1 เอกสารประกอบการเรยี น
วชิ า วิทยาศาสตรเ์ พือ่ งานธุรกจิ และบริการ
1 รหสั 3000-1305
1
1
จัดทำโดย
นางสาวดวงใจ จำปาหอม
วิทยาลยั อาชวี ศึกษาเพชรบรุ ี
สำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา
2
แผนการจดั การเรยี นรูแ้ บบฐานสมรรถนะ
หลกั สตู ร ประกาศนียบตั รวชิ าชพี ชนั้ สูง
ประเภทวชิ า สามญั สัมพนั ธ์
สาขาวิชา วิชาชีพพ้นื ฐาน
รหัสวชิ า 3000-1305 วชิ า วทิ ยาศาสตร์เพอื่ งานธรุ กิจและบรกิ าร
จดั ทำโดย
นางสาวดวงใจ จำปาหอม
แผนกวชิ าสามัญสัมพันธ์
วิทยาลยั อาชีวศึกษาเพชรบุรี
สำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
3
คำนำ
แผนการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์เพ่ืองานธุรกิจและบริการ รหัส 3000-1305 จัดทำข้ึนตรงตาม
จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคำอธิบายรายวิชา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นสูง
พุทธศักราช 2557 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีเน้ือหา ประกอบด้วย 10 หน่วยการ
เรียนรู้ ได้แก่ ไฟฟ้าและแสงสว่าง เครอ่ื งใชไ้ ฟฟ้าในบา้ นและสำนกั งาน การเกบ็ รักษาสนิ ค้า การใช้พลังงาน
เพอ่ื การขนส่ง การอนุรกั ษพ์ ลงั งานและสิ่งแวดล้อม สารละลาย ปฏิกริ ิยาเคมี สารเคมที ี่ใช้ในชีวติ ประจำปัน
สารสังเคราะหแ์ ละผลิตภณั ฑ์ มีกิจกรรมและแนวทางในการประเมินผลการเรียนรู้ ส่งเสรมิ การคิดวเิ คราะห์
เชิงสร้างสรรค์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ท่ี สามารถนำไปประยุกต์ในในชีวิตจริงเพ่ืองาน
อาชีพธุรกจิ และบริการ
หวังเปน็ อย่างยง่ิ ว่าแผนการเรียนรู้ฉบบั นี้ จะเปน็ ประโยชนอ์ ย่างยิ่งในการพัฒนาการเรยี นรู้ ความเข้าใจ
และพฤติกรรมของผูเ้ รยี นใหบ้ รรลุตามจุดประสงคร์ ายวชิ า และสมรรถนะรายวิชา
ลงช่อื ................................................................
(นางสาวดวงใจ จำปาหอม)
4
แผนการจดั การเรียนรู้ หน่วยท่ี 1
หลกั สูตร ประกาศนียบัตรวชิ าชีพชั้นสูง สอนครั้งที่ 2-3 (5-8)
รหสั 3000-1305 วิทยาศาสตรเ์ พอื่ งานธุรกจิ และบริการ ท-ป-น 2-2-3
ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ แหลง่ กำเนดิ ไฟฟ้าและอปุ กรณ์ไฟฟ้า ทฤษฎี 2 ชม. ปฎิบัติ 2 ชม.
1. สาระสำคัญ
ในชีวิตประจำวันของเราตอ้ งเก่ยี วข้องกบั พลังงานไฟฟ้าอยู่เสมอ ในปจั จุบันเรานำพลังงานไฟฟ้ามาใชใ้ น
ชวี ิตประจำวันมากมาย การเรียนรู้เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า แหล่งกำเนิดไฟฟ้า วงจรไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าภายใน
บ้าน จึงมีความจำเป็นต่อเราเป็นอย่างยิ่ง เพ่ือให้สามารถใช้ไฟฟ้าได้อย่างถูกวิธีและระมัดระวังในการใช้งาน
เพอ่ื ความปลอดภัยต่อชวี ติ และปอ้ งกนั ภยั จากไฟร่วั และการเกดิ อคั คีภยั จากไฟฟ้าลัดวงจรได้
2. สมรรถนะประจำหน่วย
1. แสดงความรูเ้ กี่ยวกับไฟฟ้าและเครื่องใชไ้ ฟฟา้ ในบ้านและสำนักงาน การเกบ็ รักษาสินคา้ การใช้
พลงั งานเพ่ือการขนสง่ การอนุรกั ษพ์ ลังงานและสงิ่ แวดลอ้ ม สารละลายปฏิกิรยิ าเคมี สารเคมที ่ใี ช้ใน
ชวี ิตประจำวนั และสำนักงาน สารสังเคราะหแ์ ละผลติ ภณั ฑ์
2. คำนวณข้อมูลเกีย่ วกบั ไฟฟ้าและพลังงานตามหลักการ
3. ประยกุ ตใ์ ช้ความรจู้ ากการศึกษาวทิ ยาศาสตรง์ านธุรกจิ และบรกิ ารในงานอาชีพ
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธบิ ายหลักการเกิดกระแสไฟฟา้ จากแหลง่ กำเนดิ ไฟฟ้าชนดิ ตา่ งๆ ได้
2. อธบิ ายหนา้ ทีข่ องอปุ กรณ์ไฟฟา้ ในวงจรไฟฟา้ ในบ้านได้
3. มกี ารพฒั นาคุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงคข์ องผสู้ ำเร็จการศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา ทค่ี รูสามารถสงั เกตได้ขณะทำการสอนในเรื่อง
3.1 ความมีมนุษยสมั พันธ์
3.2 ความมวี นิ ัย
3.3 ความรับผดิ ชอบ
3.4 ความซื่อสตั ยส์ จุ ริต
3.5 ความเช่ือม่ันในตนเอง
3.6 การประหยัด
3.7 ความสนใจใฝ่รู้
3.8 การละเว้นสิง่ เสพติดและการพนัน
3.9 ความรกั สามัคคี
3.10 ความกตัญญูกตเวที
4. สาระการเรียนรู้
1.แหลง่ กำเนดิ ไฟฟ้า
2.อุปกรณ์ไฟฟา้
5
5. กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สัปดาหท์ ี่...2-3........)
ขนั้ นำเขา้ ส่บู ทเรียน
1.ครสู นทนากับผูเ้ รยี นเก่ยี วกับพลงั งานไฟฟ้าซง่ึ ถูกนำมาใช้ในชวี ติ ประจำวนั มากมายดงั นั้นการเรยี นรู้
เก่ียวกับพลงั งานไฟฟ้า แหลง่ กำเนดิ ไฟฟา้ วงจรไฟฟ้า อุปกรณไ์ ฟฟา้ ภายในบ้าน จงึ มคี วามจำเป็นตอ่ เราเป็น
อยา่ งย่งิ เพื่อให้สามารถใช้ไฟฟ้าได้อย่างถูกวธิ ีและระมัดระวงั ในการใชง้ าน เพ่ือความปลอดภยั ต่อชีวติ และ
ปอ้ งกนั ภยั จากไฟรว่ั และการเกิดอัคคภี ัยจากไฟฟา้ ลดั วงจรได้
2.ผู้เรยี นยกตัวอยา่ งความสำคัญของพลงั งานไฟฟา้ วา่ มีความสำคญั ต่อการดำรงชีวติ ของผูเ้ รียนอย่างไร
3.ครเู ปดิ วิดีทศั น์ ทแี่ สดงการเกดิ ไฟฟ้าสถติ (Static Electricity) จากการนำแทง่ อำพันมาถกู ับผ้าขน
สตั ว์ โดยพบว่าแท่งอำพนั จะมีอำนาจในการดดู สง่ิ ต่างๆ ท่ีมีนา้ํ หนักเบาได้ เชน่ เศษกระดาษ และเส้นผม
ขั้นสอน
4.ครใู ช้สื่อ Power Point ประกอบการอธิบายการเกิดกระแสไฟฟ้า ซ่งึ กระแสไฟฟ้าเกิดจากการเคลอ่ื นท่ี
ของอนภุ าคอิเล็กตรอนท่ีอยใู่ นลวดตัวนำทน่ี ำมาต่อระหว่าง 2 จดุ ที่มีความตา่ งศักยไ์ ฟฟ้า ซ่ึงอเิ ลก็ ตรอนจะ
เคล่ือนทีจ่ ากจดุ ที่มีศักย์ไฟฟ้าตำ่ หรือขวั้ ลบไปยังจดุ ทีม่ ีศักย์ไฟฟา้ สูงหรอื ขัว้ บวก แต่อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่บรเิ วณ
ผวิ รอบนอกของลวดตัวนำ เราจึงนยิ ามคำว่า กระแสไฟฟ้า (Electric Current) ข้นึ แทนการเคลือ่ นท่ีของ
อิเล็กตรอน โดยกระแสไฟฟ้าจะมที ิศทางการไหลสวนทางกับทศิ ทางการเคล่ือนท่ีของอิเล็กตรอน ดังนั้น
