ขุนช้างขุนแผน
ตอน ขุนช้างถวายฎีกา
คำนำ
ในปัจจุบันระบบสารสนเทศมีความสำคัญและความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการศึกษา และระบบ
สารสนเทศมีบทบาทสำคัญต่อมนุษย์มากขึ้นทุกวัน นักเรียนนักศึกาต้องใช้สารสนเทศเพื่อศึกษาค้นคว้ารวมถึงนัก
วิชาการต้องใช้สารสนเทศเพื่อพัฒนาความรู้และนวัตกรรมที่มีประโยชน์ในอนาคต และไม่ว่าจะเป็นบุคลากรหรือ
บุคคลทั่วไปก็ต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกันไม่มากก็น้อย ซึ่งในปัจจุบันสารสนเทศมีคว่มซับซ้อนและหลายรูป
แบบเป็นผลมาจากการพัฒนาของเทคโนโยสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเข้าถึงสารสนเทศจึงต้องมี
ความรู้และทักษะเฉพาะด้านมากยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีสารสนเทศในหนังสือออนไลน์(e-book)ผู้จัดทำ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการ
ศึกษาเรื่องต่างๆของเทคโนโลยีสารสนเทศ และภาษาไทย(วรรณคดี) เพื่อให้นักเรียนและผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้ามี
ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระบบสารสนเทศและวรรณคดีมากยิ่งขึ้น ผู้จัดจึงได้รวบรวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับ
เทคโนโลยีสารสนเทศจากแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่างๆของเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น อินเตอร์เน็ต เอกสาร เพื่อ
หวังว่าเทคโนโลยีสารสนเทศในหนังสือออนไลน์(e-book) จะเป็นแหล่งความรู้สำหรับที่ผู้สนใจไม่มากก็น้อย
คณะผู้จัดทำ
ความเป็นมา
เรื่องขุนช้างขุนแผน มีผู้สันนิษฐานว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ และเล่ากันต่อ ๆมาจน
กลายเป็นนิยายพื้นเมืองของเมืองสุพรรณบุรี ต่อมาได้มีผู้นำเรื่องขุนช้างขุนแผนมาแต่งเป็นกลอนเสภเพื่อใช้ในการขับเสภา จึง
ทำให้เรื่องนี้เป็นที่นิยมและแพร่หลายมากขึ้น ครั้นเสียกรุงแล้วบางตอนก็สูญหายไป บางตอนยังมีต้นฉบับเหลืออยู่ เรื่องไม่ติดต่อ
กัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดเกล้าฯ ให้กวีหลายคนช่วยกันรวบรวมและแต่งขึ้นเรียกว่า เสภาหลวง
การชุมนุมกวีครั้งนั้นจึงเป็นการประกวดฝีปากเชิงกลอนอย่างเต็มที่ ทำให้เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน มีความไพเราะ
เพราะพริ้งมากอย่างไรก็ตามได้มีนักขับเสภาระยะหลังได้แต่งเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ขึ้นอีกหลายสำนวนเพื่อใช้ขับเสภาเป็นตอน
