The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยชั้นเรียน การอ่านจับใจความม.3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phatcha Prajongjeeb, 2022-09-11 00:55:48

วิจัยชั้นเรียน การอ่านจับใจความม.3

วิจัยชั้นเรียน การอ่านจับใจความม.3

ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา
ภาษาเป็นส่ิงท่ีมีความสาคัญต่อการดาเนินชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์ในโลกล้วนใช้ภาษาในการ

ติดต่อส่ือสารกัน ภาษาคือเคร่ืองมือท่ีมนุษย์ใช้สื่อสารทาความเข้าใจซ่ึงกันและกัน และภาษาเป็นสมบัติของ
มนุษย์ เป็นเครื่องมือที่ใช้ส่ือสารกัน ท้ังน้ีภาษาไทยนอกจากจะเป็นภาษาประจาชาติ ยังแสดงถึงความเป็น
เอกลักษณ์ของความเป็นชาติไทย ภาษาไทยยังมีความจาเป็นและสาคัญอย่างยิ่งในการดารงชีวิตประจาวัน
ช่วยถ่ายทอดความรู้ความคิดเสริมสร้างความเข้าใจอันดีของคนในสังคม ภาษาไทยจึงเป็นวิชาที่สาคัญยิ่งตอ่
การพัฒนาคนในชาติ การเรียนภาษาไทยนั้นเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้วิชาอ่ืนๆ ผู้ที่ใช้ภาษาไทยได้ดีย่อม
ส่งผลในการเรียนรู้วิชาอื่นๆ ดีไปด้วยเพราะภาษาไทย คือ หัวใจของทุกวิชาดังน้ันความสามารถของการใช้
ภาษาในการส่ือสาร จึงนับวา่ สาคัญมากในยคุ ปัจจบุ นั สอดคล้องกบั กระทรวงศกึ ษาธิการได้กล่าวไว้วา่ ภาษา
เปรียบเสมือนหัวใจของการติดต่อส่ือสารระหว่างคน ทาให้เกิดความสะดวกและเกิดความเข้าใจตรงกัน
เพราะฉะนั้นคนไทยควรตระหนักถึงความสาคัญของภาษาไทย ต้องทาความเข้าใจ ศึกษาหลักเกณฑ์ของ
ภาษาและควรฝึกฝนให้เกิดการพัฒนาการทางภาษา ทั้งทักษ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียนให้มี
ประสิทธิภาพ เพื่อจะได้นาไปใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจาวันและเสริมความเข้าใจอันดีต่อกัน ทาให้เกิด
ประโยชน์ที่ดีแก่ตนเอง ชุมชน ประเทศชาติ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2554 : 3) นอกจากน้ี ภาษาไทยเป็น
เครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้ ความคิด
วิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี ตลอดจนนาไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความม่ันคงทางสังคมและเศรษฐกิจ นอกจากน้ียังเป็น
สื่อท่ีแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี สุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้าค่าควรแก่การ
เรียนรู้ อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน.
2551 : 37) ซึ่งสอดคล้องกับ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียน
ทุกคน ซ่ึงเป็นกาลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลท้ังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกใน
ความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยดึ มัน่ ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมขุ มีความรแู้ ละทักษะพ้นื ฐาน รวมทัง้ เจตคติ ที่จาเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและ
การศึกษาตลอดชีวิตโดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบนพ้ืนฐานความเช่ือว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนา
ตนเองไดเ้ ต็มตามศักยภาพ(กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2551 : 4)

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรท่ีมีมาตรฐาน
การเรียนรู้ สมรรถนะสาคัญของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์เปน็ เป้าหมายสาคัญสาหรบั พัฒนาเด็ก
และเยาวชน ผ้สู อนตอ้ งพยายามคัดสรรกระบวนการเรยี นรู้ จัดการเรียนรู้ เพ่อื พัฒนาผู้เรียนใหม้ คี ณุ ภาพตาม
มาตรฐานการเรียนรู้ท้ัง 8 กลุ่มสาระเรียนรู้ รวมทั้งปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พัฒนา
ทักษะต่างๆ อันเป็นสมรรถนะสาคัญท่ีต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียน โดยยึดหลักว่า ผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุด
เช่ือว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ยึดประโยชน์ท่ีเกิดกับผู้เรียน กระบวนการเรียนรู้
ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ คานึงถึงความแตกต่างระหว่าง
บุคคลและพัฒนาการทางสมอง เน้นให้ความสาคัญท้ังความรู้ และคุณธรรม กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่
เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย เป็นเครื่องมือท่ีจะนาพาตนเอง
ไปสูเ่ ป้าหมายของหลกั สูตร กระบวนการเรียนร้ทู ี่จาเปน็ สาหรับผเู้ รียน อาทิ กระบวนการเรยี นรู้

แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญ
สถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือทาจริง
กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ของตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะ
นิสัย กระบวนการเหล่านี้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝนพัฒนา เพราะจะ
สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี นอกจากนี้ผู้สอนควรพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้ โดย
เลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน สอื่ /แหล่งเรยี นรู้ การวัดและประเมินผล เพื่อใหผ้ ู้เรียนได้พัฒนาเต็มตาม
ศักยภาพและบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ซึ่งเป็นเป้าหมายท่ีกาหนด (สานักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขนั้ พ้ืนฐาน. 2551 : 25)

การอ่านมีความสาคัญและจาเป็นต่อชีวิตมนุษย์ เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการแสวงหาความรู้
การอ่านมีประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง ทาให้เป็นคนทันต่อเหตุการณ์และสนอง ความอยากรู้อยากเห็น
การแสวงหาความรู้ท่ีย่ังยืนจึงอาศัยการอ่านเป็นปัจจัยสาคัญ กล่าวคือ มนุษย์มีความอยากรู้เรื่องราวต่างๆ
โดยธรรมชาติ ถ้าความอยากรู้ได้รับการสนองตอบคือได้รับคาตอบ สามารถแสวงหาคาตอบด้วยตนเองได้ ก็
จะเกิดความพอใจ และอยากรู้ต่อไปให้ลึกซึ้งกว้างขวาง ย่ิงถ้าหากสามารถนาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์ได้ ก็ย่ิง
เห็นคุณค่าในการแสวงหาความรู้มากข้ึน ผู้มีความรู้เมื่อได้รับการสนับสนุนจากสังคมแวดลอ้ มก็จะพยายาม
แสวงหาทางสนองความอยากรู้ของตนต่อไป การอ่านได้และอ่านเป็น เป็นวิธีการหาความรู้เพ่ือสนองความ
อยากรู้ของคนเราได้อย่างดี การอ่านมีความสาคัญต่อการพัฒนาตนเอง ทั้งในด้านความรู้และความคิด
เพราะเรื่องราวแตล่ ะประเภทผเู้ ขียนได้นาเสนอความรู้และสอดแทรกความคิดของตนเอง ซ่ึงผู้อ่านจะได้รับ
ความรู้และความคิด เมื่ออ่านสารหลายประเภทจานวนมากข้ึน ความรู้และความคิดก็มากข้ึนช่วยให้เป็นผู้
รอบรู้ สามารถใชค้ วามรู้เป็นกรอบการดาเนินชวี ิตมากย่ิงขน้ึ (สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน.
2549 : 5) และการอ่านมักพบปัญหาอยู่เสมอคือนักเรียนขาดความเข้าใจในเร่ืองที่อ่านจับใจความของเรื่องไม่ได้
ตีความไม่เปน็ และครรู ะดบั ประถมศกึ ษาใช้เวลาสว่ นใหญใ่ นการสอนอา่ นมากกว่าการเรียนการสอนดา้ นอื่นๆ แต่ก็
ยงั ไมไ่ ดผ้ ลทน่ี ่าพอใจ ปญั หาก็น่าจะเกิดจากวิธีการสอน และ การจดั กิจกรรมการอ่านท่ยี ังไมเ่ หมาะสม ปัญหาและ
อปุ สรรคหลายๆ ดา้ นนี้นา่ จะนามาพจิ ารณาแก้ไขเพอ่ื ให้เด็กสามารถเรยี นภาษาได้ดขี นึ้

การอ่านจับใจความมีบทบาทสาคัญต่อการพัฒนาการศึกษาของบุคคล ความสามารถในการอ่าน
ของประชาชนในชาติย่อมแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของประเทศน้ันซ่ึงบังเกิดผลทั้งทางตรงและทางอ้อม
ด้านเศรษฐกิจ ความรู้ที่ได้จากการอ่านสารที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับเปลี่ยน
ระบบผลติ การบริโภคและการเลือกอาชีพท่เี หมาะสมสาหรับตนเอง ดา้ นการเมอื งเกยี่ วข้องกับการนาความรู้
ทีไ่ ด้จากการอา่ นสารการเมืองไปพัฒนาความรูค้ วามเขา้ ใจ เพอ่ื ใช้เป็นพ้นื ฐานของการคดิ วิเคราะหส์ ังเคราะห์
และประเมนิ ค่าให้ถกู ตอ้ งตามหลักประชาธิปไตยอนั เป็นระบอบการปกครองของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์
เป็นประมุข ด้านสังคม การอ่านจับใจความจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนาความรู้ ความคิดของผู้อ่านให้
กวา้ งขวาง เพ่ือการนามาใช้พัฒนาคณุ ภาพชวี ิตในครอบครัวและประเทศชาติใหก้ า้ วหน้าทัดเทียมกับประเทศ
อื่น สามารถช่วยลดปัญหาทางสังคมในระดับหน่ึง หากมีการจัดกิจกรรมทางการอ่านให้สอดคล้องกับความ
สนใจและความต้องการของประชาชน และการอ่านจับใจความเป็นทักษะที่ใช้ในชีวิตประจาวัน ทั้งในด้าน
การศึกษา การประกอบอาชีพ รวมทั้ง การใช้เวลาว่างก็ใช้ การอ่านจับใจความเข้ามาเก่ียวข้อง ดังนั้นสารท่ี
อ่านจงึ มที ้งั สารวชิ าการใหค้ วามรดู้ า้ นต่างๆ และสาระบันเทิงที่ใหค้ วามสนุกสนานคลายความเครียด ไมว่ า่ จะ