กระแสไฟฟา้ จะไหลจากขัว้ บวกหรือจุดท่ีมศี ักยไ์ ฟฟา้ สงู ไปยังขว้ั ลบหรือจดุ ทมี่ ีศกั ย์ไฟฟ้าต่ํา
5.ผเู้ รียนยกตวั อย่างวัตถุที่เป็นตัวนำไฟฟา้ และฉนวนไฟฟ้า
6.ครใู ช้สื่อ Power Point อธบิ ายเรือ่ งกระแสไฟฟ้า (Electric Current) ซง่ึ เปน็ ปรมิ าณทม่ี คี วามสัมพันธ์
กับค่าความต่างศักย์ไฟฟา้ กลา่ วคือกระแสไฟฟ้าจะเกดิ ข้นึ หรือไหลไดก้ ต็ ่อเมื่อจุด 2 จดุ มีค่าความต่างศักยไ์ ฟฟ้า
ตา่ งกันกระแสไฟฟา้ แบ่งออกเป็น 2 ชนดิ ดังนี้
6
1). ไฟฟา้ กระแสตรง (Direct Current : DC)
2). ไฟฟ้ากระแสสลบั (Alternating Current : AC)
7.ครูบอกประเภทของแหล่งกำเนดิ ไฟฟา้ ประเภทใหญ่ ๆ ท่ีเรานำมาศึกษามีดงั นี้
1). แหล่งกำเนิดไฟฟ้าจากปฏิกริ ยิ าเคมี
1.1 เซลลไ์ ฟฟ้าแบบปฐมภมู ิ (Primary Cell)
- เซลล์แห้ง (Dry Cell)
- เซลล์แอลคาไลน์ (Alkaline Cell)
- เซลลป์ รอท (Mercury Cell)
1.2 เซลลไ์ ฟฟา้ ทตุ ิยภูมิ (Secondary Cell)
2). แหลง่ กำเนดิ ไฟฟา้ แบบเหนย่ี วนำ
3).แหล่งกำเนดิ ไฟฟ้าจากปฏิกิรยิ าโฟโตอเิ ล็กตริก
8.ครใู ชส้ ่ือ Power Point ประกอบการอธบิ ายเรอ่ื งแหล่งกำเนดิ ไฟฟ้าจากปฏิกริ ิยาเคมี ซึง่ แบ่งออกเปน็
2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1) เซลลไ์ ฟฟา้ แบบปฐมภมู ิ (Primary Cell)
เซลล์ไฟฟ้าแบบปฐมภูมิ (Primary Cell) จัดเป็นเซลล์ไฟฟ้าอย่างงา่ ย (Voltaic Cell) เป็นเซลล์ไฟฟ้าท่ี
ค้นพบคร้ังแรกโดย อเลสซานโดร โวลตา(Alessandro Volta)โดยสว่ นประกอบของเซลล์ประกอบด้วย แท่ง
ทองแดง (Cu) ทำหน้าท่เี ป็นขั้วบวก และแท่งสังกะสี (Zn) ทำหน้าทีเ่ ป็นข้ัวลบ โดยโลหะท้ัง 2 ชนิดนี้ จ่มุ อยู่ใน
สารละลายกรดซลั ฟวิ ริก (H2SO4) ดังภาพ
7
เมอื่ จมุ่ แทง่ ทองแดงและสังกะสลี งในกรดซลั ฟิวรกิ เจือจางจะทำให้เกิดปฏกิ ิรยิ าเคมีขน้ึ ดังน้ี
เซลลป์ ฐมภมู ิท่ีใชอ้ ย่ใู นปัจจบุ ันมีหลายชนดิ ดังน้ี
1.1 เซลล์แหง้ (Dry Cell) เป็นเซลลท์ ี่ใชใ้ นไฟฉาย หรือใชใ้ นประโยชน์อื่นๆเช่น ในวิทยุ เครอ่ื งคดิ
เลข ฯลฯ เซลล์ไฟฟา้ ชนิดน้ถี ูกเรียกว่า เซลล์แห้ง เพราะไม่ไดใ้ ชข้ องเหลวเป็นอเิ ล็กโทรไลต์
➤ กลอ่ งของเซลล์ทำด้วยโลหะสังกะสี ซ่งึ ทำหน้าที่เป็นข้วั ลบ จะเกดิ ปฏกิ ริ ิยาออกซิเดชัน
ใหอ้ ิเล็กตรอนวง่ิ ตามเสน้ ลวดตวั นำสู่แทง่ คาร์บอน
➤ แท่งคาร์บอนทำหน้าทเ่ี ป็นขัว้ บวก
1.2 เซลลแ์ อลคาไลน์ (Alkaline Cell) เซลล์แอลคาไลน์จะมสี ว่ นประกอบของเซลลเ์ หมือนกบั
เซลล์แหง้ หรอื ถ่านไฟฉาย แต่สิง่ ที่แตกต่างกนั คือเซลลแ์ อลคาไลน์จะใช้ เบส คอื โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์
(KOH) เป็นอเิ ลก็ โทรไลต์แทนแอมโมเนียมคลอไรด์ (NH4Cl)
8
1.3. เซลล์ปรอท (Mercury Cell) มีหลกั การเช่นเดยี วกบั เซลลแ์ อลคาไลน์ แต่จะใชเ้ มอร์คิวรี
ออกไซด์ (HgO) แทนแมงกานีสออกไซด์ (MnO2) เซลล์ชนดิ น้ีจะให้ศักยไ์ ฟฟ้าประมาณ 1.3 โวลต์คงทตี่ ลอด
อายุการใชง้ านซ่งึ ให้กระแสไฟฟ้าต่ํา
2) เซลลไ์ ฟฟา้ ทุตยิ ภมู ิ (Secondary Cell) เปน็ เซลลไ์ ฟฟ้าที่ยังไมส่ ามารถนำมาใชง้ านได้ทันที แต่
จะต้องนำไปอัดไฟหรือชารจ์ ไฟฟ้ากระแสตรงเขา้ ไปในเซลล์กอ่ นเพือ่ ใหเ้ กดิ ปฏิกิรยิ าเคมีและเก็บไฟไว้ จงึ
นำมาใชง้ านได้
ซึง่ เมอ่ื แบตเตอร่ีถกู นำไปใชง้ านจะเกิดการเคล่ือนท่ี
ของอิเล็กตรอน โดยมที ศิ ทางจากแผ่นตะกัว่ ไปยงั แผน่ ตะกั่วได
ออกไซด์ ซ่ึงเกดิ ปฏิกิริยาเคมีขนึ้ ดังนี้
เซลลไ์ ฟฟ้าแบบตะกัว่ ที่ใช้งานในชีวิตประจำวนั จะนำแผ่นตะกว่ั หลายๆ เซลล์มาเรียงต่อกันเปน็ ชดุ ๆเชน่
12 โวลต์ หรือ 24 โวลต์ เรียกว่าแบตเตอร่ี
9
9.ครใู ช้ส่อื วดิ ที ัศนแ์ สดงการเกิดไฟฟ้าแบบเหน่ียวนำจากการค้นพบของไมเคิล ฟาราเดย์ (Micheal
Faraday) โดยการตอ่ ปลายของขดลวดเข้ากบั กัลปว์ านอมิเตอรท์ ่มี ีความไวมากๆ และนำแทง่ แม่เหล็กเคล่ือนที่
พงุ่ เข้าสู่ขดลวด ผลปรากฏวา่ ทำให้เข็มของกลั ปว์ านอมเิ ตอร์กระดิกได้ และแสดงการผลติ กระแสไฟฟ้าจากการ
หมนุ ขดลวดตัดกับสนามแม่เหลก็ ทเ่ี รยี กวา่ ไดนาโม (Dynamo)
10.ผเู้ รียนทำการทดลองการเกิดกระแสไฟฟ้าจากการเหน่ียวนำอยา่ งง่าย ดงั ขน้ั ตอนต่อไปน้ี
1). ผู้เรียนต่อปลายทัง้ สองขา้ งของขดลวดเข้ากับแอมมเิ ตอร์
2). จับขดลวดใหอ้ ยูก่ ับที่ แลว้ ปฏบิ ัติดงั น้ี โดยขณะทดลองให้สังเกตการเบนของเข็มแอมมิเตอร์
2.1 นำปลายขา้ งหน่ึงของแท่งแมเ่ หล็กเคล่ือนทเ่ี ขา้ มาใกล้ๆ ขดลวด
2.2 จบั แท่งแมเ่ หล็กเคล่ือนทเ่ี ขา้ และออกจากขดลวด โดยเริ่มจากการเคลอ่ื นท่แี บบช้าๆและ
เพ่ิมความเรว็ มากขึ้น
2.3 นำแทง่ แม่เหล็กเคล่ือนทีเ่ ข้าไปในขดลวดแลว้ หยดุ นิ่ง
3). จบั แท่งแมเ่ หล็กให้อยู่กบั ท่ี แล้วปฏิบตั ิดงั น้ี โดยขณะทดลองให้สังเกตการเบนของเข็ม
แอมมเิ ตอร์
3.1 นำขดลวดเคล่อื นที่เขา้ มาใกลๆ้ ปลายของแท่งแม่เหล็ก
3.2 นำขดลวดเคลือ่ นท่ีเข้าและออกจากแท่งแมเ่ หล็กอย่างรวดเรว็
4).บันทึกผลการทดลอง
11. ครูใชเ้ ทคนคิ การบรรยายเพ่ืออธิบายเนือ้ หาเรือ่ งราวการเกดิ ปฏิกริ ิยาโฟโตอิเล็กตรกิ
(Photoelectric Effect) ทเ่ี ป็นปฏิกิริยาทีเ่ กดิ จากแสงไปตกกระทบบนพ้ืนผวิ ของโลหะ ซึ่งทำใหอ้ ิเล็กตรอนบน
ผิวของโลหะหลดุ ออกมาได้ เรานำหลกั การนี้มาผลติ เซลลส์ รุ ยิ ะ (Solar Cell)ซึง่ เปน็ สิง่ ประดษิ ฐ์ทาง
Electronic ทส่ี ร้างขนึ้ เพ่อื ใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับเปล่ยี นพลังงานแสงอาทติ ยใ์ หเ้ ปน็ พลงั งานไฟฟา้ โดยการนำ
สารกงึ่ ตวั นำท่ีนิยมใชใ้ นปัจจุบันคอื ซลิ คิ อน เน่ืองจากมรี าคาถกู และมีมากบนพน้ื โลกมาผ่านกระบวนการทาง
10
วทิ ยาศาสตร์ เพ่ือผลิตใหเ้ ป็นแผ่นบางบริสุทธ์ิ และเมื่อแสงตกกระทบบนแผ่นเซลล์สรุ ิยะ ทำใหร้ ังสีของแสงซ่ึง
