The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวรรณคดี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Witta Wat, 2020-06-17 07:52:22

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวรรณคดี

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวรรณคดี

Keywords: Google classroom,วิทวัฒน์

ความรูเ้ บอ้ื งต้นเกยี่ วกับวรรณคดี

ความสาคญั ของวรรณคดี

วรรณคดีมคี วามสาคญั ทางดา้ นการใชภ้ าษาสะท้อนใหเ้ ห็นวิถีชวี ติ ของคน การสืบทอดและ
อนรุ กั ษว์ ัฒนธรรม กฎระเบียบคาสอน และเปน็ เคร่ืองมือสรา้ งความสามัคคใี ห้เกดิ ในกลมุ่ ชน และให้ความ
จรรโลงใจ นอกจากจะใหค้ ุณค่าในด้านอรรถรสของถ้อยคาให้ผ้อู ่านเหน็ ความงดงามของภาษาแลว้ ยงั มคี ณุ ค่า
ทางสตปิ ัญญาและศีลธรรมอกี ดว้ ย วรรณคดจี ึงมคี ณุ คา่ แกผ่ อู้ ่าน 2 ประการคือ

1. คุณค่าทางสุนทรียภาพหรือความงาม สุนทรียภาพหรือความงามทางภาษาเป็นหวั ใจของวรรณคดี
เชน่ ศลิ ปะของการแตง่ ทั้งการบรรยาย การเปรยี บเทียบ การเลือกสรรถ้อยคาให้มคี วามหมายเหมาะสม
กระทบอารมณผ์ อู้ า่ น มีสัมผัสให้เกดิ เสียงไพเราะเป็นตน้

2. คุณคา่ ทางสารประโยชน์ เปน็ คุณคา่ ทางสตปิ ญั ญาและสังคมตามปกติวรรณคดีจะเขยี นตามความ
เป็นจรงิ ของชวี ิต ใหค้ ติสอนใจแก่ผู้อ่าน สอดแทรกสภาพของสงั คม วัฒนธรรมประเพณี ทาใหผ้ ้อู า่ นมีโลกทัศน์
เข้าใจโลกได้กวา้ งขึน้

ลกั ษณะของหนงั สือทีเ่ ปน็ วรรณคดี
1. มโี ครงเรื่องดี ชวนอา่ น มีคุณค่าสาระและมีประโยชน์
2. ใช้สานวนภาษาทปี่ ระณตี มีความไพเราะ
3. แต่งได้ถูกต้องตามลักษณะคาประพนั ธ์
4. มรี สแห่งวรรณคดีที่ผอู้ ่านคล้อยตาม
วรรณคดี หมายถงึ วรรณกรรม หรืองานเขียนทีย่ กย่องกนั ว่าดี มสี าระ และมคี ุณค่าทางวรรณศลิ ป์

การใช้คาว่า “วรรณคดี” เพือ่ ประเมินค่าของวรรณกรรม เกิดข้นึ ในพระราชกฤษฎีกาการต้งั วรรณคดีสโมสรใน
สมัยรชั กาลที่ 6

คาว่า “วรรณคดี” ตามตัวอักษร หมายความว่า “แนวทางแห่งหนังสือ” คาวา่ วรรณคดี เป็น
คาสมาส ประกอบด้วยคา “วรรณ” จากรากศัพทส์ ันสกฤต วรณ แปลวา่ หนงั สอื กับคาวา่ “คด”ี จากราก
ศัพท์บาลี คติ แปลว่า การดาเนนิ การไป ความเปน็ ไป แบบกว้าง ทาง ลักษณะ ซง่ึ พจนานุกรมฉบบั
ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 (2539 : 754) ไดใ้ ห้ความหมายว่า หนังสอื ที่ได้รับการยกยอ่ งว่าแตง่ ดี

วรรณคดี ปรากฏครงั้ แรกในหนังสอื พระราชกฤษฎีกาต้ังวรรณคดีสโมสร วันที่ 23 กรกฎาคม
พ.ศ. 2457 โดยมีความหมาย คอื หนังสือท่ีไดร้ ับยกย่องว่าแต่งดี นน้ั คือมกี ารใช้ภาษาอยา่ งดี มีศิลปะการ

แตง่ ท่ียอดเย่ียมท้ังดา้ นศิลปะการใชค้ า ศลิ ปะการใช้โวหารและถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และภาษาน้ันให้
ความหมายชัดเจน ทาใหเ้ กดิ การโนม้ นา้ วอารมณผ์ ู้อา่ นให้คลอ้ ยตามไปด้วย กลา่ วง่าย ๆ คือ เม่ือผ้อู ่าน ๆ แลว้
ทาให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ต่ืนเตน้ ดม่ื ด่า หนังสือเล่มใดอ่านแลว้ มอี ารมณ์เฉย ๆ ไม่ซาบซ้งึ ตรึงใจและทาใหน้ า่
เบื่อไม่ใช่วรรณคดี หนังสือทท่ี าใหเ้ กิดความรสู้ ึกด่ืมด่าดังกลา่ วนจ้ี ะต้องเป็นความรูส้ กึ ฝ่ายสูง คือทาให้เกิด
อารมณ์ความนึกคิดในทางท่ดี ีงาม ไม่ชกั จูงในทางที่ไม่ดี หนงั สอื ที่เปน็ วรรณคดี ตอ้ งมลี ักษณะครบถว้ น 4
ประการ ต่อไปนี้

1. เปน็ หนงั สือท่ีแต่งดีท่สี ุด ใชถ้ อ้ ยคาร้อยกรองสานวนเกล้ียงเกลา มคี วามไพเราะใชเ้ ปน็ แบบฉบบั ได้
2. เป็นหนงั สือท่ีอา่ นแล้วได้รับความเพลดิ เพลิน มีความซึ้งใจเกดิ ความพอใจหรือไม่พอใจตาม
ทอ้ งเรื่อง ทาให้ผู้อ่านมีอารมณ์หวัน่ ไหวเปล่ยี นแปลงไปตามจังหวะของเรื่อง หรือเรยี กว่าเปน็ หนังสือทีม่ ี
คุณค่าในทางสะเทือนอารมณ์
3. เป็นหนังสอื ทีส่ ่งเสรมิ ความรอบรู้แก่สติปัญญาทาใหผ้ ูอ้ ่านมีความเฉลียวฉลาด
4. เป็นหนงั สอื ทม่ี ีคุณคา่ ทางศีลธรรม ชักจูงสังคมให้มีศีลธรรม มวี ฒั นธรรมดขี ้นึ

ความหมายของวรรณคดีมรดก คาว่า “วรรณคดีมรดก” หมายถึง วรรณคดีที่กวีในอดตี แต่งขน้ึ อย่างมี
ศลิ ปะ ส่วนใหญแ่ ตง่ เปน็ ร้อยกรองและยกย่องว่าเป็นหนงั สือแต่งดี เป็นหนังสือทีเ่ ปน็ แบบฉบับ หรือทเี่ รียกกนั
ว่าเปน็ หนังสือคลาสสกิ เป็นหนงั สอื ควรคู่แก่บ้านเมืองท่ีจะรักษาเปน็ สมบัติของชาติและเปน็ หนงั สอื ที่คนไทย
ทุกคนร้จู ักและควรอา่ นเพอื่ ประดับสติปญั ญา

วรรณคดีมรดกเป็นวรรณศลิ ป์
กวผี ้สู ร้างสรรค์วรรณคดีมรดกจะเลอื กสรรการใช้ถ้อยคาให้เกิดความ งามด้วยการใช้สานวนโวหาร

ท่ไี พเราะ วรรณคดีมรดกจึงเปน็ ศิลปะอยา่ งหนง่ึ ทางภาษาทส่ี ุนทรียภาพ ทาให้เกิดอารมณ์และความรสู้ ึก
ก่อให้เกิดความสนุกเพลิดเพลิน วรรณคดมี รดกมีความงดงามในเชิงกาพยก์ ลอนและมคี ติธรรมแฝงอยู่

วรรณคดที ีม่ ีลักษณะเป็นวรรณศลิ ป์ ประกอบดว้ ย
1. อารมณแ์ ห่งความสะเทือนใจ ส่ิง ท่ีทาใหเ้ กิดความสะเทือนใจได้แก่ ความรัก ความเศรา้ ความ

เปล่าเปลย่ี ว ความบนั เทงิ สิ่งเหล่าน้สี อดแทรกอย่ใู นวรรณคดีทาให้ผู้อ่านเกดิ ความคล้อยตาม
2. ความนึกคิดและจินตนาการ วรรณคดีทกุ เร่ืองกวีจะใชค้ วามนึกคิดและจนิ ตนาการตกแตง่ เรื่องให้

มีความงดงาม ความคิดและจนิ ตนาการเป็นปจั จัยสาคัญย่ิงในวรรณคดี กวีจะมีความรู้สึกนึกคดิ ขึ้นในใจและ
จนิ ตนาการขึ้นเปน็ ภาพแลว้ เรียบเรยี งออกมาเปน็ ถ้อยคา ทาใหผ้ ูอ้ ่านเกิดจนิ ตนาการเช่นเดยี วกับกวี ภาษาใน
วรรณคดเี ป็นเครื่องหมายของการนึกคิดและเปน็ ภาษาท่มี ีความ หมายกว้างขวางและลกึ ซึง้ กวจี ะใช้กลวธิ ี
เปรยี บเทียบ ใชส้ ญั ลักษณ์แทนเคร่อื งหมาย เช่น บทอัศจรรยใ์ นวรรณคดเี ป็นบททีต่ อ้ งอาศัยความประณีต
แสดงออกอยา่ งมีศลิ ปะ มีลกั ษณะความนยั ที่ซอ่ นอยู่ผอู้ ่านต้องตีความเอาเอง นบั เปน็ ศิลปะแห่งการใชถ้ อ้ ยคา
และความสามารถในการนาสัญลักษณ์มาใช้

3. การแสดงออก กวสี ามารถแสดงออกเปน็ ภาษาทางวรรณคดี ทาใหผ้ อู้ า่ นเกิดความรู้สึกเห็น
บคุ ลกิ ภาพและบทบาทของตัวละคร ทง้ั เขา้ ใจธรรมชาติของมนุษย์ดขี ึน้ เชน่ เรอื่ งรามเกียรติ์

