The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Aoey SK, 2020-02-20 03:37:11

สรารัญ446 (1)

สรารัญ446 (1)

ใบหน้าเปน็ เพียงแตผ่ า้ คลมุ ศรี ษะเท่านั้น ซงึ่ ชาวซิกข์ใชเ้ ป็นการแสดงความเคารพต่อบุคคล
และสถานที่ในขณะนัน้ อีกทั้งยงั เปน็ ศักดิ์ศรีของผู้สวมใส่
๕. อาหารการกิน
ไมม่ ีกฎขอ้ ใดในศาสนาซกิ ขท์ ่ีหา้ มทานเนื้อสตั ว์ แต่ไดม้ ีบทบัญญัตใิ นพระมหาคัมภรี ค์ ุรุครนั ถ์
ซาฮิบวา่ “หมูหรอื ววั ทง้ั สองตวั ก็มสี ิทธิอยู่” อนั หมายความว่าสตั วท์ ุกชนดิ ในโลกต่างมีสทิ ธิ
ในชวี ิตของตนเองจงึ ไม่ควรทีจ่ ะลิดรอนสิทธใิ นชวี ติ ของสัตวเ์ หลา่ น้ัน ฉะนั้นศาสนาซิกข์จะ
ไม่หา้ มทานเน้อื สตั ว์แต่จะพยายามเลีย่ งหากจาเป็นจะต้องทานเนือ้ สัตว์ก็ต้องทานเน้ือสัตวท์ ่ี
ไม่ได้ถูกชาแหละโดยวธิ ที รมาน ด้วยเหตุผลทปี่ รากฏในพระมหาคมั ภีรว์ า่ มนษุ ยแ์ ละสัตว์
โลกทั้งหลายตอ้ งการหลุดพ้นจากวัฏจกั รการเวียนว่ายตายเกิด แต่เราจะไมบ่ นั่ ทอนชวี ติ
หรือเป็นผู้กาหนดชีวติ ของสัตว์อ่ืน หากเรามีความจาเปน็ ที่จะตอ้ งทานเน้ือสตั ว์เรากจ็ ะต้อง
ปลดปล่อยชีวติ ให้หลุดพน้ อย่างทนั ทที นั ใดโดยไม่ทรมาน เน่ืองจากศาสนาซิกข์มีถิ่นกาเนิด
ในแดนแควน้ ชมพูทวปี ซึ่งในขณะน้นั ประชากรสว่ นใหญ่เปน็ พีน่ ้องชาวฮนิ ดูและพ่ีน้องชาว
มสุ ลมิ ฉะนั้นชาวซิกข์จงึ ไมท่ านเนือ้ ววั และเลีย่ งเน้อื สุกรส่วนในศาสนสถานวดั ซิกข์หรอื คุรดุ
วาราอาหารจากครวั พระศาสดาจะเป็นเพียงแต่มงั สวริ ัตเิ ท่านนั้ จะไม่มสี ว่ นประกอบใด ๆ
จากเนอื้ สตั ว์ เน่อื งจากครัวพระศาสดาเปดิ กวา้ งสาหรับศาสนกิ ชนทกุ ศาสนาฉะนนั้ อาหาร
มังสวิรัติเทา่ นัน้ จึงจะเปน็ ทยี่ อมรับของศาสนกิ ชนตา่ งศาสนาทุกศาสนาและใหเ้ ปน็ ไปตาม
แนวปรัชญาของพระศาสดาตามท่ีได้กลา่ วไวข้ า้ งตน้ แล้ว

๖. การทกั ทาย
การทกั ทายของชาวซกิ ขไ์ มว่ ่าเดก็ หรอื ผ้ใู หญ่ ไม่ว่าชายหรือหญงิ จะกลา่ วคาว่า วาเฮค่ ุรยุ ี
กาคาลซ่าวาเฮค่ รุ ุญีกีฟาเต้ (Wahe Guru Ji Ka Khalsa Wahe Guru Ji Ki Fateh) ซง่ึ

~ 50 ~

หมายความวา่ ”ขา้ นอ้ ยคอื สาวกผ้รู ับใช้ของพระผเู้ ปน็ เจ้า คือศิษยข์ องพระศาสดาผู้ประเสริฐ
ความสาเร็จของขา้ น้อยคือชยั ชนะของพระองค์”เห็นได้วา่ ในคาทกั ทายดงั กลา่ วจะแฝงด้วย
ความอ่อนนอ้ มถ่อมตนของศาสนกิ ชนชาวซกิ ข์ ซิกข์ทุกคนจะต้งั ตน
อยู่ในเพศคฤหัสถ์ แตจ่ ะต้ังจิตด่งั อยู่ในเพศบรรพชิต ฉะนนั้ จึงไม่ยึดมัน่ ในวตั ถแุ ละสรรพสิ่ง
ในโลกมายา คิดเสมอวา่ ทรัพย์สนิ เงนิ ทอง ลาภยศ เกยี รติและศักดิ์ศรีลว้ นเปน็ สงิ่ ที่พระเจ้า
เป็นผูป้ ระทานให้ทง้ั สน้ิ หาใช่เป็นความสามารถของตน คนทีเ่ กง่ กวา่ สามารถกวา่ ก็มี
มากมายเหลือคณานับ แตโ่ อกาสอาจยังไม่อานวยหรือยังมาไม่ถึงวันนี้โอกาสเปน็ ของเราจงึ
ไมค่ วรจะลืมตนและต้ังสตมิ ่นั อยูใ่ นโอวาทของพระศาสดาที่วา่ “ความอ่อนน้อมถ่อมตนเปน็
สุดยอดแห่งความดี” การยกมือพนมไหว้กเ็ ปน็ การแสดงออกซึง่ ความเคารพและถอื เป็นการ
ทกั ทายอีกนยั หนึ่งด้วย
๑. กรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม. ความรู้ศาสนาเบ้อื งต้น. กรงุ เทพมหานคร : โรง
พิมพช์ ุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด. พมิ พ์ครัง้ ท่ี ๒, ๒๕๕๗.
๒. กรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม. ศาสนาในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร : โรง
พมิ พ์ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั . พิมพ์ครงั้ ที่ ๓, ๒๕๖๑.
๓. กรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม. กรมการศาสนา. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์
ชมุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั , ๒๕๕๑.
๔. กรมการศาสนา และอนุกรรมการสง่ เสริมกิจการศาสนาและศาสนกิ สัมพันธ์
คณะกรรมาธกิ ารการศาสนา คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ศิลปะและวฒั นธรรม วฒุ ิสภา. วถิ ชี ีวิต ๕
ศาสนกิ ในประเทศไทย.กรุงเทพมหานคร : บริษัท ราไทยเพรส จากดั . พมิ พ์ครั้งท่ี ๕,
๒๕๖๑.

ศาสนพธิ ี

ศาสนพธิ ี คือพธิ ีทางศาสนาหรือแบบแผนแนวทางการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ทางศาสนา
ในทางพระพุทธศาสนา พิธีกรรมเปน็ สิง่ ท่ีช่วยหลอ่ เล้ยี งศาสนธรรมอันเปน็ แกน่ แทข้ อง
พระพทุ ธศาสนาไว้ ดงั นั้นการกระทาศาสนพิธหี รือพิธีกรรมตา่ ง ๆ ในทาพระพุทธศาสนา
ควรที่จะต้องมีการแนะนาและใหผ้ รู้ ว่ มพธิ ไี ด้ศกึ ษาทาความเขา้ ใจเกยี่ วกับพธิ ีตา่ ง ๆ ให้ถ่อง
แทต้ ามหลักการทางพธิ กี รรมของพระพุทธศาสนาเพื่อผ้ปู ฏบิ ัติจะไดน้ าไปปฏบิ ตั ิไดอ้ ย่าง
ถูกต้องตามจดุ มงุ่ หมายในศาสนพธิ นี ั้น ๆ เน่ืองจากศาสนพิธีจดั เปน็ วัฒนธรรมและจารตี

~ 51 ~

ประเพณขี องชาติท่ีมีการสบื สานกนั มาเปน็ ระยะเวลาอนั ยาวนาน การปฏบิ ัติศาสนพธิ ี
จะตอ้ งทาใหม้ ีความเป็นระเบียบเรยี บร้อย สวยงามเป็นไปในแนวทางเดยี วกนั เพื่อ
กอ่ ใหเ้ กดิ ความเลอื่ มใสศรทั ธาในการดาเนนิ กจิ กรรมด้านพิธีกรรมของศาสนพิธี ซึ่งถือเป็น
ส่งิ สาคญั ของพุทธศาสนกิ ชนและเป็นก้าวแรกท่มี ีความเปน็ รูปธรรมของการกา้ วเข้าสู่
หลกั การของพระพทุ ธศาสนาทเ่ี ปน็ การเสรมิ สร้างคุณค่าทางดา้ นจติ ใจรวมท้ังการธารง
รักษาเอกลกั ษณ์ของชาติและพทุ ธศาสนา ผูท้ าหน้าท่ีเป็นผู้นาในการปฏบิ ัติงานศาสนพิธี
จะต้องมคี วามรู้ความสามารถและความเข้าใจอย่างถูกต้อง เนอ่ื งจากศาสนพธิ เี ป็นการสร้าง
ระเบยี บแบบแผนแบบอย่างที่พึงปฏบิ ตั ิในศาสนาน้ัน ๆ ตามหลักการความเช่อื ในศาสนาท่ี
ตนนับถอื เม่ือนามาใช้ในทางพระพทุ ธศาสนาย่อมหมายถงึ ระเบียบ แบบแผน และ
แบบอย่างที่พึงปฏบิ ตั ใิ นพระพุทธศาสนา ซงึ่ บางทา่ นเรยี กวา่ “พทุ ธศาสนพิธี”
ประโยชนข์ องศาสนพธิ ีศาสนพิธที ี่ถกู ตอ้ งทาให้พิธีมีความเรียบรอ้ ย งดงาม ย่อมเพม่ิ พูน
ความศรัทธาของผู้ที่ได้พบเห็นเป็นเครื่องแสดงเกยี รติยศของเจ้าภาพและผูเ้ ข้ารว่ มพธิ ี อีก
ทั้งยงั เป็นการรักษาวัฒนธรรมประเพณที ี่ดงี ามของชาติไว้
ประเภทของศาสนพิธีทางพระพทุ ธศาสนาศาสนพิธใี นทางพระพทุ ธศาสนาเปน็ การสร้าง
ความดี การทาบญุ การถวายทานต่าง ๆ ได้มีการรวมไว้
และแบง่ ออกเป็น ๔ ประเภท คือ
๑. กศุ ลพธิ ี คอื พิธีกรรมท่ีเนื่องด้วยการอบรมความดงี ามทางพระพุทธศาสนาเฉพาะตัว
บคุ คลเชน่ การรกั ษาศลี การฟงั ธรรม การแสดงตนเปน็ พุทธมามกะ การเวียนเทยี นในวนั
สาคัญทางพระพุทธศาสนา
๒. บญุ พธิ ี คอื พิธที าบญุ เป็นประเพณใี นครอบครวั ในสังคม เกีย่ วเนอ่ื งกบั การดาเนินชวี ิต
ไดแ้ บง่ พิธีทาบุญเป็น ๒ ประเภท คอื
ประเภทท่ี ๑ พธิ ที าบุญงานมงคล เปน็ พิธีทาบุญเพือ่ ความเป็นสริ ิมงคลแกต่ นเอง แก่ผ้อู ื่น
แก่สถานที่ เชน่ งานฉลองยศ งานทาบุญขึ้นบ้านใหม่ งานมงคลสมรส งานทาบญุ ประเทศ
ประเภทท่ี ๒ พธิ ที าบุญงานอวมงคล เป็นพธิ ีทาบญุ เพื่ออุทิศใหแ้ กบ่ ุคคลทลี่ ่วงลบั ไปแล้ว
เช่น งานสวดพระอภธิ รรม ทาบุญ ๗ วัน ทาบุญ ๕๐ วัน ทาบญุ ๑๐๐ วัน เปน็ ต้น

~ 52 ~

๓. ทานพธิ ี คอื พิธีถวายทานต่าง ๆ เป็นการถวายปัจจัยส่ี คือ อาหาร เครื่องนงุ่ ห่ม ทอี่ ยู่
อาศัยยารักษาโรค และสงิ่ ของอ่ืนอันควรแก่สมณบริโภคแด่พระสงฆ์ จะเป็นการถวายทาน
เฉพาะเจาะจงแก่พระสงฆ์
รูปใดรปู หนงึ่ ท่ีเรยี กวา่ “ปาฏิปคุ คลิกทาน” หรอื การถวายทานแก่หมู่พระสงฆ์ไม่
เฉพาะเจาะจงท่เี รียกว่า “สังฆทาน” หรอื การถวายผ้ากฐิน ผา้ ปา่ ผา้ อาบนา้ ฝนและอ่ืน ๆ
๔. ปกิณกพธิ ี คือ พิธีเบด็ เตล็ดเปน็ มารยาทและวิธีปฏบิ ัติศาสนพธิ ี เชน่ วิธีตั้งโต๊ะหมู่บูชา
และจัดอาสนะสงฆ์ วธิ วี งดา้ ยสายสิญจน์ วิธีจุดธปู เทยี น วธิ แี สดงความเคารพพระสงฆ์ วธิ ี
ประเคนของพระสงฆ์วธิ ีทอดผ้าบังสุกลุ วธิ ที าหนงั สืออาราธนาและใบปวารณา วิธีอาราธนา
ศลี อาราธนาพระปริตร อาราธนาธรรมวธิ ีกรวดนา้ ฯลฯ ซึง่ เป็นพิธีเล็กนอ้ ยทีป่ ฏบิ ตั ใิ นกุศล
พิธี บุญพิธแี ละทานพิธี รวมทั้งพิธอี น่ื ๆ ทีจ่ ัดลงในพิธที ้ัง ๓ ประเภทดังกล่าวไม่ได้
รูปแบบของงานศาสนพธิ ี
ศาสนพิธีมีรูปแบบการจัดหรอื รูปแบบการปฏบิ ตั ศิ าสนพิธีที่แตกตา่ งกนั ออกไปจาแนกได้
เป็น ๔ รูปแบบ คือ
๑. งานพระราชพิธี เป็นงานท่ีพระมหากษัตรยิ ท์ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหจ้ ัดขึน้ เปน็ ประ
จาปเี ชน่ พระราชพิธฉี ัตรมงคล พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา หรืองานท่ีทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้จดั ขึน้ เปน็ กรณีพิเศษ เชน่ พระราชพิธีอภเิ ษกสมรส พระราชพธิ สี มโภช
เดอื นและขึน้ พระอู่
๒. งานพระราชกศุ ล เป็นงานท่พี ระมหากษัตริยท์ รงบาเพญ็ พระราชกุศล งานพระราชกุศล
บางงานต่อเนื่องกับงานพระราชพธิ ี เช่น พระราชกศุ ลมาฆบชู า พระราชกุศลทักษิณานุ
ประทานพระบรมอัฐิสมเด็จพระบรมราชบพุ การี พระราชกุศลทรงบาตร
๓. งานรฐั พธิ ี เป็นงานพิธีทรี่ ัฐบาลหรอื ทางราชการจัดขึน้ เป็นประจาปี โดยกราบทลู เชิญ
สมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัวเสดจ็ ฯ ทรงเปน็ ประธานประกอบพิธี เชน่ รฐั พธิ ที ีร่ ะลึกวันจกั รี รัฐพิธี
ฉลองวนั พระราชทานรฐั ธรรมนญู ซ่งึ ปจั จบุ นั ทรงรับเข้าเป็นงานพระราชพิธี
๔. งานราษฎร์พธิ ี เป็นงานทาบญุ ตามประเพณีนิยมทีร่ าษฎรจดั ข้ึนเพ่ือความเปน็ สริ ิมงคล
แก่ตนเองและชมุ ชน หรือเปน็ การทาบุญเพ่ืออุทิศผลให้แก่ผู้ลว่ งลับไปแล้วในโอกาสตา่ ง ๆ
ซง่ึ เป็นการจดั ตามความศรทั ธาและความเช่ือท่ีถือปฏบิ ัติสืบทอดกนั มาตามท้องถนิ่ หรือ

