วชิ าคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ
เรอ่ื ง คุณธรรม จริยธรรมกับผู้บริหารการศกึ ษา
รหัสวิชา ๖๑๐ ๒๐๖ (๓ นก)
เสนอ
พระครปู ระโชติกจิ จาภารณ,์ ดร.
จดั ทำโดย
นายชินกฤต สมวงศ์ เลขที่ ๑๕ รหัสประจำตัวนิสิต ๖๕๐๓๒๐๒๐๓๑
นางสาวสริ กิ ร เหมทานนท์ เลขที่ ๑๖ รหัสประจำตัวนิสิต ๖๕๐๓๒๐๒๐๓๒
นางสาวกัลยาณี ขาวจนั ทร์คง เลขที่ ๓๐ รหัสประจำตวั นสิ ติ ๖๕๐๓๒๐๒๐๖๕
หลกั สตู รครุศาสตร์บณั ฑิต สาขาวชิ าพทุ ธบรหิ ารการศึกษา
ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๕
คำนำ
คุณธรรม จริยธรรม และความเชื่อถือไว้วางใจ เป็นรากฐานของการบริหารภาครัฐที่ดีผลประโยชน์ ทับ
ซ้อน หรือความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์สว่ นตน และผลประโยชน์ส่วนรวม เป็นประเดน็ ปัญหาทางการบริหาร
ภาครัฐในปัจจบุ ัน ท่เี ป็นบ่อเกดิ ของปัญหาการทจุ ริตประพฤติมชิ อบในระดบั ท่ีรนุ แรงและยงั สะท้อนปัญหาการขาด
หลักธรรมาภบิ าล และเปน็ อปุ สรรคต่อการพัฒนาประเทศ
รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ได้รวบรวมหลักการ
และแนวคิดที่เป็นสากล สถานการณ์หรือการกระทำของบุคคล ที่มีผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้อง จนส่งผล
กระทบต่อการตัดสินใจหรือการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้น ตลอดจนแนวทางในการป้องกันแก้ไขปัญหา
ผลประโยชน์ทับซอ้ น หลกั ธรรมาภบิ าล และหลกั คุณธรรมในการปฎบิ ัตงิ านให้เป็นไปอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ และเกิด
ประโยชนส์ ูงสุดแก่รัฐ และผู้บรหิ ารสถานศึกษา
ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรในหน่วยงาน และผู้ที่สนใจศึกษา
แนวทางเกี่ยวกับการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน การบริหารและเพื่อให้การปฏิบัติงานมี
ประสทิ ธภิ าพสงู สุดต่อไป
คณะผจู้ ัดทำ
สารบญั หน้า
๑
เร่อื ง ๓
บทนำ ๓
คณุ ธรรม จรยิ ธรรมกบั ผู้บรหิ ารการศกึ ษา ๔
การศกึ ษา ๔
คุณธรรมจรยิ ธรรม ๕
คุณธรรม ๑๒
จรยิ ธรรม ๑๔
บทสรุป
เอกสารอ้างอิง
บทนำ
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 79 ระบุไว้ว่า ให้
ผูบ้ ังคบั บญั ชาปฏบิ ัติตนเป็นตัวอยา่ ง ทีด่ ีแก่ผใู้ ตบ้ ังคบั บัญชา เพือ่ ใหม้ คี วามรู้ ทักษะ เจตคติที่ดี คณุ ธรรม จริยธรรม
และจรรยาบรรณ วิชาชีพที่เหมาะสม ในอันที่จะทำให้เกิด ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และความก้าวหน้าแก่
ราชการ การบริหารจัดการศึกษาของผู้บริหาร สถานศึกษาจะต้องเกิดผลทั้งงานที่รับผิดชอบและ ได้ความร่วมมือ
จากผู้ร่วมงาน ซึ่งผู้บริหารจะต้อง ใช้ทั้งศาสตรแ์ ละศิลปใ์ นการบริหารงาน นอกจาก นี้ มาตรา 80 ยังระบุว่า ให้มี
การพัฒนาขา้ ราชการ ครูและบคุ ลากรทางการศึกษา กอ่ นแตง่ ตั้งใหด้ ำรง ตำแหน่งบางตำแหน่ง และบางวทิ ยฐานะ
เพื่อ เพ่มิ พูนความรู้ ทักษะ เจตคติที่ดี คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และจรรยาบรรณวชิ าชพี ที่เหมาะสม
จากสภาพปจั จุบัน ขอ้ มูลจากการประชุม คณะกรรมการข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการ ศึกษา พบว่า
เรื่องร้องทุกข์ร้องเรียนของข้าราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่พบมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ การจ้างทำ
ผลงานทางวิชาการเพื่อ ขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ การเลื่อนขั้นเงินเดือน และการแต่งตั้งโยกย้าย (สำนักงาน
คณะกรรมการ ขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา,2555) การทผ่ี ู้บริหารสถานศึกษามีคุณธรรมจริยธรรมท่ี
ดี จะเป็นที่ยอมรับนับถือแก่ผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับ บัญชา ทำให้เกิดขวัญและกำลังใจ รู้สึกมีความ มั่นคงในการ
ปฏิบัติงาน ส่งผลให้การปฏิบัติงานมี ประสิทธิภาพ ผู้บริหารโรงเรียนควรมีคุณธรรม จริยธรรมในเรื่องต่อไปนี้เป็น
พื้นฐาน คือ 1. มี เมตตา กรุณา ต่อผู้ร่วมงานและผู้อื่น 2. มีความเสีย สละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า
ประโยชน์ ส่วนตน 3. ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้ร่วมงาน 4.มีความยุติธรรม มีเหตุผล และวางตัว เป็นกลางอย่าง
สม่ำเสมอ 5. มีความรกั และห่วงใยผู้ร่วมงาน และ 6. ประพฤติปฏิบตั ิตนเปน็ แบบอยา่ งทดี่ ีแกผ่ ้รู ว่ มงานและผอู้ ื่น
การปฏิบัติตนให้มีคุณธรรม จริยธรรมของ ผู้บริหารสถานศึกษา มีความสำคัญต่อการบริหาร งาน ใน
องค์การเป็นอย่างมาก เพราะสามารถสร้าง ศรัทธา การยอมรับนับถือ และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ ผู้ใต้บังคับบัญชา
และ คนในสังคม อีกทั้ง ย่อมก่อ ให้เกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร สามารถจูงใจให้
ผู้ใต้บังคับบัญชายินดีปฏิบัติงาน ด้วยความเต็มใจ และเต็มความสามารถ จนเกิด ความสามัคคี รักใคร่ ปรองดอง
ผู้บริหารที่ดีควร ตระหนักอยู่เสมอว่า การบริหารงานนั้น นอกจาก ต้องมีหลักในการทำงาน โดยยึดหลักกฎหมาย
ระเบียบ คำสง่ั ธรรมเนียมและประเพณีปฏิบัติแลว้ ผบู้ ริหารยังต้องมีคุณธรรม ในการครองตน ครอง คน และครอง
งาน ตามสภาพและวฒั นธรรมของ สังคมน้ันๆ โรงเรยี นท่ปี ระสบผลสำเร็จในการ จัดการศกึ ษา นอกจากจะเกิดจาก
ตวั ครู นกั เรียน วิธีการสอนแลว้ ผบู้ ริหารจะตอ้ งมีความรู้ความ สามารถในการบรหิ าร โดยใช้ทรพั ยากรท่ีมีอยู่อย่าง
จำกัดให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอน ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องเพียบ พร้อมด้วย
