บันทึกข้อความ ส่วนราชการ โรงเรียนบ้านท่าม่าน ตำบลเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ที่ วันที่ ๒๙ มีนาคม 256๖ เรื่อง รายงานวิจัยในชั้นเรียน ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๕ เรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าม่าน ด้วยข้าพเจ้า นางสาวธวัลรัตน์ กันสม ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย โรงเรียนบ้านท่าม่าน ได้ดำเนินการ จัดทำวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง เพื่อพัฒนาและเปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย โดย กิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย คำนึงถึงพัฒนาการของเด็กทั้ง 4 ด้าน ด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม สติปัญญา และเสริมสร้างคุณค่าชีวิตที่ดีงามในสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ ระดับชั้น อนุบาลปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านท่าม่าน กลุ่มสาระการศึกษาปฐมวัย ปีการศึกษา ๒๕๖๕ รายละเอียดตาม เอกสารแนบ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณา ลงชื่อ................................................... ( นางสาวนางธวัลรัตน์ กันสม ) ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ............................................................................................................................. ......................................... ...................................................................................................................................................................... ลงชื่อ………………………………………… ( นายจำเริญ เรือนสอน ) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเชียงม่วน รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าม่าน
ก คำนำ รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย โดย กิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ฉบับนี้จัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและ เปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย โดยกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย คำนึงถึงพัฒนาการของเด็กทั้ง 4 ด้าน ด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม สติปัญญา และเสริมสร้างคุณค่า ชีวิตที่ดีงามในสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้รายงานการวิจัยในชั้นเรียน จะสำเร็จลุร่วงไปด้วยดีจากการให้คำปรึกษาจากผู้อำนวยการ โรงเรียนท่าม่าน คุณครูฝ่ายวิชาการ และคุณครูบุคลากรโรงเรียนท่าม่านที่ได้ให้ความกรุณาชี้แนะแนว ทางการตรวจสอบและแก้ไขข้อบกพร่องของรายงานการวิจัยในชั้นเรียนจนสำเร็จด้วยดี ผู้จัดทำหวังเป็น อย่างยิ่งว่าผู้ที่อ่านรายการวิจัยในชั้นเรียน ฉบับนี้จะได้รับความรู้จากรายงานการวิจัยในชั้นเรียนเรื่องนี้และ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่าน รายงานการวิจัยในชั้นเรียนเล่มนี้อาจมีสิ่งผิดพลาด ก็ขออภัย ณ โอกาสนี้ ผู้จัดทำ ธวัลรัตน์ กันสม
ข กิตติกรรมประกาศ การวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย โดยกิจกรรมการ เล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความอนุเคราะห์จากหลายๆ ฝ่าย ดังต่อไปนี้ ขอกราบขอบพระคุณ ผู้อำนวยการโรงเรียนท่าม่าน คุณครูฝ่ายวิชาการ และคุณครูบุคลากร โรงเรียนบ้านท่าม่านที่ปรึกษางานวิจัยที่ให้ได้ความกรุณาในการแนะนำ แก้ไขข้อบกพร่องปรับปรุง จน สำเร็จลุร่วงตามวัตถุประสงค์ ขอกราบขอบพระคุณกลุ่มประชากร ได้แก่ เด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านท่าม่าน ที่ให้ ความร่วมมือเป็นอย่างยิ่งในการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลายในการเก็บรวบรวม ข้อมูลในการทำวิจัย ธวัลรัตน์ กันสม
ค ชื่อเรื่อง : การพัฒนาทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย โดยกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิค ที่หลากหลาย ผู้วิจัย : นางสาวธวัลรัตน์ กันสม ระยะเวลา เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2565 ถึง เดือน มีนาคม พ.ศ. 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและปรียบเทียบการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย กลุ่มตัวอย่าง เป็นเด็กปฐมวัย ชาย-หญิง ที่มีอายุระหว่าง 5 ปี ถึง 6 ปี กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านท่าม่าน จำนวน 4 คน โดยผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่ง เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แผนประสบการณ์การเล่านิทานด้วย เทคนิคที่หลากหลาย จำนวน 8 แผน 2) แบบประเมินทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล การหาค่าเฉลี่ย ผลลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกกรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับสูง และผลการเปรียบของทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยใน ภาพรวมและรายด้านสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย มีค่าเฉลี่ยร้อยละ รวมเท่ากับ 99.16 อยู่ในระดับ ดีมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ง สารบัญ หน้า คำนำ ก กิตติกรรมประกาศ ข บทคัดย่อ ค สารบัญ ง บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2 ขอบเขตการวิจัย 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย 6 จุดหมาย 6 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 6 สาระการเรียนรู้ 8 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางด้านการฟังและการพูด ความหมายทักษะทางด้านการฟัง 8 ความสำคัญทักษะการฟัง 9 แนวทางในการส่งเสริมทักษะการฟัง 9 ความหมายทักษะทางด้านการพูด 10 ความสำคัญทักษะการพูด 10 แนวทางในการส่งเสริมทักษะการพูด 11 เแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการเล่านิทาน
จ ความหมายของนิทาน 13 ความสำคัญของนิทาน 13 ประเภทของนิทาน 14 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ประชากรกลุ่มตัวอย่าง 18 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 18 ขั้นตอนในการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 18 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 20 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 21 บทที่ 5สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย 26 อภิปรายผล 26 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 29 บรรณานุกรม 30 ภาคผนวก 32
บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาษานับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์ เป็นเครื่องมือสำคัญของการคิด เนื่องจาก ภาษาเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่มนุษย์สามารถใช้ติดต่อสื่อสารได้รวดเร็ว เข้าใจง่ายสุดนอกจากนั้น ภาษายังเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อกับผู้อื่น เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและความรู้สึกที่มีต่อกัน การติดต่อแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้สึกนี้อาจจะสื่อออกมาได้หลายรูปแบบ เช่น การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน แน่นอนที่สุดวิธีการพูดย่อมเป็นวิธีติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด และ นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง สามารถใช้ติดต่อสื่อสารได้รวดเร็วและเข้าใจง่าย นอกจากนั้นการพัฒนา ภาษาพูดยังเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาภาษาอื่นติดตามมาอีกด้วย ในขั้นตอนกระบวนการทางภาษา ในวัยเด็กตอนต้นนั้น เด็กยังไม่ค่อยรู้จักภาษาอย่างลึกซึ้ง (สุพัตรา บุ่งง้าว, 2560 : 3) เด็กใช้ภาษา สื่อสารแสดงความต้องการควบคุมพฤติกรรมของผู้อื่น แสดงความเป็นตัวตนของเด็ก ค้นหาข้อมูล จินตนาการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หากไม่มีภาษาการติดต่อสื่อสารย่อมเป็นไปด้วยความยากลำบาก ภาษาเป็นระบบที่มีความซับซ้อน ครูจึงควรทำความเข้าใจความหมายของภาษาให้กระจ่างชัด เพื่อ ปรับมุมมองของตนที่มีต่อภาษาให้ถูกต้อง เพื่อพัฒนาการออกแบบการจัดประสบการณ์ส่งเสริม ศักยภาพทางภาษาให้แก่เด็กปฐมวัยได้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2552 : 1) การเรียนรู้ด้านภาษาสำหรับเด็กปฐมวัยนั้น เด็กควรที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับระบบเสียงเป็นสำคัญ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการสื่อสารให้กับเด็ก โดยเด็กจะเรียนรู้พื้นฐานของภาษาได้อย่าง รวดเร็ว จากการจัดกิจกรรมอย่างไม่เป็นทางการ วิธีหนึ่งในการเริ่มต้นสอนภาษาสำหรับเด็กอนุบาล เริ่มจากหนังสือนิทานภาพ สำหรับเด็กอนุบาลในช่วง 2 - 5 ขวบเป็นช่วงที่มีการพัฒนาทางภาษามาก การพัฒนาทักษะทางภาษาทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ในช่วง 3 ปีแรก คือ พัฒนาทักษะการฟังและการพูด ซึ่งทักษะในด้านนี้จะมีการพัฒนาอย่างเด่นชัด ในช่วงนี้การเล่าเรื่องจากหนังสือภาพให้เด็กฟัง ไม่เพียงกระตุ้นจิตนาการของเด็กให้เกิดการสร้างภาพ ขึ้น หากยังเสริมทักษะการฟังให้กับเขา ด้วยการที่เด็กได้ฟังบ่อยครั้งจะช่วยให้เด็กเรียนรู้คำศัพท์มาก ขึ้น และประโยคต่างๆ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาทักษะด้านอื่นต่อไป เด็กปฐมวัยควรได้รับ การพัฒนาและส่งเสริม รวมไปถึงการฝึกการพูดให้เด็กปฐมวัยก็มีความสำคัญและจำเป็น เพราะการ พูดเป็นเครื่องมือสำคัญของการติดต่อสื่อสาร ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิตของเด็ก (ลัดดา บุญ มาวรรณ และคณะ, 2560 : 2) ดังนั้น นิทานจึงช่วยกระตุ้นจินตนาการจากการฟังจากเสียงที่เล่าออกมา ทำให้เด็กได้ใช้จินตนาการ ในการสร้างเรื่องราวให้เป็นรูปภาพ การเชื่อมโยงในการใช้จินตนาการจาก เสียงเป็นภาพ จะช่วยพัฒนาความฉลาดของเด็กซึ่งปลูกฝังให้เด็กเป็นคนช่างคิด และช่างสังเกต และ
