The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือการปฏิรูปการศึกษา-e-book

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Rasa Waridsa, 2020-10-03 02:55:06

การปฏิรูปการศึกษา

หนังสือการปฏิรูปการศึกษา-e-book

การปฏริ ปู การศกึ ษาไทย | 51

ยุทธศาสตร์ท่ี 2 : การผลิตและพัฒนากาลังคน การวิจัย และนวัตกรรรม
เพอื่ สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมเี ป้าหมาย ดงั นี้

2.1 กาลังคนมีทักษะที่สาคัญจาเป็นและมีสมรรถนะตรงตามความ
ต้องการของตลาด
งานและการพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมของประเทศ

2.2 สถาบันการศึกษาท่ีจัดการศึกษาผลิตบัณฑิตท่ีความเชี่ยวชาญ
เป็นเลิศเฉพาะดา้ น

2.3 การวิจัยและพัฒนาเพ่ือสร้างองค์ความรู้ และนวัตกรรมที่สร้าง
ผลผลิตและมูลค่าเพิ่ม

ยุทธศาสตร์ท่ี 3 : การพัฒนาศักยภาพคนทกุ ช่วงวัยและการสรา้ งสังคมแห่งการ
เรยี นรู้ มีเปา้ หมายดังน้ี

3.1 ผู้เรียนมีทักษะและคุณลักษณะพ้ืนฐานของพลเมืองไทย และทักษะ
และคณุ ลักษณะทจ่ี าเปน็ ในศตวรรษที่ 21

3.2 คนทกุ ช่วงวยั มที ักษะ ความรู้ ความสามารถ และสมรรถนะตาม
มาตรฐานการศึกษาและมาตรฐานวิชาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวติ ได้ตามศกั ยภาพ

3.3 สถานศกึ ษาทุกระดบั การศกึ ษาสามารถจดั กจิ กรรม/กระบวนการ
เรียนรตู้ ามหลกั สตู รอย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน

3.4 แหลง่ เรียนรู้ สอ่ื ตาราเรียน นวัตกรรม และส่ือการเรียนร้มู คี ณุ ภาพ
และมาตรฐานและประชาชนสามารถเข้าถงึ ไดโ้ ดยไมจ่ ากัดเวลาและสถานที่

3.5 ระบบและกลไกการวดั การติดตาม และประเมนิ ผลมปี ระสทิ ธิภาพ
3.6 ระบบการผลิตครู อาจารย์ และบคุ ลากรทางการศึกษา ได้มาตรฐาน
ระดบั สากล
3.7 ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ได้รับการพฒั นาสมรรถนะ
ตามมาตรฐาน

การปฏิรปู การศกึ ษาไทย | 52

ยุทธศาสตร์ท่ี 4 : การสรา้ งโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทาง
การศกึ ษามีเปา้ หมาย ดังนี้

4.1 ผูเ้ รียนทกุ คนได้รับโอกาสและความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษา
ที่มคี ุณภาพ

4.2 การเพม่ิ โอกาสทางการศึกษาผ่านเทคโนโลยีดิจทิ ัลเพอ่ื การศึกษา
สาหรับคนทุกชว่ งวยั

4.3 ระบบข้อมูลรายบคุ คลและสารสนเทศทางการศึกษาที่ครอบคลุม
ถกู ต้องเปน็ ปจั จุบนั เพ่ือการวางแผนการบรหิ ารจัดการศกึ ษา การตดิ ตามประเมิน และ
รายงานผล

ยทุ ธศาสตร์ที่ 5 : การจดั การศึกษาเพ่ือสร้างคุณภาพชีวิตทีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
มเี ป้าหมาย ดงั นี้

5.1 คนทกุ ช่วงวยั มจี ิตสานึกรักษส์ ิง่ แวดลอ้ ม มีคุณธรรม จริยธรรม และ
นาแนวคดิ ตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสกู่ ารปฏิบตั ิ

5.2 หลกั สตู ร แหลง่ เรียนรู้ และส่อื การเรียนรู้ทีส่ ง่ เสรมิ คุณภาพชีวิตที่เป็น
มติ รกับสิ่งแวดล้อม คุณธรรม จรยิ ธรรม และการนาแนวคิดตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งสู่การปฏิบตั ิ

5.3 การวจิ ัยเพือ่ พฒั นาองค์ความรูแ้ ละนวตั กรรมด้านการสรา้ งเสรมิ
คุณภาพชวี ิตทีเ่ ป็นมติ รกบั ส่งิ แวดล้อม

ยทุ ธศาสตร์ท่ี 6 : การพฒั นาประสทิ ธิภาพของระบบบรหิ ารจัดการศึกษา มี
เปา้ หมาย ดังน้ี

6.1 โครงสร้าง บทบาท และระบบการบริหารจัดการการศึกษามีความ
คลอ่ งตวั ชดั เจน และสามารถตรวจสอบได้

6.2 ระบบการบริหารจัดการศึกษามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลส่งผล
ตอ่ คณุ ภาพและมาตรฐานการศกึ ษา

6.3 ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาที่ตอบสนอง
ความตอ้ งการของประชาชนและพื้นท่ี

การปฏริ ูปการศึกษาไทย | 53

6.4 กฎหมายและรูปแบบการบริหารจัดการทรัพยากรทางการศึกษา
รองรับลักษณะที่แตกต่างกันของผู้เรียน สถานศึกษา และความต้องการกาลังแรงงานของ
ประเทศ

6.5 ระบบบรหิ ารงานบคุ คลของครู อาจารย์ และบคุ ลากรทางการศึกษามี
ความเปน็ ธรรมสรา้ งขวญั กาลังใจ และสง่ เสริมให้ปฏิบตั งิ านไดอ้ ย่างเต็มตามศักยภาพ

การปฏิรูปการศึกษาตามแนวทางการปฏิรูปประเทศเป็นการวางกรอบเป้าหมาย
และทิศทางการจัดการศึกษาของประเทศในการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของ
คนไทยทุกช่วงวัยให้เต็มตามศักยภาพ สามารถแสวงหาความรู้และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
อย่างต่อเน่ืองตลอดชีวิต โดยการขับเคลื่อนภายใต้วิสัยทัศน์คนไทยทุกคนได้รับการศึกษา
และเรยี นรู้ตลอดชวี ติ อย่างมคี ณุ ภาพ ดารงชีวิตอย่างเป็นสุข สอดคล้องกับหลักปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียง และการเปลีย่ นแปลงของโลกศตวรรษที่ 21

3. การปฏิรูปการศกึ ษาตามทกั ษะการเรยี นรู้แหง่ ศตวรรษที่ 21
ความท้าทายด้านการศึกษาในศตวรรษท่ี 21 ในการเตรียมนักเรียนให้พร้อมกับ
ชีวิตในศตวรรษที่ 21 เป็นเรื่อง สาคัญของกระแสการปรับเปลี่ยนทางสังคมท่ีเกิดขึ้นใน
ศตวรรษที่ 21 ส่งผลต่อวิถีการดารงชีพของสังคมอย่างท่ัวถึง ครูจึง ต้องมีความต่ืนตัวและ
เตรียมพร้อมในการจัดการเรียนรู้เพ่ือเตรียมความพร้อมให้นักเรียนมีทักษะสาหรับการ
ออกไป ดารงชวี ิตในโลกในศตวรรษท่ี 21 ท่ีเปล่ียนไปจากศตวรรษท่ี 20 และ 19 โดยทักษะ
แห่งศตวรรษท่ี 21 ที่มีความสาคญั ท่สี ดุ คอื ทกั ษะการเรียนรู้ ( Learning Skill ) ส่งผลให้มี
การเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เด็กในศตวรรษท่ี 21 นี้ มีความรู้ ความสามารถ
และทักษะจาเป็น ซ่ึงเป็นผลจากการปฏิรูปเปล่ียนแปลงรูปแบบการจัดการเรียนการสอน
ตลอดจน การเตรยี มความพรอ้ มด้านต่างๆ
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ( 21st Century Skills ) วิจารณ์ พานิช ( 2555: 16-
21) ได้กล่าวถึง สาระวิชาก็มีความสาคัญ แต่ไม่เพียงพอสาหรับการเรียนรู้เพ่ือมีชีวิตใน

การปฏิรูปการศกึ ษาไทย | 54

โลกยุคศตวรรษที่ 21 ปจั จบุ ันการเรียนรู้ สาระวิชา (content หรือ subject matter) ควร
เป็นการเรยี นจากการคน้ คว้าเองของศษิ ย์ โดยครูช่วยแนะนา และ ช่วยออกแบบกิจกรรมท่ี
ช่วยใหน้ ักเรียนแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรู้ของตนเองได้ ทักษะ
เพ่อื การดารงชีวิตในศตวรรษท่ี 21 ดงั นี้

สาระวิชาหลกั ( Core Subjects ) ประกอบด้วย ภาษาแม่ และภาษาสาคัญของ
โลก ศิลปะ คณิตศาสตร์ การปกครองและหน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์
ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์โดยวิชาแกนหลักนี้ จะนามาสู่การกาหนดเป็นกรอบแนวคิดและ
ยุทธศาสตร์สาคัญต่อการจดั การเรยี นรใู้ นเนอ้ื หาเชิง สหวิทยาการ (Interdisciplinary) หรือ
หัวข้อสาหรับศตวรรษที่ 21 โดยการส่งเสริมความเข้าใจในเนื้อหาวิชาแกนหลัก และ
สอดแทรกทักษะแหง่ ศตวรรษ ที่ 21 เข้าไปในทกุ วิชาแกนหลกั

ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ความรู้เกี่ยวกับโลก ( Global Awareness ) ความรู้
เกี่ยวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ ( Financial,
Economics, Business and Entrepreneurial Literacy ) ความรู้ด้านการเปน็ พลเมืองที่
ดี ( Civic Literacy ) ความรู้ด้านสุขภาพ ( Health Literacy ) ความรู้ด้านส่ิงแวดล้อม (
Environmental Literacy )

ทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม จะเป็นตัวกาหนดความพร้อมของนักเรียน
เข้าส่โู ลกการทางาน ท่มี คี วามซบั ซอ้ นมาก ข้ึนในปัจจบุ ัน ได้แก่ ความริเริ่มสร้างสรรค์และ
นวัตกรรม การคดิ อยา่ งมวี ิจารณญาณและการแก้ปัญหา การส่ือสารและการ ร่วมมอื

ทักษะด้านสารสนเทศ ส่ือ และเทคโนโลยี เนื่องด้วยในปัจจุบันมีการเผยแพร่
ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อและเทคโนโลยี มากมาย ผู้เรียนจึงต้องมีความสามารถในการ
แสดงทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและปฏิบัติงานได้หลากหลาย โดยอาศัยความรู้ใน
หลายด้าน ดังน้ี ความรดู้ า้ นสารสนเทศ ความรู้เก่ียวกับส่อื ความรดู้ ้านเทคโนโลยี

การปฏิรปู การศึกษาไทย | 55

ทักษะด้านชีวิตและอาชีพ ในการดารงชีวิตและทางานในยุคปัจจุบันให้ประสบ
ความสาเร็จ นักเรียนจะต้องพัฒนาทักษะ ชีวิตที่สาคัญดังต่อไปนี้ ความยืดหยุ่นและการ
ปรับตัว การริเริ่มสร้างสรรค์ และเป็นตัวของตัวเอง ทักษะสังคมและสังคมข้ามวัฒนธรรม
การเป็นผู้สร้าง (Productivity) และความรับผิดชอบเช่ือถือได้ (Accountability) ภาวะ
ผู้นาและ ความรบั ผิดชอบ (Responsibility)

ทักษะของคนในศตวรรษท่ี 21 ท่ีทุกคนจะต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ การเรียนรู้
3R x 7C 3R คือ Reading ( อ่านออก ), ( W ) Riting ( เขียนได้ ), และ ( A )
Rithemetics ( คิดเลขเปน็ ) 7C ได้แก่

Critical Thinking and Problem Solving ( ทักษะด้านการคิดอย่างมี
วจิ ารณญาณและการแกป้ ัญหา )

Creativity and Innovation ( ทกั ษะด้านการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม )
Cross-cultural Understanding ( ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรม ต่าง
กระบวนทัศน์ ) Collaboration, Teamwork and Leadership ( ทักษะด้านความ
ร่วมมอื ทางานเปน็ ทมี ภาวะผ้นู า )
Communications, Information, and Media Literacy ( ทักษะการสื่อสาร
สารสนเทศ รเู้ ทา่ ทนั สอื่ )
Computing and ICT Literacy ( ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการส่ือสาร )
Career and Learning Skills ( ทกั ษะอาชพี และทักษะการเรียนรู้ )

แนวคิด ทักษะแห่งอนาคตใหม่ และกรอบแนวคดิ การเรยี นรใู้ นศตวรรษท่ี 21
การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 เป็นการกาหนดแนวทางยุทธศาสตร์ในการจัดการ
เรียนรู้ โดยร่วมกันสร้างรูปแบบ และแนวปฏิบัติในการเสริมสร้างประสิทธิภาพของการ
จดั การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 โดยเน้นที่องค์ความรู้ ทักษะ ความเช่ียวชาญและสมรรถนะ

