เรื่อง มาสกส์ มุนไพรลดรอยคลำ้ ใต้ตา
ด.ช. ภูมริ พี พลสธุ รรม์
ด.ญ. ณฏั ฐณชิ า นันชนะ
ด.ญ. ภัสสรนิ ทร์ รถมณี
ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 2/1
ครทู ี่ปรึกษา
นางสาวธมี าภรณ์ โสภาธนตั ถส์ กลุ
งานแสดงนวตั กรรมโดยใช้กระบวนการวิจัยของครแู ละนกั เรียน
โรงเรยี นกาญจนาภิเษกวิทยาลยั สพุ รรณบรุ ี ปีการศึกษา ๒๕๖๔
บทคดั ย่อ
จากการทำโครงงานวิจัยมาสก์สมุนไพรลดรอยคล้ำใต้ตา มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบมาสก์สมุนไพร
ลดรอยคล้ำใต้ตาจากสมุนไพรซึ่งเป็นพืชภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้แก่ ใบสะระแหน่ น้ำผ้ึง และขม้ินชัน ซึ่งสามารถ
หาได้ง่ายและมีสรรพคุณที่ช่วยลดรอยคล้ำ ไม่มีสารเคมีและปลอดภัยต่อผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ โดยใช้ความพึงพอใจ
ของผู้ใช้ผลติ ภณั ฑม์ าสกส์ มนุ ไพรลดรอยคล้ำใตต้ าเป็นเกณฑ์
โครงงานวิจัยนี้ได้แนวคิดจากการท่ีผู้จัดทำโครงงานวิจัยได้สอบถามปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี
ท่ี 2/1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุพรรณบุรี ปัญหาท่ีพบส่วนใหญ่ คือ ปัญหาจากการพักผ่อนไม่
เพียงพอ ปัญหาจากแสงแดดและมลภาวะ ปัญหาจากพันธุกรรม ปัญหาจากสุขภาพโรคภูมิแพ้ ซ่ึงเป็นสาเหตุที่
ทำใหใ้ ตต้ ามรี อยคล้ำและขาดความชุม่ ชนื้ บรเิ วณใตต้ า
จากผลการศกึ ษาพบว่า
1. ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์มีความพึงพอใจมาสก์ใบสะระแหน่มากกว่ามาสก์น้ำผ้ึงและมาส์กขมิ้นชัน ซึ่งสามารถ
สรปุ ไดว้ ่า มาสก์ ใบสะระแหนน่ ัน้ สามารถชว่ ยลดรอยคล้ำใต้ตาไดด้ ีทีส่ ุด
คำสำคัญ : มาสก์สมุนไพรลดรอยคล้ำใต้ตา / ระยะเวลาที่รอยคล้ำใต้ตาจางลง / รอยคล้ำใต้ตา /
ความพงึ พอใจของผู้ใชผ้ ลติ ภณั ฑ์
กิตตกิ รรมประกาศ
โครงงานวิจัยมาสก์สมุนไพรลดรอยคล้ำใต้ตา ประกอบด้วยวิธีการดำเนินงานหลายขั้นตอน ต้ังแต่
การศึกษาหาข้อมูล การดำเนินการทดลอง การวิเคราะห์ผลการทดลอง การจัดทำโครงงานวิจัยรูปเล่ม
จนกระท่ังโครงงานน้ีสำเร็จ ตลอดระยะเวลาดังกล่าวคณะผู้จัดทำโครงงานได้รับความช่วยเหลือ สนับสนุนด้าน
การเงินค่าวัสดุ อุปกรณ์ และคำแนะนำในด้านต่าง ๆ จากครอบครัวและอาจารย์ท่ีปรึกษาโครงงานวิจัย คณะ
ผู้จัดทำตระหนักและซาบซึ้งในความกรุณาจากทุก ๆ ท่านเป็นอย่างยิ่ง ณ โอกาสน้ี ขอกราบขอบพระคุณทุก ๆ
ท่าน ดงั นี้
กราบขอบพระคุณ อาจารย์ธีมาภรณ์ โสภาธนัตถ์สกุล อาจารย์ท่ีปรึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ กลุ่ม
สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุพรรณบุรี ผู้ให้คำแนะนำและได้เมตตาให้ความ
ช่วยเหลอื ในทุก ๆ ด้าน ในการทำโครงงานวิจยั นี้จนประสบความสำเร็จ
กราบขอบพระคุณ ผู้อำนวยการโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุพรรณบุรี ท่ีให้ความอนุเคราะห์และ
ให้ความช่วยเหลือในดา้ นต่าง ๆ และอาจารย์นิชาภา เดชบุญ ทค่ี อยดแู ลและใหค้ ำปรกึ ษาเปน็ อย่างดี
ท้ายที่สุด ขอกราบขอบพระคุณ ผู้ปกครองทุกท่านของคณะผู้จัดทำท่ีให้การสนับสนุนเงินทุนวัสดุ
อุปกรณ์ ช่วยเหลือทั้งสถานที่และบุคลากรในการทดสอบทุกอย่าง ทั้งยังให้กำลังใจและให้โอกาสในการศึกษา
อนั มคี า่ ยิ่ง
ขอขอบคณุ คณะผูจ้ ัดทำทีไ่ ดใ้ ห้การช่วยเหลอื ในการทำโครงงานวิจัยนี้
คณะผจู้ ัดทำ
หนา้
ก
สารบญั ข
ค
บทคดั ย่อ ง
กติ ตกิ รรมประกาศ
สารบญั 1
สารบัญตาราง 1
บทท่ี 1 บทนำ 2
3
1.1 ทม่ี าและความสำคญั 3
1.2 วัตถปุ ระสงค์ 3
1.3 ขอบเขตของการศึกษา 3
