การพัฒนาสมรรถนะผู้เรยี น ดว้ ยหลกั สตู รฐานสมรรถนะ
(ระดบั มัธยมศกึ ษา)
ดร.วัชรภัทร เตชะวัฒนศิรดิ ำรง
CHECK IN - CHECK OUT
*เม่ือ CHECK IN - CHECK OUT ภายในวันท่เี ข้ารับการอบรมรอรับใบประกาศนียบัตรออนไลน์ส่งเข้าเมลท่ลี งทะบียน
CHECK IN
1. แสแกน QR Code CHECK IN
1.3
1.1
1.2
1.1 สำหรบั ผใู้ ชเ้ กำ่ ทเ่ี คยใชร้ ะบบมากอ่ นแลว้
ใหค้ ลกิ ท่ี “กรณุ าคลกิ ทนี่ ”่ี
กรอกเลขบตั รประชาชน คลกิ ลงทะเบยี น
1.2 สำหรบั ผสู้ มคั รใหม่ กรอกรายละเอยี ดตามระบบ
กดบนั ทกึ
1.3 ลงทะเบยี นเรยี บรอ้ ย
CHECK OUT
2. แสแกน QR Code CHECK OUT
2.1 2.2 2.3
2.1 กรอกเลขบตั รประชำชน คลกิ ตรวจสอบ
เลอื กหลกั สตู รทเ่ี ขา้ อบรม
2.2 ทำแบบประเมนิ
2.3 ตรวจสอบควำมถกู ตอ้ ง ชอ่ื -นามสกลุ กดบนั ทกึ
ไฟลใ์ บประกาศนยี บตั รสง่ ไปทอี่ เี มลทไ่ี ดล้ งทะเบยี นไว ้
กรณีทำไฟลใ์ บประกำศนียบตั รหำย ใหส้ แกน QR Code น้ีเพ่อื ขอพมิ พใ์ บประกำศนียบตั รใหม่อีกคร้ัง
6
6. สมรรถนะหลัก 6 ดา้ น
สมรรถนะหลัก (Core Competencies) ตาม (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ....
ระดับประถมศึกษา หมายถึง สมรรถนะที่กำหนดให้เป็นพื้นฐานที่นักเรียนทุกคนต้องได้รับการพัฒนาให้เป็น
ความสามารถติดตัวเมื่อจบการศึกษา มีลักษณะเป็นสมรรถนะข้ามกลุ่มสาระการเรยี นรู้หรือคร่อมวชิ า สามารถ
พัฒนาให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนได้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่หลากหลาย หรือสามารถนำไปประยุกต์ใช้
ในการพัฒนาผู้เรียนให้เรยี นรู้สาระต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เป็นสมรรถนะที่มลี กั ษณะ “content – free” คือ ไม่ขึ้นกบั
เนื้อหาสาระของศาสตร์ใด ๆ อย่างไรก็ตามสมรรถนะหลักโดยตัวมันเองไม่ได้ปราศจากความรู้ แต่ความรู้
ที่เป็นองค์ประกอบของสมรรถนะหลักจะเป็นองค์ความรู้เชิงกระบวนการ (Procedural Knowledge) ซึ่งเป็น
ชุดของขน้ั ตอนหรือการปฏิบัตเิ พ่ือดำเนินการใหบ้ รรลุเป้าหมายของสมรรถนะนัน้ ๆ เปน็ ไดท้ ง้ั กระบวนการที่ใช้
เฉพาะศาสตร์หรือบูรณาการข้ามศาสตร์ เช่น ความรู้ท่เี ปน็ องคป์ ระกอบของสมรรถนะการคดิ ขั้นสูงเป็นเป็นชุด
ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคิดประเภทต่าง ๆ เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดเชิงวิพากษ์ และการคิด
สร้างสรรค์
(ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช .... ระดับประถมศึกษา กำหนดสมรรถนะหลัก
6 ด้าน เพ่อื เป็นเปา้ หมายการพฒั นาผูเ้ รยี นระดับการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน ดังน้ี
1. การจัดการตนเอง
2. การคิดข้นั สูง
3. การส่ือสาร
4. การรวมพลงั ทำงานเปน็ ทมี
5. การเป็นพลเมืองท่ีเข้มแขง็
6. การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และวิทยาการอย่างยั่งยนื
7
1. สมรรถนะการจดั การตนเอง (Self-Management: SM)
นิยาม
การรู้จัก รัก เห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น การพัฒนาปัญญาภายใน ตั้งเป้าหมายในชีวิต
และกำกับตนเองในการเรียนรู้และใช้ชีวิต การจัดการอารมณ์และความเครียด รวมถึงการจัดการปัญหาและ
ภาวะวกิ ฤต สามารถฟ้นื คืนสูส่ ภาวะสมดุล (Resilience) เพื่อไปสู่ความสำเร็จของเป้าหมายในชวี ติ มีสุขภาวะท่ีดีและ
มสี มั พนั ธภาพกบั ผู้อ่ืนได้ดี
องคป์ ระกอบ
1. การเห็นคุณค่าในตนเอง : การรู้จัก รัก เห็นคุณค่าในตนเอง รู้จุดเด่น ข้อจำกัด ความสนใจ
ความสามารถ ความถนัด และภาคภูมิใจในตนเอง มั่นใจในตนเอง เห็นอกเห็นใจ ให้เกียรติและเคารพสิทธิ
ตนเองและผ้อู นื่ มีความรับผดิ ชอบในตนเอง
2. การมีเป้าหมายในชีวิต : การตั้งเป้าหมายในชีวิต มีวินัยในตนเอง สามารถบริหารจัดการเวลา
ทรัพยากร สามารถพึ่งพาและกำกับตนเองใหไ้ ปสู่เปา้ หมายในชีวติ และมสี ขุ ภาวะท่ดี ี
3. การจัดการอารมณ์และความเครียด : การรับรู้ เข้าใจ รู้เท่าทัน อารมณ์ ความรู้สึก ความคิด
และความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของตนเอง เข้าใจสาเหตุและสามารถจัดการอารมณ์ ความรู้สึก และ
ความคิดของตนเอง
4. การจัดการปัญหาและภาวะวิกฤต : การรูเ้ ท่าทันการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดจากปัญหาและภาวะ
วิกฤต สามารถฟนื้ คืนส่สู ภาวะสมดลุ ได้ สามารถเตรียมการ ปอ้ งกัน และแกไ้ ข เพอื่ ให้เกิดความปลอดภัยในชีวิต
และทรัพยส์ นิ
8
ระดับสมรรถนะการจดั การตนเอง
ระดบั การพัฒนา ป.1-3 ระดับความสามารถ ม.4-6
ระดบั คำบรรยายระดับ เร่มิ ตน้ ป.4-6 ม.1-3
รจู้ กั ตนเอง (Knowing Self) ทางดา้ นกายภาพ ความชอบ ความสนใจ จดั การชวี ิตประจำวัน
1 ของตนเอง รบั ร้แู ละจัดการอารมณแ์ ละความรสู้ กึ พน้ื ฐาน ปฏิบตั ติ นตามบรรทัดฐาน
ทางสังคมภายใตก้ ารดูแลของผู้อื่น
2 รจู้ ักตนเองในจดุ เดน่ จุดควรพฒั นา มวี นิ ยั ในการดแู ลจดั การชีวิตประจำวันของตนเอง รบั รู้ กำลัง
และจัดการอารมณแ์ ละความรสู้ ึกพ้นื ฐาน รถู้ กู ผิดในการปฏิบัตติ นตามบรรทัดฐานทางสงั คม พฒั นา
ภายใตก้ ารดแู ลของผู้อื่น ตระหนักร้ใู นสถานการณ์ท่เี ป็นปัญหาในชวี ติ ประจำวัน
3 รู้จักความสามารถของตนเอง มวี นิ ยั ในการดูแลจดั การชวี ิตประจำวันของตนเอง รับรู้และ สามารถ เร่ิมตน้
จัดการอารมณแ์ ละความเครยี ด แยกแยะสิ่งถูกผิด หลีกเลี่ยงการนำพาตัวเองเข้าไปสู่ภาวะเส่ียง
ตามคำแนะนำ อดทนต่อปญั หาในชีวิตประจำวนั และการเรยี น
รู้จกั ความสามารถของตนเอง มวี ินยั ในการดแู ลจดั การชวี ิตประจำวันของตนเอง รบั รู้ เหนือ กำลัง
ความ พัฒนา
4 และจัดการอารมณแ์ ละความเครียด ตระหนกั รูผ้ ิดชอบชว่ั ดี จดั การปญั หาชวี ติ ประจำวนั คาดหวัง
และการเรียนตามคำแนะนำ พร้อมเผชญิ และยอมรับปัญหาท่เี กิดขนึ้
มมี โนทัศนเ์ ก่ียวกบั ตัวเอง (Self Concept) ท่ถี กู ตอ้ ง สามารถตัดสินใจและมุง่ มน่ั ทจี่ ะจดั การ สามารถ เรมิ่ ต้น
5 ส่งิ ทจ่ี ำเป็นสำหรบั ชวี ติ และการเรยี นของตนเอง รับรแู้ ละจัดการอารมณแ์ ละความเครียด
ละเวน้ การกระทำทไี่ มค่ วรทำ รทู้ นั การเปลีย่ นแปลงทเ่ี กดิ ข้นึ จดั การปญั หาชวี ิตประจำวนั
และการเรียนตามคำแนะนำ
มีความม่นั ใจและภาคภมู ิใจในตนเอง (Self Esteem) สามารถตัดสินใจและวางแผนเกีย่ วกับ เหนือ กำลงั
ความ พฒั นา
6 ชวี ติ และการเรียนของตนเอง มีวินยั และจงู ใจตนเองให้ไปส่เู ป้าหมาย รบั รู้และจดั การอารมณ์ คาดหวงั
และความเครียด มีจุดยืนและความเช่ือของตวั เอง ปรบั ตวั รบั การเปล่ยี นแปลงที่เกิดข้ึน
และสามารถฟ้ืนคืนจากสภาพปัญหาเมอ่ื เผชญิ ภาวะวิกฤตตามคำแนะนำ
มคี วามภาคภูมิใจในตนเอง มกี รอบความคิดแบบเตบิ โต (Growth Mindset) สามารถกำกบั สามารถ เรมิ่ ต้น
7 ตนเองใหล้ งมอื ทำตามแผนเกย่ี วกับชีวิตและการเรยี นของตนเอง รับรู้และจดั การอารมณ์
และความเครยี ด แสดงออกตามความเชอื่ และจดุ ยืนของตวั เอง แกไ้ ขปัญหา มีความรับผดิ ชอบ
ในผลของการกระทำของตนเอง และฟนื้ คืนจากสภาพปัญหาเม่ือเผชญิ ภาวะวกิ ฤตตามคำปรึกษา
มีกรอบความคดิ แบบเติบโต สามารถกำกบั ตนเองให้ลงมือทำตามแผนเกีย่ วกบั ชวี ติ เหนือ กำลงั
ความ พฒั นา
8 และการเรยี นของตนเอง และสะท้อนความกา้ วหนา้ ของตนเอง รูท้ นั และจดั การอารมณ์ คาดหวัง
และความเครยี ด มคี วามรับผดิ ชอบในผลของการกระทำของตนเอง วางแผนปอ้ งกนั ปัญหา
และความเสี่ยง และฟน้ื คนื จากสภาพปญั หาเม่อื เผชิญภาวะวกิ ฤต
มภี าพอนาคตของตนเอง (Ideal Self) ท่ตี อ้ งการจะเปน็ มองเห็นขอ้ จำกัดและแนวทาง สามารถ
9 การพัฒนาตนเอง กำหนด ลงมอื ทำ ปรบั เปลี่ยนพฤติกรรม ค่านยิ ม และความเชือ่ ของตนเอง
ตามแผนพฒั นาตนเอง รู้ทันและจดั การอารมณแ์ ละความเครียด และสามารถฟนื้ คนื
จากสภาพปัญหาไดด้ ้วยตนเองเม่อื เผชิญภาวะวกิ ฤต
10 มีความสุขกบั ชวี ติ ทตี่ นเองเป็นอยู่ มุ่งม่นั เพอื่ ความสำเร็จแม้ต้องเผชญิ ความทา้ ทายทเ่ี ข้ามา เหนือ
ในชีวติ รทู้ ันและจดั การอารมณ์และความเครยี ด สามารถสร้างมุมมอง คา่ นยิ มใหม่ ให้กบั ตนเอง ความ
และสามารถฟ้ืนคนื จากสภาพปัญหาเมือ่ เผชิญภาวะวิกฤต คาดหวงั
9
2. สมรรถนะการคดิ ขั้นสูง (Higher Order Thinking: HOT)
นิยาม
สามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตัดสินใจอย่างมีวิจารญาณบนหลักเหตุผลอย่างรอบด้าน
โดยใช้คุณธรรมกำกับการตัดสินใจได้อย่างมีวิจารณญาณ มีความสามารถคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลด้วยความเข้าใจ
ถึงความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งที่อยู่ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ใช้จินตนาการและความรู้สร้างทางเลือกใหม่
เพือ่ แก้ปัญหาท่ีซบั ซ้อนได้อยา่ งมีเป้าหมาย
องค์ประกอบ
1. การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking: HOT-CTC) หมายถึง กระบวนการคิด
ที่พิจารณาไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล มีจุดประสงค์เพื่อตัดสินว่าสิ่งใดควรเชื่อหรือควรกระทำ โดยมีหลักฐาน
สนับสนุนซ่งึ เปน็ ผลมาจากการตีความ ประเมิน วิเคราะห์ สรุปความ และอธบิ ายตามหลักฐาน แนวคิด วิธีการ
กฎเกณฑ์ หรือบริบทต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับข้อมูลที่รวบรวมหรือข้อมูลจากการสังเกต ประสบการณ์ การใช้เหตุผล
การสะท้อนคิด การสื่อสาร และการโต้แย้ง นำไปพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านอื่น ๆ เช่น ความเหมาะสม
ตามหลกั กฎหมาย ศลี ธรรม คุณธรรม คา่ นิยม ความเชือ่ และบรรทัดฐานทางสังคมและวฒั นธรรม
2. การคิดเชิงระบบ (System Thinking: HOT-STM) หมายถึง กระบวนการคิดที่มองเห็น
ภาพรวมโครงสร้างทั้งหมดที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเป็นระบบ ภายใต้บริบท/ ปัจจัย
ของสิ่งแวดล้อมที่เกิดสถานการณ์นั้น ๆ โดยมองสถานการณใ์ ห้ลกึ ลงไปกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เห็นแบบแผน
หรือรูปแบบที่เกิดขึ้น เห็นรากเหง้าของสถานการณ์และปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์นั้น ๆ จนเกิด
ความเข้าใจอยา่ งลึกซึ้งในสถานการณ์นน้ั นำไปสูก่ ารออกแบบระบบ เปรยี บเทียบแบบจำลองความคิด ทำนาย
ผลลพั ธ์ของการแทรกแซงระบบ และประเมนิ ระบบได้
3. การคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking: HOT-CRT) หมายถึง กระบวนการคิด
ที่หลากหลาย ริเริ่ม ประเมิน ปรับปรุง และพัฒนาต่อยอดความคิด เพื่อการแก้ปัญหาหรือสร้างทางเลือก
ที่มีประสิทธิภาพ การสร้างความก้าวหน้าในความรู้ หรือการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ โดยอาศัยจินตนาการ
และทักษะพื้นฐานด้านการคิดริเริ่ม คิดคล่อง คิดยืดหยุ่น คิดละเอียดลออ คิดหลากหลาย คิดวิเคราะห์
