The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือฉันกับผู้ป่วยมะเร็ง_

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nurhaslim0311, 2023-10-29 12:23:43

หนังสือฉันกับผู้ป่วยมะเร็ง_

หนังสือฉันกับผู้ป่วยมะเร็ง_

บันทึกฉัน แดเธอ ที่งดงาม ยูรีซัน:เขียน อาลีน:ภาพประกอบ


“ถ้าฉันเลือกได้ คงเป็นฉันดีกว่า” บัง/สามีของพี่สาว เรื่องราวชีวิตครอบครัวของฉันที่ทุกอย่างมันดีมาตลอดจนกระทั่ง……….. นํ้าตา ความหวัง การภาวนา ถูกใช้ไปจนหมด แต่ก็ไม่สามารถรั้งความเป็นนิรันดร์ได้ ---------- แด่เธอผู้ไม่หวนกลับคืนมา


คำนำ “บางครั้งความเจ็บปวดเป�นสิ่งที่ยอมรับยาก แต่ท้ายที่สุดแล้วฉันก็ไม่สามารถหนีความจริงข้อนี้ได้” การที่มนุษย์คน หนึ่งเจอกับความจริงข้อนี้ก็คงไม่พ้นกับคำว่าความกลัว กลัวว่าต้องทำยังไง กลัวการยอมรับ กลัวความเจ็บปวดทาง กายและจิตใจ เพราะความเจ็บป่วยไม่มีใครอยากให้เกิดกับตัวเราและเป�นสิ่งที่ยอมรับได้ยาก แต่ความเจ็บป่วยเป�น เรื่องธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญกับมันรวมทั้งไม่สามารถหนีความจริงนี้ได้ซึ่งในความเจ็บป่วยถ้าการ เจ็บป่วยเป�นระยะเวลาอันสั้นเราสามารถรักษาความเจ็บป่วยด้วยตนเองได้แต่ในขณะเดียวกันความเจ็บป่วยที่เป�น ระยะเวลานานทำให้ความเจ็บป่วยนั้นเป�นความเจ็บป่วยที่เรื้อรังในที่สุด(กรวรรณ พูนสวัสดิ์, 2561) ความเจ็บป่วยเรื้อรังเป�นความเจ็บป่วยที่ต้องรักษาเป�นระยะ 3 เดือนขึ้นไปหรือหมายถึงโรคที่ต้องรักษา ติดต่อกันเป�นเวลานาน โดยสามารถนำไปสู่ถึงภาวะเรื้อรังเป�นป�ญหาสุขภาพที่ต้องดูแลเป�นเวลานานถึงป�หรือ มากกว่า 10 ป� ซึ่งภาวะเรื้อรังหรือโรคเรื้อรังเกิดจากพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น อาหารรสเค็ม อาหารรสหวาน อาหารมัน ไม่กินผักหรือกินผักน้อย ไม่กินผลไม้ (นิทรา กิจธีระวุติวงษ์, 2559) สิ่งเหล่านี้สามารถ นำไปสู่โรคต่าง ๆ ได้หนึ่งในนั้นคือ โรคมะเร็ง เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดขึ้นได้กับ อวัยวะสำคัญของร่างกาย ความผิดปกติดังกล่าวทำให้เซลล์แบ่งตัวอย่างรวดเร็วเกิดเป�นเนื้องอกที่อวัยวะนั้น เป�น ผลให้อวัยวะนั้นถูกทําลายและหยุดทำงาน (ตรงใจ หุตางกูร, 2566) และมะเร็งสามารถเกิดขึ้นโดยสิ่งแวดล้อมที่ เกิดเป�นโรคมะเร็งมี 2 คือสิ่งแวดล้อม คือ ภายนอก เช่น สารมะเร็งที่ปนเป��อนในอาหาร บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อากาศเป�นพิษ หรือการได้รับสารมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับการที่เราทำงาน รังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย ส่วนป�จจัย สิ่งแวดล้อมภายใน คือ ร่างกาย เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม ความบกพร่องทางภูมิคุ้มกันและภาวะโภชนา (กรวรรณ พูนสวัสดิ์, 2561) หากไม่รีบกำจัดเซลล์มะเร็งก่อการลุกลามแล้วก็ย่อมเป�นสาเหตุให้ร่างกายของเรา


เสียชีวิตได้ ทั้งนี้เซลล์มะเร็ง ณ อวัยวะหนึ่ง สามารถลุกลามไปยังอวัยวะอื่นได้อีกด้วย เกิดขึ้นได้กับอวัยวะทั้งภายใน และภายนอก มะเร็งภายใน เช่น มะเร็งมดลูก มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ ต่อมามะเร็งภายนอก เช่น มะเร็งผิวหนัง หรือลุกลามจากภายในสู่ภายนอก เช่น มะเร็งเต้านม ถ้าอาการร้ายแรงสามารถเกิดเหตุถึงแก่ ชีวิตได้ (ตรงใจ หุตางกูร, 2566) “การมีชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยอาจเป�นเรื่องท้าทายทางจิตใจ?” ถ้าให้พูดถึงความเจ็บป่วยทุกคนต่างก็ไม่ อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเรา ครอบครัว คนรอบข้างและคนที่เรารัก แต่สิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถหนีพ้นจากมันได้ เหมือนกับโรคเรื้อรังถ้าสักวันหนึ่งเราต้องพบเจอกับมัน เราจะเข้มแข็งเหมือนแต่ก่อนไหมนะ หรือเราอาจจะ เข้มแข็งมากกว่าเดิม แต่ในความเจ็บป่วยครั้งนี้สามารถเห็นถึงความเจ็บป่วยทั้งร่างกายและจิตใจถ้าความเจ็บป่วย ทางร่างกายคือเราสามารถที่จะไปหาหมอด้วยความหวังว่าเราจะหาย จะภาวนาเสมอว่า “คือนอฮีงอนะ บือลาสา เกะปง” แปลว่า ฉันต้องหาย แม้ว่ามันจะเจ็บก็ตาม ซึ่งในทางเดียวกันนั้นเราแบกหัวใจเราไปด้วยแน่นอนเราต้อง เจอกับความจริงอยู่แล้ว โดยผลกระทบจากโรคร้ายเหล่านี้ทำให้เกิดความเครียด ความน้อยใจ เกิดการตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเกิดกับเราด้วยนะ เราเรียกมันว่าความเจ็บป่วยทางจิตใจ และแน่นอนว่าเราถึงขันต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติกับสิ่งที่เราพบเจอ แต่จะทำยังไงได้ล่ะสุดท้ายเราก็ต้องยอมรับความ เจ็บป่วยครั้งนี้ให้ได้ นอกจากนี้คือการได้รับกำลังใจจากครอบครัว คนรอบข้าง เพื่อนฝูง จริงแหละที่เขาว่า (เขานี้ เราเอง ฮ่า ๆ) การมีกำลังใจที่ดีจากครอบครัว คนรอบข้าง คือ รางวัลในการใช้ชีวิตหรือกำลังใจในการใช้ชีวิตเลยนะ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นจิตใจเราเองก็ต้องเข้มแข็งมากให้มากที่สุด ถ้าจิตใจเราเข้มแข็งไม่พอสุดท้ายเราก็จะอ่อนแอต่อ มัน แต่ก็ไม่ได้บอกว่าการอ่อนแอมันผิดหรือเราไม่สามารถอ่อนแอได้นะ เราสามารถอ่อนแอได้เราสามารถรู้สึกเท่าที่ เราอยากรู้สึกได้เลย แม้ว่านั้นเป�นเรื่องเล็กสำหรับคนอื่น “ความสุขชั่วขณะ” ถ้าให้นิยามความสุขที่แท้จริงฉันสัมผัสถึงความสุขนั้นได้ดีคือช่วงมัธยมเป�นช่วงที่ฉันมี ความสุขมาก ๆ ไม่ว่าจะเป�นเรื่องการเรียน เพื่อน ครอบครัว คนรอบข้าง ทำให้รู้ว่าไม่จำเป�นที่ต้องมีเงินทอง


มากมาย มีบ้านที่ใหญ่โต และมีทุกอย่างเหมือนคนเขามี แต่ความสุขของฉันคือการได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองฝ�นว่าสัก วันหนึ่ง อยากมีเพื่อนที่ดี อยากมีครอบครัวที่เข้าใจให้กำลังใจ อยากมีคนรอบข้างที่น่ารัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะฟ�งดู งี่เง่าหรือเอาแต่ใจ แต่ฉันได้พบเจอกับมันจริง ๆ มันเป�นช่วงเวลาที่มีความสุขมากเหมือนได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่และ ความสุขเหล่านี้เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อฉันเข้ามหาลัย ซึ่งฉันวาดฝ�นในรั่วมหาลัยผ่านจินตนาการ ช่างไม่เป�นไปตามที่คิด ไว้กับความเป�นจริงที่ได้พบเสียเลย อาจจะเป�นเพราะฉันคาดหวังเกินไปทำให้ฉันเจ็บปวดกับมันมาก ๆ แต่มองอีก แง่มุมหนึ่งในความเจ็บปวดครั้งนี้ทำให้ฉันเข็มแข็งมากขึ้นกลายเป�นคนละคนจากเมื่อก่อน รวมทั้งการใช้ชีวิตของฉัน โดยที่เมื่อก่อนนั้นฉันเป�นคนแคร์เพื่อนมาก ๆ จนลืมแคร์ครอบครัว พอฉันขึ้นป� 2 ฉันได้เรียนรู้การคิด การกระทำ ทำให้ฉันรู้สึกว่าทุกอย่างเกี่ยวกับตัวฉันเปลี่ยนไปทางที่ดีขึ้น ฉันสามารถเรียงระดับความสำคัญได้ดี ในช่วงนั้นพี่สาวรวมถึงครอบครัวของฉันได้เริ่มป่วยขึ้นเมื่อป�พ.ศ.2563 ป�นั้นเป�นป�ที่ฉันได้รับรู้ถึงการป่วย ของพี่สาว เป�นป�ที่ฉันไม่สามารถที่จะควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้ตอนนั้นฉันรู้สึกช็อตและเสียใจ เกิดการตั้ง คำถามกับตัวเองมากมาย ว่าทำไมต้องเกิดกับพี่สาวของฉัน ทำไมต้องเกิดกับครอบครัวของฉัน ครอบครัวของฉันทำ ผิดอะไรไปเหรอ? ซึ่งคำถามเหล่านี้ก็วนอยู่ในความคิดและหัวใจของฉันว่าตอนนี้ฉันกำลังเจอกับอะไรอยู่ ? ทั้งในป� นั้น(พ.ศ.2563) คุณพ่อใส่บอลลูนเพราะป่วยเป�นโรคหัวใจและยังเป�นวันที่พี่สาวของฉันตรวจเจอมะเร็ง ซึ่งเกิดวัน เดียวกับที่คุณพ่อของฉันได้รับการรักษาโรคหัวใจโดยไปรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ ทำให้วันนั้นเป�นวัน สาหัสสำหรับครอบครัวของฉันพอสมควร ป�จจุบันพี่สาวของฉันป่วยด้วยโรคมะเร็งเป�นระยะเวลา 4 ป� ภายใน 4 ป�นี้ชีวิตของฉัน พี่สาวและครอบครัว เป�นช่วงเวลาที่อยู่กับความคาดหวังเสมอ เมื่อฉันมองเห็นถึงความเป�นจริงนั้นครอบครัวและพี่สาวของฉันเข้มแข็ง ที่สุดเท่าที่จะเข้มแข็งได้จนกระทั่งลืมไปว่า ครอบครัวของเรามีผู้ป่วยอยู่ เพราะเราไม่ได้ปฏิบัติต่อเขาให้รู้สึกว่าเขา กำลังป่วยถึงแม้ว่าในระยะเวลา 4 ป�นี้เป�น 4 ป�ที่สาหัสแต่เมื่อชีวิตของเราถูกกำหนดไว้แบบนี้ทางที่ดีที่สุดคือ การ


ยอมรับความจริง และขอดุอา(ขอพร)ให้ได้มากที่สุด เพราะไม่มีชีวิตของใครที่เกิดมาแล้วสมบูรณ์แบบ มีสะดุดกัน บ้าง มีผิดหวังกันบ้าง มีหลงทางกันบ้าง นั่นแหละคือชีวิต


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 7 ครอบครัวของฉัน แนะนำตัวละคร ฉันคือน้องสาวสุดสวยแถมน่ารักที่สุดของบ้านและเป�นน้องที่พี่ ๆ ฮ่า ๆ ทุกคนห่วงอย่างกะเป�นลูกของ พี่ ๆ คงต้องห่วงแหละเพราะเป�นน้องสุดท้องรวมถึงมีพี่ตั้ง 4 คน เป�นน้องที่พี่ ๆ ไม่เคยไว้ใจในการใช้ชีวิต น้อง ที่งอแงที่สุดของพี่ ๆ รวมถึงเป�นลูกแหง่ของพ่อแม่เช่นกัน ใช่ค่ะนี้คือความจริงที่ชีวิตของฉันเติบโตมา ฉันนะ เหรอเป�นคนที่คนในครอบครัวมองว่าอ่อนแอที่สุดแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าฉันไม่ชอบให้คนอื่นมองฉันอ่อนแอ เพราะ ฉันเข้มแข็งมาก ๆ แต่ก็เข้าใจนะคะความเอ็นดู ความเป�นห่วงของพ่อแม่และพี่น้อง ความห่วงใยจากครอบครัว มันคือเรื่องปกติ ฉันเลยอยากมีความอิสระในการชีวิต ความอิสระครั้งนี้คือการได้ใช้ชีวิตที่เคยวาดฝ�นก่อนเข้า มหาลัย คือ การได้เรียนในคณะที่ตนเองอยากเรียน การได้ใช้ชีวิตอยากมีความสุข ไม่อยากถูกบังคับและไม่ อยากให้คนอื่นมานั่งสงสารฉัน ฉันอยากให้ครอบครัวของฉันมองว่าฉันเข้มแข็ง ฉันโตพอที่จะดูแลตัวเองได้และ นี้คือสิ่งที่ฉันปรารถนามาตลอด อ่า ๆ ระบายมามากพอล่ะ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า علیكم السلام) สวัสดี) ครอบครัวของฉันมีทั้งหมด 12 คนรวมทั้งพี่สะใภ้กับพี่เขยและหลาน ๆ ซึ่งฉันมีพี่ น้องทั้งหมด 5 คนพี่สาว 3 คน พี่ชาย 1 คนและฉัน พ่อแม่ของฉันเลี้ยงดูพี่ ๆ และฉันอย่างเท่าเทียมพ่อแม่ของ ฉันมีลำเอียงกันไปบ้างในการเลี้ยงดู มีน้อยใจกันบ้างตามประสาพี่น้องแต่สิ่งหนึ่งที่ครอบครัวของฉันไม่เคยมีคือ ทอดทิ้งซึ่งกันและกัน พ่อแม่ของฉันเก่งมากนะในการเลี้ยงดูลูก ๆ ให้รักกันได้ขนาดนี้ฉันเชื่อเสมอถ้าฉันเก่งเท่า พ่อแม่ของฉันมันคงจะดีถึงแม้ว่าพ่อแม่จะดุกันบ้างแต่เข้าใจความเป�นพ่อแม่ที่ห่วงลูก อยากให้ลูกได้ดี อยากให้ ลูกมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ในความซนของพี่ ๆ และถ้าฉันให้เล่าคือ ไม่หมดเพราะทุกคนต่างก็ซนในแบบของตนเองแต่พี่คนโตฉัน นะเหรอ พ่อและแม่เล่าให้ฟ�งว่าพี่สาวคนนี้จะชอบซนมากกว่าบรรดาพี่น้องทุกคน ดือเฆ(ไม่เชื่อฟ�ง) เอาแต่ใจสุด


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 8 ๆ อยากได้อะไรต้องได้แถมดุมาก ชัดเจนกับความรู้สึกตนเองพอพี่โตขึ้นความกดดันก็เพิ่มมากขึ้น ไหนต้องเป�น แบบอย่างที่ดีให้แก่น้อง ๆ ต้องเข้มแข็งให้น้อง ๆ เห็น ต้องวางแผนชีวิตอนาคตของตนเองได้ดีซึ่งสิ่งนี้พี่สาวคน โตของฉันได้พิสูจน์ให้น้อง ๆ เห็นแล้วว่าพี่ทำได้ฉันจึงสามารถพูดได้เลยว่า พี่เก่งมาก เป�นแบบอย่างที่ดีให้แก่ น้อง ๆ ในการวางแผนชีวิตของตนเองโดยมีพี่สาวเป�นตัวอย่าง ผู้ชายคนเดียวในบรรดาพี่น้อง คือ พี่ชายที่แสนดีของฉันแสนดีไหมนะ? แสนดีแหละแต่ก็ดุ ห่วง ตาม ประสาผู้ชายที่ห่วงสาว ฮ่า ๆ ๆ พี่ชายของฉันนะเป�นฮีโร่สำหรับทุกคนในบ้าน ทำไมถึงต้องเรียกฮีโร่นะเหรอ เพราะพี่ชายของฉันสามารถช่วยเหลือน้อง ๆ และครอบครัวเสมอ ให้คำปรึกษาได้ดีถึงแม้ว่าพี่ชายของฉันจะ คาดหวังในตัวน้อง ๆ ก็ตาม แต่ฉันเชื่อว่าความคาดหวัง ความกดดันเหล่านี้ทำให้ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมต้อง คาดหวังกันขนาดนี้ แต่พอฉันได้มาใช้ชีวิตจริง ๆ ได้เข้าใจความเป�นจริงของโลกใบนี้ฉันเข้าใจในสิ่งที่พี่ชายของ ฉันกำลังสื่อกับน้อง ๆ 3 คนรวมถึงฉันด้วย ฉันอยากขอบคุณพี่ชายของฉันมาก ๆ ที่คอยเป�นห่วง ให้กำลังใจ และเชื่อมั่นในตัวฉัน พี่สาวที่ชอบตามใจน้อง ๆ ซึ่งคือพี่สาวคนที่ 3 ของฉันพี่คนนี้นะเหรอเป�นคนที่ภายนอกดูเข้มแข็งมาก แต่ข้างในคือ อ่อนแอเว่อร์ฮ่า ๆ แซวเล่น พี่คนนี้คือทุกอย่างของครอบครัวจริง ๆ ทุกคนในครอบครัวสามารถ ปรึกษาพี่คนนี้ได้ทุกเรื่องเลย และพี่คนนี้แหละเป�นที่สบายใจของฉัน ฉันสามารถเล่าทุกอย่างให้เขาฟ�งและพี่คน นี้คือเป�นคนที่พยายามเข้าใจฉันที่สุดและเข้าใจทุกคน แต่อย่าให้เขาดุขึ้นมานะกลัวกว่าพี่คนอื่น ๆ เลยฮ่า ๆ นอกจากทั้งหมดที่กล่าวมานั้นที่สุดของทั้งหมด คือ ใจดีกับทุกคนจริง ๆ มีทักษะการเข้าสังคมได้ดีด้วยนะ ไอดอลของน้องเลย ฮ่า ฮ่า รวมถึงการใช้ชีวิต การวางแผนคือที่สุดของความสำเร็จแล้ว ภูมิใจในตัวพี่นะ มา ๆ พี่คนสุดท้ายของฉันล่ะ ฉันไม่รู้จะพูดถึงพี่คนนี้ยังไงดี แต่ที่รู้ ๆ คือชอบทะเลาะสุดล่ะตั้งแต่เด็ก ยันโต ฮ่า ๆ แต่พี่คนนี้อะ ชอบเตือนฉันที่สุดในเรื่องของการใช้ชีวิตบนหลักคำสอนอิสลามอย่างถูกต้อง สอนฉัน อ่านอัลกรุอาน สอนฉันละหมาด ร่วมถึงทุกอย่างที่เขาห่วงฉัน และเป�นพี่คนเดียวมั่งที่ไม่ได้บังคับหรือแนะนำใน เรื่องการเรียนของฉัน แต่พี่จะบอกเสมอว่าเรียนที่ตัวเองอยากเรียนพี่คนอื่นก็เช่นกัน แต่พี่คนนี้ไม่ค่อยได้บังคับ