ๆ ใน พ.ศ. ๒๔๖๐ หอพระสมุดวชิรญาณได้ชำระหนังสือเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนขึ้นเพราะมีเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผนหลายฉบับ
ทั้งฉบับหลวงและฉบับราษฎรโดยมีสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพและกรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชา ทรงเป็นประธานการชำระได้
คัดเลือกเอาสำนวนที่ดีที่สุดมารวมกันจนครบทุกตอน บางตอนก็ไม่สามารถทราบนาม
ลักษณะคำประพันธ์
เรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นคำประพันธ์ ประเภทกลอนเสภา ๔๓
ตอน ซึ่งมีอยู่ ๘ ตอนที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดียอดเยี่ยมจาก
วรรณคดีสมาคม อันมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ กรมพระยาดำรงราชา
นุภาพ ทรงเป็นประธานโดยลงมติเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๔ และตอน ขุนช้าง
ถวายฎีกาเป็นหนึ่ง ในแปดตอนที่ ได้รับการยกย่อง
ลักษณะคำประพันธ์กลอนเสภาเป็นกลอนสุภาพ เสภาเป็นก
ลอนขั้นเล่าเรื่องอย่างเล่านิทานจึงใช้คำมากเพื่อบรรจุข้อความให้
ชัดเจนแก่ผู้ฟัง และมุ่งเอาการขับได้ ไพเราะเป็นสำคัญ สัมผัสของคำ
ประพันธ์ คือ คำสุดท้ายของวรรคต้น ส่งสัมผัสไปยังคำใดคำหนึ่งใน
๕ คำแรกของวรรคหลังสัมผัสวรรคอื่นและสัมผัสระหว่างบทเหมือน
กลอนสุภาพ
ตัวละคร
ขุนแผน เดิมชื่อพลายแก้ว
มีรูปร่างหน้าตางดงามคมสัน สติปัญญาเฉลียวฉลาด นิสัยเจ้าชู้ มีดาบฟ้าฟื้ น
เป็นอาวุธประจำตัว พาหนะคู่ใจคือ ม้าสีหมอก พ่อเป็นทหารชื่อ ขุนไกรพลพ่าย
แม่ชื่อ นางทองประศรี ได้บวชเณรและเรียนวิชาที่วัดส้มใหญ่ แล้วย้ายไปเรียนต่อ
ที่วัดป่าเลไลย สุดท้ายไปเป็นศิษย์สมภารคง วัดแค จนมีความรู้ทางโหราศาสตร์
ปลุกผี อยู่ยงคงกระพัน คาถามหาละลวยทำให้ผู้หญิงรัก ตลอดจนวิชาจากตำรับ
พิชัยสงคราม และยังมีความสามารถเทศ์ได้ไพเราะจับใจอีกด้วย ต่อมาสึกจาก
เณรแล้วแต่งงานกับนางพิมพิลาไลย ไม่นานก็ถูกเรียกตัวไปเป็นแม่ทัพรบ
กับเชียงใหม่ ครั้นได้ชนะกลับมาก็ได้เป็นขุนแผนแสนสะท้าน แต่ปรากฏว่าภรรยา
แต่งงานใหม่แล้ว ขุนแผนต้องโทษถูกจำคุกถึง ๑๕ ปี จึงพ้นโทษ
และทำสงครามกับเชียงใหม่อีกครั้ง เมื่อชนะกลับมาก็ได้ตำแหน่ง
เป็นพระสุริทรฤาไชย เจ้าเมืองกาญจนบุรี
ขุนช้าง
ขุนช้าง มีลักษณะรูปชั่วตัวดำ หัวล้านมาแต่กำเนิด นิสัยเจ้าเล่ย์เพทุบาย ได้ชื่อว่าขุนช้างเพราะตอนคลอดนั้น
มีผู้นำช้างเผือกมามอบให้สมเด็จพระพันวษา พ่อชื่อ ขุนศรีวิชัย แม่ชื่อ นางเทพทอง มีฐานะร่ำรวยมาก แม้จะเกิดมาเป็นลูกเศรษฐี