และสังเคราะห์ เพื่อให้ได้สิ่งใหม่ที่ดีกว่า แตกต่างไปจากเดิม มีประโยชน์ และมีคุณค่าต่อตนเอง ผู้อื่น และ
สังคมมากกว่าเดิม ซึ่งสิ่งใหม่ในที่นี้อาจเป็นการปรับหรือประยุกต์สิ่งเดิมให้อยู่ในรูปแบบใหม่ หรือเป็นการต่อยอด
จากสง่ิ เดมิ หรอื เป็นการริเร่ิมส่ิงใหมข่ นึ้ มาทั้งหมด
4. การคิดแก้ปัญหา (Problem Solving Thinking: HOT-PRB) หมายถึง กระบวนการคิด
ที่ใช้ในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการกำหนดปัญหา เข้าใจเหตุและผลของปัญหา วางแผน
การแก้ปัญหาโดยรวบรวมข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา ออกแบบวิธีการแก้ปัญหาที่หลากหลาย และเลือกวิธีการ
แก้ปัญหาที่ดีที่สุด ดำเนินการแก้ไขปัญหาตามแผนที่วางไว้อย่างเป็นลำดับขั้นตอน เก็บ และวิเคราะห์ข้อมูล
เพ่ือประเมินและตรวจสอบผลของการแกป้ ญั หา ปรบั ปรงุ จนปญั หาไดร้ ับการแกไ้ ข
สำนกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา ณ วนั ที่ 27 พฤศจกิ ายน 2563
10
ระดบั สมรรถนะการคิดขนั้ สูง
ระดับการพัฒนา ระดับความสามารถ
ระดบั คำบรรยายระดบั ป.1-3 ป.4-6 ม.1-3 ม.4-6
ตั้งคำถามหรือระบุปัญหาอย่างง่ายจากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัวสถานการณ์ หรือ
1 ปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน สังเกต จำแนก สำรวจ วางแผน รวบรวมข้อมูลหรือทรัพยากร เร่ิมตน้
สรุปข้อมูล และเสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างง่ายได้ สามารถจินตนาการและเสนอความคิดได้
อย่างอิสระ ตลอดจนสามารถผลติ ผลงานอยา่ งง่ายโดยอาศัยตน้ แบบ
ตั้งคำถามหรือระบุปัญหาอย่างง่ายจากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว สถานการณ์ หรือ
ปรากฏการณ์ในชีวติ ประจำวัน สังเกต จำแนก หรือระบุความสัมพนั ธข์ องส่ิงที่เกี่ยวข้องกับ
2 ปรากฏการณ์หรือสถานการณ์นั้น ๆ ได้ สามารถสำรวจ วางแผน รวบรวมข้อมูลหรือ กำลัง
ทรัพยากร สรุปข้อมูล และเสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างง่ายได้ พร้อมแสดงเหตุผลและ พฒั นา
ประเมินความเหมาะสมของคำตอบ สามารถจินตนาการและเสนอความคิดได้อย่าง
คล่องแคล่ว หลายประเภทและหลายทิศทาง ตลอดจนสามารถผลิตผลงานอย่างง่าย
โดยอาศัยตน้ แบบ
ตั้งคำถามหรือระบุปัญหาอย่างง่ายจากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว สถานการณ์ หรือ
ปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน สังเกต จำแนก หรือระบุความสัมพนั ธ์ของสิ่งที่เกี่ยวข้องกบั
ปรากฏการณ์หรือสถานการณ์นั้น ๆ ได้ สามารถสำรวจ วางแผน รวบรวมข้อมูลหรือ
3 ทรัพยากร แปลความหมายข้อมูลด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ และสรุปข้อมูล เพื่อ สามารถ เรม่ิ ตน้
เปรียบเทยี บ ประเมนิ ตดั สินใจ หรือเสนอแนวทางแกป้ ญั หาอย่างงา่ ยได้ พร้อมแสดงเหตุผล
โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของการออกแบบวิธีการแก้ปัญหา สามารถจินตนาการและ
เสนอความคิดได้อย่างคล่องแคล่ว หลากหลาย โดยใช้ความคิดที่แปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร
ตลอดจนสามารถผลิตผลงานตามจินตนาการโดยอาศยั ตน้ แบบ
ตั้งคำถามหรือระบุปัญหาอย่างง่ายจากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว สถานการณ์ หรือ
ปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวันโดยละเอียด ระบุความสัมพันธ์ของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ
4 ปรากฏการณ์หรือสถานการณ์นั้น ๆ ได้ สามารถวางแผนและดำเนินการสำรวจตรวจสอบ เหนือ กำลงั
เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล แปลความหมายข้อมูลด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ และสรุป ความ พัฒนา
ข้อมูล พร้อมทั้งประเมินความถูกต้องและข้อจำกัดของข้อมูล เพื่อเปรียบเทียบ ประเมิน คาดหวัง
ตัดสินใจ หรือเสนอแนวทางแกป้ ัญหาอยา่ งงา่ ยได้ สามารถจินตนาการและเสนอความคิดได้
อย่างคล่องแคล่ว หลากหลาย โดยใช้ความคิดที่แปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร หรือพัฒนาต่อยอดจาก
ของเดิม
ต้ังคำถามหรอื ระบปุ ัญหาทซี่ ับซ้อน จากการสงั เกตสิ่งต่าง ๆ สถานการณ์ หรือปรากฏการณ์
ในชีวิตประจำวันโดยละเอียด สามารถวางแผนและดำเนินการการสำรวจตรวจสอบ เลือก
5 วธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล วเิ คราะหข์ ้อมลู แปลความหมายขอ้ มลู เพื่อสร้างข้อสรปุ ท่ีแม่นยำ สามารถ เร่ิมตน้
และนา่ เชื่อถอื พร้อมนำเสนอและเปรียบเทยี บขอ้ สรปุ ที่เหมอื นหรอื แตกต่างกับข้อสรุปของ
ตน สามารถพฒั นาชนิ้ งานหรือวธิ ีการ โดยใชค้ วามคดิ ทแ่ี ปลกใหม่ ท่ีไมซ่ ำ้ ใครหรือพัฒนาต่อ
ยอดจากของเดิม วิเคราะห์องคป์ ระกอบของช้ินงานหรอื วิธกี ารเพื่อสร้างแบบจำลองอยา่ งง่าย
ตั้งคำถามหรือระบุปัญหาหรือสถานการณ์ที่ซับซ้อน จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ สถานการณ์
หรือปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน ระบุสาเหตุของปัญหา แยกปัญหาเป็นปัญหาย่อย ๆ
สามารถวางแผนและดำเนินการการสำรวจตรวจสอบ เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล เหนือ
ความ กำลงั
6 เปรียบเทียบแหล่งข้อมูลและข้อเท็จจริงได้ วิเคราะห์ข้อมูล แปลความหมายข้อมูล ลง คาด พฒั นา
ข้อสรุปได้อย่างถูกต้อง นำเสนอข้อสรุปรวมทั้งเปรียบเทียบและประเมินข้อสรุปท่ีแตกต่าง หวงั
หรือตรงกันข้ามกับข้อสรุปของตน และสามารถปรับปรุงข้อสรุปของตนตามข้อมูลและ
หลักฐานใหม่สร้างแบบจำลองเพื่อแสดงโครงสร้างของปัญหาหรือสถานการณ์ได้ พัฒนา
ชิ้นงานหรือวิธีการโดยใช้ความคิดที่แปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร หรือพัฒนาต่อยอดจากของเดิม
ใหเ้ หมาะสมต่อการใช้งานจริง
11
ระดบั สมรรถนะการคิดขนั้ สูง (ต่อ) ป.1-3 ระดับความสามารถ
ป.4-6 ม.1-3 ม.4-6
ระดบั การพัฒนา
ระดบั คำบรรยายระดบั สามารถ เรม่ิ ต้น
ตั้งคำถามหรือระบุปัญหาหรือสถานการณ์ที่ยากและซับซ้อน จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ เหนอื กำลงั
สถานการณ์หรือปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน ระบุสาเหตุของปัญหา แยกปัญหา ความ พัฒนา
เป็นปัญหาย่อย ๆ สามารถวางแผนและดำเนินการการสำรวจตรวจสอบโดยใช้เครือ่ งมอื คาดหวัง
หรอื เทคโนโลยี เลือกวธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมลู วเิ คราะหข์ ้อมูลเพ่ือสรา้ งข้อสรุปท่ีแม่นยำ
สามารถ
7 และน่าเชื่อถือ เปรียบเทียบแหล่งข้อมูลและข้อเท็จจริงได้ สามารถลงข้อสรุปได้อย่าง
ถูกต้อง เปรียบเทียบและประเมินข้อสรุปท่ีแตกต่างหรือตรงกันข้ามกับข้อสรุปของตน เหนอื
โดยใช้เหตุผลและหลักฐานที่หลากหลายและสามารถปรับปรุงข้อสรุปของตนตามข้อมลู ความ
และหลักฐานใหม่ สร้างแบบจำลองเพื่อแสดงโครงสร้างของปัญหาหรือสถานการณ์ คาดหวงั
ได้ พัฒนาชนิ้ งาน วิธกี ารหรือนวตั กรรม โดยใช้ความคดิ ทแ่ี ปลกใหม่ทไ่ี ม่ซ้ำใครหรือพฒั นา
ต่อยอดจากของเดิมให้เหมาะสมต่อการใช้งานจริง
ตั้งคำถามหรือระบุปัญหาหรือสถานการณ์ที่ยากและซับซ้อน จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ
สถานการณ์หรือปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน ประเมินคำถามว่าสามารถสำรวจ
ตรวจสอบได้หรือไม่ ระบุสาเหตุของปัญหา แยกปัญหาเป็นปัญหาย่อย ๆ สามารถ
วางแผนและดำเนินการการสำรวจตรวจสอบ เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์
8 ข้อมูลเพอื่ สร้างข้อสรปุ ท่แี ม่นยำและน่าเชอ่ื ถอื เปรียบเทยี บแหลง่ ข้อมูลและขอ้ เท็จจริงได้
นำเสนอข้อสรุปรวมทั้งเปรียบเทียบและประเมินข้อสรุปที่แตกต่างหรือตรงกันข้ามกับ
ข้อสรปุ ของตน โดยใชเ้ หตุผลและหลักฐานที่หลากหลายและสามารถปรบั ปรุงข้อสรุปของ
ตนตามขอ้ มลู และหลกั ฐานใหม่ สร้างแบบจำลองความคิด เพื่ออธิบายแนวคิดท่ีใช้ในการ
ออกแบบระบบได้ สามารถพัฒนาช้ินงาน วิธีการหรือนวัตกรรม โดยใช้ความคิดที่แปลก
ใหม่ท่ไี ม่ซำ้ ใคร หรือพฒั นาต่อยอดจากของเดมิ ให้เหมาะสมต่อการใช้งานจรงิ
ตั้งคำถามหรือระบุปัญหาหรือสถานการณ์ที่ยากและซับซ้อน จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ
สถานการณ์หรือปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวันหรือจากผลที่ไม่คาดคิดมาก่อน เพื่อหา
ข้อมูลเพิ่มเติม ประเมินคำถามว่าสามารถสำรวจตรวจสอบได้หรือไม่ ระบุสาเหตุของ
ปัญหา สามารถแยกปญั หาเป็นปญั หายอ่ ย ๆ สามารถวางแผนและดำเนนิ การการสำรวจ
ตรวจสอบ เลือกวิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล พร้อมทัง้ ประเมนิ ความถกู ต้อง วเิ คราะหข์ อ้ มูล
เพื่อสร้างข้อสรุปที่แม่นยำและน่าเชื่อถือ เปรียบเทียบแหล่งข้อมูลและข้อเท็จจริงได้
9 ประเมินผลกระทบของปัญหาโดยใช้วิธีการที่เหมาะสมและครอบคลุมทุกมิติ นำเสนอ
ข้อสรปุ รวมทง้ั เปรียบเทียบและประเมนิ ขอ้ สรุปทีแ่ ตกตา่ งหรอื ตรงกันขา้ มกับข้อสรุปของ
ตน โดยใช้เหตุผลและหลักฐานที่หลากหลายและสามารถปรับปรุงข้อสรุปของตน
ตามข้อมูลและหลักฐานใหม่ สามารถสร้างแบบจำลองความคิดเพื่ออธิบายแนวคิดที่ใช้
ในการออกแบบการแกป้ ญั หา สามารถทำนายผลลพั ธ์ที่เกิดขึน้ เมื่อมีการปัจจัยอืน่ เข้ามา
ในระบบ พัฒนาชิ้นงาน วิธีการหรือนวัตกรรม โดยใช้ความคิดที่แปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร
หรือพัฒนาต่อยอดจากของเดิมให้เหมาะสมต่อการใช้งานจริง เขียนสะท้อนความคิด
เกีย่ วกับเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้
ตั้งคำถามหรือระบุปัญหาหรือสถานการณ์ที่ยากและซับซ้อน จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ
สถานการณ์หรือปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวันหรือจากผลที่ไม่คาดคิดมาก่อน เพื่อหา
ข้อมลู เพม่ิ เตมิ และหาความสมั พนั ธข์ องสงิ่ ตา่ ง ๆ รวมทงั้ ประเมนิ คำถามวา่ สามารถสำรวจ
ตรวจสอนได้หรือไม่ ระบุสาเหตุของปัญหา แยกปัญหาเป็นปัญหาย่อย ๆ สามารถ
วางแผนและดำเนินการการสำรวจตรวจสอบ เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล พร้อมท้ัง
ประเมินความถูกต้องและขอ้ จำกดั ของขอ้ มูล วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างข้อสรุปที่แม่นยำ
10 และนา่ เชื่อถอื รวมทั้งพิจารณาขอ้ จำกัดของการวเิ คราะห์และตีความหมายข้อมูล สามารถ
เปรียบเทียบแหล่งข้อมูลและข้อเท็จจริงได้ นำเสนอข้อสรุปรวมทั้งเปรียบเทียบและ
ประเมินข้อสรุปที่แตกต่างหรือตรงกันข้ามกับข้อสรุปของตนโดยใช้เหตุผลและหลักฐาน
ที่หลากหลายและสามารถปรับปรุงข้อสรุปของตนตามข้อมูลและหลักฐานใหม่