2 ทำให้เด็กได้เรียนรู้ด้านภาษา การที่เด็กได้ฟังเสียง จะทำให้รู้จักคำ ความหมายของคำ รู้จักประโยค และความหมายของประโยค และเป็นการปูพื้นฐานทักษะด้าน การฟัง พูด อ่าน เขียนให้กับเด็กต่อไป แนวทางในการส่งเสริมทักษะทางการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย โดยการใช้นิทานเป็นสื่อ การสอนที่สำคัญสำหรับเด็กปฐมวัย เพราะ การเล่านิทานเป็นวิธีการให้ความรู้วิธีหนึ่งที่ทำให้เด็ก เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ให้ความสนใจอยากรู้ อยากทำตาม และมีแรงจูงใจที่จะเปิดรับ พฤติกรรมที่พึงปรารถนา นิทานสามารถทำให้เด็กคล้อยตามเนื้อหา นิทานที่ครูเล่า การได้มีปฏิสัมพันธ์ ทางภาษาจากการได้ฟัง ได้ตอบโต้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้เด็กพัฒนาภาษาได้อย่างดี (กุลยา ตันติผลา ชีวะ, 2551: 219) นิทานนอกจากจะให้ความความสนุกสนาน เพลิดเพลินแล้ว ในนิทานยังมีเนื้อเรื่องที่ หลากหลายและ ผู้เล่าควรเลือกใช้เทคนิคการเล่านิทานที่หลากหลายให้เหมาะสมกับเด็ก เช่น นิทาน ภาพ นิทานประกอบ การใช้สื่อต่างๆ ฯลฯ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้ฟัง ได้พูดโต้ตอบ และได้รู้ คำศัพท์ใหม่ๆจากเทคนิคการเล่านิทาน ด้วยวิธีนี้จะช่วยพัฒนาทักษะการฟังและการพูดของเด็กมาก ขึ้น ในขณะเดียวกันเด็กก็จะเรียนรู้คุณค่าของความเป็นคนที่สมบูรณ์ จากการสังเกตพฤติกรรมเด็กระดับชั้นอนุบาล 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565โรงเรียน บ้านท่าม่าน พบว่า เด็กยังสนทนาพูดสื่อสารสนทนา การฟังและปฏิบัติตามคำสั่งที่คุณครูบอกได้เป็น บางคน ซึ่งเด็กบางส่วนยังไม่สามารพูดสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ การฟังและปฏิบัติตามคำสั่งตามที่ครู บอกได้ จากปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจการพัฒนาทักษะ การฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย โดย กิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาทักษะ การฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย และเป็นแนวทางสำหรับครูในการจัดกิจกรรมพัฒนาความสามารถทางการฟังและการพูดของเด็ก ปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์การวิจัย 1. เพื่อพัฒนาทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วย เทคนิคที่หลากหลาย 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการจัดกิจกรรม การเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ขอบเขตการวิจัย 1. เนื้อหา ผู้วิจัยนำการจัดประสบการณ์โดยการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมทักษะ การฟังและการพูดสำหรับเด็กปฐมวัยที่นำมาทดลองใช้กับเด็กปฐมวัย โดยการใช้การจัดประสบการณ์
3 จำนวน 4 สัปดาห์ๆ ละ 2 วัน คือ วันละ 30 นาที ในช่วงเสริมประสบการณ์ กิจกรรมนิทานส่งเสริม กระบวนการคิด 2. ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุระหว่าง 5 ปี ถึง 6 ปี ที่ กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 4 คน ของโรงเรียน บ้านท่าม่าน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้วิจัย 3. ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น เทคนิคการเล่านิทาน ตัวแปรตาม ทักษะการฟังและการพูด กรอบแนวคิด ภาพที่ 1 กรอบแนวคิด ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย 1. ได้เทคนิคการเล่านิทานที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย ในการพัฒนาทักการฟังและการพูดของ เด็กปฐมวัย 2. ได้แนวทางการเด็กปฐมวัยด้านทักษะการฟังและการพูด โดยใช้แนวทางอื่นต่อไป ตัวแปรต้น เทคนิคการเล่านิทาน - การเล่าโดยใช้หนังสือ Big book - การเล่าโดยหนังสือเล่มเล็ก - การเล่าประกอบฉาก - การเล่าไปวาดไป - การเล่าไปพับไป - การเล่าประกอบหุ่นมือ - การเล่าประกอบหุ่นนิ้วมือ - การเล่าเรื่องสั้น ตัวแปรตาม ทักษะการฟัง - การเข้าใจความหมาย - การฟังและปฏิบัติตามคำสั่ง ทักษะการพูด - การบอกชื่อสิ่งต่างๆ - การพูดและแสดงท่าทางแบบง่าย
4 นิยามศัพท์เฉพาะ เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 5 ปี ถึง 6 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ใน ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านท่าม่าน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ทักษะการฟัง หมายถึง การบอกความหมายหรือพูดสื่อความหมายที่ได้ยินถูกต้อง และการฟังปฏิบัติตามคำสั่ง ได้แก่ การฟังคำสั่งได้อย่างเข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้อง ทักษะการพูด หมายถึง การพูดบอกชื่อสิ่งต่างๆ จากการที่ได้เห็นรูปภาพได้ถูกต้อง การรู้คำศัพท์จากการที่ได้เห็นรูปภาพแล้วพูดคำศัพท์นั้นได้ถูกต้อง เทคนิคการเล่านิทานที่หลากหลาย หมายถึง การเล่านิทานหลากหลายรูปแบบ ที่กระตุ้น ความสนใจของเด็ก และการเล่ามีสีสัน สนุกสนาน จึงนำไปสู่การส่งเสริมให้เด็กมีทักษะด้านการฟัง และการพูด จากการใช้เทคนิคการเล่าที่หลากหลาย ได้แก่1. การเล่าโดยใช้หนังสือ Big book 2. การเล่าประกอบฉาก 3.การเล่าไปติดไป 4. การเล่าไปวาดไป 5. การเล่าไปพับไป 6. การเล่าประกอบ หุ่นมือ7. การเล่าประกอบหุ่นนิ้ว 8. การเล่าเรื่องสั้น
5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย โดยกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่ หลากหลาย ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้า และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาเป็นกรอบแนวคิดในการศึกษา ซึ่งจะ นำมาเสนอตามหัวข้อดังนี้ 1. แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 1.1 ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย 1.2 จุดหมาย 1.3 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1.4 สาระการเรียนรู้ 2. แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางด้านการฟังและการพูด 2.1 ความหมายทักษะทางด้านการฟัง 2.2 ความสำคัญทักษะการฟัง 2.3 แนวทางในการส่งเสริมทักษะการฟัง 2.4 ความหมายทักษะทางด้านการพูด 2.5 ความสำคัญทักษะการพูด 2.6 แนวทางในการส่งเสริมทักษะการพูด 3. แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการเล่านิทาน 3.1 ความหมายของนิทาน 3.2 ความสำคัญของนิทาน 3. เทคนิควิธีของการเล่านิทาน 1. แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 1.1 ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์อย่างเป็นองค์รวม บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการตามวัย ของเด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรักความ
6 เอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคนเพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ 1.2 จุดหมาย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีมุ่งส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการ ด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา ที่เหมาะสมกับวัยความสามารถความสนใจและความ แตกต่างระหว่างบุคคล ดังนี้ 1. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขภาพดี 2. สุขภาพจิตดีและมีความสุข 3. มีทักษะชีวิตและสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบตัว และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 4. มีทักษะการใช้ภาษาสื่อสาร และสนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆ 1.3 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีกำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ดังนี้ 1. พัฒนาการด้านร่างกาย คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขภาพดี คุณลักษณะที่ 1.1 มีน้ำหนัก ส่วนสูง และเส้นรอบศีรษะตามเกณฑ์อายุ : น้ำหนักและ ส่วนสูงตามเกณฑ์ , เส้นรอบศีรษะตามเกณฑ์ คุณลักษณะที่ 1.2 มีร่างกายแข็งแรง : มีภูมิต้านทานโรค ไม่ป่วยบ่อย ขับถ่ายเป็นเวลา รับประทานอาหาร นอนและพักผ่อนเหมาะสมกับวัย คุณลักษณะที่พึงประสงค์2 ใช้อวัยวะของร่างกายได้ประสานสัมพันธ์กัน คุณลักษณะที่ 2.1 ใช้กล้ามเนื้อใหญ่ได้เหมาะสมกับวัย : เดินขึ้นบันไดโดยมือข้างหนึ่ง จับราวบันไดอีกมือจับผู้ใหญ่ และก้าวเท้าวางบนขั้นบันไดเดียวกันก่อน , วิ่งและหยุดได้ทันทีและเริ่มวิ่ง ใหม่ คุณลักษณะที่ 2.2 ใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสานสัมพันธ์มือ - ตา ได้เหมาะสมกับวัย : วางก้อนไม้ซ้อนกันได้ 4-6 ก้อน , เปิดพลิกหน้าหนังสือได้ที่ละแผ่น 2. พัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 3 มีความสุขและแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย
7 คุณลักษณะที่ 3.1 ร่าเริงแจ่มใส : อารมดี ยิ้มแย้ม หัวเราะง่าย แววตามีความสุข คุณลักษณะที่ 3.2 แสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย : แสดงความรักต่อผู้อื่น , แสดงความกังวลเมื่อแยกจากคนใกล้ชิด คุณลักษณะที่ 3.3 สนใจและมีความสุขกับธรรมชาติสิ่งสวยงามดนตรีและจังหวะการ เคลื่อนไหว :ตอบสนองต่อธรรมชาติเสียงเพลง จังหวะดนตรีและสิ่งสวยงามต่างๆ อย่างเพลิดเพลิน 3. พัฒนาการด้านสังคม คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 4 รับรู้และสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว คุณลักษณะที่ 4.1 ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวได้ : ชอบการออกไปเที่ยวนอก บ้าน , แสดงความเป็นเจ้าของ คุณลักษณะที่ 4.2 เล่นและทำกิจกรรมกับผู้อื่นได้ตามวัย : ชอบเล่นของเล่น คน เดียว คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 5. ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย คุณลักษณะที่ 5.1 ทำกิจวัตรประจำวันด้วยตนเองได้ตามวัย : ใช้ช้อนตักอาหารเข้า ปาก แต่หกบ้าง , ชอบช่วยเหลืองานบ้านง่ายๆ 4. พัฒนาการด้านสติปัญญา คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 6 สื่อความหมายและใช้ภาษาได้เหมาะสมกับวัย คุณลักษณะที่ 6.1 รับรู้และเข้าใความหมายของภาษาได้ตามวัย : ปฏิบัติตามคำสั่งได้ 2 คำสั่งต่อเนื่อง, สนใจฟังนิทานง่ายๆ คุณลักษณะที่ 6.2 แสดงออกและ/หรือพูดเพื่อสื่อความหมาย : พูดคำต่อคำ เช่น ไป เที่ยว คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 7 สนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว คุณลักษณะที่ 7.1 สนใจและเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว : สังเกตสำรวจลองผิดลองถูกกับ คุณสมบัติของสิ่งต่างๆ คุณลักษณะที่ 7.2 เรียนรู้ผ่านการเรียนแบบ : เลียนแบบคำพูดที่ผู้ใหญ่พูด คุณลักษณะที่ 7.3 สำรวจโดยใช้ประสาทสัมผัส : สำรวจตามตู้ลิ้นชักชั้นวางของ ตะกร้า ผ้าขอบเล่นลากดึงผลักโยน , ซอบวางรูปทรงลงของ
8 1.4 สาระการเรียนรู้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเด็กเป็นลำดับแรกแล้ว จึงขยายไปสู่เรื่องที่อยู่ใกล้ตัวเด็กเพื่อนำไปใช้ ในการดำเนินชีวิตประจำวันเด็ก ควรได้รับการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้เหมาะ กับวัย ดังนี้ 1. เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อและเพศของตนเอง การ เรียกชื่อส่วนต่างๆ ของใบหน้าและร่างกายการดูแลตนเองเบื้องต้นโดยมีผู้ใหญ่ให้การช่วยเหลือ การล้างมือ การขับถ่าย การรับประทานอาหาร การถอด และสวมใส่เสื้อผ้า การรักษาความปลอดภัย และการนอน หลับพักผ่อน 2. เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลภายใน ครอบครัว และบุคคลภายนอกครอบครัว การรู้จักชื่อเรียก หรือสรรพนามแทนตัวของญาติหรือผู้เลี้ยงดูวิธี ปฏิบัติกับผู้อื่นอย่างเหมาะสม การทักทายด้วยการไหว้การเล่นกับพี่น้องในบ้านการไปเที่ยวตลาด และ สถานที่ต่างๆ ในชุมชนการเล่นที่สนามเด็กเล่นการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาวัฒนธรรมและประเพณี 3. ธรรมชาติรอบตัวเด็ก ควรเรียนรู้เกี่ยวกับการสำรวจสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติรอบตัว เช่น สัตว์พืช ดอกไม้ใบไม้ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า การเล่นน้ำเล่นทรายการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ที่ไม่เป็น อันตรายการเดินเล่นในสวนการเพาะปลูกอย่างง่าย 4. สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อของเล่นของใช้ที่อยู่รอบตัวการเชื่อมโยง ลักษณะหรือคุณสมบัติอย่างง่ายๆของสิ่งต่างๆที่อยู่ใกล้ตัวเด็กเช่นสีรูปร่างรูปทรงขนาดผิวสัมผัส 2. แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางด้านการฟังและการพูด 2.1 ความหมายทักษะทางด้านการฟัง นงลักษณ์ งามขำ (2551 : 8) กล่าวว่า การฟังเริ่มต้นจากการได้ยินรับรู้เข้าใจคิดแล้วนำไปใช้ ประโยชน์เป็นกระบวนการที่เป็นขั้นตอน และเป็นลำดับของผู้ฟังทักษะ การฟังเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมแก่ เด็กปฐมวัย นั้นส่วนใหญ่เป็นการฟังเสียงธรรมชาติจังหวะดนตรีและเสียงเพลง ซึ่งการฟังของเด็กปฐมวัย พีรยา กิตติ์วรกุล (2562 : 11) กล่าวว่า การฟังเป็นกระบวนการรับรู้สารหรือสิ่งเร้าที่มากระทบ โสตสัมผัสแล้วทำการวิเคราะห์สารหรือสิ่งเร้านั้น ๆ เพื่อให้เข้าใจความหมายตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้พูด หรือผู้ส่งสารโดยอาศัยประสบการณ์ที่มีอยู่ช่วยในการวิเคราะห์หรือตีความ สรุปได้ว่า การฟังของเด็ก เป็นการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทางหูที่เด็กได้รับเสียงแล้วนำไป สร้างเสริมพัฒนาการทางภาษามากกว่าการใช้เพื่อพัฒนาปัญญาเด็กจะเก็บคำพูด หรือเรื่องราวจากสิ่งที่
9 ฟังมา ทำให้เป็นคำศัพท์เป็นประโยคที่ จะถ่ายทอดไปสู่การพูด ถ้าเรื่องราวที่เด็กได้ฟังมีความชัดเจนง่าย ต่อการเข้าใจ เข้าใจรับรู้และความหมายที่ตรงกันทักษะการฟังเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมแก่เด็กปฐมวัย 2.2 ความสำคัญทักษะการฟัง พีรยา กิตติ์วรกุล (2562 : 11) กล่าวว่า ความสำคัญในการฟังเป็นทักษะที่มีความสำคัญในการ ติดต่อสื่อสาร มีส่วนสำคัญต่อการพูด การอ่าน และการเขียน ซึ่งการฟังจะทำได้ดีต้องอาศัยการฝึกฝน ณภัทรสร จรจรัญ (2551 : 11) กล่าวว่า ความสำคัญของทักษะการฟังไว้ว่า พัฒนาการทางการ ฟังและความสามารถทางการฟังของเด็กปฐมวัยจะเป็นทักษะทางภาษาที่เด็กเรียนรู้ได้ดีกว่าด้านอื่น ๆ ครู จึงควรให้ความสำคัญกับการสอนฟังในฐานะที่เป็นทักษะที่เด็กปฐมวัยเรียนรู้ได้ก่อน การพูด สรุปได้ว่า ทักษะการฟังมีความสำคัญต่อการพูดการสื่อสารของมนุษย์ในชีวิตประจำวันซึ่งครู เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะการฟังควบคู่กับทักษะการอ่าน ทักษะการเขียน และทักษะการ พูดอย่างสอดรับกัน อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียนรู้ของเด็กต่อไปในอนาคต 2.3 แนวทางในการส่งเสริมทักษะการฟัง ดารารัตน์ อุทัยพยัคฆ์(2563) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมที่จะสามารถส่งเสริมทักษะการฟังให้กับ เด็กปฐมวัยดังนี้ 1. การฟังเพลงหรือดนตรี หรือการทำท่าทางประกอบเพลง เด็กจะมีความสนุกสนานจาก การได้ร้องเพลง และเพลงที่นำมาให้เด็กร้องต้องเหมาะสมกับวัย เครื่องดนตรีสามารถทำมาจากเศษวัสดุ ได้ เช่น กระป๋อง ขวดลักษณะต่างๆ เป็นต้น 2. คำคล้องจอง คำกลอน ซึ่งจะต้องไม่ยาวมากควรสั้นๆ และสามารถจำได้ง่ายและอย่าง รวดเร็ว หรือเป็นภาษาที่เด็กคุ้นเคย 3. เกมต่างๆ ซึ่งมีกฎ กติกาง่ายๆ เด็กเล่นแล้วมีความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่เน้นการแข่ง ขันแต่ให้เด็กได้ร่วมเล่น อย่างสนุกสนาน และให้เด็กได้ฝึกการฟังให้เข้าใจในกติกาของการเล่น 4. ปริศนาคำทาย เป็นกิจกรรมที่เด็กทำแล้วเกิดความสนุกสนานซึ่งผู้ใหญ่จะต้องมีเทคนิคใน การใช้ปริศนาคำทายโดยจะต้องเหมาะสมกับวัยของเด็ก กิจกรรมดังกล่าวถ้าเด็กได้ทำและมีประสบการณ์อยู่เรื่อยๆ จะเป็นการพัฒนาความสามารถใน ด้านการฟังสำหรับเด็กปฐมวัยอย่างมีคุณภาพ ศุภจิรา สมศรี (2560 : 14) กล่าวว่า ในการสอนทักษะการฟังให้กับเด็กปฐมวัยนั้น ควรพูดให้มี ความชัดเจน ไม่เสียงดังหรือเสียงค่อยเกินไป และที่สำคัญไม่ควรพูดมากเกินไปเด็กอาจเบื่อที่จะฟังและให้