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 9 เท่าไรส่วนใหญ่แล้วเหมือนเป�นเพื่อนกันมากกว่า อาจจะสนิทสุดมั่งในบรรดาพี่น้องแต่พออยู่ด้วยกัน ฉันคือพี่ เธอ งง นะ ฮ่า ๆ นั่นแหละพี่น้องของฉันทั้งหมด จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ พี่สะใภ้และพี่เขยของฉัน 2 คนนี้เสมือนพี่น้องและครอบครัวของฉัน จริง แหละที่พี่ 2 คนมาจากบ้านอื่นแต่พี่ 2 คนเสมือนคนในครอบครัวช่วยเหลือครอบครัวของฉันเสมอ ในยามทุกข์ หรือสุขก็ยังมีพี่ 2 คนที่อยู่ตรงนี้ทุกสถานการณ์อาจจะฟ�งดูน้ำเน่านะแต่มันคือความจริง โชคดีที่ได้เจอพี่ทั้ง 2 คนนะ อาจจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นบ้าง ไม่ถูกกันบ้าง แต่พี่ ๆ ก็ไม่เคยทิ้งครอบครัวของฉันเลยสามารถช่วยเหลือ กันได้ตลอด ขอบคุณที่อยู่ข้าง ๆ ครอบครัวของฉันและไม่เคยคิดจะทิ้งพ่อแม่ของฉันเช่นกัน จากที่เล่าทั้งหมดนี้เห็นว่าครอบครัวมีความสุขมากใช่ไหมคะ ใช่ค่ะนั้นคือก่อนที่จะรู้ว่าพี่สาวของฉันได้ ล้มป่วย ความจริงที่ต้องยอมรับ การยอมรับความจริงเป�นยังไงเหรอ ? พี่ฉันป่วยเป�นโรคมะเร็ง


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 10 ตื้ด ตื้ด ตื้ด…….เสียงเครื่องชีพจรดังอย่างต่อเนื่อง เสียงแผ่วเบาจากคนด้านบน “เดะ…เดะ…เดะ…” ฉันสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงของพี่จนลุกขึ้นมองไปยังพี่ เป�นเสียงที่ฉันคุ้นเคยดีนักแต่ฉันไม่ชิน อาจเป�นเพราะพี่ ป่วยหนัก จากที่แต่ก่อนพี่เรียกฉันด้วยน้ำเสียงที่ดัง ดุ และเสียงปกติ “เดะช่วยนวดขาหน่อย นวดแรง ๆ เลยนะ” ฉันก็ได้นวดพี่สาวอย่างที่เขาต้องการ (ความรู้สึกของฉันในตอนนั้นทำไมพี่สาวของฉันถึงต้องมาป่วย หนักแบบนี้ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าพี่สาวของฉันต้องป่วยแบบนี้ ทำไม! ทำไม! ทำไม!) ในคืนนั้นฉันได้แค่นั่งมอง พี่สาวด้วยน้ำตาที่ไหลออกมา ฉันไม่สามารถช่วยพี่สาวของฉันได้ ฉันไม่รู้ต้องทำยังไง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่สาวของฉัน เจ็บตรงไหน ปวดตรงไหน แล้วฉันต้องทำยังไงเพื่อไม่ให้พี่สาวของฉันเจ็บปวดน้อยที่สุด จากนั้นพี่สาวของฉันได้ กลับไปพักฟ��นที่บ้าน แต่...อาการก็แย่กว่าเดิม ย้อนกลับไปใน 4 ป�ที่แล้ว… เมื่อ 4 ป�ก่อน ณ โรงพยาบาลมนร. เมื่อป�นั้นเป�นป�ที่พี่สาวไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล ก่อนที่จะไปตรวจนั้นพี่สาวมีอาการผิดปกติ มี อาการที่แปลกไป พี่สาวรู้สึกว่า ทำไมประจำเดือนมาผิดปกติ พอพี่ไปตรวจพบว่า ความรู้สึกของพี่สาวเมื่อได้รู้ว่าพบก้อนเนื้อ “บัง พบก้อนเนื้ออ่า ไม่รู้ว่าเนื้อดีหรือเนื้อร้าย” พี่สาวได้ไปกับสามีของแก พี่เขยให้กำลังพี่สาวว่า “เนื้อดีหรอก ไม่ต้องคิดมากนะเดียวเราไปตรวจที่ มอ.ให้แน่ใจ” ฉันนับถือใจพี่เขยเลยนะ เขาไม่เคยไม่ให้กำลังใจภรรยาเขาเลยซัพพอร์ตสุด ๆ จากนั้นพี่สาวได้มีโอกาสไปตรวจที่โรงพยาบาลมอ.หาดใหญ่อีกครั้งเพื่อความแน่ใจ แต่ผลออกมาว่า เป�นมะเร็งปากมดลูกจริง ๆ พี่สาวตัดสินใจเดินมาบอกกับทุกคนที่บ้านว่า “พี่แกป่วยเป�นโรคมะเร็ง” ในวันที่ พี่สาวฉันเดินมาบอกว่าล้มป่วยนั้น ทุกคนต่างไม่เข้าใจทำไมต้องเกิดกับครอบครัวของเรา ทำไมพี่คนโตเราต้อง


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 11 ล้อมป่วยด้วยโรคร้ายแรงขนาดนี้ด้วย ทำไมกันนะ ? เพราะกว่าครอบครัวจะยอมรับกับการป่วยของคุณพ่อก็ หนักพอแล้ว แต่ต้องแตกสลายกับการป่วยของพี่ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีฮิกมะห์(เชื่อมั่น)ของมัน พี่สาวเล่าว่า “ไม่เป�นไรเลย ไม่รู้สึกเสียใจด้วยซ้ำแค่ตกใจเชย ๆ เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป�น โรคมะเร็ง เพราะทำใจมาแล้วจากอาการที่เป�นมา แล้วก่อนหน้านี้ไปตรวจกับบังแล้วด้วยว่าพบก้อนเนื้อ” จากเหตุการณ์ที่พี่สาวเดินมาบอกว่าเป�นมะเร็งหลายเดือนต่อมา ฉันได้มีโอกาสคุยกับพี่เขยว่าตอนนั้น บังกับจิลงเป�นยังไงกันเหรอ เมื่อได้รู้ความจริงว่าจิลงเป�น บังต้องรับความรู้สึกยังไงอ้อ พี่เขยเล่าว่า “เมื่อรู้ว่าเป�นมะเร็ง เริ่มไม่สบายใจ เลยปรึกษากันให้ ไปหาหมอ แต่ก็คิดในแง่ดีอยู่ว่ายัง รักษาให้หายได้ลึก ๆ ที่จริงแล้วเริ่มใจคอไม่ค่อยดี เพราะเคยเห็นพ่อบังเป�นแบบนั้น” ฉันเงียบไปสักพัก ฉันฟ�งอย่างตั้งใจเขาเล่าด้วยความเจ็บปวด ในสถานการณ์ตอนนั้นฉันสัมผัส ความรู้สึกเศร้าหมองของพี่เขย พี่เขยเล่าต่อว่า “จริง ๆ บังเห็นจิลงแล้วเจ็บปวดมาก บางทีก็ยังคิดเลยว่า ทำไม ไม่เป�นบัง แต่ก็ยังเก็บความรู้สึกไว้ ไม่แสดงออกมา ไม่ว่าจะเป�นยังไง บังยอมทุ่มสุดตัวเพื่อรักษาเขาให้หาย” ฉันไม่รู้ว่าต้องแสดงออกยังไงเหมือนกันว่า คน ๆ หนึ่งจะรักกันได้ขนาดนี้เลยเหรอ ได้แต่เห็นในละคร พระเอกนางเอกที่รักกันมาก ๆ สามารถเจ็บปวดหรือตายแทนกันได้แต่นิ คือ ชีวิตจริง แล้วยิ่งเกิดในครอบครัว ของเรา อยู่ ๆ ฉันก็สัมผัสความโรแมนติกของพี่เขยและพี่สาวได้ดี จากนั้นฉันถามต่อว่าแล้วบังมีวิธีปลอบใจจิลง ยังไงล่ะ พี่เขยเล่าว่า “ส่วนใหญ่แล้วการปลอบใจของบังเป�นการกระทำมากกว่า บังไม่ค่อยพูด แต่คอยดูแลเขา ตั้งแต่อยู่กินกันมาตามใจเขาเกือบทุกอย่างไม่ค่อยขัดใจ ไม่เคยทำร้ายร่างกายเลยด้วยซ้ำอาจจะมีทะเลาะกัน บ้างตามประสาคู่รักเนอะ” ฉันถามต่อว่า เอะ! ถามเยอะจริง มันอินแหละละครใกล้จบล่ะ ฮ่า ๆ ฉันถามบังต่อว่าแล้วจิลงเคยแสดง ความอ่อนแอของแกให้เห็นไหม


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 12 พี่เขย “ยอเป�นผู้หญิงที่เข้มแข็งมากไม่แสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นเลย ยอไม่ยากให้ใครเห็นว่ายอเป�น แบบนั้นแต่บังรู้เหรอกว่าจริง ๆ แล้วจิลงก็เสียใจ อย่างที่ว่าไม่มีใครอยากให้เกิดยอพูดกับบังและฟาคิม” ฉัน “อื้ออออ……ก็จริงเนอะจิลงไม่เคยแสดงออกว่ายออ่อนแอเลยอ่า” ละครก็ได้จบลง อย่างสวยงาม? ใช่ ก่อนหน้านี้พี่สาวบอกว่าเขาไม่เสียใจว่าทำไมเขาต้องป่วยด้วย ฉันไม่รู้หรอกนะว่านั้น คือ คำ ปลอบใจของแกหรือเปล่า แต่คนที่อยู่กับแกเสมอ คือ สามีของแกที่รับรู้ความรู้สึกของแกเป�นอย่างดี รู้ว่าแก ต้องเข้มแข็งและสู้แค่ไหน ใคร ๆ ก็สัมผัสมันได้ แต่ความเป�นจริงยังไงสุดท้ายตัวเราเองที่รับรู้มันได้ดีกว่าใคร แต่ สิ่งหนึ่งที่ฉันภูมิใจในตัวพี่เขยเสมอ พี่แกรักพี่สาวมาก ๆ ถ้าเขาแลกชีวิต แลกความเจ็บปวดกันได้เขาคงทำไป แล้ว เขาคงยอมไปแล้วแต่ทุกอย่าง อย่างที่พี่สาวเคยบอกสามีแกหรือคนในครอบครัว คือ “เมื่ออัลลอฮ กำหนดให้เราป่วย อัลลอฮก็สามารถทำให้หายได้” เป�นคำพูดที่สามารถปลอบใจคนอื่นได้หลายคนเลยล่ะหนึ่ง ในนั้น คือ ฉันเอง แต่ถ้าเรามาวิเคราะห์จากคำพูดของพี่สาว(ทางการนิดหนึ่งละกันนะ ฮ่า ๆ) ก็….พี่สาวของฉัน เข้มแข็งมากกกกกกกก(ก.ล้านตัวก็คงพิมพ์ไม่หมด ไม่รู้ด้วยว่าจะถึงหน้าไหน ฮ่า ๆ) ฉันไม่รู้ว่าต้องทำความ เข้าใจตรงนี้อย่างไร ฉันได้แค่คิดว่า ถ้าคงเป�นฉัน ฉันคงร้องไห้เป�น 10 กว่าวันแน่ ๆ ไม่กินข้าว นั่งโทษแต่ตัวเอง นั่งโทษแต่โรคที่เกิดขึ้นทำไมต้องมีโรคนี้ในบนโลก แต่พี่สาวของฉันไม่เป�นแบบนั้นเลย เพราะเขายอมรับและชู โกรกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด (ตามความประสงค์ของอัลลอฮฺ) แต่มีคนหนึ่งที่เจ็บปวดแทนพี่สาวเสมอ คือ คุณพ่อกับคุณแม่ คุณแม่เล่าว่า “ตกใจมาก ทำไมต้องเกิดกับลูกสาวของฉันด้วย มา(แม่)ไม่เคยคิดว่าคนในครอบครัวเรา จะเป�นโรคนี้เลย แต่ทำไมต้องเกิดกับยอด้วย(พี่สาว) ทำไมกันนะ สงสารจิลง(พี่สาว)เหลือเกิน” ในขณะที่แม่เล่านั้น ความรู้สึกของแม่แตกสลาย พร้อมกับน้ำตาค่อย ๆ รินไหล ฉันเข้าใจความรู้สึก ของแม่เป�นอย่างดี ถ้าเป�นฉันก็คงร้องไห้และเจ็บปวดแทนเขา


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 13 คุณพ่อเล่าต่อว่า “แว(พ่อ)ไม่คิดเลยว่าลูกสาวฉันจะป่วยเป�นโรคมะเร็ง แว(พ่อ)ยังไม่สามารถรับ ความรู้สึกอาการเจ็บป่วยของแว(พ่อ)ได้เลย แว(พ่อ)เข้าใจดีเลยนะเดะ ว่าจิลงจะรู้สึกอย่างไร จิลงคงเจ็บปวด มากสินะ” คุณพ่อเป�นคนอ่อนไหวง่ายมาก ฉันไม่สามารถที่จะกลั่นน้ำตาไว้ได้ ในขณะที่พ่อเล่านั้นน้ำตาของพ่อก็ ค่อย ๆ รินไหลอย่างกับแม่ พ่อเล่าต่อว่า “อยากให้จิลงหายดี หายไปจากโรคนี้ แว(พ่อ)ไม่สามารถมองไปยังเขา ได้เลยเดะ” พี่สะใภ้เล่าต่อว่า “ตกใจมาก กะนาไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นกับจิลงเพราะตั้งแต่ที่กะนารู้จักจิลงมากะนา รับรู้มาตลอดว่าจิลงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมาก เป�นคนเข้มแข็งมาก แต่จะทำยังไงได้ละเดะมันคือบท ทดสอบ” ใช่ค่ะนั้นคือคำพูดของพี่สะใภ้ของฉัน ฉันไม่เคยคิดเลยว่าพี่สะใภ้ของฉันมองพี่สาวของฉันดีขนาดนี้ ฉัน เคยคิดว่าเขาเฉย ๆ กับพี่สาวของฉันหรือเปล่า แต่ในระยะเวลาที่พี่สาวป่วยเขาเป�นคนดูแลลูกชายพี่สาวของฉัน เป�นอย่างดี ฉันสามารถรับรู้ได้เลยว่า เขาหวังดีกับพี่สาวของฉันและครอบครัวของฉันเสมอ พี่สาวฝากฉันว่า “จิลงอ่าไม่อยากให้ใครมาสงสารจิลงเลยนะ เพราะไม่ชอบให้คนอื่นมองว่าจิลงนั้นอ่อนแอ อย่าไป บอกใครนะว่าจิลงเป�นโรคนี้” การที่พี่สาวมากบอกดิฉันแบบนี้ สิ่งแรกที่ดิฉันตอบพี่สาวไปว่า “ยอ...เดะไม่บอกใครหรอกนะ จะเก็บความหลับให้ดีที่สุดเลย” แต่ความเป�นจริงเราไม่สามารถรักษาคำพูดนั้นได้หมด แต่เรากลับตอบกับทุกคนที่มาถามว่าพี่สาวป่วย เหรอ เราตอบเขาไปว่า เธอรู้ได้ไง? (ในใจตอนนั้นโกรธคนที่มาถามมาก ๆ แต่เราก็เข้าใจเขานะว่าเขานั้นเป�น ห่วงพี่สาว แต่เรากลับตอบไปว่า “อ้อใช่ไม่ค่อยสบายนิดหน่อย” เพราะเราเป�นห่วงความรู้สึกพี่สาวเรามาก ๆ)


