คู่มือกายวิภาคศาสตร์
ฉบับประชาชนกับการบูรณาการในงานสาธารณสุข
บทนำกายวิภาคศาสตร์
ระบบโครงกระดูก
ระบบอวัยวะรับความรู้สึก
คำนำ ก
คู่มือกายวิภาคศาสตร์ ฉบับประชาชนกับการบูรณาการในงานสาธารณสุขเล่มที่ 1
คู่มือฉบับนี้ เล่มที่1คู่มือฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่ งของวิชากายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา
รหัสวิชา 0205300101 จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้และคำศัพท์พื้นฐานในวิชากายวิภาคศาสตร์
และสรีรวิทยา ระบบต่างๆในร่างกาย สามารถนำไปใช้ในการเรียน การสอน และการนำไปใช้
เป็นความรู้พื้นฐานในชีวิตประจำวัน
คณะผู้จัดทำได้ศึกษาค้นคว้า รวบรวมและเรียบเรียงเป็นคู่มือกายวิภาคศาสตร์ฉบับนี้
ประกอบด้วย ความรู้และคำศัพท์พื้นฐานในวิชากายวิภาคศาสตร์ ระบบโครงกระดูก
อวัยวะรับความรู้สึกพิเศษ และการนำความรู้ไปบูรณาการในงานสาธารณสุข
การจัดคู่มือฉบับนี้สำเร็จได้ตามวัตถุงประสงค์ด้วยดี ต้องขอขอบพระคุณ
อาจารย์นันฑิจพร พวงแก้ว ที่ท่านได้ให้คำแนะนำ ชี้แนะในการทำคู่มือฉบับนี้จนทำให้คู่มือ
กายวิภาคศาสตร์ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจและผู้ที่นำไปใช้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตาม
ความคาดหวัง
คณะผู้จัดทำ
สารบัญ ข
เรื่อง หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
บทนำ
-การจำแนกสาขาวิชากายวิภาคศาสตร์ 1
-ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์ 2
-คำศัพท์พื้นฐานทางกายวิภาคศาสตร์ 3
-ช่องต่างๆของร่างกาย 5
ระบบโครงกระดูก
-หน้าที่ของกระดูก 6
-การเจริญเติบโตและอายุของกระดูก 7
-กระดูกแกน 7
-กระดูกกะโหลกศีรษะ 8
-กระดูกหู 8
-กระดูกโคนลิ้น 8
-กระดูกสันหลัง 9
-กระดูกทรวงอก 9
-กระดูกรยางค์ 9
การบูรณาการในการสาธารณสุข 11
อวัยวะพิเศษ
-ตา 12
การบูรณาการสาธารณสุข 14
-หู 15
การบูรณาการในการสาธารณสุข 18
-จมูก 19
การบูรณาการในการสาธารณสุข 21
-ลิ้นและการรับรส 22
การบูรณาการในการสาธารณสุข 25
บรรณนุกรม ค
1
บทนำ
กายวิภาคศาสตร์ (ANATOMY) เป็นแขนงหนึ่งของวิชาชีววิทยา ซึ่ง
ศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตว่าอยู่ส่วนใดของร่างกายและส่วนต่างๆ
เหล่านี้ติดต่อเกี่ยวข้องกันอย่างไร โดยมักทำการศึกษาร่วมกับสาขาสรีรวิทยา
(Physiology) ซึ่งเป็นวิชาที่ว่าด้วยหน้าที่การทำงานของส่วนหรืออวัยวะ
ต่างๆของร่างกาย เมื่อรวมกันแล้วอวัยวะและระบบต่างๆ เหล่านี้ต้องทำงาน
ประสานสัมพันธ์กัน เพื่อให้ร่างกายดำรงชีวิตได้อย่างปกติ โดยทั้งสองสาขา
วิชาจะแตกต่างกันที่กายวิภาคศาสตร์เน้นการศึกษาเกี่ยวกับโครงร่าง
ส่วนสรีรวิทยาเน้นที่การศึกษาเกี่ยวกับการทำงานและหน้าที่
สรีรวิทยา (Physiology) เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับหน้าที่และ
การทำงานของระบบต่างๆในร่างกายว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไรและเกิดขึ้น
เพื่ออะไร ตลอดจนกลไกของการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย อันได้แก่
ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อ ระบบไหลเวียนเลือด ระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร
ระบบต่อมไร้ท่อ และระบบสืบพันธุ์ ตลอดจนการทำงานร่วมกันของระบบเหล่านี้ในการ
ควบคุมและรักษาสมดุลของร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติ
ร่างกายมนุษย์ประกอบขึ้นด้วยเซลล์ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของชีวิตจำนวนมากมาย
มหาศาลกว่า 200,000 ล้านเซลล์ในผู้ใหญ่ โดยแต่ละเซลล์มีองค์ประกอบพื้นฐานคล้ายกัน แต่มีรูปร่าง
และหน้าที่แตกต่างกันไป เซลล์ที่มีลักษณะคล้ายกันจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ในบางครั้งเซลล์เหล่านี้ยัง
รวมตัวกับอนินทรียวัตถุต่างๆ
การจำแนกสาขาวิชากายวิภาคศาสตร์
Gross Anatomy
เป็นการศึกษาส่วนต่างๆของร่างกายที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น การศึกษาโครงสร้างของ
ศรีษะ คอ อก ท้อง แขน ขา เป็นต้น
Microscopic Anatomy
เป็นการศึกษาถึงหน่วยที่ประกอบเป็นโครงสร้างของร่างกายไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์ในการศึกษา
Developmental Anatomy หรือ Embryology
เป็นการศึกษาถึงการเจริญเปลี่ยนแปลงและการเจริญเติบโตของส่วนต่างๆ ซึ่งประกอบขึ้นเป็น
อวัยวะและร่างกายนับตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิในครรภ์มารดา คลอด จนถึงตอนที่ร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่
2
Comparative Anatomy
เป็นการศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของร่างกายของสัตว์หลายๆประเภทเพื่อที่จะเอาข้อมูลมาศึกษา
เปรียบเทียบรูปร่าง ลักษณะและหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ เช่น การเปรียบเทียบของคนกับลิง
Systematic anatomy
เป็นการศึกษาลักษณะและหน้าที่ของระบบต่างๆ เช่น การศึกษาระบบห่อหุ้มร่างกาย การศึกษา
ระบบประสาท เป็นต้น
Genetic Anatomy
เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของร่างกาย
Neuroanatomy
เป็นการศึกษาถึงระบบประสาททั้งในระดับที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและระดับที่ต้องใช้
กล้องจุลทรรศ์ช่วย
ความรู้พื้นฐานเกี่ยงกับกายวิภาค เซลล์เม็ดเลือดแดง
เซลล์กล้ามเนื้ อ
เซลล์ (Cell)
เซลล์ เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต
สิ่งมีชีวิตต้องประกอบขึ้นจากเซลล์อย่างน้อย 1 เซลล์
ซึ่งร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์ จำนวนหลาย
ล้านเซลล์ ในแต่ละเซลล์ จะมีความแตกต่างกันทั้งขนาด
และรูปร่าง ขึ้นอยู่กับหน้าที่ของเซลล์นั้นๆ
-เม็ดเลือดแดง ลักษณะ มีลักษณะกลมแบน ตรงกลางเว้า
คล้ายโดนัท ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจน
-เซลล์กล้ามเนื้อ มีลักษณะบาน ยาว แต่เมื่อหดตัวจะ
พองออก ทำหน้าที่ยืดหดเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหว
เนื้ อเยื่อ 3
เนื้อเยื่อ(tissue) คือกลุ่มของเซลล์ที่มีรูปร่างเหมือนกัน ทำหน้าที่เดียวกันมาอยู่รวมกัน เช่น
เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ มีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ ทำงานได้ เนื้อเยื่อประสาททำหน้าที่ประสานงานใน
การรับความรู้สึก การสั่งงาน
อวัยวะ(organ)
อวัยวะ (organ) คือโครงสร้างที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อหลายชนิดอยู่รวมกัน ทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งโดย
เฉพาะ เช่น หัวใจ เป็นอวัยวะที่ประกอบด้วยเนื้อเยื่อหุ้มหัวใจ เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ เยื่อบุหัวใจ เส้นเลือด เป็นต้น
ระบบอวัยวะ (organ system)
ระบบอวัยวะ (organ system ) คือโครงสร้างที่ประกอบด้วยอวัยวะหลายๆอวัยวะมาทำหน้าที่ร่วมกัน
อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร ระบบประสาท เป็นต้น
ร่างกาย (Body)
ประกอบขึ้นจากระบบต่างๆหลายระบบซึ่งทำงานตามหน้าที่ของแต่ละระบบ เพื่อให้ร่างกายสามารถดำรงชีวิต
อยู่ได้
คำศัพท์พื้นฐานทางกายวิภาคศาสตร์
1.Anatomical position ท่ายืน ในลักษณะตัวตรง ส้นเท้าชิด ใบหน้ามองตรงไปข้างหน้า
แขนทั้งสองเยียดตรงชิดกับลำตัว มือแบออกทั้งสองข้าง หันฝ่ามือไปทางด้านหน้า
(นิ้วก้อยจดโคนขาหัวแม่มือหันออกข้างนอก)
2. Longitudinal เกี่ยวกับความยาวของลำตัว มีเส้นผ่ากลางตัวเรียก Sagittal แบ่งร่างกายออกเป็น
ซีกซ้ายซีกขวา Sagittal Sagittal
4
3. Transverse or Horizontal plane เกี่ยวกับตามขวางของลำตัว แบ่งร่างกายออกเป็น
ส่วนบนและส่วนล่าง
Tranverse orHorizontal plane
4. Frontal or Coronal plane แบ่งร่างกายออกเป็นส่วนหน้าและส่วนหลัง
5.Anterior หรือ Ventral ด้านหน้าของลำตัว
6.Posterior หรือ Dorsal ด้านหลังของลำตัว
7.Superior หรือ Cranial ด้านบนของลำตัว
8.Inferior หรือ Caudal ด้านข้างของลำตัว
5
9.Medial ส่วนที่ใกล้กับเส้นผ่ากลางของร่างกาย (ชิดเส้นแนวกลาง)
10.Laterl ส่วนที่ไกลออกไปจากเส้นผ่าศูนย์กลางของร่างกาย
11.Superficial ตื้น (ใกล้กับผิวด้านนอกหรือบนผิวหนัง)
12.Deep ลึก (ไกลจากพื้นผิวภายนอก)
13.Peripheral ส่วนปลาย
14.Central ศูนย์กลางหรือส่วนต้น
15.Interal ภายในของร่างกายหรืออวัยวะภายใน
16.External ภายนอกร่างกาย
17.Proxmal จุดต้น (ส่วนที่อยู่ใกล้ลำตัว) เช่น โคนขา โคนแขน
18.Distal จุดปลาย (ส่วนที่อยู่ใกล้ลำตัว) เช่น ปลายมือ ปลายเท้า
ช่องต่างๆของร่างกาย
มีไว้เพื่อเก็บอวัยวะ ช่องของร่างกายจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
1.ช่องส่วนหน้า (Ventral cavity) อยู่ด้านหน้าของกระดูกสันหลัง ไม่มีกระดูกล้อมรอบ
ช่องอก (Thoracic cavity)
หลอดลม ปอด หลอดอาหาร หัวใจ หลอดเลือดใหญ่
ช่องท้อง (Abdominal cavity)
กระเพาะอาหาร ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ม้าม ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ไต
ช่องท้องน้อย/ช่องอุ้งเชิงกราน (Pelvic cavity)
กระเพาะปัสสาวะ ช่องทวารหนัก อวัยวะสืบพันธุ์
2.ช่องส่วนหลัง (Dorsal cavity) มีกระดูกล้อมอยู่โดยรอบ
ช่องในกระดูกกะโหลกศีรษะ (Cranial cavity)- มันสมอง (Brain)
ช่องเบ้าตา (Orbital) มีลูกตา ประสาทตา กล้ามเนื้อลูกตา ต่อมน้ำตา
ช่องจมูก (Nasal cavity)
ช่องปาก (Mouth) มีลิ้น และ ฟัน
ช่องที่อยู่ของไขสันหลัง (Spinal cavity)
ไขสันหลัง (Spinal cord)
ระบบโครงกระดูก 6
โครงกระดูก เป็นอวัยวะสำคัญที่กำหนดลักษณะรูปร่างของเรา กระดูกมี
การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเป็นเนื้อเยื่อที่มีชีวิตประกอบไปด้วยแร่ธาตุ
แม้ว่าจะเป็นอวัยวะที่เรามองไม่เห็น แต่เราก็จำเป็นต้องดูแลรักษากระดูก
ของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
เรามาทำความรู้จักกระดูก โครงสร้างสำคัญของร่างกายเรากัน
มนุษย์เรามีกระดูกทั้งหมด 206 ชิ้น หรือคิดเป็นประมาณ 20% ของ
ร่างกาย โดยโครงกระดูกแบ่งออกเป็น กระดูกแกน และกระดูกรยางค์ซึ่ง