10 โอกาสเด็กในการเตรียมตัวที่จะฟังครูควรใช้คำพูดที่ง่าย ๆ ในการฟังสำหรับเด็กปฐมวัยนั้นสามารถจัด กิจกรรมได้หลายรูปแบบ เช่น การฟังเพลง การฟังนิทาน การฟังเสียงดนตรีและการฟังเสียงต่าง ๆ และ วิธีที่ใกล้ตัวเด็กและสามารถเข้าใจได้ง่ายอีกวิธีหนึ่ง คือ การฟังนิทาน สรุปได้ว่า แนวทางการส่งเสริมทักษะการฟัง โดยการจัดกิจกกรมการเล่านิทานครูจะต้องเลือก นิทานที่ดึงดูดความสนใจเด็ก ใช้น้ำเสียงในการพูดที่ชัดเจน มีหลากหลายเสียง ใช้คำพูดง่ายๆ และควรเปิด โอการให้เด็กได้ซักถาม 2.4 ความหมายทักษะทางด้านการพูด ณัฐวดี ศิลิลากรณ์ (2556 : 18) ก ล่าวว่า การพูดเป็นรากฐานของการพัฒนาทางภาษา ช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ช่วยให้เด็กเกิดพัฒนาการในการสื่อ ความหมายเพื่อใช้ในการติดต่อกับผู้อื่นและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างปกติสุข ณิรัชญา ยี่สุ่นเรือง (2560 : 7) กล่าวว่า การพูดเป็นการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น โดยการเปล่ง เสียงออกมาเป็นถ้อยคำ เพื่อส่งสารให้ผู้ฟังเข้าใจ ความต้องการ ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง สรุปได้ว่า การพูด เป็นการพูดเปล่งเสียงออกมาเป็นภาษา เพื่อถ่ายทอด ความรู้ความรู้สึก ความคิด หรือความต้องการของผู้พูดไปยังผู้ฟัง โดยใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง และอากัปกิริยา จนเป็นที่เข้าใจกัน ได้ 2.5 ความสำคัญทักษะการพูด ศิวพร นิลสุข (2551 : 28) กล่าวว่า การพูดเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิต ของมนุษย์ในสังคมการพูดเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้กิจการต่าง ๆ สำเร็จไปด้วยดีเนื่องจากการพูดต้อง อาศัยน้ำเสียงเป็นสื่อการที่ผู้พูดสามารถใช้ระดับเสียงต่าง ๆ กันตามสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมก็ จะช่วยโน้มน้าวจิตใจของผู้ฟังไปในทางที่ผู้พูดมุ่งหมายได้ง่ายนอกจากนี้ในการพูดผู้ฟังยังจะได้เห็นสีหน้า ท่าทางของผู้พูดเป็นส่วนประกอบยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจได้ดีขึ้นและการพูดยังสามารถสื่อความหมายได้ อย่างรวดเร็วกว่าการสื่อความหมายด้วยวิธีอื่น ๆ เกตน์นิภา ฮาดคันทุง (2561 : 22) กล่าวว่า การพูดมีความสำคัญสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นอย่าง มาก เพราะ เป็นสิ่งสำคัญที่เด็กจะต้องใช้การพูด เพื่อการสื่อความหมายกับพ่อ แม่ ครูและผู้ใกล้ชิด ที่ แวดล้อมเด็กให้เข้าถึงความต้องการต่าง ๆ ทั้งนี้ต้องอาศัยประสบการณ์การเรียนรู้การทำกิจกรรมที่ ส่งเสริมการพูดและการฝึกพูดซ้ำ ๆ อยู่เสมอ จึงจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเข้าใจความหมายของ คำศัพท์ใหม่ ๆ มากขึ้น สามารถพูดได้ถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น
11 สรุปได้ว่า การพูดเป็นทักษะทางภาษาที่สำคัญอย่างหนึ่ง ใช้ในการสื่อสาร การถ่ายทอด ความรู้สึกนึกคิด และความคิดเห็น เพื่อให้ผู้อื่นได้รู้ได้เข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กปฐมวัย หากผู้ที่ เกี่ยวข้อง คือ พ่อ แม่ ครู รู้วิธีการที่จะส่งเสริมทางทักษะการพูดที่เหมาะสมและให้แก่เด็กบ่อยๆ ก็จะทำให้ เด็กพูดได้ชัดเจนขึ้น 2.6 แนวทางในการส่งเสริมทักษะการพูด แนวทางที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางการพูดสำหรับเด็กนั้น มีหลายรูปแบบเป็น กิจกรรมที่ เปิดโอกาสให้เด็กได้พูดคุย ซักถาม และแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ เพื่อให้เด็กเกิดประสบการณ์ตรงเกิด การเรียนรู้ได้พัฒนาครบทุกด้าน (กรมวิชาการ, 2540 : 36-37) ตามแนวการจัดกิจกรรมเสริม ประสบการณ์ที่สามารถจัดได้หลากหลายวิธีดังนี้ 1. การสนทนาอภิปราย เป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาในการพูด การฟัง รู้จักแสดง ความคิดเห็น และยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งสื่อที่ใช้อาจเป็นของจริง ของจำลอง รูปภาพ สถานการณ์จำลอง ฯลฯ 2. การเล่านิทาน เป็นการเล่าเรื่องต่างๆ ส่วนมากจะเป็นเรื่องที่เน้นการปลูกฝังให้เกิด คุณธรรมจริยธรรม วิธีการนี้จะช่วยให้เด็กเข้าใจได้ดีขึ้น ในการเล่านิทานสื่อที่ใช้อาจจะเป็นรูปภาพหนังสือ นิทานหุ่นการ แสดงท่าทางประกอบการเล่าเรื่อง 3. การสาธิต เป็นการจัดกิจกรรมที่ต้องการให้เด็กได้สังเกต และเรียนรู้ตามขั้นตอน ของ กิจกรรมนั้น ๆ ในบางครั้งครูอาจให้เด็กอาสาสมัครเป็นผู้สาธิตร่วมกับครู เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริงเช่น การเพาะเมล็ด การเป่าลูกโป่ง การเล่นเกมการศึกษา 4. การทดลอง ปฏิบัติการเป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เพราะได้ทดลอง ปฏิบัติด้วยตนเองได้สังเกตการเปลี่ยนแปลง ฝึกการสังเกต การคิดแก้ปัญหา และส่งเสริมให้เด็กมีความ อยากรู้อยากเห็น และค้นพบด้วยตัวเอง เช่น การประกอบอาหาร การทดลองวิทยาศาสตร์ง่ายๆ การเลี้ยง หนอนผีเสื้อ การปลูกพืช ฯลฯ 5. การศึกษานอกสถาน ที่เป็นการจัดกิจกรรม ที่ทำให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงอีกรูปแบบ หนึ่งด้วยการพาเด็กไปทัศนศึกษาสื่อต่างๆ รอบโรงเรียนหรือสถานที่นอกโรงเรียนเพื่อเป็น การเพิ่มพูน ประสบการณ์แก่เด็ก 6. การเล่นบทบาทสมมติเป็นตัวละครต่างๆ ตามเนื้อเรื่องในนิทานหรือเรื่องราวต่างๆอาจใช้ สื่อประกอบการเล่นสมมติเพื่อเร้าความสนใจและก่อให้เกิดความสนุกสนาน เช่น หุ่นสวมศีรษะ ที่คาด ศีรษะรูปคน และสัตว์รูปแบบต่างๆ เครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์ของจริงชนิดต่างๆ
12 7. การร้องเพลง เล่นเกม ท่องคำคล้องจอง เป็นการจัดให้เด็กได้แสดงออก เพื่อความ สนุกสนานเพลิดเพลินและเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาและจังหวะ ณัฐวดี ศิลิลากรณ์ (2556 : 22) กล่าวว่า ส่งเสริมการพูดของเด็กปฐมวัยสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเล่นเกม การเล่นบทบาทสมมติการร้องเพลง การเล่านิทาน การไปศึกษานอกสถานที่ตลอดจน การทดลองปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ครูและผู้เกี่ยวข้องด้านการศึกษาปฐมวัยควรให้ความสำคัญและ เลือกวิธีปฏิบัติตามความเหมาะสม ดารารัตน์ อุทัยพยัคฆ์(2563) กล่าวว่า การส่งเสริมทักษะการพูดให้กับเด็กปฐมวัยนั้นมีปัจจัย หลายอย่างต่อการพัฒนาทักษะการพูดทั้งสภาพแวดล้อม พ่อแม่หรือบุคคลแวดล้อม ครูผู้สอน ตัวเด็กเอง เป็นต้น สำหรับแนวทางที่ส่งเสริมทักษะการพูดให้กับเด็กมีดังนี้ 1. การพูดคุยกับเด็กเป็นประจำ 2. การเป็นแบบอย่างในการพูดที่ดีให้กับเด็ก 3. ให้โอกาสกับเด็กในการพูดหรือเล่าประสบการณ์ของเด็กเอง หรือให้มีการเล่าข่าวหรือ เหตุการณ์ประจำวัน 4. สร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่อบอุ่น มีอิสระเพื่อส่งเสริมการพูดและการแสดงความ คิดเห็น 5. การฝึกพูดควรเป็นสภาพที่ธรรมชาติและเด็กมีความรู้สึกว่าเป็นสิ่งปกติ และควรฝึกในกลุ่ม เล็กเพื่อครูและเด็กได้มีการสื่อสารกันโดยตรง 6. ฝึกการมีมารยาทในการพูด การใช้คำพูดต่างๆอย่างเหมาะสม และถูกกาลเทศะ 7. ใช้กิจกรรมการร้องเพลง เล่นเกม ท่องคำคล้องจอง การเล่นบทบาทสมมติการปฏิบัติ กิจกรรมโดยใช้แนวทางดังกล่าวจะส่งเสริมให้เด็กได้มีทักษะการพูดอย่างมีคุณภาพ สรุปได้ว่า แนวทางในการส่งเสริมทักษะการพูด สามารถจัดกิจกรรมได้หลากหลาย เช่น การ เล่านิทาน การทดลอง การเล่นบทบาทสมมุติ การไปทัศน์ศึกษานอกสถานที่ การเล่าเรื่องจาก ประสบการณ์จริงที่อยู่ใกล้ตัวเด็กรวมไปถึงสิ่งที่อยู่รอบตัวเด็ก การพูดแสดงความรู้สึก รวมไปถึงการสร้าง บรรยากาศ เพื่อส่งเสริมการพูดและการแสดงความคิดเห็น
13 3. แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการเล่านิทาน 3.1 ความหมายของนิทาน จุไรรัตน์ มณีฉาย (2558 : 62) กล่าวว่า นิทาน คือ เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาหรือเรื่อง ที่ ผูกขึ้นโดยจุดมุ่งหมายที่จะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดที่ดีงามและยังสอดแทรกคติสอนใจเพื่อเป็นแนว ทางการปฏิบัติให้แก่เด็ก ๆ นอกจากนี้ยังได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินอีกด้วย พัณณ์ชิตา สิรภัทรศรีเสมอ (2555 : 7) กล่าวว่า นิทานเป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาช้านาน อาจจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากความเป็นจริงหรือเป็นเรื่องราวที่เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งสอดแทรก แนวคิดคุณธรรม จริยธรรม ความดีความงามมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ฟังได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน และสามารถนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติตนที่ถูกที่ควรในการดำรงชีวิตในสังคม สรุปได้ว่า นิทานเป็นเรื่องที่เล่ากันต่อ ๆ มาจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งโดยไม่ทราบว่าใคร เป็นผู้แต่ง นิทานทำให้ผู้ฟังเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และยังสอดแทรกแนวคิดคติสอนใจปลูกฝัง คุณธรรมจริยธรรม ที่จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 3.2 ความสำคัญของนิทาน วิเชียร เกษประทุม (2550 : 9-10) กล่าวว่า ความสำคัญของนิทาน คุณค่า และ มีประโยชน์ ดังนี้ 1. นิทานให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน เป็นการผ่อนคลายความเครียดและช่วยให้เวลาผ่าน ไปอย่างไม่น่าเบื่อหน่าย 2. นิทานช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวเด็กบางคนอาจมองผู้ใหญ่ว่าเป็นบุคคลที่ขี้ บ่น ชอบดุด่า น่าเบื่อหน่วย หรือน่าเกรงขาม แต่ถ้าผู้ใหญ่มีเวลาเล่านิทานให้เด็กฟังบ้างนิทานที่สนุก ๆ ก็ จะช่วยให้เด็กอยากอยู่ใกล้ชิดผู้ใหญ่ความเกรงกลัวหรือเบื่อหน่ายผู้ใหญ่ลง 3. นิทานให้การศึกษาและเสริมสร้างจินตนาการ 4. นิทานให้ข้อคิดและคติเตือนใจ ช่วยปลูกฝังคุณธรรมต่างๆ ที่สังคมพึงประสงค์ให้แก่ผู้ฟัง เช่น ให้ซื่อสัตว์ให้เชื่อผู้ใหญ่ให้พูดจาไพเราะอ่อนหวานให้มีความเอื้อเผื่อเผื่อแผ่ให้ขยันขันแข็ง เป็นต้น 5. นิทานช่วยสะท้อนให้เห็นสภาพของสังคมในอดีตหลายๆด้าน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550 : 11-16) กล่าวว่า ความสำคัญ ของนิทานว่านิทาน เป็นสิ่งที่สำคัญ ต่อชีวิตทั้งและผู้ใหญ่ เพราะนอกจากนิทาน จะช่วยให้เด็กๆ มีความสุขสนุกหรรษาแล้ว ยัง เป็นโลกแห่งจินตนาการที่สมบูรณ์แบบที่คอยช่วยถักทอสายใยความรักความฝัน สานสัมพันธ์อันอบอุ่น