คุณสมบัติต่างๆ เช่น มีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะการบริหาร มีคุณธรรม มีจริยธรรมที่งดงาม จะต้องยึดมั่นใน
ระเบยี บครุ ุสภาว่าดว้ ยจริยธรรม ของครู (วรยิ า ชนิ วรรโณ,2546,น.174)
๒
จริยธรรมผู้บริหารสถานศึกษา ในฐานะที่ผู้บริหาร สถานศึกษาเป็นบุคคลสำคัญในการจัดการศึกษา
พัฒนาการศึกษาในหน่วยงาน โดยเป็นผู้กำหนดนโยบาย วางแผน และดำเนินการ เป็นแบบอย่างแก่
ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติงานร่วมกัน จนทำให้เกิดผลสำเร็จ จึงจำเป็นต้องเป็นผู้มีจริยธรรมตามเกณฑ์ ที่กำหนด
และเป็นทยี่ อมรับของสงั คมวา่ เป็นแบบอย่างท่ีดแี กผ่ ทู้ ีเ่ กยี่ วข้อง
๓
คณุ ธรรม จริยธรรมกับผู้บรหิ ารการศกึ ษา
ปัจจุบันสังคมไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปตามกระแสวัฒนธรรมตะวันตก ที่มาพร้อมกับปัญหา
หลากหลายทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง อันเป็นสาเหตุทำให้พฤติกรรมของมนุษย์เบี่ยงเบนไปในทิศทางที่ไม่
เหมาะสม ทั้งด้านสภาพจิตใจ การแสดงออก และการดำเนินชีวิต ฉะนั้น การปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน
ใหแ้ ก่เยาวชนจงึ เปน็ สิง่ จำเป็นอย่างยิ่ง ใหเ้ ป็นคนที่มีคณุ ธรรม นำความรู้ยดึ หลักเศรษฐกิจพอเพยี งตามพระราชดำริ
โดยกำหนดนโยบายและมาตรการเสริมสร้างคุณธรรมในระบบการศึกษาเป็นเรื่องเร่งด่วนที่กร ะทรวงศึกษาธิการ
จะตอ้ งรีบดำเนนิ การ ดังทีพ่ ระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ภูมิพลอดลุ ยเดช พระราชทานในพิธี
พระราชทานปรญิ ญาบตั รของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมอ่ื วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๙ ความว่า
งานด้านการศกึ ษาเปน็ งานสำคัญทสี่ ุดอย่างหนึ่งของชาติ เพราะความเจรญิ และความเสอื่ ม
ของชาตินั้นขึ้นอยู่กับการศึกษาของพลเมืองเป็นข้อใหญ่..และพระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๒
ความว่าผู้มีวิชาการแล้วจำเปน็ จะต้องมีคุณสมบัตใิ นตนเองนอกจากวิชาความรู้ด้วย จึงจะนำตนนำชาติให้เจริญได้
คุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับทุกคนนั้น ได้แก่ความละอายชั่วกลัวบาป ความซื่อสัตย์สุจริตทั้งในความคิดและการ
กระทำ ความกตัญญูรู้คุณชาติบ้านเมือง และผู้มีอุปการะตัวมา ความไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบผู้อื่น หากแต่มี
ความจริงใจ มีความปรารถนาดีต่อกัน เออื้ เฟ้ือกนั ตามฐานะและหน้าที่
จากพระบรมราโชวาท ย่อมชี้ให้เห็นความสำคัญของการศึกษา และการบริหารจัดการการศึกษาที่ต้อง
ดำเนนิ การไปพร้อมกบั คณุ ธรรมจริยธรรม จึงจะเกิดเป็นความเจรญิ ร่งุ เรืองแกช่ าติบา้ นเมืองในทสี่ ุด
1. การศึกษา
การศกึ ษา ทำใหเ้ กิดมคี วามรอบรู้ทก่ี วา้ งขวางนน้ั ยังไมส่ ามารถสร้างคนใหส้ มบูรณม์ ีคุณภาพได้
เพราะคนที่มีคุณภาพนัน้ ต้องเปน็ ผู้มีความรู้คู่คุณธรรม การที่จะปลูกฝงั คุณธรรม จริยธรรมใหแ้ ก่ผูเ้ รยี นเพือ่ ให้เปน็
คนขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ เสียสละ และช่วยเหลือสังคมนั้น จะต้องได้รับการปลูกฝังบ่มเพาะเป็นระยะยาวนาน
พอสมควร และดูจะยากกว่าการเรียนรู้เพื่อให้เป็นคนรู้รอบเสียอีก อนึ่งปัจจัยในการพัฒนาประเทศที่สำคัญที่ สุด
คือ การพัฒนาคน หรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนนั่นหมายความว่า การดำเนินการให้บุคคลในชาติมี
การกินดีอยู่ดี มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความสามารถและประสบความสำเร็จในการ
ประกอบอาชีพ ตลอดจนการดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม การพัฒนาคนจึงเป็นหนทาง
นำไปสู่การพัฒนาประเทศ ดังคำกล่าวที่ว่า "การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนนับเป็นเป้าหมายสูงสุดของทุก
ประเทศเพราะถ้าปราศจากพลเมืองที่มคี ุณภาพแลว้ แมป้ ระเทศน้นั จะมีทรัพยากรธรรมชาติอดุ มสมบูรณ์เพยี งใด ก็
ยังไม่สามารถทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่นั้นเป็นประโยชน์ในการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศชาติได้
การศึกษาแห่งชาติเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีโรงเรียนทำหน้าที่เป็นหน่วยงานให้การศึกษาเพ่ือ
พฒั นาคนโดยตรง ซึง่ จำแนกออกเป็น ๔ ระดับ คือ อนุบาล ประถมศึกษา มธั ยมศึกษาและอดุ มศกึ ษา การศึกษาใน
แตล่ ะระดบั นน้ั นักเรยี นระดับการศึกษาชนั้ พ้ืนฐานอยใู่ นสภาพคุณลักษณะทีเ่ หมาะสมต่อการใหก้ ารศึกษาเพ่ือให้มี
ทั้งความรู้และความประพฤติดี ครูผู้สอนในโรงเรยี นหรือสถานศึกษาทุกคนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จใน
๔
การจดั การศึกษา รวมท้งั ผู้บรหิ ารโรงเรียนหรอื สถานศกึ ษาจะตอ้ งทำความเขา้ ใจกับครผู สู้ อน โดยขอใหค้ รูผู้สอนทุก
คนรว่ มแรงร่วมใจอบรมสั่งสอนนักเรยี นให้มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมท่ีดีงาม ฉะนั้น บทบาทผ้บู ริหารการศกึ ษาในยุคใหม่
จะต้องรู้จักการนำหลักธรรมทางศาสนามาใช้กับงานบริหารการศึกษาให้มากขึ้น เพราะในปัจจุบันคุณธรรม
จริยธรรมของเยาวชนไทยเสื่อมทรามลงมาก กล่าวคือ ไม่ชอบอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ ไม่มีระเบียบวินัยชอบใช้ความ
รนุ แรงทำลายล้างกัน ซ่ึงหากนำหลักธรรมมาใช้ควบคู่การบรหิ ารการศึกษา จะทำให้การพฒั นาดา้ นอื่น ๆ ก็จะง่าย
ขึ้น
2. คณุ ธรรมจริยธรรม
๒.๑ คุณธรรม คือ หลักธรรมจริยาที่สร้างความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในทางศีลธรรม มีคุณงามความดีภายใน
จิตใจ การกระทำที่ดีย่อมมีผลผลติ ของความดี คือการชื่นชมยกย่อง ส่วนการกระทำชั่วย่อมนำคำติเตียนความเจ็บ