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 14 จนกระทั่ง เราไปบอกกับทุกคนที่บ้านว่าอย่าไปบอกใครเลยนะว่าพี่สาวเราป่วย เพราะไม่อยากให้พี่สาวเสีย ความรู้สึกกับเรื่องพวกนี้อีก ปลายป� 63 วันที่พี่สาวตัดสินใจผ่าตัด ณ เวลา 15:00 น. ในวันผ่าตัดฉันไม่ได้อยู่ตรงนั้นกับพี่สาวของฉัน แต่ฉันกังวลใจเป�นอย่างมากเพราะ อย่างที่เรารู้กันอยู่แล้ว่า การผ่าตัดมีความเสี่ยงเราไม่รู้เลยว่าเราจะรอดไหม เราจะเป�นอย่างไรหลังจากผ่าตัด แต่สิ่งหนึ่งที่รับรู้ได้ว่า พี่สาวฉันเข้มแข็งแน่ ๆ ซึ่งมันคือความจริง กะอัง(พี่สาวคนที่ 4) เล่าว่า “จิลงไม่รู้สึกกลัวอะไรเลยเดะ แม้กระทั่งสีหน้าที่แสดงออกมายังไม่มีเลย ยิ้มตลอด ถ้าเป�นกะนะร้องไห้แล้ว” เห็นไหม ว่าพี่สาวฉันโคตรเข้มแข็ง ไม่รู้ไปเอาความเข้มแข็งนี้มากจากไหนเหมือนกัน จากนั้นพี่สาวได้ พักฟ��นเป�นเวลา 1 อาทิตย์ ได้เดินทางกลับไปยังบ้านที่แสนคิดถึง (พี่สาวว่า) เห็นไหมคะ ว่าพี่สาวของฉัน เข้มแข็งมากฉันก็ไม่รู้ว่าการเล่าเรื่องทำให้ผู้อ่านเห็นด้วยไหม แต่ฉันแค่รู้สึกว่าคน ๆ หนึ่งจะเข้มแข็งได้ขนาดนี้ เลยเหรอ คน ๆ หนึ่งจะยิ้มอย่างมีความสุขก่อนเข้าห้องผ่าตัดได้ขนาดนี้เลยเหรอ ซึ่งพี่สาวฉันจะพูดเสมอว่าเขา ได้รับกำลังใจที่ดีมาก ๆ จากครอบครัวและคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป�นคุณหมอ คุณพยาบาล คนไข้ด้วยกัน และ สิ่งที่ฉันประทับใจที่สุดคือเขายังให้กำลังใจคนอื่นที่เจ็บป่วยเหมือนเขาอย่างกะว่าเขาไม่เจ็บป่วย ยังเคยมีป้าคน หนึ่งที่พี่สาวเคยเล่าให้ฟ�งว่า ณ ห้องรวมของโรงพยาบาล พี่สาว “เดะ ๆ เมื่อกี้จิลงเจอคุณป้าคนหนึ่ง แกมากับสามีแก แกเป�นโรคมะเร็งด้วยนะแต่ลืมไปว่าเป�น มะเร็งอะไร” ฉัน “ห้ะ คนไหนอ่าจิลง แล้วเขาพูดอะไรล่ะ” พี่สาว “จิลงก็ถามว่าป้าเป�นอะไร เป�นมะเร็งอะไรป้าแกก็ตอบนะ ป้าแกพูดดีมากเลยเดะจิลงอุ่นใจ มาก”


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 15 ฉัน “ยังไงเหรอ” พี่สาว “พวกเราก็คุย ๆ ว่าทำไมป่วยกัน ป้าแกก็เล่าแล้วยอก็บอก จิลงป่วยเหรอทำไมไม่เห็นเหมือนคน ป่วยเลย ยิ้มตลอดเลย เข้มแข็งด้วย แล้วจิลงก็ตอบแกไปว่า หนูคิดว่าเราป่วยกายแล้วเราไม่อยากป่วยใจอ่าป้า เราไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอด้วยไม่ชอบเลย แต่ป้าต้องสู้นะเราต้องหายนะป้า” ฉัน “อื้อออ ป้าเขาดีจังเลยอ่า แล้วเขามาคนเดียวเหรอ” พี่สาว “ไม่ ๆ เขามากับสามีแต่สามีแกน่ารักมาก ให้กำลังใจจิลงด้วย” ฉัน “ดีจัง” ฉันก็ยิ้มไป เห็นไหมคนนอกยังดูออกเลยว่าแกเข้มแข็งแค่ไหน บทนี้ไม่มีอะไรมากเลยนอกจากการเล่าถึงความ เข้มแข็งของคน ๆ หนึ่งและหวังว่าเราจะเข้งแข็งได้เท่าเขา


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 16 เมื่อฉันได้สัมผัสรสชาติของความเจ็บป่วย เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2564 (แก็ง แก็ง) เสียงระฆังรถไฟที่ดังขึ้นกับฝนที่โปรยลงมาอย่างช้า ๆ ฉันผู้ เดินทางไปยังหาดใหญ่คนเดียวด้วยบรรยากาศที่ครึ้ม ๆ ในวันนั้นฉันรู้สึกตื่นเต้นและกลัวเพราะเป�นการเดิน ทางไกลสำหรับฉันพร้อมเดินทางด้วยรถไฟคนเดียว ฉันอยากมีเพื่อนที่ไปพร้อมฉัน แต่ไม่มีใครสามารถไปเป�น เพื่อนฉันเลย ระหว่างทางฉันพบกับผู้คนมากมาย ผู้คนที่เร่งรีบเพื่อจะไปยังปลายทางของตนเอง แต่ใน ขณะเดียวกันระหว่างทางนั้นไม่มีใครทราบเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่เคยรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้เป�นการเดิน ใช้เวลานานที่สุด อาจจะเป�นเพราะฉันเป�นห่วงพี่สาวของฉันมาก จนรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ใช้เวลานาน พอสมควร ชีวิตในโรงพยาบาลกับบทบาทผู้เฝ้าคนป่วย เป�นยังไงนะ ? เสียงอาซานที่คุ้นเคยได้หายไป เมื่อเดือนรอมฎอนที่ไม่เหมือนเดิม วันแรกกับการใช้ชีวิตในโรงพยาบาล เห้อ…ฉันต้องอดทนกับคำว่ารอตั้งแต่วันแรกเลยเหรอ ? อ่า ๆ เรามาพักเบรกกันสักครู่ มีเรื่องหนึ่งอยากจะเล่ามาก กลัวลืมด้วย ฮ่า ๆ มา ๆ เข้าประเด็นก่อน เลย คือ สิ่งหนึ่งที่ฉันชอบในการเรียนสาขานี้ คือ การได้สังเกตผู้คน การได้มองถึงความเป�นจริง การตั้ง คำถามและนั้นคือสิ่งที่ฉันชอบมาก แต่ไม่ได้ไปคิดร้ายใส่เขานะ ว่าทำไมเป�นแบบนี้ ทำไหมเขาทำอย่างนี้ ถ้าจะ ให้เข้าใจเลยคือการได้สังเกตผู้คนหรือเรียกกันหยาบ ๆ คือ ไปยุ่งชีวิตของคนอื่นอย่างมีความรู้ พอมาเรียนสาขา นี้ทำให้ฉันอยากเรียนรู้การใช้ชีวิตของคนในโรงพยาบาล เพราะในตลอดระยะเวลาที่ฉันเฝ้าพี่สาว ไป โรงพยาบาลกับพี่สาวตลอด สิ่งเดียวที่ฉันรู้สึกได้ คือ ทุกคนมีเป้าหมายที่เหมือนกัน นั้นก็คือ การมารักษา โรคมะเร็งเป�นจำนวนมาก ช่วงแรก ๆ ที่ไปเฝ้าพี่สาวทำให้ฉันตระหนักเรื่องการกิน การใช้ชีวิต การดูแลผู้ป่วย


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 17 โรคมะเร็งทั้งร่างกายและสภาพจิตใจ ฉันศึกษาเกี่ยวกับเรื่องมะเร็งและให้ความสนใจเป�นพิเศษ จากนั้นฉันเริ่ม สังเกตผู้คนอย่างที่ละนิดที่ละน้อย มาต่อ รอมฎอนที่เปลี่ยนไปสำหรับฉัน อยากระบายความในใจเลย คือ ฉันไม่อยากไปเฝ้าพี่สาวแกด้วย ซ้ำ เพราะฉันไม่ชอบบรรยากาศช่วงเดือนรอมฎอนที่อื่น ฉันชอบเดือนรอมฎอนที่บ้านมากกว่า แต่ในตอนนั้น พี่สาวของฉันไม่สามารถพึ่งใครได้เลย นอกจากฉัน เพราะทุกคนต่างมีหน้าที่ที่ต้องทำ ฉันเลยต้องไปแต่โชคดี ที่ว่าเป�นช่วงป�ดเทอม ทำให้ฉันได้ตัดสินใจไป แต่ฉันถามพี่สาวหลายครั้งมาก ๆ ว่า ฉัน “แล้วรายอเราจะทันกลับไหมอ่าจิลง แล้วเราต้องรายอที่โน้นเหรอ แล้วต้องกลับรายอกี่วันอ่า แล้ว ต้องมากต่อเหรอ” พี่สาว “ทัน ๆ เรารายอที่บ้านได้ เดียวจิลงจะคุยกับหมอก่อนว่าขอกลับรายอสัก 2 วันได้ไหม เดะโอเค ไหม เพราะไม่มีใครไปอยู่กับจิลงแล้วนะ” ฉัน “อ้อ…..” ฉันนิ่งไปสักพักแล้วตอบกลับไปว่า “ได้ ๆ เดียวเดะจะไปเฝ้าจิลงเอง” พี่สาว “อ้องั้นเราจัดกระเป๋ากันเลยนะ เพราะต้องไปเกือบ 2 เดือนเลย จะไปกลับก็คงไม่ไหว” ฉัน “ยอ เดียวจะไปจัดกระเป๋าล่ะ” แต่ในตอนนั้น พี่สาวได้เดินทางไปก่อนและฉันตามไปที่หลัง 21/4/64 ณ เวลา 11:45 น. ณ ห้องคีโม(ยาเคมีบำบัด)ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มาจากหลายพื้นที่ของภาคใต้ ทุกคนแต่งตัวสไตล์ คล้ายกัน แต่เป�นที่น่าสนใจ คือ มีผ้าโพกหัวกันเกือบทุกคน ทำให้เป�นที่สังเกตอย่างง่ายสำหรับคนป่วย โรคมะเร็ง แรก ๆ ฉันก็สงสัยนะ นึกว่าเป�นมุสลิมกันทั้งนั้นแต่นึกขึ้นได้ว่า อ้อ….คงใส่เฉย ๆ แหละมั่ง เพราะไม่รู้ ว่าการให้คีโมผมร่วง ฉันเลยหาข้อมูล ทำไมคนไข้มะเร็งต้องใส่ผ้าโพกหัวเกือบกันทุกคน ซึ่งไม่เชื่ออีกนะว่า เพราะอะไรจนกระทั้งเดินไปยังพี่สาว ถามพี่สาวว่าทำไมต้องใสผ้าโพกหัวกันทุกคนอ่าจิลง พี่สาวตอบว่า “ก็ ทำคีโมผมร่วงไง” ไอเราก็…อึ้งไปสักพัก นิเราโง่หรือเราไม่รู้คะ ฮ่า ๆ เพราะเข้าใจมาตลอดว่าการเป�นมะเร็งทำ


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 18 ให้ผมร่วง แต่ที่ไหนได้อ้อ…การให้คีโมทำให้ผมร่วงนั้นเอง พึ่งจะเข้าใจ จากนั้นฉันก็เดินออกมายังห้องให้คีโม ฉันก็สังเกตเห็นผู้คนในห้องให้คีโมนั้น ต่างคนก็ได้แต่เลื่อนโทรศัพท์ อาจจะเป�นเพราะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันพบเห็น คือ เด็กน้อย ที่มาให้คีโม จูงมือแม่ที่เข้าไปยังห้องให้คีโม ทำให้ฉันเอะใจว่า…ขนาดเด็ก ยังเป�นโรคมะเร็งเลยเหรอ? ทำไมการใช้ชีวิตและสังคมของเราถึงขั้นเป�นโรคมะเร็งกันเยอะ ความสงสัยนั้นก็ หายไป ทุก ๆ คืนกับการฉายแสง โห้ว…วันแรกที่ได้ไปเฝ้าการฉายแสงของพี่สาวนั้น ฉันยังจำความรู้สึกนั้นได้ดี ฉันตื่นเต้น ฉันได้ใช้ชีวิต ในโรงพยาบาลตอนกลางคืน ฉันสามารถเดินไปหาของกินได้ที่เซเว่น ฉันสามารถเดินเล่นตามโรงพยาบาลได้ นิ มันคือความฝ�นของฉันที่ได้เฝ้าคนไข้ แต่แล้วความฝ�นนั้นเป�นเพียงความฝ�นชั่วขณะ จากความฝ�นกลายเป�น หน้าที่ไปอย่างสิ้นเชิง เป�นเพราะอะไรกันนะ ? มา ๆ เข้าเรื่องกันเถอะ ในตลอดระยะเวลาที่ฉันได้อยู่กับพี่สาว ไปเฝ้าพี่สาวทุกวันฉันรู้สึกว่าพี่สาว ฉัน สงสารพี่สาว ฉันมองไปยังพี่สาวของฉัน ถามแกตลอดว่า “จิลงเจ็บไหมกับการฉายแสงเป�นครั้งแรก” มาลุ้นกัน ว่าพี่แกจะตอบว่าอะไร ถ้าเป�นฉันหรือคนทั่วไปก็ มีบางเจ็บบางส่วน แต่ไม่ค่อยตื่นเต้นแทนมากกว่า กลัวด้วย แต่พี่สาวฉันตอบว่า “ไม่เจ็บเลย ไม่รู้สึกอะไรด้วย เฉย ๆ แค่นานที่ต้องรอคิวนั้นแหละ แล้วเดะเบื่อไหมรอ นาน” นิค่ะคำตอบที่ฉันคาดหวังกับความเป�นจริงต่างกันอย่างท้องฟ้าและผืนดิน ฮ่า ๆ แต่ฉันก็อุ่นใจที่พี่สาว ของฉันไม่เจ็บ ที่พี่สาวของฉันสู้ในการรักษาของวันแรกเลย จากนั้นฉันกับพี่สาวได้เดินทางกลับไปยังที่พัก ความรู้สึกของฉันที่มีต่อพี่สาวใน ณ เวลานั้น ตลอดระยะเวลาฉันได้เฝ้าพี่สาวฉันเปรียบพี่สาวเสมือน “แม่คนหนึ่งของฉัน” เพราะพี่สาวดูแลฉันเป�น อย่างดี ทำกับฉันอย่างกะลูกของตนเอง จนกระทั้งฉันเองก็เกรงใจเขา เพราะเขาตามใจฉันทุกอย่าง อยากกิน อะไรไปซื้อเลยเดะ อยากได้อะไรไหม แล้วนี้กินอะไรมายัง แต่ก็เข้าใจเขาเพราะไม่แปลกที่เขาจะห่วงเราขนาดนี้


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 19 ถ้าเขาไปคนเดียวได้เขาก็เลือกไปคนเดียว เขาจะบอกเสมอว่า “เขาโชคดีที่มีน้องสาวที่สามารถช่วยเหลือเขา ได้” ฉันซึ่งกับคำพูดนี้ยังไงไม่รู้ คน ๆ หนึ่งจะเห็นค่าในความดีที่เราทำจะมีกันสักกี่คนกันนะ? โควิดที่ใจร้ายกันเหลือ จำได้เลยว่าในช่วงที่ไปเฝ้าพี่สาวนั้น เป�นช่วงโควิดทุกคนต่างรู้ว่าสถานการณ์ในตอนนั้นเป�น สถานการณ์ที่ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยอำนวยความสะดวก การไปเฝ้าพี่สาวทำให้เจ็บปวดตลอดเพราะเราเฝ้าคนเดียว คนทางบ้านก็ไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ ได้แต่โทรถามว่า “เป�นยังไงบ้าง มีใครติดโควิดบ้างหรือเปล่า อย่าลืมใส่ แมสกันด้วยนะ” ทุกคนที่บ้านต่างเป�นห่วงพี่สาวกับฉันเป�นอย่างมาก ฉันสามารถรับรู้ความรู้สึกนั้นได้ดี หลังจากอยู่ได้ 2 อาทิตย์สถานการณ์โควิดค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ทางบ้านก็ไม่สามารถที่จะมาเยี่ยมได้ร่วมทั้งเป�น เดือนบวช ไม่ค่อยสะดวก จากนั้นโควิดก็ใจดีที่ไม่มาติดฉันกับพี่สาว จะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟ�ง ไม่อยากฟ�งก็ไม่เป�นไร แต่อยากเล่า ฮ่า ๆ ในคืนนั้น ฉันได้เฝ้าพี่สาวฉายแสงทุกวัน แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันต้องเจอทุกวัน คือ คนเสียชีวิต ฉันไม่รู้หรอก นะเขาเสียไปเพราะอะไร แต่แค่รู้สึกว่ามันแอบเศร้า มันกลัว กลัวว่าวันหนึ่งจะเป�นเราที่ออกจากโรงพยาบาล เช่นนี้ กลัวว่าวันหนึ่งที่อยู่ตรงนั้นอาจจะเป�นคนในครอบครัวของเรา ในขณะพี่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเข็น ผู้เสียชีวิตออกมา ฉันมองไปยังคนที่ตามหลังศพนั้นฉันสัมผัสได้ว่ามีแต่ความโศกเศร้า ต้องเร่งรีบไปจัดการทุก อย่างให้เรียบร้อย โทรหาใครสักคนเพื่อบอกข่าวร้ายที่ใจลึก ๆ ไม่อยากที่จะบอก เราไม่สามารถหนีเรื่องนี้ได้เลย นะ สักวันเราจะเจอเรื่องเช่นนี้แน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว ยิ่งเศร้าไปกว่านั้นในช่วงโควิดถ้าเสียที่โรงพยาบาลเราไม่ สามารถรับศพหรือดูศพเป�นครั้งสุดท้ายได้เลย เราไม่รู้ด้วยซ้ำเขาเสียเพราะอะไรแต่ทางโรงพยาบาลก็วินิจฉัยไป แล้วว่าติดโควิด ทำไมฉันรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้นะเหรอ มีเคสที่เคยเกิดขึ้นมามากทั่วประเทศ ทั่วโลก มันเจ็บปวด ยิ่งนัก เมื่อเราไม่สามารถสัมผัสตัวกับคนที่เรารักเป�นครั้งสุดท้าย ไม่สามารถแม้กระทั่งดูเขาเป�นครั้งสุดท้าย แต่ ฉันก็เข้าใจมันก็คงหนีไม่พ้นกับคำว่า บททดสอบ แค่ยอมรับมันก็ยากมากพอ ฉันไม่เคยได้รับความรู้สึกนั้นหรอก


