โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ เรื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านพงโพด กระเป๋าสานเส้นพลาสติก Woven bag from plastic strands. นางสาวธันยพร ศรีแก้ว รหัสประจำตัว 64202110042 นางสาวเปรมิกา ผางจันดา รหัสประจำตัว 64202110044 นางสาวณัฐวิภา ทบเทิบ รหัสประจำตัว 64202110067 โครงงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2566 ประเภทวิชาพาณิชยกรรม สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 ปีการศึกษา 2566
โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ เรื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านพงโพด กระเป๋าสานเส้นพลาสติก Woven bag from plastic strands. นางสาวธันยพร ศรีแก้ว รหัสประจำตัว 64202110042 นางสาวเปรมิกา ผางจันดา รหัสประจำตัว 64202110044 นางสาวณัฐวิภา ทบเทิบ รหัสประจำตัว 64202110067 โครงงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2566 ประเภทวิชาพาณิชยกรรม สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม สถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 ปีการศึกษา 2566
คณะกรรมการสอบโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ได้พิจารณาโครงงาน เรื่อง การพัฒนา ผลิตภัณฑ์กระเป๋าจักสานจากเส้นพลาสติก นี้แล้ว เห็นสมควรรับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง(ปวช.) พุทธศักราช 2566 ประเภทวิชาพาณิชยกรรม สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก ของวิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม คณะกรรมการสอบโครงงาน .............................................. ประธานกรรมการ (นายพิษณุ ศิลาอาสน์) .............................................. กรรมการ (...........................................) .............................................. กรรมการและเลขานุการ (...........................................) วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม อนุมัติให้รับโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพฉบับนี้ เป็นส่วน หนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง(ปวช.) พุทธศักราช 2566 ประเภทวิชาพาณิชยกรรม สาขาวิชาธุรกิจค้าปลีก .............................................. ............................................. (นางสาวรัตนาภรณ์ จันทนา) (นายพิษณุ ศิลาอาสน์) ครูที่ปรึกษาโครงงาน หัวหน้าภาควิชาธุรกิจค้าปลีก .............................................. ............................................. (นายบัญชา โคตรแก้ว) (นางทิพย์วรรณ อู่ทรัพย์) รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม วันที่ ........ เดือน …………………….. พ.ศ. 2567 ลิขสิทธิ์ของสาขาวิชา…………………….………… วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม
ก หัวข้อโครงงาน ผลิตภัณฑ์กระเป๋าจักสานจากเส้นพลาสติก ผู้ดำเนินการ นางสาวเปรมิกา ผางจันดา นางสาวธันยพร ศรีแก้ว นางสาวณัฐวิภา ทบเทิบ ครูที่ปรึกษา นางสาวรัตนาภรณ์ จันทนา หน่วยงาน วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม ปีพ.ศ. 2566 การจัดทำโครงงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของชุมชนให้มีคุณภาพ มากขึ้น 2.เพื่อเพิ่มช่องทางการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์/เพจ/Facebook 3.เพื่อพัฒนาส่งเสริม การตลาดให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนมียอดขายมากขึ้น 4.เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นที่ยอมรับ ของการตลาดมากขึ้น ประชากรและกลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 1 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริโภคในเขต อำเภอบรบือ จำนวน 20 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจของผู้บริโภคร่วมกับ ผลิตภัณฑ์ต้นแบบมี 5 ระดับ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติคือ การหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต และ ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยมีดังนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 65 และ เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 35 ส่วนมากมีอายุอยู่ในช่วง 19-26 ขึ้นไปปีคิดเป็นร้อยละ 45 รองลงมาคือ อายุ31-50 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 40 อายุต่ำกว่า 18 ปีคิดเป็นร้อยละ 15 ตามลำดับ ด้านความพึง พอใจของ ผู้บริโภคที่มีต่อตราสินค้า บรรจุภัณฑ์และช่องทางการจัดจำหน่ายทุกด้านอยู่ในระดับมากซึ่งมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ (̃=3.87) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านการจัดช่องทางเพจ Facebook มีความ สะดวกในการสั่งซื้อสินค้าสูงสุด (̅=3.82) รองลงมาคือด้านตราสินค้ามีความน่าสนใจสามารถดึงดูด ความสนใจของลูกค้าได้ (̅=4.2) ด้านบรรจุภัณฑ์มีความเหมาะสมกับตัวผลิตภัณฑ์ (̅=4.90) ด้าน รูปแบบของเพจ Facebook มีความน่าสนใจ (̅=4.05) ตามลำดับ
ข กิตติกรรมประกาศ โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพฉบับนี้ สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลือ อย่างสูงยิ่งจากนางสาวรัตนาภรณ์ จันทนา(ครูที่ปรึกษา) และนายพิษณุ ศิลาอาสน์(หัวหน้าภาควิชา) ที่ได้ กรุณาให้คำปรึกษาแนะนำ และตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องทุกขั้นตอนของการจัดทำโครงงาน คณะ ผู้จัดทำโครงงานขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูง ขอขอบคุณวิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม และกลุ่มจักสานกระเป๋าจากเส้นพลาสติกบ้านพง โพด และเพื่อนนักศึกษา สาขาวิชาการจัดการธุรกิจค้าปลีก ทุกคนตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้ให้ กำลังใจ ช่วยเหลือและสนับสนุนให้การจัดทำโครงงานในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดีและบรรลุผลตาม วัตถุประสงค์ทุกประการ อนึ่ง คุณค่าและประโยชน์อันเกิดจากการจัดทำโครงงานครั้งนี้ คณะผู้จัดทำโครงงานขอมอบ บูชาพระคุณแด่ บิดามารดา ครูอาจารย์ที่เคยอบรมสั่งสอน และผู้มีพระคุณทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย นางสาวธันยพร ศรีแก้ว นางสาวเปรมิกา ผางจันดา นางสาวณัฐวิภา ทบเทิบ พ.ศ. 2566
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ สารบัญภาพ ช บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ 1 วัตถุประสงค์ 2 ขอบเขตของโครงงาน 2 สมมุติฐาน หรือกรอบแนวคิด 2 วิธีการดำเนินการ 2 ระยะเวลาและสถานที่ 2 งบประมาณ 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 3 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ความหมายและความสำคัญของกระเป๋าสานเส้นพลาสติก 4-5 ทฤษฎีการออกแบบและการสร้าง 11-26 ช่องทางการจัดจำหน่าย 27-32 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 33 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 34 การเก็บรวบรวมข้อมูล 35 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ 35 บทที่ 4 ผลการดำเนินโครงงาน ผลการดำเนินงาน 36 สัญลักษณ์ในการเสนอการวิเคราะห์ข้อมูล 36 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 37-39
สารบัญ หน้า บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผลการดำเนินโครงงาน 40 อภิปรายผล 41 ข้อเสนอแนะ 41 - ข้อเสนอแนะในการนำผลการดำเนินโครงงานไปใช้ 41 - ข้อเสนอแนะในการจัดทำโครงงานครั้งต่อไป 42 บรรณานุกรม ภาคผนวก ภาคผนวก ก - แบบเสนอขออนุมัติโครงงาน (คง.1) - แบบขออนุญาตนำเสนอผลโครงงาน (คง.2) ภาคผนวก ข - แบบสอบถามความพึงพอใจ ภาคผนวก ค - ภาพประกอบการดำเนินโครงงาน ประวัติผู้จัดทำ
ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ตารางที่ 1.1 ตารางแสดงระยะเวลาและสถานที่ 2 ตารางที่ 1.2 ตารางแสดงงบประมาณและค่าใช้จ่าย 3 ตารางที่ 4.1 ตารางแสดงจำนวนร้อยละจำแนกตามตัวแปลเพศและอายุ 37 ตารางที่ 4.2 ตารางผลการประเมินแบบสอบถามที่มีต่อตราสินค้า 37 ตารางที่ 4.3 ตารางผลการประเมินแบบสอบถามที่มีต่อบรรจุภัณฑ์ 38 ตารางที่ 4.4 ตารางผลการประเมินแบบสอบถามที่มีต่อช่องทางการจัดจำหน่าย 39 หมายเหตุ (ตารางที่ 1.1 หมายความว่า ตารางนี้อยู่ในบทที่ 1 และเป็นตารางแรกของบทที่ 1) (ตารางที่ 2.1 หมายความว่า ตารางนี้อยู่ในบทที่ 2 และเป็นตารางแรกของบทที่ 2)
ช สารบัญภาพ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ กระเป๋าจักสานนี้ จัดทำขึ้นเพราะสนใจ และต้องการศึกษาเรื่องที่ทำเป็นเรื่องใหม่ซึ่งข้อมูลและ การเรียนรู้ได้มาจาก บ้านพงโพดซึ่งได้รับการอบรมและรวมกลุ่มคนในชุมชนบ้านพงโพด ทำเป็นชิ้นงาน จากปัญหาถุงพลาสติกที่ใส่อาหารที่ก่อให้เกิดขยะและโลกร้อนโดยเฉพาะถุงพลาสติกใสที่นิยมใส่อาหาร เป็นส่วนใหญ่ด้วยเหตุผลนี้ จึงเป็นแนวคิดและที่มา และจากตัวอย่างที่ได้เห็นมาผลงานชิ้นนี้สามารถ สร้างสรรค์ทำได้หลายรูปแบบ และส่งเสริมการทดแทนการใช้ถุงพลาสติกโดยใช้กระเป๋าจักสานใส่ของ แทน และที่สำคัญสามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่ตนเองและคนในชุมชนได้อีกด้วย จักสานพลาสติก เป็นศิลปะการจัดสานที่มีลวดลายสวยงาม การออกแบบ สีสันของเส้นพลาสติก ลวดลายต่างๆ ตามความต้องการ มีความละเอียดประณีต เรียบร้อย ได้มาตรฐาน คงทนสมประโยชน์ ราคาไม่แพงมีการพัฒนารูปแบบทันสมัยอย่างต่อเนื่องและเป็นสากล แต่กระบวนการผลิตยังใช้แบบดั่ง เดิม ทำให้มองเห็นคุณค่าและแสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของคนบ้านพงโพด เป็นผลงานจากการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่ประสานภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าคนรุ่นใหม่ ให้เข้ากันได้อย่างลง ตัวละเหมาะสม จากความเป็นมาและความสำคัญดังกล่าว คณะผู้จัดทำโครงงานจึงมีแนวคิดที่จะจัดทำโครงงาน กระเป๋าจักสานจากเส้นพลาสติก ส่งเสริมการทดแทนการใช้ถุงพลาสติกโดยใช้กระเป๋าจักสานใส่ของแทน กระเป๋าจากเส้นพลาสติก เป็นศิลปะการจัดสานที่มีลวดลายสวยงาม ราคาไม่แพงมีการพัฒนารูปแบบ ทันสมัยอย่างต่อเนื่องและเป็นสากล เพื่อให้มียอดขายมากขึ้นและพัฒนาคุณภาพและแพ็คเกจให้เข้าถึงได้ ง่ายขึ้น วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย และสามารถขายได้จริง 2. เพื่อสร้างแบรนด์ตราสินค้าให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของตลาด 3. เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้มีหลากหลายและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ทั่วถึง 4 .เพื่อเพิ่มช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ โดยสร้างเพจ และช่องทางอื่นๆ ขอบเขตของโครงงาน เชิงปริมาณ 1. พัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์กระเป๋าสานจากเส้นพลาสติก จำนวน 3 ชิ้น 2. มีแบรนด์ตราสินค้าของผลิตภัณฑ์กระเป๋าสานจากเส้นพลาสติก จำนวน 1 แบรนด์ 3. มีช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นอีก 1 ช่องทาง
เชิงคุณภาพ 1. เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์กระเป๋าสานจากเส้นพลาสติกด้วยการสร้างแบรนด์ตราสินค้า 2. เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายในรูปแบบออนไลน์ สมมติฐาน หรือกรอบแนวคิด เพื่อพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย และสามารถขายได้จริงเพื่อสร้างแบรนด์ ตราสินค้าให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของตลาด วิธีการดำเนินการ 1. ประชุมปรึกษากับกลุ่มคณะทำงานเสนอความคิดเห็นและเลือกหัวข้อโครงงาน 2. แบ่งหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มและหาข้อมูลในการดำเนินโครงงาน 3. รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้านำมาวิเคราะห์และเลือกใช้ส่วนที่สำคัญ 4. เขียนแบบนำเสนอโครงงาน 5. นำโครงร่างของโครงงานปรึกษาและขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษา 6. ลงพื้นที่ประสานกับชุมชนหรือหมู่บ้านในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ 7. สร้างผลงานในการพัฒนาตราสินค้า ช่องทางการจัดจำหน่ายในรูปแบบออนไลน์ การ ออกแบบตราสินค้าหรือการจัดทำเพจสำหรับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ 8. ติดตาม ประเมินผลการการดำเนินงานตามโครงงาน 9. สรุปรายงานผลการดำเนินงานและจัดทำรูปเล่มนำเสนอผลการปฏิบัติงาน ระยะเวลาและสถานที่ ระยะเวลาดำเนินงาน พฤศจิกายน 2566 – กุมภาพันธ์ 2567 สถานที่ดำเนินโครงงาน บ้านพงโพด 39 หมู่ 5 ต.หนองสิม อ.บรบือ จ.มหาสารคาม กิจกรรม พ.ย.2566 ธ.ค.2566 ม.ค.2567 ก.พ.2567 25 30 1 31 1 31 1 10 1. ขออนุมัติโครงงาน 2. ศึกษาข้อมูล/ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 3. วางแผนการดำเนินงาน 4. ดำเนินการจัดทำโครงงาน 5. ทดสอบ/ประเมินผล 6. เก็บรวบรวมข้อมูล 7. วิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล 8. จัดทำรูปเล่มรายงาน 9. นำเสนอผลการดำเนินโครงงาน
งบประมาณและค่าใช้จ่าย รวมงบประมาณทั้งสิ้น 1,400 บาท ลำดับที่ รายการค่าใช้จ่าย จำนวน ราคา หมายเหตุ 1. สติกเกอร์แบรนด์สินค้า 10 ห่อ 200 บาท 2. ค่ารูปเล่มรายงาน 3 เล่ม 700 บาท 3. ค่าดำเนินงาน 500 บาท รวม 1,400 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. พัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย และสามารถขายได้จริง 2. สร้างแบรนด์ตราสินค้าให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของตลาด 3. เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้มีหลากหลายและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ทั่วถึง 4. เพิ่มช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ โดยสร้างเพจ ไลน์แอด และช่องทางอื่นๆ
บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การจัดทำโครงงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านพงโพด กระเป๋าสานเส้นพลาสติก คณะผู้จัดทำ โครงงานได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำเสนอตามลำดับ ดังนี้ 1. ความหมายของกระเป๋าจักสานจากเส้นพลาสติก 2. ความสำคัญการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ 3. การสร้างแบรนด์และตราสินค้า 4. ช่องทางการจัดจำหน่าย 5. การขายสินค้าออนไลน์ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 ความหมาย ความสำคัญ ความหมายเเละความสำคัญของกระเป๋าจักสานเส้นพลาสติก กระเป๋าจักสานนี้ จัดทำขึ้นเพราะสนใจ และต้องการศึกษาเรื่องที่ทำเป็นเรื่องใหม่ซึ่งข้อมูลและ การเรียนรู้ได้มาจาก บ้านพงโพดซึ่งได้รับการอบรมและรวมกลุ่มคนในชุมชนบ้านพงโพด ตำบลบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ทำเป็นชิ้นงาน จากปัญหาถุงพลาสติกที่ใส่อาหารที่ก่อให้เกิดขยะและ โลกร้อนโดยเฉพาะถุงพลาสติกใสที่นิยมใส่อาหารเป็นส่วนใหญ่ด้วยเหตุผลนี้ จึงเป็นแนวคิดและที่มา และ จากตัวอย่างที่ได้เห็นมาผลงานชิ้นนี้สามารถสร้างสรรค์ทำได้หลายรูปแบบ และส่งสริมการทดแทนการใช้ ถุงพลาสติกโดยใช้กระเป๋าจักสานใส่ของแทน และที่สำคัญสามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่ตนเองและคน ในชุมชนได้อีกด้วย กระเป๋าถือเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดของมนุษย์เราเป็นอย่างมาก ถ้าไม่มีกระเป๋าเราก็ จะต้องหอบข้าวของ ต่างๆทำให้ไปไหนมาไหนไม่ค่อยสะดวกในการเดินทางสักเท่าไหร่ ดังนั้นกระเป๋าจึงมี ส่วนช่วยในการเก็บข้าวของต่างๆไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง หนังสือ โทรศัพท์ และอุปกรณ์ต่างๆ กระเป๋า มีหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าหนัง กระเป๋าผ้า หรือกระเป๋าที่ทำมาจากเส้นพลาสติก ดังนั้นกระเป๋า จากเส้นพลาสติกเป็นการสานเส้นพลาสติกมาประกอบกันเข้าเป็นชิ้นงานโดยทุกขั้นตอนของการทำล้วน ใช้มือในการสาน ฉะนั้นจึงถือเป็นภูมิปัญญาขั้นพื้นฐานที่ได้รับการสืบทอดต่อกันมา เพราะในอดีตไม่มี เครื่องมือทุนแรง ซึ่งการทำกระเป๋าจักสานเส้นพลาสติกก็มีการพัฒนาขึ้นโดยการทำลวดลายต่างๆ นอกจากนี้การทำกระเป๋าสานเส้นพลาสติกถือเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พัฒนาความคิด สร้างสรรค์ ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สมควรได้รับ การต่อยอดและการใช้เวลาว่างที่มีอยู่ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของ
ครอบครัว และชุมชนตลอดจนเป็นการผลิตผลิตภัณฑ์จากเส้นพลาสติกมาแปรรูปสินค้าและพัฒนาเป็น ของของขวัญและของฝากทั่วไป และใช้ในงานพิธีมงคลต่างๆเช่น พิธีมงคลสมรส,พิธีอุปสมบท,งานขึ้น บ้านใหม่ เป็นการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ของชาวบ้านพงโพด ตำบลบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม มาประยุกต์ให้เป็นกระเป๋าจักสานที่มีสีสัน ลวดลายสวยงามและช่วย ลดการใช้ถุงพลาสติกจักสานพลาสติก เป็นศิลปะการจัดสานที่มีลวดลายสวยงาม การออกแบบ สีสันของ เส้นพลาสติก ลวดลายต่างๆ ตามความต้องการ มีความละเอียดประณีต เรียบร้อย ได้มาตรฐาน คงทนสม ประโยชน์ ราคาไม่แพงมีการพัฒนารูปแบบทันสมัยอย่างต่อเนื่องและเป็นสากล แต่กระบวนการผลิตยัง ใช้แบบดั่งเดิม ทำให้มองเห็นคุณค่าและแสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของคน ในหมู่บ้านพงโพด ตำบลบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นผลงานจากการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ที่ประสานภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าคนรุ่นใหม่ ให้เข้ากันได้อย่างลงตัวละเหมาะสม ปัจจุบันได้มีการพัฒนา รูปแบบกระเป๋าให้มีลวดลาย สีสัน เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยแต่ยังไม่ทิ้งภูมิปัญญาท้องถิ่นมีการสานหรือทำ ลวดลายมีลักษณะที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมของ ภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงเป็นกระเป๋าจักสานเส้นพลาสติกที่มี ความทันสมัยและเป็นที่ต้องการของผู้ใช้งาน จากความเป็นมาและความสำคัญดังกล่าว คณะผู้จัดทำโครงงานจึงมีแนวคิดที่จะจัดทำโครงงาน กระเป๋าจักสานจากเส้นพลาสติก ส่งสริมการทดแทนการใช้ถุงพลาสติกโดยใช้กระเป๋าจักสานใส่ของแทน กระเป๋าจากเส้นพลาสติก เป็นศิลปะการจัดสานที่มีลวดลายสวยงาม ราคาไม่แพงมีการพัฒนารูปแบบ ทันสมัยอย่างต่อเนื่องและเป็นสากล เพื่อให้มียอดขายมากขึ้นและพัฒนาคุณภาพและแพ็คเกจให้เข้าถึงได้ ง่ายขึ้น 2.2 ความหมาย ความสำคัญการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ ความหมายการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ การพัฒนาสินค้า (product development) เป็นกระบวนการที่ครอบคลุมทั้งหมดในการ นำเสนอสินค้าสู่ตลาด การพัฒนาสินค้าถูกนิยามว่า เป็นการใช้โอกาสทางการตลาดที่มีอยู่สร้างสินค้าเพื่อ ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งสินค้าแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ สินค้าที่เป็นรูปธรรม เป็นสินค้าที่ สามารถจับต้องได้ทางกายภาพ และสินค้านามธรรมเป็น การบริการ ประสบการณ์ และความเชื่อต่าง ๆ ความเข้าใจถึงความจำเป็นและความต้องการของลูกค้า ความเข้าใจในสภาพแวดล้อมของการแข่งขัน และธรรมชาติของตลาดเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับความสำเร็จในการพัฒนาสินค้า ต้นทุน เวลา และคุณภาพ เป็นตัวแปรหลักที่ขับเคลื่อนความต้องการของลูกค้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ผู้ประกอบการควรพัฒนา กลยุทธ์อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีขึ้น และเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด (Kahn, 2012) การพัฒนาสินค้าประกอบไปด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย โดยผู้ประกอบการจะใช้ กระบวนการต่าง ๆ มาปรับใช้เพื่อนำเสนอสินค้าสู่ตลาด ผู้ประกอบการควรปรับโครงสร้างขององค์กรให้ สามารถพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง สินค้าใหม่ทุกชิ้นจะผ่านขั้นตอนการออกแบบการผลิต และการ
วิเคราะห์ตลาดเป็นอย่างดี ส่วนสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เช่น เครื่องบิน ยานยนต์ และเครื่องจักร จะมี กระบวนการพัฒนาสินค้าที่ซับซ้อนกว่าสินค้าทั่วไป อีกทั้งการส่งมอบต้องใช้ระบบขององค์กรที่ซับซ้อน เพื่อจัดการกับกระบวนต่าง ๆ ให้ประสบความสำเร็จ (Kahn, 2012) กระบวนการพัฒนาสินค้า 1) ช่วงวางแผน หรือเริ่มต้นอันสับสน (Fuzzy Front End) เป็นช่วงที่ต้องวางแผน และ ดำเนินการก่อนที่กระบวนการและรายละเอียดต่าง ๆ ของการผลิตจะเข้าที่และสมบูรณ์ เนื่องจากมี ลักษณะการทำงานที่ไม่มีโครงสร้างตายตัว มีสิ่งที่คาดเดาไม่ได้อยู่หลายด้าน มีความไม่แน่นอนสูง และดู สับสนวุ่นวาย เมื่อเทียบกับการทำงานหลังจากที่โครงการได้รับการอนุมัติแล้วซึ่งมีแบบแผนชัดเจน ดังนั้น ช่วง fuzzy front end ต้องใช้ความรู้และประสบการณ์ของผู้บริหารในระดับสูงเพื่อสามารถออกแบบ สินค้าได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า (Smith and Eppinger, 1997) 2) ช่วงการออกแบบสินค้าคือ ช่วงการออกแบบรายละเอียดของสินค้าเพื่อให้ได้สินค้าที่ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง (Yassine and Braha, 2003) 3) ช่วงปฏิบัติการตามแผน เป็นช่วงของการผลิตสินค้าที่ต้องใช้เทคโนโลยี ระบบ อิเล็กทรอนิกส์ หรือซอฟท์แวร์ทางวิศวกรรม รวมถึงกระบวนการทดสอบที่สามารถนำมาใช้ตรวจสอบ ความสมเหตุสมผลว่าสินค้ามีมาตรฐานการออกแบบตามเป้าหมายที่ได้รับการตกลงก่อนหน้านี้หรือไม่ 4) ช่วงสิ้นสุดความคลุมเครือคือ ช่วงที่สินค้าและกระบวนการทางการตลาดเสร็จเรียบร้อย แล้ว Yassine et al., (2003) แนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์แหล่งที่มาของแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บุญเรือง สมประจบ (2559) อธิบายรายละเอียด สำคัญไว้ ดังนี้ 1. ลูกค้า (Customers) ลูกค้า คือ ผู้ที่ยังติดต่อซื้อขายอยู่ในปัจจุบัน หรือลูกค้าที่เคยให้การ อุดหนุนมาก่อน ลูกค้ามักจะเป็นจุดเริ่มที่ดีในการเสาะแสวงหาความคิดใหม่ ๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ใน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อนำไปวางตลาด สินค้าหลายชนิดเกิดขึ้นจากข้อเสนอแนะ ของลูกค้าอาจโดย จงใจหรือโดยบังเอิญก็แล้วแต่ จึงควรเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ในกิจการจะต้องจัดวาง ระบบงานเพื่อได้มาซึ่งความรู้สึก ปัญหาหรือความต้องการของลูกค้า 6 ซึ่งอาจได้มาด้วยวิธีการต่าง ๆ คือ การสำรวจหรือสอบถามลูกค้าโดยตรง (Direct Customer Survey) เทคนิคการถามเลียบเคียง (Projective Technique) การถกปัญหาแบบเจาะกลุ่ม (Focus Group Discussion) การรับ ข้อเสนอแนะหรือ ความคิดเห็น (Suggestion System) และ การเปรียบเทียบผลจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ มีอยู่ในปัจจุบันที่ลูกค้าต้องการจริง (Perceptual and Preference Mapping) เป็นต้น ในทางปฏิบัติ จากการสอบถามลูกค้าเกี่ยวกับปัญหาที่มีอยู่กับ ผลิตภัณฑ์ปัจจุบันอาจทำให้กิจการได้ความคิดผลิตภัณฑ์ ใหม่ ๆ มากกว่าในกรณีที่กิจการไปสอบถาม เกี่ยวกับความคิดผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างตรงไปตรงมา
2. ผู้จัดจำหน่าย (Distributor) เนื่องจากร้านค้าเหล่านี้เป็นผู้ติดต่อซื้อขายกับลูกค้าโดยตรง มีโอกาสพบปะสนทนากับลูกค้าผู้ใช้จำนวนมาก และในหลาย ๆ กรณีเป็นที่รองรับการระบาย ความอึด อัดความรู้สึกที่ไม่ดี หรือปัญหาที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นกิจการหรือของคู่ แข่งขัน ถ้ารู้จัก ป้อนคำถามหรือใช้เทคนิคการสัมภาษณ์อย่างถูกต้องกับจังหวะเวลา กิจการอาจจะได้ความคิดเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ใหม่จำนวนมากจากแหล่งนี้ไม่ยากนัก 3. คู่แข่งขัน (Competitors) การใช้ข้อมูลจากการสังเกตคู่แข่งขันของกิจการว่าทำอะไรอยู่ บ้างในส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ไม่ว่าจะโดยการสนทนาสอบถามจากผู้จำหน่ายวัตถุดิบ ให้กับกิจการคู่แข่งขัน จากร้านค้าผู้จัดจำหน่าย หรือโดยสืบความลับของคู่แข่งขัน คอยเฝ้าติดตาม ตลาด ผลิตภัณฑ์ใหม่ของคู่แข่งขัน ใครเป็นผู้ซื้อในตลาดและซื้อไปเพื่อใช้ประโยชน์อะไร กลยุทธ์การตลาดใน การนำเอาผลิตภัณฑ์ใหม่ของคู่แข่งขันมาดัดแปลงและปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็อาจถือ ได้ว่าเป็นทางออกที่ดี ทางหนึ่งสำหรับกิจการบางแห่งในการแสวงหาผลิตภัณฑ์ใหม่มาจำหน่าย 4. พนักงานขายหรือผู้แทนขายของกิจการ (Salesman) บุคคลเหล่านี้ในฐานะที่เป็น พนักงาน ของกิจการที่ต้องออกไปติดต่อกับตลาด ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อขายสินค้ากับร้านค้าตามปกติ หรือ ออกไปตรวจเยี่ยมตลาดในหลาย ๆ กรณีก็มีโอกาสพูดคุยกับลูกค้าผู้ซื้อ ทำให้ได้ข้อมูลข่าวสารหรือ ข่าวกรองได้พอสมควรถ้ากิจการจัดให้มีการทำรายงานการออกตลาดให้รวมถึงข้อสังเกตหรือ สิ่งที่ผู้แทน ขายไปพบเห็นมา ก็อาจช่วยให้ได้ความคิดใหม่ ๆ ได้รวมตลอดถึงความเคลื่อนไหวของ คู่แข่งขัน แต่ทั้งนี้ เป็นหน้าที่ของฝ่ายจัดการที่จะต้องมีวิธีการกระตุ้นให้พนักงานขายทำงาน ทางด้านการเสนอความคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของตลาดนอกเหนือไปจาก งานทางด้านการขายและงานอื่น ๆ ที่ เกี่ยวข้อง 5. ฝ่ายจัดการระดับสูง (Upper Management) ความคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่อาจได้มา จากผู้บริหาร หรือฝ่ายจัดการระดับสูงภายในกิจการนั้นเอง ถ้าไม่ถูกจำกัดในเรื่องเวลา และ ความสามารถเฉพาะด้านที่จำเป็นต่องานนี้แต่ต้องเป็นที่ยอมรับว่าการเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ใหม่ผู้บริหารหรือฝ่ายจัดการระดับสูง อาจนำมาซึ่งความเสียหายแก่กิจการนั้นได้ถ้าผู้อยู่ ใต้ บังคับบัญชาต้องคล้อยตาม ไม่กล้าคัดค้านความคิดนั้น ๆ ทั้ง ๆ ที่ตนมีความเห็นว่า ถ้าวางตลาด 7 อาจจะไปไม่รอด หรือกิจการนั้นได้นำความคิดผลิตภัณฑ์ใหม่นั้นไปใช้ทันทีโดยขาดข้อมูลหรือการวิจัย การตลาดที่เพียงพอ 6. นักวิทยาศาสตร์ที่ปรึกษา หรือผู้เชี่ยวชาญ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าที่มีปัญหาเทคนิค เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก อาจต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์ทำการวิจัยภายในห้องทดลองอย่าง เป็น กิจจะลักษณะโดยจัดทำเป็นโครงการเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ นอกจากนี้ที่ปรึกษา ทางวิศวกรรม ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันต่าง ๆ รวมตลอดถึงจากสถาบันการศึกษาในระดับสูงก็อาจทำให้ความคิด เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ได้นอกจากนี้ก็อาจอาศัยบริษัทหรือกิจการอิสระที่ขายบริการ ทางด้านการวิจัย การตลาด หรือทำหน้าที่เป็นบริษัทตัวแทนโฆษณา เป็นต้น
พฤติกรรมการบริโภค พฤติกรรมการบริโภค พฤติกรรมผู้บริโภคเป็นการกระทำของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อ การเลือกสรรการบริโภค การใช้สินค้าและบริการ มีกระบวนการตัดสินใจเป็นตัวกำหนดการกระทำ ดังกล่าว เพื่อตอบสนอง ต่อความจำเป็นและความต้องการ (ดารา ทีป ะปาล, 2546: 4) ซึ่งกระบวนการ ตัดสินใจ เป็นการแสดงออกในการสืบเสาะค้นหา บริโภค ประเมิน และกำจัดสินค้าและบริการ ที่ คาดหวังว่าจะ สนองตอบความต้องการด้วยความพึงพอใจ Peter and Olson (1994: 7) กล่าวว่า พฤติกรรม ผู้บริโภคเป็นกลไกที่มีผลกระทบซึ่งกันและกัน ประกอบด้วย ความรู้ความเข้าใจ พฤติกรรม และ สถานการณ์แวดล้อม ผลลัพธ์ของสิ่งเหล่านี้ทำให้บุคคลจะปฏิบัติหรือเปลี่ยนแปลง อันนำไปสู่ การ ดำเนินชีวิต จากความหมายของพฤติกรรมผู้บริโภคแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็น กระบวนการ เกี่ยวข้องกับการเลือกสรร การประเมินทางเลือกเพื่อตัดสินใจ การตัดสินใจ และประเมินผล ใน ภายหลัง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของบุคคลและสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว พื้นฐานพฤติกรรม การบริโภค พื้นฐานพฤติกรรมการบริโภค มีลักษณะเบื้องต้น 7 ประการ ซึ่ง อดุลย์ จาตุรงคกุล (2543: 9-12) อธิบายไว้ ดังนี้ 1. พฤติกรรมการจูงใจ ที่มุ่งให้บรรลุจุดมุ่งหมาย คือ ตอบสนองต่อความต้องการหรือ ความ พึงพอใจ การตอบสนองไม่เพียงแต่ต่อวัตถุและบุคคลที่เป็นสิ่งแวดล้อมภายนอกเท่านั้น แต่ยังมีต่อ ร่างกาย ความคิด ความรู้สึกของตนเองอีกด้วย การตอบสนองดังกล่าวเป็นการพัฒนาความเข้าใจ เกี่ยวกับตนเองของผู้บริโภค (ศุภร เสรีรัตน์, 2544ก: 78) 9 2. พฤติกรรมการบริโภคเป็นกระบวนการ ผู้บริโภคต้องคิด รู้สึก วางแผน ตัดสินใจบริโภค และได้รับประสบการณ์จากการบริโภค (อดุลย์ จาตุรงคกุล, 2543: 9) ซึ่งเกิดจากผู้บริโภคถูกกระตุ้น ด้วยความจำเป็นขั้นพื้นฐานที่มีอยู่ในตัว มีความแตกต่างกันตามสภาวะแวดล้อมรอบข้าง ไม่เกี่ยวข้องกับ อิทธิพลภายนอก ผู้บริโภคสามารถนึกคิดทบทวนจากความทรงจำในอดีต และ คาดคะเนผลในอนาคต ดังภาพที่ 2.1 (ปริญ ลักษิตานนท์, 2544: 27-28) 3. พฤติกรรมการบริโภคเป็นกระบวนการทางความคิดและอารมณ์ มีปัจจัยพื้นฐานที่อยู่ ใน ตัวผู้บริโภค (endogenous variables) ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจ ทำให้เกิดกระบวนการ บริโภค (ศุ ภร เสรีรัตน์, 2544ก: 19) ซึ่งเป้าหมายของการบริโภคประกอบด้วยความรู้ความเข้าใจ (cognition) ความตั้งใจ (conation) และความรู้สึกพึงพอใจ (affection) (ปริญ ลักษิตานนท์, 2544: 59) สิ่งเหล่านี้ เป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ การศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของผู้อื่นจะช่วยให้ผู้บริโภคเกิดความ เข้าใจ รู้จักคิดตรึกตรอง ไม่ถูกชักนำให้เชื่อตามคำโฆษณา เพราะบางครั้งผู้บริโภค มีพฤติกรรมการ บริโภคสินค้าเกิดจากแรงดลใจเฉียบพลัน (impulse purchases) หรือการบริโภค ที่ไม่ได้ตั้งใจ ถ้า ผู้บริโภคมีความเข้าใจในกระบวนการของพฤติกรรมการบริโภค จะช่วยให้เกิด ความประหยัด 4. พฤติกรรมผู้บริโภคแตกต่างกันในเรื่องจังหวะเวลาและความซับซ้อนของกิจกรรม จังหวะ เวลาและกิจกรรม มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับกระบวนการตัดสินใจ (อดุลย์ จาตุรงคกุล, 2543: 10) ความซับซ้อนในกิจกรรมการบริโภค ไม่ควรพิจารณาเฉพาะกิจกรรมทางกายของผู้บริโภคเท่านั้น ต้อง