ใจมาให้ การเป็นผู้มีคุณธรรมคือการปฏิบัติตนอยู่ในกรอบทีด่ ีงาม เชน่ การไมฆ่ ่าสัตว์ ไมเ่ บยี ดเบยี น ไม่ลักขโมย ไม่
ประพฤติผิดในกาม เป็นต้น สภาพของการกระทำความดี คือความเหมาะสมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สามารถ
ตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมด้วยหลักจริยธรรมที่สามารถจำแนกความถูกต้อง มีสติสัมปชัญญะ
รับผิดชอบชั่วดีตามทำนองคลองธรรม มีจิตใจ ลักษณะนิสัย และความตั้งใจ หรือเจตนาที่ดีงามดังนั้น กล่าวได้ว่า
คุณธรรม หมายถึง ศีลธรรมที่ได้ปลูกฝังไว้ในจิตสำนึกของคน เป็นความรู้สึกสำนึกคิดที่จะนำไปสู่การปฏิบัติดี
ปฏิบัติชอบ และรู้ดีรู้ชั่ว รู้เลือกสรร ความเชื่อ ศรัทธา ยืดมั่นในสิ่งตีงาม ฝังแฝงไว้ในจิต ใจเป็น 'นามธรรม' แล้ว
แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ของสังคมคุณธรรม เป็นคุณภาพของจิตใจ กล่าวคือ คุณสมบัติ์ของ
ผู้บรหิ ารทเ่ี สริมสร้างจิตใจใหด้ งี ามให้เปน็ จิตใจทสี่ ูงประณีตและประเสริฐ ได้แก่
๑. เมตตา คอื ความรกั ปรารถนาดี เปน็ มติ ร อยากให้ผูอ้ ื่นมีความสขุ
2. กรณุ า คือ ความสงสารอยากช่วยเหลอื ผ้อู ื่นให้พ้นจากความทกุ ข์
๓. มุทิตา คือ ความพลอยยินดี พร้อมที่จะส่งเสริมสนับสนุนผู้ที่ประสบความสำเร็จให้มีความสุขหรือ
ก้าวหน้าในการทำส่ิงที่ดีงาม
๔. อุเบกขา คือ การวางตัววางใจเปน็ กลาง เพื่อรักษาธรรม เมื่อผู้อื่นควรจะต้องรับผิดชอบตอ่ การกระทำ
ของเขาตามเหตุและผล
๕. จาคะ คอื ความมีน้ำใจเสยี สละ เอื้อเฟ้อื เผ่ือแผ่ ไมเ่ หน็ แกต่ วั
“คุณธรรม” เปรียบเหมือนอัญมณีล้ำค่าหลากสีหลายรูปทรง เป็นเครื่องประดับตกแต่งชีวิต ให้สูงส่ง
งดงามสามารถแสดงออกทางการกระทำ คำพูดและการแต่งกาย แม้ว่าบุคคลบางคนอาจจะ ไม่มีทรัพย์สมบัติ
ภายนอกแต่หากมีคุณธรรมที่เต็ม เปี่ยมอยู่ภายในก็ถอื ว่าเป็นผู้ที่มีความมัง่ ค่ังที่แท้ จริงได้ ทั้งยังมุง่ เนน้ ให้เรยี นร้ถู งึ
ธรรมชาติดั้งเดิมที่ ดีงามของตนเองและผู้อื่นควบคู่กันไปกับการฝึกจิต ให้มีพลังความสงบ ซึ่งน่าจะเป็นหนทางใน
การใช้ ปัญญาให้เป็นสมบัติที่มีค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากความสงบเป็นพื้นฐานของการสร้างและ การ
รักษาคุณธรรม เปรียบเสมือนทองที่รองรับ เพชรพลอยไม่ให้แตกร้าว ดังนั้น เมื่อคุณธรรมและความสงบอยู่ใน
บุคคลคนเดียวกันแล้วย่อมทำให้บุคคลนั้นเป็นผู้ที่สมบูรณ์พร้อม มั่งคั่งพร้อมด้วย เครื่องประดับที่สูงส่ง คุณธรรม
๕
ของผ้บู รหิ ารสถานศึกษาให้ความหมายไว้ทัง้ ทีเ่ หมือนกันและ แตกตา่ งกนั ตามความรู้ ประสบการณ์ หน้าที่การงาน
รว่ มถึงเป้าหมายในการนำเสนอข้อมลู เป็นต้น ดงั รายละเอียดต่อไปน้ี
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน (2556: 263) ให้ความหมายไว้ว่า “คุณ” อ่านว่า คุนนะ หมายถงึ
ความดที ี่มีอยู่ในส่งิ นั้นๆ เชน่ คุณแผ่นดิน, ความดที ม่ี ตี ่อส่งิ ต่างๆ เช่น ไมร่ คู้ ุณข้าวแดงแกง รอ้ น, ความเกื้อกูล เช่น
รคู้ ุณ เปน็ ตน้ เม่อื มารวม กับคำวา่ “ธรรม” หมายถงึ คุณความดี ดงั นัน้ คณุ ธรรม จึงหมายความว่า สภาพคุณงาม
ความดที ี่ มีอย่ใู นตวั มนษุ ย์ทุกคน อาจมมี ากบ้างนอ้ ยบ้างตาม การประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ องแต่ละบุคคล
พุทธทาสภิกขุ (2529: 89-91) ได้กล่าวใว้ว่า คําว่า “คุณธรรม” หมายถึง ความที่มีอยู่ในแต่ละสิ่ง ซึ่ง
เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ เป็นไปได้ทั้งทางดีและ ทางร้าย คือ ทําให้จิตใจยินดีก็เรียกว่า คุณทําให้จิตใจยินร้ายก็
เรยี กวา่ คุณซึง่ เปน็ ไปตามธรรมชาติของมนั ผ้มู ีจติ หลุดพน้ แลว้ ด้วยประการทั้งปวงจะ อยเู่ หนอื ความหมายของคำนี้
ส่วนคำวา่ “ธรรมะ” ํ มีความหมาย 4 อย่าง คือ
1. ธรรมะ คือ ธรรมชาติ เรามีหน้าที่ต้อง เกี่ยวข้อง 2. ธรรมะ คือ กฎของธรรมชาติ เรามีหน้า ที่ต้อง
เรียนรู้ 3. ธรรมะ คือ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ เรามีหน้าที่ต้องปฏิบัติ 4. ธรรมะ คือ ผลจากการปฏิบัติหน้าท่ี
นัน้ เรามหี นา้ ทจ่ี ะต้องมีหรือใชม้ นั อยา่ งถกู ต้อง
กล่าวโดยสรุป คุณธรรม คอื อปุ นิสัยอันดี งามทีอ่ ยใู่ นจิตใจของคน อยู่ในความรสู้ ึกผิดชอบ ชั่วดีซึ่งเป็นสิ่ง
ที่จะควบคุมพฤตกิ รรมที่แสดงออก สนองความปรารถนา คณุ ธรรมแบง่ ออกเป็น 2 ลักษณะ คอื
1. คุณธรรมแบบทาส (Slave Virtue) เป็น ลักษณะคุณธรรมที่ยึดถือและปฏิบัติตามแบบอย่าง ของผู้ที่
ทรงไวด้ ้วยคณุ งามความดี เช่น ถือแบบ อยา่ งทีด่ จี ากผูใ้ หญ่ ผู้บังคับบัญชา เปน็ ตน้
2. คุณธรรมแบบนาย (Master Virtue) เป็นลักษณะคุณธรรมที่ยึดถือและปฏิบัติตาม มโนธรรมของ
ตนเองท่เี ห็นว่าถูกต้องดงี าม เช่น การใหค้ วามยตุ ิธรรมแกล่ กู น้อง หรือ บคุ คลรอบข้าง เป็นตน้
กิตติยา โสภณโภไคย (2553: 114) ให้ความ หมายของคุณธรรมไว้ว่า เป็นสภาพคุณงามความดี ทาง
ความประพฤตแิ ละจติ ใจ สามารถแยกออกเปน็ 2 ความหมาย คือ
1. ความประพฤติดีงามเพื่อประโยชน์สุข แก่ตนและสังคม มีพื้นฐานมาจากหลักศีลธรรมทาง ศาสนา
ค่านยิ มทางวฒั นธรรม ประเพณี หลัก กฎหมาย จรรยาบรรณวิชาชีพ
2. การรู้จักไตร่ตรองว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ และอาจกล่าวได้ว่า คุณธรรม คือ จริยธรรม แต่ละข้อท่ี
นำมาปฏิบัติจนเปน็ นสิ ยั เชน่ เปน็ คน ซอื่ สตั ย์ เสียสละ อดทน มคี วามรับผดิ ชอบ ฯลฯ
๒.๒ สรุปได้ว่า คุณธรรม หมายถึง คุณลักษณะ ของความรู้สึกนึกคิด หรือสภาวะจิตใจที่เป็นไปใน
แนวทางที่ถูกต้องและดีงาม ที่สั่งสมอยู่ในจิตใจของ มนุษย์เป็นเวลายาวนาน เป็นตัวกระตุ้นให้มีการ ประพฤติ
