิติบุคคลใน
การศึกษาระดับประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามุกดาหาร. วิทยานิพนธ์ ค.ม. สกลนคร:
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร.
บุญมี ก่อบุญ. (2553). รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาทีมของผู้บริหารโรงเรียน สังกั ดสานักงาน
คณะกรรมการขั้นพืน้ ฐาน
ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื . วทิ ยานพิ นธ์ ค.ด. สกลนคร:มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สกลนคร.
พงกะพรรณ ตะกลมทอง. (2553). รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นาผู้บริหารระดับกลาง สังกัดสานักงาน
คณะกรรมการ การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน. วิทยานิพนธ์ ปร.ด. อุดรธานี:มหาวิทยาลยั ราชภฏั อุดรธาน.ี
เพ็ญประภา วงศ์ประชา. (2543). ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในการปฏิบัติงานและผลสาเร็จใน
การบริหารงานของ ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษาจังหวัดสกลนคร. วิทยานิพนธ์
ค.ม. สกลนคร: มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร.
เรม่ิ เหลาสิทธิ์. (2549). ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะองค์การกับการบรหิ ารเวลาของผู้บริหารโรงเรียนที่มี
ตอ่ ประสิทธผิ ล ของโรงเรียน ในสังกดั สานกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาจงั หวัดสกลนคร. วิ ท ย า นิ พ น ธ์ ค .ม .
สกลนคร: มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร
วิโรจน์ สารรัตนะ. (2548). โรงเรียน:องค์การแห่งการเรียนรู้แนวคิดทางการบริหารการศึกษา. กรุงเทพ
มหาคร:โรงพิมพ์ ทพิ ย์วิสทุ ธิ.์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร.
ศักดิ์ไทย สุรกิจบวร. และคณะ (2546). การพัฒนาการบริหารสถาบันการศึกษา. สกลนคร:สถาบันราชภัฏ
สกลนคร.
ศิริกุล นามศิริ. (2552). การพัฒนางานวิชาการด้วยหลักการบูรณาการในโรงเรียนขนาดเล็ก:การวิจัย
ปฏิบตั ิการแบบมีส่วนร่วม. วิทยานิพนธ์ ศษ.ด. ขอนแก่น:มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
สุวิทย์ ทองสันทัด. (2550). พฤติกรรมผู้นาตามหลักธรรมาภิบาลและประสิทธิผลการบริหารงานของ
ผบู้ รหิ ารโรงเรยี น สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 2. วิทยานิพนธ์ ค.ม. สกลนคร:
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร.
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน. (2549). รายงานการประเมินโครงการยกระดับคุณภาพ
โรงเรยี นขนาดเลก็ . กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพค์ รุ สุ ภา.
. (2551). แนวทางการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก. กรุงเทพมหานคร:สานักนโยบายและ
แผนการศึกษา
ขั้นพนื้ ฐาน สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน.
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน. (มปป.). แนวทางการบริหารจัดการหลักสูตรตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ.2551. กรุงเทพมหานคร:สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา
สานักงานคณะกรรมการ การศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน.
17
สานักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ. (2543). รายงานการศึกษาแนวทางการบริหารและการศึกษาใน
รปู แบบการบรหิ ารโดยใชโ้ รงเรียนเปน็ ฐาน. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์คุรสุ ภา ลาดพร้าว.
สานักงานปฏิรูปการศึกษา. (2544). รายงานการศึกษาวิเคราะห์เพ่ือปฏิรูปการศึกษาตามพ.ร.บ.การศึกษา
แหง่ ชาติ พ.ศ.2542.ในระบบภารกจิ งานปฏริ ูปการศึกษา (เล่ม 4). กรงุ เทพมหานคร:โรงพิมพ์เดือนตลุ า.
อัครพงศ์ เทพิน. (2548). ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารโดยใช้หลักธรรมาภิบาลกับประสิทธิผลการ
บริหารของผู้บรหิ าร โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ี การศึกษาสกลนคร เขต 2.
วิทยานิพนธ์ ค.ม. สกลนคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
Hoy, W.K.and Miskel,.C.G. (2001). Educational Administration:Theories, Research and
Practice. 6 th ed. New York:McGraw-Hill.
18