ศึกษากระบวนการภายใน โดยมีสมองเป็นตัวกำหนดหรือสั่งการให้เกิดการกระทำ การตัดสินใจ บริโภค บางอย่างอาจใช้เวลาน้อย บางอย่างอาจใช้เวลานาน (ดารา ทีปะปาล, 2546: 6) 10 5. พฤติกรรมผู้บริโภคเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ ผู้บริโภคมีหลายบทบาทหน้าที่ ที่ผู้บริโภคได้ กระทำ Kotler (1997: 190) ได้แบ่งความแตกต่างในบทบาทหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ พฤติกรรม การบริโภค ดังนี้ 5.1 ผู้ริเริ่ม (initiator) คือ ผู้ที่เสนอแนะชี้ให้เห็นถึงความต้องการบางอย่างที่ยังไม่ได้รับ การตอบสนอง และทำให้เกิดความต้องการบริโภคเพื่อตอบสนองความต้องการนั้น 5.2 ผู้มีอิทธิพล (influencer) คือ ผู้นำทางความคิดเป็นผู้ให้คำแนะนำหรือความคิดเห็น ที่มีอิทธิพลต่อ การตัดสินใจของผู้อื่น โดยการให้ข้อมูลทางบวกหรือทางลบเกี่ยวกับสินค้า บางกรณีประสบการณ์การใช้ สินค้าของผู้มีอิทธิพลช่วยลดความเสี่ยงของผู้บริโภคได้ 5.3 ผู้ตัดสินใจ (decision maker) คือ ผู้ที่ตัดสินใจว่าจะบริโภคสินค้าหรือบริการนั้น หรือไม่ ผู้ตัดสินใจ เป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้รับความพอใจบางอย่างในสภาวะที่เป็นอยู่ปัจจุบัน หรือการคาดหวัง บางอย่างในอนาคต รวมทั้งมีความปรารถนาสิทธิที่จะนำการกระทำของบุคคลอื่นให้มุ่งไปสู่การแก้ไข สภาวะที่ไม่ได้รับความพึงพอใจในปัจจุบันหรือในอนาคตดังกล่าว (Williams, 1982: 26 อ้างใน ศุภร เสรี รัตน์, 2544ข: 42) 5.4 ผู้ซื้อ (purchaser) คือ ผู้ซื้อสินค้าเพื่อนำไปใช้ส่วนตัวหรือสำหรับครอบครัว (ศุภร เสรีรัตน์, 2544ก: 9) 5.5 ผู้ใช้ (user) คือ บุคคลผู้ใช้สินค้าหรือบริการ 6. พฤติกรรมผู้บริโภคได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายในและภายนอก พฤติกรรมของผู้บริโภค เป็นการปรับตัว (adaptive) ให้เข้ากับสถานการณ์แวดล้อม การตัดสินใจได้รับอิทธิพลมาจากพลังทาง จิตวิทยา จิตวิทยาสังคม สังคมวิทยา และเศรษฐศาสตร์ (อดุลย์ จาตุรงคกุล, 2543: 12) 7. พฤติกรรมผู้บริโภคแตกต่างกันเมื่อบุคคลแตกต่างกัน ความแตกต่างของบุคคล ประกอบด้วย ความแตกต่างทางเพศ อายุ ความสามารถทางร่างกาย เชื้อชาติและชาติพันธุ์ ความถนัด และความสามารถ บุคลิกภาพ ศีลธรรม ค่านิยมและทัศนคติ (Schermerhorn, Hunt, and Osborn, 2003: 60-79) ความหลากหลายและความแตกต่างเหล่านี้ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคแตกต่างกัน กระบวนการตัดสินใจบริโภค กระบวนการตัดสินใจบริโภคเป็นกระบวนการทางจิตใจ (mental decision process) และ กระบวนการ(physical activity) ก่อนการบริโภคจะมีกิจกรรมบางอย่างเกิดขึ้นก่อนจากสมองและทาง กายเป็นตัวกำหนดให้เกิดการตัดสินใจบริโภค ภายหลังการบริโภคก็จะมีกิจกรรมบางอย่างเกิดขึ้นตามมา (ดารา ทีปะปาล, 2546: 6) ซึ่ง Schiffman and Kanuk (2000: 6-8) ได้ออกแบบโมเดลกระบวนการ ตัดสินใจของผู้บริโภคที่ประกอบไปด้วย 1. อิทธิพลภายนอก เป็นระยะรับเข้ามา (input stage) มีอิทธิพลต่อความรู้ความเข้าใจลูกค้า ของผู้บริโภคก่อให้เกิดความต้องการสินค้าจาก 2 ปัจจัย ได้แก่
1.1 การตลาดของผู้ผลิต ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการขาย ราคา และช่องทางการ ค้าปลีก 1.2 สิ่งแวดล้อมทางสังคม ได้แก่ ครอบครัว แหล่งข้อมูลที่เป็นกลุ่มอ้างอิง เช่น เพื่อนหรือ ดารา นักร้อง เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงแหล่งข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการค้า ได้แก่ ชั้นทางสังคม วัฒนธรรมและวัฒนธรรมย่อย 2. การตัดสินใจของผู้บริโภค เป็นอิทธิพลภายในที่ทำให้เกิดกระบวนการตัดสินใจ (process ) แต่อยู่ที่บุคคลจะตัดสินใจโดยใช้หลักของจิตวิทยา คือ แรงจูงใจ การรับรู้ การเรียนรู้ บุคลิกภาพ และ ทัศนคติ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความต้องการบริโภค 3. พฤติกรรมหลังการบริโภค เป็นระยะผลลัพธ์ที่ออกมา (output stage) เป็นการประเมินมี 2 องค์ประกอบ คือ ทดลองบริโภคเพื่อมองหาแนวทางการใช้ และเมื่อบริโภคสินค้าแล้วพอใจจะกลับไป ใช้ซ้ำอีก กระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภคแสดงในรูปแบบของโมเดล กระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภคแสดงในรูปแบบของโมเดลนอกจากนี้กระบวนการตัดสินใจ Vie ws Of Consumer Decision Making เป็น Model Of Man อธิบายการตัดสินใจบริโภคของผู้บริโภคโดย Schiffman and Kanuk (2000: 439-441) มี 4 ประการ ดังนี้ 1. ผู้บริโภคตัดสินใจบริโภคโดยถือเกณฑ์เศรษฐกิจ (economic man) ใช้หลักของเหตุผล เปรียบ ผลเปรียบเทียบมูลค่าการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ เพื่อประเมินทางเลือกก่อนตัดสินใจบริโภค 2. ผู้บริโภคตัดสินใจบริโภคโดยคล้อยตามบุคคลอื่น (passive man) ผู้บริโภคถูกกระตุ้น จาก การรับรู้เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดความตั้งใจ (attention) สนใจ (interest) ความปรารถนาหรือความ ต้องการ (desire) ข้อโต้แย้งถูกขจัดและบริโภค 3. บริโภคตัดสินใจบริโภคด้วยความเข้าใจ (cognitive man) ผู้บริโภคจะค้นหาข้อมูลที่คิด ว่า เหมาะสม โดยค้นหาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการ 4. ผู้บริโภคตัดสินใจบริโภคด้วยอารมณ์ (emotional man)ผู้บริโภคใช้ความรู้สึกส่วนตัว เป็น มากกว่าการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ปัจจัยทางจิตวิทยาเป็นปัจจัยพื้นฐานที่นำไปสู่กระบวนการ ตัดสินใจของผู้บริโภคเพราะผู้บริโภคจะเกิดความต้องการสินค้าหรือบริการจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ ประสบในทุก ๆ วันของการดำเนินชีวิต เป็นความต้องการที่มุ่งประโยชน์จากการบริโภค ผลลัพธ์จากการ บริโภคมีผลต่อการตัดสินใจบริโภคในครั้งต่อไป (Solomon, 2004: 292) ซึ่ง Kotler and Armstrong (2 0 0 4 : 1 9 8 )ได้แบ่งกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภคออกเป็น 5 ขั้นตอน คือ การตระหนักถึง ความต้องการ การค้นหาข้อมูล การประเมินทางเลือก การตัดสินใจ และการประเมินผลหลังการบริโภค
กระบวนการตัดสินใจบริโภคของผู้บริโภค ขั้นที่ 1. ตระหนักถึงความต้องการ เป็นความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ต้องการกับสิ่งที่มีอยู่ ซึ่ง กระตุ้นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสภาพความต้องการของผู้บริโภคได้แก่ วัฒนธรรมและชนชั้นทางสังคม คุณลักษณะของครอบครัว การเปลี่ยนแปลงทางการเงิน และการตัดสินใจในสิ่งอื่นที่มีมาก่อน (สุภาพ ฉัต ราภรณ์2545: 144-145) แรงจูงใจ อารมณ์ และสถานการณ์ปัจจุบัน มีอิทธิพลอย่างมากต่อสิ่งที่ต้องการ ความต้องการของผู้บริโภคเกิดขึ้น เมื่อมองเห็นปัญหาจากความต้องการของตนเอง เกิดขึ้นจากการพบ เห็นการโฆษณาในจอโทรทัศน์ หนังสือ อินเทอร์เน็ต ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจให้เกิดความต้องการ ขึ้นมาในตัวผู้บริโภค (เสรี วงษ์มณฑา, 2541: 183) ขั้นที่ 2. ค้นหาข้อมูล ผู้บริโภคจะตระหนักในปัญหาและความต้องการของตนแล้ว จะแสวงหา (internal search) จากความทรงจำ แต่ถ้าไม่สามารถแก้ไขปัญ หานั้นได้ผู้บริโภคจะหาข้อมูลจาก ภายนอก (external search) เพื่อแก้ปัญ หา(สุภาพ ฉัตราภรณ์, 2545: 145) การค้นหาข้อมูลภายใน ของผู้บริโภค เกิดจากได้ซึมซับความทรงจำที่มาจากการโฆษณา การประชา สัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ (เสรี วงษ์มณฑา, 2541: 183) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการค้นหาข้อมูลภายนอก ได้แก่ ปัจจัยด้านการตลาด เช่น จำนวนทางเลือกที่มีความแตกต่างด้านราคา จำนวนที่ตั้งของร้านค้า ปัจจัยด้านสินค้า เช่น ความแตกต่าง ของสินค้า และปัจจัย ด้านสถานการณ์ ขั้นที่ 3. การประเมินทางเลือก ผู้บริโภคจะนำข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ ข้อมูลที่นำไปสู่การเปลี่ยนความเชื่อที่มีต่อสินค้าและบริการต่าง ๆจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และนำไปสู่ความมุ่งหวังที่จะบริโภคต่อไป (ดารา ทีปะปาล, 2546: 37) สิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเร็ว ขึ้นในการประเมินทางเลือกของผู้บริโภค คือ ความซื่อสัตย์ต่อตรายี่ห้อ เพราะผู้บริโภคคุ้นเคยจากการ ประเมินในอดีต ที่มีความรู้สึกทางบวกกับตรายี่ห้อดังกล่าว (อดุลย์ จาตุรงคกุล, 2543: 82) นอกจากนี้ เสรี วงษ์มณฑา (2541: 183) ได้กล่าวว่า ผู้บริโภคได้รับรู้เกี่ยวกับสินค้าแต่ละประเภท และแต่ละยี่ห้อ แล้วนำมาประเมินสินค้า ขั้นที่ 4. การตัดสินใจ เมื่อผู้บริโภคได้ประเมินว่าสินค้านั้นดีที่สุด หากไม่มีสถานการณ์ บางอย่างเข้า(เช่น เงินไม่พอ หรือเกิดความมั่นใจในรายได้ในอนาคต) ที่ทำให้ต้องเลื่อน การบริโภค ออกไป หรือเลิกบริโภค ความมุ่งหวังจะนำไปสู่การบริโภคอย่างแน่นอน (ดารา ทีปะปาล, 2546: 37) ดังนั้นผู้จำหน่ายจึงหากลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือก ได้แก่ การลดราคา แจกของแถม และสร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมให้มีผลต่ออารมณ์ในเลือกและตัดสินใจของผู้บริโภค รวมถึงการใช้บุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริโภคซึ่งมีอิทธิพลโดยตรงต่อ การตัดสินใจบริโภค (อนุชิต เที่ยงธรรม, 2546: 238-239) ขั้นที่ 5. การประเมินหลังการบริโภค กระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภคไม่ได้จบลง ที่การ บริโภคถ้า เพราะผู้บริโภคจะประเมินผลหลังการตัดสินใจว่าเป็นที่พอใจหรือไม่ และจะนำไปสู่การ ตัดสินใจครั้งต่อไปในอนาคต (ศุภร เสรีรัตน์, 2544ก: 72) การวิเคราะห์หลังการบริโภคนี้ ผู้บริโภคจะ วิเคราะห์มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความสำคัญของการตัดสินใจและประสบการณ์การใช้สินค้า ถ้าเป็นไป ตามที่คาดหวังอาจจะบริโภคอีก ถ้าไม่เป็นไปตามที่คาดหวังผู้บริโภคจะหาตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า การ
ประเมินหลังการตัดสินใจบริโภคเป็นข้อมูลย้อนกลับไป เป็นประสบการณ์ของผู้บริโภคมีอิทธิพลต่อ อนาคต (สุภาพ ฉัตราภรณ์, 2545: 155) 2.3 การสร้างแบรนด์และตราสินค้า การสร้างแบรนด์และตราสินค้า การสร้างแบรนด์คือกระบวนการทางการตลาดของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการรับรู้ ของการหรือแค่เชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมายของคุณเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายใน ชีวิตประจำวันของพวกเขาให้คิดว่าการสร้างแบรนด์เป็นวิธีการแนะนำแบรนด์ของคุณให้กลุ่มเป้าหมาย รู้จัก ไม่มีแบรนด์ใดที่เปิดตัวแล้วคนจะรู้จักในทันที โดยทั่วไปแล้ว นี่หมายถึงการพบปะกับกลุ่มเป้าหมาย ของคุณในที่ที่พวกเขาอยู่ในวงกว้าง ผ่านชุดช่องทางการส่งเสริมการขายที่หลากหลาย วัตถุประสงค์คือ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายทราบว่าแบรนด์ของคุณเกี่ยวกับอะไร มีข้อเสนออะไร และมีลักษณะอย่างไร การ ดำเนินการเช่นนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ หมายถึง การระบุข้อความที่แบรนด์ของคุณต้องการนำเสนอและ จัดวางตำแหน่งในลักษณะที่การค้นหาแบรนด์ของคุณเป็นประสบการณ์ที่ราบรื่นสำหรับลูกค้า ซึ่งแทบจะ เป็นเรื่องราวดี ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจการสร้างแบรนด์จะช่วยให้แบรนด์ของคุณกลายเป็นอันดับหนึ่งในใจกับ ผู้มีแนวโน้มเป็นลูกค้าเมื่อพวกเขาเริ่มพิจารณาตัดสินใจซื้อ อย่างไรก็ตาม แบรนด์ที่แข็งแกร่งด้วยการให้ คุณค่าแก่ลูกค้าเป็นถือว่าเป็นสิ่ง สำคัญ แต่การทำให้ธุรกิจของคุณเติบโต คุณต้องให้ผู้บริโภคเข้าใจถึง เรื่องนี้ด้วยความคาดหวังที่จะสร้างความภักดีต่อแบรนด์ในที่สุดแม้ว่าเส้นทางการซื้อไม่ได้เป็นแบบปกติ กรวยการตลาดแบบดั้งเดิม ยังคงเป็นวิธีที่มีประโยชน์ที่จะสร้างให้เห็นภาพและเพื่อแสดงให้เห็นถึง ความสำคัญของการรับรู้การรับรู้ถือเป็นความสำคัญสูงสุดของ funnel ซึ่งเป็นจุดที่มีผู้บริโภคที่อาจจะให้ ความสนใจในการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าของคุณ ในที่นี้ แบรนด์ที่สามารถดึงดูดความสนใจของ ลูกค้าที่มีประสบการณ์ในเชิงบวกจะช่วยเพิ่มการรับรู้และอาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาที่จะ แสวงหาข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อลูกค้าเริ่มแสวงหาข้อมูล พวกเขาจะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปของ funnel นั่นคือการ พิจารณา ซึ่งเป็นจุดที่ลูกค้าเริ่มเปรียบเทียบแบรนด์ของคุณกับตัวเลือกอื่น ๆ ที่มี ความตั้งใจในการซื้อมี เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแรงบันดาลใจที่พวกเขาได้รับในระดับการรับรู้ ผู้ที่ผ่านขั้นตอนดังกล่าวด้วยการหา ข้อมูลเพิ่มเติม จะเข้าสู่ขั้นตอนคอนเวอร์ชันต่อไป เมื่อพวกเขาต้องการการซื้อสินค้าตลอดกระบวนการนี้ ผู้มีแนวโน้มเป็นลูกค้าของคุณกำลังจำกัดตัวเลือกของพวกเขาให้แคบลง บริษัทที่มีการรับรู้ของแบรนด์กับ ลูกค้าแล้วนั้นไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าพวกเขาเป็นใครและอะไรที่ทำให้พวกเขาแตกต่าง โดยพื้นฐานแล้ว พวกเขาได้แนะนำตัวเองไปแล้ว ดังนั้นจึงสามารถมุ่งเน้นไปที่การส่งมอบข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เกี่ยวกับการตัดสินใจซื้อของผู้มีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้ซื้อแน่นอนว่าการเปิดรับกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ จำนวนมากเป็นหนึ่งในส่วนประกอบหลักเมื่อพูดถึงการรับรู้ของแบรนด์ คุณสามารถเข้าถึงผู้ชมที่ไม่ซ้ำกัน กว่า 135 ล้านคนทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาและมีเพียง 9% เท่านั้นที่ทับซ้อนกัน ด้วยการใช้ Twitch เป็น ช่องทางโฆษณาที่เป็นไปได้สำหรับลูกค้า Amazon Ads Twitch และสตรีมมิ่งทีวีร่วมกันมอบ กลุ่มเป้าหมายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและเพิ่มมากขึ้นให้กันและกัน
การเริ่มสร้างแบรนด์ การสร้างแบรนด์และส่วนประสมทางการตลาดผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) บ้านพงโพด อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ การสืบทอดจากญาติเป็นเวลานานจากการนำเส้นพลาสติกมาขีดเป็นตารางต่อมาได้พัฒนา ความคิดค้นและได้ลงมือทำเอง เป็นการนำเส้นพลาสติกมาสานให้ออกมาเป็นกระเป๋าและจากการทำ กระเป๋าลายเดียวได้พัฒนาเป็นหลากหลายมาก หลายสี หลายขนาด ไม่จำกัดไม่ว่าเจ้าของที่สั่งเราจะเอา ขนาดไหน ราคาไหนและพัฒนามาเป็นของฝากทั่วไป และใช้ในงานขึ้นบ้านใหม่, พิธีอุปสมบท,พิธีและ งานต่างๆ ทางกลุ่มได้พัฒนารูปแบบต่างๆ การนำเส้นพลาสติกมาทำเป็นกระเป๋า จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ ทันสมัยอยู่เสมอ และผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงภาณิชย์ วิธีการการนำสมุนไพรมาทำเป็น หมอนสมุนไพร จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ และผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม เพื่อใช้ประโยชน์เชิง พาณิชย์วิธีดำเนินการวิจัยใช้เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก การสนทนากลุ่มย่อย และการจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ด้านการสร้างแบรนด์และบรรจุ ภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ การสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้ามาอย่างยาวนาน และมีความสัมพันธ์กับตำแหน่งแบ รนด์ ด้านการพัฒนากลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด พบว่า กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ (Product) ควร นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่แสดงให้ผู้บริโภคเห็นถึงกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนและนำเอากล ยุทธ์การตลาดเชิงจิตวิญญาณที่สะท้อนถึงการถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านจิตวิญญาณจากรุ่นสู่รุ่นที่ร้อยเรียง ผ่านวัฒนธรรม ประเพณีและความเชื่อดั้งเดิมมาเพิ่มมูลค่าทุนทางวัฒนธรรมภายใต้แบรนด์ “หมอน สมุนไพร” กลยุทธ์ราคา (Price) ควรตั้งราคาสูงให้สัมพันธ์กับคุณค่าและความเป็นอัตลักษณ์ของ ผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) ควรใช้คนกลางหรือตัวแทนสมาชิกในชุมชนนำ ผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายตามคำเชิญของภาครัฐฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนำไปร่วมงานแสดง สินค้าในระดับจังหวัดและระดับประเทศ กลยุทธ์ส่งเสริมการตลาด (Promotion) ชุมชนควรสวมใส่ชุด ชนเมื่อร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์อย่างเด่นชัด พร้อมกับบูรณาการเทคโนโลยีเข้า มาช่วยเพื่อส่งเสริมการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ด้วยเว็บไซต์ เฟสบุ๊ค ไลน์ และอินสตราแกรม เพื่อสร้าง การรู้จักและ การรับรู้ในแบรนด์ กลยุทธ์บุคลากร (People) ควรสร้างความตระหนักและความมีส่วนร่วม ของคนในชุมชนต่อการสืบทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาการทอผ้าจากรุ่นสู่รุ่น กลยุทธ์กระบวนการ (Process) ควรนำเสนอเรื่องราวการทอผ้าที่มีความประณีต สวยงาม แฝงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ลวดลาย กล ยุทธ์สถาปัตยกรรม (Physical Evidence) ควรใช้สถานที่ตั้งชุมชนเพื่อดึงดูดใจผู้ซื้อและนักท่องเที่ยวและ อาศัยคนรุ่นใหม่ในชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการต่อยอดภูมิปัญญาและเป็นมัคคุเทศก์ชุมชน การสร้างตราสินค้า ตราสินค้า หรือ ยี่ห้อ (อังกฤษ: brand) เป็นรูปแบบของภาพพจน์และแนวความคิด คำขวัญ และในของสินค้าและผลิตภัณฑ์ ทั้งยังเป็นข้อมูลเชิงมโนธรรม ที่แสดงออกทางรูปธรรมด้วยสัญลักษณ์ ที่ สื่อถึงบริษัท สินค้า บริการ หรือกลุ่มผู้ขาย ที่แตกต่างจากคู่แข่งขัน การสร้างตราสินค้า ให้เป็นที่จดจำ