ปฏิบัติอยูใ่ นกรอบท่ีดีงาม คุณธรรมเป็นสิ่งทีด่ งี ามทางจิตใจ เป็นคุณค่าของชีวิตในการบำเพ็ญประโยชน์ ช่วยเหลอื
เกื้อกูลแก่เพ่ือนมนุษย์ ให้เกิดความรักสามัคคี ความอบอุ่นมั่นคงในชีวิต และยังความสามารถกล่าวได้อีกว่า
คณุ ธรรมเปน็ บ่อเกดิ แห่งจริยธรรมดว้ ย
๒.๓ จริยธรรม หมายถึง หลักความประพฤติ หลักการดำเนินชีวิต หรือหลักการครองชีวิตเป็นแนวทาง
ประพฤติปฏิบัติตนเพื่อเป็นคนดี เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคมซึ่งมี 3 ลักษณะอ ๑) โดยลักษณะทั่วไป
๖
ครอบคลมุ ธรรมทงั้ หมด เป็นความสัมพนั ธ์ท่ดี ีในครอบครัว การอยู่ร่วมกันดว้ ยดีในสังคม ทำจิตใหม้ คี วามสขุ ๘ โดย
เนื้อหา เพื่อการดำเนินชีวิตที่ดีงามท้ังกาย วาจา ใจ คือมีทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ๓) โดยจุดหมาย เพื่อบรรลุจุดหมาย
ทุกระดับจนถึงระดับสูง คือ พระนพิ พาน"จรยิ ธรรม ในพระพุทธศาสนาแบง่ ออกเป็น 3 ระดับ คอื
๑) ระดบั พน้ื ฐาน ได้แก่ หลักเบญจศีล และเบญจธรรม ท่ีปฏบิ ัตคิ ู่กัน เรยี กว่า นจิ ศีลศลี ท่ีควรรักษาประจำ
เรียกว่า มนุษยธรรม เพราะเป็นคุณธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์ ๕ ประการคือ(๑) เว้นการฆ่า ประทุษร้ายกัน (๔) เว้น
การถือเอาของที่เขาไม่ได้ให้ (๓) เว้นประพฤติผิดในกาม(๔) เว้นจากการพูดเท็จ (๕) เว้นการดื่มสุรา เมรัยอันเป็น
ที่ตั้งแห่งความประมาท์ คู่กับเบญจธรรมหรือเบญจกัลยาณธรรม ธรรมอันดีงาม ๕ ประก( คือ (๑) เมตตา กรุณา
(๒) สัมมาอาชวี ะ (๓) กามสังวร(๔) สจั จะ (๕) สตสิ ัมปชัญญะ
๒) ระดับกลาง ได้แก่ กุศลกรรมบถ หรือทางแห่งความดี ๑๐ ประการ คอื (๑) กายกรรมการกระทำดีทาง
กาย ได้แก่ ศีลข้อที่ ๑ " ๓ (๒) วจีกรรม การกระทำดีทางวาจาได้แก่ ศีลข้อที่ ๔ และเพิ่มเว้นพูดส่อเสียด เว้นคำ
หยาบ เว้นพูดเพ้อเจ้อ (๓) มโนกรรม การกระทำดีทางใจ ได้แก่ ไม่เพ่งอยากได้ของผู้อื่น ไม่คิดร้าย และมีความ
เห็นชอบ
๓) ระดับสูง ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือทางสายกลาง ประกอบไปด้วย (๑) สัมมาทิฏฐิเห็นชอบ (๒)
สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ (๓) สัมมาวาจา เจรจาชอบ (๔) สัมมากัมมันตะ ทำการชอบ(๕) สัมมาอาชีวะ เสี้ยงชีพ
ชอบ (๖) สมั มาวายามะ เพยี รชอบ (7) สมั มาสติ ระลึกชอบ (8) สัมมาสมาธิตั้งจติ มนั่ ชอบ
จริยธรรมเป็นธรรมที่เป็นข้อ ประพฤติ ศีลธรรมอันดี ตามธรรมเนียมยุโรปอาจเรียกจริยธรรมว่า Moral
Philosophy หลักจริยธรรม คอื ธรรมท่ีเปน็ ข้อประพฤตปิ ฏิบัติ ศลี ธรรม กฎ ศลี ธรรม(ราชบัณฑิตยสถาน, 2556,
น. 303) จริยธรรม เป็นกฎสำหรับการประเมิน พฤติกรรมและถือว่าการตัดสินทางจริยธรรมเป็นกระบวนการ
ตัดสินใจเกี่ยวกับความถูกผิดของการกระทำตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นด้วยการ ไตร่ตรองจากการเรียนรู้ด้วย
การสังเกต การบอก เล่าและประสบการณ์ต่าง ๆ (Bandura, 2013,p.24) จริยธรรมของผู้บริหาร หมายถึง การ
ประพฤติ ปฏิบัติให้เกิดคุณงามความดีละเว้นการทำความชัว่ ทั้งปวง เปี่ยมด้วยความเมตตา กรุณา ยุติธรรม ขยัน
หมั่นเพียร รับผิดชอบรักษาเกียรติ ศักดิ์ศรีของความเป็นครูไม่ให้เสื่อมเสีย เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ ครู และศิษย์ ซ่ึง
คุณสมบัติเหล่านี้ควรที่ผู้บริหารจะ เสริมสร้างให้มีขึ้นในตนเองเพื่อการทำงานให้ ประสบผลสำเร็จอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ(สทิ ธศิ ักด์ิ ขุน นาแก้ว, 2550,น.40)
จริยธรรม มีความสำคัญและเป็นสิ่งท่ี จำเป็นสำหรับมนุษย์มาก เพราะจริยธรรมเป็นทั้ง ธรรมชาติและ
เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่า จริยธรรมที่ดีจะเป็นปัจจัยพื้นฐาน ที่จะช่วยให้สังคมมี
ความสุขสงบ และพัฒนาไป อย่างมีระบบ จริยธรรมที่ดีจะเป็นปัจจัยพื้นฐานใน การเอื้อประโยชน์ให้กับธรรมชาติ
ทำให้มนษุ ย์ สามารถมีชีวิตได้อยา่ งมีความสุข จรยิ ธรรมเป็น เคร่อื งมอื กำหนดหลักปฏิบตั ิการในการดำรงชีวิต เป็น
แนวทางใหอ้ ยรู่ ว่ มกันอยา่ งสงบเรยี บร้อย ประกอบด้วยองค์ประกอบดังต่อไปน้ี 1. ระเบียบ วินยั เป็นองค์ประกอบ
ท่ีสำคญั ยง่ิ สงั คมท่ีขาดกฎ เกณฑ์ ทุกคนสามารถทำทุกอย่างไดต้ ามอำเภอใจ ยอ่ มเดอื ดร้อนระส่ำระส่าย ขาดผู้นำ
ผ้ตู ามขาด ระบบท่กี ระชบั ความเขา้ ใจ เป็นแบบแผนใหย้ ึด ปฏบิ ตั ิ การหย่อนระเบียบวินยั ทำใหเ้ กดิ การละเมิด สทิ ธิ์
และหน้าที่ตามบทบาทของแต่ละบุคคลชาติใดไร้ระเบียบวินัยย่อมยากที่จะพัฒนาไปได้ ทัดเทียมชาติอื่น จึงควร
ประพฤติตามจารีต ประเพณีของสังคม 2. สังคมควรรวมกลุ่มกัน ประกอบกิจกรรมอย่างมีระเบยี บแบบแผนก่อให้
๗
เกิดขนบธรรมเนียมทด่ี ีงาม มีวัฒนธรรมอันเป็น ความมีระเบียบเรียบรอ้ ยและศีลธรรมอันดขี อง ประชาชนเป็นกลุ่ม
ชนที่ขยายวงกว้าง เรียกว่า สังคม 3. อิสรเสรี ความมีสำนึกในมโนธรรมที่ พัฒนาเป็นลำดับ ก่อให้เกิดความอิสระ
สามารถ ดำรงชีวิตตามสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการศึกษา และ ประสบการณ์ในชีวิตมีความสุขอยู่ในระเบียบวินัย และ
สังคมของตนเป็นค่านิยมสูงสุดท่ีคนได้รับการขัดเกลาแล้วสามารถบำเพ็ญตนตามเสรีภาพ เฉพาะตนได้อย่างอิสระ
สามารถปกครอบตนเอง และชักนำตนเองได้อยู่ในทำนองครองธรรม (ประภาศรี สีหอำไพ, 2535,น.48) ทฤษฏี
ต้นไม้ จริยธรรม ได้สรุปผลการวิจัยคนไทยไว้ว่าคนไทยที่ มีพฤติกรรมของคนดีและคนเก่งนั้น มีลักษณะทาง จิตท่ี
สำคัญ 8 ประการ คือ 1. การเป็นคนที่เห็นแก่ ส่วนรวมมากว่าที่จะเห็นแก่ส่วนตัวหรือพวกพ้อง (เหตุอนาคตและ
ควบคมุ ตนเอง) 2. การเปน็ คนท่ี สามารถคาดการณ์ไกล และรู้จกั บงั คับตนเองได้ (มุ่งอนาคตและควบคุมตนเอง) 3.
