The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงงาน เรื่อง ประติมากรรมหุ่นกระดาษลัง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chonnika Wongsa, 2022-07-03 23:33:58

โครงงาน เรื่อง ประติมากรรมหุ่นกระดาษลัง

โครงงาน เรื่อง ประติมากรรมหุ่นกระดาษลัง

โครงงาน เร่ือง ประตมิ ากรรมหุ่นกระดาษลัง
ภาคเรียนท่ี ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๕

จดั ทาโดย
๑.นายทักษด์ นยั พันธ์อินทร์ ชน้ั ม.๔/๒ เลขท่ี ๑๒
๒.นางสาวขวญั ชนก ไลไธสง ชัน้ ม.๔/๒ เลขท่ี ๑๓
๓.นางสาวสุนนั ท์พร จลุ ลนันท์ ชน้ั ม.๔/๓ เลขท่ี ๒๕

ครทู ่ปี รกึ ษาโครงงาน
นางชลณิการ์ มนตรโี พธิ์

โรงเรียนบา้ นเป้าวทิ ยา
สงั กดั องคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวดั ชยั ภูมิ
กรมส่งเสริมการปกครองทอ้ งถิน่ กระทรวงมหาดไทย



หวั ขอ้ โครงงาน ประติมากรรมหนุ่ กระดาษลงั
คณะผูจ้ ัดทา ทักษ์ดนยั พนั ธอ์ นิ ทร์
ขวัญชนก ไลไธสง
ปี พ.ศ.
ระดบั สนุ ันท์พร จุลลนันท์
คุณครทู ป่ี รึกษา
โรงเรียน 2565
มธั ยมศึกษาตอนปลาย

คุณครูชลณิการ์ มนตรโี พธ์ิ

บา้ นเปา้ วทิ ยา อาเภอเกษตรสมบรู ณ์ จังหวัดชัยภูมิ

บทคัดย่อ

โครงงานเร่ืองประติมากรรมหุ่นกระดาษลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพ่อื ศึกษาหาความร้เู กี่ยวกบั เรอ่ื งความรู้
ความสามารถทางด้านศิลปะ จากการท่ีคณะผู้จัดทาได้รับความรู้จากคุณครูผู้สอนและหนังสือเรียน ทาให้มี
ความร้คู วามเขา้ ใจความหมายของคาว่าศิลปะพอสมควรแต่ก็ไม่เพยี งพอสาหรับคณะผู้จัดทา คณะผจู้ ดั ทาจึงได้
จดั ทาโครงงานน้ี โดยศกึ ษาหาความรจู้ ากทางอินเตอรเ์ น็ต และถามจากผู้ท่ีมีความรู้และได้จัดทาลงในเว็บไซด์
เพอื่ ทจี่ ะใหผ้ ู้ทส่ี นใจ ไดศ้ ึกษาหาความรูเ้ พิม่ เติมจากเว็บไซด์ทคี่ ณะผู้จดั ทาไดส้ ร้างข้นึ



กติ ตกิ รรมประกาศ

โครงงานเลม่ น้ีสาเร็จลุลว่ งได้ด้วยความกรุณาจากนางชลณกิ าร์ มนตรีโพธิ์ ครูที่ปรึกษาโครงงานที่ได้ให้คา
เสนอแนะ แนวคดิ ตลอดจนแกไ้ ขขอ้ บกพรอ่ งตา่ งๆ มาโดยตลอด จนโครงงานเล่มนเี้ สร็จสมบูรณ์ คณะผู้ศึกษา
จงึ ขอกราบขอบพระคุณเปน็ อย่างสูง

ขอขอบพระคุณนายวิวัฒน์ กางการ ผู้อานวยการสถานศึกษา โรงเรียนบ้านเป้าวิทยา ท่ีให้การสนับสนุ
นงบประมาณและอานวยความสะดวกในด้านสถานที่ในการจัดทาโครงงาน ขอขอบพระคุณพ่อ คุณแม่ และ
ผู้ปกครอง ทีใ่ ห้คาปรึกษาในเร่อื งต่างๆ รวมทั้งเปน็ กาลังใจที่ดเี สมอมา

สดุ ท้ายนีข้ อขอบใจเพอ่ื นๆทกุ คน ที่ชว่ ยให้คาแนะนาดีๆ และให้คาปรึกษาในเร่ืองต่างๆ จนทาใหโ้ ครงงาน
เลม่ น้ีสาเรจ็ ลลุ ่วงไปได้ดี

คณะผูจ้ ดั ทา

สารบญั ก

สารบญั

บทคดั ยอ่ ๑
กิตติกรรมประกาศ ๑
บทท่ี ๑ บทนา

ทีม่ าและความสาคัญของโครงงาน ๒
วตั ถปุ ระสงคข์ องโครงงาน
ผลท่ีคาดว่าจะได้รบั ๔
ขอบเขตของการศึกษาคน้ ควา้ และนยิ ามศพั ท์ ๑๖
บทท่ี ๒ เอกสารที่เกยี่ วข้อง ๑๖
บทท่ี ๓ อปุ กรณ์และวิธีการศึกษา
อปุ กรณแ์ ละวัสดทุ ี่ใช้ในการศกึ ษา ๑๗
วธิ ีการศึกษา ๒๐
บทที่ ๔ ผลการศกึ ษาและอภิปรายผลการศึกษา
บทที่ ๕ สรปุ ผลการศกึ ษา ๒๑
ประโยชนท์ ีไ่ ดร้ บั ๒๑
ข้อเสนอแนะและอุปสรรคในการทาโครงงาน ๒๑
บรรณานกุ รม
๒๒

บทที่ ๑
บทนา

ทีม่ าและความสาคญั ของโครงงาน

โรงเรยี นบ้านเป้าวิทยาเปน็ ศูนย์การเรยี นรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ของ
องคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวัดชัยภูมิ โรงเรยี นจึงได้จดั ให้มีการจัดการเรยี นรู้บูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งในทุกกลุ่มสาระการเรยี นร้แู ละทกุ ระดับชัน้ ทั้งนี้ในปกี ารศึกษา 2565 ในวชิ าศิลปะหน่วยการเรียนรู้
เรื่อง งานปนั้ และงานสอื่ ผสมอย่างพอเพียง ครูได้มอบหมายให้นกั เรียนรวมกล่มุ กันกลุม่ ละ 3 คน ไปสารวจ
หาเศษวัสดธุ รรมชาติหรอื เศษวัสดุเหลอื ใช้ทพี่ บเหน็ ในชีวิตประจาวันมาสร้างสรรคง์ านศิลปะ ดว้ ยการประดิษฐ์
ช้ินงานตามความถนัดหรือความสนใจของแต่ละกลุม่ และให้นาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาวิเคราะห์
และนาไปใชใ้ นการทางาน ผู้จัดทาจึงได้ออกสารวจวสั ดุเหลือใช้ท้ังในโรงเรียนและบริเวณรอบโรงเรยี น โดยใช้
เวลาในการสารวจประมาณ 1 สัปดาห์ จึงได้พบว่าทางโรงเรียนและบุคลากรในโรงเรียนมีการสั่งซ้ือวัสดุ
อุปกรณ์ต่างๆเป็นประจาและได้มีกล่องกระดาษลังท่ีไม่ใช้งานแล้วจานวนมาก ผู้จัดทาจึงคิดได้ว่ากระดาษลัง
สามารถนาไปทาอะไรได้บ้าง นอกจากการท้ิงให้เป็นขยะ จึงได้ไปศึกษาวิธีการต่างๆท่ีสามารถนาลังกระดาษ
กลับมาใช้ใหม่ได้ จึงปรึกษาสมาชิกในกลุ่มและคุณครูศิลปะและได้ขอสรุปในการสร้างประติมากรรมหุ่นจาก
กระดาษลังข้ึน

ทงั้ น้ีการขน้ึ โครง ติดโครง งานเชอื่ มประกอบวัสดุ เป็นการสร้างงานศิลปะประเภทงานประติมากรรม
ในหน่วยการเรยี นร้เู ร่อื ง งานปั้นและงานสอ่ื ผสมอย่างพอเพียง เป็นการนาวสั ดุทีม่ เี นอื้ ออ่ นครอบคลุมไปถึงงาน
ปั้น งานหล่อ งานแกะสลักและงานเชื่อมประกอบวัสดุ เช่น ดินเหนียว ดินน้ามัน ปูน แป้ง ข้ีผ้ึง กระดาษ
แกะสลัก ข้ึนรูป เป็นต้น มาผ่านกระบวนการเพิ่มหรือลดให้เป็นรูปทรงที่ต้องการด้วยมือและอุปกรณ์ในการ
สร้างงานประติมากรรม ซึ่งการสร้างสรรค์งานประติมากรรมสามารถใช้ทักษะทางด้านศิลปะได้หลากหลาย
และสามารถบูรณาการกับศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหรือเอกลักษณ์ต่าง ๆ ของท้องถ่ินได้ ผู้จัดทาจึงเลือกทา
โครงงานเรือ่ ง ประตมิ ากรรมหุ่นกระดาษลัง เพ่อื นาวสั ดเุ หลือใช้คอื กระดาษลังมาสรา้ งงานประติมากรรมโดยใช้
ความรู้ด้านศิลปะท่ีได้เรียนไปมาประยกุ ต์ใช้ในการประดิษฐ์ชิ้นงานท่ีสามารถเพม่ิ คุณค่างานศิลปะสู่ประโยชน์
ใช้สอย โดยไดท้ ดลองทาเป็นรปู รา่ งรปู ทรงตา่ ง ๆ จนไดช้ ิ้นงาน

วตั ถุประสงคข์ องการศกึ ษาโครงงาน

เพอ่ื ศึกษาวิธกี ารสร้างสรรค์งานประติมากรรมแบบลอยตัวจากวัสดุกระดาษลงั ผา่ นกระบวนการ
เรียนรู้แบบโครงงาน

ผลทคี่ าดว่าจะไดร้ บั

1. นกั เรยี นสามารถนาเศษวัสดุเหลอื ใช้ (กระดาษลงั ) มาสร้างชน้ิ งานและเพ่มิ คุณค่าด้วยการ
สร้างสรรค์เป็นผลงานประติมากรรม และทาให้เกิดประโยชนด์ า้ นการใช้สอยได้

2. สามารถลดค่าใช้จ่ายของโรงเรยี นและรายได้เพิ่มใหก้ บั นกั เรยี นจากการสรา้ งงานประตมิ ากรรมจาก
วสั ดกุ ระดาษลัง

3. นักเรยี นมคี วามคดิ สร้างสรรค์ มีจินตนาการและมีสุนทรยี ทางดา้ นศลิ ปะจากการสร้างงาน
ประติมากรรมมากขนึ้

4. นักเรยี นสามารถคดิ วิเคราะห์หาคาตอบ ในการทางานที่เหมาะสมสอดคล้องไม่เสยี เวลาและเกิด
ประสิทธิภาพ ประสิทธผิ ล รวมท้งั ลดความเครยี ดและมคี วามสขุ ในการทางานภายใตก้ ารทางานตามหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