14 ความละมุนละไมในกลุ่มสมาชิกของครอบครัว อีกทั้งนิทานยังให้แง่คิดคติสอนใจ และปรัชญาชีวิตอันลำ ลึกแก่เด็ก นิทานมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก ดังนี้ 1. ช่วยพัฒนาเด็กทางด้านลักษณะชีวิต เด็กได้เรียนรู้ถึงลักษณะชีวิตที่ดีผ่านนิทานที่ ปรารถนาให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดีเช่น มีคุณธรรมจริยธรรม มีความกล้าหาญ มีความยุติธรรม 2. การพัฒนาเด็กด้านบุคลิกภาพ บุคลิกภาพเป็นองค์ประกอบที่มีอยู่มากในนิทานซึ่งเด็กจะ ได้รับรู้ถึงบุคลิกภาพที่ดีที่จะช่วยให้อยู่ในสังคมได้อย่างดีเช่น ความเชื่อมั่นการรักษาตนความสุภาพอ่อน น้อม ความมีมารยาทที่ดีความเป็นผู้นำ 3. การพัฒนาเด็กด้านความรู้และสติปัญญา 4. การพัฒนาเด็กในด้านทักษะและความสามารถ 5. การพัฒนาเด็กในด้านสุขภาพ นิทานเป็นกระบวนการหนึ่งที่กำหนดบทบาท ในด้าน สุขภาพให้เกิดแก่เด็ก เพราะเมื่อเด็ก ได้อ่านหรือ ฟังนิทานแล้วจะก่อให้เกิด การเรียนรู้ในการที่จะรักษา สุขภาพกายและสุขภาพจิตของตน ณิรัชญา ยี่สุ่นเรือง (2560 : 13) กล่าวว่า นิทานให้ความเพลิดเพลินสนุกสนาน และผ่อนคลาย ความเครียดสร้างเสริมจินตนา การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม กระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวสะท้อน ให้เห็นสภาพของสังคมในอดีตในหลาย ๆ ด้านช่วยพัฒนาเด็กทางคุณลักษณะ ชีวิตที่ดี สรุปได้ว่า ความสำคัญของนิทานให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และช่วยให้เด็กมีความสุข ให้แง่ คิดและคติสอนใจ การจัดประสบการณ์ให้เด็กโดยใช้นิทานเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการเล่านิทาน สามารถใช้ เป็นเครื่องมือในการพัฒนาและเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก 3.3 เทคนิควิธีของการเล่านิทาน การเล่านิทานให้สนุก และเป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟัง มีความจำเป็นที่ผู้เล่าจะต้องมีเทคนิคในการ เล่า ซึ่งเกิดจากการฝึกฝนอบรม จนเป็นทักษะ หรือเกิดจากความสามารถเฉพาะตัวที่มา แต่ดั้งเดิมทั้งนี้ หากครูในฐานะที่เป็นผู้เล่า มีความต้องการเป็นผู้เล่าที่ดีเก่ง มีความสามารถในการจูงใจนักเรียนที่เป็นผู้ฟัง ควรที่จะศึกษาค้นคว้าหาความรู้ทดลองปฏิบัติและเล่านิทานให้เด็กฟังอยู่เสมอเป็นประจำมีนักการศึกษา หลายท่านได้ให้ทรรศนะถึงหลักในการเล่านิทานให้ประสบผลสำเร็จไว้ดังนี้ จิระประภา บุณนิตย์และคณะ (2551: 53 – 58) กล่าวถึง ศิลปะการเล่านิทาน พอสรุปได้ดังนี้ 1. เสียงของผู้เล่า ต้องใช้เสียงตัวเองให้ได้ความหมายตามจุดประสงค์ เสียงชัดเจน ระดับ เสียง และจังหวะ เหมาะสมตามท้องเรื่อง
15 2. ท่าทางของผู้เล่า การทำท่าทางเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ควรทำเพียงเล็กน้อยเพียงเพื่อให้เด็ก เกิดมโนภาพ ไม่ควรเป็นการแสดงที่จริงจัง 3. จังหวะการพูด จะพูดช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องที่ เล่าจังหวะการพูด จะทำให้นิทานน่าสนใจช่องว่างระหว่างการพูด ทำให้เด็กใจจดใจจ่อว่า ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น 4. การเตรียมตัวล่วงหน้าของผู้เล่า เพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเรื่องจะดำเนินไปอย่างไร ผู้ เล่าควรจำเนื้อเรื่องในนิทานให้ได้ 5. การใช้สายตาทอดไปที่เด็ก เพื่อจะได้เห็นถึงความรู้สึกของผู้เล่า ที่ฉายออกมาทางดวงตา เวลาฟังนิทาน สายตาเด็กจะจับจ้องอยู่ที่ผู้เล่า 6. การใช้คำถาม ถามเด็กขณะเล่า เพื่อเป็นการดึงความสนใจของเด็กหลังจากที่เล่านิทานไป ได้ระยะหนึ่ง 7. ใช้สื่อประกอบการเล่านิทาน อาจเป็นการวาดภาพใช้ภาพประกอบใช้หุ่นหรือตุ๊กตา ประกอบจะทำให้บรรยากาศในการเล่านิทานสนุกสนานน่าสนใจยิ่งขึ้น เยาวลักษณ์สมบัตินิมิต (2553 : 33) กล่าวว่า เทคนิคการเล่าเรื่องมีหลากหลายรูปแบบซึ่งผู้ เล่าสามารถนำผลมาใช้เล่าให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หรือวัตถุประสงค์อีกทั้งผู้เล่าสามารถคิดประดิษฐ์ เทคนิคการเล่าแบบใหม่ ๆ เพื่อสนองวัตถุประสงค์ในการเล่าและทำให้การเล่านิทานั้นสนุกสนาน และ น่าสนใจยิ่งขึ้นซึ่งเทคนิคการเล่านิทานมีหลายเทคนิค ดังต่อไปนี้ 1. การเล่าปากเปล่า วิธีนี้จุดสนใจจะอยู่ที่ผู้เล่า ซึ่งต้องเตรียมตัวให้พร้อม เช่น อ่านเนื้อเรื่อง มาก่อน จับประเด็นที่สาระสำคัญของเรื่องไม่จำเป็นต้องเหมือนกับที่อ่านเสมอไปน้ำเสียงต้อง น่าฟัง มี อารมณ์ร่วมไปกับเรื่องที่เล่าบุคลิกของผู้เล่าต้องน่าสนใจไม่นิ่ง หรือหลุกหลิกจนเกินไปเสื้อผ้าที่สวมใส่ต้อง ทำให้เกิดความมั่นใจในการเคลื่อนไหว นอกจากนี้บรรยากาศในการเล่าก็สำคัญควรมีอากาศถ่ายเทไม่ร้อน หรือแออัดเกินไปมีความเงียบเพื่อให้ผู้ฟังเกิดสมาธิ 2. การเล่าโดยใช้หนังสือประกอบ วิธีนี้ผู้เล่าต้องอ่านนิทานให้ขึ้นใจศึกษาภาพประกอบว่า หน้าใดมีเนื้อหาอย่างไร การถือและพลิกหนังสือ ต้องไม่บังรูปภาพในหนังสือถือหนังสือในระดับที่ผู้ฟังเห็น ได้ชัดจัดที่นั่งให้เหมาะสม เพื่อจะได้เห็นภาพได้ทุกคนขนาดของภาพในหนังสือต้องมีขนาดที่มองเห็นได้ ชัดเจน 3. การเล่าโดยใช้ภาพประกอบ ต้องใช้ภาพที่มีขนาดเห็นได้ชัดเจนมีจำนวนภาพที่อาจปรับให้ พอเหมาะกับการเล่า การถือภาพ ให้ตัวหนังสือข้างหลังภาพอยู่ในระดับสายตาใช้มือข้างที่ถนัด ดึงภาพที่ แล้วมาสอดด้านหลัง
16 4. การเล่าโดยใช้สื่อใกล้ตัว เป็นการหยิบฉวยเอาของใกล้ตัวมาใช้เป็นสื่อเพราะเด็กสามารถ ใช้จินตนาการให้สอดคล้องกับเนื้อหาของนิทานนั้นๆ ได้สิ่งสำคัญอยู่ที่ผู้เล่าจะสามารถชักจูงให้ภาพคล้อย ตามเนื้อเรื่องในนิทานมากน้อยเพียงใด 5. เล่าโดยใช้ศิลปะ ได้แก่ เล่าไปพับไปโดยนำเอาขั้นตอนการพับกระดาษมาเล่าประกอบ นิทานเล่าไปตัดไปเป็นการเล่าที่ใช้การตัดกระดาษให้ออกมาเป็นตัวละครหรือฉากระหว่างที่ผู้เล่าจะตัด กระดาษออกเป็นรูปต่างๆ วาดไปเล่าไปวิธีนี้ผู้เล่าต้องมีความสามารถในการวาดรูปที่ฉับไวซึ่งควรมีการฝึก ณัฐวดี ศิลากรณ์ (2556 : 37) แบ่งรูปแบบของการเล่านิทานไว้ 8 ประเภทดังนี้ 1. การเล่านิทานปากเปล่า ผู้เล่าจะใช้คำพูดถ่ายทอดเรื่องราวด้วยเสียงตามธรรมชาติของ ตนเอง ผู้เล่าบางคนมีความสามารถพิเศษในการทำเสียงเลียนเสียงต่างๆ ช่วยให้นิทานน่าสนใจมากขึ้น 2. การเล่านิทานประกอบภาพวาด ในสมัยโบราณมีการเล่านิทานประกอบภาพวาดลงบน พื้นดิน พื้นทราย ฝาผนังของถ้ำ แผ่นหนัง ต่อมาเริ่มวาดลงบนกระดาษและผ้า 3. การเล่านิทานประกอบภาพ ผู้เล่าจะเตรียมหนังสือนิทานที่มีภาพประกอบสวย ๆ ให้ผู้ฟัง ได้ชมในขณะฟังนิทานหนังสือบางเล่มอาจมีเฉพาะภาพ แต่ไม่มีตัวอักษรผู้เล่าต้องเตรียมเนื้อเรื่องให้ สัมพันธ์กับภาพ 4. การเล่านิทานประกอบเส้นเชือก ผู้เล่าจะเตรียมเชือกนำปลายทั้ง 2 ข้างมาผูกติดกันใช้นิ้ว มือทั้ง 10 นิ้วทำเส้นเชือกเป็นรูปต่างๆ หรืออาจใช้เส้นเชือกวางเป็นรูปร่างต่างๆ บนกระดานหรือแผ่นใส 5. การเล่านิทานประกอบหุ่นประดิษฐ์ผู้เล่าจะเตรียมหุ่นให้สัมพันธ์กับเนื้อเรื่องขณะเล่า นิทานจะนำหุ่นออกมาแสดงประกอบหุ่นที่ใช้มีลักษณะหลากหลาย เช่น หุ่นถุงกระดาษ หุ่นกระบอก หุ่น ถุงเท้า หุ่นมือ เป็นต้น 6. การเล่านิทานประกอบหุ่นปะ ผู้เล่าต้องเตรียมกระดาษผ้าสำลีกระดานแม่เหล็ก หรือเวลา ที่จำลอง และเตรียมตัวละคร ที่ทำจากกระดาษด้านหลังติดกระดาษทรายสำหรับติดบนกระดานผ้าสำลีจะ ทำให้นิทานสนุกสนานยิ่งขึ้น 7. การเล่านิทานประกอบการพับผ้าเช็ดหน้า หรือการพับกระดาษ ผู้เล่าต้องเตรียมกระดาษ เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือ สี่เหลี่ยมผืนผ้า ขณะเล่านิทานครูต้องสาธิตการพับผ้า หรือกระดาษเป็นรูปสัตว์ รูปดอกไม้สิ่งของต่างๆ เด็กจะสนุกสนานทั้งยังได้ฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็กและสายตาไปด้วย 8. การเล่านิทานประกอบการร้องเพลง ผู้เล่าอาจนำนิทานมาเขียนใหม่ให้เป็นบทเพลง และ ใส่ทำนองกระตุ้นให้เด็กสนใจในเพลงคนไทยสมัยก่อนมักนำเนื้อหาของนิทานมาขับร้องทำให้เกิดความ ไพเราะในการใช้ภาษาเช่นตำนานดาวลูกไก่