ของลูกค้า เกิดขึ้นได้จากการโฆษณา การบอกต่อ การออกแบบที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ในปัจจุบัน การ สร้างตราสินค้า กลายมาเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรม และปรัชญาการออกแบบ ความหมายการออกแบบตราสินค้า (สุวิทย์ เปียผ่อง แล ะ จรัสศรี นวกุลสิรินารถ : พ.ศ 2530 ได้กล่าวว่า ตราสินค้าหมายถึง ชื่อสินค้า หรือ รูปแบบ หรือ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลายอย่างรวมกันเพื่อชี้ให้เห็นลักษณะเฉพาะมี ความแตกต่างในสินค้าและบริการของคู่แข่งขันตรายี่ห้อแบรนด์เนมอาจจะประกอบด้วยถ้อยคำตัวอักษร หรือ จำนวนตัวเลขซึ่งอ่านออกเสียงได้ (วรรณ คนานุรักษ์ : พ.ศ. 2546) ได้กล่าวว่า ตราสินค้าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญผลิตภัณฑ์ และ ตราสินค้าสามารถเพิ่มคุณค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ เช่นผู้บริโภครับรู้ว่าน้ำหอม ตราชาแนลเป็นสินค้า คุณภาพและราคาแพงและลูกค้าเต็มใจซื้อสำหรับน้ำหอมที่ไม่มีตราสินค้าที่ชัดเจนผู้บริโภครับรู้ว่าเป็น สินค้าคุณภาพต่ำได้ราคาถูกซึ่งมีผลให้ลูกค้าไม่ต้องการซื้อ ดังนั้นนักการตลาดที่เห็นความสำคัญของการ สร้างตราสินค้าเมื่อนักการตลาดมีการกำหนดนโยบายและแผนการจัดการผลิตภัณฑ์จะสีขาวกำหนดการ จัดการสินค้าการตราสินค้าบรรจุอยู่ในแผนด้วย (รองศาสตราจารย์ ศิริวรรณ เสรีรัตน์ : พ.ศ.2543 ได้กล่าวว่า ตราสินค้าหมายถึงการสร้าง ตราสินค้า สัญลักษณ์ การออกแบบ ส่วนผสมของสิ่งดังกล่าวเพื่อระบุสินค้าและบริการของผู้ขายรายใด รายหนึ่งของผู้ขายเพื่อแสดงถึงลักษณะที่แตกต่างจากคู่แข่งขัน (Kotler and Armstrong.1996 : G1) ตราสินค้าของธนาคารกรุงเทพ จำกัด ชื่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด และลักษณะของธนาคารกรุงเทพคือ ดอกบัว ประกอบด้วยถ้าสินค้าเป็นคำมั่นสัญญาของผู้ขายในการส่งมอบคุณสมบัติ ประโยชน์ที่สอดคล้อง กับความต้องการของผู้ซื้อ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ศุภร เสรีรัตน์ : พ.ศ.2538 ได้กล่าวว่า ตราสินค้าหมายถึง การสร้าง ตราสินค้า คำและ เครื่องหมายสัญลักษณ์ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสิ่งดังกล่าวรวมกันเพื่อแสดงถึง ความแตกต่างของสินค้าและบริการของผู้ขายให้แตกต่างไปจากคู่ (รองศาสตราจารย์ วิทวัส รุ่งเรืองผล : พ.ศ.2556ได้กล่าวว่า ตราสินค้าหมายถึง การสร้างตร สินค้านอกจากลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์ยี่ห้อก็ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญตัวหนึ่งในการทำผู้บริโภค สะดวกในการจดจำผลิตภัณฑ์และ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตได้ตรงกับที่ผู้บริโภคต้องการดังนั้นเมื่อ พูดถึงตรายี่ห้อนักการตลาดหมายถึงถ้อยคำ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพา หิรัญกิตติ : พ.ศ.2557) (Kotiler and A rmstrong,2008 :21) ได้กล่าวการสร้างตราสินค้า(Brand) คือชื่อ(Name) คำ(Trem) เครื่องหมาย + (Sign)สัญลักษณ์(Symbol แบบ (Design) ตัวอักษร หรือการรวบรวมกันที่ระบุถึงสินค้าและบริการของผู้ขายหรือกลุ่มขายที่ความ แตกต่างจากคู่แข่งขัน ชื่อตราสินค้า ( Brand Name) หมายถึงส่วนหนึ่งของตราสินค้าสามารถอ่านออก เสียงได้แก่ คำ (Word) ตัวอักษร (Letters) หรือ ตัวเลข (Number) เครื่องหมายตราสินค้า(Brand Mark) หมายถึง ส่วนหนึ่งของตราสินค้าซึ่งไม่สามารถออกเสียงได้ โดยปรากฎในรูปของสัญลักษณ์
(Symbol) การออกแบบ (Design) หรือลักษณะเด่นพิเศษ เช่น สี หรือลักษณะตัวอักษรเครื่องหมาย การค้า (Trade Mark) หมายถึง ชื่อตราสินค้าผู้ขายนำมาใช้และได้รับการคุ้มครองตาม (ศิวฤิทธิ์ พงศกรรังศิลป์ : พ.ศ. 2547 ได้กล่าวว่า การสร้างตราสินค้า(Brand) หมายถึง การ ใช้ชื่อตัวอักษร หรือการออกแบบการผสมผสานของสิ่งต่างๆเหล่านี้เพื่อใช้ระบุจำแนกผลิตภัณฑ์ ชื่อตรา สินค้า(Brand Name) หมายถึง คำ ตัวอักษร ตัวเลข ที่นำมารวมกันอ่านออกเสียงได้และทำลูกค้า สามารถแยกแยะถึงความแตกต่างกับผลิตภัณฑ์เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) หมายถึงสินค้าของ บริษัทใดบริษัทหนึ่งได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองทางกฎหมาย ความสำคัญของทฤษฎีการออกแบบตราสินค้า ตรายี่ห้อจะช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ และสะดวกเป็นการระบุสินค้า และบริการมีคนต้องการทำให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพนอกจากนี้ยังทำให้ผลิตสินค้าและบริการพยายาม ปรับปรุงสินค้าของตนเองให้ดีขึ้นความสำคัญของตรายี่ห้อที่มีต่อชื่อผู้ผลิตหรือผู้ขาย 1. ช่วยในการโฆษณาและจัดแสดงสินค้ายี่ห้อจะมีความจำเป็นมากถ้าเป็นการขายแบบ 2. ช่วยในการรักษาส่วนแบ่งของตลาดลูกค้าจะซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีกายยี่ห้อเติมให้เป็นเชื่อถือ ยอมรับในคุณภาพซึ่งเป็นการช่วยป้องกันสินค้าการที่ทดแทนกันได้ 3. ช่วยลดเทียบราคาและช่วยรักษาราคายี่ห้อแตกต่างในตัวมันเองฉะนั้นการตั้งราคาจึงไม่ จำเป็นเปรียบเทียบราคาสินค้าของคู่แข่ง 4. ช่วยสร้างภาพพจน์ของบริษัทถ้ากิจการมีตรายี่ห้อที่มีชื่อเสียงจะ ทำให้การขยายส่วน ของผลิตภัณฑ์ได้ง่าย 5. ช่วยให้ลูกค้าที่ความซื่อสัตย์ในตรายี่ห้อ (สุวิทย์ เปียผ่อง และจรัสศรี นวกุลศิรินา ตราสินค้ามีความสำคัญประโยชน์ต่อผู้ซื้อดังนี้ 1. ตราสินค้าทำให้ผู้ซื้อสามารถเสื้อกซื้อสินค้าได้อย่างถูกต้อง 2. ทำให้ผู้ซื้อรับรู้ความแตกต่างระหว่างสินค้า 3. ตราสินค้าทำให้ผู้ซื้อทราบมวยถึงผลิตภัณฑ์ใหม่จากตราสินค้า 4. คู่มีอิสระต่อการเลือกซื้อตราสินค้าในตราสินค้าหนึ่ง ตราสินค้ามีความสำคัญประโยชน์ต่อผู้ขายดังนี้ 1. ผู้ขายใช้ตราสินค้ารายการโฆษณาและส่งเสริมการตลาดรูปแบบอื่น 2. ตราสินค้าช่วยการยอดขายและควบคุมส่วนแบ่งการตลาด Marketing share 3. การสินค้าช่วยให้ผู้ขายในการกำหนดราคา 4. สินค้าช่วยให้กำหนดตำแหน่งสินค้าได้ชัดเจน 5. สินค้าช่วยให้แนะนำสินค้าไปเข้าสู่ตลาดได้อย่างดี (ผศ. นภวรรณ คณานุรักษ์ : 2546)
ความสำคัญของการสินค้ามีความสำคัญต่อผู้ซื้อและผู้ขายดังนี้ 1. มีความสำคัญของชาติสินค้าที่มีต่อผู้บริโภคมีดังนี้ 1.1 ตราสินค้าทำให้ ผู้ซื้อรู้จักคุณภาพสินค้า 1.2 ตราสินค้าทำให้ผู้ซื้อค่าถึงผลิตภัณฑ์ใหม่จากตราสินค้า 1.3 ตราสินค้าทำให้ผู้ซื้อมีอิสระต่อการเลือกซื้ออะไรก็ได้ 2.ความสำคัญของตราสินค้าที่มีต่อผู้ขายหรือนักการตลาดมีดังนี้ 2.1 ผู้ขายสินค้าในการโฆษณาส่งเสริมการตลาดอื่นๆ 2.2 ตราสินค้าช่วยสร้างยอดขายและควบคุมส่วนครองตลาด Marketing share 2.3 ตราสินค้าช่วยให้ผู้ขายอิสระในการตั้งราคาไม่สูงหรือต่ำกว่ากว่าคู่แข่งขัน 2.4 ตราสินค้าช่วยในการแนะนำสินค้าใหม่ 2.5 ตราสินค้าช่วยในการกำหนดตำแหน่งราคาสินค้า (รองศาสตราจารย์ศิริวรรณ เสรีรัตน์ : 2543) ตราสินค้ามีส่วนสำคัญต่อผู้ซื้อและผู้ขายดังนี้ 1. ความสำคัญของตราสินค้าที่มีต่อผู้ซื้อหรือผู้บริโภค 1.1 ตราสินค้าทำให้ผู้ซื้อสามารถซื้อสินค้าได้ถูกต้อง 1.2 ตราสินค้าทำให้พูดหรือกระทำภาพสินค้าและเห็นความแตกต่างระหว่างสินค้า 1.3 ตราสินค้าทำให้ผู้ซื้อทราบถึงผลิตภัณฑ์ใหม่จากตราสินค้า 1.4 ตราสินค้าทำให้ผู้ซื้อมีอิสระต่อการเลือกซื้อสินค้าใดก็ได้ 2. ความสำคัญของตราสินค้าที่มีต่อผู้ขายและการตลาด 2.1 ผู้ขายใช้ตราสินค้าในการโฆษณาและส่งเสริมการตลาด 2.2 ตราสินค้าช่วยสร้างยอดขายและควบคุมส่วนครองตลาด Marketing share 2.3 ตราสินค้าช่วยให้ผู้ขายมีอิสระในการตั้งราคาให้สูงหรือต่ำกว่าคู่แข่งขัน 2.4 ตราสินค้าช่วยในการกำหนดตำแหน่งสินค้า (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศุภร เสรีรัตน์ พ.ศ.2538) ตรายี่ห้อมีความสำคัญมากทั้งต่อผู้ผลิตผู้จำหน่ายและผู้บริโภคผลิตภัณฑ์หากผลิตภัณฑ์ต่างๆไม่มีก ารทำ มาใช้การติดต่อซื้อขายทางการตลาดคงทำได้ความยากลำบากตรายี่ห้อความสำคัญดังนี้ 1. ช่วยให้ลูกค้าเห็นความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ในแต่ละชนิดแต่ละแบบของผู้ผลิตแต่ละ ราย 2. ช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในการที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ว่าจะได้ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการใน คุณภาพและ มาตรฐานสินค้า 3. ช่วยให้กระบวนการตัดสินใจของลูกค้าทำได้รวดเร็วตรงตามความต้องการไม่สับสนช่วยเพิ่ม ยอดจำหน่ายให้แก่ผู้ผลิตและผู้ขายรวมทั้งผู้ผลิตผู้ขายที่มีผลผลิตที่ไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้าออก จากตลาดช่วยให้การตลาดสามารถกำหนดตำแหน่งทางการตลาดของผลิตภัณฑ์แต่ละแบบแต่ละยี่ห้อ ได้
ชัดเจนช่วยลดการแข่งขันในด้านราคาระหว่างผู้ผลิตและผู้จำหน่าย 7 กระตุ้นให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเกิด ความรับผิดชอบต่อลูกค้าและมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นเรื่อยๆ (รองศาตราจารย์วิทวัส รุ่งเรื่องผล : พ.ศ.2556)การเลือกซื้อสินค้าเพื่อใช้ในการจัดจำหน่ายสามารถทำให้ ผู้ผลิตผลสำเร็จหรือความล้มเหลวควร ใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้ 1. สินค้าควรใช้คำพ้องเสียงสะกดเสื้อสามารถจดจำง่ายขึ้น 2. ตราสินค้าควรมีความสัมพันธ์กับตัวผลิตภัณฑ์พันธุ์คุณประโยชน์ในการใช้ผลิตภัณฑ์ 3. สินค้าควรมีลักษณะเด่นเฉพาะตัวและไม่ควรไปซ้ำหรือใกล้เคียงคู่แข่งขัน อาจทำให้ผู้บริโภค เกิดความสับสนและความเข้าใจได้ตราสินค้าสามารถนำไปจดทะเบียนและได้รับการคุ้มครองตาม กฎหมายซึ่งบริษัทผู้เป็นเจ้าของสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ละเมิดได้ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พิมพาหิรัญกิตติ : พ.ศ.2557) เหตุผลสำคัญที่ต้องทำให้มีตราสินค้าคือ 1. ช่วยให้ลูกค้าสนใจสินค้าได้เนื่องจากมีมากมายหลายประเภทมีผู้ผลิตจำนวนมากตราสินค้าจะ จำและจดจำสินค้าของบริษัทได้ส่วนมากลูกค้าจะซื้อสินค้าที่พวกเขาจดจำได้มากกว่าการซื้อโดยบังเอิญ 2. มีมูลค่ามหาศาล ตราสินค้าที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้า จะมีมูลค่าของตราสินค้าที่สูงมาก 3. สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง “ different or die” เป็นค่าที่นักการตลาดในยุคปัจจุบัน ต้องการคำนึงถึงถ้าไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้ของบริษัทจะถูกลืมและสูญหายไปในตลาดสินค้าจะ ช่วยผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีความโดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งเนื่องจากลูกค้าจะใช้สินค้าเป็นหลักในการ เปรียบเทียบคุณภาพประโยชน์การใช้งานและสิ่งต่างๆกับคู่แข่งถ้านักการตลาด ตลาดสามารถสร้าง ผลิตภัณฑ์ และนำเสนอของจุดเด่นสินค้าได้ดีลูกค้าจะได้รับรู้ถึงความแตกต่างในตราสินค้าของบริษัทกับ คู่แข่ง 4. ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเมื่อลูกค้ารับรู้และจดจำตราสินค้าของบริษัทได้เมื่อลูกค้า ต้องการซื้อสินค้าลูกค้าจะซื้อตราสินค้าที่ลูกค้าจดจำได้ ซึ่งถือว่าตราสินค้าช่วยเพิ่มยอดขายของบริษัทได้ ด้วย 5. ช่วยรักษาฐานลูกค้าได้อย่างเหนียวแน่น ผลิตภัณฑ์ที่ดีและมีตราสินค้าที่จดจำได้ลูกค้าจะพูด ต่อกันไปยังหมู่เพื่อน ญาติสนิท และแนะนำให้ใช้สินค้าต่อๆ กันไป ลูกค้าเดิมที่ใช้อยู่จะมีความจงรักภักดี ในตราสินค้า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตราสินคำไต้ง่าย ๆ และจะเป็นลูกค้าของบริษัทต่อไปนานเท่านาน ( Long life customer ) (ศิวฤทธิ์พงศกรรังศิลป์: พ.ศ. 2547) ตราสินค้ามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ซื้อเกิดความมั่นใจว่ามีตรา สินค้าเป็นที่รู้จัก ตราสินคำาจะสื่อในทำนองประกันคุณภาพของสินค้าที่พิมพ์อยู่บนบรรจุภัณฑ์ถ้าผู้ชื้อมี ประสบการณ์กับตราสินค้านั้นๆ ในทางต้านตรงกันข้ามแม้ไม่มีประสบการณ์ในการบริโภคสินค้า
ประเภทใตประเภทหนึ่งแต่ถ้ามีตราสินคำที่เคยผ่านตาและมีความรู้สึกดีดีต่อตราสินค้าจากสื่อโขษณา ต่างๆด้วยตุนี้ ตราสินค้าจะทำหน้าที่สร้างความสัมพันธ์โคยตรงระหว่างผู้ซื้อสินค้านะ ณ จุดขาย (นายปุ้น คงเจริญเกียรติ : พ.. 2547 ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อง่ายลูกค้แน่ใจว่าคุณภาพเหมือนเติมและซื้อซ้ำ ง่ายสินค้ามีตายีห้อมักมีคุณภาพดีกว่าไม่มีตรายี่ห้อเออลูกค้ามีความภาคภูมิใจที่เลือกซื้อสินค้ามีซื่อเสียง (รศ. บัญญัติ จุลนาพันธ์ พณ บ. M.B.A และคณะ :พ.ศ.2527) (ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์:พ.ศ.2547)ทำให้ผู้ ซื้อเกิดความมั่นใจ ( Reassuarance ) ในการเลือกสินค้าที่มีตราสินค้าเป็นที่รู้จัก ตราสินค้าจะสื่อใน ทำนองประกันคุณภาพของสินค้าที่พิมพ์อยู่บนบรรจุภัณฑ์ถ้าผู้ซื้อมีประสบการณ์กับตราสินค้านั้นๆ ในทางด้านตรงกันข้มแม้ไม่มีประสบการณ์ในการบริโภคสินค้า ประเภทใดประเภทหนึ่งแต่ถ้ามีตราสินค้า ที่เคยผ่านตาและมีความรู้สึกดีตีต่อตราสินค้าจากสื่อโฆษณาต่างๆด้วยตุนี้ ตราสินค้จะทำหน้าที่สร้าง ความสัมพันโตยตรงระหว่างผู้ซื้อสินค้านะ ณ จุดชาย (นายปุ่น คงเจริญเกียรติ : พ.ศ.2547 )ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อง่ายลูกค้าแนใจว่าคุณภาพเหมือนเดิมและซื้อ ซ้ำง่ายสินค้ามีตายี่ห้อมักมีคุณภาพดีกว่าไม่มีตรายี่ห้อเออลูกค้ามีความภาคภูมิใจที่เลือกซื้อสินค้ามี ชื่อเสียง (รศ. บัญญัติ ถุสนาพันธ์ พณ.M.B A และคณะ : พ.ศ.2527โนสภาพธุรกิจปัจจุบันที่เรียกว่า โลกานุวัตรนั้นชอบเขตของช่องทางการจัด จำหน่ายสินค้าจะไม่จำกัดยังสมัยก่อนโดยสามารถนำไปจำหน่ายในอีกมุมหนึ่งของโลกรวมทั้งการสามารถ แหวกม่านของความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติภาษาและวัฒนธรรมที่ได้ด้วยวิธีการสร้างบุคลิกเป็น เอกลักษณ์ ( (dentity ) พร้อมกับพจนานุกรมที่สามารถจตจำได้ง่าย ( Recognition ) (นายปุ่น คงเจริญ เกียติและสมพรคงเจริญเกียติ : พ.ศ.2541) สรุปได้ว่า ความสำคัญของตราสินค้า 1. ผู้ผลิต/ผู้ขาย ใช้ตราสินค้าในการโฆษณาและส่งเสริมการตลาด 2. ช่วยสร้างยอดขายและควบคุมส่วนครองตลาด ( Market Share) 3. ช่วยให้ผู้ขายมีอิสระในการตั้งราคาสินค้าให้สูงหรือต่ำกว่าราคาของคู่แข่ง 4. ช่วยแนะนำสินค้า ( Product Introduction ) 5. ช่วยในการกำหนดตำแหน่งตราสินค้า ( Product Positioning ) 6. ใช้แสดงความเป็นเจ้าของและขายสินค้าให้ตรงกับลูกค้าเป้าหมายช่วยใช้เพื่อการเจาะตลาด ขยายตลาดและขยาย องค์ประกอบของทฤษฎีการออกแบบตราสินค้า (ภาควิชาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ : สี หมายถึง ( ภาควิชาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎ เชียงใหม่ : รบบออนไลน์ ) ทุกวันเราจะมองเห็นสีต่าง ๆ มากมายที่อยู่รอบตัว และคงต้องยอมรับว่า สี นั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สร้างความสะดุดตาแก่ผู้ที่พบเห็น ด้วยเหตุนี้สี
