The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทความวิจัยลงเนต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 63040102233, 2024-02-12 21:42:48

บทความวิจัย

บทความวิจัยลงเนต

การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการ เรียนผ่านการใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ THE STUDY OF ENGLISH ACHIVEMENT OF SECONDARY 4 BY USING MOVIES MEDIA นางสาวชนกกานต์ คำโนนคอม Miss. Chanokkarn Kamnoncom สาขาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี English major Faculty of Education, UdonThani Rajabhat University บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษที่เรียน โดยการใช้บัตรคำศัพท์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาอังกฤษที่เรียนโดยสื่อภาพยนตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1)แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อภาพยนตร์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 2)แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 จำนวน 30 ข้อ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน เทศบาล 3 บ้านเหล่าหลังเรียนโดยแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อภาพยนตร์ สูงกว่าก่อนเรียน มีคะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียนเท่ากับ 9.23 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 14.86 2) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้บัตรคำศัพท์ มีประสิทธิภาพรวมของกระบวนการ (E1) เท่ากับ 85.88 และประสิทธิภาพของ กระบวนการวัดผลหลังเรียน (E2) เท่ากับ 79.09 สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้สาระวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้ บัตรคำศัพท์ เท่ากับ 85.88/79.09 ซึ่งมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คำสำคัญ: สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ, ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ในสังคมโลกปัจจุบันการเรียนรู้ภาษาอังกฤษมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษาแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ ความบันเทิง การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่หลากหลายและ วิสัยทัศน์ของชุมชนโลก นำมาซึ่งมิตรไมตรีและความ