1.4 สมมตฐิ าน
1.5 ตัวแปรทีศ่ ึกษา 4
1.6 ผลที่คาดวา่ จะได้รับ 4-6
1.7 นิยามเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวขอ้ ง 7
2.1 ความสำคญั ของการลดรอยคล้ำใต้ตา 8
2.2 วัสดุทนี่ ำมาผลิตมาสกส์ มุนไพรลดรอยคลำ้ ใตต้ า 9
บทท่ี 3 วิธีดำเนินการทดลอง
3.1 วัสดุ – อุปกรณ์
3.2 ขั้นตอนการดำเนนิ งาน
3.3 สถิตทิ ี่ใช้ในการศึกษา
10 - 11
บทที่ 4 ผลการทดลอง 12
4.1 ความพงึ พอใจของการใชผ้ ลิตภัณฑม์ าสกส์ มนุ ไพรลดรอยคล้ำใตต้ า 12
12
บทท่ี 5 สรุป อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ 13
5.1 อภปิ รายผลการทดลอง
5.2 สรปุ ผลการศกึ ษา
5.3 ข้อเสนอแนะ
เอกสารอา้ งองิ
สารบัญตาราง
ตารางที่ หนา้
ตารางท่ี 1.1 ตารางแสดงแผนการดำเนนิ งาน 2
ตารางท่ี 1.2 ตารางการออกแบบการทดลอง 8
ตารางท่ี 1.3 ตารางแบบประเมนิ ความพงึ พอใจของการใช้ผลิตภณั ฑ์ 9
ตารางที่ 1.4 ตารางบันทกึ ค่าเฉลย่ี ความพงึ พอใจของการใชผ้ ลิตภณั ฑ์ 10
ตารางที่ 1.5 ตารางแสดงภาพรวมของคา่ เฉล่ียความพงึ พอใจของการใชผ้ ลิตภัณฑ์ 10
ตารางกราฟแนวตงั้ ท่ี 1.6 แสดงแผนภูมิแทง่ แนวต้งั ความพึงพอใจของการใชผ้ ลิตภณั ฑ์ 11
ตารางกราฟแนวนอนท่ี 1.7 แสดงแผนภมู แิ ทง่ แนวตัง้ ค่าเฉล่ียความพึงพอใจของการใชผ้ ลติ ภัณฑ์ 11
บทท่ี 1
บทนำ
1.1 ทมี่ าและความสำคัญ
เน่ืองจากวัยรุ่นในประเทศไทยนั้นเรียนหนักและมีภาระงานมากข้ึน ส่งผลให้พักผ่อนไม่เพียงพอ ซ่ึงเป็น
สาเหตุท่ีทำให้เกิดรอยคล้ำใต้ตาได้ จากสถานการณ์ในปัจจุบันนั้นไม่สามารถเดินทางออกจากที่อยู่อาศัยได้ จึงมี
การเรียนการสอนแบบออนไลน์ ( Online ) ซ่ึงส่งผลให้มีภาระงานมากขึ้นและไม่มีรายรับประจำวัน และ
ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจฝืดเคือง อีกท้ังวัยรุ่นเริ่มหันมาใส่ใจด้านความงามและดูแลตัวเองกันมาก
ข้ึน ซ่ึงเคร่ืองสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวด้านความงามนั้นมีราคาสูง ดังนั้นการดูแลตัวเองด้านความงามโดย
การประหยัดค่าใช้จ่ายน้ันจึงเป็นที่ต้องการมากข้ึน การดูแลตนเองด้านความงามสามารถทำได้โดยใช้สมุนไพรที่
มีสรรพคุณท่ีสามารถทำให้ลดรอยคล้ำใต้ตาได้ เช่น ใบสะระแหน่ น้ำผึ้ง ขม้ินชัน ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นสมุนไพรที่
เป็นภูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ สามารถผลัดเซลลผ์ วิ ได้เหมาะกับสภาพผิวของคนไทย
การทำโครงงานวิจัยครั้งน้ี คณะผู้จัดทำจึงนำสมุนไพรท่ีสามารถหาได้ง่ายและมีสรรพคุณท่ีช่วยลดรอย
คล้ำมาทำผลิตภัณฑ์มาส์กสมุนไพรลดรอยคล้ำใต้ตา เพ่ือสนองความต้องการของวัยรุ่นไทยในยุคปัจจุบันท่ี
ตอ้ งการดแู ลตัวเองด้านความงามดว้ ยการประหยดั ค่าใช้จา่ ย และได้ใชผ้ ลิตภัณฑ์ที่ปลอดภยั
1.5 วตั ถปุ ระสงค์
1.2.1 เพ่อื เปรยี บเทยี บมาสก์ สมุนไพรลดรอยคลำ้ ใตต้ าจากพืชสมุนไพรทเ่ี ปน็ ภมู ปิ ญั ญาท้องถิ่น ได้แก่
ใบสะระแหน่ นำ้ ผ้งึ และขมิน้ ชัน
1.2.2 เพ่อื ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ผลิตภัณฑม์ าสก์ สมนุ ไพรลดรอยคล้ำใตต้ า
1.3 ขอบเขตของการศึกษา
ประชากร : มาสก์สมุนไพรลดรอยคล้ำใต้ตา 3 ชนิด เป็นมาสก์แบบลอกออก ทดสอบความระคายเคืองของ
ผลิตภัณฑ์ โดยการนำผลิตภัณฑ์มาทดลองมาสก์ไว้บริเวณท้องแขน ในเวลาเช้า-เย็น ติดต่อกันอย่างน้อย 2-7
วัน เนื่องจากความไวต่อสารกระตุ้นการระคายเคืองและการแพ้ในแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน สังเกตความ
เปล่ียนแปลงของผิวที่ใต้ท้องแขน หลังจากครบ 2-7 วันแล้ว ถ้าไม่เกิดการระคายเคือง ข้ันต่อไปจะนำมาสก์