เป็นการอ่านสารประเภทใด ก่อนที่ผู้อ่านจะเร่ิมเข้าสู่รายละเอียดของเน้ือเรื่องมักจะค้นหาคาสาคัญท่ี
ปรากฏอยู่ในเนื้อเร่ืองเป็นอันดับแรก เพราะคาสาคัญจะช่วยให้ผู้อ่านคาดเดาเรื่องราวได้ก่อนที่จะอ่าน
รายละเอียดตอ่ ไป (กระทรวงศึกษาธิการ. 2552 : 2)

การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี
ส่วนร่วมในช้ันเรียน สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียน มุ่งให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ โดยมีครูเป็นผู้
อานวยความสะดวก สร้างแรงบันดาลใจ ให้คาปรึกษา ดูแล แนะนา จัดวิธีการเรียนรู้และแหลง่ เรียนรูท้ ี่
หลากหลาย ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย สร้างองค์ความรู้ได้ มีความเข้าใจในตนเอง ใช้
สติปัญญา คิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ผลงาน มีสมรรถนะสาคัญ มีทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต บรรลุ
เป้าหมายการเรียนรู้ตามระดบั ชว่ งวัย (สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน. 2562 : 4)

ลักษณะของการจดั การเรยี นรู้แบบ Active Learning มีดงั นี้
1. เปน็ การพฒั นาศกั ยภาพการคดิ การแกป้ ัญหา และการนาความรู้ไปประยกุ ตใ์ ช้
2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดระบบการเรียนรู้ และสร้างองค์ความรู้โดยมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันใน
รปู แบบของความร่วมมอื
3. เปดิ โอกาสใหผ้ ้เู รียนมีสว่ นรว่ มในกระบวนการเรยี นรู้สงู สดุ
4. เป็นกจิ กรรมทใี่ หผ้ เู้ รียนบูรณาการข้อมลู ขา่ วสาร สารสนเทศ สูท่ กั ษะการคดิ
วิเคราะห์
5. ผเู้ รียนไดเ้ รียนรู้ความมีวนิ ัยในการทางานรว่ มกบั ผูอ้ น่ื
6. ความรู้เกดิ จากประสบการณ์ และการสรปุ ของผู้เรียน
7. ผูส้ อนเป็นผอู้ านวยความสะดวกในการจดั การเรยี นรู้ เพือ่ ใหผ้ ้เู รียนเปน็ ผู้ปฏบิ ตั ดิ ว้ ย
ตนเอง

(สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2562 : 5)

ตัวอย่างเทคนคิ การจัดการเรยี นร้แู บบ Active Learning
การจัดการเรยี นร้แู บบ Active Learning สามารถสรา้ งให้เกดิ ขึน้ ไดท้ ัง้ ในห้องเรยี นและนอก
หอ้ งเรียน รวมทงั้ สามารถใชไ้ ด้กบั นกั เรยี นทุกระดบั ทัง้ การเรยี นรเู้ ปน็ รายบุคคล การเรียนรู้แบบกลมุ่ เลก็
และการเรียนรูแ้ บบกล่มุ ใหญ่ ตวั อยา่ งรปู แบบหรือเทคนิค การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ท่ีจะช่วยให้ผเู้ รียนเกิด
การเรียนรแู้ บบ Active Learning ได้ดี ไดแ้ ก่
1. การเรียนรู้แบบแลกเปลี่ยนความคดิ (Think-Pair-Share) คือการจดั กิจกรรมการ
เรียนร้ทู ่ใี ห้ผเู้ รียนคิดเกย่ี วกบั ประเด็นที่กาหนดแตล่ ะคน ประมาณ 2-3 นาที (Think) จากนั้นใหแ้ ลกเปลีย่ น
ความคิดกบั เพื่อนอกี คน 3-5 นาที (Pair) และนาเสนอความคิดเห็นต่อผู้เรยี นทง้ั หมด (Share)
2. การเรยี นรู้แบบรว่ มมือ (Collaborative learning group) คือการจัดกจิ กรรม
การเรียนรทู้ ีใ่ หผ้ ู้เรียนได้ทางานร่วมกับผอู้ ื่น โดยจดั เป็นกลมุ่ ๆ ละ 3-6 คน
3. การเรยี นร้แู บบทบทวนโดยผู้เรยี น (Student-led review sessions) คือการจดั

กิจกรรมการเรียนรู้ที่เปดิ โอกาสให้ผู้เรยี นไดท้ บทวนความรู้และพจิ ารณาข้อสงสัยต่าง ๆ ในการปฏิบตั ิ
กจิ กรรมการเรยี นรู้ โดยครูจะคอยชว่ ยเหลอื กรณที ่มี ปี ัญหา

4. การเรยี นรแู้ บบใช้เกม (Games) คือการจดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ ่ีผู้สอนนาเกมเข้า
บูรณาการในการเรยี นการสอน ซึ่งใชไ้ ดท้ งั้ ในขัน้ การนาเขา้ สู่บทเรยี น การสอน การมอบหมายงาน และหรือ
ขน้ั การประเมินผล

5. การเรียนรู้แบบวเิ คราะห์วดี โี อ (Analysis or reactions to videos) คอื การจัด
กจิ กรรมการเรียนรทู้ ีใ่ ห้ผเู้ รียนได้ดวู ีดโี อ 5-20 นาที แลว้ ให้ผเู้ รยี นแสดงความคิดเหน็ หรือสะทอ้ นความคิด
เกยี่ วกับสงิ่ ท่ีได้ดู อาจโดยวิธีการพูดโตต้ อบกนั การเขียน หรอื การรว่ มกันสรุปเปน็ รายกล่มุ

6. การเรยี นรู้แบบโตว้ าที (Student debates) คอื การจัดกจิ กรรมการเรียนรูท้ ่จี ัดให้
ผูเ้ รยี นไดน้ าเสนอข้อมูลท่ไี ดจ้ ากประสบการณแ์ ละการเรียนรู้ เพ่อื ยืนยันแนวคิดของตนเองหรอื กลุม่

7. การเรียนรแู้ บบผูเ้ รียนสร้างแบบทดสอบ (Student generated exam
questions) คอื การจดั กิจกรรมการเรียนร้ทู ี่ใหผ้ ู้เรยี นสร้างแบบทดสอบจากส่งิ ทไ่ี ดเ้ รียนรูม้ าแล้ว

8. การเรยี นรแู้ บบกระบวนการวิจยั (Mini-research proposals or project)
คอื การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ท่ีอิงกระบวนการวิจัย โดยให้ผูเ้ รียนกาหนดหัวขอ้ ที่ตอ้ งการเรียนรู้ วางแผนการ
เรียน เรียนรตู้ ามแผน สรปุ ความรหู้ รือสร้างผลงาน และสะทอ้ นความคดิ ในส่ิงที่ไดเ้ รียนรู้ หรืออาจเรียกว่า
การสอนแบบโครงงาน(project-based learning) หรือ การสอนแบบใชป้ ัญหาเป็นฐาน (problem-based
learning)

9. การเรียนรแู้ บบกรณศี กึ ษา (Analyze case studies) คือการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
ทใ่ี หผ้ เู้ รียนได้อ่านกรณีตวั อย่างท่ีตอ้ งการศึกษา จากนัน้ ให้ผู้เรยี นวิเคราะหแ์ ละแลกเปลี่ยนความคดิ เหน็ หรือ
แนวทางแก้ปัญหาภายในกล่มุ แลว้ นาเสนอความคดิ เหน็ ต่อผูเ้ รียนทง้ั หมด

10. การเรียนร้แู บบการเขยี นบันทกึ (Keeping journals or logs) คอื การจดั กิจกรรม
การเรยี นรทู้ ผี่ เู้ รยี นจดบนั ทึกเร่อื งราวตา่ งๆ ท่ีได้พบเหน็ หรือเหตุการณ์ท่เี กิดขน้ึ ในแต่ละวัน รวมทั้งเสนอ
ความคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบนั ทึกทเี่ ขียน

10. การเรยี นรแู้ บบการเขียนจดหมายข่าว (Write and produce a newsletter) คือ
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ที่ให้ผเู้ รยี นรว่ มกนั ผลิตจดหมายข่าว อันประกอบดว้ ย บทความ ข้อมูลสารสนเทศ
ขา่ วสาร และเหตกุ ารณท์ ีเ่ กิดขึ้น แล้วแจกจ่ายไปยังบุคคลอ่ืนๆ

11. การเรยี นรแู้ บบแผนผงั ความคิด (Concept mapping) คือการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
ที่ใหผ้ ้เู รียนออกแบบแผนผงั ความคิด เพ่ือนาเสนอความคิดรวบยอด และความเช่ือมโยงกันของกรอบ
ความคดิ โดยการใชเ้ สน้ เปน็ ตัวเช่อื มโยง อาจจัดทาเปน็ รายบุคคลหรอื งานกลมุ่ แลว้ นาเสนอผลงานตอ่
ผเู้ รียนอืน่ ๆ จากนั้นเปิดโอกาสใหผ้ ้เู รียนคนอ่นื ได้ซกั ถามและแสดงความคดิ เหน็ เพิ่มเติม
(สถาพร พฤฑฒิกลุ , 2558)