ร่วมมือกับประเทศต่างๆ ช่วยกันพัฒนานักเรียนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นดีขึ้น เข้าใจความแตกต่างของ ภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การคิดสังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารได้รวมทั้งเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆได้ง่ายกว้างขวางขึ้นและมีวิสัยทัศน์ในการ ดำเนินชีวิต (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2551:1) ประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศหนึ่งใน ประชาคมโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองของประเทศได้รับผลกระทบอย่างมากจากความเจริญก้าวหน้า ของเทคโนโลยีสาระสนเทศดังนั้นจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษของคนไทยให้อยู่ในระดับที่ จะรู้และเข้าใจสาระสนเทศภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดีตลอดจนสามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารไปยังประชาคม โลกได้ถูกต้องและเหมาะสม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551:1) ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษถือได้ว่าเป็นศาสตร์สำคัญศาสตร์หนึ่ง เพราะว่าภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง ในการใช้สื่อสาร บัณฑิตยุคปัจจุบันต้องมีองค์ความรู้และสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ยุคศตวรรษที่ 21 เป็นโลกไร้ พรมแดนองค์ความรู้ด้านต่างๆ ทั่วทุกมุมโลกต่างก็ได้รับการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ภาษาของชาติที่ เป็นประเทศมหาอำนาจจะได้รับความสนใจเรียนรู้กันทั่วโลก เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน เป็นต้น ขณะเดียวกันแต่ละประเทศก็จำเป็นต้องรักษาอัตลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรมประจำชาติของตนเอาไว้ให้ เข้มเข็ง เพื่อคงไว้ซึ่งความมีศักดิ์ศรีความเป็นชาติและภูมิปัญญาที่ได้รับการถ่ายทอดมาเป็นเวลานานบัณฑิต จำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาของชาติที่เป็นประเทศมหาอำนาจและการเรียนรู้ภาษาประจำชาติเพื่อคงความเป็นชาติ ไว้นั้น หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย จึงกำหนดให้ประชาชนได้ศึกษาเล่าเรียนภาษาอังกฤษเป็น ภาษาต่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องศึกษาภาษาไทยที่เป็นภาษาหลักของชาติไปด้วย เพื่อใช้สื่อสารกับ คนในประเทศเดียวกัน และใช้ภาษาอังกฤษไว้ใช้สื่อสารกับคนต่างประเทศ (วรวรรธน์ ศรียาภัย กรรณิการ์ รักษาและ คนึงนิจ ศีลรักษ์. 2553 : 36-50) จากการศึกษาสรุปได้ว่าภาษาอังกฤษนั้นเป็นภาษาที่สำคัญในประเทศไทยซึ่งควรที่จะได้รับการพัฒนา เป็นอย่างมากและยังเป็นศาสตร์ที่สำคัญอย่างมากในการเนินชีวิต รวมทั้งเศรษฐกิจ การเมือง การปกครองและ ยังสำคัญมากในการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 ทักษะการฟังเป็นทักษะแรกที่ผู้เรียนได้ยิน เกิดการเรียนรู้ และเห็นคุณค่าของการฟัง โดยเริ่มจากการเรียนรู้ค้า ศัพท์ การออกเสียง สำเนียงการพูด และฟังเพื่อความเข้าใจ ซึ่งทักษะการฟังเพื่อความเข้าใจถือว่าเป็นทักษะที่ สำคัญในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร การฟังช่วยพัฒนาการออกเสียง ยิ่งฟังมากและเข้าใจ ภาษาพูดมากเท่าไร การฟังก็จะช่วยพัฒนา สำเนียง การเน้นค้าที่เชื่อมประโยคหรือค้าเข้าด้วยกันทักษะการ สื่อสารที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพูดอย่างเดียวแต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของการฟังที่ดีด้วย นอกจากนั้น ทักษะ การฟังยังมีประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้านการพูด อ่าน และเขียน ตามลำดับ (Harmer, 2007) การฟังเป็นทักษะทางภาษาที่มีความสำคัญเนื่องจากในแต่ละวันคนเราใช้ทักษะการฟัง มากกว่าทักษะอื่น 1 จวกผลการวิจัยของแรนดิน ( Rankin. 1982 : 623) ได้สำรวจการ สื่อสารในชีวิตประจำวันจากบุคคลหลายอาชีพพบว่า วิธีการสื่อสารทั้ง 4 ทักษะได้แก่, การฟัง พูด อ่าน และเขียนนั้น เมื่อคิดตามอัตราส่วนแต่ละวัน ตนเราจะใช้เวลาในการฟัง 45% การพูด 30% การอ่านและการเขียน 25% จากงานวิจัยของดูเกอร์ (Duker. 1969 :: 747) ได้สำรวจเวลาที่ใช้ใน