ขอบเขตของการศกึ ษาคน้ คว้า

โครงงานเรื่อง ประติมากรรมหุ่นกระดาษลัง เป็นการศึกษาค้นคว้าเก่ียวกับข้ันตอนการสร้างสรรค์งาน
ประติมากรรมแบบลอยตวั โดยใช้วิธกี ารประกอบขน้ึ รูปของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาตอนปลาย โรงเรยี นบ้านเป้า
วิทยา เพ่ือพัฒนาช้ินงานหุ่นกระดาษลังตามหลักการสร้างสรรค์ประติมากรรม 5 ประการ ได้แก่ โครงสร้าง
เสน้ รูปทรง ขนาดและสัดสว่ น และพนื้ ผวิ

โดยได้ดาเนินการศึกษา ณ โรงเรียนบ้านเป้าวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 ถึง 30
มถิ ุนายน 2565 เปน็ ระยะเวลา 30 วัน

นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ

ประติมากรรม หมายถึง ผลงานศิลปะท่ีแสดงออกด้วยการปั้น แกะสลัก หล่อ และการจัด
องคป์ ระกอบความงามอ่ืน ลงบนส่ือตา่ ง ๆ เชน่ ไม้ หนิ โลหะ สัมฤทธ์ิ ฯลฯ เพ่ือให้เกิดรูปทรง 3 มติ ิ มคี วามลกึ
หรอื นูนหนา สามารถสอ่ื ถงึ ส่งิ ต่าง ๆ สภาพสังคม วัฒนธรรม รวมถึงจติ ใจของมนษุ ย์

การสร้างสรรค์ หมายถึงการสร้างส่ิงใหม่ๆที่มีคุณค่า โดยสิ่งใหม่ที่เกิดข้ึนอาจมีการอ้างถึงบุคคลผู้สร้างสรรค์
หรอื สงั คมหรอื ขอบเขตภายในทไ่ี ด้สร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ข้นึ มา ซงึ่ การวดั คณุ คา่ ดงั กลา่ วอาจใช้ได้หลายวธิ ี

หลักการสร้างสรรค์ประติมากรรม หมายถึง การสร้างงานประติมากรรมแบบลอยตัวโดยวิธีการ
ประกอบข้ึนรูปด้วยหลัก 6 ประการคือ 1.โครงสร้าง เปรียบได้กับแกนอันเป็นส่วนสาคัญ 2.เส้น เป็นทัศน
ธาตุเบ้ืองต้นท่ีสาคัญท่ีสุด เป็นพ้ืนฐานของโครงสร้างของทุกสิ่งในจักรวาล 3.รูปทรง เป็นสิ่งที่เกิดจากการ
ประกอบกันของเส้นแต่ละประเภท 4. ขนาดและสัดส่วน สัดส่วนเป็นกฎของเอกภาพอันหนึ่ง เกี่ยวข้องกับ
ความสมสว่ นซง่ึ กันและกันของขนาดในส่วนต่าง ๆ ของรูปทรง 5. พืน้ ผิว หมายถึง ผิวของส่งิ ต่าง ๆ เม่ือสัมผัส
แลว้ จะรสู้ ึกได้ว่าหยาบ ละเอยี ด มนั ด้านขรขุ ระ เรยี บเกลีย้ ง เปน็ ต้น

กระดาษลงั หรอื กระดาษลูกฟูก หมายถึง กระดาษ ทีม่ ีลกั ษณะ เป็นคลืน่ หรือทเ่ี รียกวา่ ลอนลูกฟูก ซึง่
นากระดาษคราฟท์ มาใช้ในการผลิต กระดาษลอนลูกฟูก เป็นที่นิยมมาผลิตเป็น กล่องกระดาษลูกฟกู เพราะ
ตัว กระดาษลูกฟูก มีคุณสมบัติพิเศษท่ีส่งผลให้ กล่องกระดาษลูกฟูก กลายเป็นกล่องบรรจุภัณฑ์ ประเภท

กระดาษท่มี ีความแขง็ แรงมาก รบั นา้ หนักไดม้ าก ตังน้นั กลอ่ งกระดาษลูกฟกู จึงกลายมาเปน็ กล่องทนี่ ยิ มใช้ใน
สายงานการผลิตเพ่ีอจัดเก็บสินค้า ให้พร้อมที่จะทาการจัดส่งสินค้าไปยังท่ีต่างๆ เพราะเป็นบรรจุภัณฑ์ท่ี

สามารถช่วยป้องกันสินค้าให้ปลอดภัย ในระหว่างการขนย้าย กล่องกระดาษลูกฟูก จึงไค้รับความนิยมอย่าง
มากใน วงการอุตสาหกรรมการผลิต และ การขนส่ง นอกจากนี้ กล่องกระดาษลูกฟูก เป็นผลิตภัณฑ์ กล่อง

กระดาษ ที่มีการออกแบบไดอ้ ยา่ งยอดเย่ยี ม เราสามารถออกแบบ กลอ่ งกระดาษลูกฟกู ไดต้ ามแบบทต่ี ้องการ
ไม่วา่ จะเปน็ ดีไซน์เรอื งของขนาด รูปร่าง หรอื การพมิ พ์

หนุ่ หมายถึง รูป, รปู แบบ, รูปตุ๊กตา, รูปแบบที่จาลองจากของจรงิ ตา่ ง ๆ; รูปปน้ั หรือแกะสลกั ทท่ี า

โกลนไวเ้ พ่ือเป็นแบบช่วั คราว, (ปาก) รูปทรงของรา่ งกายเป็นตน้

บทที่ ๒

เอกสารทเี่ กยี่ วข้อง
ความหมายและคานยิ าม

คาว่า "ศิลปะ" เป็นคาท่ีมีความหมายกว้างขวางมาก เป็นศาสตร์ที่รวมผลงานท่ีมีคุณค่าอย่างมหาศาล
ของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นทัศนศิลป์ที่ประกอบไปด้วย จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม นาฏศิลป์และ
ศิลปะการแสดง ดนตรี วรรณศิลป์หรือกระทั่ง ประยุกต์ศิลป์ซึ่งเป็นผลงานที่มนุษย์พบเห็นในชีวิตประจาวัน
ล้วน ให้คุณค่าให้ประโยชน์แกม่ วลมนุษย์ งานศิลปะแม้จะไม่กอ่ ให้เกิดประโยชน์ในทางผลผลิตเพ่ืออาหารทาง
กายแตค่ ณุ สมบัติท่ีสาคัญยง่ิ คือความงามท่ีทาให้เกิดความรู้สึก ซาบซ้ึงในคณุ ค่าของความงามหรอื ความพึงใจที่
เรยี กว่าคณุ ค่าทางสุนทรีย์ซง่ึ คุณค่าทางสุนทรยี น์ ้เี องเปน็ ปัจจัยท่ีทาให้มนษุ ยเ์ ลือกบรโิ ภคผลงานศิลปะทม่ี ีคุณค่า
และ นามาใชใ้ หเ้ กิดประโยชนใ์ นการดารงชวี ิตประจาวันได้
ความหมายของศลิ ปะ

ศิลปะตรงกับภาษาอังกฤษว่า "ART"การทาความเข้าใจในความหมายของคาว่าศิลปะเป็นเรื่องที่ยาก
เพราะศิลปะเป็นสิ่งที่เก่ียวข้องกับ การสร้างและ การ แสดงอารมณ์ความรู้สึกภายใจของมนษุ ย์ท่ีเกีย่ วข้องกบั
ความงามความพอใจของแต่ละคน บางคนอาจมีความชืน่ ชมในความงามแตกต่างกันและยังคงเป็นเรอ่ื งที่เข้าใจ
ยากสาหรบั ผู้ที่ไม่ไดศ้ กึ ษาศิลปะ
ความหมายของศิลปะตามแนวคดิ ของศลิ ปิน

1. ศลิ ปะคือการเลียนแบบธรรมชาติ (ArtasRepresentation) ผลงานศลิ ปะอาจจะมีทง้ั ประเภทท่ี
ลอกเลยี นแบบ ธรรมชาติ หรอื ไม่ลอกเลียนแบบ ธรรมชาตกิ ไ็ ด้กล่าวคือถ้าเป็นภาพเขียนสงิ่ ของธรรมชาติหรือ
ภาพมนุษย์ก็จัดได้ว่าเป็นงานประเภทท่ีลอกเลียนแบบธรรมชาติแต่ หากว่าเป็นการ เขียนภาพแสดงความ
พิศดาร ของการใช้สีสันเพื่อให้เกิดความรู้สึกสนใจหรืออารมณ์ตามต้องการก็เป็นผลงานท่ีไม่ลอกเลียนแบบ
ธรรมชาตเิ ช่นเดยี วกับดนตรีผลงาน ดนตรสี ว่ นใหญเ่ ปน็ ประเภททไ่ี ม่ลอกเลยี นแบบธรรมชาติ เพราะดนตรีอาจ
ใช้ถ้อยคาหรือไมใ่ ช้ถ้อยคาใด ๆเลยก็ได้เพราะดนตรีเป็นเรอ่ื งของความสนใจความไพเราะของ เสียงเช่นดนตรี
ประเภทProgramMusic (ดนตรีที่สามารถส่ือออกมาเป็นเรื่องราว) ซึ่งอาจนามาใช้การประกอบการแสดงเรา
ถือว่าเป็นผลงานท่ีไม่ลอกเลียนแบบธรรมชาติ ส่วนVocalMusic (ดนตรีประเภทขับร้อง) นั้นเราถือว่าเป็น
ผลงานที่ลอกเลียนแบบธรรมชาติ เพราะมีการใช้ถ้อยคาเพ่ือบรรยายเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ทาให้เกิด จินต
ภาพเป็นไปตามคาร้อง หรือถ้าหากว่าเป็นการแสดงเลียนแบบการเคลื่อนไหวธรรมชาติ เช่นการเลียนแบบ
ท่าทางต่าง ๆของสัตว์ก็จัดวา่ เป็นผลงานทลี่ อกเลยี นแบบ ธรรมชาติ เชน่ เดยี วกัน

2. ศิลปะคือรูปทรง (ArtasPureForm) งานศิลปะไม่สามารถจะสร้างขึ้นมาได้ถ้าปราศจาก
รูปทรง Form การท่ีเราชื่นชมเพราะว่าในศิลปวัตถุมีรูปทรงที่สวยงาม ทั้งน้ีเพราะลักษณะที่สาคัญคือมีความ
กลมกลนื ขององค์ประกอบทท่ี าใหเ้ ป็นเอกภาพ ตัวอย่างเชน่ ความสัมพันธ์ของดนตรตี ามกฎเกณฑข์ องธรรมชาติ
และรูปทรงของเสยี งดนตรี สามารถถา่ ยทอดมายังจิตใจได้