บทบาทของครใู นการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ตามแนวทางของ Active Learning ดังนี้
1. จัดให้ผู้เรยี นเป็นศูนย์กลางของการเรยี นการสอน นาไปใช้ประโยชน์ในชีวติ จริงของ
ผู้เรยี น
2. สรา้ งบรรยากาศของการมีส่วนรว่ ม และการเจรจาโต้ตอบทส่ี ่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รียนมี
ปฏิสมั พนั ธท์ ด่ี ีกับผสู้ อนและเพื่อนในชนั้ เรยี น
3. จัดกจิ กรรมการเรียนการสอนส่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รียนมสี ่วนร่วมในทกุ กิจกรรม รวมท้งั กระตุ้น
ให้ผู้เรียนความสาเร็จในการเรยี นรู้
4. จดั กจิ กรรมการเรียนการสอนแบบรว่ มมือ สง่ เสรมิ ให้เกิดการร่วมมอื ในกล่มุ ผู้เรยี น
5. จัดกจิ กรรมการเรียนการสอนให้ทา้ ทาย และให้โอกาสผ้เู รยี นได้รบั วธิ ีการสอนที่
หลากหลาย
6. วางแผนเกย่ี วกบั เวลาในการจดั การเรยี นการสอนอย่างชดั เจน ทงั้ ในส่วนของเนอ้ื หา
และกิจกรรม
7. ครูผสู้ อนต้องใจกวา้ ง ยอมรับความสามารถในการแสดงออก และความคดิ ของผูเ้ รียน
(ณชั นนั แกว้ ชยั เจริญกจิ , 2550)

ความหมายของแบบฝึกทักษะ
อนงค์ศิริ วิชาลัย (2556 : 80) ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะว่า เป็นสื่อการเรียนการสอนอย่าง
หน่ึงที่สร้างขึ้น ประกอบด้วยกิจกรรมท่ีหลากหลายน่าสนใจท่ีมุ่งให้นักเรียนได้นามาใช้ฝึกฝน ปฏิบัติ เพื่อ
ทบทวนเน้ือหาความรู้ต่าง ๆ ที่ได้เรียนไปแล้วด้วยตนเอง ทาให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ให้
คล่องแคล่ว เกิดความชานาญและความแม่นยา ซ่ึงเป็นไปโดยอัตโนมัติ รวมท้ังเกิดทักษะในเรื่องใดเร่ืองหน่ึง
จนสามารถนาไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั ได้
ราชบัณฑิตยสถาน (2556 : 687) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะหรือแบบฝึกหัด ว่าแบบตัวอย่าง
ปัญหาหรอื คาสั่งท่ตี ้ังขนึ้ เพื่อใหน้ ักเรียนฝึกตอบ
จากความเห็นของนักการศึกษาดังกล่าวสรุปได้ว่า แบบฝึกหมายถึง เครื่องมือทางการเรียนท่ีสร้างข้ึน
สาหรับใหน้ กั เรียนฝึกปฏิบตั ิ ให้มคี วามรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ มีทักษะเพิ่มขึ้น

ลักษณะของแบบฝึกทักษะท่ีดี
ชยั วฒั น์ สุทธริ ัตน์ (2558 : 467 - 468) ไดส้ รปุ ลกั ษณะของแบบฝกึ ที่สาคัญไว้ดังนี้
1. ตอ้ งมีการฝกึ นกั เรียนมากพอสมควรในเร่ืองหน่งึ ๆ ก่อนท่ีจะมีการฝึกเร่ืองอน่ื ๆ ต่อไป ทงั้ นี้ทา
ขน้ึ เพือ่ การสอนไม่ใช่เพ่ือการสอบ
2. แต่ละบทควรฝกึ โดยใชแ้ บบประโยคเพยี งหน่งึ แบบเทา่ น้ัน
3. ฝกึ โครงสร้างใหม่กับส่งิ ทีเ่ รยี นรแู้ ล้ว
4. ประโยคทีฝ่ กึ ควรเป็นประโยคส้นั ๆ
5. ประโยคและคาศพั ท์ควรเป็นแบบท่ใี ช้พูดกนั ในชีวิตประจาวนั ทีน่ ักเรยี นรู้จกั ดแี ลว้

6. เปน็ แบบฝึกท่นี ักเรยี นใช้ความคิดด้วย
7. แบบฝึกควรมีหลาย ๆ แบบ เพ่ือไมใ่ ห้นกั เรยี นเกดิ ความเบื่อหน่าย
8. ควรฝกึ ให้นกั เรียนสามารถนาสงิ่ ที่เรยี นไปแลว้ ไปใชใ้ นชีวิตประจาวนั ได้
ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ
วรนุช บุฟผา (2552 : 8) ไดก้ ล่าวประโยชนข์ องแบบฝึกไว้ ดงั น้ี
1. เป็นส่วนเพ่ิมเติมหรือเสริมหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระ
ครูไดม้ าก เพราะแบบฝกึ เป็นสงิ่ ทีจ่ ัดทาข้ึนอยา่ งเป็นระบบและมีระเบยี บ
2. ช่วยเสริมทักษะ แบบฝึกหัดเป็นเคร่ืองมือที่ช่วยเด็กในการฝึกทักษะ แต่ท้ังนี้จะต้องอาศัยการ
ส่งเสรมิ และความเอาใจใสจ่ ากครผู ้สู อนดว้ ย
3. ช่วยเร่ืองความแตกต่างระหว่างบุคคล เนื่องจากเด็กมีความสามารถทางภาษาแตกต่างกันการให้
เด็กทาแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับความสามารถของเขา จะช่วยให้เด็กประสบผลสาเร็จในด้านจิตใจมากขึ้น
ดังนั้นแบบฝึกหัดจึงไม่ใช่สมุดฝึกที่ครูจะให้เด็กลงมือทาหน้าต่อหน้า แต่เป็นแหล่ง ประสบการณ์เฉพาะ
สาหรับเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ และเป็นเครื่องมือช่วยที่มีค่าของครูที่สนองความต้องการเป็น
รายบุคคลในชัน้ เรยี น
4. แบบฝึก ชว่ ยเสริมทกั ษะให้คงทน ลักษณะการฝึกเพื่อชว่ ยใหเ้ กิดผลดังกล่าวนั้น ได้แก่ ฝกึ ทันที
หลงั จากท่เี ดก็ ได้เรยี นรใู้ นเรอ่ื งน้ัน ๆ ฝกึ ซ้าหลาย ๆ คร้งั เนน้ เฉพาะในเร่ืองท่ผี ดิ
5. แบบฝึกหัดทใ่ี ช้จะเป็นเครื่องมือวดั ผลการเรียนหลังจากจบบทเรียนในแตล่ ะครั้ง
6. แบบฝึกหัดที่จัดทาขึ้นเป็นรูปเล่ม เด็กสามารถเก็บรักษาไว้ใช้เป็นแนวทางเพื่อทบทวนด้วย
ตนเองไดต้ ่อไป
7. การให้เด็กทาแบบฝึกหัด ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของเด็กได้ชัดเจน ซึ่งจะ
ชว่ ยให้ครูดาเนินการปรับปรงุ แก้ไขปัญหานน้ั ๆ ได้ทนั ท่วงที
8. แบบฝึกทจี่ ดั ขึ้นนอกเหนือจากที่มีอยู่ในหนังสือเรียนจะช่วยให้เดก็ ได้ฝึกฝนอย่างเต็มท่ี
9. แบบฝึกท่ีจัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้ว จะช่วยทาให้ครูประหยัดท้ังแรงงานและเวลาในการท่ีจะต้อง
เตรยี มสร้างแบบฝกึ อยเู่ สมอ ในดา้ นผู้เรียนก็ไม่ต้องเสียเวลาในการลอกแบบฝึกหัดจากตาราเรียนหรือกระดานดา
ทาใหม้ ีเวลาและโอกาสได้ฝึกฝนทกั ษะตา่ ง ๆ มากขนึ้
10. แบบฝึกช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะการจัดพิมพ์ขึ้นเป็นรูปเล่มที่แน่นอน ย่อมลงทุนต่ากว่า
การท่ีจะใช้วิธีพิมพ์ลงในกระดาษไขทุกครั้ง นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการท่ีผู้เรียนสามารถบันทึกและ
มองเห็นความก้าวหน้าของตนเองได้อย่างมีระบบและเป็นระเบียบ

การสร้างแบบฝึกทักษะ
ชัยวัฒน์ สุทธริ ัตน์ (2558 : 467 - 468) ไดใ้ ห้ข้อคิดเกย่ี วกับการสร้างแบบฝกึ ทด่ี ีไวด้ ังน้ี
1. ต้องสร้างแบบฝึกให้สอดคล้องกับหลักจิตวิทยา และพัฒนาการของเด็กตามลาดับขั้นการ

เรียนรู้ แบบฝึกเสริมทักษะนั้นต้องอาศัยรูปภาพจูงใจนักเรียน และควรจัดเรียงเนื้อหา
ตามลาดับจากง่ายไปยากเพื่อให้นกั เรียนมีกาลังใจทาแบบฝึก

2. มีจุดมุ่งหมายท่ีแน่นอนว่าจะฝึกทักษะในด้านใด แล้วจัดเนื้อหาให้ตรงกับจุดมุ่งหมายท่ีกาหนด
ไว้

3. ต้องคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียน ถ้าสามารถแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มย่อย
ตามความสามารถ แล้วจงึ จัดทาแบบฝึกเพอ่ื สง่ เสรมิ นักเรียนแตล่ ะกลมุ่