ด้านตัวเลข ความหมายด้านตัวเลข (สุวิทย์ เปียผ่อง และ จรัสศรี นวกุลสิรินารถ : พศ 2530) ได้กล่าวว่า ตราสินค้าหมายถึงชิ่อ ถ้อยคำสัญลักษณ์ หรือ รูปแบบ หรือ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลายอย่างรวมกันเพื่อชี้ให้เห็ลักษณะ เฉพาะมี ความแตกต่างในสินค้าและบริการของคู่แข่งขันตรายี่ห้อแบรนด์เนมอาจจะประกอบด้วยถ้อยคำ ตัวอักษร หรือจำนวนตัวเลขซึ่งอ่านออกเสียงไต้ (ผศ.นภวรรณ คนานุรักษ์ : พ.ศ. 2546) ได้กล่าวว่า ตราสินค้าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์ และ ตราสินค้าสามารถเพิ่มคุณค่ให้แก่ผลิตภัณฑ์ เช่นผู้บริโภครับรู้ว่าน้ำหอม ตราชาแนลเป็น สินค้าคุณภาพ และ ราคาแพงและลูกค้าเต็มใจซื้อสำหรับน้ำหอมที่ไม่มีตราสินค้าที่ซัดเจนผู้บริโภครับรู้ว่า เป็นสินค้าคุณภาพต่ำ ได้ราคาถูก ซึ่งมีผลให้ลูกค้าไม่ต้องการซื้อ ดังนั้นนักการตลาดที่เห็นความสำคัญ ของการสร้างตราสินค้า เมื่อนักการตลาดมีการกำหนดนโยบายและแผนการจัดการผลิตภัณฑ์จะสีขาว กำหนดการจัดการสินค้าการตรา สินค้าบรรจุอยู่ในแผนด้วย (รองศาสตราจารย์ ศิริวรรณ เสรีรัตน์ : พ.ศ.2543) ได้กล่าวว่า ตราสินค้าหมายถึงการสร้าง ตรา สินค้า คำสัญลักษณ์ การออกแบบ ส่วนผสมของสิ่งดังกล่าวเพื่อระบุสินค้วและบริการของผู้ขายราย ใดรายหนึ่ง ของผู้ขายเพื่อแสดงถึงลักษณะที่แตกต่างจากคู่แข่งชัน (Kotler and Ammstrong 1996 :G1)ตราสินค้าของธนาคารกรุงเทพ จำกัด ชื่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด และลักษณะของธนาคารกรุงเทพ คือดอกบัวประกอบด้วยถ้าสินค้าเป็นคำมั่นสัญญาของผู้ขายในการส่งมอบคุณสมบัติ ประโยชน์ที่ สอดคล้องกับสินค้าบรรจุอยู่ในแผนด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ศุภร เสรีรัตน์ : พ.ศ.2538 ได้กล่าวว่า ตราสินค้าหมายถึงการสร้างตรา สินค้ผชื่อ คำ เครื่องหมายสัญลักษณ์ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสิ่งดังกล่าวรวมกันเพื่อแสดงถึง ความ แตกต่างของสินค้าและบริการของผู้ขายให้แตกต่างไปจากคู่ (รองศาสตราจารย์ วิทวัส รุ่งเรืองผล : พ.ศ.2556)ได้กล่าวว่า ตราสินค้าหมายถึง การสร้าง ตรา สินค้านอกจากลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์ยี่ห้อก็ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญตัวหนึ่งในการทำ ผู้บริโภคสะดวกในการจดจำผลิตภัณฑ์และ เสือกซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตได้ตรงกับที่ผู้บริโภคตัองการ ดังนั้นเมื่อพูดถึงตรายี่ห้อนักการคลาดหมายถึงถ้อยคำ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพา หิรัญกิตติ : พ.ศ 2557) (Kotiler and Armstrong2008 :21) ได้ กล่าวว่า การสร้างตราสินค้า(B/and) คือชื่อ(Name) คำ(Trem) เครื่องหมาย +(Sien)สัญลักษณ์ (Symnbol)แบบ(Design)ตัวอักษร หรือการรวบรรมกันที่ระบุถึงสินค้าและบริการของผู้ชายหรือกลุ่มขาย ที่ความแตกต่างจากคู่แข่งชันชื่อตราสินค้า ( Brand Name) หมายถึงส่วนหนึ่งของตราสินค้าสามารถอ่าน ออกเสียงได้แก่ คำ(Word)ตัวอักษร (Letters) หรือ ตัวเลข (Number) เครื่องหมายตราสินค้า(Brand Mark) หมายถึง ส่วนหนึ่งของตราสินค้าซึ่งไม่สามารถออกเสียงได้ โดยปรากฏในรูปของสัญลักษณ์ (Symbol) การออกแบบ (Design)หรือลักษณะเด่นพิเศษ เช่น สี หรือสักษณะตัวอักษรเครื่องหมาย การค้า (Tade Mark) หมายถึง ชื่อตราสินค้าผู้ขายนำมาใช้และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
(ศิวฤิทธิ์ พงศกรรังศิลป์ : พ.ศ. 2547 ได้กล่าวว่า การสร้างตราสินค้า(Brand) หมายถึง การใช้ ชื่อรูปแบบสัญลักษณ์ ตัวอักษร หรือการออกแบบ การผสมผสานของสิ่งต่างๆเหล่านี้ เพื่อใช้ระบุจำแนก ผลิตภัณฑ์ ชื่อตราสินค้า(Brand Name) หมายถึง คำ ตัวอักษร ตัวเลข ที่นำมารวมกันอำนออกเสียงได้ และทำลูกค้าสามารถแยกแยะถึงความแตกต่างกับผลิตภัณฑ์เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) หมายถึง ตราสินค้าของบริษัทใดบริษัทหนึ่งได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองทางกฎหมายเพื่อป้องกันการ ลอกเลียนแบบ และคุ้มครองสิทธิความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นจะพบว่าเครื่องหมายการค้าจะ มี ()ประกอบกับตราสินค้า (นายปุ่น คงเจริญเกี่ยรติ : พ.ศ 2547ได้กล่าวว่า ตราสินค้าหรือโลโก้ (L๐g๐) ตัวอักษร มี ความหมายดังนี้สามารถช้ตราประจำบริษัทตราสินค้าหรือการบริการ ที่มาจากแหล่งเดียวกัน ตราสินค้าที่ ใช้เป็นตัวแทนหรือบริการของบริษัทจะสามารถใช้เป็นเครื่องหมายการค้า (Tade Mark) หรือชื่อทาง การค้า(Trade Name) เมื่อลงทะเบียนแล้ว (Registered Mark) จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แสดงด้วยลักษณะตัวอักษร(Typogrphic) หรือรูป (Figur) หรือประสมทั้ง 2 แบบ อาจเป็นส่วนหนึ่งของ ตราสินค้าหรือองค์กรประกอบด้วยสีเดียว หรือหลายสี หรือ 23 มิติส่วนใหญ่จะพิมพ์สีเดียวคือสีดำบนพื้น ขาวและมักจะมี 2 มิติ (รองศาสตราจารย์บัณญัติ จุสนาพันธุ์ พณ.บ. , M.B.A และคณะ : พ.ศ 2527) ได้กล่าวว่า คำว่าสร้างตราสินค้า(Brand) ตัวอักษร หมายถึง เครื่องหมายสัญลักษณ์ รูปภาพ แบบ ตัวหนังสือ ตัวเลข และอื่นๆซึ่งบอกให้ทราบว่าใครเป็นผู้ผลิต หรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์นั้น และทำให้แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ คู่แข่ง ส่วนเครื่องหมายการค้า Trademark หมายถึงยี่ห้อที่ผู้ผลิตผู้จำหน่ายได้รับสิทธิตามกฎหมายให้ เป็นเจ้าของและใช้ได้เพียงผู้เดียว หรือกล่าวได้ว่า เครื่องหมายการค้าก็คือ ตรายี่ห้อของผู้ผลิตหรือผู้ขาย ที่ได้นำไปจดทะเบียนไว้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายแล้ว (นายปุ้น คงเจริญเกียรติ และสมพร คงเจริญเกียรติ) (พ.ศ 2541 188) ได้กล่าวว่า การสร้าง ราคาสินค้า (Brand)ตัวอักษร และลักษณะทางการค้า( Logo) จากที่กล่าวมาจะพบว่าตราสินค้าเป็นการ รวบรวมสิ่งที่มีคุณค่า (Set of Values)ของบรรจุภัณฑ์ไว้ในความทรงจำของกลุ่มเป้าหมาย ตราสินค้าที่ดี จะสื่อให้ทราบถึงผู้บริโภค ช่องทางการจัดจำหน่ายของสินค้าและความรู้สึกมีต่อบรรจุภัณฑ์ สืบเนื่องจาก ตราสิให้ผู้ซื้อและกลุ่มเป้าหมายจำสินค้าได้ (Rcogntion) โดยมีลักษณะทางการค้าและออกแบบกราฟิก อยู่บนบรรจุภัณฑ์เราจึงกล่าวได้ว่าสัญลักษณ์ทางการค้าเป็นส่วนหนึ่งของตราสินค้า อาจารย์จรรยา พรเหลือ และผู้ช่วยศาสตราจารย์สวิทย์ เปียผ่อง : พ.ศ.2541) ได้กล่าวว่า การสร้างตราสินค้า(Band) หมายถึง ถ้อยคำ สัญลักษณ์ หรือรูปแบบ อย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน เพื่อชี้ให้เห็นสักษณะเฉพาะหรือความแตกต่าง ในสินค้าและบริการที่แตกต่างไปจาก คู่แข่ง ชื่อตราสินค้า ( Brand Name)คือชื่อตรายี่ห้อสินค้าประกอบด้วยถ้อยคำ อักษร หรือจำนวนเลขซึ่งอ่านออกเสียงได้
ความสำคัญของด้านตัวเลข ตรายี่ห้อจะช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ และสะดวกเป็นการระบุสินค้าและ บริการต้องการทำให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพนอกจากนี้ยังทำให้ผลิตสินค้าและบริการพยายามปรับปรุง สินค้าของตนเองให้ดีขึ้นความสำคัญของตรายี่ห้อที่มีต่อชื่อผู้ผลิตหรือผู้ขาย 1. ช่วยในการโฆษณาและจัดแสดงสินค้ายี่ห้อจะมีความจำเป็นมากถ้าเป็นการขายแบบบริการ ของตนเอง 2. ช่วยในการรักษาส่วนแบ่งของตลาดลูกค้าจะซื้อผลิตภัณฑ์ที่มียี่ห้อเดิมให้เป็นที่เชื่อถือยอมรับ ในซึ่งเป็นการช่วยป้องกันสินค้าการที่ทดแทนกันได้ 3. ช่วยลดเทียบราคาและช่วยรักษาราคายี่ห้อแตกต่างในตัวมันเองฉะนั้นการตั้งราคาจึงไม่ จำเป็นเปรียบเทียบราคาสินค้าของคู่แข่ง 4. ช่วยสร้างภาพพจน์ของบริษัทถ้ากิจการมีตรายี่ห้อที่มีชื่อเสียงจะทำให้การขยายส่วนผสมผลิต ภัณฑ์ทำได้ง่าย 5. ช่วยให้ลูกค้าที่ความซื่อสัตย์ในตรายี่ห้อ (สุวิทย์ เปียผ่อง และจรัสศรี นวกุลศิรินารถ: 2530) ด้านตัวเลขมีความสำคัญประโยชน์ต่อผู้ซื้อดังนี้ 1. ตราสินค้าทำให้ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างถูกต้อง 2. ทำให้ผู้ซื้อรับรู้ความแตกต่างระหว่างสินค้า 3. ตราสินค้าทำให้ผู้ซื้อทราบถึงผลิตภัณฑ์ใหม่จากตราสินค้า 4. คู่มีอิสระต่อการเลือกซื้อตราสินค้าในตราสินค้าหนึ่ง ด้านตัวเลขมีความสำคัญประโยชน์ต่อผู้ขายดังนี้ 1. ผู้ขายใช้ตราสินค้ารายการโฆษณาและส่งเสริมการตลาดรูปแบบอื่น 2. ตราสินค้าช่วยการยอดขายและควบคุมส่วนแบ่งการตลาด Marketing share 3. การสินค้าช่วยให้ผู้ขายในการกำหนดราคา 4. สินค้าช่วยให้กำหนดตำแหน่งสินค้าได้ชัดเจน 5. สินค้าช่วยให้แนะนำสินค้าไปเข้าสู่ตลาดได้อย่างดี( ผศ. นภวรรณ คณานุรักษ์ : 2546) ตรายี่ห้อมีความสำคัญมากทั้งต่อผู้ผลิตผู้จำหน่ายและผู้บริโภคผลิตภัณฑ์หากผลิตภัณฑ์ต่างๆไม่มีการทำ มาใช้การติดต่อซื้อขายทางการตลาดคงทำได้ความยากลำบากตรายี่หัอความสำคัญดังนี้ 1. ช่วยให้ลูกค้าเห็นความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ในแต่ละชนิดแต่ละแบบของผู้ผลิตแต่ละ ราย 2. ช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในการที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ว่าจะได้ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการในคุณ ภาพและมาตรฐาน ที่เคยได้รับ 3. ช่วยให้กระบวนการตัตสินใจของลูกค้าทำได้รวดเร็วตรงตามความต้องการไม่สับสน 4. ช่วยเพิ่มยอดจำหน่ายให้แก่ผู้ผลิตและผู้ขายรวมทั้งผู้ผลิตผู้ขายที่มีผลผลิตที่ไม่ตรงกับความ ต้องการของลูกค้าออกจากตลาด
5. ช่วยให้การตลาดสามารถกำหนดตำแหน่ง ทางการตลาดของผลิตภัณฑ์แต่ละแบบแต่ละยี่ห้อ ได้ชัดเจนช่วยลดการแข่งขันในด้านราคาระหว่างผู้ผลิตและผู้จำหน่าย 7 กระตุ้นให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่าย เกิดความรับผิดชอบต่อลูกค้าและมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น เรื่อยๆ(รองศาตราจารย์วิทวัส รุ่งเรื่องผล : พ.ศ.2556) การเลือกซื้อสินตัาเพื่อใช้ในการจัดจำหน่ายสามารถทำให้ผู้ผสิตผลสำเร็จหรือความสัมเหลว ควรใช้ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้ 1. สินค้าควรใช้คำพ้องเสียงสะกดเสื้อสามารถจตจำง่ายขึ้น 2. ตราสินค้าควรมีความสัมพันธ์กับตัวผลิตภัณฑ์พันธุ์คุณประโยชน์ในการใช้ผลิตภัณฑ์ 3. สินค้าควรมีลักษณะเด่นเฉพาะตัว และไม่ควรไปซ้ำหรือใกล้เคียงคู่แข่งขัน อาจทำให้ผู้บริโภค เกิดความสับสนและความเข้าใจได้ 4. ตราสินค้าสามารถนำไปจดทะเบียนและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายซึ่งบริษัทผู้เป็น เจ้าของสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้สะเมิดได้ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพา หิรัญกิตติ : พ.ศ. 2557) เหตุผลสำคัญที่ต้องทำให้มีด้านตัวเลขคือ 1. ช่วยให้ลูกค้าสนใจสินค้าได้เนื่องจากมีมากมายหลายประเภทมีผู้ผลิตจำนวนมากตราสินค้าจะ ช่วยให้ลูกค้าแยกแยะความแตกต่าง และจดจำสินค้าของบริษัทได้ส่วนมากลูกค้าจะซื้อสินค้าที่พวกเขา จดจำได้มากกว่าการซื้อโดยบังเอิญ 2. มีมูลค่ามหาศาล ตราสินค้าที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้า จะมีมูลค่าของตราสินค้าที่สูงมาก 3. สร้างความแตกต่างจากคู่แช่ง " differant or die " เป็นคำที่นักการตลาดในยุคปัจจุบันต้อง คำนึงถึงสามารถสร้างความแตกต่างได้ของบริษัทจะถูกลืมและสูญหายไปในตลาด สินค้าจะช่วย ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีความดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่งเนื่องจากลูกค้าจะใช้สินค้าเป็นหลักในการ เปรียบเทียบคุณภาพประโยชน์การใช้งานและสิ่งต่างๆกับคู่แข่งถ้านักการตลาด ตลาดสามารถสร้าง ผลิตภัณฑ์ และนำเสนอของจุดเด่นสินค้าได้ดี ลูกค้าจะได้รับรู้ถึงความแตกต่าง ในตราสินค้าของบริษัท กับคู่แข่ง 4. ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เมื่อลูกค้ารับรู้และจดจำตราสินค้าของบริษัทได้ เมื่อลูกค้าต้ องการซื้อสินค้าลูกค้าจะซื้อตราสินค้าที่ลูกค้าจดจำได้ ซึ่งถือว่าตราสินค้าช่วยเพิ่มยอดขายของบริษัทได้ ด้วย 5. ช่วยรักษามาตรฐานลูกค้าได้อย่างเหนียวแน่น ผลิตภัณฑ์ที่ดีและมีตราสินค้าที่จดจำได้ ลูกค้า จะพูดต่อๆ กันไปยังหมู่เพื่อน ญาติสนิท และแนะนำให้ใช้สินค้าต่อๆ กันไป ลูกค้าเดิมที่ใช้อยู่จะมีความ จงรักภักดีในตราสินค้า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตราสินค้าได้ง่าย ๆ และจะเป็นลูกค้าของบริษัทต่อไปนาน เท่านาน (Long ifecustomer) (ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ : พ.ศ. 2547 ) ตราสินค้ามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ซื้อเกิดความมั่นใจ ( Reassuarance ) ในการเลือกสินค้าที่มี
ตราสินค้าเป็นที่รู้จัก ตราสินค้าจะสื่อในทำนองประกันคุณภาพของสินค้าที พิมพ์อยู่บนบรรจภัณฑ์ถ้าผู้ ซื้อประสบการณ์กับตราสินค้านั้นๆ ในทางด้านตรงกันข้ามแม้ไม่มีประสบการณในการบริโภคสินค้า ประเภทใดประเภทหนึ่งแต่ถ้ามีตราสินค้าที่เคยผ่านตาและมีความรู้สึกดีดีต่อตราสินค้าจากสื่อโฆษณา ต่างๆด้วยเหตุนี้ ตราสินค้าจะทำหน้าที่สร้างความสัมพันโดยตรงระหว่างผู้ซื้อสินค้านะ ณ จุดขาย (นายปุ่น คงเจริญเกียรติ : พ ศ.2547) ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อง่ายลูกค้าแนใจว่าคุณภาพเหมือนเดิมและซื้อซ้ำง่ายสินค้ามีตายี่ห่อมักมีคุณภาพดีกว่า ไม่มีตรายี่ห้อเออลูกค้ามีความภาคภูมิใจที่เลือกซื้อสินค้ามีซื่อเสียง(รศ. บัญญัติ จุลนาพันธ์ พณ.บ. MB.A และคณะ : พ.ศ.2527) (ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ : พ.ศ.2547) ตราสินค้ามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ซื้อเกิดความมั่นใจ ( Reassuarance ) ในการเลือก สินค้าที่มีตราสินค้าเป็นที่รู้จัก ตราสินค้าจะสื่อในทำนองประกันคุณภาพของสินค้าที่พิมพ์อยู่บนบรรจุ ภัณฑ์ถ้าผู้ซื้อมีประสบการณ์กับตราสินค้านั้นๆ ในทางด้านตรงกันข้ามแม้ไม่มีประสบการณ์ในการบริโภค สินค้า ประเภทใดประเภทหนึ่งแต่ถ้ามีตราสินค้าที่เคยผ่านตาและมีความรู้สึกดีตีต่อตราสินค้าจากสื่อ โฆษณาต่างๆด้วย ตราสินค้าจะทำหน้าที่สร้างความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างผู้ซื้อสินค้านะ ณ จุดขาย (นายปุ่น คงเจริญเกียรติ :พศ 2547) ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อง่ยลูกค้าแนใจว่าคุณภาพเหมือนเติมและซื้อซ้ำง่ายสินค้ามีตายี่ห้อมักมี คุณภาพดีกว่าไม่มีตรายี่ห้อลูกค้ามีความภาคภูมิใจที่เลือกซื้อสินค้ามีชื่อเสียง (รต. บัญญัติ จุลนาพันธ์ พณ.บ. M.B.Aและคณะ : พ.ศ.2527) ในสภาพธุรกิจปัจจุบันที่เรียกว่าโลกานุวัตรนั้นขอบเขตของช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า จะไม่จำกัดยังสมัยก่อนโดยสามารถนำไปจำหน่ายในอีกมุมหนึ่งของโลกรวมทั้งสามารถแหวกม่านของ ความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติภาษาและวัฒนธรรมที่ได้ด้วยวิธีการสร้างบุคลิกเป็นเอกลักษณ์ ( Identity ) พร้อมกับพจนานุกรมที่สามารถจดจำได้ง่าย ( Recognition ) (นายปุ่น คงเจริญเกียรติ และสมพรคง เจริญเกียรติ.พ.ศ 2541) สรุปได้ว่า ความสำคัญของด้านตัวเลข 1. ผู้ผลิต/ผู้ขาย ใช้ตราสินค้าในการโขษณาและส่งเสริมการดลาด 2. ช่วยสร้างยอดขายและควบคุมส่วนครองดลาด ( Market Share) 3. ช่วยให้ผู้ขายมีอิสระในการตั้งราคาสินค้าให้สูงหรือต่ำกว่าราคาของคู่แข่ง 4 ช่วยแนะนำสินค้า ( Product Introduction ) 5. ช่วยในการกำหนดตำแหน่งตราสินค้า ( Product Postoning ) 6. ใช้แสดงความเป็นเจ้าของและขายสินค้าให้ตรงกับลูกค้าเป็นหมายช่วยใช้เพื่อการเจาะตลาด