3. ศิลปะคือการแสดงออกซึ่งอารมณ์ (ArtasExpressionism) ความคิดเรื่องศิลปะ คือการ
แสดงออกซ่ึงอารมณ์น้ีใช้เพียงแค่ ถือว่าวัตถุประสงค์ของ ศิลปะไม่ ใช้เสนอความงามในรูปทรงของสีสันหรือ
เสียง และไม่ใช้เพียงแค่การลอกเลียนแบบจากธรรมชาติ อารมณ์ทางศิลปะน้ันแตกต่างจากการแสดงอารมณ์
แบบอ่นื ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี

3.1 การแสดงอารมณ์ทางศิลปะ ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกบเจตนาหรือความตงั้ ใจ
3.2 การแสดงอารมณท์ างศิลปะ ต้องมจี ุดประสงค์หรอื คณุ ค่าอยใู่ นตวั เองโดยไมม่ เี จตนาอ่ืน

ซ่อนเรน้ เคลือบแฝง
3.3 การแสดงอารมณท์ างศิลปะ แสดงใหร้ ู้ว่าบคุ คลมีปฏกิ ริ ยิ าหรือมคี วามรู้สกึ ในทางสนุ ทรียะ

คอื ความชอบไม่ชอบ
3.4 สือ่ อารมณใ์ นศิลปะ ประเภทการแสดงอารมณม์ คี วามหมายถึงคุณคา่ อยู่ในตัวเป็นลักษณะ

พเิ ศษไม่เหมอื นกับสือ่ ประเภทอื่น ๆ เช่นการพดู ไมว่ ่าเราจะ พดู ถงึ เรือ่ งอะไร การตคี า่ ความหมายก็จะหมายถึง
สิ่งที่เราพูดแต่ในทางดนตรีหรือนาฏศิลป์น้ันคาพูดแต่ละคามีความหมายในตัวเองโดยเป็นคาที่มีเสียง
ไพเราะการรับรตู้ าม ธรรมชาตขิ องมนุษย์ สสี นั และรปู ทรงจะทาใหส้ ามารถบอกได้ว่าเปน็ อะไรและใช้
ประโยชนอ์ ะไร

4. ศิลปะ คือการแสดงออกทางความรู้สึก ศิลปินอาจจะแก้ไขแต่งเติมดัดแปลงจากธรรมชาติ เช่น
ส่อื ความหมายลงในภาพที่วานทิวทัศน์ ศลิ ปะจงึ เปน็ การ ถา่ ยทอดอารมณ์ความรสู้ ึกที่ได้รับจากธรรมชาติโดย
มีมนุษย์เป็นตัวถ่ายทอดความประทับใจ แต่การรับรู้ของผู้ชมอาจจะต้องการชื่นชมความงามในรูปแบบที่
แตกตา่ งกัน ได้แก่

4.1 ศิลปะแบบเหมอื นจรงิ (Realistic) เปน็ ศลิ ปะทไี ม่ซบั ซ้อนมีเนือ้ หาสาระทปี่ รากฏเด่นชดั แต่
ผสู้ ร้างและผู้ชมต้องมีความรู้เรือ่ งนัน้ ด้วย เช่นภาพคน ภาพสตั ว์

4.2 ศลิ ปะแบบก่ึงนามธรรม(Semiabstract) เปน็ การถา่ ยทอดที่ผดิ เบนไปจากรปู ธรรมหรือ
แบบเหมือนจริงด้วยการตัดทอนรปู ทรงจากของจริงใหเ้ รยี บงา่ ย แตย่ ังมเี คา้ โครงเดิมอยู่สามารถดรู ู้ว่าเป็นภาพ
อะไร

4.3 ศลิ ปะแบบนามธรรม (abstract) เปน็ ศิลปะประเภททไ่ี มม่ ีความจริงเหลืออยู่ เพราะถกู ตดั
ทอนให้เหลือแค่เสน้ สี นา้ หนกั ทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ ความงามตามอารมณ์ความรู้สกึ เป็นสิ่งทเี่ หนือความเปน็ จริงต้องใช้
จนิ ตนาการในการรบั ร้รู ับชม

ประเภทของงานศลิ ปะ
เราอาจแบง่ ประเภทของงานศิลปะตามหลักการทางสุนทรียศาสตรไ์ ดเ้ ป็น 2 ประเภทคือ วจิ ติ รศิลป์

และประยกุ ต์ศลิ ป์
1. วจิ ิตรศิลป์ (Fine Arts) คอื ศิลปะท่ีงดงาม หรือสิ่งทีม่ นษุ ยส์ รา้ งขนึ้ โดยตอบสนองความต้องการ

ทางดา้ นจติ ใจและอารมณ์ท่ีสาคัญ ประกอบด้วย 6 สาขา คือ
1.1 จติ รกรรม
1.2 ประติมากรม
1.3 สถาปัตยกรรม
1.4 วรรณกรรม
1.5 ดุริยางศลิ ป์ หรือ ดนตรี
1.6 นาฏศิลป์ การละคร การเต้นรา ภาพยนตร์

2. ประยุกต์ศิลป์ (AppliedArts) คือศิลปะที่สร้างขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายแสดงความงามร่วมกับ
ประโยชน์ทางการใช้สอยเช่น ออกแบบนิเทศศิลป์ อุตสาหกรรมศิลป์ มัณฑนศิลป์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์
ออกแบบเคร่ืองประดับ เป็นต้น

สรปุ ศลิ ปะ เปน็ สงิ่ ท่ีอยรู่ อบตัวมนษุ ย์เปน็ สง่ิ ที่ให้คณุ ค่ามหาศาลท้งั ทางด้านรา่ งกายและจิตใจ ศลิ ปะท่ี
ให้คุณค่าทางร่างกายเป็นศิลปะทเี่ ก่ียวข้องกบั การดารงชวี ิต ประจาวันของมนุษย์เปน็ ส่ิงทมี่ นษุ ย์พบเห็นเข้าใจ
และเห็นคณุ ค่าคุณประโยชนไ์ ดอ้ ย่างเป็นรปู ธรรม แต่ศิลปะทใ่ี ห้คุณค่าทางจิตใจเปน็ งานศิลปะทีม่ ีคุณค่าในการ
พฒั นา มนษุ ย์ใหม้ คี วามเป็นมนษุ ย์ทส่ี มบูรณ์สามารถดารงชวี ติ อยใู่ นสงั คมได้อย่างมีความสขุ

ความหมายและคานิยามของศลิ ปะ
ความหมายของศลิ ปะ

ศิลปะ เป็นคาท่ีมีความหมายทั้งกวา้ งและจาเพาะเจาะจง ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ ทัศนะของนัก ปราชญ์แต่
ละคน รวมท้ังความเชื่อแนวคิด ในแต่ละยุค แต่ละสมัย มคี วามแตกตา่ งกนั หรือแลว้ แตว่ ่า จะนาศิลปะไปใช้ ใน
แวดวงทีก่ ว้างขวาง หรอื จากดั อย่างไร แต่จากทศั นะของนักปราชญ์ ทัง้ หลายจะ เห็นวา่ ศลิ ปะมีคุณลักษณะ ท่ี
เป็นตัวร่วม สาคญั ท่ีสดุ
ประการหนง่ึ คอื การแสดงออก ไมว่ ่าจะเปน็ อารมณ์ ความรูส้ ึก ความคิด ประสบการณ์ ความงามการเหน็ แจ้ง
สัญลักษณ์ ความเป็นเร่ืองราวหรือ เหตุการณ์ ก็ล้วนแต่เป็น การแสดงออกโดยมนุษย์เป็นผู้เลือกสรร หรือ
สรา้ งสรรค์ ขึ้นทัง้ ส้ิน ดังนนั้ จงึ พอจะให้ความหมายของศลิ ปะในแนวกว้าง ๆ ไดด้ งั นี้

ศิลปะ คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพ่ือแสดงออกซ่ึงอารมณ์ ความรู้สึก ปัญญา ความคิดและหรือ ความ
งามทง้ั น้จี ะกล่าว โดยรวม กค็ อื ศลิ ปะ จะประกอบไปด้วย ส่วนประกอบ 3 ประการ คอื

1. มีความงาม
2. มจี ุดมุ่งหมายท่แี นน่ อน
3. มีความคิดสรา้ งสรรค์
เหตุท่ีจากัดวงอยู่เฉพาะผลิตผลของมนุษย์ อาจเป็นเพราะว่า ในบรรดา สัตว์โลกด้วยกัน มนุษย์เป็น
สัตวป์ ระเภทเดียวท่ีสามารถ สร้างสื่อ ในการ ทาความเขา้ ใจร่วมกนั ดีทสี่ ดุ และการดาเนิน ชวี ติ กม็ กี ารพัฒนา
ไปเป็นระบบ ส่ิงเหล่านี้ นับเป็นสาเหตุหนึ่งที่มนุษย์ ยกย่องความเป็นสัตว์โลกของตน ว่าเป็นประเภทที่
เหนือกว่า สัตวโ์ ลกประเภทใด
ดังน้ัน รูปร่างลักษณะหรือ ผลงาน สร้างสรรค์ จากสิ่งต่าง ๆ ที่มิใช่ผลงานของมนุษย์ รวมทั้ง
ปรากฏการณธ์ รรมชาติ ทม่ี ี ความ สลับซบั ซ้อน มคี วามสวยงาม มีรปู ทรงแปลกตา แม้ มนษุ ย์ จะมคี วามช่นื ชม
แต่ก็ไม่ ยอมรับวา่ เป็นผลงานศิลปะ แตห่ ากมนุษย์ ใช้ความบันดาลใจ จากสิง่ เหล่านนั้ มาสร้างสรรค์ขน้ึ มาใหม่
ถอื ว่าเปน็ ศิลปะ แต่จะเปน็ ศิลปะบรสิ ทุ ธิ์ (Fine Art) หรอื ศิลปประยกุ ต์ (Applied Art) หรอื ไม่น้นั ก็ขนึ้ อยู่กับ
จุดมุ่งหมาย ในการสร้าง

คานยิ ามของศลิ ปะ
พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2525 ให้นิยามของศิลปะว่า ศิลปะ คือ ฝีมือ ฝีมือ

ทางการช่าง การแสดงซ่งึ อารมณ์ สะเทือนใจ ใหป้ ระจกั ษ์เห็น
พจนานุกรมศัพท์ศิลปะ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2530 นิยามความหมายของศิลปะวา่

ศลิ ปะ คอื ผลแห่งพลังความคิดสร้างสรรค์ของมนษุ ย์ ท่ีแสดงออก ในรูปลักษณ์ ต่างๆให้ปรากฏซึ่งสุนทรียภาพ
ความประทับใจ หรือ ความสะเทือนอารมณ์ ตามอัจฉริยภาพ พุทธิปัญญา ประสบการณ์ รสนิยม และทักษะ
ของแตล่ ะคน เพือ่ ความพอใจ ความรื่นรมย์ ขนบธรรมเนียม จารตี ประเพณี หรือความเช่อื ในลทั ธศิ าสนา และ
กล่าวว่า ศลิ ปะแบง่ ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ วิจิตรศลิ ป์ (Fine Art) กบั ประยุกต์ศิลป์ (Applied Art)

