ระบบนเิ วศ
โดย
นางสาวอรยา พระใหญ่
เสนอ
อาจารย์ทพิ เนตร ปาสานา
รายงานฉบบั นเี้ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของรายวชิ า นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศกึ ษา
ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2563
หลกั สตู รครศุ าสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าการศกึ ษา (วิทยาศาสตร)์
ภาควิชาวิทยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน คณะวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
มหาวิทยาลยั ราชภฏั สรุ ินทร์
ระบบนิเวศ
โดย
นางสาวอรยา พระใหญ่
รหัส 61191960127 วิชาเอกวิทยาศาสตร์ ปี 3
เสนอ
อาจารย์ทิพเนตร ปาสานา
รายงานฉบับนเี้ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของรายวิชา นวัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศกึ ษา
ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2563
หลกั สูตรครุศาสตรบณั ฑติ สาขาวิชาการศกึ ษา (วิทยาศาสตร์)
ภาควิชาวิทยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน คณะวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สุรินทร์
ก
คานา
รายงานเรือ่ งระบบนเิ วศ เป็นส่วนหน่ึงของรายวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทาง
การศึกษา มีจุดประสงค์เพ่ือศึกษาเกย่ี วกับระบบนิเวศ โครงสร้างของระบบนิเวศ ประเภทของระบบ
นเิ วศ การถา่ ยทอดพลงั งานและสารอาหารในระบบนเิ วศ ความสัมพนั ธข์ องสิง่ มชี ีวิตในระบบนิเวศ วฏั
จักรของสารในระบบนิเวศ การจัดการระบบนิเวศ ภัยคุกคามกับระบบนิเวศผ้จู ัดทารายงานฉบบั นี้ได้
วางแผนการดาเนินงานการศกึ ษาคน้ ควา้ จากหนังสือ และเวบ็ ไซต์ตา่ งๆ
การจัดทารายงานฉบับน้ีสาเร็จตามวัตถุประสงค์ไปด้วยดีผู้จัดทาขอขอบพระคุณอาจารย์
อาจารย์ทิพเนตร ปาสานา ทีท่ า่ นไดใ้ ห้คาแนะนาการจัดทารายงานจนทาใหร้ ายงานฉบบั น้ีสมบูรณ์ได้
ในแผนการศึกษาข้อมลู การเรียบเรยี งเนื้อหา การสรุป การเขียนบรรณานุกรม ได้สาเร็จลุล่วงไปได้
ด้วยดี ผู้จัดทารายงานหวังว่าเนื้อหาในรายงานฉบับนี้ท่ีได้รวบรวมและเรียบเรียงมาจะเป็นประโยชน์
ต่อผู้ท่ีสนใจเป็นอย่างดี หากมีส่ิงใดในรายงานฉบับน้ีจะต้องปรับปรุงแก้ไข ผู้จัดทาขอน้อมรับในข้อ
ช้ีแนะ ข้อแนะนาและจะนาไปแกไ้ ขพฒั นาให้ถกู ตอ้ งสมบรู ณต์ ่อไป
นางสาวอรยา พระใหญ่
ผู้จัดทารายงาน
ข
สารบญั
เรอื่ ง หน้า
คานา...............................................................................................................................................ก
สารบัญ...........................................................................................................................................ข
สารบัญภาพ...................................................................................................................................ค
ระบบนเิ วศ.....................................................................................................................................1
1. โครงสรา้ งของระบบนิเวศ.........................................................................................1
1.1 นิยามและความหมาย...........................................................................................2
1.2 โครงสรา้ งหรอื องคป์ ระกอบของระบบนเิ วศ.........................................................4
2. ประเภทของระบบนิเวศ............................................................................................6
2.1 การจาแนกโดยลกั ษณะทางภูมศิ าสตรเ์ ป็นเกณฑ์..................................................6
2.2 การจาแนกโดยใช้แบบแผนของการถ่ายทอดพลงั งานและสารอาหาร...................6
2.3 จาแนกโดยใชข้ นาดพื้นท่ขี องระบบนเิ วศ...............................................................7
2.4 จาแนกโดยใชล้ ักษณะการนามาประยุกตใ์ ช้ประโยชน์ต่อการพฒั นาเศรษฐกิจ......7
3. การถ่ายทอดพลังงานและสารอาหารในระบบนเิ วศ.................................................7
4. ความสมั พันธข์ องสิ่งมีชีวติ ในระบบนเิ วศ...............................................................11
4.1 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสง่ิ มีชวี ิตชนดิ เดียวกัน........................................................11
4.2 ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสงิ่ มชี วี ิตตา่ งชนิดกัน..........................................................11
5. วฏั จกั รของสารในระบบนเิ วศ..................................................................................13
5.1 วัฏจกั รของน้า......................................................................................................13
5.2 วัฏจักรคาร์บอน...................................................................................................14
5.3 วัฏจักรไนโตรเจน.................................................................................................15
5.4 วัฏจักรฟอสฟอรัส................................................................................................17
5.5 วัฏจกั รกามะถนั ...................................................................................................17
6. การจัดการระบบนิเวศ..............................................................................................18
7. ภยั คุกคามกบั ระบบนเิ วศ..........................................................................................20
บรรณานุกรม.................................................................................................................................22
ค
สารบญั ภาพ
ภาพท่ี หน้า
1.1 ระบบนเิ วศ...................................................................................................................1
1.2 อาณาเขตพื้นท่ี.............................................................................................................2
1.3 สิง่ มีชวี ติ .......................................................................................................................2
1.4 ส่งิ แวดล้อม..................................................................................................................3
1.5 ระบบความสัมพนั ธ์......................................................................................................3