17 เทคนิคการเล่านิทานเป็นสื่ออย่างหนึ่งในการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กปฐมวัยซึ่งการเล่า นิทานมีเทคนิคการเล่าที่หลากหลายรูปแบบ การเล่าแบบนิทานแบบปากเปล่า การเล่าโดยใช้หนังสือ เล่า โดยใช้ศิลปะ และการเล่านิทานประกอบสื่อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น และผู้เล่านิทานจะต้องทราบ เทคนิคพื้นฐานในการเล่านิทาน เช่น เล่าด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน ท่าทาง สายตา และอุปกรณ์ในการเล่าตาม ความเหมาะสม ที่สำคัญควรให้เด็กมีส่วนร่วมในการเล่านิทาน
18 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการศึกษาค้นคว้า การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วย เทคนิคที่หลากหลาย ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากรกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. ขั้นตอนในการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุระหว่าง 5 ปี ถึง 6 ปีที่กำลัง ศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 4 คน ของโรงเรียนบ้านท่า ม่าน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจาก ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้วิจัย 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือในการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ดังนี้ 1. แผนการประสบการณ์การจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย จำนวน 8 แผน 2. แบบประเมินทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ประกอบไปด้วย ตอนที่ 1 แบบประเมินทักษะการฟัง ตอนที่ 2 แบบประเมินทักษะการพูด 3. ขั้นตอนในการสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ 3.1 การสร้างแผนการจัดประสบการณ์นิทานส่งเสริมกระบวนการคิดที่สอดแทรกเทคนิคการเล่า นิทาน มีขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ของกระทรวงศึกษาธิการ
19 2. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการ และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ ทักษะการฟัง ทักษะการพูด และเทคนิคการเล่านิทานที่หลากหลาย 3. ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดทักษะการฟังและการพูดของเด็ก ปฐมวัย 4. จัดทำแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย โดยเลือกเล่านิทานที่มี คำศัพท์ง่าย และเหมาะสมกับเด็กปฐมวัยระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 8 แผน ในช่วงกิจกรรมนิทาน ส่งเสริมกระบวนการคิด โดยสอดแทรกเทคนิคการเล่านิทานมีรายละเอียด ดังนี้ 1. การเล่าโดยใช้หนังสือ Big book 2. การเล่าโดยหนังสือเล่มเล็ก 3. การเล่าประกอบฉาก 4. การเล่าไปวาดไป 5. การเล่าไปพับไป 6. การเล่าประกอบหุ่นมือ 7. การเล่าประกอบหุ่นนิ้วมือ 8. การเล่าเรื่องสั้น 5. นำแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ไปทดลองใช้กับนักเรียน ระดับชั้นบ้านหนูน้อย 4 สัปดาห์ๆ ละ 2 วัน วันละ 30 นาที 3.2 การสร้างแบบประเมินทักษะการฟังและการพูด มีการดำเนินตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบประเมินทักษะ การฟังและ การพูดของเด็กปฐมวัย 2. การสร้างแบบประเมินทักษะการฟังและการพูด โดยมีจำนวนทั้งหมด 20 ข้อ ซึ่งมี รายละเอียดดังนี้ ตอนที่ 1 แบบประเมินทักษะการฟัง แบบประเมินที่ 1.1 การเข้าใจความหมาย จำนวน 5 ข้อ แบบประเมินที่ 1.2 การฟังและปฏิบัติตามคำสั่ง จำนวน 5 ข้อ ตอนที่ 2 แบบประเมินทักษะการพูด แบบประเมินที่ 2.1 การบอกชื่อสิ่งต่างๆ จำนวน 5 ข้อ แบบประเมินที่ 2.2 การพูดและแสดงท่าทางแบบง่าย จำนวน 5 ข้อ
20 3. จัดทำแบบประเมินทักษะการฟังและการพูดฉบับสมบูรณ์ และจัดทำคู่มือ แบบประเมินทักษะ การฟังและการพูด 3. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีดำเนินการทดลอง การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการทดลองในปีการศึกษา 2565 ทำการทดลองเป็นเวลา 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 30 นาทีรวมทั้งสิ้น 8 ครั้ง ซึ่งมีลำดับขั้นตอน ดังนี้ 1. ผู้วิจัยใช้แบบประเมินทักษะการฟังและการพูดเด็กปฐมวัยเพื่อทราบ ทักษะในการฟังและการ พูดของเด็กปฐมวัยก่อนการทดลอง (Pre-test) 2. ผู้วิจัยดำเนินการทดลองในกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลายใช้เวลา ทดลอง 4 สัปดาห์สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 30 นาทีรวมทั้งสิ้น 8 ครั้ง 3. เมื่อดำเนินการทดลองครบ 8 ครั้ง ผู้วิจัยทำการทดสอบหลังการทดลอง (Pos-ttest) กับกลุ่ม ตัวอย่าง โดยใช้แบบประเมินทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ชุดเดียวกันกับแบบทดสอบที่ใช้ ทดสอบก่อนการทดลอง 4. นำคะแนนที่ได้จากการทดสอบไปทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติและค่าเฉลี่ย
21 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลคะแนนแบบประเมินทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย การวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนนี้ ผู้วิจัยได้นำคะแนนจากแบบประเมินทักษะการฟังและการพูด ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมมาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ตารางที่ 1 ตารางแสดงผลการประเมินทักษะการฟังก่อนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่ หลากหลาย ลำดับ ชื่อ - นามสกุล การเข้าใจความหมาย การฟังและปฏิบัติตามคำสั่ง ข้อที่ 1เด็กชี้รูปผลไม้ที่มีเปลือกสีเหลือง ข้อที่ 2 ให้เด็กชี้รูปแครอทสีส้ม ข้อที่ 3 ให้เด็กชี้รูปภาพสัตว์ที่ตัวใหญ่ มี งวง มีงา ข้อที่ 4 ให้เด็กชี้รูปภาพอวัยวะที่ใช้ใน การมองดูสิ่งต่างๆ ข้อที่ 5 ให้เด็กชี้รูปเด็กที่มีใบหน้ายิ้ม ข้อที่ 1 ให้เด็กชี้ปากอยู่ตรงไหน ข้อที่ 2 ให้เด็กหยิบตุ๊กตาสีเขียวให้ คุณครู ข้อที่ 3 ให้เด็กต่อบล็อกไม้เป็นหอสูง 4 ชั้นข้อที่ 4 ให้เด็กทำหน้ายิ้ม ข้อที่ 5 ให้เด็กกอดเพื่อนหรือครูเพื่อ แสดงความรัก 1 ด.ช. ชนกันต์ ศรีวิราช 3 2 2 2 2 2 2 2 2 2 2 ด.ช. ปกกรณ์ เงินพะช่อ 1 2 2 1 2 2 2 3 2 2 3 ด.ญ. อมรินทร์ เพ็งเรือง 2 2 2 2 2 2 2 3 2 2 4 ด.ญ. สุกัญญา ใจกล้า 2 3 2 2 2 2 2 2 3 2 รวมทั้งสิ้น 8 9 8 7 8 8 8 10 9 8 ค่าเฉลี่ย 2 2. 25 2 1.75 2 2 2 2.5 2. 25 2 ค่าเฉลี่ยร้อยละ รวม 72.5
22 ตารางที่ 2 ตารางแสดงผลการประเมินทักษะการพูดก่อนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่ หลากหลาย จากตารางที่ 1 และ 2 พบว่า นักเรียนก่อนได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่ หลากหลายมีผลประเมินทักษะการฟังและการพูดก่อนการจัดกิจกรรมมีคะแนนเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 72.5 และ 68.33 อยู่ในระดับ พอใช้ ลำดับ ชื่อ - นามสกุล บอกชื่อสิ่งต่างๆ การพูดและแสดงท่าทางแบบ ง่าย ข้อที่ 1ให้เด็กดูรูปภาพแล้วบอกว่าเป็น ภาพผลไม้อะไรบ้าง ข้อที่ 2 ให้เด็กดูรูปภาพแล้วบอกว่าเป็น ภาพสัตว์อะไร ข้อที่ 3 ให้เด็กดูรูปภาพแล้วบอกว่าเป็น ภาพอะไร ข้อที่ 4 ให้เด็กดูรูปภาพแล้วบอกว่าเป็น ภาพอะไร ข้อที่ 5 ให้เด็กดูรูปภาพแล้วบอกว่าภาพ นั้นกำลังทำไรอะไร ข้อที่ 1 ให้เด็กสวัสดีครับ/สวัสดีค่ะ ข้อที่ 2 ให้เด็กโบกมือลา บ๊าย บาย ข้อที่ 3ให้เด็กทำท่าทางโกรธ ข้อที่ 4 เด็กแสดงพฤติกรรมส่ายหน้า หรือพูดว่ไม่ เมื่อไม่พอใจสิ่งของนั้น ข้อที่ 5 ใให้เด็กแสดงใบหน้ายิ้ม 1 ด.ช. ชนกันต์ ศรีวิราช 2 2 3 2 2 2 3 1 2 3 2 ด.ช. ปกกรณ์ เงินพะช่อ 2 2 1 2 1 2 2 1 2 2 3 ด.ญ. อมรินทร์ เพ็งเรือง 2 3 2 1 1 2 3 1 2 3 4 ด.ญ. สุกัญญา ใจกล้า 2 2 2 2 2 2 3 1 2 3 รวมทั้งสิ้น 8 9 8 7 6 8 8 4 8 10 ค่าเฉลี่ย 2 2.25 2 1. 75 1.5 2 2 1 2 2.5 ค่าเฉลี่ยร้อยละ รวม 68.33
23 ตารางที่ 3 ผลการทักษะการฟังหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ลำดับ ชื่อ - นามสกุล การเข้าใจความหมาย การฟังและปฏิบัติตามคำสั่ง ข้อที่ 1เด็กชี้รูปผลไม้ที่มีเปลือกสีเหลือง ข้อที่ 2 ให้เด็กชี้รูปแครอทสีส้ม ข้อที่ 3 ให้เด็กชี้รูปภาพสัตว์ที่ตัวใหญ่ มี งวง มีงา ข้อที่ 4 ให้เด็กชี้รูปภาพอวัยวะที่ใช้ใน การมองดูสิ่งต่างๆ ข้อที่ 5 ให้เด็กชี้รูปเด็กที่มีใบหน้ายิ้ม ข้อที่ 1 ให้เด็กชี้ปากอยู่ตรงไหน ข้อที่ 2 ให้เด็กหยิบตุ๊กตาสีเขียวให้ คุณครู ข้อที่ 3 ให้เด็กต่อบล็อกไม้เป็นหอสูง 4 ชั้นข้อที่ 4 ให้เด็กทำหน้ายิ้ม ข้อที่ 5 ให้เด็กกอดเพื่อนหรือครูเพื่อ แสดงความรัก 1 ด.ช. ชนกันต์ ศรีวิราช 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 2 ด.ช. ปกกรณ์ เงินพะช่อ 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 ด.ญ. อมรินทร์ เพ็งเรือง 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 4 ด.ญ. สุกัญญา ใจกล้า 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 รวมทั้งสิ้น 12 12 12 12 12 12 12 12 12 12 ค่าเฉลี่ย 3 3 3 3 3 3 3 3 3 3 ค่าเฉลี่ยร้อยละ รวม 100