การฟังของนักเรียนในชั้นเรียน พบว่าเวลาเรียนแต่ละวันเด็กใช้เวลาในการฟังไปถึง 58% การฟัง จึงเป็นทักษะสำคัญในปัจจุบันการพัฒนาทักษะการฟังยังไม่ใด้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควรและจากการศึกษา ภาษาอังกฤษพบว่าปัญหาด้านการฟังเป็นอีกปัญหาที่ยังพบอีกทั้งในการสอบวัดระดับ O-net ไม่มีการทดสอบ ด้านการฟัง การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษมีหลายวิธีนอกจากการพัฒนาในการเรียนการสอนแล้วนักศึกษาจะต้องมี การพัฒนาวิธีการอื่นๆเพื่อให้มีสมรรถนะเพิ่มขึ้นเช่นการชมภาพยนตร์ การฟังเพลงภาษาอังกฤษ ดูคลิปหรือสื่อ สังคมออนไลน์ การใช้เกมคอมพิวเตอร์ รายการโทรทัศน์ ที่เป็นภาษาอังกฤษ จากการศึกษาพบว่าการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษนอกห้องเรียนส่งผลให้ผู้เรียนมีทักษะภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น การศึกษาพบว่ากิจกรรมที่ส่งผลให้ นักศึกษามีทักษะภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นประกอบด้วย การฟังเพลงภาษาอังกฤษ การชมภาพยนตร์เสียง ภาษาอังกฤษ การชมภาพยนตร์เสียงภาษาอังกฤษแบบมีบรรยายภาษาอังกฤษ การคุยกับเพื่อนเป็น ภาษาอังกฤษ ดูคลิปสอนภาษาอังกฤษ โทรทัศน์ ข่าว รายการบันเทิง เข้าชมละครเวที นิทรรศการหรืองาน สัมมนาที่จัดเป็นภาษาอังกฤษ เป็นต้น และพบว่าการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้เพิ่มขึ้นโดยใช้วิธีการชม ภาพยนตร์ที่มีคำบรรยายเป็นภาษาอังกฤษนักศึกษามีการกดหยุดตรงคำหรือประโยคที่ชอบพร้อมทั้งฝึกออก เสียงตามจะส่งผลให้มีการฝึกหัดทักษะการฟังพร้อมทั้งทักษะการพูด (โสภิต สุวรรณเวลา , 2563) จากเหตุผลที่นำเสนอข้างต้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาวิธีการสอนภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาทักษะการ ฟังโดยใช้สื่อภาพยนตร์ ว่าจะทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษเป็นไปตามเกณฑ์ มาตรฐานหรือไม่ คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่ วัตถุประสงค์การวิจัย 1.เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษที่เรียนด้วยวิธีการใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 2.เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษที่เรียนด้วยการใช้สื่อภาพยนตร์ ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่สี่ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน สมมติฐานของการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษที่เรียนด้วยการใช้สื่อภาพยนตร์ ภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตการวิจัย 1.ประชากรในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่าอำเภอ เมืองจังหวัดอุดรธานี 2.ตัวแปรในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้มีตัวแปรดังนี้ 2.1 ตัวแปรต้นคือ สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ


2.2 ตัวแปรตามคือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ 3.เนื้อหาสาระของการวิจัยครั้งนี้คือ past simple tense 4.ระยะเวลาในการวิจัยในการวิจัยครั้งนี้ใช้เวลา 10 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง รวม 5 สัปดาห์ วิธีการดำเนินวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่าอำเภอเมืองจังหวัดอุดรธานีจำนวน 76 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 2.กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า จำนวน 1 ห้อง 22 คน ในภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2565 ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ตัวแปรที่ศึกษา 1. ตัวแปรต้น ได้แก่ แบบฝึกประกอบภาพยนตร์ 2. ตัวแปรตาม ได้แก่ 1. ทักษะการฟังภาษาอังกฤษ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ระยะเวลา ระยะเวลาในการทดลองใช้และพัฒนาแบบฝึกประกอบภาพยนตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า เป็นระยะเวลารวม 5 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง โดยชั่วโมงแรกและชั่วโมง สุดท้าย เป็นการทดสอบนักเรียนก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) แบบแผนการทดลอง ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้แบบแผนการวิจัยแบบการทดสอบกลุ่มเดียวโดยมีการทดสอบก่อนเรียนและหลัง เรียน (One Group Pretest - Posttest Design) ดังนี้ (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2543: 60) ดังแสดงในตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แบบแผนการทดสอบกลุ่มเดียวโดยมีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ทดสอบก่อนเรียน ทดลอง ทดสอบหลังเรียน T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนวิจัย T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (pre-test) X แทน การเรียนการสอนโดยใช้สื่อภาพยนตร์


T2 แทน การทดสอบก่อนเรียน (post-test) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1.สื่อภาพยนตร์ในรูปแบบมีคำบรรยายและไม่มีคำบรรยายไทย 2.แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ การเก็บรวบรวมข้อมูล การดําเนินงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรมข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 2. ศึกษาวิธีการสร้างและเขียนแบบทดสอบประเภท Short Answer และ Multiple Choice 3. ติดต่อประสานงานกับผู้บริหารโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือในการศึกษาและทดลองใช้การจัดการ เรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ 4. เลือกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2566 5. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ และประเมินความสอดคล้องเชิงเนื้อหา (IOC) 6. สร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์คัดเลือกคุณภาพ มีค่า IOC ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 7. สร้างแบบวัดความพึงพอใจและประเมินความเหมาะสม 8. นำไปใช้จัดการเรียนรู้ โดยการชี้แจงกระบวนการการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์เพื่อให้ผู้เรียน ปฏิบัติได้ถูกต้อง 9. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาษาอังกฤษ ประเภท Short Answer และ Multiple Choice เพื่อนำคะแนนมาวิเคราะห์เป็นคะแนนก่อน เรียน


10. ดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เป็น กลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัยและผู้ช่วยนักวิจัยเป็นผู้ออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เอง ใช้เวลา 10 ชั่วโมง โดย ผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ ภาษาอังกฤษ จำนวน 5 ชุด/แผน รวม 10 ชั่วโมง โดยระหว่างการจัดการเรียนรู้ ครูผู้สอนและผู้ช่วยผู้วิจัยจะ ทำการสังเกตพฤติกรรมความสามารถด้านการพูดของนักเรียนไปด้วย 11. เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับนักเรียนกลุ่มเดิมใน แต่ละโรงเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสำฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ เป็นชุดเดียวกับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน และแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ วัดหลังจากการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ 12. หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ E1/E2 13. นำคะแนนจากการตรวจสอบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มาวิเคราะห์ข้อมูลโดย วิธีการทางสถิติ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน 14. นำแบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ตอนที่ 1 การศึกษาความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน โดย การจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 โดยผู้วิจัยดำเนินการดังนี้ 1. ให้กลุ่มตัวอย่างทั้ง 22 คน รับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ และทำกิจกรรมในแต่ละแผนการเรียนรู้ ทั้ง 4 แผนการเรียนรู้ จากนั้นบันทึกคะแนนที่ได้ในแต่ละแผน ผู้วิจัย วิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยคะแนนของแต่ละแผนการเรียนรู้ ผลการวิเคราะห์ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 คะแนนเฉลี่ย () ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และลำดับของคะแนนเฉลี่ยจากการทำ แบบทดสอบในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ หน่วยที่ เรื่อง คะแนนเต็ม S.D ร้อยละ ลำดับที่ 1 People 10 8.36 1.00 79.54 1 2 Shop and Product 10 8.27 0.76 78.63 2


3 Out and about 10 8.05 0.65 76.36 4 4 True Story 10 8.13 0.77 77.73 3 จากตารางที่ 2 แสดงให้เห็นว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มตัวอย่างสามารถทำคะแนน เฉลี่ยของแผนการจัดการเรียนรู้ได้สูงสุดในหน่วยที่ 1 เรื่อง People คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 79.54 อันดับสองคือ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง Shop and Products คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 78.63 อันดับที่สามคือ หน่วยการ เรียนรู้ที่ 4 เรื่อง True story คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 77.73 และอันดับสุดท้ายคือ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง Out and about คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 76.36 ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าร้อยละ 75 ตารางที่ 3 การจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 รายการประเมิน จำนวน นักเรียน คะแนนเต็ม คะแนนรวม คะแนน เฉลี่ย ประสิทธิภาพตาม เกณฑ์75/75 คะแนนกระบวนการ ระหว่างเรียน (E1 ) 22 40 687 78.07 85.88 คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลัง เรียน (E2) 22 20 327 16.35 79.09 จากตารางที่ 3 พบว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพของ E1/E2 เท่ากับ 78.07/79.09 สูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ตอนที่ 2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการใช้สื่อภาพยนตร์ ภาษาอังกฤษ จำนวน 22 คน ผลการวิเคราะห์แสดงในตารางที่ 4 ตารางที่ 4 ค่าร้อยละของคะแนนจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ คนที่ คะแนนทดสอบ ผลต่าง คนที่ คะแนนทดสอบ ผลต่าง ก่อนเรียน (20) หลังเรียน (20) D D 2 ก่อนเรียน (20) หลังเรียน (20) D D 2 1 13 20 7 49 12 10 15 5 25 2 13 16 3 9 13 12 18 6 36


