การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 46 จากทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นการตอกย้ำการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ของกลุ่ม CHG และส่งผลต่อการ เติบโตของรายได้ กำไรของ CHGในปี 2564 และการเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ถือเป็นการเติบโตแบบยั่งยืนของ CHG ที่เราจะเติบโตไปพร้อมกับตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนและสนองนโยบายด้านสุขภาพของ รัฐบาล จากการวิเคราะห์สภาพภายในของกิจการส่วนของตลาดและลูกค้าด้วยเครื่องมือ ConsolidationEndgame Curve สามารถที่จะระบุ Stages of Consolidation-Endgame Curve บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ กลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์ได้ว่าในช่วง Focus หลังจากได้มีการจัดตั้งบริษัท โรงพยาบาลจุฬา รัตน์ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2534 จนถึง พ.ศ. 2537 มีการปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทใหม่โดยปิดการดำเนินงานของนิติ บุคคลบางแห่งและได้โอนสินทรัพย์มาเป็นของบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด ในฐานะบริษัทย่อย มีการลงทุน ในบริษัทย่อย 3 บริษัท บริษัทได้จดทะเบียนซื้อขายในกลุ่มบริการหมวดธุรกิจการแพทย์ ของตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย ในวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 หลังจากนั้นบริษัทได้ดำเนินงานด้านบริการในการทำธุรกิจ โรงพยาบาลเอกชน โดยเล็งเห็นความต้องการของผู้มาใช้บริการ ที่ต้องการได้รับการบริการอย่างมีประสิทธิภาพ จึง มุ่งเน้นการให้บริการด้านสุขภาพทั้งในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล เพื่อ ตอบสนองความต้องการของชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ด้วยการบริหารและพัฒนาเครือข่ายอย่าง ต่อเนื่อง เพื่อเป็นผู้นำในการให้บริการเครือข่ายด้านสุขภาพ ที่มีเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพและโดดเด่นในภาค ตะวันออก (The Star of the East) ซึ่งมีความโดดเด่นในด้านธรรมาภิบาลด้านการเติบโตในอุตสาหกรรมด้านการ พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ และด้านการพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรรวมถึงใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดย มุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ในภาคตะวันออก และในจังหวัดสมุทรปราการ และ เป็นที่ยอมรับของผู้มาใช้ บริการในด้านคุณภาพของการให้ บริการตามความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก (Patient Focus) ในราคาที่ ยุติธรรม โดยเน้นความปลอดภัยของผู้มาใช้บริการเป็นสำคัญ (Patient Safety) อีกทั้งมีเป้าหมายในการเป็น โรงพยาบาลเอกชนที่จะเติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกและ จังหวัดสมุทรปราการ โดยจะมุ่งเน้นการขยายจุดให้บริการเครือข่ายและขยายคุณภาพการให้บริการผ่านศูนย์ การแพทย์เฉพาะทาง เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้มาใช้บริการ 2.4.3. (C) วิเคราะห์งบการเงิน ข้อนหลัง 3 ปี ด้วยเครื่องมือ Financial Ratio Analysis โดยมีการจัดประเภทอัตราส่วนทางการเงินเป็น 5 ประเภทคือ 1. อัตราส่วนวัดความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratios) 2. อัตราส่วนที่วัดความสามารถในการใช้สินทรัพย์ (Asset Utilization Ratios) 3. อัตราส่วนวัดสภาพคล่อง (Liquidity Ratio)
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 47 4. อัตราส่วนวัดความสามารถในการก่อหนี้ (Debt Utilization Ratio) 5. อัตราส่วนวัดผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (Per Share Data) 1. อัตราส่วนวัดความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratios) อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่เปรียบเทียบระหว่างผลกำไร ขั้นต้นกับยอดขาย เพื่อใช้วัดความสามารถของบริษัทในการทำไรจากการควบคุมต้นทุนและประบราคาการ ให้บริการ โดยถือว่าเป็นตัวตั้งต้นของการทำกำไรได้ หากอัตราส่วนนี้ดี กำไรสุทธิมีแนวโน้มที่จะดีตามไปด้วย นอกจากนี้กำไรในส่วนนี้หากอยู่ในอัตราส่วนที่สูงก็จะยิ่งดีเพราะเป็นการแสดงถึงความสามารถในการทำกำไรของ บริษัท และมีการควบคุมต้นทุนการทำงานที่ดี อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) = กำไรขั้นต้น ×100 ขายสุทธิ หน่วย : ล้านบาท ปี วิธีคำนวณ 2562 1,536.24 × 100 5,172.53 = 29.70% 2563 1,748.30 × 100 5,429.50 = 32.20% 2564 5,859.68 × 100 11,742.85 = 49.90% ตารางที่6 : อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565) การวิเคราะห์อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้น ในระหว่างปี 2562 2563 และ2564 เป็นจำนวน 1,536.24 ล้านบาท 1,748.30 ล้านบาทและ 5.,859.68 ล้านบาท ตามลำดับ และคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 29.70 ร้อยละ 32.20 และร้อย ละ 49.90 ตามลำดับ และนอกจากนี้ยังหมายถึงว่า ในปี 2564 หากบริษัทมีรายได้รวมทุก 100 บาท สามารถทำ กำไรขั้นต้นเท่ากับ 49.90 บาท โดยอัตราส่วนกำไรขั้นต้นของบริษัทฯ มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจาก บริษัทฯ มีนโยบายการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้อัตราต้นทุนลดลงจากปีก่อน
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 48 อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin) เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการจัดการ ค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพในการทำกำไรจากการดำเนินงาน โดยกำไรจากการดำเนินงานนั้น หมายถึง กำไรจาก การขาย หักด้วยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับผลิต เช่น ค่าวัตถุดิบ, ค่าแรงงาน แต่ยังไม่หักดอกเบี้ยและภาษี โดย Operating margin เป็นการเปรียบเทียบสัดส่วนของกำไรจากการดำเนินงานกับรายได้ อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin) = กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน ×100 ขายสุทธิ หน่วย : ล้านบาท ปี วิธีคำนวณ 2562 885.95 × 100 5,180.99 = 17.10% 2563 1,103.96 × 100 5,465.15 = 20.69% 2564 5,295 × 100 12,008.39 = 44.09% ตารางที่7 : อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin) ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565) การวิเคราะห์อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin) ในระหว่างปี 2562 2563 และ 2564 บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานเป็นจำนวน 885.95 ล้านบาท 1,103.96 ล้านบาท และ 5,295.70 ล้านบาท ตามลำดับและ คิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงานร้อยละ 17.10 ร้อยละ 20.69 และร้อยละ 44.09ตามลำดับ นั่นหมายความว่ารายได้ทุก ๆ 100 บาท จะมีกำไรจากการดำเนินงาน เท่ากับ 44.1 บาท ดังนั้นอัตรากำไรจากการดำเนินงานใน 3 ปี บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรจากการ ดำเนินงานเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับบริษัทฯ อัตราส่วนกำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เป็นการวัดอัตราส่วนทางการเงินระหว่างผลกำไรสุทธิกับ ยอดขาย ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่บอกถึงความสามารถการทำกำไรสุทธิของกิจการ บอกถึงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ของกิจการและความสามารถของผู้บริหารอีกด้วย หากค่าที่คำนวณได้สูง จะแสดงว่าความสามารถของการ ดำเนินงานและผลิตภัณฑ์ของกิจการมีคุณภาพมากทำให้สามารถทำกำไรได้ดีและถ้าหากค่าที่คำนวณได้ต่ำ จะ
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 49 แสดงว่ากิจการอาจจะมีปัญหาในการดำเนินงาน เช่น ไม่สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้ หรือในอุตสาหกรรม เดียวกันมีคู่แข่งมากจึงไม่สามารถเพิ่มรายได้ทำให้ไม่ได้กำไรเท่าที่ควร อัตราส่วนกำไรสุทธิ (Net Profit Margin) = กำไรสุทธิ×100 ขายสุทธิ หน่วย : ล้านบาท ปี วิธีคำนวณ 2562 705.24 × 100 5,185.59 = 13.56% 2563 876.62 × 100 5,444.84 = 16.10% 2564 4,204 × 100 12,011.63 = 35.00% ตารางที่8 : อัตราส่วนกำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565) การวิเคราะห์อัตราส่วนกำไรสุทธิ (Net Profit Margin) บริษัทฯ ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 2563 และ 2564บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน705.24 ล้านบาท 876.62 ล้านบาทและ 4,204.07 ล้านบาท ตามลำดับ หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 144.20 ต่อปี และ สามารถรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม โดยมี อัตรากำไรสุทธิในช่วงเวลาดังกล่าว ร้อยละ 13.56 ร้อยละ 16.10 และร้อยละ 35.00 ตามลำดับ การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรในปัจจุบันแม้เกิด สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างไรก็ตามบริษัทฯ มีความสามารถในการควบคุม ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ประกอบกับสาขาใหม่ ๆเช่น โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 304 โรงพยาบาล รวม แพทย์ฉะเชิงเทรา เริ่มลดระดับการขาดทุนและมีผลประกอบเป็นกำไรซึ่งเป็นไปตามแผน และจากนโยบายของ บริษัทฯ ในการพัฒนาศักยภาพในการรักษาพยาบาลเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ป่วยทั่วไปที่ยินดีจ่ายค่าบริการส่วนเพิ่ม เพื่อ คุณภาพการให้บริการที่จะได้รับเป็นสำคัญโดยคาดว่าจะส่งผลให้บริษัทฯ สามารถรักษาอัตรากำไรในระดับดังกล่าว ไว้ได้