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 20 นะ ไม่เคยเข้าใจมันด้วยซ้ำว่ายังไง ใช่ฉันโกหกว่าฉันเข้าใจมันจริง ๆ แต่ฉันแค่พยายามที่จะเข้าใจมันทุกอย่าง เท่าที่ตังเองยอมรับไหว 2 เดือนผ่านไป โรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย เต็มไปด้วยผู้คนน่ารัก เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่สู้กับโรคร้าย ในการฉายแสง การให้คีโม ก็เสร็จสิ้นอย่างเรียบร้อยสินะ ฉันจำได้เลยว่าฉันดีใจมากที่ได้กลับบ้าน คิดถึงบ้าน ที่สุดพร้อมดีใจที่พี่สาวหายดีแต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นอ่านะ แต่อุ่นใจกว่าที่ได้กลับบ้าน หลังจากได้กลับบ้านไปนั้น พี่สาวอาการเริ่มดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ใช่ เหมือนคนทั่วไปที่ไม่ได้เจ็บป่วย ฉันเองก็ไม่รู้ว่าพี่สาว เข้มแข็งเช่นนั้นได้อย่างไรจนกระทั่งคนที่อยู่ข้างนอกมองพี่สาวของฉันสบายดี เส้นผมที่หายไปภายใต้ผ้าคลุม งงสินะ อยู่ ๆ เส้นผมนั้นหายไปได้อย่างไร ? ยังจำกันได้ไหมว่าฉันสงสัยว่าทำไมผู้ป่วยโรคมะเร็งเขาถึงใสผ้าโพกหัวกันเกือบทุกคน และความสงสัย ครั้งนั้นฉันได้ตอบไปแล้ว ใช่ มันเป�นเพราะการให้คีโม ฉันจำได้ผมของพี่สาวฉันค่อย ๆ ร่วงลงมายังพื้น ร่วงลง มาเป�นก้อน ๆ มีเหตุการณ์หนึ่งที่อยากจะเล่าให้ฟ�ง ฮ่า ๆ เล่าให้ฟ�งกันอีกแล้วใช่ไหม ใช่ เรามาเล่ากันต่อ ตื้ด…………ตื้ด……….เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในคืนวันเสาร์ ฉันได้รับโทรศัพท์ขึ้นมา อัสสาลามมูอาลัยกุม (สวัสดี) “ทำไมแม่ คิดถึงเดะอ่าสิ” ได้หยอกล้อกับแม่ทุกครั้งเมื่อแม่โทรมา แม่ได้ถามสารทุกข์สุกดิบ กินข้าวยัง ไม่ทำงานเหรอ ไม่เรียนเหรอ ฉันก็ได้ตอบแม่อย่างเรื่อย ๆ จากนั้นแม่ถามฉันว่า แม่ “เดะ เดะรู้ยังว่าจิลงโกนผมแล้ว” ฉัน “ห้ะ จริงอ่าแม่ โกนตั้งแต่เมื่อไรแล้วโกนทำไม” แม่ “มัฆริบเมื่อกี้เอง อาลีฟด้วยนะเป�นคนโกน จิลงเรียกแบ ๆ มาโกนผมให้จิลงหน่อย” ในขณะที่แม่ เล่าน้ำตาของแม่ไหลรินอย่างช้า ๆ ฉัน “สงสารจิลงจังแม่ แล้วยอร้องไห้ไหม”


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 21 แม่ “ไม่เลย นั่งยิ้มอยู่” ฉัน “อล้ออออ ทำไมเข้มแข็งเช่นนี้ด้วยนะ” แม่ “แม่ดูจิลงไม่ได้เลยเดะ แม่สงสารจิลงมาก แต่จิลงก็อยากตัดผมหลายวันแล้วล่ะ แต่แม่ถามจิลง ตลอดว่าแน่ใจเหรอ ไม่อายเหรอไม่มีผม” จิลง “อายทำไมล่ะ ถ้ายิ่งไม่ตัดอายกว่านี้ เพราะผมค่อย ๆ ร่วงลงเรื่อย ๆ แบบนั้นดูไม่ดีกว่าเลยแม่” แม่ “อ้อ งั้นก็โอเค ถ้าสบายใจแบบนั้น” ฉัน “ตัดจริง ๆ เหรอแล้วจิลงให้ดูผมเขาไหมแม่” แม่ “ไม่มีใครได้เห็นเลย นอกจากอาลีฟ(หลานชาย)คนเดียว พอตัดเสร็จจิลงก็ใส่ผ้าโพกหัวทันที” บทสนทนาของฉันกับแม่ได้จบลง ความรู้สึกฉันในตอนนั้นฉันรู้สึกเสียใจ สงสาร ฉันไม่รู้ว่าต้องใช้คำพูด ไหนอยากจะถามพี่สาวแต่ฉันไม่รู้ว่าต้องถามอย่างไร เพื่อไม่ให้กระทบต่อจิตใจของแก ฉันรู้แหละว่าพี่สาวของ ฉันไม่ได้คิดอะไรมากจากสิ่งที่เขาได้แสดงออกมา ท้ายที่สุดแล้วฉันไม่ได้ถามอะไรแกไปจนกระทั่งฉันได้กลับไป ยังบ้าน ณ บ้านหลังสีเขียว ฉันได้เดินทางไปยังบ้านพี่สาวของฉันเพื่อนอนเป�นเพื่อนแก ใช่ฉันไปนอนกับแกทุกวันเมื่อมีโอกาสนั้น ตอนนั้นฉันได้นั่งดูทีวีฉันอยากถามพี่สาวฉันมาก ๆ อยากเห็นผมของแก แต่ฉันไม่สามารถทำได้ ฉันกลัว ฉันไม่รู้ ต้องถามเขาว่ายังไง ฉันไม่รู้ว่าต้องให้กำลังใจเขาอย่างไร แต่แล้วฉันได้สังเกตเห็นหัวของพี่สาวที่คลุมด้วยอิน เนอร์อยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งสามีแกก็ยังไม่เคยได้ดู ฉันไม่รู้ว่าพี่สาวฉันรู้สึกอายหรือแค่ไม่อยากให้คนอื่นต้อง เสียความรู้สึกไม่ดีต่อเขา เขาคงไม่อยากให้คนอื่นมาสงสารเขา (ใช่ฉันคิดของฉันเอง) แต่พี่สาวก็บอกเสมอว่าเขา ไม่ชอบให้คนอื่นมองเขาอ่อนแอ จากนั้นฉันเลยตัดสินใจถามเขาว่า ฉัน “จิลงโอเคเหรอที่โกนผม” พี่สาว “ก็ต้องโกนไหมล่ะเดะ ถ้าไม่โกนยิ่งไม่สวยนะ”


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 22 ฉัน “อ้อ….ก็จริงเนอะ โกนผมทุกคนก็ไม่เห็นหรอกเนอะ เพราะใส่ผ้าคลุม” พี่สาว “ใช่ สบายด้วยไม่ต้องเป่าผม ไม่ต้องสระผม ไม่ต้องทำไรกับผม ไม่เสียเวลาไปสอนด้วยอาบน้ำ เสร็จก็ไปทำธุระได้เลย” ฉัน “อื้ออออออก็จริงนะจิลง” พี่สาว “จิลงซื้อวิกผมมาแล้วด้วย” สายตาตอนนั้นพี่สาวดูมีความสุขมาก ฉัน “จริงเหรอ ไหนใส่ให้ดูหน่อย” พี่สาว “ไป ๆ ไปเอาให้หน่อยเดียวใส่ให้” จากความกังวลของฉันในครั้งนั้น พี่สาวของฉันจะรู้สึกอย่างไร พี่สาวจะโอเคไหม แล้วคนอื่นจะมอง พี่สาวของฉันยังไงนะ? แต่ความกังวลของฉันได้หายไปหมดเพราะฉันได้รับรู้คำตอบอย่างแท้จริงว่า พี่สาวของ ฉันมีความสุขมาก ๆ ไม่แคร์สายตาคนอื่น ไม่แคร์คำพูดของคนอื่น ชอบให้กำลังใจตนเองและคนรอบข้าง แถม มีครอบครัวที่คอยซัพพอร์ต แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คงไม่พ้นคำพูดดี ๆ กำลังใจดี ๆ จากลูกของเขาเอง เป�นเด็กที่เก่ง มาก ๆ เข้าใจความรู้สึกคนอื่นอยู่เสมอ ใส่ใจทุกคนเป�นที่หนึ่ง ฉันไม่รู้ว่าต้องอธิบายความรู้สึกมากน้อยเพียงใด เพื่อให้คนอื่นได้รู้สึกอย่างกับฉันรู้สึก แต่ฉันแค่อยากบอกว่าคนหนึ่งจะเข้มแข็งตอนสภาพร่างกายตนเองไม่ เหมือนเดิมได้ขนาดไหนกันนะ ?


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 23 ทุก ๆ ครั้งที่ฉันเห็นเธอ ฉันเจ็บปวดเสมอ ทุก ๆ วัน ทุก ๆ เดือน ทุก ๆ ป� ฉันและครอบครัวไปเที่ยวด้วยกัน ฉันชอบชีวิตตอนนั้นดีนะ เหมือนได้ อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา พอหลังจากพี่สาวป่วยหนักฉันไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เป�นเพราะพี่สาวด้วย หรือเปล่าฉันและครอบครัวก็ไม่ค่อยได้เที่ยวเหมือนแต่ก่อน ร่วมถึงการเปลี่ยนในชีวิตของฉันด้วย ตลอด ระยะเวลา 4 ป�ที่ฉันได้เข้ามายังรั้วมหาลัยฉันได้สัมผัสความเป�นโรงพยาบาลจริง ๆ แม้ว่าฉันเคยชินกับ โรงพยาบาลตั้งแต่เด็ก ๆ ก็ตามหรือเรียกง่าย ๆ คือฉันกับโรงพยาบาลเป�นของคู่กัน ใช่ ฉันเป�นคนป่วยง่าย เข้า โรงพยาบาลเป�นว่าเล่นแต่พอโตมาในสภาพที่คนอื่นต้องพึ่งพาฉัน ฉันเลยคุ้นชินกับโรงพยาบาลอีกครั้งตลอด ระยะ 4 ป� เป�นว่าฉันชอบที่จะอยู่โรงพยาบาล ชอบชีวิตในโรงพยาบาล ชอบสังเกตผู้คน การเปลี่ยนแปลงใน ครั้งนี้ต่างกับฉันคนก่อนเป�นอย่างมาก ฉันไม่เคยนึกถึงคนอื่นก่อนฉัน ฉันไม่เคยนึกถึงครอบครัวนอกจากเพื่อน จริงแหละเขาว่า(เขานิพี่สาวคนที่ 3เราเอง)การที่เราจะนึกถึงครอบครัวตอนที่เราอยู่มหาลัยแล้วเจอเรื่องที่ ยากลำบาก ณ ตอนนั้น ฉันเคยเล่าไปแล้วล่ะว่าในตอนป� 1 ป� 2 เกิดอะไรขึ้นกับฉัน เอะ !!! หรือไม่เคยเล่ากันนะ งั้นเรามาเล่าใหม่ว่าทำไมชีวิตฉันได้เปลี่ยนขนาดนี้ ช่วงป� 1 ฉันมีความสุขกับชีวิตมหาลัยมาก มีทั้งเพื่อนรูมเมทที่ดี เพื่อนเอกที่ดีช่วยเหลือกันตลอด มี เพื่อนมัธยมที่ทักถามอยู่เสมอว่าเป�นไงบ้าง มีครอบครัวที่คอยซัพพอร์ตอยู่เสมอ มีแฟนที่โคตรคลั่งรักจนเราได้ เลิกกัน สังเกตเห็นไหมว่าทำไมฉันพูดถึงครอบครัวเป�นอันดับท้าย ๆ เพราะตอนนั้นชีวิตฉันเต็มที่กับเพื่อนมาก ๆ แม้ว่าการเรียนตอนนั้นฉันไม่ชอบ กดดัน เกรดออกมาไม่สวยไม่โดนรีทายก็โชคดีแค่ไหน แต่โชคก็เข้าข้างเรา พอฉันขึ้นป� 1 เทอม 2 ฉันพบเจอกับเรื่องที่ไม่คาดคิด เรื่องที่ฉันหนีมาโดยตลอด คือ ถูกเพื่อนทิ้ง ใช่ อาจจะ เป�นเรื่องแค่นี้สำหรับคนอื่นใช่ไหม ? แต่สำหรับฉันไม่เลย กว่าฉันจะยอมรับว่าตัวเองถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวใน ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าฉันร้องไปตั้งกี่ครั้ง ถ้าการร้องไห้เป�นกีฬาฉันคงได้เหรียญทองมาครอบครองแล้วล่ะ ฉันไม่เคย ไปเรียนคนเดียว ไม่เคยกินข้าวคนเดียว ไม่ไปไหนมาไหนคนเดียว แต่ฉันไม่รู้ว่าตอนนั้นฉันทำได้ยังไงรู้แค่ว่าไม่มี


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 24 ใครสามารถอยู่กับเราไปตลอด ฉันเลยกลับไปร้องไห้กับที่บ้าน ว่าเพื่อนทำแบบนี้กับฉันโดยที่ฉันไม่รู้เลยว่าฉัน ทำอะไรผิดไป ฉันไม่ได้ตั้งใจฟ้องที่บ้านฉันไม่ได้อยากให้ที่บ้านเห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันเล่าทั้งหมด แต่มนุษย์อ่าเนอะ เมื่อมีการทะเลาะหรือผิดใจกับใครชอบเล่าเรื่องตัวเองให้ผิดน้อยสุดฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันเล่าไปตอนแรก ๆ กับที่ บ้านที่บ้านอาจจะคิดว่าเป�นเรื่องงี่เง่าก็เป�นได้ ทุกอย่างถึงจุดเปลี่ยน คือ ฉันตัดสินใจลาออกไม่เรียนต่อ ฮ่า ๆ ฉันไม่เคยเล่าใช่ไหมว่าพี่ชายและครอบครัวฉันโหดมากแค่ไหนกับเรื่องการเรียน ฉัน “เมื่อเกรดออกฉันเลยตัดสินใจไปคุยกับพี่สาวว่าฉันไม่อยากเรียนแล้วอ่าจินี” พี่สาวจินี “ทำไมล่ะเดะ เพราะ” ฉัน “เดะไม่ชอบเรียนเอกนี้เลย มันยากไปหมดเดะไม่สามารถเรียนต่อได้ ถ้าเดะลาออกได้ไหมเกรดก็ ออกมาไม่สวย แถมยังติด E ด้วยอ่า” พี่สาว “ลาออกแล้วจะไปเรียนอะไรล่ะ” ฉัน “ยังไม่รู้เลย ออกไปตั้งหลักแล้วสอบใหม่” พี่สาว “จินีอ่าโอเคนะถ้านั้นคือเหตุผลจริง ๆ ของเดะ แต่เดะต้องไปคุยกับที่บ้านเอง” กว่าจะตัดสินใจเดินไปบอกกับพี่ชายฉันร้องไห้ไม่รู้กี่รอบ เห็นไหมล่ะฉันโคตรอ่อนแอเชียวแหละ เห็น ไหมล่ะอ่อนไหวง่ายจะตาย จากนั้นฉันเลยตัดสินใจเดินไปบอกพี่ชายโดยพี่ชายก็รู้จากพี่สาวแล้วล่ะ ตุบ ตุบ ตุบ (เสียงหัวใจเต้น) หัวใจของฉันอยู่ที่ตาตุ่ม พี่ชาย “เฮ้ ทำไมอยากลาออก” ทักเสียงแข็ง ๆ ดุฉันอย่างกะลูกของตนเอง ตอนนั้นฉันกลัวพี่ชายของฉันมากฉันไม่รู้ต้องทำยังไง ฉัน ต้องเจอกับอะไรอยู่ ทำไมวันนี้มาถึงจนได้นะ (เสียงในใจที่บนต่อตัวเอง) ฉัน “เงียบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ” พี่ชาย “ฉันไม่รู้เหตุผลของเธอหรอกนะ ทำไมไม่อยากเรียน เพราะอะไร ห้ะ” ฉัน “เงียบบบบบบบบบบบบบบบ” ยังคงเงียบไม่ตอบอะไร


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 25 พี่ชาย “อย่าเงียบสิ! ตอบมาว่าเพราะอะไร” พอฉันได้สติ ค่อย ๆ เช็คน้ำตาและเริ่มเล่าไป ฉัน “เดะไปไม่รอด เดะไม่ชอบ เดะเรียนก็ตกทั้ง ๆ เป�นวิชาที่ไม่ควรตกอ่าแบ แล้วเพื่อนก็ไม่มีเดะไม่รู้ ต้องทำยังไงมันยากไปหมดเลย เดะพยายามแล้ว” น้ำตาก็ไหลอย่างช้า ๆ โดยที่สายตาในวันนั้นไม่มีใครเข้าใจ ฉันเลยแม้กระทั่งพ่อกับแม่ พี่ชาย “นั้นคือเหตุผลอย่างแท้จริงใช่ไหม หรือยังมีเหตุผลอื่น” ฉัน “ใช่ เดะไม่อยากเรียนมันยาก เดะเรียนไม่เป�นทำงานก็ไม่ได้” พี่ชาย “งั้นโอเค แบจะให้ทางแล้วเดะไปคิดเอาเองนะ ตัวอย่างนะ เดะได้เดินทางไปยังที่หนึ่งแต่ทางที่ เดะไปเป�นทางที่ครุคระ เป�นทางที่ไม่สะดวกเต็มไปด้วยถนนที่ชำรุดแต่เดะจะถึงที่หมายแล้วอีกไม่กี่กิโลเอง แต่ ในขณะที่เดะไม่อยากเผชิญกับเส้นทางนั้นเดะไปครึ่งทางล่ะ แต่เดะเลี้ยวใหม่เพื่อไปทางอีกทาง มันก็ได้ใช่ไหม แต่แค่เสียเวลาเพราะที่หมายเราจะไปมันก็จะถึงแล้ว” ฉัน อึ้งกับการเปรียบเทียบของแกอยู่สักพัก “อืมมมม ก็ใช่ของแบนะ” พี่ชาย “งั้นเดะก็ลองกลับไปคิดดูว่า สิ่งที่แบพูดในวันนี้เดะจะตัดสินใจอย่างไร จะเริ่มต้นใหม่ก็ได้แต่ถ้า ไปต่อแบก็ยินดี จะคอยซัพพอร์ตตรงนี้เสมอมีพี่ตั้ง 4 คนมีตัวอย่างให้ดู อยู่ที่เดะว่าเดะอยากเลือกตัวอย่างของพี่ คนไหนเพื่อให้เป้าหมายชีวิตของเดะไปได้สวย” การสนทนาก็ได้จบลง แต่เวลาต่อมาพี่ชายและพี่ ๆ ทุกคนต่างเรียกคุยกันเพื่อดูเกรด ฉันก็ยื่นเกรดไป พี่สาวและพี่ชายบอกว่า ไหนว่าติด E ไม่ใช่เหรอ อ่าวนึกว่าติดวิชาเอก ฉันตอบไปว่าเปล่าติดวิชามหาลัย พี่ชาย อล้อ(คำอุทาน)แบก็เรียนยังติด E เลยนะไม่แปลกที่เดะจะติด E เลย ขนาดจินียังติดทุกคนเคยเจอเรื่องแบบนี้ เดะจะยอมแพ้เรื่องแค่นี้นะเหรอ? เหรอเดะมีเหตุผลอื่นมากกว่าการเรียน พี่สาว เรื่องเพื่อนใช่ไหม ฉันตอบไป ว่า ส่วนหนึ่งก็มาจากสังคมนั้นแหละ พี่สาว(จิลง) อืมมมมม……….ว่าล่ะจิลงเข้าใจเดะนะ เข้าใจในสิ่งที่เดะกำลัง