4. การใช้สัญลักษณ์ สัญลกั ษณ์ในวรรณคดีก็เหมอื นสญั ลกั ษณ์ของศิลปะแขนงอืน่ สญั ลกั ษณเ์ ปน็ ส่งิ
แทนของสง่ิ หนึ่งกับอีกส่งิ หน่ึง ทาใหเ้ กดิ ความเข้าใจได้กว้างขวางลึกซึ้งโดยไมต่ ้องใช้คาอธบิ าย สญั ลกั ษณใ์ น
วรรณคดีมอี ยู่มาก บางอย่างใชก้ นั จนเป็นแบบแผนเป็นท่เี ข้าใจกันโดยทัว่ ไป เช่น ดอกไม้ แทนหญงิ งาม หงส์
หมายถึงคนมีสกุลสงู กา หมายถึงคนมีสกุลตา่ เปน็ ตน้

5. จนิ ตภาพ เป็นโวหารทีก่ วใี ช้ในการสร้างภาพใหผ้ ู้อา่ นเขา้ ใจ นับวา่ เป็นจุดเด่นของวรรณศิลป์ที่

สร้างภาพใหผ้ สมกลมกลนื กับเนอ้ื เรือ่ ง การสร้างเสียงของบทร้อยกรองและการเลือกใช้ถ้อยคาใหเ้ หมาะกับ

เนอื้ เรอื่ ง เป็นกลวิธีทกี่ วีจะระบายความรสู้ ึกให้เกิดจนิ ตภาพ หรือเรยี กว่า โวหารภาพพจน์ ไดแ้ ก่

5.1 อปุ มา คือการเปรียบเทยี บของสองส่ิงว่ามลี กั ษณะเหมอื นกัน ใชค้ าเชอ่ื มระหวา่ งส่ิงทน่ี ามา

เปรยี บ คอื ราวกบั ดัง กล ประหนง่ึ เหมอื น เปรียบ ประดุจ ดุจ เช่น เฉกเชน่ ดังตวั อย่าง

เดอื นจรัสโพยมแจ่มฟา้ ผิ บไดเ้ ห็นหน้า

ลอราชไซรด้ เู ดือน ดจุ แล

ตาเหมือนตามฤคมาศ พศิ ค้วิ พระลอราช

ประดุจแกว้ เกาทัณฑ์ ก่งนา (ลลิ ติ พระลอ)

5.2 อุปลักษณ์ คอื การกล่าวเปรยี บเทยี บว่าของสงิ่ หน่ึงเปน็ อีกสงิ่ หนึ่ง เพราะมคี ุณสมบัติเดยี วกนั

ใช้แทนกันได้ ใชค้ าเชอื่ มว่า เป็น คือ การใชอ้ ุปลักษณอ์ ีกลกั ษณะหน่ึง คือ ไม่กลา่ วเปรยี บเทียบตรง ๆ แต่ใช้

วธิ ีกล่าวเปน็ นัยทาให้เกิดความคิดนกึ ทล่ี กึ กวา่ ธรรมดา ดงั ตวั อย่าง

ครูคือดวงประทปี ของผองศิษย์ นาชวี ิตสทู่ างสว่างไสว

ครเู ป็นแม่อีกหนึ่งซ้งึ ดวงใจ คอยหว่ งใยสอนสั่งหวงั ให้ดี

5.3 อธพิ จน์ การกล่าวเกนิ จรงิ เพ่ือเน้นให้เหน็ ปริมาณท่มี าก ดงั ตวั อย่าง

เรียมร่านา้ เนตรถว้ ม ถึงพรหม

ฝงู เทพเจ้าตกจม จอ่ มม้วย

พระสเุ มรุเปื่อยเปน็ ตม ทบทา่ ว ลงแฮ

หากอกนษิ ฐ์พรหมฉว้ ย พีไ่ วจ้ ง่ึ คง (กาสรวลโคลงดั้น)

5.4 บุคคลวตั หรือ บุคลาธิษฐาน การใหช้ ีวิตแก่สงิ่ ไมม่ ีชีวติ หรือทาให้สงิ่ ทเี่ ป็นนามธรรม

กลายเป็นรูปธรรม หรือ ให้สิงที่ไม่ใชม่ นุษยแ์ สดงกิรยิ าอาการไดเ้ ชน่ เดียวกบั มนุษย์ ดังตัวอย่าง

นา้ เซาะรินรนิ หลากไหล ไม่หลับเลยช่ัวฟา้ ดินหาย

สรรพสตั ว์พอฟื้นก็วนุ่ วาย สลายซากเป็นกากผาธลุ ี (ลานาภกู ระดึง)

5.5 สัทพจน์ คือ การใชค้ าเลียนเสียงธรรมชาติ ชว่ ยให้ผู้อา่ นนึกเห็นภาพและเกิดความรสู้ ึกได้

ชดั เจน ดังตัวอยา่ ง

ครนื ครืนใชฟ่ า้ รอ้ ง เรียมครวญ

หง่ึ หึ่งใช่ลมหวน พี่ไห้ (ตานานศรีปราชญ)์

5.6 ปฎิพจน์ คอื การใชค้ วามตรงขา้ มจะช่วยทาใหเ้ ห็นภาพชัดเจน ดังตวั อย่าง

ความรักทาใหค้ วามข้รี ิว้ กลบั เปน็ ความงาม ความโง่กลบั เป็นความฉลาด ความแก่กลับเป็น

ความหนุ่ม บาปกลบั เป็นบุญ ความซึมเซากลบั เป็นความแช่มช่นื ใจแคบกลับเปน็ ใจกว้าง

(พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพทิ ยาลงกรณ์ : นทิ านเวตาล)

ประเภทของวรรณคดี

วรรณคดีแบ่งตามประวัติ มี 2 ประเภท คือ

1. วรรณคดมี ุขปาฐะ คือ วรรณคดี แบบทเี่ ลา่ กนั มาปากต่อปาก ไม่ไดบ้ นั ทึกไว้ เปน็ ลายลักษณ์อกั ษร

เชน่ เพลงพน้ื บ้าน นิทานชาวบา้ น บทร้องเลน่

2. วรรณคดีราชสานัก หรือ วรรณคดีลายลักษณ์อักษร เช่น ไตรภูมพิ ระรว่ ง พระอภยั มณี
อิเหนา ลิลิตตะเลงพ่าย

วรรณคดยี งั แบ่งตามลกั ษณะ มี 2 ประเภท คือ
1. วรรณคดบี รสิ ทุ ธิ์ คอื วรรณคดีทีผ่ ู้แต่งม่งุ ในด้านความบันเทิงและอักษรศิลป์โดยเฉพาะ ต้องการ
แสดงออกทางวรรณศลิ ป์ ไม่มีจดุ มงุ่ หมายเพ่ือประโยชนท์ างอนื่ ต้องการให้ผู้อา่ นได้อา่ นอยา่ งเพลิดเพลนิ
มากกว่า เชน่ ขนุ ชา้ งขุนแผน พระอภัยมณี นริ าศนรนิ ทร์
2. วรรณคดีประยุกต์ คอื วรรณคดที ่ีแตง่ ขนึ้ เพ่ือประโยชน์ทางอื่น มีความม่งุ หมายในการแต่ง
จาเพาะเจาะจงทางใดทางหน่ึง เชน่ ต้องการสอนใหค้ นละความชว่ั ทาแต่ความดี วรรณคดปี ระเภทนี้
เช่น ไตรภูมิพระร่วง

การศกึ ษาวรรณคดโี ดยวเิ คราะห์ตามเนือ้ หาสามารถแบ่งไดเ้ ปน็ ประเภท ต่าง ๆ ไดด้ ังต่อไปนี้
1. วรรณคดีคาสอน 2. วรรณคดีศาสนา 3. วรรณคดนี ิทาน 4. วรรณคดลี ลิ ติ 5. วรรณคดีนริ าศ
6. วรรณคดีเสภา 7. วรรณคดบี ทละคร 8. วรรณคดีเพลงยาว 9. วรรณคดคี าฉนั ท์ 10. วรรณคดียอพระ
เกยี รติ 11.วรรณคดีคาหลวง 12.วรรณคดีปลกุ ใจ

คณุ คา่ ของวรรณคดีมรดก
วรรณคดีมรดกแต่ละเล่มตา่ งมีคุณค่าต่อสงั คมแตกต่างกันไป ผอู้ ่านวรรณคดีมรดกนอกจากจะได้รับรส
แห่งความไพเราะทางภาษา ความสนุกเพลิดเพลินอนั เปน็ คณุ ค่าทางอารมณ์แล้ว วรรณคดมี รดกยังให้ความรู้
และคุณค่าทางดา้ นสงั คม จนอาจกล่าวไดว้ า่ เป็นมรดกทางสงั คมดว้ ย คุณค่าทางสังคม ไดแ้ ก่
1. คุณคา่ ทางวัฒนธรรมและประเพณี วฒั นธรรมเป็นวิถชี วี ิตของมนุษย์ในสังคมเป็นระเบยี บ
กฎเกณฑ์ ส่วนประเพณเี ป็นความคดิ ความเช่ือ จารีต ระเบียบแบบแผนตลอดจนพิธกี รรมต่าง ๆ วรรณคดี
มรดกจะสอดแทรกวัฒนธรรม ชวี ติ ความเปน็ อยู่ ประเพณีต่าง ๆ ของสังคมไว้ เป็นการถ่ายทอดความคดิ สู่
ผอู้ า่ น ทาให้ผอู้ า่ นเกดิ ความสานกึ ในความเปน็ ชาตอิ ย่างซาบซ้ึง เชน่ ขุนชา้ งขุนแผน
2. คุณคา่ ทแ่ี สดงใหเ้ หน็ สภาพชวี ิตความเป็นอยู่ของบรรพบรุ ุษ กวจี ะนาเน้ือหาหรือสภาพชีวติ ท่ี
พบเหน็ ในสมยั นน้ั มากวา่ วไวใ้ นบท ประพนั ธ์ของตน ทาให้ผู้อา่ นได้ทราบสภาพชีวติ ความเป็นอย่ขู องบรรพ
บรุ ษุ ทาให้เห็นสภาพสงั คมในสมยั นั้น เชน่ อิเหนา (รัชกาลท่ี 2)
3. คุณค่าด้านปรชั ญาและความเข้าใจธรรมชาติของมนษุ ย์ วรรณคดีมรดกเป็นทรี่ วมแหง่ ปรชั ญา
การดาเนินชวี ิตของคนในสังคม กวจี ะสอดแทรกปรชั ญาแง่คดิ ศลี ธรรม ตลอดจนคตธิ รรมเพ่ือการยกระดบั
จติ ใจของผู้อา่ นใหส้ ูงข้นึ และยงั ทาให้ผู้อ่านไดเ้ ข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ เชน่ พระอภยั มณี
4. คุณค่าทางประวัติศาสตร์ การบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่มุ่งจดแต่ข้อเทจ็ จริงไม่ช้ากอ็ าจจะเบ่ือ
หนา่ ยหลงลมื ได้ เช่น เร่อื งราวเก่ยี วกับสงครามยุทธหตั ถรี ะหว่างสมเดจ็ พระนเรศวรกบั พระมหาอุปราช ใน
ประวัตศิ าสตรอ์ าจจะจดบนั ทึกไวเ้ พียงไม่กบ่ี รรทัด ผู้อ่านก็อาจจะอา่ นขา้ มๆ ไปโดยไม่ทันสงั เกตและจดจา ถา้
ไดอ้ ่านลลิ ิตตะเลงพ่ายจะจาเร่ืองยทุ ธหตั ถีได้ดีข้ึนและยงั เหน็ ความสาคัญของเหตุการณบ์ ้านเมืองในตอนนนั้ อกี
ดว้ ย ทัง้ นี้เพราะผู้อา่ นได้รับรสแห่งความสขุ บันเทิงใจในขณะท่ีอ่านลิลติ ตะเลงพ่ายอกี ด้วย