สร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายแนวคิด ทำนายหรือประเมินผลลัพธ์ พัฒนาชิ้นงาน วิธีการ
หรือนวัตกรรม โดยใช้ความคิดที่แปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร หรือพัฒนาต่อยอดจากของเดิม
ให้เหมาะสมตอ่ การใชง้ านจริงและส่งผลดีตอ่ สังคม เขยี นสะทอ้ นความคดิ เก่ียวกับเนื้อหา
และกระบวนการเรียนรู้ และระบุสิ่งทีต่ ้องสิ่งที่จะทำในอนาคตเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของ
ตนเองและพัฒนาสังคม
12
3. สมรรถนะการสื่อสาร (Communication: CM)
นิยาม
มีความสามารถรับรู้ รับฟัง ตีความ และส่งสารด้วยภาษาต่าง ๆ ทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา
โดยใช้กระบวนการคิด ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้ ความเข้าใจ ในระบบคุณค่า การแก้ปัญหาร่วมกันผ่านกลวิธี
การส่ือสาร อยา่ งฉลาดรู้ สร้างสรรค์ มีพลงั โดยคำนงึ ถึงความรับผิดชอบต่อสงั คม
องค์ประกอบ
1. การรับสารอย่างมีสติและถอดรหัสเพื่อให้เกิดความเข้าใจ หมายถึง การรับสารด้วยความใส่ใจ
ผ่านประสาทสัมผัสในการรับสาร ตลอดจนสามารถตีความ1สารที่ส่งมาได้ทั้งความคิด ความรู้สึก เจตนา
ตลอดจนสามารถตีความสารและสามารถนำสารมาใช้พฒั นาตนเองและสังคม
2. การรับส่งสารบนพื้นฐานความเข้าใจและความเคารพในความคิดเห็นและวัฒนธรรม
ที่แตกต่าง หมายถึง การรับส่งสารด้วยวิธีการที่หลากหลาย ทั้งการเจรจาต่อรอง หรือแลกเปลี่ยนข้อมูล
สารสนเทศ องค์ความรู้ ประสบการณ์ ผ่านช่องทางหรือสื่อที่มีความหลากหลาย ทั้งสื่อบุคคล สื่อธรรมชาติ
ส่อื สิ่งพิมพ์สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่อระคน โดยปราศจากความขดั แย้งต่าง ๆ และรู้เท่าทัน บนพื้นฐานความเข้าใจ
ในบริบทสงั คมท่ีมคี วามคดิ และวัฒนธรรมท่ีแตกตา่ ง ท้งั ในระดับชมุ ชน ชาติ และสากล
3. การเลือกใช้กลวธิ ีการสื่อสารอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถงึ ความรับผดิ ชอบต่อสังคมเพ่ือบรรลุ
วัตถุประสงค์ในการสื่อสาร หมายถึง การเลือกใช้วิธีการสื่อสารในลักษณะต่าง ๆ ทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา
ตลอดจนการสื่อความหมายผ่านสื่อในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสื่อสาร โดยมีความรับผิดชอบ
ตอ่ ผลทจี่ ะเกดิ ขึ้นในสังคมและวัฒนธรรมท่ีแตกต่างทงั้ ในระดับชมุ ชน ชาติ และสากล
14
ระดับสมรรถนะการส่ือสาร
ระดบั การพฒั นา ระดบั ความสามารถ
ระดบั คำบรรยายระดับ ป.1-3 ป.4-6 ม.1-3 ม.4-6
1 ใช้ประสาทสัมผัสในการรับและส่งสารอย่างตั้งใจ เข้าใจความแตกต่างทางกายภาพที่มีผลต่อการสื่อสาร เร่ิมต้น
ใช้สื่อ ภาพ เสียง คำพดู ทา่ ทาง สญั ลกั ษณ์ใกล้ตวั และผลงานอยา่ งง่าย ๆ ในการสื่อสารแบบตรงไปตรงมา
รับและส่งสารอย่างตั้งใจโดยใช้ประสาทสัมผัส เข้าใจนัยตรง บอกข้อมูลและความรู้สึกที่มีต่อสารในสถานการณ์
2 ใกล้ตัวแบบตรงไปตรงมา โดยเลือกและผลิตสือ่ ทีเ่ หมาะสมกับบุคคลผ่านการเคลื่อนไหว ท่าทาง เสียง ภาษา กำลงั
ภาพ สัญลักษณ์ และผลงานแบบง่าย ๆ พร้อมทั้งคำนึงถึงประโยชน์และโทษของการสื่อสารที่มีผลกระทบ พัฒนา
ต่อตนเอง
รับและส่งสารที่เป็นข้อมูล ข้อเท็จจริง และความรู้สึกที่มีรายละเอียดมากขึ้นในสถานการณ์ใกล้ตัว มีความอดทน
3 ในการรับสารแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสอื่ สาร โดยตระหนกั ถงึ ความแตกตา่ งระหวา่ งตนเองกับบุคคลใกล้ตัว สามารถ เรม่ิ ตน้
คำนึงถึงประโยชน์และโทษของสื่อที่มีต่อตนเอง สามารถสื่อสารเรื่องราวใกล้ตัวทั้งที่เป็นภาษา ภาพ เสียง
สัญลักษณ์ ท่าทาง การแสดงออกทางศลิ ปะอยา่ งง่าย โดยเลอื กและผลติ สื่อให้เหมาะกับบุคคล และกาลเทศะ
4 รับและสง่ สารทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับสถานการณท์ ี่ใกลต้ วั จบั ประเด็นสำคัญ หรือวัตถุประสงคข์ องผูส้ ่งสารได้ อธิบาย เหนอื กำลัง
ความรู้สึกทีเ่ กิดข้ึนจากการรบั สารประเภทตา่ ง ๆ ทมี่ คี วามซบั ซ้อนมากขนึ้ มีความอดทนในการรับและส่งสาร ความ พัฒนา
ใช้สื่อที่มีความหลากหลายข้ึน เข้าใจผลกระทบของสื่อที่มตี ่อตนเอง มีจุดมุ่งหมาย และกลวิธีในการสื่อสารและ คาดหวัง
การผลติ ส่ือ เพ่อื สอ่ื สาระทีเ่ ปน็ ประโยชน์ตอ่ ตนเองไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
รับและส่งสารที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในชุมชน สังคม อย่างมีสติ จับประเด็นสำคัญ ข้อคิด ทั้งเชิงบวก สามารถ เริ่มต้น
5 และลบที่ได้รับตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร แลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างมีสติกับบุคคลที่หลากหลายขึ้น
ในสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน ทั้งโลกจริงและโลกเสมือน มีมารยาทและจริยธรรมในการสื่อสาร เลือกใช้
กลวิธใี นการผลติ สือ่ และสอ่ื สารทเี่ หมาะสม และเกิดประโยชน์ตอ่ ตนเองและต่อกล่มุ ตามจดุ มุง่ หมายท่กี ำหนดไว้
รับและส่งสารผ่านสื่อที่หลากหลาย โดยปราศจากอคติ สรุปประเด็น ตีความ และประเมินคุณค่า ในมิติความจรงิ เหนอื กำลงั
ความ พัฒนา
6 (ขอ้ มูลขา่ วสาร) ความดี (แก่นแนวคิด) และความงาม (อารมณ์ สนุ ทรียะ) แบบงา่ ยได้ สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ คาดหวัง
เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม โดยคำนึงถึงผลกระทบของการสื่อสาร รู้ผลกระทบของสื่อ ประเมินคุณค่าและ
จริยธรรมในการสื่อสาร ผ่านสื่อประเภทตา่ ง ๆ มีจุดมุ่งหมายในการสื่อสาร การผลิตสื่อ และออกแบบการส่อื สาร
เพ่อื ใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อตนเอง ต่อกลุม่ และต่อสงั คม
รับและส่งสารผ่านสื่อที่หลากหลาย โดยปราศจากอคติ สรุปประเด็น ตีความ วิเคราะห์ และประเมินคุณค่า สามารถ เรม่ิ ตน้
7 ในมิติความจริง ความดี ความงาม ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร
สามารถออกแบบการสื่อสารที่ซับซ้อนได้อย่างมีศิลปะ และสร้างสรรค์ในการสื่อสารมากขึ้น โดยคำนึงถึง
ประโยชนท์ ั้งตอ่ ตนเอง กลมุ่ และสงั คมของตนเอง ตามจดุ มงุ่ หมายทีก่ ำหนดไว้
รับและส่งสารที่มีความซับซ้อนผ่านสื่อที่หลากหลาย โดยปราศจากอคติ ตีความ วิเคราะห์ วิพากษ์จุดเด่น เหนอื กำลัง
ความ พฒั นา
8 จุดด้อย ประเมินคุณค่าของสารที่เกิดประโยชน์กับคนหมู่มาก หรือที่ทดสอบได้ว่าเป็นประโยชน์จริง คาดหวงั
หรือที่เป็นไปตามอุดมการณ์ สื่อสารทางบวก ผลิตสื่อที่ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ซับซ้อนได้ โดยคำนึงถึง
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และสามารถออกแบบการสื่อสารผ่านสื่อหลากหลายประเภทได้อย่างเหมาะสมกับ
กล่มุ เปา้ หมายท่ีตอ้ งการ คำนงึ ถึงสทิ ธแิ ละประโยชนข์ องสว่ นรวมและมีความรบั ผิดชอบตอ่ สังคม
9 รับและส่งสารที่มีความซับซ้อนและมีนัยแฝงผ่านสื่อที่หลากหลาย โดยปราศจากอคติ ตีความ วิเคราะห์ วิพากษ์ สามารถ
จดุ เด่น จดุ ด้อย ประเมนิ คุณค่าของสารนั้นได้ลกึ ข้ึน มีพฤตกิ รรมทางกาย วาจาและใจในการส่ือสารกับบุคคล
ที่มีความต่างอย่างเห็นอกเห็นใจได้อย่างเหมาะสม รู้สึกร่วมและเข้าใจความรูส้ กึ ต่อบุคคลทีม่ คี วามตา่ งจากตนเอง
มกี ลยทุ ธใ์ นการผลิตส่อื และสอ่ื สารผ่านสือ่ หลากหลายประเภทได้อยา่ งมีศิลปะและมพี ลังดว้ ยความรับผิดชอบ
ตอ่ สงั คม (Social Responsibility)
รับและส่งสารผ่านสื่อที่หลากหลายรูปแบบและมีความซับซ้อนหรือมีนัยมากขึ้น เข้าใจ วิเคราะห์ วิพากษ์ เหนือ
ความ
10 และนำสารที่ได้รับไปใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาตนเอง ชุมชน หรือสังคมได้ ใช้กลยุทธ์ในการผลิตสื่อและ คาดหวงั
สื่อสารได้อย่างมีสติและวิจารณญาณ และรู้สึกร่วมและเข้าใจความรู้สึก (Empathy) เพื่อสร้างความเข้าใจ
โดยคำนึงถงึ ความแตกต่างในทกุ มิติดว้ ยความรับผิดชอบต่อสังคมและการสร้างสังคมทพี่ ัฒนาอย่างยั่งยนื
สำนกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา ณ วันที่ 27 พฤศจกิ ายน 2563
15
4. สมรรถนะการรวมพลงั ทำงานเป็นทมี (Teamwork and Collaboration: TC)
นิยาม
สามารถจัดระบบและกระบวนการทำงาน กิจการ และการประกอบการใด ๆ ทั้งของตนเอง และ
ร่วมกับผู้อื่น โดยใช้การรวมพลังทำงานเป็นทีม มีแผน ขั้นตอน ให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย มีภาวะผู้นำ
มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีการประสานความคิดเห็นที่แตกต่างสู่การตัดสินใจและแก้ปัญหาเป็นทีม
อย่างรับผิดชอบรว่ มกนั สรา้ งความสมั พันธ์ทด่ี แี ละจดั การความขัดแยง้ ภายใต้สถานการณ์ท่ียุ่งยาก
องค์ประกอบ
1. เป็นสมาชิกทีมที่ดีและมีภาวะผู้นำ มีทักษะการทำงานเป็นทีม รับผิดชอบในบทบาทหน้าที่
ของตนและของทีม มีความยืดหยุ่นในการทำงานร่วมกับกลุ่มคนที่แตกต่าง นำจุดเด่นของตนและสมาชิกมาใช้
ในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย สะท้อนการทำงานของตนเองและทีม ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของทีม
สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเอง ให้เป็นที่ยอมรับและไว้วางใจ ประสานความร่วมมือภายในทีม
และระหว่างทีม สร้างค่านยิ มใหมใ่ นการทำงานรว่ มกัน และการพัฒนาทมี ทเี่ ขม้ แข็ง สามารถเปน็ ต้นแบบผสู้ ร้าง
การเปลีย่ นแปลง
2. กระบวนการทำงานแบบร่วมมือรวมพลังอย่างเป็นระบบ สามารถจัดระบบการทำงาน
กิจการ และการประกอบการใด ๆ ทั้งของตนเอง และร่วมกับผู้อื่น ร่วมกันกำหนดเป้าหมาย แผนการทำงาน
ขน้ั ตอน และกระบวนการทำงานเป็นทีม เหน็ ภาพความสำเร็จของทีม คำนงึ ถงึ ประโยชน์ของทมี ก่อนประโยชน์
ส่วนตน แบ่งบทบาทหน้าที่ให้เหมาะสมกับศักยภาพของสมาชิก รับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ด้วยความใส่ใจ
มีความพยายามในการทำงานและสนับสนุนช่วยเหลือให้เกิดความสำเร็จ เคารพ รับฟัง แลกเปลี่ยน และ
ประสานความคิดเห็นที่แตกต่าง ประยุกต์ใช้ทักษะการคิดขั้นสูงในการตัดสินใจเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ
ประเมนิ และปรับปรุงกระบวนการทำงานรว่ มกันอย่างเป็นระบบ ด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ร่วมรับผิด
และรบั ชอบตอ่ ผลการตดั สนิ ใจของทีม เห็นคุณค่าของการทำงานแบบรว่ มมอื รวมพลงั
3. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีและการจัดการความขัดแย้ง มีทัศนคติเชิงบวกในการทำงานร่วมกับ
ผู้อื่น เห็นคุณค่าของสัมพันธภาพที่ดี สร้างและรักษาความสัมพันธ์อันดีในทีม ให้ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ เห็นอกเห็นใจในฐานะที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน เคารพและเห็นประโยชน์ของ