ช่วยพยุงร่างกาย รักษารูปร่างให้ทรงตัวได้ เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อและ
เอ็นต่างๆ นอกจากนี้กระดูกยังเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย ที่ทำหน้าที่
ระบบโครงร่าง เป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดในร่างกายมนุษย์ ซึ่งมนุษย์และสัตว์
เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ มีโครงร่างแข็งภายใน หรือที่เรียกว่า กระดูก
กระดูกเป็นเหมือนเสื้อเกราะ ที่ช่วยป้องกันอวัยวะภายใน เป็นแหล่งผลิตเม็ด
เลือดที่สำคัญ เป็นแหล่งเก็บสะสมแคลเซียมของร่างกาย สามารถประเมิน
การเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กได้
หน้าที่ของกระดูก
Protection : เป็นการป้องกันอันตราย
ให้กับอวัยวะภายใน (ปอด ม้าม ตับ)
Blood cell formation :สร้างเซลล์เม็ดเลือด
เกิดขึ้นในไขกระดูก ภายในกระดูก
Mineral homeostasis :ควบคุมสมดุลของ
เกลือแร่ในร่างกาย เป็นแหล่งสะสมแคลเซียมและ
ฟอสฟอรัส พร้อมที่จะปล่อยเข้าสู่กระแสโลหิต
เพื่อควบคุมความเข้มข้นของเลือด
Movement : ช่วยในการเคลื่อนไหว
เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้ อและเอ็น
Support : ค้ำจุนและพยุงส่วนต่างๆของร่างกาย
ให้สามารถทนต่อแรงกดดันจากน้ำหนักของร่างกาย
ทำให้ร่างกายคงรูปอยู่ได้
7
การเจริญเติบโตและอายุของกระดูก
กระดูกในร่างกายของมนุษย์เริ่มเจริญเป็นกระดูกอ่อนตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และจะพัฒนา
เป็นกระดูกที่แข็งแรงขึ้นจากการดูดซับธาตุอาหารและแร่ธาตุต่าง ๆ เมื่อร่างกายเจริญเติบโต โดย
มีจุดศูนย์กลางของการพัฒนาอยู่ที่บริเวณแกนกระดูก ก่อนจะขยายไปในส่วนของกระดูกรยางค์
ทั้ง 2 ข้างลำตัว การเจริญเติบโตของกระดูกมนุษย์จะแตกต่างกันออกไปตามช่วงอายุและเพศ
โดยมีฮอร์โมนเป็นตัวกระตุ้น
เพศชาย : กระดูกจะมีการเติบโตอย่างมาก เพศหญิง : กระดูกจะมีการเติบโตอย่าง
ในช่วงอายุระหว่าง 18 ถึง 21 ปี มากในช่วงอายุระหว่าง 16 ถึง 18 ปี
กระดูกจะเจริญไปจนถึงอายุประมาณ 25 ปี ก่อนจะหยุดการเจริญเติบโต ซึ่งกระดูกนับเป็น
ส่วนของเนื้อเยื่อที่มีชีวิตและมีแคลเซียมเป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งในทุก ๆ วันกระดูกมีการสลาย
ตัวและสร้างขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลาหรือที่เรียกว่า “วงจรกระดูก” ซึ่งจะเข้าสู่ภาวะสมดุล เมื่อถึง
ช่วงวัยประมาณ 25 ถึง 30 ปี และเมื่อเลยจากช่วงอายุดังกล่าวไป อัตราการสลายตัวของกระดูก
จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่ องจนกระทั่งไม่สามารถรักษาสมดุลระหว่างการสลายตัวและการสร้าง
ใหม่ ส่งผลให้มนุษย์เราเมื่ออายุมากขึ้น กระดูกจะมีมวลลดลงและทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการเกิด
โรคกระดูกพรุนนั่นเอง
เมื่อแรกเกิดศรีษะของทารกมีขนาดใหญ่มากเมื่อ
เทียบกับลำตัว คือ ประมาณ 1/3 เท่าของร่างกาย
สัดส่วนของศรีษะต่อลำตัวจะค่อยๆลดลงเมื่ออายุ
มากขึ้น โดยเมื่ออายุ 1 ปี ศรีษะจะมีขนาด 1/4 เท่า
ของร่างกายและเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะมีขนาดเพียง
1/8 เท่าของร่างกาย
กระดูกแกน (80 ชิ้น) 22 ชิ้น
6 ชิ้น
1 ชิ้น
24 ชิ้น+Sternum 1 ชิ้น
26 ชิ้น
กระดูกกะโหลกศีรษะ(Skull) (22 ชิ้น) 8
กระดูกหุ้มสมอง (Cranial Bones) (8 ชิ้น)
กระดูกข้างขม่อม (Parietal) (2 ชิ้น)
กระดูกขมับ (Temporal) (2 ชิ้น)
กระดูกหน้าผาก (Frontal) (1 ชิ้น)
กระดูกท้ายทอย (Occipital) (1 ชิ้น)
กระดูกเอทมอยด์ (Ethmoid) (1 ชิ้น)
กระดูกสฟีนอยด์ (Sphenoid) (1 ชิ้น)
กระดูกใบหน้า (Facial Bones) (14 ชิ้น)
กระดูกขากรรไกรบน (Maxilla) (2 ชิ้น)
กระดูกโหนกแก้ม (Zygomatic) (2 ชิ้น)
กระดูกขากรรไกรล่าง (Mandible) (1 ชิ้น)
กระดูกจมูก (Nasal) (2 ชิ้น)
กระดูกเพดานปาก (Palatine) (2 ชิ้น)
กระดูกก้นหอยของจมูกชิ้นล่าง
(Inferior nasal concha) (2 ชิ้น)
กระดูกแอ่งถุงน้ำตา (Lacrimal) (2 ชิ้น)
กระดูกโวเมอร์ (Vomer) (1 ชิ้น)
กระดูกหู(Ossicles) (6 ชิ้น)
กระดูกค้อน (Malleus) (2 ชิ้น)
กระดูกทั่ง (Incus) (2 ชิ้น)
กระดูกโกลน (Stapes) (2 ชิ้น)
กระดูกโคนลิ้น(Hyoid bone) (1 ชิ้น)
9
กระดูกสันหลัง(Vertebral Column) (26 ชิ้น)
กระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical vertebrae) (7 ชิ้น)
กระดูกลันหลังส่วนอก (Thoracic vertebree) (12 ชิ้น)
กระดูกสันหลังส่วนเอว (Lumbar vertebrae) (5 ชิ้น)
กระดูกสันหลังใต้กระเบนเหน็บ (Sacrum) (1 ชิ้น)
กระดูกกันกบ (Coccyx) (1 ชิ้น)
กระดูกทรวงอก(Thoracic cage) (25 ชิ้น)
กระดูกอก (Sternum) (1 ชิ้น)
กระดุกซี่โครง (Ribs) (24 ชั้น)
กระดูกรยางค์ (appendicular skeleton)
เป็นโครงกระดูกที่อยู่รอบนอกของกระดูกแกน มี 126 ชิ้น และช่วยในการเคลื่อนไหวของแขน
และขา ประกอบด้วย
กระดูกสะบัก (scapula) ข้างละ 1 ชิ้น
กระดูกไหปลาร้า (clavicle) ข้างละ 1 ชิ้น
กระดูกตันแขน (humerus) ข้างละ 1 ชิ้น
กระดูกปลายแขน (radus และ una) ข้างละ 2 ชั้น