การปฏิรปู การศกึ ษาไทย | 56

ทเ่ี กิดกบั ตัวผเู้ รียน เพอ่ื ใช้ในการดารงชวี ติ ในสังคมแหง่ ความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน โดย
จะอ้างถึงรูปแบบ ( Model ) ท่ีพัฒนามาจากเครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพ่ือทักษะแห่ง
การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Partnership For 21st Century Skills) ท่ีมีชื่อย่อว่า
เครือข่าย P21 ซึ่งได้พัฒนากรอบแนวคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยผสมผสาน
องค์ความรู้ ทักษะเฉพาะด้าน และความรู้เท่าทันด้านต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพ่ือความสาเร็จ
ของผู้เรียนทง้ั ดา้ นการทางานและการดาเนนิ ชวี ิต

ภาพท่ี 12 กรอบแนวคดิ เพ่ือการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (21st Century Learning
Framework)

ทีม่ า : ศนู ยบ์ ูรณาการเทคโนโลยเี พ่อื อุตสาหกรรมไทย ( 2555 )
กรอบแนวคิดเชิงมโนทัศน์สาหรับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นท่ียอมรับในการ
สร้างทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษ ที่ 21 (Model of 21st Century Outcomes and
Support Systems) ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางเนื่องด้วยเป็นกรอบ แนวคิดท่ีเน้น
ผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน (Student Outcomes) ทั้งในด้านความรู้สาระวิชาหลัก (Core

การปฏริ ูปการศกึ ษาไทย | 57

Subjects) และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ท่ีจะช่วยผู้เรียนได้เตรียมความพร้อมใน
หลากหลายด้าน รวมทั้งระบบสนับสนุนการเรียนรู้ ได้แก่ มาตรฐานและการประเมิน
หลักสูตรและการเรียนการสอน การพัฒนาครู สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนใน
ศตวรรษที่ 21

การเรียนรใู้ นศตวรรษที่ 21 ต้องก้าวขา้ ม “สาระวิชา” ไปสู่การเรียนรู้ “ทักษะแห่ง
ศตวรรษท่ี 21” (21st Century Skills) ซ่ึงครูจะเป็นผู้สอนไม่ได้ แต่ต้องให้นักเรียนเป็นผู้
เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะออกแบบการเรียนรู้ ฝึกฝนให้ตนเอง เป็นโค้ช (Coach) และ
อานวยความสะดวก (Facilitator) ในการเรียนรู้แบบ PBL (Problem-Based Learning)
ของนักเรียน ซ่ึงส่ิงที่เป็นตัวช่วยของครูในการจัดการเรียนรู้คือ ชุมชนการเรียนรู้ ครูเพ่ือ
ศิษย์ (Professional Learning Communities : PLC) เกิดจากการรวมตัวกันของครูเพื่อ
แลกเปลย่ี นประสบการณก์ ารทาหนา้ ที่ของครูแตล่ ะคนนนั่ เอง

การศกึ ษาไทยในศตวรรษท่ี21
การปฏิรูปการศึกษาท่ีแท้ควรปฏิรูปกระบวนทัศน์ด้วย ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่นี้
“กระบวนการเรยี นรู้สาคญั กวา่ ความรู้” และ “ครูมิใช่ผู้มอบความรู้” แต่เป็น “ผู้ออกแบบ
กระบวนการเรยี นรู้ไปพรอ้ มกับเด็กและเยาวชน” เปา้ หมายของการเรียนรู้มิใช่ตัวความรู้อีก
ต่อไป หากการศึกษาไทยยังย่าอยู่กับกระบวนทัศน์เดิมคือ มอบความรู้เป็นรายวิชาก็จะไม่
ทันสถานการณ์โลกที่ควรทาคือมีกระบวนทัศน์ใหม่ที่จะพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นผู้ใฝ่
เรียนรู้ตลอดชีวิต สิ่งที่ทุกคนควรมีคือ ความสามารถในการเรียนรู้ตลอดเวลา ตลอดชีวิต
และพัฒนาตนเองอย่างต่อเน่ือง ครูรุ่นใหม่ท่ีสาคัญและเป็นจุดเด่นในศตวรรษท่ี 21 ควรมี
คุณลักษณะดงั นี้
1. มีความสนใจเสาะแสวงหาความรู้ กระตือรือร้นที่อยากเรียนรู้และเป็นบุคคล
แห่งการเรยี นรู้

การปฏริ ปู การศึกษาไทย | 58

2. มคี วามรอบร้ดู า้ นปรัชญาการศึกษา นโยบายทางการศึกษา กฎหมายการศึกษา
มาตรฐานวิชาชีพ ครู มาตรฐานการศกึ ษา จิตวิทยาการศกึ ษาและหลกั สตู รการสอนท่วั ไป

3. มคี วามรอบรคู้ วามสามารถท่ีทันสมัย ทันเหตุการณ์และทันต่อการเปลี่ยนแปลง
โดยสามารถเชื่อมโยงสภาพ ท้องถน่ิ เข้ากับมาตรฐานสากลในลักษณะสหวิทยาการ

4. มคี วามร้คู วามสามารถในวิธีการแสวงหาความรู้
5. รจู้ ักและเขา้ ใจพัฒนาการของผู้เรียน
6. มคี วามรู้และทกั ษะในวิชาชีพทีส่ อนอยา่ งลุ่มลกึ ชัดเจน สามารถสอนแล้วผู้เรียน
เข้าใจ มีความสามารถ สนุกกับการเรียนรู้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเต็ม
ความสามารถ เต็มเวลา และเต็มหลักสูตร
7. มีความสามารถในการสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ท่ีกระตุ้น
ความสนใจใฝ่รู้และ มีความสุข มีความสามารถในการสังเกตและรู้จักแก้ไขพฤติกรรม
การเสริมแรงและการลงโทษ ทเ่ี หมาะสม
8. มีทักษะในการสอนอย่างเชี่ยวชาญ สร้างสรรค์การเรียนรู้จนสามารถพัฒนา
ผู้เรียนตามความแตกต่างระหว่างบุคคล ปลุกให้ผู้เรียนแสดงความสามารถ จัดกิจกรรมท่ี
หลากหลายเพ่ือสนองผ้เู รียนเปน็ สาคัญ
9. มคี วามรู้และความเข้าใจในเป้าหมายและวิธีการของหลักสูตรและการสอน
10. มีความสามารถในการออกแบบ วางแผนการสอนการบริหารจัดการช้ันเรียน
วิจัยและพัฒนาการสอน มีความเป็นผู้นาในการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการที่มีประสิทธิภาพ
และมีความสามารถวัดผลประเมินผลพัฒนาการของการ เรียนรู้ได้หลายวิธีได้อย่าง
เหมาะสม สมา่ เสมอ
11. มีความรัก ศรัทธาท่ีจะเป็นครู มีความเมตตากรุณาและเป็นกัลยาณมิตรของ
ศษิ ย์

การปฏิรปู การศกึ ษาไทย | 59

12. มีจริยธรรม มีกริยามารยาทสุภาพเรียบร้อย วางตนอยู่ในศีลธรรมอันดีเปี่ยม
ด้วยคุณธรรมฝึกหัดปฏิบัติตน ยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพครูโดยช้ีแนะทางถูกต้องแก้ไข
สง่ิ ผิดและยึดมัน่ ตามหลกั ศาสนา

13. มีบุคลิกภาพดีเป็นแบบอย่างท่ีดีสาหรับเด็กและสาธารณชน ในด้านคุณธรรม
จรยิ ธรรม

14. มีความรับผิดชอบในหน้าที่มุ่งม่ันในการทางานทางานเป็นระบบและพัฒนา
ตนเองอยา่ งต่อเนื่อง 15. มีความสามารถในการปลูกฝังวินัย คุณธรรมจริยธรรมและ
คา่ นยิ มที่ดี และถกู ตอ้ งต่อผู้เรียน

16. ความสามารถในการจัดระเบียบเน้ือหาสาระการเรียนรู้ และจัดกิจกรรม
กระบวนการเรียนรู้ ท่ีมี ประสิทธิภาพ ให้สอดคล้องกับพัฒนาการผู้เรียนและมี
ความสามารถพฒั นาหลกั สตู รท้องถ่นิ ไดต้ รงความต้องการของท้องถ่นิ

การปฏริ ูปการศึกษาไทย | 60

การปฏริ ูปหลักสตู รการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน

พัฒนาการและสาระสาคัญของหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐานของไทย การศึกษา
ของไทยแต่ครั้งโบราณมายังไม่มกี ารกาหนดเป็นหลักสูตร แต่มีการกาหนดหนังสือเรียนเป็น
สาคัญและเป็นการเรียนเฉพาะผู้มีโอกาสเท่านั้น การศึกษาไทยเร่ิมจัดเป็นแบบแผนข้ึนมา
บ้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ
ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา ในปี พ.ศ. 2464 เป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยท้ังชาย
และหญิงมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน แต่ความเจริญก้าวหน้าของสังคมโลก
เปล่ียนไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาเพียงแค่ระดับประถมศึกษาคงไม่ เพียงพอสาหรับการ
พัฒนาประเทศชาติ การพัฒนาการศึกษาเข้ามามีบทบาทสาคัญต่อการพัฒนาชาติ
รัฐบาลไทยจึงเริ่มให้ความสาคัญ ด้านการศึกษาเป็นสาคัญ เห็นว่าการจัดการศึกษาจะต้อง
สนองต่อความต้องการของสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการเมือง จึงได้มีการจัดทา
หลกั สูตรการศึกษาข้ึนและมีการพฒั นาอย่างต่อเนื่อง เพ่ือยกระดับ หลักสูตร แต่การพัฒนา
เพ่ือยกระดับหลักสูตร ก็มีปัญหาที่เกิดข้ึนในระบวนการยกระดับของหลักสูตร จากระดับ
ท่ีเปน็ ขน้ึ สูอ่ ีกระดับหนึ่ง เปน็ ปัญหาอันเกิดจากการร่วมคิด ร่วมทา ร่วมสร้างหลักสูตร และ
มกี นั นาหลักสตู รไปใช้ ในรอบ 50 ปี ไดม้ กี ารพฒั นาหลกั สตู รการศกึ ษาของไทย 4 คร้ัง และ
มี การปรับปรุงแก้ไขทุก ๆ หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการศึกษา พุทธศักราช 2503, 2521,
(2521 ปรับปรุง 2533) , 2544 และ 2551 ดังน้ี

หลักสตู รการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2503
โครงสร้างระยะเวลาเรียน 4 : 3 : 3 : 2 (:3)
หลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2503 ฉบับนี้ แบ่งการศึกษาเป็น 4

ระดับ ได้แก่ 1) อนุบาลศึกษา 2) ประโยคประถมศึกษา 3) ประโยคมัธยมศึกษา
4) อุดมศกึ ษา

การปฏิรูปการศึกษาไทย | 61

หลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2503 แบ่งหลักสูตรที่ต่อเน่ืองกันเป็น
ตอน 2 ตอน คอื ประโยคประถมศึกษา และ ประโยคมธั ยมศึกษา แตล่ ะตอนจาแนก ดังนี้

ตอนท่ี 1 หลักสูตรประโยคประถมศึกษาตอนต้น 4 ปี ได้แก่ ชั้น ป.1 - ป.4 และ
หลักสตู ร ประโยคประถมศกึ ษาตอปลาย 3 ปี ได้แก่ ป.5 - ป.7

ตอนท่ี 2 หลักสูตรประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี ได้แก่ ม.ศ. 1 – ม.ศ. 3 และ
หลักสูตรประโยค มัธยมศึกษาตอนปลาย แบ่งเป็นสายสามัญ 2 ปี ( ม.ศ.4- ม.ศ. 5) และ สาย
อาชพี 3 ปี (เทยี บเท่า ม.ศ.4-ม.ศ. 6)

หลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2503 ไม่ได้กาหนดการศึกษาภาค
บังคับที่ระดับช้ันใด แต่กาหนดอายุเป็นเกณฑ์การเข้าเรียน และบังคับเรียนจนอายุครบ
15 ปีเปน็ อย่างน้อย

จุดหมาย
จุดมุ่งหมายเพ่ือให้พลเมืองทุกคนได้รับการศึกษาตามควรแก่อัตภาพ ได้รับ
การศึกษาอยู่ในโรงเรียน จนอายุครบ 15 ปีตามเกณฑ์ เป็นการจัดการศึกษาน้ันเพื่อสนอง
ความต้องการของสังคมและบุคคล โดยให้ สอดคล้องกับแผนเศรษฐกิจและแผนการ
ปกครองประเทศ
หลักสูตรประโยคประถมศึกษา มุ่งให้ผู้เรียนมีความเจริญแห่งตน มีมนุษยสัมพันธ์
มีความสามารถในการครองชพี และมคี วามรบั ผดิ ชอบตามหนา้ ทพี่ ลเมือง
เนือ้ หาสาระ
กาหนดเน้ือหาเป็นองค์ส่ี ได้แก่ พุทธิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา และหัตถศึกษา
ใช้ทฤษฎีการสอน ทย่ี ดึ เนอื้ หาวิชา และกาหนดเนื้อหาเปน็ หมวดวชิ าตา่ ง ๆ ดงั นี้
ประโยคช้ันประถมศึกษา (4 : 3) แบ่งเป็นประโยคช้ันประถมศึกษาตอนต้น 4 ปี
และประโยคชนั้ ประถมศกึ ษาตอนปลาย 3 ปี

