The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ดอกพลับพลึง

ดอกพลับพลึง

จดั ทำโดย
ด.ญ.เปรมมกิ ำ พันธ์พุ ิรยิ ะ
ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปีท่ี ๓/๙ เลขที่ ๑๗

เสนอ
คณุ ครูประภสั สร ศิริสุข

รำยงำนน้ีเป็นสว่ นหนง่ึ ของกำรเรียนวิชำภำษำไทย (ท๒๓๑๐๑)
ภำคเรียนท่ี ๑ ปกี ำรศกึ ษำ ๒๕๖๓
โรงเรียนสตรปี ระเสรฐิ ศิลป์

ดอกพลับพลงึ

จัดทำโดย
ด.ญ.เปรมมิกำ พันธพ์ุ ริ ิยะ
ชัน้ มัธยมศกึ ษำปีที่ ๓/๙ เลขท่ี ๑๗

เสนอ
คณุ ครูประภสั สร ศริ สิ ุข

รำยงำนนี้เป็นส่วนหน่งึ ของกำรเรียนวิชำภำษำไทย (ท๒๓๑๐๑)
ภำคเรยี นที่ ๑ ปกี ำรศกึ ษำ ๒๕๖๓
โรงเรียนสตรีประเสรฐิ ศิลป์



คำนำ

รายงานฉบบั นจี้ ัดทาขนึ้ เพื่อเป็นส่วนหนึง่ ของ วิขาภาษาไทย (ท๒๓๑๐๑) เพอ่ื ให้ไดศ้ กึ ษาคน้ ควา้
หาข้อมูลเกย่ี วกับเรื่อง ดอกพลับพลงึ ทั้งนี้ในรายงานนม้ี ีเนอื้ หาความรู้เกีย่ วกับท่มี าของดอกพลบั พลงึ ประวตั ิ
ท่ีเกี่ยวขอ้ งกับดอกพลับพลึง ความหมายที่นา่ สนใจของดอกพลับพลึง ดฉิ นั ไดค้ น้ ควา้ หาข้อมูลอย่างระเอยี ด
ท้งั ในข้อมลู ผา่ นทางอนิ เตอรเ์ น็ตและหนังสือ

ดฉิ นั ไดเ้ ลือกหัวขอ้ นี้ในการทายงานเนือ่ งมาจากเปน็ เร่ืองทีน่ ่าสนใจ ดิฉนั ต้องขอขอบคุณ คุณครู
ประภัสสร ศิริสุข ผู้ให้คาแนะนา และให้โอกาสในการทารายงานนี้ หวงั ว่ารายงานฉบับนีจ้ ะให้ความรู้ และเปน็
ประโยชน์แก้ผอู้ ่านทกุ ๆท่าน หากีขอ้ เสนอแนะประการใด ดิฉนั ขอรับไวด้ ว้ ยความขอบพระคณุ อย่างยง่ิ

เด็กหญิงเปรมมิกา พันธพุ์ ิรยิ ะ

ผู้จัดทา

๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓

สำรบัญ

ข้อมูลทวั่ ไป ๑
ลกั ษณะ ๒

 ลกั ษณะของพลบั พลึง ๒
 คณุ สมบตั ิ ๓

-ประโยชน์ ๕
-พิษ ๖
ชนดิ ของดอกไม้

 ลกั ษณะ ๑๐
ชอ่ื เรยี กของดอกไม้
๑๐
 ภาษาไทย ๑๐
 ภาษาอังกฤษ ๑๐
 ภาษาญี่ปุน่ ๑๑
สขี องดอกไมแ้ ละควำมหมำย ๑๓
ตำนำน ๑๕
สรปุ ๑๖
บรรณำนกุ รม



ข้อมูลทัว่ ไป

พลบั พลึง ช่อหอมขนาดใหญ่ท่ถี กู ลืมพลับพลึงเป็นพืชลม้ ลุกอายยุ าว มีช่ือวิทยาศาสตรว์ า่ Crinum
asiaticum Linn. อยู่ในวงศ์ Amaryllidaceae เช่นเดียวกับซ่อนกลิ่น จงึ มีลักษณะหลายอยา่ งคล้ายคลึงกนั
เชน่ มีหวั คล้ายหอมหวั ใหญ่ ลาตน้ มกี าบใบหมุ้ เป็นชนั้ ๆ คล้ายตน้ กลว้ ย ใบแผอ่ อกไปโดยรอบ มชี ่อดอก
ออกมาจากกลางลาตน้ เป็นต้น ตา่ งกันทข่ี นาดของพลับพลึงซง่ึ ใหญก่ ว่าซ่อนกล่นิ มาก

พลบั พลึงต่างจากซ่อนกลน่ิ ซ่ึงมีดอกเรียงรายไปตามกา้ นดอก แตพ่ ลับพลงึ มีดอกรวมกันอยเู่ ปน็ ช่อคล้าย
ดอกลลิ ลี่ ถ่นิ กาเนิดของพลบั พลงึ อยใู่ นทวปี เอเชีย ดงั เห็นได้จากชอ่ื วิทยาศาสตรท์ ี่เปน็ ช่อื ชนิด (Species) คือ
asiaticum มผี ูร้ กู้ ลา่ วว่า ถิ่นกาเนดิ ด้ังเดิมของพลับพลงึ อยูบ่ รเิ วณชายฝัง่ ทะเล แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และหมเู่ กาะโปลนิ เี ซีย ซึง่ รวมถงึ ประเทศไทยดว้ ย คนไทยจงึ รูจ้ กั คุน้ เคยกับพลับพลงึ เปน็ อยา่ งดีมานาน
ความค้นุ เคยทคี่ นไทยพบเห็นต้นพลับพลึงอย่เู สมอ จึงนามาเปรียบกบั ขา้ วที่ออกรวงจวนจะแกจ่ ัดว่าเปน็
“ระยะพลบั พลงึ ” คือใบยังเขียวอยู่ เมล็ดข้าวเปล่ียนจากสีเขยี วเปน็ สีครีม ยงั ไม่เปน็ สเี หลอื ง ชาวนานิยม เกยี่ ว
ขา้ วระยะพลบั พลึงนี้ เพราะเมอื่ ตากแหง้ แลว้ จะไดเ้ มล็ดข้าวทส่ี วย นาไปสีจะไม่หกั ป่นมากเหมอื นเก่ียวระยะ
เมล็ดข้าวแกเ่ ต็มที่ ซึง่ เหมาะสาหรับเกบ็ เอาไว้ทาพันธ์ุมากกวา่ ชาวไทยภาคกลางเรยี กพลบั พลึงวา่ พลบั พลงึ
ส่วนชาวเหนือเรียกวา่ ลลิ ัว นอกจากช่อื ดอกพลับพลงึ แลว้ ยงั มีชือ่ เรยี กอื่นๆอีกมากมายในต่างประเทศ แต่
ส่วนใหญ่จะมาจากประเทศญปี่ นุ่