กระดูกข้อมือ กระดูกฝามือ และกระดูกนิ้วมือ
(carpal metacarpal และ phalanx)
ข้างละ 8,5 และ 14 ชั้น ตามลำตับ
กระดูกเชิงกราน (pelvic girdle) ข้างละ 1 ชั้น
กระดูกตันขา (femur) ข้างละ 1 ชั้น
กระดูกปลายขา (tbia และ fbula) ข้างละ 2 ชิ้น
กระดูกสะบ้า (patela) ข้างละ 1 ชิ้น
กระดูกฝาเท้า (metatarsal) ข้างละ 5 ชิ้น
กระดูกข้อเท้า (tarsal) ข้างละ 7 ชิ้น
กระดูกนิ้วทำา (phalanx) ข้างละ 14 ชั้น
10
11
การบูรณาการในงานสาธารณสุข
วิธีป้องกัน พร้อมบำรุงรักษากระดูกให้แข็งแรง
1.รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง จากอาหาร 2.ออกกำลังกายให้เหมาะสม เพื่อโครงสร้าง
หลากหลายประเภท เช่น ปลาเล็กปลาน้อย, ของกระดูกและร่างกายที่แข็งแรง เช่น วิ่งเยาะๆ,
ผักคะน้า,ดอกแค,กุ้งแห้ง,กะปิ,ถั่วงอก,ถั่วแดง, เดินไกล,รำมวยจีน และเต้นรำ เป็นต้น
งาดำ ธัญชืพต่างๆและเต้าหู้แข็ง เป็นต้น
3.หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง
เช่น ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วน
ผสมของคาเฟอีน
4.ผู้มีความเสี่ยงควรปรึกษาแพทย์ เช่น ผู้สูงอายุ
หรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
5.แนะนำให้พบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ สำหรับผู้ที่
ตรวจพบแล้วว่าเป็นโรคกระดูกพรุน เพื่อที่จะ
ไดัคำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานยา และการ
ปฏิบัติตัวที่เหมาะสม
อวัยวะรับความรู้สึกพิเศษ 12
ได้แก่ ตา สำหรับการเห็น จมูก สำหรับรับกลิ่น ลิ้น สำหรับรับรส และหู สำหรับการฟัง
สำหรับการมองเห็นนั้น ประกอบด้วย
ตา
ตา เป็นอวัยวะสำหรับการเห็นภาพ แสง สีประกอบด้วย ลูกตา (eye ball) และหนังตา เยื่อบุตา
และอวัยวะสำหรับการหลั่งน้ำตา
ลูกตา เป็นรูปกลม อยู่ในส่วนหน้าของเบ้าตา ยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร ปริมาตรประมาณ
8 มิลลิลิตร หญิงมีลูกตาใหญ่กว่าชายเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว หรือเทียบกับขนาดของเบ้าตา
ลูกตาของทารกก็ใหญ่กว่าผู้ใหญ่ เมื่อเทียบกับขนาดของเบ้าตา
ผนังของลูกตาประกอบด้วยผนังโดยรอบ 3 ชั้น คือ
ชั้นนอก (fibrous coat) เป็นพังผืด แข็ง
ชั้นกลาง (vascular coat) เป็นชั้นหลอด
เลือดขนาดเล็กปะปนกับเซลล์สี (pigmented cells)
บางส่วนเป็นกล้ามเนื้ อเรียบ
ชั้นใน เป็นชั้นประสาท
ชั้นนอก แบ่งได้เป็นส่วนทึบแสงทางข้างหลัง เรียกว่า สเคลอรา (sclera) กับส่วนที่โปร่งแสง
ทางข้างหน้า เรียกว่า คอร์เนีย (cornea)
- สเคลอรา มีประมาณ 5 ใน 6 ของลูกตา มีสีขาว แข็ง และมีสีน้ำเงินอ่อนในทารก แต่ในผู้ใหญ่และ
คนชราจะมีสีเหลือง หนาประมาณ 0.5-0.6 มิลลิเมตร ชาวบ้านเรียกว่า ส่วนตาขาว
- คอร์เนีย มีประมาณ 1 ใน 6 ของลูกตา เป็นส่วนใส หนากว่าสเคลอราเล็กน้อย และโค้งมากกว่าสเคล
อรา ในคนหนุ่มสาว ส่วนนี้จะโค้งมากกว่าในคนชรา ถ้าความโค้งผิดปกติ หรือไม่เท่ากัน จะทำให้มองเห็น
ไม่ชัด เรียกว่า สายตาเอียง
- คอร์เนีย ต่อกับ สเคลอรา ตรงรอยต่อที่เห็นได้จาก ภายนอก ตรงขอบตาดำต่อกับตาขาว
ชั้นกลาง เป็นชั้นที่ประกอบด้วยหลอดเลือดขนาดเล็ก หลอดเลือดฝอย และมีเซลล์ที่มีสี
ทำให้เกิดเป็นชั้นสีดำ ทางส่วน หลัง แนบชิดกับด้านในของสแคลอรา เรียกว่า คอรอยด์ (choroid)
ทางส่วนหน้าใกล้กับรอยต่อของคอร์เนีย และ สเคลอรา จะดัดแปลงเป็น ซิลิอารีบอดี (ciliary body)
และม่านตา (Iris)
- ซิลิอารีบอดี แบ่งได้เป็น 3 เขต คือ เขต 1 เป็นเขต เรียบกว้างประมาณ 4 มิลลิเมตร ต่อจากคอรอยด์
เขต 2 เป็น เขตที่มีสันนูนชัดเจน เรียงเป็นรัศมีโดยรอบขอบของม่านตา กว้าง 2 มิลลิเมตร อยู่ระหว่าง
เขต 1 กับขอบของม่านตา เขต 3 ประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียงตัวโดยรอบและเป็นรัศมีเมื่อกล้ามเนื้อนี้
หดตัวจะทำให้เอ็นยึดเลนส์ และเลนส์ของ ลูกตา หย่อน จึงเกี่ยวกับการเพ่งให้เห็นชัด
13
- ม่านตา เป็นเยื่ออยู่หน้าเลนส์ ตรงกลางมีรูกลม เรียกว่า รูม่านตา (pupil) ม่านตาหนาเกือบเท่ากัน
ตลอด ขอบนอกของม่านตา ติดต่อกับ ซิลิอารีบอดี สีของตาจึงขึ้นอยู่จำนวนเม็ดสีภาย ในม่านตา
ในชนเชื้อชาติยุโรป มีเม็ดสีในม่านตาน้อย หรือไม่มีเม็ดสีเลย ตาจึงมีสีฟ้าหรือเทา ในชนเชื้อชาติเอเชีย
มีเม็ดสีในม่านตามาก ตาจึงมีสีดำ
***ภายในม่านตา มีกล้ามเนื้อเรียบ ควบคุมให้รูม่านตา แคบลงหรือกว้างขึ้นได้ ในขณะที่ตื่นอยู่
จะมีการเปลี่ยนแปลง ขนาดของรูม่านตาตลอดเวลา เพื่อควบคุมจำนวนแสงที่เข้าสู่ลูกตา
• ชั้นใน เป็นชั้นประสาท เรียกว่า เรตินา ประกอบเป็น ชั้นบางและนุ่ม ประกอบด้วยเซลล์ประสาท
เส้นใยประสาท และเซลล์รับแสง (rod and cone cells) เส้นใยประสาทจากชั้นนี้ จะออกทาง
ปลายหลังของลูกตาไปสู่สมอง เพื่อแปลเป็นภาพ แสง และสีต่างๆ
คลื่นแสงที่จะผ่านไปถึงเรตินา ต้องผ่านสิ่งต่างๆ ที่มี ความหนาแน่นแตกต่างกัน เช่น คอร์เนีย
สารน้ำ (aqueous humour) เลนส์ และสารวุ้น (vitous body) เหล่านี้ประกอบเป็นตัวกลาง
หักเหแสง (refracting media) ของลูกตา และอยู่ภาย ในลูกตา
หนังตาหรือเปลือกตา มีเปลือกตาบนและล่างเคลื่อนไหวได้ อยู่หน้าลูกตา หนังตาบนใหญ่กว่า