สมุนไพรลดรอยคล้ำใต้ตาให้นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุพรรณบุรี ได้
ลองใช้ผลิตภัณฑ์มาสก์สมุนไพรลดรอยคล้ำใต้ตาและประเมินแบบสอบถามความพึงพอใจของผลิตภัณฑ์ ซึ่ง
ต่อมาเกิดอุปสรรคในการดำเนินงานข้ึน เน่ืองด้วยในสถานการณ์ปัจจุบัน คณะผู้จัดทำจึงประเมินความพึงพอใจ
ของผ้ใู ชผ้ ลติ ภณั ฑ์และนำมาเปรยี บเทียบด้วยตนเอง
สถานที่ : โรงเรยี นกาญจนาภิเษกวทิ ยาลยั สุพรรณบรุ ี และ บ้านเลขที่ 381/4 ซอยสะพานขวา ถนนประชา-
ราษฏรส์ าย 2 แขวงบางซอ่ื เขตบางซื่อ กรงุ เทพมหานคร
ระยะเวลา : รวมระยะเวลาท้งั หมด 10 สปั ดาห์ ตัง้ แตว่ ันท่ี 10 มิถุนายน พ.ศ. 2564 - 23 สงิ หาคม พ.ศ. 2564
ตารางท่ี 1.1 ตารางแสดงแผนการดำเนนิ งาน
ลำดับที่ การดำเนนิ งาน สัปดาห์ท่ี
1 2 3 4 5 6 7 8-10
1 จัดซ้อื และจดั หาวสั ดุ - อุปกรณ์
2 ทดลองทำชนิดมาสกส์ มนุ ไพรลดรอยคล้ำใตต้ า
3 ทดสอบความระคายเคืองของผวิ จากมาสกส์ มนุ ไพรลด
รอยคล้ำใต้ตา
4 ประเมนิ ความพงึ พอใจของการใชผ้ ลิตภัณฑม์ าสก์
สมนุ ไพรลดรอยคล้ำใตต้ า
วางแผนงานและกำลงั ดำเนินการ ล่าช้าไม่เปน็ ไปตามแผน
1.4 สมมติฐาน
1.4.1 ผลติ ภัณฑม์ าสกส์ มนุ ไพรลดรอยคล้ำใต้ตา 3 ชนิด โดยทผ่ี ลิตภณั ฑ์ปลอดภยั ไร้สารเคมี ไมเ่ กดิ การ
ระคายเคอื ง สามารถลดรอยคลำ้ ใต้ตาได้จริง
1.4.2 ผใู้ ช้ผลิตภัณฑม์ คี วามพึงพอใจกบั ผลติ ภัณฑม์ าสกส์ มุนไพรลดรอยคลำ้ ใตต้ า
1.5 ตัวแปรท่ีศึกษา
ตวั แปรต้น : มาสกส์ มนุ ไพรลดรอยคลำ้ ใต้ตา 3 ชนดิ ไดแ้ ก่ ใบสะระแหน่ น้ำผ้ึง ขมนิ้ ชนั
ตวั แปรตาม : ความพงึ พอใจของผใู้ ชผ้ ลติ ภณั ฑ์
ตัวแปรควบคุม : ปริมาณของสมนุ ไพรและส่วนผสมอืน่ ๆ , รอยคล้ำใต้ตา
1.6 ผลทค่ี าดวา่ จะได้รับ
1.6.1 สามารถสรุปผลการเปรยี บเทียบระหวา่ ง มาสกใ์ บสะระแหน่ มาสกน์ ้ำผ้ึง และมาสกข์ มิน้ ชนั
1.6.2 ผู้ใช้ผลิตภณั ฑม์ ีความพงึ พอใจกบั ผลติ ภณั ฑม์ าสกส์ มุนไพรลดรอยคล้ำใตต้ า
1.7 นิยามเชงิ ปฏิบตั ิการ
1.7.1 มาสกส์ มนุ ไพรลดรอยคลำ้ ใต้ตา หมายถงึ มาสกส์ มนุ ไพรลดรอยคลำ้ ใตต้ าชนดิ ลอกออกทคี่ ณะผูจ้ ัดทำได้
ผลิตขึน้ เปน็ มาสกเ์ นอ้ื ครีมท่เี ม่ือทาลงไปบนผิวแล้วรอจนแห้ง จะสามารถลอกออกมาเป็นแผน่ ได้ โดยมี
3 ชนดิ คอื มาสกใ์ บสะระแหน่ มาสกน์ ้ำผึ้ง มาสกข์ มิน้ ชนั
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยท่เี กีย่ วขอ้ ง
2.1 ความสำคัญของการลดรอยคลำ้ ใตต้ า
เป็นภาวะที่พบได้บ่อยกับคนทกุ เพศทุกวยั และมักจะเปน็ มากขนึ้ เม่ืออายุมากข้ึน แมว้ ่ารอยคล้ำใตต้ า
จะไมใ่ ชโ่ รคที่จำเป็นต้องรักษาหรอื เป็นปญั หาสำคัญต่อสขุ ภาพ แตก่ ็ทำให้เกิดปญั หาด้านความงามได้ เพราะ
การมีรอยคลำ้ ใต้ตาอาจทำใหใ้ บหน้าดูเศรา้ หมอง เหนือ่ ย หน้าตาดไู ม่สดใส และดมู ีอายุมากข้นึ กวา่ ความเปน็
จรงิ ดงั นน้ั จึงควรมผี ลติ ภณั ฑใ์ นการแก้ไขปัญหารอยคล้ำใตต้ า
2.2 วสั ดทุ ่ีนำมาผลติ มาสกส์ มุนไพรลดรอยคลำ้ ใต้ตา
2.2.1 ใบสะระแหน่
ใบสะระแหน่ เป็นพืชในตระกูลวงศ์มินต์และวงศ์กะเพรา มีแหล่งกำเนิดมาจากแถบยุโรปตอนใต้และแถบ
ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อโตเต็มท่ีจะมีความสูงประมาณ 70 - 150 เซนติเมตร ส่วนใบจะมีลักษณะคล้ายคลึง
กับใบพืชในตระกูลม้ินต์ มีกลิ่นหอมคล้ายใบมะนาว และทุก ๆ ปลายฤดูร้อน ต้นสะระแหน่จะออกดอกสีขาว ท่ี
เต็มไปด้วยน้ำหอมและน้ำหวานอยู่ภายใน น้ีดึงดูดใจให้ผ้ึงมาดูดน้ำหวาน จากเหตุน้ีทำให้สะระแหน่อยู่ในสกุล
เมลิสซา ( Melissa: ภาษากรีก แปลว่าน้ำผึ้ง ) และยังมีรสชาติคล้ายคลึงกับ ตะไคร้หอม มะนาว และ