แต่ก็อาภัพ ถูกแม่เกลียดชังเพราะอับอายที่มีลูกหัวล้าน จึงมักถูกแม่ด่าว่าอยู่เสมอ และไม่ว่าจะเดินไปทางใดก็จะเป็นที่ขบขัน
ล้อเลียนของชาวบ้านทั่วไปเสมอ แต่เป็นที่รักของญาติพี่น้อง เพราะตั้งแต่ขุนช้างเกิดมาครอบครัวก็ร่ำรวยขึ้นพอเป็นหนุ่ม
ก็ได้นางแก่นแก้ว เป็นภรรยา อยู่ด้วยกันได้ปีกว่านางก็ตาย จึงหันมาหมายปองนางพิมพิลาไลย แต่งงานกับนางสมใจปรารถนา
นางพิมพิลาไลย หรือ วันทอง
นางพิมพิลาไลย เป็นหญิงรูปงาม แต่ปากจัด พ่อชื่อ พันศรโยธา แม่ชื่อ
นางศรีประจัน ต่อมารได้แต่งงานกับพลายแก้ว ซึ่งภายหลังมีลูกชายด้วยกัน
คือ พลายงาม ครั้นพลายแก้วไปทำสงคราม นางก็ป่วยหนักรักษาเท่าไร
ก็ไม่หาย ขรัวตาจู วัดป่าเลไลย ตรวจดูดวงชะตาและแนะนำให้เปลี่ยนชื่อเป็น
นางวันทอง อาการไข้จึงหายต่อมานางถูกแม่บังคับให้แต่งงานใหม่กับ
ขุนช้าง นางต้องถูกประณามว่าเป็นหญิงสองใจ เมื่อมีคดีฟ้องร้องถึง
สมเด็จพระพันวษา และพระองค์ให้นางเลือกว่าจะอยู่กับใคร แต่นางตัดสินใจ
ไม่ถูกจึงถูกสั่งให้ประหารชีวิต
พลายงาม
พลายงาม มีตำแหน่งทางราชการเป็นจมื่นไวยวรนาถ ซึ่งมัก
เรียนกันสั้น ๆ ว่า พระไวย หรือหมื่นไวย เป็นลูกของขุนแผนกับนางวัน
ทอง แต่ไปคลอดที่บ้านของขุนช้าง เพราะนางถูกฉุดไปขณะที่ท้องแก่
ยิ่งโตพลายงามก็ยิ่งละม้ายคล้ายคลึงกับขุนแผนมากขึ้น ทำให้ขุนช้าง
เกลียดมาก วันหนึ่งจึงหลอกพลายงามไปฆ่าในป่า แต่โหงพรายของ
ขุนแผนมาช่วยไว้ นางวันทองจึงให้ไปอยู่กับนางทองประศรีที่กาญจนบุรี
พลายงามได้เรียนวิชาจากตำราของพ่อจนเชี่ยวชาญ มีความสามารถเช่น
เดียวกับขุนแผนต่อมาได้อาสายกทัพไปรบกับเชียงใหม่ แล้วถือโอกาส
ขออภัยโทษให้ขุนแผนออกจากคุกได้ เมื่อกลับมาจากสงครามก็ได้
ตำแหน่งเป็นจมื่นไวยวรนาถ และมีภรรยาสองคน คือ
นางศรีมาลา และนางสร้อยฟ้า
สมเด็จพระพันวษา
สมเด็จพระพันวษา เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ยุคนี้เป็นยุคที่บ้าน
เมืองเจริญรุ่งเรือง มีความอุดมสมบูรณ์ ราษฎรทั้งหลายอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข
บรรดาประเทศใกล้เคียงก็ยอมอ่อนน้อม เพราะยำเกรงบารมี สมเด็จพระพันวษามีนิสัย
โกรธง่าย ดังเช่นเมื่อขุนไกรต้อนควายป่ามาเข้าคอกให้พระองค์ล่า แต่ควายตื่นตกใจหนี
เตลิด ขุนไกรจึงใช้หอกไล่แทงควายตายไปมากมาย สมเด็จพระพันวษาก็โกรธสั่งให้
ประหารชีวิตขุนไกรทันที แต่พระองค์ก็นับว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความยุติธรรมต่อ
พวกทหาร เสนาอำมาตย์ และราษฎรพอสมควร เมื่อมีคดีฟ้องร้องกัน ก็จะให้มีการ
ไต่สวน และพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ชัดเสียก่อนจึงจะลงโทษ เช่น ในคราวที่นาง