1.6 องค์ประกอบของสง่ิ มีชีวติ ............................................................................................5
1.7 ผบู้ ริโภค.......................................................................................................................5
1.8 โครงสร้างของระบบนเิ วศ............................................................................................6
3.1 การสญู เสียพลงั งานตามลาดับข้นั การบรโิ ภค...............................................................8
3.2 ระดับพลงั งาน..............................................................................................................8
3.3 ปริ ามดิ พลงั งาน............................................................................................................9
3.4 วฏั จักรสาร...................................................................................................................9
3.5 สายใยอาหาร.............................................................................................................10
5.1 วัฏจักรของนา้ ............................................................................................................14
5.2 วฏั จกั รคารบ์ อน.........................................................................................................15
5.3 วัฏจักรไนโตรเจน.......................................................................................................16
5.4 วัฏจกั รฟอสฟอรสั ......................................................................................................17
5.5 วัฏจกั รกามะถนั .........................................................................................................18
1
ระบบนเิ วศ
ประเดน็ การศกึ ษาเร่อื งระบบนเิ วศ ได้จดั เน้ือหาไว้ดังน้ี
1. โครงสรา้ งของระบบนเิ วศ
2. ประเภทของระบบนเิ วศ
3. การถ่ายทอดพลังงานและสารอาหารในระบบนเิ วศ
4. ความสัมพนั ธข์ องส่งิ มชี ีวติ ในระบบนเิ วศ
5. วัฏจกั รของสารในระบบนเิ วศ
6. การจัดการระบบนิเวศ
7. ภยั คุกคามกบั ระบบนเิ วศ
1. โครงสร้างของระบบนเิ วศ
ระบบนเิ วศ (ECOSYSTEM) คือการดารงชีวติ ของส่งิ มีชวี ติ จะมีความเกยี่ วข้องกบั ส่ิงแวดล้อม
ท้ังทางตรงและทางอ้อมอาจเป็นความสัมพันธ์ทางบวกหรือทางลบ จะเหน็ ได้ว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตชนดิ ใด
สามารถดารงชีวิตอยู่ได้โดยลาพังโดยไม่ต้องพ่ึงพาส่ิงแวดล้อม ดังน้ันถ้าส่ิงแวดล้อมเกิดการ
เปลี่ยนแปลงย่อมส่งผลกระทบต่อสงิ่ มชี ีวิตที่อาศัยในสง่ิ แวดลอ้ มน้ันด้วย เช่น การดารงชีวิตของพชื
สตั ว์ และสิง่ มีชีวติ ช้นั ต่าอนื่ ๆ จะตอ้ งมีการพงึ่ พาอาศัยกันและมคี วามเก่ียวขอ้ งสัมพนั ธก์ บั ส่ิงแวดล้อม
ทีไ่ ม่มีชวี ติ เชน่ แร่ธาตุ แสงแดด มกี ารใช้พลงั งานและแลกเปลีย่ นสารอาหารซ่ึงกันและกันเป็นวฏั จกั ร
ทดี่ าเนินไปเป็นระบบภายใตค้ วามสมดุลของธรรมชาติ ดงั นน้ั หากระบบมกี ารเปลยี่ นแปลงเกิดขน้ึ และ
ส่งผลกระทบเก่ียวเนื่องไปท้ังระบบ และทาให้เกิดปัญหากับการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตอ่ืนๆ ระบบ
ดังกล่าวเรียกว่า “ระบบนิเวศ” ซ่ึงหมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้งหมดกับสิง่ แวดล้อมที่
ดารงอยู่
ภาพท่ี 1.1 ระบบนเิ วศ
ท่ีมา : (สรุ ัตนา ทองศิร.ิ 2562) [Online]
2
1.1 นิยามและความหมาย
ระบบนิเวศ หมายถึง ระบบความสัมพนั ธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิง่ แวดล้อมในหน่วยพ้ืนท่ี
หนง่ึ
จากขอ้ ความดังกล่าวประกอบด้วยประเดน็ สาคัญ 4 ประเดน็ คือ
1.1.1 หนว่ ยพ้ืนที่ หมายถงึ ระบบนิเวศจะถกู จากดั ขอบเขตหรือขนาด ดังนน้ั จะเล็กหรอื
ใหญอ่ ยา่ งไรกไ็ ด้ แตข่ อใหม้ ีอาณาบริเวณอย่างเดน่ ชัด เช่น สระนา้ อา่ งเกบ็ นา้ ปา่ ไม้ เมือง ชนบท เป็น
ต้น
ภาพที่ 1.2 อาณาเขตพน้ื ท่ี
ท่ีมา : (สุรัตนา ทองศริ ิ. 2562) [Online]
1.1.2 สิ่งมีชีวิต หมายถึง องค์ประกอบหรือโครงสร้างทั้งหมดที่เป็นสิ่งมีชีวิตภายใน
หนว่ ยพื้นทนี่ น้ั
ภาพที่ 1.3 สิ่งมีชีวติ
ทีม่ า : (สุรัตนา ทองศิริ. 2562) [Online]
3
1.1.3 สิ่งแวดล้อม หมายถึง องค์ประกอบทงั้ หลายในหนว่ ยพ้นื ที่น้ัน ท้ังที่เป็นส่ิงมีชีวิต
และสิ่งที่ไมม่ ีชวี ติ เชน่ ต้นไม้ สตั ว์ ดนิ นา้ อากาศ สารอาหาร เป็นต้น
ภาพท่ี 1.4 สิ่งแวดล้อม
ทีม่ า : (สรุ ัตนา ทองศิริ. 2562) [Online]
1.1.4 ระบบความสัมพันธ์ หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตหนึ่งกับ
ส่ิงไม่มีชีวิตและส่ิงมีชีวิตอ่ืนในหน่วยพ้ืนท่ีน้ัน นั่นคือสิ่งต่าง ๆ ภายในพ้ืนท่ีน้ันต่างก็มีบทบาทและ
หน้าท่ขี องตนเองอย่างชัดเจน ทาใหส้ ามารถสรา้ งความสัมพันธ์ทีจ่ ะอย่รู ่วมกนั ได้ ระบบความสัมพันธ์
น้ีจะมีกฏเกณฑ์ทีแ่ น่นอนจนสดุ ท้ายก็จะแสดงเอกลกั ษณ์ของระบบน้ัน ๆ เช่น ระบบนิเวศลาน้านา่ น
ระบบนิเวศปา่ ดบิ เขา ระบบนิเวศหนองนา้ เปน็ ตน้
ภาพที่ 1.5 ระบบความสมั พนั ธ์
ท่มี า : (สุรตั นา ทองศริ ิ. 2562) [Online]
4
ระบบนิเวศหนึ่งๆ เป็นระบบนิเวศ ระบบเปิด เพราะมีความสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมอ่ืนนอก
หน่วยพ้ืนที่ของตนเอง มีการได้สสาร พลังงาน แร่ธาตุ ตลอดจนส่ิงมีชีวิตจากท่อี ่ืนเข้าไปในระบบ
และขณะเดยี วกันต้องมีการนาสิง่ เหล่านี้ออกไปจากระบบ ทัง้ นเ้ี พื่อให้เกิดความสมดลุ ระหว่างระบบ
นิเวศและสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น ระบบนิเวศหนองนา้ ได้สารอาหารมาจากการท่ีน้าฝนชะลา้ งเศษ
ดิน ซากพืชหรือซากสตั ว์ไหลลงสู่หนองน้านน้ั ขณะเดียวกันก็สูญเสยี สารอาหารไปจากระบบอาจจะ
เป็นสัตว์คร่ึงบกคร่ึงน้าออกไปตายท่อี ่ืน สัตว์น้าถูกจับเป็นอาหารของสัตว์อ่ืน เช่น นก มนุษย์ เสือ
ปลา เป็นตน้
ระบบนิเวศนบนโลกนี้มีความหลากหลายตามตาแหน่งที่ต้ังซึ่งมีองค์ประกอบทางกายภาพ
แตกต่างกนั ออกไปมากมาย เชน่ ระบบนเิ วศป่าดิบรอ้ น ระบบนเิ วศป่าสน ระบบนิเวศป่ามรสมุ ระบบ
นิเวศ ระบบนิเวศท่งุ นา้ แขง็ ระบบนเิ วศทุ่งหญา้ เขตรอ้ น ระบบนเิ วศป่าชายเลน ระบบนเิ วศหนองน้า
ระบบนิเวศน้ากร่อย ระบบนิเวศน้าเค็ม ระบบนิเวศชายฝงั่ เปน็ ต้น บนโลกน้ีเมื่อรวมกนั ท้งั หมดทุก
ระบบนเิ วศก็จะเปน็ ระบบนเิ วศท่ีใหญท่ ี่สดุ คอื ระบบนิเวศโลก นัน่ เอง เรียกวา่ ชีวาลยั หรอื ชีวมณฑล
(Biosphere หรือ Ecosphere)
1.2 โครงสรา้ งหรือองคป์ ระกอบของระบบนิเวศ
แม้ว่าระบบนิเวศบนโลกจะมีความหลากหลาย แต่โครงสร้างหรือองค์ประกอบภายใน
ระบบนเิ วศ แตล่ ะชนดิ จะประกอบด้วยสว่ นสาคัญ 2 สว่ น คอื
1.2.1 องค์ประกอบที่ไม่มชี ีวิต (Abiotic Components) จาแนกได้เปน็ 3 สว่ น คือ
1) อนินทรียสาร (Inorganic Substance) เช่น คาร์บอน คาร์บอนไดออกไซด์