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 26 พบเจออยู่แต่เพื่อนมีกันแค่นั้นเหรอ ทำไมไม่โฟกัสกับคนที่อยู่ข้างเราล่ะ? เป�นเพื่อนกับคนที่อยากเป�นเพื่อนกับ เราก็พออย่าไปแคร์เขาเยอะ เขายังไม่แคร์เราเลย ใช้ชีวิตคนเดียวดีกว่าเลยถึงแม้มันจะยากก็ตาม จากบทสนทนาทั้งหมดที่กล่าวมา ฉันนั่งคิด นอนคิด กินข้าวไม่ลงคิดแต่เรื่องนี้ว่าจะเอายังไงดีกับชีวิต สุดท้ายฉันก็หาทางออกจนเจอ ฉันเลยลองตัดสินใจว่าฉันอยากเรียน อยากสู้ อยากให้ครอบครัวภูมิใจ อยากให้ เป้าหมายของฉันสำเร็จ ไม่เป�นไรนี้คือสิ่งที่เราเลือกเราก็ต้องทำมันอย่างสำเร็จ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉุดฉันได้อีกครั้ง คือ คำพูดของพี่ชายในวันนั้น ทำให้ชีวิตฉันเปลี่ยนตลอดการจากที่ไม่เคยกล้าปรึกษาครอบครัว ไม่กล้าคุยเรื่อง ความรัก ไม่กล้าคุยเรื่องเพื่อนว่าเจออะไรมาบ้างกับตัวเอง แต่ในตอนนี้ทำให้ฉันกล้าทุกอย่างฉันไม่ปรึกษาใคร เลยนอกจากครอบครัว ทำให้ฉันปรึกษาเพื่อนเป�นคนที่ 2 และแล้วชีวิตฉันได้เปลี่ยนไปในช่วงป� 2 ฉันกล้าที่จะ ไปไหนมาไหนคนเดียว ไปเรียนคนเดียว ไม่แคร์เพื่อนอยู่คนเดียว ทำอะไรคนเดียวจนทำให้เพื่อนของฉันอิจฉา ในการใช้ชีวิตของฉัน เพื่อนว่า “กูอิจฉามึงว่ะ ไปไหนมาไหนคนเดียวโดยไม่ต้องรอใครไม่ต้องแคร์ใคร ไม่ต้อง เสียความรู้สึกเพราะใคร มึงเก่งมากอ่าทำได้ใงว่ะ” พอเพื่อนพูดขึ้นมางี้ ฉันก็เคยอิจฉาคนแบบนี้เหมือนกันแต่ ฉันก็ไม่ได้เก่งเท่าเขา ฉันแค่เก่งกับความรู้สึกของตนเอง ชัดเจนในความรู้สึกของตนเองและเข้าใจคนอื่นมากขึ้น เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและยอมรับมันให้ได้มากที่สุด ทำให้ตอนนี้สิ่งเดียวที่ฉันแคร์มาก ๆ คือ ครอบครัว อ่ะเล่ามายาวพอล่ะแต่เรื่องหลังจากนี้เจ็บปวดมากกว่าเรื่องนี้เป�นสิบเท่าเลย��� มาเรื่องการกินของพี่สาวก่อนเลยค่ะ พี่สาว Happy eating ที่สุดแกสามารถกินได้เท่าทุกอย่าง โดยเฉพาะส้มตำหอยดอง ข้าวบูดูปลาทอด ผักสดนัมและผลไม้เบอร์วัน เอนจอยมากและเขาก็ชอบเวลาแม่ทำกับข้าวให้ด้วย พอมาวันหนึ่งแกป่วยทุกอย่าง ที่แกชอบกินก็มีข้อจำกัด แต่กินเนื้อไม่ได้ กินผลไม้ที่ชอบบางอย่างไม่ได้ แกทำใจนานอยู่เหมือนกันกว่าแกจะ ยอมรับเพราะบางครั้งแกก็ไม่รู้ว่าต้องกินอะไรเพื่อไม่ให้โรคที่เป�นแย่กว่าเดิม แต่หลังจากที่แกยอมรับแกก็กิน อาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น กินของดี ๆ ยิ่งไปกว่านั้นแกจะบอกแม่ตลอดว่าวันนี้อยากกินอันนี้นะแม่ พรุ่งนี้แม่ ว่างไหมทำอันนี้ให้กินหน่อย ซึ่งแม่เป�นผู้ไม่เคยปฏิเสธลูกสาวสักครั้งและไม่ใช่แค่พี่สาวที่เขาตามใจลูกทุกคน


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 27 อยากกินอะไรตามใจให้หมด นางฟ้าชัด ๆ ปลื้มปริ่มหัวใจ บางทีก็แอบสงสารพี่สาวนะของบางอย่างที่แกชอบ กลับกินไม่ได้จนวันหนึ่งแม่ชอบมาบอกว่า “อย่าให้จิลงเห็นเลยนะ สงสารแกเดียวก็อยากกิน” แต่บางครั้งความ เป�นแม่อ่าเนอะเห็นลูกอยากกินมาก ๆ ก็ตามใจ ทำใจไม่ได้เมื่อลูกอดกินของที่ชอบ พี่สาวแกก็เก่งเกินทำใจได้ไง กับการกินแต่แกก็เคยบอกฉันอ่าแหละว่า ฝ�นใจ ฮ่า ๆ แต่ก็แฮปป��น้า หลังจากการกินที่ถูกจำกัดแล้วชีวิตพี่สาวก็เต็มไปด้วยกล่องยาที่เหมือนอย่างกะภูเขา รับยาอย่างกะจะ ไปขาย กินยาเหมือนกินวิตามิน ใช่มันเยอะจนกระทั่งฉันมองดูยาทุกชิ้นที่เกี่ยวกับเขาฉันรู้สึกเจ็บปวดนะ! ไม่รู้ ว่าเขาจะเจ็บปวดแค่ไหนเมื่อต้องรักษาถ้าเป�นฉัน ฉันคงร้องไห้ทุกครั้งเมื่อต้องฉีดยา เพราะกลัวเข็มมากกกกก กก(ก.ล้านตัวคงเขียนไม่พองั้นเขียนแค่นี้ก่อนนะ) ทุก ๆ ครั้งที่หมอนัดพี่สาวทำใจไปพบคุณหมอตลอดและฉัน ไปด้วยทุกครั้งเมื่อพี่สาวชวนไป แม้ว่าฉันไม่ว่างก็ตามแต่ฉันเลือกที่จะไปเป�นเพื่อนพี่สาว เมื่อพี่สาวพบคุณหมอ เสร็จฉันลุ้นอยู่ข้างนอกทุกครั้ง ว่าครั้งนี้พี่สาวต้องเติมเลือดไหม ต้องตรวจหลายจุดหรือเปล่าต้องเจ็บเหมือนที่ ผ่านมาไหม(คิดในใจวนไป ขอให้ไม่เป�นอย่างที่ฉันคิดได้ไหม) แต่โชคไม่เข้าข้างกันเลย พี่สาวจะเจ็บปวดทุกครั้ง เมื่อไปเจอคุณหมอ ต้องเติมเลือดทุกครั้งเมื่อไปโรงพยาบาลฉันไม่ค่อยอยากเห็นภาพนั้นเท่าไร แต่ถ้าไม่ทำตาม ก็ต้องเกิดอันตรายกับพี่สาว ฉันต้องทิ้งพี่สาวอยู่คนเดียวเกือบทุกครั้งเพราะบางที่พี่สาวก็ไม่ให้เฝ้าและแผนกที่ ไปตรวจไม่ค่อยอำนวยความสะดวก คนเยอะมากกกกกกกกกกก(อ่ะก.11ตัวพอ)และช้าที่สุด แต่ให้อภัยเพราะ พี่พยาบาลพูดจาดีผู้คนมารอรับการรักษาก็ใจดี พูดกันเองทำให้ไม่เบื่อกับการรอแต่ฉันก็เบื่อ ทุกครั้งที่ฉันไปเฝ้า พี่สาวก็จะพกหนังสือ ไม่ก็โน๊ตบุ๊คเพื่อทำงาน เมื่อภารกิจทุกอย่างเสร็จพี่สาวก็แบกยากลับทุกครั้งเป�นหลัง ๆ ฉันเห็นพี่สาวของฉันต้องฉีดยาทุก ๆ คืนก่อนนอน ทำถามพี่สาวของฉันตลอดว่า จิลงไม่เจ็บเลยเหรอ พี่สาว “ไม่ที เพราะเข็มเล็กนิดเดียว” ฉัน “ถ้าเดะนะก็เจ็บ ถึงแม้เข็มจะเล็กก็ตาม’ พี่สาว “เธอนั้นกลัวหมดแหละ จิลงไม่รู้สึกอะไรแล้วท้องก็พังไปหมดล่ะไม่รู้จะฉีดตรงไหนล่ะ” ฉัน “อ่าว คนเรากลัวไม่เหมือนกัน” ตอบด้วยน้ำเสียงขำ ๆ


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 28 พี่สาว “อ้ะ ๆ ช่วยเก็บยาหน่อย” ฉัน “ห้ะ เสร็จแล้วเหรอ ทำไมเร็วขนาดนั้น” พี่สาว “ทำจนชินล่ะ” “จิลงไม่รู้สึกอะไรแล้วท้องก็พังไปหมดล่ะไม่รู้จะฉีดตรงไหนล่ะ” เป�นคำพูดที่ฟ�งแล้วรู้สึกเจ็บปวดทุก ครั้งเมื่อได้ยินจนทำให้ฉันทำไรไม่ถูก สิ่งเดียวที่สามารถทำได้ คือ ให้กำลังใจเขาให้ได้มากที่สุดเท่าที่ตัวเองทำได้ แต่พี่สาวก็ไม่เคยยอมแพ้ในการรักษาเลย ไปรักษาทุกที่เขาว่าดี ไปหมอพื้นบ้านหมอทุกครั้งกลับทีก็อุ่นใจ เพราะหมอพื้นบ้านเราต้องใช้เวลาในการรักษาแต่เขาให้กำลังพี่สาวทุกครั้งที่ไปรักษา โดยพี่สาวของฉันมี ความสุขทุกครั้งเมื่อกลับจากที่บ้านคุณหมอ นั้นเป�นสัญญาณที่ดีต่อการรักษา ฉันหวังว่าพี่สาวจะหายดีได้รับ กำลังใจที่ดีจากคนรอบข้างและไม่ต้องเห็นพี่สาวฉีดยาทุก ๆ คืนของวัน อาจารย์ที่น่ารักของนักเรียน หลังจากการพักฟ��น พี่สาวมีหน้าที่เขารักในหน้าที่ของเขาเหลือเกินมีอาชีพเป�นครู เป�นคุณครูท่านหนึ่ง ที่ชอบบ่นนักเรียนมากแต่ใจดีเว่ออออออ(ลูกที่ปรึกษาเขาบอกมา) และนักเรียนทุกคนต่างก็บอกว่า สวย สวย


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 29 และสวยแถมยังใจดี เห็นไหมล่ะลูกที่ปรึกษาคนนั้นบอกถูก ฮ่า ๆ ใช่ ฉันไม่ได้โกหกหรือโอ้อวดพี่สาวฉัน แต่มัน คือเรื่องจริงที่ฉันพบเจอ ในทุก ๆ วันที่ฉันไปเรียนฉันโดนไปด้วยซึ่งมีคำถามเหล่านี้อยู่ตลอดเพลา “ลูกสาว อาจารย์เหรอครับ/ค่ะ หรือหลานสาวครับ/ค่ะ ไม่ ๆ ฉันว่าลูกอาจารย์แน่ ๆ ดูสิสวยเหมือนอาจารย์เลย” อะ อันนี้ฉันก็ไม่ได้อวดตัวเอง แต่มันคือเรื่องจริงว่าฉันสวยและสวยกว่าพี่สาวฉันด้วยค่ะ ฮ่า ๆ ฉันหยอกนะ ตลอด ระยะเวลาช่วงมัธยมฉันเรียนที่เดียวกับพี่สาวของฉันที่เป�นคุณครูชอบบ่นแต่ใจดีเป�นเวลา 6 ป� ฉันรู้สึกชนะ ยังไงนะเหรอ ? มีป�ญหาอะไร ไหนมุ่งไปค้า……..หาพี่สาวเป�นคนแรก เลือกที่จะไปเรียนสายเพื่อไปกับพี่สาว เพราะไม่อยากเรียนวิชาแรก ตังค์หมดช่วงพักเที่ยงไปขอได้โดยทันที อยากกินข้าวข้างนอกหรือขนมก็ซื้อให้ พา โทรศัพท์ไปได้โดยไม่ต้องแอบเพราะเก็บที่พี่สาว ช่วงฤดูฝนก็หนีไปดูน้ำท่วม ฮ่า ๆ ชนะพอไหมล่ะคะ? แต่เราก็มี มุมดีบ้างนำเสนอตนเองจนเขาคิดว่าเป�นคนไม่ดีแล้วเนี้ย ฉันก็มีตั้งใจเรียนนะถึงแม้จะดื้อบ้าง แต่ส่งงานทุกครั้ง นะไม่เคยดื้อในเรื่องการเรียน ทำตามทุกคำแนะนำของพี่สาวเพราะนึกถึงพี่สาวตลอด อายด้วยแหละถ้ามีคน พูดถึงเราว่าน้องสาวของอาจารย์คนนี้ขี้เกียจ ไม่ส่งงาน เกเร ซึ่งเราไม่ทำแบบนั้นแน่นอน ตลอดระยะเวลาที่ได้ เรียนที่เดียวกับพี่สาวฉันมีความสุขมาก ๆ ฉันชอบเวลากลับบ้านทุกครั้งที่ได้กลับกับพี่สาว ถึงแม้จะปวดหลังกัน บ้าง ฮ่า ๆ (ขับรถช้ามาก) นี้คงเป�นความสุขเล็ก ๆ ของฉันก่อนพี่สาวป่วยเป�นโรคมะเร็งสินะ หลังจากที่ฉันเรียนจบมัธยมไปพี่สาวก็ตรวจพบเจอว่าเป�นมะเร็งระยะที่ 2 ถ้าเป�นระยะที่ 2 ก็ไม่ ร้ายแรงใช่ไหมล่ะแต่มันไม่เป�นเช่นนั้น หลังจากที่พี่สาวได้รับการรักษาพี่สาวก็ไม่สามารถไปสอนได้ปกติอย่างที่ ผ่าน ๆ มา ต้องมีลาสอนเป�นระยะ ๆ ถ้าเหนื่อยจากการรักษาก็ไม่สามารถไปสอนได้ ทำให้เป�นอุปสรรคใน ช่วงแรก ๆ บางคนก็ว่าพี่สาวทำไมชอบขาดตลอด ทำไมต้องสั่งงานเยอะ ทำไมลาบ่อยเกินไป แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่ พวกเขารับรู้กับความจริงมันต่างกันอย่างลึกลับ เพราะพี่สาวอยู่โรงเรียนเหมือนคนแข็งแรงคนหนึ่งที่ใคร ๆ ก็ไม่ เชื่อว่าแกป่วย แกไม่เคยแสดงออกว่าแกไม่แข็งแรง มีแค่บางช่วงที่แกไม่ไหวจริง ๆ ทำให้คนอื่นได้รับรู้ว่าแกป่วย แค่บางคนใช่แค่บางคนและสิ่งที่น่ารักก็คือ เพื่อนที่ทำงานอาจารย์ด้วยกันไม่เคยไปบอกสิ่งที่พี่สาวได้ร้องขอ เหมือนกับร้องขอที่บ้านว่า “อย่าบอกใครว่าป่วยเป�นโรคนี้นะ” เพื่อน ๆ ก็น่ารักทำตามสัญญากันทุกคน พี่สาว