ชมุ ชนนนั้ ๆกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม. ศาสนพธิ แี ละมารยาทไทย. การ

~ 53 ~

จดั โตะ๊ หมู่บูชา

โตะ๊ หมู่บูชา คือ กลมุ่ หรือชุดของโต๊ะที่ใช้ต้งั พระพุทธรูปหรือสิ่งอนั เป็นทเี่ คารพสกั การะ
เชน่ พระบรมฉายาลกั ษณ์ พระบรมสาทิสลกั ษณ์หรือพระบรมรูปหล่อของพระมหากษตั ริย์
พระฉายาลักษณ์หรอื พระสาทิสลกั ษณข์ องพระบรมวงศานวุ งศ์ หรือรูปของบรรพบุรษุ
ประกอบดว้ ยเคร่ืองบชู าอันเป็นการแสดงออกซ่ึงความเคารพอยา่ งสงู ของผทู้ ส่ี ักการะและ
เป็นการแสดงถึงความกตัญญูท่ีพึงมีต่อผ้มู ีอุปการคณุ ซงึ่ เป็นวัฒนธรรมอันดงี ามที่มคี ณุ ค่ายิ่ง
ของสังคมไทย
ประวตั ิความเป็นมา
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดารงราชานุภาพ ได้ทรงนพิ นธไ์ วใ้ นเร่ือง “อธบิ าย
เครือ่ งบชู า”ทาใหส้ ันนิษฐานไดว้ า่ การจดั โตะ๊ หมู่บูชา เร่ิมมีมาแต่รัตนโกสนิ ทร์ตอนตน้
สบื เน่ืองมาแตร่ ชั สมยั พระบาทสมเด็จพระน่งั เกลา้ เจา้ อย่หู ัว รัชกาลที่ ๓ ไดท้ รงมพี ระราช
ดารใิ หจ้ ดั สรา้ งมา้ หมู่ข้ึนสาหรับต้ังเครือ่ งบูชาหนา้ พระประธานในพระอโุ บสถวัดพระเชตพุ น
ซึ่งเปน็ ม้าหมู่ขนาดใหญ่ และมา้ หมู่ขนาดน้อยท่ีต้ังประจาวิหารทิศ แตย่ ังไม่มีโต๊ะตวั ลา่ งที่
เปน็ ฐานรองรับม้าหมู่ ซ่งึ เปน็ การจดั แปลงโต๊ะเคร่อื งบชู าอย่างจีนมาเปน็ อยา่ งไทย และ
ตอ่ มามีผนู้ ยิ มจดั โตะ๊ เคร่ืองบูชาม้าหมู่เพื่อใชเ้ ป็นท่ีประดิษฐานพระพุทธรปู และมโี ตะ๊
ประกอบเป็นท่ตี ้ังเครื่องบชู าในการทาบญุ โอกาสต่าง ๆ ของพระบรมวงศานวุ งศ์และของ
เจ้านายผู้ใหญ่ในสมัยนน้ั ในช่วงระยะเวลาท่ีถอื ว่าได้มีการพัฒนาเกีย่ วกับโต๊ะหมู่บูชามาก
ท่สี ุดยุคหนึง่ กค็ ือ ในการจดั พระราชพธิ พี ระบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจา้ อยู่หวั รชั กาลท่ี ๔ ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯใหพ้ ระบรมวงศานุวงศ์ เจา้ ภาษี นาย
อากร พ่อค้า จัดโตะ๊ เคร่ืองบูชาเขา้ ไปตั้งเปน็ เคร่ืองประดับ จานวน ๑๐๐ โต๊ะ ซง่ึ เป็นปฐม
เหตุทใี่ ห้มคี วามนยิ มในการประกวดโต๊ะเครือ่ งบชู า ดงั นัน้ ในการบาเพ็ญกุศล
คล้ายวนั ประสตู ขิ องพระบรมวงศานุวงศ์ เจา้ นายผใู้ หญ่ หรืองานทาบุญวนั คลา้ ยวันเกิดของ
ผมู้ ีบรรดาศกั ด์ิมักจะมีการประกวดโต๊ะหมู่บชู าและการจดั เคร่อื งบูชา อันเปน็ การแสดงถึง
ภูมิปัญญาและฝีมือเชงิ ช่างของนายชา่ งไทย เปน็ การพัฒนาการจัดสรา้ งการจัดแปลงในการ
สร้างม้าหมู่บชู าใหม้ ีความวิจติ รสวยงามการส่งเสริมใหช้ า่ งไม้ไทยได้มีความคิดในการ จดั

~ 54 ~

แปลงและสรา้ งม้าหมอู่ นั เปน็ การแสดงออกถึงศิลปะและฝีมือเชิงชา่ งของนายช่างไทยท่ีมี
ลักษณะอันออ่ นช้อยและสวยงามซ่ึงเปน็ การแสดงใหเ้ ห็นวัฒนธรรม
ทางดา้ นศิลปะของสังคมไทย ซึง่ เป็นประเทศท่ีมเี อกลักษณ์ในการคิดลวดลายเป็นแบบ
เฉพาะของตนเองซึ่งต่อมามกี ารจัดสรา้ งโต๊ะตวั ล่าง เพ่ือเป็นฐานสาหรบั รองรับมา้ หมู่เพื่อให้
มีความสะดวกในการจดั ต้ังเนื่องจากเม่อื นาม้าหมู่ไปจดั ตัง้ ในสถานที่ทาบญุ บางแหง่ ซ่ึงมี
พื้นท่ไี มเ่ สมอกนั กจ็ ะต้องจดั หาวสั ดุมารองรบั ทฐ่ี านของมา้ หมแู ตล่ ะตัวเพอ่ื ให้มคี วามเสมอ
กันและสวยงามซึ่งทาได้ยาก เมอื่ มโี ต๊ะตวั ลา่ งสาหรบั ตั้งเป็นฐานไว้รองรบั กลุม่ โต๊ะหมหู่ รือ
ม้าหมแู่ ลว้ สามารถทาให้ต้ังโต๊ะหมู่ได้ง่าย เกดิ ความเด่นและมีความสวยงามเพ่ิมขนึ้ ซง่ึ ถอื
เป็นการพัฒนาด้านความคดิ ในการจัดสร้างโตะ๊ หมู่ของนายช่างไมข้ องไทยการจดั โตะ๊ หมู่
บูชา ถือเปน็ เอกลกั ษณ์ทางวัฒนธรรมอันสาคญั ประการหนึง่ ของสังคมไทย ซง่ึ ได้มีการ
ปฏบิ ัติสืบทอดและสืบสานกันมาเป็นระยะเวลาอนั ยาวนาน ตงั้ แตบ่ รรพบุรุษจนถึงปัจจุบนั
ดงั นน้ั พระราชประเพณหี รือพระราชพธิ ีต่าง ๆ ทเี่ กย่ี วกับสถาบันพระมหากษตั ริยห์ รือ
ประเพณีต่าง ๆ ของสงั คมไทย จึงไดม้ กี ารจดั โตะ๊ หมบู่ ูชาในการประกอบพธิ ตี ่าง ๆ อนั เป็น
การแสดงออกถึงการบูชาต่อส่ิงอนั เป็นทีเ่ คารพสักการะอันสูงยิง่ ตามทบ่ี รรพบรุ ุษได้กระทา
เปน็ แบบอยา่ งไวด้ ้วยความกตัญญูกตเวทใี นภูมิปญั ญาของบรรพบุรษุ
วตั ถุประสงคข์ องการจดั โตะ๊ หมู่บูชา
การจดั โตะ๊ หมบู่ ูชา เพ่อื เปน็ ท่ีประดษิ ฐานพระพุทธรปู พร้อมทัง้ ตัง้ เครอ่ื งบูชาตามคตินยิ ม
ของชาวพุทธตามทปี่ รากฏในพุทธประวัติวา่ เม่ือพุทธบริษัทมีความประสงค์จะบาเพ็ญกุศล
อย่างหน่ึงอยา่ งใดมักจะนมิ นต์พระสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเสดจ็ มาเปน็ ประธานสงฆใ์ นงาน
กุศลนนั้ ๆ ดังนน้ั เพอื่ ให้มีความสมบูรณใ์ นพระรตั นตรัย คอื พระพทุ ธ พระธรรม และ
พระสงฆ์ตามคตนิ ิยมดังกลา่ ว ในการจัดงานท่เี กย่ี วกับศาสนพิธีทางพระพุทธศาสนา
พุทธศาสนิกชนจงึ นยิ มอัญเชิญพระพุทธรปู มาประดิษฐานเป็นนมิ ิต
แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา้ ในพิธนี ั้น ๆ ด้วย เพือ่ ให้มพี ระรตั นตรัยครบบรบิ ูรณ์
พทุ ธศาสนิกชนจึงไดม้ ีการตง้ั โตะ๊ หมู่บชู าและอัญเชญิ พระพุทธรูปประดิษฐานบนโต๊ะหมู่
บชู าโตะ๊ สูงสุดแถวกลาง พร้อมทัง้ ตั้งเครอื่ งบชู าทีโ่ ต๊ะในลาดบั ที่รองลงมาตามความ
เหมาะสม ซ่งึ สมเด็จพระมหาวรี วงศ์(วนิ ธมฺมสารเถร)วดั ราชผาตกิ าราม ไดใ้ ห้ความหมาย
ของ “รัตนะ” วา่ “เพราะพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสิง่ ทคี่ วร

~ 55 ~

กระทาความยาเกรง ดังนัน้ เพอื่ ให้เกดิ ความยาเกรงในพระรตั นตรยั ดงั กล่าว บรรพบุรุษของ
เราท่มี ีความเคารพในพระรตั นตรยั แตโ่ บราณ จึงได้ปฏิบัติสบื กนั มาเมื่อมีพธิ ีการต่าง ๆ ท้ังท่ี
เป็นศาสนพธิ หี รือการประกอบพิธที ีต่ อ้ งการความเป็นสิริมงคลได้มีการจัดต้ังโต๊ะหมูบ่ ชู าใน
พธิ กี ารน้ัน ๆ เปน็ ประเพณีสืบต่อกันมา ไมว่ า่ จะเป็นงานพระราชพธิ ี รฐั พิธี หรือราษฎรพ์ ิธี
ทงั้ งานพธิ ีทาบุญทีเ่ ป็นงานมงคลและงานอวมงคล ลว้ นนยิ มตงั้ โต๊ะหมู่บูชาทง้ั สิ้น ดังนน้ั เมอ่ื
มกี ารอัญเชิญพระพุทธรูปมาประดษิ ฐานควรจดั สถานที่ท่ปี ระดษิ ฐานให้เหมาะสมและมี
ความสงา่ งาม บรรพบุรุษไทยจึงไดม้ ีการพฒั นาและจัดแปลงจากม้าหมู่มาเป็นโต๊ะหมูบ่ ูชา
เพอ่ื ความสะดวกในการเคล่อื นย้ายและให้มีความสวยงาม ซง่ึ ตอ่ มาการจดั โต๊ะหม่บู ูชาถือ
เป็นเอกลักษณ์ทางวฒั นธรรมของชาติไทย และเป็นมรดกทางภูมิปญั ญาและแนวคดิ ในการ
แสดงออกถึงความเคารพสักการะต่อสิง่ อนั เป็นท่ีเคารพนบั ถือแห่งตนของบรรพบรุ ษุ ไทยซึ่ง
ลกั ษณะการต้ังโตะ๊ หมู่ไดพ้ ฒั นาจากการจดั ตั้งโดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พียงเพื่อเปน็ ท่ปี ระดษิ ฐาน
พระพทุ ธรปู ในงานพิธที างพระพุทธศาสนา ตอ่ มามีการจดั ต้ังโตะ๊ หมบู่ ชู าเพื่อวตั ถปุ ระสงค์
อนื่ แต่ทัง้ น้ีกเ็ ป็นไปดว้ ยความเคารพสักการะในสงิ่ ท่นี ามาประดิษฐานบนโตะ๊ หมูท่ ้ังสน้ิ
ความสาคญั ของโตะ๊ หมูบ่ ูชา
ปัจจุบันพธิ ีทเี่ กยี่ วข้องกบั พระสงฆ์ในพระราชพิธี รัฐพธิ ี หรือราษฎรพ์ ิธีไมว่ ่าจะเปน็ งาน
มงคลหรอื งานอวมงคลก็ตาม นยิ มตง้ั โตะ๊ หมบู่ ชู าทง้ั สนิ้ โดยมจี ุดประสงค์เพ่ือเป็นท่ี
ประดิษฐานในหนังสือ “โต๊ะหมบู่ ชู า”ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุทศั นีย์ บญุ โญภาส จาแนก
ความสาคัญของโต๊ะหมบู่ ชู าไว้หลายประการ คือ
๑. เป็นสญั ลกั ษณ์เตอื นพทุ ธศาสนิกชน (ท้ังในกลุ่มของพระสงฆแ์ ละฆราวาส) ใหม้ ีจติ สานึก
และเกดิ ศรทั ธาเลอื่ มใสในพระพุทธศาสนา เนื่องจากการจัดโต๊ะหมูบ่ ชู าที่ใชใ้ นพธิ ีกรรมทาง
ศาสนาต้องอญั เชิญพระพุทธรูปประดษิ ฐานบนโต๊ะหมูต่ รงกลางทสี่ ูงท่สี ดุ เสมือนหนึ่ง
พระพทุ ธเจา้ ไดป้ ระทับอยู่ตลอดเวลาและเปน็ ประธานในพิธีดว้ ย เป็นการยา้ ยเตอื นให้
พุทธศาสนิกชนซาบซ้ึงถึงพระปัญญาของพระพุทธองคท์ ีท่ รงตรสั รู้ได้ด้วยพระองค์เอง
๒. เปน็ สญั ลักษณท์ แ่ี สดงถึงการถวายความจงรักภักดี ความเคารพบชู าในพระมหากษัตริย์
และพระบรมวงศานุวงศ์ โต๊ะหมบู่ ูชาทจ่ี ัดต้งั เคร่ืองสกั การบูชา ดังเชน่ การจดั โต๊ะหม่บู ูชาใน
วันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระมหากษัตรยิ ์ และพระบรมวงศานวุ งศ์ รวมทัง้ บุคคลอนั
เป็นท่เี คารพนับถือแหง่ ตน

~ 56 ~

๓. เป็นสญั ลักษณแ์ สดงถึงวัฒนธรรมและประเพณีไทยท่ีมมี ายาวนานไมว่ ่าจะเปน็ ลวดลาย
การแกะสลัก ลงรกั ปิดทอง และการฝงั มุกของชดุ โต๊ะหมบู่ ูชาเปน็ ลวดลายวิจติ รสวยงาม
หรอื การจัดตกแตง่ พานพุม่ บูชาพระรัตนตรัย พานพุ่มเฉลิมพระเกียรติ และการจดั แจกัน
ดอกไม้แบบไทยท่ีสะท้อนให้เหน็ ถงึ ภมู ิปัญญาไทยศิลปะการประดิษฐ์ดอกไมแ้ บบไทย ซ่ึงมี
ความประณีตงดงาม
ลกั ษณะหรือรูปแบบการจดั โตะ๊ หมูบ่ ูชา
การจดั โตะ๊ หมูบ่ ชู าจะมเี คร่ืองบชู าประกอบดว้ ย กระถางธปู เชิงเทียน พานดอกไม้/พานพุ่ม
แจกนั โดยมลี ักษณะหรือรปู แบบตามภาพดงั นี้