แอลกอฮอล์ ซึ่งใบสะระแหน่เป็นพืชสมุนไพรตามธรรมชาติที่มีการนำใบและน้ำมันมาใช้ประโยชน์ต่อสุขภาพมา
อย่างยาวนาน อีกทั้งยังใช้เป็นยาพ้ืนบ้านสำหรับรักษาโรคและอาการต่าง ๆ เช่น บรรเทาอาการปวด ช่วย
กระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร หรือใช้เป็นสารต้านเช้ือแบคทีเรีย นอกจากน้ีใบสะระแหน่จึงสามารถ
ทำยาสีฟัน ขนม อาหารจานต่าง ๆ รวมถึงใช้เป็นสารแต่งกลิ่นในสบู่และเคร่ืองสำอาง โดยนำใบสะระแหน่มา
บดแล้วทาลงบนผิวหนังจะทำให้ผิวหนังชุ่มช้ืน นอกจากน้ีในประโยชน์ของการทำครัว สามารถใช้ใบสะระแหน่
ทำยาผสมลงไปในชาสมุนไพรหรือค้ันน้ำมาผสมลงในเคร่ืองด่ืม ใบสะระแหน่ยังสามารถนำไปทำเป็นยา
ปฏิชีวนะและยังใช้เป็นตัวขับไล่อนุมูลอิสระออกจากร่างกาย อีกท้ังยังใช้เป็นยาเย็นและใช้เป็นยาคลาย
ความเครียด และมีงานวิจัยอย่างน้อยช้ินหนึ่งระบุว่าสามารถช่วยคลายความกดดันของกล้ามเนื้ออันมาจาก
ความเหน่ือยล้าและความเครียด สามารถทำน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ในการทำสุคนธบำบัด อีกท้ังยังใช้เป็นยา
รักษาโรคเกยี่ วกับตอ่ มไทรอยด์
2.2.2 นำ้ ผ้ึง
น้ำผึ้ง เป็นอาหารหวานท่ีผึ้งผลิตโดยใช้น้ำหวานจากดอกไม้ พืชพันธ์ุชนิดต่าง ๆ น้ำผ้ึงมักหมายถึงชนิดที่
ผลิตโดยผ้ึงน้ำหวานในสายพันธ์ุ Apis เนื่องจากเป็นผึ้งเก็บน้ำหวานให้คุณภาพสูง น้ำผึ้งมีประวัติการบริโภค
ของมนุษย์มายาวนาน ถูกใช้เป็นสารให้ความหวานในอาหารและเคร่ืองด่ืมหลายชนิด และน้ำผ้ึงยังมีบทบาทใน
ศาสนาและสัญลักษณ์นิยม รสชาติของน้ำผึ้งแตกต่างกันตามน้ำหวานที่ได้มา และมีน้ำผึ้งหลายชนิดและเกรดท่ี
สามารถหาได้ น้ำผึ้งได้ความหวานจากมอโนแซ็กคาไรด์ ฟรุกโทสและกลูโคส และมีความหวานประมาณเทียบ
ได้กับน้ำตาลเม็ด น้ำผ้ึงมีคุณสมบัติทางเคมีท่ีดึงดูดในการอบ และมีรสชาติพิเศษซ่ึงทำให้บางคนชอบน้ำผ้ึง
มากกว่าน้ำตาลและสารให้ความหวานอ่ืน ๆ จุลินทรีย์ส่วนมากไม่เจริญเติบโตในน้ำผึ้งเพราะมีค่าแอกติวิตีของ
น้ำต่ำท่ี 0.6 บางครั้งน้ำผ้ึงก็มีเอนโดสปอร์ในระยะพักตัวของแบคทีเรีย Clostridium botulinum ซึ่งอาจเป็น
อันตรายต่อทารก เพราะเอนโดสปอร์สามารถแปลงเป็นแบคทีเรียท่ีผลิตชีวพิษในทางเดินอาหารท่ียังไม่เจริญ
เต็มท่ีของทารก ซึ่งทำให้เกิดความเจ็บป่วยและอาจถึงแก่ชีวิต ซึ่งตามแบบแผนการรักษาตำรับยาโบราณของ
ไทย ได้มีการสืบทอดกันมาตามสูตรยาสมุนไพรโบราณ มักนำมาใช้แต่งกลิ่นเจือรส ชูความง่ายในการ
รับประทาน เพราะส่วนมากสมุนไพรมักมีรสฝาดและขม โดยน้ำผ้ึงใช้ท้ังแต่รส ขึ้นรูป และเป็นส่วนประกบใน
ยาแผนโบราณหลายชนิด ตามสรรพคุณ บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ปวดหลัง ปวดเอว ทำให้แห้ง ใช้ทำยา
อายุวัฒนะ บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปล่ัง ดูมีน้ำมีนวลเป็นธรรมชาติ ปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลต เน่ืองจาก
มีสารท่ีต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวหนัง จึงช่วยท้ังปรับสภาพผิวคล้ำเสียจากแดดให้มาสู่สภาพ
ปกติ และยงั สามารถชว่ ยเสรมิ ภมู ิตา้ นทานผวิ ทำให้ผวิ ตอ่ ต้านกบั รังสอี ัตราไวโอเลตไดม้ ากย่งิ ข้นึ
2.2.3 ขมน้ิ ชนั
ขมิ้นชัน เป็นพืชล้มลุกในวงศ์ขิง มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เน้ือในของเหง้า
เป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีสีเหลืองเข้ม จนสีแสดจัดขม้ินชันเป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 30-95 ซม.
เหง้าใต้ดินรูปไข่ อ้วนส้ัน มีแขนงรูปทรงกระบอกแตกออกด้านข้าง 2 ด้าน ตรงกันข้าม เนื้อในเหง้าสีเหลืองส้ม
หรือสีเหลืองจำปาปนสีแสด มีกล่ินฉุน ใบเดี่ยว กลางใบสีแดงคล้ำ แทงออกมาเหง้าเรียงเป็นวงซ้อนทับกันรูปใบ
หอก กว้าง 12-15 ซม. ยาว 30-40 เซนติเมตร ดอกช่อแทงออกจากเหง้า แทรกขึ้นมาระหว่างก้านใบ รูป
ทรงกระบอก กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ใบประดับสีเขียวอ่อนหรือสีนวล บานคร้ังละ 3-4 ดอก ผล รูปกลมมี 3 พู
เหง้าหรือลำต้นใต้ดินจะมีรสฝาด กลิ่นหอม มีฤทธิ์ในการฆ่าเช้ือแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และ มีฤทธ์ิใน
การขับน้ำดี และในเหง้ายังมีสารสีเหลืองส้มท่ีเรียกว่า เคอร์คูมิน สารสกัดด้วยเอทานอลจากเหง้าสดมีฤทธิ์
ยับย้ังเอนไซม์ไทโรซิเนสและต้านอนุมูลอิสระขมิ้นชันไม่มีพิษเฉียบพลัน มีความปลอดภัยสูง ขม้ินชัน เพิ่ม
ภูมิคุ้มกัน อิมมูโนโกลบูลิน ชนิดจี (IgG) และลดความไวต่อตัวกระตุ้น ช่วยขยายหลอดลม ฤทธ์ิต้านการอักเสบ
และเปน็ สมนุ ไพรรักษาโรค ในตำรายาจนี ใชเ้ ปน็ ยา แก้ปวดเม่อื ย แกป้ วดประจำเดือน
2.1.4 มาสกช์ นดิ ลอกออก
มาสก์ชนิดลอกออก มักทําจาก wax , gelling agent , latex หรือ plastic resin มีลักษณะเป็นของ
เหลว แตเ่ ม่ือทาลงบนผิวหนังจะแห้งกลายเป็นแผน่ แนบติดกับผิวหนัง มักปลอ่ ยให้อยูบ่ นผิวหน้าสักระยะหน่ึง
เพื่อให้สารสําคัญ ( Active substance ) ดูดซึมเขา้ สูผ่ ิวหนัง แผ่นมาสกช์ ว่ ยปอ้ งกันการสูญเสียความชมุ่ ชื้นของ
ผิวหนงั และทําให้ผวิ หนงั เรยี บเนยี นข้นึ เม่ือแห้งสนิทสามารถดงึ ลอกออกเปน็ แผ่นให้หลดุ ออกจากผิวหนา้ ได้
การศึกษาที่เก่ียวข้องกับ Peel-off mask พบรายงานของ ปัญญกานต์ ผลพงษ์ และ รัตนา ศิริพันธุ์
( 2546) ทําการศึกษาพัฒนาสูตรตํารับฟิล์มพอกหนา้ จากสารสกัดขม้ินชัน โดยใช้ polyvinyl alcohol เปน็ สา
รก่อฟลิ ์ม มีการทดลองเตรียมตํารับ แลว้ สังเกตการแยกชั้นของตํารับเม่ือต้ังทิ้งไว้ นาน 2 สัปดาห์ เพื่อคัดเลือก
ตํารับท่ีมีความคงตัวมาทดสอบคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพเพ่ิมเติม เมื่อได้ตํารับที่มีความคงตัวและมี
คุณสมบัติตามต้องการ จะมีการเติมสารสกัดขม้ินชันลงในตํารับ ปริมาณท่ีเหมาะสมท่ีสุด คือ 0.001 %w/w
และ เติม tween 20 ปริมาณ 0.75 %w/w เพื่อให้ตํารับมีความคงตัวดี และเม่ือนําไปทดสอบในอาสาสมัคร
สุขภาพดีจํานวน 4 คน พบว่าหลังจากใช้ ผลิตภัณฑ์ความชุม่ ช้ืนที่ผิวหนังเพิ่มข้ึนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติเป็น
เวลานานถงึ 135 นาที
รายงานของ Beringhs, el at., 2013 ทําการออกแบบสูตรตํารับ Green Clay และ Aloe Vera Peel-
Off Facial Mask โดยศึกษาดูอิทธิพลของ Cereal alcohol - EtOH ( drying accelerator ) , Carbomer
( viscosity agent ) และ Polyvinyl alcohol ( film forming agent ) ท่ีความเข้มข้นตา่ ง ๆ ท่ีมีผลต่อคุณ
สมบัติทางกายภาพ , drying time และความคงตัวทางเคมีกายภาพ และทางจุลชีววิทยา พบว่าสูตรตํารับที่
เหมาะสมที่สดุ คอื สูตรตํารบั ท่ีประกอบดว้ ย13%w/w PVA, 10%w/w cereal alcohol และไมใ่ ส่ carbomer
Simchareon, el at., 2013 ทํ าการออกแบ บ สูตรตํารับ Peel-off Mask จาก Deproteinized
Natural Rubber Latex ซ่ึ งใน สู ต ร ตํ า รั บ ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย DNRL, polyvinyl alcohol ( PVA ) แ ล ะ
methylcellulose ( MC ) เปน็ film formers, propylene glycol ( PG ) และ glycerin เป็น plasticizer,
Tween 80 เป็น stabilizer, Paraben concentrate เป็น preservative และ สารสําคัญอื่น ๆ ผวู้ ิจัยศึกษา
ลักษณะทางกายภาพของ Peel-off Mask ในรูปแบบ paste , คุณสมบัติเชิงกลของแผน่ ฟลิ ์ม , ความคงตัว
ของตํารับ และการระคายเคืองตอ่ ผิวหนัง พบว่าสูตรตํารับที่เหมาะสม ประกอบดว้ ย 14% DNRL , 2% PVA,
2.5% MC, 3% PG, 1.5% glycerin, 1.25% Tween 80, 1% Paraben concentrate, 5% tocopheral
acetate, 1% aloe vera, 2% jojoba oil, 0.5% tamarind extract
บทที่ 3
วิธดี ำเนนิ การทดลอง
การดำเนินงานวิจยั นม้ี งุ่ เน้นศกึ ษาเพ่ือหาวธิ ีในการผลิตมาสกส์ มุนไพรลดรอยคลำ้ ใตต้ า ซ่งึ ในบทนจี้ ะ
กลา่ วถงึ ทั้งวสั ดุ - อปุ กรณ์และขน้ั ตอนการดำเนินงานอย่างละเอยี ด ดังนี้
3.1 วัสดุ - อปุ กรณ์
3.1.1 ใบสะระแหน่
3.1.2 น้ำผง้ึ
3.1.3 ผงขมิ้นชันสำเรจ็ รูป
3.1.4 ผงมาสก์ชนดิ ลอกออก ( peel-off )
3.1.5 น้ำสะอาด
3.1.6 เครอื่ งป่ันอเนกประสงค์
3.1.7 ช้อนตกั สำหรบั ทาใต้ตา
3.1.8 ช้อนสำหรบั ผสม
3.1.9 ถว้ ยตวง
3.1.10 ถ้วยสำหรับผสม
3.2 ขั้นตอนการดำเนนิ งาน
สว่ นท่ี 1 การทดลองทำมาสกส์ มุนไพรแกใ้ ตต้ าคล้ำ
ออกแบบใหม้ มี าส์กสมุนไพรแก้ใตต้ าคลำ้ จำนวน 3 สูตร ดังรายละเอยี ดในตาราง
ตารางที่ 1.2 ตารางการออกแบบการทดลอง
สูตรท่ี ชนดิ วสั ดุ อตั ราส่วน
1 ใบสะระแหน่ ผงมาส์กหน้าชนิด 30:40:40
ลอกออก นำ้ สะอาด
2 นำ้ ผ้ึง ผงมาส์กหน้าชนดิ ลอกออก 30:40:40
นำ้ สะอาด
3 ขมิน้ ชัน ผงมาส์กหนา้ ชนิดลอก 30:40:40
ออก น้ำสะอาด
มขี ั้นตอนในการดำเนนิ การ ดงั น้ี
1. ล้างใบสะระแหนด่ ้วยน้ำสะอาด จากน้ันนำใบสะระแหนไ่ ปปัน่ ใหล้ ะเอียด
2. นำใบสะระแหน่ น้ำผง้ึ ผงขมน้ิ ชนั มาใสถ่ ้วย ปรมิ าณอย่างละ 300 มิลลลิ ิตร แลว้ พกั ท้งิ ไว้
3. นำผงมาสก์ชนดิ ลอกออก ( peel-off ) มาผสมกบั นำ้ ให้เขา้ กนั ดว้ ยอัตราส่วน 40:40 ทำทงั้ หมด 3 ถ้วย
4. ผสมวัตถดุ ิบตามสตู รท่ี 1, 2 และ 3
ส่วนท่ี 2 การทดสอบความระคายเคืองของผิวจากมาสก์สมนุ ไพรลดรอยคล้ำใตต้ า
1. ทาผลิตภณั ฑบ์ นทอ้ งแขนทัง้ 2 ขา้ ง ในเวลาเช้า - เย็น ตดิ ต่อกันอยา่ งน้อย 2 - 7 วนั
2. สงั เกตความเปล่ยี นแปลงของผิวทใ่ี ตท้ ้องแขนในแตล่ ะวันว่ามีอาการระคายเคืองต่อผวิ หนังหรอื ไม่
ถ้าไม่ปรากฏอาการคนั แสบแดง แห้งลอก หรือผิวอกั เสบ ก็สามารถใชผ้ ลติ ภัณฑน์ นั้ ได้
สว่ นที่ 3 ประเมนิ ความพึงพอใจของการใชผ้ ลติ ภัณฑ์