ความแตกต่างหลากหลาย มีทักษะและใช้วิธกี ารป้องกันและจัดการความขัดแย้งได้อยา่ งเป็นระบบ
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา ณ วนั ท่ี 27 พฤศจกิ ายน 2563
16
ระดับสมรรถนะการรวมพลงั ทำงานเปน็ ทีม
ระดับการพัฒนา ระดบั ความสามารถ
ระดบั คำบรรยายระดับ ป.1-3 ป.4-6 ม.1-3 ม.4-6
1 รับรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง มุ่งมั่นทำงานและทำกิจกรรมของตนเอง
และร่วมกับผู้อื่นได้สำเร็จตามข้อตกลง กฎ กติกา และแสดงออก เร่ิมต้น
อย่างเหมาะสมในสถานการณ์ต่าง ๆ ตามคำชแี้ นะ
รู้และรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ของตนเอง มีความมั่นใจในการทำงาน
2 ตามขั้นตอนต่าง ๆ ให้สำเร็จ ตามคำแนะนำ และปฏิบัติตามกฎ กติกา
ของทีม เมื่อได้รับการชี้แนะเพื่อสนับสนุนการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อ่ืน กำลงั
ให้บรรลุผลสำเร็จ สามารถรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นและตอบสนองต่อ พฒั นา
สถานการณ์ตา่ ง ๆ ตามคำแนะนำ
มีความรับผิดชอบและใช้จุดเด่นในการทำงานให้สำเร็จ รักการทำงาน
3 เป็นสมาชิกทีมที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การกำหนดเป้าหมาย
การสร้างข้อตกลงและการทำงานของทีม แสดงออกถึงความเข้าใจ สามารถ เริ่มต้น
ต่อเพ่อื นในทมี ดว้ ยความเป็นมติ รตามคำแนะนำ
4 เป็นสมาชิกทีมที่รับผิดชอบต่อบทบาทและงานตามที่ได้รับมอบหมาย เหนือ
จัดระบบความคิดก่อนลงมือทำงานอย่างเป็นลำดับขั้นและปฏบิ ัติงานจน ความ กำลงั
สำเรจ็ รวมทงั้ การชว่ ยเหลือเพ่ือนในทมี โดยปฏิบตั ิตอ่ ผู้อ่ืนอย่างเป็นมติ ร คาดหวัง พัฒนา
เป็นสมาชิกที่ริเริ่มกำหนดเป้าหมาย วิธีการทำงานทั้งของตนเองและทีม สามารถ เรม่ิ ต้น
5 ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการวางแผนการทำงานอย่างเป็นลำดับขั้น เหนือ กำลงั
และปฏิบัติงานจนสำเร็จ วิเคราะห์และสะท้อนการทำงาน แสดง ความ พฒั นา
ความคิดเหน็ และสนับสนนุ การทำงานของสมาชิกในทีมใหบ้ รรลุเป้าหมาย คาดหวงั
6 เป็นผู้นำตนเองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการทำงานเพื่อให้บรรลุ
เป้าหมายของตนเองและทีม จัดระบบความคิดและการทำงาน สะท้อน
ผลการทำงานโดยตระหนกั ถงึ เปา้ หมายและสมั พันธภาพเชงิ บวกของทีม
เป็นผู้นำตนเอง สร้างการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกระบวนการ สามารถ เร่มิ ต้น
ทำงาน ตรวจสอบและพัฒนางานร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นระบบ มีวิธีการ
7 ทำงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้ สร้างสัมพันธภาพเชิงบวก และจัดการ
ความขัดแย้งด้วยความเข้าใจและยอมรับ ความแตกต่าง ความเสมอภาค
และเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ เห็นคุณค่าของทุกคนในทีม
อยา่ งเท่าเทียมกนั
มีภาวะผนู้ ำ ใช้ทกั ษะการคิดขน้ั สงู เพ่อื มองเห็นภาพความสำเรจ็ ตดั สนิ ใจ เหนอื กำลงั
ความ พฒั นา
8 และทำงานอย่างมีส่วนร่วม เพื่อขับเคลื่อนทีมให้บรรลุเป้าหมาย คาดหวัง
ด้วยกระบวนการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ อีกทั้งรักษาสัมพันธภาพ
เชงิ บวกในทมี
มภี าวะผนู้ ำ เสรมิ สรา้ งความสมั พันธ์ เชงิ บวกและคณุ ค่าของการรวมพลัง สามารถ
9 ทำงานเป็นทีม มีความสามารถในการประสานความคิดเห็นที่แตกต่าง เหนือ
และทำงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้และสามารถจัดการ ความ
ความขัดแย้งได้ คาดหวัง
10 มีคุณลักษณะของผู้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลง สร้างแรงบันดาลใจ
เห็นคุณค่าของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน สร้างพลวัตรของการทำงาน
เปน็ ทีม เพือ่ ขบั เคลื่อนสู่เป้าหมายความสำเร็จของงานและของทมี
สำนักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2563
17
5. สมรรถนะการเปน็ พลเมืองทีเ่ ขม้ แข็ง (Active Citizen: AC)
นิยาม
การปฏิบัติตนอย่างรับผิดชอบในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก รู้เคารพสิทธิเสรีภาพของตนเอง
และผู้อื่น เคารพในกฎกติกาและกฎหมาย มีส่วนร่วมทางสังคมอย่างมีวิจารณญาณ อยู่ร่วมกับผู้อื่นท่ามกลาง
ความหลากหลาย เห็นคุณค่าของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีบทบาทในการตัดสินใจและสร้างการเปลี่ยนแปลง
ทางสงั คม โดยยดึ มน่ั ในความเท่าเทยี มเปน็ ธรรม ค่านิยมประชาธปิ ไตย และสันติวิธี
องค์ประกอบ
๑. พลเมืองรู้เคารพสิทธิ เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ตระหนักในสิทธิเสรีภาพของตนเอง
ช่วยเหลือ ให้เกียรติ และเห็นอกเห็นใจผู้อื่นบนพื้นฐานของการพึ่งพาอาศัยกัน โดยปราศจากอคติ ไม่เลือกปฏิบัติ
เพื่อการอยรู่ ่วมกันอย่างสนั ติ
๒. พลเมืองรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าท่ี ปฏิบัติตนตามกฎ กติกา ข้อตกลง กฎหมาย อย่างถูกต้อง
และเหมาะสม รบั ผดิ ชอบบทบาทหนา้ ทต่ี นเองในฐานะพลเมอื งไทยและพลโลก
๓. พลเมืองมีส่วนร่วมอย่างมีวิจารณญาณ ติดตามสถานการณ์และประเด็นปัญหาของสังคม
อยา่ งมีวจิ ารณญาณ มสี ว่ นร่วมทางสงั คมด้วยจิตสาธารณะและสำนกึ สากล
๔. พลเมืองผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง มีความกระตือรือร้นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก
ทางสงั คม บนพนื้ ฐานของความเทา่ เทยี มเป็นธรรม ค่านิยมประชาธิปไตย และสนั ตวิ ิธี
สำนักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา ณ วันท่ี 27 พฤศจิกายน 2563
18
ระดบั สมรรถนะการเป็นพลเมืองท่เี ข้มแข็ง
ระดับการพฒั นา ป.1-3 ระดับความสามารถ ม.4-6
ระดับ คำบรรยายระดบั ป.4-6 ม.1-3
1 เข้าใจผลกระทบของการกระทำอะไรที่ตามใจตนเอง รับผิดชอบและปฏิบัติตน
ตามคำแนะนำอย่างเหมาะสม มีส่วนร่วมในกิจกรรมส่วนรวมและแจ้งผู้เกี่ยวข้อง เรม่ิ ตน้
เม่ือพบปญั หาในชั้นเรียน
มีความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น รู้จักปฏิเสธ
2 ช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อได้รับการร้องขอ รับผิดชอบและปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม กำลงั
ตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง มีส่วนร่วมในกิจกรรมส่วนรวมต่าง ๆ ที่โรงเรียน พัฒนา
จัดขึ้นหรือครูมอบหมายและแจ้งผู้เกี่ยวข้องเมื่อพบปัญหาหรือความขัดแย้ง
ในช้นั เรยี น
อิสระที่จะคิดและแสดงออกที่รับผิดชอบและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เคารพสิทธิ เริม่ ตน้
3 เสรีภาพของผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น รับผิดชอบและปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม กำลงั
ตามบทบาทหน้าทข่ี องตนเอง เคารพตอ่ สถาบันหลกั ของชาติ ติดตามขอ้ มลู ข่าวสาร สามารถ พฒั นา
ท่ีเกีย่ วขอ้ งกับตนเอง ครอบครัว เพ่อื นร่วมช้นั เรียน มีส่วนรว่ มในกจิ กรรมสว่ นรวมต่าง ๆ
ในระดบั ช้นั เรยี นหรือโรงเรียน แกไ้ ขปญั หาความขดั แยง้ ในชนั้ เรยี นอย่างมีเหตผุ ล
อดทนอดกลั้นในความคิดเห็นและการแสดงออกที่แตกต่าง ยอมรับความแตกต่าง
หลากหลาย ช่วยเหลือและแบ่งปันกับผู้อื่น รับผิดชอบและปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม
4 ตามบทบาทหน้าที่ในฐานะพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ เหนือ
ทรงเป็นประมุข เคารพต่อสถาบันหลักของชาติ ติดตามและตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร ความ
เข้าร่วมกิจกรรมและร่วมเป็นอาสาสมัครในกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ คาดหวัง
ระดับโรงเรียนและชุมชน หาทางออกร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหา
หรอื ความขดั แยง้ อย่างมเี หตุผล
รู้จักและปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเอง และผู้อื่น ยอมรับและเคารพ สามารถ เร่ิมต้น
ความแตกต่างหลากหลาย พยายามที่จะเหน็ อกเห็นใจ ช่วยเหลือและแบ่งปันกับผู้อื่น
เหนอื กำลงั
5 รับผิดชอบและปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมตามบทบาทหน้าที่ในฐานะพลเมือง ความ พฒั นา
ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เคารพต่อสถาบันหลัก คาดหวัง
ของชาติ ติดตามและตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร เข้าร่วมกิจกรรมและร่วมเป็นอาสาสมัคร
ในกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ระดับโรงเรียนและชุมชน หาทางออกร่วมกัน
กบั ผู้เก่ยี วขอ้ งในการแก้ปัญหา โดยใชก้ ระบวนการปรึกษาหารอื ตามวิถปี ระชาธปิ ไตย
รูจ้ ักและปกปอ้ งสทิ ธิเสรภี าพของตนเอง และผูอ้ ่ืน พยายามที่จะเห็นอกเห็นใจและ
ชว่ ยเหลอื ผูอ้ นื่ เคารพและปฏิบัตติ นตามกฎ กติกาทางสงั คม มีความรับผิดชอบต่อ
ผลการกระทำตามบทบาทหน้าที่พลเมืองประชาธิปไตย ติดตามและประเมิน
6 ความถูกตอ้ งและนา่ เชื่อถอื ของข้อมลู รเิ ริม่ และมสี ว่ นร่วมทางสังคมในประเด็นท่ีสนใจ
ระดับท้องถิ่นและประเทศ ด้วยจิตสาธารณะ กระตือรือร้นในการหาทางออก
และร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกันเกี่ยวกับประเด็นปัญหา โดยคำนึงถึง
ความเท่าเทียมเป็นธรรมด้วยสันติวิธีและวิถีประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเปน็ ประมขุ
สำนกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา ณ วนั ที่ 27 พฤศจกิ ายน 2563
19
ระดับสมรรถนะการเปน็ พลเมอื งที่เข้มแข็ง (ต่อ) ป.1-3 ระดับความสามารถ
ป.4-6 ม.1-3 ม.4-6
ระดบั การพฒั นา
ระดบั คำบรรยายระดับ สามารถ เรม่ิ ตน้
รจู้ ักและปกป้องสทิ ธเิ สรภี าพของตนเอง และผู้อน่ื พยายามทจี่ ะเห็นอกเห็นใจผู้อ่ืน เหนือ กำลัง
ทั้งในโลกจริงและโลกเสมือน ให้เกียรติ ช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่เลือกปฏิบัติ ความ พฒั นา
เคารพและปฏิบัติตนตามกฎ กติกาทางสังคม มีความรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ คาดหวัง
พลเมืองประชาธิปไตย ติดตามและประเมินความถูกต้องและน่าเชื่อถือของขอ้ มูล
สามารถ
7 ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม
ริเริ่มและมีส่วนร่วมทางสังคมในประเด็นที่สนใจระดับท้องถิ่นและประเทศ เหนือ
ด้วยจิตสาธารณะ กระตือรือร้นในการหาทางออกร่วมกันและริเริ่มในการสร้าง ความ
การเปลี่ยนแปลงของท้องถิ่น ภูมิภาค และประชาคมโลก เกี่ยวกับประเด็นปัญหา คาดหวงั
โดยคำนึงถึงความเท่าเทียมเป็นธรรม ด้วยสันติวิธีและวิถีประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมุข
ยึดมั่นในหลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค พยายามที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อ่ืน
