นริ าศภเู ขาทอง
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๑
ประวตั ิความเป็นมาของ
นริ าศภูเขาทอง
ผู้แต่งนริ าศภูเขาทอง คือ สุนทรภู่
แต่งข้ึนเมื่อปลาย พ.ศ. ๒๓๗๓ ในรชั สมัย
ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๓ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ
หล้านภาลยั รัชกาลที่ ๒ สวรรคตได้ ๖ ปี ในขณะท่ี
บวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดราชบูรณะ หรือเรยี กอีกชอ่ื หน่งึ
ว่าวัดเลยี บ
นริ าศภเู ขาทอง เป็นนิราศที่มีเนอ้ื หาส้ันท่ีสดุ ของ
สุนทรภู่ คอื มีความยาวเพยี ง ๑๗๖ คำกลอนเท่าน้ัน
จดุ ประสงค์ในการแต่ง
เพื่อบอกเล่าการเดนิ ทางของสุนทรภู่เอง โดยเป็นการ
เดินทางจากวัดราชบุรณะไปนมสั การพระเจดีย์ภเู ขาทอง
ทจี่ ังหวดั พระนครศรีอยุธยา สาเหตทุ ตี่ ้องเดนิ ทางไปกราบพระ
เจดยี ์ภูเขาทองในคร้ังน้ี ก็เพื่อหาความสบายใจให้แก่ตนเอง
เน่ืองจากได้รบั ความเดอื ดร้อนใจบางประการ ในขณะทพ่ี ำนักอยู่
ที่วดั ราชบุรณะ
ลกั ษณะคำประพนั ธ์
นริ าศภูเขาทองมลี กั ษณะเป็นกลอนนิราศ โดยทว่ั ไป กลอนนริ าศ
มลี ักษณะเหมือนกลอนแปด แต่มกั เร่ิมบทแรกด้วยวรรครบั
ไม่เริม่ ด้วยวรรคสดบั จึงเหลือเพยี ง ๓ วรรค แล้วจบท้ายด้วยคำว่า เอย
โดยไม่มกี ารจำกัดความยาว
แผนทก่ี ารเดนิ ทาง นิราศภเู ขาทอง
วงั หลวง เกาะเกร็ด เจดีย์
ภูเขาทอง
วดั ราช บางธรณี
บูรณะ หน้าจวน
บางพดู เจ้าเมือง
วัดเขมา
ผ่านจงั หวัดกรุงเทพ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรอี ยุธยา
เนื้อเรอื่ งย่อ นริ าศภเู ขาทอง
สุนทรภู่ออกเดินทางทางเรือพร้อมกบั พดั บุตรชายทเ่ี กดิ จากนางจันภรรยาคน
แรกของสุนทรภู่ในเดือน ๑๑ ช่วงออกพรรษาและรับกฐินแล้ว
จากวดั ราบรู ณะล่องเรือผ่านถานที่ต่างๆ ได้แก่ พระบวมมหาราชวงั
วัดประโคนแก โรงเหล้า บางจาก บางพลู บางพลดั บางโพธิ์ บ้านญวน
วดั เขมาภิรตาราม ตลาดแก้ว ตลาดขวัญ แขวงเมืองนนทบุรี บางธรณี
ย่านเกรด็ (บ้านมอญ) บางพดู บ้านใหม่ บางเดอ่ื บางหลวงเชงิ ราก สามโคก
บ้านง้วิ เกาะราชคราม วัดหน้าพระเมรุ จนถึงสถานท่ปี ลายทางคอื พระเจดยี ์ภูเขา
ทอง จังหวัดนครศรีอยธุ ยา หลงั จากนน้ั จึงเดนิ ทางกลับกรงุ เทพฯ และข้นึ บกทท่ี ่า
นา้ วดั อรณุ ราชวราราม
หน้าวัง ๏ ถงึ หน้าวงั ดงั หนง่ึ ใจจะขาด คิดถึงบาทบพิตรอดศิ ร
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคณุ ของสุนทร แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเยน็
พระนพิ พานปานประหนง่ึ ศรี ษะขาด ด้วยไร้ญาตยิ ากแค้นถึงแสนเขญ็
ทั้งโรคซ้ากรรมซดั วิบตั เิ ป็น ไม่เลง็ เห็นทซ่ี ึ่งจะพึ่งพา
วดั ประโคนปัก ๏ ถึงอารามนามวัดประโคนปัก ไม่เห็นหลกั ลือเล่าว่าเสาหนิ
เป็นสำคญั ปันแดนในแผ่นดิน มิรู้สิน้ สดุ ชื่อท่ีลือชา
ขอเดชะพระพทุ ธคณุ ช่วย แม้นมอดม้วยกลับชาติวาสนา
อายยุ นื หมื่นเท่าเสาศลิ า อยู่คู่ฟ้าดนิ ได้ดงั ใจปอง
โรงเหล้า
๏ ถงึ โรงเหล้าเตากล่นั ควนั โขมง มคี นั โพงผกู สายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้านรกเจยี วอกเรา ให้มวั เมาเหมอื นหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
ทำบุญบวชกรวดนา้ ขอสำเรจ็ สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ถงึ สุราพารอดไม่วอดวาย ไม่ใกล้กรายแกล้งเมนิ กเ็ กินไป
บางพลดั ๏ ถงึ บางจากจากวดั พลดั พน่ี ้อง
เพราะรกั ใคร่ใจจืดไม่ยดื ยนื มามวั หมองม้วนหน้าไม่ฝ่าฝืน
ถงึ บางพลคู ดิ ถึงคู่เมือ่ อยู่ครอง
ถงึ บางพลดั เหมือนพ่พี ลัดมาขัดเคอื ง จึงต้องขนื ใจพรากมาจากเมือง
เคยใส่ซองส่งให้ล้วนใบเหลือง
ทัง้ พลัดเมอื งพลัดสมรมาร้อนรน
บ้านญวน ๏ ถงึ บ้านญวนล้วนแต่โรงแลสะพร่ัง
ตรงหน้าโรงโพงพางเขาวางราย มขี ้องขงั กุ้งปลาไว้ค้าขาย
จะเหลยี วกลับลบั เขตประเทศสถาน
ถึงเขมาอารามอร่ามทอง พวกหญงิ ชายพร้อมเพรยี งมาเมียงมอง
ทรมานหม่นไหม้ฤทยั หมอง
พึ่งฉลองเลิกงานเมอ่ื วานซืนฯ
ตลาดแก้ว ๏ ตลาดแก้วแล้วไม่เห็นตลาดต้งั สองฟากฝั่งก็แต่ล้วนสวนพฤกษา
โอ้รนิ รินกลิ่นดอกไม้ใกล้คงคา เหมือนกลน่ิ ผ้าแพรดำรา่ มะเกลือ
เหน็ โศกใหญ่ใกล้น้าระกำแฝง ทั้งรักแซงแซมสวาทประหลาดเหลือ
เหมือนโศกพที่ ี่ระกำกซ็ า้ เจือ เพราะรักเร้อื แรมสวาทมาคลาดคลาย
บางธรณี
บทอาขยานหลกั
๏ มาถงึ บาง/ธรณ/ี ทวีโศก
ยามวิโยค/ยากใจ/ให้สะอนื้
โอ้สธุ า/หนาแน่น/เป็นแผ่นพื้น ถึงสีห่ มื่น/สองแสน/ทงั้ แดนไตร
เมื่อเคราะห์ร้าย/กายเรา/กเ็ ท่าน้ี ไม่มีท/่ี พสธุ า/จะอาศยั
ล้วนหนามเหนบ็ /เจ็บแสบ/คับแคบใจ เหมอื นนกไร้/รังเร่/อยู่เอกาฯ
บ้านมอญ ๏ ถึงเกรด็ ย่านบ้านมอญแต่ก่อนเก่า ผู้หญงิ เกล้ามวยงามตามภาษา
เด๋ียวนี้มอญถอนไรจกุ เหมือนตุ๊กตา ท้ังผดั หน้าจบั เขม่าเหมือนชาวไทย
โอ้สามัญผนั แปรไม่แท้เท่ียง เหมอื นอย่างเยย่ี งชายหญงิ ท้ิงวสิ ยั
นี่หรือจติ คดิ หมายมีหลายใจ ทจ่ี ิตใครจะเป็นหนง่ึ อย่าพึงคิดฯ
บางพดู
๏ ถึงบางพูดพูดดเี ป็นศรีศกั ดิ์ มคี นรกั รสถ้อยอร่อยจติ
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ
แม้นพดู ชวั่ ตวั ตายทำลายมิตร
หน้าจวน
๏ มาทางท่าหน้าจวนจอมผู้รง้ั คดิ ถึงครงั้ ก่อนมาน้าตาไหล
จะแวะหาถ้าท่านเหมอื นเมือ่ เป็นไวย กจ็ ะได้รบั นมิ นต์ข้นึ บนจวน
แต่ยามยากหากว่าถ้าท่านแปลก อกมิแตกเสียหรือเราเขาจะสรวล
เหมือนเขญ็ ใจใฝ่สงู ไม่สมควร จะต้องม้วนหน้ากลับอบั ประมาณฯ
เจดยี ภ์ เู ขาทอง ๏ ครนั้ รงุ่ เชา้ เขา้ เป็นวนั อุโบสถ เจรญิ รสธรรมาบชู าฉลอง
ไปเจดยี ท์ ช่ี อ่ื ภเู ขาทอง ดสู งู ลอ่ งลอยฟ้านภาลยั
อยกู่ ลางทุง่ รงุ่ โรจน์สนั โดษเดน่ เป็นทเ่ี ลน่ นาวาคงคาใส
ทพ่ี น้ื ลานฐานบทั มถ์ ดั บนั ได คงคาลยั ลอ้ มรอบเป็นขอบคนั
๏ ขอเดชะพระเจดยี ค์ รี มี าศ บรรจุธาตุทต่ี งั้ นรงั สรรค์
ขา้ อตุ สา่ หม์ าเคารพอภวิ นั ท์ เป็นอนนั ตอ์ านิสงสด์ ารงกาย
จะเกดิ ชาตใิ ดใดในมนุษย์ ใหบ้ รสิ ทุ ธสิ ์ มจติ ทค่ี ดิ หมาย
ทงั้ ทุกขโ์ ศกโรคภยั อยา่ ใกลก้ ราย แสนสบายบรบิ รู ณ์ประยรู
วงศ์
วดั อรณุ ๏ ประทบั ท่าหน้าอรุณอารามหลวง ค่อยสร่างทรวงทรงศลี พระชนิ สหี ์
นิราศเรอื่ งเมืองเก่าของเรานี้ ไว้เป็นท่โี สมนสั ทัศนา
ด้วยได้ไปเคารพพระพทุ ธรปู ท้ังสถปู บรมธาตุพระศาสนา
เป็นนิสัยไว้เหมือนเตอื นศรทั ธา ตามภาษาไม่สบายพอคลายใจ
บทประพันธ์
นริ าศภูเขาทอง
(เตม็ เรอ่ื ง)
๏ เดอื นสิบเอ็ดเสรจ็ ธรุ ะพระวสา
รับกฐนิ ภิญโญโมทนา ชลุ ีลาลงเรอื เหลอื อาลยั
ออกจากวดั ทัศนาดูอาวาส เมอ่ื ตรษุ สารทพระวสาได้อาศัย
สามฤดอู ยู่ดีไม่มีภัย มาจำไกลอารามเม่ือยามเย็น
โอ้อาวาสราชบรุ ณะพระวหิ าร แต่น้นี านนบั ทิวาจะมาเหน็
เหลือรำลกึ นึกน่านา้ ตากระเด็น เพราะขกุ เข็ญคนพาลมารานทาง
จะยกหยิบธิบดีเป็นท่ีตงั้ ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขดั ขวาง
จงึ่ จำลาอาวาสนิราศร้าง มาอ้างว้างวิญญาณ์ในสาคร ฯ
๏ ถงึ หน้าวังดังหนง่ึ ใจจะขาด คิดถงึ บาทบพิตรอดิศร
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทกุ เช้าเย็น
พระนพิ พานปานประหนงึ่ ศรี ษะขาด ด้วยไร้ญาตยิ ากแค้นถงึ แสนเขญ็
ทงั้ โรคซา้ กรรมซัดวบิ ัติเป็น ไม่เล็งเห็นท่ซี ึง่ จะพ่ึงพา
จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทง้ั วสา
เป็นสง่ิ ของฉลองคณุ มุลิกา ขอเป็นข้าเคยี งพระบาททกุ ชาตไิ ป
๏ ถงึ หน้าแพแลเห็นเรอื ทีน่ ั่ง คิดถึงคร้ังก่อนมานา้ ตาไหล
เคยหมอบรับกับพระจมืน่ ไวย แล้วลงในเรอื ท่นี ั่งบลั ลังก์ทอง
เคยทรงแต่งแปลงบทพจนารถ เคยรบั ราชโองการอ่านฉลอง
จนกฐนิ สิ้นแม่นา้ แลลำคลอง มิได้ข้องเคืองขดั หทั ยา
เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสคุ นธ์ตลบ ละอองอบรสร่ืนช่ืนนาสา
สิน้ แผ่นดินส้นิ รสสุคนธา วาสนาเราก็สน้ิ เหมอื นกล่นิ สคุ นธ์ฯ
๏ ดใู นวังยงั เห็นหอพระอฐั ิ ตงั้ สติเติมถวายฝ่ายกศุ ล
ทงั้ ปิ่นเกล้าเจ้าพภิ พจบสกล ให้ผ่องพ้นภยั สำราญผ่านบรุ ินทร์ฯ
ถึงอารามนามวดั ประโคนปัก ไม่เห็นหลกั ลอื เล่าว่าเสาหนิ
เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดนิ มริ ู้สิน้ สดุ ช่อื ที่ลอื ชา
ขอเดชะพระพุทธคุณช่วย แม้นมอดม้วยกลับชาตวิ าสนา
อายยุ นื หมนื่ เท่าเสาศิลา อยู่คู่ฟ้าดินได้ดงั ใจปอง
ไปพ้นวัดทศั นารมิ ท่านา้ แพประจำจอดรายเขาขายของ
มีแพรผ้าสารพดั สมี ่วงตอง ทงั้ ส่งิ ของขาวเหลืองเครอ่ื งสำเภาฯ
๏ ถงึ โรงเหล้าเตากลัน่ ควนั โขมง มีคันโพงผกู สายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้านรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมอื นหนง่ึ บ้าเป็นน่าอาย
ทำบญุ บวชกรวดน้าขอสำเร็จ สรรเพชญโพธญิ าณประมาณหมาย
ถงึ สรุ าพารอดไม่วอดวาย ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินกเ็ กินไป
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจติ คิดไฉน
ถงึ เมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนป้ี ระจำทุกค่าคืนฯ
๏ ถึงบางจากจากวัดพลดั พีน่ ้อง มามัวหมองม้วนหน้าไม่ฝ่าฝืน
เพราะรกั ใคร่ใจจดื ไม่ยดื ยืน จึงต้องขืนในพรากมาจากเมือง
ถึงบางพลูคดิ ถงึ คู่เมอ่ื อยู่ครอง เคยใส่ซองส่งให้ล้วนใบเหลอื ง
ถึงบางพลัดเหมอื นพี่พลดั มาขัดเคอื ง ทั้งพลดั เมอื งพลดั สมรมาร้อนรน
ถึงบางโพธ์ิโอ้พระศรีมหาโพธ์ิ ร่มรโิ รธรกุ ขมูลให้พนู ผล
ขอเดชะอานุภาพพระทศพล ให้ผ่องพ้นภยั พาลสำราญกายฯ
๏ ถึงบ้านญวนล้วนแต่โรงแลสะพรง่ั มีข้องขงั กุ้งปลาไว้ค้าขาย
ตรงหน้าโรงโพงพางเขาวางราย พวกหญิงชายพร้อมเพรยี งมาเมียงมอง
จะเหลียวกลับลับเขตประเทศสถาน ทรมานหม่นไหม้ฤทัยหมอง
ถึงเขมาอารามอร่ามทอง พง่ึ ฉลองเลิกงานเม่อื วานซืนฯ
๏ โอ้ปางหลังครั้งสมเดจ็ พระบรมโกศ มาผกู โบสถ์ก็ได้มาบูชาชื่น
ชมพระพิมพ์ริมผนงั ยังยั่งยืน ทั้งแปดหมน่ื สพี่ นั ได้วนั ทา
โอ้ครง้ั น้ีมไิ ด้เห็นเล่นฉลอง เพราะตัวต้องตกประดาษวาสนา
เป็นบญุ น้อยพลอยนึกโมทนา พอนาวาตดิ ชลเข้าวนเวียน
ดูน้าว่งิ กลงิ้ เชี่ยวเป็นเกลยี วกลอก กลับกระฉอกฉาดฉนั ฉวดั เฉวียน
บ้างพลุ่งพลุ่งวุ้งวงเหมอื นกงเกวียน ดเู ปล่ยี นเปล่ยี นคว้างคว้างเป็นหว่างวน
ท้ังหวั ท้ายกรายแจวกระชากจ้วง ครรไลล่วงเลยทางมากลางหน
โอ้เรือพ้นวนมาในสาชล ใจยงั วนหวงั สวาทไม่คลาดคลาฯ
๏ ตลาดแก้วแล้วไม่เห็นตลาดตั้ง สองฟากฝั่งกแ็ ต่ล้วนสวนพฤกษา
เหมือนกลน่ิ ผ้าแพรดำรา่ มะเกลือ
โอ้รนิ รินกล่นิ ดอกไม้ใกล้คงคง ทั้งรกั แซงแซมสวาทประหลาดเหลือ
เห็นโศกใหญ่ใกล้นา้ ระกำแฝง เพราะรักเร้อื แรมสวาทมาคลาดคลาย
เหมือนโศกพท่ี ีร่ ะกำก็ซ้าเจอื มีพ่วงแพแพรพรรณเขาค้าขาย
ถงึ แขวงนนท์ชลมารคตลาดขวัญ พวกหญงิ ชายชมุ กันทกุ วนั คนื ฯ
ท้ังของสวนล้วนแต่เรือเรียงราย
ยามวิโยคยากใจให้สะอื้น
๏ มาถงึ บางธรณีทวีโศก ถึงสีห่ มื่นสองแสนท้งั แดนไตร
ไม่มีทีพ่ สธุ าจะอาศัย
โอ้สธุ าหนาแน่นเป็นแผ่นพ้นื เหมอื นนกไร้รงั เร่อยู่เอกาฯ
เมือ่ เคราะห์ร้ายกายเราก็เท่าน้ี
ล้วนหนามเหน็บเจบ็ แสบคบั แคบใจ
๏ ถงึ เกรด็ ย่านบ้านมอญแต่ก่อนเก่า ผู้หญงิ เกล้ามวยงามตามภาษา
ท้งั ผัดหน้าจบั เขม่าเหมือนชาวไทย
เดีย๋ วน้มี อญถอนไรจกุ เหมือนตุ๊กตา เหมือนอย่างเยย่ี งชายหญงิ ทิ้งวิสยั
โอ้สามญั ผนั แปรไม่แท้เที่ยง ทจี่ ติ ใครจะเป็นหน่ึงอย่าพึงคดิ ฯ
น่หี รอื จติ คิดหมายมหี ลายใจ
มีคนรกั รสถ้อยอร่อยจิต
๏ ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักด์ิ จะชอบผิดในมนษุ ย์เพราะพูดจาฯ
แม้นพูดช่วั ตัวตายทำลายมิตร
๏ ถึงบ้านใหม่ใจจติ ก็คิดอ่าน จะหาบ้านใหม่มาดเหมอื นปรารถนา
ขอให้สมคะเนเถิดเทวา จะได้ผาสกุ สวัสด์ิจำกัดภยั
ถึงบางเดอ่ื โอ้มะเดอ่ื เหลือประหลาด บงั เกิดชาตแิ มลงหวี่มใี นไส้
เหมือนคนพาลหวานนอกย่อมขมใน อปุ ไมยเหมือนมะเด่อื เหลอื ระอา
ถงึ บางหลวงเชิงรากเหมือนจากรัก สู้เสยี ศักดส์ิ ังวาสพระศาสนา
เป็นล่วงพ้นรนราคราคา ถึงนางฟ้าจะมาให้ไม่ไยดฯี
๏ ถึงสามโคกโศกถวลิ ถึงปิ่นเกล้า พระพุทธเจ้าหลวงบำรงุ ซ่งึ กรุงศรี
ประทานนามสามโคกเป็นเมอื งตรี ชอ่ื ปทุมธานีเพราะมบี ัว
โอ้พระคณุ สญู ลับไม่กลับหลงั แต่ชอ่ื ตัง้ กย็ ังอยู่เขารู้ทว่ั
โอ้เราน้ีท่สี ุนทรประทานตวั ไม่รอดช่วั เช่นสามโคกย่ิงโศกใจ
ส้ินแผ่นดนิ สน้ิ นามตามเสด็จ ต้องเทย่ี วเตรด็ เตร่หาทอ่ี าศัย
แม้นกำเนดิ เกิดชาตใิ ดใด ขอให้ได้เป็นข้าฝ่าธลุ ี
สิ้นแผ่นดินขอให้สิ้นชวี ติ บ้าง อย่ารู้ร้างบงกชบทศรี
เหลืออาลัยใจตรมระทมทวี ทกุ วนั นกี้ ซ็ ังตายทรงกายมาฯ
๏ ถงึ บ้านง้วิ เห็นแต่ง้วิ ละลิว่ สูง ไม่มีฝูงสตั ว์สงิ กงิ่ พฤกษา
นกึ กน็ ่ากลวั หนามขามขามใจ
ด้วยหนามดกรกดาษระดะตา ดังขวากแซมเส้ียมแซกแตกไสว
ง้วิ นรกสิบหกองคลุ แี หลม ก็ต้องไปปีนต้นน่าขนพอง
ใครทำชู้คู่ท่านครนั้ บรรลยั ยงั คลาดแคล้วครองตวั ไม่มวั หมอง
เราเกดิ มาอายเุ พียงนี้แล้ว เจยี นจะต้องปีนบ้างหรืออย่างไรฯ
ทกุ วันน้วี ิปรติ ผดิ ทำนอง
ตดั สวาทตดั รกั มยิ ักไหว
๏ โอ้คิดมาสารพดั จะตดั ขาด ถงึ เกาะใหญ่ราชครามพอยามเย็น
ระวังทงั้ สตั ว์นา้ จะทำเขญ็
ถวิลหวังนงั่ นกึ อนาถใจ เท่ยี วซ่อนเร้นตเี รือเหลอื ระอาฯ
ดูห่างย่านบ้านช่องท้งั สองฝั่ง
เป็นท่ีอยู่ผู้ร้ายไม่วายเว้น
๏ พระสุรยิ งลงลบั พยับฝน ดูมวั มนมืดมิดทุกทิศา
ถึงทางลัดตัดทางมากลางนา ทงั้ แฝกคาแขมกกขน้ึ รกเร้ียว
เป็นเงางา้ นา้ เจง่ิ ดูเว้ิงว้าง ทั้งกว้างขวางขวัญหายไม่วายเหลยี ว
เห็นดุ่มดุ่มหนุ่มสาวเสียงกราวเกรียว ล้วนเรอื เพรียวพร้อมหน้าพวกปลาเลย
เขาถ่อคล่องว่องไวไปเป็นยืด เรือเราฝืดเฝือมานจิ จาเอ๋ย
ต้องถ่อคา้ รา่ ไปทงั้ ไม่เคย ประเดี๋ยวเสยสวบตรงเข้าพงรก
กลับถอยหลงั รงั้ รอเฝ้าถ่อถอน เรือขย่อนโยกโยนกระโถนหก
เงียบสงัดสัตว์ป่าคณานก น้าค้างตกพร่างพรายพระพายพัด
ไม่เห็นคลองต้องค้างอยู่กลางทุ่ง พอหยดุ ยุงฉู่ชุมมารุมกดั
เป็นกลุ่มกลุ่มกลุ้มกายเหมอื นทรายซดั ต้องน่งั ปัดแปะไปมิได้นอนฯ
๏ แสนวิตกอกเอ๋ยมาอ้างว้าง ในทุ่งกว้างเห็นแต่แขมแซมสลอน
จนดึกดาวพราวพร่างกลางอัมพร กาเรยี นร่อนร้องก้องเมอื่ สองยาม
ท้ังกบเขียดเกรียดกรดี จงั หรดี เรอ่ื ย พระพายเฉอื่ ยฉวิ ฉิววะหวิวหวาม
วงั เวงจิตคิดคะนงึ รำพึงความ ถึงเมื่อยามยงั อุดมโสมนัส
สำรวลกับเพอ่ื นรกั สะพรักพร้อม อยู่แวดล้อมหลายคนปรนนิบตั ิ
โอ้ยามเขญ็ เห็นอยู่แต่หนพู ดั ช่วยนั่งปัดยงุ ให้ไม่ไกลกาย
จนเดือนเด่นเหน็ กอกระจบั จอก ระดะดอกบวั เผ่อื นเมอื่ เดือนหงาย
เหน็ ร่องนา้ ลำคลองทงั้ สองฝ่าย ข้างหน้าท้ายถ่อมาในสาคร
จนแจ่มแจ้งแสงตะวนั เห็นพนั ธุ์ผัก ดูน่ารกั บรรจงส่งเกสร
เหล่าบัวเผ่ือนแลสล้างริมทางจร ก้ามกุ้งซ้อนเสยี ดสาหร่ายใต้คงคา
สายตง่ิ แกมแซมสลับต้นตับเต่า เป็นเหล่าเหล่าแลรายท้ังซ้ายขวา
กระจับจอกดอกบวั บานผกา ดาษดาดูขาวดง่ั ดาวพราย
โอ้เช่นน้ีสกี าได้มาเห็น จะลงเล่นกลางทุ่งเหมือนมุ่งหมาย
ที่มเี รือน้อยน้อยจะลอยพาย เท่ยี วถอนสายบัวผนั สันตวา
ถงึ ตัวเราเล่าถ้ายังมโี ยมหญงิ ไหนจะน่งิ ดูดายอายบปุ ผา
คงจะใช้ให้ศษิ ย์ที่ตดิ มา อตุ ส่าห์หาเอาไปฝากตามยากจน
นี่จนใจไม่มีเท่าข้ีเลบ็ ข้เี กยี จเก็บเลยทางมากลางหน
พอรอนรอนอ่อนแสงพระสุริยน ถึงตำบลกรุงเก่ายิ่งเศร้าใจฯ
๏ มาทางท่าหน้าจวนจอมผู้รัง้ คิดถงึ ครง้ั ก่อนมานา้ ตาไหล
จะแวะหาถ้าท่านเหมอื นเมอ่ื เป็นไวย กจ็ ะได้รับนิมนต์ขึ้นบนจวน
แต่ยามยากหากว่าถ้าท่านแปลก อกมแิ ตกเสียหรอื เราเขาจะสรวล
เหมอื นเข็ญใจใฝ่สูงไม่สมควร จะต้องม้วนหน้ากลบั อัปประมาณฯ
๏ มาจอดท่าหน้าวดั พระเมรขุ ้าม รมิ อารามเรือเรียงเคยี งขนาน
บ้างขนึ้ ล่องร้องลำเล่นสำราญ ทั้งเพลงการเกี้ยวแก้กันแซ่เซง็
บ้างฉลองผ้าป่าเสภาขับ ระนาดรับรัวคล้ายกบั นายเสง็
มโี คมรายแลอร่ามเหมือนสำเพง็ เมอ่ื คราวเคร่งกม็ ใิ คร่จะได้ดู
อ้ายลำหนึง่ คร่ึงท่อนกลอนมันมาก ช่างยาวลากเล้ือยเจื้อยจนเหนื่อยหู
ไม่จบบทลดเล้ยี วเหมือนเง้ียวงู จนลูกคู่ขอทเุ ลาวาหาวนอนฯ
๏ ได้ฟังเล่นต่างต่างท่ีข้างวดั จนสงดั เงียบหลับลงกบั หมอน
ประมาณสามยามคล้าในอัมพร อ้ายโจรจรจู่จ้วงเข้าล้วงเรือ
นาวาเอยี งเสยี งกุกลุกข้นึ ร้อง มนั ดำล่องน้าไปช่างไวเหลือ
ไม่เห็นหน้าสานุศษิ ย์ท่ชี ดิ เชือ้ เหมอื นเนอ้ื เบ้ือบ้าเคอะดูเซอะซะ
แต่หนูพัดจัดแจงจุดเทยี นส่อง ไม่เสียของขาวเหลอื งเครอ่ื งอัฏฐะ
ด้วยเดชะตบะบุญกับคุณพระ ชยั ชนะมารได้ดงั ใจปองฯ
๏ ครนั้ รุ่งเช้าเข้าเป็นวนั อุโบสถ เจรญิ รสธรรมาบชู าฉลอง
ไปเจดยี ์ที่ช่อื ภูเขาทอง ดสู ูงล่องลอยฟ้านภาลัย
อยู่กลางทุ่งรุ่งโรจน์สนั โดษเด่น เป็นทเี่ ล่นนาวาคงคาใส
ที่พื้นลานฐานบทั ม์ถดั บนั ได คงคงลยั ล้อมรอบเป็นขอบคนั
มเี จดีย์วหิ ารเป็นลานวดั ในจังหวดั วงแขวงกำแพงกั้น
ท่ีองค์ก่อย่อเหลยี่ มสลบั กนั เป็นสามชั้นเชิงชานตระหง่านงาม
บันไดมีสด่ี ้านสำราญรืน่ ต่างชมชื่นชวนกนั ข้ึนชั้นสาม
ประทกั ษณิ จนิ ตนาพยายาม ได้เสร็จสามรอบคำนับอภิวนั ท์
มหี ้องถา้ สำหรบั จุดเทียนถวาย ด้วยพระพายพัดเวยี นอยู่เหยี นหนั
เป็นลมทกั ขิณาวฏั น่าอัศจรรย์ แต่ทกุ วันน้ชี ราหนกั หนานัก
ทงั้ องค์ฐานราญร้าวถงึ เก้าแสก เผลอแยกยอดสุดก็หลดุ หัก
โอ้เจดยี ์ทสี่ ร้างยงั ร้างรัก เสียดายนักนึกน่านา้ ตากระเดน็
กระนีห้ รอื ชอ่ื เสียงเกยี รติยศ จะมหิ มดล่วงหน้าทนั ตาเหน็
เป็นผู้ดีมมี ากแล้วยากเย็น คิดกเ็ ป็นอนจิ จังเสยี ทงั้ น้ันฯ
๏ ขอเดชะพระเจดยี ์คีรมี าศ บรรจุธาตทุ ี่ตงั้ นรังสรรค์
ข้าอุตส่าห์มาเคารพอภิวนั ท์ เป็นอนันต์อานิสงส์ดำรงกาย
จะเกิดชาติใดใดในมนุษย์ ให้บรสิ ุทธ์ิสมจิตทีค่ ิดหมาย
ทัง้ ทกุ ข์โศกโรคภยั อย่าใกล้กราย แสนสบายบรบิ ูรณ์ประยูรวงศ์
ทง้ั โลโภโทโสแลโมหะ ให้ชนะใจได้อย่าใหลหลง
ขอฟุ้งเฟื่องเรอื งวิชาปัญญายง ทั้งให้ทรงศลี ขนั ธ์ในสันดาน
อกี สองสง่ิ หญิงร้ายแลชายชว่ั อย่าเมามวั หมายรักสมัครสมาน
ขอสมหวงั ต้งั ประโยชน์โพธิญาณ ตราบนิพพานภาคหน้าให้ถาวรฯ
๏ พอกราบพระปะดอกปทุมชาติ พบพระธาตุสถติ ในเกสร
สมถวิลยนิ ดีชุลกี ร ประคองซ้อนเชญิ องค์ลงนาวา
กับหนพู ดั มัสการสำเรจ็ แล้ว ใส่ขวดแก้ววางไว้ใกล้เกศา
มานอนกรงุ รุ่งขึ้นจะบชู า ไม่ปะตาตนั อกย่งิ ตกใจ
แสนเสียดายหมายจะชมบรมธาตุ ใจจะขาดคิดมานา้ ตาไหล
โอ้บุญน้อยลอยลับครรไลไกล เสยี นา้ ใจเจียนจะดิ้นสิน้ ชวี ัน
สดุ จะอยู่ดอู ืน่ ไม่ฝืนโศก กำเรบิ โรคร้อนฤทยั เฝ้าใฝ่ฝัน
พอตรู่ตรู่สรุ ิย์ฉายขึ้นพรายพรรณ ให้ล่องวนั หนึ่งมาถึงธานีฯ
๏ ประทบั ทา่ หน้าอรณุ อารามหลวง คอ่ ยสรา่ งทรวงทรงศลี พระชนิ
สหี ์
นิราศเรอ่ื งเมอื งเก่าของเราน้ี ไวเ้ ป็นทโ่ี สมนสั ทศั นา
ดว้ ยไดไ้ ปเคารพพระพทุ ธรปู ทงั้ สถปู บรมธาตพุ ระศาสนา
เป็นนสิ ยั ไวเ้ หมอื นเตอื นศรทั ธา
คลายใจ ตามภาษาไมส่ บายพอ
ใชจ่ ะมที ร่ี กั สมคั รมาด
ซง่ึ ครวญคร่าทาทพี ริ พ้ี ไิ ร แรมนริ าศรา้ งมติ รพสิ มยั
เหมอื นแมค่ รวั ควั่ แกงแพนงผดั ตามนสิ ยั กาพยก์ ลอนแต่กอ่ นมา
เครอ่ื งมงั สา
สารพดั เพยี ญชนงั
คณุ ค่าของวรรณคดี
นริ าศภูเขาทอง
คณุ ค่าด้านเนื้อหา
1. ให้ข้อคดิ เกย่ี วกบั การพดู มคี นรกั รสถ้อยอร่อยจติ
“ถงึ บางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ จะชอบผิดในมนษุ ย์เพราะพดู จา”
แม้นพดู ชั่วตัวตายทำลายมิตร เผยอแยกยอดสดุ ก็หลุดหกั
เสยี ดายนกั นกึ น่านา้ ตากระเดน็
๒.ให้ข้อคดิ เกย่ี วกบั สจั ธรรมของชวี ติ จะมิหมดล่วงหน้าทนั ตาเห็น
“ท้งั องค์ฐานรานร้าวถึงเก้าแฉก คดิ กเ็ ป็นอนจิ จงั เสียทงั้ นั้น”
โอ้เจดีย์ที่สร้างยงั ร้างรกั
กระน้หี รือชื่อเสยี งเกียรตยิ ศ
เป็นผู้ดมี ีมากแล้วยากเยน็
คุณค่าด้านวรรณศลิ ป์
1. มสี ัมผสั นอก-ใน คือคำสดุ ท้ายในวรรคสดับ และวรรครองส่งสัมผสั กบั คำท่ี ๓ ใน
วรรครับ และวรรคส่งเสมอ ส่วนสัมผัสในจะมปี รากฏภายในวรรคทกุ วรรค ทง้ั สัมผสั สระ
และสมั ผสั อกั ษร ทำให้กลอนมีความไพเราะย่งิ ขึน้ เช่น
"ดูน้าวง่ิ กล้งิ เชี่ยวเป็นเกลยี วกรอก กลับกระฉอกฉาดฉดั ฉวัดเฉวยี น
บ้างพลุ่งพลุ่งวุ้งวนเหมือนกงเกวียน ดเู ปล่ียนเปลย่ี นคว้างคว้างเป็นหว่างวน"
สมั ผสั ในวรรค เช่น วงิ่ -กลิ้ง, เชย่ี ว-เกลยี ว, ฉอก-ฉาด-ฉดั -ฉวัด-เฉวยี น
คุณค่าด้านวรรณศลิ ป์
๒. ใช้ถ้อยคำกระทบใจผู้อ่าน ทำให้ผู้อ่านอารมณ์สะเทือนใจร่วมไปกบั กวี เช่น
ถึงหน้าวงั ดังหน่งึ ใจจะขาด คดิ ถงึ บาทบพิตรอดิศร
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสนุ ทร แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเยน็
กล่าวถงึ ชวี ประวัตขิ องสุนทรภู่ ทเี่ คยเฝ้าใกล้ชิดพระยุคลบาทรัชกาลท่ี ๒
เม่ือสิ้นพระองค์ สนุ ทรภู่อยู่ในภาวะตกยาก ซงึ่ ผู้อ่านรู้สกึ สะเทอื นอารมณ์เป็นย่งิ นัก
คณุ ค่าด้านวรรณศลิ ป์
๓. การเล่นคำ เล่นความ
เป็นกลวิธีใช้คำพ้องรูป พ้องเสียง พ้องความหมาย การซ้าคำ
ซ้าความ ทำให้ได้ความหมายท่ีลกึ ซงึ้ กระทบใจ เช่น
"ถงึ บางพลัดพพี่ ลดั มาขัดเคือง ท้งั พลัดเมืองพลัดสมรมาร้อนรน"
๔. การกล่าวเชงิ เปรยี บเทยี บ (อุปมาอปุ ไมย)
ไม่กล่าวตรงไปตรงมา เป็นความสามารถในการถ่ายทอดอารมณ์
และความรู้สึกของกวี เช่น การเปรยี บเทยี บดอกบัวกบั ดาวทพี่ ร่างพราว
"กระจับจอกดอกบัวบานผกา ดาษดาดูขาวดังดาวพราย"
คณุ ค่าด้านวรรณศิลป์
๔. การใช้โวหารอธพิ จน์ คอื กล่าวเกินจรงิ เพอื่ เน้นอารมณ์และความรู้สึก
เช่น สุนทรภู่กล่าวตอนมาถึงตลาดขวญั ว่า
"โอ้พสธุ าหนาแน่นเป็นแผ่นพื้น ถึงสห่ี ม่นื สองแสนท้งั แดนไตร
เม่อื เคราะห์ร้ายกายเรากเ็ ท่าน้ี ไม่มที ี่พสธุ าจะอาศยั "
๕. การใช้โวหารเลยี นเสยี งธรรมชาติ ทำให้ผู้อ่านนึกเห็นภาพ และทำให้เกดิ เสยี งท่ี
ไพเราะ เช่น ตอนเรือไปถงึ ราชครามในตอนเย็นและคา่ ว่า
“ไม่เหน็ คลองต้องค้างอยู่กลางทุ่ง พอหยุดยุงฉู่ชมุ มารมุ กดั
เป็นกลุ่มกลุ่มกลุ้มกายเหมือนทรายซัด ต้องน่ังปัดแปะไปมไิ ด้นอน"
(แปะ คือ เสียงตบยงุ )
คุณค่าด้านสังคม
๑. สะท้อนคตชิ าวบ้าน การเชอ่ื เรือ่ งเกี่ยวกบั พระธาตุ คนท่มี ีบุญวาสนาเท่าน้นั
ทจ่ี ะได้ครอบครองพระธาตุ เช่น
พอกราบพระปะดอกประทมุ ชาติ พบพระธาตสุ ถิตในเกสร
สมถวลิ ยนิ ดชี ลุ ีกร ประคองช้อนเชิญองค์ลงนาวา
กบั หนพู ดั มสั การสำเรจ็ แล้ว ใส่ขวดแก้ววางไว้ใกล้เกศา
มานอนกรงุ รุ่งขึ้นจะบูชา ไปปะตาตันอกย่ิงตกใจ
๒. ตำนานสถานท่ี ท่ีมาของช่ือสถานที่ต่างๆ เช่น
ถึงสามโคกโศกถวลิ ถงึ ปิ่นเกล้า พระพุทธเจ้าบำรงุ ซึ่งกรงุ ศรี
ประทานนามสามโคกเป็นเมอื งตรี ช่อื ปทุมธานเี พราะมีบวั
คณุ ค่าด้านสังคม
๓. สะท้อนสภาพบ้านเมอื งการประกอบอาชีพ เช่น วิถชี วี ติ ของชาวญวน
ถงึ บ้านญวนล้วนแต่โรงแลสะพรัง่ มขี ้องขงั กุ้งปลาไว้ค้าขาย
ตรงหน้าโรงโพงพางเขาวางราย พวกหญิงชายพร้อมเพรยี งมาเมยี งมอง
๓. สะท้อนลกั ษณะการแต่งกายของผู้คนในสมยั นนั้
ถงึ เกรด็ ย่านบ้านมอญแต่ก่อนเก่า ผู้หญงิ เกล้ามวยงามตามภาษา
เด๋ยี วนี้มอญถอนไรจกุ เหมอื นตุ๊กตา ทง้ั ผัดหน้าจับเขม่าเหมือนชาวไทย
จบแล้ว
นริ าศภเู ขาทอง