และเคลื่อนไหวได้มากกว่า โดยการดึงของกล้ามเนื้อดึงหนังตาบน ภายในแต่ละเปลือกตา มีแผ่น
เนื้อเยื่อพังผืดค่อนข้างแข็ง เรียกว่า แผ่นเปลือกตา (tarsal plate) แผ่นเปลือกตาอันบน ใหญ่กว่า
คล้ายครึ่งรูปไข่ ซึ่งมีรูเปิดอยู่ หลังต่อมขนตาหน้าแผ่นเปลือกตา เป็นกล้ามเนื้อลายบางๆ เพื่อใช้ใน
การหลับตา และมีผิวหนังคลุมกล้ามเนื้ออีกชั้นหนึ่ง
เยื่อบุตา เป็นเยื่อบุบางๆ บุด้านลึกของเปลือกตาและติดกันแน่น
และยังคลุมด้านหน้าของลูกตาส่วนสเคลอราด้วยอย่างหลวมๆ
รอยพับระหว่างเยื่อบุตาของเปลือกตา และของด้านหน้าลูกตา
เรียกว่า ฟอร์นิกซ์ (fornix)
อวัยวะสำหรับหลั่งน้ำตา ได้แก่ ต่อมน้ำตา หลอดน้ำตา และถุงน้ำตา
-ต่อมน้ำตา ขนาดประมาณปลายนิ้วมือ อยู่ในเบ้าตาตรงมุมบนใกล้ริม และยื่นไปถึงมุมหางตา
มีท่อเล็กๆ ประมาณ 3-4 ท่อ ไปเปิดสู่ฟอร์นิกซ์บนเยื่อบุตา เพื่อทำให้ตาชุ่มชื้นอยู่เสมอ และยังช่วย
ชะล้างฝุ่นละออง และสิ่ง แปลกปลอมที่เข้าตา
-หลอดน้ำตา เป็นหลอดเล็กๆ อยู่ในเปลือกตาบนและล่าง เหนือและล่างมุมหัวตา เริ่มต้นจากรู
ที่ยอดของปุ่มน้ำตายาวประมาณ 10 มิลลิเมตร ทอดไปสู่ถุงน้ำตา จึงเป็นทางระบายน้ำตาด้านหน้า
ของลูกตาไปสู่ถุงน้ำตา
-ถุงน้ำตาอยู่หลังผิวหนังบริเวณระหว่างมุมหัวตาของเปลือกตากับดั้งจมูก จากถุงน้ำตามีท่อยาว
ประมาณ 18 มิลลิเมตร กว้าง 3-4 มิลลิเมตร ไปเปิดสู่ช่องจมูกส่วนหน้าในขณะร้องไห้ ต่อมน้ำตาจะ
หลั่งน้ำตาออกมามาก บางส่วนก็ล้นไปสู่แก้ม บางส่วนผ่านหลอดน้ำตา ถุงน้ำตา ไปตามท่อสู่โพรงจมูก
น้ำตา และน้ำมูกรวมกันเป็นขี้มูกโป่ง
14
การบูรณาการในงานสาธารณสุข
วิธีป้องกัน พร้อมบำรุงรักษาตา
1.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่
ออกกําลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อน
ให้เพียงพอ ตลอดจนมีจิตใจแจ่มใส
2.ปกป้องดวงตาด้วยการสวมแว่นกันแดด เมื่อต้อง
อยู่กลางแดดจ้า ลดพัดแรงที่มีฝุ่นละออง โดยเฉพาะ
ชาวนา ชาวสวน และผู้ที่ต้องขับขี่รถจักรยานยนต์
3.ไม่ควรเล่นโทรศัพท์หรืออ่านหนังสือ
ในที่ที่แสงสว่างไม่เพียงพอ
4.ควรสวมหมวกกันน็อคเมื่อขับขี่รถจักรยานยนต์
รัดเข็มขัดนิรภัยเมื่อขับขี่รถยนต์ หรือสวมอุปกรณ์
ป้องกันทุกครั้งเมื่อเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยง เช่น
ฟันดาบ มวย เบสบอล กอล์ฟ ฯลฯ
5.ไม่ควรซื้อยาหยอดตาใช้เอง เพราะยา
บางตัวมีส่วนผสมของเสตียรอยด์
อาจจะทำให้เป็นโรคต้อหินได้
15
สำหรับการได้ยินนั้น ประกอบด้วย
หู
หู เป็นอวัยวะสำหรับการฟัง และการทรงตัว หูประกอบ ด้วย 3 ส่วน คือ หูส่วนนอก
หูส่วนกลาง และหูส่วนใน
หูส่วนนอกประกอบด้วยใบหู และรูหู
- ใบหู ยื่นเป็นมุมประมาณ 30 องศา จากด้านข้างของศีรษะ แกนกลางของใบหูเป็น
กระดูกอ่อนชนิดยืดหยุ่นได้ (elastic) ชิ้นเดียว หุ้มด้วยผิวหนังทั้งสองด้าน ยกเว้นติ่งหู
ไม่มีกระดูกอ่อน มีแต่เยื่อพังผืด และไขมันหลวมๆ กระดูกอ่อนนี้ ไม่เรียบ แต่มีส่วนนูนยื่นขึ้นมา
และระหว่างส่วนที่นูนก็เป็นแอ่ง ใบหูจึงไม่เรียบทั้งสองด้าน
- รูหู เป็นช่องทางติดต่อระหว่างแอ่งลึกสุดของใบหู ไปจนถึงเยื่อแก้วหูลึกประมาณ 24 มิลลิเมตร
ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ รูหูส่วนกระดูกอ่อน ยาว 8 มิลลิเมตร เป็นส่วนที่ต่อจากกระดูกอ่อนของใบหู
และรูหูส่วนกระดูกยาว 16 มิลลิเมตร เป็นส่วนที่มีผนังเป็นกระดูก ติดต่อลึกเข้าไปจากส่วนกระดูกอ่อน
รูหูทั้งหมดไม่เป็นช่องตรงทีเดียว แต่จะโค้งเล็กน้อย รูหูจะคอดเป็นบางแห่ง เช่น ที่รอยต่อระหว่างส่วน
กระดูกและส่วนกระดูกอ่อนและที่ส่วนกระดูกห่างจากเยื่อแก้วหู2-3มิลลิเมตร รูหู จะบุด้วยผิวหนัง
ที่ส่วนกระดูกอ่อน ผิวหนังค่อน ข้างหนา และมีขน และยังมีต่อมขี้หูด้วย
- เยื่อแก้วหู รูปร่างเป็นแผ่นกลม ก้นบุ๋ม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ10มิลลิเมตร
วางเฉียงๆ หันลงล่างไปทางข้างหน้า และใกล้ริมในคนมีชีวิต เยื่อแก้วหู มีสีเทาเป็นเงาแต่อาจมี
สีเหลืองอ่อน และแดงปนด้วย มีด้ามของกระดูกค้อนติดที่ด้านในของเยื่อแก้วหูจุดกึ่งกลางของ
เยื่อแก้วหูจึงถูกดึงเข้าไปเป็นรอยบุ๋ม
หูส่วนกลาง เป็นโพรงอากาศเล็กๆ ในกระดูก อยู่ระหว่างเยื่อแก้วหูกับหูส่วนใน ภายในโพรงนี้มี
กระดูกหูเล็กๆ 3 ชิ้น คือ กระดูกค้อน กระดูกทั่ง และกระดูกโกลน ซึ่งต่อกันจากเยื่อแก้วหูไปยังผนัง
ใกล้ริมของหูส่วนใน เพื่อนำคลื่นเสียงที่มากระทบเยื่อแก้วหูไปยังหูส่วนในได้ หูส่วนกลางยาวและ
สูงประมาณ 15 มิลลิเมตร แต่กว้างเพียง 6 มิลลิเมตรที่ส่วนบน 4มิลลิเมตรที่ส่วนล่าง และ 1.5-2.0
มิลลิเมตรที่ส่วนกลาง โพรงอากาศของหูส่วนกลางยังมีท่อทางข้างหน้า ไปติดต่อกับคอหอยส่วนจมูก
(nasopharynx) และมีท่อทางข้างหลัง ไปติดต่อกับโพรงอากาศในปุ่มกระดูกหลังใบหูด้วย
16
หูส่วนใน เป็นช่องที่มีสารน้ำอยู่ค่อนข้างสลับซับซ้อนอยู่ภายใน กระดูกที่เรียกว่า โบนีลาบีรินธ์
(bony labyrinth) และภายในโบนีลาบีรินธ์ ยังมีท่อหรือถุงซึ่งมีผนังบางๆ อยู่อีกชั้นหนึ่ง เรียกว่า
เมมเบรนัสลาบีรินธ์ (membranous labyrinth)