ทั้งในโลกจรงิ และโลกเสมือนบนพืน้ ฐานของการพึ่งพาอาศัยกันโดยปราศจากอคติ
8 ใช้วิจารณญาณในการติดตามสถานการณ์และประเดน็ ปัญหา ริเริ่มและมีส่วนร่วม
ทางสังคมในประเด็นที่หลากหลายระดับภูมิภาคและประชาคมโลก ด้วยจิต
สาธารณะและสำนึกสากล กระตือรือร้นในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก
เกี่ยวกบั ประเด็นปญั หาของท้องถ่ิน ด้วยค่านิยมประชาธปิ ไตย
ยึดมั่นในหลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค เคารพและปฏิบัติตามกฎ
กติกาทางสังคม พยายามที่จะเห็นอกเห็นใจผู้อื่นทั้งในโลกจริงและโลกเสมือน
บนพื้นฐานของการพ่ึงพากันโดยปราศจากอคติ ไม่เลือกปฏิบัติ มีความรับผิดชอบ
ต่อบทบาทหน้าที่พลเมืองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
9 ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ใช้วิจารณญาณในการติดตามสถานการณ์
และประเด็นปัญหา ริเริ่มและมีส่วนร่วมทางสังคมในประเด็นที่หลากหลาย
ระดับภูมิภาคและประชาคมโลก ด้วยจิตสาธารณะและสำนึกสากล กระตือรือร้น
ในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก เกี่ยวกับประเด็นปัญหาของท้องถิ่น
ดว้ ยความเชอื่ มน่ั ในสังคมท่ีเทา่ เทียมเปน็ ธรรม ค่านยิ มประชาธปิ ไตย และแนวทาง
ท่ีไม่เกดิ ความรุนแรงต่อสงั คมและต่อตัวเอง
ยึดมั่นและปกป้องในหลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค สื่อสารผ่านช่องทาง
10 สาธารณะระดับภูมิภาคและประชาคมโลก ด้วยจิตสาธารณะ สำนึกสากล
ดว้ ยความเช่ือมน่ั ในสงั คมท่ีเทา่ เทียมเปน็ ธรรม ค่านยิ มประชาธิปไตย และแนวทาง
ท่ีไม่เกดิ ความรนุ แรงต่อสงั คมและต่อตวั เอง แนวทางสนั ตวิ ิธี
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ณ วนั ที่ 27 พฤศจกิ ายน 2563
20
6. สมรรถนะการอยรู่ ่วมกับธรรมชาติ และวิทยาการอยา่ งยง่ั ยนื (Sustainable coexistence with living
in the harmony of nature and science: SLNS)
นยิ าม
มีความเข้าใจพ้ืนฐานเก่ียวกับปรากฏการณ์ของโลกและเอกภพและความสัมพนั ธ์ของคณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์และธรรมชาติในชีวิตประจำวัน ใช้และรู้เท่าทันวิทยาการเทคโนโลยี มีความอยากรู้ อยากเห็น
ชา่ งสงั เกต เหน็ คุณค่า สามารถแก้ปัญหา หรือสร้างสรรค์นวัตกรรมไดเ้ พือ่ การดำรงชีวิตและอยรู่ ว่ มกับธรรมชาติ
อยา่ งยั่งยนื
องคป์ ระกอบ
๑. การเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกและในเอกภพ: สืบเสาะ ทำความเข้าใจข้อเท็จจริง
สาเหตุ กระบวนการ และผลกระทบทเี่ กดิ ขึน้ ของปรากฏการณต์ ่าง ๆ ทเี่ กดิ ข้นึ บนโลก และในเอกภพ
๒. การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์เพื่อการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ
อย่างยั่งยืน: มองเห็นปัญหา เชื่อมโยงและประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพอื่ แกป้ ญั หา หรอื สรา้ งสรรค์นวตั กรรม เพือ่ การดำรงชีวติ และอยรู่ ่วมกับธรรมชาติ
อย่างยั่งยืน
๓. การสร้าง ใช้ และรู้เท่าทนั วทิ ยาการเทคโนโลย:ี สร้างและใช้เทคโนโลยอี ย่างมีประสิทธิภาพ
สร้างสรรค์ รเู้ ท่าทนั มีความฉลาดทางดิจทิ ลั คำนึงถงึ ผลกระทบตอ่ ชีวติ ส่งิ แวดลอ้ ม และสังคม
๔. การมีคุณลักษณะทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สำหรับการเข้าใจระบบธรรมชาติและ
การอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน: มีความอยากรู้อยากเห็น ช่างสังเกต เข้าใจระบบธรรมชาติ เห็นคุณค่าของ
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เพื่อการดำรงชีวิตและอยู่รว่ มกับธรรมชาติอยา่ งย่ังยืน
สำนักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ณ วันที่ 27 พฤศจกิ ายน 2563
21
ระดับสมรรถนะการอยู่รว่ มกับธรรมชาติ และวิทยาการอย่างยัง่ ยนื
ระดบั การพฒั นา ระดับความสามารถ
ป.4-6 ม.1-3
ระดบั คำบรรยายระดบั ป.1-3 ม.4-6
เรม่ิ ตน้
ช่างสงสัย มีจนิ ตนาการ สังเกต ซกั ถาม เก็บรวบรวมขอ้ มลู อยา่ ง กำลงั
พัฒนา
กระตือรอื ร้น บอกข้อเทจ็ จริง ลงความเห็น จากการสังเกต จำแนก สามารถ เริม่ ตน้
1 ความแตกต่างของข้อมลู นำเสนอขอ้ มูลในรูปแบบท่ีเหมาะสม และอธิบาย
สถานการณท์ ี่เก่ยี วขอ้ งกบั ตนเองและส่งิ รอบตัว ทำกจิ กรรม กิจวัตรต่าง ๆ เริ่มต้น
และแกป้ ัญหาโดยใชค้ วามรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ/ หรอื
เทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัยและเหมาะสม มีสว่ นรว่ มในการ
ดแู ลสง่ิ แวดล้อมรอบตวั ใชส้ ่ิงของอย่างประหยดั
ช่างสงสัย กระตอื รือร้นในการตั้งคำถามและรวบรวมขอ้ มูลโดยใช้
เครอื่ งมืออย่างง่าย อา่ นขอ้ มูลและลงขอ้ สรปุ เพ่ืออธบิ ายสาเหตขุ อง
2 สถานการณใ์ กล้ตวั จากความสัมพันธ์ของหลักฐานทีร่ วบรวมได้ แก้ปญั หา กำลงั
จากสถานการณ์ใกล้ตัวหรือสิ่งแวดล้อมโดยใช้ความรคู้ ณติ ศาสตร์ พัฒนา
วิทยาศาสตร์ และ/ หรอื เทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยอี ยา่ งปลอดภยั และ
เหมาะสม มีสว่ นรว่ มในการดูแลสงิ่ แวดล้อมในโรงเรียนหรือชมุ ชน
ใช้สิ่งของอยา่ งใสใ่ จและรคู้ ณุ ค่า
กระตอื รือรน้ และมีฉันทะในการใฝห่ าความรู้ ตงั้ คำถามทน่ี ำไปสู่การหา
คำตอบและรวบรวมข้อมลู โดยใชเ้ คร่ืองมืออย่างงา่ ย เลือกรปู แบบ
การนำเสนอ วิเคราะห์ และประเมนิ ความน่าเชื่อถือของขอ้ สรุป อธบิ าย
3 สาเหตขุ องปรากฏการณ์จากหลกั ฐานทรี่ วบรวมได้และเชอ่ื มโยงผลทม่ี ีตอ่ สามารถ
ชีวติ และสิง่ แวดลอ้ มในชมุ ชน ออกแบบแนวทางและลงมอื แกป้ ัญหา
จากสถานการณใ์ กลต้ ัวหรือสงิ่ แวดล้อมโดยใชค้ วามรู้คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์ และ/ หรอื เทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีอยา่ งปลอดภยั และ
เหมาะสม ใส่ใจ ดแู ลส่งิ แวดลอ้ มในบริเวณบา้ น โรงเรียน หรอื ชุมชน
ของตนเอง ใชท้ รพั ยากรธรรมชาตอิ ยา่ งรูค้ ุณคา่
รวบรวมขอ้ มลู อยา่ งซ่ือสัตย์ ออกแบบและเลือกใช้เครอื่ งมือที่เหมาะสม
ประเมนิ ความน่าเชอ่ื ถือของขอ้ มูล วเิ คราะหข์ ้อมลู ทจ่ี ดั การเพอ่ื ลงข้อสรปุ
อธิบายสาเหตแุ ละกระบวนการของปรากฏการณ์จากหลกั ฐานทร่ี วบรวม
4 ได้โดยใชค้ วามรใู้ นศาสตรต์ ่าง ๆ และเชอื่ มโยงผลตอ่ ธรรมชาติ และ เหนือ
ส่งิ แวดลอ้ มในชมุ ชน คาดการณเ์ ก่ียวกบั ปรากฏการณ์โดยอาศยั หลกั วิชา ความ
คาดหวัง
และไมม่ ีอคติ ออกแบบแนวทางและลงมือแกป้ ัญหาจากสถานการณ์
ตา่ ง ๆ ในธรรมชาติหรอื ส่งิ แวดล้อม โดยใช้ความรคู้ ณิตศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ใชเ้ ทคโนโลยตี ามวตั ถปุ ระสงค์อย่างคุ้มคา่
และปลอดภยั รับรู้และมจี ติ สำนึกในการดูแลธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม
ใส่ใจ และมฉี ันทะในการใฝ่หาความรู้ สงั เกต ตงั้ คำถามท่นี ำไปสู่การหา
คำตอบเกีย่ วกับปรากฏการณ์ท่วั ไป ประเมินและเลอื กวธิ กี ารรวบรวม
ข้อมูลท่สี อดคลอ้ งกบั คำถาม ประเมนิ ความนา่ เช่อื ถอื ของข้อมูล จดั การ
และนำเสนอข้อมูลหลายประเภทไดอ้ ยา่ งเหมาะสม วิเคราะหแ์ ละเลอื ก
ชดุ ข้อมูลทสี่ อดคล้องกับสมมตฐิ าน และประเมินขอ้ สรุปและข้อกล่าวอา้ ง
5 อธิบายสาเหตุและกระบวนการของปรากฏการณ์จากหลกั ฐานทรี่ วบรวม
ไดโ้ ดยใชค้ วามรใู้ นศาสตร์ต่าง ๆ และเชอ่ื มโยงผลตอ่ ธรรมชาติ และ
สิ่งแวดลอ้ มในชุมชน คาดการณ์เกย่ี วกบั ปรากฏการณ์โดยอาศัยหลกั วิชา
อยา่ งมเี หตุผลและไม่มอี คติ แก้ปัญหาปจั จบุ นั ทเี่ ก่ียวข้องกบั
การเปล่ยี นแปลงของปรากฏการณต์ า่ ง ๆ ในระบบธรรมชาติ โดยใช้ความรู้
คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ใชเ้ ทคโนโลยอี ยา่ งคมุ้ ค่า
ปลอดภัย และเหมาะสม รับรแู้ ละเห็นตวั เองเป็นสว่ นหนึ่งของระบบ
ธรรมชาติ ใช้ทรพั ยากรธรรมชาตติ ามความจำเป็น
สำนกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา ณ วนั ท่ี 27 พฤศจกิ ายน 2563
22
ระดับสมรรถนะการอยู่รว่ มกับธรรมชาติ และวทิ ยาการอย่างยงั่ ยืน (ตอ่ ) ระดบั ความสามารถ ม.4-6
ป.4-6 ม.1-3
ระดับการพฒั นา เร่ิมตน้
ระดบั คำบรรยายระดับ ป.1-3 เหนอื กำลัง กำลัง
ความ พัฒนา พฒั นา
มุ่งมั่นในการหาสาเหตุของปรากฏการณ์ ออกแบบวิธีการรวบรวมข้อมลู คาดหวงั
วิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลท่ีค่อนข้างซับซ้อนและประเมินความสมเหตุ
สมผลของข้อสรุปและการอนุมาน ยอมรับและยินดีเปลี่ยนแปลงข้อสรปุ สามารถ
เมื่อมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอ อธิบายสาเหตุและกระบวนการของ
ปรากฏการณ์จากหลักฐานที่รวบรวมได้โดยใช้ความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ เหนือ
ความ
6 และเชื่อมโยงผลต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศอย่างเป็น คาดหวัง
ระบบ คาดการณ์เกี่ยวกับปรากฏการณ์โดยอาศัยหลักวิชาและข้อมูล
รอบด้าน แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วยคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ
เทคโนโลยี และปฏิบัติตนเพื่ออยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของ
ปรากฏการณ์ในระบบธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม ใช้เทคโนโลยี
โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม และรู้เท่าทัน
ในการสื่อสารผ่านโลกดิจิทัล ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่าง
มีความรบั ผดิ ชอบ
มุ่งมั่น อดทน และจดจ่อในการหาสาเหตุของปรากฏการณ์ที่ค่อนข้าง
ซับซ้อน สังเกต ตั้งคำถาม ออกแบบ ประเมิน และปรับปรุงวิธีการ
และเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบและประเมิน
ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ประเมินและปรับปรุงการนำเสนอข้อมูล
ให้เหมาะสม ใช้ความรู้ในการประเมินความสมเหตุสมผลของข้อสรุป
และการอนุมาน อธิบายสาเหตุและกระบวนการของปรากฏการณ์
7 จากหลักฐานที่รวบรวมได้ และใช้ความรู้ หลักการ ทฤษฎี หรือกฎ
และเชื่อมโยงผลต่อชีวิต ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศ
อย่างเป็นระบบ พยากรณเ์ กยี่ วกับปรากฏการณ์อย่างสมเหตสุ มผลและใช้
ข้อมูลรอบด้าน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่คาดคิดเกีย่ วกับการดำเนินชีวิต
ของมนุษย์ สิ่งแวดล้อม และธรรมชาติ ด้วยคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี มสี ว่ นร่วมในการปกป้องหรอื ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน
หรือชุมชน โดยเสนอแนวทาง นำไปปฏิบัติ ตรวจสอบผลและปรับปรุง
วิธีการ ใช้เทคโนโลยีโดยคำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคม และ