ลกั ษณะ

ลักษณะของพลับพลงึ

 ตน้ พลับพลงึ จดั เปน็ พรรณไมล้ ม้ ลุกทขี่ ้นึ เป็นกอ มหี วั อย่ใู ตด้ นิ ลาตน้ กลม เมอ่ื เติบโตเตม็ ที่จะมเี สน้
ผา่ นศนู ยก์ ลางประมาณ ๑๒-๑๕ เซนตเิ มตร และมคี วามสูงราว ๙๐-๑๒๐ เซนติเมตร ขยายพันธด์ุ ้วย
วธิ กี ารแยกหนอ่ ท่ีขนึ้ บรเิ วณโคนตน้ และวิธกี ารเพาะเมล็ด จดั เป็นพรรณไมท้ ีส่ ามารถพบได้ในประเทศ
จีน อนิ เดยี ญ่ีปนุ่ และฮ่องกง

 ใบพลบั พลึง ใบมสี ีเขยี วจะออกรอบ ๆ ลาต้น ลกั ษณะของใบมลี ักษณะใบแคบ เรียวยาว ขอบใบจะ
เป็นคลื่น ปลายใบแหลม ใบหนาอวบน้า ความกว้างของใบประมาณ ๑๐-๑๕ เซนตเิ มตร และยาว
ประมาณ ๖๐-๙๐ เซนตเิ มตร

 ดอกพลบั พลึง ดอกเปน็ ชอ่ ใหญ่ มีกลิน่ หอม แต่ละชอ่ มดี อกประมาณ ๑๕-๔๐ ดอก ก้านดอกชูขึน้ จาก
ตรงกลางลาตน้ มคี วามยาวประมาณ ๙๐ เซนตเิ มตร และสงู ราว ๙๐-๑๒๐ เซนติเมตร กลบี ดอกมีสี
ขาวแคบเรียวยาวประมาณ ๑๕ เซนตเิ มตร หนึ่งดอกมกี ลีบ ๖ กลบี เมอื่ ดอกบานเต็มทก่ี ลบี ดอกจะ
โค้งเขา้ หาก้านดอก ท่ดี อกมเี กสรตัวผ้มู ี ๖ กา้ น ชูสูงขน้ึ จากดอก ท่ีปลายเกสรมีสแี ดง และจะทยอย
ออกดอกเรอ่ื ย ๆ

 ผลพลบั พลงึ จะเป็นผลสีเขยี วออ่ น ลักษณะของผลค่อนข้างกลม



คณุ สมบตั ิ

 ประโยชน์

ในอดตี ชาวไทยใช้ประโยชนจ์ ากพลับพลึงในด้านรกั ษาโรคเปน็ หลัก ตาราสรรพคุณสมนุ ไพร กลา่ ววา่ ใบ :
รสเอียน ประคบแก้เคล็ดยอก ขัดแพลง และถอนพิษไดด้ ี ตม้ กินมากทาใหอ้ าเจียนเป็นเสมหะ
หมอพื้นบา้ นนยิ มนาใบพลับพลึงมาลนไฟใหต้ ายนง่ึ แล้วพนั ตามอวยั วะที่เคล็ดยอกและบวม หรือหักแพลง
ถอนพิษไดด้ ี แถบสุพรรณบรุ ีใช้ใบลนไฟ รกั ษาโรคไสเ้ ลื่อนดว้ ย

ส่วนกาบใบท่ีประกอบเปน็ ลาตน้ มีสีขาวอวบหนา นยิ มนามาทากระทงใส่ธูปเทียนลอยในวนั ลอยกระทง ใน
ยุคกอ่ นโฟมจะเข้ามาแทนท่ี ปัจจุบัน คนไทยสว่ นใหญ่เลิกใชโ้ ฟมลอยกระทงกนั แลว้ น่าจะหันมาฟืน้ ฟกู ระทง
กาบพลับพลึงขึ้นมาใหม่ เพอื่ จะได้มผี ปู้ ลูกต้นพลบั พลึงกันมากขึ้นเช่นแตก่ อ่ น
พลบั พลงึ เป็นพชื ท่ีปลกู งา่ ยมากชนิดหนึง่ มคี วามแขง็ แรงทนทานต่อดินฟ้าอากาศเมืองไทยเป็นอย่างยง่ิ ขอ
เพยี งมคี วามชมุ่ ชืน้ บา้ งเท่าน้นั กพ็ อ การขยายพันธุ์กท็ าไดง้ า่ ย โดยการแยกหนอ่ หรอื หัวใตด้ ิน พลับพลึงขนึ้ ในท่ี
ร่มเงาหรือมีแสงราไรได้ดี
นอกจากมกี ล่ินหอมแลว้ ดอกพลบั พลึงซึง่ มีช่อใหญ่ กา้ นชอ่ ยาว ยังเหมาะนาไปจดั แจกัน กระเชา้ ดอกไม้ หรือ
มอบใหเ้ ป็นช่อเด่ยี ว ๆ เช่นเดียวกับดอกลิลล่ีทีน่ ยิ มกนั
คุณค่าของดอกพลับพลึงน้นั ยังคงมีอย่อู ย่างเดิมจากอดตี สู่ปัจจบุ ัน สงิ่ ทีข่ าด ก็คือสายตาของคนไทยที่มดื มวั ลง
กวา่ แต่กอ่ น จนมองไมเ่ ห็นคณุ ค่าและความงามของพลบั พลึงตามความเป็นจริง เพราะมีมายาคติเป็นม่านบงั ตา
อยนู่ ั่นเอง
ประโยชนข์ องพลบั พลงึ แตล่ ะสว่ น

 พลับพลงึ มสี รรพคณุ ใชเ้ ปน็ ยาบารงุ กาลงั (ใบ)
 ชว่ ยบรรเทาอาการปวดศรี ษะ ด้วยการใช้ใบมาองั ไฟแล้วใชพ้ ันรอบศีรษะไว้ อาการปวดศีรษะก็จะ

ทุเลาลง (ใบ)
 ชว่ ยขบั เสมหะ (ใบ)
 เมื่อนาไปเคยี่ วให้แหลกจนเป็นน้า แล้วกลนื เอาแต่น้าเขา้ ไปจะชว่ ยทาใหอ้ าเจียน (ราก)
 ชว่ ยทาให้คลื่นเหียนอาเจียน (ใบ)
 ใชเ้ ป็นยาระบาย (ใบ)
 ใบใช้ลนไฟ ช่วยรักษาโรคไสเ้ ลอ่ื นได้ (ใช้กนั ในแถบจังหวดั สุพรรณบรุ )ี