การจัดโต๊ะหมู่ ๑ การจดั โตะ๊ หมู่ ๒

การจัดโต๊ะหมู่ ๓ การจดั โตะ๊ หมู่ ๔

ความนิยมในการจดั ต้งั โตะ๊ หมูบ่ ูชา
การจัดตั้งโตะ๊ หม่บู ชู าในปัจจุบันนยิ มจดั ในกจิ กรรมตา่ ง ๆ ดังนี้
๑. การตง้ั โต๊ะหมู่บชู าในพธิ ที างพระพทุ ธศาสนา การบาเพญ็ กศุ ลทางพระพทุ ธศาสนา ต้อง
มีการจัดตัง้ โต๊ะหมบู่ ชู าท้ังงานกุศลพิธแี ละบุญพธิ ี ซึง่ งานกุศลพิธี คือ พธิ ีกรรมต่าง ๆ อนั
เกย่ี วดว้ ยการอบรมเพื่อใหเ้ กดิ ความดงี ามทางพระพทุ ธศาสนาเฉพาะตัวบคุ คล รวมท้งั การ
ปฏิบตั ิศาสนพธิ ขี องพระสงฆ์และงานบญุ พิธี คอื พิธกี รรมที่พุทธศาสนิกชนปรารภทาความ
ดเี นอ่ื งด้วยประเพณใี นครอบครวั หรอื ประเพณีทเ่ี กี่ยวกับวิถชี ีวติ ของคนทวั่ ไป ไม่วา่ จะเป็น

~ 57 ~

งานมงคล หรอื งานอวมงคล ก็จะมกี ารตั้งโตะ๊ หมู่บชู า ในลักษณะประยุกต์ โดยไมจ่ าเปน็
จะตอ้ งจัดเตม็ รูปแบบเหมอื นกับการจดั โต๊ะหม่บู ูชาเพื่อใชใ้ นการประกวด
สาหรับการจดั โต๊ะหมู่บชู าให้ประดษิ ฐานพระพุทธรปู ไว้ทโี่ ตะ๊ หมู่ตวั สงู สดุ และไม่ควรต้ัง
เครื่องบูชาใด ๆไว้บนโตะ๊ หมูบ่ ูชาตวั เดียวกบั ทปี่ ระดิษฐานพระพทุ ธรปู สาหรบั ในงานพธิ ี
ทว่ั ไปนิยมใชพ้ ระพทุ ธรปู ปางสมาธิเป็นพระบชู า แต่ไมน่ ยิ มพระพุทธรูปปางประทับยืน ปาง
ไสยาสนห์ รือนาพระเคร่อื งมาเปน็ พระประธานท่ีโตะ๊ หมูบ่ ูชา แต่ถ้าเป็นงานพิธที าบุญวนั เกิด
หรือทาบญุ อายุ นยิ มใช้พระพุทธรูปปางประจาวนั เกดิ ของเจ้าของงาน
การจดั โตะ๊ หมู่ ๖ การจัดโต๊ะหมู่ ๗
การจัดโตะ๊ หมู่ ๙ การจดั โต๊ะหมู่ ๑๕
การจัดโตะ๊ หมู่ในพิธนี ้ีนิยมจดั ไวด้ า้ นขวามือพระสงฆไ์ มป่ ระดับธงชาตแิ ละพระบรมฉายา
ลักษณ์
๒. การต้ังโตะ๊ หมบู่ ชู าในพิธถี วายพระพร เปน็ การต้ังโต๊ะหมู่บชู าถวายพระพรเน่ืองในโอกาส
วันสาคญั ของสถาบนั พระมหากษัตรยิ ์ หรือเม่ือมีการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสถาบนั
พระมหากษัตรยิ ์เนื่องในการจัดงานในโอกาสต่าง ๆ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา วนั คล้าย
วันประสตู พิ ระบรมวงศานุวงศ์ เป็นต้น

~ 58 ~

๓. การต้ังโต๊ะหม่บู ชู าในพิธีรบั พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือของพระราชทาน
การตัง้ โต๊ะหมู่ในพธิ ีรบั พระราชทานเคร่ืองราชอิสริยาภรณ์ เครื่องราชอิสรยิ าภรณ์ตระกลู
ชา้ งเผือกและตระกลู มงกุฎไทย ตงั้ แต่ชนั้ ทวีตยิ าภรณ์ลงมา มผี ้ไู ดร้ บั พระราชทานเป็นจาน
วนมากเหลอื วิสัยที่จะจัดใหเ้ ข้ารับพระราชทานตอ่ พระหัตถ์ได้ กองประกาศิต สานัก
เลขาธกิ ารคณะรฐั มนตรี จึงได้เชญิ เครอ่ื งราชอสิ ริยาภรณ์ทพ่ี ระราชทาน มอบใหก้ ระทรวง
ทบวง กรมเจา้ สงั กัด เพ่ือนาไปมอบให้แก่ผู้ได้รับพระราชทานในโอกาส
อนั สมควร เชน่ ในวันสถาปนากระทรวง ทบวง กรมนนั้ ๆ เปน็ ต้น การ
เคร่อื งราชอิสรยิ าภรณ์แก่ข้าราชการในสังกดั ทีไ่ ด้รบั พระราชทาน เปน็ การมอบส่งิ อนั มี
เกยี รติเป็นเคร่ืองตอบแทนคุณงามความดีของข้าราชการที่มคี วามชอบในราชการแผน่ ดิน
ดังนนั้ ควรจดั มอบเปน็ พธิ ีการใหส้ มแก่เกียรติยศ สาหรับการแต่งกายในพธิ ีมอบ
เครอ่ื งราชอสิ รยิ าภรณ์ ผทู้ าหนา้ ที่มอบเครอื่ งราชอสิ รยิ าภรณ์นั้น ถือไดว้ ่าเป็นผูท้ าหน้าที่
แทนพระองค์ในการพระราชทานเครอ่ื งราชอิสรยิ าภรณ์ ดังนัน้ ในพิธนี ้ีจงึ ตอ้ งแตง่
เครือ่ งแบบปกติขาวทง้ั ผู้เป็นประธานและผู้ที่จะเขา้ รบั พระราชทานเครือ่ งราชอิสรยิ าภรณ์
การจดั โตะ๊ หมู่ในพธิ ีรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ซึง่ รบั มอบจากประธานพธิ ี

~ 59 ~

๔. การต้ังโตะ๊ หม่บู ูชาในการรบั เสดจ็ ฯ หรือตามเสน้ ทางเสด็จฯ ถอื เป็นการจัดโตะ๊ หม่บู ูชา
รบั เสด็จฯอนั เปน็ การแสดงถึงความจงรักภักดีของพสกนิกรผู้ซ่ึงอยภู่ ายใต้พระบรมโพธิ
สมภารไดแ้ สดงออกในโอกาสที่สถาบนั พระมหากษตั ริย์ได้เสด็จพระราชดาเนนิ มายงั ท้องถน่ิ
ของตน ซึ่งนบั วา่ เปน็ สริ ิมงคลแกต่ นเองและชุมชนที่ตนอยู่อาศัย การจดั โต๊ะหมู่บูชาเพ่ือการ
รบั เสดจ็ พระราชดาเนนิ น้ัน บนโตะ๊ หมบู่ ชู าไม่ตอ้ งมพี ระพุทธรปู หรอื พระบรมฉายาลักษณ์
หรอื พระฉายาลักษณ์ เพียงแตจ่ ดั พานพุม่ หรอื ดอกไมต้ ้ังบนโตะ๊ หมแู่ ละกรวยดอกไมธ้ ูป
เทยี นแพ แต่หากท้องถิ่นใดไม่มธี ปู เทยี นแพกใ็ ห้จดั หาธูปเทียนมาตง้ั ไว้ยังโต๊ะหมตู่ วั กลาง
ด้านหน้าแตไ่ มต่ อ้ งจุดเพียงแต่ตั้งไว้เปน็ เครื่องบูชาการจดั โต๊ะหมรู่ บั พระราชทานสิง่ ของ
หลายสง่ิ การจัดโตะ๊ หมรู่ ับพระราชทานส่งิ ของสงิ่ เดยี ว

~ 60 ~

๕. การตั้งโต๊ะหมบู่ ชู าในพธิ ีถวายสกั การะเนอ่ื งในวนั สาคัญเกีย่ วกับสถาบนั พระมหากษัตริย์
การต้ังโต๊ะหมู่บชู าในพธิ ถี วายสกั การะสถาบนั พระมหากษตั รยิ ใ์ นโอกาสต่าง ๆ เปน็ การจัด
กิจกรรมท่ีข้าราชการพ่อคา้ ประชาชนมีความราลกึ ถึงพระราชกรณยี กจิ และพระมหา
กรุณาธิคุณทพ่ี ระมหากษตั ริย์แต่ละพระองค์ได้ทรงปฏิบัติอันเปน็ ประโยชนแ์ กป่ ระชาชน
และประเทศชาติ ซง่ึ ประชาชนชาวไทยไดจ้ ัดข้ึนในสว่ นภูมิภาคอนั เป็นการราลึกถงึ พระองค์
อกี โสดหนึง่ เนือ่ งในโอกาสวันสาคญั ๆ เชน่ วนั จักรี วันปิยมหาราช

การจดั โตะ๊ หมู่วนั จกั รี การจัดโตะ๊ หมู่วนั ปยิ มหาราช

๖. การต้ังโตะ๊ หมูบ่ ชู าในการประชมุ หรอื สมั มนา ในพิธกี ารประชมุ อบรม สัมมนา หรอื การ
ประสาทปรญิ ญาบัตรที่ไมม่ ีศาสนพิธีในพิธี ดงั นั้นเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี
ท่ีมตี ่อสถาบันชาตศิ าสนา และพระมหากษัตรยิ ์ อนั ถือเป็นประเพณีและวัฒนธรรมอนั ดงี าม
ของสงั คมไทย และเพื่อความเปน็ สริ มิ งคลในการประกอบพิธีท่ไี ม่ใช่พิธเี กย่ี วกบั นานาชาติ
และการประชุมปกติของคณะกรรมการ นิยมตั้งธงชาติ โตะ๊ หมู่บูชา และพระบรมฉายา
ลกั ษณห์ รือพระบรมสาทิสลกั ษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั
เพ่ือให้ครบทัง้ ๓ สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตรยิ ์ ซ่งึ เป็นการแสดงความ
เคารพต่อสถาบันท้ัง ๓ ของสังคมไทย อันเปน็ ส่งิ ทดี่ งี ามซงึ่ ไดม้ ีการปฏิบัติและสบื สาน
ตอ่ เนอ่ื งกนั มาจนเปน็ ประเพณวี ฒั นธรรมอนั ดงี ามทส่ี งั คมไทยไดร้ ่วมกนั อนุรกั ษด์ ้วยความ
ภูมิใจในภมู ปิ ัญญาแนวคิดท่ีมีตอ่ สถาบนั ของบรรพบุรุษการจดั โตะ๊ หมู่วนั จกั รี การจัดโตะ๊ หมู่
วนั ปิยมหาราช

~ 61 ~

๗. การตงั้ โตะ๊ หมู่บูชาหน้าศพ การจัดโตะ๊ หมูบ่ ูชาลักษณะนี้ไมม่ รี ปู แบบการจัดที่แนน่ อน
เพยี งแต่จดั เพ่ือประดับดอกไม้ให้ดสู วยงาม ส่วนการบูชาจะใช้เคร่อื งทองน้อยหรือกระถาง
ธูปเชงิ เทียนก็ได้ตามแตจ่ ะจัดหาไดโ้ ดยสะดวกไมเ่ ดือดร้อน หากเป็นศพที่อยู่ในพระบรมรา
ชานเุ คราะหห์ รือการจัดงานท่ีเปน็ ทางการโดยเฉพาะอย่างย่ิงงามของพระสงฆ์นิยมต้ังเคร่ือง
ทองน้อย ๒ ชดุ สาหรับบชู าศพชุดหนง่ึ และสาหรับจุดแทนศพ
เพื่อบชู าธรรมอีกชุดหนึ่ง ใช้โตะ๊ หมู่ ๒ ตวั สูงต่าลดหลนั่ กันลงมา ตวั สูงวางดา้ นในใช้วาง
เคร่อื งทองน้อยสาหรับศพบชู าธรรม ตวั ต่าอย่ดู า้ นนอกสาหรับเจ้าภาพจดุ เพื่อสกั การะศพ
การตัง้ เคร่ืองทองน้อยมีขอ้ สังเกตคือ จะบชู าสง่ิ ใด ให้หนั ดอกไม้ไปทางน้นั สว่ นการจดั โต๊ะ
หมบู่ ูชา อฐั ิ รูปภาพ ป้ายชื่อ รปู หลอ่ ในการทาบุญอุทิศ
ใหจ้ ัดลกั ษณะเดยี วกนั

~ 62 ~

๘. การต้งั โต๊ะหม่บู ูชาเพื่อการประกวด เปน็ การรว่ มกนั สบื สานและอนรุ ักษ์การจัดโตะ๊ หมู่
บชู าอนั เป็นสัญลกั ษณแ์ สดงถึงวฒั นธรรมและประเพณีอันดีงามทมี่ ีมายาวนานของ
สงั คมไทย ไม่วา่ จะเป็นลวดลายการแกะสลักลงรักปิดทอง และการฝงั มุกของชุดโต๊ะหมบู่ ชู า
ทีม่ ีความวจิ ติ รสวยงาม อนั เป็นการสบื สานและอนรุ กั ษ์ฝีมือช่างไมไ้ ทยประการหน่งึ และอีก
ประการหน่งึ เปน็ การอนุรักษ์ฝีมือการจัดพานพุ่มบูชาพระรัตนตรัย พานพุ่มเฉลมิ พระเกยี รติ
และการจดั แจกันดอกไม้แบบไทยทใี่ หเ้ ห็นถงึ ภมู ปิ ญั ญา ศิลปะการประดษิ ฐด์ อกไมแ้ บบไทย
ซึง่ มีความประณีตงดงามของชา่ งดอกไม้ประดิษฐ์ของไทย การจดั โตะ๊ หมู่บชู าเพือ่ การ
ประกวดนี้ ตอ้ งมกี ารจดั ในลักษณะเตม็ รปู แบบ การตัง้ หรือวางเครื่องสักการบชู าต้องมี
ความเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ยสวยงามและมีหลักเกณฑ์ที่แนน่ อน

อนึง่ สาหรบั การจัดสถานที่บูชาทบี่ า้ น เปน็ การจัดสถานท่ีบชู าไมเ่ ปน็ พิธีการมากนกั แต่ควร
จะมีสถานทบ่ี ชู าพระไวใ้ นบ้านในฐานะที่เป็นพทุ ธศาสนิกชน ซ่งึ บางบา้ นจะใชส้ ถานทบ่ี ูชา
พระท่ีมลี ักษณะเปน็ หิง้ พระ (คอื การใชเ้ หลก็ หรอื ไมท้ ี่มีลักษณะมุมฉากติดกบั ฝาผนงั และมี
พื้นดา้ นบน แลว้ นาพระพุทธรปู ประดิษฐานไว้บนห้ิง พร้อมดว้ ยเครื่องบูชาหลัก ไดแ้ ก่
ดอกไม้ ธปู และเทียน) แตบ่ า้ นทม่ี ีสถานที่กวา้ งพอก็ควรใชโ้ ตะ๊ หมูบ่ ชู าเปน็ ท่ีประดิษฐาน
พระพทุ ธรูป พร้อมด้วยเคร่ืองบูชา ชุดโตะ๊ หมบู่ ูชาที่นยิ มใชเ้ ป็นโต๊ะหมู่
สาหรับบูชาพระในบา้ น คอื โตะ๊ หมู่ ๕ และหมู่ ๗

~ 63 ~

๑. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม. การจัดโตะ๊ หมู่บชู า. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์
ชมุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั . พมิ พ์ครงั้ ท่ี ๓, ๒๕๕๓.
๒. กรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม.คมู่ ือการปฏบิ ตั ศิ าสนพธิ ี. กรงุ เทพมหานคร : โรง
พิมพช์ มุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด. พิมพ์ครัง้ ที่ ๓, ๒๕๕๒.
๓. กรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม. ศาสนพธิ ีและมารยาทไทย. กรุงเทพมหานคร :
โรงพมิ พ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั . พมิ พ์ครั้งท่ี ๓, ๒๕๖๑.