4. แบบฝกึ ทดี่ ตี อ้ งมคี าชีแ้ จงง่าย สน้ั ๆ ที่นกั เรียนอ่านเขา้ ใจแบบฝึกไดด้ ว้ ยตนเอง
5. แบบฝึกต้องมีความถูกต้อง ครตู ้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยการทดลองทาดว้ ยตนเองเสียก่อน
เพือ่ ไมใ่ หม้ ีขอ้ ผดิ พลาด
6. การใหน้ ักเรยี นทาแบบฝกึ ทกุ ครัง้ เวลาต้องเหมาะสมกบั ชว่ งความสนใจของนกั เรียน
7. แบบฝึกควรมีหลายรปู แบบ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อยา่ งกว้างขวาง ส่งเสริมความคิด สร้างสรรค์และเมื่อ
ฝึกเรือ่ งเดยี วซา้ ๆ กันหลายคร้ัง เด็กไม่เบ่ือ แต่พอใจท่ีจะทาแบบฝึกนน้ั ดว้ ยความเพลิดเพลิน

จากประสบการณ์การสอน พบว่าการเรียนการสอนภาษาไทยเท่าท่ีผ่านมาไม่ประสบผลสาเร็จตาม
ความมุ่งหมายเท่าท่ีควร และมีปัญหาหลายประการท่ีทาให้ครูและนักเรียนเกิดทัศนคติท่ีไม่ดีต่อสาระการ
เรียนรู้ภาษาไทยโดยเฉพาะเก่ียวกับวิธีสอนของครู ครูมักเน้นความรู้ให้นักเรียนท่องจาหลักเกณฑ์ข้อบังคับ
ต่างๆ มากจนเกินไปโดยไม่คานึงถึงบรรยากาศในการเรียนทาให้นักเรียนเห็นว่าภาษาไทยเป็นสาระวิชาท่ีไม่
น่าเรยี น และปกี ารศึกษา 2564 พบว่าผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนกลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ของนกั เรยี นอยู่
ในระดับค่อนข้างต่า 70 เปอร์เซ็นต์ จากเกณฑ์ท่ีโรงเรียนตั้งไว้ 80 เปอร์เซ็นต์ ท้ังน้ีเนื่องจากสาเหตุหลาย
ประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นทั้งดา้ นผ้เู รยี นท่ียังขาดความรู้พื้นฐานในการเขียนและการอ่าน อันเน่ืองมาจาก
เจตคติที่ไม่ดีต่อกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในด้านการเรียนการสอน ยังขาดความทันสมัยครอบคลุม
เน้ือหา และที่สาคัญคือในด้านตัวผู้สอนเอง ยังขาดความกระตือรือร้นในการพัฒนาวิธีสอนให้มีความ
หลากหลาย ซึ่งปัจจัยท่ีกล่าวข้องต้น ทาให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของ
นกั เรียนอยูใ่ นระดับค่อนข้างต่า ซ่งี ดไู ดจ้ ากรายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น

ผู้ศึกษาในฐานะครูผู้สอนจึงคิดว่ามีวิธีแก้ปัญหาการเรียนการสอนหลายวิธีที่จะแก้ปัญหาน้ี เช่น วิธี
สอนแบบเกมและการเล่นต่างๆ ข้อดีคือ นักเรียนเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลินแต่มีข้อเสียคือ นักเรียน
เพลินกับเกมและการเล่นจนลืมรับผิดชอบงานท่ีมอบหมาย บางคนเล่นสนุกสนานจับประเด็นความรู้ไม่ได้
ครูต้องใช้วิธีการดุนักเรียน วิธีการแบบเรียนภาษาไทยจากการฟังนิทาน ข้อดีคือ นักเรียนฟังแล้วใส่อารมณ์
ไปดว้ ย เกดิ ความเข้าใจ ตอบคาถามได้ สนกุ สนานได้คติเตือนใจ ขอ้ เสีย เขยี นสรุปขอ้ ความสาคัญไม่ได้ ครู
เสียเวลาต้องอธิบายซ้าแล้วซ้าอีก นักเรียนท่ีเก่งเบื่อหน่ายการเรียน วิธีสอนแบบอธิบาย การสอนแบบนี้ มี
ข้อดีคือครูอธิบาย นักเรียนตั้งใจฟัง เม่ือฟังเข้าใจ ทาแบบฝึกหัดท้ายบทเรียนได้ ข้อเสียคือครูต้องเตรียมตัว
บรรยายและทาแบบฝึก นักเรียนไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน เบ่ือหน่ายการเรียน มีความ
สนใจต่า การใช้แบบฝึก มีข้อดีคือ นักเรียนได้ฝึกแบบฝึกในรูปแบบต่างๆ อย่างหลากหลาย ทาให้นักเรียน
เข้าใจบทเรียน จดจาและทบทวนบทเรียนอย่างเข้าใจ ตั้งใจเรียน สามารถทาเป็นการบ้าน ผู้ปกครองมีส่วน
ร่วมด้วย และที่สาคัญได้พัฒนาความรู้ท่ีได้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน และเรียนได้อย่างมีความสุข นักเรียนเกิด

ความคิดรวบยอดในเรือ่ งที่เรียนเกิดทักษะและมีความรูค้ วามเข้าใจ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงข้ึน ผู้ศึกษา
จึงเลือกการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้แบบฝึกทักษะสาหรับการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การ
อ่านจับใจความชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยคาดหวังว่าการวิจัยเร่ืองนี้ จะช่วยให้นักเรียนมีการพัฒนาการ
เรียนรู้ท่ดี ีและจะเปน็ ประโยชนต์ ่อการจดั การเรยี นรู้กลมุ่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทยในเร่ืองอนื่ ๆ ต่อไป

ชือ่ งานวิจัย การจดั การเรยี นรแู้ บบ Active Leaning โดยใช้แบบฝกึ ทักษะการอา่ นจบั ใจความ
วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย

1. เพื่อพัฒนาทกั ษะการอ่านจบั ใจความ ของนกั เรียนช้ันช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3
2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน เร่อื ง การอ่านจับใจความกอ่ นและหลงั เรียนดว้ ยแบบฝกึ ทักษะ
การอา่ นจับใจความ สาหรบั นกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3

ความสาคัญของการศึกษา
ผลของการศึกษาคร้ังน้ีทาให้ได้วิธีการสอนอ่านจับใจความ โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active

Learning ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สาหรับนักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 อันจะเป็น
แนวทางสาหรับครูผสู้ อนไดน้ าไปใช้พฒั นากระบวนการเรยี นการสอนภาษาไทยใหม้ ีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขอบเขตของการศกึ ษา

1. ขอบเขตดา้ นประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนวัดคลอง

สวน (พรหมอุทิศวิทยาคาร) สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต 1 ปีการศึกษา
2564 จานวนทั้งส้ิน 106 คน

2. ขอบเขตด้านเนอื้ หา
เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาคร้ังนี้ได้แก่ การอ่านจับใจความ สาหรับช้ันช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตาม
หลักสูตรสถานศึกษาของ 3 โรงเรียนวัดคลองสวน (พรหมอุทิศวิทยาคาร) พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ภาษาไทย ซึ่งเป็นไปตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ของกระทรวงศึกษาธิการ
โดยมีเน้ือหารายละเอียดเกี่ยวกับการอ่านจับใจความ นามาจัดการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning
ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจบั ใจความ สาหรบั นกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี โรงเรียนวัดคลองสวน
(พรหมอุทศิ วทิ ยาคาร) สงั กัดสานกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาสมทุ รปราการเขต 1

3. ระยะเวลาทใ่ี ช้ในการศึกษาค้นคว้า
ระยะเวลาทใ่ี ชใ้ นการศึกษา ดาเนนิ การทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564

4. ตวั แปรทศี่ กึ ษา
ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนการอ่านจับใจความ โดยการจัดการเรียนรู้แบบ
Active Learning ดว้ ยแบบฝกึ ทักษะการอา่ นจับใจความ สาหรับนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3
ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของนกั เรียน

สมมติฐานของการศึกษา
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ท่ีเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยแบบฝึก

ทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หลงั เรียนสูงกว่ากอ่ นเรยี น

กรอบแนวคดิ ของการศกึ ษา
ผู้ศึกษาได้วางกรอบแนวคิดในการเรียนการสอนภาษาไทย ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ Active

Learning ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3
ประกอบการสอน ดังน้ี

การจดั การเรียนรู้แบบ Active ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง การอา่ นจบั ใจความ
Learning ด้วยแบบฝึกทักษะ โดยการจัดการเรยี นรู้แบบ Active Learning
ดว้ ยแบบฝกึ ทักษะการอ่านจับใจความ
การอา่ นจับใจความ

ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะได้รับ
1. นกั เรยี นมีทักษะการอ่านจับใจความได้ถูกต้องคล่องแคล่ว
2. เปน็ แนวทางสาหรับครูผูส้ อนภาษาไทยในการเลอื กกิจกรรมการเรียนการสอน
3. เปน็ แนวทางในการปรบั ปรุงและพัฒนาการเรยี นการสอนการอ่านจบั ใจความ ในสาระ

การเรยี นรู้ภาษาไทย ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3

นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ

1. การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning หมายถึง กระบวนการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมให้
ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับผู้เรียน มุ่งให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ โดยมี
ครเู ปน็ ผู้อานวยความสะดวก สร้างแรงบนั ดาลใจ ให้คาปรึกษา ดูแล แนะนา จดั วธิ ีการเรยี นรู้และ

แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย สร้างองค์ความรู้ได้ มีความเข้าใจใน
ตนเอง ใช้สติปัญญา คิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์ผลงาน มีสมรรถนะสาคัญ มีทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต
บรรลเุ ป้าหมายการเรยี นรตู้ ามระดับช่วงวัย

2. การสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ หมายถึง การนาแบบฝึกทักษะการอ่าน
จบั ใจความ มาใชป้ ระกอบการเรียนการสอนในเนือ้ หาวิชาภาษาไทย ระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 3

3. แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านจับใจความ โดยการ
จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ซง่ึ ประกอบไปดว้ ยจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ ส่ือและ
แหล่ง การเรียนรู้ การวดั ผลประเมินผล

4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความสามารถของนักเรียนที่แสดงพฤติกรรมตาม
ตัวชี้วดั ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พ.ศ. 2551 ฉบบั ปรับปรุง พุทธศักราช 2560 หลังจากส้ินสุด
การเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3
ซึ่งสามารถวัดได้จากคะแนนของนักเรียนในการทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชั้น
มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 จานวน 30 ข้อ

5. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง
การอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ท่ีผู้ศึกษาสร้างข้ึน จานวน 30 ข้อ
เพ่ือใช้ทดสอบนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยแบบฝึก
ทักษะการอา่ นจบั ใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 3

วิธีดาเนนิ การวิจยั
1. ประชากร
ประชากรเปน็ นกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรียนวัดคลองสวน (พรหมอทุ ศิ วิทยาคาร)

สังกัดสานักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาสมุทรปราการ เขต 1 สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
พ้นื ฐาน

2. เคร่อื งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจัย
2.1 แบบประเมินผลการอา่ นจับใจความ
2.2 แบบฝึกทักษะการอ่านจบั ใจความ สาหรบั นักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3

3. ขนั้ ตอนการสร้างเคร่อื งมอื
3.1 ศึกษาเอกสารหลกั สูตรสถานศึกษา แนวคดิ ทฤษฏีการเรยี นการสอน
3.2 ศกึ ษาปญั หาของนกั เรยี น วิเคราะห์ข้อมลู ทพี่ บในการจัดการเรยี นการสอน
3.3 ศกึ ษาเทคนคิ วิธกี ารจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning
3.4 ศึกษาเทคนิคการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ เพ่ือให้เหมาะสมกับเน้ือหา

และผ้เู รียน

3.5 สรา้ งแบบประเมนิ ผลการอ่านกอ่ นเรียน - หลงั เรียน
3.6 ประเมนิ ผลการอา่ นกอ่ นใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจบั ใจความ สาหรบั นักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปี
ท่ี 3

3.7 ดาเนินการจัดกิจกรรมประจาวัน โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สาหรับ
นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3

3.8 ประเมินผลการอ่านหลังใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สาหรับนักเรียนชั้น
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3

การเก็บรวบรวมข้อมูล
ใชก้ ารเก็บรวบรวมขอ้ มูลในสถานการณจ์ ริงในช้ันเรยี น โดยใชแ้ บบประเมินผลการอ่านจับ

ใจความ ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
สาหรบั นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 และสังเกตพฤตกิ รรมของผเู้ รยี นระหว่างจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน

การวเิ คราะหข์ ้อมลู
ขอ้ มลู ทรี่ วบรวมไดจ้ ากแบบทดสอบการอา่ นจับใจความ กอ่ นเรียนและหลังเรียน นามาวเิ คราะห์

หาค่าเฉล่ยี (  ) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วเปรียบเทียบคะแนนความก้าวหนา้ ของนกั เรียน
แต่ละคน

ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
ข้อมูลทั่วไปของกลมุ่ ที่ศกึ ษา คือ นกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนวัดคลองสวน (พรหมอุทิศ

วิทยาคาร) ท้ังหมดรวม 106 คน มีการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิก่อนเรียน แล้วจึงดาเนินการสอนตาม
แผนการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ
สาหรบั นักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 หลงั จากนนั้ จึงทาการทดสอบวัดผลสัมฤทธหิ์ ลังเรียน แลว้ จึงนาผลมา
เก็บรวบรวม ข้อมูลก่อนเรียนและหลังเรียนที่รวบรวมได้จากเครื่องมือท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นมาจาแนกผลการ
เรียนรู้ ดงั น้ี

สรุปได้ว่านักเรียนท้ัง 106 คน มีความก้าวหน้าในการใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning
ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ประกอบการเรียนรู้เร่ืองการ
อ่านจบั ใจความ

สรปุ ผลการวิจัย
การวจิ ัยครั้งนม้ี วี ตั ถปุ ระสงค์เพ่ือศึกษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เรื่องการอา่ นจับใจความ โดยการ

จดั การเรยี นรู้แบบ Active Learning ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สาหรับนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษา
ปีท่ี 3 เพ่ือแก้ปัญหาการอ่านจับใจความ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดคลองสวน
(พรหมอุทิศวิทยาคาร) พบวา่ นกั เรียนมีผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น เร่ืองการอ่านจับใจความ ดขี ้ึน

อภิปรายผล
ผลการศกึ ษาคน้ คว้าในคร้งั น้ีปรากฏวา่ ผลสมั ฤทธกิ์ ารเรียนรู้ของนกั เรียนหลงั การจัดการเรียนรู้แบบ

Active Learning ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 มีคุณภาพ
และประสิทธิภาพอย่างดียิ่ง ด้วยเหตผุ ลดังต่อไปน้ี

1. แบบฝกึ ทักษะการอ่านจบั ใจความ สาหรับนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เป็นสอื่ ทม่ี คี ุณภาพ
และประสทิ ธิภาพตามผลของการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ดังกล่าว

2. แบบฝึกทกั ษะการอา่ นจับใจความ สาหรับนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ชุดน้ีสรา้ งขน้ึ
อย่างถูกวิธี ได้ผ่านข้ันตอนการสร้างและพัฒนาอย่างเป็นระบบ เร่ิมต้ังแต่เอกสารหลักสูตรและเอกสารท่ี
เกีย่ วขอ้ งในการใช้หลักสตู ร และยงั ได้รับการแนะนา ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้าน
เนอ้ื หาการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ ความเหมาะสมของเน้ือหา

3. การจัดการเรยี นรูแ้ บบ Active Learning ด้วยแบบฝกึ ทักษะการอ่านจบั ใจความ สาหรบั
นกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 นกั เรียนเกดิ ความสนกุ สนานในการเรียนรู้

4. การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สาหรับ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้เรียงลาดับความยากง่ายสอดคล้องตามธรรมชาติการเรียนรู้ ทาให้เรียน
รู้สึกว่าตนเองประสบความสาเร็จในการเรียนรู้ จึงสรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วย
แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 มีประสิทธิภาพอย่างย่ิง สามารถ
นาไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ สง่ ผลใหผ้ เู้ รียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นสูงข้ึน

ภาคผนวก

แบบบนั ทกึ คะแนนทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนกอ่ นเรยี น-หลังเรยี น

เร่ือง การอ่านจบั ใจความ

นักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรยี นวดั คลองสวน (พรหมอุทิศวิทยาคาร)

เลขท่ี ช่อื - สกลุ ก่อนเรยี น หลังเรยี น
30 คะแนน 30 คะแนน

1 เดก็ ชายอัครพล ศรีจุมพล 12 15

2 เดก็ ชายกฤตเมธ เชอ้ื ชาวนา 9 16

3 เด็กหญงิ ชนกิ านร์ หิมพาน 19 27

4 เดก็ หญงิ จริ นนั ท์ รอดชวี ะ 16 24

5 เด็กหญิงจุฑามาศ บญุ ประเทือง 14 24

6 เดก็ หญงิ ปณิตา สุริวงศ์ 17 27

7 เด็กหญงิ ศธิ าสนิ ี รนิ สันเทียะ 14 22

8 เดก็ หญงิ พรพรรณ พุม่ เจริญ 14 20

9 เด็กชายจิรภัทธิ์ พ่วงกล่า 8 16

10 เดก็ ชายธนากร กาบโกพฒุ 11 16

11 เดก็ หญงิ วรทั ยาพร อินทคล้าย 17 28

12 เด็กชายกิจติพร ประยรู โต 6 16

13 เดก็ หญิงวรรณวิสา สุกะลา 13 25

14 เด็กชายศิวะกร กันสวสั ด์ิ 13 20

15 เดก็ ชายสิรพัฒน์ พึ่งอานวย 8 17

16 เด็กหญงิ ณิพสั รา พุม่ เจรญิ 12 24

17 เดก็ ชายณฐั พงษ์ น้อยศรี 11 18

18 เดก็ ชายวาที พระมลุ ลลิ า 12 18

19 เดก็ ชายศรสันต์ พณชิ ชลชาติ 15 27

20 เดก็ หญงิ พสุดา สงิ หค์ า

21 เด็กชายจิรานวุ ฒั น์ ทัพเลี้ยง 11 15

22 เด็กหญงิ วชริ าพร ฉ่าช่นื 17 28

23 เดก็ หญิงกัญญาภคั เฉลิมแดน 15 26

24 เด็กชายนพดล คาเนาวรัตน์ 12 20

25 เด็กหญิงอรสิ รา แซ่เฮ้ง 15 26

26 เด็กหญงิ จิตราภา สุรินทะ 16 23

แบบบันทึกคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียน-หลงั เรียน

เร่อื ง การอ่านจบั ใจความ

นักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3/1 โรงเรยี นวดั คลองสวน (พรหมอุทศิ วิทยาคาร)