การปฏิรูปการศึกษาไทย | 62

ประโยคชั้นประถมศึกษาตอนต้น 4 ปี แบ่งเนื้อหาเป็น 6 หมวดใหญ่ ได้แก่
1) คณติ ศาสตร์ 2) วิทยาศาสตร์ 3) สงั คมศกึ ษา 4) ภาษาไทย 5) ศิลปศกึ ษา 6) พลานามยั

ประโยคชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 3 ปี แบ่งเนื้อหาเป็น 8 หมวด ได้แก่
1) คณิตศาสตร์ 2) วิทยาศาสตร์ 3) สังคมศกึ ษา 4) ภาษาไทย 5) ศิลปศกึ ษา 6) พลานามัย
7) ภาษาอังกฤษ 8) หตั ถศกึ ษา เพมิ่ หมวดวชิ า ภาษาอังกฤษและหตั ถศึกษา

ประโยคช้ันมัธยมศึกษา 3 : 2, (:3) แบ่งเป็นประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี
(ม.ศ. 1 – ม.ศ.3) และประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย แบ่งเป็นสายสามัญ และสายอาชพี

ประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.ศ. 1 – ม.ศ.3) แบ่งเป็นสายสามัญและสายอาชีพ
ทั้งสายสามัญและ สายอาชีพต้องเรียนเลขคณิตและพีชคณิตในเน้ือหาเดียวกัน สัปดาห์ละ
3 ช่วั โมง ตลอดท้ัง 3 ปี และเรียนวิชา เฉพาะสายอกี 2 ชั่วโมง

ประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย แบ่งเป็น สายสามัญและสายอาชีพ สายสามัญ
(ม.ศ. 4 – ม.ศ. 5) แบ่งเป็น 3 แผนก ได้แก่ แผนกวิทยาศาสตร์ แผนกทั่วไป แผนกศิลปะ
ส่วนการเรียนในสายอาชพี เรยี น 3 ปี (ม.ศ. 4 – ม.ศ. 6) เนื้อหาวชิ าคณติ ศาสตร์ แบ่งเป็น
2 หมวด ได้แก่ คณิตศาสตร์ ก. เป็นวิชาบังคับเรียนในสายสามัญ แผนกวิทยาศาสตร์ และ
สายอาชพี เรียน สปั ดาหล์ ะ 2 ช่ัวโมง คณิตศาสตร์ ข. เป็นวิชาบังคับเรียน ของแผนกศิลปะ
และแผนกท่วั ไปในสายสามญั ใช้เวลาเรยี นสัปดาหล์ ะ 4 ช่วั โมง

การปฏริ ูปการศึกษาไทย | 63

การจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้
การจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ แบง่ การเรยี นเป็นปีละ 3 ภาคเรียน ได้แก่ ภาคต้น
ภาคกลาง และ ภาคปลาย จัดการเรียนการสอนตามเนื้อหาสาระตามกระทรวงศึกษาธิการ
กาหนดไว้ในหลักสูตรเป็นการจัด การเรียนการสอนโดยใช้ทฤษฎีการสอนท่ียึดเน้ือหาวิชา
และใชร้ ปู แบบการสอนตามแบบตะวันตก
การวดั ผลประเมินผล
ตัดสินผลการเรียนด้วยการสอบวัดผลรายปี จัดการสอบวัดผล 2 ครั้ง ได้แก่
การสอบระหว่างปี 1 คร้ัง และสอบไล่ปลายปี แล้วนาคะแนนรวมกับการสอบกลางปี
ตัดสนิ ผลการเรียนเป็นร้อยละ นกั เรยี นต้องสอบได้คะแนนรวมไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 จึงถือ
วา่ สอบได้ ถ้าไดต้ ่ากวา่ รอ้ ยละ 50 คือ สอบตกต้องเรยี น ซา้ ชัน้
เน่ืองจากการเกณฑ์การศึกษาไม่ได้กาหนดเป็นเกณฑ์ภาคบังคับแต่ใช้อายุเป็น
เกณฑ์ คือ ให้เรียนอยู่ใน โรงเรียนจนอายุครบ 15 ปี นักเรียนประถมศึกษาบางคน อาจจะ
เรียนไม่จบช้ันประถมศึกษาปที ี่ 4 กไ็ ด้ ถา้ มีอายคุ รบ 15 ปี
การศึกษาตั้งแต่ระดับช้ันประถมศึกษาตอนปลายขึ้นไป เป็นการศึกษาตาม
อัธยาศัยหลักสูตร พุทธศักราช 2503 ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไข ในปีพุทธศักราช 2512 แต่ยัง
ยึดรูปแบบเดิม มเี ปลย่ี นบางสว่ น คอื ให้เอกชนเขา้ มาจดั การศึกษาในระดับอนุบาลถึงมัธยม
โดยที่รัฐมอี านาจหนา้ ทค่ี วบคุมแนะนาและตรวจสอบ การจดั การศึกษาของเอกชน
ระดับประถมศึกษาอาจจัดในโรงเรียนเดียวกันได้ท้ังระดับประถมศึกษาต้อนต้น
และตอนปลาย การจัดช้ันเรียนในระดับมัธยมศึกษาอาจจัดในโรงเรียนเดียวกันได้ทั้งระดับ
มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ในระดับมัธยมศึกษาจัดให้มีการศึกษาพิเศษและ
การศึกษาสงเคราะห์
ต่อมามกี ารปรบั ปรุงแก้ไขหลกั สตู รมัธยมศกึ ษาตอนปลาย อีกครั้งใน ปี พ.ศ. 2518
เรยี กหลกั สูตร ประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2518

การปฏิรูปการศึกษาไทย | 64

หลังจากน้ันการศึกษาไทยได้เปล่ียนมาใช้หลักสูตรการศึกษา พุทธราช 2551
เนื่องจากการศึกษาตามหลักสูตร 2503 ไม่สามารถพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของ
สังคมและการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ การศึกษาไม่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้
เปน็ การศึกษาแบบแพค้ ัดออก คนมีโอกาสเรยี นในระดบั สงู น้อยมาก

หลกั สตู รการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2521 (6: 3: 3)

อาศัยอานาจแห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 ลงวันท่ี 29 กันยายน

พ.ศ. 2515 กระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศกาหนดการเปล่ียนระบบช้ันเรียนและการใช้

หลักสูตรใหม่ ท้ังระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา โดยใช้เวลาเรียนตอนละ

ประมาณ 3 ปี ตามแผนการศึกษาชาติ 2520 เรียกหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน

พุทธศักราช 2521 เป็นการเปล่ียนใหม่ทั้งระบบ ให้มีระดับประถมศึกษา 6 ปี ยกเลิกชั้น

ประถมศึกษาปีท่ี 7 ระดับมัธยมศึกษา 6 ปี ระดับมัธยมศึกษาใช้อักษรย่อว่า “ม.”

ทั้งมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ใช้เวลาเปลี่ยนระดับชั้นและหลักสูตร

เปน็ ระยะเวลา 6 ปี ดังนั้น ในชว่ งเวลา 6 ปี จัดการศึกษา 2 หลกั สูตร ดังน้ี

ระดับประถมศึกษา

ปี พ.ศ. 2521 ป. 1 ใช้หลกั สูตร ฯ 2521 ป. 2 – 6 ใช้หลักสูตร

ฯ 2503

ปี พ.ศ. 2522 ป. 1 - 2 ใชห้ ลกั สูตร ฯ 2521 ป. 3 – 6 ใช้หลักสูตร

ฯ 2503

ปี พ.ศ. 2523 ใช้ ป. 1 - 3 ใช้หลักสตู ร ฯ 2521 ป. 4 – 6 ใช้หลักสูตร

ฯ 2503

ปี พ.ศ. 2524 ใช้ ป. 1 - 4 ใช้หลกั สตู ร ฯ 2503 ป. 5 – 6 ใช้หลักสูตร

ฯ 2503

การปฏิรปู การศกึ ษาไทย | 65

ปี พ.ศ. 2525 ใช้ ป. 1 - 5 ใชห้ ลักสูตร ฯ 2521 ป. 6 ใ ช้ ห ลั ก สู ต ร

2503

ปี พ.ศ. 2526 ใช้ ป. 1 - 6 ใช้หลกั สูตร ฯ 2521 ใ ช้ ห ลั ก สู ต ร

ใหม่ทง้ั ระบบ

ระดบั มัธยมศึกษา

ปี พ.ศ. 2521 ใช้ ม. 1 ใชห้ ลกั สตู ร ฯ 2521 ม.ศ. 1-3 ใชห้ ลกั สตู ร ฯ

2503

ม.ศ. 4-5 ใชห้ ลักสตู ร ฯ

2518

ปี พ.ศ. 2522 ใช้ ม. 1- 2 ใช้หลกั สตู ร ฯ 2521 ม.ศ. 2-3 ใช้หลกั สตู ร ฯ

2503

ม.ศ. 4-5 ใชห้ ลักสตู ร ฯ

2518

ปี พ.ศ. 2523 ใช้ ม. 1- 3 ใช้หลักสูตร ฯ 2521 ม.ศ. 3 ใชห้ ลกั สตู ร ฯ

2503

ม.ศ. 4-5 ใช้หลักสตู ร ฯ

2518

ปี พ.ศ. 2524 ใช้ ม. 1-4 ใช้หลักสูตร ฯ 2521 ม.ศ. 4-5 ใช้หลกั สูตร ฯ

2518

ปี พ.ศ. 2525 ใช้ ม. 1-5 ใช้หลกั สูตร ฯ 2521 ม.ศ. 5 ใช้หลักสูตร ฯ

2518

ปี พ.ศ. 2526 ใช้ ม. 1-4 ใชห้ ลกั สตู ร ฯ 2521 ใชห้ ลักสตู รพทุ ธศกั ราช

2521 ทุกช้ัน

การปฏิรูปการศึกษาไทย | 66

การจัดระบบชัน้ เรยี นในหลกั พทุ ธศักราช 2521
โครงสร้างระยะเวลาเรียน 6 : 3 : 3 หลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช
2521 เป็นหลักสูตรซึ่งกาหนดมาจากส่วนกลาง แบ่งเวลาเรียนเป็นปีละ 2 ภาคเรียน
ภาคเรียนละ 20 สัปดาห์ เปิดสอนสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 7 คาบ ใช้เวลาเรียนคาบละ
50 นาที และมีกิจกรรมในเวลาเรียน 1 คาบ/สัปดาห์ ผู้เรียนต้องเรียนให้ครบตามที่
หลกั สูตรกาหนดแตต่ ้องผ่านวชิ าบงั คับภาษาไทยและสงั คมศึกษา ไม่มีตกซ้าชั้น สอบตกวิชา
ใดเรียนซ่อมวิชา น้ัน ๆ กาหนดการเรียนเป็นหน่วยการเรียน ซึ่งมีน้าหนักสัมพันธ์กับเวลา
เรียน เช่น 4 คาบ / สปั ดาห์ มีนา้ หนกั 2 หน่วยการเรยี น หลักสูตรเปน็ ผ้กู าหนดจุดประสงค์
และคาอธิบายรายวิชาไวท้ ุกรายรายวิชา
จุดมงุ่ หมาย
หลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 มีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้ผู้เรียนเป็นคนดีมี
คุณธรรม ให้มีความรู้ ความสามารถ มีความสุข รวมท้ังเป็นพลเมืองดีของสังคมและ
ประเทศชาติ และหลักสูตรพุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง 2533) มีจุดมุ่งหมายเพ่ือมุ่ง
พัฒนาผู้เรียนให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้พร้อมท่ีจะทาประโยชน์เพื่อสังคมภายใต้
ระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
หลั กสู ตรมัธ ยมศึกษาได้กาหนดจุดประสงค์รายวิช าแล ะคา อธิบายรายวิช าไว้
ครบถว้ นทุกรายวิชา
จุดประสงค์การเรียนรวู้ ิชาภาษาไทย หลักสูตรมธั ยมศึกษา พุทธศกั ราช 2521
1. ให้เล็งเห็นความสาคัญของภาษาไทย ในฐานะเป็นเคร่ืองมือส่ือสารของ
ประชาชาติ และเป็นปัจจัย ทะนบุ ารงุ ความสามัคคขี องประชาชาติ
2. ใหเ้ ข้าใจวา่ การใช้ภาษาไทยได้ดี เป็นการช่วยให้เกิดความร่วมมือของคนในชาติ
นามาซึ่งความ สมัคร สมานกัน และทาให้สามมารถประกอบกิจการต่าง ๆได้โดยมี
ประสทิ ธภิ าพ

การปฏิรปู การศกึ ษาไทย | 67

3. ใหส้ ามารถใช้ภาษาไทยได้โดยรทู้ ีเ่ หมาะทค่ี วร ตามวัยและศักยภาพของนักเรียน
เพ่อื ประโยชน์ ทงั้ ในการศกึ ษาวิชาตา่ ง ๆ และในการดาเนนิ ชีวิต