เป็นผู้ที่เชื่อว่า ทำดีได้ดี (ความเชื่ออำนาจในคน) 4. มีความวิริยะ อุตสาหะ ฝ่าฟันอุปสรรค จนเกิดผลสำเร็จตาม
เป้า หมาย (แรงจงู ใฝ่สัมฤทธ์ิสงู ) 5. มคี วามพอใจและ เห็นความสำคัญของความดีงาม เห็นโทษความช่วั รา้ ยต่าง ๆ
(ทัศนคติ คุณธรรม ค่านิยม ที่เกี่ยวข้อง กับพฤติกรรมนั้น และสถานการณ์ที่จะกระทำนั้น) 6. ความเฉลียวฉลาด
สามารถเข้าใจและคิดใน ระดับนามธรรม 7. รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มี ประสบการณ์ทางสังคมสูง และ 8. มี
สุขภาพจิตดี มีความวิตกกงั วลนอ้ ย หรือประมาณทีเ่ หมาะสมกับ เหตุการณ์ จิตลักษณะทั้ง 8 ประการที่เป็นลำตน้
และรากของต้นไม้ ทำให้เกิดดอกและผลของต้นไม้ ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมการเป็นคนดี และคนเก่ง (ดวงเดือน
พันธุมนาวิน, 2544,น.124)
๒.๔ ความสำคญั และประโยชน์ของจรยิ ธรรม ดังน้ี
1. จริยธรรมเป็นรากฐานอันสำคัญแห่งความ เจริญรุ่งเรือง ความมั่นคงและความสงบสุขของ ปัจเจกชน
สังคมและประเทศชาติอย่างยิ่ง ทั้งนี้ควร จะส่งเสริมประชาชน ให้มีจริยธรรม เป็นอันดับแรก เพื่อเป็นแกนกลาง
ของการพัฒนาดา้ นอ่ืน ๆ ทัง้ เศรษฐกิจ การศึกษา การเมือง การปกครอง การ พัฒนาท่ขี าดหลักจริยธรรมเปน็ หลัก
ยึดย่อมเกิดผลร้ายมากกว่าผลดี เพราะผู้มีความรู้แต่ขาดหลักจริยธรรมย่อมก่อความเสื่อมเสียได้มากกว่าผู้ด้อย
ความรู้
2. การพัฒนาบ้านเมือง ตอ้ งพฒั นาจิตใจ คนกอ่ นหรืออย่างน้อยก็ให้พร้อมกันไปกับการพัฒนาต้องพัฒนา
จิตใจคนก่อน หรืออย่างน้อยก็ ให้พร้อมกันไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมการ ศึกษาวิชาการอื่น ๆ เพราะการ
พฒั นาท่ไี ม่มี จรยิ ธรรมเปน็ แกนนำน้ันจะสูญเปล่าและเกิดผล เสียเปน็ อันมาก ทำใหบ้ คุ คลล่มุ ในวตั ถุและ อบายมุข
มากขึ้นคนในสังคมละเลยจริยธรรม กอบโกยทรัพย์สินไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัวมากเกิน ไปขาดความเมตตาปราณี
แล้งน้ำใจในการดำเนนิ ชีวติ
3. จรยิ ธรรม มิไดห้ มายถึง ถือศีล เข้าวัด จำศีล ภาวนาโดยไม่ทำประโยชนใ์ ห้สังคม แต่จริยธรรม หมายถึง
ความประพฤตกิ ารกระทำและความคดิ ที่ ถูกตอ้ งเหมาะสมทำหนา้ ทีข่ องตนอย่างถูกต้อง เวน้ สิ่งทคี่ วรเวน้ ทำในสิ่งท่ี
ควรทำด้วยความฉลาดรอบคอบ ดังนั้น จริยธรรมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและมี คุณค่าสำหรับทุกคน ทุกวิชาชีพ ทุก
สังคม สงั คมจะอยู่รอดได้กด็ ว้ ยจรยิ ธรรม
4. การทุจรติ คดโกง การเบยี ดเบียนกันในรปู แบบต่าง ๆ อันเป็นเหตใุ ห้ สงั คม เสื่อมโทรมมีสาเหตุมาจาก
การขาดจริยธรรมของคนในสังคม ทรัพยากรธรรมชาติในโลกนี้น่าจะพอเลี้ยงชาวโลกไปได้อีกนาน ถ้าชาวโลก
๘
ช่วยกัน และละทิ้งความละโมบโลภมากแล้วมามีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายช่วยกันสร้างสรรค์สังคม ยึดเอา จริยธรรม
เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต (วศนิ อนิ ทสระ, 2541,น.6-9)
๒.๕ ผบู้ ริหารการศกึ ษา หมายถึง บุคคลทีร่ ับผดิ ชอบกระบวนการดำเนินงานการศึกษาเพ่ือใหบ้ รรลุ
จุดหมายขององค์การเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีหน้าที่บริหารที่สำคัญ คื อการวางแผน
(Planing) การจดั องค์การ (Oganizing) การนำ (Leading) และการควบคมุ (Controling)ในองค์การธุรกิจเรียกว่า
ผจู้ ดั การ (Manager) แตใ่ นหนว่ ยงาน องคก์ ารของรฐั เรียกวา่ ผ้บู รหิ าร(Administrator) ดังน้ัน องค์การธุรกิจใช้คำ
ว่า การจัดการ (Management) และองค์การของรัฐใช้คำว่า การบริหาร (Administration) ผู้บริหารมี 3 ระดับ
คือระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง แต่ละระดับมีความ เกี่ยวพันกับทักษะทางการบริหาร บทบาททางการ
บรหิ าร และหนา้ ทีท่ างการบรหิ ารท่ีแตกต่างกัน ดงั นน้ั ผู้บรหิ ารการศึกษาที่มีความสามารถจะต้องใช้ทักษะทางการ
บริหาร การแสดงบทบาท' และหน้าที่ทางการบริหารให้สอดคล้องกับระดับการเป็นผู้บริหารของตนเอง
นอกจากนัน้ ผ้บู ริหารยงั จะต้องเข้าใจสภาพแวดลอ้ มองคก์ ารใน ๒ ลักษณะ คือ สภาพแวดล้อมภายนอก (สภาพ
แวดล้อมทั่วไปและสภาพแวดล้อมในงาน เช่น ลูกค้า ผู้บริการ คู่แข่งฯ) และสภาพแวดล้อมภายใน(สภาพทั่วไป
ดำรงอยู่ ที่คนในองค์การยึดถือร่วมกัน มีเรียกว่า วัฒนธรรมองค์การ)จริยธรรมทางบริหารการศึกษา หมายถึง
มาตรฐานของการปฏิบัติงานหรอื การประเมนิ เชงิ คณุ ธรรมทผี่ ู้บรหิ ารใช้ในการบริหารองค์การ โดยท่วั ไปมาตรฐานน้ี
มีพ้นื ฐานมาจากปทัฏฐานและคา่ นิยมทางสงั คม จากภูมิหลงั ทางครอบครัว จากศาสนา จากสถาบันการศึกษา หรือ
สถาบันอน่ื และผบู้ รหิ ารตอ้ งมจี ริยธรรมในการบรหิ าร