5. คณุ ค่าทางจิตนาการ เป็นการสรา้ งความรู้สกึ นึกคดิ ท่ลี ึกซึ้ง จิตนาการต่างกบั อารมณ์ เพราะ
อารมณ์คอื ความรสู้ ึก ส่วนจิตนาการ คือ ความคิด เป็นการลับสมอง ทาใหเ้ กดิ ความคดิ ริเรม่ิ ประดษิ ฐกรรม
ใหม่ ขน้ึ มาก็ได้ จิตนาการจะทาใหผ้ อู้ า่ นเปน็ ผู้มองเห็นการณ์ไกล จะทาสง่ิ ใดกไ็ ดท้ าดว้ ยความรอบคอบ โอกาส
จะผดิ พลาดมนี ้อย นอกจากน้ันจติ นาการเป็นความคิด ฝนั ไปไกลจากสภาพที่เปน็ อยู่ในขณะนั้น อาจจะเปน็
ความคิดถึงส่งิ ทีล่ ว่ งเลยมานานแลว้ ในอดีต หรอื ส่ิงท่ียงั ไม่เคยเกดิ ขนึ้ เลย โดยหวังวา่ อาจจะเกิดข้ึนในอนาคตก็
ได้ เชน่ พระอภัยมณี สนุ ทรภู่ผู้แต่งนัน้ เป็นกวีท่ีมจี ิตนาการกวา้ งไกลมาก ได้ใฝฝ่ ันเหน็ ภาพการนาฟางมาผกู
เปน็ เรือสาเภาใชใ้ นการเดินทางในมหาสมทุ รบนยอดคลนื่ เปน็ ต้น ซึ่งในปจั จบุ นั นีเ้ รอื ทท่ี าดว้ ยวสั ดนุ ้าหนักเบา
อย่างฟางไดเ้ กดิ มจี รงิ ขึ้นแล้วรวมทั้งเรอื เรว็ ท่ีแล่นไดบ้ นยอดคลน่ื หรอื บนผิวนา้ ดว้ ย

6. คณุ คา่ ทางการใช้ภาษา เพราะการเขยี นเปน็ การถ่ายทอดความคิด เป็นการใช้ภาษาเพ่ือการ
สื่อสาร เพอ่ื รสชาตทิ างภาษา เพอื่ จงู ใจเพื่อความตดิ ใจและประทับใจ ทาใหผ้ อู้ า่ นสามารถสังเกต จดจานาไปใช้
กอ่ ให้เกิดการใช้ภาษาที่ดี เพราะการเห็นแบบอย่างท้ังท่ดี ี และบกพร่องท้งั การใชค้ า การใช้ประโยค การใช้
โวหาร
สิง่ เหลา่ นเ้ี ปน็ การเพ่ิมพนู ความรู้ทางภาษาให้แกผ่ ู้อา่ นท้ังส้ิน เชน่ เรอื่ ง ลิลติ ตะเลงพา่ ย เพยี งเร่ืองเดยี วหาก
ศกึ ษาถ้อยคาภาษาโดยละเอยี ดถ่องแท้ก็ทาใหเ้ กิดความแตกฉานในเรื่องภาษาขน้ึ ได้มาก โดยเฉพาะทางด้าน
คาศัพท์แลว้ นบั ว่ามีคุณค่าอเนกอนนั ต์

7. คณุ คา่ ที่เป็นแรงบนั ดาลใจใหเ้ กิดการสร้างวรรณกรรม และศลิ ปกรรมด้านต่าง ๆ วรรณกรรมท่ี
ผู้เขียนเผยแพร่ออกไปบ่อยคร้ังทส่ี รา้ งความประทบั ใจ และแรงบนั ดาลใจใหเ้ กิดผลงานอ่ืน ๆ เพม่ิ ขนึ้ เช่น
ภาพวาดของจกั รพนั ธ์ุ โปษยกฤต ส่วนมากจะไดแ้ รงบนั ดาลใจจากวรรณคดีไทย เชน่ เรอ่ื งขุนช้าง ขนุ แผน
เปน็ ต้น หรอื ผลงานเพลงดา้ นคาร้องของ แก้ว อจั ฉริยะกุล เชน่ พรานล่อเนอื้ ยงู กระสันเมฆ ก็ได้แรงบันดาล
ใจมาจากบทกวขี องศรปี ราชญ์ เพลงยอยศพระลอ เพลงผู้ชนะสิบทิศ เป็นตน้

วรรณคดีมรดกมักจะแสดงภาพชวี ติ ของคนในสมัยก่อนท่ีมีการประพันธว์ รรณคดีเร่ืองน้ันๆ โดยไม่
ปิดบังส่วนท่บี กพร่อง ทั้งยงั แทรกแนวคิด ปรชั ญาชีวติ ของกวไี ว้ดว้ ย วรรณคดีมรดกมคี ุณค่าในด้าน
ประวัติศาสตร์ สงั คม อารมณ์ วรรณศิลป์ ตลอดจนใหค้ ตสิ อนใจ นับเปน็ มรดกทางปัญญาของคนในชาติ ขนบ
ของการแตง่ วรรณคดมี รดก

ขนบ หมายถึง ธรรมเนยี มนยิ ม “ขนบวรรณคดี” หมายถึงธรรมเนยี มนิยมในการแตง่ วรรณคดที ีน่ ิยม
ปฏิบตั ิกนั ได้แก่

1. รปู แบบและเนื้อหา รูปแบบท่นี ิยมได้แก่ ลิลิต นิราศ เพลงยาว บทละคร โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน
และรา่ ย รปู แบบและเนอ้ื หาจะต้องเหมาะสมกนั เช่น ถา้ เป็นการสดดุ ี วรี กรรมของกษตั ริย์ หรือ วีรบุรษุ จะแต่ง
เปน็ นิราศหรอื เพลงยาว เป็นต้น

2. เน้ือเรื่องจะเกย่ี วกับศาสนาเพอื่ สงั่ สอน สดุดวี รี กรรมของวรี บุรุษหรอื เพื่อระบายอารมณ์
3. ลักษณะการเขยี นจะเร่ิมดว้ ยบทไหวค้ รู สดุดกี ษัตริย์ กล่าวชมบ้านเมือง แล้วดาเนินเรื่องหากเปน็
วรรณคดีท่มี ีการทาสงครามจะมบี ทจดั ทัพด้วย

4. การใชถ้ อ้ ยคา จะเลือกใช้ถ้อยคาท่สี ละสลวยมคี วามหมายทีท่ าให้ผอู้ ่านเกิดความซาบซ้ึงและ
ประทับใจ

คณุ สมบตั ขิ องวรรณคดีนน้ั ท้ังไทยและสากลจะมคี ุณสมบตั ิเหมือนกนั สรุปไดด้ ังน้ี
๑. มีเนอ้ื หาและรปู แบบท่เี หมาะสม ไม่ว่าจะเปน็ นิทาน นิยาย บทละคร นวนยิ าย ฯลฯ
๒. มศี ิลปะการใช้ภาษาอยา่ งประณีต
๓. แสดงความนกึ คดิ ท่เี ฉียบแหลมของผ้แู ต่ง สอดแทรกประสบการณช์ วี ติ และให้ความรู้ในเรอ่ื งสามัญ

ของคนที่ได้รบั การศึกษา
๔. แสดงพฒั นาการทางอารมณ์ของผู้แตง่ อยา่ งสงู ท้ังดา้ นความรัก ความทุกข์ ความสขุ ความผดิ หวงั

ฯลฯ
๕. มีคุณค่าทางประวัตวิ รรณคดี แสดงให้เห็นการแปรเปลย่ี นตามกาลสมยั ของการแต่งวรรณกรรม
๖. มีคุณคา่ ทางประวัตภิ าษา แสดงให้เห็นการแปรเปลี่ยนตามกาลสมยั ของภาษาและการใช้ภาษา
หนงั สอื ใดที่มคี ณุ สมบตั ิ ๖ ประการดงั กลา่ วจะได้รับยกยอ่ งจากผทู้ ่ศี ึกษาและสนใจในศิลปะทาง