-โบนีลาบีรินธ์ ประกอบด้วย เวสติบูล (vestibule) ช่องเซมิเซอร์ คูลาร์
(semicircularcanals) และช่องโคเคลียร์ (cochlearcanal) ซึ่งภายในมีเมมเบรนัสลาบีริน
ซึ่งประกอบด้วย ยูตริเคิล (utricle) แซคคูล (saccule) ท่อเซมิเซอร์คูลาร์
(semicircularduct) และท่อโคเคลียร์ (cochlear duct)
- เวสติบูล เป็นส่วนกลางของโบนีลาบีรินธ์ ทางหลังติดต่อกับช่องเซมิเซอร์คูลาร์ และ
ทางหน้าติดต่อกับช่องโคเคลียร์เป็นโพรงเล็กๆ ในกระดูกยาวจากหน้าไปหลัง 6 มิลลิเมตร
สูง 4-5 มิลลิเมตร และกว้าง 3มิลลิเมตร
- ช่องเซมิเซอร์คูล่าร์ มี 3 ช่อง อยู่หลังช่องเวสติบูล ทั้งสามวางตั้งฉากซึ่งกันและกัน
จึงให้มีชื่อตามที่อยู่ คือ อันหน้า อันหลัง และอันใกล้ริม ช่องนี้อยู่ในกระดูกประมาณ 2/3 วงกลม
ซึ่งปลายหนึ่งจะโป่งออก เรียกว่า แอมพูลลา (ampulla) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5
มิลลิเมตร แต่ที่แอมพูลลาประมาณ 2 มิลลิเมตร เปิดเข้าสู่เวสติบูล เพียง 5 รู เนื่องจาก
ปลายใกล้กลางของช่องอันหน้ากับปลายบนของอันหลังรวมกัน
-ช่องโคเคลียร์ เป็นโพรงคล้ายก้นหอย ฐานกว้าง 9 มิลลิเมตร รากฐานถึงยอด 5 มิลลิเมตร
จากฐานถึงยอด 5 มิลลิเมตร มีกระดูกเป็น แกนกลางเรียก โมดิโอลุส (modiolus)
ยาว 3 มิลลิเมตร มีช่องโคเคลียร์วนรอบโมดิโอลุส ประมาณ 2.1/2 – 2.2/3 รอบ ท่อทั้งหมด
ยาว 32 มิลลิเมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตรจากกระดูกแกน
มีแผ่นกระดูกบาง (osseus spiral lamina) ยื่นออกวนรอบโมดิโอลุส คล้ายตะปูควง
ยื่นเข้าไปประมาณครึ่งหนึ่งของช่องโคเคลียร์ จึงแบ่งช่องโคเคลียร์ออกเป็นสองช่อง แต่ไม่สมบูรณ์
จากปลายของแผ่นกระดูกวนรอบ มีแผ่นพังผืดบาสิลาร์ (basilar membrane) ไปติดกับ
ผนังของช่องโคเคลียร์ ทำให้แบ่งช่องโคเคลียร์เป็นสองช่องโดยสมบูรณ์
17
-เมมเบรนัสลาบีรินธ์ อยู่ภายในโบนีลาบีรินธ์ ซึ่งมีรูปร่างเหมือนโบนี ลาบีรินธ์ เว้นแต่มีถุงบางๆ 2
ถุงอยู่ในเวสติบูล คือ ยูตริเคิล เป็นถุงยาวอยู่ตอนบนและหลังของเวสติบูล มีท่อเซมิเซอร์คูลาร์ มาเปิด
5 ท่อ ภายในยูติเคิล มีเซลล์รับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัว แล้วส่งความรู้สึกนั้นไปยังสมอง
-แซคคูล เป็นถุงรูปไข่อยู่หน้ายูตริเคิล ภายในก็มีเซลล์รับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัวเช่นเดียวกัน
ทั้งแซคคูล และยูตริเคิล มีท่อมาติดต่อซึ่งกันและกันนอกจากนี้ แซคคูลยังมีไปต่อกับท่อโคเคลียร์ด้วย
-ท่อเซมิเซอร์คูลาร์ มีลักษณะเป็นท่ออยู่ภายในช่องเซมิเซอร์คูลาร์ ช่องเซมิเซอร์คูลาร์ส่วนใดโป่ง
ท่อเซมิเซอร์คูลาร์ส่วนนั้นก็โป่งด้วย ภายในท่อเซมิเซอร์คูลาร์ที่โป่งออก มีสันขวางประกอบด้วยเซลล์
รับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัว
-ท่อโคเคลียร์ เป็นท่อวนรอบอยู่ภายในช่องโคเคลียร์ เป็นท่อรูปสามเหลี่ยม ด้านล้างเป็นแผ่น
บาสิลาร์ และด้านบนเป็นแผ่นเยื่อบางๆ อีกแผ่นหนึ่ง เรียกว่า แผ่นเวสติบูลาร์ (vestibular
membrane) ขึงจากด้านบนของแผ่นกระดูกวนรอบไปยังผนังของช่องโคเคลียร์ อีกด้านหนึ่งเป็น
แผ่นเยื่อของช่องโคเคลียร์ ด้านในช่องโคเคลียร์ที่ด้านบนของแผ่นบาสิลาร์มีอวัยวะสำหรับรับเสียง
(organs of corti) ซึ่งมีเซลล์สำหรับรับความรู้สึกในการได้ยินภายในเมมเบรนัสลาบีรเนธ์ทั้งหมด
มีน้ำที่เรียกว่า เอ็นโดลีมพ์ (endolymph) ซึ่งจะติดต่อกันทั้งหมด ภายในโบนีลาบีรินธ์
และภายนอกเมมเบรนัสลาบีรินธ์ก็มีน้ำอยู่ซึ่ง เรียกว่า เพอริลีมพ์ (perilymph) ซึ่งติดต่อกันทั้งหมด
เช่นเดียวกันเมื่อมีคลื่นเสียงผ่านรูหูไปกระทบเยื่อแก้วหู เยื่อแก้วหูก็สั่นสะเทือน ทำให้กระดูกหูเล็กๆ สั่น
สะเทือน ส่งต่อไปยังเพอริลีมพ์ภายในเวสติบูล จากนั้นการสั่นสะเทือนก็แพร่ไปยังเพอริมลีมพ์ของ
ส่วนต่างๆ ไปสู่เซลล์สำหรับรับเสียง และเซลล์สำหรับรับความรู้สึกในการทรงตัว ซึ่งจะส่งความรู้สึกต่อ
ไปยังสมองได้ทางประสาทสมองคู่ที่ 8
กลไกลการได้ยิน
18
การบูรณาการในงานสาธารณสุข
วิธีป้องกัน พร้อมบำรุงรักษาหู
1.หลีกเลี่ยงการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มี
เสียงดัง เช่น สถานบันเทิง คอนเสิร์ต
2.หากจำเป็นต้องอยู่สิ่งแวดล้อมที่มีเสียงดังตลอด
ควรใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ที่อุดหูกันเสียง ที่ครอบหู
3.ตั้งความดังเสียงในอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับ
ปลอดภัย (ประมาณ 60% ของความดัง สูงสุด)
4.ระมัดระวังการใช้ยาบางประเภทซึ่งเป็น
พิษต่อหู เช่น แอสไพริน ยาปฏิชีวนะในกลุ่ม
Aminoglycoside ยาขับปัสสาวะ
ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรหากมี
ความจําเป็นต้องใช้ยา
5.ลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา
กาแฟ น้ำอัดลม งดสูบบุหรี่
19
ส่วนของการรับกลิ่นนั้น ประกอบด้วย
จมูก
จมูกเป็นส่วนบนสุดของระบบทางเดินอากาศหายใจ และยังมีประสาทสำหรับรับกลิ่นด้วยจมูก
ประกอบด้วย จมูกส่วนนอก และโพรงจมูก ซึ่งแบ่งเป็นซ้ายและขวา โดยมีผนังกั้นกลาง