ด้านตัวอักษร ความหมายด้านตัวอักษร (สุวิทย์ เปียผ่อง และ จรัสศรี นวกุลสิรินารถ : พ.ศ 2530 ได้กล่าวว่าตัวอักษร หมายถึงชื่อ ถ้อยคำสัญลักษณ์หรือรูปแบบหรืออย่างใดอย่างหนีงหรือหลายอย่างรวมกันเพื่อชี้ให้เห็นลักษณะเฉพาะ มีความแตกต่างในสินค้าและบริการของคู่แช่งขันตรายี่ห้อแบรนด์เนมอาจจะประกอบด้วยถ้อยคำ ตัวอักษร หรือจำนวนตัวเลขซึ่งอำานออกเสียงได้ (ผศ. นภวรรณ คนานุรักษ์ : พ. ศ. 2546) ได้กล่าวว่า ตัวอักษรเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์และ ตราสินค้าสามารถพิ่มคุณค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ (รองศาสตราจารย์ ศิริวรรณ เสรีรัตน์ : พ. ศ.2543) ด้กล่าวว่ ตัวอักษร ตราสินค้าหมายถึง การสร้า งตราสินค้า คำ สัญลักษณ์ การออกแบบ ส่วนผสมของสิ่งตังกล่าวเพื่อระบุสินค้าและบริการของ ผู้ขายรายใตรายหนึ่งของผู้ขายเพื่อแสดงถึงลักษณะที่แตกต่างจากคู่ (ผู้ช่วยศาสตราจาร์ย์ ศุภร เสรีรัตน์ : พ.ศ.2538 ) ได้กล่าวว่า ตัวอักษร หมายถึง การสร้าง ตรา สินค้า ชื่อ คำ เครื่องหมายสัญลักษณ์ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสิ่งตังกล่าวรวมกันเพื่อแสดงถึง ความแตกต่างของสินค้าและบริการของผู้ขายให้แตกต่างไปจากคู่แข่งขัน (รองศาสตราจารย์ วิทวัส รุ่งเรื่องผล : พ.ศ. 2556) ได้กล่าวว่า ตัวอักษร หมายถึง การสร้าง ตราสินค้า นอกจากลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์ยี่ห้อก็ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญตัวหนึ่งในการทำ ผู้บริโภคสะตวกในการจดจำผลิตภัณฑ์และ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตได้ตรงกับที่ผู้บริโภคต้องการ ดังนั้นเมื่อพูดถึงตรายี่ห้อนักการตลาดหมายถึงถ้อยคำ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพา หิรัญกิตติ : W. ศ. 255 ) (Kotiler and A rmstrong ,2008 :21) ได้กล่าวว่า ตัวอักษร คือชื่อ (Name) คำ (Trem)/ เครื่องหมาย + (Sign) สัญลักษณ์ (Symbol)แบบ (Design) ตัวอักษร หรือการรวบรวมกันที่ระบุถึงสินค้าและบริการของผู้ขายหรือกลุ่มขายที่ความแตกต่าง จากคู่แข่งขัน (ศิวฤิทธิ์ พงศกรรังศิลป์ : พ. ศ. 2547 ได้กล่าวว่า ตัวอักษรการสร้างตราสินค้า (Brand)หมายถึง การใช้ชื่อรูปแบบ สัญลักษณ์ ตัวอักษร หรือการออกแบบ การผสมผสานของสิ่งต่างๆ เหล่านี้เพื่อใช้ระบุจำแนกผลิตภัณฑ์ (นายปุ่น คงเจริญเกียรติ : พ.ศ 2547) ได้กล่าวไว้ว่า ตัวอักษร มีความหมายดังนี้สามารถใช้ ตราประจำบริษัทตราสินค้าหรือการบริกรที่มาจากแหล่งเดียวกัน ตราสินค้าที่ใช้เป็นตัวแทนหรือบริการ ของบริษัทจะสามารถใช้เป็นเครื่องหมายการค้า (รองศาสตราจารย์บัญญัติ จุลนาพันธุ์ พณ บ. M.8.A และคณะ : พ.ศ 2527) ใด้กล่าวไว้ว่า ตัว อักษร ตัวยักษร หมายถึง เครื่องหมายสัญลักษณ์ รูปภาพ แบบ ตัวหนังสืย ตัวเลข และอื่นๆ ซึ่งบอก ให้ทราบว่าใครเป็นผู้ผลิตหรือจำหน่ายผสิตภัณฑ์นั้น และทำให้แตกต่างจากผลิตภัณฑ์คู่แช่ง (นายปุน คงเจริญเกียรติ และสมพร คงเจริญเกียรติ (พ.ศ 2541 188) ได้กล่าวว่ตัวอักษร และ
สักษณะทางการค้า( Log0) จากที่กล่วมาจะพบว่าตราสินค้าเป็นการรวบรวมสิ่งที่มีคุณค่(set of Values) ของบรรจุภัณฑ์ไว้ในความทรงจำของกลุ่มเป๊เป้าหมายตราสินค้าที่ดีจะสื่อให้ทราบถึงกลุ่มผู้บริโภคช่อง ทางการจัดจำหน่ายของสินค้าและความรู้สึกมีต่อบรรจุภัณฑ์สีบเนืองจากตราสินค้ามีหน้าทีให้ผู้ซื้อ / กลุ่มเป้าหมายจำสินค้าได้ (Recognition) (อาจารย์จรรยา พรเหลือ และผู้ช่วยศาสตราจารย์สวิทย์ เปียผ่อง : พ. ศ. 2541) ได้กล่าวว่า ตัวอักษร หมายถึง ถ้อยคำ สัญลักษณ์ หรือรูปแบบ อย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันเพื่อชี้ให้เห็น ลักษณะเฉพาะหรือความแตกต่างสรูปใด้ว่า ตัวอักษร หมายถึง ถ้อยคำ สัญลักษณ์ หรือรูปแบบ อย่าง หนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันเพื่อชี้ให้เห็นลักษณะเฉพาะหรือความแตกต่าง ความสำคัญของตัวอักษร ช่วยในการโฆษณาและจัตแสดงสินค้ายี่ห้อจะมีความจำเป็นมากถ้าเป็นการขายแบบบริการ ของตนเองช่วยในการรักษาส่วนแบ่งของตลาตลูกค้จะซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีกายยี่ห้อเติมให้เป็นเชื่อถือยอมรับ ในคุณภาพซึ่งเป็นการช่วยป้องกันสินค้ากรที่ทดแทนกันได้ช่วยสตเทียบราคาและช่วยรักษาราคายี่ห้อ แตกต่างในตัวมันเองฉะนั้นการตั้งราตาจึงไม่จำเป็นเปรียบเทียบราคาสินค้าของคู่แข่งช่วยสร้างภาพพจน์ ของบริษัทถ้ากิจการมีตรายี่ห้อที่มีชื่อเสียงจะทำให้การขยายส่วนผสมผลิตภัณฑ์ทำใต้ง่ายช่วยให้ลูกค้าที่ ความซื่อสัตย์ในตรา (ยี่ห้อ สุวิทย์ เปียผ่อง และ จรัสศรี นวกุลศิรินารถ : พ.ศ.2530 สรุปได้ว่า ความสำคัญของตัวอักษร 1. ผู้ผลิต/ผู้ขาย ใช้ตราสินค้าในการโฆษณาและส่งเสริมการตลาด 2. ช่วยสร้างยอดขายและควบคุมส่วนครองตลาต ( Market Share ) 3. ช่วยให้ผู้ขายมีอิสระในการตั้งราคาสินค้าให้สูงหรือต่ำกว่าราคาของคู่แข่ง 4. ช่วยแนะนำสินค้า ( Product Introduction ) 5. ช่วยในการกำหนดตำแหน่งตราสินค้า ( Product Positioning) สูงมาก ด้านสี ความหมายด้านสี (สุวิทย์ เปียผ่อง และ จรัสศรี นวกุลสิรินารถ: พ.ศ 2530) ได้กล่าวว่า สี หมายถึงชื่อถ้อยคำ สัญลักษณ์ หรือ รูปแบบ หรือ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลายอย่างรวมกันเพื่อชี้ให้เห็นสักษณะเฉพาะมี ความแตกต่างในสินค้า (ผศ. นภวรรณ คนานุรักษ์ : พ.ศ. 2546) ได้กล่าวว่า สี เป็นส่วนประกอบที่ สำคัญผลิตภัณฑ์และ ตราสินค้าสามารถเพิ่มคุณค่ให้แก่ (รองศาสตราจารย์ ศิริวรรณ เสรีรัตน์ : พ.ศ. 2543) ได้กล่าวว่า สี หมายถึงการสร้างตรา สินค้า คำ สัญลักษณ์ การออกแบบ ส่วนผสมของสิ่งตังกล่าวเพื่อระบุสินค้าและบริการของผู้ขายรายใด รายหนึ่งของผู้ขายเพื่อแสตงถึงลักษณะที่แตกต่างจากคู่แข่ง
(ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ศุภร เสรีรัตน์ : พ.ศ.2538 ได้กล่าวว่าสี หมายถึง การสร้างตราสินค้าชื่อ คำ เครื่องหมายสัญลักษณ์ การออกแบบ หรือส่วนผสมของสิ่งตังกล่าวรวมกันเพื่อแสดงถึงความแตกต่างของ สินค้าและบริการของผู้ขายให้แตกต่างไปจากคู่แข่งขัน (รองศาสตราจารย์ วิทวัส รุ่งเรื่องผล : พ. ศ. 2556 ได้กลำวว่า สี หมายถึง การสร้างตราสินค้า นอกจากลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์ยี่ห้อก็ถือได้ว่เป็นเครื่องมือสำคัญตัวหนึ่งในการทำผู้บริโภคสะดวกใน การจดจำผลิตภัณฑ์ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพา หิรัญกิตติ : W. ศ. 2557) (Kotiler and A rmstrong , 2008:21) ได้กล่าวว่า สี การสร้างตราสินค้า (Brand) คือซื่อ (Name) คำ (Trem) เครื่องหมาย + (Sign)สัญลักษณ์ (Symbol แบบ (Design) ตัวอักษร หรือการรวบรวมกันที่ระบุถึงสินค้และบริการของผู้ชายหรือกลุ่มขาย ที่ความแตกต่างจากคู่แข่งขัน (ศิวฤิทธิ์ พงศกรรังศิลป์ : พ. ศ. 2547 ได้กล่าวว่า สี หมายถึง การใช้ชื่อรูปแบบสัญลักษณ์ ตัวอักษร หรือการออกแบบ การผสมผสานของสิ่งต่างๆเหล่านี้ เพื่อใช้ระบุจำแนกผลิตภัณฑ์ (นายปุ่น คงเจริญเกียรติ : พ.ศ 2547 ไต้กล่าวไว้ว่าสี มีความหมายดังนี้ สามารถใช้ตราประจำ บริษัทตราสินค้าหรือการบริการ ที่มาจากแหล่งเดียวกัน ตราสินค้าที่ใช้เป็นตัวแทนหรือบริการของบริษัท จะสามารถใช้เป็นเครื่องหมายการค้า ( Trade Mark) หรือชื่ อทางการค้า (Trade Name) เมื่อ ลงทะเบียนแล้ว (Registered Mark) จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แสดงด้วยสักษณะตัวอักษร (Typogrphic) หรือรูป (Figur) หรือประสมทั้ง 2 แบบ อาจเป็นส่วนหนึ่งของตราสินค้าหรือองค์กร ประกอบต้วยสีเตียว หรือหลายสี หรือ 2-3 มิติส่วนใหญ่จะพิมพ์สีเตียวคือสีดำบนพื้นขาวและมักจะมี 2 มิติ (รองศาสตราจารย์บัญญัติ จุลนาพันธุ์ พณ. บ, M.B.A และคณะ : พ.ศ 2527 ได้กล่าวไว้ว่า หมายถึงรูปภาพ แบบ ตัวหนังสือ ตัวเลข และอื่นๆ ซึ่งบอกให้ทราบว่ใครเป็นผู้ผลิต หรือจำหน่าย ผลิตภัณฑ์นั้น (นายปุน คงเจริญเกียรติ และสมพร คงเจริญเกียรติ : พ.ศ 2541) ได้กล่าวว่า สี การสร้างตรา สินค้า (Brand)ตัวอักษร และลักษณะทางการค้า( L0g0) จากที่กล่าวมาจะพบว่าตราสินค้าเป็นการ รวบรวมสิ่งที่มีคุณค่า (Set of Values) ของบรรจุภัณฑ์ไว้ในความทรงจำของกลุ่มเป้าหมายตราสินค้าที่ดี จะสื่อให้ทราบถึงกลุ่มเป้าหมาย (อาจารย์จรรยา พรเหลือ และผู้ช่วยศาสตราจารย์สวิทย์ เปียผ่อง : พ. ศ. 2541) ได้กล่าวว่าสี หมายถึง ถ้อยคำ สัญลักษณ์ หรือรูปแบบ อย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน เพื่อชี้ให้เห็นลักษณะเฉพาะ หรือความแตกต่าง ในสินค้าและบริการ สรุปได้ว่า สี มีความหมายตังนี้ สามารถใช้ตราประจำบริษัทตราสินคำหรือการบริการ ที่มาจาก แหล่งเดียวกัน ตราสินค้าที่ใช้เป็นตัวแทนหรือบริการของบริษัทงะสามารถใช้เป็นเครีองหมายการคำ (Trade Mark) หรือซื่อทางการค้ (Tade Name) เมือลงทะเบียนแว (Regsteed Mark) จะlด้รัuความ คุ้มครองตามกฎหมายมา แสดงด้วยลักษณะตัวอักษร (Typogphic) หรืตรูป (Figur) หรือประสมทั้ง
ประกอบด้วยสีเดียว หรืองลายสี หรือ 2-3 มิติส่วนของตราสินค้าหรือองค์กร ประกอบ2 แบบ อาจเป็น ส่วนหนึ่งขอหญ่จะพิมพ์สีเดียวคือสีตำบนพื้นขาวและมักจะมี 2 มิติ ความสำคัญของสี ความสำคัญของสี ตรายี่ห้อจะช่วยให้ลูกค้าซื้อสินคำได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ และสะดวกเป็นการระบุสินค้า และบริการมีคนต้องการทำให้ลูกคำมั่นใจในคุณภาพนอกจากนี้ยังทำให้ผลิดสินคำแลยบริการพยายาม ปรับปรุงสินค้าของตนเองให้ดีขึ้นความสำคัญของตรายี่ห้อที่มีต่อชื่อผู้ผลิตหรือผู้ชายช่วยในการโฆษณา และจัดแสดงสินค้ายี่ห้อจะมีความจำเป็นมากถ้เป็นการขายแบบบริการรักษาส่วนแบ่งของตลาดลูกค้าจะ ซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีกายยี่ห้อเติมให้เป็นเชื่อถือยอมรับในคุณภาพซึ่งเป็นราคาของตนเองช่วยในการการช่วย ป้องกันสินค้าการที่ทตแทนกันใต้ช่วยสร้างภาพพจน์ของบริษัทถ้กิจการมีตรายี่ห้อที่มีชื่อเสียงจะทำให้การ ขยายส่วนผสมผลิตภัณฑ์ทำไต้ง่ยช่วยให้ลูกค้าที่ความซื่สัตย์ในตรายี่ห้อ (สุวิทย์ เปียผ่อง และจรัสศรี นวกุลศิรินารถ : พ.ศ.2530) ควรใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้ สินค้าควรมีลักษณะเด่นเฉพาะตัว และไม่ควรไปซ้ำหรือใกล้เคียงคู่แช่งชันอาจทำให้ผู้บริโภคเกิด ความสับสนและความเข้าใจได้ตราสินค้าสามารถนำไปจตทะเบียนและไต้รั บการคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งบริษัทผู้เป็นเจ้าของสามารถองร้องเรียกค่เสียหายจากผู้ละเมิดได้ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพา หิรัญกิตติ พ.ศ.2557) 2.4 ช่องทางการจัดจำหน่าย ช่องทางการจำหน่ายสินค้าช่วยให้ผู้บริโภคเป้าหมายสามารถค้นหาสินค้าได้ง่ายที่สุดอาจ เป็นขายทางหน้าร้าน, การดำเนินธุรกิจโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์(E-Commerce) เป็นต้น การกำหนดช่องทางการจัดจำหน่าย จำแนกได้เป็น 3 แบบ 1. ช่องทางการจัดจำหน่ายจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภคโดยตรง คือ เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่ ไม่มีคนกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง ช่องทางนี้จะจัดจำหน่ายสินค้าที่ไม่หลากหลายมากนัก เช่น เกษตรกร จำหน่ายผักที่ตลาดสด เป็นต้น 2. ช่องทางการจัดจำหน่ายจากผู้ผลิตถึงผู้ค้าปลึกและผู้บริโภคคนสุดท้าย คือ ผู้ผลิตใช้วิธี จัด จำหน่ายผ่านพ่อค้าปลีกโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยอาจมีเหตุผล บางประการเช่น สินค้าเป็นสมัย นิยม ทำให้ต้องส่งให้ถึงมือผู้บริโภคให้เร็วที่สุด หรือ สินค้าอาจเน่าเสียได้ง่าย เช่น ผลไม้สด เนื้อสัตว์ นม สด เป็นต้น ช่องทางการจัดจำหน่ายจากผู้ผลิตถึงผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก และผู้บริโภคคนสุดท้าย คือ ช่อง ทางการจัดจำหน่ายนี้จะต้องผ่านคนกลาง 2 ชนิด คือพ่อคำส่ง พ่อคำปลีก อาจมีเหตุผลบางประการ
เช่น สินค้าสามารถเก็บไว้ได้นานไม่เสียหาย หรือถ้าสมัยเร็ว, ผู้ผลิตไม่มีเวลาในการจัดจำหน่ายเอง, ผู้ผลิต ได้คัดเลือกพ่อค้าคนกลางมาอย่างดีแล้วว่าสามารถกระจายสินค้าและสร้างยอดขายได้ดีกว่าผู้ผลิตจัด จำหน่ายเองเป็นต้น การกำหนดจำนวนคนกลางในการจัดจำหน่าย จำแนกได้เป็น 3 แบบ 1. การจัดจำหน่ายผ่านคนกลางจำนวนมาก (Intensive distribution) จะเป็นสินค้าที่ใช้ ประจำ ฃหรือใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคต้องการหาซื้อได้ง่าย เพื่อความสะดวกของผู้บริโภค ผู้ผลิตจึง ต้องใช้คนกลางจำนวนมากราย 2. การจัดจำหน่ายผ่านคนกลางที่ได้รับการคัดเลือก (Selective distibution) คือ การ คัดเลือกคนกลางเท่าที่จำเป็น สินค้าชนิดนั้นอาจเป็น สินค้าแบบพิเศษ เป็นประเภทเลือกหาซื้อ ผู้ผลิต อาจจะเลือกผู้ค้าปลึกแค่ไม่กี่แห่งต่อพื้นที่ เช่น คัดเลือกคนกลางเพื่อขายผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ เพราะ สินค้าประเภทนี้ขายได้ด้วยตราสินค้าอยู่แล้ว เป็นต้น 3. การจัดจำหน่ายผ่านคนกลางคนเดียว (Exclusive distribution) คือ ผู้ผลิตใช้วิธีการจัด จำหน่ายโดยขายผ่านคนกลางเพียงรายเดียว เพื่อให้คนกลางที่ได้รับการคัดเลือกได้ชูความสามารถในการ จัดจำหน่ายอย่างเต็มที่ ผู้ผลิตก็สามารถดูแลควบคุมคุณภาพได้อย่างทั่วถึงเพราะมีคนกลางเพียงรายเดียว ธุรกิจสามารถเลือกใช้ช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลายให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของตนและอำนวย ความสะดวกแก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทำให้สามารถกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึง การส่งเสริมการตลาด การส่งเสริมการตลาดเป็นการนำเสนอข่าวสารของบริษัทไปยังตลาดเป้าหมายอาจเป็นการ โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ใช้พนักงานส่งเสริมการขาย ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือในการสื่อสารทางการตลาด ชนิดหนึ่ง จะก่อให้เกิดต้นทุน และมีผลต่อการกำหนดราคาสินค้าการกำหนดรูปแบบ เนื้อหาข่าวสารที่ เหมาะสมควรเป็นอย่างไรใจความของข่าวสาร คือ ต้องเป็นข่าวสารที่เข้าใจง่าย ข้อความสามารถดึงดูดใจ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้มีคุณค่าทางด้านใดบ้างมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างไรเป็นต้น ควร เลือกว่าจะให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ข่าวกี่ด้าน โดยถ้ากลุ่มเป้าหมายชื่นชอบผลิตภัณฑ์ตั้งแต่แรกก็ควรเสนอ ข่าวด้านเดียว แต่ถ้าคาดว่ากลุ่มเป้าหมายจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ก็ควรเสนอข่าวสองด้านรูปแบบของ ข่าวสาร คือ เป็นการใช้สัญลักษณ์หรือรหัส ที่ใช้ในการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ใช้เสียงในการ โฆษณา ภาพและข้อความ เป็นต้น 1. การโฆษณา (Advertsing) คือ การทำให้กลุ่มเป้าหมาย รับรู้ จดจำเชื่อมั่น ต่อสินค้า เพื่อให้ เกิด การซื้อขายโดยตรง และมีอีกวัตถุประสงค์หนึ่งเพื่อสร้างภาพพจน์ที่ดีแก่ตัวสินค้าและบริษัท 2. การใช้พนักงานขาย (Personal Selling) คือ พนักงานขายเป็นตัวแทนของบริษัทเพื่อ นำเสนอ ผลิตภัณฑ์ สินค้าและบริการ เพื่อแจ้งข้าวสาร ชักจูง จูงใจลูกค้า ให้มาซื้อสินค้าและบริการ พนักงานขาย มีหลายประเภท เช่น พนักงานขายหน้าร้าน พนักงานขายเดินตลาด