ฟอสฟอรัส ไนโตรเจน น้า ออกซเิ จน ฯลฯ
2) อินทรยี สาร (Organic Substance) เช่น คารโ์ บไฮเดรต โปรตนี ไขมนั ฮวิ มสั
ฯลฯ
3) สภาพแวดล้อมทางกายภาพ (Physical Environment) เช่น แสง อุณหภูมิ
อากาศ ความชื้น ความเปน็ กรดด่าง ฯลฯ
1.2.2 องค์ประกอบท่ีมีชีวิต (Biotic Components) ได้แก่ สิ่งมีชีวิตทุกชนดิ จาแนก
ตามหนา้ ที่ได้ 3 ชนดิ คอื
1) ผู้ผลิต (Producer) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างอาหารได้เอง โดย
กระบวนการสงั เคราะหแ์ สง (Photosynthesis) ได้แก่ พืชสีเขียว แพลงตอนพืช แบคทีเรียบางชนิด
ฯลฯ ส่ิงมีชีวิตเหล่านี้จะมีรงควัตถุสีเขียว คือ คลอโรฟิลล์ เพ่ือรับพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ร่วมกับ
คาร์บอนไดออกไซด์และน้า ทาให้เกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี
พวกผผู้ ลติ จดั วา่ มคี วามสาคัญมากเพราะเป็นส่วนทเี่ ริ่มตน้ เชื่อมต่อระหว่างส่วนประกอบท่ีไม่
มีชีวิตและส่วนประกอบทมี่ ีชีวิตอื่นๆในระบบนิเวศ โดยการสร้างและสะสมอาหารขึ้นมาจากแร่ธาตุ
และสารประกอบโมเลกุลเลก็ รวมทั้งพลงั งานจากแสงอาทติ ย์ซึ่งสงิ่ มชี วี ิตพวกอ่ืน ๆ ในระบบนเิ วศไม่
สามารถใชส้ ง่ิ เหล่าน้ีได้โดยตรงในการเจรญิ เติบโต
5
ภาพท่ี 1.6 องค์ประกอบของส่ิงมชี ีวติ
ท่ีมา : (สุรตั นา ทองศริ ิ. 2562) [Online]
2) ผู้บริโภค (Consumer) หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารรถสร้างอาหารเองได้ แต่
ไดร้ ับอาหารจากการกินสงิ่ มชี วี ติ อน่ื สิง่ มีชีวิตทม่ี ีบทบาทเปน็ ผ้บู ริโภค คอื พวกสตั ว์ต่าง ๆ จาแนกเป็น
3 ชนดิ ตามลาดับข้ันการบริโภค คอื
- ผู้บริโภคปฐมภูมิ (Primary Consumer) เป็นส่ิงมีชีวิตท่ีกินพืชเป็นอาหาร
อย่างเดียว เรยี กว่า ผู้บรโิ ภคพืช (Herbivores) ได้แก่ กระตา่ ย วัว ควาย ช้าง มา้ ปลาทกี่ นิ พชื
เล็ก ๆ ฯลฯ
- ผูบ้ รโิ ภคทตุ ยิ ภูมิ (Secondary Consumer) เปน็ สิ่งมชี ีวติ ท่ีกนิ สัตวด์ ว้ ยกนั เป็น
อาหาร Carnivores) เช่น งู เสือ นกฮูก นกเคา้ แมว จรเข้ ฯลฯ
- ผู้บริโภคตติยภูมิ (Tertiary Consumer) ได้แก่ สิ่งมีชีวิตที่กินทั้งพืช และ
สตั วเ์ ปน็ อาหาร เรยี กว่า Omnivore เช่น คน หมู สนุ ัข ฯลฯ
ภาพที่ 1.7 ผบู้ รโิ ภค
ทมี่ า : (สรุ ตั นา ทองศริ ิ. 2562) [Online]
6
3) ผู้ย่อยสลาย (Decomposer) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารเองไมไ่ ด้ แต่จะ
ไดอ้ าหารโดยการสรา้ งเอนไซม์ออกมาย่อยสลายซากของสิ่งมีชวี ติ ของเสีย กากอาหาร ให้เป็นสารทีม่ ี
โมเลกุลเล็กลงแล้วจึงดูดซึมไปใช้บางส่วน ส่วนที่เหลือจะปลอ่ ยออกสู่ระบบนิเวศ ซ่ึงผู้ผลิตสามารถ
นาไปใช้สรา้ งอาหารต่อไป สิ่งมีชีวิตทมี่ ีบทบาทเปน็ ผู้ย่อยสลายสว่ นใหญ่ ได้แก่ แบคทีเรีย เห็ด รา
ฯลฯ สง่ิ มชี วี ติ กลุ่มนีม้ บี ทบาทสาคัญอยา่ งมากในระบบนิเวศเพราะทาให้เกดิ การหมนุ เวียนของสาร
ดงั นัน้ โครงสรา้ งหรอื องค์ประกอบของระบบนิเวศใดใดบนโลกนีพ้ อสรุปได้ดงั ภาพขา้ งล่างน้ี
ภาพท่ี 1.8 โครงสรา้ งของระบบนิเวศ
ท่มี า : (สรุ ตั นา ทองศิริ. 2562) [Online]
2. ประเภทของระบบนเิ วศ
การจาแนกระบบนเิ วศสามารถจาแนกได้เป็นหลายแบบ ขนึ้ อยกู่ ับเกณฑ์ท่ใี ชแ้ บ่ง ได้แก่
2.1 การจาแนกโดยลักษณะทางภมู ศิ าสตรเ์ ปน็ เกณฑ์ สามารถแบง่ ได้เปน็ 2 แบบ คือ
2.1.1 ระบบนิเวศพื้นดิน (Terrestrial Ecosystem) เช่น ระบบนิเวศป่าดิบเขา, ระบบ
นิเวศป่าชายเลน, ระบบนิเวศป่าเตง็ รัง, ระบบนิเวศท่งุ หญ้า, ระบบนิเวศทะเลทราย, ระบบนิเวศปา่ ดบิ
ช้ืนเขตศูนยส์ ตู ร
2.1.2 ระบบนเิ วศนา้ (Aquatic Ecosystem) เช่น ระบบนิเวศนา้ จืด, ระบบนิเวศนา้ เค็ม,
ระบบนิเวศน้ากรอ่ ย
2.2 การจาแนกโดยใชแ้ บบแผนของการถา่ ยทอดพลังงานและสารอาหาร แบง่ ออกเปน็ 3
แบบ คือ
2.2.1 ระบบนิเวศอิสระ (Lsolated Ecosystem) คือ ระบบนิเวศท่ีไม่มีการถ่ายเท
สารอาหารและพลังงานระหว่างภายในระบบนิเวศกับสิ่งแวดล้อมภายนอกเป็นระบบนิเวศ ท่ีไม่มีใน
ธรรมชาติ แต่นกั นเิ วศวทิ ยาพยายามคดิ ค้นขึ้น
7
2.2.2 ระบบนิเวศแบบปิด (Closed Ecosystem) คือระบบนิเวศท่ีมีเฉพาะการถ่ายเท
พลังงาน (แสงสว่าง) แต่ไม่มีการถ่ายเทสารอาหารระหว่างภายในระบบกบั ภายนอกระบบนิเวศ เป็น
ระบบนเิ วศทมี่ นษุ ยส์ ร้างขนึ้ ไมม่ ีในธรรมชาติ เชน่ ตู้ปลา
2.2.3 ระบบนิเวศแบบเปิด (Open Ecosystem) เป็นระบบนิเวศที่มีท้ังการถ่ายเท
สารอาหารและพลงั งานระหวา่ งระบบภายนอกกบั ระบบนิเวศภายใน เชน่ สระนา้ ทงุ่ หญา้ ปา่ ไม้
2.3 จาแนกโดยใช้ขนาดพื้นท่ีของระบบนิเวศ น้นั สามารถแบ่งไดเ้ ปน็ 2 ขนาด คอื
2.3.1 ระบบนิเวศขนาดใหญ่ เช่น ปา่ เบญจพรรณ ทะเลสาบ มหาสมุทร ทงุ่ หญ้า เปน็ ต้น
2.3.2 ระบบนิเวศขนาดเล็ก เชน่ แอง่ น้าในล้อยางรถยนต์เกา่ ก่งิ ไมผ้ ใุ นป่า เป็นต้น
2.4 จาแนกโดยใชล้ ักษณะการนามาประยุกต์ใช้ประโยชน์ตอ่ การพัฒนาเศรษฐกิจและการ
ดารงชีพ สามารถแบง่ ไดด้ งั นี้
2.4.1 ระบบนิเวศสมบูรณ์ หมายถึง ระบบนิเวศที่มีองค์ประกอบครบท้ังส่วนท่เี ป็นกลุ่ม
ส่งิ มีชีวิต ซ่งึ ได้แก่ ผผู้ ลติ ผ้บู รโิ ภค ผู้ยอ่ ยสลาย และกลุ่มทีเ่ ปน็ ปัจจัยทางกายภาพ เชน่ แสง ความช้ืน
อากาศ เปน็ ต้น ระบบนเิ วศสว่ นใหญใ่ นธรรมชาติจะเปน็ แบบน้ี เชน่ สระน้า ป่าผลัดใบ
2.4.2 ระบบนิเวศไมส่ มบูรณ์ หมายถึง ระบบนิเวศทมี่ ีองค์ประกอบไมค่ รบอาจขาดปจั จัย
บางส่วนในระบบนิเวศนัน้ เช่น บรเิ วณเขตทะเลลกึ ทีแ่ สงสอ่ งไม่ถึงในที่แสงส่องไม่ถงึ พบหลายแหง่ ใน
ประเทศไทย เช่น เทือกเขาบูโด จังหวัดนราธิวาสเทือกเขาในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง
จังหวัดพิษณุโลก ถ้าค้างคาวร้อยล้าน จังหวัดราชบุรี ถ้าผาปู่ จังหวัดเลย เป็นต้น ในบริเวณท่ีเป็น
ระบบนิเวศ ไมส่ มบูรณ์นี้ส่วนใหญ่จะไมม่ ีผู้ผลิต โดยเฉพาะพชื ดังนัน้ การมีชีวติ อยู่ของผ้บู ริโภคในเขต
ระบบนิเวศแบบนี้ตอ้ งกินซากอินทรยี จ์ ากการตกตะกอนหรอื ออกไปกนิ ในบริเวณอืน่ เชน่ พวกค้างคาว
ทอ่ี าศยั ในถ้า แตไ่ ปหากินทอ่ี ื่น เปน็ ต้น
3. การถ่ายทอดพลังงานและสารอาหารในระบบนเิ วศ
ส่ิงมีชีวิตไมส่ ามารถดารงชวี ิตอยู่ได้โดยลาพงั ต้องมีการประสานสัมพันธ์กับสง่ิ แวดลอ้ มและ
ส่ิงมีชีวิตอ่ืนๆในระบบนิเวศการประสานสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ เร่ิมจากกระบวนการ
สังเคราะหแ์ สงของพชื ทาใหเ้ กิดสารประกอบของคารบ์ อน (Carbon Compound) ซง่ึ เปน็ สารทท่ี า
ใหส้ ่ิงมชี ีวติ ทงั้ หลายดารงอยูไ่ ด้ พลงั งานที่ใช้ในระบบนิเวศสว่ นใหญ่จะไดร้ ับมาจากดวงอาทิตย์ ซึง่
พืชนามาใชใ้ นการสงั เคราะหแ์ สงแล้วสะสมไว้ในอาหารทีส่ รา้ งข้ึน จากนัน้ จะถกู ถา่ ยทอดไปสผู่ บู้ รโิ ภค
ตามลาดบั ขน้ั การบรโิ ภคและถกู ถา่ ยทอดเข้าสูผ่ ู้ย่อยสลายในการถา่ ยทอดพลงั งานน้พี ลังงานส่วนหน่ึง
จะสูญเสียไปนอกระบบในรูปพลงั งานความร้อนตามกฏเทอร์โมไดนามิก (Thermodynamic Law)
โดยพลงั งานจะไมม่ ีการหมนุ เวยี น (Non cyclic) อยู่ในระบบนเิ วศนนั้