4. ใหม้ คี วามใครร่ ใู้ คร่เรียน พอใจทจี่ ะแสวงหาความรู้เพ่มิ เตมิ จากการอา่ นและฟัง
5. ให้สามารถคิดค้นปัญหาที่เกิดข้ึน จากประสบการณ์ที่ได้ฟังได้อ่านโดยใช้วิจาร
ญาณ รูจ้ ักขบปัญหา เหลา่ นน้ั จนเกิดปัญญา มคี วามคิดแจม่ แจ้งขน้ึ เป็นลาดับและนาผลจาก
การคิดคน้ ทถ่ี ูกต้องไปปฏิบตั ใิ นการดาเนินชีวติ
6. ให้สามารถพิจารณาหนังสือ งานเขียน งานประพันธ์ท่ีได้อ่าน ให้แลเห็นทั้งส่วน
ดีและสว่ นบกพร่อง
7. ให้เหน็ คณุ ค่าของวรรณคดแี ละความสาคญั ของงานประพนั ธก์ ับการใช้ภาษาโดย
มรี สนิยมวา่ เป็นสิง่ สาคัญ ในวัฒนธรรมของชาติ
เนื้อหา
เนื้อหาวิชาท่ีจดั ให้เรียน ส่วนกลางเปน็ ผู้กาหนดทง้ั วชิ าบงั คบั และวิชาเลอื ก
ระดับประถมศึกษา เน้ือหาสาระทเ่ี รียนมี 4 กลมุ่ ไดแ้ ก่ 1) กลุ่มทักษะ (ไทย-คณิต)
2) กลุ่มประสบการณ์ชีวิต 3) กลุ่มลักษณะนิสัย 4) กลุ่มการงาน ต่อมาปรับปรุงใหม่เป็น
หลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ปรับปรุง 2533) ได้จาแนกเนื้อหาสาระที่เรียน
แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มวิชาบังคับแกน มีวิชาภาษาไทย วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
สังคมศึกษา พลานามัย และศิลปศึกษา 2) กลุ่มวิชาบังคับเลือก มีวิชาเลือกเสรี และ
กิจกรรม
ระดับชั้นมัธยมศึกษา แบ่งเป็น หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521
และหลักสูตร มัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2521 แบ่งเนื้อหาสาระเป็น 5 กลุ่มวิชา
แตล่ ะกลุ่มมีทงั้ วิชาบังคบั และ วิชาเลอื ก ไดแ้ ก่
1) กลุ่มวิชาภาษา ได้แก่ ภาษาไทย (วิช าบังคับและวิชาเลือก) และ
ภาษาต่างประเทศ (วชิ าเลอื ก)

การปฏิรปู การศกึ ษาไทย | 68

2) กลุ่มวชิ าวทิ ยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (บังคับ) คณิตศาสตร์(วิชา
บังคับและวิชาเลือก)

3) กลุ่มวิชาสงั คมศกึ ษา ได้แก่ วิชาสังคมศึกษา เป็นวชิ าบงั คม และมวี ชิ าเลือก
4) กลุ่มวิชาพัฒนาบุคลิกภาพ ได้แก่ วิชาพลานามัย (วิชาบังคับและวิชาเลือก)
ศิลปศึกษา (วิชาบงั คับ และวิชาเลอื ก) กจิ กรรมตา่ ง ๆ (วิชาบังคบั )
5) กลมุ่ วิชาการงานและอาชีพ ไดแ้ ก่ วิชาการงาน (บงั คับ) อาชีพ (เลอื ก)
เนื้อหาในกลุ่มวิชาภาษาไทย แยกเป็นทักษะ การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน
หลกั ภาษา เน้ือหาใน สว่ นทเี่ ปน็ หลกั ภาษาไทยได้กาหนดไว้ชัดเจนว่ามเี น้อื หาเรือ่ งใดบ้าง
การจัดประสบการณ์การเรยี นรู้
จดั เวลาเรยี นเป็นรายภาค ปลี ะ 2 ภาคเรยี น การเรยี นจดั เปน็ ระบบหนว่ ยการเรียน
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เรียนปีละ 33 หน่วยการเรียน วิชาภาษาไทยแบ่งเป็น
วิชาบังคับ ปีละ 2 รายวิชา วิชาละ 2 หน่วยการเรียน เป็นไปตามจุดประสงค์รายวิชาท่ี
หลกั สูตร กาหนดไว้
การอ่านทานองเสนาะตามคาประพันธ์ให้เป็นไปตามหนังสือเรียน ด้านการเขียน
นอกจากการเขียน แบบต่าง ๆ แล้วได้กาหนดให้เขียนตามคาบอก การเขียนตัวสะกด
การันต์ ในแต่ละช้ันเรียนจะกาหนดไว้ชัดเจน ด้านเน้ือหาท่ีต้องนามาจัดการเรียนการสอน
การจัดการเรียนการสอนจึงต้องเน้นที่เนื้อหาวิชาตามที่ส่วนกลาง กาหนด การจัดการเรียน
การสอนจึงจัดโดยใช้ทฤษฎกี ารสอนทยี่ ัดเนือ้ หาเปน็ ส่วนมาก

การปฏริ ูปการศึกษาไทย | 69

การวดั และประเมนิ ผล
วัดผลการเรียนเป็นหน่วยการเรียน แบ่งระดับผลการเรียน เป็น 4 3 2 1 และ 0
โดยเทยี บกบั รอ้ ย ละ ตา่ กว่ารอ้ ยละ 50 ไดร้ บั ดบั ผลการเรยี น 0 ร้อยละ 50-59 ได้ระดับผล
การเรียน 1 ร้อยละ 60-69 ได้ระดับผลการเรียน 2 ร้อยละ 70-79 ได้ระดับผลการเรียน 3
ร้อยละ 80 ข้ึนไปได้ระดับผลการเรียน 4 และได้กาหดเกณฑ์การจับหลักสูตรในแต่ละ
ระดับชั้น เช่น ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ผู้เรียนต้องเรียนผ่าน ท้ังวิชาบังคับและวิชาเลือก
รวมกันไม่ตา่ กว่า 90 หนว่ ยการเรยี น แตต่ ้องผา่ นวิชาบงั คับ วชิ าภาษาไทยและ สังคมศึกษา
ไม่มกี ารเรยี นซ้าชั้นถ้าสอบตกวิชาใดสามารถสอบแกต้ วั ได้
หลักสูตรการศกึ ษาพทุ ธศักราช 2521 ( ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2533 ) มีอยู่ 3 ฉบบั คือ
1. หลักสูตรประถมศกึ ษา 2521 ( ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2533 )
2. หลกั สูตรมัธยมศึกษาศึกษาตอนต้น 2521 ( ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2533 )
3. หลกั สูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย 2521 ( ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2533 )

สรปุ หลักสูตรการศกึ ษา พุทธศักราช 2521 ( ฉบบั ปรับปรงุ แก้ไข 2533 )

โครงสรา้ งเวลา 6:3:3 ระดับประถมศึกษา 6 ปี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี

ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี ระยะเวลาที่ใช้ 2521 - 2543

หลกั การ/แนวคิด สนองความตอ้ งการของสงั คม เป็นหลักสูตรแบบเน้นสาระที่เป็น

ความเปน็ จรงิ

จุดมุ่งหมาย พัฒนาสติปัญญาและเหตุผล วงหาความรู้เป็นการเตรียมตัวเพ่ือ

ชีวติ

เน้อื หา สว่ นกลางเป็นผู้กาหนด จาแนกเป็นวิชาบังคมและวิชาเลือก มี 5

กลุ่มวิช าแต่ละกลุ่มวิช ามีท้ังวิช าบังคับและวิช าเลือ ก

ภาษาอังกฤษ เป็นวิชาเลือกระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจัดเนื้อ

ตามแผนการเรียน

การปฏริ ูปการศึกษาไทย | 70

การจัดประสบการณ์ ปรชั ญาสารตั ถนยิ ม และผสมผสาน เน้นเนือ้ หาวชิ า
การประเมนิ ผล วดั ผลเป็นรายจุดประสงค์ ตัดสินผลการเรียนเป็นรายภาค แต่ละ
วิชามีผลการเรียน 4 3 2 1 0 นาผลการเรียนแต่ละวิชาคูณด้วย
น้าหนักของหน่วยการเรียน แล้วรวมหาค่าเฉลี่ย 0 – 4 กาหนด
เกณฑ์การจบในแต่ระดับชั้นโดยใช้จานวนหน่วยการเรียนตาม
เกณฑ์ ต้องสอบผ่านวิชาบังคับภาษาไทยและสังคมศึกษา ไม่มี
การเรยี นซา้ ชั้นสอบไม่ผ่านรายวิชาใดสามารถสอบแก้ตัว

ขอ้ จากัดของหลกั สูตรการศกึ ษาพทุ ธศักราช 2521 และฉบับปรับปรุงแก้ไข 2533 ดังน้ี
1. การกาหนดหลักสูตรจากส่วนกลางไม่สามารถสะท้อนสภาพความต้องการของ

ท้องถน่ิ และสถานศกึ ษา
2. การจดั หลกั สูตรและการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยียัง

ไม่สามารถผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นาด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ และ
เทคโนโลยี

3. การนาหลักสตู รไปใชย้ งั ไมส่ ามารถสรา้ งพน้ื ฐานทางการคดิ
4. การเรยี นรภู้ าษาต่างประเทศยงั ไมส่ ามารถติดตอ่ ส่อื สารและค้นคว้าหาความรู้ได้
อย่างมีประสิทธภิ าพจึงประกาศใช้หลกั สตู รการศึกษาขั้นพนื้ ฐานพุทธศกั ราช 2544

หลกั สตู รการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2544
จากการใช้หลักสูตรศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง 2533) ไม่สามารถ

ส่งเสริมให้สังคมไทยก้าวไปสู่ส่งคมความรู้ในยุคโลกาภิวัตน์ได้ทันการณ์ ไม่สะท้อน ความ
ต้องการของท้องถิ่น เพราะการกาหนดหลักสูตรจากส่วนกลางไม่สามารถสะท้อนสภาพ
ความต้องการท่ีแท้จริงของสถานศึกษาและท้องถ่ิน จึงเปล่ียนมาใช้หลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2544

การปฏริ ูปการศึกษาไทย | 71

จดุ มงุ่ หมาย
หลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มีจุดมุ่งหมายมุ่งพัฒนาคนไทย
ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข และมีความเป็นไทย มีศักยภาพใน
การศกึ ษาตอ่ และประกอบอาชพี
เน้อื หา
แบ่งระดับการศึกษาเป็น 4 ช่วงชั้น มี 8 กลุ่มสาระ คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงาน
อาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน หลักสูตรกาหนด
สาระการเรียนรู้และจานวนเวลาเรียนไว้กว้าง ๆ กลุ่มวิชาต่าง ๆ สถานศึกษาเป็นผู้กาหนด
คุณลักษณะผู้เรียน การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การจัดประสบการณ์เรียนรู้มีความ
ยืดหยุ่น ผู้ใช้หลักสูตรเป็นผู้กาหนดเน้ือหาสาระ เวลาเรียน และการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอน ทาให้มีความยืดหยุ่นในการจัดการเรียนรู้ เน้นที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและส่งเสริม
ให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองอย่างตอ่ เนือ่ งตลอดชวี ติ และสง่ เสริมผู้เรยี นตามศักยภาพ
การวดั ผลและประเมนิ ผล
การวัดผลและประเมินผลมีลักษณะเช่นเดียวกับหลักสูตรการศึกษาพุทธศักราช
2521 คือ วดั ผลเป็นหน่วยการเรียน มีเพิม่ เตมิ ระดบั ผลการเรียนจาก 4 3 2 1
ร้อยละ 50 – 54 ระดับผลการเรยี น 1 ร้อยละ 55 – 59 เป็นระดับผลการเรยี น 1.5
รอ้ ยละ 60 – 64 เป็นระดับผลการเรยี น 2 รอ้ ยละ 65 – 69 เป็นระดบั ผลการเรยี น 2.5
ร้อยละ 70 – 74 เป็นระดับผลการเรียน 3 รอ้ ยละ 75 – 79 เป็นระดับผลการเรยี น 3.5
ร้อยละ 80 ขึ้นไป ระดบั ผลการเรียน 4

ขอ้ ดขี องหลักสตู รการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2544 ดังนี้
1. สามารถจัดหลักสตู รได้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้และเนื้อหา คาอธิบายรายวิชา
มีความชดั เจน และมีประโยชนต์ อ่ ผเู้ รียน

การปฏิรปู การศึกษาไทย | 72

ขอ้ เสยี หลกั สูตรการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2544 มีหลายประการ ดังน้ี
1. โรงเรยี นไม่ไดค้ ิดเอง แต่ไปเลยี นแบบจากโรงเรียนนารอ่ ง โรงเรยี นเครือข่ายและ
ตัวอยา่ ง ของโรงเรยี นท่ไี ปศึกษาดูงาน
2. จัดทาเสรจ็ แลว้ กไ็ มไ่ ดม้ ีการตรวจสอบวา่ ถูกตอ้ ง และไดม้ าตรฐานหรือไม่
3. การได้รับการถ่ายทอดความรู้ในด้านการจัดทาหลักสูตร จากวิทยากรไม่ได้
เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เน่ืองจากในทีมของวิทยากรแต่ละท่านก็อธิบายไม่เป็นในแนว
ปฏบิ ัตเิ ดยี วกัน
4. ปัจจุบันหลักสูตรท่ีทาเสร็จแล้ว ครูผู้สอนไม่ได้นามาใช้ในการจัดการเรียนการ
สอนหรือดูผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง แต่เน้นที่การใช้หนังสือเรียนจากสานักพิมพ์ต่าง ๆ
มากกวา่
5. ความล่าช้าของการจดั ทาหลกั สูตรสถานศึกษาส่งผลให้การจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนในภาคเรียนแรก ของแตล่ ะโรงเรียนล่าชา้ ตามไปด้วย