๒.๖ คุณลักษณะท่สี ำคัญของนักบรหิ าร
นักบริหารจะทำหน้าที่สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จะต้องมีคุณลักษณะ 3 ประการ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน
ทตุ ิยปาปณกิ สตู ร มใี จความวา่
๑) จักขมุ า หมายถงึ มปี ญั ญามองการณ์ไกล เชน่ ถ้าเปน็ พอ่ คา้ หรอื นกั บริหารธรุ กจิ ต้องรูว้ ่าสินค้าที่ไหนได้
ราคาถูก แล้วนำไปขายที่ไหนจึงได้ราคาแพง ในสมัยนี้ต้องรู้ว่าหุ้นจะขึ้นหรือจะตกถ้าเป็นนักบริหารทั่วไปต้อง
สามารถวางแผนและฉลาดในการใชค้ น คุณลักษณะข้อแรกนี้ตรงกับภาษาองั กฤษว่า Conceptual SKill คือความ
ชำนาญในการใช้ความคิด
๒) วิโร หมายถึง จัดการธุระได้ดี มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น พ่อค้าเพชรต้องดูออกว่าเป็นเพชรแท้
เหรือเพชรเทียม ผู้เป็นนายแพทย์หัวหน้าคณะผ่าตัดต้องเชี่ยวชาญการผ่าตัด คุณลักษณะที่ ๒6 นี้ ตรงกับ
Technical SiIll คอื ความซำนาญในดา้ นเทคนิค
๓) นิสสยสัมปันโน หมายถึง พึ่งพาอาศัยคนอื่นได้ เพราะเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี เช่นพ่อค้าเดินทางไป
ค้าขายตา่ งเมอื งกม็ เี พื่อนพ่อค้าในเมืองน้นั ๆ ให้ท่ีพกั อาศยั หรอื ให้กู้ยืมเงิน เพราะมีเครดิตดี นกั บริหารที่ดีต้องผูกใจ
คนไว้ได้ คุณลักษณะที่ ๓ นี้ สำคัญมาก มีคำกล่าวว่า"นกไม่มีขนคนไม่มีเพื่อน ขึ้นที่สูงไม่ได้ ข้อนี้ตรงกับคำว่า
Human Relation skil! คือความชำนาญในด้านมนุษยสัมพนั ธ์
คณุ ลกั ษณะทั้ง ๓ ประการมคี วามสำคัญมากน้อยตา่ งกัน ข้ึนอยู่กบั ระดบั ของผูบ้ ริหาร ถ้าเป็น
๙
ผู้บริหารระดับสูงที่ต้องรับผิดชอบในการวางแผนและควบคุมคนจำนวนมาก คุณลักษณะ ข้อที่ ๑และข้อที่ ๓
สำคัญมาก ส่วนข้อที่ ๒ มีความสำคัญน้อย เพราะเขาสามารถใช้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความชำนาญเฉพาะด้านได้
สำหรับนักบริหารระดับกลาง คุณลักษณะทั้ง ๓ ข้อมีความสำคัญพอ ๆ กัน นั่นคือ เขาต้องมีความชำนาญเฉพาะ
ด้าน และมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา ในขะเดียวกันเขาต้องมีปัญญาที่มองภาพกว้าง
และไกล เพื่อเตรียมตัวสำหรับขึ้นเป็นนักบริหารระดับสูง นักบริหารระดับกลางบางคนไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อมใน
ด้านสติปัญญา เมื่อเลื่อนขึ้นไประดับสูงขึ้นก็ถูกผู้ใต้บังคับบัญชานินทาว่า "โง่แล้วยังขยัน" เหมือนกับภาษิตที่ว่า
"สัญชาติลิงยง่ิ ปีนสงู ขน้ึ ไปเทา่ ไร คนก็รู้ว่าเป็นลิงมากขึ้นเทา่ นัน้ "
สำหรับนักบริหารระดับต้นที่ต้องลงมือปฏิบัติงานร่วมกับพนักงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิดน้ัน
คุณลักษณะขอ้ ท่ี ๒ และที่ ๓ คอื ความชำนาญเฉพาะด้าน และมนษุ ยสมั พนั ธส์ ำคญั มากแต่กระน้นั เขากต็ ้องพัฒนา
คุณลักษณะข้อที่ ๑ คือ ปัญญา เพื่อเอาไว้เสื่อนไปสู่ระดับกลางต่อไป ขงจื้อ กล่าวเตือนว่า "อย่าห่วงว่าใครไม่รู้ว่า
ทา่ นเก่งหรือมีความสามารถ แต่จงเปน็ หว่ งว่า สักวันหนึง่ เม่อื คนเขายกย่องหรือเลื่อนตำแหน่ง ท่านมีความเก่งและ
ความสามารถสมกับที่เขายกย่องหรือเปล่า นักบริหารที่ดีจะต้องมีวิธีการบริหาร อันเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้าง
ความสำเรจ็ หรอื ความล้มเหลวในการบริหาร วธิ กี ารบริหารตา่ ง ๆ ท่ปี รากฎใน อธิปไตย ๓10 พอสรปุ ได้ ดงั น้ี
๑) อตั ตาธปิ ไตย ความมีตนเปน็ ใหญ่ หมายถงึ การถอื วา่ ตนเองเป็นใหญ่ นกั บรหิ ารทเ่ี ปน็ อัตตาธปิ ไตย ถือ
ตนเองเป็นศูนย์กลางขอโการตัดสินใจ เขามักจะเชื่อมั่นตนเองสูงมาก คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าใคร จึงไม่รับฟังความ
คิดเห็นของใคร เขาไม่อดทนต่อการวิพากษ์วิจารณ์ เขานิยมใช้พระเดชมากกว่าพระคุณ เมื่อบริหารงานไปนาน ๆ
จะไมม่ คี นกล้าคัดคา้ นหรือทดั ทาน สุดทา้ ยนักบรหิ ารประเภทนม้ี ักเป็นเผด็จการ
วธิ ีการบริหารแบบน้ีทำใหไ้ ดง้ าน แตเ่ สียคน นนั่ คือ งานเสรจ็ รวดเรว็ ทนั ใจนกั บรหิ ารแต่ไม่ถกู ใจคนรว่ มงาน
เขาผกู ใจคนไมไ่ ด้ เขาได้ความสำเร็จของงานแตผ่ กู ใจคนไม่ได้
๒) โลกาธิปไตย ความมีโลกเป็นใหญ่ หมายถึง การถือผู้อื่นเป็นใหญ่ นักบริหารประเภทนี้มีวิธีทำงานที่
ตรงกันข้ามกับประเภทแรก นั่นคือ นักบริหารโลกาธิปไตยไม่มีจุดยืนเป็นของตัวเองเขาขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ ถ้านั่งเป็นประธานอยู่ในที่ประชุม แม้เขาจะฟังทุกฝ่ายก็จริง แต่เมื่อฝ่ายต่าง ๆ พูด
ขดั แย้งกนั เขาจะไมต่ ดั สนิ ชขี้ าด แตเ่ ปดิ โอกาสใหท้ ุกฝา่ ยถกเถียงทะเลาะกนั เอง ใครเสนอความคิดอะไรขึ้นมาเขาก็