 ชว่ ยรกั ษาโรคทเ่ี กยี่ วกบั ระบบทางเดนิ ปัสสาวะและนา้ ดไี ด้ (ใบ)
 ชว่ ยขับเลือดประจาเดอื นให้ออกมาจนหมด (เมล็ด)
 ใบพลับพลึงสามารถนามาใช้รักษาอาการปวดเมอื่ ยตามรา่ งกาย กลา้ มเนอ้ื อักเสบ (ใบ)
 ใบใช้ทาเป็นยาประคบ สูตรแกป้ วดเม่ือย เคล็ดขดั ยอก แกอ้ าการวิงเวยี นศีรษะ ชว่ ยบารุงผิว ด้วยการ

ใชใ้ บพลับพลงึ / ใบมะขาม / ใบส้มป่อย / ใบเปล้า / ใบหนาด / ขมน้ิ ชนั / ไพล / การบูร / ผิว
มะกรดู / เกลือแกง นามาตาผสมกนั แล้วทาเปน็ ยาประคบ (ใบ)
 ใบใช้ทาเปน็ ยาประคบเพอื่ คลายเสน้ ดว้ ยการใชใ้ บพลบั พลงึ ๘ บาท / ไพล ๔ บาท / อบเชย ๒ บาท
/ ใบมะขาม ๑๒ บาท / เทียนดา ๑ บาท / เกลอื ๑ บาท นามาตาหอ่ ผา้ แล้วนงึ่ ให้รอ้ น แลว้ นามาใช้
ประคบเส้นที่ตงึ ให้คลายได้ (ใบ)
 ชว่ ยแก้อาการปวดบวม ฟกชา้ ดาเขยี ว อาการเคล็ดขัดยอก ข้อเท้าพลกิ แพลงได้ ด้วยการใชใ้ บ
พลับพลึงนามานงึ่ ไฟให้ใบออ่ นตัวลง แล้วนามาพันรอบบรเิ วณทเี่ จบ็ (ใบ)
 ใช้ทาเปน็ ยายา่ งช่วยรกั ษาอาการเลือดตกใน ตกต้นไม้ หรอื ควายชน ดว้ ยการใช้ ใบพลับพลึง / ใบชม
ชนื่ / ใบหนาด / ใบเปลา้ ใหญ่ / ใบสม้ ปอ่ ย นามาหั่นและตาแลว้ นาไปทายายา่ ง (ใบ)
 ชว่ ยแก้อาการปวดกระดูก ด้วยการใชใ้ บพลบั พลงึ ตาผสมกบั ขา่ และตะไคร้ นาไปหมกไฟแล้วนามา
พอกบริเวณท่ปี วดกระดูก (ใบ)
 รากพลบั พลงึ ใชพ้ อกแผลได้ ดว้ ยการนารากมาตาแล้วพอกบริเวณบาดแผล (ราก)
 ใบใช้ประคบแก้ถอนพิษไดด้ ี (ใบ)
 รากพลบั พลงึ สามารถใชร้ กั ษาพษิ จากยางนอ่ งได้ (ราก)
 ใบพลับพลึงสามารถนามาใชก้ บั คุณแม่ที่เพง่ิ คลอดบตุ รหรอื การอย่ไู ฟได้ ด้วยการใชใ้ บประคบบรเิ วณ
หน้าท้อง จะช่วยทาให้มดลกู เข้าอ่เู ร็ว ทาใหน้ ้าคาวปลาแหง้ ช่วยขับของเสยี ต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้
นอกจากนี้ยงั ชว่ ยขจัดไขมันส่วนเกนิ ได้อกี ด้วย (ใบ)
 ใบพลับพลงึ มีสารในกลุ่มอัลคาลอยด์ที่ชอ่ื ว่า Lycorine ซึ่งมฤี ทธชิ์ ว่ ยตอ่ ตา้ นไวรัสที่เปน็ สาเหตุของ
โรคโปลโิ อและโรคหัด (ใบ)



 พษิ
พลับพลงึ มีฤทธร์ิ ะคายเคอื งต่อระบบทางเดนิ อาหาร (เขา้ ใจว่าส่วนหัว) โดยหวั ของพลับพลงึ มีพิษ
ในกล่มุ อลั คาลอยดท์ ่มี ชี ่ือว่า "Lycorine" โดยอาการท่ีเป็นพิษได้แก่ มอี าการอาเจยี น ตวั สน่ั เหง่ือ
ออก มีน้าลายมาก และมอี าการท้องเดนิ แบบไม่รนุ แรง แต่ถา้ หากมอี าการมากอาจจะเกดิ
Paralysis และ Collapse

วธิ ีกำรรักษำ
 ใหด้ มื่ นา้ ในปรมิ าณมาก ๆ เพอ่ื ทาให้สารพษิ เจือจาง
 ทาใหอ้ าเจยี นออกมา
 ใหน้ าส่งโรงพยาบาลเพอ่ื ทาการลา้ งออก เพอื่ เอาช้ินส่วนของพืชพลบั พลึงออกให้หมด
 รับประทานยารกั ษาอาการคลน่ื ไสอ้ าเจยี น เพอ่ื ชว่ ยปอ้ งกนั การสญู เสยี นา้ และเกลอื แรใ่ นร่างกายมาก
เกินไป
 ควรใหน้ า้ เกลอื จนกว่าจะมอี าการดีขนึ้



ชนิดของดอกไม้

๑.พลับพลึงดา่ ง

ลกั ษณะ

ตน้ ไม้ล้มลุก สงู ๙๐-๑๒๐ เซนติเมตร ลาต้นอยใู่ ตด้ ิน เสน้ ผ่านศูนย์กลาง ๑๒-๑๕ เซนตเิ มตร เจริญเปน็ กอ
ใบ ใบเดยี่ ว เรยี งเวียน รูปแถบแกมรปู ขอบขนาน กวา้ ง ๑๐-๑๕ เซนตเิ มตร ยาว ๖๐-๙๐ เซนตเิ มตร ปลาย
แหลม โคนสอบ ขอบเรียบหรือเป็นคล่ืนเลก็ น้อย ใบหนาคล้ายแผน่ หนัง อวบน้า เกลยี้ ง เปน็ มัน โค้งลง แผน่ ใบ
สเี ขยี ว มีด่างสขี าวถงึ สขี าวนวลเป็นแถบยาวตามความยาวใบ