8
ภาพที่ 3.1 การสญู เสยี พลังงานตามลาดบั ขนั้ การบริโภค
ทมี่ า : (สุรตั นา ทองศิร.ิ 2562) [Online]
พลังงานท่ีสูญเสียออกไปจากระบบเน่ืองจากสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ได้นาพลังงานน้ันมาใช้ในการ
ดารงชวี ติ เช่น การหายใจ การเคลือ่ นไหว การสูบฉีด โลหติ ของร่างกาย การขนถา่ ยสารอาหารและ
นา้ ในรา่ งกาย เปน็ ต้น สิ่งเหล่านตี้ ้องใชพ้ ลังงานในลกั ษณะทีเ่ ป็นพลังงานกล ดังนนั้ สงิ่ มีชีวิตทั้งหลาย
จงึ ทาการเปล่ียนพลงั งานที่มีอย่ใู นสารอาหารซึ่งพลังงานเคมมี าเปน็ พลังงานกล การเปล่ยี นแปลงครง้ั
นี้ย่อมเกิดการฟุ้งกระจายของพลังงาน (Entropy) ตามกฏเทอร์โมไดนามิกส์และหลุดออกมาเป็น
พลงั งานความร้อนน่นั เอง ดังนั้นพลังงานจึงถกู ใชไ้ ปจานวนมากประมาณ 90 เปอร์เซนตข์ องพลงั งาน
ทั้งหมด ด้วยเหตุน้ีพลังงานจะเหลืออยู่เฉพาะส่วนที่เป็นเน้ือเย่ือของส่ิงมีชีวิตน้ัน ๆ ประมาณ 10
เปอร์เซนต์เท่าน้ัน จึงเป็นไปตามกฏเกณฑ์ท่ีเรียกว่า “Law of Ten” ดังนั้นเมื่อมีการถ่ายทอด
พลังงานไปหลายระดับการบริโภคพลังงานยิ่งเหลือน้อยลงตามลาดับ จนเกิดเป็นปิรามิดพลังงาน
(Pyramid of Energy) ดงั ภาพข้างลา่ งน้ี
ภาพท่ี 3.2 ระดับพลังงาน
ท่มี า : (สุรตั นา ทองศริ .ิ 2562) [Online]
9
ภาพที่ 3.3 ปิรามิดพลงั งาน
ที่มา : (สุรัตนา ทองศริ .ิ 2562) [Online]
ภายในระบบนิเวศหนึ่งสามารถเขียนแผนผังการถ่ายทอดพลงั งานภายในระบบโดยเรมิ่ จาก
แหลง่ พลงั งานสาคญั คือ ดวงอาทติ ยซ์ ่ึงอยภู่ ายนอกระบบไดส้ ่องแสงมายงั ระบบแล้วพลังงานเหล่าน้ัน
ถูกพืชนามาสังเคราะหแ์ สงและส่งถา่ ยไปสู่ชีวิตอ่ืนตอ่ เนื่องไปจนสุดท้ายพลงั งานไดสูญเสยี ออกไปจาก
ระบบในรูปแบบของพลังงานความร้อน ดังนั้นจะมีพลังงานเหลือสะสมอยู่ในระบบในส่วนท่ีเป็น
องค์ประกอบของสง่ิ มีชีวิตน่ันเอง จะมีอยู่ประมาณ 1-2 เปอร์เซนต์ แตกต่างกันไปตามลกั ษณะของ
ระบบนเิ วศ โดยเฉพาะระบบนิเวศท่มี ีสิง่ มชี วี ิตจานวนมากจะสะสมไดม้ าก เชน่ ป่าดิบชืน้ เป็นต้น
สว่ นการหมนุ เวยี นของธาตุอาหารในระบบนิเวศนนั้ ผูผ้ ลติ ไดธ้ าตุอาหารจากน้าจากดนิ ไปใช้ใน
การสังเคราะห์แสง ผบู้ รโิ ภคได้รับแรธ่ าตุโดยการบริโภคต่อ ๆ กนั ในทส่ี ดุ เมื่อผู้ผลติ ผบู้ รโิ ภคตาย ผู้
สลายสารจะย่อยสลาย ธาตุอาหารจะถูกปล่อยออกมาให้ผู้ผลิตนาไปใช้อีกวนเวียนเช่นน้ี ดังน้ัน
สารอาหารที่หมนุ เวียนอยใู่ นระบบนเิ วศจึงอยู่ในลักษณะของวฏั จกั ร (Cycle)
ภาพท่ี 3.4 วัฏจักรสาร
ทีม่ า : (สรุ ตั นา ทองศิร.ิ 2562) [Online]
10
การถ่ายทอดพลังงานและสารอาหารจะเปน็ ไปพร้อม ๆ กันตามลาดับข้ันของการกนิ อาหาร
ภายในระบบนิเวศ จากผู้ผลติ ไปสู่ผู้บรโิ ภค โดยการกนิ ต่อกันเป็นทอดๆ เรียกว่า “ห่วงโซอ่ าหาร”
(Food Chain) หรอื บางคร้ังอาจเรียกหว่ งโซ่อาหารนว้ี า่ “ห่วงโซ่พลงั งาน” (Energy Chain)
การถ่ายทอดพลังงานและสารอาหารข้ึนกับลักษณะหรือชนิดของระบบนิเวศ การถ่ายทอด
พลังงานในหว่ งโซอ่ าหารแตล่ ะขั้นจะมกี ารสูญเสยี พลังงานดังได้กลา่ วมาแล้ว ดงั น้นั ช่วงการบริโภคจึง
ตอ้ งจากดั แค่ 4 หรอื 5 ขัน้ ห่วงโซ่อาหารยิ่งส้ันเท่าไรก็ยง่ิ มพี ลังงานเหลืออยู่มาก เน่ืองจากไมต่ อ้ ง
สูญเสียพลงั งานในระหว่างทม่ี กี ารกนิ อาหารในขน้ั ตา่ ง ๆ
ในความเป็นจริงตามธรรมชาติสิ่งมชี ีวิตแต่ละชนิดไมไ่ ด้ดารงชีวิตอยู่บนหว่ งโซ่ห่วงเดียว น่ัน
คอื สิ่งมีชีวติ ชนิดหน่งึ จะได้สารอาหารมาจากสงิ่ มีชีวิตชนิดอ่ืน ๆ อีกมาก และขณะเดยี วกนั ตัวเองก็
จะเป็นแหล่งให้สารอาหารแก่ชีวิตอื่นอีกหลายชีวิต ดังนั้นภายในระบบนิเวศหน่ึงห่วงโซ่อาหารจะ
เกีย่ วโยงกันหว่ งโซ่อาหารอ่ืนอกี หลายสายจนกลายมาโครงข่ายอาหาร(Food Web) นัน่ เอง แสดงให้
เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในชุมชนท่ีมีต่อกันอย่างซับซ้อน ดังนั้นระบบนิเวศใดที่มี
โครงข่ายอาหารซับซ้อนแสดงว่ามีเสถียรภาพสูง เพราะมีโอกาสท่ีจะเสียสมดุลได้น้อย ถ้าหากมี
ส่งิ มีชีวิตใดสญู หายไปก็ยังมสี ง่ิ มีชวี ิตอืน่ ทดแทนได้เกดิ ผลกระทบทาใหร้ ะบบมีการเปลีย่ นแปลงได้นอ้ ย
ภาพท่ี 3.5 สายใยอาหาร
ท่ีมา : (สรุ ตั นา ทองศริ .ิ 2562) [Online]
การถ่ายทอดพลังงานไปตามลาดับข้ันการบรโิ ภค สิ่งที่ผ่านมาตามห่วงโซอ่ าหารและสายใย
อาหารน้นั มิได้มีเพียงสารอาหารเทา่ น้ัน แต่มีสารอื่นปะปนมาด้วย เช่น ดีดีที ปรอท แคดเมียม
ฯลฯ สารเหล่าน้ีไม่ได้ถูกนาไปใช้ในการสร้างพลังงานให้แก่เซลล์ จึงสะสมอยู่ภายในเซลล์ของ
สิ่งมีชีวิต แล้วถ่ายทอดต่อ ๆ ไปตามลาดับข้ันการบริโภคเข้ามาสู่ผู้บริโภคลาดับสุดท้ายหรือเข้าสู่
มนษุ ยน์ น่ั เอง น่ันหมายความวา่ ห่วงโซอ่ าหารยง่ิ ยาวการสะสมสารพิษย่ิงมมี ากข้ึน ดงั นั้นมนุษย์ตอ้ ง
เข้าใจวิธีการเลือกอาหารมาบริโภค การเลือกบริโภคสงิ่ มีชีวิตท่ีอยู่ในลาดับข้ันการบรโิ ภคท่ีต่ายอ่ ม
ปลอดภัยมากกวา่ การบริโภคสิ่งมีชีวติ ที่อยใู่ นลาดบั ขัน้ การบรโิ ภคที่สงู กว่าน่ันเอง
11
โดยมากเรานึกวา่ ธรรมชาติจะดูดซบั สารพษิ ได้หมด จงึ ไมค่ อ่ ยระมัดระวังในการกาจัดสารพษิ
ในสภาพแวดล้อม เชน่ ถา้ เตมิ สารพิษ 1 แกลลอน ลงในน้า 1,000 ลา้ นแกลลอนสารพษิ จะกระจาย
อย่างรวดเรว็ ซึ่งจะมีผลกับสงิ่ มีชีวิตในนา้ เช่น สัตว์ที่กินอาหารโดยการกรอง (Filter Fuding) จะ
สะสมพษิ ไดส้ ูงมาก โดยเฉพาะหอยนางรมซึ่งกนิ อาหารโดยการกรองอย่ใู นนา้ ตืน้ ใกล้ฝ่งั ทม่ี ีการท้ิงของ
เสยี ลงมามากและยังไม่ทันแพร่กระจาย ดงั นนั้ หอยนางรมจงึ มีสารพิษสงู กว่าในน้ามาก เช่น พบวา่ มี
ยาฆ่าแมลงชนิดคลอริเนทเตท ไฮโดรคาร์บอน (Chlorinated Hydrocarbon) ได้แก่ ดีดีที (DDT.)
ดัลดริน (Duldrin) เอนดริน (Endrin) อัลดริน (Aldrin) คลอเดน (Chlordane) เป็นต้น ใน
หอยนางรมสงู กว่าในน้าถึง 70,000 เทา่ ดังน้นั สารจะแพรก่ ระจายไปตามลาดับขน้ั การบริโภคเขา้ สู่
ผ้บู รโิ ภคลาดับสุดท้ายหรอื เขา้ ส่มู นษุ ย์น่ันเอง
องค์ประกอบทั้งส่วนทเ่ี ป็นสิง่ ไมม่ ีชีวิตและสิง่ มีชีวิต เป็นส่วนทีเ่ ปน็ โครงสร้างและส่วนทเ่ี ป็น
หน้าท่ี ไดแ้ ก่ กจิ กรรมตา่ ง ๆ ของสง่ิ มีชีวติ ในระบบนิเวศ การเปล่ียนแปลงและการเจริญเตบิ โตของ
ระบบนเิ วศ ซึ่งจะเกีย่ วขอ้ งกบั การถ่ายทอดพลังงานและสารอาหาร ในขณะท่มี กี ารถ่ายทอดพลังงาน
และสารอาหาร พลังงานจะลดลงไปตามลาดบั ขน้ั ของการกิน (Trophic Level) ที่สูงขึ้น โดยประมาณ
แล้วจะลดลงร้อยละ10 ทุก ๆ ครั้งที่เปล่ียนลาดับข้ันของการกิน เนื่องจากพลังงานส่วนใหญ่จะ
เปลย่ี นรปู และปล่อยออกมาในรปู ของความรอ้ น แต่สารอาหารยงั คงมีอยูเ่ ท่าเดมิ และในทสี่ ุดก็จะถูก
ย่อยสลายให้เป็นสารประกอบโครงสรา้ งงา่ ย ๆ เพอื่ เปน็ ธาตุอาหารของผผู้ ลิตตอ่ ไป
4. ความสัมพนั ธ์ของส่งิ มีชีวติ ในระบบนเิ วศ
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่งิ มชี ีวิต ในระบบนเิ วศแบ่งออกได้เปน็ 2 ลักษณะ คอื
4.1 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสิ่งมีชวี ติ ชนิดเดยี วกนั