3 11 15 4 16 14 7 15 8 64 4 10 16 6 36 15 8 14 6 36 5 14 18 4 16 16 11 16 5 25 6 6 12 6 36 17 8 15 7 49 7 11 13 2 4 18 4 13 9 81 8 9 14 5 25 19 11 15 4 16 9 10 15 5 25 20 5 13 8 64 10 13 16 3 9 21 3 10 7 49 11 5 13 8 64 22 9 15 6 36 จากตารางที่ 4 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของกลุ่มตัวอย่าง 22 คน สูงขึ้น หลังจากการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ ก่อนเรียนและหลังเรียน มีคะแนนเต็ม 20 คะแนน ค่าผลต่างของคะแนนสูงสูดเท่ากับ 9 คะแนน และค่าผลต่างของคะแนนต่ำสุดเท่ากับ 2 คะแนน ผู้วิจัยนำคะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการใช้สื่อภาพยนตร์ ภาษาอังกฤษมาเปรียบเทียบกันและทดสอบด้วยค่า t แบบจับคู่ ปรากฏผลดังตารางที่ 5 ตางรางที่ 5 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ ด้วยการทดสอบ t แบบกลุ่มไม่อิสระของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (n=22) การ ทดสอบ N คะแนน เต็ม S.D 2 df t Sig. (1tailed) ก่อนเรียน 22 20 9.23 0.48 118 769 21 9.88* 1.7207 หลังเรียน 22 20 14.86 0.42 *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 จากตารางที่ 5 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ได้จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 9.23 คะแนน และ 14.86 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า นักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ตอนที่ 3 การศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนโดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปรากฏดังตารางที่ 6 ตารางที่ 6 การศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยสื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาที่ 4 (n=22) ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยการใช้สื่อ ภาพยนตร์ภาษอังกฤษ คะแนน ระดับความพึง ค่าเฉลี่ย S.D. พอใจ ด้านที่ 2 ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านที่ 3 ด้านการพัฒนาการเรียนของนักเรียน 3.1 นักเรียนเข้าใจบทสนทนาภาษาอังกฤษดีขึ้น 4.68 0.47 มากที่สุด 3.2 นักเรียนสามารถพูดได้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ 4.59 0.58 มากที่สุด 1.1 บรรยากาศของนักเรียนเกิดความสนุกสนานในการ เรียนภาษาอังกฤษ 4.59 0.49 มากที่สุด 1.2 บรรยากาศของการเรียนนักเรียนมีความ กระตือรือร้นในการพูดภาษาอังกฤษ 4.55 0.50 มากที่สุด 1.3 บรรยากาศของการเรียนนักเรียนมีความกล้า แสดงออกในการพูดภาษาอังกฤษ 4.64 0.48 มากที่สุด 1.4 บรรยากาศของการเรียนทำให้นักเรียนมีความ รับผิดชอบต่อตนเอง และกลุ่ม 4.59 0.49 มากที่สุด 1.5 บรรยากาศของการเรียนทำให้นักเรียนเกิดความคิด ที่หลากหลาย 4.55 0.50 มากที่สุด รวมด้านที่ 1 4.58 0.49 มากที่สุด ด้านที่ 1 ด้านบรรยากาศในห้องเรียน 2.1 กิจกรรมการเรียนการสอนส่งเสริมการฟัง ภาษาอังกฤษ 4.59 0.49 มากที่สุด 2.2 นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการฟังกับเพื่อนร่วม ชั้น 4.64 0.48 มากที่สุด 2.3 เนื้อหาบทเรียนและกิจกรรมเหมาะสมกับนักเรียน 4.45 0.66 มากที่สุด 2.4 กิจกรรมการเรียนการสอนส่งเสริมการคิดและ ตัดสินใจ 4.59 0.58 มากที่สุด 2.5 กิจกรรมการเรียนการสอนทำให้นักเรียนกล้าคิดกล้า ตอบ 4.68 0.47 มากที่สุด รวมด้านที่ 2 4.59 0.53 มากที่สุด