24 ตารางที่ 4 ผลการทักษะการฟังหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย จากตารางที่ 3 และ 4 พบว่า นักเรียนหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่ หลากหลายมีผลประเมินทักษะการฟังและการพูดหลังการจัดกิจกรรมมีคะแนนเฉลี่ยโดยรวม เท่ากับ 100 และ 98.33 อยู่ในระดับ ดีมาก ตอนที่ 2 การเปรียบเทียบคะแนนทักษะการฟังและการพูด ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม การ เล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย การวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนนี้ ผู้วิจัยได้นำคะแนนจากแบบประเมินทักษะการฟังละการพูดของ เด็กปฐมวัย มาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย และค่าความแตกต่าง โดยใช้ t-test ทดสอบค่านัยสำคัญทางสถิติ ดัง แสดงตารางที่ 5 ลำดับ ชื่อ - นามสกุล บอกชื่อสิ่งต่างๆ การพูดและแสดงท่าทางแบบง่าย ข้อที่ 1ให้เด็กดูรูปภาพแล้วบอกว่าเป็น ภาพผลไม้อะไรบ้าง ข้อที่ 2 ให้เด็กดูรูปภาพแล้วบอกว่าเป็น ภาพสัตว์อะไร ข้อที่ 3 ให้เด็กดูรูปภาพแล้วบอกว่าเป็น ภาพอะไร ข้อที่ 4 ให้เด็กดูรูปภาพแล้วบอกว่าเป็น ภาพอะไร ข้อที่ 5 ให้เด็กดูรูปภาพแล้วบอกว่าภาพ นั้นกำลังทำไรอะไร ข้อที่ 1 ให้เด็กสวัสดีครับ/สวัสดีค่ะ ข้อที่ 2 ให้เด็กโบกมือลา บ๊าย บาย ข้อที่ 3ให้เด็กทำท่าทางโกรธ ข้อที่ 4 เด็กแสดงพฤติกรรมส่ายหน้า หรือพูดวไม่ เมื่อไม่พอใจสิ่งของนั้น ข้อที่ 5 ใให้เด็กแสดงใบหน้ายิ้ม 1 ด.ช. ชนกันต์ ศรีวิราช 3 3 3 3 3 3 3 ๓ ๓ 3 2 ด.ช. ปกกรณ์ เงินพะช่อ 2 3 3 3 3 3 3 3 ๓ 3 3 ด.ญ. อมรินทร์ เพ็งเรือง 3 3 3 3 2 3 3 ๓ 3 3 4 ด.ญ. สุกัญญา ใจกล้า 3 3 3 3 3 3 3 3 ๓ 3 รวมทั้งสิ้น ๑๑ ๑๒ ๑๒ ๑๒ ๑๑ ๑ ๒ ๑๒ ๑๒ ๑๒ ๑๒ ค่าเฉลี่ย ๒.๗๕ ๓ ๓ ๓ ๒. ๗๕ ๓ ๓ ๓ ๓ ๓ ค่าเฉลี่ยร้อยละ รวม 98.33
25 ตารางที่5 การเปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูดก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วย เทคนิคที่หลากหลาย ทักษะการฟังและการพูด จำนวน ค่าเฉลี่ย ระดับ ก่อนจัดกิจกรรม 4 70.41 พอใช้ หลังจัดกิจกรรม 4 99.16 ดีมาก ** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 5 การเปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูดก่อนและหลังการจัดกิจกรรม พบว่า คะแนนก่อนเรียนของผู้เรียนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 72.5 และ 68.33 คะแนนหลังเรียนของผู้เรียนมีค่าเฉลี่ย ร้อยละ เท่ากับ เท่ากับ 100 และ 98.33 ดังนั้นสรุปได้ว่า เมื่อตรวจสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยร้อย ละจากการเรียนทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่ หลากหลาย พบว่า คะแนนเฉลี่ยร้อยละ หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05
26 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ผู้วิจัยใช้กลุ่มทดลองกลุ่มเดียว เพื่อพัฒนาทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่ หลากหลายเป็นแนวทางในการส่งเสริมทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย พัฒนาการจัดกิจกรรม การเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลายสำหรับครูเพื่อพัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ ของเด็กปฐมวัยต่อไปซึ่ง ลำดับขั้นตอนของการวิจัยและผลของการวิจัยโดยสรุป ดังนี้ สรุปผลการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อพัฒนาทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการ จัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคการเล่าที่หลากหลาย พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการ เล่านิทานด้วยเทคนิคการเล่าที่หลากหลาย โดยรวม มีค่าเฉลี่ยร้อยละ เท่ากับ 70.41 อยู่ในระดับ พอใช้ และหลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลายแล้ว มีทักษะการฟังและการ พูด โดยมีค่าเฉลี่ยร้อยละเท่ากับ 99.16 อยู่ในระดับ ดีมาก และ เมื่อตรวจสอบความแตกต่างระหว่าง ค่าเฉลี่ยก่อนและหลัง การจัดกิจกรรม พบว่า มีความแตกต่างกันที่นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มี ค่าเฉลี่ยของคะแนนทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัด กิจกรรม อภิปรายผล การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาและเปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูดของเด็ก ปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ซึ่งสามารถอภิปราย ผลการวิจัยได้ ดังนี้ 1. เด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลายมีทักษะการฟัง และการพูดสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วย เทคนิคที่หลากหลายมีทักษะการฟังและการพูดสูงขึ้นที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากผู้วิจัยได้เล่านิทานด้วยเทคนิค ที่หลากหลาย เพื่อให้เด็กได้ฟังเนื้อหาในนิทานทำให้เด็กเข้าใจความหมายของคำและยังได้รับความ สนุกสนานเพลิดเพลินจากนิทานอีกด้วย และจากการได้ฟังการสนทนาพูดคุย เกี่ยวกับฟังนิทาน เป็นการ
27 เพิ่มเติมประสบการณ์การเรียนรู้ทักษะทางด้านการฟังและการพูดให้กับเด็กปฐมวัย ซึ่งสอดคล้องกับ กุล ยา ตันติผลาชีวะ (2551: 146) ได้กล่าวว่า การฟังของเด็กเป็นการรับรู้เรื่องราวด้วยประสาทสัมผัสทางหูที่ เด็กจะนำไปสร้างเสริมพัฒนาการทางภาษามากกว่าการใช้เพื่อพัฒนาปัญญาเด็กจะเก็บคำพูด เรื่องราว จากสิ่งที่ฟังมาสานต่อเป็นคำศัพท์ เป็นประโยค ที่ถ่ายทอดไปสู่การพูดถ้าเรื่องราวที่เด็กได้ฟังมีความ ชัดเจนง่ายต่อการเข้าใจเด็กจะได้คำศัพท์และมีความสามารถเพิ่มขึ้น จากการที่ผู้วิจัยได้ให้เด็กฟังนิทาน หน่วยลองชิมดูเพื่อรู้รส ได้แก่ นิทานเรื่อง ปิกนิกที่เมืองแชมพู และนิทานเรื่อง หนูนิดซื้อผลไม้ หน่วย ร่างกายสื่อภาษา ได้แก่ นิทานเรื่อง ลูกลิงสวัสดี และนิทานเรื่อง ขอโทษอย่าโกรธนะจ๊ะ ขณะที่เด็กฟัง นิทานต้องใช้สมาธิตั้งใจจดจำ สิ่งที่ได้ยิน สามารถพูดตอบเป็นคำที่มีความหมาย พูดประโยคเป็นคำพูด ง่ายๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจได้เช่น กินแตงโม ใส่เสื้อ กล้วยสีเหลือง ผู้วิจัยจึงฝึกให้เด็กฝึกพูดเป็นคำพร้อม ความหมาย และเลียนแบบเสียง แบบเสียงพูด การเลียนแบบทำท่าทางต่างๆ เช่น ทำทางทางเลียนแบบ เสียงสัตว์ การแสดงความรักโดยการกอด การสวัสดี เป็นต้น ดังนั้น ครูจึงมีบทบาทสำคัญช่วยในการ กระตุ้นคอยชี้แนะ ชมเชย ให้เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระในการฟังและการพูด โดยจัดบรรยากาศและ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเอื้อต่อการเรียนรู้ตามความสนใจของเด็กจะช่วยส่งผลให้การเรียนรู้ได้อย่างมี ความสุข ซึ่งสอดคล้องกับ สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2550: อ้างอิงจาก Bruner. 1960: 60) ที่กล่าวว่า การส่งเสริมและการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กเป็นสิ่งจำเป็นในการเป็นแรงเสริมให้เกิด การเรียนรู้สำหรับเด็ก เนื่องจากเด็กเริ่มเรียนรู้ภาษาจากการฟังแล้วเลียนแบบเสียงมาเป็นภาษาพูด ถ้าเด็ก ได้รับการฝึกฝนและได้รับการแนะนำอย่างถูกต้อง เด็กจะมีทักษะการฟังและการพูดได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 2. การเปรียบเทียบเด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย มีทักษะการฟังและการพูดสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ว่าเด็กปฐมวัยได้รับการจัดกิจกรรมการ เล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลายมีทักษะการฟังและการพูดสูงขึ้น โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้ ด้านการเข้าใจความหมาย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิค ที่หลากหลาย พบว่า หลังการจัดกิจกรรม เด็กมีความสามารถด้านการเข้าใจความหมายสูงกว่าก่อนการจัด กิจกรรมที่เป็นเช่นนี้เพราะ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้ฟังนิทาน การสนทนาพูดคุย ฟังเพลง และที่สำคัญ เด็กได้ฟังปริศนาคำทาย ซึ่งทำให้เด็กจดจำและเข้าใจได้ง่ายในขณะที่ฟังเด็กต้องใช้สมาธิจดจำ สิ่งที่ได้ยิน มาสานต่อเป็นคำศัพท์เป็นประโยค ที่ถ่ายทอดไปสู่การพูด ซึ่งเด็กจะได้ยินคำถามจากเนื้อหาในนิทาน และปริศนาคำทาย เด็กจะรู้ความหมายของคำนั้นๆ จากการได้ยินไปสู่การพูดต่อไป ด้านการฟังและการปฏิบัติตามคำสั่ง ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน ด้วยเทคนิคที่หลากหลาย พบว่า หลังการจัดกิจกรรม เด็กมีความสามารถด้านการฟังและการปฏิบัติตาม