เปน็ อนุภาคของพลังงานที่เรียกวา่ โปรตอน (Proton) เกิดการถ่ายเทพลังงานให้กบั อิเล็กตรอน (Electron) ใน
สารกงึ่ ตัวนำจนกระทง่ั มีพลังงานมากพอทีจ่ ะหลุดออกมาจากแรงดึงดดู ของอะตอม (Atom) และเคล่ือนท่ีได้
อย่างอิสระ ซ่ึงเม่ืออิเล็กตรอนเคล่อื นท่ีครบวงจรก็จะทำให้เกิดไฟฟ้ากระแสตรงขน้ึ
12.ครใู ช้เทคนิคการเรียนรู้แบบอภปิ ราย เพื่อใหผ้ เู้ รียนมสี ว่ นร่วมในการเรียนการสอนโดยครูและผู้เรียน
รว่ มกนั อภปิ รายเร่ืองประโยชน์ของการนำเซลล์สรุ ยิ ะมาใชใ้ นชวี ิตประจำวัน
13.ครใู ช้ส่อื Power Point ประกอบการสอนเรือ่ งอปุ กรณไ์ ฟฟา้ ซึ่งไดแ้ ก่
1).สายไฟ (Wire)
1.1 สายทนความร้อน
1.2 สายไฟคู่
1.3 สายไฟเด่ียว
1.4 สายไฟคู่อ่อน
2). สวติ ช์ (Switch)
2.1 สวติ ชท์ างเดยี ว
2.2 สวติ ช์ 2 ทาง
2.3 สวติ ชอ์ ัตโนมตั ิ
3). ฟิวส์ (Fuse)
3.1 ฟิวสเ์ ส้น
3.2 ฟวิ ส์แผน่
3.3 ฟวิ ส์กระเบื้อง
3.4 ฟิวสห์ ลอด
4). สะพานไฟ (Cut Out)
5). เตา้ รับและเตา้ เสียบ (Socket)
5.1 เตา้ เสียบแบบ 2 ขา
5.2 เต้าเสียบแบบ 3 ขา
14. ระบบไฟฟ้า ซ่งึ แบ่งออกเป็น 2 ระบบ ดงั น้ี
1). ระบบ 1 เฟส จะมสี ายไฟอยู่ 2 เส้น ท่ที ำหน้าทส่ี ง่ สายไฟฟ้าเข้าไปในระบบ ประกอบด้วย
➤ สาย Line (ไลน์) ซงึ่ เปน็ สายไฟเส้นที่มีกระแสไฟฟ้า จำนวน 1 เส้น เขยี นแทนดว้ ยตวั อกั ษร L
11
➤ สาย Neutron (นวิ ตรอน) หรือสายศูนย์ ซึ่งเปน็ สายไฟทไ่ี ม่มกี ระแสไฟฟ้า จำนวน 1 เสน้ เขยี น
แทนดว้ ยตวั อกั ษร N
2). ระบบ 3 เฟส น้นั มี 2 แบบ คอื แบบท่ีมี 3 สาย และแบบทมี่ ี 4 สาย ระบบที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต
จ่ายมายังอาคารบา้ นเรือนทั่วไปจะมีสายไฟอยู่ 4 เสน้ ทท่ี ำหนา้ ท่สี ง่ สายไฟฟ้าเข้าไปในระบบ ประกอบด้วย
➤ สาย Line (ไลน์) ซ่งึ เป็นสายไฟเสน้ ท่ีมกี ระแสไฟฟ้า จำนวน 3 เส้น
➤ สาย Neutron (นวิ ตรอน)หรอื สายศนู ย์ ซ่งึ เปน็ สายไฟที่ไม่มกี ระแสไฟฟ้าจำนวน 1 เสน้
15.ครูแสดงรูปภาพผา่ นส่ือ Power Point ประกอบการอธิบายการสง่ ไฟฟ้า ดังน้ี
16.ครูแสดงรูปภาพผา่ นส่ือ Power Point ประกอบการอธิบายการต่อสายไฟฟา้ ภายในบ้าน
12
17.ผู้เรียนบอกโทษของการใช้ไฟฟ้าอย่างไม่ระมดั ระวงั และบอกปรมิ าณกระแสไฟฟ้าทีแ่ ตกตา่ งกันมีผล
ตอ่ ร่างกายแตกต่างกันอย่างไร
18.ครูใชเ้ ทคนิดวิธกี ารจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมือ (Cooperative Learning) เพ่ือใหผ้ ูเ้ รยี นได้ร่วมมือ
และชว่ ยเหลอื กนั ในการเรยี นรโู้ ดยปฏบิ ตั ิกิจกรรมดังนี้
1) แบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็น 4 กล่มุ
2) แตล่ ะกลุม่ สบื คน้ ขอ้ มูลและภาพประกอบทีน่ า่ สนใจ ในหัวขอ้ วงจรไฟฟ้าแบบ 1 เฟสวงจรไฟฟ้า
แบบ 3 เฟส การต่อวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน และอันตรายจากกระแสไฟฟา้ นำมาทำเป็นแผ่นภาพ
3) ส่งตัวแทนร่วมกันอธิบายหนา้ ช้นั เรียน
19.ครูใช้ส่อื Power Point อธบิ ายเร่อื งกำลังไฟฟ้า (Electric Power) และสูตรการคำนวณ
20.ครูสาธิตตัวอยา่ งการคำนวณคา่ พลงั งานไฟฟา้ ดงั นี้
13
21.ครอู ธิบายแสดงภาพตัวอย่างบิลค่าไฟฟ้า และอธบิ ายค่าไฟฟ้าทเ่ี ราจะต้องจ่าย ซ่ึงมีองคป์ ระกอบอน่ื
ๆ ดังนี้
14
22.ผู้เรียนนำใบแจ้งคา่ ไฟฟ้าของบ้านตนเองจำนวน 12 เดือนตดิ ตอ่ กนั แล้วดำเนนิ การดงั ต่อไปนี้
1). พิจารณาองคป์ ระกอบตา่ งๆ ของใบแจ้งค่าไฟฟา้ ตามท่ีไดศ้ ึกษามาแลว้
2). ผู้เรยี นนำคา่ ไฟฟ้าทีจ่ ่ายแต่ละเดอื นมาเขยี นกราฟ โดยให้ช่อื เดือนอยู่แกนนอนและคา่ ไฟฟา้ อยู่
แกนต้ัง จากนัน้ พิจารณาว่าเดือนใดค่าไฟฟ้ามากทสี่ ุด และเดือนใดค่าไฟฟ้านอ้ ยท่ีสดุ
3). แบง่ กลุ่มเพ่อื อภิปรายร่วมกัน โดยสังเกตกราฟแสดงคา่ ไฟฟ้า ของเพื่อนแต่ละคนวา่ มีแนวโนม้
เหมอื นหรอื แตกต่างกันอยา่ งไร
4). หาสาเหตวุ ่าในบา้ นของเรามีกจิ กรรมอะไร หรือมีการใชเ้ ครือ่ งใช้ไฟฟา้ ชนิดใดมาก แล้วลอง
ค้นหาค่ากำลงั ไฟฟ้าของเคร่ืองใชไ้ ฟฟ้าประเภทต่างๆ ทใ่ี ชจ้ ากเนมเพจ แลว้ วเิ คราะหห์ าสาเหตทุ ่ีทำให้คา่ ไฟฟ้า
สงู ในเดอื นท่ีต้องจา่ ยคา่ ไฟฟา้ มากทีส่ ุด
5). หาแนวทางประหยัดพลงั งานไฟฟา้ ร่วมกนั และอภิปรายผลร่วมกันหนา้ ช้นั เรยี น
23.ครูอภิปรายเพมิ่ เตมิ ว่าถ้าผู้เรียนมกี ารกำหนดรายได้ให้เพียงพอกบั รายจา่ ยจะเปน็ สง่ิ ทสี่ ำคัญและ
จำเป็นมาก ทุกคนสามารถนำเงินท่เี กบ็ สะสมไวม้ าใชไ้ ด้อยา่ งสะดวกสบายเพอื่ การดำรงชีวติ ตอ่ ไป หากแต่ละ
บุคคลมเี งนิ ออมเกบ็ สะสมไว้ เพื่อเปน็ ทนุ สำรองไวใ้ ชจ้ ่ายสำหรบั วยั เกษยี ณ วิธีทีด่ ที ี่สุด คือ การวางแผนเพ่อื การ
เกษยี ณอายุไว้ตั้งแตเ่ ริม่ ตน้ อย่างมรี ะบบตามข้ันตอน ซ่งึ แต่ละคนสามารถกำหนดแผนงานและขน้ั ตอนแตกตา่ ง
กนั ออกไปตามความเหมาะสมกับสภาพการดำรงชวี ิต
24.ครสู อนเพ่ิมเตมิ เก่ียวกบั การทำหนา้ ท่ีเป็นพลเมอื งดขี องสังคมไทย รจู้ กั เออ้ื เฟ้ือเผื่อแผ่ต่อผู้อน่ื
สรปุ และการประยุกต์
25.ครูและผเู้ รียนช่วยกันสรุปเน้ือหาทเี่ รียน
26.ผู้เรยี นทำกิจกรรมใบงาน และแบบประเมนิ ผลการเรียนรู้
27.ผเู้ รียนวิเคราะห์เนือ้ หาการเรยี นการสอนและหาข้อสรปุ เปน็ ความคิดรวบยอดเพื่อนำไปประยกุ ต์ใช้
ต่อไป พร้อมข้อเสนอแนะตนเอง
28.ประเมนิ ธรรมชาตขิ องผู้เรียน
29.ครแู นะนำเพิ่มเติมให้ผู้เรยี นเขียนบัญชีแสดงรายรับ-รายจา่ ยในชีวิตประจำวนั เพอ่ื สรา้ งนิสยั ความ
พอเพียงให้แก่ตนเองและครอบครวั
ขัน้ สรปุ และการประยุกต์
30.ครูและผู้เรยี นรว่ มกันสรุปเน้ือหาที่เรยี น
31.ผู้เรียนทำกิจกรรมใบงาน
32.สรุปโดยการถาม-ตอบ เพื่อประยุกต์ใชใ้ นชวี ติ ประจำวันและประเมินผูเ้ รียนตามแบบฟอร์มตอ่ ไปนี้
ช่อื ผูเ้ รียน ประสบการณ์พ้ืนฐานการเรยี นรู้ วธิ ีการเรียนรู้
ความรู้ ทกั ษะ ผลงาน
1.