จมูกส่วนนอก มีสันจมูก ซึ่งยื่นจากหน้าผากระหว่างตาทั้งสองไปยังปลายจมูก ดั้งจมูกเป็น
ส่วนที่ต่อกับหน้าผาก ด้านล่างของจมูก ส่วนนอกมีรูจมูก ซึ่งคนเชื้อชาติผิวขาวมีรูจมูกรูปรี
คนเชื้อชาติผิวเหลืองรูจมูกจะค่อนข้างกลม รูจมูกทั้งสองแยกกันโดยแผ่นกั้นกลาง และสองข้าง
ของรูจมูกโป่งคล้ายปีก เรียกว่า ปีกจมูก ส่วนบนของจมูกส่วนที่เป็นกระดูกจึงแข็งและอยู่กับที่คลุม
ด้วยผิวหนังส่วนล่างมีแกนภายในเป็นกระดูกอ่อน คลุมด้วย ผิวหนังซึ่งติดแน่นและมีต่อมไขมันมาก
จึงเป็นส่วนที่จับโยกไปมาได้
โพรงจมูก นับตั้งแต่รูจมูกทางด้านหน้าเข้าไปจนถึงรูเปิดทางด้านหลัง ซึ่งจะติต่อกับคอหอย
ส่วนจมูก ผนังกั้นกลางของโพรงจมูกเรียบและแบน ประกอบด้วย แผ่นกระดูก และแผ่นกระดูกอ่อน
บางๆ ผนังใกล้ริมไม่เรียบ เหนือรูจมูก มีส่วนที่กว้างขึ้นเป็นกระพุ้ง เรียกว่า เวสติบูล ซึ่งมีขนจมูกสั้น
และแข็งแรงอยู่ที่ส่วนล่างเพื่อกรองฝุ่นละอองจากอากาศ ที่ผนังใกล้ริมมีแผ่นกระดูกยื่น 3 ชิ้น
เรียกว่า คอนคา (concha) ชิ้นล่างใหญ่ ชิ้นกลาง และชิ้นบนเล็กลงไป ตามลำดับ
20
-ด้านบนของโพรงจมูก ค่อนข้างแคบแต่จะกว้างในส่วนหลัง แบ่งได้เป็น 3 ส่วน ส่วนหน้าเอียงลาด
ลงล่างไปข้างหน้า ส่วนกลางอยู่ในแนวนอน และส่วนหลังเอียงลาดลงล่างไปข้างหลัง
-พื้นของโพรงจมูก ก็คือด้านบนของเพดานปากส่วนแข็งซึ่งอยู่ระหว่างช่องปากกับช่องจมูก
-เยื่อเมือกที่บุส่วนบนโพรงจมูก มีสีเหลือง และมีปลายประสาทรับกลิ่น ส่งไปตามประสาท
สมองคู่ที่ 1
-เยื่อเมือกที่บุส่วนล่างของโพรงจมูก จะหนามาก และมีเลือดมาเลี้ยงมาก จึงทำให้อากาศหายใจ
อุ่น มีต่อมจำนวนมากโดยเฉพาะที่ครึ่งหลังของโพรงจมูก จึงทำให้มีน้ำมูกเมื่อเป็นหวัด กระดูกที่อยู่
รอบๆ โพรงจมูก จะมีโพรงอากาศอยู่ภายใน เรียกว่า โพรงอากาศ (paranasal air sinuses)
21
การบูรณาการในงานสาธารณสุข
วิธีป้องกัน พร้อมบำรุงรักษาจมูก
1.หลีกเลี่ยงมลพิษและสารพิษต่าง ๆ ที่
ทำให้จมูกระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่
มลภาวะและฝุ่นละออง
2.ดื่มนํ้าโดยปริมาณที่มาก ๆ
4.ปรับปรุงคุณภาพอากาศในสภาแวดล้อม
เช่น ซักผ้าม่านให้สะอาด ทำความสะอาด
หมอน ผ้าห่ม ที่นอน และทำความสะอาดฝุ่น
ที่เกาะอยู่ในบ้านด้วยเครื่องดูดฝุ่น
3. ลดพฤติกรรมการแคะจมูก จมูกมี
เส้นเลือดขนาดเล็กจำนวนมากที่บอบบาง
เมื่อเราใช้นิ้วแหย่เข้าไปเก็บอาจจะโดนกับ
ผิวหนังด้านใน ของจมูก ทำให้เกิดเลือด
กำเดาไหล
5.ทำความสะอาดมือด้วยการใช้สบู่
22
ลิ้นและการรับรส
ลิ้น (Tongue) คือ อวัยวะรับสัมผัสที่พิเศษอย่างยิ่งของมนุษย์ ประกอบขึ้นจากชุด
กล้ามเนื้อที่สามารถเคลื่อนไหวได้ดี มีเส้นเลือดและเส้นประสาทจำนวนมาก กล้ามเนื้อลิ้นมี
รูปร่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 10 เซนติเมตร ปกคลุมด้วยชั้นเนื้อเยื่อ
เกี่ยวพัน (Connective Tissue) หนาแน่นและเยื่อบุพิเศษหรือเยื่อเมือกสีชมพูที่เรียกว่า
“มิวโคซา” (Mucosa) ทำหน้าที่รักษาความชุ่มชื้นบนพื้นผิวของลิ้น
โครงสร้างของลิ้นสามารถจำแนกออกเป็น 3 ส่วนย่อย คือ
-ปลายลิ้นและด้านข้างของลิ้น : ส่วนของกล้ามเนื้อที่สามารถเคลื่อนไหวได้ดี
-ด้านหลังของลิ้น : พื้นผิวด้านบนของลิ้น ประกอบด้วยเซลล์ประสาทจำนวนมาก ทำหน้าที่
รับสัมผัสและรับรู้รสชาติต่าง ๆ
-ฐานหรือโคนลิ้น : ส่วนของกล้ามเนื้อที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นส่วนที่
เชื่อมต่อกับฐานของช่องปาก มีกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นต่าง ๆ ทำหน้าที่ยึดลิ้นกับกระดูกไฮออยด์
(Hyoid Bone) ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในลำคอ
พาพิลลาและตุ่มรับรส บริเวณผิวลิ้นที่มีลักษณะขรุขระประกอบขึ้นจากปุ่มขนาดเล็กที่
เรียกว่า “พาพิลลา” (Papillae) กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งลิ้น ทำหน้าที่เพิ่มผิวสัมผัสในการ
รับความรู้สึกจากอาหารและรับรู้รสชาติต่าง ๆ ผ่าน “ตุ่มรับรส” (Taste Buds)
ขนาดเล็ก 4 ชนิด โดยที่ตุ่มรับรสแต่ละชนิดทำหน้าที่รับรสชาติที่แตกต่างกันออกไป
ไม่ว่าจะเป็นรสหวาน รสขม รสเค็ม และรสเปรี้ยว
ในอดีต ผู้คนจำนวนมากเข้าใจว่าตุ่มรับรสแต่ละชนิดมีตำแหน่งที่ เฉพาะเจาะจงบนลิ้น เช่น
เราจะรับรู้รสหวานได้จากบริเวณปลายลิ้นที่มี ตุ่มรับรสหวาน ตุ่มรับรสเค็มจะอยู่บริเวณด้านข้างลิ้น
หรือตุ่มรับรสขม อยู่บริเวณโคนลิ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตุ่มรับรสทั้ง 4 ชนิดกระจายตัวอยู่
ทั่วทุกบริเวณของลิ้น ตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 ตุ่ม โดยที่บริเวณต่าง ๆ ที่เฉพาะเจาะจง
เหล่านั้นเป็นเพียงส่วนที่สามารถรับรสชาติดังกล่าวได้ไวกว่า บริเวณอื่นเท่านั้น อีกทั้ง ตุ่มรับรสยัง
กระจายตัวอยู่ทั้งบนเพดานปากและ ในลำคออีกด้วย
23
ตัวอย่างของสารเคมีที่ทำให้ลิ้นเกิดการรับรสได้ ได้แก่
-รสหวาน : สารให้ความหวาน เช่น น้ำตาลต่าง ๆ รวมถึง แอลกอฮอล์ โปรตีน และกรดอะมิโน
บางชนิด
-รสเปรี้ยว : สารที่มีฤทธิ์เป็นกรด
-รสเค็ม : เกลือที่มีไอออนบวก รสขม : สารจำพวกอัลคาลอยด์ เช่น คาเฟอีน และควินิน