การปฏริ ูปการศึกษาไทย | 73

ตารางท่ี 3 แสดงการเปรียบเทียบหลักสูตรพุทธศักราช 2521 (ปรับปรุง 2533) กับ

หลกั สตู รการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน (2544)

หลกั สูตรพุทธศกั ราช 2521 (ปรบั ปรุง หลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน (2544)

2533)

1. หลักสูตรมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่มุ่ง 1. หลกั สูตรไม่ได้กาหนดคุณลักษณะอันพึง

ใหเ้ กิดแกผ่ ้เู รยี น ประสงค์วางแนวทางใหส้ ถานศึกษากาหนด

เอง

2. วัตถุประสงค์ของกลุ่มวิชากาหนดไว้เป็น 2. ท้ังนี้จะแตกต่างกันไปตามหลักสูตร

ภาพรวม 3 ดา้ นคอื มาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระหมายถึงผล

-ด้านพทุ ธิพสิ ัย การเรียนรขู้ องกลมุ่ สาระต่างๆครอบคลุม 3

-ดา้ นทักษะพิสัย ดา้ น

-ดา้ นจติ พิสยั -ด้านความรู้

-ดา้ นทักษะกระบวนการ

-ด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม

3. จุดประสงค์ของการเรียนรู้รายวิชาและ 3. มาตรฐานและสาระการเรียนรู้เป็น

คาอธิบายรายวิชาตามโครงสร้างของ แนวทางให้กลุ่มสาระกาหนดจุดประสงค์

หลักสูตรค่อนข้างตายตัว การเรียนรู้

4. เน้ือหารายวิชาหลักสูตรกาหนดไว้ใน 4. สาระการเรียนรู้กาหนดเป็นช่วงช้ันเพื่อ

คาอธิบายรายวิชาว่าจะเรยี นอะไรบ้าง ความยืดหยุ่นของสถานศึกษา

การปฏิรปู การศกึ ษาไทย | 74

หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
จากการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 พบว่า มีความสับสน

ในผู้ปฏิบตั ิการ ในสถานศึกษา หลกั สตู รแนน่ เกินไป ปญั หาในการเทียบโอน และปัญหา
คุณภาพผู้เรียนในด้านความรู้ ทักษะและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ จึงเปลี่ยนมาใช้
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 โดยเพ่ิมสมรรถสาคัญของ
ผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน และกาหนดตัวชี้วัดมาให้เป็นหลักสูตร
การศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม
และการเมอื ง ความเจรญิ ก้าวหน้าทางวิทยาการด้านต่าง ๆ ของโลกยุคโลกาภิวัตน์ มีผลต่อ
การเปลย่ี นแปลงทางสงั คมและเศรษฐกิจของทุกประเทศรวมทง้ั ประเทศไทยด้วย จึงมีความ
จาเป็นท่ีจะต้องปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของชาติ ซึ่งถือเป็นกลไกสาคัญในการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาของประเทศเพอ่ื สร้างคนไทยใหเ้ ปน็ คนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพ
พรอ้ มท่ีจะแข่งขันและร่วมมืออยา่ งสร้างสรรค์ในเวทีโลก

มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และ
ประกอบอาชพี จึงกาหนดเปน็ จดุ หมายเพ่ือให้เกิดกบั ผ้เู รยี นจบการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน ดงั นี้

1. มีคณุ ธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยใน
การปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดมั่นปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียง

2. มีความรู้ ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี
และมีทกั ษะชวี ิต

3. มีสขุ ภาพกายและสุขภาพจิตทด่ี ี มสี ุขนิสยั และรักการออกกาลังกาย
4. มีความรักชาติมีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดม่ันในวิถีชีวิต
และการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมุข

การปฏริ ูปการศกึ ษาไทย | 75

5. มีจิตสานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
มีจิตสาธารณะที่มุ่งบาเพ็ญประโยชน์และสร้างส่ิงท่ีดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคม
อย่างมีความสุข

เนอื้ หา
ประกอบด้วยสมรรถนะหลักท่ีผู้เรียนพึงมีอันได้แก่ ความสามารถในการสื่อสาร
การคดิ การแก้ปัญหาการใช้ทักษะชีวิต การใช้เทคโนโลยี และมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
8 ประการ กาหนดมาตรฐาน เพ่ือมุ่งพัฒนาผู้เรยี นให้เกดิ สมดุลทง้ั ทางสมองและพหปุ ัญญา
แบง่ เน้อื หาเป็น 8 กลุม่ สาระ หลักสตู รไดก้ าหนดสาระและมาตรฐานรวมทั้งตัวชี้วัด
โดยปรับเปลี่ยนจากหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 แบ่งกิจกรรมพัฒนา
ผู้เรียนเปน็ กจิ กรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน มี 2 กจิ กรรม (กิจกรรมลูกเสือเนตรนารีและ
กจิ กรรมชุมนมุ ) กจิ กรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์
กาหนดเน้ือหาการเรียนเป็นหน่วยการเรียนรู้ หลักสูตรได้กาหนดตัวช้ีวัดและรหัส
ตวั ชี้วัดแทนผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ตัวช้ีวัดจะระบุสิ่งท่ีนักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ กาหนด
คุณลักษณะของผเู้ รยี น ในแต่ละระดับช้ันซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเจาะจง
และมีความเป็นรูปธรรม ดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอนให้บรรลุผลตามเป้าหมายของ
ตัวชี้วัด แบ่งตัวช้ีวัดเป็น 3 ระดับ ระดับประถามศึกษา (ป.1-6) ตัวชี้วัดใช้อักษร ป.ระดับ
มัธยมศึกษาตอนต้น ตัวช้ีวัดใช้อักษร ม.1 - 3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวชี้วัดใช้
อกั ษร ม.4 – 6

การปฏริ ปู การศึกษาไทย | 76

การจัดประสบการณ์การเรยี นรู้
การจดั การเรียนรู้ มีกระบวนการและวิธที ่ีหลากหลาย ผ้สู อนต้องคานงึ ถึงธรรมชาติ
ของวิชา และต้องคานึงถึงการพัฒนาทั้งทางร่างกายและจิตใจ อารมณ์ การอยู่ร่วมกันใน
สังคม ควบคู่กับสติปัญญา เลือกวิธีจัดการเรียนการสอนที่เน้นรูปแบบผู้เรียนเป็นสาคัญ
ผ้เู รียนเรยี นรู้จากการปฏบิ ัตจิ ริง ศกึ ษาค้นควา้ ฝกึ การคดิ วเิ คราะห์ แก้ปัญหาและสร้างองค์
ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง ศึกษาวิเคราะห์ เลือกรูปแบบการสอนและทฤษฎีการสอนมาใช้ใน
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ต้องให้ความสาคัญกับส่ือการ
เรยี นการสอน ศกึ ษาวเิ คราะห์ เลือกใชส้ ่ือหลายประเภท ให้มีความเหมาะกบั เนือ้ หา
การวดั ผลและประเมินผล
การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ มีความสัมพันธ์กับการเรียนการสอนควรจัด
ควบคู่กันไปตลอดเวลาเพ่ือตรวจสอบพัฒนาการของผู้เรียน มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ
การเรียน พัฒนาการระหว่างเรียนทุกด้านของผู้เรียนอย่างต่อเน่ือง รวมถึงการทดสอบเป็น
ระยะ ๆ และปลายภาค/ปลายปี นามาบันทึก วิเคราะห์ แปลความหมาย รายงาน
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ท้ังด้านพัฒนาการของผู้เรียนและผลการทดสอบ
วัดผลประเมินผลให้ครบทุกด้าน ทั้งด้านเน้ือหาสาระ มาตรฐานตัวชี้วัด สมรรถนะสาคัญ
ของผู้เรียน ใช้วิธีวัดที่หลากหลาย สอดคล้องกับธรรมชาติของวิชา ลักษณะเนื้อหาและ
กิจกรรมพัฒนาผเู้ รยี น
สรปุ หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551
การใช้หลกั สตู ร : หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เริ่ม
ใช้กบั โรงเรียนนารอ่ งก่อนและเรมิ่ ใช้จรงิ ในปกี ารศึกษา 2553
ปกี ารศึกษา 2553 ใช้กบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 และ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4
ปกี ารศกึ ษา 2554 ใช้กบั ขนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 - 2 และ มัธยมศึกษาปที ่ี 4 - 5
ปกี ารศึกษา 2555 ใชก้ บั ทกุ ชัน้ เรยี น

การปฏิรปู การศึกษาไทย | 77

ลักษณะของหลกั สตู ร
1) เปลี่ยนระบบจาก 4 ช่วงช้ันเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา
ตอนตน้ และตอนปลาย
2) เปลีย่ นจากการกาหนดผลการเรียนรู้ทค่ี าดหวังเปน็ ตวั ช้วี ัด
3) วัดผลการเรียนเปน็ รายภาค
4) ส่วนกลางมีบทบาทในการเขา้ มากาหนด คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ตวั ชีว้ ดั
5) ปรบั เปลี่ยนสาระ และมาตรฐานของเนือ้ หาสาระ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พ.ศ.2551 จัดทาขึ้นเพ่ือให้เขตพ้ืนที่
การศึกษา หน่วยงานระดับท้องถิ่นและสถานศึกษานาไปเป็นกรอบและทิศทางพัฒนา
หลักสตู รและจดั การเรยี นการสอน การใช้หลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2544
ประกอบกับข้อมูลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับท่ี 10 เก่ียวกับแนวทาง
การพัฒนาคนในสังคมไทยและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาเยาวชนสู่
ศตวรรษที่ 1 จึงเกิดการทบทวนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เพ่ือ
นาไปสู่การพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ท่ีมีความ
เหมาะสม ชัดเจน ท้ังเป้าหมายของหลักสูตรในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน พัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมพัฒนาประเทศพ้ืนฐานในการดดารงชีวิต การพัฒนาสมรรถนะและทักและ
กระบวนการนาหลกั สตู รไปสกู่ ารปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา โดยได้
มีการกาหนดวิสัยทัศน์ จุดหมาย สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์
มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ชวี้ ดั ทช่ี ัดเจน เพือ่ ใช้เป็นทศิ ทางในการจัดทาหลักสูตร การเรียน
การสอนในแต่ละระดับ นอกจากนั้นได้กาหนดโครงสร้างเวลาเรียนข้ันต่าของแต่ละกลุ่ม
สาระการเรียนรู้ในแต่ละช้ันปีไว้ ในหลักสูตรแกนกลาง และเปิดโอกาสให้สถานศึกษา
เพ่ิมเติมเวลาเรียนได้ตามความพร้อมและจุดเน้น อีกทั้งได้ปรับกระบวนการวัดและ
ประเมินผลผู้เรียน เกณฑ์การจบการศึกษาแต่ละระดับ และเอกสารแสดงหลักฐานทาง

การปฏิรูปการศึกษาไทย | 78

การศึกษาให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และมีความชัดเจนต่อการ นาไป
ปฏิบัติดังนั้นสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (สพฐ.) จึงได้ปรับเปล่ียน
หลักสูตรเพ่ือให้เกิดความชัดเจนในการนาไปสู่การปฏิบัติแต่ยังคงยึดมาตรฐานการเรียนรู้
และหลกั การเดิม

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เปล่ียนแปลงมาจาก
หลกั สตู รการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พ.ศ. 2544 ซ่ึงกาหนดจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
ให้เปน็ คนดี มปี ญั ญา มคี ณุ ภาพชีวิตดี มีความสามารถแข่งขันในเวทีโลก ให้สถานศึกษามี
สวนรวมในการพฒั นาหลักสตู ร โดยมีประเด็นสาคัญ ดงั น้ี

1. เพิ่มวิสัยทัศน์ หลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบันและปรับ
จุดมุ่งหมายหลักสูตรให้ชัดเจนขึ้น ซ่ึงแต่เดิมกาหนดให้สถานศึกษาจัดทาวิสัยทัศน์ของ
หลักสูตรในระดับสถานศึกษา แต่ขาดการกาหนดวิสัยทัศน์ในระดับชาติ ทาให้เป้าหมาย
ทิศทางของการจัดการศึกษาขาดความเป็นเอกภาพ ในการปรับปรุง จึงมีการกาหนด
วสิ ยั ทศั น์หลักสตู รในระดับชาติข้นึ เพ่ือใหเ้ ป็นเปา้ หมายท่ีชัดเจนตรงกัน ในการจัดการศึกษา
เพ่ือพัฒนาเยาวชนของชาติ ดังน้ี

“ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซ่ึงเป็นกาลัง
ของชาติให้เป็นมนุษย์ท่ีมีความสมดุลท้ังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกในความ
เป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพ้ืนฐานรวมท้ัง เจตคติ ที่จาเป็นต่อ
การศกึ ษาตอ่ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบน
พื้นฐานความเชื่อว่า “ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ" โดยมี
จุดมุ่งหมายพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และ
ประกอบอาชีพ จึงกาหนดเป็นจุดหมายเมื่อจบการศึกษาข้ันพื้นฐาน คือ การมีคุณธรรม
จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตาม

การปฏริ ปู การศกึ ษาไทย | 79

หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง การมคี วามรู้ ความสามารถในการสอ่ื สาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี
และมีทักษะชีวิต การมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตท่ีดี มีสุขนิสัย และรักการออกกาลังกาย
การมีความรักชาติ มจี ติ สานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยดึ มัน่ ในวิถีชีวิตและการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีจิตสานึกในการ
อนรุ กั ษว์ ฒั นธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณที่มุ่ง
ทาประโยชนแ์ ละสรา้ งส่งิ ท่ดี งี ามในสงั คม และอยู่ร่วมกันในสังคมอยา่ งมคี วามสขุ ”

2. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานเดิมไม่มีการกล่าวถึงสมรรถนะ
หลักสูตรให้เพ่ิมสมรรถนะสาคัญในการพัฒนาผู้เรียน มุ่งเน้นให้มีคุณภาพตาม
มาตรฐานทกี่ าหนด ซง่ึ จะชว่ ยให้ผู้เรยี น เกิดสมรรถนะสาคญั และคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
5 ด้าน คอื ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแกป้ ัญหา การใชท้ ักษะชีวิต และการใช้
เทคโนโลยี โดยครูผู้สอนตอ้ งปลูกฝงั และพฒั นาใหเ้ กิดกบั ผูเ้ รยี น ทุกกลุ่มสาระการเรยี นรู้
3. ปรับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรเดิมไม่มีการกล่าวถึง หลักสูตรให้มุ่ง
ให้ผู้เรียนสามารถ อยู่ร่วมกับผู้อ่ืนในสังคมได้อย่างมีความสุข ลักษณะอันพึงประสงค์
ประกอบด้วย รักชาติ ศาสน์กษัตริย์,ซ่ือสัตย์สุจริต, มีวินัย, ใฝ่เรียนรู้, อยู่อย่างพอเพียง,
มุ่งในการทางาน, รกั ความเป็นไทย, มจี ิตสาธารณะ สถานศึกษาสามารถกาหนดลักษณะอัน
พึงประสงค์เพ่ิมเตมิ ได้โดยม่งุ พัฒนาให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขใน
ฐานะเป็นพลเมอื งไทยและพลโลก
4. ปรับตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นตัวชี้วัดช้ันปี ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ปฏิบัติได้ รวมทั้ง
ลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นตัวช้ีวัดนาไปใช้ในการกาหนดเนื้อหา จัดทาหน่วยการ
เรยี นรู้การจัดการสอนเป็นเกณฑ์สาคญั สาหรบั วัดผลเพอ่ื ตรวจสอบคณุ ภาพผู้เรียน ตัวชี้วัดมี
2 อย่างคือ ตัวชี้วัดชั้นปีและตัวชี้วัดช่วงช้ัน ตัวช้ีวัดช้ันปีใช้กับ ป.1 - ม.3 ตัวช้ีวัดช่วงชั้นใช้
กับ ม.4- ม.6 โดยการกาหนดตัวชี้วัดช้ันปีสาหรับการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งช่วยให้เกิดความ

การปฏิรปู การศกึ ษาไทย | 80

เป็นเอกภาพ และมีความชดั เจนในการจัดการเรยี นรู้และการประเมินผล ในแต่ละระดับช้ัน
รวมท้ังช่วยแก้ปัญหาการเทียบโอนระหว่างสถานศึกษา เพราะเดิมมีการกาหนดมาตรฐาน
ช่วงชั้นกว้าง ๆ แล้วให้โรงเรียนกาหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังแต่ละปีเอง ทาให้เกิดความ
ซา้ ซ้อนและมีความแตกตา่ งระหว่างหลักสูตรของสถานศึกษาแตล่ ะแห่งเปน็ อย่างมาก

5. การกาหนดกลุ่มสาระการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล โดย
คานึงถึงพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา จึงกาหนดหลักสูตรให้มี 8 กลุ่มสาระ 67
มาตรฐาน

6. กิจกรรมพฒั นาผู้เรียนมุ่งให้ผู้เรียนพฒั นาตนเองตามศกั ยภาพ เสริมให้เป็นผู้มี
ศีลธรรม จริยธรรมระเบียบวินัยสร้างจิตสานึก อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข กิจกรรม
พัฒนาผู้เรยี น มี 3 ลักษณะ คือ กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน กิจกรรมพัฒนาสังคม
และสาธารณประโยชน์กิจกรรมแนะแนวเป็นกิจกรรมที่สงเสริมและพัฒนาผู้เรียนกิจกรรม
นักเรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีวินัยเป็นผู้นาและผู้ตามที่ดี เช่น ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด
นกั ศึกษาวชิ าทหาร กิจกรรมชุมนุมหรือชมรมกิจกรรมพัฒนาสังคม และสาธารณประโยชน์
เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีจิตสาธารณะ เช่น กิจกรรมอาสาพัฒนาต่าง ๆ
การมุ่งเน้นแต่ละระดับ ป.1 - ป.6 เน้นทักษะพ้ืนฐานด้านการอ่าน การเขียน การคิด
คานวณ การคดิ พืน้ ฐานการตดิ ต่อส่อื สาร กระบวนการเรียนรู้ทางสังคมและพื้นฐานการเป็น
มนษุ ย์ เนน้ การเรยี นรู้แบบบรู ณาการ

7. เวลาเรียน ป.1 - ป.6 จัดการเรียนเป็นรายปี เรียนวันละไม่เกิน 5 ช่ัวโมง
กาหนดให้กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนทั้ง 3 กิจกรรมในชั้น ป.1 - ม.3 ชั้นละ 120 ช่ัวโมง และ
กาหนดให้สถานศึกษาจดั สรรเวลากิจกรรมพัฒนาสังคมและสาธารณประโยชน์ ในข้ัน ป.1 -
ป.6 รวม 60 ชั่วโมง (ช้ันละ 10 ช่ัวโมง) การจัดการเรียนรู้ เป็นกระบวนการสาคัญนา
หลักสูตรไปสู่การปฏิบัติผู้สอนต้องพยายามคัดสรรการเรียนรู้โดยช่วยให้ผู้เรียนเรียนผ่าน
สาระทกี่ าหนดไวในหลักสูตรประกอบด้วย

การปฏิรปู การศึกษาไทย | 81

1) หลักการจัดการเรียนรู้เน้นผู้เรียนสาคัญท่ีสุด โดยคานึงถึงความ
แตกต่างระหว่างบุคคล และการพัฒนาสมองเนน้ ให้ความรู้และคณุ ธรรม

2) กระบวนการเรียนรู้ในการจัดการผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝนพัฒนา
ผู้สอนต้องทาความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ และสามารถเลือกใช้ได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ

3) การออกแบบการจดั การเรียนรู้ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรให้เข้าใจ แล้ว
พิจารณาออกแบบการจดั การเรยี นรู้ให้เหมาะสม เพ่ือให้ผู้เรียนพฒั นาเต็มตามศักยภาพ

8. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตั้งอยู่บนพ้ืนฐาน 2 ประการคือ ประเมิน
เพ่ือพัฒนาผู้เรียนและตัดสินผลการเรียนการประเมินตามตัวช้ีวัดจะสะท้ อนสมรรถนะ
ผู้เรียน การประเมินมี 4 ระดับ คือ ชั้นเรียนสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาและชาติการ
ประเมินในช้ันเรียนจะประเมินโดยครู ผู้เรียน เพ่ือน หรือผู้ปกครองก็ได้ต้องใช้เทคนิค
ประสบการณ์หลากหลายและสม่าเสมอ เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน
การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ

9. เกณฑ์การวัดและการประเมินผลการเรียนผู้สอน ต้องคานึงถึงการพัฒนา
ผเู้ รยี นแตล่ ะคน เกบ็ ข้อมลู สมา่ เสมอและต่อเน่ืองระดับประถมศึกษาผู้เรียนต้องมีเวลาเรียน
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมดผู้เรียนต้องได้รับการประเมินทุกตัวชี้วัด และ
ผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากาหนดผู้เรียน ต้องได้รับการตัดสินผลการเรียนทุกรายวิชา
ผู้เรียนต้องได้รับการประเมิน และมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑ์ท่ีสถานศึกษากาหนดใน
การอา่ น คดิ วิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนการ
ตัดสินผลจะใหเ้ ปน็ ตวั เลข ตัวอกั ษร หรอื รอ้ ยละก็ไดก้ ารประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์และ
เขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ให้ระดับดีเยี่ยม ดี และผ่าน การประเมินกิจกรรม
พัฒนาผู้เรียน ผ่าน ไม่ผ่านการรายงานผลการเรียน ต้องรายงานให้ผู้ปกครองทราบเป็น
ระยะ ๆ อย่างน้อยภาคเรียนละคร้งั

การปฏิรปู การศึกษาไทย | 82

ตารางที่ 4 แสดงการเปรียบเทียบหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช
2544 กับหลกั สตู รการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551

หลักสูตรการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน

พุทธศักราช 2544 พทุ ธศักราช 2551

1.วิสัยทัศน์ ไม่ได้กาหนดไว้ชัดเจน แต่เกร่ิน 1. กาหนดวิสัยทัศน์แสดงเจตนารมณ์ด้าน

นาไว้ในความนา คณุ ภาพผ้เู รียน

2. หลักการ : กาหนดไวช้ ัดเจน 2. เพ่ิมเตมิ หลักการเรอ่ื งการกระจายอานาจ

3. จดุ หมาย : กาหนดไวค้ รอบคลุมการพัฒนา 3. ปรับปรุงใช้ให้กระชับ ชัดเจน แต่ยัง

คนทกุ องค์ประกอบ ครอบคลมุ การพัฒนาคนทกุ องค์ประกอบ

4. สมรรถนะสาคัญ : ไม่ได้กาหนดไว้เฉพาะ 4. กาหนดสมรรถนะสาคัญของผู้เรียนที่ได้จาก

กระจายอยทู่ ุกกลมุ่ สาระ การพัฒนาผู้เรยี นตามมาตรฐานการเรียนรู้

5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ : กาหนดไว้ทุก 5. กาหนดไว้ชัดเจน และเพิ่มเติมคุณลักษณะ

กลุ่มสาระและเกณฑ์การผ่านช่วงช้ันและการ ด้านจิตสาธารณ รวมท้ังกาหนดไว้ในเกณฑ์การ

จบหลักสตู ร วดั และประเมนิ ผลการเรียน

6. สาระมาตรฐานการเรียนรู้ : กาหนดสาระ 6. กาหนดสาระมาตรฐานการเรียนรู้ไว้เป็น 8

มาตรฐานการเรียนรู้ไว้เป็น 8 กลุ่มสาระ รวม กลุ่มสาระเช่นเดิม และปรับปรุงมาตรฐานการ

76 มาตรฐานการเรียนรู้ เรียนรู้ให้ชัดเจน ลดความซ้าซ้อนเหลือ 67

มาตรฐานการเรยี นรู้

7. ตัวชี้วัด : กาหนดผลการเรียนตาม 7. กาหนดตัวช้ีวัดและสาระแกนกลางไว้ชัดเจน

มาตรฐานการเรียนรูห้ ลงั ประกาศใช้หลกั สตู ร ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น กาหนดเป็น

รายปี

มธั ยมศกึ ษาตอนปลายกาหนดเปน็ ชว่ งช้ัน

การปฏริ ูปการศกึ ษาไทย | 83

จากการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐานพุทธศักราช 2544 พบว่า มีความสับสน
ในผู้ปฏิบัติการในสถานศึกษา หลักสูตรแน่นเกินไป ปัญหาในการเทียบโอน และปัญหา
คุณภาพผู้เรียนในด้านความรู้ ทักษะและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ จึงเปลี่ยนมาใช้
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 โดยเพิ่มสมรรถสาคัญของ
ผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ส่วนเน้ือหาสาระยังคงใช้ 8 กลุ่มสาระ
เหมือนหลักสูตร 2544 แต่หลักสูตรกาหนดตัวช้ีวัดมาใช้ ส่วนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนน้ัน
เพ่ิมกิจกรรมบาเพ็ญประโยชน์เพ่ือสังคมด้วย สรุปได้ว่าหลักสูตรการศึกษาเปลี่ยนไปเพื่อ
แก้ไขปัญหาการศึกษาท่ีไม่สอดคล้องกับสภาพสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง
ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการด้านต่าง ๆ ของโลกยุคโลกาภิวัตน์ มีผลต่อการ
เปล่ียนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจของทุกประเทศ รวมท้ังประเทศไทยด้วย จึงมีความ
จาเป็นท่ีจะต้องปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของชาติ ซึ่งถือเป็นกลไกสาคัญในการพัฒนา
คุณภาพการศกึ ษาของประเทศเพอ่ื สรา้ งคนไทยใหเ้ ปน็ คนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพ
พรอ้ มท่จี ะแข่งขนั และร่วมมอื อย่างสร้างสรรค์ในเวทีโลก