เคร่ืองทองนอ้ ย

ความหมายของเคร่ืองทองนอ้ ย
เคร่อื งทองน้อย คือ เคร่ืองสกั การะขนาดเล็กของไทยต้ังแต่สมัยดง้ั เดมิ ซงึ่ แตก่ ่อนมีเพียง
พระมหากษัตริยเ์ ทา่ น้ัน ทจ่ี ะทรงใช้เคร่อื งทองน้อยเปน็ เครื่องราชสกั การะพระบรมศพ พระ
บรมอฐั ิ
พระบรมราชานุสาวรีย์ และอ่ืน ๆ
ส่วนประกอบของเครื่องทองนอ้ ย
เครื่องทองนอ้ ยประกอบดว้ ยวสั ดุและอปุ กรณ์ ดงั นี้
๑. พานพมุ่ ดอกไม้ขนาดเลก็ ๓ พานพมุ่ (จะเปน็ พุ่มดอกไม้สดหรอื พ่มุ ดอกไม้ทท่ี าจากผา้
ตาด)
๒. เชงิ ธปู ๑ เชงิ
๓. เชงิ เทยี น ๑ เชิง
๔. พานรองเครื่องทองน้อยสามารถใช้ได้ทง้ั พานทอง พานมุก และพานแกว้
ลกั ษณะเคร่ืองทองนอ้ ยที่ใชผ้ า้ ตาดทาเป็นพุม่ ดอกไม้

~ 64 ~

ลกั ษณะเครื่องทองนอ้ ยท่ีใชด้ อกบานไม่รู้โรยทาเป็ นพุม่ ดอกไมส้ ด

วธิ ีทาเคร่ืองทองนอ้ ย
วางพานพุ่มดอกไมท้ ้งั ๓ พานพุ่มให้อยู่ด้านนอกของพานรอง จากนั้นนาเชิงธปู ท่ีปักธูปไม้
ระกามาวางไว้ด้านในถัดจากพานพุ่มดอกไม้ และต้ังใหอ้ ยู่ทางดา้ นซ้ายมอื สว่ นเชิงเทียนท่ี

~ 65 ~

ปกั เทียนเอาไวแ้ ลว้ ให้นามาวางไวด้ า้ นในถดั จากพานพุ่มดอกไม้ และตงั้ ให้อยทู่ างดา้ น
ขวามือของผ้จู ดั งานที่ต้งั เคร่ืองทองนอ้ ย
ปัจจบุ ันเคร่ืองทองน้อยเป็นเคร่ืองบูชาใช้สาหรบั การสักการบูชาพระมหากษตั ริย์ พระบรม
วงศานวุ งศพ์ ระสงฆ์ และสามัญชนท่ัวไป อกี ทั้งยังถกู นามาใชใ้ นโอกาสตา่ ง ๆ ไม่ว่าจะเป็น
งานพระราชพธิ ี งานพระราชกศุ ลงานรัฐพิธีและงานดา้ นศาสนา อยา่ งเชน่
๑. การทรงธรรมของพระมหากษัตริย์
๒. การบูชาพระบรมสารีรกิ ธาตุ
๓. การสกั การะพระบรมศพ พระบรมอัฐิ หรือพระบรมบูรพมหากษตั รยิ ์
๔. การบชู าพระธรรมในพธิ แี สดงพระธรรมเทศนา
๕. การเคารพศพ อัฐิ หรือรปู ของผู้ทลี่ ว่ งลับไปแล้ว
๖. การตง้ั ใหศ้ พบูชาพระธรรม
๗. ใช้จดั ขบวนแห่ศพเวยี นเมรุ
การบูชาพระธรรมในพธิ ีแสดงพระธรรมเทศนา
การบชู าพระธรรมในพธิ ีแสดงพระธรรมเทศนา ซึ่งพธิ ีแสดงพระธรรมเทศนาจะมีทง้ั งาน
มงคลและงานอวมงคล โดยมีรายละเอยี ดเกย่ี วกับการต้ังและการจดุ เคร่ืองทองน้อย ดังนี้
๑. พธิ แี สดงพระธรรมเทศนางานมงคล มวี ิธกี ารต้งั และการจดุ เครื่องทองน้อย ดังนี้
๑.๑ วธิ ีการตง้ั เคร่อื งทองน้อยใหต้ ัง้ โต๊ะเลก็ ๑ ตวั ดา้ นหน้าทป่ี ระธานพิธนี ั่ง วางเครอ่ื งทอง
นอ้ ยบนโต๊ะน้นั ตรงกลาง ดา้ นขวาวางเทียนสอ่ งธรรม ด้านซ้ายวางท่กี รวดน้า
๑.๒ วธิ ีการจุดเคร่ืองทองน้อย แยกออกไดเ้ ป็น ๒ กรณี ดงั น้ี
กรณีที่ ๑ ประธานพิธเี ป็นพระสงฆ์ ศาสนพิธีกรพึงถวายเทียนชนวนจุดเทยี นสอ่ งธรรม
อย่างเดยี ว รับศีลจบแล้ว เขา้ ไปถวายเทียนชนวนจุดเคร่อื งทองน้อยบูชาธรรม
กรณีที่ ๒ ประธานพิธีเปน็ ฆราวาส จดุ เทยี นส่องธรรมและเครอ่ื งทองน้อยคราวเดียวกัน
แลว้ จงึ รับศลี
๒. พธิ ีแสดงพระธรรมเทศนางานอวมงคล มวี ิธกี ารตั้งและการจุดเครอื่ งทองน้อย ดงั น้ี
๒.๑ วธิ กี ารตัง้ เครอื่ งทองนอ้ ยใหต้ งั้ โตะ๊ เล็ก ๑ ตวั ด้านหนา้ ท่ปี ระธานพิธีน่ัง วางเครอ่ื งทอง
นอ้ ย

~ 66 ~

บนโตะ๊ นั้นตรงกลาง แต่จะมีการตง้ั เคร่อื งทองน้อยท่ีด้านหน้าศพ อัฐิ ภาพเหมือน ปา้ ยช่ือ
ป้ายอทุ ิศ ในงานใหญ่ๆจะตัง้ เครอ่ื งทองน้อย ๒ ชุด คือชุดที่หนงึ่ สาหรบั บชู าศพ ตัง้ หัน
ดอกไม้เข้าหาศพ วธิ ีการตั้งโต๊ะใช้โตะ๊ ชุดละตวั สูงตา่ ลดหลน่ั กันลงมาโดยใหโ้ ต๊ะตัวต่าตั้งด้าน
นอกชดุ ท่ีสอง สาหรบั ศพบูชาธรรม ต้งั หันธปู เทยี นเขา้ หาศพ วธิ กี ารตงั้ โต๊ะใชโ้ ต๊ะชดุ ละตัว
สูงต่าลดหลั่นกนั ลงมาโดยโตะ๊ ตวั สูงตงั้ ด้านในใกล้หีบศพ
การต้งั เคร่ืองทองนอ้ ยหลักในการต้ังเครื่องทองน้อย เพ่ือให้งา่ ยตอ่ การจาเกยี่ วกับการหัน
เครื่องทองน้อยไปทางใดวา่ “จะบูชาใครใหห้ นั ดอกไม้ไปทางนนั้ ถา้ หนั พ่มุ ดอกไมอ้ อกมา
ด้านนอก เปน็ การใหศ้ พบชู าธรรม แตถ่ า้ หันพุ่มดอกไม้เข้าหาศพ เปน็ การให้ผ้ทู เ่ี ข้าร่วมพิธี
สกั การะศพ” สาหรับการปกั ธูปไมร้ ะกากบั เทียนที่เครื่องทองน้อยใหจ้ าวา่
“ใหป้ ักธูปซา้ ย เทียนขวาของผู้ที่จะจดุ บูชา” และให้จดุ ธูปกอ่ นจดุ เทยี น
๒.๒ วธิ ีการจุดเครอ่ื งทองน้อย ข้นึ อยกู่ บั ประธานพิธแี ละศพผลู้ ว่ งลบั ว่าเป็นพระสงฆ์หรือ
เป็นฆราวาสและจดุ เพือ่ การอะไร ซ่งึ แยกออกได้เป็น ๔ กรณี ดงั นี้
กรณีที่ ๑ ประธานพธิ เี ปน็ พระสงฆ์ ผูล้ ่วงลบั เป็นพระสงฆ์ ศาสนพธิ กี รเชญิ เทียนชนวนถวาย
จุดเทยี นสอ่ งธรรม และจุดเครื่องทองน้อยบูชาศพ รับศลี จบแล้ว จงึ จดุ เครือ่ งทองน้อยบชู า
ธรรมทั้งทดี่ ้านหน้าประธานพิธีและดา้ นหนา้ หบี ศพแล้วจึงเริม่ อาราธนาธรรมต่อไป
กรณีท่ี ๒ ประธานพิธเี ปน็ พระสงฆ์ ผู้ล่วงลบั เปน็ ฆราวาส ให้จดุ เทียนสอ่ งธรรม จดุ เคร่ือง
ทองน้อยที่หน้าศพท้งั ๒ ชดุ รบั ศีลจบแล้วจึงจดุ เครอ่ื งทองน้อยทหี่ น้าประธานพธิ ี
กรณที ่ี ๓ ประธานพธิ ีเป็นฆราวาส ผ้ลู ว่ งลับเปน็ พระสงฆ์ ใหจ้ ดุ เทียนสอ่ งธรรม จดุ เครื่อง
ทองน้อยท่ีหน้าประธานพิธี จุดเครอ่ื งทองน้อยบูชาศพ รับศีลจบแลว้ จึงจุดเครือ่ งทองน้อย
บูชาธรรมท่ีหน้าหีบศพ
กรณีที่ ๔ ประธานพิธเี ปน็ ฆราวาส ผ้ลู ว่ งลบั เป็นฆราวาส ใหจ้ ดุ เทียนส่องธรรม จดุ เครื่อง
ทองน้อยทุกชดุ ในคราวเดียวกัน แล้วจงึ รับศีลนอกจากน้ียังมีแนวปฏิบัตสิ าหรบั ประธานพธิ ี
หรอื ผู้ทีเ่ กย่ี วข้องในการจดุ เครื่องทองน้อยสาหรับศพบชู าธรรมและบชู าศพ ดงั น้ี
๑. การจดุ เครอื่ งทองน้อยสาหรับศพบูชาธรรม ต้องมีผจู้ ุดแทนกรณปี ระธานพิธีมยี ศหรือ
ฐานันดรตา่ กว่าศพใหเ้ ชญิ ประธานพิธีจดุ กรณีมียศหรอื ฐานันดรสงู กวา่ ควรเชิญผู้อ่ืนจุด
แทน แต่หากประธานจะจุดเองก็ไมม่ ขี ้อห้าม

~ 67 ~

๒. การจดุ เครอ่ื งทองน้อยบชู าศพ ควรเชิญผูท้ มี่ ีศักดต์ิ ่ากวา่ ผู้ทลี่ ่วงลบั หรอื ผ้ทู ่ีเปน็ ญาตหิ รือ
ผู้ทเ่ี คารพนบั ถือเปน็ ผจู้ ดุ บุชาจะเหมาะสม กรณโี ยมบิดา มารดาหรอื บุคคลอื่นท่ีเปน็
ฆราวาสล่วงลบั ไปพระสงฆจ์ ะจดุ เครือ่ งทองน้อยท่ีต้ังบูชาศพก็ได้ แตเ่ มื่อจุดแล้วไม่ต้องทา
ความเคารพเพยี งแตย่ นื สงบน่ิงสารวมถือเปน็ การจดุ เพือ่ แสดงให้ผู้ลว่ งลับได้ทราบวา่ จะบา
เพ็ญกุศลอทุ ิศไปให้การใชเ้ คร่ืองทองนอ้ ยในการจดั ขบวนแห่ศพเวยี นเมรุการนาศพเวียน
เมรุ ถา้ กรณีศพในพระราชานเุ คราะห์ พระนาศพ หบี หรอื โกศศพ การเชิญเครื่องทองน้อย
(หันพ่มุ ไปทางหบี ศพหรอื โกศศพ หันเชงิ ธปู เทียนมาทางผู้เชิญเครอื่ งทองน้อย) ถัดจาก
เครอื่ งทองน้อยจะเป็นเคร่ืองราชอิสริยาภรณ์ เครอ่ื งยศ ของผู้วายชนม์ ญาติ หรอื ผ้มู ารว่ ม
พิธกี รมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม. ศาสนพิธีและมารยาทไทย. กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั . พมิ พค์ รั้งที่ ๓, ๒๕๖๑.

การจดั เครื่องบูชา

ความหมายของธูป เทียน
พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ให้ความหมายของธูปและเทียนไว้ดังน้ี
๑. ธูป (ทูบ,ทูปะ) คอื เครื่องหอมชนดิ หน่งึ มแี กนทาด้วยก้านไม้ไผ่เล็ก ๆ เป็นตน้ มักย่อมสี
แดงพอกดว้ ยผงไม้หอม, มกั ใช้จดุ คกู่ ับเทียน ลกั ษณะนามเรียกว่า “ดอก”
๒. เทียน คอื เครื่องตามไฟฟ่นั หรอื หล่อดว้ ยข้ีผงึ้ หรือไขเปน็ ต้น มีไส้อยู่ตรงใจกลาง
ลักษณะนามเรยี กวา่ “เล่ม”
สาหรับธปู และเทยี นจดั เปน็ เคร่อื งบูชาทีใ่ ช้ในงานพธิ ีต่าง ๆ

~ 68 ~

การจดั เครื่องบูชา
การจดั เคร่ืองบชู าตามทนี่ ิยมใชก้ นั มีหลากหลายแตกต่างกันตามความเหมาะสมกบั สถานท่ี
และฐานะของเจ้าภาพ พธิ ใี หญ่หรอื พิธีเลก็ แตส่ ่ิงท่ีถือเปน็ เครื่องสกั การบูชาหลักมีอยู่ ๓
ประการ คือ
๑. ธูป ใช้ ๓ ดอก ปักเรียงกันเป็นหนา้ กระดานในลกั ษณะต้ังตรงไว้ในกระถางธูปเนอื่ งจาก
เปน็ ความเช่ือของบรรพบุรุษมาแต่โบราณว่า ควันเปน็ สิ่งท่ีเบาลอยตวั สู่อากาศเบื้องบนแลว้
จางหายไปควนั ทจ่ี างหายไปน้ี อาจจะเปน็ สื่อนาไปสู่ส่ิงที่ตนเคารพนับถอื บูชาไดไ้ มว่ า่ จะอยู่
ณ ท่ีใด
๒. เทียน ใช้ ๒ เลม่ ตง้ั ไวท้ โ่ี ตะ๊ หม่บู ูชาตวั เดยี วกบั กระถางธปู ดา้ นซา้ ยและดา้ นขวาของ
กระถางธปู อย่างละ ๑ เล่ม ซึ่งหมายถงึ การให้ความสวา่ งในทางธรรมแก่มนุษย์ หรอื เป็น
สญั ลกั ษณข์ องส่ิงทเี่ คารพนบั ถอื สาหรบั เทยี นท่ใี ช้ในงานศาสนพธิ ีต่าง ๆ ใชเ้ ทยี นสขี าวและสี
เหลืองเป็นส่วนใหญ่ สว่ นเทียนเกลยี วหรือเทียนสีอ่นื ๆเช่น สีเขยี ว สแี ดง สชี มพู สีดา ฯลฯ
มักใชใ้ นพิธบี ชู านพเคราะห์ ไมน่ ยิ มใชบ้ ชู าพระรัตนตรัย
๓. ดอกไม้ นิยมจัดเปน็ แจกันหรอื พานพมุ่ ไม่นอ้ ยกวา่ ๒ แจกนั หรือ ๒ พาน ซึง่ เป็นสิ่งที่