3. การส่งเสริมการขาย (Sale Promotion) คือ การชักจูง จูงใจลูกค้าให้ซื้อสินค้าในช่วง ระยะเวลา สั้นๆ เร่งเร้าการตัดสินใจของผู้บริโภค เนื่องจาก ลูกค้าจะไม่ได้ สิ่งพิเศษเหล่านี้บ่อยนัก ขจัดปัญหาการ ตัดสินใจซื้อที่ยาวนาน 4. การออกข่าวหรือการเผยแพร่ข่าวสาร (Publicity) คือ การกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายสนใจสิน ใจ สินค้าและบริการ โดยที่บริษัทไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายใดๆเลย เป็นการเผยแพร่ที่ ไม่เกี่ยวกับการค้า เช่น ปตท. จัดงานรณรงค์ใช้พลังงานทดแทน โดยมีการออกข่าวทางสถานีวิทยุ ให้คนมาร่วมรับฟังฟรีและมีกิจกรรม ในงานมากมาย เป็นต้น คุณสมบัติของแหล่งข่าวสาร คือ แหล่งข่าวสารที่ดีควรมีความน่าเชื่อเถือจากการรับรู้ของ กลุ่มเป้าหมาย โดยอาจมีการอ้างอิงจากผู้เชี่ยวชาญ คนมีชื่อเสียง ในการแนะนำสินค้า เป็นต้น ผลลัพธ์ของการสื่อสาร คือ การที่กลุ่มเป้าหมายได้รับรู้ถึงข้อมูลข่าวสารสินค้าและบริการ โดย การไปสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายว่าได้ยินหรือรับรู้ถึงข่าวสารนั้นหรือไม่ และส่งผลถึงความรู้สึกของ กลุ่มเป้าหมายว่าคิดอย่างไร กับสินค้านั้นๆ และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสินค้านั้นอย่างไรบ้าง เพื่อนำไป ปรับปรุงต่อไป ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดในการเลือกใช้การส่งเสริมการตลาด 1. งบประมาณการส่งเสริมการตลาด คือ มีผลต่อการส่งเสริมการตลาดเป็นอย่างมาก เพราะถ้าบริษัทที่เล็กมีงบประมาณที่จำกัดจะส่งผลต่อการเลือกใช้การส่งเสริมการตลาด เช่น บริษัทที่เล็ก มีต้นทุนในการส่งเสริมการตลาดที่ไม่มาก ก็อาจจะใช้วิธีในการส่งเสริมการตลาดโดยการส่งข้อมูลข่าวสาร ผ่านทางไปรษณีย์ เพื่อให้ถึง กลุ่มเป้าหมายของตน ธีนี้ก็จะเป็น การส่งเสริมการตลาดโดยใช้เงินลงทุนต่ำ ซึ่งจะแตกต่างจากกลุ่มบริษัทที่มีตันทุนในการส่งเสริมการขายที่สูง เขาอาจจะใช้วิธีในการโฆษณาผ่าน ทางโทรทัศน์ หรือป้ายโฆษณาตามแหล่งชุมชน การโฆษณาบนรถสาธารณะ เป็นต้น 2. ขั้นตอนของวงจรชีวิตที่ผลิตภัณฑ์นั้นกำลังเผชิญอยู่ คือ ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดมาวงจรชีวิต ของมันดังนั้นการเลือกใช้การส่งเสริมการตลาดก็แตกต่างกันไปตามวงจรชีวิตที่กำลังเผชิญอยู่ เริ่มที่ ขั้น แนะนำจะต้องส่งเสริมตลาดโดยให้ความรู้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคยอมรับและตัดสินใจซื้อสินค้า และบริการของเรา ขั้นเจริญเติบโต จะเป็นขั้นที่เราจะต้องสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ว่าสินค้าของเราตีที่สุด ในชั้นนี้เราต้องกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการของเราไปเรื่อยๆ เป็นการส่งเสริมตลาดที่ทำให้ ผู้บริโภคเจาะจงซื้อสินค้ของเรา ขั้นเจริญเติบโตเต็มที่ เป็นชั้นที่ทำการโฆษณาเพื่อเน้นย้ำให้ผู้บริโภค เจาะจงซื้อสินค้าของเรามากขึ้น อาจต้องใช้งบประมาณใน การส่งเสริมการตลาดมากขึ้น เพราะจะมี คู่แข่งเข้ามาในตลาดมากในช่วงนั้น ขั้นตอนยอดขายลดการส่งเสริมการตลาดในขั้นนี้ ถูกใช้เพื่อเตือน ความทรงจำ เพื่อรักษากสุ่มลูกค้าไว้ให้ได้
ปัญหาที่ต้องคำนึงถึงเวลาจัดทำกลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด 1. มีโอกาสที่จะทำการส่งเสริมการตลาดหรือไม่ ต้องดูแบวน้มความต้องการของผู้บรึโภค ว่า ผู้บริโภคต้องการสินคำและบริการนั้นหรือไม่ ถ้าต้องการ การส่งเสริมการตลาดจะเป็นตัวกระตุ้นให้ ผู้บริโภคซื้อ 2. ควรส่งเสริมการตลาดไปที่ใคร โดยส่วนใหญ่แล้วเราจะติกว่าการส่งเสริมการตลาดควร ส่งเสริมไปที่กลุ่มเป้าหมาย แต่แท้จริงแล้วการส่งเสริมการตลาดควรที่จะครอบคลุมไปถึงผู้ซื้อ ผู้ใช้ และผู้ ที่มีอิทธิพลในการซื้อสินค้าด้วย 3. ข่าวสารประเภทใดถึงจะเหมาะสม ควรที่จะคำนึงถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายว่าควรใช้สื่อ ใดในการที่จะเข้าถึงได้มากที่สุด ข่าวสารที่ตีต้องมีรายละเดียดที่ชัดเจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อสินค้า ต่อมาในปี1980 Zethaml et al. (2009) ซึ่งได้เพิ่มองค์ประกอบ ของส่วนประสมทางการตลาดสำหรับ บริการอีก 3 ประการคือ บุคลากร กระบวนการ และด้านลักษณะทางกายภาพ บุคลากร (People) คือ บุคคลที่ทำงานภายในองค์กร ซึ่งมีตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงผู้บริหาร ระดับกลาง พนักงานระดับปฏิบัติการ รวมถึงแม่บ้าน เป็นตัน ซึ่งทุกคนมีความสำคัญในกชับเคลื่อน องค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า เพราะเป็นผู้ที่กำหนดนโยบาย แผนงาน และปฏิบัติงานกระบวนการ (Process) คือ กิจกรรมที่ทางองค์กรได้นำมาใช้ในการดำเนินงาน ในการให้บริการลูกค้าถ้าทุกส่วนมีความสอดคล้อง กัน จะส่งผลให้กระบวนการทำงานออกมาราบรื่นทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจได้ ด้านลักษณะทางกายภาพ (Physical Evidence) คือ สิ่งที่ลูกค้าสัมผัสได้ เมื่อได้รับสินค้า และบริการไป อาทิเช่น สถานที่บริการ การตกแต่งอาหาร บรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถ รับรู้ใต้ถึงความเป็นมืออาชีพ ความใสใจในการบริการ และอยากกลับมาใช้สินค้าและบริการอีกครั้ง เนื่องจากการตลาดเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ จึงต้องมีวิวัฒนาการตาม ยุคสมัยและตามความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค จึงเกิดการตลาดสมัยใหม่ขึ้น 2.5 การขายสินค้าออนไลน์ การทำธุรกิจออนไลน์หรือขายสินค้าออนไลน์ (E-Commerce) คือ การค้าขายและ ให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งมีทั้งบน แพลตฟอร์มเว็บไซต์ตัวกลางขายของออนไลน์ เช่น Facebook, Line, Shopee, Lazada, Tiktok หรือ จัดทำเว็บไซต์เป็นของตัวเอง มีไอเดีย ขายของออนไลน์ทั้งการขายสินค้าหรือให้บริการได้หลากหลาย รูปแบบ เลือกวางแผนการค้าขายได้แบบระยะยาวทำเป็นอาชีพหลักเพื่อสร้างการค้าขายที่มั่นคงได้ใน อนาคต ขายของออนไลน์ ยุคนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์เข้ามามีบทบาทต่อผู้คนและได้รับความนิยม อย่างแพร่หลาย คนส่วนใหญ่เริ่มหันมามองหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้หรืออยากหันมาลงทุนทำธุรกิจ
เพื่อเป็นนายตัวเองกันมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์ม ออนไลน์ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก ทำให้มีคนไม่น้อยที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจขายของออนไลน์ แต่ก่อนจะ เริ่มต้นทำกิจการประเภทนี้หนึ่งสิ่งที่ควรทำก่อนการลงทุนคือศึกษา “ข้อดีและข้อเสีย” เพื่อที่จะได้เตรียม ความพร้อมในการรับมือ วางแผน และมองหาแนวทางต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจพบเจอในการทำ ธุรกิจ ขายของออนไลน์ ข้อดี ข้อเสีย มีอะไรบ้าง การขายของออนไลน์นอกเหนือจากศึกษาเกี่ยวกับการทำธุรกิจ ความต้องการของลูกค้า คู่แข่ง ใน ตลาดแล้ว การเตรียมความพร้อมในด้านอื่น ๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในเรื่องของข้อดีและข้อเสีย เกี่ยวกับการขายสินค้าออนไลน์ที่ควรรู้ ดังนี้ ข้อดี ของการขายของออนไลน์ สำหรับคนที่อยากขายของออนไลน์ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่กระแสการขายสินค้าออนไลน์ กำลัง ได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็พบเจอพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์เต็มไปหมด ถือเป็นเรื่องที่ เห็นได้ว่าธุรกิจประเภทนี้สร้างรายได้ให้แก่เจ้าของธุรกิจหรือนักลงทุนไม่น้อย สำหรับข้อดีของการขาย ของออนไลน์ มีดังนี้ 1. ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านก็สามารถขายสินค้าออนไลน์ได้ 2. เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายผ่านช่องทางการขายบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้งในประเทศและ ต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว 3. ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าได้ง่าย บนแพลตฟอร์มเว็บไซต์ออนไลน์ที่คนส่วนใหญ่ใช้งานกันใน ปัจจุบัน 4. ร้านค้าสามารถวางขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่หลากหลายได้พร้อม ๆ กัน 5. เลือกขายของออนไลน์เป็นอาชีพเสริม ช่วยเพิ่มรายได้อีกหนึ่งช่องทาง 6. ใช้เงินทุนในการเริ่มต้นเปิดร้านไม่สูงและไม่จำเป็นต้องสต็อกสินค้า 7. ขายสินค้าได้หลากหลาย เพราะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ส่วนใหญ่ภายในร้านค้าสามารถ วางจำหน่ายสินค้าได้หลายประเภทตามที่ต้องการ 8. ลูกค้าสามารถเข้าถึงร้านค้าได้ง่ายและรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง ในการสั่งสินค้าหรือ ชำระเงิน 9. สามารถขายสินค้าได้ 24 ชั่วโมง ทุกที่ทุกเวลาเพียงมีอินเทอร์เน็ตก็สามารถรับออเดอร์ ได้ 10. คุยกับลูกค้าได้โดยตรง เพราะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ส่วนใหญ่จะมีช่องทางที่ให้ลูกค้า สามารถแชทสอบถามร้านค้าเกี่ยวกับสินค้าที่ต้องการ ทำให้สะดวกทั้งต่อผู้ขายและผู้ซื้อในการติดต่อกัน
11.ประหยัดงบประมาณสำหรับการจ้างงาน เพราะไม่จำเป็นต้องมีพนักงานขายของ 12. มีการชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ที่หลากหลาย เพื่อเป็นตัวเลือกในการชำระเงินให้แก่ ลูกค้า อาทิ โอนผ่านบัญชี ระบบ Mobile Banking บริการรับชำระผ่านบัตรเครดิต เป็นต้น ข้อเสีย ของการขายของออนไลน์ แน่นอนว่าในการทำธุรกิจหรือการลงทุนทุกประเภทย่อมมีข้อเสียหรือความเสี่ยงในรูปแบบ ต่าง ๆ ที่ตามมาด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ เพื่อ เป็นการเตรียมความพร้อมและวางแผนการรับมือกับปัญหาที่อาจต้องพบเจอได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ สำหรับ ข้อเสียของการขายของออนไลน์ มีดังนี้ 1. ลูกค้าไม่สามารถสัมผัสและทดลองสินค้าได้ ทำให้ในบางครั้งอาจขายสินค้าได้ค่อนข้าง ยาก เนื่องจากลูกค้าไม่กล้าตัดสินใจซื้อในทันที 2. อัตราการแข่งขันในตลาดออนไลน์สูง เนื่องจากการขายสินค้าออนไลน์เป็นช่องทางที่ง่าย และ สะดวก ใคร ๆ ก็สามารถขายสินค้าออนไลน์ได้ ทำให้มีตัวเลือกให้แก่ลูกค้ามากมาย รวมถึงเสี่ยงโดนตัด ราคาสินค้าได้อีกด้วย 3. มีสินค้าลักษณะเดียวกันที่หลากหลาย ทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกมากมายในการตัดสินใจ 4. ร้านค้าต้องหมั่นอัปเดตสินค้าอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความน่า ไว้ใจให้แก่ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น 5. ต้อง Stand by เกือบตลอด 24 ชั่วโมงในการคอยตอบลูกค้า 6. มีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากกระบวนการขนส่งสินค้า เช่น ค่ากล่อง ค่าบริการไปรษณีย์ ค่าขนส่ง ค่าความเสี่ยงในกรณีสินค้าถูกตีกลับ 7. เสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ หากอยากให้ร้านค้ากลายเป็นที่รู้จักหรือ เข้าถึงลูกค้าได้ง่ายมากยิ่งขึ้น อาจต้องใช้ตัวช่วยอย่างการยิง Ads โฆษณาร้านค้าหรือสินค้าไปยังช่องทาง ออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียต่าง ๆ 8. ยังไม่ได้รับความเชื่อใจและความเชื่อมั่นในตัวร้านค้าจากลูกค้า 100% เนื่องจากลูกค้า อาจกลัวถูกโกง กลัวส่งสินค้าไม่ตรงปก กลัวได้รับสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ กลัวการจ่ายเงินแล้วไม่ได้สินค้าที่ ตัวเองซื้อหรือแบบที่ต้องการ และอีกหลากหลายปัจจัย สำหรับข้อดี-ข้อเสียของการขายสินค้าออนไลน์ที่รวบรวมมาฝาก หวังว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อผู้ที่ สนใจอยากเริ่มต้นทำธุรกิจออนไลน์ หรืออยากเปิดร้านขายของออนไลน์ หากร้านค้ารู้จักนำสิ่งเหล่านี้มา ปรับปรุงและปรับให้เข้ากันรูปแบบการขายสินค้าของตนเองได้ อาจทำให้กลายเป็นจุดแข็งของร้านค้า และได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจออนไลน์ได้เป็นอย่างดี
2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาครั้งนี้ ได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์กระเป๋า สานจากเส้นพลาสติก บ้านพงโพด ตำบลบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม การตลาดผลิตภัณฑ์ กระเป๋าสานจากเส้นพลาสติก เพื่อเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับชุมชนพื้นเมือง ในการถ่ายทอด งานหัตถกรรมให้มีความแพร่หลายมากยิ่งขึ้น พษ์สัน ตันหยงและคณะ (2549) ได้ทำการศึกษาเรื่อง การพัฒนากลสยุทธ์การตลาดสินค้า หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ในจังหวัดนครปฐม โดยการศึกษาครั้งนี้ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงกลยุทธ์ การตลาด รวมถึงปัญหาและอุปสรรคเพื่อที่จะนำมาพัฒนา โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ เชิงลึกกับกลุ่มผู้ประกอบการสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ในจังหวัดนครปฐม โดยเขาได้แบ่งสินค้าหนึ่ง ตำบเหนึ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็น 5 กลุ่ม คือ สินค้าการเกษตร, สินค้าเกษตรแปรรูป, สินค้าศิลปะประดิษฐ์ และของที่ระลึก, สินค้าเครื่องใช้และเครื่องประดับตกแต่งและ สินค้าสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหารและยา ผล การศึกษาพบว่า ในทุก ๆ กลุ่มสินค้า จะเน้นคุณภาพของสินค้าเป็นหลัก โดยทางกลุ่มมีความคิดว่าถ้า สินค้ามีคุณภาพแล้วก็จะสามารถชายได้แต่กลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหารและยา ที่มีปัญหา ในเรื่องของการรับรองขององค์การอาหารและยากลุ่มนี้คิดว่า ถ้าต้องทำตามขั้นตอนจะส่งผลถึงตันทุน เงินลงทุนที่สูงขึ้น ทำให้ส่งผลถึงความสามารถในการแช่งขันลดลง ส่วนการทำการตลาดของกลุ่มสินค้า ทั้ง 5 กลุ่มนี้ จะเน้นการบอกปากต่อปาก ส่วนการทำตลาดอื่น ๆ เช่น โฆษณา หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ จะพบในกลุ่มสิน ค้าเครื่องประดับตและอุปสรรคที่พบคือ ขาดการส่งเสริมจากภาครัฐ การทำ การตลาดที่ยังไม่กว้างมากพอจะเงินทุนที่มีไม่มาก และมีคู่แข่งมาก ส่วนมุมมอง พบว่าปัญหาที่ต้องแก้ไข คือ บรรจุภัณฑ์ที่ยังต้องได้รับการพัฒนาให้มีความดึงดูดน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