ดอก ออกดอกเปน็ ช่อแบบช่อซี่รม่ ออกตามซอกใบ ดอกสีขาว โคนกลีบดอกเช่อื มกนั เป็นหลอด ปลายแยก ๖
แฉก เรียวยาว ปลายโคง้ ลง เกสรเพศผูม้ ีกา้ นชยู าว สแี ดงเรื่อ มกี ลิน่ หอม

๒.พลับพลึงแดง



ลักษณะ
ตน้ เปน็ พืชลม้ ลกุ หลายฤดู มีลาต้นใต้ดนิ เป็นหัวกลม สว่ นทีโ่ ผล่พน้ ดินเปน็ กายใบอัดกนั แน่น
ใบ เป็นใบเดยี่ ว เรยี งซอ้ นเปน็ วงกว้าง ๗-๑๕ ซม. ยาว ๑ เมตร ปลายใบแหลม แผ่นใบอวบหนา มีหน่อ
จานวนมากขึน้ รวมกนั เปน็ กอ แผน่ ใบเปน็ มนั เรยี บ ลักษณะแคบ เรยี วยาว เรียงเวยี นรอบ แกนลาต้น ออกดอก
เปน็ ชอ่ มีกา้ นชอ่ ดอกยาว
ดอก ช่อดอกขนาดใหญ่ ลกั ษณะคล้ายปากแตร ผลค่อนขา้ งกลม มีสขี าวหรอื มว่ งแดง ออกเป็นกระจกุ ที่
ปลายกิ่ง มดี อกยอ่ ยจานวนมาก ๑๐-๓๐ ดอก ก้านชอ่ ดอกอวบใหญ่ กลบี ดอกตอนโคนเชือ่ มกนั เป็นหลอด
ยาว ๗-๑๐ ซม. ปลายแยกเปน็ ๖ กลีบแคบๆ กว้าง ๑ ซม. ยาว ๗ ซม. ดอกทยอยบาน มกี ล่ินหอม พลบั พลึง
ดอกสีแดงจะมชี ่อดอกและดอกใหญก่ ว่าพลบั พลึงดอกสีขาว
ฝกั /ผล คอ่ นขา้ งกลม

๓.พลับพลึงธาร
ลักษณะ
ต้น พลบั พลึงธาร เป็นพืชใตน้ า้ (Submerged Plant) และเปน็ พชื ล้มลุกท่ีมีหัวอยใู่ ต้ดนิ ของทอ้ งนา้ หวั มี
ขนาดประมาณ ๗ เซนติเมตร สขี าวมีลกั ษณะคลา้ ยหัวหอม ซึ่งประกอบด้วยกาบใบห้มุ ซ้อนอัดกันแน่นจน
หลายเป็นหวั โคนหวั ใหญ่ และสว่ นปลายหวั เรียวเลก็ ฐานหวั มีรากแขนงแตกออกหย่งั ลึกลงดนิ หัวแกส่ ามารถ
แตกหัวใหม่ออกด้านข้างจานวนมาก จนทาใหม้ ีลักษณะเปน็ กอใหญ่ใต้น้า
ใบ ใบพลับพลงึ ธารแทงออกเปน็ ใบเด่ียว บริเวณส่วนปลายของหวั ทเี่ รยี งซ้อนกนั เปน็ วง ใบจะแทงยาวขนึ้ ผวิ นา้
ด้านบน แต่ใบมีลกั ษณะอ่อนพลว้ิ ลอยในนา้ และผิวน้า แตล่ ะหัวมใี บประมาณ ๑๐-๒๐ ใบ แต่ละใบมลี ักษณะ
เรียวยาว ขนาดกว้างประมาณ ๑.๕-๓ เซนติเมตร ความยาวของใบขน้ึ อยูต่ ามความลกึ แต่ทัว่ ไปจะยาว



ประมาณ ๒-๓ เมตร แผน่ ใบมีสเี ขียวออ่ นถงึ เขียวเข้ม ขน้ึ อยกู่ บั ความสะอาดของแหล่งน้า สาวนขอบใบหยกั
จะเป็นฟันเลือ่ ยเล็กๆ เนอื้ ใบนมุ่ แตค่ ่อนข้างเหนียว ใบมีเส้นใบตามแนวยาว
ดอก ดอกพลับพลึงธารแทงออกเป็นชอ่ ประกอบดว้ ยก้านดอกยาวท่ีแทงขนึ้ มาจากตรงกลางของสว่ นหัว
ความยาวก้านดอกตามความลึกของน้า แต่ละหัวมกี ้านดอก ๑ ก้าน ปลายกา้ นดอกโผล่พ้นนา้ ท่ีประกอบด้วย
ดอกยอ่ ย ๕-๘ ดอก แต่ละดอกประกอบด้วยก้านดอก สเี ขียวแกมม่วง และมกี าบหุ้มสีแดง ขนาดก้านดอก
๐.๕-๐.๘เซนตเิ มตร ยาว ๓๐-๘๐ เซนตเิ มตร ดอกตมู มีลักษณะเปน็ หลอดที่เป็นกลีบดอกสีเขียวอมขาวหุม้
ติดกัน ขนาดดอกตมู ยาว ๑๒-๑๔ เซนตเิ มตร เมือ่ ดอกบานจะแผก่ ลีบดอกออกเปน็ รูปรม่ จานวน ๖ กลบี แต่
ละกลีบกวา้ ง ๐.๘-๑ เซนติเมตร ยาว ๘-๑๐ เซนติเมตร แผ่นกลบี ดอกเรยี บ มีสขี าว ตรงกลางดอก
ประกอบด้วยกา้ นเกสรเพศผู้ สขี าวถึงแดงจานวน ๖ อนั แตล่ ะอนั ยาว ๖-๘ เซนตเิ มตร แผ่กางออกเปน็ วงรอบ
ถัดมาในฐานดอกจะเป็นอบั เรณูสีเหลืองออ่ น ยาว ๑.๒-๑.๕ เซนตเิ มตร ท่ีมีก้านเกสรตวั เมยี เปน็ สแี ดง ตาม
ลักษณะรปู แรกดา้ นบน
ผล ผลพลบั พลงึ ธารออกเปน็ ผลเดย่ี ว แต่รวมกันหลายผลบนก้านผล ผลมลี ักษณะ ทรงกลม เปลอื กผลบาง มี
ลักษณะออ่ นนุม่ ผลอ่อนมเี ปลือกผลสีเขียวออ่ น เมอ่ื แกจ่ ะมสี แี ดงเรือ่ หรอื สมี ว่ งแกมสเี ขียว ด้านในผลมีเมล็ด
ประมาณ ๕ เมล็ด เรียงอัดต่อกนั คล้ายการตอ่ จิกซอให้เป็นทรงกลม และเม่อื ผลแก่ เปลอื กผลจะเปื่อยยยุ่ ทา
ใหเ้ มล็ดแตกออกลอยตามน้า
เมล็ด เมล็ดพลบั พลึงธารมีลักษณะเป็นเหล่ียม ขนาดเมล็ดไม่เท่ากัน เปลอื กหุม้ เมล็ดมีสเี ขยี ว แต่ละเมล็ดจะมี
ขนาดไม่เท่ากัน ขนาดเมล็ด ๑-๓ เซนตเิ มตร

๔.พลบั พลงึ แมงมุม
ตน้ มหี ัวอยใู่ ต้ดนิ ลาต้นกลมสงู ประมาณ 30 ซม. ใบ รปู แถบแคบเรยี วแหลม ออกตรงข้ามกันสองข้าง ขอบใบ
เรยี บ อวบน้า



ใบ ใบเดย่ี ว เรยี งเวียนสลบั ถีร่ อบต้น ใบรูปใบหอกแกมรปู ขอบขนาน กว้าง ๔-๕ เซนตเิ มตร ยาว ๑๐๐-๑๒๐
เซนตเิ มตร ปลายเรียวมนถึงแหลมทู่ โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มลาต้น ขอบใบเรยี บ แผ่นใบหนา สเี ขียวเปน็ มัน
ปลายใบออ่ นโคง้ ลง

ดอก สขี าว มกี ล่นิ หอมอ่อนๆ ออกเปน็ ชอ่ แบบชอ่ ซีร่ ม่ ทีก่ ลางตน้ ก้านช่อดอกแข็งและค่อนข้างแบนยาว ๓๐-
๔๕ เซนตเิ มตร ชอ่ ละ ๔-๘ ดอก ดอกยอ่ ยเกิดเดี่ยวๆ บนปลายกา้ นดอกย่อย กลีบเลีย้ ง ๕ กลบี รูปเรียวยาว
กลีบดอกโคนกลีบดอกตดิ กันเปน็ หลอด ปลายแยกเปน็ ๖ แฉก มีสว่ นท่ียน่ื ออกมาเป็นรูปแถบเรียวเล็ก ดอก
บานเต็มทีก่ วา้ ง ๘-๑๐ เซนติเมตร

๕.พลับพลึงเตอื น

ลกั ษณะ(คล้ายพลบั พลึงแมงมมุ )

ต้น มีหวั อยูใ่ ต้ดนิ ลาตน้ กลมสูงประมาณ ๓๐ ซม. ใบ รูปแถบแคบเรียวแหลม ออกตรงข้ามกันสองขา้ ง ขอบ
ใบเรยี บ อวบน้า

ใบ ใบเดีย่ ว เรียงเวยี นสลับถร่ี อบตน้ ใบรปู ใบหอกแกมรูปขอบขนาน กวา้ ง ๔-๕ เซนติเมตร ยาว ๑๐๐-๑๒๐
เซนติเมตร ปลายเรียวมนถึงแหลมทู่ โคนใบแผ่เป็นกาบหมุ้ ลาต้น ขอบใบเรียบ แผน่ ใบหนา สเี ขยี วเปน็ มนั
ปลายใบออ่ นโคง้ ลง

๑๐

ดอก สีขาว มีกล่นิ หอมอ่อนๆ ออกเปน็ ชอ่ แบบช่อซร่ี ม่ ทก่ี ลางตน้ ก้านช่อดอกแขง็ และคอ่ นข้างแบนยาว ๓๐-
๔๕ เซนตเิ มตร ช่อละ ๔-๘ ดอก ดอกยอ่ ยเกิดเด่ียวๆ บนปลายกา้ นดอกย่อย กลีบเลี้ยง ๕ กลีบ รูปเรยี วยาว
กลีบดอกโคนกลีบดอกตดิ กนั เป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๖ แฉก มีส่วนท่ยี น่ื ออกมาเปน็ รูปแถบเรียวเล็ก ดอก
บานเต็มท่ีกว้าง 8-10 เซนติเมตร

วิธีกำรปลกู

การปลูกพลบั พลงึ ควรปลกู ลงดนิ เพราะรากหยัง่ ลกึ ควรเลอื กทาเลท่ีน้าไมข่ งั ถ้ามีรม่ เงาจะชว่ ยให้ต้นโตได้เร็ว
พลบั พลงึ ชอบแสงแดด หากปลูกในกระถางควรใช้กระถางขนาดใหญ่ เมอื่ ปลูกแลว้ ไมค่ วรขุดขน้ึ มา เพราะ
พลับพลงึ ไมช่ อบใหม้ กี ารรบกวนระบบราก ปยุ๋ ทีใ่ ชค้ วรใชป้ ยุ๋ คอกสลับกับปุ๋ยเคมี

ช่ือเรียกของดอกไม้

ภำษำไทย

 พลับพลงึ ภาษากลาง
 ลลิ วั ภาษาเหนอื
 วริ งรอง ภาษาชวา

ภำษำอังกฤษ

 Crinum asiaticum L. ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์

 Crinum lily หรือ Cape lily, Spider lily, Poison bulb ช่อื สามัญ

 Red spider lily ความหมายคอื การยอมแพ้ การพลัดพรากจากสง่ิ ท่ีเป็นท่ีรักและไมม่ ี

วนั หวนกลับมาอกี

ภำษำญ่ปี นุ่

 ฮิกนั บานะ (彼岸花) ความหมายคือ ดอกไม้แห่งความตาย มีทม่ี าจากการที่ดอกฮกิ นั บานะ
มกั จะบานในช่วงวนั วสนั ตวิษวุ ัตในฤดูใบไมร้ ว่ ง ซงึ่ ภาษาญปี่ นุ่ เรยี กวันวสนั ตวิษุวัตว่า “ฮิกนั (彼岸)
” จงึ เปน็ ท่ีมาของช่อื “ฮกิ ันบานะ” ซง่ึ หมายถงึ ดอกไมท้ ี่บานในชว่ งวนั วสันตวิษุวัต

 ชิบิโตะบานะ (死人花) ความหมายคือ ดอกไมค้ นตาย
 จโิ กคุบานะ (地獄花) ความหมายคือ ดอกไม้นรก
 คิทสึเนะบานะ (狐花) ความหมายคือ ดอกไม้จง้ิ จอก