~ 69 ~

ก่อใหเ้ กิดความหอม และมสี สี ันสวยงาม อนั หมายถึง ทุกคนไม่มีใครรงั เกยี จคนท่ีมีคณุ ธรรม
ความดยี ่อมมีแต่คนสรรเสริญยกยอ่ งนบั ถือ สาหรบั ดอกไม้บูชาพระทีโ่ ต๊ะหมูบ่ ชู าใช้ได้
โดยทัว่ ไป โดยเนน้ วา่ เปน็ ดอกไมม้ สี สี วยหรือมีกลิน่ หอมแตบ่ างแหง่ นิยมใชด้ อกบัวบูชาพระ
นอกจากน้ีไมน่ ยิ มตง้ั พานพมุ่ ทอง พานพุ่มเงนิ เนื่องจากมีคณุ สมบัตไิ ม่ครบเพราะไมม่ ีกล่นิ
แนวปฏิบตั ิในการจุดเคร่ืองบูชา
๑. การจุดธปู เทียนบชู าพระรัตนตรยั ใหจ้ ดุ เทยี นดา้ นขวา แลว้ จุดดา้ นซ้ายของพระพุทธรูป
ก่อนจากนน้ั ใหจ้ ดุ ธปู จากดา้ นขวาของพระพุทธรูปเรยี งไปตามลาดบั (เหตุที่จุดเทยี นก่อน
เพราะในสมยั ก่อนยังไม่มีเชื้อชนวนและเนอ่ื งจากเทียนจุดติดง่ายกว่าธูป จึงจดุ เทียนก่อน
ส่วนเหตุท่จี ดุ จากด้านซ้ายมอื ของผจู้ ุดก่อนน้นั สนั นิษฐานวา่ หากจุดดา้ นขวามือของผู้จุด
กอ่ น เมื่อเลอื่ นไปจดุ ดา้ นซา้ ยไฟจากเทยี น ทจี่ ุดแลว้ จะลนถูกแขนของผู้จดุ ได้ การจดุ โดย
เวยี นจากซา้ ยไปขวาเป็นทักษิณาวัตร ถอื เป็นมงคล) เสรจ็ แล้วกราบ ๓ ครั้งกรณที ี่โต๊ะหมู่
บชู าตั้งเทยี นประดบั หลายค่ใู ห้จุดเฉพาะคู่ท่ีต้งั อยู่ขา้ งกระถางธูปคู่เดยี วเทา่ น้ัน ในพธิ ี
ประชมุ อบรม สัมมนา กราบแล้วลกุ ขึน้ ถอยหลังเลก็ น้อย คานบั ตรงกลาง ๑ ครัง้
๒. การจดุ เทยี นทานา้ มนต์ ให้เรม่ิ จดุ เมอื่ พระสงฆ์ข้ึนบทว่า “อเสวนา จ พาลาน ” จุดเสรจ็
คนื เทียนชนวนให้ศาสนพธิ ีกร ยกขันนา้ มนตป์ ระเคนประธานสงฆ์แล้วไหว้ ๑ คร้งั การ
ประเคนขนั น้าพระพุทธมนต์หลงั จากจดุ เทียนทาน้าพระพุทธมนต์แลว้ ถอื เปน็ การขอให้
พระคณุ เจ้าช่วยทานา้ พระพุทธมนต์ให้ด้วย
๓. การจดุ ธูปเทียนหน้าต้พู ระอภธิ รรม หากชุดบูชาเป็นกระถางธปู เชงิ เทียน ใหจ้ ดุ เทยี น
ด้านขวาแล้วจดุ ดา้ นซา้ ยของพระพุทธรูปก่อนจากนั้นจุดธูปเพยี ง ๑ ดอก หากเปน็ เคร่ือง
ทองน้อยใหจ้ ุดธปู ก่อนแล้วจงึ จดุ เทยี น
๔. การจุดเทยี นสอ่ งธรรม (เทียนดูหนังสือเทศน์) กรณีประธานพิธีเปน็ พระสงฆ์ และผู้
ล่วงลับเป็นพระสงฆ์ให้จดุ เทยี นสอ่ งธรรมก่อนพระเทศนข์ ้ึนธรรมาสน์ เมอ่ื ศาสนพิธีกร
อาราธนาศลี พระเทศนใ์ หศ้ ีลจบแล้วจึงจุดธปู เทยี นเคร่ืองทองน้อยที่ตั้งดา้ นหน้าประธานพธิ ี
และจุดธปู เทยี น เครื่องทองน้อยซ่ึงตัง้ ท่ีด้านหนา้ ศพสาหรับศพฟงั ธรรมประธานพธิ เี ป็น
ฆราวาสและผ้ลู ่วงลบั เป็นฆราวาส ใหจ้ ดุ เทียนส่องธรรม จุดธูปเทียนเครอื่ งทองนอ้ ยท้ังที่
ด้านหนา้ ประธานพธิ แี ละทห่ี น้าศพทุกชุดก่อนอาราธนาศลี ประธานพธิ เี ป็นพระสงฆ์ ผู้
ลว่ งลบั เป็นฆราวาสหรือประธานพิธีเปน็ ฆราวาส ผู้ลว่ งลับเป็นพระสงฆ์ให้จุดธูปเทียนเคร่ือง

~ 70 ~

ทองน้อยสาหรบั บูชาธรรม ดงั น้ี ประธานพิธเี ป็นฆราวาส จุดธปู เทยี นเคร่อื งทองน้อยหน้า
ประธานพิธกี ่อนอาราธนาศีล ผ้ลู ่วงลบั เปน็ พระสงฆ์ จดุ ธูปเทียนเครือ่ งทองนอ้ ยหลงั รบั ศีล
แล้ว ประธานพธิ เี ป็นพระสงฆ์จดุ ธปู เทียนเครือ่ งทองนอ้ ย
หลงั รบั ศลี แล้ว ผลู้ ่วงลบั เป็นฆราวาส จดุ ธูปเทียนเครอื่ งทองนอ้ ยหนา้ ศพก่อนอาราธนาศีล
๑. ราชบัณฑติ ยสถาน.พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔. กรงุ เทพมหานคร :
บริษทั ศริ วิ ัฒนาอินเตอร์พร้ินท์ จากดั (มหาชน). พิมพ์คร้ังท่ี ๑ , ๒๕๕๖.
๒. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม. ศาสนพธิ ีและมารยาทไทย. กรุงเทพมหานคร :
โรงพมิ พ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั . พิมพ์ครงั้ ที่ ๓, ๒๕๖๑.
๓. สมชัย เกือ้ กลู . ศาสนพธิ ีจากประสบการณ์. นนทบุรี : สานกั พิมพ์สืบสานพุทธศาสน์,
๒๕๕๕.

การนิมนตพ์ ระสงฆ์

พระสงฆ์ คอื ผู้ประกอบพธิ ีกรรมตา่ ง ๆ เพื่อให้ได้รับผลสาเรจ็ และนาไปสผู่ ลท่ีต้องการ
อนั เป็นการน้อมนาให้ผูศ้ รทั ธาเขา้ ถงึ ธรรมท่สี งู ข้ึน ดังน้ันในการนิมนต์พระสงฆจ์ งึ ควรเขียน
เปน็ หนงั สอื หรือภาษาทางราชการ เรียกว่า “การวางฏีกานิมนต์พระสงฆ์” เพอื่ ถวาย
พระสงฆถ์ ือไว้เปน็ หลักฐานซง่ึ ประกอบดว้ ยข้อความสาคัญเพ่อื ให้พระสงฆท์ ราบวา่ นมิ นต์
งานพธิ ีใด วนั เวลา และสถานที่ในการประกอบพิธคี วรแจ้งให้ชัดเจน ส่วนจานวนพระสงฆ์
ที่นยิ มในแตล่ ะพิธนี นั้ ไมไ่ ด้กาหนดจานวนขา้ งมากแตม่ ีการกาหนดจานวนขา้ งน้อยไว้คือ
ไมต่ า่ กว่า ๕ รปู ๗ รปู ๙ รูป และ ๑๐ รูป เพ่ือจะได้ครบองคค์ ณะสงฆส์ ว่ นงานพระราชพิธี
หรอื พธิ ีการทางราชการนยิ มนิมนต์พระสงฆ์ ๑๐ รปู ทงั้ งานมงคลและงานอวมงคลแต่ถ้า
หากเปน็ พธิ บี าเพญ็ กุศลสวดพระอภิธรรมศพประจาคืนน้นั จะนิมนตพ์ ระสงฆ์สวดพระ
อภิธรรม จานวน ๔ รปู กรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม. ศาสนพิธีและมารยาทไทย.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพช์ ุมนมุ สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด. พมิ พค์ รั้งที่
๓, ๒๕๖๑.

การแสดงความเคารพ

การแสดงความเคารพ ถอื เป็นกิริยาท่าทางของมารยาทไทยที่สภุ าพเรียบรอ้ ยในการรว่ ม
ประกอบพธิ กี รรมตา่ ง ๆ ทางศาสนา ท่ีถูกต้องตามระเบยี บแบบแผนและเหมาะสมตาม

~ 71 ~

กาลเทศะ ซงึ่ ครอบคลุมถงึ การแสดงความเคารพ โดยการไหว้ การกราบ การคานับ การรบั
ของและสง่ ส่งิ ของเปน็ ตน้ การแสดงความเคารพ ถือเป็นมารยาทไทยอย่างหนึ่งที่แสดงความ
ออ่ นน้อมถ่อมตนของเด็กทีม่ ตี ่อผู้ใหญ่หรือผทู้ ี่มคี วามอาวโุ สกว่า ซึง่ มอี ยูห่ ลายลักษณะ เช่น
การประนมมือ การไหว้ การกราบ การคานบั ซง่ึ เมอื่ นามาใช้
ในการเขา้ ร่วมศาสนพธิ ีตา่ ง ๆ สามารถปฏบิ ัติได้ดังนี้
๑. การไหว้ คือ การประนมมือ และการไหว้ ประกอบด้วยกริ ยิ า ๒ ส่วนด้วยกนั คือ
ส่วนที่ ๑ การประนมมือ หรอื ทีเ่ รยี กวา่ “อัญชลี” เปน็ การแสดงความเคารพ โดยการ
ประนมมือเลก็ น้อยให้ปลายนิ้วมือทงั้ สองข้างชดิ กนั ฝา่ มอื ทั้งสองประกอบเสมอกันแนบ
ระหว่างอก ปลายนิว้ เฉยี งขึน้ พอประมาณ แขนแนบลาตัวไม่กางศอก ท้ังชายและหญิง
ปฏิบัตเิ หมือนกนั

สว่ นที่ ๒ การไหว้ (วนั ทา) เป็นการแสดงความเคารพโดยการประนมมือ แลว้ ยกมือทัง้ สอง
ข้ึนจรดใบหน้า แสดงถึงความเคารพ ซ่ึงแบง่ ได้เป็น ๓ ระดับ ตามระดบั บุคคล คือ ระดบั ท่ี
๑ การไหวพ้ ระ ไดแ้ ก่ การไหวพ้ ระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมท้ังปูชนยี สถานปูชนียวตั ถุ
ทเี่ กี่ยวกบั พระพุทธศาสนา ใช้ในกรณที ่ีไมส่ ามารถกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ได้ ให้
ประนมมือและยกขนึ้ พร้อมกับค้อมศีรษะลงให้หัวแม่มอื จรดหวา่ งคิ้ว ปลายนว้ิ ชแี้ นบ
สว่ นบนของหนา้ ผาก ระดับที่ ๒ การไหว้ผมู้ พี ระคณุ และผู้ท่ีมอี ายมุ ากได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย
พอ่ แม่ ครอู าจารยแ์ ละผู้ที่เราเคารพนับถือ ใหป้ ระนมมือแล้วยกขึน้ พร้อมกบั คอ้ มศรี ษะลง
ให้หัวแมม่ อื จรดปลายจมูกปลายนิว้ ช้แี นบหวา่ งค้วิ
ระดับที่ ๓ การไหวบ้ ุคคลทวั่ ๆ ไป ทีเ่ คารพนบั ถือหรือผู้ทม่ี ีอายมุ ากกวา่ เลก็ น้อยให้ประนม
มือแลว้ ยกขน้ึ พร้อมกับค้อมศีรษะลง ใหห้ วั แม่มอื จรดปลายคาง ปลายนว้ิ ชแี้ นบปลายจมูก

~ 72 ~

หากจะใช้แสดงความเคารพผู้ทม่ี อี ายุเทา่ กนั หรือเพือ่ นกัน ใหย้ ืนตรงไหวแ้ ละไมต่ ้องค้อม
ศีรษะ
๒. การกราบ (อภิวาท) เปน็ การแสดงความเคารพอยา่ งสูง มี ๒ แบบ คือ
แบบท่ี ๑ การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ เปน็ การใช้อวัยวะทัง้ ๕ คอื หน้าผาก มอื และ
ขอ้ ศอกทงั้ ๒ เข่าทั้ง ๒ สัมผัสกับพื้น การกราบมี ๓ จงั หวะ คอื ทา่ เตรียม
ชาย นัง่ คกุ เข่าตวั ตรงปลายเท้าต้งั ปลายเท้าและส้นเท้าชิดกนั น่ังบนสน้ เท้า เขา่ ทง้ั สองห่าง
พอประมาณมือท้ังสองวางคว่าเหนือเข่าท้งั สองขา้ ง นวิ้ ชดิ กัน (ท่าเทพบตุ ร)
หญงิ นงั่ คุกเข่าตัวตรงปลายเทา้ ราบ เข่าถึงปลายเทา้ ชดิ กนั นัง่ บนส้นเทา้ มอื ทงั้ สองวางคว่า
เหนอื เข่าทัง้ สองข้าง น้ิวชดิ กนั (ทา่ เทพธดิ า)

ทา่ กราบ
จังหวะที่ ๑ อญั ชลี ยกมือข้นึ ในท่าประนมมือ

~ 73 ~

จังหวะที่ ๒ วันทา ยกมือขน้ึ ไหว้ตามระดบั ท่ี ๑ การไหวพ้ ระ

จังหวะท่ี ๓ อภวิ าท ทอดมือท้ังสองลงพร้อม ๆ กนั ใหม้ ือและแขนทง้ั สองขา้ งราบกับพ้ืน
ควา่ มอื ห่างกันเลก็ น้อย พอให้หนา้ ผากจรดพน้ื ระหวา่ งมือท้ังสอง (ชาย ศอกทั้งสองข้างต่อ
จากเขา่ ราบไปกับพืน้ หลังไม่โก่งหญิงศอกทง้ั สองข้างคร่อมเข่าเล็กน้อย ราบไปกับพน้ื หลัง
ไมโ่ ก่ง)

แบบท่ี ๒ การกราบผู้ใหญ่ เป็นการกราบผู้มีพระคุณและผูม้ ีอายุมากกวา่ ได้แก่ ปู่ ยา่ ตา
ยาย พอ่ แม่ ครู อาจารย์และผู้ที่เราเคารพ ลกั ษณะการปฏบิ ตั ิของชายและหญงิ เหมือนกัน
คอื นงั่ พบั เพยี บทอดมอื ทัง้ สองขา้ งลงพรอ้ มกัน ให้แขนทั้งสองคร่อมเขา่ ที่อยูด่ ้านล่างเพยี ง
เขา่ เดยี ว มอื ประนมต้ังกบั พืน้ ไมแ่ บมอื ค้อมตวั ลงให้หนา้ ผากแตะสว่ นบนของมือท่ีประนม
ในขณะกราบไมต่ ้องกระดกน้ิวมอื ข้ึนมารบั หน้าผาก และกราบเพียงคร้ังเดียว

~ 74 ~

การแสดงความเคารพทว่ั ไปการแสดงความเคารพศพ เม่ือผู้เข้ารว่ มพิธไี ปถึงบริเวณพิธี
ตอ้ งกราบพระพุทธรูปกอ่ นเสมอแล้วจึงทาความเคารพศพ สาหรับผ้ทู ไ่ี ด้รับเกียรติใหเ้ ป็น
ประธานในพิธนี ัน้ เม่ือเริม่ พธิ ีการใหจ้ ดุ ธูปเทียนบูชาพระรตั นตรัยก่อน แลว้ จงึ จุดธูปเทียน
บชู าศพ
การแสดงความเคารพศพ แบ่งออกเป็น ๒ กรณี คอื
กรณที ี่ ๑ ศพพระ เม่ือจดุ ธูปเทยี น (เครือ่ งทองนอ้ ยหรือจดุ ธูป ๓ ดอก) ให้กราบแบบ
เบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง
กรณีท่ี ๒ ศพบคุ คลทว่ั ไป เมื่อจดุ ธปู เทียน (เคร่อื งทองน้อย หรือจุดธปู ๑ ดอก) ให้กราบ ๑
ครั้งไม่แบมือ หากผูเ้ สียชีวติ มีอายุมากกวา่ เลก็ น้อย ผู้เป็นประธานในพธิ ใี ห้ประนมมือแลว้
ยกขนึ้ พร้อมกบั ค้อมศรี ษะลง
ใหห้ ัวแม่มือจรดปลายคาง ปลายน้ิวชีแ้ นบปลายจมกู หากจะใช้แสดงความเคารพผทู้ ี่มีอายุ
เท่ากันหรอื เพ่ือนกนั ให้ไหว้และไม่ตอ้ งคอ้ มศรี ษะ เสร็จแล้วจึงกลบั ไปนง่ั ในที่ท่ีได้จัดเตรียม
ไว้กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม. ศาสนพธิ ีและมารยาทไทย. กรุงเทพมหานคร : โรง
พมิ พ์ชมุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากดั . พิมพค์ ร้ังท่ี ๓, ๒๕๖๑.