บทที่ 3 วิธีการดำเนินการ ในการจัดทำโครงงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนกระเป๋าจากเส้นพลาสติก ในครั้งนี้ คณะผู้จัดทำได้ดำเนินการจัดทำโครงงานตามลำดับขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนการดำเนินงาน ประชุมกับสมาชิกและอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อหาหัวข้อในการทำโครงงาน หลังจากนั้น เสนอศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนกระเป๋าจักสานเส้นพลาสติกโดยการสัมภาษณ์และ สอบถามกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านพงโพดเพื่อรวบรวมข้อมูลและจัดทำโครงงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ชุมชนกระเป๋าสานเส้นพลาสติกเพื่อพัฒนาตัวสินค้าหรือโลโก้ผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับให้มี คุณภาพสวยงามเป็นที่น่าสนใจ เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้งาน แล้วทำแบบสอบถามความพึง พอใจของผู้บริโภค แล้วรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามของผู้บริโภค เกี่ยวกับการพัฒนาตัวสินค้าหรือโลโก้ ผลิตภัณฑ์ แล้ววิเคราะห์ข้อมูล ต่อมาจึงทำรูปเล่มโครงงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนกระเป๋ษสานเส้น พลาสติกแล้วนำเสนอผลการดำเนินงาน การศึกษาความพึงพอใจของประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชาการที่ร่วมในการวิจัยครั้งนี้คือ ประชากรในหมู่บ้านพงโพด ตำบลบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมาหสารคาม กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ร่วมในการวิจัยครั้งนี้คือ ประชากรที่อยู่ในกลุ่มสินค้าOTOP จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้จัดทำโครงการเป็นเครื่องมือหนึ่งในการวิจัย โดยที่ผู้วิจัยเข้าไปทำแบบสอบถามและลงพื้นที่ กลุ่มผลิตภัณฑ์กระเป๋าสานเส้นพลาสติก ผู้จัดทำโครงการดำเนินการเก็บข้อมูลในระหว่างลงพื้นที่ โดยใช้ วิธีการสัมภาษณ์และสอบถามกลุ่มผลิตภัณฑ์จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่มีความสำคัญที่จะนำไปสู่การ ออกแบบและพัฒนาตัวสินค้าหรือโลโก้ของบ้านพงโพด ตำบลบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ภายใต้ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยการสังเกตุ-พฤติกรรม สอบถาม การจดบันทึก นอกจากผู้จัดทำโครงการ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการจัดทำโครงงานแล้วสิ่งที่ผู้จัดทำโครงการเตรียมไว้ได้แก่ แบบสอบถาม ความพึงพอใจของกลุ่มผลิตภัณฑ์ แบบสอบถามข้อมูลโดยผู้จัดทำโครงการ ได้เตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนลง พื้นที่ หลังจาการลงพื้นที่แล้วผู้จัดทำโครงการจะนำมาบันทึกข้อมูล เพื่อพัฒนาออกแบบตราสินค้าหรือโล โก้ให้มีคุณภาพ มาตรฐาน นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้สามารถแข่งขันในตลาด ผู้จัดทำโครงการ สามารถตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลและสามารถจะเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนที่ขาดหายไป ได้
ตลอดเวลา ด้วยเครื่องบันทึกเสียงใช้ในขณะจัดกิจกรรม โดยผู้จัดทำโครงงาน จะขออนุญาตจากกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ก่อน ซึ่งจะช่วยให้ผู้จัดทำโครงการได้ข้อมูลสามารถตรวจสอบกับข้อมูลที่ได้บันทึกและข้อมูลที่ ตกหล่นที่ไม่สามารถ บันทึกขณะนั้นได้ และระหว่างการดำเนินกิจกรรมสอบถามกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อใช้ ประกอลการเสนอโครงงาน การเก็บรวบรวมข้อมูล รวบรวมความคิดเห็นของการสัมภาษณ์ลสอบถามกลุ่มผลิตภัณฑ์ บ้านพงโพด ที่เกี่ยวกับการ พัฒนาตราสินค้าหรือโลโก้ผลิตภัณฑ์ บ้านพงโพด ตำบลบรบือ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ภายใต้ ภูมิปัญญาทิ้งถิ่นด้วยการมีส่วนร่วมของผู้ให้ข้อมูลหลัก โดยกำหนดการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ ระหว่าง การสัมภาษณ์หรือโดยผู้จัดทำโครงการ เป็นผู้สังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม จดบันทึกและบันทึกภาพและ เสียงโดยทีมงานในระหว่างการสัมภาษณ์หรือสอบถามข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ แบบสอบถาม ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามมาวิเคราะห์โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้ คือ 1. ตรวจสอบความสมบูรณ์การตอบแบบสอบถามทุกฉบับ 2. นำแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม โดยใช้ ค่าความถี่เพื่อนำมาประกอบการอภิปรายผลในการศึกษาค้นคว้า 3. วิเคราะห์ข้อมูลตอนที่ 2 โดยใช้สถิติค่าร้อยละ ̅และส่วนแบ่งเบนมาตรฐาน (S.D.) ของข้อมูลโดยให้คะแนนการแบ่งช่วงของค่าตัวกลางเลขคณิต 5 กลุ่มในการแปลความหมาย ดังนี้ 1.0 – 1.49 หมายถึง ปฏิบัติระดับ น้อยที่สุด 1.50 – 2.49 หมายถึง ปฏิบัติระดับ น้อย 2.50 – 3.49 หมายถึง ปฏิบัติระดับ ปานกลาง 3.50 – 4.49 หมายถึง ปฏิบัติระดับ มาก 4.50 – 5.00 หมายถึง ปฏิบัติระดับ มากที่สุด 4. แบบสอบถามตอนที่ 3 เป็นข้อเสนอแนะอื่นๆและความคิดเห็นมาเคราะห์จัดหมวดหมู่ ของคำตอบตัดข้อมูลที่ความซับซ้อนออก เรียบเรียงภาษาให้ถูกต้อง เพื่อนำมาประการอภิปรายผล
บทที่ 4 ผลการดำเนินโครงงาน จากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของโครงงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านพงโพด “กระเป๋าจักสานเส้นพลาสติก” คณะผู้จัดทำได้เก็บรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานนำเสนอตามลำดับ ดังนี้ ผลการดำเนินงาน โครงงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านพงโพด “กระเป๋าสานเส้นพลาสติก”ในเรื่องการ พัฒนากระเป๋าสานเส้นพลาสติก ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย สินค้า การศึกษาความพึงพอใจของผู้บริโภค โดยได้นำข้อมูลที่รวบรวมได้มาประมวลผล และวิเคระห์ค่า ทางสถิติตามวัตถุประสงค์ของโครงงาน ดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย และสามารถขายได้จริง 2. เพื่อสร้างแบรนด์ตราสินค้าให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของตลาด 3. เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้มีหลากหลายและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ทั่วถึง 4. เพื่อเพิ่มช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ โดยสร้างเพจ ไลน์แอด และช่องทางอื่น สัญลักษณ์ในการเสนอการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้คณะผู้ศึกษาได้กำหนดสัญลักษณ์ที่สามารถแปลความหมายดังนี้ ̅ แทนค่า ค่าเฉลี่ย (Mean) S.D แทนค่า ส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตารางที่ 4.1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ข้อมูลทั่วไป จำนวน ร้อยละ 1. เพศ 1.1 ชาย 7 35 1.2 หญิง 13 65 รวม 20 100 2. อายุ 2.1 18 ปี 3 15 2.2 19-26 ปี 9 45 2.3 27-30 ปี - - 2.4 31-50 ปี 8 40 2.5 60 ปีขึ้นไป - - รวม 20 100 จากตารางที่ 4.1 พบว่าผู้ที่ตอบแบบสอบถาม จำนวน 20 คน แบ่งเป็นเพศชาย จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 35 เพศหญิง จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 65 มีอายุในช่วง 18 ปี จำนวน 3 คน คิดเป็น ร้อยละ 15 อายุในช่วง 19-26 จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 45 อายุในช่วง 31-50 จำนวน 8 คน คิดเป็น ร้อยละ 40 ตารางที่ 4.2 แบบสอบถามความพึงพอใจของผลิตภัณฑ์ต่อ โครงงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้าน พงโพด “กระเป๋าสานเส้นพลาสติก” ด้านตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์ จากตารางที่ 4.2 พบว่าผู้ที่ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์กระเป๋าสานเส้น พลาสติก ด้านตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.87) ถ้าพิจารณารายข้อ ข้อ รายการประเมิน ̅ S.D. ระดับความ คิดเห็น 1. บรรจุภัณฑ์เหมาะสมและสะดวกต่อการนำไปใช้ 3.65 1.41 มาก 2. มีข้อมูลแสดงรายละเอียดผลิตภัณฑ์ 3.75 0.70 มาก 3. ตราสินค้ามีความแปลกใหม่น่าสนใจ 4.2 1.41 มาก 4. รูปทรงบรรจุภัณฑ์มีความสวยงาม คงทน 3.9 0.40 มาก รวม 3.87 0.40 มาก
เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย พบว่า ตราสินค้ามีความแปลกใหม่น่าสนใจ อยู่ในระดับ มาก (ค่าเฉลี่ย = 4.2) รองลงมาคือ รูปทรงบรรจุภัณฑ์มีความสวยงาม คงทน อยู่ในระดับ มาก (ค่าเฉลี่ย= 3.90) รองลงมา คือ มีข้อมูลแสดงรายละเอียดผลิตภัณฑ์ อยู่ในระดับ มาก (ค่าเฉลี่ย = 3.75) รองลงมาคือ บรรจุภัณฑ์ เหมาะสมและสะดวกต่อการนำไปใช้อยู่ในระดับ มาก (ค่าเฉลี่ย = 3.65) ตารางที่ 4.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของผลิตภัณฑ์ต่อ โครงงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านพง โพด “กระเป๋าสานเส้นพลาสติก”ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย จากตารางที่ 4.3 พบว่าผู้ที่ตอบแบบสอบถามความพึงพอใจของผลิตภัณฑ์ต่อ โครงงาน การ พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านพงโพด “กระเป๋าสานเส้นพลาสติก”ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย อยู่ในระดับ มาก (ค่าเฉลี่ย = 3.82 )ถ้าพิจารณารายข้อ เรียงจากมากไปหาน้อย พบว่า รูปแบบของเพจ Facebook มีความน่าสนใจ อยู่ในระดับ มาก (ค่าเฉลี่ย = 4.05 ) รองลงมาคือ ข้อมูลรายละเอียดทางเพจ Facebook มีความน่าสนใจ อยู่ในระดับ มาก (ค่าเฉลี่ย = 3.6) ข้อ รายการประเมิน ̅ S.D. ระดับ ความ คิดเห็น 1 รูปแบบของเพจ Facebook มีความน่าสนใจ 4.05 4.05 มาก 2 ข้อมูลรายละเอียดทางเพจ Facebook มีความ น่าสนใจ 3.6 3.14 มาก รวม 3.81 1.28 มาก
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ จากการจัดทำโครงงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านพงโพด “กระเป๋าจักสานเส้นพลาสติก” คณะผู้จัดทำสามารถสรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ได้ดังนี้ 5.1 สรุปผลการดำเนินโครงงาน 5.2 อภิปรายผล 5.3 ข้อเสนอแนะ - ข้อเสนอแนะในการนำผลการดำเนินโครงงานไปใช้ - ข้อเสนอแนะในการจัดทำโครงงานครั้งต่อไป สรุปผลการดำเนินโครงงาน ผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์กระเป๋าจักสานเส้นพลาสติก จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านพงโพด “กระเป๋าสานเส้นพลาสติก” มีเป้าหมายเพื่อ พัฒนาสินค้าตัวผลิตภัณฑ์ และช่องทางการจัดจำหน่าย 1. เพื่อพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย และสามารถขายได้จริง 2. เพื่อสร้างแบรนด์ตราสินค้าให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของตลาด 3. เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้มีหลากหลายและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ทั่วถึง 4. เพื่อเพิ่มช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ โดยสร้างเพจ facebook และช่องทางอื่นๆ สรุปผลการดำเนินโครงงาน จากตารางพบว่าผู้แบบสอบถามมีความพึงพอใจการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านพงโพด “กระเป๋าสานเส้นพลาสติก” ด้านการออกแบบตราสินค้า มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 20 คน แบ่งเป็น เพศชาย จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 35 เพศหญิง จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 65 มีอายุในช่วง 18 ปี จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 15 อายุในช่วง 19-26 จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 45 อายุในช่วง 31- 50 จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 40 และเมื่อมีการวิเคราะห์รายด้านซึ่งเป็นออกเป็นด้าน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ด้านตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์อยู่ในระดับมาก (̅= 3.87 S.D = 0.40 ) ถ้าพิจารณารายข้อ เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย พบว่า ตราสินค้ามีความแปลกใหม่น่าสนใจ อยู่ในระดับ มาก (̅= 4.2 S.D = 0.41) รองลงมาคือ รูปทรงบรรจุภัณฑ์มีความสวยงาม คงทน อยู่ในระดับ มาก (̅= 3.90 S.D = 0.40) รองลงมาคือ มีข้อมูลแสดงรายละเอียดผลิตภัณฑ์ อยู่ในระดับ มาก (̅= 3.75 S.D 0.70) รองลงมาคือ บรรจุภัณฑ์เหมาะสมและสะดวกต่อการนำไปใช้อยู่ในระดับ มาก (̅= 3.65 S.D = 1.41) ด้านบรรจุภัณฑ์ อยู่ในระดับมาก (̅= 4.2 S.D =0.71 ) ถ้าพิจารณารายข้อพบว่า สร้างสรรค์ได้
เหมาะสมกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน อยู่ในระดับ มากที่สุด (̅= 4.8 S.D = 0.70) รองลงมาคือผลิตภัณฑ์มี ความปลอดภัยจากเชื้อโรค อยู่ในระดับ มาก (̅= 4.1 S.D = 2.12) รองลงมาคือ ผลิตภัณฑ์มีคุณค่าต่อ การส่งเสริมสนับสนุน อยู่ในระดับ มาก (̅= 4.05 S.D = 2.12) รองลงมาคือ รูปแบบของผลิตภัณฑ์ แปลกใหม่อยู่ในระดับ มาก (̅= 3.95 S.D = 0.70) และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย อยู่ในระดับ มาก (̅= 3.81 S.D = 1.28 ) ถ้าพิจารณารายข้อพบว่า รูปแบบของเพจ Facebook มีความน่าสนใจ อยู่ใน ระดับ มาก (̅= 4.05 S.D 4.05) รองลงมาคือ ข้อมูลรายละเอียดทางเพจ Facebook มีความน่าสนใจ อยู่ในระดับ มาก ( ̅= 3.6 S.D = 3.14) อภิปรายผล จากผลศึกษาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านพงโพด “กระเป๋าสานเส้นพลาสติก” พบว่าผู้ใช้ผลิตภัณฑ์หรือลูกค้าที่มาซื้อสินค้าเมื่อพิจารณาทั้ง3 ด้านพบว่า 1) ตราสินค้ามีความแปลกใหม่ น่าสนใจมีความน่าสนใจ สามารถดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้ ซึ่งสอดคล้อง(สุวิทย์ เปียผ่อง และ จรัส ศรี นวกุลสิรินารถ : พ.ศ 2530 ได้กล่าวว่า ตราสินค้าหมายถึงชื่อสินค้า หรือรูปแบบหรืออย่างใดอย่าง หนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันเพื่อชี้ให้เห็นลักษณะเฉพาะมีความแตกต่างในสินค้าและบริการของคู่แข่งขัน ตรายี่ห้อแบรนด์เนมอาจจะประกอบด้วยถ้อยคำตัวอักษร หรือจำนวนตัวเลขซึ่งอ่านออกเสียงได้2) สร้างสรรค์ได้เหมาะสมกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้อง สมพงษ์ เฟื่องอารมณ์ (2550 : 9) ได้ให้ ความหมายของ การบรรจุภัณฑ์ว่าคือกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดจนกระบวนการตลาด ในการใช้วัสดุ ชนิดใดชนิดหนึ่งมาสรรค์สร้างภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อให้กับผลิตภัณฑ์เพื่อให้ปกป้องความเสียหายของ ผลิตภัณฑ์ช่วยรักษาคุณภาพ เกิดความสะดวกในการใช้สอยสะดวกในการขนส่งและเพื่อการสื่อสารต่างๆ รวมถึงการตลาดที่มีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม โดยการใช้ทั้งศาสตร์ศิลปะและเทคโนโลยีร่วมกัน 3) รูปแบบ ของเพจ Facebook มีความน่าสนใจ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของเสรี วงษ์มณทา (2540) กล่าวว่า ช่อง ทางการจัดจำหน่าย ทางช่องทางเพจ Facebook นั้นแล้ว จะทำให้คุ้นเคยกับสินค้าดึงดูดแล้วนำไปสู่การ ตัดสินใจซื้อสินค้านั้นในที่สุด ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนำผลการดำเนินโครงงานไปใช้ 1. ควรมีการพัฒนาคุณภาพการออกแบบตราสินค้าและรูปร่างลักษณะของบรรจุภัณฑ์ ให้มี คุณภาพตามมาตรฐานและมีความทันสมัยให้มากยิ่งขึ้น 2. ควรมีการพัฒนาหรือเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านสื่อออนไลน์ให้เป็นรู้จักได้มากยิ่งขึ้น มีการส่งเสริมการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นการเพิ่มยอดขายให้แก่กลุ่มแม่บ้านการจัดโปรโมชั่นเพื่อ ดึงดูดลูกค้าให้มีการตัดสินใจในการเลือกซื้อมากขึ้น
ข้อเสนอแนะในการจัดทำโครงงานครั้งต่อไป 1. ควรมีการศึกษาแนวทางพัฒนาการออกแบบตราสินสินและบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับตัว ผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับแก่ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 2. ควรมีการศึกษาแนวทางพัฒนาการสื่อสารการตลาดของผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น การสื่อสาร การตลาดของผลิตภัณฑ์กระเป๋าจักสานเส้นพลาสติกผ่านช่องทางออนไลน์