วรรณคดวี า่ สมควรรกั ษาไวเ้ ป็นมรดกวัฒนธรรมของชาติ
วรรณคดีมรดกของไทย
แบง่ ออกเป็น ๔ สมัย คือ สมยั สุโขทัย สมยั อยธุ ยา สมยั กรุงธนบรุ ี และสมัยรตั นโกสนิ ทร์
สมัยสโุ ขทัย (ประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ – ๑๘๙๕)
ในสมัยนี้มีวรรณคดีมรดกที่สาคญั เช่น ศิลาจารกึ หลกั ที่ ๑ พ่อขุนรามคาแหง และไตรภมู ิพระรว่ ง

ศลิ าจารกึ หลกั ท่ี ๑ พ่อขุนรามคาแหง เปน็ รอ้ ยแก้ว จารกึ ลงบนแทง่ ศลิ ารปู สี่เหลี่ยมผนื ผ้า บรรยายพระราช
ประวตั พิ ่อขุนรามคาแหงมหาราช เรอ่ื งธรรมเนียมนยิ มของชาวสโุ ขทยั และอาณาเขตของกรุงสโุ ขทยั อาจกลา่ ว
ได้ว่า
ศลิ าจารกึ หลักน้ีเป็นหลกั ฐานอยา่ งแรกท่ีแสดงการนาอักษรไทยมาใชเ้ ขียนภาษาไทย ส่วน ไตรภมู พิ ระร่วง นั้น
พญาลิไท หรือพระมหาธรรมราชาท่ี ๑ กษตั ริยร์ าชวงศ์พระรว่ ง ทรงพระราชนิพนธ์ขนึ้ โดยทรงรวบรวม
เรื่องราวทางศาสนาจากคมั ภรี ์โบราณถึง ๓๐ คัมภรี ์ เล่าว่าสัตวโ์ ลกทง้ั หลายย่อมเวียนวา่ ยตายเกดิ อย่ใู นภมู ิท้ัง
๓ คอื
กามภูมิ รปู ภูมิ และอรูปภูมิ มนุษยท์ ี่ทากรรมดีอาจไปเกดิ ในแดนท่ีมีความสุขสบาย แต่ถ้าทากรรมชั่วกจ็ ะไป
เกดิ ในแดนนรก ได้รบั ความทุกขท์ รมาน เช่น คนขายของโกงตาช่งั เมอื่ ตายแล้วจะตกนรก ยมบาลเอาคีมหนีบ
ลิ้นดงึ ออกมา เกย่ี วด้วยเบ็ดเหลก็ ท่ลี กุ เป็นไฟไมม่ วี นั ดับ

สมัยอยุธยา (ประมาณ พ.ศ. ๑๘๙๓ – ๒๓๑๐)

กรงุ ศรีอยธุ ยาเปน็ ราชธานีของไทยยาวนานประมาณ ๔๑๗ ปี มวี รรณคดีมรดกหลายเรอื่ งที่

ลกู หลานไทยสมควรรักษาไวอ้ ย่างภาคภมู ิใจ

สมัยอยธุ ยาตอนตน้ สว่ นใหญ่มเี ร่อื งเกย่ี วกับศาสนา พิธกี รรม และพระมหากษตั รยิ ์ จึงมเี น้ือเรื่อง
คล้ายวรรณคดีสุโขทยั ส่วนลักษณะการแต่งแตกต่างกบั วรรณคดี สโุ ขทยั เปน็ อยา่ งมาก วรรณคดใี นสมยั นี้แต่ง

ด้วยรอ้ ยกรองท้ังสิ้นคาประพันธ์ที่ใชเ้ กอื บทุกชนิด คือ โคลง รา่ ย กาพย์ และฉันท์ ขาดแตก่ ลอนส่วนใหญ่แต่ง
เปน็ ลิลติ คาบาลี่ สนั สกฤตและเขมรเข้ามาปะปนในคาไทยมากข้ึนวรรณคดที ่สี าคญั ในสมยั อยธุ ยาตอนต้น เชน่

๑.ลลิ ติ โองการแชง่ นา้ ผ้แู ต่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ต้นฉบบั
เดิมที่เหลืออยเู่ ขยี นด้วยอกั ษรขอม ข้อความที่เพ่มิ ข้นึ ในรัชกาลที่ ๔ ตามหลักฐานซงึ่ รชั กาลที่ ๕ ทรงยืนยนั ไว้
ในพระราชพิธสี ิบสองเดือน คือ “แทงพระแสงศรประลยั วาต” “แทงพระแสงศรอัคนวิ าต” และ “แทงพระแสง
ศรพรหมมาสตร์”คาประพันธท์ ่ใี ชค้ อื โคลงห้าและรา่ ยโบราณ ทานองแตง่ มลี กั ษณะเป็นลิลติ คือ มรี า่ ยกบั
โคลงสลับกัน รา่ ยเปน็ ร่ายโบราณ ส่วนโคลงเป็นโคลงแบบโคลงห้าหรือมณฑกคติ ถ้อยคา ถอ้ ยคาทใ่ี ช้สว่ นมาก
เป็นคาไทยโบราณ นอกจากนั้นมคี าเขมร และบาลี สันสกฤต ปนอยู่ด้วย คาสนั สกฤตมมี ากกว่าคาบาลี ความ
มุง่ หมาย ใช้อา่ นในพิธถี ือพระพิพฒั น์สัตยาหรือพิธศี รีสัจปานกาล ซงึ่ กระทาตัง้ แต่รัชกาลสมเดจ็ พระเจ้าอทู่ อง
สืบต่อกันมาจนเลกิ ไปเมอื่ ประเทศ ไทยเปลีย่ นแปลงการปกครองมาเป็นระบบประชาธิปไตย ใน พ.ศ.๒๔๗๕
เริม่ ตน้ ดว้ ยรา่ ยดนั้ โบราณ
๓ บท สรรเสรญิ พระนารายณ์ พระอิศวร พระพรหมตามลาดับ ตอ่ จากนั้นบรรยายดว้ ยโคลงหา้ และร่ายด้นั
โบราณสลบั กนั กลา่ วถงึ ไฟไหมโ้ ลกเมือ่ สน้ิ กลั ป์แล้วพระพรหมสรา้ งโลกใหม่ เกดิ มนุษย์ ดวงอาทิตย์ ดวงจนั ทร์
การกาหนดวัน เดือน ปี และการเริม่ พระราชาธบิ ดใี นหมู่คน แล้วอัญเชญิ พระกรรมบดีปู่เจ้ามารว่ มเพ่ือความ
ศกั ด์ิสิทธ์ิ ตอนต่อไปเป็นการอ้อนวอนให้สงิ่ ศักดสิ์ ทิ ธิเ์ รืองอานาจมี พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพยาดา
อสรู ภตู ปศี าจ ตลอดจนสตั ว์มีขีเ้ ลบ็ เปน็ พยาน ลงโทษผ้คู ิดคดกบฏต่อพระเจ้าแผน่ ดิน ส่วนผู้ซอื่ ตรงภกั ดี ขอให้
มคี วามสขุ และลาภยศ ตอนจบเป็นร่ายยอพระเกียรติพระเจา้ แผ่นดิน

๒.มหาชาติคาหลวง ผแู้ ต่ง สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ เป็นหนงั สอื มหาชาติฉบบั ภาษาไทย และ
เปน็ ประเภทคาหลวงเร่ืองแรก เร่อื งเก่ยี วกบั ผ้แู ต่งและปีที่ แต่งมหาชาติคาหลวง ปรากฏหลักฐานในเรื่อง
พงศาวดารฉบับคาหลวงกลา่ วยนื ยันปที แ่ี ต่งไวต้ รงกับ มหาชาติคาหลวงเดมิ หายไป ๖ กัณฑ์ พระบาทสมเด็จ
พระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลัย ทรงมีพระบรมราชโองการใหพ้ ระราชาคณะและนักปราชญร์ าชบัณฑิตแต่งซ่อมให้
ครบ ๑๓ กัณฑ์ เม่ือจุลศักราช ๑๑๗๖ พทุ ธศกั ราช ๒๓๔๗ ไดแ้ ก่ กณั ฑ์ หิมพานต์ ทานกัณฑ์ จุลพน มัทรี สัก
กบรรพ และฉกษัตรยิ ์ ทานองแตง่ แตง่ ดว้ ยคาประพนั ธ์หลายอยา่ ง คือ โคลง ร่าง กาพย์ และฉันท์ มีภาษา
บาลี แทรกตลอดเรอ่ื งมหาชาติคาหลวงเร่ืองนีเ้ ป็นหนงั สือประเภทคาหลวง ความ มงุ่ หมาย เพือ่ ใช้อ่านหรือ
สวดในวนั สาคัญทางศาสนา เชน่ วนั เข้าพรรษา และอาจเรียกรอยตามพระพุทธธรรมราชาลไิ ท ซ่ึงพระราช
นพิ นธ์เร่อื งไตรภูมิพระรว่ ง เปน็ เรื่องราวเก่ยี วกบั มหาชาติคาหลวง แปลวา่ ชาตใิ หญ่ ชาติสาคญั เป็นหนงั สอื ท่ี
กลา่ วถึงการบาเพ็ญทานอย่างย่ิงใหญ่ ของพระเวสสนั ดรโพธิสัตว์ เป็นการบาเพญ็ บารมีครบทงั้ ๑๐ บารมี และ
เปน็ พระชาติสุดท้ายก่อนจะมาตรัสร้เู ป็นพระสัมมาสมั พุทธเจ้า ทีก่ ลา่ วเป็นทานบารมีทย่ี ่งิ ใหญ่ เพราะเป็นการ
บริจาคบุตรและภรรยา ซงึ่ เป็น
การยากหาผจู้ ะทาได้ พระองค์ทรงบรจิ าคทานทุกอย่างดว้ ยศรัทธาแรงกลา้ มหาชาติคาหลวง ซึง่ ได้กลา่ วแลว้
ว่า ฉบับเดิมเป็นภาษามคธ แตง่ เป็นปัฐยาวตั รฉนั ท์ มจี านวน ๑,๐๐๐ บทด้วยกนั

๓.ลลิ ิตยวนพา่ ย ผ้แู ต่ง ไม่ปรากฏ สันนษิ ฐานแตง่ ในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ราว