3.3 นักเรียนสามารถเลือกใช้คำศัพท์และสำนวนในการ สื่อสาราได้เหมาะสมกับสถานการณ์ 4.68 0.63 มากที่สุด 3.4 นักเรียนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วขึ้น 4.64 0.48 มากที่สุด 3.5 นักเรียนสามารถนำบทสนทนาภาษาอังกฤษไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ 4.68 0.47 มากที่สุด รวมด้านที่ 3 4.65 0.52 มากที่สุด โดยรวม 4.61 0.52 มากที่สุด จากตารางที่ 6 พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า จังหวัดอุดรธานี มี ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ วิชาภาษาอังกฤษ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สรุปผลการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพของ E1 /E2 เท่ากับ 85.88/79.09 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ วิชาภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด อภิปรายผล 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4 มีประสิทธิภาพของ E1 /E2 เท่ากับ 78.07/79.09 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 เป็นเช่นนี้เพราะผู้วิจัยได้มี วิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษดังวิจัยของ โสภิต สุพรรณเวลา (โสภิต สุพรรณเวลา, 2563) ที่ว่า การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษมีหลายวิธีนอกจากการพัฒนาในการเรียนการสอนแล้วนักศึกษา จะต้องมีการพัฒนาวิธีการอื่นๆเพื่อให้มีสมรรถนะเพิ่มขึ้นเช่นการชมภาพยนตร์ การฟังเพลงภาษาอังกฤษ ดู คลิปหรือสื่อสังคมออนไลน์ การใช้เกมคอมพิวเตอร์ รายการโทรทัศน์ ที่เป็นภาษาอังกฤษ จากการศึกษาพบว่า การเรียนรู้ภาษาอังกฤษนอกห้องเรียนส่งผลให้ผู้เรียนมีทักษะภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น การศึกษาพบว่ากิจกรรมที่ ส่งผลให้นักศึกษามีทักษะภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นประกอบด้วย การฟังเพลงภาษาอังกฤษ การชมภาพยนตร์เสียง ภาษาอังกฤษ การชมภาพยนตร์เสียงภาษาอังกฤษแบบมีบรรยายภาษาอังกฤษ


2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในภาพรวมมีการพัฒนาอย่าง ต่อเนื่องโดยสามารถสรุปได้จากคะแนนของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และผลคะแนนเฉลี่ยในแต่ละแผนการเรียนรู้ของนักเรียน โดยหน่วยการเรียนรู้ที่ นักเรียนทำคะแนนได้มากคือหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง People โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 79.54 โดย ด้านการฟัง มีสาเหตุมาจากนักเรียนขาดประสบการณ์ในการฟัง ทำให้เกิดความไม่มั่นใจและเกิดจากคำศัพท์ที่ นักเรียนไม่คุ้นเคย การจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ มีโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกการฟัง และส่งผลให้นักเรียนเกิดความมั่นใจและสามารถฟังได้ถูกต้อง ทางด้านการใช้สำนวนและไวยากรณ์ พบว่า นักเรียนมักใช้โครงสร้างและสำนวนที่คุ้นเคยหรือใช้จากความเข้าใจของนักเรียนเอง ซึ่งทำให้เกิดความสับสน และความเข้าใจที่ผิดต่อการใช้สำนวนและไวยากรณ์ โดยจากการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อภาพยนตร์ ภาษาอังกฤษ ทำให้นักเรียนได้ทำความคุ้นเคยและทำความเข้าใจเกี่ยวกับสำนวนและไวยากรณ์ใน ชีวิตประจำวัน ช่วยทำให้นักเรียนฟังและสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ นักเรียนบางคนมีการเพิ่มขึ้นของ คะแนนในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ไม่เท่ากัน อาจเป็นเหตุมาจากนักเรียนบางคนยังขาดประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง กับหัวข้อหรือหน่วยการเรียนรู้ที่ดึงดูดความสนใจแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น เรื่องบุคคล การซื้อของ การ ท่องเที่ยว และเรื่องเล่าชีวประวัติ ทำให้คะแนนที่ได้จากการวัดผลสัมฤทธิ์รายแผนการเรียนรู้ต่างกันเล็กน้อย เมื่อเทียบกับแผนการจัดเรียนรู้ในหน่วยอื่น 3. ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดโดยมีคะแนนเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.61 สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สามารถ อ้างอิงได้จาก อารี พันธ์มณี (2546 : 12) กล่าวว่า ความพึงพอใจ คือ ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความรู้สึกพึงพอใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบุคคลได้รับในสิ่งที่ตนเองต้องการ หรือเป็นไปตามที่ตนเองต้องการ ความรู้สึกดังกล่าวนี้จะลดลงหรือไม่เกิดขึ้น ถ้าหากความต้องการหรือ เป้าหมายนั้นไม่รับการตอบสนอง ข้อเสนอแนะ 1. ในการวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อภาพยนตร์ภาษาอังกฤษแต่ละหน่วย ควร คำนึงถึงปัจจัยภายนอกที่อาจจะส่งผลต่อการเรียนรู้ เช่น การฟังภาพยนตร์ที่เก่าเกิดไป ถ้านักเรียนไม่เข้าใจ สำนวนประโยค คำศัพท์ และความหมายในเรื่อง อาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการจัดกิจกรรม 2. ก่อนการสอนครูควรแนะนำคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และควร แนะนำคำศัพท์ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็น ยาก ปานกลาง ง่าย เพราะต้องคำนึงถึงพื้นฐานความรู้ของนักเรียนที่ แตกต่างกัน


3. ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน หากนักเรียนน้อยเกินไป ครูควรแบ่งจำนวนกลุ่มเพิ่มขึ้น หรือการทำงานแบบคู่ เช่น การแสดงบทบาทสมมติ การฟังจับใจความ กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เนื่องจากผู้วิจัยได้รับความช่วยเหลือ ดูแล เอาใจใส่เป็นอย่างดีจาก หลายๆฝ่าย โดยเฉพาะอาจารย์ที่ปรึกษาทั้งสองท่าน คือ อาจารย์บุรัชต์ ภูดอกไม้ และ ผศ.วชิรเกียรติ เบ้า ทองจันทร์ ในการแนะนำ ตรวจแก้ไข ให้ข้อเสนอแนะ ติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยรู้สึก ทราบซึ้งในความกรุณาของอาจารย์ทั้งสองท่านนี้เป็นอย่างยิ่งและขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ที่สละเวลาในการตรวจทานแก้ไขข้อบกพร่องของแผนการสอน ตรวจทานความถูกต้องของภาษา และพิจารณาความตรงเชิงเนื้อหาของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ขอขอบคุณ ผู้อำนวยการ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ครูพี่เลี้ยง และนักเรียน โรงเรียนเทศบาล ๓ บ้าน เหล่า จังหวังอุดรธานี ที่ได้ให้ความร่วมมือในการดำเนินการวิจัย นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้รับความช่วยเหลือจาก คุณพ่อ คุณแม่ พี่น้องและเพื่อนๆ ตลอดจนบุคคลต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลืออีกมากที่ผู้วิจัยไม่สามารถกล่าว นามได้หมดนี้ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาและความปรารถนาดีของทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง จึงกราบ ขอบพระคุณและขอบคุณไว้ในโอกาสนี้ กรมวิชาการ. (2545). คู่มือการจัดการสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศตามหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช2544. กรุงเทพมหานคร : องค์การรับส่งสินค้า และพัสดุภัณฑ์ กระทรงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. ฤทัยรัตน์ ศรีพวงมาลัย.2561.การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ด้านการฟังภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยจัดการ เรียนรู้ผ่านพอดคาสต์.ปริญญาตรี สาขาวิชาการสอนภาษาอังฤษ มหาวิทยาลัยศิลปากร ชิทชล ยานารมย์.2556.การพัฒนาการฟัง-พูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โดยใช้ ภาพยนตร์ต่างประเทศ.กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนเตรียมบัณฑิตพิชชาลัย สงขลา วิชชา สันทนาประสิทธ์.2555.บทบาทของภาพยนตร์กับพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นไทย กรณีศึกษา นักศึกษามหาวิทยาลัยราชฏักสวนสุนันทา.มหาวิทยาลัยราชฏักสวนสุนันทา