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 50 อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (Return on Assets หรือ ROA) เป็นอัตราส่วนทางการเงินระหว่าง กำไรสุทธิกับสินทรัพย์รวม เป็นอัตราส่วนที่บ่งบอกถึงความสามารถของกิจการที่จะนำสินทรัพย์ที่มีไปใช้ประโยชน์ ในดำเนินการของกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ถ้าหาก ROA ที่คำนวณได้มีค่ามาก แสดงว่ากิจการได้นำ สินทรัพย์ที่มีอยู่ไปใช้ในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ได้ผลตอบแทนรับผลตอบแทนสูง และถ้าหาก ROA ที่คำนวณได้มีค่าน้อย แสดงว่ากิจการได้นำสินทรัพย์ที่มีอยู่ไปใช้ในการดำเนินงานได้อย่างไร้ประสิทธิภาพ ทำ ให้ผลตอบแทนจากการใช้สินทรัพย์ไม่ดีเท่าที่ควร อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (Return on Assets หรือ ROA) = กำไรสุทธิ×100 สินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ย หน่วย : ล้านบาท ปี วิธีคำนวณ 2562 6,265.96 × 100 22,218.76 = 28.20% 2563 6,200.78 × 100 14,746.21 = 42.05% 2564 10,549.69 × 100 18,872.43 = 55.90% ตารางที่9 : อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (Return on Assets หรือ ROA) ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565) การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (Return on Assets หรือ ROA) จากการคำนวณดังกล่าวจะเห็นได้ว่าจากผลการคำนวณอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ในปี 2562 2563 และ 2564 พบว่าอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยอยู่ที่ 28.20% 42.05% และ 55.90% ตามลำดับ ซึ่งหมายความว่าในปี 2564 หากบริษัทเลือกลงทุนในสินทรัพย์รวมทุก 100 บาทะมีประสิทธิภาพในการ บริหารสินทรัพย์เพื่อก่อให้เกิดกำไรสุทธิเท่ากับ 55.9 บาท ดังนั้นอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ใน 3 ปี บริษัทมี ประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดกำไรเพิ่มขึ้น อัตราผลตอบแทนส่วนของเจ้าของ (return on equity: ROE) เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่ เปรียบเทียบระหว่าง กำไรสุทธิกับส่วนของเจ้าของเฉลี่ย เป็นการวัดประสิทธิภาพส่วนของผู้ถือหุ้นว่าให้ ผลตอบแทนเท่าไรถ้าหาก ROE มีค่าสูง แสดงว่ากิจการมีความสามารถในการทำกำไรสูงเมื่อเทียบกับส่วนของ
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 51 เจ้าของ ทำให้ผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นสูง ผู้ลงทุนที่ถือหุ้นของกิจการนั้น ๆ มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง และถ้า ROE มีค่าต่ำ แสดงว่ากิจการมีความสามารถในการทำกำไรต่ำเมื่อเทียบกับส่วนของเจ้าของ กิจการจึง สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้ต่ำ อัตราผลตอบแทนส่วนของเจ้าของ (return on equity: ROE) = กำไรสุทธิ×100 ส่วนของเจ้าของเฉลี่ย หน่วย : ล้านบาท ปี วิธีคำนวณ 2562 6,265.96 × 100 34,240.22 = 18.30% 2563 6,200.78 × 100 28,108.70 = 22.06% 2564 10,549.69 × 100 14,329.92 = 73.62% ตารางที่10 : อัตราผลตอบแทนส่วนของเจ้าของ (return on equity: ROE) ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565) การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนส่วนของเจ้าของ (return on equity: ROE) บริษัทฯ มีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Return on Equity : ROE) โดยอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นในปี 2562 2563 และ 2564 คิดเป็นร้อยละ 18.30 ร้อยละ 22.06 และร้อยละ 73.62 ตามลำดับ โดยอัตราผลตอบแทน ผู้ถือหุ้นเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปีสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย นั่นหมายความว่าถ้าบริษัทฯ มีส่วนของเจ้าของทุก 100 บาทจะสามารถก่อให้เกิดกำไรเท่ากับ 73.62 บาท ดังนั้นอัตราผลตอบแทนส่วนของ เจ้าของใน 3 ปี บริษัทมีความสามารถในการทำไรที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการบริหารค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่มี ประสิทธิภาพ 2. อัตราส่วนที่วัดความสามารถในการใช้สินทรัพย์ (Asset Utilization Ratios) อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้(Receivables Turnover) เป็นอัตราส่วนที่ใช้วัดความสามารถในการ เรียกเก็บหนี้ของบริษัทแสดงถึงประสิทธิภาพในการใช้หรือบริหารสินเชื่อที่ขยายให้กับลูกค้าและการรวบรวมหรือ จัดการหนี้ระยะสั้นของบริษัท ถ้า Receivables Turnover Ratio มีค่าสูง หมายถึง บริษัทมีความสามารถในการ
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 52 เรียกเก็บหนี้สูงมีการดูแลกระบวนการของการชำระหนี้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจสามารถบอกได้ว่าการลงทุนใน บริษัทนี้จะมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าบริษัทอื่น และถ้า Receivables Turnover Ratio มีค่าต่ำ หมายถึง บริษัทมี ความสามารถในการเรียกเก็บหนี้ต่ำโดยอาจบอกได้ว่าบริษัทไม่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับกระบวนการชำระ หนี้ที่ดีมากเพียงพอหรืออาจเกิดจากลูกค้าที่มีปัญหาทางด้านสถานะทางการเงิน ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อภาพรวมของ บริษัท อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ (Receivables Turnover) = ยอดขาย ลูกหนี้การค้าฉลี่ย หน่วย : ล้านบาท ปี วิธีคำนวณ 2562 5,165,614,508 338,244,146 + 443,630,000 = 13.21 เท่า 2563 5,432,838,606 443,630,000 + 481,213,692 = 11.75 เท่า 2564 11,742,167,209 481,213,692 + 616,282,381 = 21.40 เท่า ตารางที่11 : อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ (Receivables Turnover) ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565) การวิเคราะห์อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ (Receivables Turnover) จะเห็นได้ว่าจากผลการคำนวณอัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ในปี 2562-2564 พบว่าอัตราหมุนเวียนของ ลูกหนี้ลดลงในปี 2563 และเพิ่มขึ้นมามากถึง 21.40 เท่า โดยในปี 2562 อยู่ที่ 13.21 เท่า ปี 2563 อยู่ที่ 11.75 เท่า และปี 2564 อยู่ที่ 21.40 เท่า ซึ่งการเพิ่มขึ้นในปี 2564 นี้หมายความว่าอัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ใน ระยะเวลา 3 ปี บริษัทมีความสามารถในการเรียกเก็บหนี้ที่เพิ่มมากขึ้น อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (Total Assets Turnover) เป็นอัตราส่วนการสินทรัพย์ หมุนเวียนของสินทรัพย์ (เท่า) เป็นอัตราส่วนที่เทียบกันระหว่าง ยอดขายทั้งหมด(Total Sales) กับ สินทรัพย์รวม เฉลี่ย (Average Asset) เพื่อแสดงให้ถึง “ประสิทธิภาพของบริษัทในการใช้สินทรัพย์เพื่อสร้างยอดขาย” ภายในปี
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 53 นั้น ๆ ค่าตัวเลขของอัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวมยิ่งมีค่าสูงก็ยิ่งดี เพราะนั่นแปลว่าบริษัทก็ยิ่งมี ประสิทธิภาพในการสร้างยอดขายได้จากสินทรัพย์มากขึ้นเท่านั้น อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (Total Assets Turnover) = ขายสุทธิ สินทรัพย์รวม หน่วย : ล้านบาท ปี วิธีคำนวณ 2562 5,165,614,508 6,265,689,876 = 0.82 เท่า 2563 5,432,838,606 6,200,786,743 = 0.88 เท่า 2564 11,742,167,209 10,549,687,249 = 1.11 เท่า ตารางที่12 : อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (Total Assets Turnover) ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565) การวิเคราะห์อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (Total Assets Turnover) จะเห็นได้ว่าจากผลการคำนวณอัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวมในปี 2562-2564 พบว่าอัตราการ หมุนเวียนของสินทรัพย์รวมมีการเพิ่มขึ้น โดยในปี 2562 อยู่ที่ 0.82 เท่า ปี 2563 อยู่ที่ 0.88 เท่า และปี 2564 อยู่ ที่ 1.11 เท่า นั่นหมายความว่าหากบริษัทมีการเทียบเป็น 1 บาท จะสามารถก่อให้เกิดยอดขายได้ 1.11 เท่า ดังนั้น อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวมในระยะเวลา 3 ปี บริษัทมีประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์ที่ก่อให้เกิด ยอดขายที่เพิ่มขึ้น 3. อัตราส่วนวัดสภาพคล่อง (Liquidity Ratio) อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่คำนวณจาก สินทรัพย์ หมุนเวียน กับหนี้สินหมุนเวียน เป็นอัตราส่วนที่จัดอยู่ในกลุ่มทางการเงินที่บอกถึงสภาพคล่องของกิจการ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน จะบอกว่า กิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากพอที่จะชำระหนี้สินระยะสั้นหรือไม่ ส่วน การวิเคราะห์ค่าอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนนั้น ถ้าค่าที่คำนวนได้ > 1 จะบ่งบอกถึงกิจการที่คำนวนมีสภาพคล่องที่ ดี เพราะมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินระยะสั้น ทำให้กิจการมีความสามารถในการชำระหนี้สินระยะสั้น และ