สร้อยฟ้าทำเสน่ห์ให้จมื่นไวยวรนาถ (พลายงาม) หลงรักแล้วถูกจับได้ แต่ไม่มีพยาน
ยืนยัน สมเด็จพระพันวษาก็ให้ลุยไฟพิสูจน์ จนรู้แน่ว่านางสร้อยฟ้าเป็นฝ่ายผิดจึงได้สั่ง
ลงโทษ
เรื่องย่อ
ขุนช้าง พลายแก้ว และนางพิมพิลาไลย เป็นชาวเมืองจังหวัดสุพรรณบุรีอยู่ใน ระแวกบ้านเดียวกัน
และเป็นเพื่อนเล่นกันมาตี้งแต่ยังเล็กครั้นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ นางพิมพิลาไลยก็ได้แต่งงานกับพลาย
แก้ว ส่วนขุนช้างที่หลงรักนางพิมพิลาไลยก็คอยหาโอกาสแย่งชิงนางพิมพิลาไลยมาเป็นของตน
ครั้งหนึ่งเกิดศึกเมืองเชียงใหม่เจ้าเมืองเชียงใหม่ยกทัพมาตีเมืองเชียงของ ซึ่งเจ้าเมืองเชียงของ
มาขอขึ้นต่อพระพันวษา พระพันวษาให้พลายแก้วไปเป็นแม่ทัพ ไปรบกับเมืองเชียงใหม่ ระหว่างที่
พลายแก้วไปทำสงคราม นางพิมพิลาไลยก็เกิดป่วยหนัก ครั้นหายป่วยขลัวตาจูก็ให้เปลี่ยนชื่อเป็น
นางวันทอง ส่วนขุนช้างได้ออก อุบายหลอกนางศรีประจัน ซึ่งเป็นแม่ของนางวันทองว่า พลาย
แก้วไปราชกาลสงครามเสียชีวิตแล้ว และได้สู่ขอนางวันทองต่อนางศรีประจัน โดยอ้างว่าจะริบ
สมบัติของลูกเมียไปเป็นของหลวง นางศรีประจันจึงยกนางวันทองให้แก่ขุนช้าง
ส่วนพลายแก้วไปทำสงครามได้ชัยชนะ และได้นางลาวทอง ลูกสาว บ้านจอมทองเป็นภรรยา เมื่อเสร็จ
ราชกาลแล้ว สมเด็จพระพันวษาได้แต่งตั้ง พลายแก้วเป็นขุนแผน ขุนแผนพานางลาวทองกลับบ้าน
นางลาวทองทะเลาะกับนางวันทอง ขุนแผนโกรธที่นางศรีประจันยกนางวันทองให้ขุนช้าง ขุนแผนจึง
พานางลาวทองกลับไปกาญจนบุรี ต่อมาขุนแผนกับขุนช้างได้เป็นมหาดเล็กในวัง นางลาวทอง
ที่อยู่กาญจนบุรีเกิดล้มป่วยขุนแผนจึงฝากเวรไว้กับขุนช้างเพื่อจะไปเยี่ยม นางลาวทอง ขนช้างจึงเข้า
เฝ้าพระพันวษากราบทูลว่าขุนแผนหนีเวร พระพันวษาโกรธจึงนำนางลาวทองมาไว้ในวัง แล้วให้
ขุนแผนไปตะเวรด่านขุนแผนจึงเท่ียวออก ตระเวรด่านได้ของดีมา 3 อย่างคือ กุมารทอง ม้าสีหมอก
ดาบฟ้าฟื้ น ด้วยความแค้นขุนช้างขุนแผนจึงแอบขึ้นเรือนขุนช้าง และลักพานางวันทองไปอยู่ด้วยกัน
จนท้อง แล้วพาเข้าเฝ้าสมเด็จพระพันวษา เพื่อแก้คดี ขุนแผนชนะความขุนช้าง ต่อมาขุนแผนได้ขอ
นางลาวทองจากพระพันวษาเป็นเหตุให้พระพันวษากริ้วจึงนำขุนแผนไปจำคุก ขุนช้างได้โอกาสจึงพา
นางวันทองไปอยู่กับตนนางวันทองไปอยู่กับขุนช้างจนคลอดบุตร ชื่อพลายงามขุนช้างลวงพลายงาม
ซึ่งเป็นลูกของขุนแผนไปฆ่าแต่ผีพรายบ่าวของขุนแผนมาช่วยไว้ทันนางวันทองจึงให้พลายงามไปอยู่
กับนางศรีประจันที่กาญจนบุรี เมื่อพลายงามโตขึ้น ก็ได้เรียนวิชาของขุนแผนจนแกล่งกล้าจึงได้ถวาย