~ 75 ~

วนั เขา้ พรรษา

ความหมายของวนั เขา้ พรรษา
การเขา้ พรรษา เป็นพุทธบัญญัติ ซ่ึงพระภิกษทุ ุกรปู จะตอ้ งปฏบิ ตั ติ าม หมายถงึ การ
อธิษฐานอย่ปู ระจาท่ีไม่เทยี่ วจารกิ ไปยงั สถานที่ต่าง ๆ เวน้ แตม่ ีกจิ กรรมจาเปน็ จรงิ ๆ ช่วง
จาพรรษาจะอยู่ในช่วงฤดฝู น คอื แรม ๑ ค่า เดือน ๘ ถงึ ข้ึน ๑๕ คา่ เดือน ๑๑ ของทุกปี
ดังน้ัน วันเข้าพรรษา หมายถึง วนั ทพ่ี ระภิกษุในพระพุทธศาสนาอธิษฐานอยูป่ ระจาในวดั
หรือเสนาสนะที่คมุ้ แดดคุม้ ฝนไดแ้ หง่ หน่ึง ไม่ได้ไปคา้ งแรมในที่อื่น ตลอด ๓ เดือนในฤดฝู น
ความสาคญั ของวนั เขา้ พรรษา
วนั เข้าพรรษา เป็นวนั สาคัญท่ีทาให้เกดิ กิจกรรมเกี่ยวเนอ่ื ง ดังต่อไปนี้
๑. พระภิกษุจะไดม้ โี อกาสศึกษาเลา่ เรียนพระพุทธพจน์ ศึกษา พระธรรมวินยั และประพฤติ
ปฏบิ ัติธรรมอยกู่ บั พระเถระท่ีเป็นอปุ ัชฌาย์ อาจารย์ได้อย่างเต็มที่

~ 76 ~

๒. พทุ ธศาสนกิ ชนจะไดม้ ีโอกาสบาเพญ็ บญุ กศุ ลไดอ้ ย่างเต็มท่ี เช่น ทาบญุ ตกั บาตร รกั ษา
ศีลสวดมนต์ ฟังธรรม เจริญภาวนา ตลอดพรรษา
๓. วันเข้าพรรษาก่อให้เกิดประเพณสี าคัญ ๒ ประเพณี คือ ประเพณีการถวายผ้าอาบนา้ ฝน
และประเพณี แห่เทียนพรรษา
ประเพณีการถวายผา้ อาบนาฝน
ความเป็นมาของประเพณีการถวายผา้ อาบนาฝน
มีเรอื่ งเล่าวา่ ในสมัยพทุ ธกาล ครัง้ หน่งึ นางวิสาขามหาอุบาสิกาใช้ให้นางทาสี (หญงิ รับใช้)
ไปพระวิหารเชตวนั เพ่อื นิมนตพ์ ระภกิ ษไุ ปฉนั ภัตตาหารที่บา้ น ในวันนั้นฝนตกหนกั เมื่อ
นางทาสไี ปถงึ วัดเหน็ พระภกิ ษุเปลือยกายอาบน้าอยู่เกิดเข้าใจผิดวา่ เป็นพวกชเี ปลอื ย จงึ
กลับมาบอกนางวสิ าขาว่าในวัดไม่มีพระภิกษเุ ลยมีแตพ่ วกชีเปลอื ยกาลงั อาบนา้ ฝนอยู่ นางรู้
ได้ทนั ทวี ่าน่ันไมใ่ ช่ชเี ปลือยอย่างที่หญิงรบั ใชเ้ ข้าใจแต่เป็นพระภิกษุท่เี ปลือยกายอาบน้าฝน
อยู่ ดังนั้นหลังจากพระพทุ ธเจ้าและพระสาวกฉนั ภัตตาหารแลว้ นางวิสาขาจงึ เขา้ ไปกราบ
ทลู พระพทุ ธเจา้ เพอ่ื ขอถวายผา้ อาบน้าฝนแด่พระภิกษแุ ละภิกษุณี นบั ต้งั แต่นนั้ เปน็ ตน้ มา
จึงมกี ารถวายผ้าอาบน้าฝนเป็นประจาจนเกดิ เป็นประเพณีท่ชี าวพุทธปฏบิ ัตสิ บื ตอ่ มาจนถงึ
ทกุ วนั นี้อานิสงส์ของการถวายผา้ อาบนาฝน
ผูท้ ี่ทาบญุ ถวายผา้ อาบนา้ ฝนจะไดร้ บั อานิสงส์เหมือนการถวายผา้ ชนดิ อื่น ๆ ตามนยั ท่ีพระ
อรรถกถาจารยก์ ล่าวไว้ คือ ทาให้เป็นผู้มีผวิ พรรณผ่องใส สวยงาม ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มี
ความสะอาดผ่องใสทั้งกายและใจประเพณีแห่เทียนพรรษาความเป็ นมาของประเพณีแห่
เทียนพรรษาประเพณีแห่เทียนพรรษา เกิดขึ้นจากความจาเปน็ ท่ีวา่ สมัยกอ่ นยงั ไมม่ ไี ฟฟา้ ใช้
เหมอื นในปจั จุบันเม่ือพระภิกษุจาพรรษารวมกันมาก ๆ และต้องปฏิบตั ิกจิ วตั ร เช่น การทา
วัตรสวดมนตต์ อนเชา้ มดื และตอนพลบค่าการศกึ ษาพระปริยตั ธิ รรม กจิ กรรมเหล่านี้ล้วน
ต้องการแสงสวา่ ง โดยเฉพาะแสงสว่างจากเทียนท่ีพระสงฆ์จุดเพือ่ บชู าพระรัตนตรยั ถึงแม้
ในปจั จบุ ันสภาพสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป แต่ประเพณแี หเ่ ทียนพรรษายงั คงมีอยู่โดยมี
จุดม่งุ หมายเพอื่ ถวายเป็นพุทธบชู าอานิสงส์ของการถวายเทียนพรรษา
ผูท้ ี่ทาบญุ ถวายเทยี นพรรษาจะไดร้ บั อานิสงส์ตามนัยพระอรรถกถาจารย์ กล่าวไว้ คือ ไม่มี
โรคภัยไขเ้ จบ็ มีความสะอาดผอ่ งใสท้งั กายใจ มีความสง่างาม มดี วงตาแจม่ ใส และก่อนการ

~ 77 ~

นาเทยี นไปถวายทีว่ ัดก็จะจัดให้มกี ารหล่อเทียนใหเ้ สรจ็ เรยี บรอ้ ยก่อนแล้วจึงจดั ขบวนแห่
เทียน เรียกวา่ “ประเพณีแหเ่ ทยี นพรรษา”
พธิ ีหล่อเทียนพรรษา
การแหเ่ ทยี นพรรษา
แนวทางท่ีพึงปฏิบตั ิ
๑. การแตง่ กายดว้ ยชดุ สีขาวปฏบิ ตั ธิ รรมถวายเป็นพุทธบูชาตลอดพรรษา
๒. การรักษาศีล ๕ ตลอดพรรษา
๓. การเข้าวดั สวดมนต์ เจริญภาวนา ปฏิบตั ิธรรมในวนั ธรรมสวนะ ตลอดพรรษา ถวายเปน็
พุทธบูชา
๔. การหล่อเทยี น และถวายเทียนพรรษาทวี่ ัดใกลบ้ า้ น
๑. http://www.dhammathai.org
๒. th.wikipedia.org
๓. http://www.learntripitaka.com
๔. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม : เอกสารประชาสัมพนั ธง์ านสปั ดาห์สง่ เสรมิ
พระพทุ ธศาสนา เนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ประจาปี ๒๕๖๑ , โรงพิมพ์
อกั ษรไทย, กรงุ เทพฯ
พิธีถวายเทยี นพรรษา

วนั มาฆบชู า

ความเป็นมาของวนั มาฆบูชา
“มาฆบูชา” ตรงกับวันเพญ็ เดือนมาฆะ เปน็ วันท่ีเกิดเหตุการณส์ าคญั ทางพระพุทธศาสนา

~ 78 ~

ในวนั นั้นนอกจากเปน็ วนั เพ็ญเดือนมาฆะแลว้ ยงั เป็นวันท่พี ระสงฆ์ จานวน ๑,๒๕๐ รปู มา
เข้าเฝา้ พระพุทธเจ้าพร้อมกนั โดยมิไดน้ ดั หมาย พระสงฆ์เหล่านน้ั ลว้ นเปน็
เอหภิ ิกขุอุปสมั ปทา ได้รับการอปสุ มบทจากพระพทุ ธเจ้าและลว้ นเปน็ พระอรหนั ต์ผไู้ ด้
อภญิ ญา ๖ การประจวบกันของเหตุการณท์ ัง้ ๔ ประการนี้ เรียกว่า “จาตรุ งคสนั นิบาต”
คอื การประชมุ ซง่ึ ประกอบด้วยองค์ ๔ ในโอกาสน้ี พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏโิ มกข์
เหตุการณ์น้ีเกิดขึ้นขณะท่ีพระพุทธเจา้ ทรงประทบั อยู่ ณ วดั เวฬุวนั กรุงราชคฤห์ก่อน
เข้าพรรษาที่ ๒ (หลงั จากตรสั รู้ ๙ เดือน)พิธบี ชู าเนอ่ื งในวันมาฆบชู าเริ่มมีครัง้ แรกใน
ประเทศไทยในรัชสมยั ของพระบาทสมเด็จ-พระจอมเกล้าเจ้าอยูห่ ัวรัชกาลท่ี ๔ พระองค์
ทรงปรารภถงึ ความสาคญั ของวันมาฆบชู าว่า มเี หตุการณ์สาคัญ ๔ ประการ ที่เรยี กวา่ “จา
ตุรงคสันนบิ าต” เกดิ ขนึ้ ในวันเดียวกนั สมควรทีพ่ ุทธศาสนกิ ชนจะได้ทาการบชู า
เพือ่ ระลึกถึงความสาคัญในวนั ดังกล่าว และพระคุณของพระพุทธเจา้ จึงให้จัดพิธบี ูชาเนือ่ ง
ในวันมาฆบชู าขึน้ ในพระราชวงั โดยโปรดให้มกี ารประกอบพระราชกุศลในเวลานน้ั ด้วย
การนิมนต์พระสงฆเ์ จรญิ พระพทุ ธมนต์และฉนั ภตั ตาหารในพระอโุ บสถวดั พระศรรี ัตน
ศาสดาราม ในเวลาคา่ พระองค์เสด็จออกฟังพระสงฆ์ทาวตั รเย็นสวดโอวาทปาฏิโมกขแ์ ละ
ทรงจุดเทยี นรายตามราวรอบพระอุโบสถ จานวน ๑,๒๕๐ เลม่ พระภิกษุเทศนาโอวาทปาฏิ
โมกข์ พระสงฆจ์ านวน ๓๐ รปู สวดมนตร์ ับเทศนา เป็นเสร็จพธิ ี ในรัชสมยั ของ
พระบาทสมเดจ็ -พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั รชั กาลท่ี ๕ พระองค์ ทรงนาพิธบี ูชาเน่อื งในวนั
มาฆบูชาไปประกอบในสถานทีอ่ ่นื นอกพระบรมมหาราชวังในคราวเสดจ็ ประพาสต้น เช่น
บางปะอิน พระพุทธบาท พระพุทธฉาย พระปฐมเจดยี ์
พระแท่นดงรัง เป็นตน้ ประชาชนไดน้ าเอาพิธีบูชาเนื่องในวันมาฆบูชาไปปฏบิ ตั ิกันอย่าง
กว้างขวางและสบื มาจนถึงปจั จบุ ันน้ีต่อมารัฐบาลไดใ้ หค้ วามสาคญั ตอ่ วนั มาฆบูชา จงึ ได้กา
หนดให้เปน็ วันหยดุ ราชการ ๑ วนั
ความสาคญั ของวนั มาฆบูชา
วันมาฆบูชา มีความสาคัญในฐานะเปน็ วนั ที่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ไว้เป็น
หลักพจิ ารณาและปฏิบตั ขิ องพระสาวกในการดาเนินชีวติ และเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา ปาฏิ
โมกข์ ตามรูปศัพทม์ ีความหมายวา่ ทาผู้รักษาให้พน้ จากกเิ ลสและทกุ ข์ แบ่งออกเปน็ อาณา
ปาฏิโมกข์กับโอวาทปาฏิโมกข์ ในท่ีนจี่ ะกล่าวเฉพาะโอวาทปาฏโิ มกข์

~ 79 ~

โอวาทปาฏิโมกข์ คือ โอวาทหรือคาแนะนาส่งั สอนไม่มกี ารปรับโทษ ประกอบดว้ ยการกา
หนดเป็นกฎหมายสงู สดุ ของพระพทุ ธศาสนา อธิบายความหมายของสมณะ และบรรพชิต
หน้าทที่ ่ีจะพงึ ทาและวิธีการดาเนินชีวิตของสมณะ และบรรพชิต โอวาทปาฏิโมกข์ ได้
กล่าวถึงความเปน็ สมณะ และบรรพชิตของพระพุทธศาสนาท่ีแตกต่างจากศาสนาอืน่ อนั
เป็นรากฐานทีท่ าให้พระพุทธศาสนาม่นั คงอยมู่ าจนถงึ ปจั จุบันหลกั ปฏิบตั ิพระพทุ ธเจ้าได้
สรุปหลกั ธรรมคาสอนที่พระสงฆ์ จะนาไปสั่งสอนประชาชนใหย้ ดึ ถือปฏิบัตดิ ังปรากฏอย่ใู น
โอวาทปาฏโิ มกข์คาถาที่ ๒ วา่ การไม่ทาความชัว่ ท้งั ปวง การทาความดใี ห้ถงึ พรอ้ ม การทา
จิตของตนให้บรสิ ทุ ธ์ิ หลักปฏิบัติของพระพทุ ธศาสนาหรือท่ีรู้จักกนั โดยท่ัวไปวา่ หัวใจของ
พระพุทธศาสนาทั้ง ๓ ประการนสี้ รุปแล้วคือ ไตรสกิ ขา อนั ได้แก่ ศีล สมาธิ และปญั ญา
นนั่ เอง นอกจากนนั้ การที่พระพุทธเจ้าได้ทรงย้าในตอนทา้ ยของคาถาทีส่ องนว้ี า่ “นี้คือคา
สอนของ พุทธเจา้ ทง้ั หลาย”เป็นการสรา้ งความม่ันใจแกพ่ ระสงฆส์ าวกในการท่จี ะนาเอา
หลกั ปฏบิ ัตนิ ้ี ไปเผยแผ่ว่า ไม่ใชแ่ ต่เพยี งพระพุทธเจา้ พระองคน์ ้ีเทา่ นัน้ ท่สี อนอย่างน้แี ม้
พระพุทธเจา้ ในอดีตและพระพุทธเจา้ ในอนาคตก็ทรงสอนอย่างน้เี ชน่ กัน จงึ เป็นการรบั รอง
ใหเ้ กดิ ความเชื่อ มน่ั วา่ หลกั ธรรมทั้ง ๓ ประการนี้เปน็ หลกั การทถ่ี กู ต้องแนวทางปฏิบตั ิสา
หรับพทุ ธศาสนิกชนพุทธศาสนิกชนจะถวายภัตตาหารแด่พระภกิ ษุ สามเณรในชว่ งเชา้ หรือ
เพล และบรจิ าคทรัพย์ใหท้ านเพ่อื ช่วยเหลือเก้อื กลู ผู้ยากไร้ ตลอดจนบาเพ็ญ
สาธารณประโยชน์ รักษาศลี สารวมระวงั กาย และวาจาด้วยการรักษาศีล ๕ หรือศลี ๘
พรอ้ มทงั้ บาเพญ็ เบญจธรรมสนบั สนนุ เจรญิ ภาวนา บาเพญ็ ภาวนาด้วยการไหวพ้ ระสวด
มนต์ ปฏบิ ัติสมาธิ และวปิ สั สนาตามแนวสติปัฏฐาน ๔ เวียนเทียน ซึ่งการเวยี นเทยี นเป็น
การบูชาพระรัตนตรัยดว้ ยอามสิ บชู าและปฏบิ ตั ิบชู า ในการน้คี วรแตง่ กายใหส้ ภุ าพเพ่ือเปน็
การบชู าพระรัตนตรัยแนวทางปฏิบตั ิกิจกรรมสาหรับสถาบนั ต่าง ๆ ในสงั คม
กิจกรรมเกี่ยวกบั ครอบครัว
๑. ทาความสะอาดบา้ นเรือน ประดบั ธงชาตแิ ละธงธรรมจกั ร และจัดแตง่ ท่ีบูชา พระประจา
บ้าน
๒. ศึกษาเอกสาร หรือสนทนาเก่ยี วกับความสาคญั ของวันมาฆบชู า รวมทงั้ หลกั ธรรม คือ
โอวาท
ปาฏิโมกข์และแนวทางการปฏบิ ตั ธิ รรมในครอบครัว