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 30 อ่าบ่น ๆ แหละว่าไม่อยากสอนล่ะมันเหนื่อยมากที่ต้องไปมา บางทีก็ล้าที่จะต้องขับรถ เหนื่อยกับคนที่ว่าเขา เป�นแบบนั้นแบบนี้คงผิดบางแหละที่ฉันบอกว่าพี่สาวเข้มแข็งตลอด แต่สิ่งเหล่านี้เขาแสดงออกกับที่บ้าน เท่านั้น แต่ถ้าไม่สอนก็ไม่มีเงินรักษา เลือกที่จะสอนเพื่อให้ตัวเองกลับแข็งแรงไว้ ๆ แม้ว่าสิ่งนี้แกไม่อยากทำแล้ว ก็ตามแต่มัน คือหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวแกเอง สิ่งหนึ่งที่เขาพูดเสมอว่าเขาชอบที่จะอยู่กับเด็ก ๆ เพราะ เด็ก ๆ ทำให้เขายิ้มได้แม้ว่าจะดื้อกันบ้าง แต่มันก็ธรรมชาติของเด็กในวัยนี้เด็กอ่าเข้าใจเราที่สุดเลยถ้าได้สนิท กันอ่า พี่สาวเคยบอกว่า “เป�นครูอ่าให้เด็กเข้าหาได้ง่ายอย่าหยิ่ง ทำตัวเหมือนเพื่อนในบางเวลา ให้เกียรติเขา เหมือนเขาให้เกียรติเรา รักเขาเหมือนที่เขารักเรา” ฉันซึ้งกับคำพูดนี้เสมอ และสิ่งหนึ่งที่ฉันประทับใจเสนอแม้ จะผ่านไปกี่ป� กี่เดือนหรือจบไปไม่เคยได้เจอกันเลยแต่เพื่อน ๆ พี่ ๆ ลูกศิษย์ของพี่สาวถามฉันทุกครั้งเมื่อเจอฉัน ไม่ลืมที่จะถามถึงพี่สาวของฉันว่าสบายดีไหม อาจารย์เป�นยังไงบ้าง สบายดีใช่ไหม ฉันก็ยิ้ม…พร้อมตอบกลับไป ว่า เขาสบายดีแม้ว่าพี่สาวของฉันไม่สบายแต่ฉันจะบอกกับทุกคนที่ถามถึงพี่สาวเสมอว่ายังไงก็อย่าลืมดุอา(ขอ พร)ถึงเขากันด้วยนะ (แต่ในใจคือร้องได้ไปแล้ว) ฉันขอบคุณทุก ๆ คนที่คอยถามพี่สาวของฉันอยู่เสมอนะ อยู่ ๆ ก็คิดถึงความโรแมนซ์ติกของเรื่องนี้คงเป�นชอบบ่นแต่ใจดีแหละมั่ง ฉันหวังว่าพวกแกจะเจออาจารย์ที่น่ารักและ ใจดีกับแก ดังพี่สาวของฉัน โรคนี้ใจร้ายกับพี่สาวฉันเหลือเกิน ยังจำกันได้ใช่ไหมว่าพี่สาวเป�นโรคมะเร็งในระยะ 2 จำได้ใช่ไหมว่าระยะ 2 ไม่ได้ร้ายแรง แต่ใช่ค่ะ ปลายป� 2565 พี่สาวเริ่มป่วยอีกครั้งกับโรคมะเร็งตามมา พี่สาวพบก้อนเนื้อเล็กมากจากการฉายแสง แต่ความ โชคร้ายของพี่สาว คือ ก้อนเนื้อนั้นเป�นเนื้อร้าย โดยพี่สาวได้ตัดสินใจผ่าตัดอีกครั้ง ฉันไม่รู้ว่าพี่สาวรับมือกับ


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 31 เรื่องนี้อย่างไร แต่ฉันกับครอบครัวตกใจมากเพราะไม่คิดว่าพี่สาวจะป่วยอีกครั้ง ฉันไม่รู้ว่าต้องระบายความรู้สึก นี้ยังไรแต่ในตอนนั้นพี่สาวมาบอกฉันว่า เดะไปโรงพยาบาลกับจิลงนะวันนี้ ๆ ฉันก็งงอ่าว! ไปทำไหมอีก ไม่ใช่ว่า หายแล้วเหรอ ? (น้ำเสียงที่มีแต่ความสงสัย) พี่สาว “จริง ๆ จิลงไปตรวจล่าสุดพบว่าเจอก้อนเนื้อ แล้วไปตรวจก้อนเนื้อนั้นพบว่าเป�นเนื้อร้าย แต่ นิดเดียวเองนะเดะไม่ได้เยอะที” ฉัน:อึ้ง….ไปสักพัก เหมือนโลกได้แตกสลายอีกครั้ง ทำไมพี่สาวต้องเจอเรื่องนี้อีกแล้ว “อ้ออ….ได้สิเดียว เดะไปเฝ้าจิลงเอง วันไหนบอกนะแล้วคือต้องไปอยู่หอพักแบบวันนั้นเหรอ” พี่สาว “ไม่ที ๆ นิเราไปใช่ไหมเรานอนโรงพยาบาลเลย 1 อาทิตย์ เพราะว่าจะให้แค่คีโมไม่ต้องฉายแสง ที” ฉัน “อ้อ สบายใจหน่อย โอเคเดียวเดะไปเฝ้าให้” เมื่อวันที่ 11/11/65 เช้าของวันนั้นอากาศสดใส ท้องฟาสวยมากสดใสเว่อร์… ฉัน พี่สาว(จิลง) พี่สาว(จินี)และหลานชาย พร้อมเดินทางไปยังโรงพยาบาล พี่สาวไปด้วยความร่าเริงยิ้มแย้มตลอด พี่สาวกับหลานชายได้ไปส่งถึง โรงพยาบาลระหว่างทางพี่สาวไม่เคยบ่นด้วยซ้ำว่าเจ็บตรงนั้นตรงนี้พอถึงโรงพยาบาลก็เข้าตรวจร่างกาย ให้ เลือดทุกครั้งที่ไป พอตรวจร่างกายเสร็จเรียบร้อย ฉันกับพี่สาวเดินเข้าพักห้องพิเศษ ใช่และคงเป�นฉันคนเดียวที่ สามารถเฝ้าพี่สาวได้เพราะมอ.ยังไม่อนุญาตเฝ้าได้ 2 คน ทำให้ฉันเหงาอีกครั้ง มีเหงาบ้าง เบื่อบ้างแต่รวมแล้วมี ความสุขดี อยู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าระหว่างช่วงป�ดเทอมของฉันตลอดระยะเวลา 4 ป�ที่พี่สาวป่วยและไปรักษาฉันจำได้ ว่าป�ดเทอมของฉัน คือ โรงพยาบาล บางครั้งก็อิจฉาเพื่อน ๆ นะได้ไปเที่ยว ทำงาน ไปที่ที่อยากไปแต่ตัดภาพมา ที่ฉันฉันไม่สามารถไปไหนได้เลย นอกจากโรงพยาบาลฉันแอบน้อยใจอยู่ตลอดว่าทำไมชีวิตฉันเจอเรื่องแบบนี้ ทำไมต้องเป�นฉัน ทำไมไม่เป�นคนอื่นบ้าง โห้ว…กว่าฉันจะเข้าใจทุกอย่างนะ ยอมรับว่าทำไมถึงเป�นเรา เป�นป� ๆ


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 32 แต่ขอบคุณตัวเองที่สามารถยอมรับในเรื่องนี้ มีคำพูดอุสตะ(คุณครู)คนหนึ่งบอกว่า “จงดีใจเถิดที่อัลลอฮเลือก เราดูแลครอบครัว ไม่ว่าจะเป�นพ่อแม่ พี่ชาย พี่สาวหรือน้องสาวน้องชาย อย่าได้เสียใจว่าทำไมต้องเป�นเรา ทำไมไม่เป�นคนอื่น แต่จงขอบคุณอัลลอฮให้มาก ๆ เพราะสิ่งที่อัลลอฮเลือกให้เรานั้นย่อมดีกับเราเสมอ” หลังจาก 1 ป�ที่ฉันดูแลพี่สาวนั้นฉันไม่เคยมีความรู้สึกนั้นอีกเลย ฉันดีใจทุกครั้งเมื่อได้ไปเฝ้าบางทีก็แอบเสียใจ ทำไมวันนี้พี่สาวไม่ชวนเรานะ แต่ก็เข้าใจพี่สาวอาจจะเกรงใจเราไปบ้างหรือมีคนอื่นที่พึ่งได้กว่าเราแต่เราก็ไม่ได้ คิดอะไร หลังจากที่พี่สาวรักษาเป�นเวลา 6 เดือน เนื้อก้อนนั้นก็ได้หายไป ฉันยังจำความรู้สึกนั้นได้ดีฉันดีใจแทน พี่สาวมาก ๆ ฉันดีใจที่อัลลอฮตอบรับดุอาร์ของฉัน หลังจากนั้นพี่สาวก็ได้ใช้ชีวิตอย่างดี พอถึงเดือนรอมฏอน อีกครั้งพี่สาวได้ล้มป่วยด้วยโรคอื่นตามมา นั้นก็ คือ โรคไตฉันจำได้ว่าเราได้รายอด้วยกันเป�นครั้งสุดท้ายก็ คือ รายอฟ�ตรี เป�นรายอที่พวกเราถ่ายรูปพร้อมกัน ลูกชายของพี่สาวไม่ชอบเวลาถ่ายรูปชอบทำหน้าบูด ไม่พอใจ ทุกครั้งแต่ในครั้งนั้นแปลกมาก หลานชายเองได้ยิ้มบานเชียวแหละ หลังจากรายอได้ไม่นานพี่สาวได้ล้มป่วยอีก ครั้ง อยู่โรงพยาบาลได้ 1 เดือน ขาพี่สาวเริ่มบวมขึ้นเรื่อย ๆ จนหมอวินิจฉัยว่าเป�นโรคไตวายระยะสุดท้าย โห้ว…ในความรู้สึกฉัน ครอบครัว พี่สาวเองตกใจยิ่งนักเมื่อได้ยินคำนี้ จนครอบครัวไม่เชื่อว่าจะเป�นโรคไตวาย ระยะสุดท้ายตามที่หมอได้บอก ฉันกับพี่ ๆ คนอื่น ๆ ช่วยกันหาคำตอบว่าจริงไหม ไตวายระยะสุดท้ายมันเป�น ยังไงกัน เพราะถ้าเป�นเช่นนั้นพี่สาวอาการคงหนักไปแล้วแต่พี่สาวในตอนนั้นอาการไม่ได้หนักความจริงก็ ปรากฎ พี่สาวไม่ได้เป�นไตวายระยะสุดท้าย เพราะอะไรนะเหรอที่ฉันและพี่ฉันรู้ ใช่ พี่สาวถูกส่งไปโรงพยาบาล มอ. เอะ! ไม่สิพี่สาวตัดสินใจไปมอ.อีกครั้งเพื่อตรวจความแน่ใจและแล้วความจริงก็คือ พี่สาวแค่ไตบวม ครอบครัวกันก็มีความสุขแต่ต้องเจาะไตเพราะฉี่ไม่ออกจากนั้นเศร้ากว่าเยอะเลยนะ เป�นครั้งแรกที่พี่สาวไปอยู่ โรงพยาบาลคนเดียว เป�นครั้งแรกที่พี่สาวไม่มีฉันอยู่ด้วย เพราะทุก ๆ ครั้งจะมีฉันไปเป�นเพื่อนแต่ครั้งฉันเองก็ ติดเรียน อาจจะเป�นเพราะไม่ได้อยู่ห้องพิเศษยากในการเฝ้าแต่ที่บ้านว่างก็จะไปเยี่ยมตลอด พอฉันว่างก็จะไป เยี่ยมไปเฝ้าเขาทุกครั้ง แต่หารู้ไม่ว่านิเป�นครั้งแรกที่พี่สาวไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ไม่สามารถแม้กระทั่งเดินไป


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 33 ไหนมาไหนได้ ยิ่งไปกว่าพอถึงรายอไม่มีพี่สาวคนนี้รายอด้วยกัน เป�นครั้งแรกที่บ้านเสียน้ำตาเพราะไม่มีเขา ฉัน เข้าใจทุกคนดี 1 เดือนผ่านไป 20/7/66 เป�นเช้าวันที่สดใสพร้อมกับรอยยิ้มของพี่สาวเมื่อสามารถกลับบ้านได้ เป�นวันที่ฉันมีความสุข มาก ๆ ที่ได้เห็นที่สาวยิ้มอีกครั้ง ฉันและพี่สาว พี่ชาย ได้เก็บข้าวของอย่างเรียบร้อย ซึ่งวันนั้นได้เดินทางกลับไป ยังบ้าน ขณะที่อยู่บนรถ พี่น้องกัน 4 ที่นั่งคุยกันอย่างมีความสุข ขาดไปคนหนึ่งสินะ ฉันแค่รู้สึกว่าเป�น ความรู้สึกที่ดีมาก ๆ เพราะเราไม่ได้นั่งรถด้วยกันมานาน อยากจะขอบคุณพี่ชายที่มารับโดยไม่ลังเล ขอบคุณ พี่สาวคนที่ 4 ที่มานั่งให้กำลังใจตลอดทาง ขอบคุณพี่สาวคนโตที่สามารถยิ้มได้อีกครั้ง พอถึงบ้านทุกคนน่ารัก กันมาก ๆ ทั้งคนที่บ้านและญาติ ๆ รอกันเยอะเลย ญาติ ๆ “เว้…. ถึงแล้ว เป�นไงบ้างจิลง” พี่สาว “นิ เขาเจาะไต แต่ขาก็ไม่ได้บวมมากแล้วล่ะ” ญาติ “ดีเลย แข็งแรงแล้วกลับมาอยู่ดีกว่าเนอะ จะได้มาเยี่ยมกันบ่อย ๆ” จิลง “ก็ดีเหมือนกันนะ จะได้ไม่ต้องลำบากกัน” ฉันอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ฉันชอบความรู้สึกนี้มาก ๆ ทั้ง ๆ ที่คนป่วยไม่ใช่ฉันฉันอุ่นใจที่ว่าเขาให้ ความสำคัญกับครอบครัวฉันมาก ๆ ฉันขอบคุณจริง ๆ ที่อยู่ข้างกัน ที่เข้าใจกันบ้าง ขอบคุณที่ดูแลพี่สาวฉัน อย่างเต็มที่แม้ว่าทุกอย่างอาจจะไม่ดีทั้งหมดแต่ก็ขอบคุณนะ 25 วันผ่านไป พี่สาวได้ทรุดลงกะทันหัน☹ ณ เดือนกันยายนเมื่อป� 2566 ที่แสนสาหัส ในวันที่ 14 สิงหาคม วันนี้เป�นวันที่พี่สาวของฉันได้เข้าโรงพยาบาลฉันทำใจอยู่นานว่าจะไปเรียนดีไหม เพราะพี่เข้าโรงพยาบาลพอดีแต่ฉันได้ตัดสินใจไปเรียน เพราะความตั้งใจฉันในตอนนั้นอยากไปเคลียร์งานให้เร็ว


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 34 ที่สุด เพื่อได้กลับมาดูแลพี่สาว ฉันเลยตัดสินใจไปเรียน พอฉันอยู่ที่มหาลัยได้ 2 วัน ตื้ด….ตื้ด….เสียงโทรศัพท์ที่ คุ้นเคย ฉันมองไปยังโทรศัพท์เห็นว่าคุณแม่โทรมาหลายสาย ทำให้ฉันสงสัย คิดอยู่ในใจว่าต้องมีอะไรแน่ ๆ แต่ สิ่งที่ฉันคิดมันก็เกิดขึ้นจริง แม่บอกว่า “เพื่อบอกกับฉันว่า พี่สาวไม่ไหว เหนื่อย อาการหนักกว่าทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาล ให้กลับ บ้านเลย” แต่ตอนนั้นฉันเองยังติดเรียนฉันไม่สามารถที่จะกลับบ้านได้ทันทีในการตัดสินใจของฉันครั้งนั้น ฉันคิด ว่าเป�นการตัดสินใจที่ถูกเพราะแม่โทรมาตอนเย็น ซึ่งรถที่จะกลับเลยก็ได้หมดแล้ว ในคืนนั้น ณ เวลา 23:00 น. บนที่นอนนุ่ม ๆ ที่เหมาะกับการนอนเป�นอย่างมาก แต่อากาศที่หอร้อนมากค่ะ นึกว่าอยู่กลางแดด ฮ่า ๆ ๆ แต่ ฉันนอนไม่หลับ เพราะฉันนั่งคิดเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ตอนนั้นรู้สึกว่าเรื่องวันนี้เป�นเรื่องที่เห็นแก่ตัวมากสำหรับฉัน ทำให้ตระหนักคิดแบบจริงจังว่าสิ่งที่ฉันทำอยู่มันถูกเหรอ แต่พอเราคิดอีกทางหนึ่งมันก็เป�นหน้าที่ของเราไม่ใช่ เหรอที่ต้องทำ ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ใครจะทำให้เรา แต่ในวันนั้นเป�นวันที่แย่สำหรับฉันมาก ไหนจะเรื่องการเรียนก็ ไม่ได้เรื่องแถมยังโดนอาจารย์ด่าเรื่องงาน เขียนงานไม่ได้เลย เครียดที่ฝ�กงานอีกเห่อ…. ชีวิตฉันต้องเจออะไร แบบนี้ด้วยว่ะ ทำไมการเดินบนเส้นทางนี้มันยากเย็นเหลือเกินนะ ฉันนอนร้องไห้จนหลับไป วันพฤหัสกับเช้าที่สดใส 7 โมงเช้าที่ต้องตื่นไปเรียน ค้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา วันนั้นเป�นวันที่ฉันเรียนไม่รู้เรื่อง กระวนกระวาย เพราะเป�นห่วงพี่สาว แต่ก็แอบมีความสุขที่จะได้กลับไปหาพี่สาว แต่พอเรามานึกย้อนว่าเรามีความสุขครั้งล่าสุด เมื่อไรนะ ? แต่ในความสุขนั้นมันก็ไม่ได้เต็มที่สักเท่าไร เพราะในใจก็ห่วงทางบ้านอยู่ตลอด หรือฉันแค่หลอก ตัวเองว่ามีความสุขกันนะ ? หลังจากเรียนเสร็จเที่ยง ก็ได้ไปนั่งกินข้าวกับเพื่อน ๆ พอกลับจากกินข้าวเสร็จก็ได้ กลับหอ พอถึงหอได้สักพักก็ได้โทรหาคุณแม่ว่าพี่สาวเป�นยังไงบ้าง ดีขึ้นไหม แต่กลับกลายเป�นว่าฉันไม่รู้คำตอบ จากปากแม่เลย เพราะคุณแม่เอาแต่ร้องไห้ แล้วร้องไห้อีก ฉันสามารถสัมผัสถึงความรู้สึกของแม่ได้ แต่พอแม่ได้ สติ