สิ่งแวดล้อม สร้างและแบ่งปันข้อมลู อย่างปลอดภัย
สรา้ งโครงงานตามหัวข้อที่กำหนด โดยต้งั คำถาม กำหนดขอบเขตที่ศึกษา
ออกแบบ ประเมิน และปรับปรุงวิธีการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล
และเลือกการอนมุ านทต่ี รงกบั เง่ือนไขและข้อจำกัดอยา่ งมีเหตุผล อธิบาย
สาเหตุและกระบวนการของปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนจากหลักฐาน
ที่รวบรวมได้ โดยใช้ความรู้ หลักการ ทฤษฎี กฎ และปัจจัยต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงผลต่อชีวิต สิ่งแวดล้อม และธรรมชาติอย่าง
8 เป็นระบบ พยากรณ์เกี่ยวกับปรากฏการณ์อย่างสมเหตุสมผล ใช้ข้อมูล
รอบด้านและน่าเชื่อถือ วิเคราะห์ปัญหาในเชิงระบบจากสถานการณ์
ที่ซับซ้อนในธรรมชาติ แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและมีวิจารณญาณ
ด้วยคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีส่วนร่วมสร้างสมดุล
เพื่อการดำรงชีวิตในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนโดยเสนอ
แนวทาง นำไปปฏิบัติ ตรวจสอบผลและปรับปรุงวิธีการอย่างมุ่งมั่น
อดทน ใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายในการทำงาน และจัดการผลที่เกิดขึ้น
เคารพกฎหมาย มีจริยธรรม เห็นคุณค่าของระบบธรรมชาติโดยปรับตัว
ให้อยู่ร่วมกนั ได้อยา่ งสมดุล
สำนักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ณ วนั ท่ี 27 พฤศจิกายน 2563
23
ระดบั สมรรถนะการอย่รู ว่ มกบั ธรรมชาติ และวทิ ยาการอยา่ งยง่ั ยืน (ตอ่ ) ระดับความสามารถ ม.4-6
ป.4-6 ม.1-3
ระดับการพัฒนา สามารถ
ระดับ คำบรรยายระดับ ป.1-3
เหนือ
สร้างโครงงานตามความสนใจ โดยตั้งคำถาม วิเคราะห์ สังเคราะห์ ความ
หลักการหรือทฤษฎีอย่างรอบด้านเพื่อออกแบบวิธีการรวบรวมข้อมูล คาดหวัง
ป ระ เมินและ ปรับ ปรุงการนำ เสนอ ข้อ มูล ว ิเครา ะ ห์ข้อมูล
เพื่อการอนุมาน เลือกใช้โมเดลในการวิเคราะหข์ อ้ มูลเพือ่ นำไปสู่ขอ้ สรปุ
และตอบข้อสงสัย อธิบายสาเหตุและกระบวนการของปรากฏการณ์
ที่ซับซ้อนและสนใจโดยบูรณาการความรู้หลากหลายสาขาวิชาและ
9 เชื่อมโยงผลต่อธรรมชาติ วิเคราะห์ปัญหาในเชิงระบบจากสถานการณ์
ในระบบธรรมชาติ แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและมีวิจารณญาณ
โดยบูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ อย่างแน่วแน่ ไม่ย่อท้อ ปฏิบัติตน
เพื่อดำรงชีวิตในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล มีส่วนร่วม
ในการสร้างจิตสำนึกของคนในชุมชน โดยเสนอแนวทางในการปกป้อง
หรือฟ้ืนฟู และอยรู่ ว่ มกบั ธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ มไดอ้ ย่างเหมาะสมและ
ยั่งยืน ใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการสรา้ งอาชีพและโอกาสในการแข่งขัน
รูเ้ ท่าทันการเปลย่ี นแปลงของเทคโนโลยี
วเิ คราะห์ สงั เคราะหห์ ลักการหรอื ทฤษฎี เอกสารและงานวจิ ัยที่เก่ียวข้อง
เพื่อกำหนดขอบเขตโครงงานที่ศึกษา ออกแบบวิธีการรวบรวมข้อมูล
อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ ประเมินจุดแข็งของชุดข้อมูล สร้าง
และยืนยันความถูกต้องของข้อสรุป อธิบายสาเหตุ กระบวนการ และ
ความสมั พันธข์ องปรากฏการณ์ทีซ่ ับซอ้ นในระบบธรรมชาติโดยบรู ณาการ
10 ความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลที่เป็น
จุดวิกฤตซึ่งมีผลต่อความอยู่รอดของมนุษย์และโลกจากสถานการณ์
ในระบบธรรมชาติ สร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
สร้างสรรค์ และมีวิจารณญาณ โดยบูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ อย่างมุ่งม่ัน
และเด็ดเดี่ยว สร้างจิตสำนึกของคนในชุมชน ปกป้องหรือฟื้นฟู และ
อ ย ู ่ ร ่ ว ม ก ั บ ธ ร ร ม ช า ต ิ แ ล ะ ส ิ ่ ง แ ว ด ล ้ อ ม ไ ด ้ อ ย ่ า ง ส ม ด ุ ล แ ล ะ ย ั ่ ง ยื น
ใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพหรือการเพิ่มมูลค่าของผลผลิต
และโอกาสในการแข่งขนั คำนึงถงึ ผลทจ่ี ะเกิดข้นึ อย่างรอบดา้ น
สำนกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ณ วันที่ 27 พฤศจกิ ายน 2563
112
10. แนวทางการบริหารจัดการหลักสตู ร
หลักสูตรสถานศึกษาคือ กลไกหลักในการขับเคลื่อนและดำเนินการจัดการศึกษาให้บรรลุผล
ตามเป้าหมายและจุดเน้นของสถานศึกษา ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาจึงต้องมีการวางระบบการสร้าง
ความรู้ความเข้าใจให้บุคลากรในระบบนิเวศทางการศึกษาให้สามารถเข้าถึงและเข้าใจความสำคัญ พร้อมทั้ง
มีส่วนร่วมในขั้นตอนต่าง ๆ อย่างเหมาะสม มีการเตรียมความพร้อม วางแผนและศึกษาข้อมูลบริบทรอบด้าน
อย่างครอบคลุมชัดเจน สร้างเครือข่ายความร่วมมือจากภาคส่วนที่สำคัญ รวมทั้งอาจจัดให้มีการรับฟัง
ความคิดเห็นจากผู้เรียน ผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทน
ภาคเอกชน และผู้แทนภาคประชาสังคมในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และเตรียมพร้อมสำหรับการติดตาม
และประเมนิ ผลการพฒั นาคุณภาพของผเู้ รยี น
หลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะเป็นหลักสูตรที่ใช้บริบทจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาสมรรถนะ
ของผู้เรียน ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ของชุมชน สังคม ประเทศไทย และโลก สถานศึกษา
สามารถดำเนนิ การตามข้นั ตอนการจัดทำหลกั สตู รสถานศึกษาฐานสมรรถนะ ดงั แสดงในแผนภาพต่อไปน้ี
113
1. เตรียมความพรอ้ ม
ในการจัดทำหลักสตู รสถานศึกษาฐานสมรรถนะ
ความ ขอ้ มลู แนวคิด (ร่าง)
พร้อม บริบท สำคญั กรอบ
ของ
บคุ ลากร หลกั สูตรฯ
พฒั นา 2. รา่ งหลกั สตู รสถานศึกษาฐานสมรรถนะ บรหิ ารจัดการ
บุคลากร และตรวจสอบคุณภาพหลกั สูตร หลักสตู ร
- ระบบ
วิธกี าร - รา่ งหลกั สตู รตามองคป์ ระกอบทกี่ ำหนด - จดั ระบบ
- ชดุ ความรู้ - ตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสม ของหลกั สูตร กลไก
- ตรวจสอบเพือ่ ให้การรับรอง การบรหิ าร
สถานศกึ ษา
3. นำหลกั สูตรสถานศกึ ษาฐานสมรรถนะไปใช้ - บรหิ าร
และปรบั ปรงุ จดั การ
หลักสตู ร
- สรา้ งความเขา้ ใจ และวางระบบการนำหลักสูตรไปใช้ - ประกัน
- ออกแบบโครงสร้างรายวชิ า รายวชิ า/ กิจกรรม คุณภาพ
หน่วยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ ภายใน
- จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ และปรบั ปรุง
4. ประเมินหลกั สตู รสถานศกึ ษาฐานสมรรถนะ
- เก็บรวบรวมขอ้ มลู การใช้หลกั สตู ร
- ประเมนิ ผลการใชห้ ลักสตู ร
- ปรบั ปรงุ หลักสตู รใหส้ มบรู ณ์
แผนภาพแสดงการจัดทำและใช้หลกั สูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ
114
การจัดทำและใช้หลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะให้มีประสิทธิภาพ มีรายละเอียดของการดำเนินการ
ในแต่ละขนั้ ตอน ดงั นี้
ขั้นตอนที่ 1 เตรียมความพร้อมในการจดั ทำหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ
1) แต่งต้งั คณะกรรมการ
แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาหลกั สูตรสถานศึกษา โดยแต่งตั้งคณะบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบ
การดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นผู้ที่ยอมรับ
ในหลักการของหลักสตู รฐานสมรรถนะและพรอ้ มเปลีย่ นแปลง
2) จัดทำข้อมูลความต้องการจำเปน็ ตามบริบทของสถานศึกษา ชุมชน ทอ้ งถน่ิ และสถานการณ์
ปจั จบุ ัน
จัดทำข้อมูลความต้องการจำเป็นของผู้เรียนแต่ละระดับ และจุดเน้นตามบริบทของ
สถานศึกษา ชุมชนและท้องถิ่น เนื่องจากหลักสูตรฐานสมรรถนะให้ความสำคัญกับการพัฒนาให้ผู้เรียนนำ
สิ่งที่ได้เรียนรูไ้ ปใช้ได้จริงในการดำเนินชีวิต บริบทของสถานศึกษาจึงเกี่ยวขอ้ งโดยตรงกับผู้เรียน ทั้งส่วนที่เปน็
สถานการณ์ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรือการใช้ชีวิตในอนาคตของผู้เรียน รวมทั้งสถานการณ์ของ
ประเทศและโลกปัจจุบนั ทบ่ี ่งบอกถึงสมรรถนะท่ีผเู้ รยี นต้องมีเพื่อการใชช้ วี ิตในอนาคต
3) ศกึ ษาการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะ
ศึกษาการจดั การศึกษาฐานสมรรถนะ ซึ่งประกอบด้วย 1) หลักสูตรฐานสมรรถนะ 2) การจัด
การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ และ 3) การวัดและประเมินผลฐานสมรรถนะ ซึ่งองค์ประกอบทั้ง 3 องค์ประกอบ
มีความสอดคล้องและสัมพันธ์กันตลอดแนว เพื่อทำความเข้าใจในหลักการของหลักสูตรฐานสมรรถนะ
อนั จะนำมาสกู่ ารจัดทำหลักสตู รสถานศึกษาฐานสมรรถนะ
4) ศึกษา (รา่ ง) กรอบหลักสูตรการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช .... ระดับประถมศึกษา
ศึกษา (ร่าง) กรอบหลักสูตรฯ ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ วิสัยทัศน์ หลักการ จุดหมาย
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ สมรรถนะหลกั 6 ดา้ น และกลุ่มสาระการเรยี นรู้
ข้นั ตอนที่ 2 ร่างหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ และตรวจสอบคณุ ภาพหลักสูตร
1) จัดทำ (ร่าง) หลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ และรายละเอียดของหลักสูตร ได้แก่
วิสัยทัศน์ พันธกิจ สมรรถนะหลัก คุณลักษณะอันพึงประสงค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ โครงสร้างหลักสูตร
สถานศึกษา คำอธิบายรายวิชา/ กิจกรรม การวัดและประเมินผลและเกณฑ์การจบการศึกษา พร้อมทั้งจัดทำ
เอกสารระเบยี บการวัดและประเมนิ ผล ใหต้ รงตามเปา้ หมายของ (ร่าง) กรอบหลักสตู รฯ ที่กำหนด ตามข้ันตอน
ตอ่ ไปนี้
1.1) วิเคราะห์เชื่อมโยงผลลัพธ์การเรียนรู้ของ (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช .... ระดับประถมศึกษา กับบริบทของสถานศึกษาที่ดำเนินการไว้ขั้นตอนที่ 1 เพื่อปรับ หรือ
เพ่ิมเติมผลลพั ธ์การเรยี นรู้ ใหส้ อดคล้องกับสภาพบริบท จุดเนน้ ความพรอ้ ม และความตอ้ งการของสถานศึกษา
และความถนัด ความสามารถ ความสนใจ และความต้องการของผเู้ รียน
1.2) กำหนดโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ โดยศึกษากรอบโครงสร้างเวลาเรียน
ของ (ร่าง) กรอบหลักสูตรฯ สมรรถนะหลัก และผลลัพธ์การเรียนรู้ ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ แล้วพิจารณา
จัดทำรายวชิ า และเวลาเรยี น ให้สอดคลอ้ งกับบริบทและจดุ เนน้ ของสถานศึกษา
(ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช .... ระดับประถมศึกษา ได้กำหนด
แนวการจัดโครงสร้างเวลาเรียนของสถานศึกษา ในลักษณะการกำหนดช่วงเวลาที่ยืดหยุ่น เพื่อให้สถานศึกษา
115
ได้พิจารณากำหนดโครงสร้างเวลาในการจัดการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุสมรรถนะตาม
กรอบหลักสูตรฯ และตามผลการวิเคราะห์บริบทและจุดเน้นของสถานศึกษา สถานศึกษาพิจารณาและ
ดำเนนิ การจัดโครงสรา้ งหลกั สูตรสถานศึกษา โดยมหี ลักการ ดังนี้
1. ยึดสมรรถนะหลักและผลการวิเคราะห์บรบิ ทและจุดเน้นของสถานศึกษาเปน็ เป้าหมาย
ของการพฒั นาผูเ้ รยี นและการจัดเวลาในการเรียนรู้
2. พัฒนาผู้เรียนตามความสามารถ ความต้องการ ความสนใจและเส้นทางการเรียนรู้
ของผ้เู รยี น
3. ยืดหยุ่นตามบริบทและระบบนิเวศทางการศึกษา (Ecosystem) ของแต่ละโรงเรียน
4. บูรณาการการจัดการเรยี นรู้ ทั้งภายในกลมุ่ สาระการเรยี นรู้และข้ามกลมุ่ สาระการเรียนรู้
5. พัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามจุดเนน้ ของช่วงวยั และจดุ เน้นการจดั การศกึ ษา
1.3) กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ของรายวิชา การกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ของรายวิชา
กำหนดจากขอ้ มูล
- ความตอ้ งการจำเป็นของผ้เู รยี นในชน้ั ปี/ รายภาค
- จุดเนน้ ตามบริบทของสถานศึกษาทไี่ ดจ้ ัดทำในขั้นตอนที่ 1
- คำบรรยายพฤติกรรมระดบั การพฒั นาของสมรรถนะหลักท่ีเกย่ี วข้อง
- ผลลัพธ์การเรยี นรูช้ ่วงช้ันของกลุ่มสาระการเรียนรู้ท่ีเกยี่ วข้อง
ผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา เป็นความคาดหวังว่าผู้เรียนจะกระทำได้ โดยระบุสมรรถนะหลัก
ทเี่ กี่ยวข้อง สมรรถนะเฉพาะ (ความรู้ ทักษะ และคุณลกั ษณะท่ีเชอื่ มโยงกัน) และสถานการณ์
การบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้เมื่อจบช่วงชั้น กำหนดให้ผู้เรียนใช้เวลาเรียนภายใน ๓ ปี
ซึ่งสถานศึกษาสามารถจะกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้แต่ละปี/ รายภาค ไต่ลำดับจากง่ายไปยาก หรือผลลัพธ์
การเรียนรู้เหมือนกันในแต่ละปี แต่มีความเข้มข้นของสมรรถนะเฉพาะ ระดับการพัฒนาสมรรถนะหลัก และ
สถานการณท์ ่หี ลากหลายและซบั ซ้อนมากข้ึน
1.4) จัดทำคำอธิบายรายวชิ า
จัดทำคำอธิบายรายวิชา โดยนำผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชาชั้นปี/ รายภาค มาเขียน
เป็นคำอธบิ ายรายวชิ า ซ่ึงสามารถเขยี นไดห้ ลายลกั ษณะ มีองค์ประกอบทสี่ ำคัญ ดงั น้ี
1.4.1) ชื่อรายวิชา สำหรับชื่อรายวิชา สถานศึกษาสามารถกำหนดได้ตาม
ความเหมาะสม ท้งั นี้ ตอ้ งสอื่ ความหมายไดช้ ัดเจน สอดคลอ้ งกบั ผลลพั ธ์การเรียนรู้ช้ันปี/ รายภาค
1.4.2) เวลาเรยี น
1.4.3) ข้อความที่เป็นการระบุรายละเอียดของความรู้ ทักษะ เจตคติและค่านิยม
ที่ผู้เรียนต้องใช้ร่วมกันเพื่อให้บรรลุความสามารถที่คาดหวังดังกล่าวมาเขียนเรียบเรียงเป็นคำอธิบายรายวิชา
ซ่งึ ประกอบดว้ ย
- ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่แสดงรายละเอียดพฤติกรรมบ่งชี้ของสมรรถนะหลัก
โดยระบวุ า่ ผเู้ รียนทำอะไรได้ อยา่ งไร ในระดบั ใด ในเงื่อนไขใด สถานการณ์ใด
- สมรรถนะเฉพาะ ซึ่งประกอบดว้ ย ความรู้ ทกั ษะ และคณุ ลักษณะทเ่ี ชอื่ มโยงกัน
- สถานการณ์และบริบทการเรียนรู้ ที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ผ่านรูปแบบ ส่ือ
วิธกี ารที่หลากหลายอย่างเหมาะสม
116
ทั้งนี้ อาจมีการกำหนดรายละเอียดอื่น ๆ ที่สถานศึกษาเห็นว่าสำคัญจำเป็น เช่น
แนวทางการวัดและประเมินผลที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการ และเครื่องมือ นอกจากนี้ การคำอธิบายรายวิชา
ควรเขียนให้มีความกระชับ อาจแบ่งย่อหน้า หรือไม่แบ่งย่อหน้าก็ได้ แต่ต้องมีความชัดเจนเพียงพอในการนำไป
ออกแบบหนว่ ยการเรียนรู้ และแผนการจดั การเรียนรู้
2) ตรวจพจิ ารณาคณุ ภาพหลักสูตร
เมื่อจัดทำร่างหลักสูตรสถานศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรมีการพิจารณาคุณภาพ ความถูกต้อง
เหมาะสม โดยสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ หรือการรับฟังความคิดเห็นจาก
ผทู้ ี่เกยี่ วข้อง เพอ่ื นำขอ้ มลู ที่ได้มาพจิ ารณาปรบั ปรงุ แก้ไขให้สมบูรณ์ยิง่ ขึน้
3) เสนอคณะกรรมการสถานศึกษา/ คณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
พจิ ารณาให้ความเห็นชอบ
นำเสนอ (ร่าง) หลักสูตรสถานศึกษา และระเบียบการวัดและประเมินผล ต่อคณะกรรมการ
สถานศึกษา/ คณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ หา กมี
ข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการ ให้นำข้อเสนอแนะดังกล่าวไปพิจารณาปรับปรุง (ร่าง) หลักสูตรสถานศึกษา
ให้มคี วามเหมาะสมและชดั เจนย่งิ ขึน้ กอ่ นการอนุมัตใิ ชห้ ลักสตู ร และเมือ่ ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ
สถานศกึ ษา/ คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ แลว้ ให้จดั ทำเปน็ ประกาศ หรอื คำส่ัง เร่อื ง ให้ใชห้ ลักสูตรสถานศึกษา
โดยผบู้ ริหารสถานศึกษาและประธานกรรมการสถานศึกษาเป็นผู้ลงนาม หรือผูบ้ รหิ ารสถานศึกษาเป็นผู้ลงนาม
เพียงผู้เดียว หรือตามท่ีคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ เหน็ ชอบ
ขน้ั ตอนที่ 3 นำหลักสตู รสถานศึกษาฐานสมรรถนะไปใช้ และปรบั ปรุงการจัดการเรียนรู้
1) นำหลักสูตรสถานศกึ ษาฐานสมรรถนะไปใช้
นำหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะซึ่งได้กำหนดคำอธิบายรายวิชาไว้แล้วไปจัดทำ
โครงสร้างรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ
ตามเปา้ หมาย
1.1) จัดทำโครงสรา้ งรายวิชา
จัดทำโครงสร้างรายวิชา เพื่อช่วยให้เห็นภาพรวมของรายวิชาประกอบด้วย
ชือ่ หน่วยการเรียนรู้ และเวลาเรยี นของแต่ละหน่วย โดยมีข้อคำนงึ ในการจดั ทำโครงสรา้ งรายวชิ า ดังนี้
⚫ การจัดลำดับหน่วยการเรียนรู้ ให้พิจารณาจากลำดับของการพัฒนาสมรรถนะเฉพาะ
ให้มีความต่อเนื่องจากง่ายไปยาก จากใกล้ตัวไปไกลตัวเพื่อให้ผู้เรียนได้สั่งสม ความรู้ ทักษะ เจตคติ/ ค่านิยม
และนำสิ่งที่ได้รับมาพัฒนาสมรรถนะหลักอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นการประเมินเพื่อพัฒนาความก้าวหน้า
โดยคำนึงถงึ พัฒนาการ ศกั ยภาพ และธรรมชาตขิ องผู้เรียนเป็นสำคญั
⚫ ความเชื่อมโยงของหน่วยการเรียนรู้ท่ีจัดขึ้นว่ามีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างไร
เป็นลำดับขั้นตอนหรือไม่ หรือสามารถเรียนรู้แบบแยกส่วนได้ รวมทั้งหลักฐานการเรียนรู้ของรายวิชา
มีความสัมพันธ์กับหน่วยการเรียนรู้แต่ละหน่วยท่ีจัดขึ้นหรือไม่ อย่างไร ซึ่งจะนำมาสู่การจัดการเรียนรู้
ที่มคี วามหมาย และกระตุ้นให้ผู้เรยี นเกิดความคิดเชอื่ มโยงและบูรณาการอย่างเป็นระบบ
⚫ การกำหนดเวลาเรยี นของแต่ละหนว่ ยการเรยี นรู้ พิจารณาจากเวลา ความเขม้ ข้นของ
ผลลัพธ์การเรียนรู้เชิงสมรรถนะ โดยเวลาเรียนที่กำหนดขึ้นอาจต้องพิจารณาว่า นอกจากจะเป็นเวลาเรียนใน
ห้องเรียนที่กำหนดตามโครงสรา้ งเวลาเรียนแล้ว อาจมีความจำเป็นท่ีนักเรียนจะต้องการศึกษาดว้ ยตนเองนอก
ห้องเรียน หากเป็นเช่นนั้นครูผู้สอนจะต้องพิจารณาว่านักเรียนจะเป็นต้องใช้มีความเหมาะสมแล้ว
ทง้ั ในรายวชิ าของตนเอง และต้องพจิ ารณาร่วมกบั ครูผู้สอนคนอ่นื ท่รี บั ผิดชอบจัดการเรยี นรู้ในระดับชน้ั เดียวกัน
ด้วยว่าเพิ่มภาระให้กับผเู้ รียนจนลดประสิทธภิ าพการเรียนรหู้ รอื ไม่อีกด้วย
117
⚫ เมื่อนักเรียนเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้สุดทา้ ยจบลง นักเรียนต้องบรรลุจุดมุ่งหมายของ
รายวิชา กล่าวคือ นักเรียนควรได้รับการพัฒนาจนมีศักยภาพที่จะต่อยอดความชำนาญไปใช้ในสถานการณ์
หรอื บรบิ ทท่ที ้าทาย และใกล้เคยี งกบั ชวี ิตจริง หลงั จากออกแบบหน่วยการเรยี นรู้แลว้ ครูผู้สอนสามารถกำหนด
ชื่อหน่วยการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเนื้อหา หรือกิจกรรมภายในหน่วยการเรียนรู้ โดยอาจกำหนดให้เป็นช่ือ
ที่เร้าความสนใจ และทา้ ทายความสามารถของผู้เรียน
1.2) จดั ทำหนว่ ยการเรยี นรู้
จัดทำหน่วยการเรียนรู้ โดยพิจารณาผลลัพธ์การเรียนรู้รายปี/ รายภาค สมรรถนะหลัก
และสมรรถนะเฉพาะทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ ที่เชื่อมโยงและเกี่ยวข้องเป็นเรื่องเดียวกัน
มาบูรณาการ เป็นหน่วยการเรียนรู้ และจัดการเรียนการสอนในลักษณะองค์รวม ซึ่งสามารถจัดการเรียน
การสอนบรู ณาการกบั กลุ่มสาระการเรยี นรู้อ่นื ๆ ได้ เพ่ือพฒั นาผเู้ รยี นให้มสี มรรถนะ
การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ ต้องออกแบบการจัดการเรียนรู้ (Learning) ควบคู่
กับการประเมินเพื่อการพัฒนา (Formative Assessment) ให้ผู้เรียนมีสมรรถนะตามจุดประสงค์การเรียนรู้
เชงิ สมรรถนะ (Objective) ซึง่ เปน็ เปา้ หมายการเรยี นรู้ โดยมรี ายละเอยี ด ดงั ต่อไปนี้
1. การกำหนดจุดประสงคก์ ารเรียนรูเ้ ชิงสมรรถนะ
2. การกำหนดการประเมนิ การเรยี นรู้ และหลกั ฐานการเรียนรู้
3. การกำหนดการจดั การเรยี นรู้
โดยสรปุ หน่วยการเรียนรู้มอี งคป์ ระกอบดงั นี้
๑. ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ และเวลาเรยี น
๒. ผลลพั ธก์ ารเรียนรรู้ ายวชิ าช้ันปี/ รายภาค
๓. สมรรถนะหลักท่ีเกยี่ วข้อง (ตามระดบั การพฒั นา)
๔. สมรรถนะเฉพาะ (ท้งั ด้านความรู้ ทักษะ และคณุ ลักษณะทเ่ี ชอ่ื มโยงกัน)
๕. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้เชิงสมรรถนะ
๖. ความสมั พนั ธ์ระหว่างจุดประสงคเ์ ชิงสมรรถนะ กับหลกั ฐานการเรียนรู้
๗. การจดั การเรียนรู้
๘. เกณฑก์ ารประเมนิ
ดังแสดงในภาพแผนตอ่ ไปน้ี
ชือ่ หน่วยการเรยี นรู้ และเวลาเรียน
ผลลัพธ์การเรยี นรู้รายวิชาชั้นปี/ รายภาค
สมรรถนะหลกั ที่เก่ียวข้อง สมรรถนะเฉพาะ
(ตามระดบั การพฒั นา) (ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคณุ ลกั ษณะ
ท่ีเชือ่ มโยงกัน)
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรเู้ ชิงสมรรถนะ
การจัดการเรียนรู้ หลักฐานการเรยี นรู้
เกณฑ์การประเมิน
118
2) ระบบการจัดการเรียนรู้ควบคู่การประเมนิ เพ่ือพัฒนาสมรรถนะผเู้ รยี น
การประเมินเป็นส่วนหนึ่งที่บูรณาการอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ควบคู่
การประเมินเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรยี นจึงเปน็ ระบบทีแ่ สดงให้เห็นถงึ โครงสรา้ งท่ีมีองค์ประกอบที่หลากหลาย
ทแี่ สดงใหเ้ หน็ วา่ การจดั การเรยี นรูด้ ำเนนิ การควบคู่ไปพร้อมกบั การประเมินตลอดแนว ดังนี้
1. การกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้เชิงสมรรถนะ ออกแบบการเรียนรู้ และออกแบบ
การประเมิน
การกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้พิจารณาให้เหมาะสมตามสมรรถนะหลักและระดับ
สมรรถนะ ผลลพั ธก์ ารเรียนรู้รายวิชา/ ช่วงชัน้ / รายปี/ รายภาค และสมรรถนะเฉพาะ โดยบ่งบอกระดับสมรรถนะ