พ.ศ.๒๐๑๗ ซึง่ เปน็ ปีเสด็จศึกเชยี งชนื่ แต่ความเห็นอกี ประการหน่งึ วา่ แต่งในรชั สมยั สมเด็จพระรามาธิปดีท่ี ๒
(พ.ศ.๒๐๓๔ – ๒๐๗๒) ทานองแต่ง แตง่ เปน็ ลิลิตดนั้ ประกอบด้วยร่ายดัน้ โคลงดั้นบาทกุญชร ร่ายดัน้ ๒ บท
และโคลงด้นั บทกญุ ชร ๓๖๕ บท ความมงุ่ หมาย เพ่ือยอพระเกยี รติของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และสดดุ ี
ชยั ชนะ
ท่ีมตี อ่ เชียงใหม่ในรชั กาลน้นั ตอนต้นกล่าวนมสั การพระพุทธเจ้าและนาหัวข้อธรรมมาแจกแจงทานองยกย่อง
สมเด็จพระ บรมไตรโลกนาถวา่ ทรงคณุ ธรรมข้อนน้ั ๆ กล่าวถงึ พระราชประวตั ิ ตั้งแตป่ ระสูตจิ นไดร้ าชสมบตั ิ
ตอ่ มาเจา้ เมอื งเชียงชืน่ (เชลียง)เอาใจออกหาง นาทพั เชียงใหม่มาตเี มืองชยั นาท แต่ถูกสมเดจ็ พระบรมไตร
โลกนาถ
ตีแตกกลับไป และยึดเมืองสโุ ขทัยคนื มาได้ แลว้ ประทบั อยู่เมืองพษิ ณโุ ลก เสด็จออกบวชชั่วระยะหนง่ึ
ตอ่ จากนน้ั กล่าวถงึ การทาสงครามกับเชียงใหม่อย่างละเอียดคร้งั หน่ึง แล้วบรรยายเหตกุ ารณ์ทางเชยี งใหม่ ว่า
พระเจ้าตโิ ลกราชเสยี พระจริต ประหารชวี ิตหนานบุญเรืองราชบตุ ร และหมื่นดงั นครเจ้าเมอื งเชียงชน่ื ภรรยา
หม่ืนดงั นครไม่พอใจ ลอยมสี ารมาพึง่ พระบรมโพธสิ มภารของสมเดจ็ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและขอ
กองทัพไป ช่วย พระเจา้
ติโลกราชทรงยอทัพมาป้องกันเมืองเชียงยืนเสรจ็ แลว้ เสดจ็ กลบั ไปรักษาเมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระบรมไตร
โลกนาถทรงกรธี าทัพหลวงข้ึนไปรบตีเชยี งใหม่พ่ายไปได้เมืองเชยี งยืน ตอนสุดท้ายสรรเสริญพระบารมสี มเด็จ
พระบรม
ไตรโลกนาถอกี ครั้งหนึ่ง

๔.ลลิ ิตพระลอ ผ้แู ตง่ อาจเปน็ รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ(พ.ศ.๒๐๑๗)หรอื สมเดจ็

พระนารายณ์มหาราช(พ.ศ.๒๒๐๕) ทานอง แต่ง เป็นคาประพนั ธป์ ระเภทลลิ ิตสภุ าพ ประกอบดว้ ยร่ายสภุ าพ

และโคลงสภุ าพเป็นส่วนใหญ่ บางโคลงมลี กั ษณะคล้ายโคลงดั้นและโคลงโบราณ และร่ายบางบทเปน็ ร่าย

โบราณและรา่ ยดนั้ ความมงุ่ หมาย แตง่ ถวายพระเจา้ แผน่ ดิน เพอื่ ให้เป็นทส่ี าราญหฤทัย เป็นเร่ืองราวของ

เมืองสรวงและเมืองสรองเปน็ ศัตรกู ัน พระลอกษตั รยิ ์เมอื งสรวงทรงพระสริ โิ ฉมยิ่งนัก จนเป็นทต่ี อ้ งพระทัยพระ

เพ่ือนพระแพง

ราชธดิ าของท้าวพชิ ยั พษิ ณุกรกษตั รยิ ์แห่ง เมืองสรอง นางรื่นนางโรยพระพีเ่ ลี้ยงได้ขอให้ปูเจา้ สมงิ พรายชว่ ยทา

เสนห่ ใ์ หพ้ ระลอเสดจ็ มาเมืองสรวง เมือ่ พระลอต้องเสน่ห์ได้ตรัสลาพระนางบุญเหลือพระราชมารดา และนาง

ลกั ษณวดีมเหสี เสดจ็ ไปเมืองสรองพร้อมกับนายแก้วนายขวญั พระพเ่ี ลีย้ ง พระลอทรงเสย่ี วนา้ ท่ี แม่นา้ กาหลง

ถึงแม้จะปรากฏลางรา้ ยกท็ รงฝนื พระทยั เสด็จต่อไป ไก่ผีของปเู จา้ สมงิ พรายล่อพระลอกบั นายขวญั และนาย

แกว้ ไปจนถึงสวนหลวง นางรนื่ นางโรยออกอุบายลอบนาพระลอกบั นายแก้วและนายขวัญไปไวใ้ นตาหนกั ของ

พระเพอ่ื นพระแพง ท้าวพชิ ยั พษิ ณุกรทรงทราบเรอ่ื งกท็ รงพระเมตตารับสัง่ จะจัดการอภิเษกพระลอกับพระ

เพื่อนและ

พระแพงให้ แต่พระเจ้าย่าเลยี้ งของพระเพื่อนพระแพงยังทรงพยาบาทพระลอ อ้างรบั สั่งท้าวพิชยั พษิ ณุกรตรัส
สั่งใชใ้ ห้ทหารไปรมุ จับพระลอ พระเพ่อื นพระแพงและพระพเ่ี ลย้ี งทั้งสีช่ ว่ ยกันต่อสู้จนสิ้นชวี ติ ท้ังหมด ทา้ วพชิ ยั
พิษณุกรทรงพระพิโรธพระเจ้ายา่ และทหาร รับสัง่ ใหป้ ระหารชีวิตทกุ คน พระนางบุญเหลือทรงสง่ ทูตมา
รว่ มงานพระศพกษัตรยิ ์ทง้ั สาม ในทส่ี ดุ เมืองสรวงและเมืองสรองกเ็ ปน็ ไมตรีต่อกัน

๕.โคลงกาสรวล ผู้แต่ง ศรีปราชญ์ ทานองแต่ง แต่งดว้ ยโคลงตง้ั บาทกุญชร บทแรกเป็นรา่ ยดนั้
มรี ่าย ๑ บท โคลงดน้ั ๑๒๙ บท ความมุ่งหมาย เพือ่ แสดงความอาลัยคนรัก ซ่ึงผู้แต่งต้องจากไป เริม่ ดว้ ยร่าย
สดดุ ีกรุงศรีอยธุ ยาวา่ รุ่งเรอื งงดงาม เปน็ ศูนย์กลางแห่งพทุ ธศาสนา ราษฎร์สมบูรณ์พูนสุข ต่อจากนนั้ กลา่ วถงึ
การทตี่ ้องจากนาง แสดงความห่วงใย ไม่แน่ใจวา่ ควรจะฝากนางไว้กับผูใ้ ดเดนิ ทางผา่ นตาบลหนงึ่ ๆ ก็ราพนั
เปรียบเทยี บชื่อตาบลเขา้ กับความอาลัยทม่ี ตี ่อนาง ตาลบท่ีผ่าน เชน่ บางกะจะ เกาะเรยี น ด่านขนอน บาง
ทรนาง บางขดาน ยา่ นขวาง ราชคราม ทุ่งพญาเมือง ละเท เชงิ ราก นอกจากน้ีได้นาบุคคลในวรรณคดีมา
เปรียบเทยี บกบั เหตุการณ์ในชีวิตของตน เกิดความทกุ ข์ระทมทยี่ งั ไมพ่ บได้นางอีกอยา่ งบคุ คลในวรรณคดี
เหล่านั้น โดยกล่าวถึง พระรามกบั
นางสีดา พระสูตรธนู(สธุ นู) กับนางจิราประภา และพระสมุทรโฆษกกบั นางพิษทุมดีวา่ ต่างไดอ้ ยรู่ ว่ มกนั อีก
ภายหลังท่ีต้องจากกนั ชัว่ เวลาหนง่ึ การพรรณนาสถานท่ีสิน้ สดุ ลงโดยทไ่ี ม่ถึงนครศรีธรรมราช

๖.โคลงทวาทศมาส ผแู้ ต่ง พระเยาวราช ขนุ พรมมนตรี ขนุ กวรี าช ขุนสารประเสรฐิ หนังสอื น้ี
มีการสันนิษฐานผ้แู ตง่ ต่างกนั ไป เชน่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ทรงสนั นิษฐาน
ว่าผู้แตง่ คอื ขนุ ศรีกวรี าช ขนุ พรหมมนตรี และขนุ สารประเสริฐ บางทา่ นว่า พระเยาวราช ทรงนิพนธ์ ท่เี หลอื
ช่วยแก้ไข สว่ นพระยาตรังคภูมิบาล และนายนรินทรธิเบศร กล่าวแตเ่ พียงสามคนร่วมกนั แตง่ ทานองแตง่
โคลงดัน้
วริ ธิ มาลี ความมุง่ หมาย มีผ้สู ันนิษฐานว่าคงแต่งขนึ้ เพ่ือเฉลิมพระเกยี รตพิ ระเจ้าแผน่ ดนิ มิไดจ้ ากนางจริงโดย
สมมติเหตุการณ์ข้นึ โคลงเร่ืองนีไ้ ด้ชือ่ วา่ ทวาทศมาส เพราะพรรณนาถึงความรักความอาลัยรกั และพธิ กี รรม
ต่าง ๆ ในรอบสิบเดือน ทวาทศมาสแปลวา่ สิบสองเดือน ตอนตน้ สรรเสรญิ เทพเจา้ และพระเจ้าแผ่นดนิ ชม
ความงามของนางที่ต้องจากมา กล่าวถึงบคุ คลในวรรณคดี เช่น พระอนริ ทุ ธ์ พระสมุทรโฆษ พระสุธนู พระสูตร
ธนู แลว้ แสดงความนอ้ ยใจท่ีตนไม่อาจไปอยู่ร่วมกับนางอีกอยา่ งบคุ คลเหลา่ นนั้ ตอนตอ่ ไปนาเหตุการณ์ตา่ ง ๆ
และลมฟ้าอากาศในรอบปหี น่ึงๆ ต้งั แต่เดือน ๕ ถึง เดือน ๔ มาพรรณนา เดือนใดมีพธิ ีอะไรก็นามากลา่ วไว้
ละเอียดลออ เช่น เดือนสบิ เอ็ดมพี ิธีอาศวยุช เดอื นสบิ สองมีพธิ จี องเปรียงลอยพระประทีป เดอื นยปี่ ระกอบพธิ ี
ตรยี ัมปวาย และเดือนส่ีกระทาพธิ ีตรุษ เปน็ ตน้ ต่อจากนัน้ ถามข่าวคราวของนางจาก ปี เดือน วัน และยาม ขอ
พระเทพเจา้ ใหไ้ ด้พบนาง ตอนสดุ ท้ายกลา่ วสรรเสริญพระบารมีพระเจา้ แผน่ ดนิ