2.
3.
4.
5.
15
6. ส่อื และแหล่งการเรียนรู้
1.หนงั สอื เรยี น วิชาวิทยาศาสตร์เพ่ืองานธรุ กิจและบริการ ของสำนกั พิมพ์เอมพนั ธ์
2.รูปภาพ
3.แผ่นใส
4.สอื่ PowerPoint , วิดที ัศน์
5.แบบประเมนิ ผลการเรียนรู้
6.กจิ กรรมการเรียนการสอน
7.หลกั ฐานการเรียนรู้
1.บันทึกการสอนของผู้สอน
2.ใบเช็ครายชอื่
3.แผนจัดการเรียนรู้
4.การตรวจประเมินผลงาน
8.การวดั และประเมนิ ผล
8.1 วิธีการ
1. สงั เกตพฤติกรรมรายบุคคล
2. ประเมนิ พฤติกรรมการเข้ารว่ มกิจกรรมกลุ่ม
3. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกิจกรรมกลมุ่
4 ตรวจกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้
5. ตรวจแบบประเมินผลการเรยี นรู้ แบบฝึกปฏิบตั ิ
6. ตรวจกจิ กรรมใบงาน
7. การสงั เกตและประเมนิ พฤติกรรมด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลักษณะอนั พงึ
ประสงค์
8.2 เครอื่ งมือ
1. แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล
2. แบบประเมินพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม (โดยครู)
3. แบบสังเกตพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลุ่ม (โดยผู้เรยี น)
4. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ และแบบฝกึ ปฏบิ ตั ิ
5. แบบประเมนิ กจิ กรรมใบงาน
6. แบบประเมินคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยครแู ละผู้เรียน
ร่วมกนั ประเมนิ
8.3 เกณฑ์
1. เกณฑผ์ ่านการสังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล ต้องไม่มชี ่องปรับปรุง
2. เกณฑ์ผา่ นการประเมินพฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลุ่ม คอื ปานกลาง (50 % ข้ึนไป)
3. เกณฑ์ผา่ นการสังเกตพฤติกรรมการเข้ารว่ มกจิ กรรมกลุ่ม คือ ปานกลาง (50% ขึ้นไป)
4. แบบประเมินผลการเรยี นรมู้ ีเกณฑ์ผ่าน และแบบฝกึ ปฏิบัติ 50%
5. แบบประเมนิ กิจกรรมใบงานมีเกณฑ์ผ่าน 50%
6. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คะแนนขน้ึ อยู่
กบั การประเมนิ ตามสภาพจริง
16
9.บันทึกผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
9.1 ข้อสรุปหลังการจัดการเรียนรู้
..................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................
................................................................................................................................ ..................
.......................................................................................................... ........................................
............................................................................................................................. .....................
..................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................
..................................................................................................................................................
9.2 ปัญหาท่พี บ
............................................................................................................................ ......................
............................................................................................................................. .....................
...................................................................................... ............................................................
............................................................................................................................. .....................
..................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................
............................................................................................................................................. .....
....................................................................................................................... ...........................
9.3 แนวทางแก้ปัญหา
............................................................................................................................. .....................
..................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................
..................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................
............................................................................................................................. .....................
............................................................................................... ...................................................
............................................................................................................................. .....................
17
ใบความรู้ท่ี .....1........... หนว่ ยท่ี....บทท่ี 1
หลกั สตู ร ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสงู สอนคร้งั ที่......1
รหัสวิชา3000-1305 ชอื่ วชิ า วิทยาศาสตร์เพ่ืองานธรุ กจิ และ เวลา......2............ชม.
บรกิ าร
ชื่อเรอื่ ง แหลง่ กำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟา้
1. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1.1 จดุ ประสงค์ทว่ั ไป
1. แสดงความรเู้ กี่ยวกบั การเกิดกระแสไฟฟา้ จากแหลง่ กำเนิดไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟา้ วงจรไฟฟา้ ภายใน
บ้าน และพลงั งานไฟฟ้า
1.2 จุดประสงค์เชงิ พฤติกรรม
1) อธบิ ายหลักการเกดิ กระแสไฟฟา้ จากแหล่งกำเนดิ ไฟฟ้าชนดิ ตา่ งๆได้
2) อธบิ ายหน้าท่ีของอปุ กรณ์ไฟฟา้ ในวงจรไฟฟา้ ในบา้ นได้
3) อธบิ ายหลักการต่อวงจรไฟฟา้ ในบา้ นได้
4) คำนวณค่าพลงั งานไฟฟา้ ได้
2. สมรรถนะ
1) สามารถอธิบายหลกั การเกิดกระแสไฟฟา้ จากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าชนิดต่างๆได้
2) สามารถอธิบายหน้าทีข่ องอปุ กรณไ์ ฟฟา้ ในวงจรไฟฟ้าในบา้ นได้
3) สามารภถอธบิ ายหลักการต่อวงจรไฟฟ้าในบา้ นได้
4) สามารถคำนวณคา่ พลงั งานไฟฟ้าได้
3. เน้อื หาสาระ
แหล่งกำเนดิ ไฟฟา้ และอปุ กรณ์ไฟฟ้า
พลังงานไฟฟ้า แหล่งกำเนิดไฟฟ้าวงจรไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านเป้นปัจจัยสำคัญในการ
ดำรงชีวิตอย่างย่ิง เพื่อให้สามารถใช้ไฟฟ้าได้อย่างถูกวิธีและระมัดระวังในการใช้งาน เพื่อความปลอดภัยต่อ
ชีวิตและป้องกันภัยจากไฟร่วั และการเกดิ อัคคีภยั จากไฟฟ้าลัดวงจรได้
การเกิดไฟฟา้ สถิต (Static Electricity) จากการนำแท่งอำพันมาถกู ับผ้าขนสัตว์ โดยพบว่าแท่งอำพัน
จะมีอำนาจในการดดู ส่ิงตา่ งๆ ทม่ี ีน้ําหนักเบาได้ เชน่ เศษกระดาษ และเส้นผม
การเกิดกระแสไฟฟ้า ซึ่งกระแสไฟฟ้าเกิดจากการเคล่ือนท่ีของอนุภาคอิเล็กตรอนท่ีอยู่ในลวดตัวนำท่ี
นำมาต่อระหว่าง 2 จดุ ที่มีความต่างศักย์ไฟฟ้า ซง่ึ อิเล็กตรอนจะเคล่ือนท่ีจากจุดท่ีมีศักย์ไฟฟา้ ต่ำหรอื ขั้วลบไปยัง
จุดท่ีมีศักย์ไฟฟ้าสูงหรือข้ัวบวก แต่อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่บริเวณผิวรอบนอกของลวดตัวนำ จึงนิยามคำว่า