ตัวเป็นมหาดเล็ก ต่อมาพระเจ้า ล้านช้างได้ถวายนางสร้อยทองพระธิดาให้แด่พระพันวษาแต่พระเจ้า
เมืองเชียงใหม่มาชิงตัวไปแล้วมีหนังสือท้าพระพันวษาให้ไปแย่งชิงนางสร้อยทองคืน พลายงามอาสา
ไปทำศึกและขอตัวขุนแผนออกจากคุก เพื่อไปทำศึกเมืองเชียงใหม่ จนทั่งสอง ได้ชัยชนะกลับมา
ตัวอย่างบทประพันธ์ เมื่อเป็นความชนะขุนช้างนั่น
เกษมสันต์สองสมภิรมย์ยวน
จะกล่าวถึงโฉมเจ้าพลายงาม นึกนึกตรึกตราละห้อยหวน
กลับมาอยู่บ้านสำราญครัน ไม่สมควรเคียงคู่กับขุนช้าง
พร้อมญาติขาดอยู่แต่มารดา น่าอายมิตรหมองใจไม่หายหมาง
โอ้ว่าแม่วันทองช่างหมองนวล แต่แม่ไปแนบข้างคนจังไร
เออนี่เนื้อเคราะห์กรรมนำมาผิด
ฝ่ายพ่อมีบุญเป็นขุนนาง
ถอดความได้ว่า : เมื่อพลายงามชนะความขุนช้าง ก็ได้กลับมาอยู่บ้านอย่างสุขสบาย ขาดก็แต่มารดา
พลายงามคิดว่าแม่วันทองไม่ควรอยู่กับขุนช้าง อาจจะเป็นเคราะห์กรรมของแม่วันทองถึงต้องมาอับอายแบบนี้
พ่อก็เป็นถึงขุนนาง แต่แม่กลับไปอยู่กับคนจัญไร
ตัวอย่างบทประพันธ์
อย่าเลยจะรับแม่กลับมา ให้อยู่ด้วยบิดาเกษมศรี
พรากให้พ้นคนอุบาทว์ชาติอัปรีย์ ยิ่งคิดก็ยิ่งมีความโกรธา
อัดอึดฮึดฮัดด้วยขัดใจ เมื่อไรตะวันจะลับหล้า
เข้าห้องหวนละห้อยคอยเวลา จวนสุริยาเลี้ยวลับเมรุไกร
เงียบสัตว์จัตุบททวิบาท ดาวดาษเดือนสว่างกระจ่างไข
น้ำค้างตกกระเซ็นเย็นเยือกใจ สงัดเสียงคนใครไม่พูดจา
ถอดความได้ว่า : พลายงามแค้นขุนช้างมาก จะต้องหาทางแก้แค้นขุนช้างให้ได้ ใจก็อยากให้ขุนช้างตาย
แต่ขุนช้างดวงดีไม่เป็นดังที่ตนหวังไว้ ก็เลยจะรับแม่(นางวันทอง)ให้มาอยู่บ้านกับพ่อ(ขุนแผน) จะพาแม่หนี
ให้พ้นจากขุนข้างคนชั่วช้าใจทราม ยิ่งคิดก็ยิ่งคับแค้นใจกระวนกระวายว่าเมื่อไรจะค่ำที่จะได้ไปรับแม่กลับ
บ้าน จนตะวันลับขอบฟ้า ไม่มีแม้แต่เสียงเท้าสัตว์เดิน ดาวที่อยู่บนท้องฟ้าส่องแสงสว่าง ในตอนมืดอากาศ
เริ่มเย็นมีน้ำค้าง เงียบสงัดไม่มีแม้แต่เสียงคนพูดได้ยินเสีย
ตัวอย่างบทประพันธ์ ลอยลมล่องดังถึงเคหา
ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน
ได้ยินเสียงฆ้องย่ำประจำวัง จันทร์กระจ่างทรงกลดหมดเมฆสิ้น
คะเนนับย่ำยามได้สามครา เสกขมิ้นว่านยาเข้าทาตัว
ฟ้าขาวดาวเด่นดวงสว่าง หยิบยกมงคลขึ้นใส่หัว
จึงเซ่นเหล้าข้าวปลาให้พรายกิน พรายยั่วยวนใจให้ไคลคลา
ลงยันต์ราชะเอาปะอก
เป่ามนตร์เบื้องบนชอุ่มมัว
ถอดความได้ว่า : เสียงฆ้องตีบอกเวลาจากวัง ลอยมาตามลมได้ยินถึงบ้าน นับได้เป็นเวลาตีสาม เป็นเวลาที่จะ
ได้ปลดปล่อยความชั่วร้าย เมื่อท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวและดวงจันทร์สว่างไม่มีเมฆบดบัง จึงได้นำเหล้าและ