อริสโตเติล (Aristotle) ปราชญ์ในยุคกรีกโบราณ นิยามความหมาย ของศิลปะว่า ศิลปะคือการ
เลียนแบบธรรมชาติ

ตอลสตอย (Leo Tolstoi) นกั ประพันธท์ มี่ ชี อ่ื เสียงชาวรสั เซยี นยิ าม ความหมาย ของศลิ ปะ ว่า ศิลปะ
คอื การถ่ายทอดความรู้สึกของมนุษยอ์ อกมา

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีรศรี (C. Feroci) ศิลปนิ ชาวอติ าเลียนผมู้ าวางรากฐาน การศกึ ษาศลิ ปะสมัยใหม่
ในประเทศไทย ได้นิยามความหมายของศิลปะวา่ ศิลปะคืองาน อันเป็น ความพากเพียรของมนุษย์ ซ่ึงจะต้อง

ใชค้ วามพยายาม ด้วยมือและความคิด และยงั มีคานยิ ามของศลิ ปะทีน่ า่ สนใจและถูกใช้อ้างองิ อยา่ งแพร่หลาย
ในปัจจบุ ัน ท่ีปรากฏตามหนังสอื และเอกสารตา่ ง ๆ ดังจะยกตัวอย่าง พอเป็นสงั เขป ดงั นี้

ศิลปะ คือ การเลียนแบบธรรมชาติ (Art is the imitation of nature) การตีความจากคานิยาม
นี้ ธรรมชาติ ถือเป็นปัจจัยสาคัญท่ีกอ่ ให้เกิด แรงบันดาลใจ ให้แก่ ศิลปินในการสร้างงาน คานิยามน้ีว่าศิลปะ

คือ การเลียนแบบธรรมชาติ เป็น คานิยาม ที่ถือกันว่าเก่าแก่ท่ีสุดซ่ึง อริสโตเติล ( Aristotle 384-
322 B.C.) นกั ปราชญ์ชาวกรกี เปน็ ผู้ตงั้ ขนึ้ เปน็ การชใ้ี หเ้ หน็ วา่ ธรรมชาติอาจเปรียบไดด้ งั แม่บทสาคัญ ทม่ี ีต่อ
ศิลปะ ด้วยศลิ ปะ เป็นส่งิ สร้างโดยมนุษย์ และมนษุ ยก์ ็ ถอื กาเนดิ มาทา่ มกลาง ธรรมชาติ อกี ทั้งบนเสน้ ทาง การ

ดาเนินชีวิตมนุษย์ก็ผูกพันอยู่กบั ธรรมชาติ จนไม่สามารถ แยกออกจากกันไดในทางศิลปะ มิใช่เป็นการบันทกึ
เลยี นแบบเหมือนกระจกเงาหรอื ภาพถ่าย ซึ่งบันทึกสะทอ้ นทกุ ส่วน ทอี่ ยตู่ รงหนา้ แตอ่ าจจะเพ่ิมเติม ตดั ทอน

หรืออาจจะใส่อารมณ์ ความรู้สึกเข้าไปด้วย ธรรมชาติเป็นแหล่งบันดาลใจที่สาคัญในการสร้างงานศิลปะของ
มนุษย์

ธรรมชาติ จงึ อาจคลา้ ยแหล่งวทิ ยาการทย่ี งิ่ ใหญ่ ของมวลมนุษย์ ในการศึกษา ค้นคว้าลอก เลียนและที่

สาคญั คอื มนษุ ยต์ ้องเรยี นรธู้ รรมชาติ เพือ่ การดารงชวี ิตอย่าง มปี ระสทิ ธิภาพ และจากการ สงั เกต มนษุ ยอ์ าจ
ไดพ้ บกับความพึงพอใจในลักษณะ ท่แี ฝงเร้นอยูก่ ับธรรมชาติ ไมว่ ่าจะเปน็ สสี ัน รปู รา่ ง บรรยากาศ ความแปลก

ความงาม ฯลฯ และบางคร้ังสังเกตเห็น ความเปล่ียนแปลง ของธรรมชาติ ก่อให้เกิดความประทับใจ สะเทือน
ใจ เสียดายและความรู้สกึ อื่น ๆ จนถงึ ความต้องการเปน็ เจ้าของ จากความรสู้ กึ ท่ีเกิดขน้ึ น้ี เป็นแรงกระตนุ้ ให้
มนุษย์พยายาม ทจ่ี ะรักษาสภาพการณ์ นน้ั ไวใ้ หค้ งอยู่ อาจด้วยความทรงจา และถา่ ยทอดความทรงจานั้นด้วย

สอ่ื และรปู แบบ ตา่ ง ๆ
ในคานยิ ามน้ี ศลิ ปะก็เปรียบได้ดงั เครือ่ งมือ ของศิลปิน ที่ใช้บันทกึ เลยี นแบบธรรมชาตไิ ว้ แตใ่ นการ

เลยี นแบบธรรมชาติ ในทางศลิ ปะ มใิ ช่การเลยี นแบบเหมือนกระจกเงา หรอื ภาพถา่ ย แตอ่ าจเพ่ิมเติม ตดั ทอน
หรืออาจสอดแทรกอารมณ์ ของศิลปนิ เขา้ ไปด้วย

ศิลปะ คือ การถ่ายทอดความรสู้ ึกหรือแสดง ความรู้สึก เป็นรูปทรง (Art is the transformation of

Feeling into form) รูปทรง ในที่น้ี คือว่าเป็นรูปธรรมท่ีสามารถสัมผัสได้ และตีความหมายได้ ซ่ึง หมายถึง
ผลงานศลิ ปะทเ่ี รมิ่ มาจาก ความคิดที่เป็นลกั ษณะ นามธรรมภายในตวั ศิลปนิ เอง ท่ีคนทวั่ ไปไมส่ ามารถสัมผัสได้

โดยตรง นอกจากเจ้าของ ความรู้สึกนั้น จะถ่ายทอดหรือสะท้อนออกมาเป็นรูปทรง ท่ีสัมผัส ได้ ตาม
ความหมายของนิยามนี้ ศิลปะอาจเปรียบ เสมือน สื่อหรือเครื่องมือ ท่ีผู้ถ่ายทอดใช้เป็น ตัวกลาง เพ่ือโยง
ความรู้สึกของตน แสดงให้ผู้อื่นได้รับรู้ หรือเข้าใจ ในสิ่งที่ ต้องการแสดง หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นการแปล

ลักษณะ นามธรรมมาเป็น รูปธรรมนั่นเอง แต่รูปธรรมที่แสดงออกน้ี อาจจะมี ลักษณะเป็นรูปทรงที่ระบุเป็น
ตัวตน ไดว้ า่ เป็นรปู อะไร ทเี่ รยี กวา่ ศิลปะก่ึงนามธรรมหรือระบุเปน็ ตวั ตน ไมไ่ ด้ท่ีเรยี กวา่ ศลิ ปะนามธรรม

ส่วนความรู้สึกท่ีเกิดข้ึนนั้น ก็เนื่องมาจากส่ิงเร้า 2 ประการ คือ สิ่งเร้าภายนอก และส่ิงเร้าภายใน จากส่ิงเร้า
ทางใดทางหน่ึงน้ี มีอิทธิพลต่อการถ่ายทอด รูปแบบเป็นอันมาก คือ ถ้าเป็นความ รู้สึกที่เกิดข้ึน จากสิ่งเร้า
ภายนอก การถา่ ยทอด มักจะเปน็ รปู แบบ ในลกั ษณะเรอ่ื งราว รายละเอียดของ สง่ิ เร้านั้น เช่น การดู การแสดง

ในเร่ืองใดเร่อื งหนงึ่ แลว้ เกิดความรสู้ ึก สนกุ สนาน กับบทบาทของตัวแสดงที่เห็นได้จากภายนอก ซงึ่ ถือเป็น สงิ่
เร้าภายนอก เม่อื ถ่ายทอดโดยการเล่า ให้ผูอ้ ื่นฟงั มักจะเล่าเรอ่ื งราว รายละเอียด ของผแู้ สดง และบทบาท การ

แสดงนั้น แต่ถ้าเป็น ความรู้สึกท่ีเกิดขึ้น จากส่ิงเร้าภายใน ของการแสดงนั้น ก็คือการเข้าใจ ซาบซึ้งในเน้ือหา
สอื่ เป็น ความรสู้ ึกออกมา เช่นโศกเศรา้ ดใี จ สนกุ สนาน เปน็ ตน้

ศลิ ปะ คือ สือ่ ภาษาชนดิ หนง่ึ (Art is The Language)
สอ่ื เปน็ ตวั กลางทีส่ ามารถชักนาเช่ือมโยงใหถ้ ึงกัน หรือสามารถทาการ ติดต่อกนั ได้
ภาษา หมายถึง เสียงหรือส่ือที่สามารถเข้าใจซ่ึงกันและกันได้ สรุป รวม แล้ว ท้ังสื่อและภาษาเป็น

พฤติกรรม ที่แสดงออก เพื่อชักนา เพื่อติดต่อให้ถึงกัน และเมื่อ ตีความหมายของคานิยามท่ีว่า ศิลปะ เป็นส่ิง
หรือภาษาได้อย่างไร โดยนาศิลปะไปเปรียบเทียบกับสื่อท่ีเป็นภาษาพูด และภาษาเขียน ใน ภาษาพูด เป็น
ลักษณะถา่ ยทอดโดยใช้ส่ือประเภทเสียง เปล่งออกมาเปน็ คา หรอื ประโยค เพอ่ื สือ่ ความหมายในสงิ่ ท่ีผู้พูดต้อง
การถ่ายทอดให้ผู้ฟังได้รับรู้ ส่วนภาษาเขียนเป็นลักษณะการ สื่อความหมาย โดยอาศัยสระ พยัญชนะ
วรรณยุกต์ ฯลฯ เพือ่ โยง ให้เกิดความเข้าใจร่วมกนั ระหวา่ งผู้เขยี นกบั ผอู้ ่าน

การส่อื ความหมายโดยใช้ภาษาเขยี น และ ภาษาภาพ เปน็ ลกั ษณะ การถ่ายทอดส่งิ ท่ีต้องการ ให้ผอู้ ื่น
รับรู้ ให้ปรากฏในรูป แบบศิลปะอันอาจเป็นลักษณะ เส้น รูปร่าง รูปทรง ทิศทาง แสงเงา สี และอ่ืน ๆ ทั้งใน
ลกั ษณะทีเ่ ป็น รปู ธรรมและนามธรรม ตัวอยา่ งเชน่ ในภาษาพูดสอื่ ความหมาย โดยกล่าวคาวา่ ผเี สือ้ ผู้ฟงั ย่อม
สามารถ รคู้ วามหมาย ด้วยการระลกึ ถงึ ลกั ษณะรปู ร่าง สีสัน รายละเอียดของผเี สอ้ื จากประสบการณ์เดิม ส่วน
ในภาษาเขยี นก็ เช่นเดียวกนั เขยี นคาว่า ผีเสอื้ ผ้อู า่ นก็ตอ้ งระลกึ ถึง ประสบการณ์เดมิ มาประกอบในการ แปล
ความ เหมือนกัน และในทางศิลปะ อาจถ่ายทอด โดยการ วาดภาพผีเสื้อขึ้น ผู้ดูสามารถรับรู้และตีความ ได้
ทนั ที โดยมิตอ้ งใช้ความคิดจินตนาการในรปู แบบมาประกอบการตคี วาม ย่อมแสดง ไดว้ ่า ศิลปะสามารถจัดเข้า
ลกั ษณะส่อื หรือภาษา ได้เชน่ เดยี วกนั และสอื่ ภาษา ที่ชัดเจน กวา่ สื่อตวั อักษร หรือคาพดู ดงั คากลา่ ว ของนกั
ปรัชญาจีนทเ่ี คยกล่าวว่า รูปภาพ 1 รปู สามารถใชแ้ ทนคาพดู ไดน้ บั พนั คา