๗.โคลงหรภิ ญุ ชัย ผแู้ ตง่ สันนิษฐานทีผู้แต่งคนหนึ่ง อาจชอ่ื ทิพแต่งไวเ้ ป็นภาษาไทยเหนอื ต่อมามี

ผูถ้ อดออกมาเปน็ ภาษาไทยกลางอกี ตอนหนง่ึ และกวีทางใต้คงนามาดัดแปลงราวศักราชสมเด็จพระนารายณ์

มหาราช ศาสตราจารย์ ประเสรฐิ ณ นคร ไดศ้ กึ ษาโคลงเรื่องนีโ้ ดยเทียบกับตน้ ฉบบั ภาษาไทยเหนือทเี่ ชียงใหม่

และลงความ ว่าจะแต่งขึน้ ในสมยั พ.ศ.๒๐๖๐ ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดที ่ี ๒ ซึง่ เป็นเวลาทพี่ ระแกว้
มรกตยังอย่ทู ่ีเจดีย์เชยี งใหม่ เน่อื งจากนิราศเร่ืองกลา่ วถึงพระแก้วมรกตไวด้ ว้ ย ทานองแตง่ เดมิ แต่งไว้เป็น

โคลงไทยเหนอื ต่อมามผี ้ถู อดเปน็ โคลงสุภาพ ความมุง่ หมาย ผแู้ ตง่ มีความมุ่งหมายเพ่ือบรรยายความร้สู กึ ที่

ตอ้ งจากหญิงรักไปนมัสการพระธาตุหรภิ ญุ ชัย เร่มิ ด้วยบทบูชาพระรตั นตรัย บอกวนั เวลาทแี่ ตง่ แล้วกลา่ วถงึ

การท่ตี ้องจากนางทเ่ี ชียงใหม่ไปบชู าพระธาตุหรภิ ุญชยั ท่เี มือง หรภิ ุญชัย (ลาพนู ) ก่อนออกเดนิ ทางได้นมสั การ

ลาพระพทุ ธสหิ งิ ค์ ขอพรพระมงั ราชหรือพระมังรายซ่ึงสถิต ณ ศาลเทพารักษ์ นมสั การลาพระแกว้ มรกต เมอ่ื

เดนิ ทางพบสง่ิ ใดหรือตาบลใดกพ็ รรณนาคร่าครวญราพันรกั ไปตลอดทางจนถึง เมอื งหรภิ ุญชยั ไดน้ มสั การพระ

ธาตุสมความต้ังใจ บรรยายพระธาตุ งานสมโภชพระธาตุ ตอนสุดทา้ ยลาพระธาตุกลบั เชยี งใหม่

๘. สมุทรโฆษคาฉนั ท์ เป็น ‘’ยอดแห่งคาประพันธป์ ระเภทฉันท์’’ รูปแบบของการประพนั ธ
ประกอบดว้ ยฉันท์และกาพย์ วรรณคดมี รดกเรื่องน้ีมีผูป้ ระพนั ธ์ถงึ ๓ ท่าน เริม่ ตน้ จาก พระมหาราชครู รบั

กระแสพระราชดารสั จากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ท่านแต่งไดเ้ กอื บจบตอนที่ ๒ กถ็ ึงแก่อนจิ กรรม สมเด็จ

พระนารายณม์ หาราชจงึ ทรงพระราชนพิ นธ์ต่อ แต่ก็ยงั ไมจ่ บทิ้งรา้ งไวจ้ นถึงสมัยรัตนโกสินทร์สมเดจ็ พระมหา

สมณเจา้ กรมสมเด็จพระปรมานุชติ ชิโนรสทรงพระนพิ นธ์ตอ่ จนจบครบทั้ง ๔ ตอน เม่ือ พ.ศ. ๒๓๙๒ เปน็ เรอื่ ง

เกี่ยวกบั การผจญภยั ทีส่ นุกสนานตืน่ เตน้ ของพระสมทุ รโฆษและนางพินทุมดี ท่ไี ด้พระขรรค์วเิ ศษพาเหาะไป

เทย่ี วยงั ท่ีตา่ งๆได้ ต่อมาพระขรรคถ์ ูกลกั ไป ท้งั สองต้องพลัดพรากจากกนั ตา่ งผจญภยั ต่อไปอกี จนกลบั ถึงพระ

นครและไดค้ รองเมืองอย่างมีความสขุ

๙. บทเห่เรอื ของเจา้ ฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจา้ ฟ้ากงุ้ ) เปน็ บทที่ไดร้ ับยกย่องว่าดที ่สี ดุ คือ มีความ
ดีเด่นดา้ นการคิดสรา้ งสรรค์รูปแบบแปลกใหม่ ทรงใช้กาพย์และโคลงคู่กนั คลา้ ยกาพย์ห่อโคลง และทรง
เปลย่ี นแปลงวธิ ีแต่งใหมโ่ ดยแบง่ เนือ้ เร่ืองออกเปน็ ตอนๆ แตล่ ะตอนใช้โคลง ๑ บท แลว้ แต่งกาพยเ์ ลียนความ
ขยายความอีกจานวนหนง่ึ แล้วจึงเรม่ิ ต้นตอนต่อไปด้วยโคลง แล้วขยายความดว้ ยกาพย์ต่อไปอกี รปู แบบฉบับ
เชน่ พระบาทสมเดจ็
พระพุทธเลศิ หล้านภาลยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอย่หู วั พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจ้าอย่หู ัว
เปน็ ตน้ นอกจากนี้ บทเห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งยงั ใชเ้ ห่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ และในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
ในปจั จบุ นั ดว้ ย เนอ้ื หาของบทเห่เรือคือ การชมเรือพระท่ีน่ังและการเคลือ่ นขบวนเรือตามลาน้าทมี่ ีธรรมชาติ
สวยงาม โดยนามาเปรียบกบั ความรักนาง และความรูส้ ึกเป็นทุกข์ เน่ืองด้วยการพรากจากนางตามธรรมเนยี ม
ของการแต่งนิราศ การใชภ้ าษาของเจา้ ฟ้าก้งุ มคี วามไพเราะสละสลวยจับใจ คนไทยจานวนมากมีความซาบซง้ึ
และจดจาบทเห่เรือของเจ้าฟา้ กุ้งได้อยา่ งขึ้นใจ เช่น

พระเสดจ็ โดยแดนชล ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย
กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย พายออ่ นหยับจบั งามงอน
และอีกตอนหนึง่ ในบทเห่ครวญ
เจา้ มีสนิ พม่ี ศี ักดิ์
ขาวสดุ พุดจบี จนี แต่พี่รักเจา้ คนเดยี ว
ทง้ั วงั เขาชังนัก

สมยั อยุธยาตอนปลาย บทละครไดร้ บั ความนิยมอยา่ งเหน็ ไดช้ ดั กว่าสมยั ก่อนๆ ตามจดหมายเหตุ
ของลาลูแบร์ กล่าววา่ ในกรุงศรอี ยุธยา ละครเป็นมหรสพท่ีเล่นกนั เป็นปกติ รวมท้งั โขน และระบา

บทละครสมยั อยุธยาเรยี กกนั ท่วั ไปว่า “บทละครครั้งกรงุ เก่า” สว่ นมากไมป่ รากฏชื่อผู้แต่งและปที ่ี
แตง่ เช่น เรื่องรามเกยี รต์ิ การเกษ (การะเกด) คาวี มโนหร์ า สงั ขท์ อง เป็นตน้ สว่ นบทละครเรอื่ งดาหลงั ทีใ่ ช้
เลน่ ในพระบรมมหาราชวังนน้ั เจา้ ฟา้ หญิงกุณฑลทรงพระนิพนธ์และเรื่องอเิ หนา เจ้าฟา้ หญงิ มงกุฎทรงพระ
นิพนธ์ท้ังสองเรื่องแต่งในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

สมยั รตั นโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๒๕ – ปจั จบุ ัน)

ตง้ั แตก่ ารสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เปน็ ราชธานีไทยเมอ่ื พ.ศ. ๒๓๒๕ จนถงึ ปัจจุบนั (พ.ศ. ๒๕๔๒)

เป็นเวลา ๒๑๗ ปี กวีไทยได้สร้างสรรค์วรรณคดีทสี่ มควรรักษาเปน็ มรดกไทยไวจ้ านวนมาก ในทนี่ ้ีจะหยิบยก

เฉพาะทสี่ าคัญๆ มากลา่ วไว้ คอื บทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธใ์ นรชั กาลที่ ๑ บทละครเร่ืองอเิ หนา

พระราชนิพนธใ์ นรัชกาลท่ี ๒ บทเสภาเร่ืองขุนชา้ งขุนแผน ลิลิตตะเลงพา่ ย สามก๊ก พระราชพิธีสิบสองเดอื น