เลขท่ี ช่ือ - สกลุ ก่อนเรียน หลงั เรียน
30 คะแนน 30 คะแนน

27 เด็กหญงิ นติ ยา พานะการ 14 22

28 เดก็ ชายปาณสั ม์ มณวี งษ์ 7 17

29 เดก็ ชายอัครฐั วนั ทาพงษ์ 12 17

30 เด็กชายคุณาธร ศรีเพชรรัตน์ 13 15

31 เดก็ ชายเขมชาติ จนั ทร์สวุ รรณ 13 15

32 เด็กชายศราวุธ ศรพี อ 12 16

33 เดก็ หญงิ สุรรี ัตน์ ทะเริงรมั ย์ 9 17

34 เดก็ หญิงเพญ็ นภา คงขันธ์ 12 24

35 เดก็ หญงิ หล้าขน่ิ ลุงเงิน 18 26

sum 437 707

mean 12.85 20.79

แบบบันทกึ คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นก่อนเรยี น-หลังเรียน

เรือ่ ง การอา่ นจบั ใจความ

นกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3/2 โรงเรยี นวัดคลองสวน (พรหมอุทศิ วทิ ยาคาร)

เลขท่ี ชื่อ - สกลุ กอ่ นเรยี น หลังเรยี น
30 คะแนน 30 คะแนน

1 เดก็ หญงิ ญาณี เชอื้ ชาวนา 14 25

2 เดก็ หญิงณฐั ฌาวดี ภเู่ นียม 16 26

3 เด็กชายกฤตภาส ปรีหะจนิ ดา 11 18

4 เด็กหญงิ พิชธญา ขวัญสมบูรณ์ 13 26

5 เด็กชายปรวิ ัฒน์ ทรายออ่ น 15 25

6 เด็กหญงิ วภิ าวี พันธุส์ ขุ 16 27

7 เด็กหญิงธนานุช จาปาทอง 17 27

8 เด็กหญิงณฐั กานต์ พมุ่ เจริญ 15 27

9 เด็กหญงิ ภทั ราพร ศรศี กั ด์ิ 16 26

10 เดก็ ชายอธวิ ัฒน์ แท่งงาม 9 17

11 เดก็ หญงิ พลอยชมพู นลิ โนรี 11 16

12 เด็กชายธราดล พลทพิ ย์ 11 21

13 เด็กหญงิ ศรัญญา บุญประคม 15 23

14 เด็กชายอดิศร ดาทอง 8 19

15 เด็กชายวรากรณ์ ปานสง่า 7 17

16 เดก็ หญิงอโรชา อ่ิมกลิ่น 6 15

17 เด็กหญงิ ธัญญพร ย้ิมโปรยคา 17 28

18 เดก็ หญิงนฤมล พ่งึ รอด 17 23

19 เดก็ หญิงอริสรา ทับทิม 15 26

20 เดก็ ชายอนุชติ คานวน 9 17

21 เด็กหญิงนิพานัน มไี พทูล 11 21

22 เด็กชายชาคริต บญุ ปก 13 22

23 เด็กชายสทุ ธิพงศ์ ศรีสมทุ ร 13 22

24 เด็กชายวรี ะศักด์ิ ป่องเปา้ 9 16

25 เดก็ หญงิ ศนั สนีย์ แยม้ อว่ ม 17 24

26 เดก็ ชายพรี ภัทร ออ่ นสาย 14 21

แบบบันทึกคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นกอ่ นเรยี น-หลงั เรยี น

เรื่อง การอา่ นจับใจความ

นักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 3/2 โรงเรียนวัดคลองสวน (พรหมอุทศิ วิทยาคาร)

เลขท่ี ชือ่ - สกลุ ก่อนเรียน หลังเรยี น
30 คะแนน 30 คะแนน

27 เดก็ หญิงฟ้าใส สิรางคาร 12 16

28 เดก็ หญงิ อรยา พุฒแกว้ 12 16

29 เด็กชายจิรวฒั น์ แจง้ เคลือบ 7 15

30 เด็กหญิงวรรณวิสา ธรรมคนั ที 7 17

31 เดก็ หญิงพิมพ์วภิ า ปานสูงเนนิ 11 17

32 เด็กชายณัฐวฒุ ิ สรี ่งุ 12 15

33 เด็กชายธนทั จันทรไ์ พจิตร 7 16

24 เด็กชายพงษณ์ พฒั น์ ประคองศลิ 12 17

35 เด็กหญิงนารีรัตน์ บุตรฉ่า 15 19

36 เด็กหญิงชลลดา แอ่งสุข 13 19

sum 443 742

mean 12.30 20.61

แบบบนั ทึกคะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นกอ่ นเรียน-หลงั เรยี น

เร่ือง การอา่ นจับใจความ

นักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 3/3 โรงเรียนวัดคลองสวน (พรหมอุทศิ วิทยาคาร)

เลขท่ี ชอื่ - สกลุ ก่อนเรียน หลังเรียน
30 คะแนน 30 คะแนน

1 เดก็ หญิงกรรณิการ์ ประมวลทรพั ย์ 13 23

2 เด็กชายณฐั ชัย ช้ันประเสริฐ 6 15

3 เดก็ หญงิ ชลธชิ า พมุ่ เจริญ 16 27

4 เดก็ หญงิ วรนิ ยพุ า พมิ พนอม 14 25

5 เด็กชายณัฐวุฒิ ภมู ีเขยี น 7 15

6 เดก็ หญงิ วาสนา ข้อช่ืน 15 23

7 เด็กหญิงณิชารีย์ สอ้งิ ดวง 17 27

8 เดก็ ชายภธู เนศ ยอดไม้ 6 19

9 เดก็ ชายปรมัตถ์ ชาญประโคน 11 16

10 เดก็ หญงิ นิรมล ฟกั ทับทมิ 14 22

11 เด็กหญงิ วนคตี า แซ่ตั้น 17 27

12 เดก็ ชายนพรตั น์ อนุ่ ใจ 13 20

13 เดก็ หญงิ ชลธชิ า ตันประเสริฐ 17 28

14 เด็กหญิงกลุ ธิดา แสงอไุ ร 15 25

15 เด็กชายเกษมพนั ธ์ ผิวอิน 14 23

16 เด็กชายพลภัตม์ เกษากจิ 14 21

17 เดก็ ชายตะวนั ดีสา 15 26

18 เดก็ ชายศรณั ย์ กรดุ เสง็ 16 20

19 เดก็ หญงิ พชั ราวรรณ ภายไธสง 15 23

20 เดก็ ชายพลวัต ย่ชี ยั 13 23

21 เด็กชายกิตติพฒั น์ จักรมานนท์ 13 22

22 เดก็ ชายณัฐพล บุดดี 14 27

23 เด็กหญงิ เพชรลดา ไพรสนธ์ 12 27

24 เด็กหญิงอนษิ า อยู่ละ 14 27

25 เดก็ ชายพิพัฒน์ ทองบุญนาค 14 24

26 เดก็ หญงิ นภาพร ยาดี 15 24

แบบบันทกึ คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นก่อนเรียน-หลังเรียน

เรอ่ื ง การอ่านจับใจความ

นกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3/3 โรงเรยี นวดั คลองสวน (พรหมอุทศิ วทิ ยาคาร)

เลขท่ี ชอื่ - สกุล ก่อนเรียน หลังเรยี น
30 คะแนน 30 คะแนน

27 เด็กหญงิ ณัฐชา ศรสี รุ ะ 13 17

28 เด็กชายเกียรติศักด์ิ บญุ มา 7 16

29 เด็กชายวทิ ยา ใจเยน็ 7 15

30 เดก็ ชายมกิ กี้ แสงสวา่ ง 6 15

31 เด็กชายณฐั ภูมิ พรมโคตรคา้ 14 17

32 เดก็ ชายธนบดี จันทะเสน 14 18

33 เดก็ หญิงปณิดา นันทะเคน 15 21

24 เดก็ ชายสุรยุทธ หนอมเจรญิ 9 19

35 เด็กหญงิ ชัชญา พิมพพิ ัฒน์ 16 26

36 เดก็ หญงิ นิตยา ตะกรุดพน 14 22

sum 465 785

mean 12.91 21.80

แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น

แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
เรือ่ ง การอา่ นจบั ใจความ

กล่มุ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3
ภาคเรยี นที่ 2 ข้อสอบ จานวน ๓๐ ข้อ ๓๐ คะแนน

คาช้ีแจง ให้นักเรยี นเลือกคาตอบทถ่ี กู ท่สี ุดเพยี งคาตอบเดยี วและทาเครื่องหมาย (×)
ลงในกระดาษคาตอบ

*************************************

1. การอา่ นจบั ใจความ หมายถงึ ข้อใด
ก. การอา่ นเพื่อความรู้
ข. การอ่านเพ่อื หาขอ้ คดิ
ค. การอ่านเพอื่ ความบันเทิง
ง. การอา่ นเพอ่ื ความเขา้ ใจแนวคิดสาคัญ
2. ข้อใดเป็นประโยชน์ของการอา่ นจบั ใจความท่ีถูกต้องท่ีสดุ
ก. ชว่ ยให้มชี อ่ื เสียงมากข้ึน
ข. ช่วยใหอ้ ่านหนงั สือได้ง่ายข้นึ
ค. ชว่ ยใหเ้ ป็นคนเรียนเกง่ มากข้นึ
ง. ช่วยให้อ่านหนงั สอื ไดจ้ านวนมากข้นึ
3. เมืองไทยเปน็ เมืองท่อี ุดมสมบูรณ์ไปดว้ ยผลไมห้ ลายชนิด เช่น ขนุน นอ้ ยหนา่ พุทรา มังคุด
ฯลฯ
ขอ้ ใดคอื ใจความสาคัญของประโยคข้างต้น
ก. เมืองไทยมีขนุน น้อยหน่า
ข. ผลไม้ทกุ ชนดิ มีท่ีเมอื งไทย
ค. เมอื งไทยมีผลไมห้ ลายชนดิ
ง. ขนุน พุทรา มังคดุ ฯลฯ เปน็ ผลไม้เมอื งไทย

อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคาถามข้อ 4-5

เพ่ือนท่ีดีนัน้ ต้องเปน็ คนทอี่ ยู่กับเราเสมอแม้ยามเราสขุ หรือทกุ ข์

4. ขอ้ ความนกี้ ลา่ วถงึ ส่ิงใด
ก. คุณสมบัติของเพื่อน
ข. ประเภทของเพ่อื น
ค. คุณค่าของเพอ่ื น
ง. ทมี่ าของเพื่อน

5. ขอ้ ความนก้ี ล่าวในลักษณะใด
ก. ให้เหตุผล
ข. ใหต้ ัวอย่าง
ค. ให้รายละเอยี ด
ง. ใหข้ อ้ เสนอแนะ

อ่านบทเพลงต่อไปน้ีแล้วตอบคาถามข้อ 6-10

เพลงหน้าทเ่ี ด็ก

เดก็ เอ๋ยเด็กดี ตอ้ งมหี น้าทสี่ บิ อยา่ งด้วยกนั

เดก็ เอ๋ยเด็กดี ตอ้ งมีหนา้ ทสี่ บิ อย่างด้วยกนั

หน่ึง นับถือศาสนา สอง รกั ษาธรรมเนียมม่นั

สาม เชอ่ื พอ่ แม่ครอู าจารย์ ส่ี วาจานั้นต้องสุภาพอ่อนหวาน

หา้ ยึดม่นั กตญั ญู หก เปน็ ผ้รู ้รู ักการงาน

เจด็ ต้องศกึ ษาใหเ้ ชย่ี วชาญ ตอ้ งมานะบากบ่ัน ไม่เกียจไมค่ ร้าน

แปด รจู้ กั ออมประหยัด เก้า ตอ้ งซอ่ื สตั ยต์ ลอดกาล

นา้ ใจนักกฬี ากลา้ หาญ ให้เหมาะกับกาลสมยั ชาตพิ ัฒนา

สิบ ทาตนให้เป็นประโยชน์ รบู้ าปบุญคุณโทษ สมบตั ชิ าติต้องรักษา

เด็กสมัยชาตพิ ัฒนา จะเป็นเดก็ ท่ีพาชาติไทยเจรญิ

6. ข้อใดกล่าวถงึ เพลงหน้าทเี่ ด็กได้ถูกต้องท่ีสดุ
ก. วนั เดก็
ข. พฤติกรรมของเดก็ ไทย

ค. คุณธรรมของเดก็ นกั เรียน
ง. หน้าท่ีทีเ่ ด็กๆ ควรปฏิบตั ิ
7. หน้าท่ีเด็กในข้อใดไม่ได้กล่าวถงึ ในบทเพลง
ก. กตัญญู
ข. ซอ่ื สตั ย์
ค. วาจาสุภาพ
ง. เช่ือฟงั คาแนะนาของเพ่อื น
8. ถ้านกั เรียนปฏิบตั ิตนตามหนา้ ท่ีในเนือ้ เพลงจะเกิดผลอยา่ งไร
ก. ทาใหส้ ุขภาพแข็งแรง
ข. ทาให้เป็นคนดใี นสงั คม
ค. ทาให้เปน็ เศรษฐีร่ารวยเงนิ ทอง
ง. ทาใหม้ ีชื่อเสยี งโด่งดังมากทีส่ ุด
9. สจุ ิตราพดู กับเพื่อนด้วยถ้อยคาทส่ี ุภาพ สจุ ิตราปฏบิ ตั ติ ามหนา้ ท่เี ด็กในขอ้ ใด
ก. ข้อ 3
ข. ขอ้ 4
ค. ข้อ 5
ง. ข้อ 6
10. ปรีชาทาข้อสอบด้วยตนเอง แสดงว่าปรชี าปฏิบัติตามหน้าทเ่ี ดก็ ในขอ้ ใด
ก. ขอ้ 6
ข. ขอ้ 7
ค. ข้อ 8
ง. ขอ้ 9

อ่านนิทานต่อไปน้แี ล้วตอบคาถามขอ้ 11-15

นทิ านเรอ่ื ง ลกู วัวเกยี จคร้าน
ลูกววั ตวั หนง่ึ ไมข่ ยันทางาน วนั หนึง่ ๆ ได้แตว่ ่ิงเลน่ ไปมาบนทุง่ หญา้
อยูม่ าวนั หน่ึง ลูกวัวเหน็ วัวเทยี มเกวียนบรรทกุ ของหนกั ลูกวัวจงึ เขา้ ไปพูดจาเยาะเย้ย
ววั เทียมเกวียนว่า “ดสู ิ ขนของท่านและร่างกายของท่านดสู กปรกจริงๆ เพราะขา้ ไมต่ อ้ ง

ทางานหนัก ขนของขา้ จงึ สะอาดเป็นมนั ราวกับเสน้ ไหม แตท่ ่านสติ อ้ งทางานเย่ียงทาส
ถ้าทา่ นแลกเปลี่ยนกับข้าได้ ทา่ นคงรบี เปล่ยี นใช่ไหมละ่ ” วัวเทียมเกวียนได้ฟังคาพูดนั้น
กน็ ิ่งเฉย ต่อมาไมน่ านเจ้าของลกู วัวนาลูกวัวไปบูชายัญ เพราะวา่ ลูกววั ไมไ่ ดช้ ่วยงานในไร่
ววั เทียมเกวียนเห็นดังนั้นจึงกล่าววา่ “เปน็ อย่างไรเล่าเจ้าลกู วัว ชีวิตของเจ้าไม่ตอ้ ง
ทางานหนกั กอ็ ยู่สุขสบาย แต่อะไรเล่าท่ที าให้ต้องพบจดุ จบเชน่ นี้ มิใช่ความสุขสบายที่เจ้า
ตอ้ งการหรอกหรือ”

11. ลกู ววั ไปวิ่งเลน่ อยู่บริเวณใด
ก. ภูเขา
ข. ลาธาร
ค. ท่งุ หญา้
ง. ปา่ ลึก

12. “ขนของท่านและร่างกายของทา่ นดูสกปรก” หมายถึงใคร
ก. ลูกววั
ข. ม้าแข่ง
ค. กระบือ
ง. วัวเทยี มเกวยี น

13. ลูกววั มีนสิ ัยอย่างไร
ก. เกียจคร้าน
ข. ขยนั ขนั แข็ง
ค. อดทน พยายาม
ง. อ่อนน้อมถอ่ มตน

14. เจ้าของลูกววั นาลกู วัวไปไหน
ก. บูชายญั
ข. ใหค้ นขา้ งบา้ น
ค. ขายตอ่ ให้พอ่ ค้า
ง. นาไปปล่อยในป่าลกึ

15. นทิ านเรื่อง ลกู ววั เกียจครา้ น ให้ขอ้ คิดอยา่ งไร
ก. การพูดจาดถู ูกผู้อ่ืนทาใหผ้ ู้อืน่ เดอื ดรอ้ น

ข. ความขยนั ขันแขง็ ทาให้ประสบความสาเรจ็
ค. ความสามัคคีกนั ในหมู่คณะจะทาให้ชนะต่อศตั รู
ง. ความเกยี จคร้าน เฉยเมยตอ่ การงาน จะนาผลเสยี มาสู่ตนเอง

อา่ นบทความต่อไปน้แี ลว้ ตอบคาถามข้อ 16-20

กล้วยน้าวา้ สกุ งอมเป็นอาหารทีด่ ี ผใู้ หญม่ ักจะให้เด็กอ่อนได้กนิ กล้วยน้าวา้
สุกงอมบดและผสมขา้ ว ตอนทเ่ี ด็กเริ่มกินอาหาร (นอกจากนม)หากจะทาให้ มีรสชาติ
อรอ่ ยอีกนดิ ก็อาจเหยาะเกลอื ปน่ เลก็ น้อยลงไปดว้ ยกไ็ ด้ กล้วยนา้ วา้ สกุ ทนี่ ามาบดจะใช้
เฉพาะเน้ือ ส่วนทเ่ี ป็นไส้กล้วยจะไม่ใช้ แมใ้ นปัจจุบันจะมีอาหารสาเร็จสาหรับเด็กอ่อน
ทอ่ี ยใู่ นเมืองมากมาย แตเ่ ดก็ ออ่ นในชนบทยังได้กินกลว้ ยนา้ ว้าสุกบดเละกนั อยูด่ ี

สาหรบั เดก็ โตและผูใ้ หญก่ ล้วยสกุ ก็ยงั มีประโยชนค์ ือ ช่วยแกอ้ าการท้องผกู
เพราะกล้วยสกุ มีสารเพกทินมากชว่ ยเพ่มิ กากในลาไส้ ทาใหข้ ับถ่ายสะดวก และหาก
กินกล้วยติดต่อกันหลายวันกเ็ ปน็ ประโยชน์อยา่ งมากตอ่ รา่ งกาย ดงั นั้นเราจงึ ควรกิน
กลว้ ยน้าว้าสุกกนั เปน็ ประจาดกี ว่า

16. กลว้ ยน้าว้าที่มปี ระโยชน์สาหรับเดก็ อ่อนจะตอ้ งมลี กั ษณะอยา่ งไร
ก. เป็นกลว้ ยดิบ
ข. เป็นกล้วยห่าม
ค. เปน็ กล้วยท่ีไร้เมล็ด
ง. เป็นกล้วยทสี่ กุ งอม

17. เคร่ืองปรุงรสที่ทาให้เดก็ อ่อนกินกล้วยนา้ วา้ บดไดอ้ ยา่ งเอร็ดอรอ่ ยคอื อะไร
ก. น้าผ้ึง
ข. น้าตาล
ค. เกลอื ปน่
ง. ซอสปรุงรส