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 35 แม่ก็เล่าว่า “จิลงไม่ดีเลยเดะ ท้องก็บวม มา(แม่)สงสารจิลงมาก ๆ เพราะจิลงเจ็บตลอดเลยจนมา(แม่) ไม่รู้ว่าจิลงเจ็บตรงไหน และทิ้งท้ายด้วยคำว่าแล้วเดะจะกลับเมื่อไรล่ะ” ฉันเข้าใจความรู้สึกของแม่เป�นอย่างมาก เพราะพี่สาวคนนี้ไม่เคยที่จะแสดงออกว่าเขาเจ็บ ไม่เคยที่จะ แสดงออกว่าไม่ไหว แต่ในวันนั้นเป�นที่พี่สาวของฉันเริ่มอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว ฉันอยากที่จะกลับบ้านในวันนั้น เลยแต่ทำไม่ได้ ฉันเองก็ไม่รู้ต้องทำยังไง สิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียวในตอนนั้น คือ “ขอดุอาร์(ขอพร)จากอัลลอฮ ให้ดูแลพี่สาวของฉัน ให้พี่สาวของฉันแข็งแรง ให้พี่สาวของฉันหายไว้ ๆ ให้พี่สาวของฉันเจ็บปวดน้อยที่สุด ร่วม ทั้งให้ดูแลจิตใจพ่อแม่ของฉันให้เจ็บปวดน้อยที่สุดด้วยเถิดน้า” ฉันไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่ในวันนั้น ฉันรีบเคลียร์งานให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะได้กลับบ้านในวันถัดไป เช้าวันศุกร์ที่เบื่อหน่าย……โดนเพื่อนปลุกตามไปทำงาน ฉันไม่อยากที่จะเล่าเรื่องนี้เลยนะ เพราะฉันคิด ว่าฉันผิดขนาดนั้นเลยหรือไง แต่ฉันเองก็ผิดนั้นแหละ เท้าความก่อนเลยนะ ฉันก็ชอบที่เพื่อนสอนงานมาก ๆ จะได้เข้าใจมากขึ้น อ่า ๆ เล่าให้ฟ�งคราว ๆ เรื่องมันมีอยู่ว่า….เพื่อนคนนี้อ่า เขาหวังดีกับเรามาก ๆ เลย เขา อุตสาห์ที่จะช่วยเรื่องงาน บอกทุกอย่างเลยนะว่าต้องทำยังไง วิธีเขียนยังไง สัมภาษณ์ยังไง แต่พอสอนได้ครึ่ง ทาง ก็มานั่งให้กำลังใจฉันว่า ต้องเขียนให้ได้นะ ต้องทำแบบนี้นะจะได้เข้าใจ ฉันเข้าใจที่เพื่อนให้กำลังใจฉัน แต่ ในวันนั้นฉันแค่รู้สึกว่าฉันไม่ชอบเพื่อนคนนี้ ซึ่งลึก ๆ แล้วฉันรู้จักเพื่อนคนนี้ดีนั้นแหละ แต่แค่รู้สึกว่าเขาด่าเรา ทางอ้อม โดยใช้คำพูดที่ทำให้เสียความรู้สึก “ไม่พยายามอะไรเลย อ่านหนังสือบ้าง เล่น ๆ ไม่ได้แล้วนะ” เจ็บจี๊ดขึ้นใจ เหมือนตื่นเช้าไปให้เพื่อนด่า ฮ่า ๆ แต่ฉันแค่ไม่อยากที่จะอธิบายออกไป เพราะคิดว่าถ้า อธิบายเหมือนเราแก้ตัว เลยเงียบและยอมรับ อ่าว….แล้วฉันเล่าเรื่องนี้ทำไม ฮ่า ๆ แค่อยากจะเล่าว่าเจอเรื่องที่ ต้องเสียความรู้สึกแต่เช้าเลย แต่เรื่องนี้ก็มีข้อคิดเหมือนกันนะ เราจะว่าคน ๆ นึงได้ เราต้องเห็นความพยายาม ของเขาก่อนไม่ใช่เหรอ เราต้องถามเขาว่าวันนี้เจออะไรมาบ้าง อาทิตย์นี้สาหัสหรือเปล่า ไม่ใช่ไปว่าเขาไม่ พยายามเรื่องนี้เรื่องนั้นเลย และที่สำคัญอย่าดูถูกเขาว่าเขาพยายามไม่มากพอเพราะคนที่รู้ว่าเราพยายามมาก


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 36 แค่ไหน คือ ตัวเราเอง และคนที่รู้ต้องรับมือยังไงก็ คือ ตัวเราเช่นกัน เพราะไม่มีใครช่วยเราได้นอกจากตัวเอง ใช่ว่าเรามีที่พึ่ง มีที่ปรึกษา มีคนรอบข้างที่ดี แต่ป�ญหามันเป�นเรา ตัวเราเองที่สร้างมันขึ้นมาเพราะฉะนั้น ตัวเรา เองเช่นกันต้องที่แก้มันอย่างดี หลังจากนั้น ฉันไม่เคยขอความช่วยเหลือจากเขาอีกเลย เพราะทุกครั้งที่ขอความ ช่วยเหลือเขาช่วยไม่เต็มที่ เราจึงออกห่างโดยไม่รู้ตัว วันที่ 18/8/66 ณ โรงพยาบาลระแงะ ฉันตรงไปหาพี่สาวโดยทันที ฉันจำความรู้สึกนั้นได้ ฉันร้องไห้ เพราะฉันไม่เคยเห็นพี่สาวของฉันผอมแห้ง หน้าตาที่เปลี่ยนไปเหมือนไม่ใช่พี่สาวเลย และฉันไม่เคยเห็นพี่สาว เจ็บปวดขนาดนี้ ฉันไม่รู้ต้องจัดการกับความรู้สึกของฉันอย่างไร ฉันเอาแต่ร้องไห้เพราะฉันเข้าใจความรู้สึกแม่ ฉันร้องไห้เพราะคนข้าง ๆ ฉันร้องไห้หนักมาก จากนั้นคือฉันได้สติฉันเดินเข้าไปสลามและไปกอดพี่สาวของฉัน ฉันพูดกับพี่สาวว่า “ลง เดะกลับมาแล้ว คิดถึงเดะไหม” พี่สาวตอบว่า “คิดถึงสี้ ทำไมพึ่งกลับมาวันนี้ล่ะ” ฉันก็ตอบไปว่า “พอดีเดะมีเรียน มีงานต้องทำเยอะเลย เดะขอโทษที่กลับมาช้านะ แต่ก็พยายามกลับ ให้เร็วที่สุดเลย เพราะจะได้ดูแลเธอนะลง” พี่สาว “ยิ้ม……...” ในตอนนั้นเป�นคำพูดที่ยาวมากสำหรับฉัน เพราะพี่สาวไม่ค่อยพูดเลย เอาแต่เงียบ แต่ในใจฉันตอนนั้น ฉันร้องไห้อยู่ตลอด ฉันไม่สามารถที่จะมองพี่สาวอย่างใกล้ชิด ฉันได้แต่มองเขาห่าง ๆ เวลา 19:00 พี่สาวได้หลับไป ในระหว่างที่พี่สาวหลับไปนั้น ฉันได้เริ่มพุดคุยกับพี่สาวคนที่ 4 ว่าพี่สาว เป�นไงบ้าง ดีขึ้นไหม ท้องนั้นบวมจากอะไร แล้วทำไมขายิ่งบวมล่ะกะ แล้วทำไมต้องใส่สายที่จมูกด้วยล่ะ พี่สาวเล่าว่า “ไม่ดีขึ้นเลยเดะ ท้องที่บวมอ่าบวมจากน้ำเกลือ เพราะจิลงไม่กินอะไรเลยกินแล้วอ้วก หมอเลยใส่น้ำเกลือ แต่ที่ขานั้นบวมอยู่แล้ว แล้วยิ่งใส่น้ำเกลือก็ยิ่งบวม หมอไม่ได้เรื่องเลยกะก็ถามแล้ว ยิ่งใส่ แต่หมอให้เหตุผลว่าที่ต้องใส่นั้น จิลงไม่กินอะไรเลยถ้าไม่ใส่ไม่มีแรง” ฉัน “อ้อ……………. บวมจากน้ำเกลือ แล้วแก้ยังไงล่ะนั้นกะ”


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 37 พี่สาว “นั้น สายที่จมูก เพราะกรดในท้องเยอะมาก เลยต้องใส่ยางนั้น” ฉัน “อ้อ……………แบบนี้นิเอง แล้วใส่ออกซิเจนด้วยเหรอ” พี่สาว “ใช่ เพราะจิลงหายใจไม่สะดวกเลย” แต่สิ่งที่ฉันได้ยิน แล้วสะดุดตกใจเป�นอย่างมาก คือ ร่างกายจิลงตอนนี้เริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ แล้ว ถ้าพูดกัน ตรง ๆ คือไม่สามารถที่จะรักษาได้แล้ว ซึ่งเป�นคำพูดคุณหมอที่พูดกับพี่สาวและคนในครอบครัวของฉัน พอฉัน ได้ยินแบบนั้น ทำให้ฉันยิ่งเสียใจ ฉันไม่รู้ต้องทำยังไงให้พี่สาวฉันหายดี ฉันขอแค่ภาวนาให้พี่สาวของฉันอยู่กับ ฉันให้ได้นานที่สุดก็พอ บทสนทนาระหว่างฉันกับพี่สาวก็จบลง ณ เวลา 22:00 ฉันได้เฝ้าพี่สาวสมใจอยาก แต่ในขณะเดียวกัน ฉันอยู่กับบุคคลที่ยอมรับกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นนั้น คือ คุณแม่และสามีของพี่สาว ฉันต้องดูแลความรู้สึกของทั้ง 2 ฝ่ายรวมทั้งดูแลความรู้สึกของตัวฉัน เช่นกัน ฉันกังวลทุกคนและเป�นห่วงคุณแม่เป�นอย่างมาก เพราะคุณแม่นอนไม่หลับ นอนไม่ครบแถมคุณแม่แก่ แล้ว แต่ก็เข้าใจความเป�นห่วงลูกสาวขนาดฉันเป�นน้องฉันยังนอนไม่หลับเลย แล้วคนเป�นแม่คนเป�นสามี คนที่ รักเขาสุดหัวใจล่ะ คงหนักน่าดู แต่ฉันก็ยอมรับว่าตัวเองก็คิดร้ายตลอดเพราะในหัวคิดแต่เรื่อง (พี่สาวจะ เสียชีวิตหรือเปล่า จะเสียเมื่อไรนะ ฉันกลัวมาก ฉันไม่อยากให้พี่สาวฉันไป) ฉันไม่อยากคิดแบบนี้ด้วยซ้ำ แต่มัน ทำไม่ได้ เพราะครั้งนี้ครอบครัวของฉันได้เจอกับเรื่องที่สาหัสพอสมควร ต่างคนต่างเจ็บปวดเหมือนกัน ต่างคน ต่างมีความหวังเดียวกัน คือ อยากเห็นพี่สาวของฉันสุขภาพแข็งแรงอีกครั้ง อยากเห็นพี่สาวของฉันเหมือนเดิม อีกครั้ง แต่ความหวังนั้นได้หายไปแล้ว ฉันได้พูดคุยกับคุณแม่ คุณแม่เล่าว่า“แต่จิลงอ่า มือแซ(ฝากหรือสั่งเสีย)แล้วนะเดะ” ฉัน “มือแซป้อมา(ฝากอะไรเหรอแม่)” แม่ “ฝากดูแลฟาคิมด้วย ฝากดูอันนี้ให้ด้วย แต่ก็ได้ฝากบังอะไรหลาย ๆ อย่างล่ะ” ฉัน “อ้อออออ…….ยอแค่มือแซสาจอยอ(จิลงก็ฝากเชย ๆ นั้นแหละ) อย่าคิดมากเลยนะแม่”


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 38 ในขณะนั้น คุณแม่ร้องไห้หนักมาก ฉันเข้าใจความรู้สึกคุณแม่เป�นอย่างดี และฉันก็กลัวที่จะเสียพี่สาว ไปเหมือนกัน เพราะทางศาสนาอิสลามเชื่อว่า การที่ฝากหรือสั่งเสียจากผู้ป่วย หรือมีพฤติกรรมเช่นนี้ก่อน เสียชีวิตมักมีอาการแปลกจากพฤติกรรมเดิม เช่น พูดสั่งเสีย อยากกินของที่ไม่เคยกิน อยากกินทุกอย่าง สายตา ที่แปลกไป คำพูด การกระทำ พอถึงวันเวลาที่ฉันต้องไปทำหน้าที่ของฉัน ฉันเสียใจทุกอย่างที่ต้องไปจากเขา ฉันไม่สามารถดูแลเขา ได้ แล้วเขาจะเป�นยังไง เขาจะเจ็บมากกว่านี้ไหม คำถามเหล่านี้อยู่ในหัวของฉันเสมอ แต่เราต้องไปทำหน้าที่ ของเราเพราะหน้าที่รออยู่ คือ กลับไปเรียนหนังสือแล้วจะกลับมาใหม่ เมื่อวันที่ 18/8/66 ฝนตกลงมาอย่างหนัก เป�นช่วงเวลาที่ทุกอย่างเกิดขึ้นในพริบตา ตื้ดดดด ตื้ดดดดดดด เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเรื่อย ๆ เสียงปลายสายของคุณแม่โทรหาฉันว่า “ไม่กลับเหรอ จิลงป่วยหนัก นะ” ฉันอึ้งไปสักพัก และถามกลับไปว่า “ห้ะ จิลงหนักถึงขันไหน ทำไมแม่อะไรยังไงแล้วเดะต้องกลับเลย เหรอ” แม่คุยกับฉันต่อไม่ได้ เอาแต่ร้องแล้วร้องไห้อีก จากนั้นเสียงปลายที่คุยกันต่อ พี่สาวคนที่ 4 เขาว่า “จิลง อาการหนักนะเดะ ถ้าเป�นไปได้เดะกลับมาพรุ่งนี้เลยได้ไหม ถ้าว่างก็กลับมาเลยนะ” ฉัน ณ ช่วงนั้นฉันทำอะไรไม่ถูก เลยตอบตกลงไป “ยอ ๆ เดียวพรุ่งนี้ถ้าว่างยังไงจะกลับไปเลยนะ” พี่สาว “โอเค ๆ” 5 ชั่วโมงผ่านไป ท่ามกลางถนนที่มีรถวิ่งไปมาฉันจอดรถเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ตื้ดดดดดดดดดด ตื้ดดดดดดดดด ในใจตอนนั้น อะคนที่บ้านแน่ ๆ ต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ ๆ เลย แต่เสียงปลาย พบว่าเป�นพี่สาวที่อยู่กรุงเทพ พี่สาว “ฮาโหล เดะ เดะกลับบ้านเมื่อไร” ฉัน “ยอว่าไงจิ อ้อ ๆ ถ้าเป�นไปได้เดะกลับพรุ่งนี้แล้วจิจะกลับไหม” พี่สาว “จริง ๆ ตอนนี้จิกลับไปไม่ได้จิล้มรถ” ทุกอย่างหยุดหมุน ฉันตกใจและคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวฉันอีกแล้ว


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 39 ฉัน “ห้ะ ล้มเมื่อไร แล้วเป�นไงบ้างเจ็บตรงไหนไหม หนักไหม” พี่สาว “ใจเย็น ๆ ให้ตอบอันไหนก่อน ฮ่า ๆ” ฉัน “ฮ่า ๆ ยังไง ๆ” พี่สาว “ไม่ได้เจ็บหนัก แค่บวมมันช้ำข้างในเอง ไปหาหมอแล้วกินยาแล้ว” ฉัน “อ้อ สบายใจหน่อย แล้วจิไหวอ้อจะกลับอ่า” พี่สาว “นั้นแหละ ตอนนี้ยังไม่ไหวถ้ากลับอีก 2 วัน แต่เธออย่าไปบอกพ่อแม่นะห้ามนะ” ฉัน “ทำไมล่ะ เดียวแกรู้ที่หลังก็เป�นห่วงอีกหล่าว” พี่สาว “ไม่อยากให้เขาเป�นห่วง ทางบ้านก็หนักพอแล้ว จิไม่เป�นไรแล้วกินยาเดียวก็หาย” ฉัน “โอเคถ้าสบายใจแบบนั้น ยังไงต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ อย่าไปไหนมาไหนต้องรักษาตัวเองก่อน เข้าใจไหม” ใช่ พี่สาวชอบบ่นว่าฉันเป�นเหมือนลูกสาวแก ฮ่า ๆก็มันเป�นห่วงนินะ พี่สาว “ยอ ๆ เดียวดูแลตัวเองให้แข็งแรงเดียวจะกลับไป” ทำไมฉันถึงได้เล่าเหตุการณ์ครั้งนี้นะเหรอ ตอนนั้นฉันแค่รู้ว่า เราเป�นห่วงอีกคนมาก ๆ จนเป�นห่วงอีก คนหรือเปล่า ฉันไม่อยากให้พี่สาวน้อยใจว่าทำไมครอบครัวหรือคนอื่นห่วงแต่พี่สาวที่อาการหนัก แต่พี่สาวคน กลางก็บอกว่า “จิ ไม่เคยน้อยใจเลยนะ จิรู้ว่าตรงนั้นมันหนักแค่ไหนจิไม่อยากให้พ่อแม่หรือคนอื่นต้องเจ็บปวด มากกว่านี้ ตอนที่จิป่วยก็ยังมีน้องที่อยู่กับจิ จิไม่ได้ตัวคนเดียวเหมือนตอนนั้นแล้วเดะ เดะเข้าใจใช่ไหม” ฉันก็ นึกขึ้นได้ว่า สิ่งที่พี่สาวบอกมันก็จริงแฮะ กว่าเราจะยอมรับกับสถานการณ์ที่บ้านก็หนักมากพอ แต่อยากจะ บอกพี่สาวว่าอย่าได้ป�ดบังความรู้สึกของตนเองและอย่าคิดมากว่าไม่อยากให้คนอื่นเป�นห่วง เพราะสำหรับหนู แล้วหนูดีใจด้วยซ้ำที่หนูเป�นห่วงจิหรือทุก ๆ คนที่บ้านนะ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 เป�นวันที่ฉันเดินทางกลับบ้านพร้อมไปรับพี่สาวที่สนามบิน วันนั้นเป�นวันที่หิวมาก(ก.ล้านตัวไปเลยค่ะ) เพราะกลับตั้งแต่เช้า อยากกิน ๆ อยากกิน ๆ แต่ไม่แวะเลยเพราะอยากรีบกลับไปหาพี่สาวให้ได้เร็วที่สุด เมื่อ