ส า ร ะ ส า คั ญ ข อ ง ก า ร ป รั บ ป รุ ง ห ลั ก สู ต ร แ ก น ก ล า ง ก า ร ศึ ก ษ า ข้ั น พ้ื น ฐ า น
พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ 2560)

1. กล่มุ สาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ และวทิ ยาศาสตร์
1.1 จัดกลุ่มความรู้ให้และนาทักษะกระบวนการไปบูรณาการกับตัวชี้วัด

เนน้ ใหผ้ ู้เรยี นเกดิ การคิดวเิ คราะห์ คิดแก้ปัญหา และมีทักษะในศตวรรษท่ี 21
1.2 กาหนดมาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัดสาหรับผู้เรียนทุกคน ท่ีเป็น

พ้นื ฐานท่ีเก่ียวขอ้ งกับชวี ิตประจาวนั และเป็นพืน้ ฐานสาคัญในการศึกษาต่อระดบั ทีส่ งู ขึน้

การปฏริ ูปการศกึ ษาไทย | 84

1.3 ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 - 6 กาหนดตัวช้ีวัดเป็นช้ันปีเพ่ือเป็น
แนวทางใหส้ ถานศกึ ษา
จัดตามลาดับการเรียนรู้ อย่างไรก็ตามสถานศึกษาสามารถพิจารณาปรับเลื่อนไหลระหว่าง
ชัน้ ปีได้ตามความเหมาะสม
2. กลุม่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ ไดเ้ พ่ิมสาระเทคโนโลยี ซ่ึงประกอบด้วยการ
ออกแบบและเทคโนโลยีและวิทยาการคานวณ ทงั้ นี้ เพื่อเออื้ ต่อการจัดการเรียนรู้บูรณาการ
สาระทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี กับกระบวนการเชิงวิศวกรรมตาม
แนวคิดสะเตม็ ศกึ ษา
3. สาระภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นสาระหนึ่งในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรมได้ปรับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดให้มีความชัดเจนสอดคล้องกับ
พฒั นาการตามช่วงวัย มอี งค์ความรทู้ ่เี ปน็ สากล เพม่ิ ความสามารถ ทกั ษะ และกระบวนการ
ทางภูมศิ าสตร์ ทช่ี ดั เจนขน้ึ

การปฏริ ูปการศกึ ษาไทย | 85

วเิ คราะห์ เจาะประเดน็ ปฏิรูปการศกึ ษาไทย

ขอ้ เสนอแนะประเทศไทย: กรณปี ฏิรูปการศึกษาไทย ตอนเหลียวหลัง ก่อนหยัง่ สู่อนาคต
จากรายงานวิจัยเบ้ืองต้น สอดคล้องกับการศึกษาข้อมูลย้อนหลังไป 5 ปี พบว่าใน

ปี 2551 รศ.วิทยากร เชียงกูล กล่าวในการสัมมนาเรื่องโครงการสภาวะการศึกษาไทย
ปี 2550 / 2551 จดั โดยสานักเลขาธิการสภาการศึกษา ( สกศ. ) ว่า การศึกษาวิจัยเร่ือง “
สภาวะการศึกษาไทย ปี 2550 / 2551 ปัญหาความเสมอภาคและคุณภาพของการศึกษา
ไทย ” มีประเด็นสาคัญบ่งชี้ ว่า ปัญหาการพัฒนาคุณภาพในการจัดการศึกษานั้นจากการ
จัดอนั ดับความสามารถทาง การแขง่ ขันกับประเทศต่างๆ อันดับของไทยมีแนวโน้มต่าลงมา
ตลอดโดยปี พ.ศ. 2550 ผลการจัดลาดับประเทศไทยโดย ไอเอ็มดี ไทยอยู่อันดับท่ี 33 จาก
55 ประเทศ ปัจจัยที่เป็นตัวฉุดคือปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการศึกษาและ การ
พัฒนาทางวิทยาศาสตร์

อีกประการหน่ึงพบว่า ประชากรในวัย 3 - 17 ปี ไม่ได้เรียนในปีการศึกษา 2551
สูงถึง 1.6 ล้านคนหรือ 11.23% ของประชากรวัยเดียวกัน ทั้งที่กฎหมายกาหนดให้รัฐบาล
จัดการศกึ ษาภาคบงั คบั แกป่ ระชาชน 9 ปี ซ่งึ แสดงให้ เห็นว่ามีเด็กไม่ได้เข้าเรียนและออก
กลางคันไม่ได้เรียนต่อในช่วงชั้นต่างๆ มากโดยจากข้อมูลออกกลางคันปี 2550 ของ
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พบว่า มีนักเรียนออกกลางคัน
ในทุกระดับช้นั รวม 1.19 แสนคน หรอื 1.4 % ( สพฐ. )

รศ.วิทยากร เชียงกูล กล่าวเพ่ิมเติมว่า ในส่วนของอุดมศึกษาจานวนนักศึกษาในปี
2549 - 2550 ประมาณ 2.4 ล้านคน เรียนจบปีละ 2.7 แสนคน และว่างงานปีละ 1 แสน
คน โดยนักศึกษาระดับปริญญาโทจานวน 1.8 แสนคนและ ปริญญาเอกจานวน 16,305
คน ซ่ึงจุดน้ี ทาให้ผู้เรียนในระดับต่ากว่าปริญญาตรีในปี 2550 มีจานวนลดลงเพราะ
สถาบันการศกึ ษาสว่ นใหญ่จะขยายการเรียนระดับปริญญาตรีและสูงกว่ามากขึ้น เน่ืองจาก
คนนิยมเรียนให้ได้ปริญญาเพิม่

การปฏริ ปู การศึกษาไทย | 86

จากผลการวิจัยข้างต้นน้ัน จึงบ่งช้ีว่า การศึกษาน้ันมีผลต่อการเมืองและเศรษฐกิจ
การพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษา นั้น ตอ้ งเรมิ่ ต้งั แตร่ ะดบั ปฐมวยั และแก้จุดอ่อน คือสอนให้เด็ก
ร้จู กั คดิ วเิ คราะห์ ซ่ึงปัญหาการเมืองท่ีเกิดข้ึนขณะน้ี เป็นเพราะ ปัญหานี้ การคิดสร้างสรรค์
และรับผิดชอบต่อสังคม อีกท้ังต้องใช้ครูเป็นผู้ผลักดันคุณภาพการศึกษา จัดระบบ
งบประมาณ โดยเพิ่มงบให้โรงเรียนต่างจงั หวัดไดง้ บมากกว่าโรงเรียนในเมือง 10 เท่าเพราะ
ทุกวันนี้ คนจนได้รับการศึกษาแบบคนจน ส่วนคนรวยได้รับการศึกษาแบบคนรวย
และต้องมีผู้นาท้ังผู้นาประเทศและผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ต้องให้ ความสาคัญกับ
การศึกษาและคอยกระตุ้นพัฒนาการศึกษา แต่ทุกวันน้ี ไทยขาดผู้นาด้านการศึกษา
โดยเฉพาะจาก ฝ่ายการเมืองมีน้อยมาก และควรสร้างวัฒนธรรมให้ทุกฝ่ายเข้ามาส่วนร่วม
พฒั นาการศกึ ษา อีกท้งั ตอ้ งสอนให้เดก็ เรยี นจบแล้ว
มีผลงาน สอดคล้องกับคาว่า “รู้จักว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” รู้จักสร้างสรรค์ผลงาน
ใหม่ ๆ เพ่อื สรา้ ง ความเปล่ยี นแปลงให้สังคม

ปัญหาของระบบศกึ ษาไทยไม่ได้เกิดจากการขาดทรัพยากรอีกต่อไป แต่เป็นปัญหา
การใชท้ รพั ยากรอยา่ งไม่มี ประสิทธิภาพ กล่าวคือ ใช้ทรัพยากรมากแต่ผลสัมฤทธ์ิต่า ดังที่
ข้อมลู ชี้วา่ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา งบประมาณ กระทรวงศึกษาธิการเพ่ิมข้ึนกว่า 2 เท่า และ
ไม่น้อยกว่าประเทศอ่ืนใน ภูมิภาคเอเชีย ขณะที่รายได้ต่อเดือนของครูท่ีมีวุฒิ การศึกษา
ปริญญาตรีและสอนในโรงเรียนรัฐก็เพิ่มสูงข้ึนจากประมาณ 1.5 หม่ืนบาทในปี 2544 เป็น
ประมาณ 2.4 - 2.5 หมื่นบาทในปี 2553 และครูมีรายได้ไม่น้อยกว่าอาชีพอ่ืนอีกต่อไป แต่
ในทางตรงกันข้าม ผลคะแนนการทดสอบมาตรฐาน ของนักเรียนไทยท้ังในระดับประเทศ
และระดับนานาชาติกลับมีแนวโนม้ ลดต่าลง

งานศึกษาของทีดีอาร์ไอตอบโจทย์ระบบการศึกษาไทยว่า ใจกลางของปัญหาคือ
การขาดความรับผิดชอบ ( Accountability ) ของระบบการศึกษาตลอดทุกขั้นตอน
นอกจากน้ัน ระบบการศึกษาของไทยยังมีความเหลื่อมล้าของ คุณภาพการศึกษาใน

การปฏริ ปู การศึกษาไทย | 87

ระดับสูง และระบบการเรียนการสอนไม่เหมาะกับบริบทของศตวรรษที่ 21 ดังนั้น หัวใจ
สาคัญของการปฏริ ูประบบการศกึ ษาจึงอยู่ที่

(1) การสร้างระบบความรับผิดชอบ ( Accountability ) เพื่อพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาโดยให้โรงเรียนมี ความรับผิดชอบโดยตรงต่อผู้ปกครองและนักเรียนมากข้ึน
โรงเรียนควรมีอิสระในการบรหิ ารจัดการ และพ่อแม่สามารถ เป็นผู้เลือกโรงเรียนให้ลูกตาม
ข้อมลู คุณภาพของโรงเรยี นที่ไดร้ ับการเปดิ เผยต่อสาธารณะ

(2) การปรับหลักสูตร สื่อการสอนและการพัฒนาครู เพ่ือให้นักเรียนเรียนรู้อย่าง
เหมาะสมกบั บรบิ ทของศตวรรษท่ี 21

(3) การลดความเหลอ่ื มลา้ ของคณุ ภาพการศกึ ษา โดยปรับการจัดสรรงบประมาณ
ให้พื้นที่ท่ีมีปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มมากขึ้น และสร้างระบบให้ความช่วยเหลือ
โรงเรียน ครูและนักเรียนที่มีปัญหาและในงานวิจัยชิ้นน้ี เสนอแนวทางการปฏิรูประบบ
การศึกษา 5 ดา้ น ได้แก่

1. หลักสูตร สื่อการสอน และเทคโนโลยี ซึ่งคณะนักวิจัยเสนอว่าให้ตั้ง
ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 ( 21st Century Skills ) เป็นเป้าหมายหลัก และปรับเน้ือหา
สมรรถนะ ( ทักษะ ) และคุณลักษณะท่ีพึงปรารถนาของนักเรียนให้ สอดคล้องกับเป้ า
หมายดังกล่าว โดยปฏิรูปหลักสูตรให้มีลักษณะกระชับ ช่างคิด และบูรณาการ อันได้แก่
เน้นแนวคิดหลัก และคาถามสาคัญในสาระการเรียนรู้ เรียนรู้ผ่านโครงงานและ
การทางานเป็นทีม สนับสนุนการใช้ ICT ในการหาความรู้ ด้วยตนเอง พัฒนาผู้เรียนให้มี
ทักษะการคิดขั้นสูง และสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกันได้ นอกจากน้ัน
หลักสูตรควรมีความยืดหยุ่นโดยให้แต่ละโรงเรียนสามารถพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับ
บริบทของตนได้ ท้ังน้ี ควรมีการลดจานวนชั่วโมงการเรียนในห้องเรียน และเพิ่มการใช้
วิธีการสอนที่หลากหลาย เหมาะกับการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 เช่น การเรียนรู้
ผ่านโครงการและการแก้ปัญหา รวมถึงมีการใช้เทคโนโลยีนาเสนอเนื้อหาอย่างทันสมัย

การปฏิรปู การศกึ ษาไทย | 88

มีปฏิสัมพันธ์ มีส่วนร่วม และใช้สนับสนุนการเรียนรู้ในรูปการสร้างความรู้ด้วยตนเอง
( Constructivism ) และการเรียนร้ผู า่ นเครือข่าย ( Connectivism )