๑๑

 สุเตโกะบานะ (捨て子花) ความหมายคือ ดอกไมเ้ ด็กกาพร้า
 ยเู รบานะ (幽霊花) ความหมายคือ ดอกไมว้ ญิ ญาณ
 คามโิ ซรบิ านะ (剃刀花) ความหมายคอื ดอกไมม้ ดี โกน
ชื่อท่ีกล่าวมาน้นั คอื ชือ่ ทใ่ี ช้เรยี ก ดอกพลับพลึงแมงมมุ สแี ดง ซึง่ จะเหน็ ไดว้ ่าแต่ละช่อื นัน้ มีความหมายทไ่ี ม่ดีและ
กล่าวถงึ ความตายเสยี สว่ นใหญ่ เพราะดอกพลับพลึงสีแดงนน้ั ในประเทศญี่ปนุ่ ในสมยั โบราณท่ีคนญปี่ ุ่นยังไม่
เผาศพแล้วฝัง การทาพธิ จี ะเปน็ การฝงั ศพลงในดนิ แล้วปลอ่ ยใหเ้ กดิ การย่อยสลายของซากศพไปเอง แต่เม่อื มี
สัตว์มารบกวน หรอื ราที่อยู่ใต้ดินกท็ าใหก้ ารย่อยสลายศพเชื่องช้าลงไป จงึ ได้มกี ารปลกู ต้นพลบั พลงึ แดงไว้
ลอ้ มรอบหลุมศพ เพือ่ กนั ไม่ใหส้ ง่ิ มชี ีวิตอน่ื เขา้ มาใกล้ เพราะนอกจากความสวยงามท่ีนา่ ขนลุกแล้ว ทกุ ส่วนของ
ต้นพลบั พลึงแดงนัน้ มีพิษท้ังหมด แตใ่ นปัจจุบนั ถึงแม้จะไม่ต้องการการยอ่ ยสลายศพในหลมุ แล้ว แตก่ ย็ ังคงมี
การปลกู ดอกไม้นี้เอาไว้อยู่ นอกจากนีย้ ังเช่ือกนั วา่ สีแดงของดอกพลบั พลึงแดงมาจากการที่ดอกไมด้ ูดเลอื ด
ของศพข้ึนมาอีกด้วย
 มนั จชู าเกะ (曼珠沙華) หรอื ดอกพลับพลึงสีขาว โดยช่ือนีม้ ที ี่มาจากรากศพั ท์ภาษาสันสกฤต

โดยถอื เป็นดอกไมแ้ หง่ สวรรค์ ตามคมั ภีรศ์ าสนาพุทธซึง่ เชื่อกันว่าเมอื่ กาลงั จะมเี รือ่ งน่ายนิ ดหี รอื เรื่อง
มงคลเกดิ ขึ้น

สขี องดอกไม้และควำมหมำย

สีแดง หมายถึง การยอมแพ้, การกลบั มาพบกนั ใหม่, ฉันคิดถึงคณุ เพียงคนเดยี ว, ความคลัง่ ไคล่

๑๒
สขี าว หมายถงึ ฉนั คิดถึงคณุ และรอวนั ทีจ่ ะไดเ้ จอคณุ อกี
สีเหลอื ง หมายถึง หวนระลึกความหลงั

๑๓



ตำนำน

ตานานของดอกพลับพลงึ นั้นจะยกมาจากของตา่ งประเทศ เพราะในไทยดอกพลบั พลงึ ไม่มีตานานอะไร แต่
ตานานส่วนมากจะไปทางญี่ปุ่นสักส่วนใหญ่ บางตานานจะเล่าเกี่ยวกับดอกพลับพลงึ หรอื ไมก่ ็จะมดี อก
พลับพลึงเขา้ มาเกี่ยวขอ้ งด้วย

ชำวเมลำนีเซีย

สาวชาวเมลานีเซียนยิ มนาช่อดอกมาประดับมวยผม
ด้านของพธิ กี รรมความเช่ือ ก็มกี ารใช้ใบพลับพลงึ นามาซอยแล้วใส่ลงในขนั น้ามนต์ นามาใชป้ ระพรมตัวเพอื่ ขับ
ไลผ่ ีสางหรอื ส่งิ อปั มงคล
ไทย
คนไทยในสมัยกอ่ น จะเด็ดเอาใบพลับพลงึ สดๆ จากตน้ โดยเลือกใช้ใบที่โตเตม็ ที่ นาไปย่างไฟอ่อนๆ พอให้อนุ่ ๆ
สขี องใบยงั เขียว โบราณวา่ ทาอยา่ งนี้ จะช่วยคลายอาการปวด ลดบวมได้ดีไมน่ ้อย แถมยงั จัดอยู่ในสมนุ ไพร
สาหรับให้คณุ แม่เพิ่งคลอดไดอ้ ยู่ไฟ ใชป้ ระคบหน้าทอ้ งช่วยใหม้ ดลกู เข้าทอ่ี ีกดว้ ย
ความเช่อื ของชาวประโอ (ไทยใหญ่แถบภูเขา) ว่าพลบั พลึงคือพืชทเ่ี ช่อื มฟา้ ดนิ เขา้ ด้วยกัน เม่ือใดที่พลับพลึง
ออกดอก เม่อื น้ันฝนจะตก ย่งิ ดอกมากฝนกย็ ิ่งมาก ถ้าไม่ออกดอก ฝนจะแล้ง ดังนั้นจึงต้องคอยดูแลรดนา้
พลับพลึงให้ดๆี ฝนจะได้ตกตอ้ งตามฤดูกาล ดว้ ยความเช่อื น้คี นปะโอจึงเรยี กพลบั พลึงวา่ เก้าคาหลอ่ แปลว่า
ดอกฝนตก
ญีป่ ุ่น (ในญีป่ ุ่นสว่ นมากจะเรียกดอกพลบั พลงึ วา่ ฮกิ ันบานะ)
ฮกิ งั บะนะมีตานานเรื่องเลา่ มากมาย ซึ่งท้ังหมดล้วนแตเ่ ป็นเรือ่ งที่สุดทา้ ยพูดตรงกันว่า ดอกไมน้ ไ้ี ม่เปน็ มงคลสัก
เท่าไหร่นกั ดงั น้ันคนญป่ี ุ่นจะไมน่ าดอกไม้ชนิดนี้มาจดั แจกันหรอื ชอ่ ดอกไม้
จากขอ้ มูลของ Osaka Convention & Tourism Bureau ไดพ้ ดู ถึงดอกไมช้ นิดนี้ไวว้ ่า
“Higanbana หรอื Spider Lily คือดอกไม้ท่วี า่ ท้ังๆท่ีหน้าตาสีสนั มันออกสวยงามดังทเี่ ห็นในภาพ วา่ กันว่า
ในอดตี ผู้คนมกั นาหัวของมนั ไปปลูกไวต้ ามคนั นาหรือใกลส้ ุสาน ทง้ั นี้เพราะในหวั ของมันมีพิษสามารถปอ้ งกนั
หนหู รือสตั วร์ ้ายไม่ใหเ้ ขา้ ไปกดั กินขา้ วในนาหรือศพทถ่ี กู ฝงั ไว้ และนนั่ คือทม่ี าของชื่อนานาประการเชน่
“ดอกไมผ้ ี” (Yurei-bana) “ดอกไม้คนตาย” (Shibito-bana) อนั ไมเ่ ป็นมงคล ไปจนถงึ ช่อื ตามพุทธศาสนา
เช่น “ปรมติ ตา” (Manjushage) และ “ฮิงงั บะนะ” (Higanbana) ซึ่งช่ือหลังสุดนีเ่ ป็นช่ือทผี่ ู้คนท่ัวไปใช้
รว่ มกันในปัจจบุ นั
“ฮกิ นั ” (Higan) หมายถงึ ประเพณีบังสกุ ลุ บรรพบุรุษของคนญ่ีปุ่นกระทากัน 2 คร้งั ในหนงึ่ ปี ครงั้ ท่สี องคือราว
กลางถงึ ปลายเดือนกนั ยายน แทบทุกปีมักจะตรงกับชว่ งทีด่ อกฮิกันบานะโผลย่ อดออกมาบนดนิ พรอ้ มคล่กี ลีบ
บานอย่างรวดเรว็ กอ่ นท่จี ะโรยไปพรอ้ มๆกับการสน้ิ สุดของเทศกาลบังสุกลุ พอดิบพอดี”