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 40 เดินทางถึงที่โรงพยาบาลระแงะ ฉันรีบไปหาพี่สาวโดยทันทีแต่กลับว่าพี่สาวไม่อยู่ไปเอกซเรย์ ในวันนั้นฉันเจอ คุณแม่ที่นั่งรออยู่หน้าห้องของพี่สาวเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ฉันเข้าไปกอดคุณแม่ คุณแม่โอบกอดฉันด้วย ความร้องไห้ฉันร้องไห้ไปด้วย สักพักฉันขอตัวไปละหมาด พอละหมาดเสร็จไปที่พี่สาวฉันเห็นพี่สาวนอนอยู่ จากนั้นฉันเข้าไปกอดพี่สาว ญาติ ๆ ก็ว่า “นิ ๆ เดะยูมาแล้ว” พี่สาวได้ดึงฉันไปกอด ความรู้สึกฉันในตอนนั้นได้ แตกสลายอย่างบอกไม่ถูก ฉันไม่เคยได้กอดพี่สาวเช่นนั้นเลย ไม่คิดด้วยซ้ำว่าพี่สาวป่วยหนักขนาดนี้ กระทั่งจำ คนอื่นได้บ้างไม่ได้บ้าง ฉันเสียใจมาก ๆ ที่พี่สาวกลับเป�นเช่นนี้ เพราะก่อนหน้านี้เราไม่เคยเห็นพี่สาวป่วยหนัก พี่สาวเข้มแข็งมาโดยตลอด แต่ในตอนนี้พี่สาวไม่เหมือนเดิมแล้ว 19 วันผ่านไปเราได้พบกับข่าวร้าย 20/9/66 แด่เธอที่ไม่หวนกลับคืนมา ในวันที่ 20/9/66 วันที่พี่สาวจากโลกนี้ไป ตื้ดดดดดดดดดดด ตื้ดดดดดดดดดดดดดดด เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ในเวลาเช้าของวันพุธ ฉันจ้องตัวเลข บนหน้าจอที่แสดงเวลา 08:00 เสียงปลายสายผู้หญิงที่ฉันคุ้นเคยดีนักคือ พี่สะใภ้ของฉัน ผู้โทรหาฉันที่หลั่งไหล ในการนอน กว่าฉันจะรับในใจคือคิดเรื่องไม่ดี “จิลงเป�นอะไรแน่เลย ทำไมกะนาถึงได้โทรมาตอนเช้าขนาดนี้ ต้องมีอะไรแน่ ๆ” พักสักพอฉันได้สติแล้วรับสายนั้นพี่สะใภ้ก็บอกว่า “จิลงไม่ไหวแล้วนะเดะ หายใจไม่เหมือนปกติ เดะจะกลับบ้านไหม” ซึ่งมันคือก็เกิดขึ้นจริงที่ฉันคิด ฉันตอบไปว่า “เดะจะยังไม่กลับไปนะกะนา เพราะงานเยอะมาก แต่จะกลับพรุ่งนี้แน่นอนขอเครียงานก่อนนะ”


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 41 ฉันก็วางสายไป ในขณะนั้นฉันก็ลุกไปอาบน้ำเพื่อจะมาทำงานให้เสร็จเร็วที่สุดเพื่อที่จะกลับไปหาพี่สาว แต่พอฉันอาบน้ำเสร็จนั้น ตื้ด…ตื้ด…โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อเวลา 08:13 ซึ่งรอบนี้เป�นพี่เขยที่โทรมาอีกครั้ง คำพูดแรกที่ได้ยินคือ…. “เดะ จิลงไม่อยู่แล้วนะ เดะจะกลับบ้านไหม” ฉันตอบอย่างไม่ลังเล “จะกลับ กลับเดียวนี้เลย” หัวใจของฉันแตกสลาย เป�นล้าน ๆ ชิ้นเลย ฉันตกใจ พร้อมกับเสียใจ ฉันไม่รู้ต้องทำอย่างไร ฉันไม่สามารถอธิบายเป�นคำพูดได้เอาแต่ร้องไห้แล้วร้องไห้อีก แถมยัง โทษตัวเอง ทำไมแกไม่กลับ ทำไมแกไม่อยู่บ้าน ทำไม ทำไม ทำไม จากนั้นพอฉันได้สติดี ฉันก็สามารถควบคุม อารมณ์ตัวเอง ณ บนรถ “จิลงไม่เจ็บอีกแล้ว” เสียงสั่น ๆ ที่ออกมาจากผู้เป�นสามีฉันไม่คิดเลยว่าจะได้ยินคำพูดนี้ออกจากปากเขา ฉันไม่รู้จะอธิบาย ความรู้สึกนี้อย่างไร แต่แค่รับรู้ว่าเขารักพี่สาวเรามาก ๆ พอฉันถึงบ้าน…บ้านของฉันเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทุกครั้งที่ฉันกลับบ้านฉันได้เจอพี่สาวของฉันตลอด พอฉันถึงบ้านฉันก็จะไปบอกพี่ว่า “จิลง เดะกลับมาแล้วนะ” พี่สาวก็จะตอบกลับเสมอว่า “อ่าวทำไมพึ่งถึง แล้วกินอะไรมายัง บังขับรถเร็วไหม” แต่ในวันนั้นคำพูดนั้นฉันไม่สามารถได้ยินมันอีกแล้ว ฉันไม่สามารถที่จะเข้าไปหาพี่สาวได้เลย ฉันไม่ อยากยอมรับมันด้วยซ้ำว่าข้างหน้าฉัน คือ พี่สาวที่เสียไปแล้ว แต่มีน้าของฉันค่อย ๆ จูงมือฉันอย่างช้า ๆ เพื่อไป หาพี่สาว และฉันก็ค่อย ๆ เดินไปที่พี่สาว จากนั้นฉันก็ทรุดลงไป คุณแม่ก็ได้เข้ามากอดฉันอย่างรีบร้อน อ้อมกอด ของคุณแม่ในวันนั้นทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจเป�นอย่างมาก ถ้าฉันจำความได้ฉันไม่เคยได้อ้อมกอดอุ่น ๆ จากแม่เลย


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 42 โดยที่เราเรียกร้องจากเขา และในวันนั้นอ้อมกอดที่เดินเข้ามากอดฉันอย่างอ่อนโยน ลูบฉันอย่างเบา ๆ แต่ใน ระหว่างที่แม่กอดฉันนั้นแม่พูดกับฉันว่า “เห็นไหมแม่พยายามโทรหาแล้วบอกกับเดะแล้วว่าจิลงไม่ไหว อาการ หนักแล้วไม่กลับมาดู แต่ตอนนี้ก็ทำไรไม่ได้แล้ว” คำพูดของแม่ในวันนั้นทำให้ฉันรู้สึกผิดเป�นอย่างมาก มันเป�น บทเรียนที่ยิ่งใหญ่สำหรับฉันแม้ว่าฉันดูแลพี่สาวมาตลอดแต่ฉันคิดมาตลอดว่าฉันอยากอยู่กับพี่สาวของฉันจน วินาทีสุดท้าย แต่มันไม่เป�นเช่นนั้นเลย อยากขอโทษพี่สาวจากใจ ขอโทษจริง ๆ นะ แต่ในขณะที่ฉันนั่งรู้สึกผิด อยู่นั้นจู่ ๆ มีคุณน้าเข้ามาปลอบใจฉันด้วยคำพูดที่ว่า น้าพูดว่า “ไม่เป�นไรนะเดะยู จิลงเขาไปสบายแล้ว อัลลอฮรักจิลงมาก จิลงจะได้ไม่เจ็บปวดอีกแล้วและ พวกเราต้องเข้มแข็งเหมือนจิลงนะ อย่าร้องไห้เยอะเลยนะเดียวจิลงจะเสียใจ” เป�นคำพูดที่ฮีลใจฉันเป�นอย่างดี ฉันค่อย ๆ ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ความฝ�น ในขณะที่น้าพูดเสร็จ ฉันมองไปยังหลานชาย สีหน้าของแกฉันได้สูญเสียคุณแม่ไปเหรอ หลานสาวคนเดียวได้สะกิดฉัน ฉันหันไป หลานสาว “จิยู ๆ รู้ไหม ฟาคิมอ่าร้องไห้นานมากเลยนะ” ฉัน “ทำไมล่ะ เขาร้องไห้ตอนไหน” หลานสาว “เรื่องมีอยู่ว่า ตอนมี้ยอสิ้นลมหายใจนั้น อาบีก็ได้ถอดสายออกซิเจนออก จากนั้นฟาคิมก็วิ่ง ออกข้างนอกแล้วไปถามเมาะเตะ(น้า)ว่า ทำไมเขาถอดสายที่จมูกมี้ออกล่ะเมาะเตะ(น้า) มี้ไม่อยู่แล้วนะคิม” ขณะที่หลานเล่าฉันไม่รู้ต้องทำยังไง ฉันรู้สึกแค่ว่า สงสาร ต้องปลอบเขาอย่างไร แล้วเขาจะเข้มแข็งมาก น้อยแค่ไหน ? แล้วเขาจะบ่นคิดถึงมี้เขาไหมนะ แล้วน้า ๆ ทุกคนจะมอบความรักเท่าแม่เขาหรือเปล่า สักพัก หลานก็ได้สะกิดต่อ จิยูเดะจะเล่าต่อนะ หลานสาว “จากนั้นใช่ไหมจิยู ฟาคิมก็ได้เดินมาดูมี้ยอ ขณะนั้นยังไม่ร้องไห้นะ หลังจากที่มามา(แม่)ได้ ป�ดหน้าจิลง ร้องไห้เลย นั้นพึ่งหยุดร้องเองจิยู” ฉัน “อื้อออออออออ อื้อออออออออ สงสารยออ่า”


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 43 นี้คงเป�นเรื่องที่แตกสลายที่สุดของวันนี้ ทุกคนต่างต้องเข้มแข็งให้คนอื่นดู ต่างเข้มแข็งเพื่อไม่ให้รู้สึกว่า ขาดอะไรไป แต่ทุกคนก้เก่งกันมาก ๆ เลยนะที่ผ่านเรื่องนี้มาได้ หลังจากนั้น ฉันและครอบครัวของฉัน และอีกหลาย ๆ คนที่รักจิลงก็ได้ไปส่งจิลงเป�นครั้งสุดท้ายที่กูโบร์ เป�นอย่างดี ฉันประทับใจเป�นอย่างมากและดีใจพร้อมกัน ที่มีคนรักจิลงมากขนาดนี้ นอกจากครอบครัวก็มีเพื่อน สนิทจิลง เพื่อนร่วมงาน แถมลูกศิษย์ที่รักจิลงเยอะมากฉันไม่คิดเลยว่าคนพวกนี้มากจากไหนกัน แต่ที่รู้ คือ พวก เขามีเป้าหมายที่เหมือนกัน คือ ความรักที่มีต่ออาจารย์หรือพี่สาวที่แสนดีของฉัน ฉันอยากจะขอบคุณทุกคนเป�น อย่างมาก ฉันหวังว่าคนที่ได้รู้จักพี่สาวของฉันจะพูดถึงพี่สาวของฉันในทางที่ดีและไม่ลืมที่จะดุอา(ขอพร)ให้แก่ พี่สาวของฉันด้วยเถิด อินชาอัลลอฮ(ถ้าพระเจ้าประสงค์) 5 วันแล้วสินะ ที่เธอไม่อยู่ 25/9/66 บ้านเขียว(บ้านพี่สาว)ที่เงียบเหงา อย่างกะลมพัดมาชวนคิดถึงคน ที่คุ้นเคย หลังจากไม่มีเธอแล้ว ฉันก็แอบคิดถึงเธอตลอดเลยนะ ฉันไม่รู้ว่าการจากลามันเจ็บปวดขนาดนี้ การ จากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอ การจากลาไม่สามารถกอดเธออีกครั้ง การจากลาที่ไม่รู้ว่าต้องปลอบใจตัวเองอย่างไร:( ขณะนั่งรถกลับบ้านจากมหาลัย วิวในวันนั้นสวยมาก นั่งเพลินจิบกาแฟเบา ๆ มีเสียงลอยมา…. “เดะไม่คิดถึงจิลงเหรอ” เป�นคำพูดที่พี่ชายของฉันถามมายังฉัน ฉันนิ่งไปสักพัก และฉันตอบไปว่า ฉันตอบว่า “คิดถึงสิ คิดถึงมากด้วย ทำใจยากจะตายแบ บางทีเดะก็คิดอยู่ตลอดว่าจิลงอยู่โรงบาลอ่า แบ” พี่ชายก็ตอบว่า “อืม……ใช่เลยแบก็คิดแบบนั้นบางที่แบก็ลืมว่าจิลงยังอยู่แบผ่านบ้านเขาไม่ได้เลย ยิ่งกว่านั้นแบไม่สามารถที่จะมองไปยังฟาคิมได้เลยเดะ แบสงสารฟาคิมมาก ไม่รู้ต้องทำยังไง” เมื่อถึงบ้าน บทสนทนาระหว่างฉันกับพี่ชายได้จบลง เรามีกัน 4 แล้วนะ หลังจากพี่สาวเสีย ฉันไม่เคยวาดฝ�นด้วยซ้ำว่าเราจะอยู่กัน 4 คนได้ยังไงกัน เราจะอยู่ได้ไหม แล้วเราต้องใช้ชีวิตกันยังไงต่อ พ่อแม่จะเป�นยังไง ครอบครัวเราจะเป�นยังไง ครอบครัวพี่สาวจะเป�น


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 44 ยังไง บางครั้งฉันก็นั่งนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตอยู่เรื่อย ๆ พอนึกถึงก็ร้องไห้บ้าง ฟูมฟายบ้าง แต่พอนึกถึง เรื่องราวดี ๆ ความทรงจำดี ๆ ก็แอบมียิ้ม บางภาพก็เห็นชัดจนจำเรื่องราวทุกอย่างได้ แต่บางภาพก็ไม่ เห็นแม้แต่เงาด้วยซ้ำ แต่แอบเสียใจพอเราไม่จำเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเขา ฉันอยู่กับพี่สาวตลอด ไปเฝ้าเขาดูแลเขาพอเขาไม่อยู่แล้วก็แอบคิดถึง บางครั้งฉันไม่สามารถมองโรงพยาบาลได้ บางครั้งเมื่อ ได้ยินโรคมะเร็งก็จะอวยพรให้คนนั้นหายดี เพราะไม่อยากให้เจ็บปวดเหมือนพี่สาว ฉันพยายามทำทุก ๆ วันให้เป�นที่ดีที่สุด ทำเหมือนทุก ๆ วันเขายังอยู่ ฉันอยากขอบคุณอัลลอฮที่ให้ฉันเจอพี่สาวที่ดีแบบแก ขอบคุณที่มอบพี่สาวที่ใจดี เข้าใจน้อง ๆ ให้กำลังใจ ขอบคุณพี่สาวที่มอบความรักให้พี่น้องของเรารักกันมาก ๆ “เดะรักจิลงมาก ๆ นะ ถึงแม้จะ ผิดใจกันบ้าง แต่ก็รักมากเช่นกัน บางครั้งก็อยากที่จะขอโทษที่ทำเรื่องไม่ดีทำให้จิลงเสียความรู้สึก แต่ ขอบคุณจิลงที่ให้กำลังใจเดะตอนนั้น(เรื่องเพื่อนและการเรียน) ทำให้เดะเข้มแข็งมากขึ้น” พวกหนูจะ ผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้นะ และจะรักพี่ตลอดไป คิดถึงเสมอ ประวัติผู้เขียน เกิดป� 2545 ใช้ชีวิตบนความกดดันของตัวเอง อายุ 21 ที่ไม่รู้ความฝ�นว่าอยากเป�นอะไรแต่ กันยายน 2567 รับปริญญาล่ะ แต่ที่รู้ ๆ ไม่เคยโกหกว่าเป�นคนสวยมากและพร้อมที่อยากเป�นคนรวย หนักยากขนาดนั้นก็ยังผ่านมาได้ เก่งมาก(ชลจร จันทรนาวี, 2565)


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 45 ขอบคุณ ขอบคุณอาจารย์ที่สนใจเรื่องราวชีวิตของฉัน คอยเป�นห่วง ให้กำลังใจกับเรื่องที่ฉันพบเจอ และ ขอบคุณที่ให้ฉันเล่ามันออกมาดัง ๆ จากสิ่งที่ฉันพบเจอตลอดระยะเวลา 4 ป� ขอบคุณพี่สาว(จินี)ที่คอยให้กำลังใจฉันในการเขียนหนังสือ ที่คอยไถ่ถามฉันว่าเขียนได้ไหม พยายาม อย่าร้องไห้เมื่อเขียนมันลงไป ขอบคุณนะ ขอบคุณครอบครัวที่น่ารัก แม้รู้ว่ายากลำบากแค่ไหนกว่าจะผ่านมาได้แต่เก่งกันมาก ขอบคุณที่คอยให้ กำลังใจ สนับสนุนฉันอยู่เสมอ ขอบคุณเพื่อนคนหนึ่งที่คอยให้คำแนะนำในการเขียน อยู่ข้าง ๆ ไม่หายไปไหน ขอบคุณที่คอยรับฟ�ง ป�ญหาโดยไม่บ่นสักคำ ขอบคุณเธอมาก ๆ รักนะ ขอบคุณพี่สาวคนโตผู้เป�นแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้ จนเขียนเสร็จพี่สาวก็ยังไม่รับรู้และ กะว่าจะขออนุญาติแกแต่ก็ไม่ทัน อยากให้แกได้อ่านมันสักครั้งแต่อยากบอกพี่ว่าหนูมีความสุขมาก ๆ ที่ได้เขียน หนังสือถึงพี่นะ “หนูนะรักพี่ที่สุดเลย” และขอบคุณตัวเองที่สามารถเขียนหนังสือได้เสร็จสมบูรณ์ ถึงแม้ว่ากว่าจะเขียนจบมันแสนสาหัสก็ตาม


บันทึกฉัน แดเธอที่งดงาม 46


Click to View FlipBook Version