การทีจ่ ะเข้าใจการสื่อความหมาย ไมว่ ่าจะสื่อภาษา ชนดิ ใดก็ตาม ทั้งภาษาพูด ภาษาเขยี น หรือภาษา
ภาพ ผทู้ สี่ ามารถตคี วามหมาย หรอื ทาความเขา้ ใจได้ยอ่ ม ต้องอาศยั การศกึ ษาเรียนรใู้ นหลกั การ ของภาษาน้นั
รวมท้ังการ ฝึกฝน หาประสบการณ์เก่ียวกับส่ือภาษา ชนิดน้ัน ๆ มาเป็นพ้ืนฐาน ไว้โยงตีความหมาย ย่ิงมี
พ้นื ฐานประสบการณม์ ากเทา่ ไร ก็ยิง่ สามารถเขา้ ใจในส่ือภาษานัน้ เปน็ อย่างดี

ศลิ ปะ คอื การแสดงบุคลิกลกั ษณะของศลิ ปิน (Art is the The Expression of Great Personallity)
บคุ ลิกภาพเปน็ ลกั ษณะคงท่ีของบุคคล หรอื แนวโน้มที่แสดงให้เห็นถึง ลกั ษณะที่ เหมือน หรือแตกตา่ ง

กันของพฤติกรรมทางจิตวิทยา เช่น ความนึกคิด ความรู้สึก และการกระทาในช่วงเวลาหน่ึง และบุคลิกภาพ
เปน็ แบบแผนที่เปน็ เอกลักษณ์ (Unique) ทป่ี ระกอบกนั ขนึ้ ของบุคคล เป็น เอกลักษณ์ประจาตัวของมนุษย์ทุก
คน และไม่มีใคร เหมือนใครได้เลย เป็นความแตกต่างระหว่างบุคคลจากคาจากัดความของนักจิตวิทยา ที่ให้
ความหมายเก่ียวกบั บุคลิกภาพน้นั พอทจี่ ะสรปุ กลา่ วไดว้ ่า บคุ ลกิ ภาพ เปน็ ลักษณะเฉพาะหรอื เอกลกั ษณ์ของ
แต่ละบุคคล ดังนั้น พฤติกรรมท่ี ปรากฏในแต่ละบุคคลย่อมไม่เหมือนกัน ศิลปะอาจนับได้ว่า เป็นเคร่ืองมือ
หรือส่ือ ที่ใช้ถ่ายทอดและ บันทึกพฤติกรรมของศิลปิน ดังนั้น ผลงานศิลปะ ก็คือ เคร่ืองบันทึก พฤติกรรมอนั
เปน็ บุคลิกภาพ เฉพาะของศลิ ปินนน่ั เอง

ประติมากรรม เป็นผลผลติ และมรดกทางวฒั นธรรมแขนงหนง่ึ ทีม่ ีคณุ ค่าย่ิง ท้ังในดา้ นการศึกษา

ทางวฒั นธรรม ศิลปกรรม สงั คมศาสตร์ มนษุ ยศาสตร์ ประวัตศิ าสตร์ สนุ ทรยี ศาสตร์ โบราณคดแี ละ

ปรัชญาศาสนา เปน็ ภาพสะท้อนถงึ วิถีชีวติ ของคนสมยั กอ่ นในบริบทของสภาพแวดลอ้ มในชว่ งเวลานนั้ ๆ

การศึกษาความรูเ้ กยี่ วกบั ประติมากรรมมีประเด็นในการนาเสนอประกอบด้วย

1. ความหมายของประติมากรรม
2. ประเภทของประติมากรรม

3. รปู แบบทางประตมิ ากรรม
4. กรรมวธิ ที างประตมิ ากรรม
5. บทบาท ความสาคัญและประโยชน์ของประตมิ ากรรม
6. ความงามของประติมากรรม มรี ายละเอยี ดดังน้ี

ความหมายของประตมิ ากรรม
ประตมิ ากรรม หมายถงึ งานศิลปะประเภทวิจิตรศลิ ป์ ท่สี ร้างสรรค์ขึ้นเพ่อื การชืน่ ชมในคุณค่า

ทางศลิ ปะเปน็ สาคัญ มกี ารแสดงออกดว้ ยปริมาตร เป็นรูปทรง 3 มิติ มีความกว้าง ความยาวหรือความลึก
ความสูง ซ่ึงกินระวางพ้ืนทใี่ นอากาศ สร้างโดยกรรมวธิ ีตา่ งๆ สามารถชืน่ ชมรบั รดู้ ว้ ยการมองเหน็ ทางสายตา
ซ่งึ เรยี กว่าทัศนศลิ ป์ นอกจากน้แี ลว้ ยังมผี ู้ใหค้ วามหมายของคาวา่ ประตมิ ากรรมไวม้ าก ที่สาคญั มดี งั นี้

กำจร สุนพงษ์ศรี (2547 : 56) อธิบายว่า ประติมากรรม คืองานศิลปกรรมสาขาหน่ึง
เกิดจากการสร้างสรรค์ให้มีรูปลักษณะปรากฏขึ้น ทาด้วยวัสดุที่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปทรงได้ (Plasticity)
ครอบคลุมไปถึงงานป้ัน งานหล่อ งานแกะสลักและงานเชื่อมประกอบวัสดุ มีลักษณะ 3 มิติ กินท่ีใน
อากาศ รับรู้ได้ด้วยการมอง การดู เรียกว่าทัศนศิลป์ แต่ประติมากรรมแปลกแยกออกไปอีก คือสามารถ
รับรู้ความงามด้วยการสัมผัส การจับต้อง จึงอาจเรียกอีกอย่างหน่ึงว่า ผัสสะศิลป์ หรือศิลปะรูปทรง
(Plastic Art) ทีห่ มายถงึ ศิลปะทมี่ รี ูปทรงเป็นสามมิติ ซ่ึงงานศิลปะแขนงนอ้ี าจรวมทง้ั งาน Visual Art บาง
ประเภทท่ใี ชว้ ัสดตุ ่างๆ จดั ลักษณะรปู ทรงแบบสามมิตดิ ้วย

วิเชียร อินทรกระทกึ (2539 : 6 – 7) อธิบายว่า ประตมิ ากรรม คือ การแสดงออกทาง
ปรมิ าตรดว้ ยส่ือชนดิ ต่างๆ อนั เป็นทศั นศิลป์และเปน็ สาขาหน่งึ ของวจิ ติ รศลิ ป์ และถือว่าเปน็ ศลิ ปะทม่ี ลี ักษณะ
กนิ ระวางพื้นทีใ่ นอากาศ (Space Art) คอื มีสามมิติ หรอื ศลิ ปะรปู ทรง (Plastic Art) ซึ่งครอบคลมุ ถงึ งาน
ป้ัน งานแกะสลกั และงานท่เี กดิ จากการผสมผสานตา่ งๆ

รำชบัณฑิตยสถำน (2550 : 509) ประติมากรรม คือ ศิลปะประเภทหนึ่งในสาขา
ทัศนศิลป์ มีรูปทรงเป็น 3 มิติ ทาข้ึนด้วยวัสดุหลายชนิด เช่น ดินเหนียว ไม้ หิน โลหะ โดยกรรมวิธี
ต่างๆ เปน็ รปู คน รปู สัตว์ ลวดลาย หรือรปู ทรงนามธรรม

Robert Mavilard (1960 : 193) กล่าวว่า การกินเน้ือท่ีในอากาศเป็นความสาคัญอีก
ประการหน่งึ ในรูปทรงที่เปิดเผยให้เห็น จะต้องทาชีวิตของสรรพส่ิงดว้ ยการแสดงออกถึงการขยายตัวของมนั
ในอากาศให้มีความเด่นชัด หมายความว่า เป็นวัตถุกินท่ีในอากาศ ความเป็นศิลปวัตถุที่จะต้องมีพื้นท่ีว่าง
รองรบั ทาให้งานประติมากรรมแตกตา่ งไปจากงานประเภทโสตศลิ ปท์ ัว่ ไป

2. ประเภทของประตมิ ากรรม
ด้วยประติมากรรมเป็นศิลปะท่ีว่าด้วยเรื่องของปริมาตรที่กินพ้ืนท่ีในอากาศ ดังน้ันการจาแนก

ประเภทของประติมากรรมจึงใช้ปริมาตรและลักษณะการกินพื้นท่ีในอากาศเป็นเกณฑ์ในการจาแนก ทั้งนี้
พยูร โมสิกรตั น์ (2548 : 135 – 136) ได้จาแนกประเภทของประตมิ ากรรมออกเปน็ 3 ประเภท ดงั น้ี

2.1 ประตมิ ากรรมรอ่ งลกึ (Incised Relief Sculpture) หมายถงึ ประตมิ ากรรมทเ่ี กิด
จากการใช้เครอื่ งมือแกะ เซาะลงบนพน้ื ผวิ หรอื เนอื้ วสั ดุ เกดิ เปน็ รอ่ งลกึ เวา้ โค้ง โดยรูปทรงท่สี ร้างขนึ้ จะ
เกิดนา้ หนักความเข้มของแสงเงาตามระดบั ความลึก ประติมากรรมประเภทนส้ี ามารถดไู ด้เพียงด้านหน้าตรง
เท่าน้นั (คมสนั ต์ คำสงิ หำ. 2550 : 5)

2.2 ประติมากรรมรูปนูน (Relief Sculpture) หมายถึง ประติมากรรมที่สร้างปริมาตร
และลักษณะการกินพน้ื ที่ในอากาศด้วยระดับและลักษณะความสูงต่า หรือความนูนของพ้ืนผิวงาน ซ่ึงทาให้
เกิดแสงกับเงาเพ่ือช่วยเนน้ มติ ิของรูปทรงจากพ้นื หลงั (Background) นบั รวมต้งั แต่ตัวงานทีม่ รี ะดับความนูน
ออกมาจากพ้ืนหลังเล็กน้อย ไปจนถึงงานที่มีระดับความนนู ออกมาจากพนื้ หลังมากๆ จนดูเหมือนหลุดลอย
ออกมาจากพนื้ หลงั (วเิ ชยี ร อนิ ทรกระทึก. 2539 : 10 – 12)