ซึ่งดารงชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ เป็นกลุ่ม เป็นฝูง มีความสัมพันธ์ ท้ังในด้านบวกและลบ
ผลดกี ค็ ือ การอยรู่ ่วมกนั เป็นฝูง จะทาใหม้ กี ารปกป้องอันตรายใหก้ นั มีการขยายพนั ธุไ์ ด้รวดเร็วขน้ึ มี
การแบ่งบทบาทหน้าท่ี เป็นผูน้ า ฝูง เช่น การรวมฝูงของชา้ ง ลิง ผง้ึ ต่อ แตน และนก ขณะเดยี วกันกม็ ี
ผลในทางลบ เพราะ การอยู่ร่วมกันเป็นกลมุ่ และดารงชีวิตแบบเดียว กันน้ัน ก่อให้เกิดการแก่งแยง่
แข่งขนั และเกดิ ความหนาแน่นของประชากรมากเกินไป
4.2 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสิ่งมชี วี ิตตา่ งชนดิ กัน
เป็นความสมั พันธท์ ่เี กิดขนึ้ ใน ลักษณะตา่ ง ๆ ดงั นี้
1) ภาวะการเปน็ ผ้อู าศัย
เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดท่ีอาศัยอยู่ร่วมกัน ฝ่ายผู้อาศัยเป็นผู้ได้รับ
ประโยชน์ ผทู้ ใ่ี หอ้ าศัยเปน็ ผูเ้ สยี ประโยชน์ เชน่ ตน้ กาฝาก ซง่ึ เกิดบนต้นไมใ้ หญ่ มีรากพิเศษที่เจาะลง
ไปยังท่อน้าและท่ออาหารของตน้ ไม้เพ่ือดูดน้าและธาตุอาหารหรอื สัตว์ประเภทหมัด เรือด เห็บ ปลงิ
ทาก เหา ไร เปน็ ต้น
12
2) การลา่ เหยือ่
เป็นการอยู่ร่วมกันของส่ิงมีชีวิต ท่ีชีวิตหนึ่งต้องตกเป็นอาหารของอีกชีวิตหนึ่ง เช่น
กวางเป็นอาหารของสัตว์ ปลาเป็นอาหารของมนุษย์ ซ่ึงส่ิงมีชีวิตล่าชีวิตอื่นเปน็ อาหาร เรียกว่า ผู้ลา่
และชีวิตทตี ้องตกเปน็ อาหารนนั้ เรยี กวา่ เหยื่อ
3) การไดป้ ระโยชน์ร่วมกัน
เป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างส่งิ มีชีวิต 2 ชนิด ที่ต่างฝ่ายต่างไดร้ ับประโยชนก์ นั และกนั
แตไ่ ม่จาเป็นต้องอยู่ด้วยกนั ตลอดเวลา นัน่ คือ บางคร้ังอาจอย่ดู ว้ ยกนั บางคร้ังกอ็ าจแยกใช้ชีวิตอยู่ตาม
ลาพังได้ เช่น นกเอี้ยงกับควาย การท่ีนกเอ้ียงเกาะอยู่บนหลังควายน้ันมันจะจิกกินเห็บให้กับควาย
ขณะเดียวกันก็จะส่งเสียงเตือนภัยให้กับควาย เมื่อมีศัตรูมาทาอันตรายควาย หรือแมลงที่ดูดกิน
นา้ หวานจากดอกไม้ มันก็จะช่วยผสมเกสรใหก้ บั ดอกไมไ้ ปดว้ ยพรอ้ มกนั
4) ภาวะแห่งการเกื้อกูล
เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ที่ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ ส่วนอีกฝ่ายไม่เสีย
ประโยชน์ แตก่ ็ไม่ได้ประโยชนอ์ ย่างเช่น กล้วยไม้ป่า ท่เี กาะอยตู่ ามเปลอื กของตน้ ไม้ใหญ่ในปา่ อาศัย
ความชื้นและธาตุอาหารจากเปลือกไม้ แต่ก็ไม่ได้ชอนไชรากเข้าไปทาอันตรายกับลาต้นของต้นไม้
ตน้ ไมจ้ งึ ไม่เสยี ผลประโยชน์ แต่กไ็ มไ่ ด้ประโยชน์จากการเกาะของกล้วยไม้น้ัน
5) ภาวะทตี่ ้องพ่ึงพากนั และกนั
เป็นการอยูร่ ่วมกนั ของสิง่ มชี วี ติ 2 ชนิด ที่ไมส่ ามารถมีชีวิตอยู่ได้ ถา้ แยกจากกนั เช่น
ไลเคน ซง่ึ ประกอบดว้ ยราและสาหร่าย สาหรา่ ยนั้นสามารถสรา้ งอาหารได้เอง แตต่ อ้ งอาศยั ความชื้น
จากรา และราก็ได้อาหารจากสาหร่าย เช่น ปลวกกนิ ไม้เป็นอาหาร แต่ในลาไสข้ องปลวกไม่มีน้ายอ่ ย
สาหรบั ยอ่ ยเซลลโู ลส ต้องอาศยั โปรโตซัว ซึ่งอาศัยอยใู่ นลาไสข้ องปลวกเอง เปน็ ตวั ชว่ ยย่อยเซลลโู ลส
และโปรโตซัวเอง ก็ไดอ้ าหารจากการยอ่ ยน้ีด้วย
6) ภาวะของการสร้างสารปฎชิ วี นะ
เป็นการอยรู่ ่วมกนั ของส่ิงมีชีวติ ทีฝ่ ่ายหนึง่ ไม่ไดร้ ับประโยชน์ แตอ่ กี ฝา่ ยหนึง่ ต้องเสีย
ประโยชน์ เกิดขึ้นเน่ืองจากส่ิงมีชีวิตบางชนิด ได้สกัดสารออกจากร่างกาย แล้วสารน้ันไปมีผลต่อ
ส่ิงมีชีวิตอื่น เช่น ราเพนิซิเลยี ม สร้างสารเพนิซีเลียม ออกมา แล้วไปมีผลต่อการยบั ยัง้ การเจริญของ
บคั เตรี
7) ภาวะการกดี กัน
เป็นภาวะทีก่ ารดารงอยู่ของสิ่งมีชีวิต ไปมีผลตอ่ การอย่รู อดของสงิ่ มีชวี ิตอีกชนิดหนงึ่
เช่น ตน้ ไมใ้ หญบ่ งั แสงไมใ่ หส้ อ่ งถงึ ไม้เลก็ ที่อยู่ข้างลา่ ง ทาให้ไม้เลก็ ไม่อาจเติบโตได้
8) ภาวะของการแข่งขนั
เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต 2 ชีวิต ซงึ่ อาจเปน็ ชนดิ เดยี วกัน หรือตา่ งชนิดกนั ท่ีมี
ความต้องการทีอ่ ยอู่ าศยั หรืออาหารอย่างเดียวกันในการดารงชีวิต และปจั จยั ดงั กลา่ วนัน้ มีจากดั จึง
13
เกิดการแขง่ ขนั เพื่อครอบครองทอ่ี ยู่อาศยั หรือแย่งชิงอาหารนน้ั เช่น ตน้ ไม้สองตน้ ท่ขี นึ้ อยู่ในกระถาง
เดยี วกัน
9) ภาวะการเป็นกลาง
เปน็ การอยรู่ ว่ มกันของสงิ่ มีชวี ติ 2 ชีวิต ในชุมชนเดียวกัน แต่ตา่ งดารงชีวติ เป็นอสิ ระ
แก่กัน โดยไม่ให้ และไม่เสยี ประโยชนต์ อ่ กัน
10) ภาวะการยอ่ ยสลาย
เปน็ การดารงชวี ติ ของพวกเหด็ รา บคั เตรี ท่มี ชี วี ติ อยู่ด้วยการหลั่งสารเอนไซม์ออกมา
นอกรา่ งกาย เพอ่ื ย่อยซากสงิ่ มีชีวิตให้เปน็ รปู ของเหลว แลว้ ดดู ซมึ เข้าสรู่ ่างกาย ในรูปของเหลว ซ่งึ เป็น
ส่ิงมชี วี ติ ทาให้เกดิ การหมนุ เวียนของธาตอุ าหารข้นึ ในระบบนิเวศ
5. วัฏจกั รของสารในระบบนิเวศ
วฏั จักรของสาร (Biogeochemical cycle) หมายถึง การเปล่ยี นแปลงของสารหนึง่ ไปอกี สาร
หนึง่ โดยการ เปลย่ี นแปลง ของสารจากสาร หนง่ึ ไปยังอกี สารหนึ่ง โดยการเปลี่ยนตาแหนง่ จากแหลง่
หน่ึงไปยังอีกแหล่งหน่ึง หรือจากส่ิงมีชีวิตชนิดชนิดหนึ่งไปยังอีกชนิดหน่ึง แต่ในท่ีสุดจะหมุนเวียน
กลับ ไปยังสภาพเดิมอกี เช่น ออกซิเจนมอี ยู่ตามแหล่งต่างๆ ทั่วไป ออกซิเจนมกี ารหมุนเวียนเปน็ วัฏ
จักร โดยเร่ิมจากพืชสร้างออกซิเจน โดยใช้พลังงานแสงและคลอโร ฟิลล์เช่นเดียวกับสาหร่ายและ
แพลงก์ตอนพืช จะได้สารอินทรีย์ ซ่ึงเป็นสารอาหารอาหารจากการสังเคราะห์ด้วยแสง จากนั้น
สาหร่ายและสัตว์ต่างมีการถ่ายทอดอาหารและพลังงานในรูปของห่วงโซ่อาหาร สัตว์และพืช เม่ือ
หายใจออกจะปล่อยคาร์บอนออกมาในรูปของสารประกอบคาร์บอนไดออกไซด์ซงึ่ สาหรา่ ยและ แพ
ลงกต์ อนพืชนาไปใชใ้ นการสังเคราะห์ดว้ ยแสงอกี ครั้ง วัฏจกั รของสารหรือการหมนุ เวยี นของสาร เปน็
การหมนุ เวียนจากสงิ่ ไม่มีชวี ติ ผ่านสงิ่ มชี ีวติ แลว้ หมุน เวยี นกลบั คนื สธู่ รรมชาติดงั เดิม องค์ประกอบตาม
ธรรมชาติว่าด้วยสง่ิ มีชวี ติ ดารงชวี ิต โดยใช้แรธ่ าตแุ ละสารจากสิ่งแวดลอ้ ม ซ่ึงจะพบแรธ่ าตตุ ่าง ๆ อยู่
ตาม ธรรมชาติ ในรูปของสารอนิ ทรีย์ และสารอนินทรีย์ โดยมกี ารเปล่ยี นแปลงไปตามวัฏจกั รของสาร
ไดด้ งั นี้
5.1 วฏั จักรของนา้
น้าจัดเป็นทรัพยากรท่ีสามารถเกิดการหมนุ เวียนทดแทนข้ึนใหมไ่ ด้ น้าประมาณ 97 %
เปน็ น้าในมหาสมุทร และอีก 3% เปน็ นา้ ทข่ี ว้ั โลก แม่น้าลาธาร นา้ ใต้ดนิ และอืน่ ๆ ในการหมุนเวียน
ของน้าเริ่มจากแสงแดดที่สอ่ งมายังโลก โดยใช้พลังงานจากแสงแดดน้ีจะมีผลต่อการละเหยและการ
คายน้าของพืช เมื่อไอน้าตกกระทบความเย็นจะเกิดการควบแน่น (Condensation) แล้วตกมาสู่
แผ่นดนิ และมหาสมทุ รหมุนเวียนเช่นนเ้ี ร่อื ยไป จงึ ทาใหเ้ กดิ วัฏจักรของนา้ แบง่ ได้ 2 แบบ ดงั น้ี
1) วัฏจักรสั้น (Short cycle) เป็นวัฏจักรท่ีไม่เก่ยี วข้องกบั ส่ิงแวดลอ้ ม โดยเริ่มจากพ้นื
น้า และพื้นดินระเหย กลายเป็นไอลอยข้ึนไปในบรรยากาศแล้วกลั่นตัวกลายตกลงมาเป็นน้าฝน