๑๔

Higanbana (Red spider lily) เป็นดอกไม้สีแดงสด เติบโตไดด้ ใี นเขตอบอุ่น ดอกจะบานช่วงยา่ งเขา้ ฤดู
ใบไม้ร่วง หรือ equinoctial week ซึง่ เป็นช่วงทก่ี ลางวนั กบั กลางคืนยาวเท่ากัน และจะมกี ารประกอบพธิ ที าง
พุทธ(ในญปี่ ่นุ และจนี ) โดยการนาดอกไม้ไปปลูกบรเิ วณหลมุ ศพเป็นการเคารพผตู้ าย และดว้ ยเหตดุ ังกลา่ ว
ดอกไม้นจ้ี งึ เปน็ ของตอ้ งหา้ มในการจัดดอกไมไ้ มว่ ่ากรณใี ด

ตานานของ Higanbana เลา่ กนั มาวา่ ดอกไม้นจ้ี ะเตบิ โตในนรกภูมเิ พ่ือนาทางวญิ ญาณไปส่กู ารเกดิ ใหม่
เนื่องจาก Red spider lily จะมีการผลดั ใบผลัดดอก เมื่อดอกบาน ใบจะร่วงหมด เมื่อเรม่ิ แตกใบ ดอกจะโรย
จึงมีการผกู ไปถึงตานานเทพของญปี่ ุน่ โดยสื่อการการพลัดพรากจากสง่ิ ทร่ี ัก และไม่มวี นั หวนกลับมากอีก
ตานานท่ีเป็นท่นี ิยมทส่ี ุด เล่าถงึ 曼珠(Manshu) ผอู้ ารักษ์ดอก กับ 沙華(Saka) ผู้อารักษใ์ บ เทพารกั ษ์
สององค์ไดฝ้ ืนชะตา ขออารกั ษไ์ มช้ นิดน้ีรว่ มกนั (ตามตานาน ไม้ 1 ชนิดจะมเี ทพารักษไ์ ด้เพียงหน่ึงเทา่ นน้ั )
และต่างก็ตกหลมุ รักเมือ่ แรกพบทง้ั คู่
เร่อื งถงึ เทพีอามะเทราสึ พระองคจ์ ึงแยกค่รู กั ออกจากกนั และฝงั คาสาปไว้ ไม่ให้ทง้ั สองได้พบกันอกี
ตานานบางแหง่ มีการเติมตอ่ ไปวา่ แม้ทั้งสองจะได้พบกนั ในนรกภมู ิ และสาบานว่าจะพบกนั อกี หลงั เกิดใหม่ ก็
ไมส่ ามารถได้พบกันอกี เลย
ดงั น้ัน ในจนี และญีป่ นุ่ จงึ มกี ารใชอ้ กี ชื่อหนึ่งของ Red spider lily วา่ 曼珠沙華 (อา่ นเป็น
Manjushage)
อกี ความเช่อื หนึง่ กว็ ่า ดอกไม้นี้จะบาน ณ รมิ แม่น้าซงั สึ (三途の川) ซ่ึงพ้องกบั แม่นา้ สติกซ์ (Styx
River) ในตานานตะวันตก ซึ่งเป็นแมน่ ้าท่ีกัน้ ระหวา่ งโลกคนเป็นกับปรภพ
และเนอ่ื งจาก 彼岸 เป็นชอื่ เรียกของริมฝัง่ ด้านปรภพของแมน่ ้าซังสจึ ึงมกี ารใช้ช่อื 彼岸花 เปน็ ท่ี
แพรห่ ลายในปัจจบุ นั

๑๕

สรุป

ดอกพลับพลงึ เปน็ ช่อหอมโบราณขนาดใหญ่ทป่ี จั จุบันถกู ลมื เลือนไปเกือบทกุ คนในไทย แตเ่ ป็นที่
รจู้ กั กันในญีป่ ุ่นในช่ือ ฮกิ ันบานะ หรือดอกไมแ้ หง่ ความตาย ชือ่ ของดอกพลบั พลงึ มมี ากมายหลากหายช่ือ ซ่ึง
ส่วนมากนนั้ จะเปน็ ชื่อในประเทศญีป่ นุ่ ความหมายของแตล่ ะช่อื นั้นส่วนมากจะไปทางที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
เพราะความหมายนั้นสว่ นมากหมายถึงความตายสักส่วนใหญแ่ ตก่ ็ยงั มคี วามหมายที่ดอี ยู่ คือ มนั จูชาเกะ หรือ
ดอกไม้แห่งสวรรค์