กระแสไฟฟ้า (Electric Current) ขึ้นแทนการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน โดยกระแสไฟฟ้าจะมีทิศทางการไหลสวน
18
ทางกับทิศทางการเคล่ือนท่ีของอิเล็กตรอน ดังนัน้ กระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วบวกหรือจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าสูงไปยังข้ัว
ลบหรอื จุดทมี่ ศี ักยไ์ ฟฟา้ ตํา่
ก ร ะ แ ส ไ ฟ ฟ้ า
(Electric Current) ซ่ึงเป็นปริมาณที่มีความสัมพันธ์กับค่าความต่างศักย์ไฟฟ้ากล่าวคือกระแสไฟฟ้าจะเกิดข้ึน
หรอื ไหลได้ก็ตอ่ เมอื่ จดุ 2 จุดมีคา่ ความตา่ งศักย์ไฟฟา้ ต่างกนั กระแสไฟฟา้ แบ่งออกเป็น 2 ชนดิ ดงั นี้
1). ไฟฟา้ กระแสตรง (Direct Current : DC)
2). ไฟฟา้ กระแสสลับ (Alternating Current : AC)
ประเภทของแหล่งกำเนดิ ไฟฟ้าประเภทใหญ่ ๆ ที่ศึกษามีดงั น้ี
1). แหลง่ กำเนิดไฟฟ้าจากปฏิกริ ิยาเคมี
1.1 เซลล์ไฟฟ้าแบบปฐมภูมิ (Primary Cell)
- เซลลแ์ ห้ง (Dry Cell)
- เซลล์แอลคาไลน์ (Alkaline Cell)
- เซลล์ปรอท (Mercury Cell)
1.2 เซลลไ์ ฟฟา้ ทุติยภมู ิ (Secondary Cell)
2). แหลง่ กำเนดิ ไฟฟา้ แบบเหน่ยี วนำ
3).แหลง่ กำเนิดไฟฟา้ จากปฏกิ ิรยิ าโฟโตอเิ ล็กตริก
แหล่งกำเนดิ ไฟฟา้ จากปฏกิ ิรยิ าเคมี ซง่ึ แบง่ ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
19
1) เซลลไ์ ฟฟ้าแบบปฐมภมู ิ (Primary Cell)
เซลล์ไฟฟ้าแบบปฐมภูมิ (Primary Cell) จัดเป็นเซลล์ไฟฟ้าอย่างง่าย (Voltaic Cell) เป็นเซลล์ไฟฟ้าที่
ค้นพบครั้งแรกโดย อเลสซานโดร โวลตา(Alessandro Volta)โดยส่วนประกอบของเซลล์ประกอบด้วย แท่ง
ทองแดง (Cu) ทำหนา้ ที่เป็นขั้วบวก และแท่งสังกะสี (Zn) ทำหน้าที่เป็นขัว้ ลบ โดยโลหะทงั้ 2 ชนิดนี้ จุ่มอยู่ใน
สารละลายกรดซลั ฟิวริก (H2SO4) ดังภาพ
เมือ่ จุ่มแทง่ ทองแดงและสงั กะสลี งในกรดซัลฟวิ รกิ เจือจางจะทำใหเ้ กดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมีขนึ้ ดังนี้
เซลล์ปฐมภมู ทิ ใ่ี ช้อยูใ่ นปัจจุบันมีหลายชนิด ดังนี้
1.1 เซลล์แห้ง (Dry Cell) เป็นเซลลท์ ่ีใช้ในไฟฉาย หรอื ใช้ในประโยชนอ์ ่ืนๆเช่น ในวทิ ยุ เคร่อื งคิด
เลข ฯลฯ เซลล์ไฟฟ้าชนดิ นี้ถูกเรยี กวา่ เซลล์แห้ง เพราะไมไ่ ด้ใช้ของเหลวเปน็ อเิ ล็กโทรไลต์
➤ กล่องของเซลลท์ ำดว้ ยโลหะสงั กะสี ซึ่งทำหนา้ ท่ี
เปน็ ขั้วลบ จะ เกดิ ปฏิกริ ยิ าออกซิเดชนั
ใหอ้ ิเล็กตรอนว่งิ ตาม เส้นลวดตัวนำสแู่ ทง่ คารบ์ อน
➤ แท่งคาร์บอนทำหน้าท่เี ป็นขวั้ บวก
1.2 เซลลแ์ อลคาไลน์ (Alkaline Cell) เซลล์แอลคาไลน์จะมีส่วนประกอบของเซลล์เหมือนกบั
เซลล์แหง้ หรอื ถ่านไฟฉาย แต่สิง่ ท่ีแตกต่างกันคือเซลล์แอลคาไลน์จะใช้ เบส คือโพแทสเซยี มไฮดรอกไซด์
(KOH) เป็นอิเลก็ โทรไลต์แทนแอมโมเนียมคลอไรด์ (NH4Cl)
20
1.3. เซลล์ปรอท (Mercury Cell) มหี ลักการเชน่ เดียวกบั เซลลแ์ อลคาไลน์ แต่จะใช้เมอร์คิวรี
ออกไซด์ (HgO) แทนแมงกานีสออกไซด์ (MnO2) เซลลช์ นิดนจ้ี ะใหศ้ ักยไ์ ฟฟ้าประมาณ 1.3 โวลต์คงทีต่ ลอด
อายกุ ารใช้งานซงึ่ ให้กระแสไฟฟ้าตา่ํ
2) เซลล์ไฟฟา้ ทุติยภมู ิ (Secondary Cell) เป็นเซลลไ์ ฟฟา้ ที่ยงั ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ทันที แต่
จะต้องนำไปอดั ไฟหรือชารจ์ ไฟฟ้ากระแสตรงเขา้ ไปในเซลล์ก่อนเพื่อให้เกิดปฏกิ ริ ิยาเคมีและเก็บไฟไว้ จงึ
นำมาใชง้ านได้
ซ่ึงเมอื่ แบตเตอรี่ถูก นำไปใช้งานจะเกดิ การเคล่ือนทีข่ อง
อเิ ล็กตรอน โดยมีทิศทาง จากแผ่นตะกั่วไปยังแผน่ ตะก่ัวได
ออกไซด์ ซึง่ เกิดปฏิกริ ยิ า เคมขี น้ึ ดงั นี้
เซลลไ์ ฟฟา้ แบบตะกวั่ ท่ีใช้งานในชีวิตประจำวนั จะนำแผน่ ตะก่วั หลายๆ เซลลม์ าเรียงต่อกันเปน็ ชุดๆเชน่
12 โวลต์ หรอื 24 โวลต์ เรยี กว่าแบตเตอร่ี
21
การเกิดไฟฟ้าแบบเหน่ียวนำจากการค้นพบของไมเคิล ฟาราเดย์ (Micheal Faraday) โดยการต่อ
ปลายของขดลวดเข้ากับกัลป์วานอมิเตอร์ที่มีความไวมากๆ และนำแท่งแม่เหล็กเคล่ือนท่ีพุ่งเข้าสู่ขดลวด ผล
ปรากฏวา่ ทำให้เข็มของกัลป์วานอมิเตอร์กระดิกได้ และแสดงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากการหมุนขดลวดตัดกับ
สนามแมเ่ หลก็ ท่ีเรยี กวา่ ไดนาโม (Dynamo)
การเกดิ ปฏกิ ิรยิ าโฟโตอิเลก็ ตริก (Photoelectric Effect) ท่ีเป็นปฏิกิริยาท่ีเกิดจากแสงไปตกกระทบบน
พ้ืนผิวของโลหะ ซึ่งทำให้อิเล็กตรอนบนผิวของโลหะหลุดออกมาได้ จึงนำหลักการน้ีมาผลิตเซลลส์ ุริยะ (Solar
Cell ) ซ่ึงเป็นสง่ิ ประดิษฐ์ทาง Electronic ที่สรา้ งข้ึน เพื่อใช้เป็นอปุ กรณ์สำหรับเปล่ียนพลังงานแสงอาทิตยใ์ ห้
เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยการนำสารกึ่งตัวนำที่นยิ มใช้ในปัจจุบันคือซิลคิ อน เนื่องจากมีราคาถูกและมีมากบนพื้น
โลกมาผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพ่ือผลิตให้เปน็ แผ่นบางบรสิ ุทธิ์ และเมื่อแสงตกกระทบบนแผน่ เซลล์
สรุ ิยะ ทำให้รังสีของแสงซ่ึงเป็นอนุภาคของพลังงานทเ่ี รยี กว่า โปรตอน (Proton) เกิดการถ่ายเทพลังงานให้กับ
อิเล็กตรอน (Electron) ในสารกึ่งตัวนำจนกระทั่งมีพลังงานมากพอที่จะหลุดออกมาจากแรงดึงดูดของอะตอม
(Atom) และเคล่ือนท่ไี ดอ้ ย่างอิสระ ซึง่ เมื่ออเิ ล็กตรอนเคลอื่ นทคี่ รบวงจรกจ็ ะทำให้เกิดไฟฟา้ กระแสตรงข้นึ
22
อุปกรณไ์ ฟฟ้า ซึ่งได้แก่
1).สายไฟ (Wire)
1.1 สายทนความรอ้ น
1.2 สายไฟคู่
1.3 สายไฟเดีย่ ว
1.4 สายไฟคู่อ่อน
2). สวติ ช์ (Switch)
2.1 สวติ ช์ทางเดียว
2.2 สวติ ช์ 2 ทาง
2.3 สวติ ชอ์ ตั โนมัติ
3). ฟิวส์ (Fuse)
3.1 ฟิวส์เสน้
3.2 ฟวิ สแ์ ผ่น
3.3 ฟิวสก์ ระเบ้ือง
3.4 ฟิวส์หลอด
4). สะพานไฟ (Cut Out)
5). เตา้ รบั และเตา้ เสยี บ (Socket)
5.1 เต้าเสยี บแบบ 2 ขา
5.2 เตา้ เสยี บแบบ 3 ขา
14. ระบบไฟฟ้า ซ่ึงแบ่งออกเป็น 2 ระบบ ดังน้ี
1). ระบบ 1 เฟส จะมสี ายไฟอยู่ 2 เสน้ ทที่ ำหน้าท่สี ง่ สายไฟฟ้าเข้าไปในระบบ ประกอบด้วย
➤ สาย Line (ไลน์) ซึ่งเปน็ สายไฟเส้นท่ีมกี ระแสไฟฟ้า จำนวน 1 เสน้ เขียนแทนด้วยตวั อักษร L
➤ สาย Neutron (นวิ ตรอน) หรือสายศูนย์ ซง่ึ เป็นสายไฟทไี่ ม่มกี ระแสไฟฟ้า จำนวน 1 เส้น เขยี น
แทนดว้ ยตวั อักษร N
2). ระบบ 3 เฟส นัน้ มี 2 แบบ คือ แบบที่มี 3 สาย และแบบที่มี 4 สาย ระบบที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต
จ่ายมายงั อาคารบ้านเรือนทว่ั ไปจะมีสายไฟอยู่ 4 เสน้ ทที่ ำหน้าทส่ี ่งสายไฟฟา้ เข้าไปในระบบ ประกอบด้วย
➤ สาย Line (ไลน์) ซึง่ เป็นสายไฟเส้นท่ีมีกระแสไฟฟ้า จำนวน 3 เสน้
➤ สาย Neutron (นวิ ตรอน)หรือสายศนู ย์ ซ่งึ เปน็ สายไฟท่ีไม่มกี ระแสไฟฟ้าจำนวน 1 เส้น
23
การต่อสายไฟฟ้าภายในบา้ น
กำลงั ไฟฟา้ (Electric Power) และสตู รการคำนวณ
24
ตัวอย่างการคำนวณคา่ พลงั งานไฟฟา้ ดังน้ี
25
26
ตัวอย่างบลิ คา่ ไฟฟา้ และอธิบายคา่ ไฟฟา้ ท่เี ราจะตอ้ งจ่าย ซง่ึ มีองค์ประกอบอ่ืน ๆ ดังน้ี
27
4. แบบฝกึ หัด/แบบทดสอบ
1. จงตอบคำถามตอ่ ไปนใี้ ห้ถูกตอ้ ง
1. เพราะเหตุใดจึงใชไ้ ฟฟ้ากระแสสลบั ในการสง่ จ่ายไฟฟ้าใหก้ ับบา้ นเรอื นชมุ ที่หา่ งไกล
.........................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
2. อธบิ ายหลกั การหลัการทำงานของการผลติ กระแสไฟฟ้าจากเซลล์สุรยิ ะ
.........................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
3. เพราะเหตใุ ดเมอ่ื ใชแ้ บตเตอรรี่ ถยนตไ์ ปนานๆ จงึ ไม่มีไฟ ตอ้ งนำแบตเตอร่ีไปชาร์จใหม่
.........................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
2. จงเตมิ คำหรือข้อความลงในชอ่ งว่างใหถ้ กุ ต้อง
1. …………………..……….เปน็ ตัวนำไฟฟา้ ทด่ี ีทีส่ ดุ และอโลหะทน่ี ำไฟฟา้ ไดค้ ือ....................................