2.3 ประตมิ ากรรมลอยตวั (Round Relief Sculpture) หมายถึง ประตมิ ากรรมท่ชี ้ินงาน
ต้ังอยู่โดยอิสระ ไม่มีส่วนหน่ึงส่วนใดติดกับพื้นหลัง (Background) มีการกินพื้นท่ีในอากาศรอบด้าน หรือ
อากาศสามารถไหลเวียนถ่ายเทได้โดยรอบช้ินงาน และผู้ชมสามารถชมผลงานได้รอบด้าน มีเพียงด้านล่าง
หรอื ด้านทีอ่ ยู่ติดกับพืน้ หรอื ฐานของชิน้ งานเท่านน้ั ที่ไมส่ ามารถชมได้ (คมสันต์ คำสิงหำ. 2550 : 7)

3. รูปแบบของประตมิ ากรรม

รปู แบบของประติมากรรม หรือรูปแบบทางศิลปะ (Art Form) หมายถงึ ผลรวมจากการผสาน
รวมตัวกันของส่วนประกอบทางศิลปะ (Elements of Art) ต่างๆ เช่น เส้น ระนาบ มวล ปริมาตร สี
รูปร่าง พน้ื ผวิ ที่ว่างฯลฯ การจาแนกรปู แบบทางศลิ ปะนน้ั มีความแตกต่างและหลากหลายขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่
ใชใ้ นการจาแนก ที่สาคญั มดี ังน้ี

3.1 แบบเหมือนจรงิ (Realistic) หมายถึง ประตมิ ากรรมที่แสดงรปู ลกั ษณะของคน สัตว์
สิ่งอ่ืนๆ ท่ีพบเห็นในธรรมชาติ เกิดจากประสบการณ์ที่ศิลปินพบเห็นสิ่งต่างๆ และนาเสนอผลงานโดยไม่มี
การเปล่ียนแปลงหรือบิดเบือนไปจากความเป็นจริง จะยึดหลักความจริงท่ีปรากฏอยู่ในธรรมชาติอย่าง
เคร่งครัด แต่การสร้างสรรค์ของประติมากรนั้นไม่ใช่เป็นการลอกเลียนแบบธรรมชาติ แต่เป็นการแปล
ความหมายและถา่ ยทอดความรู้สึกนึกคิดของตนลงไปในผลงานอกี ทอดหนึง่ รูปแบบจะเปน็ การนาเสนอความ
จริงและข้อเท็จจรงิ ตา่ งๆ ประตมิ ากรรมแบบรปู ลกั ษณ์จาแนกออกเป็น 2 ลกั ษณะ ดงั นี้

3.1.1 แบบเหมือนจริงธรรมชาติ (Natural Realistic) หมายถึง ประติมากรรมที่
สร้างสรรค์ขึ้นเพ่ือความมุง่ หมายในการเลียนแบบลักษณะความเป็นจริงต่างๆ ตามธรรมชาติให้มากท่ีสุดเท่าท่ี
ประติมากรจะสามารถทาได้ ประติมากรรมรปู แบบนสี้ ่วนมากจะนิยมสร้างข้ึนในลักษณะรูปเหมือนบุคคล ซึ่ง
ได้แสดงการเลียนแบบความเหมือนจริงตามธรรมชาติในส่วนต่างๆ เช่น รอยย่นของผิวหนัง สีผิว เส้นผม
ลกู ตา สีลูกตา เลบ็ และขุมขนตา่ งๆ โดยใช้ขีผ้ ึง้ เป็นวสั ดใุ นการป้นั ตกแตง่ สร้างรายละเอียด เพราะเป็น

วัสดุที่สามารถเก็บรายละเอียดได้ดี แล้วหล่อด้วยไฟเบอร์กลาส นอกจากนั้นแล้วยังนาวัสดุจริงมาเป็น
ส่วนประกอบ เช่น เส้ือผ้า รองเท้าและส่ิงสังเคราะหม์ าเป็นส่วนประกอบ เช่น ลูกตามเทียม และเส้นผม
สงั เคราะห์ รวมถงึ การระบายสี เพื่อให้เกิดความเหมอื นจริงตามธรรมชาติให้มากทสี่ ดุ

3.1.2 แบบเหมือนจรงิ (Realistic) หมายถงึ ประตมิ ากรรมที่สร้างสรรค์ขน้ึ เพ่ือความ
มุ่งหมายในการแสดงความเหมือนจริง โดยความเหมือนจริงนั้นเป็นความเหมือนในทางโครงสร้าง สัดส่วน
และความถูกต้องของลักษณะทางกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) ประติมากรรมรูปแบบน้ีส่วนมากจะนิยม
สร้างขนึ้ ในลักษณะรปู เหมือนบุคคล ซึง่ ไดแ้ สดงความเหมอื นจริงในทางโครงสร้าง สดั ส่วน และความถูกต้อง
ของลักษณะทางกายวภิ าคศาสตร์โดยรายละเอยี ด บางส่วนจะปน้ั ให้เป็นมวล (Mass) เช่น เส้นผม ควิ้ จะ
ทาเป็นกลมุ่ ของมวล เป็นต้น รวมถึงไมม่ กี ารสรา้ งรอยย่นที่ละเอียดบริเวณผวิ หนงั การใชล้ ูกตาเทยี มและการ
ใชก้ รรมวิธีทางจติ รกรรมในการระบายสผี หิ นงั ให้เหมอื นกบั สีผวิ ของบุคคลดงั เชน่ ประติมากรรมแบบเหมอื นจริง
ธรรมชาติ

3.2 แบบนามธรรม (Abstract) หมายถึง ประติมากรรมที่สร้างสรรคข์ ้ึนโดยการคล่ีคลาย
และตัดทอนรูปทรงให้ผิดแผกไปจากรูปทรงธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง โดยได้เปลี่ยนสภาพของส่วนต่างๆ ให้
กลายเป็นทัศนธาตุทางศิลปะ เช่น เส้น พื้นผิว มวล ปริมาตร เป็นต้น แล้วใช้หลักการทางองค์ประกอบ
ศิลป์ (Art Composition Principle) ในการจดั การ ควบคมุ ทัศนธาตุตา่ งๆ ใหเ้ ป็นไปตามความตอ้ งการของ
ประติมากร ทง้ั นี้ผลงานในรูปแบบน้จี ะมุ่งเนน้ การแสดงออกถงึ แนวความคิดของประตมิ ากร รวมถึงความรูส้ ึก
ของรปู ทรงเปน็ สาคัญ มากกว่าความเหมือนจริงตามธรรมชาตทิ ีต่ าเห็น

3.3 แบบกึ่งนามธรรม (Semi Abstract) หมายถึง ศิลปะที่มีการตัดทอนรูปทรงบางส่วน
ออกไปจากความเป็นจริง หรือดัดแปลงไปจากธรรมชาติ รูปแบบน้ีท่ีจริงแล้วอยู่บนเส้นแกนเดียวกันมปี ลาย
ข้างหนึ่งเป็นรูปธรรมและอีกข้างหนึ่งเป็นนามธรรม ตรงกลางเป็นก่ึงนามธรรม นอกจากสามจุดน้แี ล้วผู้สรา้ ง
สรรค์มีอิสระที่จะยืนที่จุดใดจุดหน่งึ ของเส้นแกนนกี้ ไ็ ด้ (สชุ ำติ เถำทอง. 2539 : 94 – 96)

4. กรรมวิธที างประตมิ ากรรม

กรรมวิธีทางประติมากรรม หมายถึง วิธีการที่ประติมากรใช้ในการสร้างผลงานเพื่อให้เกิด
รูปทรง (Form) ท่ีกินระวางพ้ืนท่ีในอากาศ เพ่ือแสดงถึงแนวความคิดหรือเร่ืองราวตามความมุ่งหมายของ
ศิลปิน กรรมวิธีต่างๆ นั้นศิลปินเป็นผู้เลือกใช้เพื่อสนองตอบแนวความคิดและความมุ่งหมายของการ
สรา้ งสรรค์ ท้งั นี้ พยรู โมสกิ รตั น์ (2548 : 141 – 142) ไดแ้ บ่งกรรมวิธีในการสร้างงานประติมากรรมไว้
5 กรรมวธิ ี ดงั นี้

4.1 การป้ัน (Modeling) หมายถึง วิธีการสร้างรูปทรง ซึ่งเป็นวิธีในลักษณะบวก โดย
การพอกเพอ่ื ให้เกดิ รปู ทรงด้วยวสั ดุทีอ่ ่อนตวั สามารถเปล่ียนแปลงได้ตามความตอ้ งการ เชน่ ดินเหนียว ดนิ
น้ามนั ขผ้ี ้ึง เป็นตน้

4.2 การหล่อ (Casting) เป็นกระบวนการสรา้ งงานประติมากรรมที่กระทาต่อเน่ืองจากการ
ปั้น หรือถอดพิมพ์จากงานที่สร้างข้ึนจากกรรมวิธีอื่นๆ ท่ีสาเร็จแล้ว วัสดุท่ีใช้ในการหล่อมีอยู่หลายชนิด
ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งาน และงบประมาณการสร้าง ถ้าหล่อเป็นต้นแบบสาหรับการถอดพิมพ์
เพื่อหล่อด้วยวัสดุที่คงทนถาวรต่อไป จะหล่อด้วยปูนปลาสเตอร์ซ่ึงมีความเปราะ มีราคาถูกและหล่อง่าย
ส่วนวัสดุที่นิยมใช้หล่อรูปประติมากรรมถาวร คือ สาริด ซึ่งเป็นโลหะผสมโดยใช้ทองแดงเป็นหลักผสมกับ
ดีบุก

4.3 การแกะสลกั (Carving) หมายถงึ วิธีการสร้างรูปทรง โดยการใชเ้ ครื่องมอื กระทาลง
บนวัสดุ เอาส่วนท่ีไม่ต้องการออก เพ่ือให้เกิดรูปทรงตามท่ีต้องการ วัสดุท่ีใช้ ได้แก่ ไม้ หิน โฟม เทียน
เขาสัตว์ งาชา้ ง เขย้ี วสตั ว์ เป็นตน้

4.4 การสลักดุน คือ การใช้เคร่ืองมอื ตอกดุนโลหะให้นูนเป็นรปู และลวดลายตามต้องการ
และแกะหรอื สลักให้เปน็ เสน้ เป็นรอ่ งรอยแสดงรายละเอียดและขอบเขตของรปู ใหแ้ นช่ ัด

มกั ใชว้ ัสดุท่มี ีเนื้อเหนียวหรือคอ่ นขา้ งเหนียว ไม่แกรง่ จนเกินไป เช่น เงนิ ทอง อะลมู เิ นียม เป็นต้น