อาหารไปเซ่นให้ผีพรายกิน เอาขมิ้นมาทาตามตัว ลงยันต์ที่อกและเอาสิ่งมงคลมาใส่หัว เป่ามนตร์คาถา เพื่อให้
หลงมนตร์ที่เป่าลงไป
ตัวอย่างบทประพันธ์
จับดาบเคยปราบณรงค์รบ เสร็จครบบริกรรมพระคาถา
ลงจากเรือนไปมิได้ช้า รีบมาถึงบ้านขุนช้างพลัน
เห็นคนนอนล้อมอ้อมเป็นวง ประตูลั่นมั่นคงขอบรั้วกั้น
กองไฟสว่างดังกลางวัน หมายสำคัญตรงมาหน้าประตู
จึงร่ายมนตรามหาสะกด เสื่อมหมดอาถรรพณ์ที่ฝังอยู่
ภูตพรายนายขุนช้างวางวิ่งพรู คนผู้ในบ้านก็ซานเซอะ
ถอดความได้ว่า : นำดาบที่เคยรบมาร่ายมนตร์เสกคาถา และลงจากเรือนรีบไปบ้านขุนช้าง เมื่อมาถึงก็เห็นคน
นอนหลับกันหมด ประตูปิดสนิท มีกองไฟสว่างอยู่หน้าบ้าน พลายงามรีบมาที่หน้าประตู ร่ายมนตร์สะกดพวกผี
พรายของขุนช้าง ผู้คนในบ้านต่างง่วงหลับด้วยมนตร์ของพลายงาม
ตัวอย่างบทประพันธ์
จุดเทียนสะกดข้าวสารปราย ภูตพรายโดดเรือนสะเทือนผาง
สะเดาะดาลบานเปิดหน้าต่างกาง ย่างเท้าก้าวขึ้นร้านดอกไม้
หอมหวนอวลอบบุปผชาติ เบิกบานก้านกลาดกิ่งไสว
เรณูฟูร่อนขจรใจ ย่างเท้าก้าวไปไม่โครมคราม
ข้าไทนอนหลับลงทับกัน สะเดาะกลอนถอนลั่นถึงชั้นสาม
กระจกฉากหลากสลับวับแวมวาม อร่ามแสงโคมแก้วแววจับตา
ถอดความได้ว่า : พลายงามจุดเทียนร่ายมนต์สะกด โปรยข้าวสารเสกใส่ทำให้ภูตพรายหนีกันอลหม่าน จึงสะเดาะ
กลอนประตูเข้าไปถึงสามชั้น บานหน้าต่าง เข้าไปข้างในห้อง และได้กลิ่นหอมของดอกไม้ที่หอมหวนอบอวลไปทั่วห้อง
แล้วก้าวเข้าไปอย่างเงียบๆ พวกข้ารับใช้กำลังนอนหลับ พลายงามจึงใช้มนตร์สะเดาะกลอนประตูเข้ามาภายในถึง3ชั้น
ตัวอย่างบทประพันธ์
โอ้แม่เจ้าประคุณของลูกเอ๋ย ไม่ควรเลยจะพรากจากคุณพ่อ
เวรกรรมนำไปไม่รั้งรอ มิพอที่จะต้องพรากก็จากมา
มันไปฉุดมารดาเอามาไว้ อ้ายหัวใสข่มเหงไม่เกรงหน้า
ที่ทำแค้นกูจะแทนให้ทันตา ขอขมาแม่แล้วก็ขับพราย
เป่าลงด้วยพระเวทวิทยา มารดาก็ฟื้ นตื่นโดยง่าย
ดาบใส่ฝักไว้ไม่เคลื่อนคลาย วันทองรู้สึกกายก็ลืมตา
ถอดความได้ว่า : พลายงามรำพันว่านางวันทองไม่ควรพลัดพรากจากขุนแผน แล้วโทษว่าเป็นเวรกรรมที่ทำให้ต้อง
แยกกัน พรายงามได้แม่แล้วขอขมาไล่พราย พร้อมทั้งเป่ามนต์ให้แม่วันทองตื่นขึ้นมา
ตัวอย่างบทประพันธ์
ขุนช้างตื่นขึ้นมิเป็นการ เขาจะรุกรานพาลข่มเหง
จะเกิดผิดแม่คิดคะนึงเกรง ฉวยสบเพลงพลาดพล้ำมิเป็นการ
มีธุระสิ่งไรในใจเจ้า พ่อจงเล่าแก่แม่แล้วกลับบ้าน
มิควรทำเจ้าอย่าทำให้รำคาญ อย่าหาญเหมือนพ่อนักคะนองใจ
ลูกมาผิดจริงหาเถียงไม่
จมื่นไวยสารภาพกราบบาทา ก็หักใจเพราะรักแม่วันทอง
รักตัวกลัวผิดแต่คิดไป
ถอดความได้ว่า :ถ้าขุนช้างตื่นมาอาจจะทำร้ายลูกได้นะแม่เป็นห่วงมาก แม่กลัวว่าถ้าลูกเสียจังหวะ