18. ในกลว้ ยน้าวา้ สุกจะมีสารในข้อใด
ก. สารแลคตนิ
ข. สารเพกทิน
ค. สารแทนนิน
ง. สารแพนทนิ

19. เด็กโตและผู้ใหญ่กนิ กลว้ ยนา้ ว้าสุกจะไดร้ ับประโยชนใ์ นขอ้ ใด
ก. ทาให้ท้องไม่ผูก
ข. ทาใหผ้ ิวพรรณสดใส
ค. ทาใหไ้ มม่ ีกลิน่ ปาก
ง. ทาให้นอนหลบั สบาย

20. ข้อความนีโ้ ดยสรุปแล้วกล่าวถงึ อะไร
ก. การเล้ียงเดก็ ออ่ น
ข. อาหารของเด็กอ่อน
ค. ประโยชนข์ องกลว้ ยนา้ วา้ สกุ
ง. สารอาหารที่มอี ยู่ในกล้วยนา้ ว้าสุก

อ่านข่าวตอ่ ไปนแ้ี ล้วตอบคาถามข้อ 21-23
รายงานข่าวเอพแี จง้ เมื่อวันท่ี 14 พฤษภาคมว่า พบศพนักผจญภยั ชาวรัสเซยี

ใกล้ภูเขาเอเวอเรสต์ ยอดเขาทีไ่ ด้ชอ่ื ว่าสงู ท่ีสดุ ในโลกตง้ั อยูป่ ระเทศเนปาล โดยศพ
นักผจญภัยดงั กลา่ วเปน็ หน่ึงในจานวนนักเดนิ ทางที่พยายามพิชติ ยอดเขาเอเวอเรสต์
ในขณะทน่ี ักผจญภัยอกี 6 คน ยังหายสาบสูญอยู่ ซึง่ คาดว่าคงเสยี ชีวติ แล้วเชน่ เดยี วกนั
นายทออดด์ เบิร์ลสนั หน่งึ ในทมี พชิ ิตยอดเขาเอเวอเรสต์ว่า “ผทู้ พี่ ยายามพิชิตยอดเขา
เอเวอเรสตเ์ สียชีวิตไปแล้วหลายคน แต่ก็ยงั มีอีกหลายคนทต่ี อ้ งการพชิ ติ ยอดเขาน้ี
แมว้ ่าตอ้ งเอาชีวิตเขา้ เสี่ยงก็ตาม”

21. ขอ้ ความนี้จดั เป็นข่าวประเภทใด
ก. ข่าวกฬี า
ข. ข่าวเศรษฐกิจ
ค. ขา่ วในประเทศ

ง. ข่าวตา่ งประเทศ
22. เหตุการณน์ เี้ กิดข้นึ ทีใ่ ด

ก. อินเดีย
ข. เนปาล
ค. บงั กลาเทศ
ง. ปากีสถาน
23. “เอเวอเรสต์” เปน็ ชื่อของส่งิ ใด
ก. ชือ่ ทะเล
ข. ช่ือกีฬา
ค. ชอื่ แม่น้า
ง. ช่ือยอดเขา

อา่ นบทกลอนนแ้ี ลว้ ตอบคาถามข้อ 24-26

สักวาคนรกั ดมี คี วามคิด
ควรต้ังจิตศกึ ษาอย่ามองข้าม
อนาคตจะสุขลน้ เกิดผลงาม
เหมอื นคนหามจว่ั เบากว่าเสาเรอื น
แตค่ นท่รี กั ชัว่ มวั ประมาท
ปล่อยโอกาสผา่ นตัวชว่ั เปรอะเปอื้ น
อนาคตสนิ้ สุขทกุ ปีเดือน
ทุกข์หนักเหมอื นหามเสาน่าเศร้าเอย

24. บทกลอนน้มี งุ่ สอนสิง่ ใด
ก. การทาความดี
ข. การศึกษาเล่าเรยี น
ค. การสร้างบ้านเรอื น
ง. การตั้งใจทามาหากิน

25. บทกลอนน้ตี รงกับสานวนไทยในข้อใด
ก. รกั พี่เสียดายนอ้ ง
ข. รกั ววั ให้ผูก รักลูกให้ตี
ค. รักยาวให้บ่ัน รกั สน้ั ให้ตอ่
ง. รกั ดีหามจ่ัว รกั ชั่วหามเสา

26. บทกลอนน้ใี หข้ อ้ คิดอยา่ งไร
ก. ควรตงั้ ใจศกึ ษาเล่าเรียน
ข. ควรประหยดั และอดออม
ค. ควรมีความรักใคร่สามคั คีกัน
ง. ควรรู้จักรับฟังความคิดเห็นของผอู้ ืน่

อ่านโฆษณาน้แี ล้วตอบคาถาม27-30

27. โฆษณาดังกล่าวเปน็ โฆษณาเรือ่ งอะไร
ก. ขายยา
ข. ขายหนงั สอื
ค. ขายอาหารเสริม
ง. แนะนาวิธีการบารงุ สมอง

28. โฆษณาดงั กล่าวมีจุดประสงคอ์ ยา่ งไร

ก. เพ่อื ชวนรว่ มธุรกิจอาหารเสริมบารงุ สมอง
ข. เพ่ือแนะนาความรูเ้ กย่ี วกบั การบารุงสมอง
ค. เพื่อประชาสัมพนั ธอ์ าหารเสริมบารงุ สมอง
ง. เพอ่ื ให้ทุกคนช่วยกันสนับสนนุ การบรหิ ารสมอง

29. โฆษณานบี้ อกรายละเอยี ดอะไรกับผ้อู า่ น
ก. ชื่อสินค้า
ข. วนั ผลิตสนิ คา้
ค. วธิ ีการใช้สินค้า
ง. วนั หมดอายุของสินค้า

30. นักเรยี นจะซอ้ื สินคา้ ในโฆษณานี้ไดอ้ ยา่ งไร
ก. โทรศพั ท์ส่ังซอ้ื
ข. ซื้อในห้างสรรพสินคา้
ค. ซ้ือในร้านขายยาทวั่ ไป
ง. ซอื้ ในร้านสะดวกซอื้ ท่ัวไป

เฉลยแบบทดสอบ

ขอ้ คาตอบ ข้อ คาตอบ
1. ง 16. ง
2. ข 17. ค
3. ค 18. ข
4. ค 19. ก
5. ง 20. ค
6. ง 21. ข
7. ง 22 ข
8. ข 23. ง
9. ข 24. ก
10. ง 25. ง
11. ค 26. ก
12. ง 27. ค
13. ก 28. ค
14. ก 29. ก
15. ง 30. ก

ตวั อยา่ งแบบฝกึ ทกั ษะ
1-5 แบบฝกึ

ตวั อยา่ งแผนการจดั การเรยี นรู้แผนท่ี 1

ภาพกิจกรรม

บรรณานกุ รม

จงชยั เจนหัตถการกจิ . หลกั ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : บริษทั ธนาเพรส จากดั , 2551.
ไชยยศ เรอื งสวุ รรณ. Active Learning. ข่าวสารวชิ าการ คณะเภสัชศาสตร์

มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ ประจาเดือนพฤศจิกายน, 2553.
ชยั วฒั น์ สุทธริ ัตน.์ 80 นวัตกรรมการจัดการเรยี นรูท้ ี่เนน้ ผเู้ รียนเปน็ สาคัญ. กรุงเทพฯ :
แดเนก็ อนิ เตอร์คอปอเรช่นั , 2553.
ณชั นนั แก้วชัยเจรญิ กิจ. บทบาทของครผู ู้สอนในการจัดกจิ กรรมและวธิ กี ารปฏิบตั ิตาม

แนวทางของ Active Learning. สบื ค้นจาก http//www.kroobannok.com เม่ือ
15 พฤษภาคม 2564.
ดวงมน ปรปิ ุณณะ. เทคนิคและวิธีสอนในระดบั ประถมศึกษา. กรงุ เทพมหานคร
: ไทยวฒั นาพานิช, 2547.
ปิตินันธ์ สุทธสาร. กิจกรรมการสอนภาษาไทยด้วยเพลง. พิมพ์ครงั้ ที่ 8.
กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, 2554.
พรวิไล เลศิ วชิ า. สอนภาษาไทยตอ้ งเขา้ ใจสมองเดก็ . กรุงเทพฯ : โรงพมิ พศ์ าลาแดง,
2550.
ราชบัณฑติ ยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. พิมพ์ครัง้ ท่ี 2. กรงุ เทพฯ :
นานมีบุ๊คสพ์ บั ลิเคช่นั , 2556.
วรนุช บปุ ผา. แนวคดิ ในการสร้างแบบฝึกทักษะ. กรงุ เทพฯ : ธรี ฟลิ ์ม และไซเท็กซ,์ 2552.
วรรณี โสมประยูร. การสอนภาษาไทยระดับประถมศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร :
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมติ ร, 2547.
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน. คู่มือหลักสตู รกลมุ่ สาระการเรียนรู้
ภาษาไทย. กรงุ เทพมหานคร : สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน,
2546.

. หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐานพทุ ธศกั ราช 2551.
กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพช์ ุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด,
2551.
อนงค์ศิริ วชิ าลยั . ภาษาไทยสาหรับครูประถมศึกษา. เชยี งใหม่ : คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภัฏเชียงใหม่, 2556.
อัจฉรา ชวี พนั ธ์. ศิลปะการจัดการเรียนรภู้ าษาไทย ระดับประถมศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร :
เบ็นพับลิซช่งิ , 2546.


Click to View FlipBook Version