4.5 การประกอบวัสดุ หมายถึง วิธีการสร้างรูปทรงโดยการใช้วัสดุต่างๆ หรือวัตถุ
สาเรจ็ รปู มาประกอบให้เกดิ รูปทรงตามที่ต้องการ ดว้ ยวิธกี ารปะตดิ เชือ่ ม ตอก ทุบ เคาะ มดั เย็บ เปน็
ต้น ในปัจจุบันแนวทางการสร้างประติมากรรมได้เปิดกว้างและมีการกระตุ้นหรอื จูงใจให้ผู้สร้างงานแสวงหา
วัสดุและวิธีการแปลกๆ มาใช้ในการสร้างงานประติมากรรมของตนอย่างกว้างขวาง ซ่ึงอาจเรียกว่า
ประติมากรรมเทคนคิ ผสม

บทบาท ความสาคัญและประโยชนข์ องประติมากรรม
1. บทบาทของประตมิ ากรรม
บทบาทของประติมากรรมมีความต่างกันตามลักษณะการใช้สอย จาแนกได้ 4 ลักษณะ

ดงั นี้
(1) ประติมากรรมรูปเคารพ ได้แก่ ประติมากรรมท่ีสร้างข้ึนสาหรับเคารพบูชาตามความ

เชื่อ ความศรัทธาของศาสนกิ ชน เช่น ประพุทธรปู เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ รวมทัง้ รูปเคารพในลทั ธิและ
ศาสนาอื่นๆ

(2) ประติมากรรมรูปตัวแทน ได้แก่ ประติมากรรมรูปเปรียบหรือรูปเหมือนบุคคล รูป
เปรียบ คือ รูปสมมติเป็นบุคคลใดๆ ที่ไม่ประสงค์จะทาให้เหมือนหรือไมส่ ามารถทาเป็นรูปเหมือนได้ เช่น

รูปบุคคลในอดีตท่ีไม่สามารถหาภาพถา่ ยมาเป็นต้นแบบได้ หรือรูปบุคคลในสังคมที่มีข้อห้ามหรือมีความเช่ือ
เกีย่ วกับโทษของการทารูปเหมือน สว่ นรูปเหมือน คือ รูปทที่ าเลียนแบบบคุ คลจริง

(3) ประติมากรรมตกแต่ง คือบรรดารูปและลวดลายท้ังหลายท่ีทาขึ้นตามกระบวนการวิธี
ของประตมิ ากรรมเพ่ือประดับตกแตง่ สวนและบริเวณบา้ น อาคารทีท่ าการและเมือง ซ่งึ รวมเรยี กไดว้ ่าตกแตง่
ภูมิทัศน์ นอกจากนีม้ รี ปู ประติมากรรมและลวดลายทตี่ กแตง่ บนองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมและเคร่ืองใช้
สอยบางอยา่ ง เช่น เครื่องปั้นดนิ เผา ภาชนะโลหะดนุ ลาย ราชยาน บัลลงั ก์ ธรรมาสน์ เปน็ ตน้

(4) ประตมิ ากรรมรปู สาธติ และเลา่ เร่ือง คือประตมิ ากรรมท่ีสรา้ งข้ึนเพ่ือแสดงเรอื่ งราวหรอื
วิธีปฏบิ ัติ เช่น รูปฤาษีดัดตน รูปพทุ ธประวตั ิ เปน็ ต้น (พยูร โมสิกรัตน์. 2548 : 138)

2.ความสาคัญและประโยชน์ของประติมากรรม

ประติมากรรมมีหน้าที่สนองตอบความต้องการของมนุษย์และสังคมท้ังด้านวัตถุและจิตใจ
เช่น เพื่อประโยชน์ใช้สอย ส่งเสริมลัทธิความเช่ือและศาสนา ส่งเสริมความเคารพและศรัทธา ส่งเสริม
อานาจและบารมีของผปู้ กครอง เพ่ือยกระดบั จติ ใจและรสนิยม และเพอ่ื แกป้ ัญหาท่วี ่าง โดยใชป้ ระตมิ ากรรม
รูปแบบตา่ งๆ เปน็ เครอ่ื งมือในการตอบสนอง ประติมากรรมมีหน้าทส่ี นองประโยชนต์ อ่ สังคมทงั้ ดา้ นวตั ถุและ
จิตใจ อันเกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอยและความรื่นรมย์ยินดีที่มนุษย์สามารถรับรู้คุณค่าจากผลงานสร้างสรรค์
เหลา่ น้ไี ด้ ดงั นี้

(1) เพื่อส่งเสริมลัทธิความเช่ือ ศาสนา และความเคารพและศรัทธา จากหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่ามนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์สร้างงานศิลปกรรมต่างๆ ข้ึนเพื่อตอบสนองความเช่ือใน
ลัทธิวญิ ญาณนยิ มและศาสนา ตอ่ มาได้คลคี่ ลายทั้งในดา้ นรปู แบบและกรรมวธิ ีในแต่ละยุคสมัย จากเดิมทเ่ี ป็น
รปู สญั ลักษณก์ ็พฒั นามาส่ปู ระติมากรรมรปู เคารพ เชน่ รูปเทพเจา้ และพระพทุ ธรปู เป็นต้น

(2) เพ่ือส่งเสริมอานาจและบารมีของผู้ปกครอง ความมีอานาจและความย่ิงใหญ่ของ
ผปู้ กครองอาศัยปจั จัยหลายประการเก้ือหนนุ ให้มีชื่อเสียงและเปน็ ที่ยอมรับของประชาชน ประติมากรรมเป็น
เคร่อื งมือหนง่ึ ที่นักปกครองใช้ในการแสดงความยิง่ ใหญ่ของตนเองต่อสงั คม

(3) เพอื่ ยกระดบั จติ ใจและรสนิยม จุดหมายปลายทางของมนษุ ยใ์ นการดารงชวี ิตประการ
หน่งึ คอื การปลดปลอ่ ยให้พ้นจากสัญชาตญาณป่าเถอ่ื นไปสู่สภาวะอดุ มคติ การยกระดับจิตใจและรสนิยมจงึ
เป็นสงิ่ สาคญั สาหรบั มนษุ ย์ เป็นพฤตกิ รรมอนั พึงประสงค์และเป็นสิง่ ท่แี ยกความแตกต่างระหวา่ งมนษุ ย์กับ
สตั ว์อย่างแท้จรงิ

(4) เพื่อแก้ปัญหาท่ีว่าง ในการสร้างสถาปัตยกรรมมักจะมีพื้นที่เหลืออยู่มากท้ังส่วนที่เปน็
อาคารอยู่อาศัยและส่วนที่เป็นที่ว่างโดยรอบอาคาร การจัดแต่งท่ีว่างจึงต้องศึกษาเร่ืองราวของที่ว่างทาง
สถาปัตยกรรม ซ่ึงนอกเหนือจากประโยชน์ใช้สอยแล้วยังมีความสัมพันธ์กับสุนทรียศาสตร์ด้วย เพราะ

นอกเหนือจากการใชง้ านตามปกติ การใชป้ ระโยชนจ์ ากท่ีว่างทางสถาปตั ยกรรม จะช่วยเสริมแตง่ การใช้ที่ว่าง
ท่มี ีคณุ คา่ อยู่แล้วให้มีคณุ ค่ายง่ิ ขึน้ ไปอีก มีลักษณะต่างๆ ได้แก่ การแกป้ ญั หาท่ีว่างดว้ ยประติมากรรมตกแต่ง
ประติมากรรมแขวน ประตมิ ากรรมบนฝาผนงั และประตมิ ากรรมกับสง่ิ แวดลอ้ ม (สชุ ำติ เถำทอง. 2532 :
116 – 118)

6. ความงามของประติมากรรม

ความงามของประติมากรรมเป็นคุณค่าท่ีเกิดขึ้นทั้งในส่วนขององค์ประกอบทางนามธรรม
(Subjective) ประกอบด้วย เน้ือหา เรื่อง แนวเร่ือง และองค์ประกอบทางรูปธรรม (Objective) หรือ
รปู ทรง ซง่ึ ประกอบด้วย โครงสรา้ งทางรปู ได้แก่ ทศั นธาตุ ทรี่ วมตวั กันอยา่ งมเี อกภาพ และโครงสรา้ งทาง
วัตถุ ได้แก่ วัสดุและกรรมวิธีที่ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน ในด้านองค์ประกอบทางรูปธรรมนั้นคุณค่าทาง
ความงามเกิดข้ึนจากลักษณะความสูงต่าท่ีมีความพอเหมาะพอดี รูปทรง ที่ว่างและความงามของวสั ดุ ท้ังนี้
ความงามของประตมิ ากรรมมดี งั นี้

1. ความงามทางลักษณะสูงต่าๆ (Beauty in Relief) โดยลักษณะทางกายภาพของของ
ประติมากรรมมีระดับความสูงต่า หรือความต้ืนลึกท่ีเป็นสามมิติซ่ึงกินพ้ืนที่ในอากาศ ความสูงต่าท่ีมีความ
พอเหมาะพอดี ถือได้ว่ามีความงามในตัวของมันเอง เป็นความงามท่ีเกิดจากระดับความสูงต่าที่ก่อให้เกิดมิติ
ของปริมาตรและรูปทรง และก่อใหเ้ กิดความงามจากคณุ คา่ ของแสงเงาในแตล่ ะช่วงเวลา

2. ความงามทางรปู ทรง (Beauty in Form) ประติมากรรมเปน็ ศลิ ปะ 3 มติ ิ โดยรูปทรงจะ
ให้ความหมายทางด้านการจับต้องสัมผัสและความรู้สึก เน่ืองจากมติ ิที่เกดิ ขึ้นเป็นมิติที่เป็นจริง ปริมาตรและ
ความประสานกลมกลืนของรูปทรงอย่างพอดีเป็นสิ่งแสดงออกซึ่งคุณภาพของรูปทรงด้วย รูปทรง ปริมาตร
และมวลท่ีประสานกลมกลืนกัน จนเกิดเป็นรูปทรงใหม่ข้ึนมาที่มีองค์ประกอบที่เป็นเง่ือนไข 3 ประการ
ได้แก่

2.1 ที่ว่าง (Space) มีความสาคญั ตอ่ รูปทรงมาก เพราะเปน็ พ้ืนท่ีที่จะถูกกนิ เนื้อท่ีว่าง
ด้วยปริมาตรของรูปทรง บ็อคชิโอนี (Bocchioni : 1882 – 1916) ได้กล่าวไว้ว่า ประติมากรจะต้องทา
ชีวิตของสรรพสิง่ ด้วยการแสดงออกถึงการขยายตวั ของมันในอากาศให้มีความเดน่ ชัด สมกบั คาว่าเปน็ วัตถุกิน
เนอื้ ทใี่ นอากาศ ดงั น้ันความสมั พันธ์ระหวา่ งรปู ทรงกบั พน้ื ทว่ี ่างจะต้องไดส้ ัดส่วนทเี่ หมาะสม มเี อกภาพ