พลาดพล้ำไปพลายงามอาจจะถูกทำร้ายได้นะแม่กลัว ถ้ามีธุระอะไรด่วนก็รีบมาเล่าให้แม่ฟัง แล้วก็รีบกลับไปซะ
อย่าทำตัวกล้าหาญเหมือนขุนแผนพ่อของลูก พลายงามกราบเท้าแม่แล้วบอกว่าลูกทำผิดจริงจะไม่เถียงผิดที่คิดไปแต่ก็
ต้องจำ ใจเพราะรักแม่วันทอง
ตัวอย่างบทประพันธ์
ทุกวันนี้ลูกชายสบายยศ พร้อมหมดเมียมิ่งก็มีสอง
มีบ่าวไพร่ใช้สอยทั้งเงินทอง พี่น้องข้างพ่อก็บริบูรณ์
ยังขาดแต่แม่คุณไม่แลเห็น เป็นอยู่ก็เหมือนตายไปหายสูญ
ข้อนี้ที่ทุกข์ยังเพิ่มพูน ถ้าพร้อมมูลแม่ด้วยจะสำราญ
ลูกมาหมายว่าจะมารับ เชิญแม่วันทองกลับคืนไปบ้าน
แม้จะบังเกิดเหตุเภทพาล ประการใดก็ตามแต่เวรา
ถอดความได้ว่า : ทุกวันนี้พลายงามสบายมียศถาบรรดาศักดิ์ มีพร้อมทุกอย่างทั้งเงินทองบ่าวไพร่เมียก็มีสองคน
ผู้ใหญ่ฝ่ายพอก็อยู่ดี ยังขาดแต่แม่วันทองไม่มองเห็น อยู่ไปก็เหมือนตายไม่เคยสนใจเพราะอย่างนี้ที่ยังทุกข์หนัก ถ้ามี
แม่วันทองด้วยจะสุขสำราญ ที่ลูกมาตั้งใจว่าจะมารับแม่วันทองกลับบ้านเรา ถึงจะเกิดเรื่องก็แล้วแต่เวรแต่กรรม
ตัวอย่างบทประพันธ์
หัวอกใครได้แค้นในแผ่นดิน ไม่เดือดดิ้นเท่าพี่กับวันทอง
คิดอยู่ว่าจะทูลพระพันวษา เห็นช้ากว่าจะได้มาร่วมห้อง
จะเป็นความอีกก็ตามแต่ทำนอง จึงให้ลูกรับน้องมาร่วมเรือน
จะเป็นตายง่ายยากไม่ยากรัก จะฟูมฟักเหมือนเมื่ออยู่ในกลางเถื่อน
ขอโทษที่พี่ผิดอย่าบิดเบือน เจ้าเพื่อนเสนหาจงอาลัย
พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ จะคุมโกรธคุมแค้นไปถึงไหน
ถอดความได้ว่า : ขุนแผนจะไปทูลพระพันวษาแต่เห็นว่าคงดำเนินเรื่องช้าเลยให้พลายงามเป็นคนรับนางวันทองกลับ
มา จะดูแลนางวันทองเหมือนตอนที่อยู่ด้วยกันในป่า ขุนแผนขอโทษนางวันทองแล้วบอกว่าอย่าโกรธขุนแผน ขุนแผน
ผิดจึงมาขอโทษจะโกรธเคืองไปถึงไหน
คุณค่าด้านวรรณศิลป์
1.สะท้อนถึงอารมณ์โกรธเเค้นเเละสะเทือนใจ (พิโรธวาทัง)
ยิ่งคิดเดือดดานทะยานใจ ฉวยได้กระดานชนวนมา
ร่างฟ้องท่องเทียบให้เรียบร้อย ถ้อยคำถี่ถ้วนเป็นหนักหนา…
2.มีการพรรณาถึงเรื่องฝันร้าย
…ครั้งนี้น่าจะมีอันตราย ฝันร้ายสาหัสตัดตำรา
พิเคราะห์ดูทั้งยามอัฐกาล ก็บันดาลฤกษ์เเรงเป็นหนักหนา
มิรู้ที่จะเเถลงเเจ้งกิจจา กอดเมียเมินหน้าน้ำตากระเด็น…
3.ใช้ถ้อยคำเกิดความเศร้าสะเทือนใจสงสารในชะตากรรมของตัวละคร
…วันนี้เเม่จะลาพ่อพลายเเก้ว จะจำจากลูกเเก้วไปสูญสิ้น
พอบ่ายก็จะตายลงถมดิน ผินหน้ามาเเม่จะขอชม
เกิดมาไม่เหมือนกับเขาอื่น มิได้ชื่นเชยชิดสนิทสนม…
4.การบรรยายโวหาร (เสาวรจนีย์)
ฟ้าขาวดาวเด่นดวงสว่าง จันทร์กระจ่างทรงกลดหมดเมฆสิ้น