1. สร้างแบบประเมินความพึงพอใจของการใช้ผลติ ภัณฑม์ าสก์สมนุ ไพรลดรอยคลำ้ ใตต้ าแบบ 5 ระดบั ไดแ้ ก่
5 หมายถึง พึงพอใจมากที่สดุ 4 หมายถงึ พงึ พอใจมาก 3 หมายถึง พงึ พอใจปานกลาง 2 หมายถงึ พงึ พอใจ
นอ้ ย และ 1 หมายถงึ พงึ พอใจนอ้ ยท่สี ดุ
2. ทดลองใช้ผลิตภัณฑเ์ ปน็ เวลา 1 สัปดาห์ ในเวลาเช้า - เย็น โดยการมาสก์ไว้ 20 นาที แล้วลอกมาสกอ์ อก
3. บนั ทกึ ผลและประเมนิ ความพึงพอใจของการใช้ผลติ ภัณฑ์
4. สรุปผลการดำเนนิ งาน
ตารางที่ 1.3 ตารางแบบประเมนิ ความพงึ พอใจของการใชผ้ ลติ ภณั ฑม์ าสกส์ มุนไพรลดรอยคลำ้ ใตต้ า
สูตร คา่ เฉลย่ี ความพงึ พอใจตอ่ มาสก์สมนุ ไพรลดรอยคลำ้ ใตต้ า
ใบสะระแหน่ ความชมุ่ ชนื้ ลดรอยคล้ำใต้ตา ความกระจ่างใส ลดถงุ ใต้ตา
น้ำผง้ึ
ขมิน้ ชัน
3.3 สถติ ิทีใ่ ช้ในการศกึ ษา
คา่ เฉล่ยี คำนวณจากสูตร
บทที่ 4
ผลการดำเนนิ งาน
4.1 ความพงึ พอใจของการใช้ผลิตภัณฑม์ าสกส์ มุนไพรลดรอยคลำ้ ใตต้ า
ตารางที่ 1.4 ตารางบนั ทึกค่าเฉล่ยี ความพึงพอใจของการใช้ผลิตภณั ฑ์
สูตร ค่าเฉลี่ยความพงึ พอใจตอ่ มาสกส์ มนุ ไพรลดรอยคลำ้ ใต้ตา ค่าเฉลย่ี
ใบสะระแหน่ ความชุ่มชืน้ ลดรอยคล้ำใตต้ า ความกระจา่ งใส ลดถงุ ใตต้ า 4.25
น้ำผึ้ง 4
ขมิ้นชนั 45 35 3.75
54 43
35 43
จากตารางท่ี 1.4 พบว่า มาสก์ใบสะระแหน่ได้รับความพึงพอใจมากที่สุด รองลงมาคือ มาสก์น้ำผึ้งและ
มาสก์ ขมิน้ ชัน แสดงวา่ มาส์กใบสะระแหนส่ ามารถช่วยลดรอยคลำ้ ใตต้ าไดด้ ที ่ีสดุ
ตารางที่ 1.5 ตารางแสดงภาพรวมของค่าเฉลยี่ ความพงึ พอใจของการใชผ้ ลิตภณั ฑ์
รายการประเมิน ค่าเฉลีย่ การแปลผล
1.ความช่มุ ชื้นบรเิ วณใตต้ า 4 มากทีส่ ดุ
2.ระยะเวลาทม่ี าสก์ลดรอยคล้ำใตต้ าไดด้ ี 4.67 มากทสี่ ดุ
3.ความกระจา่ งใสบรเิ วณใต้ตา 3.67
มาก
4.ผลติ ภณั ฑม์ าสกส์ มุนไพรช่วยลดถุงใตต้ า 3.67
รวม 4 มาก
มากที่สดุ
จากตารางท่ี 1.5 พบวา่ ความพงึ พอใจของผู้ใช้ผลิตภณั ฑม์ าสกส์ มุนไพรลดรอยคลำ้ ใต้ตาโดยภาพรวมอยู่
ใน ระดบั มากทสี่ ุดคือ 4 เม่ือแยกเปน็ รายขอ้ พบว่า ข้อทม่ี คี ่าเฉลย่ี สูงที่สุด คือ ระยะเวลาทีม่ าสก์ลดรอยคลำใต้
ตาไดด้ ี โดยมคี า่ เฉล่ียอยู่ในระดับมากท่ีสดุ คือ 4.67 รองลงมาคือ ความชมุ่ ช้นื บริเวณใตต้ า โดยมคี า่ เฉลยี่ อยใู่ น
ระดบั มากทีส่ ุดคือ 4 และน้อยทส่ี ุดคือความกระจ่างใสบรเิ วณใต้ตากับการชว่ ยลดถงุ ใต้ตา โดยมคี ่าเฉล่ยี อยู่ใน
ระดบั มากคอื 3.67
ตารางกราฟแนวตงั้ ท่ี 1.6 แสดงแผนภมู แิ ท่งแนวตั้งความพึงพอใจของการใช้ผลติ ภณั ฑ์
65 55 44 5
4 4 3 33
43 ลดรอยคลำ้ ใต้ตา ความกระจา่ งใส ลดถงุ ใต้ตา
ใบสะระแหน่ นำ้ ผึ้ง ขมิ้นชนั
2
0
ความชมุ่ ชื้น
ตารางกราฟแนวนอนท่ี 1.7 แสดงแผนภมู แิ ทง่ แนวต้งั คา่ เฉลีย่ ความพงึ พอใจของการใช้ผลิตภัณฑ์
4.ผลิตภัณฑม์ าสก์สมุนไพรช่วยลดถงุ ใตต้ า
3.ความกระจ่างใสบริเวณใตต้ า
2.ระยะเวลาท่ีมาสก์ลดรอยคลำ้ ใตต้ าได้ดี
1.ความชุม่ ชนื้ บริเวณใต้ตา
012345
คา่ เฉล่ีย
บทท่ี 5
สรุปผลการวิจัยอภิปรายผลและเสนอแนะ
5.1 อภิปรายผลการทดลอง
จากการศกึ ษาและทดลองทำมาสกส์ มนุ ไพรลดรอยคล้ำใต้ตา ได้ผลปรากฏว่า มาสกส์ มนุ ไพรลดรอยคล้ำ
ใต้ตาใช้งานไดจ้ ริง และเม่อื เปรียบเทียบมาสกส์ มนุ ไพรลดรอยคลำ้ ใต้ตาจากสมุนไพรซ่งึ เป็นพชื ภูมิปญั ญา
ท้องถิ่น ไดแ้ ก่ ใบสะระแหน่ นำ้ ผ้ึง และขมน้ิ ชัน ทั้ง 3 สูตร มปี ระสิทธภิ าพในด้านการลดรอยคล้ำใต้ตาได้ดี
และจากการศึกษาความพงึ พอใจของการใชผ้ ลิตภณั ฑ์ มาสก์ ใบสะระแหนไ่ ด้รบั ความพงึ พอใจมากที่สดุ
รองลงมาคอื มาสกน์ ำ้ ผง้ึ และมาสก์ ขม้นิ ชนั แสดงวา่ มาสก์ ใบสะระแหนส่ ามารถชว่ ยลดรอยคล้ำใต้ตาได้ดีที่สดุ
5.2 สรุปผลการศึกษา
จากการจัดทำมาสก์สมุนไพรลดรอยคล้ำใต้ตาพบว่า สามารถนำสมุนไพรท่ีเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้
ประโยชน์ได้จริง เช่น ใบสะระแหน่ มาช่วยในการลดรอยคล้ำบริเวณใต้ตา และยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการท่ีต้องไป
ซ้ือมาสก์ลดรอยคล้ำใต้ตาจากตามท้องตลาด ซึ่งผลิตภัณฑ์มาสก์สมุนไพรลดรอยคล้ำใต้ตาของทางคณะผู้จัดทำ
สามารถใช้งานได้จริง แต่ต้องใช้ระยะเวลา มีขั้นตอนท่ีสะดวกสบายต่อการใช้งาน เพราะมาสก์ชนิดน้ีสามารถ
ทาลงบนบรเิ วณใต้ตาแล้วรอจนแห้ง สามารถลอกออกไดท้ ันทโี ดยไม่ตอ้ งลา้ งออก พกพาไปได้ทุกที่
5.3 ข้อเสนอแนะ
ผลติ ภณั ฑ์มาสกส์ มุนไพรลดรอยคลำ้ ใตต้ าเหมาะสำหรบั บุคคลทม่ี ีตน้ ทนุ ตำ่ เพราะส่วนประกอบที่ใชห้ า
ได้งา่ ยและมรี าคาถกู และเหมาะสำหรบั คนท่ีไมร่ บี ในการใช้ผลิตภัณฑแ์ กป้ ญั หารอยคลำ้ ใต้ตา เพราะมาสก์
สมนุ ไพรตอ้ งใช้ระยะเวลาในการรกั ษาแผล 5 - 7 วันเป็นข้ันตำ่
เอกสารอ้างอิง
1. แอสเทลลา สตาร์ คลบั . (2562). ขนั้ ตอนการทดสอบการแพ้เครือ่ งสำอางงา่ ย ๆ ด้วยตนเอง [ออนไลน]์ .
สบื คน้ จาก: https://astellacosmetics.com/blog/2019/06/test-allergy-to-cosmetic-easily-
by-yourself (วนั ทค่ี น้ ขอ้ มูล : 21 มถิ ุนายน 2564).
2. รายงานผลการดาํ เนนิ งานโครงการทํานบุ าํ รุงศลิ ปวัฒนธรรม ของ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ วรษิ ฎา ศลิ าออ่ น
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ อุษณา พวั เพ่มิ พลู ศิริ และ อ.ดร. ชลลดั ดา พชิ ญาจติ ตพิ งษ์ (2558).
โครงการการพัฒนาผลิตภัณฑบ์ วั บกเพ่อื สง่ เสรมิ อตุ สาหกรรมบัวบก [ออนไลน]์ .
สบื คน้ จาก: http://202.28.48.80/webmgr/jupload/uploads/docs/static_250/ns250_537.pdf
(วนั ทค่ี ้นขอ้ มูล : 5 ตุลาคม 2564).
3. พรหมพัฒน.์ (2556). สะระแหน่ สรรพคุณและประโยชนข์ องสะระแหน่ 41 ขอ้ ! [ออนไลน์].
สบื คน้ จาก : https://medthai.com/สะระแหน่ (วันทคี่ น้ ขอ้ มลู : 22 กนั ยายน 2564).
4. พงพฤกษ์ อุดมศกั ด์ิ. (2553). ตำรบั สมนุ ไพรไทย: รักษาโรค บำรงุ สุขภาพ. กรงุ เทพฯ:
เลิฟแอนดล์ ิพเพรส
5. นำ้ ผึง้ [ออนไลน]์ . สบื ค้นจาก: https://th.m.wikipedia.org/wiki/นำ้ ผง้ึ
(วนั ทคี่ ้นข้อมลู : 30 มถิ ุนายน 2564).