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 54 ค่าที่คำนวณได้ < 1 จะบ่งบอกถึงกิจการที่คำนวณมีสภาพคล่องที่ไม่ดี เพราะกิจการสินทรัพย์หมุนเวียนน้อยกว่า หนี้สินระยะสั้น ทำให้กิจการไม่มีความสามารถในการชำระหนี้สินระยะสั้น อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน หนี้สินหมุนเวียน หน่วย : ล้านบาท ปี วิธีคำนวณ 2562 1,764,169,656 1,682,245,770 = 1.05 เท่า 2563 1,763,209,462 1,429,252,614 = 1.23 เท่า 2564 5,897,182,617 2,208,299,082 = 2.67 เท่า ตารางที่13 : อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565) การวิเคราะห์อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Current Ratio) จากตารางดังกล่าวจะเห็นได้ว่าผลการคำนวณอัตราส่วนทุนหมุนเวียนในปี 2562-2564 พบว่ามีอัตราส่วน เพิ่มขึ้นทุกปีโดยปี 2562 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.05 เท่า ปี 2563 เพิ่มขึ้นมาที่ 1.23 เท่า และปี2564 เพิ่มขึ้นมาเป็น 2.67 เท่า นั่นหมายความว่าในปี 2564 หากบริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนเท่ากับ 1 บาท บริษัทจะมีสินทรัพย์หมนุเวียนที่ใช้ ในการชำระหนี้อยู่ 2.67 บาท แสดงว่ากิจการสามารถบริหารจัดการสภาพคล่องได้ดีเมื่อเทียบกับมาตรฐานทั่วไป Current Ratio ที่ควรมีค่ามากกว่า 1 ขึ้นไป ดังนั้นอัตราส่วนทุนหมุนเวียนในระยะเวลา 3 ปี บริษัทมีความสามารถ ในการชำระหนี้ระยะสั้นได้ดีขึ้น อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio) เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่คำนวณจากสินทรัพย์หมุนเวียน ที่ตัดสินค้าคงเหลือออกไป (เพราะสินค้าคงเหลือบางประเภทไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายในหนึ่งปี) กับ หนี้สินหมุนเวียน ซึ่งจะบอกถึงความสามารถของกิจการในการชำระหนี้สินระยะสั้น และในการคำนวณจะไม่นำ สินค้าคงเหลือมาคิดรวมกับสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น ๆ เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า และสินทรัพย์ในความต้องการของ ตลาด เนื่องจากสินค้าคงเหลือสามารถแปลงเป็นเงินสดได้ช้า และอาจมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 55 อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน−สินค้าคงเหลือ หนี้สินหมุนเวียน หน่วย : ล้านบาท ปี วิธีคำนวณ 2562 1,764,169,656 − 160,727,044 1,682,245,770 = 0.95เท่า 2563 1,763,209,462 − 179,163,687 1,429,252,614 = 1.11 เท่า 2564 5,897,182,617 − 295,094,550 2,208,299,082 = 2.54 เท่า ตารางที่14 : อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio) ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565) การวิเคราะห์อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio) จะเห็นได้ว่าจากผลการคำนวณอัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็วในปี 2562-2654 พบว่าอัตราทุนหมุนเวียนเร็ว เพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2562 อยู่ที่ 0.95 เท่า ปี 2563 อยู่ที่ 1.11 เท่า และปี 2564 เพิ่มอยู่ที่ 2.54 เท่าโดยเพิ่มขึ้น จากปีที่ผ่านมา สำหรับปี 2564 อยู่ที่ 2.54 เท่านั่นหมายความว่าในปี 2564 หากบริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนเท่ากับ 1 บาท บริษัทมีสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง (เงินสด ตั๋วสัญญาใช้เงิน ลูกหนี้การค้า และเงินลงทุน) 2.54 บาท ที่จะ นำไปชำระหนี้ ดังนั้นอัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็วในระยะเวลา 3 ปี บริษัทมีสภาพคล่องในการนำเงินไปชำระหนี้ เพิ่มขึ้น 4. อัตราส่วนความสามารถในการก่อหนี้ (Debt Utilization Ratio) อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม (Debt to total assets) เป็นอัตราส่วนที่แสดงการเปรียบเทียบว่า กิจการมีหนี้สินเป็นกี่เท่าของสินทรัพย์รวม ถ้าอัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวมต่ำ แสดงว่ากิจการมีโครงสร้างหนี้ รวมเมื่อเทียบกับสินทรัพย์รวมแล้วต่ำ ซึ่งจะเกิดผลดีเนื่องจากทำให้กิจการมีภาระในการชำระคืนหนี้สินน้อยและมี โอกาสกู้ยืมหนี้สินครั้งต่อไปได้มาก ตรงกันข้ามถ้าอัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวมสูง แสดงว่ากิจการมีโครงสร้าง หนี้สินรวมเมื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์รวมแล้วสูง จะเกิดผลเสียเนื่องจากทำให้กิจการมีภาระในการชำระคืน หนี้สินมาก และมีโอกาสจะกู้ยืมหนี้สินครั้งต่อไปได้น้อย
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 56 อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม (Debt to total assets) = หนี้สินรวม สินทรัพย์รวม หน่วย : ล้านบาท ปี วิธีคำนวณ 2562 2,370,252,033 6,265,689,876 = 0.38 เท่า 2563 2,007,605,377 6,200,786,743 = 0.32 เท่า 2564 2,708,723,153 10,549,687,249 = 0.26 เท่า ตารางที่15 : อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม (Debt to total assets) ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565) การวิเคราะห์อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม (Debt to total assets) จะเห็นได้ว่าจากผลการคำนวณข้างต้นอัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวมในปี 2562-2564 พบว่าอัตราส่วน หนี้สินต่อสินทรัพย์รวมลดลง โดยในปี 2562 อยู่ที่ 0.38 เท่า ปี 2563 อยู่ที่ 0.32 และปี 2564 อยู่ที่ 0.26 นั่น หมายความว่าในปี 2564 หากบริษัทมีสินทรัพย์ทั้งหมดเมื่อเทียบเท่ากับ 1 บาท บริษัทจะมีการใช้เงินทุนจากแหล่ง ภายนอกหนี้สิน 0.26 เท่า ส่วนที่เหลือเป็นการใช้เงินทุนจากส่วนของเจ้าของ เท่ากับ 0.74 เท่า แสดงว่า สินทรัพย์ ของบริษัทมาจากเงินทุนจากส่วนของเจ้าของ ซึ่งค่าน้อยยิ่งดี ดังนั้นอัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวมในระยะเวลา 3 ปี บริษัทมีความเสี่ยงค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน อัตราส่วนแสดงความสามารถในหารจ่ายดอกเบี้ย (Times Interest Earned) เป็นเครื่องมือที่ใช้วัด ความสามารถของบริษัทว่ามีกำไรพอจ่ายหนี้ที่กู้ยืมมาได้มากน้อยเพียงใด โดยตัวเลขผลลัพธ์จะแสดงถึงการนำกำไร มาจ่ายได้กี่เท่าของดอกเบี้ยทั้งหมดที่ค้างชำระ หากค่า TIE มาก หมายถึง บริษัทมีเงินสดเพียงพอหลังจากชำระหนี้ เพื่อลงทุนในธุรกิจต่อไป แสดงว่า มีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ต่ำ และถ้าหากค่า TIE น้อย หมายถึง บริษัทมี เงินสดไม่พอหลังจากชำระหนี้เพื่อลงทุนในธุรกิจต่อไป แสดงว่า มีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้สูง อัตราส่วนแสดงความสามารถในหารจ่ายดอกเบี้ย (Times Interest Earned) กำไรสุทธิก่อนหักดอกเบี้ยและจ่ายภาษีเงินได้ ดอกเบี้ยจ่าย
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 57 หน่วย : ล้านบาท ปี วิธีคำนวณ 2562 848,667,710 40,447,649 = 20.98 เท่า 2563 1,071,091,588 35,643,593 = 30.05 เท่า 2564 5,276,219,700 21,379,966 = 246.78 เท่า ตารางที่16 : อัตราส่วนแสดงความสามารถในหารจ่ายดอกเบี้ย (Times Interest Earned) ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565) การวิเคราะห์อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม (Debt to total assets) จะเห็นได้ว่าจาการคำนวณอัตราส่วนแสดงความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยในปี 2562-2564 พบว่า อัตราส่วนแสดงความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2562 อยู่ที่ 20.98 เท่า ปี 2563 อยู่ที่ 30.05 เท่า สุดท้ายปี 2564 อยู่ที่ 246.78 เท่า แสดงว่าในปี 2564 บริษัทมีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยที่จ่ายให้กับ บุคลภายนอกในอัตราที่สูงขึ้น จึงมีความเสี่ยงน้อยลง และตัวเลขที่แสดงในข้างต้นทำให้ทราบว่าในระยะเวลา 3 ปีนี้ บริษัทมีความสามารถในการชำระดอกเบี้ยจ่ายให้บุคคลภายนอกเพิ่มขึ้น 5. อัตราส่วนวัดผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (Per Share Data) อัตรากำไรต่อหุ้น (Earnings per Share: EPS) หรือ กำไรต่อหุ้น คือ อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio) ที่ใช้วิเคราะห์งบการเงินของบริษัทที่แสดงในงบกำไรขาดทุน (Income Statement) ที่บอกถึงผลตอบแทน ที่นักลงทุน จะได้รับกี่บาทจากการ ถือ 1 หุ้นของบริษัท โดยกำไรต่อหุ้นที่นักลงทุนจะได้รับนั้นจะอยู่ในรูปสกุลเงิน ของ กำไรสุทธิที่ระบุในงบกำไรขาดทุน (Income Statement) ต่อหุ้น อัตรากำไรต่อหุ้น (Earnings per Share: EPS) = กำไรสุทธิ จำนวนหุ้นสามัญ
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 58 หน่วย : ล้านบาท ปี วิธีคำนวณ 2562 644,662,808 11,000,000,000 = 0.06 บาทต่อหุ้น 2563 852,359,168 11,000,000,000 = 0.08 บาทต่อหุ้น 2564 4,267,287,222 11,000,000,000 = 0.39 บาทต่อหุ้น ตารางที่17 : อัตรากำไรต่อหุ้น (Earnings per Share: EPS) ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565) การวิเคราะห์อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม (Debt to total assets) จะเห็นว่าจากผลการคำนวณอัตรากำไรต่อหุ้นในปี 2562-2564 พบว่าอัตรากำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นทุกปีโดยใน ปี 2562 อยู่ที่ 0.06 บาทต่อหุ้น ปี 2563 อยู่ที่ 0.08 บาทต่อหุ้น และในปี 2564 อยู่ที่ 0.39 บาทต่อหุ้น หมายความ ว่าในปี 2534 หากบริษัทมีผู้ถือหุ้น 1 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.1 บาท จะได้รับกำไร 0.39 บาทต่อหุ้น ดังนั้น อัตรากำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ผู้ถือหุ้นมีผลตอบแทนจากการ ลงทุนเพิ่มขึ้น เงินปันผลต่อหุ้น (Dividend per Shares) เงินปันผลต่อหุ้น คือ ผลรวมของเงินปันผลที่ประกาศโดย บริษัทสำหรับหุ้นสามัญที่ออกจำหน่ายแล้ว โดยเงินปันผลต่อหุ้นของบริษัท มักจะได้มาจากเงินปันผลที่จ่ายในไตร มาสล่าสุด ซึ่งใช้ในการคำนวณอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลด้วย โดยสามารถคำนวณได้จากสูตร ถ้าหาก DPS > 0 หมายถึง บริษัทมีการจ่ายเงินปันผลต่อหุ้น และถ้า DPS = 0 หมายถึง บริษัทไม่มีการจ่ายเงินปันผล เงินปันผลต่อหุ้น (Dividend per Shares) = เงินปันผลจ่าย จำนวนหุ้นที่ออก