2. การปฏิรูประบบการวัดและประเมินผลการเรียน ซึ่งคณะนักวิจัย
เสนอให้มีการปฏิรูปการทดสอบ มาตรฐานในระดับประเทศ โดยปรับจากระบบ O-NET
และอืน่ ๆ ในปัจจบุ นั มาเปน็ การทดสอบ เพ่ือวัดความรู้ความเข้าใจ และทักษะ ( Literacy-
Based Test ) ซึง่ สามารถประยกุ ต์เน้ือหาเข้ากบั โจทย์จริง ในชวี ติ ประจาวนั ได้ และนาผล
การทดสอบ มาตรฐานระดับประเทศแบบใหม่ไปสร้างความรับผิดชอบในระบบการศึกษา
เช่น การประเมินผลงานของครู การประเมิน สถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและ
เข้าช่วยเหลือสถานศึกษาที่มีปัญหา และการประเมินผลและให้รางวัลแก่ผู้บริหาร
สถานศึกษา นอกจากน้ัน ให้มีการปฏิรูประบบการจัดเก็บ เปิดเผย และรายงานผลการ
สอบต่อสาธารณะ เพื่อเป็นฐานข้อมูล ในการกาหนดนโยบายของรัฐและการเลือก
สถานศึกษาของผู้ปกครอง นอกจากนั้น ในระดับโรงเรียน คณะนักวิจัยเสนอให้มีวิธีการวัด
และประเมินผลท่ีหลากหลายตั้งแต่ แฟ้มงาน โ ครงงานการสอบวัดความรู้
การแก้ไขปัญหา ในทางท่ีช่วยพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของนักเรียน โดยการ
ประเมินผลการเรียน ในระดบั โรงเรียนควรเป็นการประเมินผลเพือ่ เสรมิ สร้างการเรียนรู้และ
วเิ คราะหผ์ ู้เรียน ( Formative Test ) ซง่ึ เป็นการประเมินผลระหว่างทางตลอดการเรียนรู้

3. การปฏิรูประบบพัฒนาคุณภาพครู ซึ่งในส่วนของการฝึกอบรมครู
คณะนักวิจัยเสนอว่า รัฐต้องปรับ บทบาทจากผู้จัดหามาเป็นผู้กากับดูแลคุณภาพและการ
จัดการความรู้ โดยให้โรงเรียนเป็นหน่วยพัฒนาหลัก ได้รับการ จัดสรรงบประมาณและมี
อานาจในการตดั สินใจเลอื กหลกั สูตรและผู้อบรมเอง และให้ความสาคัญกับการน าความรู้
ไปสู่การ ปฏิบัติจริง การพัฒนาครูใหม่ และการสนับสนุนให้เกิดระบบชุมชนเรียนรู้ทาง
วิชาการร่วมกัน ( Professional Learning Community ) ในส่วนของระบบผลตอบแทน
ครู คณะนักวิจัยเสนอให้การเลื่อนขั้นเงินเดือนและวิทยฐานะของครูส่วนหน่ึงขึ้นอยู่กับ

การปฏริ ูปการศึกษาไทย | 89

พัฒนาการของผลการทดสอบมาตรฐานแบบใหม่ของนักเรยี น (โดยคานึงถึงระดับต้ังต้นของ
คะแนน ) เพ่ือให้ครูรับผิดชอบต่อการพัฒนาคุณภาพนักเรียนมากขึ้น นอกจากนั้น
การประเมนิ ครูควรใช้วิธสี ังเกตการณ์ร่วมกับการพิจารณาเอกสาร กาหนดให้มีการประเมิน
คงสภาพวทิ ยฐานะทกุ 5 ปี และปรบั ลดงานธุรการของครูใหเ้ น้นหน้าท่ีสอนเป็นสาคญั

4. การประเมินคุณภาพสถานศึกษา ซึ่งคณะนักวิจัยช้ีว่า ระบบการ
ประเมินคุณภาพสถานศึกษาควรใช้ การประเมินคุณภาพภายในของโรงเรียนเป็นหน่วย
หลักในการประเมินเพื่อพัฒนาคุณภาพ ส่วนระบบการประเมินคุณภาพ สถานศึกษา
ภายนอกของส่วนกลางควรเป็นเพียงหน่วยเสริม โดยสานักงานรับรองมาตรฐานและ
ประเมินคุณภาพการศึกษา ( สมศ. ) ควรปรับบทบาทมาเป็นหน่วยสนับสนุนด้านความรู้
ให้แก่โรงเรียน กาหนดกฎกติกาขั้นต่าเท่าที่จาเป็นเพื่อกากับ คุณภาพของการประเมิน
คุณภาพภายในของโรงเรียน และมีบทบาทในการประเมินตามระดับปัญหา ( Risk-Based
Inspection ) เพ่ือแยกโรงเรียนที่มีปัญหามาให้ความช่วยเหลือเพ่ือพัฒนาคุณภาพโดยคัด
แยกจากคะแนนการทดสอบ มาตรฐานระดับประเทศแบบใหม่ของนักเรียน รวมถึงมี
บทบาทในการประเมินเฉพาะ เรื่อง ( Thematic Inspection ) โดยเลือกบางประเด็น เช่น
การใชเ้ ทคโนโลยีประกอบการเรยี นการสอน หรอื สุ่มประเมินในระดบั พน้ื ทหี่ รือประเทศ

5. การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา ซึ่งงานวิจัยพบว่า ปัญหาด้าน
การเงินในระบบการศึกษาใน ปัจจุบันคือ งบประมาณส่วนใหญ่จ่ายไปฝ่ังอุปทาน
( สถานศึกษา ) มากกว่าด้านอุปสงค์ ( งบอุดหนุนรายหัว ) ซ่ึงไม่เอื้อต่อการสร้างความ
รับผิดชอบและโรงเรียนรัฐได้รับการอุดหนุนมากกว่าโรงเรียนเอกชนเท่าตัว อีกทั้งเงิน
อุดหนุนดังกล่าว ก็ไม่ช่วยลดความเหล่ือมล้าระหว่างโรงเรียนในเขตร่ารวยและยากจน
เท่าท่ีควร คณะนักวิจัยจึงเสนอว่า การปฏิรูปควรมีวัตถุประสงค์เพ่ือสร้างความรับผิดชอบ
และลดความเหล่ือมล้าระหว่างพ้ืนท่ี โดยมีการกาหนดเป้าหมายคะแนนการทดสอบ
มาตรฐานข้ันต่าของนักเรียนที่ต้องการ และจัดสรรเงินอุดหนุนจานวนมากกว่าให้แก่

การปฏริ ูปการศกึ ษาไทย | 90

โรงเรียนในเขตพืน้ ที่ดอ้ ยโอกาส เพอื่ ลดความเหลอ่ื มลา้ จากน้นั นาขอ้ มูลผลสอบมาตรฐานที่
เกิดขึ้นจริงเทียบกับคะแนนเป้าหมายที่กาหนดไว้เพ่ือประเมินผลการทางาน และให้รางวัล
แก่ผู้บริหาร นอกจากน้ี ในระยะยาวควรปรับเปล่ียนงบประมาณด้าน การศึกษาไปสู่ระบบ
การเงินด้านอุปสงคม์ ากข้ึนเพอ่ื ใหส้ อดคลอ้ งกบั การสร้างความรบั ผิดชอบทางการศกึ ษา

ข้อสังเกตเก่ียวกับพลวัตของการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาไทย
ภายใตบ้ ริบทของแนวคิด การปฏิรูปการศึกษา ว่า ระบบการศึกษาไทย ท่ีตราเป็น

กฎหมายต่าง ๆ ยังมขี อ้ จากัดในแงค่ วามเข้าใจของผบู้ ริหารนโยบายและผู้ปฏิบัติท่ี เดินทาง
สวนกัน เช่น ระบบการศึกษา 3 ประเภท แบ่งเป็นนอกระบบ ในระบบและตามอัธยาศัย
ยงั ขาดการเชื่อมโยงส่กู ัน โดยมชี ีวติ จรงิ เป็นตัวต้งั อีกอย่างหน่ึงความมุ่งหมายในการบริหาร
การศึกษาของชาติ ผ่านมิติทางการเมือง ซึ่งยังมีจุดอ่อนด้านประสบการณ์และความเอาใจ
ใส่ในการพฒั นาคุณภาพการศึกษาอย่างจริงใจ และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การศึกษาจะเป็น
รากฐานสาหรับการสร้างพลเมืองในอนาคต และทุกความคิดเห็นจากข้อเสนอแนะใน
รายงานวิจัยหรือ การสัมมนา ทุกเวที ย่อมเป็นฐานข้อมูลสาคัญในจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนา
คณุ ภาพการศกึ ษา
ขอ้ เสนอแนะจากนักวิชาการที่มีต่อการปฏริ ปู การศกึ ษาไทย

ข้อเสนอแนะจากนักวิชาการท่ีมีต่อการปฏิรูปการศึกษาไทยมีเพียง 1 ข้อ คือ
เสนอแนะให้กระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานคล้ายองค์กรอิสระ อยู่ภายใต้กฎหมาย
สาคัญเก่ียวกับการศึกษาของชาติ ท่ีมีคณะกรรมการบริหารจัด การศึกษาแบบอิสระเชิง
สรา้ งสรรค์และแบบก้าวหน้า โดยมีแนวคิดสาคัญทาง การศึกษาว่า การศึกษาไทย ไม่ฝักใฝ่
การเมือง มงุ่ สรา้ งสรรค์คนไทย ให้เป็นทรัพยากรมนุษย์สาคัญของโลก จากผลลัพธ์ของการ
ประมวลแนวคิดการปฏิรูปการศึกษา เพื่อเหลียวหลังย้อนกลับไปมองอดีตเพื่อใช้เป็นฐาน
ก่อนก้าวหย่ังสู่อนาคต จัดเป็นข้อเสนอแนะประเทศไทยท่ีต้องการความโปร่งใสในระบบ
การศึกษาของชาติ

การปฏริ ปู การศกึ ษาไทย | 91

บรรณานุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ. (2540 ). แนวทางการปฏริ ูปโรงเรียนและสถานศกึ ษาตาม
แนวนโยบายการปฏิรูปการศึกษา . กรงุ เทพฯ : ครุ ุสภา.

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2551). ข้อเสนอการปฏริ ปู การศึกษาในทศวรรษทส่ี อง ( พ.ศ.
2552 – 2561 ). กรงุ เทพฯ : พริกหวานกราฟฟิก.

กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). นโยบายรัฐมนตรวี ่าการกระทรวงศึกษาธกิ าร นายจุรินทร
ลกั ษณวศิ ิษฏ์. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพค์ รุ สุ ภาลาดพรา้ ว.

เกรยี งศักดิ์ เจริญวงศ์ศักด์ิ. (2544). ปน้ั สมองของชาติ : ยุทธศาสตรป์ ฏิรูปการศึกษา.
กรุงเทพมหานคร : ส. เอเชยี เพรส (1989).

คณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาตแิ ละกระทรวงศึกษาธิการ. (2543). ปฏิรูปการเรียนรู้
ผู้เรยี นสาคัญทสี่ ดุ . กรุงเทพมหานคร : ครุ ุสภาลาดพร้าว

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2557). พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั กับ
การปฏิรูปการศึกษา. สบื คน้ เมอ่ื วันท่ี 11 กันยายน 2563 จากเว็บไซต์
http://library.stou.ac.th/KingRamaVEducation.

รุ่ง แก้วแดง. (2547). พ.ร.บ.การศกึ ษาแห่งชาติ : เคร่ืองมือปฏริ ปู การศึกษา. สบื คน้ เมื่อ
วันที่ 10 กันยายน 2563 จากเวบ็ ไซต์
http://www.drrung.com/article/page_articles24.html.

วทิ ยากร เชยี งกลู . (2541). รายงานสภาวะการศกึ ษาไทย ปี 2541 วกิ ฤตและโอกาสใน
การปฏริ ปู การศึกษาและสงั คมไทย. กรุงเทพมหานคร : อมรินทรพ์ ริ้นตง้ิ .

วทิ ยากร เชียงกูล. (2545) . ปฏิรูปการศึกษาอย่างไร. วารสารมิตรครู. 1(2). ปกั ษ์แรก
กุมภาพนั ธ์หนา้ 16 – 18.

การปฏริ ปู การศึกษาไทย | 92

บรรณานุกรม (ต่อ)

ศูนยบ์ รู ณาการเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมไทย. (2555). หลกั การ PDCA. สืบคน้ เมอื่ วนั ที่
8 กันยายน2563, จากเวบ็ ไซต์
https://www.kmutt.ac.th/titec/website/html/tip_4.html

สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ. (2545). พระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542และแก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ : พริกหวาน
กราฟฟิค.

สานักงานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา.(2552). รายงานการประชุมสภาการศึกษา.
คร้งั ท่ี 2 / 2552 วนั พฤหสั บดที ่ี 4 มถิ นุ ายน 2552.

สปิ ปนนท์ เกตุทัต. (2545). จากอดีตและปจั จุบันสู่อนาคตการปฏริ ูปการศึกษาไทย : สู่
สงั คมแห่งปญั ญาและการเรียนรู้. กรงุ เทพมหานคร : คุรุสภาลาดพร้าว.

อัญญรัตน์ นาเมอื ง. (2553 ) การปฏิรปู การศึกษาของประเทศไทย. สบื ค้นเมอ่ื วนั ที่ 8
กันยายน 2563, จากเว็บไซต์ file:///C:/Users/THAI/Downloads/53675-
Article%20Text-124467-1-10-20160401.pdf

การปฏิรูปการศึกษาไทย | 93
ภาคผนวก


Click to View FlipBook Version