-รสขม:สารจำพวกอัลคาลอยด์ เช่น คาเฟอีน และควินิน
นอกจากนี้ ตุ่มรับรสต่าง ๆ ยังประกอบไปด้วยเซลล์รับรส (Taste Receptor, Cells)
หรือเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับศูนย์รวมประสาท ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณทางเคมีที่ได้รับ
ต่อไปยังสมอง เพื่อแปลสัญญาณและความหมายของรสชาติอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยอาศัย
ประสาทสมองคู่ที่ 7 (Facial Nerve) ซึ่งรับรสจากบริเวณปลายลิ้นและด้านข้างของลิ้นและ
ประสาทสมองคู่ที่ 9 (Glossopharyngeal) จากโคนลิ้น
หน้าที่ของลิ้น
-ช่วยในกระบวนการรับประทาน ทั้งการคลุกเคล้าอาหาร
บดอาหาร การดื่ม การดูด รวมไปถึงการกลืน
-รับสัมผัสและรสชาติของอาหาร ช่วยคัดกรองอาหาร
และสิ่งแปลกปลอมก่อนเข้าร่างกาย รวมถึงกระตุ้น
การทำงานของน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร
-ช่วยในการพูดและการออกเสียงคำต่าง ๆ
-ป้องกันเชื้อโรคที่ผ่านเข้ามาทางช่องปาก ทอนซิลต่าง ๆ
24
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีความสามารถในการรับรู้สารเคมีต่าง ๆ รอบตัว ผ่านทางประสาทสัมผัส
และอวัยวะที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะใน สัตว์มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่บนบกอย่าง
มนุษย์เรา มีลิ้นที่เป็นอวัยวะ รับความรู้สึกที่มีลักษณะพิเศษอย่างยิ่ง สามารถทำให้มนุษย์
รับรู้ถึง รสชาติและรสสัมผัสจากอาหารและสารต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาทางช่องปาก และทำให้
มนุษย์สามารถเพลิดเพลินไปกับอาหารและการกินต่างจากสิ่ง มีชีวิตชนิดอื่น ๆ
25
การบูรณาการในงานสาธารณสุข
วิธีป้องกัน พร้อมบำรุงรักษาลิ้น
1.ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดลิ้น ไม้ขูดลิ้น ที่ทำจากพลาสติก
รูปตัวยู โดยทำการใช้ไม้ขูดลิ้น ขูดจากโคนลิ้นมาทางด้านหน้า
ของลิ้น ทำสัก 2-3 ครั้ง จะเห็นว่าคราบอาหารติดออกมา
ทำวันละ 2 ครั้งต่อวัน ตอนเช้าตื่นนอนและหลังอาหารเย็นก่อนนอน
2.เมื่อแปรงฟันให้หยอดเกลือจำนวนเล็กน้อยบนลิ้นของเรา
แล้วแปรงลิ้นประมาณ 1 นาที จากนั้นบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด
โดยทำเช่นนี้ 2 ครั้งต่อวัน
3.เลิกสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ทำให้ปุ่มขอลิ้นอักเสบและนำไปสู่
การสะสมของเซลล์ที่ตายแล้ว โดยสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิด
สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
4.หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์มีผลกระทบ
ต่อลิ้นใน 2 ทางในเวลาเดียวกัน มันทำให้ปุ่มของลิ้น
เกิดการอักเสบ และยังทำให้เกิดการสูญเสียน้ำ
ในร่างกายอีกด้วย
5.ปากแห้ง และการสูญเสียน้ำของร่างกาย
กระตุ้นให้เกิดลิ้นเป็นฝ้าขาว การดื่มน้ำให้เพียงพอ
ระหว่างวันจะช่วยหลีกเลี่ยงได้
บรรณานุกรม ค
ภุชงค์ เดชอาคม.(2559).กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา(พิมพ์ครั้งที่ 7).
สำนักพิมพ์ นานมีบุ๊คส์ จำกัด.
คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยพะเยา.(2558).กายวิภาคศาสตร์.
สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2565,
จาก https://bit.ly/3UjLZh4 .
คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยพะเยา.(2558).สรีรวิทยา.
สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2565,
จาก https://bit.ly/3qOrBqN.
คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณและณภัทร ดนัย.(2565).ลิ้นและการรับรส.
สืบค้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2565,
จาก https://bit.ly/3QZuSy6.
โชติชา.(ม.ป.ป.).ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกายวิภาคและสรีรวิทยา.
สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2565,
จาก https://bit.ly/3Boz3Ol.
ดิกชันนารี.(ม.ป.ป.).คำศัพท์ทางกายวิภาคและสรีรวิทยา.
สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2565,
จาก https://bit.ly/3QVDciz.
มหาวิทยาลัยศิลปกร.(2554).พัฒนาการของกะโหลกศรีษะมนุษย์.
สืบค้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2565,
จาก https://bit.ly/3Lo3MzF.
มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ.(2512).อวัยวะรับความรู้สึกพิเศษ.
สืบค้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2565,
จาก https://bit.ly/3BQz5Qn.
คณะผู้จัดทำ
1.นางสาวกนกกร เที่ยงธรรม 65205302001
2.นางสาวกรพินธุ์ พันธ์ยอด 65205302002
3.นางสาวจิดาภา รักษา 65205302007
4.นางสาวชนิกานต์ อริกุล 65205302008
5.นางสาวณัฐณิชา พูลศักดิ์ 65205302018
6.นางสาวบุษยมาศ คล้ายคลึง 65205302035
7.นางสาวพิมพ์ชนก ทิพรัตน์ 65205302043
8.นางสาววรรณรดา ทองนุ่ม 65205302055
9.นางสาววริยา กุลี 65205302056
10.นายสุรบดินทร์ ถิ่นท่าเรือ 65205302061
11.นางสาวอรวิภา หนูทองแก้ว 65205302062
( หลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน)