The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความเป็นมาของบางรัก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by lihuaqi2010, 2022-12-19 06:50:02

ความเป็นมาของบางรัก

ความเป็นมาของบางรัก

มหานคร สกายวอลค์

วัดสวนพลู

ความเป็นมาข
องเขตบางรัก

โบสถ์อัสสัมชัญ

กุลจุฑา โฆวัฒนวินฑะ ม.2/3 เลขที่ 17

ความเป็นมาของเขตบางรัก

อำเภอบางรักก่อตั้งขึ้นเป็นทางการใน
วันที 5 มิถุนายน พ.ศ. 2450

ตราประจำเขตบางรัก 1.ตราประจำเขตบางรัก ประกอบด้วยรูปกังหันลมสี
เหลือง บนพื้นหลังสีม่วง

2.รูปกังหันลม 5 แฉกสื่อถึงโรงสี ซึ่งในอดีตมีมากบน
ถนนสีลม ซึ่งเป็นที่มาของชื่อถนนสีลม

3.แฉกทั้ง 5 สื่อถึงแขวง 5 แขวงในเขตบางรัก

4.ด้านล่างเป็นพวงดอกรัก ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำเขต

5.ดอกไม้ประจำเขตบางรัก คือ ดอกรัก เป็นข้อ
สันนิษฐานของที่มาของชื่อเขตบางรัก

6.สีประจำเขตบางรักคือ สีม่วง

คำขวัญประจำเขตบางรัก

ดอกรัก " เขตเศรษฐกิจ แท้จริง โซนนิ่ง สถาน
บริการ ถิ่นตำนาน แห่งความรัก ย่านที่พัก

โรงแรมหรู แหล่งเรียนรู้ โรงเรียนดัง "

พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก

พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก หรือ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตบางรัก เป็นหนึ่งใน แหล่งท่องเที่ยว มุม
มองใหม่ใน บางกอกได้จัดตั้งขึ้นตามวัตถุประสงค์ และความตั้งใจของอาจารย์วราพร สุรวดี ผู้เป็นเจ้าของ ซึ่งอยาก
จะจัดบ้าน และทรัพย์สิน มรดกที่ได้จากมารดา คือ นางสอาง สุรวดี (ตันบุญเล็ก) ให้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อ ให้

เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษา เมื่ออาจารย์วราพรจัดสิ่ง ของได้ทำเรืองยกบ้านหลังนี้ให้เป็น สมบัติของ กรุงเทพ
มหานคร หลังจากนั้นกรุงเทพมหานครก็ได้จัดทำบ้านดังกล่าว ให้เป็น โครงการ นำร่องสนอง นโยบายการมี
พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ของแต่ละเขตโดยรูปแบบการจัดแสดง เป็นอาคารและวัตถุซึ่ง บอกเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับ
สภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ของ ชาวบางกอกที่มีฐานะปานกลางในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งข้าวของ

เครื่องใช้ที่นำมาแสดงส่วนใหญ่จะเป็นของใช้ที่เจ้าของบ้านได้ใช้งานจริง
อาคารหลังที่ 1

เป็นอาคารที่ครอบครัวอาจารย์วราพรเคยใช้อาศัยอยู่เมื่อในอดีต ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพล
มาก จากตะวันตกซึ่งเป็นที่นิยมในยุคนั้น เป็นอาคารไม้สองชั้น หลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องว่าวสีแดง ผนัง
อาคาร สร้างด้วยไม้ทาสีเลียนแบบผนังก่ออิฐถือปูนฝีมือช่างชาวจีนเป็นผู้ก่อสร้าง ที่เรียกกันว่าทรงปั้นหยายุค

ปลาย โดยลดลายฉลุที่ชายคาออก ภายในอาคารหลังนี้ จะประกอบไปด้วยห้องต่างๆ
อาคารหลังที่ 2

บ้านหลังนี้เดิมปลูกที่ทุ่งมหาเมฆ ซอยงามดูพลี เป็นอาคารไม้ 2 ชั้น สร้างจำลองขึ้นมาให้ใกล้เคียงกับหลัง
เดิม จุดประสงค์ที่สร้างบ้านหลังนี้ในตอนแรก คือ เพื่อใช้ชั้นล่างเป็นคลีนิคคุณหมอฟรานซิส คริสเตียน บ้าน
หลังนี้ สร้างยังไม่ทันเสร็จคุณหมอก็ป่วยเสียชีวิต ต่อมาอาจารย์ จึงได้ รื้อบ้านที่ทุ่งมหาเมฆ มาจัดสร้างไว้ที่นี่ โดย
จัด สร้างโดยย่อส่วนลงตามพื้นที่ ที่มีจำกัด ตกแต่งบ้านด้วยข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของคุณหมอ ชั้นบนจะเป็น

ห้องนอน
อาคารหลังที่ 3
ชั้นล่างเป็นการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน มีทั้งเครื่องครัว เครื่องเขียน เครื่องมือช่าง เครื่องมือเครื่อง
ใช้ใน งานหัตถกรรม ฯลฯ ชั้นบน แสดงภาพรวมของ กรุงเทพมหานคร ภาพรวมของกรุงเทพมหานคร ได้แก่
- ลักษณะทางกายภาพเขตบางรัก
- สายสัมพันธ์ไทย-ตะวันตก
- อิทธิพลชาติตะวันตกต่อประเทศไทย
- ชุมชนนานาชาติ
- บทบาทของชุมชนตะวันตกที่มีต่อการปฏิรูปประเทศ
- สถานที่สำคัญของบางรัก
- แรกมีในสยาม แรกมีในบางรัก
- คนเด่นบางรัก

โบสถ์อัสสัมชัญ

อาสนวิหารอัสสัมชัญ หรือ โบสถ์อัสสัมชัญ (อังกฤษ: Assumption Cathedral) เป็นอาสน
วิหารประจำมิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ และที่ตั้งของโรงเรียน 3 แห่งได้แก่ โรงเรียนอัส
สัมชัญ โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ และโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา อาสนวิหารตั้งอยู่ที่เขต
บางรัก กรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นครั้งแรกในรูปแบบทรงไทยโดยบาทหลวงปาสกัล ซึ่งเป็นชาว
ไทย-โปรตุเกสโบสถ์หลังปัจจุบันนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2452 โดยคุณพ่อเอมิล ออกัสต์
กอลมเบต์ อธิการโบสถ์ชาวฝรั่งเศสในขณะนั้น เพื่อรองรับการขยายตัวของคริสต์ศาสนิกชนที่มี
เพิ่มมากขึ้น โดยมีสถาปนิกชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง โดยมีวัสดุ

ก่อสร้างเช่นหินอ่อนและกระจกสี ซึ่งสั่งมาจากประเทศฝรั่งเศส สิงคโปร์และอิตาลี
วิหารได้รับการออกแบบในรูปของงานสถาปัตยกรรมสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาในอิตาลี มีความสูงของ
หอระฆังตั้งแต่ยอดหอคอยจดพื้น 32 เมตรด้วยกัน ส่วนด้านในผนังและเพดานก็ตกแต่งด้วย
จิตรกรรมแบบเฟรสโกและประติมากรรมปูนปั้นที่แสดงถึงเรื่องราวความเชื่อทางศาสนาคริสต์
ปัจจุบันวิหารมีอายุเก่าแก่อายุกว่า 113 ปี เป็นหนึ่งในอาสนวิหารที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

และยังได้การยกย่องให้เป็นหนึ่งในอาสนวิหารที่สวยที่สุดในไทย



• อาสนวิหารอัสสัมชัญมีโอกาสได้รับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา ประมุขสูงสุดของ
โรมันคาทอลิก ถึงสองพระองค์ คือสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 เนื่องในวโรกาส
เสด็จฯ เยือนประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2527 และสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส เนื่องใน

วโรกาสเสด็จฯ เยือนประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2562

วัดพระศรีมหาอุมาเทวี

วัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือ วัดแขก เทวสถานนี้มีหลักฐานปรากฏมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราว พ.ศ. 2453-2454

โดยคณะผู้ศรัทธาชาวทมิฬผู้อาศัยอยู่ย่านตำบลริมคลองสีลม และตำบลหัวลำโพง อำเภอ
บางรัก เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บนดินแดนย่านแหลมมลายูรวมทั้งทางภาคใต้ของประเทศไทย

เมื่อนายไวตี พ่อค้าวัว และญาติมิตรชาวฮินดูที่ตั้งบ้านเรือนและประกอบอาชีพอยู่ย่านตำบล
หัวลำโพง อำเภอบางรัก และตำบลริมคลองสีลม อำเภอบางรัก มีศรัทธาจัดสร้างวัดเพื่อเป็นที่
บูชาพระอุมาเทวี ตามลัทธิศักติทางศาสนาฮินดู โดยเริ่มต้นตั้งเป็นศาลไม้ใต้ต้นสะเดาในไร่

อ้อยริมคลองสีลม แถววัดวัวลำพองหรือหัวลำโพงในปัจจุบันนี้

ปัจจุบันที่ตั้งของวัดเป็นหัวถนนปั้นด้านที่ตัดกับถนนสีลม โดยนำเทวรูปองค์เทพและ เทวี
ต่าง ๆ มาจากประเทศอินเดียโดยมีพระแม่มารีอัมมันเป็นองค์ประธานของเทวสถาน รวมทั้ง
เทวรูปศิลาสลักพระพิฆเนศ และเทพแห่งความสำเร็จ ผู้ที่ได้รับการประทานพรจากพระศิวะ

เทพบิดร ให้เป็นเทพผู้ได้รับการเริ่มต้นบูชาก่อนการบูชาเทพ-เทพีองค์อื่น ๆ ทุกครั้ง

วัดพระศรีมหาอุมาเทวีเป็นเทวสถานในลัทธิศักติ คือนับถือเทวีเป็นหลัก เช่น พระศรีมหาอุ
มาเทวี พระชายาของพระศิวะ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพระผู้ทำลาย ถือได้ว่าเมื่อยามที่พระองค์เสวย
ร่างเป็นเจ้าแม่อุมา จะเป็นเจ้าแห่งความเมตตากรุณา และงามสง่า ดังนั้นผู้มีจิตศรัทธาจึง
นิยมไปกราบไหว้บูชา และขอพร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องความรัก และเรื่องการขอบุตร

มัสยิดฮารูณ

มัสยิดฮารูณ เป็นมัสยิดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในย่านถนนเจริญกรุง เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร
มัสยิดฮารูณสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2371 โดยโต๊ะฮารูณ บาฟาเดน ชาวเมืองปนตียานัก
จากเกาะบอร์เนียว โต๊ะอิหม่ามคนแรกของมัสยิด เพื่อเป็นมัสยิดของชุมชนหมู่บ้านต้นสำโรง
(ปัจจุบันคือบริเวณชุมชนมัสยิดฮารูณ) ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2442 รัฐบาลไทย
ได้เวนคืนพื้นที่ตั้งมัสยิดซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อสร้างอาคารศุลกสถาน มัสยิดจึงย้าย
มายังบริเวณที่ตั้งปัจจุบันซึ่งถอยร่นเข้ามาจากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยสร้างอาคารมีลักษณะเป็น
เรือนไม้สักยกพื้นชั้นเดียว หลังท่านเสียชีวิตลง อาคารได้ทรุดโทรมลงมาก บุตรชายของท่านคือ
หะยีมูฮำหมัด ยูซุป (ต่วนโส) ผู้เป็นโต๊ะอิหม่ามคนถัดมาได้รื้ออาคารมัสยิดเดิมลงและก่อสร้าง

อาคารก่อิฐถือปูนขึ้น สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2477 และยังคงใช้งานสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน

ดั้งเดิมมัสยิดมีหลายชื่อซึ่งเรียกตามสถานที่โดยรอบ ได้แก่ "มัสยิดต้นสำโรง" (ตามชื่อหมู่บ้าน
ต้นสำโรง) "มัสยิดม่วงแค"(ตามชื่อวัดม่วงแค) และ "มัสยิดหลังโรงภาษี" (ตามชื่อศุลกสถาน)

หลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2490 ได้จดทะเบียนมัสยิดในชื่อ
"มัสยิดฮารูณ" เพื่อเป็นเกียรติแด่โต๊ะฮารูณ อิหม่ามท่านแรกและผู้ก่อตั้งมัสยิด

วัดหัวลำโพง

วัดหัวลำโพง สร้างในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์จากการสันนิษฐานจากรูปทรงของอุโบสถ
หลังเก่าและเจดีย์ดั้งเดิมของวัด เชื่อกันว่าหลังจากในปี พ.ศ. 2310 อาณาจักรกรุง

ศรีอยุธยาเสียกรุงและถูกทำลาย ชาวบ้านบางส่วนที่หนีตายออกมาได้อพยพครอบครัวลง
มาทางใต้และตั้งถิ่นฐานที่บริเวณวัดหัวลำโพงในปัจจุบัน เนื่องด้วยเห็นว่าเป็นทำเลที่ยัง

ไม่มีเจ้าของ มีลำคลองเชื่อมโยงสะดวกต่อการสัญจร

ต่อมาเมื่อชุมชนขยายตัวจึงได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นสำหรับชุมชนชื่อ วัดวัวลำพอง ตามความ
นิยมที่ชื่อของวัดจะพ้องกับชื่อหมู่บ้าน ต่อมาในปี พ.ศ. 2433 พระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสร้างทางรถไฟขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และ
พระราชทานนามแด่สถานีกรุงเทพฯ ว่า สถานีหัวลำโพง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากวัดวัวลำพอง
ประมาณ 2 กิโลเมตร

ปีพ.ศ. 2447 จากหลักฐานและคำบอกเล่ากล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่
หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระกฐิน ที่วัดวัวลำพอง (วัดหัวลำโพง)

ในการเสด็จพระราชดำเนินทอดผ้าพระกฐิน ที่วัดวัวลำพองนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยน
ชื่อวัดเสียใหม่ พระราชทานนามว่า วัดหัวลำโพง วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 วัด
หัวลำโพงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ยกฐานะวัดขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ

ไปรษณีย์กลางบางรัก

อาคารไปรษณีย์กลาง หรือ ไปรษณีย์กลางบางรัก
เป็นอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในพื้นที่เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร
เคยเป็นสถานกงสุลอังกฤษและที่ว่าการกรมไปรษณีย์โทรเลข ตัวอาคารมีลักษณะ
แบบสถาปัตยกรรมสากลและอลังการศิลป์ (art deco) จิตรเสน อภัยวงศ์ และพระ

สาโรชรัตนนิมมานก์ (สาโรช สุขยางค์) เป็นผู้ออกแบบ[3]

ปัจจุบัน อาคารใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการของไปรษณีย์ไทย ไปรษณีย์เขต
บางรัก และสำนักงานใหญ่ของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ

บุคคลทั่วไปสามารถชมภายในอาคารส่วนโถงตรงกลางซึ่งใช้จัดแสดงนิทรรศการ
หมุนเวียนของไปรษณีย์ไทย และสามารถเข้าชมศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบในส่วน

สาธารณะ ได้แก่ ห้องจัดนิทรรศการบริเวณด้านหลังของอาคาร และสวนดาดฟ้า
สาธารณะ (public rooftop garden) ส่วนที่เหลือนั้นสงวนไว้สำหรับสมาชิกของ

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเท่านั้น
กรมไปรษณีย์โทรเลข เป็นส่วนราชการระดับกรมในอดีต สังกัดกระทรวงคมนาคม
และยุบเลิกโดย พระราชกฤษฎีกายุบกรมไปรษณีย์โทรเลข กระทรวงคมนาคม พ.ศ.

2545 อันมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2545

โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์

โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ เริ่มเปิดทำการสอนโดยคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ใน
วันที่ 2 มีนาคม 2447 มีเซอร์แซงต์ ซาเวียร์ เป็นอธิการิณีท่านแรก เนื่องจากดำริของ มุข
นายกฌอง หลุยส์ เวย์ (Jean Louis Vey) ที่จะสร้างสถานศึกษาสำหรับเด็กหญิง จึงมอบ
หมายให้คุณพ่อเอมิล ออกัสต์ กอลมเบต์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญเป็นผู้ดำเนินงาน มี
คุณพ่อ เรอมิเออ (Romier) เหรัญญิกของมิสซังเป็นผู้อำนวยการก่อสร้างตึกเรียน จากนั้น
จึงได้มอบหมายหน้าที่ด้านการบริหารให้แก่ภคินีคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ซี่งขณะนั้น
ดำเนินงานอยู่ที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ดังนั้นโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์จึงถือเป็น

โรงเรียนแห่งแรกของเครือเซนต์ปอล เดอ ชาร์ต

เมื่อเริ่มเปิดทำการสอนนั้นมีนักเรียน 37 คน โดยมีท่านอธิการิณีและภคินีอีก 7 คน และ
ครูฆราวาสอีก 2 - 3 คน เป็นผู้สอน โดยจะเน้นการใช้ภาษาต่างประเทศเป็นหลัก ได้แก่