ดอกพลับพลึงมีประโยชน์หลากหลาย แต่ประโยชน์ของมนั ไม่ใชต่ รงสว่ นของดอก แต่เปน็ ส่วนอนื่ ๆ
แทน เช่น ราก ตน้ ใบ ซึง่ ประโยชน์ของมนั มตี ัง้ แตก่ ารทายาไปจนถึงใช้กาบของพลับพลงึ ทาเปน็ กระทง
นอกจากประโยชนแ์ ลว้ ยงั มโี ทษอยดู่ ้วย ซึ่งโทษของดอกมนั อยู่ที่ดอกของมนั นน้ั เอง ดอกของมันมพี ษิ แต่ไมใ่ ช่
ดอกพลับพลงึ ทุกชนิดอาจมีเพียงดอกพลบั พลึงแมงมุมกบั ดอกพลบั พลึงแดงก็ได้ ถ้าหากเราไม่รบั ประทานเข้า
ไปน้นั ไมเ่ ปน็ อะไร แต่ถ้าเกิดรับประทานเข้าไปควรดืน่ น้าที่สะอาดเพอื่ เจอื จางสารพษิ หรอื อาเจียนออกมา หาก
อาการหนักกวา่ น้ันควรรีบทีจ่ ะส่งโรงพยาบาลทนั ที

ดอกพลบั พลงึ นน้ั มีหลากหลายตานานและหลากหลายความเชอื่ เกีย่ วกับดอกพลับพลงึ บา้ งกว็ า่ ช่วย
ขบั ไล่ผสี าง บา้ งกว็ า่ ถ้าวนั ใดพลับพลงึ ออกดอกฝนจะตก แต่ความเชอ่ื และตานานทก่ี ล่าวขานกันมาส่วนมาก
จะเชือ่ มโยงเก่ียวกบั ความตาย ซึ่งตานานน้มี าจากประเทศญปี่ นุ่ คนส่วนใหญ่อาจจะไมค่ อ่ ยรู้จักในช่ือดอก
พลบั พลึงเสยี สักเทา่ ไหร่ แต่จะอาจรจู้ ักในช่ือ spider lily หรอื ฮิกนั บานะ มากกว่า ตานานและความเชื่อ
ของดอกพลับพลึงในประเทศญีป่ นุ่ มมี ากมาย ตัวอย่างเช่นอา้ งวา่ ที่ดอกพลับพลงึ แมงมุมมสี แี ดงกเ็ พราะวา่ กิน
เลือดจากศพ หรือไมก่ ต็ านานของเทพอารกั ษ์ของดอกพลับพลึงนี้

อย่างไรก็ตามดอกพลบั พลงึ นีน้ ้นั ก็เปน็ ดอกไมช้ นิดหนึง่ ท่คี วรคา่ แกก่ ารจดจาไมใ่ ชท่ าลายเพราะความ
อคติในใจของคน ถ้าหากไม่มีอคตนิ ้ี ดอกพลับพลึงในไทยอาจจะมมี ากเทียบเทา่ ในสมัยกอ่ นกไ็ ด้ ด้วย
คุณประโยชน์ของมนั ท่ีมากเหลือลน้ นีเ้ อง

๑๖

แบรรณำนุกรม

IKIDANE NIPPON. 2561. ดอกไมท้ ี่เปน็ สัญลักษณข์ องความตายฮิกันบานะ หรอื มังจูชาเกะ(พลับพลึงสีแดง)
ทาไมมีสองชือ่ ? มีทีม่ ายังไง?. สืบคน้ เมอ่ื 31 กรกฎาคม 2563, จาก https://press.ikidane-
nippon.com/th/a00222/

Katto. 2557. ฮิกงั บะนะ-มันจุชะเกะ-พลับพลงึ แดง-และ red spider lily ดอกไม้สแี ดงสัญลกั ษณแ์ หง่ การ
พลดั พรากและความตาย. สบื ค้นเม่อื 12 สิงหาคม 2563, จาก
https://www.redlovetree.com/higanbana-redspiderlily-kinchakuda-saitama-manjushage/

knowledge. 2563. ดอกไมแ้ ห่งความตาย : ดอกฮกิ ันบานะ. สืบคน้ เมื่อ 12 สงิ หาคม 2563, จาก
https://storylog.co/story/5e7213ee4c2f70b704318adc

Wanthai. 2554. วธิ ีการปลูกพลับพลงึ . สบื ค้นเม่ือ 12 สิงหาคม 2563, จาก

https://www.wanthai.com/howto/howto-crinum

Anonymous. 2545. พลบั พลึง ชอ่ หอมขนาดใหม่ทถี่ ูกลมื . สบื คน้ เมื่อ 31 กรกฎาคม 2563, จาก

https://www.doctor.or.th/article/detail/3598#:~:text=%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B
8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0
%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%
E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%20%E0%B8%8B%E0%B8%B6%E0%B
9%88%E0%B8%87,%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0
%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%
E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B
9%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%93

ข้อมูลพันธ์ุไม้ ระบบฐำนข้อมูลดิจติ ัล. 2561. พลบั พลงึ ด่าง Crinum asiaticum L. สบื ค้นเมอื่ 12 สิงหาคม
2563, จาก https://data.addrun.org/plant/archives/312-crinum-asiaticum-l

นายชญานนท์ ชฎาแก้ว. 2563. พลบั พลึงแดง. สืบคน้ เม่อื 12 สงิ หาคม 2563, จาก
https://sites.google.com/site/chayanonchadakaew11/phlab

puechkaset. 2558. พลับพลงึ ธาร/หญ้าชอ้ ง/หอมนา้ พชื นา้ ทพี่ บแหง่ เดียวบนโลก. สบื ค้นเม่อื 12 สิงหาคม
2563, จาก

https://puechkaset.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%
A5%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3/

kinyoibi. 2562. ทาไมฮิกันบานะถึงเปน็ ดอกไม้ท่ีน่ากลัวสาหรับคนญป่ี ุ่น?. สบื ค้นเม่ือ 31 กรกฎาคม 2563,
จาก https://th.anngle.org/j-culture/higanbana.html

๑๗

Medthai. 2560. พลบั พลงึ สรรพคุณและประโยชนข์ องพลับพลึงดอกขาว 26 ขอ้ !. สืบค้นเมอ่ื 31 กรกฎาคม
2563, จาก

https://medthai.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%A5
%E0%B8%B6%E0%B8%87/

๑๐๘ พรรณไมไ้ ทย. 2563. ดอกพลบั พลึง. สบื คน้ เมื่อ 31 กรกฎาคม 2563, จาก

https://www.panmai.com/GardenSong/Flower_24.shtml

ทะเบยี นพรรณไมส้ วนพฤกษศาสตร์ โรงเรียนวัฒโนทยั พายพั . 2563. สรปุ ลักษณะและขอ้ มูลพรรณไม.้ สบื คน้
เม่ือ 12 สิงหาคม 2563, จาก
http://www.wattano.ac.th/wattano/Web_saunpluak/My%20Hip/153.html


Click to View FlipBook Version