หมุนเวียนกลบั สู่พนื้ ดนิ และพ้ืนน้าต่อไป
14
2) วัฏจักรยาว (Long cycle) เป็นวัฏจักรทีเ่ กยี่ งข้องกับการดารงชีวิตของสงิ่ มชี ีวิต วัฏ
จักรนเ้ี รมิ่ จากนา้ ซง่ึ อยใู่ นบรเิ วณท่ีเป็นพนื้ ดินและพื้นนา้ นา้ ทไี่ ด้จากการคายน้าของพืชจากการหายใจ
จากรา่ งกายของพืชและสัตว์ เมื่อสงิ่ มชี ีวติ ตายลง ในน้าในรา่ งกายจะระเหยกลายเปน็ ไอ ลอยตวั อยูใ่ น
บรรยากาศแล้วกลัน่ ตวั เป็นหยดน้าตกลงมาเป็นฝน หมนุ เวยี นกลับคนื สู่พื้นน้าพืน้ ดนิ และสงิ่ มชี วี ติ อีก
ด้วย หมนุ เวยี นเป็นวัฏจกั รอยา่ งนี้เร่อื ยไป
ภาพที่ 5.1 วัฏจกั รของนา้
ทีม่ า : (https://nawattagum.wordpress.com. 2559) [Online]
5.2 วัฏจักรคารบ์ อน
คาร์บอนเป็นธาตุท่ีเป็นองค์ประกอบสาคัญของสิ่งมีชีวิต เป็นองค์ประกอบของสาร
พนั ธุกรรม เปน็ องค์ประกอบของโปรตีน ไขมนั คาร์โบไฮเดรต ส่ิงมีชวี ิตได้รบั คาร์บอนจากสิง่ แวดลอ้ ม
ภายนอกพืชได้รบั คาร์บอนจากอากาศในรูปคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนั้นคาร์บอนบางส่วนอยใู่ น
รูปสารละลายกรดคารบ์ อนกิ แทรกซมึ อยู่ในดิน แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มกี ระบวนการหมุนเวียนออก
จากสง่ิ มีชีวติ ผ่านสงิ่ ไมม่ ชี วี ติ สบู่ รรยากาศมกี ารหมุนเวียนกันไปเชน่ น้ีไม่มที ี่สิ้นสดุ โดยผา่ นกระบวนการ
สงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพืชแก๊สคาร์บอนไดออกไซดจ์ ะถูกเปล่ียนเป็นอินทรียสารที่มพี ลงั งานสะสมอยู่
ต่อมาสารอินทรียสารท่ีพืชสะสมไว้บางสว่ นถูกถ่ายทอดไปยังผูบ้ รโิ ภคในระบบต่าง ๆ โดยการปล่อย
แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ออกจากสิ่งมชี ีวิตคนื สู่บรรยากาศและน้าได้หลายทาง ได้แก่ การหายใจของ
พืชและสัตว์ การย่อยสลายและการขับถ่ายของสัตว์และท่ีเป็นตัวการในการปล่อยแก๊ส
คารบ์ อนไดออกไซดส์ ูบ่ รรยกาศเป็นจานวนมากคอื การเผา่ ไหม้ของถา่ นหนิ น้ามัน และคาร์บอเนต
15
ภาพท่ี 5.2 วฏั จักรคารบ์ อน
ทม่ี า : (sites.google.com. 2562) [Online]
การเผาไหม้ถือว่าเปน็ กระบวนการทีม่ ีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มามาก เช่น
การเผาไหม้ไม้ ถ่านหินและปโิ ตรเลยี มเปลีย่ นคาร์บอนให้เป็นกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ในบรรยากาศ
ได้อย่างรวดเร็วมาก ก๊าซคาร์ไดออกไซด์จากการเผาไหมใ้ นโรงงานอุตสาหกรรมและจากรถยนต์อาจ
ทาให้ปริมาณก๊าซชนิดนี้ในบรรยากาศเพิ่มสูงขึ้น ปริมาณก๊าซซ่ึงรักษาระดับคงท่ีมาเปน็ เวลาหลาย
พันลา้ นปีอาจเปลีย่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ ภายในเวลาไมก่ ป่ี ี อาจทาใหว้ ัฏจกั รคารบ์ อนในระบบนเิ วศไม่
สมดุลอีกตอ่ ไป
5.3 วัฎจักรไนโตรเจน
เป็นองค์ประกอบสาคัญของกรดอะมิโนซึ่งเป็นองค์ประกอบของโปรตีนทุกชนิดใน
ส่ิงมีชีวิต พืชใช้ไนโตรเจนได้ใน 2 รูป คือแอมโมเนียม (ammonium หรือ NH4 +) และไนเตรต
(nitrate หรือ NO3 -) และแม้ว่าในบรรยากาศจะประกอบด้วยไนโตรเจนถึง 80% แต่อยู่ในรูปกา๊ ซ
ไนโตรเจน (N2) ซ่ึงพชื ไมส่ ามารถนามาใชไ้ ด้ ไนโตรเจนสามารถเขา้ ส่วู ัฏจกั รไนโตรเจนของระบบนเิ วศ
ได้ 2 ทางคอื
1) ฝนชะล้างไนโตรเจนกลายเป็นแอมโมเนียมและไนเตรต ไหลลงสู่ดิน และพืชใช้เป็น
ธาตอุ าหารเพือ่ การเจริญเติบโตโดยปฏิกริ ยิ าแอสซมิ ิเลชั่น (assimilation)
2) การตรึงไนโตรเจน (nitrogen fixation) ซึ่งมีเพียงแบคทีเรียบางชนิดเท่านั้นที่
สามารถใชก้ ๊าซไนโตรเจนในบรรยากาศเปลี่ยนเป็นไนโตรเจนในรูปที่พืชสามารถนามาใชไ้ ด้แบคทีเรีย
พวกนมี้ ีท้ังทีอ่ ยใู่ นดินและท่อี ยใู่ นส่ิงมีชวี ิต เชน่ ไรโซเบียมในปมรากถัว่ และแบคทเี รียในเฟินนา้ พวก
แหนแดง (Azolla) นอกจากนน้ั ยงั มีแบคทีเรยี สีเขียวแกมน้าเงนิ ในน้าบางชนิด ในปัจจบุ นั การผลติ ป๋ยุ
ไนโตรเจนใช้ในเกษตรกรรมกเ็ ป็นแหลง่ ไนโตรเจนสาคญั ท่เี ติมไนโตรเจนสรู่ ะบบนิเวศ
16
ภาพที่ 5.3 วัฎจกั รไนโตรเจน
ทีม่ า : (sites.google.com. 2562) [Online]
ไนโตรเจนเป็นธาตุอาหารสาคัญท่ีพืชใช้ในโครงสร้างและแมทาบอลซิ ึม สัตว์กินพืชและ
ผบู้ รโิ ภคลาดับถดั มาได้ใชไ้ นโตรเจนจากพชื น่ีเองเปน็ แหลง่ สรา้ งโปรตีนและสารพันธุกรรม เมอื่ พืชและ
สัตว์ตายลง ผู้ย่อยสลายพวกราและแบคทีเรียสามารถย่อยสลายไนโตรเจนในสิ่งมีชีวิตให้กลับเป็น
แอมโมเนยี มซงึ่ พชื สามารถนามาใช้ได้ผ่านกระบวนการทเี่ รยี กวา่ แอมโมนฟิ ิเคชนั (ammonification)
ไนโตรเจนในสารอินทรยี ์สามารถเปล่ยี นกลับไปเปน็ ก๊าซไนโตรเจนโดยผ่าน 2 กระบวนการ
คือ
1. ไนตรฟิ เิ คชัน (nitrification) แบคทีเรยี บางชนิดใชแ้ อมโมเนียมในดนิ เป็นแหลง่ พลงั งาน
และทาให้เกดิ ไนไตรต์ (NO2 -) ซ่ึงเปลี่ยนเป็นไนเตรตซ่ึงพชื ใชไ้ ดด้ ้วย
2. ดีไนตริฟิเคชัน (denitrification) ในสภาพไรอ้ อกซิเจน แบคทีเรียบางชนิดสามารถสร้าง
ออกซเิ จนได้เองจากไนเตรต และได้ผลผลิตเป็นก๊าซไนโตรเจนกลับคืนส่บู รรยากาศ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปริมาณไนโตรเจนทห่ี มุนเวียนในระบบนิเวศท่ีกลา่ วถึงท้ังหมดนี้จะมี
ปริมาณน้อยมาก แต่วัฏจักรไนโตรเจนในธรรมชาติก็สมดุลด้วยปฏิกิริยาซ่งึ เกดิ โดยพืชและการยอ่ ย
สลายของแบคทีเรยี
17
5.4 วัฏจักรฟอสฟอรัส
ฟอสฟอรสั เปน็ ธาตสุ าคัญ 1ใน 3 ชนิด สาหรับการเจรญิ เตบิ โตของพชื ในสัตว์ ฟอสฟอรสั
เป็นธาตุสาคัญต่อการสร้างโครงสร้างของรา่ งกายให้แข็งแรง เป็นส่วนประกอบท่ีสาคัญของกระดกู
และฟันเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานของเซลล์ใน ระบบนิเวศการหมุนเวียนฟอสฟอรัสโดยพืชนา
ฟอสฟอรัสจากธรรมชาติเขา้ มาในลกั ษณะ ของสารประกอบฟอสเฟตท่ลี ะลายน้าได้ แลว้ นาไปสะสมไว้
ในเซลล์ต่าง เมื่อสัตว์กินพืชก็จะได้รับฟอสฟอรัสโดยผ่านกระบวนการกินเข้าสู่ร่างกาย สัตว์นา
ฟอสฟอรัสท่ีได้ไปสร้างกระดู และฟัน และใช้ในขบวนการอ่ืนๆ เมือสัตว์และพืชตายลง ซากพชื ซาก
สตั ว์จะทับถมลงส่ดู ินฟอสฟอรสั บางสว่ นพืชจะดูดซึมไปใช้ใหม่ บางส่วนถูกแบคทเี รียบางกลมุ่ ที่อยู่ใน
ดนิ ย่อยสลาย เป็นกรดฟอสฟอริก ทาปฏกิ ิริยากบั สารในดิน เกดิ เปน็ สารประกอบฟอสฟอรัส กลบั คนื
ไปทบั ถม เป็นหินฟอสเฟต ในดนิ ในนา้ ในทะเล และมหาสมทุ ร โดยเฉพาะในทะเล สารประกอบของ
ฟอสฟอรัสจะรวมกับซากของหินปะการัง เปลือกหอย และโครงกระดูกสัตว์ต่างๆ เมื่อผ่าน
กระบวนการสกึ กร่อนตามธรรมชาติ แพลงตอนพืชและสตั วใ์ นทะเลนาเอาสารประกอบของฟอสฟอรสั
ดังกล่าวไปใช้เป็นห่วง โซ่อาหาร( food chain )และสายใยอาหาร( food web )ในทะเลและ
มหาสมุทรตอ่ ไปฟอสฟอรัสกจ็ ะหมนุ เวียนคืนสู่ธรรมชาตเิ ป็นวัฏจกั รเช่นนี้ไปไม่มีทส่ี ้ินสดุ ดงั แผนภาพ
ภาพท่ี 5.4 วัฏจกั รฟอสฟอรัส
ทมี่ า : (sites.google.com. 2560) [Online]
5.5 วัฏจกั รกามะถัน
ในการดารงชวี ิตปจั จุบันของคนเรามีความเกีย่ วข้องกบั ธาตุตา่ งๆอยตู่ ลอดเวลา ไมว่ ่าจะ
อยู่ในรา่ งกาย หรืออยู่รอบๆ ตัวเรามธี าตอุ ยู่ชนิดหนึ่งทีม่ คี วามสาคญั ต่อการดารงชวี ติ ของพืช สตั วแ์ ละ
คนเรา โดยธาตุน้ันมีการกระจายอยู่ในดินหรืออยู่ในอากาศ ธาตุน้ันก็คือกามะถัน ซ่ึงกามะถันเป็น
องคป์ ระกอบสาคญั ในพชื และสัตว์ เราจะเหน็ พชื ผลทางการเกษตร มีความอดุ มสมบูรณ์ ไม่เป็นโรคได้
ง่าย ก็มผี ลมาจากพชื ไดร้ ับมะถนั เป็นองค์ประกอบในการต้านทานโรค สัตว์ชนิดต่างๆ ไม่วา่ จะเปน็ สัตว์
18
เล้ียง เช่น สุนัข แมว หรือสัตว์ท่เี ป็นอาหารของคนเรา เช่น หมู ไก่ ก็เช่นกัน ท่ีมีสุขภาพแข็งแรง ไม่
เป็นโรคไดง้ ่าย ก็ล้วนแต่ไดร้ บั กามะถนั ด้วยกนั ทงั้ นั้น
ภาพที่ 5.5 วฏั จกั รกามะถนั
ท่มี า : (sites.google.com. 2562) [Online]
กามะถนั คอื ธาตุทีเ่ ป็นองค์ประกอบสาคัญในการสงั เคราะห์โปรตีนในพชื และสัตว์ เรา
จะไดก้ ามะถนั จากการสลายตวั ของสารอินทรยี ์ท่ที ับถมอยใู่ นดิน จากการระเบดิ ของภูเขาไฟ
ในบรรยากาศก็พบเหมือนกัน แต่เราจะพบเป็นส่วนน้อยในรูปของก๊าซซัลเฟอร์ได
ออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่เราพบน้ันจะสามารถเพ่ิมปริมาณได้อย่างรวดเร็ว เม่ือเกิดการ
สลายตัวของ พืชและสัตว์ โดยเมื่อตายลงจะทบั ถมกนั ทาใหเ้ กดิ การเน่าเสยี มีกลิ่นเหม็น เนอื่ งจากมี
การผลิตซัลเฟอรไ์ ดออกไซด์ ออกมาจากการเนา่ เสยี ออกสู่บรรยากาศ สว่ นหน่งึ จะได้สารประกอบ
ซัลเฟตที่ละลายน้าได้อยู่ในดิน ทาให้พืชสามารถนาซัลเฟตไปใช้ได้อีก กามะถันน้ันเมื่ออยู่ใน
บรรยากาศ จะรวมตัวกบั ละอองนา้ แลว้ ตกลงมาเปน็ เมด็ ฝนของกรดกามะถัน โดยเรยี กว่า ฝนกรด ซงึ่
สามารถสร้างความเสียหายได้อยากมากมาย อย่างเช่น การกัดเซาะส่ิงปลูกสรา้ ง วัด โบราณสถาน
และสถานท่สี าคญั ตา่ ง ๆ กามะถันบางส่วนนัน้ ถูกสะสมเป็นถ่านหนิ และนา้ มนั ปิโตรเลยี มเปน็ เวลานาน
จนกว่าจะมีการนาออกมาใช้โดยการเผาไหม้ต่าง ๆ เช่น การเผาไหม้จากยานพาหนะ โรงงาน
อตุ สาหกรรม เปน็ ตน้
6. การจัดการระบบนิเวศ
“การจัดการระบบนิเวศ คือ การจัดการท่ีมกี ารกาหนดจุดมุง่ หมายท่ีแน่นอนเป็นแรงผลักดัน
ดาเนินการจัดการโดยอาศัยนโยบาย วิธีการ และการปฏิบัติ ซ่ึงสามารถปรับเปล่ียนได้ โดยอ้างอิง
กระบวนการติดตามตรวจสอบและการวิจยั ท่มี ีพ้ืนฐานอยู่บนความรู้ความเข้าใจอย่างดีท่สี ดุ เท่าที่จะ
เป็นไปได้ของปฏิสมั พันธ์และกระบวนการทางนิเวศวิทยาทีจ่ าเปน็ สาหรับความย่ังยืนของโครงสร้าง
และการทาหนา้ ที่ของระบบนิเวศ”
19
องค์ประกอบของการจัดการระบบนิเวศการจัดระบบนิเวศท่ีแท้จริงจะต้องประกอบด้วย
องค์ประกอบ 8 ประการคือ
1) มีคุณค่าพ้ืนฐานต้ังอยู่บนความยั่งยืน การจัดการระบบนิเวศจะต้องมีข้อกาหนดหลกั ท่ี
ความย่ังยนื ซึ่งข้ามช่วงอายขุ ัยของมนุษย์ แทนท่ีจะเป็นเพียงส่ิงท่คี ิดขึ้นมาภายหลงั การจัดระบบนเิ วศ
จะต้องดาเนนิ ต่อไปในทศิ ทางทีจ่ ะไมป่ ฏเิ สธโอกาสและทรพั ยากรทีค่ นรุ่นตอ่ ๆ ไปจะไดร้ บั
2) จดุ มุ่งหมาย การจัดการระบบนเิ วศเปน็ การประยุกต์จดุ มงุ่ หมายของหลกั การใช้ประโยชน์
อย่างเร่งรัด โดยท่ีจุดมุ่งหมายจะต้องไม่เน้นไปที่ผลผลิตและบริการท่ีจะได้รับแต่เพียงด้านเดียวแต่
จะต้องเน้นอย่างเด่นชัดไปท่ี “สถานะในอนาคตที่พึงประสงค์” และ “พฤติกรรมในอนาคตท่ีพึง
ประสงค์” ขององค์ประกอบและการทาหน้าทขี่ องระบบนิเวศซึ่งมีความจาเป็นตอ่ ความยัง่ ยืน ย่งิ ไป
กว่าน้ัน จุดมุง่ หมายทก่ี าหนดข้นึ นน้ั จะต้องสามารถวัดและตดิ ตามตรวจสอบได้
3) การจัดระบบนิเวศต้องมีฐานความเป็นเหตุผล ความรู้ความเข้าใจทางนิเวศวิทยาที่ทุก
ลาดับขั้นของการจดั องค์กรทางนิเวศวทิ ยา
4) ความสลับซับซ้อนและความเช่ือมโยงซ่ึงกันและกัน การจัดระบบนิเวศจาเป็นต้อง
ตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า ความหลากหลายทางชีวภาพและความสลับซบั ซ้อนของโครงสรา้ ง ทาให้
ระบบนิเวศมีความต้านทานต่อการรบกวน และทาให้มีทรัพยากรทางพันธุกรรมท่ีจาเป็นต่อการ
ปรบั ตัวเพอื่ ตอบสนองการเลีย่ นแปลงในระยะยาว และววิ ฒั นาการ
5) คุณลักษณะพลวัตของระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการเป้นความปกติท่ี
เก่ียวข้องเปน็ อนั หนึง่ อันเดียวกันกับความยั่งยืนของระบบนิเวศ ดังนั้น การจัดการระบบนิเวศจะต้อง
เหลียกเล่ียงการพยายามท่ีจะ “แช่แข็ง” ระบบนเิ วศใหด้ ารงอยู่ท่ีสถานะหนึ่งหอื องค์ประกอบหนง่ึ ๆ
ซงึ่ เป็นสง่ิ ที่ตรงกันข้ามกับความเปน็ จรงิ ในทางนเิ วศวิทยา
6) บริบทและมาตรา ระบบนิเวศมีการทาหน้าท่ีในมาตราพื้นท่ีและเวลาทีก่ ว้างมากขณะท่ี
พฤติกรรมของระบบที่บริเวณหนึ่งบริเวณใดซึ่งได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก จึง
เป็นไปไมไ่ ด้ที่จะมีการจดั การท่ีมมี าตราที่เหมาะสมหรือกรอบกาหนดของเวลาเพยี งประการเดียว
7) มนุษย์เป็นองค์ประกอบของระบบนิเวศ การจัดระบบนิเวศจะต้องให้ความสาคัญต่อ
บทบาทของมนษุ ย์ท่จี ะนาไปสูจ่ ดุ ม่งุ หมายในการจดั การท่ยี งั่ ยืน การจัดระบบนเิ วศท่เี หมาะสมมีความ
จาเป็น แต่ไม่เพียงพอท่ีจะนาไปสู่ความย่ังยืนในระยะยาว มีความจาเป็นที่จะต้องพิจารณาเพ่ิม
ประชากรของมนุษย์ วถิ ชี วี ิต ความยากจน ทัศนคติ ระบบคณุ คา่ และจรยิ ธรรมสง่ิ แวดลอ้ มของสงั คม
มนุษย์ เพ่ือนาไปสู่ความยัง่ ยนื ท่ีแทจ้ รงิ
8) ความสามารถการปรับตัวและการประเมิน การจัดการระบบนิเวศจาเป็นต้องยอมรับ
ขีดจากัดพ้นื ฐานที่วา่ ความร้คู วามเข้าใจและกระบวนทัศนท์ ่เี กี่ยวกบั โครงสร้างและการทาหน้าท่ีของ
ระบบนิเวศในปจั จบุ ันยังม่สมบูรณแ์ ละสามารถเปลี่ยนแปลงไดใ้ นอนาคต
20
7. ภยั คุกคามกับระบบนเิ วศ
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพในเมอื งมีสาเหตุหลักจากหลายประการ เนื่องจาก
การพัฒนาของเมืองมีอิทธิพลหรอื ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ
ประเด็นการอภิปรายที่ได้มีการหารือร่วมกันในการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความ
หลากหลายทางชีวภาพ สมัยท่ี 9 ซง่ึ ใหค้ วามสาคัญและตระหนกั ถงึ บทบาทของชุมชนเมอื งและองค์กร
ปกครองท้องถน่ิ ตลอดจนการดาเนนิ กลยทุ ธ์และแผนปฏิบัตกิ ารความหลากหลายทางชวี ภาพแห่งชาติ
(NBSAPs) ท่ีต้องการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานของรัฐในระดับทอ้ งถิ่น (sub national
level of government)
อยา่ งไรกต็ ามประเดน็ ในเรื่องความสัมพันธร์ ะหว่างความหลากหลายทางชีวภาพกบั เมอื ง ยงั
ไม่เปน็ ทเี่ ขา้ ใจในวงกว้างเท่าทคี่ วรทัง้ ในเชงิ ทฤษฎแี ละการปฏิบัติ จงึ จาเปน็ ทจ่ี ะตอ้ งผดิ ชอ่ งว่างเหลา่ น้ี
"เมือง" ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการบริโภคทรัพยากรของโลกและจานวนประชากรในเขตเมืองมี
แนวโน้มสูงขน้ึ อย่างต่อเนือ่ งในอนาคต นอกจากนกี้ ระบวนการตัดสินใจของผ้บู รหิ ารหรอื ผมู้ ีอานาจใน
การตัดสินใจเพ่ือพัฒนาหรือดาเนินกิจกรรมในเมือง เป็นส่วนสาคัญท่ีจะส่งผลกระทบต่อ ความ
หลากหลายทางชีวภาพ ดังนั้นช่องว่างที่เกิดข้ึนน้ีจึงต้องมีกลไกธรรมาภิบาลท่ีมีประสทิ ธิภาพในการ
พัฒนาตอ่ ไป