28 คำสั่งสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมที่เป็นเช่นนี้เพราะ การให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครูมีการ ติดต่อสื่อสารที่เกิดจากการฟังการให้เด็กได้ปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกันในการทำกิจกรรม เช่น การแสดง ท่าทางประกอบเพลง และพูดปริศนาคำทาย คิดหาคำตอบฟังการเล่าเรื่องเกี่ยวกับคำตอบในปริศนาคำ ทาย ซึ่งจากการที่เด็กได้ฟังและปฏิบัติตามต่อเนื่องเป็นเวลา 4 สัปดาห์จะช่วยส่งผลในด้านการฟังทำให้ เด็กฟังคำสั่งได้เข้าใจ สามารถปฏิบัติตามได้ถูกต้อง ด้านการบอกสิ่งต่างๆ ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่ หลากหลาย พบว่า เด็กมีความสามารถด้านการบอกสิ่งต่างๆ พบว่า หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการ จัดกิจกรรมที่เป็นเช่นนี้เพราะ การจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลายเป็น การเปิดโอกาส ให้เด็กพูดแสดงออกอย่างอิสระจากการตอบคำตอบจากปริศนาคำทาย การพูดชื่อสัตว์ ผลไม้ และสิ่งต่างๆ ที่เห็นได้จากนิทาน การร่วมแสดงความคิดเห็น พูดคุยซักถามโต้ตอบกันระหว่างฟังนิทาน ซึ่งการที่เด็กได้ ฝึกพูดบ่อยๆ จะช่วยส่งเสริมให้เด็กกล้าพูด กล้าแสดงออกส่งผลต่อด้านการพูดในด้านการบอกสิ่งต่างๆ ด้านการพูดและการแสดงท่าทางแบบง่าย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการจัดกิจกรรมการเล่า นิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย พบว่า เด็กมีความสามารถด้านการพูดและการแสดงท่าทางแบบง่าย พบว่า หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมที่เป็นเช่นนี้เพราะ ครูฝึกให้เด็กพุดและแสดงท่าทาง ตามเนื้อหาในนิทาน หรือแสดงท่าทางอย่างอิสระ เช่น การยิ้ม โกรธ ร้องไห้ สวัสดี ขอบคุณ การแสดง ความรัก การปฏิเสธ โดยการส่ายหน้า เป็นต้น เด็กจึงสามารถสื่อสารให้ผู้อื่นได้เข้าใจ ดังนั้น เมื่อผู้วิจัยได้นำกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลายมาเล่า พบว่า เด็กให้ความ สนใจและมีความกระตือรือร้นที่จะเข้าใจความหมายของคำศัพท์มากขึ้น มีความมั่นใจในการตอบคำถาม มากขึ้นสามารถจดจำคำศัพท์ใหม่ ๆ อีกทั้งนำไปปฏิบัติตามคำสั่งและใช้ได้อย่างถูกต้องจึงส่งผลให้หลังการ จัดกิจกรรมมีค่าเฉลี่ยทักษะการฟังเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ (นงลักษณ์ งามขำ 2551) ที่กล่าวว่า ทักษะ การฟังเริ่มจากการฟังเสียงคนใกล้ชิดมาเป็นการฟังและปฏิบัติตามคำสั่งได้ การฟังเรื่องสั้น สามารถ ถ่ายทอดให้ผู้อื่นรับฟังได้ ซึ่ง การพัฒนาทักษะการฟังจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ผู้สอนจะต้องสอนให้เด็กรู้จัก การเข้าใจความหมาย การสอนทักษะการฟังปฏิบัติตามคำสั่งได้ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อจะช่วยให้เด็ก ปฐมวัยเรียนรู้และพัฒนาทักษะการฟังได้ดีขึ้น เด็กให้ความสนใจและมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่ง ต่างๆ รอบตัวเด็กและการแสดงท่าทาง เลียนแบบเสียง ซึ่งเด็กให้ความสนใจ และมีแรงจูงใจในการตอบ คำถามและเรียบเรียงคพูดให้เป็นประโยคได้อย่างถูกต้องชัดเจนมากขึ้น และนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องจึง ส่งผลให้หลังการจัดกิจกรรมมีค่าเฉลี่ยทักษะการฟังเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับ (ณัฐวดี ศิลากรณ์ 2556 อ้างอิงใน ปริศนา สิริอาชา) ที่กล่าวว่า การจะช่วยให้เด็กมีทักษะในการพูด คือ การพูดคุยกับเด็กบ่อยๆ คำพูดต่างๆ ของเด็กมักเป็นคำที่ได้รับมาจากผู้ใกล้ชิด หลังจากนั้นเด็กจึงเริ่มเรียนรู้คำต่างๆ เอง ดังนั้น
29 การพูดของครูซึ่งเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับเด็ก จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เช่น การสอนให้เด็กรู้จักความหมาย ของ คำ การสอนคำจากท่าทางการสอน โดยการอ่านนิทานให้ฟัง และการหัดให้เด็กได้พูดคุยสนทนาตอบ คำถาม เป็นต้น ดังนั้นสรุปได้ว่า การเปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัย โดยกิจกรรมการเล่า นิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย พบว่า ทักษะการฟัง เรื่องของการเข้าใจความหมาย การฟังและปฏิบัติ ตามคำสั่ง ทักษะการพูด เรื่องของการบอกชื่อสิ่งต่างๆ การพูดและแสดงท่าทางแบบง่าย หลังการจัด กิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับที่ .05 ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ในการศึกษาครั้งต่อไป ควรมีการจัดกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย เพื่อ พัฒนาทักษะอื่น ๆ เช่น ทักษะการอ่าน ทักษะการเขียน 2. ควรมีการจัดกิจกรรมเสริมทักษะการฟังและการพูดโดยใช้เทคนิควิธีการใหม่ ๆ ใช้สื่อที่ทำให้ เด็กเกิดความสนใจและตื่นเต้น เช่น สื่อจริงที่เด็กสามารถสัมผัสได้และสื่อที่ทันสมัยที่เด็กสนใจ เป็นต้น 3. ควรมีการเปรียบเทียบทักษะการฟังและการพูด โดยใช้เทคนิควิธีอื่น เช่น ปริศนาคำทาย การ ใช้บัตรคำประกอบภาพ เกมการศึกษา และการเล่นบทบาทสมมติ เป็นต้น
30 บรรณานุกรม
31 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2552).สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว. เกตน์นิภา ฮาดคันทุง. (2561). การพัฒนาการจัดประสบการณ์โดยการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่ หลากหลายเพื่อส่งเสริมทักษะทางด้านการฟังและการพูดสำหรับเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้ใช้ ภาษาไทยเป็นภาษาแม่. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยนเรศวน. กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2551). ความหมายของการพูด. กรุงเทพฯ : โชติสุขการพิมพ์. จารุณี ศรีเผือก (2554). การเปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยทีมีระดับความฉลาด ทางอารมณ์ ต่างกัน หลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบภาพด้วยการตอบคําถาม และด้วยการแสดงบทบาทสมมติ. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. พระนครศรีอยุธยา มหาวิทยาลัย ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. ณิรัชญา ยี่สุ่นเรือง. (2560).การพัฒนาทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย โดยการใช้กิจกรรมการล่า นิทานประกอบภาพ. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. ณัฐวดี ศิลากรณ์. (2556). ความสามารถทางการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเล่า นิทานประกอบหุ่น. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิตสาขาวิชาการศึกษา ปฐมวัย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พัณณ์ชิตา สิรภัทรศรีเสมอ. (2555). ผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบภาพที่มีต่อการรับรู้ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเด็กปฐมวัย. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏไลยอลงกรณ์. เยาวลักษณ์ สมบัตินิมิต. (2553). ผลการเล่านิทานเชิงคณิตที มีผลต่อทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์เด็กปฐมวัย โรงเรียนปริยัติรังสรรค์ จังหวัดเพชรบรีุ . วิทยานิพนธ์ปริญญาครุ ศาสตร มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี. ลัดดา บุญมาวรรณ แลคณะ. (2560). การจัดประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการเล่านิทานแบบเล่าซ้ำ เพื่อพัฒนาความสามารถ ด้านการจับใจความและการพูดสื่อสารของเด็กปฐมวัย. คณะครุ ศาสตร์ : มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย. สุพัตรา บุ่งง้าว. (2560). การใช้นิทานภาพเพื่อพัฒนาทักษะการฟังและการพูด. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. สุภาจิรา สมศรี. (2560). การพัฒนาทักษะการฟังของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมการเล่านิทาน
32 ภาคผนวก
33 กิจกรรมการเล่านิทานส่งเสริมกระบวนการคิด (เทคนิคการเล่านิทานหนังสือBig book)
34 กิจกรรมการเล่านิทานส่งเสริมกระบวนการคิด (เทคนิคการเล่านิทานหนังสือเล่มเล็ก)
35 กิจกรรมการเล่านิทานส่งเสริมกระบวนการคิด (เทคนิคการเล่านิทานประกอบฉาก)
36 กิจกรรมการเล่านิทานส่งเสริมกระบวนการคิด (เทคนิคการเล่านิทานเล่าไปวาดไป)
37 กิจกรรมการเล่านิทานส่งเสริมกระบวนการคิด (เทคนิคการเล่านิทานเล่าไปพับไป)
38 กิจกรรมการเล่านิทานส่งเสริมกระบวนการคิด (เทคนิคการเล่านิทานหุ่นมือ)
39 กิจกรรมการเล่านิทานส่งเสริมกระบวนการคิด (เทคนิคการเล่านิทานเรื่องสั้น)
40 กิจกรรมการเล่านิทานส่งเสริมกระบวนการคิด (เทคนิคการเล่านิทานหุ่นนิ้วมือ)
41 เรื่อง การพฒันาทกัษะการฟังและการพดูของ เด็กปฐมวัย โดยกิจกรรมการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565