ธีรวัฒน์ โคตรหานาม. (2558). "การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้คลิปภาพยนตร์ เพื่อ เสริมสร้างทักษะในการฟังและพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5." วิทยานิพนธ์ ปริญญา ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร. ธิดารัตน์ เหลืองไตรรัตน์. (2554). "การใช้ภาพยนตร์ประกอบตัวอักษรบรรยายเพื่อเปรียบเทียบ การเรียนรู้ คําศัพท์และความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรปีที่ 2." วิจัยในชั้นเรียนวิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคล้านนา เชียงใหม่. ณัฐชนา ระวิวงศ์. (2551). "ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้สื่อดีวีดี." สารนิพนธ์ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและ การ สอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. รัชดาวัลย์ ศรีวรกุล. (2558). การสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษสําหรับนักเรียนที่มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ําของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนก ประถม. เข้าถึงเมื่อ 24 เมษายน 2562. เข้าถึงได้จาก http://www.swis.acp.ac.th /tamp_research วันชนะ บุญชม. (2555). "ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านภาษาอังกฤษต่อการเรียนโดยใช้ภาพยนตร์ออนไลน์ของ นักศึกษาที่เรียนสาขาวิชาภาษาอังกฤษ." คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏ อุบลราชธานี. เข้าถึงได้จาก http://www.human.ubru. ac.th/ research/images/research/English%20Reading%20Achievement%20Towards%20 Learning%20through%20Online%20Movies%20for%20English%20Majors.pdf ศิริการณ์ ตาปราบ. (2553). "การพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษโดยใช้รายการโฆษณาในโทรทัศน์ของ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2." สารนิพนธ์ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สุนันทา สุนทรประเสริฐ. (2553). การสร้างสื่อการสอนและนวัตกรรมการเรียนรู้สู่การพัฒนาผู้เรียนรู้. สุพรรณบุรี: โรงเรียนสุวรรณภูมิ. ล้วน สายยศ. (2543). เทคนิคการวัดผลการเรียนรู้. กรุงเทพมหานคร:


English Best, J. W. (1981). Research in Education. 5th ed. New Jersey: Prentice Hall. Bowen, J. D., Madsen, H. and Hilferty, A. (1985). TESOL Techniques and Procedures. Boston, MA: Heinle & Heinle Publishers. Bury, C. (1 9 8 3 ) . Video English Teaching Guide. London: The British Council & Macmillan. Etemadi, A. (2 0 1 2 ) . " Effects of bimodal subtitling of English movies on content comprehension and vocabulary recognition." International journal of English linguistics, 2, 1: 239. Field, J. (2010). "Listening in the Language Classroom." ELT journal, 64, 3: 331-333. Florence, Y. (2009). "Learning English through films : A case study of a Hong Kong class." University of Hong Kong. Harmer, J. (1991). The Practice of English Language Teaching. 6th ed. Hong Kong: Longman. Peterson, P. W. (2001). "Skills and strategies for proficient listening." Teaching English as a second or foreign language, 3: 87-100. Rivers, W. M. (1968). "Teaching foreign language skills." Chicago: The University of Chicago. Rost, M. (1991). Listening in action. New Jersey: Prentice Hall. Solak, E. (2016). Teaching Listening Skills For Prospective English Teachers. Accessed April 5. Available from https://scholar.google.com/scholar? hl=en&as_sdt=0 ,5 &q=Teaching+Listening+Skills+For+Prospective+English+teach er#d=gs_qabs&u=%23p%3DcGoOaNQkZBEJ Underwood, M. (1989). Teaching listening. Addison-Wesley Longman Ltd.


Click to View FlipBook Version