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 59 หน่วย : ล้านบาท ปี วิธีคำนวณ 2562 474,000,000 11,000,000,000 = 0.04 บาท 2563 515,000,000 11,000,000,000 = 0.05 บาท 2564 190,000,000 11,000,000,000 = 0.02 บาท ตารางที่18 : เงินปันผลต่อหุ้น (Dividend per Shares) ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565) การวิเคราะห์เงินปันผลต่อหุ้น (Dividend per Shares) จะเห็นได้ว่าจากการคำนวณในข้างต้นนี้เงินปันผลต่อหุ้นในปี 2562 อยู่ที่ 0.04 บาท ปี 2563 อยู่ที่0.05 บาท ปี 2564 อยู่ที่ 0.02 บาท ดังนั้นเงินปันผลต่อหุ้นที่บริษัทจ่ายให้กับนักลงทุนมีอัตราที่ลดลง
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 60 สรุปอัตราส่วนการเงินที่สำคัญ หน่วย งบการเงิน 31 ธ.ค. 2562 31 ธ.ค. 2563 31 ธ.ค. 2564 อัตราส่วนวัดความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratios) อัตรากำไรขั้นต้น ร้อยละ 29.70 32.20 49.90 อัตรากำไรจากการดำเนินงาน ร้อยละ 17.10 20.69 44.09 อัตรากำไรสุทธิ ร้อยละ 13.56 16.10 35.00 อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ ร้อยละ 28.20 42.05 55.90 อัตราผลตอบแทนส่วนของเจ้าของ ร้อยละ 18.30 22.06 73.62 อัตราส่วนที่วัดความสามารถในการใช้สินทรัพย์ (Asset Utilization Ratios) อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ เท่า 13.21 11.75 21.40 อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม เท่า 0.82 0.88 1.11 อัตราส่วนวัดสภาพคล่อง (Liquidity Ratio) อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน เท่า 1.05 1.23 2.67 อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว เท่า 0.95 1.11 2.54 อัตราส่วนวัดความสามารถในการก่อหนี้ (Debt Utilization Ratio) อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม เท่า 0.38 0.32 0.26 อัตราส่วนแสดงความสามารถในการ จ่ายดอกเบี้ย เท่า 20.98 30.05 246.78 อัตราส่วนวัดผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (Per Share Data) อัตรากำไรต่อหุ้น บาท 0.06 0.08 0.39 เงินปันผลต่อหุ้น บาท 0.04 0.05 0.02 ตารางที่19 : สรุปอัตราส่วนการเงินที่สำคัญ ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565)
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 61 3. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) SWOT Analysis เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกและภายในขององค์กร เพื่อ หาจุดแข็ง (Strength) จุดอ่อน (Weakness) โอกาส (Opportunity) และอุปสรรค (Threats) ขององค์กรซึ่ง สามารถวิเคราะห์ SWOT Analysis ของบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จํากัด (มหาชน) ได้ดังนี้ Strengths (จุดแข็ง) 1. บริษัทมีความโดดเด่นในเรื่องของการให้บริการ ทางบริษัทฯ มีนโยบายที่เน้นคุณภาพในการให้บริการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาพยาบาลทุกสาขา และมี เครื่องมือรักษาที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ที่คำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก รวมถึงทางบริษัทฯ ยังมีศูนย์การแพทย์ที่มีความโดดเด่นในการให้บริการที่มีผลงานเป็นเลิศและได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบัน ต่าง ๆ ดังนี้ • คลินิกศัลยกรรมมือและกระดูก ที่ให้บริการผ่าตัดรักษามือและนิ้วมือที่ฉีกขาดด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Microsurgery) โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เป็นที่เชื่อถือและมีชื่อเสียงของวงการ แพทย์ระดับประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ยังเป็นศูนย์ที่รับส่งต่อผู้ป่วยเพื่อรับการ รักษาผ่าตัดแบบ Microsurgery ของโรงพยาบาลในกรุงเทพและภูมิภาคภาคตะวันออก รวมถึงเป็น ศูนย์ศึกษาต่อของแพทย์เฉพาะทางจากโรงเรียนแพทย์ในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย • ศูนย์ผู้ป่วยวิกฤติทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยให้บริการดูแลทารกที่คลอดก่อนกำหนดและมีน้ำหนัก น้อยกว่าปกติ โดยมีทีมแพทย์และพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการดูแลทารกที่ คลอดก่อนกำหนด และมีน้ำหนักน้อยกว่าปกติให้สามารถเติบโตและใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยได้รับ ความไว้วางใจให้เป็นศูนย์รับส่งต่อของ สปสช. เขต 6 จังหวัดระยอง • ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง ให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับการรับรองโดยสถาบัน ประสาทวิทยา รวมถึงผ่านการรับรองคุณภาพด้านการจัดตั้งหออภิบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ภายใต้โครงการศูนย์โรคหลอดเลือดสมองเฉลิมพระเกียรติฯ • ศูนย์เลเซอร์ผิวหนังและศัลยกรรมตกแต่ง ให้บริการตรวจรักษาโรคผิวหนังทั่วไปและให้คำแนะนํา ปรึกษาด้านความงามศัลยกรรมตกแต่ง การผ่าตัดลดกระชับสัดส่วนด้วยเครื่อง VASER และมี เครื่องเลเซอร์สำหรับรักษาปัญหาผิวหน้าแบบต่าง ๆ รวมไปถึงการฉีดรักษาด้วยโบท็อกซ์และฟิลเลอร์
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 62 ที่ได้คุณภาพ มาตรฐานผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา รวมถึงผลิตภัณฑ์บํารุงผิวคุณภาพดี สำหรับผิวหน้าชนิดต่าง ๆ • ศูนย์รักษาโรคหัวใจครบวงจร ให้บริการรักษาผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดและโรคหัวใจ โดยเปิด รักษาโรคหัวใจด้วยการผ่าตัดแบบเปิด (Open Heart Surgery) รวมถึงการผ่าตัดหัวใจที่มีความ ซับซ้อนสูง โดยเป็นเครือข่ายศูนย์รับส่งรักษาต่อผู้ป่วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ เปิดศูนย์รักษาโรคหัวใจ เต้นผิดจังหวะด้วยการจี้ไฟฟาลัดวงจร Cardiac Electrophysiology Lab แห่งแรกในภูมิภาค และได้ เพิ่มเครื่องกระตุ้นเสริมการทํางานของหัวใจ Enhanced External Counter Pulsation (EECP) นวัตกรรมในการรักษาโรคหัวใจที่ผู้ป่วยไม่สามารถผ่าตัดได้ และ Cardiac MRI scan ในการตรวจ หัวใจที่มีความผิดปกติซับซ้อนและตรวจประเมินก่อนผ่าตัดหัวใจ • ศูนย์รักษามะเร็งครบวงจร ให้บริการรักษาและผ่าตัดโรคมะเร็งต่าง ๆ โดยแพทย์เฉพาะทางโรคมะเร็ง รวมถึงการตรวจสุขภาพเพื่อค้นหาโรคมะเร็งด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การรักษามะเร็งด้วยเครื่อง HIFU (High Intensity Ultrasound) สำหรับมะเร็งในช่องท้องชนิดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ เช่น มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน และก้อนเนื้องอกมดลูก เป็นต้น • ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก IVF Center ให้บริการโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญ พันธุ์ที่มีความทันสมัยและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล • ศูนย์ตาสุวรรณภูมิ โรงพยาบาลจุฬารัตน์1 ให้บริการดูแลรักษาทุกโรคและอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ ดวงตาตั้งแต่อาการทั่วไปจนถึงการดูแลรักษาโรคทางจักษุที่มีความซับซ้อน โดยทีมจักษุแพทย์ที่มี ความเชี่ยวชาญในทุกสาขาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและได้มาตรฐาน นอกจากนี้โรงพยาบาลในกลุ่มของบริษัทฯ ยังได้รับรองมาตรฐานและผ่านการรับรองคุณภาพต่าง ๆ เช่น การรับรองมาตรฐานคุณภาพโรงพยาบาลไทย (Thai Hospital Accreditation-HA) ผ่านการรับรองคุณภาพ โรงพยาบาลระดับสากล JCI (Joint Commission International) ตามมาตรฐานการรับรองของสหรัฐอเมริกา และได้ผ่านการตรวจประเมินเพื่อการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลระดับสากลครั้งที่ 3 Re-Accreditation JCI (Joint Commission International) เป็นต้น
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 63 2. บริษัทมีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการให้บริการแก่ลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแล รักษาผู้ป่วย มีการนําเทคโนโลยี Health Tech เข้ามาใช้ในการให้บริการมากขึ้นพร้อมกับการนำเสนอเทคโนโลยีการ รักษาที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลามาใช้เพื่อลดความเสี่ยง ลดปัญหาด้านการบริหารจัดการ และลดภาระต้นทุนในระยะ ยาว รวมถึงเพื่อช่วยสร้างความได้เปรียบในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขวางและสะดวกยิ่งขึ้นเพื่อยกระดับการ ให้บริการ ดังนี้ • ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด มีการใช้นวัตกรรมรักษาโรคหัวใจเต้นผิดปกติด้วยการจี้ด้วยคลื่นวิทยุทำให้ ผู้ที่มาใช้บริการไม่ต้องกินยาตลอดชีวิต และไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงจากยา • ศูนย์รักษามะเร็งครบวงจร ที่ให้บริการรักษาโรคมะเร็งด้วยเครื่อง HIFU (High Intensity Ultrasound) สำหรับมะเร็งในช่องท้องชนิดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ เช่น มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน และ ก่อนเนื้องอกมดลูก เป็นต้น • ศูนย์ศัลยกรรมมือ (จุลศัลยกรรม) ที่ให้บริการผ่าตัดรักษามือและนิ้วมือที่ฉีกขาดด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Microsurgery) ที่ทันสมัยจากประเทศเยอรมนีพร้อมกับมีห้องผ่าตัดที่ทันสมัย ได้แก่ Shoulder Arthroscopy, Microsurgery, Minimal Invasive Carpal Tunnel Surgery (Arthroscope, Limited Open), Electrodiagnosis และ Elbow Arthroscope & Wrist Arthroscope • ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก IVF Center มีการนำเทคโนโลยีการเจริญพันธ์ที่มีความทันสมัยและมี มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมาช่วยในเรื่องของการฟักตัวของตัวอ่อน Assisted Hatching ที่เป็นวิธีช่วยการฟักของตัวอ่อน โดยการใช้เลเซอร์ ( laser) หรือ เอนไซม์ (enzyme) ทำให้เปลือกที่หุ้มตัวอ่อนบางลงหรือเปิดเป็นรูขนาดเล็กเพื่อช่วยให้ตัวอ่อนฟัก ออกมาจากเปลือกหุ้มได้ง่ายขึ้น 3. บริษัทมีเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพและโดดเด่นในภาคตะวันออก (The Star of the East) บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จํากัด (มหาชน) ประกอบด้วยบริษัทย่อยจํานวน 10 บริษัท โดยมีสาขาของ โรงพยาบาลและคลินิกในกลุ่มรวมทั้งหมด 14 แห่งครอบคลุมพื้นที่ให้บริการบริเวณรอบสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่ เขตประเวศ เขตลาดกระบัง จังหวัดกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก และถนนเทพารักษ ถนนกิ่งแกว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการครอบคลุมไปถึงจังหวัดในภาคตะวันออก ได้แก่ บริเวณถนนบางนาตราด อำเภอ บางปะกง และนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ จังหวัดฉะเชิงเทรา ถนน 304 อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอเมือง
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 64 จังหวัดชลบุรี อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และอำเภอเมือง จังหวัดระยองโดยมีจํานวนเตียงรองรับผู้ป่วย รวม 793 เตียง และในปี 2563 บริษัท ฯ มีมติก่อสร้างโรงพยาบาลชีวารัตน์ (ศูนย์มะเร็งและรังสีรักษา) ปัจจุบันทางบริษัทฯ สามารถรองรับผู้ป่วยนอกมากกว่า 7,500 คนต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ บริษัทฯ คือ การเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก (The Star of the East) โดยเติบโต ควบคู่ไปกับการขยายตัวของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก รวมถึงในปี 2564 บริษัทฯ ได้เริ่มต้น บทบาทใหม่ที่สำคัญ คือ การจับมือกับทางภาครัฐเพื่อให้บริการทางด้านสาธารณสุขกับประชาชนในพื้นที่ในหลาย โครงการ เช่น CHG จัดตั้งศูนย์หัวใจครบวงจรในโรงพยาบาลรัฐทั้งในกรุงเทพฝั่งตะวันออกและโรงพยาบาลรัฐ ระดับจังหวัด 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์หัวใจโรงพยาบาลสิรินธร ศูนย์หัวใจโรงพยาบาลสมุทรปราการ ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลระยอง ซึ่งทั้ง 3 ศูนย์ตั้งอยู่ในพื้นที่หลักของบริษัทฯ เป็นต้น จุดอ่อน (Weaknesses) 1. บริษัทมีความเสี่ยงจากการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ การที่จะเปิดโรงพยาบาลและคลินิกได้นั้นจะต้องมีการพึ่งพาบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพในสาขา ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในปัจจุบันสามารถผลิตได้ในจํานวนจํากัด นอกจากนี้ในปัจจุบันผลกระทบจากการขยายตัว ของธุรกิจการให้บริการทางการแพทย์ทําให้เกิดความต้องการบุคลากรที่มีคุณภาพและประสบการณ์เข้าร่วมงานใน องค์กร ซึ่งบุคลากรดังกล่าวจะต้องใช้ระยะเวลานานในการพัฒนาความรู้ความสามารถที่เหมาะสมส่งผลให้บริษัทฯ อาจได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในด้านต่าง ๆ ในอนาคต 2. บริษัทเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องจากลูกค้าที่มาใช้บริการ การทำธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการทางการแพทย์นั้นจะต้องมีเรื่องของความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้องจาก ผู้ป่วยหรือเครือญาติของผู้ป่วยตามมา ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากมาตรฐานการให้บริการหรือผลการรักษาที่ไม่ เป็นไปตามความคาดหวังของผู้ป่วยหรือเครือญาติของผู้ป่วย โอกาส (Opportunities) 1. โอกาสจากการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC การรวมกลุ่ม AEC ในปี 2558 ทําให้ธุรกิจด้านสุขภาพของประเทศไทยได้รับประโยชน์ โดยในส่วน ของ ธุรกิจโรงพยาบาลคาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยเข้ามาใช้บริการในประเทศไทยเพิ่มขึ้น เนื่องจากโรงพยาบาลในประเทศ
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 65 ไทยมีมาตรฐานการรักษาและการให้บริการในระดับสูง รวมถึงมีบุคลากรที่มีคุณภาพประกอบกับอัตราค่า รักษาพยาบาลที่อยู่ในระดับตํ่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีคุณภาพการรักษาใกล้เคียงกัน ปัจจุบันกลุ่มผู้ป่วยส่วนใหญ่ของบริษัทฯ จะเป็นกลุ่มผู้ป่วยภายในประเทศแต่จากการที่บริษัทฯ มี แผนพัฒนาความเชี่ยวชาญในการรักษาเฉพาะด้านประกอบกับการที่โรงพยาบาลในกลุ่ม 2 แห่ง คือ โรงพยาบาล จุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ และโรงพยาบาลจุฬารัตน์9 แอร์พอร์ตที่ตั้งอยู่ในรัศมี 10 กิโลเมตรจากสนามบินสุวรรณภูมิ จึงคาดว่าทางบริษัทฯ จะมีกลุ่มลูกค้าจาก AEC เพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์เป็น โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกลุ่มบริษัทฯ ที่ได้รับการรับรองคุณภาพให้เป็นโรงพยาบาลระดับสากล JCI (Joint Commission International) ด้วยการรับรองนี้สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวต่างชาติที่จะเข้ามาใช้บริการ การรักษาพยาบาลกับทางโรงพยาบาลได้ 2. โอกาสจากลูกค้าโครงการประกันสังคม ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 กำหนดให้ลูกจ้างต้องถูกหักเงินค่าจ้างรายเดือนและนําส่ง เข้ากองทุนประกันสังคม โดยลูกจ้างที่ถูกหักเงินดังกล่าวสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลที่อยู่ใน เครือข่ายประกันสังคม ซึ่งลูกจ้างได้เลือกไว้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายทั้งนี้ โรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยประกันสังคมจะได้รับ ค่าบริการทางการแพทย์จากสำนักงานประกันสังคมใน 2 รูปแบบ ได้แก่ ค่าบริการเหมาจ่ายรายคน (ปี 2558 มี อัตรา 1,460 บาทต่อคนต่อปีในเดือนกรกฎาคม 2560 ประกาศอัตรา 1,500 บาทต่อคนต่อปีในเดือนมกราคม 2563 ประกาศอัตรา 1,640 บาทต่อคนต่อปี) และค่าบริการส่วนเพิ่มประเภทต่าง ๆ โดยในปี 2564 บริษัทฯ มี ลูกค้าประกันสังคมเฉลี่ยภายใต้การดูแลประมาณ 457,064 ราย โดยภายหลังจากที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ และโรงพยาบาลจุฬารัตน์11 อินเตอร์ที่เป็นโรงพยาบาลในกลุ่มบริษัทฯ ได้รับการรับรองคุณภาพ HA (Hospital Accreditation) ขั้นที่ 3 บริษัทฯ จึงสามารถขอเพิ่มสิทธิในการรับผู้ประกันตนตามเกณฑ์ของสำนักงาน ประกันสังคมเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประมาณ 526,000 คน ทั้งนี้ภายหลังการขยายโครงการในอนาคตแล้วบริษัทฯ อาจ สามารถขอเพิ่มสิทธิในการรับผู้ประกันตนได้ อุปสรรค (Threats) 1. การเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ ปัจจุบันการประกอบธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ภายในประเทศมีแนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จาก การที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดมีการควบรวมกิจการอย่างต่อเนื่องทําให้มีข้อได้เปรียบเรื่องต้นทุน รวมทั้งมี
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 66 ช่องทางการบริการที่หลากหลาย และจากการที่มีผู้ประกอบการรายใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาดทําให้เกิดการแย่งส่วน แบ่งทางการตลาดจากผู้ประกอบการรายเดิม นอกจากนี้การแข่งขันในธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ไม่เพียงแต่เผชิญการแข่งขันกับคู่แข่งที่อยู่ ภายในประเทศเท่านั้นแต่ยังต้องเผชิญกับคู่แข่งที่มาจากต่างประเทศอีกด้วย เนื่องจากมีการเปิดเสรีการค้าและการ บริการภายใต้ข้อตกลงของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ที่อาจส่งผลให้ มีคู่แข่งรายใหม่ภายในกลุ่มประเทศอาเซียนขยายขอบเขตการให้บริการเข้ามาในประเทศไทยรวมถึงการแข่งขัน จากต่างประเทศอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ที่ตั้งเป้า หรือ ผลักดันประเทศไปสู่การเป็น Medical Hub เช่นเดียวกับไทย ดังนั้นการที่คู่แข่งจากต่างประเทศทยอยเข้าสู่ตลาดภายในประเทศทําให้เกิดการแย่งส่วนแบ่งทาง การตลาดจากผู้ประกอบการภายในประเทศส่งผลให้ผู้ประกอบการภายในประเทศเกิดการตื่นตัวในการแข่งขันด้าน การให้บริการและการใช้นโยบายราคาเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยการแข่งขันเหล่านี้อาจกระทบต่อตัวบริษัทอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ 2. การเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือกฎระเบียบของภาครัฐ บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้การกำกับควบคุมดูแลโดยกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานราชการอื่น ๆ โดยบริษัทฯ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับสถานพยาบาล บริษัทและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และต้องมีการ ติดตามพิจารณาการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในการตีความกฎระเบียบในปัจจุบัน หรือ การประกาศใช้กฎหมายหรือ กฎระเบียบใหม่ที่มีแนวโน้มว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงให้มีความเข้มงวดมากขึ้นที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการ ดําเนินงานของบริษัทได้นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบหากนโยบายโครงการ ประกันสังคมของภาครัฐมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากปัจจุบันบริษัทฯ มีรายได้จากค่าบริการทางการแพทย์ตาม โครงการประกันสังคมเป็นสัดส่วนร้อยละ 30.5 33.3 และ 16.4 ตามลำดับของรายได้รวมในปี 2562 ปี 2563 และ ปี 2564 3. การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสำหรับเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ การให้บริการทางการแพทย์ของบริษัทฯ ได้มุ่งเน้นการให้บริการตรวจรักษาโรคที่มีความซับซ้อนเพิ่มมาก ขึ้นผ่านศูนย์การแพทย์เฉพาะทางที่ต้องพึ่งพาเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีความทันสมัยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทําให้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการ แพทย์บางชนิดมีการเปลี่ยนเทคโนโลยีได้ง่ายส่งผลให้มีเรื่องของค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงตามมา
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 67 4. วิเคราะห์กลยุทธ์ที่เหมาะสมกับกิจการ การวิเคราะห์กลยุทธ์ SO WO ST WT สามารถสร้างกลยุทธ์ทางเลือกได้โดยใช้ TOWS Matrix ซึ่งเป็น เครื่องมือที่ใช้ผลการวิเคราะห์ SWOT มากำหนดเนกลยุทธ์ทางเลือกต่างๆ โดยแสดงให้เห็นว่าสภาพแวดล้อม ภายในและสภาพแวดล้อมภายนอกที่บริษัทต้องเผชิญจะสามารถดำเนินการได้ โดย SO คือ การยุทธ์ที่ได้จากจุดแข็งไปสร้างประโยชน์กับโอกาสที่บริษัทกำลังจะเผชิญ ST คือ กลยุทธ์ที่ได้จากการใช้จุดแข่งของบริษัทไปเลี่ยงอุปสรรคที่เกิดขึ้น WT คือ กลยุทธ์ที่ได้จาการลดจุดอ่อนของบริษัทและหลีกเลี่ยงอุปสรรคที่เกิดขึ้น WO คือ กลยุทธ์ที่ได้จากการใช้โอกาสที่มีอยู่แก้ไขจุดอ่อนของบริษัท จากการวิเคราะห์ SO WO ST WT ของบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) โดยใช้ TOWS Matrix สามารถสร้างกลยุทธ์ทางเลือกได้ดังต่อไปนี้ INTERNAL FACTORS EXTERNAL FACTORS Strengths (S) S1 ความโดดเด่นในเรื่องของการให้บริการ S2 การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ในการให้บริการ แก่ลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย S3 มีเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพและโดดเด่นในภาค ตะวันออก Weaknesses (W) W1 มีความเสี่ยงจากการขาดแคลนบุคลากร ทางการแพทย์ W2 มีความเสี่ยงที่จถูกฟ้องร้องจากลูกค้ามาใช้ บริการ Opportunities (O) O1 โอกาสจากการรวมกลุ่มประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC O2 โอกาสจากลูกค้าโครงการประกันสังคม SO S3O1 ขยายเครือข่ายของภาคธุรกิจระดับสากลเพิ่มการ รองรับผู้ป่วยประเทศอาเซียน S1O2 เพิ่มระดับการรับรองคุณภาพ HA (Hospital Accreditation) ประกันสังคมสำหรับผู้เข้ามาทำการ รักษาในโรงพยาบาล S201 ขยายการจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ไปยังกลุ่ม ประเทศอาเซียน WO W1O2 พัฒนาระบบประกันสังคม W2O1 ควบคุมคุณภาพการให้บริการอยู่ใน ระดับมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง Threats (T) T1 การเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ T2 การเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือกฎระเบียบ ของภาครัฐ T3 การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสำหรับ เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ST S2T3 ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆสำหรับเครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อตอบสนองในการดูแล รักษาผู้ป่วย S1T1 สร้างนโยบายให้บริการเพื่อดึงดูดลูกค้า S1T3 สร้างคุณภาพการให้บริการและเครื่องมือที่ ทันสมัย WT W1T1 บริหารการจัดการบุคลากรทางการ แพทย์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น W2T2 ปรับปรุงมาตรฐานการให้บริการให้ เป็นไปตามคาดหวังของลูกค้า ตารางที่20 : กลยุทธ์ SO WO ST WT ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565)
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 68 S2T3 ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆสำหรับเครืองมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อตอบสนองในการดูแล รักษาผู้ป่วย ทางบริษัท มีการนำเทคโนโลยีHealth Tech เข้ามาใช้ในการให้บริการ เพื่อลดความเสี่ยง ลดภาระต้นทุน ในระยะยาว เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าอย่างกว้างขวางและสามารถตรวจโรคที่มีความ ซับซ้อนที่ต้องพึ่งพาเครื่องมือทางการแพทย์ที่สมัยมากขึ้น S1T1 สร้างนโยบายการให้บริการเพื่อดึงดูดลูกค้า เนื่องจากปัจจุบันมีแนวโน้มการแข่งขันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจจะส่งผลให้ผู้แข่งขันขันรายใหม่ทยอยเข้า สู้ตลาดภายในประเทศ ทำให้เกิดการตื่นตัวด้านการแข่งขันการให้บริการ ดังนั้น ทางบริษัทได้มีการสร้างนโยบายใน การดึงดูดลูกค้า การสร้างความได้เปรียบในทางการแข่งขัน และการขยายขอบเขตการให้บริการ เพื่อให้มีความโดด เด่นในการให้บริการและการมีประสิทธิภาพที่คำนึงถึงลูกค้าเป็นหลัก S1T3 สร้างคุณภาพการให้บริการและเครื่องมือที่ทันสมัย ทางบริษัทมีแนวทางการดำเนินงานในการทำธุรกิจ เพื่อให้มีมาตรฐานคุณภาพในการรักษาและเพิ่มพูน ศักยภาพในการรักษาเฉพาะด้านต่างๆ เพื่อตอบสนองผู้ที่มาใช้บริการ โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นสร้างความ มั่นใจในการให้บริการ รวมถึงมีอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และคำถึงถึงลูกค้าเป็น หลัก S3O1 ขยายเครือข่ายของภาคธุรกิจระดับสากลเพิ่มการรองรับผู้ป่วยประเทศอาเซียน สร้างความเชื่อมั่นจากชาวต่างชาติที่เข้ามาบริการโรงพยาบาลและขยายฐานธุรกิจอย่างต่อเนื่องให้ ครอบคลุมและทั่วถึงภูมิภาคส่วนอื่นมากขึ้น S1O2 เพิ่มระดับการรับรองคุณภาพ HA (Hospital Accreditation) ประกันสังคมสำหรับผู้เข้ามาทำการ รักษาในโรงพยาบาล การขยายโครงการรับรองคุณภาพ HA (Hospital Accreditation) คือ เกิดการพัฒนาระบบงานภายใน ของโรงพยาบาลซึ่งเป็นการขอเพิ่มสิทธิในการรับผู้ประกันตนตามเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคมเพิ่มขึ้น จึง สามารถเพิ่มรายรับที่ได้จากการรับค่าบริการทางการแพทย์จากสำนักงานประกันสังคม เพื่อส่งเสริมและพัฒนา ความสามารถในด้านการบริการให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น S201 ขยายการจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) นอกจากจะประกอบธุรกิจด้านการบริการแล้วยังประกอบ ธุรกิจอื่นๆ เช่น การนำเข้าและจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ ซึ่งกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตภูมิภาคเดียว คือ
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 69 ประเทศไทย จึงมีการขยายการจัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเสริมสร้างรายได้ที่เพิ่ม มากขึ้น W1O2 พัฒนาระบบประกันสังคม ปัจจุบัน บริษัทฯ มีรายได้จากค่าบริการทางการแพทย์ตามโครงการประกันสังคมเป็นสัดส่วนค่อนข้างสูง ซึ่งนโยบายจะเป็นไปในลักษณะการปรับค่าบริการทางการแพทย์ส่วนเพิ่มให้มากขึ้น เพื่อสนับสนุนการประกอบ กิจการและลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ W2O1 ควบคุมคุณภาพการให้บริการอยู่ในระดับมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง พยายามเสริมสร้างและควบคุมมาตรฐานการให้บริการระดับสากลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของขั้นตอน การตรวจรักษา และการประเมิน ผลการรักษาพยาบาล ซึ่งบริษัทฯ ได้จัดทำแนวทางการประเมินความพึงพอใจใน การให้บริการ ควบคูมไปกับการบริหารความเสี่ยงในการรับขอร้องเรียนของผู้ใช้บริการ ก่อนจะเกิดคดีการฟ้องร้อง ซึ่งจะช่วยจํากัดผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวลง W1T1 บริหารการจัดการบุคลากรทางแพทย์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีแนวโน้มการแข่งขันที่สูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีผลกระทบจากการขยายตัวของ ธุรกิจการให้บริการ ทำให้ต้องมีการพึ่งพาบุคลากรที่มีคุณภาพ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ต่างๆ ดังนั้นบุคลากรทางการแพทย์จึงมีการพัฒนาความรู้ความสามารถเพื่อไม่ให้ส่งผลกะทบจากขาดแคลน บุคลากรทางการแพทย์ในอนาคตได้ W2T2 ปรับปรุงมาตรฐานการให้บริการให้เป็นไปตามคาดหวังของผู้ที่มาใช้บริการ การทำธุรกิจการให้บริการต้องมีเรื่องของความเสี่ยงจากผู้ที่มาใช้บริการ อาจเกิดจากผลการรักษาไม่เป็น ตามความคาดหวัง ส่งผลให้บริษัทต้องมีการปรับปรุงมาตรฐานการให้บริการ เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงที่จะส่งผลต่อ กฎหมายของภาครัฐ เพื่อที่จะสร้างภาพลักษณ์ของบริษัทให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องและตอบสนองความ ต้องการสูงสุดของผู้ที่มาใช้บริการ 5. การวิเคราะห์ SFAS (Strategic Factors Analysis Summary) การวิเคราะห์ตาราง SFAS คือการรวมปัจจัยกลยุทธ์ที่เป็นปัจจัยในสภาพแวดล้อมภายนอก (EFAS) และ ปัจจัยกลุยุทธ์ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายใน (IFAS) ซึ่งมีหลักการเลือกเฉพาะเจาะจงตัวที่มีความสำคัญมากที่สุด ทั้งนี้ ตาราง SFAS จะเป็นตารางที่ช่วยสรุปรวมทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคในตารางเดียวกัน หากคะแนน โดยรวมของตาราง EFAS และ IFAS เกิน 3 จะถือว่าองค์กรมีการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก ที่ใช้ได้ แต่ถ้าคะแนนโดยรวมของตาราง SFAS มีค่าต่ำกว่า 3 จะถือว่าภาพรวมขององค์กรนั้นไม่ส่งผลดีเท่าที่ควร