2.2 ฐานหรอื พน้ื ศิลปินจะต้องคานงึ ถึงระดับความสูงต่าของฐานให้เหมาะสมกับผลงาน
โดยใช้ขนาดของผลงานเป็นตัวกาหนดขนาดฐานและพน้ื ทั้งน้ีเพ่ือให้เกิดความสมดุลกัน ปกติฐานมักจะแยก
ออกจากตัวช้ินงานอย่างเด็ดขาด ผู้ออกแบบจะคานึงถึงความสาคัญเป็นส่วนๆ ไป ความสัมพันธ์กันอย่างมี
เอกภาพของฐานและรูปทรงแสดงถึงคุณภาพการออกแบบในองคร์ วมของศลิ ปิน โดยเฉพาะผลงานท่ตี ้องการ
ให้เกดิ คุณคา่ ทางความงามของรปู ทรงในทุกด้าน

2.3 ลกั ษณะผวิ เป็นส่งิ เสริมสร้างความงามและความนา่ สนใจใหก้ ับผลงาน ผวิ นอกจะ
แตกต่างกันตามวัสดุที่ใช้ ในทางประติมากรรมพน้ื ผิวแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ พื้นผิวที่เกิดขึ้นตาม
ธรรมชาติซง่ึ เปน็ ลกั ษณะตามธรรมชาติของวสั ดุ และพื้นผิวท่ีมนษุ ยส์ ร้างขึ้น (สชุ ำติ เถำทอง. 2532 : 138
– 147)

บทท่ี ๓

อุปกรณแ์ ละวธิ ีการศกึ ษา

อุปกรณ์และวสั ดทุ ใี่ ชใ้ นการศึกษา

อปุ กรณ์

๑. รายระเอยี ดทเ่ี ก่ียวกับงานประติมากรรม
๒. หนงั สือสรา้ งสรรค์งานทัศนศิลป์

๓. สมุดหนงั สือ
๔. คอมพวิ เตอร์และอนิ เทอรเ์ น็ต

๕. สมุดบันทกึ
๖. ปร้ินเตอร์
๗. กระดาษ

๘. ปากกา ดนิ สอ
วสั ดทุ ใ่ี ชใ้ นการศึกษา

1.กระดาษลงั ๒.ลวด

๓. ผ้าด้ายดิบ ๔. กาวอเนกประสงค์

วัสดุทใี่ ชใ้ นการศกึ ษา (ตอ่ ) ๖. กรรไกร
๕. คมี ตัดลวด

๗. คตั เตอร์ ๘. เชอื กกระสอบ

วิธกี ารศึกษา

1. ประชมุ วางแผนโครงงาน
2. ปรึกษาครทู ีเ่ ชย่ี วชาญในเรอื่ งน้ี
3. ศกึ ษาจากหนังสือ
4. ศกึ ษาจากเว็บไซต์
5. สอบถามจากผรู้ อบรู้

ข้นั ตอนการทา
๑. วาดแบบตามท่ีต้องการขนึ้ โครงสรา้ งด้วยลวด

๒. ตดั ผา้ ด้ายดบิ ตามขนาดที่ตอ้ งการติดลงบนโครงสร้างที่เตรียมไว้

๓. ตัดกระดาษลงั ตามแบบทว่ี าดไวแ้ ละติดลงบนโครงสรา้ งเปน็ ชัน้ ๆ

๔. เกบ็ ลายระเอียดของประตมิ ากรรมห่นุ กระดาษลงั และตดิ ตั้งท่ฐี าน

บทท่ี ๔

ผลการศกึ ษาและอภิปรายผลการศกึ ษา

การจัดทาโครงงานน้ีส่งเสริมความรู้ทางด้านศิลปะ เรื่อง ประติมากรรมหุ่นกระดาษลัง มี
วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวธิ ีการสร้างสรรค์งานประติมากรรมแบบลอยตัวจากวัสดุกระดาษลัง ผ่านกระบวนการ
เรยี นรูแ้ บบโครงงาน และใหค้ านยิ ามกบั โครงงานท่จี ดั ทาได้ ซึง่ มีผลการดาเนนิ งานดงั น้ี

ผลการศึกษา
ในการทาโครงงานเรื่องน้ีสมาชิกในกลุ่มได้จัดหาข้อมูลต่างๆ ท่ีจะเป็นประโยชน์ทางด้านศิลปะ

มากมาย มที ัง้ ความหมายของประตมิ ากรรม การสร้างงานประตมิ ากรรม การใช้อุปกรณ์ และเทคนิคต่างๆ รวม
ไปถึงศึกษาในเว็บไซต์ท่ีเป็นประโยชน์ในการสร้างสรรค์งานศิลปะข้ึน สมาชิกในกลุ่มได้รวบรวมข้อมูลจาก
หลายๆแหลง่ เพ่ือความหลากหลาย และได้สอดแทรกจินตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์ของสมาชิกในกลุ่มเข้า
ไปด้วย ซึ่งในการจัดทาโครงงานน้ี ได้จัดทาเป็นคิวอาร์โค๊ดเพ่ือให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ได้สะดวก
และรวดเร็วตอ่ การเข้าถึงข้อมูล

อภปิ รายผลการศึกษา

จากการดาเนินงานโครงงานศิลปะ เรื่อง ประติมากรรมหุ่นกระดาษลัง ทาให้ทราบว่า การพัฒนา
เว็บไซตจ์ ะตอ้ งใช้ความอดทนในการจัดทาโครงงาน จะต้องอาศัยความร่วมมือของสมาชิกในกลุม่ มกี ารทางาน
เป็นกลุ่มอย่างสามัคคี สร้างผลงานข้ึนด้วยความใส่ใจในทุกรายะเอียด เพ่ือให้ได้มาซึ่งผลงานอันเป็นท่ีน่าพึง
พอใจ รวมถึงยังไดร้ ับความรู้ในการสรา้ งงานประตมิ ากรรมในรูปแบบต่างๆทห่ี ลากหลาย อันสามารถนาไปปรับ
ประยกุ ต์ใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์ไดต้ อ่ ไป

บทท่ี 5
สรปุ ผลการดาเนนิ งานแลขอ้ เสนอแนะ

สรุปผลการศึกษา

การจัดทาโครงงานศิลปะเรอ่ื ง ประติมากรรมหุ่นกระดาษลัง สามารถสรปุ ผลการดาเนินโครงงานและ
ขอ้ เสนอแนะได้ดังนีก้ ารดาเนินงานจดั ทาโครงงาน

สรุปผลการดาเนนิ โครงงาน

โครงงานศิลปะเรอื่ ง ประติมากรรมหนุ่ กระดาษลัง ผจู้ ดั ทาไดเ้ ร่มิ ดาเนินงานตามขั้นตอนทีเ่ สนอในบทที่
3 และไดว้ างแผนการทางานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มกี ารแบ่งงานกันทา ศกึ ษาหาความรูจ้ ากแหลง่ เรียนรู้ต่างๆ
ท่หี ลากหลาย จากนั้นไดน้ าเสนอเผยแพรผ่ ลงานผ่านเครอื ขา่ ยอินเทอร์เน็ตท่ีสามารถเข้าถึงไดท้ กุ เวลาโดยได้นา
เผยแพร่ท่ีในสื่อสังคม รูปแบบSocial Media ประเภทเว็บไซต์ facebook ท้ังนี้เว็บบล็อกดังกล่าวสามารถ
จัดการและเชื่อมต่อกับเว็บไซต์อ่ืนได้เป็นอย่างดี โดยท้ังครูท่ีปรึกษาเพื่อนๆในห้องเรียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมใน
การศึกษาและแสดงความเห็นในเนือ้ หาและรูปแบบของการนาเสนอท่หี ลากหลาย ซ่ึงทาใหเ้ กิดการเรยี นรู้และ
เป็นแหลง่ เรียนรู้ในโลกออนไลนอ์ ย่างรวดเร็วและเขา้ ถึงงา่ ย

ประโยชนท์ ไี่ ดร้ บั

จากการดาเนนิ งานโครงงานศิลปะเร่อื ง ประติมากรรมหนุ่ กระดาษลัง ทาให้ได้รบั ประโยชนค์ อื มีความรูค้ วาม
เขา้ ใจในงานประตมิ ากรรมและรูปแบบของงานประติมากรรมมากย่งิ ขึน้ ได้นาเศษวสั ดุเหลอื ใช้ (กระดาษลงั )
มาสรา้ งช้นิ งานและเพ่ิมคุณค่าด้วยการสรา้ งสรรคเ์ ปน็ ผลงานประตมิ ากรรม และทาให้เกิดประโยชนด์ ้านการใช้
สอยได้ เชน่ ประดับตกแตง่ ตามห้องต่างๆชว่ ยลดขยะประเภทกระดาษลงได้ รวมไปถึงยงั ได้รับทักษะชวี ิต ใน
การทางาน อันเปน็ รากฐานในการต่อยอดความรูใ้ หเ้ กดิ ข้ึนไดอ้ ย่างไมร่ ้จู บ และยังเปน็ การนาหลกั ปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี งชว่ ยให้สามารถคดิ วเิ คราะห์หาคาตอบ ในการทางานทีเ่ หมาะสมสอดคลอ้ งไมเ่ สยี เวลาและ
เกดิ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล รวมทั้งลดความเครียดและมคี วามสุขในการทางาน

ขอ้ เสนอแนะและอุปสรรคในการทาโครงงาน

- เวลาของสมาชิกในกลุ่มไมต่ รงกันจึงทาให้งานลา่ ชา้ ไป
- ในครั้งต่อไปควรจะมีการปรับปรุงพัฒนาให้ผลงาน มีความน่าสนใจ มีรูปแบบท่ีโดดเด่นไม่ซ้าใคร มีรูปแบบ
กระบวนการทางานท่ีทางานอย่างเป็นระบบ มีระเบียบแบบแผน และมีการต่อยอดความคิดจากในบทเรียน
ไปสู่นอกบทเรียน เพ่ือให้เกิดการเรยี นรูท้ ่ไี ม่ได้จากัดอยใู่ นวงแคบ แต่เปน็ การเรียนร้ทู เี่ ปิดกวา้ งสูโ่ ลกภายนอก

บรรณานุกรม

ทฤษฎปี ระติมากรรม [ออนไลน์].file:///C:/Users/User/Downloads/Fulltext%239_36048.pdf
(สืบคน้ เมอ่ื วันที่ ๒๗ มิถุนายน 256๕)

ประตมิ ากรรม [ออนไลน]์ .https://homegame9.wordpress.com (สืบคน้ เมอ่ื วนั ที่ ๒๗ มิถุนายน 256๕)
พยูร โมกสกิ รตั น์. “ความรเู้ กี่ยวกับประติมากรรม,” ประมวลสาระชุดวชิ าศิลปะกับสงั คมไทย สาขาวชิ า

ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช ฉบับปรบั ปรุง หน่วยที่ 1 - 5. กรงุ เทพฯ : โรง
พิมพม์ หาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช, 2548.
มยั ตะติยะ. (2540 ). ประติมากรรมภาคปฏิบตั .ิ หน้า 13 : สานกั พมิ พจ์ ฬุ า บรษิ ทั โดง่ จากัด


Click to View FlipBook Version