จึงเซ่นเหล้าข้าวปลาให้พรายกิน เสกขมิ้นว่านยาเข้าทาตัว
5.การพรรณนาโวหาร (นารีปราโมทย์)
จะเป็นตายง่ายยากไม่จากรัก จะฟูมฟักเหมือนเมื่ออยู่ในกลางเถื่อน
ขอโทษที่พี่ผิดอย่าบิดเบือน เจ้าเพื่อนเสน่หาจงอาลัย
6.เชิงเปรียบเทียบ (อุปมาโวหาร)
อีวันทองตัวมันเหมือนเเก้ว ถ้าตัดโคนขาดเเล้วใบก็เหี่ยว
ใครจะควรสู่สมอยู่กลมเกลียว ให้เด็ดเดี่ยวรู้กันเเต่วันนี้
7.กวีแทรกอารมณ์ขันในการเเต่ง (หาสยรส)
ขุนช้างข้าไม่มาไกล้ ขัดใจลุกขึ้นทั้งเเก้ผ้า
เเหงนเง้อเป้อปังยันจังกา ย่างท้าวก้าวมาไม่รู้ตัว
ยายจันงันงกยกมือไหว้ นั่นพ่อจะไปไหนพ่อทูนหัว
ไม่นุ่งผ่อนนุ่งผ้าดูน่ากลัว ขุนช้างมองดูตัวก็ตกใจ
คุณค่าด้านสังคม 1.การเมือง/การปกครอง
พระมหากษัตร์ทรงมีอำนาจสูงสุดในการปกครอง
บ้านเมืองเเละดูเเลราษฎรตัดสินคดีความต่างๆ
ครั้นอยู่ขุนเเผนต้องจำจอง กระหม่อมฉันมีท้องต้องเติบใหญ่
ขุนช้างไปบอกว่าพระโองการ
อยู่ที่เคหาหน้าวัดตะไกร กระหม่อมฉันไม่ให้ไปก็หักมาหาญ
มีรับสั่งโปรดปรานประทานให้ เพื่อนบ้านจะช่วยก็สุดคิด
ยื้อยุดฉุดคร่าทำสามานย์
ด้วยขุนช้างอ้างว่ารับสั่งให้ ใครจะขัดขืนใว้ก็กลัวผิด
จนใจจะมีไปก็สุดฤทธิ
ชีวิตอยู่ใต้พระบาหา
2.ค่านิยม
ผู้หญิงสมัยนั้นไม่มีสิทธิ์ดำเนินชีวิตด้วยตนเองต้องเชื่อฟังเเละปฏิบัติ
ตามที่สามีบอกเสมอ
คราวนั้นเมื่อตามไปกลางป่า หน้าดำเหมือนดั่งทามินหม้อไหม้
ชนะความงามหน้าดั่งเเทนชัย เขาฉุดไปเหมือนดั่งทะเลลึก
เจ้าพลายงามตามรับเอากลับมา ทีนี้น่าจะดำเป็นน้ำหมึก
จะพาเเม่ตกลึกให้จำตาย
กำเริบใจด้วยเจ้าไวยกำลังฮึก
3.ความเชื่อ
ในสมัยก่อนคนไทยมีความเชื่อเกี่ยวกับเวทมนต์คาถา ของขลังเเละการเลี้ยงผี
ฟ้าขาวดาวเด่นดวงสว่าง จันทร์กระจ่างทรงกลดหมดเมฆสิ้น
จึงเซ่นเหล้าข้าวปลาให้พลายกิน เสกขมิ้นว่านยาเข้าทาตัว
ลงยันต์ราชะเอาปะอก หยิบยกมงคลขึ้นใส่หัว
เป่าบนตร์เบื้องบนชอุ่มมัว พรายยั่วยวนใจให้ไคลคลา
จับดาบเคยปราบณรงค์รบ เสร็จครบบริกรรมพระคาถา
ลงจากเรือนไปมิได้ช้า รีบมาถึงบ้านขุนช้างพลัน
4.สถาปัตยกรรมไทย
เรือนไทยสมัยก่อนสร้างจากไม้ นิยมใช้ลิ่มซึ่งเป็นไม้ขัดหรือตอก เเละใช้ดาลซึ่งทำ
ด้วยไม้ขัดบานประตูแทนกลอนประตูในปัจจุบัน
ใช้พรายถอดกลอนถอนลิ่ม รอยทิ่มถอดหลุดไปจากที่
หรือ
สะเดาะดาลบานเปิดหน้าต่างกาง ย่างเท้าก้าวขึ้นร้านดอกไม้
คณะผู้จัดทำ
1.น.ส.เนตรชนก บัวละวงค์ เลขที่ 3 ชั้น ม.6/1
เลขที่ 4 ชั้น ม.6/1
2.น.ส.พิมพ์นรา แสนบัติ เลขที่ 5 ชั้น ม.6/1
เลขที่ 7 ชั้น ม.6/1
3.น.ส.ภูษิตา ภูคงทอง เลขที่ 8 ชั้น ม.6/1
4.น.ส.รุ้งนภา หว่อง
5.น.ส.สุทธิดา ธิราช