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 70 จากการบริหารจัดการและผลประกอบการของบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จํากัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัท กรณีศึกษาสามารถที่จะวิเคราะห์ตาราง EFAS และ IFAS ได้ดังต่อไปนี้ 1. ตาราง IFAS Matrix (Internal Factor Analysis Summary) Internal Strategic Weight Rating Weighted Score Comments Strength S1 ความโดนเด่นใน เรื่องของการ ให้บริการ 0.30 4.0 1.2 มีการให้บริการที่ดูแลรักษาแบบ มาตรฐานสูงมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ มาใช้บริการเกิดความพึงพอใจ มากที่สุด S2 การใช้ เทคโนโลยีและ นวัตกรรม ในการ ให้บริการแก่ลูกค้า เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการ ดูแลรักษาผู้ป่วย 0.40 3.0 1.2 มุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐาน คุณภาพโดยการนำเสนอ เทคโนโลยีการรักษา ที่ทันสมัย อยู่ตลอดเวลาเพื่อเพิ่มความ พอใจให้กับผู้มาใช้บริการอย่างดี ยิ่ง S3 มีเครือข่ายที่มี ประสิทธิภาพและ โดดเด่น 0.30 3.0 0.9 ทางโรงพยาบาลมีเครือข่ายการ ติดต่อที่รวดเร็วสามารถ ตอบสนองความต้องการของ ผู้ใช้บริการได้แบบทันที Total Scores 1.00 3.3
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 71 Internal Strategic Weight Rating Weighted Score Comments Weaknesses W1 บริษัทมีความ เสี่ยงจากการขาด แคลนบุคลากรทาง การแพทย์ 0.70 3.0 2.1 บริษัทต้องพึ่งพาบุคลากร ทางการแพทย์ที่มีความ เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ซึ่งมี จำนวนจำกัด หากขาดบุคลากร เหล่านี้อาจส่งผลต่อการดำเนิน ของบริษัท W2 บริษัทเสี่ยงที่ จะถูกฟ้องร้องจาก ลูกค้าที่มาใช้บริการ 0.30 2.0 0.6 บริษัทมีความเสี่ยงที่จะถูกผู้ป่วย หรือเครือญาติของผู้ป่วย ฟ้องร้องเนื่องจากผลการรักษาที่ ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ทำ ให้ต้องสูญเสียเวลา ทรัพยากร และค่าใช้จ่ายในการจัดการกับ การฟ้องร้องที่อาจเกิดขึ้น Total Scores 1.00 2.7 ตารางที่21 : ตาราง IFAS Matrix (Internal Factor Analysis Summary) ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565)
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 72 2. ตาราง EFAS Matrix (External Factor Analysis Summary) External Strategic Weight Rating Weighted Score Comments Opportunities O1 โอกาสจากการรวมกลุ่มประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC 0.30 3.5 1.05 โอกาสจากการเปิดประชาคมอาเซียนจะทำให้ลูกค้า ที่อยู่โดยรอบประเทศไทยเข้ามาใช้บริการ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ในอัตราที่เพิ่มขึ้น และเนื่อง ด้วยโรงพยาบาลจุฬารัตน์ ได้รับการรับรองว่าเป็น โรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานสากล JCI ซึ่งจุดนี้สามารถ เสริมความมั่นใจให้กับลูกค้าชาวต่างชาติว่าจะได้รับ การรักษาและการบริการที่ดีและมีมาตรฐาน O2 โอกาสจากลูกค้าโครงการประกันสังคม 0.70 5.0 3.5 สัดส่วนรายได้ของโรงพยาบาลจุฬารัตน์นั้น โครงการ ประกันสังคมสามารถสร้างรายได้ให้กับโรงพยาบาล ในอัตราที่ค่อนข้างสูง โดยในปี2564รายได้จาก โครงการประกันสังคมสูงถึง 1,928.10 ล้านบาท ซึ่ง มีสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับลูกค้ากลุ่มทั่วไป Total Scores 1.00 4.55 External Strategic Weight Rating Weighted Score Comments Threats T1 การเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ 0.4 1.6 0.64 ในปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งมีการพัฒนา อย่างรวดเร็ว จึงส่งผลให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของ โรงพยาบาลจุฬารัตน์ถูกแบ่งออกไป เนื่องจากลูกค้า มีทางเลือกที่มากขึ้นสำหรับการเข้ารับการรักษากับ โรงพยาบาลคู่แข่งได้
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 73 T2 การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย หรือ กฎระเบียบของภาครัฐ 0.36 1.8 0.65 เนื่องจากโรงพยาบาลจุฬารัตน์มีรายได้จากการ ดำเนินงานจากการรักษาของลูกค้าในโครงการ ประกันสังคมในสัดส่วนที่สูง ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลง อาจจะทำให้รายได้ที่เคยได้ส่วนใหญ่ลดลงไปจากเดิม T3 การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสำหรับ เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ 0.24 2.0 0.48 เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้เครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการแพทย์บางชนิดมีการเปลี่ยน เทคโนโลยีได้ง่ายส่งผลให้มีเรื่องของค่าใช้จ่ายในการ บำรุงรักษาสูงตามมา Total Scores 1.00 1.77 ตารางที่2 : ตาราง EFAS Matrix (External Factor Analysis Summary) ที่มา: คณะผู้จัดทำ (2565) 6. ระบุสภาวะของธุรกิจในปัจจุบันลงใน SWOT Analysis Diagram ภาพที่ 3 : โครงสร้างSWOT Analysis Diagram ที่มา: คณะผู้จัดทำ(2565)
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 74 เมื่อนำคะแนนที่ได้จากการวิเคราะห์ IFAS และการวิเคราะห์ EFAS ที่มีค่าคะแนนระหว่าง Strengths กับ Weaknesses และ Opportunities กับ Threats ผลปรากฏว่า • Opportunities > Threats • Strengths > Weaknesses จึงนำค่ามาใส่ลงบนกราฟ ดังในภาพที่3 ซึ่งหมายความว่าสภาวะของธุรกิจในปัจจุบัน ใช้กลยุทธ์เชิงรุก และกลยุทธ์ การเติบโต 7. กลยุทธ์ที่บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) ใช้อยู่ในปัจจุบัน กลยุทธ์ระดับธุรกิจ ( Business Strategy) บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำด้านบริการทางการแพทย์ระดับตติยภูมิ และมี ผลงานเป็นที่รู้จักทั่วทั้งในประเทศและระดับนานาชาติเป็นองค์กรที่มีความทันสมัยเป็นกลุ่มโรงพยาบาลที่มีการ เจริญเติบโตอย่างมั่นคง (Sustainable growth) และบริหารเครือข่าย อย่างมีประสิทธิภาพยึดมั่นในจริยธรรมแห่ง วิชาชีพและทางโรงพยาบาลจะยึดมั่น โครงสร้างที่มีชื่อว่า ICARE(ไอแคร์) โดยจะใช้ในทุกขั้นตอน การทำงาน และ การให้บริการ เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพในการรักษาเฉพาะด้านต่างๆ ให้ครอบคลุม เพื่อตอบสนองความต้องการของ ประชาชน ICARE (ไอแคร์) i = International Patient Safety: ยึดเป้าหมายความปลอดภัยผู้ป่วยเป็นสำคัญ i = Integrity: เป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล i = Innovation: สร้างสรรค์วิธีการใหม่ๆ เพื่อการพัฒนาองค์กร C = Care: ใส่ใจดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง C = Change: พร้อมเปลี่ยนแปลงเพื่อผลงานที่ดีขึ้น A = Accountability: มีความรับผิดชอบและเป็นที่ศรัทธาของสังคม R = Respect: ให้เกียรติและเคารพในความเป็นบุคคล E = Engagement: มีความรักและผูกพันกับองค์กร E = Education: ศึกษาพัฒนาความรู้อย่างสม่ำเสมอ E = Environment: ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 75 แผนกลยุทธ์ระดับธุรกิจ มีดังนี้ กลยุทธ์การแข่งขัน กลยุทธ์ความเป็นผู้นำด้านต้นทุน (cost Leadership) การมีสถานพยาบาลเครือข่ายหลายแห่งอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ บริษัทฯ มีโรงพยาบาลในกลุ่มรวมทั้งสิ้น 9 แห่งสถานพยาบาลและคลินิกอีก 5 แห่ง ตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพกระจายอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัด ฉะเชิงเทราจังหวัดชลบุรี จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดระยอง รวมทั้งครอบคลุมพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของ กรุงเทพฯ (เขตประเวศและเขตลาดกระบัง) ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรม และเขตชุมชนที่มีการขยายตัวอย่าง รวดเร็ว รวมทั้งอยู่ใกล้กับสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ทำให้บริษัทฯ สามารถให้บริการแก่กลุ่มผู้ป่วยทั้งผู้ป่วย ทั่วไป และผู้ป่วยตามโครงการภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีการจัดทำแผนการเงินและงบประมาณพัฒนา ระบบการคิดต้นทุน และการกำหนดอัตราค่าบริการที่เหมาะสมจัดเก็บเงินและบริหารการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่สร้างคุณค่าเพิ่มประเภทการบริการรักษาพยาบาลตามความต้องการของผู้รับบริการ และเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นเพิ่มการบริการกลุ่มผู้ป่วยประกันเอกชนและองค์กร พัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ยังเครือข่ายของบริษัทฯ ยังส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ในประเด็นต่อไปนี้ - การบริหารอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ จากการใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือในการ ตรวจรักษาบางรายการร่วมกัน - การบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Management)โดยการใช้ระบบการหมุนเวียนยาและเวชภัณฑ์ ระหว่างคลังยาในแต่ละสาขา เพื่อนำสินค้ามาใช้ทดแทนกันในกรณีขาดแคลน กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง (Differentiation) มุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานคุณภาพการให้บริการพร้อมกับการนำเสนอเทคโนโลยีทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ที่สามารถสร้างความแตกต่างกับคู่แข่ง เพื่อเพิ่มความพึงพอใจให้กับผู้มารับบริการอย่างดียิ่งเป็นกลุ่มโรงพยาบาล (Chain hospital) ที่มีการเจริญเติบโตอย่างมั่นคง (Sustainable growth) บริหารเครือข่าย (Network)อย่างมี ประสิทธิภาพ