การพจิ ารณาความสาคญั ของบริการจากระบบนเิ วศ (ecosystem services) ต่อวถิ ชี วี ติ ของ
ชุมชนที่อาศัยอยู่ในเมือง และข้อเทจ็ จริงเกี่ยวกับบริการจากระบบนิเวศ ท้ังทางตรงและทางออ้ ม มี
ความสาคญั อยา่ งยิง่ ท่ีจะต้องทราบว่ากจิ กรรมต่าง ๆ ของเมอื งส่งผลตอ่ ความหลากหลายทางชีวภาพ
ในระดบั ตา่ ง ๆ อยา่ งไร ในการประเมนิ แห่งสหัสวรรษระบวุ ่า กิจกรรมของมนุษยท์ เ่ี ป็นกลไกหลกั และ
นาไปสู่การสูญเสยี ความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบด้วย การทาลายแหล่งทอ่ี ยูอ่ าศัย มลภาวะ
การนาเข้าชนิดพนั ธ์ตุ ่างถ่ิน การบรโิ ภคเกินขีดจากัด และการเปลย่ี นแปลงสภาพภูมอิ ากาศ กิจกรรม
เหลา่ นี้ล้วนเช่ือมโยงกบั กิจกรรมของชุมชน
สาเหตหุ ลักของการสญู เสยี ความหลากหลายทางชีวภาพในเมอื ง
1) การเปลี่ยนแปลงการใชท้ ี่ดินและการแยกสว่ นของแหลง่ ท่อี ยูอ่ าศัย โดยเฉพาะการขยายตัว
ของเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรม การเกษตรกรรม โครงสร้างพ้ืนฐานหรือกิจกรรมการท่องเท่ียว
กิจกรรมเหลา่ นเี้ ป็นสาเหตขุ องการสญู เสยี ความหลากหลายทางชีวภาพ การขยายตัวของชุมชนเมอื ง
เข้าไปในพ้ืนที่ธรรมชาติ (natural area)ส่งผลกระทบทางอ้อม เช่น เสียง การรบกวนและมลภาวะ
การสรา้ งถนนหรอื ทางหลวงสง่ ผลกระทบโดยตรงตอ่ สตั ว์ป่า เปน็ ต้น
2) มลภาวะ การทาลายมลภาวะโดยการปล่อยสารเคมีหรือสารพิษออกสู่ธรรมชาติส่งผล
กระทบโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิต เมืองหลายๆ แห่งมีกิจกรรมสร้างมลภาวะทางอากาศ น้าและดิน
อุตสาหกรรมและน้าที่เกิดจากเมอื งสามารถปนเปื้อนส่พู ้ืนท่่ีชุ่มน้า แม่น้าและชั้นหินอุ้มน้า ซ่ึงส่งผล
ทางออ้ มต่อห่วงโซ่อาหารของสัตว์น้าและความหลากหลาย ของชนิดพันธ์ุปลาและนกน้า
21
3) ชนิดพันธ์ุต่างถ่ินรุกราน สามารถเปล่ียนแปลงโครงสรา้ งและลักษณะทางเคมขี องระบบ
นเิ วศ รวมถงึ ชนิดพันธเ์ุ ฉพาะถน่ิ
4) การใช้ทรัพยากรเกินขีดจากัด พฤติกรรมการบรโิ ภคของผู้ท่อี ยู่อาศัยในเมืองของประเทศ
กาลังพัฒนามีแนวโน้มที่จะสง่ ผลกระทบในระดับโลก ภัยคุกคามท่ีสาคัญอย่างหน่ึง สาหรับประเทศ
กาลังพัฒนาบางประเทศ คือ การคา้ สตั ว์ปา่ ผดิ กฎหมาย
5) การใชพ้ ื้นท่ธี รรมชาตทิ ่ีไรก้ ารควบคมุ ส่งผลตอ่ การแยกส่วนของพ้ืนทธ่ี รรมชาติหรอื แหล่ง
ที่อยู่อาศัย การเข้าถึงพื้นที่ธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงในเมือง เป็นภัยคุกคามหนึ่งที่เห็นได้
ชัดเจนในชมุ ชนเมือง และสามารถเปน็ สาเหตทรี่ บกวนระบบนเิ วศ การบดอดั ดนิ (soil compaction)
และการวัชพชื หรือโรคภยั ส่พู ื้นที่ธรรมชาติ
6) ความเข้าใจผิดของคนทั่วไปเกี่ยวกับพื้นที่เปิดโล่ง ในพื้นท่ีเมืองนั้นอาจเกิดข้อขัดแย้ง
เกย่ี วกับนโยบายการรักษาพื้นท่ีธรรมชาตเิ พอ่ื บรกิ ารจากระบบนิเวศ เชน่ รกั ษาคุณภาพนา้ แหล่งท่ีอยู่
อาศัยของสัตว์หรอื จัดการอุทกภยั อยา่ งไรก็ตามพน้ื ที่เปลา่ น้ีอาจถกู มองวา่ เปน็ พน้ื ทท่ี เ่ี สย่ี งตอ่ การเกิด
อาชญากรรมหรอื เป็นอนั ตรายต่อผอู้ ยอู่ าศยั กรณมี ีสัตว์ทดี่ ุรา้ ยอาศัยอยูใ่ นบริเวณน้ัน
22
บรรณานกุ รม
พจนา เพชรคอน. 2563. ภาวะความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตในสง่ิ แวดลอ้ ม. [Online]. Available
: https://www.scimath.org/lesson-biology/item/9796-2019-02-21-07-11-
20?fbclid=IwAR1v38PrFiuouQZWszxubJTvOtBCV7eHc9pg7ouQ2yMNbpf_clQIuf
A8vWI. [สืบคน้ เม่ือวันที่ 24 มกราคม 2564].
วันทนยี ์ หมวดเมอื ง. 2562. วฏั จักรของสารในระบบนิเวศ. [Online]. Available :
http://www.kuchinarai.ac.th/document/wanthanee/tree.pdf. [สืบคน้ เมื่อวันท่ี 25
มกราคม 2564].
สารานุกรมไทยสาหรับเยาวชน. 2562. ระบบนเิ วศและความสัมพันธ์ระหวา่ งธรรมชาติกับ
ส่ิงมีชวี ติ . [Online]. Available :
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=17&chap=3&page=t
17-3-infodetail07.html. [สืบค้นเมอ่ื วันที่ 23 มกราคม 2564].
สรุ ัตนา ทองศริ ิ. 2560. ระบบนเิ วศ. [Online]. Available :
https://surattana64.blogspot.com/Xn9R5T7Ay928. [สบื คน้ เมอื่ วันท่ี 23 มกราคม
2564].
อดุลย์ ลิมาน. 2562. ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสิ่งมีชวี ิตกบั สง่ิ แวดลอ้ ม. [Online]. Available :
https://www.scimath.org/lesson-biology. [สืบค้นเมอ่ื วนั ที่ 23 มกราคม 2564].
อรวรรณ สวาสดวิ์ งศ์. 2559. ภัยคุกคามกบั ระบบนเิ วศ. [Online]. Available :
https://sites.google.com/site/orawansiges/phay-khukkham-kab-rabb-
niwes?fbclid=IwAR1rqINGm5_YVcGn_I1lN5DJPZ_JjHfmfPO_27pV84t39ldCnuG-
puODDro. [สืบค้นเมอ่ื วันที่ 23 มกราคม 2564].
Environment. 2561. ระบบนิเวศ. [Online]. Available :
https://environmentttt.wordpress.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9
A%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%
A8/?fbclid=IwAR2fo0aRLUBwcdNkKjcnJK0KNwM6P8vmh_Pz0Rjziyhv3Svmsxw5x
Cr5h4. [สบื ค้นเม่ือวันที่ 24 มกราคม 2564].
Peeeunjae. 2555. การอนรุ กั ษธ์ รรมชาติและส่ิงแวดล้อม. [Online]. Available :
http://oknation.nationtv.tv/blog/nunuk/2012/03/14/entry-1. [สืบค้นเม่ือวนั ท่ี 24
มกราคม 2564].
23
Sites. 2562. ความสัมพนั ธข์ องสิง่ มีชวี ติ ในส่งิ แวดลอ้ ม. [Online]. Available :
https://sites.google.com/site/dulsci1/bth-thi-2-rabb-niwes/3-khwam-
samphanth-rahwang-sing-mi-chiwit-kab-sing-waedlxm. [สบื คน้ เมื่อวันที่ 23
มกราคม 2564].
Sites. 2560. วฏั จกั รฟอสฟอรสั . [Online]. Available :
https://sites.google.com/site/rabbniwes25/watcakr-khxng-sar/watcakr-. [สืบค้น
เมอ่ื วนั ที่ 25 มกราคม 2564].
Sites. 2562. วัฏจกั รไนโตรเจน. [Online]. Available :
https://il.mahidol.ac.th/emedia/ecology/chapter1/chapter1_nitrogen1.htm?fbc
lid=IwAR1ZRLoOsscCdXROtfk3SXW5Pgeyac2kUTkXGH8MuADoBfo2rg8k_vnIB84.
[สืบค้นเมื่อวนั ที่ 25 มกราคม 2564].
Sites. 2562. วัฏจักรของสารในระบบนิเวศ. [Online]. Available :
https://sites.google.com/a/nps.ac.th/sawai2558/withyasastr/kar-hmunweiyn-
khxng-sar-ni-rabb-niwes. [สืบคน้ เม่อื วนั ท่ี 25 มกราคม 2564].
24
ประวตั ิผูจ้ ดั ทา
ชือ่ - สกุล : นางสาวอรยา พระใหญ่
ชอ่ื เลน่ : ซายน์
วัน/เดอื น/ปเี กดิ : วนั ท่ี 10 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2542 อายุ 21 ปี
ระดบั การศกึ ษา : กาลังศกึ ษา ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสุรินทร์ คณะวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
วชิ าเอกวทิ ยาศาสตร์ ชน้ั ปีที่ 3
สถานที่เกิด : สุรินทร์
ท่อี ยูป่ ัจจุบัน : 553 หมู่ 1 ตาบลนอกเมอื ง อาเภอเมอื ง จังหวดั สุรนิ ทร์ 32000
เบอร์โทรศพั ท์ : 0935071103
E-mail : [email protected]