2. สมบตั ิของวัสดุที่ยอมใหก้ ระแสไฟฟ้าไหลผา่ นมากหรอื น้อยเรยี กว่า...............................................
3. กระแสไฟฟา้ ระหวา่ งจุด 2 จุด ในวงจรไฟฟ้าจะหยุดไหลเม่อื มีศกั ย์ไฟฟ้าเทา่ กนั หรอื มคี วามต่าง
ศักยม์ ีคา่ เทา่ กับ..................................................
4. อเิ ล็กตรอนมีทิศการไหลจากขวั้ ...................ไปยังขัว้ ..................และกระแสไฟฟ้ามีทิศการไหล
จากขวั้ บวกไปยังขั้ว................................................
5. กระแสไฟฟา้ ท่ีใช้ในบา้ นเรือนในเมืองไทยมคี วามตา่ งศกั ย์ไฟฟ้าเท่ากบั ...................................
โวลต์ และมีความถ.่ี ................................. รอบต่อวินาที
ขอ้ สอบประจำหน่วยที่ 1 เรือ่ งแหล่งกำเนิดไฟฟา้ และอปุ กรณไ์ ฟฟ้า
วชิ าวิทยาศาสตร์เพอ่ื งานธรุ กจิ และบรกิ าร รหสั วชิ า 3000-1305 ระดับ ปวส.
คำชี้แจง: 1 ข้อสอบมจี ำนวน 20 ข้อ
2. ใหน้ ักเรยี นเขยี นเคร่ืองหมาย X ขอ้ ท่ีเหน็ ว่าถูกตอ้ งที่สุดเพยี งข้อเดียวลงในกระดาษคำตอบ
1. กระแสไฟฟ้าเป็นผลมาจากการเคลอ่ื นทีข่ องอนภุ าคชนิดใดในลวดตวั นำ
ก. อเิ ลก็ ตรอน ง. นวิ ตรอน
ข. โปรตอน จ. โพซตี รอน
ค. อะตอม
2. ขอั ใดไมใ่ ช่พลังงานไฟฟ้าทีเ่ กดิ จากปฏกิ ิรยิ าเคมี
ก. ไดนาโม
ข. เซลลแ์ หง้
ค. ถา่ นอัลคาไลน์
ง. แบตเตอรร่ี ถยนต์
จ. เซลล์ปรอท
3. ไมเคลิ ฟาราเดย์เป็นผคู้ น้ พบเรอื่ งใด
ก. เซลล์ไฟฟ้าเคมี
ข. ปรากฎการณโ์ ฟโตอิเล็กทริก
28
ค. การเกดิ ไฟฟ้าสถิตเป็นครั้งแรก
ง. กระแสเหน่ียวนำ
จ. ระบบไฟฟา้ สามเฟส
4. ธาตุใดทีไ่ ม่เกี่ยวขอ้ งในการผลิตเซลล์สุรยิ ะ
ก. โบรอน ง. อาเซไนด์
ข. ซลิ คิ อน จ. ฮีเลียม
ค. ฟอสฟอรัส
5. ข้อใดเป็นหลักการของปรากฎการณ์โฟโตอเิ ล็กตริก
ก. เกิดจากแสงไปตกกระทบบนพ้ืนผิววตั ถุทำให้
อิเลก็ ตรอนหลุดออกมาได้
ข. การทม่ี ีแทง่ แม่เหลก็ เคลอ่ื นทผ่ี ่านขดลวดตัวนำแล้ว
ทำใหอ้ ิเลก็ ตรอนเคลื่อนท่ี
ค. การทำอิเล็กตรอนเกิดการเคลือ่ นทจ่ี ากจุดที่มี
ศักยไ์ ฟฟา้ สงู ไปสูจ่ ดุ ท่ีมศี ักย์ไฟฟา้ ตำ่
ง. การเปลี่ยนพลังงานกลให้กลายเป็นพลงั งานไฟฟ้า
จ. การแตกตวั เป็นอิออนของแก๊สในอากาศทำให้นำ
ไฟฟา้ ได้
6. ข้อใดเปน็ หน้าท่ีของสายไฟ
ก. ใชต้ ดั ตอ่ วงจร
ข. ทำให้พลังงานไฟฟา้ เปล่ยี นไปเป็นรปู อ่นื
ค. ใช้เป็นตัวกลางในการสง่ พลงั งานไฟฟา้ ไปยัง
เครอ่ื งใช้ไฟฟา้
ง. ป้องกันอันตรายขณะไฟฟา้ ลัดวงจร
จ. ใช้เพิ่มแรงดนั ใหก้ บั วงจรไฟฟา้
7. อปุ กรณใ์ ดช่วยตดั วงจรไฟฟา้ เม่ือกระแสไฟฟา้ ไหลในวงจรมากเกินไป
ก. สวิตชส์ องทาง
ข. มิเตอร์ไฟฟา้
ค. สายไฟ
ง. เตา้ รับเต้าเสียบ
จ. ฟวิ สก์ ระเบอื้ ง
8. อปุ กรณ์ไฟฟ้าคู่ใดมหี นา้ ที่ได้เหมือนกนั
ก. สายไฟและสวิตช์
ข. เต้ารับและสะพานไฟ
ค. สวิตชอ์ ัตโนมตั แิ ละฟิวส์
ง. เตา้ เสียบและสายไฟ
จ. สวติ ชส์ องทางและฟิวส์แผน่
9. อปุ กรณ์ทส่ี ามารถทำหน้าทใ่ี นการเปล่ียนทิศทางการ เคลอื่ นท่ีของกระแสไฟฟา้ มี 3 ขั้ว โดยขั้วกลางจะต่อ
กบั แหลง่ กำเนิดไฟฟ้าอีก 2 ขั้ว เป็นการเลอื กว่าขั้วกลางจะเช่ือมกับขั้วใดท่ีเหลอื อยู่
ก. สายไฟคู่
ข. สวติ ช์อัตโนมัติ
ค. สวิตช์ทางเดียว
29
ง. เต้ารบั และเต้าเสยี บ
จ. สวิตช์สองทาง
10. ขอ้ ใดเปรียบเทยี บระบบไฟฟา้ 1 เฟสกบั ระบบ 3 เฟสไมถ่ ูกต้อง
ก. ระบบ 1 เฟส มสี ายไฟเพียง 2 เสน้ ระบบ 3เฟสมสี ายไฟ 3 หรอื 4 เส้น
ข. สาย Line ของทงั้ สองระบบตา่ งกเ็ ปน็ สายทีม่ ีกระแสไฟฟ้า
ค. สายNeutron ของระบบ 3 เฟสมกี ระแสไฟฟา้ แตร่ ะบบ 1 เฟส ไมม่ ี
ง. ระบบ 3 เฟส จะมีแรงดันไฟฟ้า สงู 380 โวลต์ แต่ระบบ 1 เฟสมีแรงดันเพียง 220 โวลต์
จ. ท้งั สองระบบมีความถเี่ ทา่ กบั 50 เฮริ ตซ์
11. ในการต่อไฟฟา้ เขา้ บา้ นต้องผ่านอปุ กรณ์ใดก่อน
ก. สะพานไฟย่อย
ข. ปลก๊ั และสวิตช์
ค. แผงควบคุมไฟฟา้ รวม
ง. มาตรไฟฟา้ หรือมเิ ตอร์ไฟฟ้า
จ. สายไลนแ์ ละสายนวิ ตรอน
12. ขอ้ ใดควรทำเปน็ อนั ดบั แรกในการชว่ ยเหลือผ้ปู ระสบเหตไุ ฟฟา้ ลัดวงจร
ก. ผลกั หรือดงึ เขาออกจากกระแสไฟฟา้ ทนั ที
ข. ตัดกระแสไฟฟ้าโดยถอดปลัก๊ หรอื ตัดสะพานไฟ
ค. ผายปอดเพื่อให้หวั ใจยังคงเตน้
ง. รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
จ. ใช้วัสดทุ ่ีเปน็ ฉนวนดึงหรอื ผลกั เขาออกจากจดุ ที่มีกระแสไฟ
13. บ้านหลงั หน่งึ ใชเ้ ครื่องปรับอากาศขนาด2,000 วัตต์ และเปิดใช้งานวันละ 7 ชวั่ โมง บา้ นนี้ใชพ้ ลังงานไฟฟ้า
ไปกับเครื่องปรบั อากาศก่ีหนว่ ย ต่อวนั
ก. 7 หน่วย ง. 140 หนว่ ย
ข. 14 หน่วย จ. 1,400 หนว่ ย
ค. 70 หน่วย
14. ข้อใดบอกหน่วยของ พลงั งานไฟฟ้า , กำลังไฟฟ้าและ เวลา ท่ใี ช้สำหรบั การคำนวณหาค่าพลังงานไฟฟ้าได้
ถกู ต้องตามลำดับ
ก. วัตต์ วนิ าที จูล
ข. หนว่ ย วัตต์ วนิ าที
ค. จลู กิโลวตั ต์ ช่ัวโมง
ง. หน่วย กิโลวัตต์ ชว่ั โมง
จ. ยูนติ วตั ต์ นาที
15. ค่าไฟฟา้ ท่กี ารไฟฟ้าเกบ็ ประกอบไปดว้ ยองคป์ ระกอบใดบา้ ง
ก. ค่าเชอ้ื เพลงิ คา่ ธรรมเนยี ม ค่าภาษี