วิชาภาษาอังกฤษ ภาษาโปรตุเกส ภาษาเยอรมัน ภาษาไทย และดนตรี นอกจากนี้
นักเรียนทุกคนต้องได้รับการอบรมด้านจริยธรรม สังคมสงเคราะห์ และกิริยามารยาท อันถือ
เป็นลักษณะเฉพาะของโรงเรียนซึ่งยังคงสืบทอดมาถึงปัจจุบันโรงเรียนตั้งอยู่บนที่ดินขนาด
3 ไร่ 2 งาน ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่ของอาสนวิหารอัสสัมชัญ โดยได้มีการเสก
อาคารเรียนหลังแรกในวันที่ 18 มิถุนายน 2448 ดังน้นจึงถือว่าวันนี้เป็นวันเปิดเรียนอย่าง

เป็นทางการ

2495 ด้วยจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นทุกปี ๆ ในที่สุดจึงได้ก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญศึกษา
ขึ้น ซึ่งอยู่ในความดูแลของอาสนวิหารอัสสัมชัญ 2538 ได้แยกแผนกประถมไปที่โรงเรียน
อัสสัมชัญคอนแวนต์ สีลม บน ถ.ประมวญ กรุงเทพฯ2541 ได้ขยายโรงเรียน โดยเปิดโรง
เรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ลำนารายณ์ ขึ้นที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ทำการสอนตั้งแต่ระดับ
ประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 (ปัจจุบันสอนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6) ปัจจุบันโรงเรียนอัส
สัมชัญคอนแวนต์ทำการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 - มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยมี

จำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 3,658 คน ครู 203 คน

ศุลกสถาน

ศุลกสถาน เดิมเป็นเรือนไม้สองชั้น เป็นที่อยู่ของฝรั่งชาวโปรตุเกส ชื่อนายเจ.เอน.เอฟ.ดา
คอสตา รับราชการอยู่กรมศุลกากร มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงราชายสาธก (เป็นชื่อบรรดาศักดิ์
ของกรมศุลกากร คู่กับขุนเสวกวรายุตถ์ ผู้เป็นน้องชาย) เมื่อหลวงราชายสาธกถึงแก่กรรม

แล้ว ภรรยาแหม่มของหลวงราชายสาธก จึงอยู่ในที่นั้นต่อมาภายหลังร้องทุกข์ขอเบี้ย
บำนาญเลี้ยงชีพ โดยตกลงยกสิทธิ์ที่อยู่ให้แก่รัฐบาลเป็นการแลกเปลี่ยนกัน กรมศุลกากร

จึงรื้อเรือนไม้สร้างเป็นตึกขึ้น เพื่อเป็นที่ทำการศุลกากร เนื่องจากตัวที่ทำการศุลกากร
(Customs House) หรือโรงภาษีแต่เดิมนั้นไม่มี มีแต่เพียงด่านขนอนที่ตั้งเก็บอากรการ

ผ่านเขต

ศุลกสถานแห่งนี้ นอกจากจะเป็นที่ทำการเก็บภาษีสินค้าขาเข้าที่เรียกว่า "ภาษีร้อยชักสาม"
แล้ว สมัย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพร้อมพงษ์อธิราช เป็นอธิบดีกรมศุลกากร ก็เคยใช้

ศุลกสถาน เป็นที่จัดเลี้ยงและเต้นรำของเชื้อพระวงศ์และชาวต่างชาติ ในงานเฉลิม
พระชนมพรรษา 2 - 3 ครั้ง รวมทั้งเป็นที่จัดเลี้ยงงานสมโภช เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัติพระนครจากการเสด็จประพาสยุโรปคราวแรกด้วย

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2497 ที่ทำการศุลกากร ได้ย้ายไปบริเวณท่าเรือคลองเตย ศุลกสถานก็
เปลี่ยนมาเป็นที่ทำการตำรวจน้ำ (ศุลการักษ์ หรือโปลิศน้ำ ภายหลังเรียกว่าพลตระเวน

แล้วต่อมาเรียกตำรวจนครบาล หรือเรียกสั้นๆ ว่าตำรวจ มีหน้าที่ในทางน้ำคล้าย
ตำรวจนครบาล) จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2502 สถานที่แห่งนี้ปรับบทบาทเป็นที่ทำการของ
สถานีตำรวจดับเพลิงบางรัก จนมักเรียกกันว่า "สถานีดับเพลิงบางรัก" อยู่เป็นระยะเวลา

ยาวนานกว่า 60 ปี ใช้เป็นทางผ่านไปยังที่ทำการตำรวจน้ำ


Click to View FlipBook Version