และนิทาน

คากลอน เร่ืองพระอภัยมณี

บทละครเรอื่ งรามเกียรต์ิ พระราชนพิ นธใ์ นรัชกาลท่ี ๑

เป็นบทละครทมี่ ีเนื้อหาสมบูรณค์ รบถว้ นประกอบด้วยเรอ่ื งนา่ รู้ และเรื่องแทรกที่สนกุ สนานทั้งยงั นามา
ปรับปรุงเปน็ บทสาหรับการเล่นละครได้ อยา่ งดี ละครไทยแท้ๆ แตเ่ ดิมมกั จะเป็นละครราท่มี ที ่าราบอกถึง
เร่ืองราวตามบทร้อง ดังนนั้ ท่าราและบทร้องจึงมคี วามหมายสอดคล้องต้องกนั ทง้ั ยังเข้ากบั ทานองเพลงต่างๆ
ท่ี ใหไ้ ว้ดว้ ย เช่น เพลงช้า กราวนอก เสมอ โอด เปน็ ต้น

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลท่ี ๑ (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๒๕ – ๒๓๕๒)
ทรงพระราชนพิ นธบ์ ทละครเรื่องรามเกยี รตขิ์ ึ้นเพื่อใช้ในพธิ ีสมโภชพระนครใหม่ คอื กรงุ รตั นโกสินทร์ ระหว่าง
พ.ศ. ๒๓๒๘ – ๒๓๒๙ เนือ้ เรอื่ งประกอบดว้ ยเรือ่ งราวนา่ รู้ต่างๆ เรม่ิ ดว้ ยหิรญั ยักษม์ ้วนแผน่ ดิน และกาเนิดตัว
ละครสาคญั ๆทง้ั ฝ่ายยักษ์ ลิง และมนุษย์ แล้วจึงดาเนินเรื่องการสูร้ บระหว่างพระรามกบั ทศกัณฐ์ ซง่ึ ต้องสู้รบ
กนั หลายครัง้ กวา่ จะไดช้ ยั ชนะเดด็ ขาด ประกอบด้วยเร่ืองราวท่นี า่ ตนื่ เต้นและเรื่องแทรกท่ีสนกุ สนานบนั เทิง
เสรมิ ดว้ ยอารมณ์ขัน ทาให้เร่ืองราวมสี ีสนั เหมาะสมกบั การแสดงละคร ท้งั ยังให้คตธิ รรมทวี่ า่ ธรรมยอ่ มชนะ

อธรรม และยกย่องความซื่อสตั ย์ ความกตญั ญู บทละครเรือ่ งนไี้ ดร้ ับความนยิ มจากคนไทยทกุ ยคุ ทกุ สมยั
ตวั อยา่ ง จากบทละครเรอ่ื งรามเกียรต์ิ ตอนกมุ ภกรรณลบั หอกโมกขศักด์ิ บอกชื่อเพลงโอด ดังนี้

ฯ๒คาฯ โอด

เมื่อนนั้ ทศเศยี รสรุ ยิ วงศ์รงั สรรค์

เห็นนอ้ งท้าวเจ็บปวดจาบัลย์ กมุ ภัณฑต์ ระหนกตกใจ

จึง่ มพี ระราชบญั ชา เจ้าผู้ฤทธาแผ่นดนิ ไหว

ออกไปรณรงคด์ ้วยพวกภยั เหตใุ ดจ่ึงเป็นด่ังน้ีฯ

บทละคร
ใช้เปน็ บทประกอบการแสดงละคร ประกอบด้วยบทสนทนาที่ดาเนินไปตามทอ้ งเร่อื งและรูปแบบของ

การแสดงไทยมลี ะคร หลายชนดิ ท้ังละครร้อง ละครรา ละครใน ละครนอก โขน หนังตะลุง ลเิ ก ก่อนสมัย
รัชกาลท่ี ๕ ยงั ไม่มลี ะครพดู ดังน้นั จึงยงั ไม่แบง่ เนื้อเรอ่ื งเป็นฉากไมม่ ีการกล่าวถงึ ฉากและการจัดฉากให้เหน็
จรงิ เดมิ ละครไทยจะแสดงเฉพาะบางตอนเทา่ น้นั ไม่ไดแ้ สดงตลอดทั้งเร่ือง เชน่ เร่อื งรามเกยี รติ์ตอนสีดาหาย
ตอนหนุมานจองถนน เรื่องอเิ หนาตอนศึกกะหมังกหุ นิง ตอนอเิ หนาเผาเมือง ตอนอเิ หนาตามบุษบา เปน็ ตน้
จนกระทั่งไทยได้แบบอย่างจากตะวันตก จงึ มีการปรบั ปรุงละครไทยขน้ึ ใหมห่ ลายรูปแบบ และเรยี กช่ือต่างๆกัน
เชน่ ละครพันทาง ละครดึกดาบรรพ์ ละครรอ้ งลว้ นๆ ละครสังคีต ละครพูด

นอกจากบทละครเรื่องรามเกยี รติ์ ฉบบั พระราชนิพนธ์ในรัชกาลท่ี ๑ แล้ว ยงั มีบทละครที่เปน็
วรรณคดีมรดกทีม่ ีคุณค่าอีกมาก เชน่ บทละครเรื่องอิเหนา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หล้า
นภาลยั
บทละครเรอ่ื งอิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒

เป็นบทละครทม่ี คี ุณค่าสมควรรกั ษาไวเ้ ป็นมรดกไทย ประกอบดว้ ยศลิ ปะในการแตง่ ที่ประณีต บท
ละคร
มขี นาดกะทัดรัด รกั ษาขนบในการชมเมืองท่ีได้แบบอยา่ งจากเร่ืองรามเกียรติ์และเนน้ องค์หา้ ของละครดี จน
กลายเป็นแบบ แผนของการแต่งบทละครในสมยั หลัง สมเด็จฯเจา้ ฟา้ กรมพระนครสวรรค์วรพนิ ิตทรงยกย่องวา่
บทละครเร่ืองอิเหนา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลัยน้ี เป็นบทละครท่ีครบองคห์ ้า
ของละครดี คือ

๑. ตัวละครงาม (หมายถงึ เคร่ืองแต่งตวั หรอื รูปร่าง)
๒. รางาม
๓. ร้องเพราะ
๔. พิณพาทยเ์ พราะ
๕. กลอนเพราะ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้ นภาลัย (ครองราชยป์ ี พ.ศ ๒๓๕๒ – ๒๓๖๗) เปน็ พระมหากษัตริย์

ที่ทรงคุณความดีท้ังในดา้ นการปกครอง การสาธารณสขุ และศลิ ปวฒั นธรรมหลายด้าน เช่น ดา้ นสถาปตั ยกรรม
ดนตรี วรรณคดี และการละคร

เนอื้ เรือ่ งของบทละครเร่ืองอิเหนามาจากพงศาวดารชวา กลา่ วถงึ กษตั ริยว์ งศ์เทวัญสอื่ องค์ซึ่งเป็นพ่นี ้อง
กัน และครองนคร ๔ นคร คือ กุเรปนั ดาหา กาหลัง และสงิ หัดส่าหรี อิเหนาแห่งเมืองกุเรปันไดห้ มั้นหมายกับ
บุษบาราชธดิ าเมืองดาหา ต่อมาได้พบกับจนิ ตะหราก็หลงรกั เม่อื ถูกบังคับให้เขา้ พธิ ีอภเิ ษกสมรสกบั บุษบา จงึ
ลอบหนอี อกจากเมืองไปหาจินตะหรา จนกระทง่ั เมื่ออเิ หนาไปชว่ ยทา้ วดาหารบกับท้าวกะหมังกุหนิงและได้พบ
บษุ บากห็ ลงรัก จงึ ทาอบุ ายเผาเมืองดาหา แลว้ ลักพาบุษบาไป ทา้ วอสัญแดหวาโกธรแคน้ ในการกระทาอันมิ
ชอบของอิเหนา
จงึ บันดาลให้ลมหอบบุษบาไปตกท่แี ควน้ ปะมอตนั อเิ หนาต้องฟนั ฝ่าอปุ สรรคมากมาย ระหวา่ งตามหาบษุ บา
จนกระท่ังไดเ้ ข้าพธิ ีอภิเษกสมรส เร่อื งจงึ จบลงด้วยความสขุ

คุณคา่ พิเศษของบทละครเรื่องอเิ หนาซึ่งเปน็ วรรณคดมี รดกนค้ี ือ ความบันเทิงอยา่ งสมบรู ณท์ ี่ไดจ้ าก
บทละครร้อยกรองประเภทละครรา ทุกองคป์ ระกอบของบทละคร เชน่ ทา่ ราและทานองเพลงมีความสัมพนั ธ์
กนั อย่างกลมกลืน บทชม โฉมก็สมั พนั ธก์ บั การทรงเครอื่ ง ทุกอยา่ งสามารถกาหนดได้บนเวทลี ะครอยา่ งสมเหตุ
สมผล กอ่ ให้เกดิ ประเพณีการละคร โดยเฉพาะละครใน การดาเนินเรื่อง การแตง่ บทร้อง ความยาวของบทเข้า
กบั ลลี า
ทา่ รา นบั เปน็ ศิลปะการแสดงทป่ี ระณีต งดงามย่ิงของละครไทย

ตัวอย่าง คาประพนั ธ์ท่ีแสดงใหเ้ หน็ ลักษณะอาการของตวั ละครเม่ือเสยี ใจ หรอื ผิดหวัง

ฯ๑๐คาฯ

(รา่ ย)เม่อื นั้น โฉมยงองคร์ ะเดน่ จินตะหรา

คอ้ นใหไ้ ม่แลดูสารา กัลยาคั่งแคน้ แนน่ ใจ

แล้ววา่ อนจิ จาความรัก พงึ่ ประจักษ์ดั่งสายน้าไหล

ต้ังแต่จะเชี่ยวเปน็ เกลยี วไป ทไ่ี หนเลยจะไหลคนื มา

สตรใี ดในพภิ พจบแดน ไมม่ ีใครได้แคน้ เหมือนอกข้า

ด้วยใฝ่รกั ให้เกินพักตรา จะมีแต่เวทนาเป็นเนืองนิตย์

โอว้ ่าน่าเสยี ดายตัวนกั เพราะเชื่อลนิ้ หลงรกั จงึ ช้าจิต

จะออกช่อื ฦาชัว่ ไปท่วั ทศิ เม่อื พลัง้ คิดผิดแลว้ จะโทษใคร

เสียแรงหวังฝังฝากชวี ี พระจะมีเมตตาก็หาไม่

บทเสภาเรอ่ื งขนุ ช้างขนุ แผน
เสภาเป็นบทกลอนชนิดหน่งึ ใช้ขบั เพื่อความบันเทงิ ไดร้ ับความนยิ มในหมนู่ กั เลงกลอนตั้งแต่สมยั