เห็นคล้อยตามด้วย จนไม่ยอมตัดสินใจเด็ดขาดลงไปว่าฝ่ายไหนถูกหรอื ผิด ทำให้ลูกน้องต้องเป็นฝ่ายวิง่ เต้นเข้าหา
นกั บริหารประเภทนอี้ ยู่เรื่อยไป สดุ ทา้ ยลูกนอ้ งต้องถกเถียงกนั เอง เพราะผบู้ ริหารไมย่ อมวินิจฉยั ชีข้ าดว่าจะทำตาม
ข้อเสนอของใครนักบริหารประเภทน้ีคนแต่เสียงาน นั่นคือ ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนชอบเขา เพราะเขาเป็นคนอ่อน
ให้ทุกฝ่าย ไม่เคยตำหนีใคร ลูกน้องจะทำงานหรือทิ้งงานก็ได้ เขาไม่กล้าเอาผิดลงโทษเขาสุภาพกับทุกคน แต่จะ
เป็นการทำใหอ้ งค์การวุน่ วาย ไร้ระเบียบและไมม่ ผี ลงาน
๓) ธรรมาธิปไตย ความมีธรรมเป็นใหญ่ หมายถงึ การถอื ธรรม หรือ หลกั การเป็นสำคญั นกั บริหารประเภท
นี้ ยึดเอาความสำเร็จของงานเป็นที่ตั้ง เพื่อทำานให้สำเร็จเขายินดีรับฟังคำแนะนำจากทุกฝ่าย ซึ่งรวมทั้งคนที่ไม่
ชอบเขาเป็นการส่วนตัว เขาแยกเรื่องงานออกจากความขัดแย้งส่วนตัวเขายอมโง่ เพื่อศึกษาหาความรู้จาก
ผู้เชี่ยวชาญ นักบริหารประเภทนี้เดนิ ทางสายกลาง คือ ใช้ทั้งพระเดซและพระคุณ ใครทำดีต้องให้รางวลั ใครทำช่ัว
ต้องลงโทษ " ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า นิคุคณเห นิคุคหารหํ ปคุคณุเห ปคุคหารห พึงข่ม คนที่ควรข่ม ยกย่อง คนท่ี
๑๐
ควรยกย่อง นั่นคือ ความยุติธรรมในการใหร้ างวัลและการทำโทษ ข้อสำคัญ คือ ผู้บริหารต้องรู้เท่าทัน บุคลากรใน
องค์การ บางครั้งต้องวางเฉยด้วยปัญญา มีอุเบกขาอย่างรู้เท่าทัน ที่สำคัญที่สุดผู้บริหาร1 ต้องเป็นคนฉลาดรอบรู้
ขยนั และต้องมปี ัญญา คอื ความรอบรเู้ กี่ยวกบั งานในหน้าท่ีและบุคคลที่เก่ียวข้อง ผบู้ ริหารตอ้ งทำหน้าที่บริหารตน
บริหารคน และบริหารงาน ดังนั้น เขาต้องมีความรอบรู้เกี่ยวกับตนเอง ผู้อื่น และงานในความรับผิดชอบ ได้แก่ รู้
ตน รคู้ น และรูง้ านรูต้ น นักบรหิ ารตอ้ งรู้จกั ความเด่น เป็นขอ้ ได้เปรยี บหรอื จดุ แข็ง และความดอ้ ยอันเปน็ ข้อจำกดั
หรือจดุ ออ่ น เพือ่ ทจี่ ะทำงานให้เหมาะสมกับความสามารถของตนเอง ตามปกตผิ บู้ ริหารมักมองเห็นความผิดพลาด
ของลูกน้องได้ง่ายแต่กลับมองข้ามความผิดพลาดของตนเอง ดังพุทธพจน์ว่า "คนพาลมีการเพ่งโทษผู้อื่นเป็นกำลัง
บัณฑิตไมม่ กี ารเพง่ โทษผู้อืน่ เปน็ กำลงั คนผูเ้ ป็นพหสู ตู มกี ารพจิ ารณาเป็นกำลังเมอ่ื ผู้บริหารทำงานผดิ พลาด ลูกน้อง
ยอ่ มไม่กลา้ แนะนำ ดังนนั้ นกั บริหารตอ้ งหัดมองตนและตักเตือนตนเอง ดังพทุ ธพจนท์ ว่ี า่ อตฺตนวุ โจทยตตานำ จง
เตอื นตนด้วยตนเอง' ร้คู น หมายถงึ ความรอบร้เู ก่ยี วกบั ผูร้ ว่ มงาน ผู้บริหารตอ้ งรวู้ า่ ใครมคี วามสามารถในด้านใด
เพื่อจะได้ใช้คนให้เหมาะกับงาน นอกจากนั้น นักบริหารต้องรู้จักจริตของผู้รว่ มงาน เพื่อใช้งานที่เหมาะสมกับจรติ
ของเขา จริต ได้แก่ ความประพฤติบางอย่างเคยชินจนเป็นนิสัย หมายถึง ประเภทนิสัยของคนมี ๖ แบบด้วยกัน
คอื
๑) ราคจริต คือ พวกรักสวยรักงาม มักทำงานอย่างประณีตเรียบร้อยและใจเย็น คนพวกนี้ชอบทำงานท่ี
ตอ้ งใชค้ วามละเอียดประณตี
๒) โทสจริต คอื พวกใจร้อน ชอบความเรว็ และมักหงุดหงิดง่ายถ้าถูกขัดใจ คนพวกนช้ี อบทำงานท่ีต้องใช้
ความรวดเรว็
๓) โมหจริต คือ พวกเหงาซึม ขาดความกระตือรือร้นทำงานอืดอาด เฉื่อยชา ชอบหลับในที่ทำงานเป็น
ประจำ
๔) สัทธาจรติ คือ พวกเช่อื งา่ ย เวลามีข่าวเรอื่ งแปลกแตจ่ ริง เช่อื หรือไม่ พวกนจ้ี ะเชื่อก่อนใครคนพวกนี้ถ้า
ชอบใครจะทำงานใหเ้ ตม็ ท่ี
๕) พุทธิจริต คือ พวกใฝ่รู้ เป็นคนช่างสงสัย รักการศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ มักต้องการรายละเอียด
มากกว่าคนอื่น คนพวกน้ถี นัดทำงานดา้ นวิชาการกอ่ นใครคนพวกน้ีถา้ ชอบใครจะทำงานให้เต็มท่ี
๖) วิตกจริต คือพวกช่างกังวล เป็นคนไม่กลัาตัดสินใจ มักปล่อยเรื่องคั่งค้างไว้เป็นเวลานานโดยไม่ยอม
ดำเนินการอย่างใดอยา่ งหน่ึง
รู้งาน หมายถึง ความรอบรู้เกี่ยวกับงานในความรับผิดชอบ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนบรรจุบุคลากร
อำนวยการ และติดตามประเมินผล ความรู้เรื่องงานมี ๒ ลักษณะ คือ รู้เท่าและรู้ทัน 'รู้เท่า'คือ ความรู้รอบด้าน
เกยี่ วกบั งานว่ามีขัน้ ตอนอย่างไร มสี ่วนเกี่ยวขอ้ งกับคนอน่ื ๆ อยา่ งไร และมีความรเู้ ท่าถึงการณ์ ในเมอื่ เห็นเหตุแล้ว
คาดวา่ ผลอะไรจะตามมา แล้วเตรียมการปอ้ งกันไว้ ความรูเ้ ทา่ จงึ ชว่ ยให้มีการป้องกันไว้ก่อน 'รู้ทนั ' หมายถึง ความ
รู้เท่าทันสถานการณ์ เมื่อเกิดปัญหาขี้นก็สามารถแก้ปีญหาเฉพาะหน้าได้ดี เมื่อเจอกับสภาพปัญหาที่ไม่คาดคิดไว้
1 พทุ ธวิธีบรหิ าร, พิมพค์ รงั้ ที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๙), หนา้ ๔๑-๔๓.
.
๑๑
ก่อน กส็ ามารถตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรเปน็ ความรู้ทนั เพ่ือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความรู้เก่ยี วกบั งานจึงได้แก่ ความ
รูเ้ ทา่ และความร้ทู นั 'รู้เท่าเอาไวป้ อ้ งกัน รู้ทันเอาไว้แก้ไข
คุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหารการศึกษาไทย ที่สังคมไทยคาดหวังไว้ว่า ผู้นำหรือผู้บริหารองค์การที่ดีได้
นั้น ควรจะตอ้ งมีคุณธรรมจรยิ ธรรม ครองตน ครองคน และครองงาน ดังน้ี
๑. มคี ณุ ธรรมและจริยธรรมตอ่ ตนเอง (ครองตน)
๒. มคี ุณธรรมและจรยิ ธรรมตอ่ ผ้อู ่ืนและสงั คม (ครองคน)
๓. มคี ณุ ธรรมและจริยธรรมตอ่ หน้าทกี่ ารงาน (ครองงาน)
จรยิ ธรรม ท่ีผบู้ รหิ ารการศกึ ษาพึงมใี นการบริหารงาน ได้แก่
(๑) สปั ปุรสิ ธรรม ๗ ธรรมของคนเปน็ คนดสี มบูรณแ์ บบ ๗ อย่าง คือ
๑) ธมั มัญญตุ า รหู้ ลกั หรอื รู้จกั เหตุ
๒) อัตถัญญตุ า รคู้ วามม่งุ หมาย หรือรู้จักผล
๓) อัตตญั ญตุ า รูจ้ ักตน
๔) มัตตญั ญุตา รูจ้ กั ประมาณ
๕) กาลญั ญุตา รูจ้ กั กาล
๖) ปริสญั ญุตา รู้จกั ชุมชน
๗) ปุคคสญั ญตุ า รูจ้ กั บคุ คล15
(๒) อทิ ธบิ าท ธรรมแห่งความสำเรจ็ ๔ ประการ คอื
๑) ฉันทะ ความพอใจรกั ใคร่สง่ิ นั้น
2 ) วริ ะิ ความเพียรพยายามทำสิ่งนน้ั
๓) จิตตะ ความเอาใจฝกั ใผ่ในสงิ่ นัน้
๔) วมิ ังสา ความใครค่ รวญหาเหตุผลในสง่ิ นนั้
(๓) พรหมวิหาร ธรรมประจำใจ ๔ ประการ คอื เมตตา กรุณา มทุ ติ า อุเกขา
(๔) สังคหวตั ถุ ธรรมเปน็ หลักการสงเคราะห์ ๔ ประการ คือ
๑) ทาน การแบง่ ปันเอ้อื เฟ้ือเผือ่ แผ่
๒) ปยี วาจา พูดจาน่านยิ มนับถอื
๓) อัตถจรยิ า บำเพญ็ ประโยชน์
๔) สมานัตตตา ไมถ่ อื ตัวร่วมทุกขส์ ขุ
(๕) ฆราวาสธรรม ธรรมสำหรบั ผู้ครองเรอื น ๔ ประการ คอื
๑) สจั จะ ความซอ่ื สตั ย)์
๒) ทมะ ข่มใจ ควบคุมอารมณไ์ ด้
๓) ขนั ติ ความอดทน
๔) จาคะ ความเสียสละ
๑๒
(๖) ทศพธิ ราชธรรม ธรรมสำหรบั ผู้บรหิ าร ๑๐ ประการ คือ
๑) ทาน
๒) ศีล
๓) การบรจิ าค
๔) ความซือ่ ตรง
๕) ความอ่อนโยน
๖) ความเพียรเผากเิ ลส (ตบะ)
๗) ความไมโ่ กรธ
๘) ความไมเ่ บยี ดเบียน
๙) ความอดทน
10) ความไมค่ ลาดธรรม2
๓. บทสรุป
คณุ ธรรม จริยธรรมจึงนับวา่ มีความสำคญั อยา่ งย่ิงในสังคมปัจจุบันทมี่ ีผูค้ นในสงั คมจำนวนมากมีความก้าวหน้าทาง
เทคโนโลยี การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมแก่เด็กและเยาวชน ในรูปแบบต่าง ๆจะทำให้คุณธรรมจริยธรรมของ
ประชาชนเป็นไปอย่างยั่งยืน โดยกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดเป้าหมายการศึกษาไว้ว่า การจัดการศึกษาต้อง
เป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้คู่คุณธรรม มีจริยธรรมและ
วัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษา
จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วน สมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม
คา่ นยิ มทีด่ งี าม และคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ไว้ในทุกวชิ าโดยใหผ้ ูเ้ รยี นเกิดคณุ ลกั ษณะที่พึงประสงค์ คอื
เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยในตนเอง ปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุ่งเน้นการ
พัฒนา ความรู้ ความคิด และทักษะในการปฏิบัติจริง อันจะนำไปสู่การพัฒนาตนเองให้เกิดความสุข และนำไปสู่
การพัฒนาอาชพี สจุ ริตการมีงานทำและมีรายได้ และมีสว่ นทำประโยชนใ์ ห้แก่กบั สังคมของตนเองและ ประเทศชาติ
ดังนนั้ ผบู้ ริหารการศกึ ษาทุกคนจึงควรนำหลักจริยธรรม ท้งั สัปปรุ สิ ธรรม อทิ ธิบาทธรรมพรหมวิหารธรรม
สังคหวัตถุธรรม และ ทศพิธราชธรรม มาเป็นหลักในการบริหารการศึกษา อันเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเป็นผู้บริหารที่
สมบูรณ์ ทำให้บุคลากรผู้ร่วมงานเกิดแรงจูงใจร่วมมือเกิดเป็นการยอมรับเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา
สามารถบริหารนำพาองค์กรได้พัฒนาก้าวไปข้างหน้าด้วยความสถาพร มั่นคง อย่างมีประสิทธิผล และมี
ประสิทธภิ าพ
2 พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ,พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๙,(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๓), หน้า ๓๒๖, ๔๑๘, ๑๘๒, ๓๑๐,
๑๓
(ที่มา:file:///C:/Users/Advice/Desktop/12_%20%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%98
%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%20(167-178)
๑๔
เอกสารอ้างอิง
กรมอาชีวศึกษา. "การปรบั เปลย่ี นกรอบคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยมและคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ของผ้สู ำเรจ็
การศึกษากรมอาชวี ศึกษา" (๒๙ กนั ยายน ๒๕๔๗) : ๑๘, (อกสารอดั สำเนา).
ประภาศรี สีหอำไพ. พืน้ ฐานการศกึ ษาทางศาสนาและจรยิ ธรรม. พิมพ์ครงั้ ที่ ๓. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพแ์ หง่
จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย, ๒๕๔๓.
พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตโต). พทุ ธวิธบี รหิ าร, พิมพ์ครัง้ ที่ ๔. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย, ๒๕๔๙.
พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโต). พจนานกุ รมพุทธศาสน์ ฉบบั ประมวลศพั ท.์ พิมพค์ ร้งั ที่ ๙. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพม์ หา
จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓.
พุทธรรม. กรุงเทพฯ : โรงพิมพมั หาจุฬาลงกรณร์ าชวิทยาลยั , ๒๕๔๑.
พระพทุ ธศาสนาพฒั นาคนในสงั คม. กรุงเทพฯ : กองการพิมพฝ์ า่ ยประชาสัมพันธ์,๒๕๔๐.
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย. พระไตรปิฎกกาษาไทย &บบั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั เล่ม ๑๐,
๑๑, ๒0, ๒๓,๒๕. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พม์ หาจฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙.
วโิ รจน์ สารรัตนะ, การบริหารการศกึ ษาหลักการ ทฤษฎี หน้าท่ี ประเด็นและบทวิเคราะห.์ พมิ พค์ ร้ังท่ี ๔.
กรุงเทพฯ : โรงพิมพท์ พิ ยวสิ ทุ ธ์ิ, ๒๕๔๖