~ 80 ~

๓. นาครอบครวั ไปบาเพญ็ กศุ ล ทาบญุ ตกั บาตร บริจาคทาน
๔. ปฏิบัติธรรมทวี่ ดั รกั ษาศีล ไหวพ้ ระสวดมนต์ ฟังธรรม เวียนเทียน เจรญิ จิตภาวนา
กิจกรรมเก่ียวกบั สถานศึกษา
๑. ทาความสะอาดบริเวณโรงเรยี น ประดบั ธงชาติ ธงธรรมจกั ร และจัดโต๊ะหมู่บูชา
๒. ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั ศกึ ษาถึงความสาคัญของวนั มาฆบชู า และหลักธรรม คือ โอวาท
ปาฏโิ มกขแ์ ละแนวทางปฏบิ ตั ิธรรมในสถานศึกษา
๓. ครูใหน้ ักเรียนจดั ทาป้ายนเิ ทศ หรือจดั นทิ รรศการ ประกวดเรียงความ ทาสมุดภาพ ตอบ
ปญั หาธรรม บรรยายธรรม อภปิ รายธรรม
๔. ประกาศเกยี รติคุณนักเรียนที่ประพฤติตัวเป็นแบบอยา่ งท่ีดี
๕ ครพู านกั เรียนไปรว่ มกจิ กรรมกบั ชุมชนทวี่ ัด บาเพ็ญกศุ ล ทาบุญตกั บาตร บริจาคทาน
รกั ษาศีลฟงั ธรรม สนทนาธรรม เวยี นเทยี น เจรญิ จติ ภาวนา
กิจกรรมเกี่ยวกบั สถานที่ปฏิบตั ิงาน
๑. ทาความสะอาดบรเิ วณท่ีทางาน ประดับธงชาติ ธงธรรมจกั ร และจดั โต๊ะหมูบ่ ชู า
๒. ประชาสัมพันธ์เกย่ี วกบั ความสาคัญของวนั มาฆบชู า รวมทงั้ หลักธรรม คอื โอวาทปาฏิ
โมกขแ์ ละแนวทางการปฏิบัติธรรมในสถานที่ปฏบิ ตั งิ าน
๓. จัดให้มกี ารบรรยายธรรม และสนทนาธรรม
๔. รว่ มกนั บาเพ็ญสาธารณประโยชน์ ปลกู ต้นไม้ บรจิ าคโลหติ ฯลฯ
๕. หวั หนา้ หน่วยงานให้โอกาสผูร้ ว่ มงานไปบาเพ็ญกศุ ลตามประเพณนี ยิ ม
กิจกรรมเกี่ยวกบั สงั คม
๑. วัด สมาคม มูลนธิ ิ หน่วยงาน องค์กร สอ่ื มวลชน ประชาสัมพันธ์เรอ่ื ง วนั มาฆบชู า โดย
ใชส้ อ่ื ทกุ รูปแบบ
๒. จัดพิมพเ์ อกสารเกยี่ วกบั ความสาคญั ของวันมาฆบชู าและหลกั ธรรม คือ โอวาทปาฏิ
โมกขแ์ ละแนวทางปฏบิ ตั เิ พอ่ื เผยแพรใ่ ห้แก่ประชาชนในท้องถิ่น และตามสถานท่ีชุมชน
เชน่ วดั หรือศูนย์ปฏบิ ัตธิ รรมสนามบิน สถานีรถไฟ สถานีขนส่ง ศนู ยก์ ารคา้ รวมทั้งบน
ยานพาหนะต่าง ๆ

~ 81 ~

๓. เชิญชวนให้ประชาชนทัว่ ไปเข้ารว่ มกิจกรรมปฏิบตั ิธรรม และพธิ ีกรรม ทางศาสนา เช่น
ทาบญุ ตักบาตร ฟงั ธรรม รักษาศีล ไหว้พระสวดมนต์ สนทนาธรรม เวยี นเทยี น เจรญิ จิต
ภาวนา
๔. รณรงคท์ างส่ือมวลชนต่าง ๆ ให้ลด ละ เลกิ อบายมขุ งดจาหน่วยสุรา และสง่ิ เสพติดทุก
ชนดิ
๕. ประกาศเกยี รติคุณสถาบนั หรือบคุ คลผู้ทาคณุ ประโยชน์ต่อพระพุทธ ศาสนาและสงั คม
๖. รณรงคใ์ ห้มกี ารรักษาสภาพแวดล้อม ปลูกตน้ ไม้ ทาความสะอาด ท่สี าธารณะ
๗. จดั ประกวดกิจกรรมต่าง ๆ เชน่ สวดมนตร์ทานองสรภัญญะ บรรยายธรรม แตง่ คาขวัญ
แตง่ บทร้อยกรอง และแต่งเรียงความเก่ียวกบั วันมาฆบูชากิจกรรมเก่ียวกบั วดั
ก่อนถึงวนั มาฆบูชา เจ้าอาวาสแจ้งแกภ่ กิ ษุสามเณร อุบาสก อุบาสกิ าในวนั พระ ข้ึน ๘ ค่า
เดือน ๓ว่าในวันพระหน้า คือวันข้ึน ๑๕ คา่ เดอื น ๓ เปน็ วนั ทาพธิ ีมาฆบชู าในวนั มาฆบูชา
ภิกษุ สามเณร ศิษย์วัด คนวดั ชว่ ยกันทาความสะอาดบริเวณวดั ปูลาดอาสนะ
จดั ตง้ั เครอ่ื งสกั การะ ต้ังนา้ ใช้ น้าฉนั และประดับธงธรรมจักรเวลาเชา้ และบา่ ยมกี ารฟังพระ
ธรรมเทศนา เวลาค่ามีการเวียนเทียน ใหภ้ กิ ษุ สามเณร อุบาสกอบุ าสกิ า พร้อมกนั ทห่ี น้า
พระอโุ บสถ ถือดอกไม้ พร้อมธปู เทยี น ก่อนจดุ ธูปเทยี น พระสงฆผ์ เู้ ปน็ ประธาน
ประกาศเตือนใจให้พุทธศาสนิกชน เกิดความเลื่อมใสศรัทธาตอ่ การเวยี นเทยี น เพ่ือระลกึ ถึง
พระพทุ ธคุณพระธรรมคุณ พระสังฆคุณก่อนแลว้ จงึ จุดธปู เทียน พระสงฆ์ผู้เป็นประธานนา
กลา่ วคาบูชาเพื่อทาประทักษิณ คอื เดินเวยี นไปทาง ทีข่ วามือของตนหนั เขา้ หาพุทธสถาน
เชน่ พระอโุ บสถ พระมหาธาตุเจดยี ์ เปน็ ตน้ จนครบ ๓ รอบแล้วจงึ นาดอกไมธ้ ูปเทยี นไปปัก
ตามท่ที ่ีกาหนด จากน้นั ภิกษุสามเณรเขา้ ไปในพระอโุ บสถบูชาพระรตั นตรยั ทาวัตรเยน็
สวดโอวาทปาตโิ มกขกถาจบแลว้ ให้อุบาสก อบุ าสิกา ทาวัตรเย็น แล้วพระสังฆเถระแสดง
ธรรมเทศนาเก่ยี วกบั โอวาทปาติโมกขกถา จากน้ันหากภิกษุ สามเณร สวดมนต์ทานอง
สรภัญญะได้ให้สวดด้วยก่อนจบกิจกรรมในวนั มาฆบชู าให้พุทธศาสนิกชนเจรญิ ภาวนามัย
กุศล ดว้ ยการไหว้พระสวดมนตน์ ง่ั สมาธิ แผ่เมตตา และสนทนาธรรม เปน็ ตน้ ตามควรแก่
อัธยาศัยประโยชน์ท่ีเกิดข้ึนแก่พทุ ธศาสนิกชน
เกิดความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับความสาคัญของวันมาฆบชู า รวมท้ังหลักธรรม คือ ความ
อดทนละเวน้ การทาบาป การไมเ่ บยี ดเบยี นผู้อนื่ และแนวทางท่พี งึ ปฏิบัติ เกิดความศรทั ธา

~ 82 ~

ซาบซึง้ และตระหนกั ในความสาคัญของพระพทุ ธศาสนา เห็นคณุ คา่ ของการดาเนนิ ชวี ิต
ตามโอวาทปาฏิโมกข์ เป็นพุทธศาสนกิ ชนทีด่ รี จู้ กั ปฏิบัติตนตามหน้าท่ีชาวพทุ ธไดอ้ ย่าง
ถกู ต้องประโยชนท์ ่ีเกิดข้ึนแก่สังคมโลกคาสอนของพระพทุ ธเจ้าในเรื่องความอดทน อด
กลน้ั การละชั่ว การไมเ่ บียดเบยี น ผูอ้ ่นื ถอื เป็นข้อปฏิบัตทิ ี่จะสง่ เสริมให้โลกอย่รู ว่ มกันอยา่ ง
สนั ติ ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง และหลกี เลีย่ งการแกป้ ัญหาดว้ ยความรุนแรง
๑. http://www.dhammathai.org
๒. http://www.learntripitaka.com
๓. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม : เอกสารประชาสัมพันธ์งานสปั ดาห์สง่ เสริม
พระพุทธศาสนาเน่ืองในเทศกาลมาฆบูชา ประจาปี ๒๕๖๑ , โรงพมิ พอ์ ักษรไทย,
กรุงเทพมหานคร

วนั อาสาฬหบูชา

พระพทุ ธศาสนาเป็นศนู ยร์ วมจิตใจของสงั คมไทย หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนามุง่ เน้นการ
พัฒนาคนใหเ้ ปน็ บุคคลที่มีคุณภาพ โดยใช้คณุ ธรรมและสติปัญญาในการดาเนินชวี ิตเพอื่
พัฒนาตนเองและร่วมมอื รว่ มใจกันพฒั นาชุมชน พฒั นาสงั คม และพฒั นาชาติบ้านเมืองให้
เจรญิ รุง่ เรือง โดยมีวัดเป็นแหลง่ เรยี นร้ขู องสงั คมไทยตง้ั แต่อดีตจนถงึ ปัจจบุ นั ชายไทยได้
บวชเรยี นในพระพุทธศาสนา ไดฝ้ ึกฝนอบรมตนใหเ้ ปน็ คนดี
เป็นกาลังสาคญั ในการพัฒนาชาติไทย เพื่อใหค้ นไทยประพฤติปฏิบตั ิตนอยู่ในศีลธรรมอนั ดี
งามจากความสาคญั ทพ่ี ระพุทธศาสนามบี ทบาทกับสังคมไทย ประเทศไทยจึงไดร้ ับการยก
ย่องใหเ้ ปน็ ศูนยก์ ลางพระพุทธศาสนาโลก ในวันสาคัญทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะวัน
อาสาฬหบชู าซึง่ เป็นวนั ทีพ่ ระสัมมาสัมพุทธเจา้ ทรงแสดงปฐมเทศนาเป็นครัง้ แรกในโลก ช่ือ
วา่ “ธมั มจักกปั ปวัตตนสูตร” ทาใหโ้ กณฑัญญะพราหมณ์ได้ดวงตาเห็นธรรม ทลู ขอ

~ 83 ~

อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์รูปแรกในโลก และเป็นวนั ที่บงั เกดิ พระรตั นตรยั ครบทง้ั ๓
ประการ คือ พระพทุ ธ พระธรรม และพระสงฆ์ดังนัน้ เม่ือวันสาคัญทางพระพุทธศาสนา
ดงั กล่าวเวยี นมาบรรจบ จงึ เป็นโอกาสท่ดี ที ่ีทกุ ภาคส่วนของสงั คมไทยจะได้รว่ มมือรว่ มใจ
ส่งเสรมิ กิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ปลกุ จิตสานกึ คนในชาติให้ยึดมน่ั และเล่ือมใสศรทั ธา
ในพระพทุ ธศาสนา ใหป้ ระชาชนมคี วามรัก ความสามัคคีในหม่คู ณะมากขึ้นจากการเข้ารว่ ม
กิจกรรมในวันสาคัญทางพระพทุ ธศาสนานับเปน็ การสง่ เสริมใหป้ ระชาชนไดน้ ้อมนา
หลักธรรมคาสอนไปประพฤติปฏบิ ัตสิ ร้างคณุ ความดี ไดเ้ ข้าใกล้พระพุทธศาสนา นอกจาก
ไดร้ ว่ มสบื ทอดอายุพระพุทธศาสนาให้ยัง่ ยนื ถาวรตลอดไปแลว้ ยงั เป็นการพัฒนาคุณธรรม
จรยิ ธรรมของประชาชนทกุ ภาคส่วน
ในสังคมไทยมีสว่ นรว่ มโดยพร้อมเพรียงกันทวั่ ประเทศ เพื่อประโยชน์แก่ตนเองสังคมและ
ประเทศชาติโดยรวม
ความหมายของอาสาฬหบูชา
วนั อาสาฬหบูชา หมายถึง การบชู าในวนั เพ็ญเดอื นอาสาฬหะหรอื เดือน ๘ (ขึ้น ๑๕ ค่า
เดอื น ๘)
เนอ่ื งในโอกาสคลา้ ยวันท่ีพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาเปน็ คร้ังแรก โดยแสดงปฐม
เทศนา คือ ธัมจกั กัปปวตั นสูตรเปน็ ผลให้เกิดมีพระสาวกรูปแรกขน้ึ ในพระพทุ ธศาสนาจน
ถอื ได้วา่ เปน็ วันแรกท่ีมี พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
ครบเปน็ องค์พระรตั นตรัย
ความสาคญั ของอาสาฬหบูชา
พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงปฐมเทศนา (เทศน์กัณฑแ์ รก) เนื้อหาว่าดว้ ยทางสายกลาง
(มัชฌมิ าปฏปิ ทา)ท่นี าไปสกู่ ารบรรลุนิพพาน ฤาษีโกณฑัญญะ ได้บรรลุโสดาปตั ติผล แลว้
ทลู ขอบวชเปน็ พระสาวกรูปแรกท่ีเป็นประจักษ์พยานในการตรัสร้ขู องพระพทุ ธเจ้า ประเทศ
ไทยเปน็ ประเทศแรกในบรรดาประเทศที่นับถือพระพทุ ธศาสนาที่ประกาศใหม้ วี ัน
อาสาฬหบูชา และถือปฏิบัตมิ าจนกระท่ังปจั จุบนั พระพุทธศาสนา ไดป้ ระดษิ ฐานขน้ึ ใน
โลก นบั ถงึ ปัจจบุ นั เป็นเวลากวา่ 2,500 ปีมาแลว้ เมอ่ื ยอ้ นไปครงั้ อดตี
กาลในวนั ขน้ึ 15 คา่ เดอื น 8 พระพทุ ธองคไ์ ดท้ รงแสดงปฐมเทศนา ‘ธมั มจกั ร
กปั ปวตั นสตู ร ’แก่ปัญจวคั คยี ์ ทงั้ 5 คอื โกณฑญั ญะ วปั ปะ ภทั ทยิ ะ มหานามะ