อยธุ ยา และกลับมาเป็นท่ีนยิ มอกี ครง้ั ใน สมยั รัชกาลท่ี ๒ และ ๓ แหง่ กรุงรัตนโกสนิ ทร์ผูแ้ ต่งเสภามักจะเลือก

หานิทานนิยายเรื่องเลา่ ทต่ี น เคยรูจ้ กั มาแต่งเป็นเรอ่ื งราวตอ่ เนอื่ งกัน บทเสภาเร่ืองขุนช้างขุนแผนจึงมีผแู้ ต่ง
หลายคน
ใครพอใจจะขับเสภาตอนในก็แตง่ ขนึ้ เองเฉพาะตอนที่ตนขับ ดงั น้นั บางตอนจึงมผี ูแ้ ต่งหลายคน แตล่ ะคนจะ
มสี านวนเฉพาะตน และมีรายละเอยี ดแตกต่างกนั เม่ือมีการรวบรวมบทเสภาเป็นเร่ืองเดียว จึงต้องมกี าร
ตรวจสอบชาระ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดารงราชานุภาพทรงเปน็ ประธานชาระเร่ืองขุน ช้าง
ขุนแผน เม่ือ
พ.ศ. ๒๔๖๐ และไดท้ รงวนิ จิ ฉยั เกี่ยวกบั ผ้แู ตง่ ด้วย ปรากฏวา่ มีผ้แู ตง่ หลายคน เช่น พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธ
เลศิ หล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนัง่ เกล้าเจ้าอยหู่ ัว สุนทรภู่ ครแู จ้ง และยังไมท่ ราบนามผู้แตง่ บทเก่าอีก
หลายตอน

บทเสภาเรอ่ื งขุนชา้ งขนุ แผนเปน็ บทร้อยกรองท่มี ีความยาวมาก แต่งเปน็ บทกลอนซงึ่ มีแบบแผน
ฉนั ทลักษณเ์ หมือนกลอนสุภาพ แตเ่ ม่ือขน้ึ ต้นตอนใหม่ หรอื กลา่ วถึงบคุ คลใหม่ จะใชค้ าขึ้นต้นวา่ “ครานน้ั ”
เชน่

คราน้ันจึงโฉมเจา้ เณรแกว้ เย็นแลว้ จะไปเทศน์กผ็ ลดั ผา้
ห่มดองครองแนบกับกายา แลว้ ไปวนั ทาท่านขรวั มี

บทเสภาเรือ่ งขุนช้างขุนแผนมเี น้อื เร่อื งเกี่ยวกบั วิถีชีวิตของชาวบ้าน บางตอนกล่าวถึงพระมหากษัตริย์
บ้าง แตม่ ไิ ดต้ ้องการแสดงเรื่องราวของพระมหากษตั รยิ ์ นับไดว้ า่ เป็นเรอื่ งราวของคนไทยแท้ ๆ โดยมไิ ด้
ดัดแปลงจากวรรณกรรมของชาติอ่ืน ตัวละครในเร่ืองมชี ีวิตจติ ใจราวกับคนจริงๆ ท่ีมีชวี ติ อยา่ งคนธรรมดาซ่งึ มี
ทั้งทุกข์และสุข ความสมหวัง และความผิดหวัง แก่นสาคัญของเร่ืองกล่าวถึงรกั สามเส้าของขุนแผน ขุนชา้ ง
และนางพิมหรือนาง
วันทอง การดาเนินเรื่องเร่ิมต้นตง้ั แตช่ ีวติ วยั เดก็ ของตวั ละครเอกท้งั สาม ความสมหวังในรักของขุนแผนหรือ
พลายแกว้ กับนางพิม แลว้ กลายเปน็ การพลัดพรากจากกัน ไปสู่ความสมหวังในรักของขุนชา้ งทมี่ ีตอ่ นางพิม เกดิ
การแย่งชิงความรักกันระหว่างขุนช้างกบั ขุนแผน การดาเนินเรือ่ งจะมีการแทรกเร่ืองย่อยทสี่ นกุ สนานตืน่ เตน้
สลบั กับความเศรา้ รนั ทด ขณะเดียวกนั ผอู้ า่ นผู้ฟงั เสภาเร่อื งน้ีจะได้รับสารประโยชน์เกยี่ วกบั คา่ นยิ มของคน
ไทยใน ด้าน
ไสยศาสตรแ์ ละโหราศาสตร์ประเพณีต่างๆ ลักษณะของชีวติ ความเป็นอยูส่ านวนภาษา คาคมทีจ่ บั ใจ และ
สุภาษติ การใชภ้ าษาในบทเสภาเรื่องขุนชา้ งขุนแผนเป็นตวั อย่างที่คนไทยยดึ ถือและจดจา ไดอ้ ย่างข้ึนใจ

ตัวอย่างโวหารแสดงความรกั จากเสภาเรื่องขุนช้างขนุ แผน ตอนขุนแผนเดนิ ทางไปกบั วนั ทองในป่า
ขนุ แผนกลา่ วยา้ ความรักท่ีมีต่อวนั ทอง ดังน้ี

“…โอแ้ สนสุดสวาทของพเ่ี อย๋ อย่าคดิ เลยพ่หี าเป็นเชน่ นน้ั ไม่

อันตัวเจ้าทา่ เทยี มกบั ดวงใจ สน้ิ สงสยั แล้วเจา้ อยา่ เสยี ดแทง
พ่รี กั เจา้ เทา่ กบั เมอื่ แรกรัก ด้วยประจกั ษเ์ หน็ ใจไม่กินแหนง...”

สดุ ยอด ‘วรรณคดสี โมสร’

“วรรณคดีสโมสร” นจี่ ดั ต้ังข้ึนมาในสมยั รชั กาลท่ี 6 เพอื่ ส่งเสรมิ การแตง่ หนังสือให้ถูกต้องตามหลกั
ภาษาไทย ได้สาระประโยชน์ โดยคดั เลือกหนงั สือดแี ละแต่งไดด้ ี ประเภทต่างๆ) แตล่ ะประเภทบ้าง

1. สุดยอดลิลติ ไดแ้ ก่ ลิลิตพระลอ
2. สดุ ยอดฉนั ท์ ไดแ้ ก่ สมทุ รโฆษคาฉนั ท์
3. สุดยอดกาพย์ ได้แก่ มหาชาตกิ ลอนเทศน์
4. สุดยอดกาพย์เหเ่ รอื ได้แก่ กาพย์เห่เรอื ของเจ้าฟา้ ธรรมาธิเบศร์
5. สดุ ยอดนิราศ ได้แก่ นิราศนรินทร์
6. สดุ ยอดนทิ านความเรียง ได้แก่ สามกก๊ ฉบบั เจา้ พระยาพระคลงั (หน)
7. สดุ ยอดกลอนนิทาน ไดแ้ ก่ พระอภัยมณี

8. สดุ ยอดกลอนสภุ าพ ได้แก่ เสภาเร่อื ง ขนุ ช้างขุนแผน
9. สุดยอดบทละครรา ได้แก่ อเิ หนา ในรัชกาลท่ี ๒
10. สุดยอดบทละครพดู ได้แก่ หัวใจนักรบ(บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลท่ี 6)

11. สุดยอดบทละครร้อง ได้แก่ สาวเครือฟ้า

12. สดุ ยอดกวนี พิ นธ์ ได้แก่ พระนลคาหลวง

13. สุดยอดความเรียงอธิบาย ได้แก่ พระราชพธิ ีสิบสองเดือน (บทพระราชนิพนธใ์ นรัชกาลที่ 5 )

14. สุดยอดบทละครพดู คาฉันท์ มัทธนะพาธา (บทพระราชนิพนธ์ในรชั กาลที่ 6)

วรรณคดบี างเรอ่ื งทคี่ นชอบพูดถึงเพราะความไพเราะ หรือเพราะเน้ือหาทโี่ ดนใจกนั มากๆ สักนิดนะคะ

จากลลิ ติ พระลอ ท่ีพูดวา่ ร้อยก๊กิ (ชู้) สักก่คี นกส็ ู้เมยี จริงๆ ไม่ได้ และถงึ ยังไงรกั ของเมยี กไ็ ม่อาจมา

เทียบกับความรักของแมท่ ม่ี ีต่อลูกได้

รอ้ ยชฤู้ าเทา่ เนื้อ เมยี ตน เมยี แลพ่ ันฤาดล แม่ได้

จากพระอภยั มณี บทนีค้ นก็พูดถงึ กันมาก เพราะมันกจ็ ริงอยา่ งที่สนุ ทรภ่บู อกไวน้ ะคะ

แลว้ สอนวา่ อย่าไวใ้ จมนุษย์ มันแสนสดุ ลึกล้าเหลือก้าหนด

ถึงเถาวลั ย์พนั เก่ยี วท่เี ล้ยี วลด ก็ไม่คดเหมือนหนง่ึ ในนา้ ใจคน

จากอเิ หนา บทที่พูดถึงคนรักทีเ่ ปลี่ยนไป ว่าเหมือนสายน้าทีไ่ หลไปแล้ว ไม่ยอ้ นกลบั มา

แลว้ ว่าอนิจจาความรัก พึ่งประจักษ์ดั่งสายนา้ ไหล

ตัง้ แตจ่ ะเชีย่ วเปน็ เกลียวไป ทไ่ี หนเลยจะไหลคืนมา

และจากเร่ืองมัทนะพาธาที่พูดถึงความรักท่กี ลายเปน็ ความหลง ซ่ึงห้ามก็ไมไ่ ด้

ความรักเหมือนโรคา บนั ดาลใหต้ ามืดมล

ไม่ยินและไมย่ ล อปุ ะสคั คะใดๆ

ความรักเหมือนโคถึก ก้าลงั คกึ ผิขังไว้

กโ็ ลดจากคอกไป บยอมอยู่ ณ ทขี่ ัง”


Click to View FlipBook Version