ข. ค่าไฟฟา้ ฐาน ค่าไฟฟา้ ผันแปร ค่าภาษมี ลู ค่าเพิม่
ค. ค่าบริการ ค่าไฟฟา้ ฐาน คา่ ธรรมเนียม
ง. ค่าไฟฟ้าผนั แปร ค่าไฟฟา้ คงที คา่ ภาษีมูลคา่ เพิ่ม
จ. ค่าภาษมี ลู ค่าเพิ่ม คา่ บริการ คา่ ไฟฟ้าฐาน
ขอ้ ความต่อไปนีใ้ ชต้ อบข้อ 16-20
อตั ราไฟฟ้าฐาน ประเภทท่ี 1 คดิ อัตราการใช้ไฟฟา้ ดังน้ี
ประเภทที่ 1.1 บา้ นอยอู่ าศยั ไมเ่ กนิ 150 หนว่ ยต่อเดอื น
30
15 หน่วยแรก (0-15) หน่วยละ 1.8632 บาท/หนว่ ย
10 หนว่ ยต่อไป (16-25) หน่วยละ 2.5026 บาท/หนว่ ย
10 หน่วยตอ่ ไป (26-35) หน่วยละ 2.7549 บาท/หน่วย
65 หน่วยตอ่ ไป (36-100) หน่วยละ 3.1381 บาท/หน่วย
50 หนว่ ยตอ่ ไป (101-150) หนว่ ยละ 3.2315 บาท/หนว่ ย
250 หน่วยตอ่ ไป (151-400) หนว่ ยละ3.7362 บาท/หน่วย
400 หน่วยขน้ึ ไป (ต้ังแต่หนว่ ยท่ี 401) 3.9361 บาท/หน่วย
ผู้ใชไ้ ฟไมเ่ กนิ 50 หนว่ ยตอ่ เดือนได้รบั สทิ ธค์ิ ่าไฟฟ้าฟรีในเดือนน้นั ประเภทที่ 1.2 บา้ นอยู่อาศยั ใช้ไฟเกิน 150
หน่วยตอ่ เดือน
150 หนว่ ยแรก (0-150) หน่วยละ 2.7628 บาท/หน่วย
250 หน่วยตอ่ ไป (151-400) หนว่ ยละ 3.7362 บาท/หนว่ ย
400 หนว่ ยขน้ึ ไป (ตั้งแตห่ น่วยท่ี 401) 3.9361 บาท/หนว่ ย
การคำนวณคา่ ไฟฟ้า=คา่ ไฟฟ้าฐาน+ ค่าไฟฟ้าผันแปร+ภาษีมลู ค่าเพิ่ม+คา่ บริการ
16. บ้านรชั นาใชไ้ ฟฟา้ เดือนละกห่ี นว่ ย
ก. 8.55 หนว่ ย ง. 8,550 หน่วย
ข. 256.5 หน่วย จ. 15,250 หน่วย
ค. 1,400 หน่วย
17. บา้ นรัชนาจะตอ้ งเสีย เฉพาะค่าไฟฟา้ ฐานใชไ้ ฟฟ้า
เดือนละกหี่ น่วย
ก. 76.95 บาท ง. 812.33 บาท
ข. 259.48 บาท จ. 925.50 บาท
ค. 546 บาท
18. บ้านวัชรมนใชไ้ ฟฟ้าเดือนละ 49 หนว่ ยต้องเสยี ค่าไฟเดือนละเท่าไร
ก. คา่ ไฟฟรี ง. 167.89 บาท
ข. 91.29 บาท จ. 255.56 บาท
ค. 156.91 บาท
19. บา้ นรตั นาวดีใช้ไฟฟ้าเดือนละ 200 หน่วย เสียค่าไฟฟ้าผนั แปรเดอื นน้ีเท่าไร
ก. 38.22 บาท ง. 180.37 บาท
ข. 57.39 บาท จ. 253.56 บาท
ค. 60.00 บาท
20. จากข้อ 19 บา้ นรัตนาวดี เสยี คา่ ภาษมี ลู ค่าเพิม่ เดอื นน้ีเทา่ ไร
ก. 38.22 บาท ข. 46.28 บาท ค. 57.39 บาท
ง. 180.37 บาท จ. 235.56 บาท
30
5. เอกสารอ้างอิง (ข้นึ หน้าใหม่)
หนงั สอื เรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่องานธรุ กิจและบริการ สำนกั พมิ พ์เอมพันธ์
6. ภาคผนวก (เฉลยแบบฝึกหัด เฉลยแบบทดสอบ ฯ)
เฉลยข้อสอบประจำหน่วยที่ 1 เรอื่ งแหลง่ กำเนดิ ไฟฟ้าและอปุ กรณ์ไฟฟา้
1. กระแสไฟฟ้าเปน็ ผลมาจากการเคลอื่ นท่ีของอนภุ าคชนิดใดในลวดตัวนำ
ก. อเิ ลก็ ตรอน
2. ขอั ใดไม่ใชพ่ ลงั งานไฟฟา้ ท่เี กดิ จากปฏกิ ิริยาเคมี
ก. ไดนาโม
3. ไมเคิล ฟาราเดย์เป็นผคู้ น้ พบเรอื่ งใด
ง. กระแสเหน่ียวนำ
4. ธาตใุ ดที่ไมเ่ กย่ี วข้องในการผลิตเซลล์สุรยิ ะ
จ. ฮเี ลยี ม
5. ขอ้ ใดเป็นหลักการของปรากฎการณโ์ ฟโตอิเลก็ ตริก
ก. เกิดจากแสงไปตกกระทบบนพน้ื ผิววัตถทุ ำให้ อเิ ลก็ ตรอนหลุดออกมาได้
6. ข้อใดเปน็ หน้าท่ีของสายไฟ
ค. ใชเ้ ปน็ ตวั กลางในการสง่ พลังงานไฟฟา้ ไปยงั เครือ่ งใช้ไฟฟ้า
7. อปุ กรณ์ใดชว่ ยตัดวงจรไฟฟา้ เม่ือกระแสไฟฟ้าไหลในวงจรมากเกนิ ไป
จ. ฟวิ ส์กระเบอื้ ง
8. อุปกรณไ์ ฟฟ้าคู่ใดมีหน้าที่ไดเ้ หมือนกนั
ค. สวิตช์อัตโนมตั แิ ละฟวิ ส์
9. อุปกรณ์ท่ีสามารถทำหน้าท่ีในการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนท่ีของกระแสไฟฟ้ามี 3 ข้ัว โดยข้ัวกลางจะต่อ
กบั แหลง่ กำเนิดไฟฟา้ อกี 2 ขั้ว เปน็ การเลือกวา่ ขัว้ กลางจะเชอ่ื มกับข้วั ใดท่ีเหลืออยู่
ก. สวิตชส์ องทาง
10.ข้อใดเปรียบเทียบระบบไฟฟ้า 1 เฟสกบั ระบบ 3 เฟสไมถ่ กู ต้อง
ค. สายNeutron ของระบบ 3 เฟสมีกระแสไฟฟา้ แต่ระบบ 1 เฟส ไมม่ ี
11. ในการตอ่ ไฟฟ้าเข้าบ้านต้องผา่ นอุปกรณ์ใดก่อน
ง. มาตรไฟฟา้ หรือมเิ ตอร์ไฟฟ้า
12. ขอ้ ใดควรทำเปน็ อันดบั แรกในการช่วยเหลือผปู้ ระสบเหตไุ ฟฟา้ ลัดวงจร
ข.ตัดกระแสไฟฟ้าโดยถอดปล๊กั หรือตัดสะพานไฟ
13. บา้ นหลงั หนึง่ ใชเ้ ครื่องปรบั อากาศขนาด2,000 วัตตแ์ ละเปิดใชง้ านวนั ละ 7 ชัว่ โมง บ้านนใี้ ชพ้ ลังงานไฟฟา้
ไปกบั เคร่ืองปรบั อากาศกหี่ นว่ ย ตอ่ วัน
ข. 14 หน่วย
14. ขอ้ ใดบอกหนว่ ยของ พลงั งานไฟฟ้า , กำลงั ไฟฟ้า และ เวลา ทใ่ี ชส้ ำหรบั การคำนวณหาค่าพลงั งานไฟฟา้ ได้
ถกู ต้องตามลำดับ
ง. หนว่ ย กิโลวตั ต์ ชว่ั โมง
15. คา่ ไฟฟ้าทีก่ ารไฟฟา้ เก็บประกอบไปดว้ ยองคป์ ระกอบใดบ้าง
31
ข. ค่าไฟฟา้ ฐาน คา่ ไฟฟ้าผนั แปร คา่ ภาษมี ูลคา่ เพิ่ม
16. บา้ นรชั นาใช้ไฟฟ้าเดือนละกีห่ นว่ ย
ข. 256.5 หน่วย
17. บา้ นรชั นาจะตอ้ งเสยี เฉพาะคา่ ไฟฟ้าฐานใชไ้ ฟฟา้ เดอื นละกี่หน่วย
ง. 812.33 บาท
18. บา้ นวชั รมนใชไ้ ฟฟ้าเดอื นละ 49 หนว่ ยต้องเสยี ค่าไฟ เดอื นละเทา่ ไร
ก. คา่ ไฟฟรี
19. บา้ นรัตนาวดใี ชไ้ ฟฟ้าเดือนละ 200 หนว่ ย เสยี คา่ ไฟฟ้าผนั แปรเดือนน้เี ทา่ ไร
ค. 60.00 บาท
20. จากขอ้ 19 บ้านรตั นาวดี เสียค่าภาษีมลู คา่ เพมิ่ เดือนนเ้ี ทา่ ไร
ข. 46.28 บาท
32
ใบงาน ท่ี ........ 1........ หน่วยท่.ี .....บทที่ 1....