~ 84 ~

และอสั สชิ ณ ป่าอสิ ปิ ตนมฤคทายวนั เมอื งพาราณสี จนกระทงั่ ทา่ นอญั ญาโกญฑญั ญะ
หน่งึ ในปัญจวคั คยี ไ์ ดบ้ รรลุโสดาบนั และทลู ขอบวชกบั
พระพทุ ธองคน์ บั เป็นพระอรยิ สาวกรปู แรก และเป็นวนั ทพ่ี ระรตั นตรยั ครบองคส์ าม คอื
พระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ เราเรยี กวนั น้วี ่า ‘วนั อาสาฬหบชู า’

ความเป็นมาของวนั อาสาฬหบูชาในประเทศไทย

วันอาสาฬหบชู าได้รบั การกาหนดให้เปน็ วันสาคญั ทางพระพุทธศาสนาของประเทศไทย
ใน พ.ศ. ๒๕๐๑ โดยคณะสงั ฆมนตรี (มหาเถรสมาคม) ในสมัยนัน้ ไดม้ ีมตใิ หเ้ พิ่มวนั
อาสาฬหบูชาเปน็ วนั สาคญั ทางพทุ ธศาสนา (ในประเทศไทย) ตามคาแนะนาของพระธรรม
โกศาจารย์ (ชอบ อนจุ ารี) โดยคณะสงั ฆมนตรีได้ออกเปน็ ประกาศสานกั สงั ฆนายก กาหนด
ใหว้ นั อาสาฬหบูชาเปน็ วันสาคัญทางพุทธศาสนาพร้อมทั้งกาหนดพิธอี าสาฬหบชู าขึน้ เม่ือ
วันท่ี ๑๔กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ไม่ปรากฏหลกั ฐานในประเทศไทยวา่ ในสมัยก่อน พ.ศ.
๒๕๐๑ เคยมีการประกอบพธิ ีอาสาฬหบชู ามาก่อนการกาหนดให้วนั อาสาฬหบูชาเป็นวัน
สาคัญทางพระพุทธศาสนาของสานกั สงั ฆนายกในคร้งั น้ี เป็นครง้ั แรกท่มี กี ารกาหนดแบบ
แผนการประกอบพิธีน้ีอยา่ งเปน็ ทางการ โดยหลังจาก พ.ศ. ๒๕๐๑ ซึ่งเปน็ ปแี รกทีเ่ ริม่ มีการ
รณรงค์ใหม้ ีการประกอบพธิ ีอาสาฬหบูชาพทุ ธศาสนิกชนชาวไทยไดร้ ว่ มใจกันประกอบพิธีน้ี
กันอย่างกวา้ งขวางและแพร่หลายไปทุกจังหวัด จนกลายเป็นพิธสี าคัญของพุทธศาสนกิ ชน
ไทยตง้ั แต่น้นั มา ดงั น้นั ในวันท่ี ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ คณะรฐั มนตรนี าโดยจอมพลสฤษด์ิ
ธนะรชั ต์ นายกรฐั มนตรใี นสมัยนนั้ จงึ ไดล้ งมตใิ ห้ประกาศกาหนดเพมิ่ ใหว้ นั อาสาฬหบชู า
หรอื วันข้ึน ๑๕ ค่า เดือน ๘ (ปีทตี่ รงกบั อธกิ มาส) และวนั ขึ้น ๑๕ ค่าเดอื น ๘ หลัง (ปที ี่ไม่
ตรงกบั อธิกมาส) เป็นวันหยดุ ราชการประจาปีอีก ๑ วนั เพื่อเปน็ การให้ความสาคัญกบั วัน
ดงั กลา่ ว ตลอดจนเป็นการอานวยความสะดวกแกพ่ ุทธศาสนิกชนท่จี ะไปประกอบพิธีกรรม
ทางพระพุทธศาสนาด้วย
การประกอบพธิ ีทางศาสนาในวนั อาสาฬหบูชาของประเทศไทยการประกอบพธิ ีทาง
ศาสนาในวันอาสาฬหบูชาได้มีการกาหนดเป็น ๒ ลกั ษณะ คือ การจัดงานพระราชพธิ ี
และพิธรี าษฎร์ ซ่งึ มีรายละเอียด ดังนี้
๑. พระราชพธิ ี การพระราชพิธบี าเพ็ญพระราชกุศลเน่อื งในวันอาสาฬหบชู า มชี อ่ื เรยี ก
ทางการว่า “พระราชพธิ ที รงบาเพญ็ พระราชกุศล เน่ืองในวนั อาสาฬหบูชา และเทศกาล

~ 85 ~

เข้าพรรษา ” ซง่ึ เดมิ ก่อนพ.ศ. ๒๕๐๑ เรียกเพียง การพระราชพิธที รงบาเพ็ญพระราชกุศล
เนือ่ งในวันเข้าพรรษา แตห่ ลังจากมกี ารกาหนดให้วนั อาสาฬหบชู าเปน็ วันสาคญั ทาง
พระพุทธศาสนาใน พ.ศ. ๒๕๐๑ แลว้ สานกั พระราชวงั จงึ ไดก้ าหนดวนั อาสาฬหบชู า
เพมิ่ เติมขน้ึ มา การพระราชพิธีนโ้ี ดยปกติพระมหากษัตรยิ ์ เป็นองค์ประธานในการพระราช
พธิ ีดังกลา่ ว แต่บางคร้งั ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ใหพ้ ระบรมวงศานวุ งศเ์ สดจ็ แทน
พระองคโ์ ดยสถานทป่ี ระกอบพระราชพิธหี ลกั จะจัด ณ วัดพระศรรี ัตนศาสดาราม ใน
พระบรมมหาราชวงั การสาคัญของพระราชพิธี คือการถวายพุ่มเทียนเครอื่ งบชู าแก่พระพุทธ
ปฏิมาและพระราชาคณะ รวมทง้ั การพระราชทานภตั ตาหารแก่พระราชาคณะ ฐานานุกรม
เปรยี ญ ซึง่ รบั อาราธนามารบั บณิ ฑบาตในพระบรมมหาราชวงั
เปน็ ประจาทุกปี เปน็ ต้น ซงึ่ การพระราชพิธนี ้เี ป็นการแสดงออกถงึ พระราชศรัทธาอันแน่น
แฟน้ ในพระพทุ ธศาสนาของพระมหากษัตรยิ ์ไทยผู้ทรงเป็นเอกอคั รพทุ ธศาสนูปถัมภกมา
ต้ังแตอ่ ดีตจนถึงปจั จุบนั
๒. พิธีราษฎร์ การประกอบพิธที างพระพทุ ธศาสนาเน่อื งในวนั อาสาฬหบชู าของ
พทุ ธศาสนกิ ชนชาวไทยโดยทั่วไปนิยมทาบุญตักบาตร ฟงั พระธรรมเทศนา เวียนเทียนรอบ
อโุ บสถหรือสถปู เจดีย์พุทธสถานต่าง ๆ
ภายในวัด เพ่ือเป็นการระลกึ ถึงวนั คล้ายวันท่เี กิดเหตุการณ์สาคญั ของพระพทุ ธศาสนาในวัน
ขน้ึ ๑๕ ค่า เดือน ๘
โดยแนวปฏิบตั ใิ นการประกอบพิธใี นวนั อาสาฬหบูชา ตามประกาศสานกั สงั ฆนายกที่คณะ
สงฆไ์ ทยได้ถือเป็นแบบแผนมาจนถึงปัจจบุ ันนี้คือ ใหค้ ณะสงฆแ์ ละพทุ ธศาสนิกชนจัดเตรียม
สถานที่ก่อนถงึ วนั อาสาฬหบชู า โดยมีการทาความสะอาดวัด และเสนาสนะต่าง ๆ จดั ต้งั
เครอื่ งพุทธบชู า ประดับธงธรรมจักร และเมื่อถึงวนั ขึน้ ๑๕ คา่ เดอื น ๘ก็จดั แสดงพระธรรม
เทศนาตลอดท้ังวัน เม่ือถึงเวลาค่ามกี ารทาวัตรสวดมนต์และสวดบทพระธรรมจักกปั ปวตั
ตนสตู รมกี ารแสดงพระธรรมเทศนาในเนื้อหาทเ่ี กย่ี วกบั พระธัมมจักกปั ปวัตตนสตู ร นาสวด
บทสรภญั ญะบชู าคุณพระรตั นตรยั และให้พระสงฆ์นาเวยี นเทยี นบชู าพระพทุ ธปฏมิ า
อโุ บสถ หรือสถปู เจดยี ์ เม่ือเสร็จการเวยี นเทียนอาจมีการเจรญิ จติ ตภาวนา สนทนาธรรม

หลกั ธรรมสาคญั ในวนั อาสาฬหบูชาที่ควรนามาปฏิบตั ิ

~ 86 ~

ในวนั อาสาฬหบูชา พุทธศาสนิกชนควรนาหลักธรรมคาสอนมาประพฤติปฏบิ ตั ิเพ่อื ให้เกิด
ประโยชนต์ ่อตนเองและสงั คมโดยรวม ดงั น้ี
๑. มชั ฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลางเป็นขอ้ ปฏบิ ัติท่ีเปน็ กลาง ๆ ถกู ต้องและเหมาะสม
ทจ่ี ะทาให้บรรลุถงึ จุดหมายได้ มใิ ช่การดาเนินชวี ิตทเ่ี อยี งสดุ ๒ อยา่ ง หรืออย่างหน่งึ อย่าง
ใด คอื
๑) กามสขุ ัลลิกานุโยค การหมกมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสยี ง
๒) อัตตกิลมถานุโยค การสรา้ งความลาบากแกต่ น
๒. มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่
๑) สัมมาทฏิ ฐิ (เหน็ ชอบ) คือ ร้เู ขา้ ใจถูกตอ้ ง เหน็ ตามที่เป็นจริง
๒) สัมมาสังกัปปะ (ดารชิ อบ) คอื คดิ สจุ รติ ตั้งใจทาสิ่งทด่ี งี าม
๓) สมั มาวาจา (เจรจาชอบ) คือ กล่าวคาสจุ รติ
๔) สมั มากัมมนั ตะ (กระทาชอบ) คือ ทาการท่ีสุจริต
๕) สมั มาอาชีวะ (อาชีพชอบ) คอื ประกอบสมั มาชพี หรืออาชพี ทีส่ ุจริต
๖) สมั มาวายามะ พยายามชอบ คือ เพยี รละชว่ั บาเพญ็ ดี
๗) สัมมาสติ (ระลึกชอบ) คือ ทาการด้วยจติ สานึกเสมอ ไมเ่ ผลอพลาด
๘) สมั มาสมาธิ (ตงั้ จิตม่ันชอบ) คอื คุมจิตให้แน่วแน่ม่ันคงไมฟ่ ุง้ ซ่าน
๓. อริยสัจ ๔ แปลว่า ความจรงิ อันประเสรฐิ ของอริยะ ซึง่ คือ บุคคลท่ีหา่ งไกลจากกเิ ลส
ได้แก่
๑) ทุกข์ ไดแ้ ก่ ปญั หาทัง้ หลายที่เกดิ ขน้ึ กับมนุษย์ บุคคลต้องกาหนดรใู้ ห้เท่าทันความเปน็
จริงว่าคอื อะไร ตอ้ งยอมรบั รู้ กลา้ สปู้ ัญหา กล้าเผชิญความจริง ตอ้ งเข้าใจสภาวะโลกวา่ ทุก
สิง่ ไมเ่ ท่ยี ง มีการเปล่ียนแปลงไปเปน็ อยา่ งอ่ืน ไม่ยึดติด
๒) สมทุ ัย ไดแ้ ก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตขุ องปญั หา ตัวการสาคญั ของทุกข์ คือ ตณั หา
หรอื ความอยากซึ่งสมั พันธ์กบั ปัจจยั อืน่ ๆ
๓) นโิ รธ ได้แก่ ความดับทุกข์ การดาเนนิ ชีวติ อย่างรเู้ ทา่ ทันโลกโดยการใชป้ ญั ญา
๔) มรรค ได้แก่ วธิ กี ารแก้ปญั หา อนั ไดแ้ ก่ มรรคมอี งค์ ๘ ประการดังกล่าวข้างต้น
แนวทางที่พึงปฏิบตั ิ

~ 87 ~

๑. การแตง่ กายด้วยชดุ สีขาวปฏิบตั ธิ รรมถวายเป็นพุทธบชู าตลอดอาสาฬหบชู าและ
เขา้ พรรษา
๒. การรักษาศลี ๕ ตลอดพรรษา
๓. การเข้าวดั สวดมนต์ เจรญิ ภาวนา ปฏบิ ตั ธิ รรมในวนั ธรรมสวนะ ตลอดพรรษา ถวายเป็น
พทุ ธบูชา
๔. เข้าวัด เวียนเทียน ในวนั อาสาฬหบชู า
๕. น้อมนาหลกั ธรรมทางศาสนาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งไปปฏบิ ัติใน
ชวี ติ ประจาวันเพือ่ ความสขุ ของชวี ิตเปน็ การไดป้ ฏบิ ตั ิตนตามวิถชี าวพุทธ
๖. ประดบั ธงชาติและธงธรรมจักร บรเิ วณหนา้ บา้ น หน้าหนว่ ยงานราชการ หนา้ หนว่ ยงาน
ภาคเอกชน สถานศกึ ษา โรงงาน โรงพยาบาล ถนน บริเวณชมุ ชน หรอื สถานทีส่ ่วนกลางที่
สาคญั ของชมุ ชน

ขอ้ ปฏิบตั ิหลกั ของคุณธรรมเพอ่ื ความสุขที่ยง่ั ยนื ในสงั คมไทย

เมือ่ วนั อาสาฬหบชู าเวยี นมาถึง ถอื เป็นโอกาสดีท่ีพทุ ธศาสนิกชนจะได้รว่ มกจิ กรรมในวัน
สาคัญทางพระพุทธศาสนาโดยพร้อมเพรยี งและร่วมกันประพฤตปิ ฏิบตั ิตามข้อปฏิบตั หิ ลัก
ของคณุ ธรรม ดังน้ี
๑. ยดึ และปฏบิ ตั ิตามหลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา ด้วยการรักษาศีล ๕ นาหลกั คุณธรรม
ทางพระพุทธศาสนามาบรู ณาการกบั การดาเนนิ ชีวติ เพื่อเป็นแนวทางในการประพฤติ
ปฏิบตั ติ นได้อย่างถูกตอ้ ง
๒. นอ้ มนาหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง มาเปน็ หลักในการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ให้
สามารถดาเนินชีวิตอย่างม่ันคงบนพนื้ ฐานของการพ่ึงพาตนเอง ความพอมีพอกนิ การร้จู ัก
พอประมาณ และการคานงึ ถึงความมเี หตุผลโดยยดึ หลกั ทางสายกลาง
๓. ดารงชีวิตตามวถิ ีวฒั นธรรมไทย มีความเอื้ออาทร มขี นบธรรมเนยี ม ประเพณีที่ดีงาม
ของไทยและมีการถา่ ยทอดภูมิปญั ญาของท้องถน่ิ สูก่ ารปฏิบตั ิในชีวิตประจาวันของคนไทย
๑. http://www.dhammathai.org
๒. th.wikipedia.org
๓. http://www.learntripitaka.com
๔. กรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม : เอกสารประชาสมั พันธ์งานสปั ดาห์ส่งเสรมิ

~ 88 ~

พระพุทธศาสนา เน่ืองในเทศกาลอาสาฬหบชู าและเขา้ พรรษา ประจาปี ๒๕๖๑ , โรงพิมพ์
อักษรไทย, กรุงเทพฯ

~ 89 ~


Click to View FlipBook Version