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 76 กลยุทธ์ตอบสนองอย่างรวดเร็ว (Quick Response) วางนโยบายการสื่อสารที่เปิดกว้างสำหรับบุคลากรทุกคน และนำไปสู่การปฏิบัติในทุกหน่วยงานจัดตั้ง หน่วยบริหารจัดการผู้รับบริการจัดทำเว็บไซต์และช่องทางการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศจัดตั้งหน่วยองค์กร สัมพันธ์เพื่อติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง ศึกษาความต้องการด้านการรักษาพยาบาลของ ผู้ป่วยและญาติพัฒนาการบริการรักษาพยาบาลให้มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากลวางแผนและดำเนินการจัด กระบวนการรักษาพยาบาลให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยจัดให้บริการผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ ที่มีความต้องการ แตกต่างกันอย่างเหมาะสม ลงทุนในเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีประโยชน์และคุณค่าอย่างแท้จริง กลยุทธ์มุ่งลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Focus) บริษัทฯ มีการออกบูธตามหมู่บ้านและการตลาดเชิงวิชาการผ่านการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแล และการใช้ชีวิตที่ลดปัจจัยเสี่ยง รวมถึงการให้ส่วนลดแก่ผู้ป่วยที่ทำประกันสุขภาพกับบริษัทประกันที่เป็นคู่สัญญา กับบริษัทฯ กลยุทธ์ระดับหน้าที่(Functional Strategy) กลยุทธ์ด้านการตลาด บริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายในการเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่โดดเด่นภายใต้คอนเซ็ป “The Star of the East” ซึ่งมีความโดดเด่นในด้านธรรมาภิบาล ด้านการเติบโตในอุตสาหกรรม ด้านการพัฒนานวัตกรรมทาง การแพทย์ และด้านการพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากร รวมถึงใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งมั่นที่จะเป็น องค์กรแห่งการเรียนรู้ในภาคตะวันออก และในจังหวัดสมุทรปราการ และเป็นที่ยอมรับของผู้มาใช้บริการในด้าน คุณภาพของการให้บริการตามความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก (Patient Focus) ในราคาที่ยุติธรรม โดยเน้น ความปลอดภัยของผู้มาใช้บริการเป็นสำคัญ (Patient Safety) อีกทั้งมีเป้าหมายในการเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่จะ เติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกและจังหวัดสมุทรปราการ โดยจะ มุ่งเน้นการขยายจุดให้บริการเครือข่าย และขยายคุณภาพการให้บริการผ่านศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 77 8. วิเคราะห์กลยุทธ์ที่กิจการใช้ในปัจจุบันและแนะนำกลยุทยุทธ์เพิ่มเติบโต 8.1. วิเคราะห์ความเหมาะสมของกลยุทธ์ที่กิจการใช้ในปัจจุบัน จากการวิเคราะห์ตาราง SFAS Matrix ที่ระบุสภาวะของบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) เนื่องจากในปัจจุบันนั้นมีธุรกิจมีการใช้กลยุทธ์เชิงรุกและกลยุทธ์การเติบโต ซึ่งเป็นลักษณะของกลยุทธ์ที่นำจุดแข็ง มาสร้างความได้เปรียบจากโอกาส ในการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดและขยายตลาดให้ดียิ่งขึ้น โดยกลยุทธ์แรกที่ทางบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) ใช้ในปัจจุบัน คือ กลยุทธ์การแข่งขัน และกลยุทธ์ด้านการตลาดทางคณะผู้จัดทำมีความคิดเห็นว่า ทางบริษัทมีการใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสม โดยมีการ กำหนดเป้าหมาย กลยุทธ์ แนวทางในการปฏิบัติ นโยบายต่างๆ และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยให้บริษัทการดำเนินงานนั้นมีประสิทธิภาพ ให้ความปลอดภัยต่อผู้ที่มาใช้บริการ และช่วยสร้างความ มั่นใจต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งกลยุทธ์ความเป็นผู้นำด้านต้นทุน กลยุทธ์ นี้มีความเหมาะสมเนื่องจากมีการกำหนดอัตราค่าบริการที่เหมาะสม มีการบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพช่วยลด ต้นทุนและยังส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ต่อด้วยกลยุทธ์สร้างความแตกต่าง ซึ่ง สอดคล้องกับปัจจุบันมาก ส่งผลให้กลยุทธ์นี้มีความเหมาะสม เนื่องจากมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานการให้บริการ พร้อมกับการนำเสนอเทคโนโลยีในการรักษาที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาเพื่อเพิ่มความพอใจให้กับผู้ที่มาใช้บริการอย่าง ดียิ่งขึ้น ต่อมากลยุทธ์ตอบสนองอย่างรวดเร็ว กลยุทธ์ก็เป็นอีกกลยุทธ์ที่มีความเหมาะสมกับบริษัท เพื่อส่งเสริม ความต้องการด้านการรักษาพยาบาลของผู้ที่มาใช้บริการให้มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากลและให้สอดคล้อง กับผู้ป่วยกลุ่มต่างๆที่มีความต้องการแตกต่างกันอย่างเหมาะสม และกลยุทธ์ลำดับสุดท้าย คือ กลยุทธ์มุ่งลูกค้า เฉพาะกลุ่มเป็นการดำเนินกิจกรรมต่างๆที่เพิ่มคุณค่าลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เฉพาะส่วนตลาด หรือเฉพาะส่วนที่ ทั้งนี้ บริษัทยังเป็นผู้นำด้านบริการทางการแพทย์ระดับตติยภูมิ และมีผลงานเป็นที่รู้จักทั่วทั้งในประเทศ และระดับนานาชาติ เป็นองค์กรที่มีความทันสมัยเป็นกลุ่มโรงพยาบาลที่มีการเจริญเติบโตอย่างมั่นคง และบริหาร เครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากปัจจุบันมีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง ทั้งด้านคุณภาพการให้บริการ และ ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการรักษาพยาบาล และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่เข้ามาใช้บริการ ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขันทางบริษัทจึงได้มีการพัฒนาและปรับปรุงการแข่งขันอย่าง ต่อเนื่อง เช่น 1. การมีสถานพยาบาลเครือข่ายหลายแห่งอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ เพื่อสามารถให้บริการผู้ที่มารักษา ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาด 2. การกระจายรายได้จากกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย เนื่องจากทางบริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มลูกค้าทั่วไปและเพิ่มความหลากหลายในการให้บริการ 3.
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 78 คุณภาพการให้บริการ โดยใช้กำหนดมาตรฐานอนามัยโลกควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพในกระบวนการรักษาและ ดูแลผู้ป่วยอย่างเนื่อง เพื่อให้บุคลากรของบริษัท พร้อมที่จะให้บริการแก่ผู้ที่เข้ามารักษาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเน้นผู้ป่วยเป็นจุดศูนย์กลาง 8.2. กลยยุทธ์ที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ ควรเพิ่มเติม กลยุทธ์ระดับหน้าที่ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management Strategy) ปัจจุบันผลกระทบจากการขยายตัวของกิจการให้บริการทางการแพทย์ทําให้เกิดความต้องการบุคลากรที่มี คุณภาพ ซึ่งทำให้กิจการมีความเสี่ยงจากการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ โดยเหตุจากการ เจริญเติบโตของกิจการ จึงมีการจ้างบุคลากรทางการแพทย์ที่มีทักษะสูงและสามารถทำงานได้หลายอย่างเป็น จำนวนทีเพิ่มขึ้นตามกิจการที่เติบโตมากขึ้น ซึ่งอาจจะมีค่าจ้างในอัตราที่สูงขึ้นตามความสามารถเพื่อเป็นการจัด ทรัพยากรที่ดีและเหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยลดการถูกฟ้องร้องเนื่องจากผลการรักษาที่ไม่เป็นไปตามความ คาดหวัง
การจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 79 บรรณานุกรม ไพโรจน์ ปยะวงศ์วัฒนา. 2553. Mass Customization: กระบวนทัศน์ใหม่การแข่งขัน (Online). http://www.journalhri.com/pdf/0502_04.PDF., 23 กันยายน 2565. คุณภาพการให้บริการที่สัมพันธ์กับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์เนชั่นแนล (บทความวิจัย). สืบค้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2565. สืบค้นจาก https://so05.tcithaijo.org/index.php/SB_Journal/article/view/249512 กลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์. 2560. แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2560 บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) (Online).https://www.chularat.com/files/file_investor/IR20180511_1901020.pdf., 21 กันยายน 2565. บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน). 2563. ข้อมูลสำคัญทางการเงิน (Online). https://investor.chularat.com/th/financial-info/financial-highlights., 19 กันยายน 2565. กลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์. 2564. แบบ 56-1 One Report แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี/รายงาน ประจำปี สิ้นสุด ณ 31 ธันวาคม 2564 (Online). https://chg.listedcompany.com/misc/flipbook/index.html?id=253671., 19 กันยายน 2565. กรุงเทพธุรกิจ. 2565. CHG รายได้-กำไร โตตามเป้า ครึ่งปีหลังสัญญาณดี “ผู้ป่วยต่างชาติ" เพิ่มขึ้น (Online). https://www.bangkokbiznews.com/business/1018986., 19 กันยายน 2565. กลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์. 2565. คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายบริหารต่องบการเงินรวม สำหรับงวด สามเดือนและหกเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2565 (Online). https://chg.listedcompany.com/misc/mdna/20220815-chg-mdna-2q2022-th.pdf., 19 กันยายน 2565. โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์. 2565. ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ Excellence Center (Online). https://www.chularat3.com/., 21 กันยายน 2565. กลุ่มโรงพยาบาลจุฬารัตน์. 2562. รายงานประจำปี 2562 สิ้นสุด ณ 31 ธันวาคม 2562 (Online). https://chg.listedcompany.com/misc/flipbook/index.html?id=130263., 13 กันยายน 2565