หลกั สตู ร ประกาศนียบัตรวชิ าชพี ชน้ั สงู สอนคร้ังท่.ี ...1......
รหัสวชิ า3000-1305 ชอ่ื วชิ า วทิ ยาศาสตร์เพ่ืองานธรุ กิจและ เวลา.........2.........ชม.
บริการ
ชื่องาน.........การเกดิ กระแสไฟฟ้าจากการเหนีย่ วนำอย่างง่าย...............
1. จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
1.1 อธบิ ายหลกั การเกดิ กระแสไฟฟา้ จากแหลง่ กำเนิดไฟฟ้าชนดิ ตา่ งๆ ได้
1.2 อธบิ ายหน้าท่ีของอุปกรณ์ไฟฟ้าในวงจรไฟฟา้ ในบา้ นได้
2. สมรรถนะ
2.1 อธิบายการเกดิ กระแสไฟฟ้าจากการเหนย่ี วนำ โดยการเคล่ือนที่ของแทง่ แมเ่ หลก็ ผ่านขดลวด
2.2 อธบิ ายการเกิดกระแสไฟฟ้าจากการเหนี่ยวนำ โดยการเคลื่อนทขี่ องขดลวดตดั ผ่านสนามแม่เหล็กได้
3. เคร่อื งมือ วัสดุ และอปุ กรณ์
3.1 ขดลวดทองแดงพันรอบแกนพลาสตกิ 1 อนั
3.2 เครื่องกำเนิดไฟฟา้ อย่างงา่ ย 1 ชดุ
3.3 แทง่ แม่เหลก็ กลม 1 แท่ง
3.4 แทง่ แม่เหลก็ รปู สเ่ี หลี่ยม 2 แท่ง
3.5 แอมมิเตอร์
4. คำแนะนำ
ใหศ้ ึกษาเคร่อื งมือ วสั ดุ อุปกรณ์ และขนั้ ตอนในการทดลองกอ่ นปฏิบัติการทดลอง
5. ข้อควรระวัง
ควรใช้เครอ่ื งมือ และปฏิบตั กิ ารทดลองด้วยความระมัดระวัง
6. ลำดับขน้ั (การทดลอง/การปฏิบัตงิ าน)
6.1 นักศึกษาตอ่ ปลายทัง้ สองข้างของขดลวดเข้ากับแอมมิเตอร์
6.2 จับขดลวดใหอ้ ยกู่ ับที่ และปฏบิ ตั ดิ งั นี้ โดยขณะทดลองใหส้ งั เกตการณ์เบนของเขม็ แอมมเิ ตอร์
6.2.1 นำปลายขา้ งหน่ึงของแท่งแมเ่ หล็กเคลอ่ื นที่เข้ามาใกลๆ้ ขดลวด
6.2.2 จับแท่งแม่เหล้กเคลื่อนท่ีเข้าและออกจากขดลวด โดยเร่ิมจากการเคลื่อนที่แบบช้าๆ และเพ่ิม
ความเรว็ มากขนึ้
6.2.3 นำแทง่ แมเ่ หล็กเคลอ่ื นท่ีเข้าไปในขดลวดและหยุดนง่ิ
6.3 จบั แท่งแมเ่ หล็กให้อยกู่ ับที่ และปฏิบัติดังนี้ โดยขณะทดลองใหส้ งั เกตการณเ์ บนของเข็มแอมมิเตอร์
6.3.1 นำขดลวดเคลือ่ นทเ่ี ขา้ มาใกลๆ้ ปลายของแท่งแม่เหลก็
6.3.2 นำขดลวดเคลื่อนท่เี ขา้ และออกจากแท่งแม่เหล็กอย่างรวดเรว็
33
7. ผลการศึกษา การเบนของเข็มแอมมเิ ตอร์
การทดลอง
ขดลวดอยูก่ บั ที่
- เม่ือนำปลายขา้ งหน่ึงของแท่งแม่เหล็กเขา้ มาใกลๆ้ ขดลวด
- แทง่ แมเ่ หลก็ เคลื่อนท่เี ข้าและออกจากขดลวดช้าๆ
- นำแท่งแม่เหลก็ เคลือ่ นท่ีเข้าและออกจากขดลวดอย่างรวดเรว็
- แท่งแม่เหลก็ เคลือ่ นท่ีเข้าไปในขดลวดแลว้ หยุดนง่ิ
แท่งแมเ่ หล็กอยู่กับที่
- นำขดลวดเคลื่อนทเี่ ขา้ มาใกลๆ้ ปลายของแทง่ แม่เหลก็
- นำขดลวดเคลือ่ นทเี่ ขา้ และออกจากแทง่ แมเ่ หลก้ อยา่ งรวดเรว็
8. สรุปและวิจารณ์ผล
.......................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
9. การประเมินผล
1. สังเกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
2. ประเมินพฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่
3. สงั เกตพฤติกรรมการเขา้ รว่ มกิจกรรมกลุ่ม
4 ตรวจกจิ กรรมส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้
5. ตรวจแบบประเมินผลการเรยี นรู้ แบบฝกึ ปฏบิ ตั ิ
6. ตรวจกิจกรรมใบงาน
7. การสังเกตและประเมินพฤติกรรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
10. เอกสารอ้างอิง /เอกสารค้นคว้าเพ่ิมเตมิ
หนงั สือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพอื่ งานธุรกิจและบริการ สำนกั พมิ พ์เอมพนั ธ์ และอนิ เทอร์เน็ต
34
ใบปฏบิ ัตงิ าน ที่ 1 หน่วยท่ี 1
หลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชพี ชน้ั สงู สอนครัง้ ท.่ี ...2-3
รหัสวชิ า3000-1305.ชื่อวิชา วทิ ยาศาสตร์เพื่องานธุรกิจและ เวลา.......1...........ชม.
บริการ ใชป้ ระกอบใบงานที่....1..
ชือ่ งานย่อยทีป่ ฏบิ ัติ.......ตรวจหวั ขอ้ โครงงานวทิ ยาศาสตร์ซ้ำ
1. จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม
สำรวจและตัดสนิ ใจเลอื กเรื่องท่จี ะทำโครงงาน
2. สมรรถนะ
สำรวจและตัดสนิ ใจเลือกเรื่องทจ่ี ะทำโครงงาน
3. เครือ่ งมือ วสั ดุ และอปุ กรณ์
3.1 เอกสาร แหลง่ ขอ้ มูลจากโครงงานวิทยาศาสตรฉ์ บบั เก่า ๆ
3.2 อนิ เตอร์เนต็
4. คำแนะนำ ให้คดิ จากปญั หาที่พบและอยากแกไ้ ข
5. ข้อควรระวัง ไมล่ อกโครงงานของใคร
6. ลำดับขัน้ (การทดลอง/การปฏิบัติงาน)
6.1 สืบค้นหัวข้อ
6.2 คัดเลือกหัวขอ้ .
6.3 ถ้ายงั ไม่ผ่าน ให้สืบค้นและคดั เลือกหัวข้อมาใหม่
7. คำถาม
7.1 แกป้ ัญหาอะไร
7.2 อยากรู้อะไร
8. สรปุ และวจิ ารณผ์ ล
ครตู รวจสอบว่าเปน็ หวั ข้อโครงงานทีเ่ หมาะสมหรือไม่
9. การประเมนิ ผล
ให้หัวข้อผา่ นหรอื ไม่
10. เอกสารอ้างอิง /เอกสารคน้ คว้าเพม่ิ เตมิ
หนงั สือเรียนวชิ าวิทยาศาสตร์เพ่ืองานธุรกจิ และบริการ สำนกั พิมพเ์ อมพันธ์ และอนิ เทอร์เน็ต
35
ใบมอบหมายงาน ท่ี .....1.......... หนว่ ยท.ี่ ......1.......
หลักสตู ร ประกาศนยี บตั รวิชาชพี ช้ันสงู สอนครั้งท.่ี ..2-3......
รหสั วิชา3000-1305.ชอ่ื วชิ า วิทยาศาสตร์เพื่องานธุรกจิ และ เวลา........1..........ชม.
บรกิ าร
ช่ือเรอ่ื ง.............วางแผนการทดลองโครงงานวทิ ยาศาสตร์.....................................................................
1. จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
วางแผนการทดลองโครงงานวิทยาศาสตร์
2. สมรรถนะ
วางแผนการทดลองโครงงานวิทยาศาสตร์
3. รายละเอียดของงาน
วางแผนการทดลองโครงงานวิทยาศาสตร์ท่ีเหมาะสมกับระดับการศึกษา การใชว้ ัสดุอุปกรณ์ และ
ระยะเวลาในการดำเนนิ งาน
4. กำหดเวลาส่งงาน สัปดาห์ถัดไป
5. แนวทางในการปฏบิ ตั งิ าน
สบื ค้น ปรกึ ษา ประชุมกลมุ่ วางแผน
6. แหล่งข้อมลู คน้ คว้าเพิ่มเติม
ห้องสมุด เอกสารห้องวทิ ยาศาสตร์ อนิ เตอร์เนต็
7. การประเมนิ ผล
มคี วามเหมาะสมกับระดบั ช้ันทก่ี ำลังศึกษา