ทน่ี ำมาใช้ในการออกแบบการจดั การเรียนรู้ หลงั จากกำหนดจดุ ประสงค์การเรยี นรู้เชิงสมรรถนะแล้ว ครูผู้สอน
ดำเนินการออกแบบการจัดการเรียนรู้ และการประเมินไปพร้อมกัน ครูสามารถกำหนดวิธีการในการเก็บ
รวบรวมหลักฐานการเรียนรู้ดังกล่าวด้วยเครื่องมือและช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยพิจารณากิจกรรมการเรียนรู้
ที่ส่งเสริมและเชื่อมโยงการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่องตลอดระยะการเรียนรู้ หลักฐานการเรียนรู้ในแต่ละ
ช่วงของการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้หรือแผนการจัดการเรียนรู้เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็น
ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียน ก่อนที่จะไปถึงการทำผลงาน หรือชิ้นงานที่แสดงการมีสมรรถนะ
ในตอนท้ายของการเรียนรู้ โดยครอบคลุมทุกช่วงเวลาของกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้สามารถดำเนินการ
เกบ็ รวบรวมหลักฐานทแ่ี สดงพฤติกรรมบง่ ชไ้ี ดท้ นั ท่วงที
2. วงจรการปฏิบตั กิ ารประเมินเพ่ือการเรยี นรู้
วงจรน้ีสำคัญอย่างยง่ิ แสดงใหเ้ หน็ กิจกรรมการประเมนิ ที่บูรณาการกับกระบวนการเรียนรู้
ในการจัดการเรียนรู้ ครูสามารถเริ่มด้วยการประเมินวินิจฉัยเพื่อศึกษาพื้นฐานความรู้เดิม หรือจุดอ่อนจุดแข็ง
ของผู้เรียนท่มี อี ยู่เดิมก่อนเรียน หรือการเรียนรู้ หรอื สมรรรถนะเดมิ ก่อนเรยี นของผู้เรยี น ซ่งึ ช่วยให้ครูออกแบบ
การเรยี นรู้ หรอื ปรบั การจัดการเรยี นรใู้ หเ้ หทมาะสมกับความต้องการของผู้เรยี นรายบุคคลได้
จากนั้นครูอธิบายเป้าหมายการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเข้าใจ ทั้งจุดประสงค์การเรียนรู้
เชิงสมรรถนะของการเรียนรู้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้/ แผนการจัดการเรียนรู้/ ครั้ง รวมทั้งภาพความคาดหวัง
ของผลงาน หรอื ชนิ้ งาน หรือพฤตกิ รรมที่ผู้เรยี นต้องนำมาแสดงใหผ้ ู้เรียนทราบ ซ่งึ จะเปน็ การกำหนดมาตรฐาน
การประเมินการเรียนรู้ให้เข้าใจตรงกันระหว่างผู้เรียนทั่วไปทุกคน และทำให้ผู้เรียนทราบเป้าหมาย
และเกิดความรับผดิ ชอบในการเรียนรขู้ องตนเอง
หลังจากที่เข้าใจภาพความคาดหวังของการเรียนรู้ตรงกันแล้ว จึงเริ่มดำเนินการจัด
การเรียนรู้ควบคู่การประเมินเพื่อพัฒนา หมายความว่าในระหว่างการจัดการเรียนรู้ ครูและผู้เรียนติดตาม
การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นระยะ ๆ ด้วยวิธีการประเมินความก้าวหน้า (Formative Assessment) ที่ใช้
ทั้งการประเมินโดยครู เพื่อน และการประเมินตนเองของผู้เรียน การประเมินความก้าวหน้าทำให้ได้หลักฐาน
การเรียนรู้ที่แสดงความก้าวหน้าของผู้เรียนเป็นลำดับ มีการให้ข้อมูลป้อนกลับและการสนับสนุนช่วยเหลือ
ผู้เรียนตามความต้องการที่วิเคราะห์จากหลักฐานการเรียนรู้ ในขณะเดียวกันผู้เรยี นจะกำกับติดตามการเรยี นรู้
ของตนเองได้ โดยไมต่ อ้ งรอให้ถงึ การประเมนิ ในช่วงทา้ ยของการเรยี นรู้
ข้อมูลที่แสดงความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละช่วง หรือจุดสำคัญ (Key Point)
ควรได้รับการบันทึกลงในแบบแบบฟอร์มอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อให้ครู ผู้เรียน หรือผู้เกี่ยวข้อง
เห็นพัฒนาการในการเรียนรู้ของผู้เรียน ครู หรือผู้เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนช่วยเหลือตามความต้องการ
ของผู้เรียนจากพัฒนาการที่เห็นได้ และผู้เรียนกำกับติดตามการเรียนรู้ของตนเองจากการได้เห็นเส้นทาง
การเรยี นรู้ของตนเองได้ชดั เจนข้ึน
119
หากผู้เรียนได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือในระหว่างทางอย่างเหมาะสม และเมื่อต้องประเมิน
สรุปผล (Summative Assessment) เพอ่ื ตัดสนิ วา่ ผเู้ รียนมีสมรรถนะตามจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้หรือไม่ ผู้เรียน
จะสามารถบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ได้ แต่หากผู้เรียนยังไม่บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ สามารถปรับปรุง
แก้ไขผลงาน หรือชิ้นงาน โดยได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือที่เหมาะสมและมีคุณภาพยิ่งขึ้น และประเมินซ้ำได้
หรือแม้กระทั่งผู้เรียนที่บรรลสุ มรรถนะแล้ว หากต้องการต่อยอดการเรียนรู้ของตนเองให้บรรลใุ นระดับที่สงู ข้นึ
ก็สามารถทำได้
เช่นเดียวกับการประเมินความก้าวหน้า ข้อมูลการประเมินสรุปผลควรได้รับการบันทึก
เพื่อให้เห็นระดับการบรรลุสมรรถนะของผู้เรียนตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ต่าง ๆ และสามารถ
รวมเป็นแฟ้มสะสมงานของผู้เรียนได้ ซึ่งหากต้องการให้มีความละเอียดสามารถนำข้อมูลการประเมิน
ความกา้ วหน้ามาใสใ่ นแฟ้มสะสมงานไดด้ ว้ ย
3. การพฒั นาตอ่ ยอด
เมื่อผู้เรียนมีสมรรถนะตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้แล้ว จะพัฒนาต่อเนื่องตามวัตถุประสงค์
การเรียนรู้อื่นต่อไป ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ออกแบบการจัด
การเรียนรู้และการประเมิน และวงจรการปฏิบัติการประเมินเพื่อการเรียนรู้ควบคู่การเรียนรู้ เป็นวงจร
ต่อเน่ืองกัน ทำให้การเรียนรู้เกิดเป็นเส้นทางการเรยี นรู้ของผู้เรยี นรายบคุ คลต่อไป
การเรยี นรู้ควบคู่การประเมนิ เพอื่ พัฒนา
วงจรของการปฏิบตั กิ ารประเมนิ เพอื่ การ
กาํ หนดจดุ ประสงค์ ออกแบบ ประเมนิ วนิ จิ ฉยั / จัดก
การเรยี นรู้ และออกแบบการประเมิน ศกึ ษาพน้ื ฐานเดมิ การป
ตามสมรรถนะหลกั ; ตคี วาม
และระดับสมรรถนะ พฤตกิ
ราย
ตามผลลพั ธ์การเรยี นรู้
รายวิชา/ ช่วงชั้น/ รายปี ผู้เรยี น
และกําก
ตามสมรรถนะเฉพาะ
120
รเรยี นรู้ ประเมนิ ซํ้า พฒั นาต่อยอด
ตามความต้องการ ตามลําดับการเรียนรู้
การเรียนรูค้ วบคู่
ประเมนิ เพื่อพฒั นา
มและบันทึก ใหข้ อ้ มลู ได้รับ
กรรมบง่ ชี้ ปอ้ นกลบั การสนบั สนนุ
ยบคุ คล ชว่ ยเหลอื
นสะทอ้ นคิด
กบั การเรียนรู้
121
11. แนวทางการจดั การเรยี นรู้ และการประเมนิ การเรยี นรู้
การนำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานสู่การปฏิบัตินั้น ต้องดำเนินงานควบคู่กันระหว่างการเรียน การสอน
และการประเมินการเรียนรู้ ด้วยการบูรณาการการประเมินการเรียนรู้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้
ยึดผลลัพธ์การเรียนรู้เชิงสมรรถนะเป็นเป้าหมายการเรียนรู้ (Objective) ที่นำไปสู่การออกแบบการจัดการเรียนรู้
(Learning) หรือการเรยี นการสอน (Instruction) และการประเมินการเรียนรู้ (Assessment)
11.1 การจัดการเรียนรู้
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหลักสูตรที่ใช้สมรรถนะเป็นองค์ประกอบหลักในการกำหนด
ผลลัพธ์การเรียนรู้ การนำสมรรถนะสู่การจัดการเรียนรู้เป็นการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการพิจารณา
สมรรถนะหลกั ที่เป็นเป้าหมายของการพัฒนาผ้เู รยี น และวเิ คราะหส์ มรรถนะเฉพาะของศาสตรเ์ พ่ือนำมาผสมผสาน
กับสมรรถนะหลัก แล้วกำหนดเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้เมื่อจบช่วงชั้น การจัดการเรียนรู้
ในกลมุ่ สาระการเรียนรู้ใหผ้ ู้เรียนบรรลุผลลัพธ์การเรยี นรจู้ งึ เป็นกลไกสำคญั ในการชว่ ยให้ผู้เรยี นบรรลุ ทัง้ สมรรถนะ
เฉพาะและสมรรถนะหลัก นอกจากนี้ ในการจัดการเรียนรู้นั้นผู้สอนต้องออกแบบกระบวนการที่ช่วยปลูกฝัง
เสริมสร้าง และพัฒนาสมรรถนะ ซึ่งครอบคลุมทั้งความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของกลุ่มสาระ
การเรยี นรู้
การจัดการเรียนรู้เน้นที่การนำความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน
การแก้ปัญหา และการใช้ชีวิต ผู้สอนต้องบูรณาการความรู้สหวิทยาการ (Multidisciplinary) และจัดการเรียนรู้
เชิงรุก (Active Learning) ที่เน้นให้ความสำคัญกับผู้เรียน ผู้เรียนต้องได้รับการพัฒนาความรู้ ทักษะและ
คุณลักษณะที่จำเป็นและเพียงพอเพื่อนำมาสู่การประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการคิด ลงมือทำ สะท้อนคิด เน้นการปฏิบัติ
ปรบั ปรุงและพฒั นาตนเองอย่เู สมอ เปน็ การเรยี นรทู้ ่ีมคี วามหมายต่อผู้เรียน เช่อื มโยงกับประสบการณ์ของผู้เรียน
การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ....
ยึดหลักการที่ว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ตามความถนัด ความชอบและศักยภาพในรูปแบบ
ของตนเอง การจดั การเรียนรจู้ ึงต้องสนับสนุนให้ผูเ้ รียนเป็นเจ้าของการเรยี นรูท้ ี่เอ้ือใหผ้ ู้เรียนค้นหาตัวเองเพ่ือเลือก
เส้นทางการเรียนรู้ (Learning Pathways) ตอบสนองความแตกต่างของผู้เรียน (Different Instruction)
มีความยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นรายบุคคล (Individual Support) คำนึงถึงจังหวะ
ในการเรยี นรขู้ องผู้เรียน (Self-Pacing) สอดคลอ้ งกบั บริบทของผูเ้ รียน ชุมชนแวดลอ้ ม และจดุ เน้นของสถานศกึ ษา
การจดั การเรยี นร้ตู ้องส่งเสริมให้ผู้เรียนกำกับการเรียนรู้ของตนเอง เพ่อื ใหบ้ รรลเุ ป้าหมายการเรียนรู้
ดังนั้น การออกแบบการเรียนรู้ต้องผสานกันไปกับการประเมิน โดยมีการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคล
ว่ามีความสามารถ ความสนใจสิ่งใด เพื่อนำไปสู่การออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับการพัฒนา
สมรรถนะของผู้เรียนแต่ละบุคคล ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลป้อนกลับจากการประเมินตนเองและผู้อื่นประเมิน
ทั้งในขณะที่ปฏิบัติกิจกรรมและหลังจากการปฏิบัติกิจกรรม นำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาการเรียนรู้ของตน
รวมทั้งได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือที่สอดคล้องกับความต้องการบนเส้นทางการเรียนรู้ของตนเองในระยะเวลา
ที่แตกต่างกันตามความจำเป็นของแต่ละคน เพื่อเอื้อให้ผู้เรียนได้พัฒนาสมรรถนะเต็มตามศักยภาพสู่ระดับ
ความสามารถที่สูงขนึ้
ทรพั ยากรสนับสนนุ การเรียนรู้ เป็นเคร่ืองมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนได้พัฒนา
สมรรถนะ การจัดหาทรัพยากรสนับสนุนการเรียนรู้ ต้องเชื่อมโยงกับความเป็นจริง มีความร่วมสมัย หลากหลาย
ยืดหยุ่น และอิงบริบทของผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะในสถานการณ์จริง
122
หรือเสมือนจริง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะ โดยทรัพยากรสนับสนุนการเรียนรู้ อาจหมายรวมถึงการรวบรวม
แหล่งการเรียนรู้ ศูนย์สื่อการเรียนรู้ ระบบสารสนเทศการเรียนรู้ และเครือข่ายการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
ท้ังในสถานศกึ ษาและในชมุ ชน
การเลือกใช้ทรัพยากรสนับสนุนการเรียนรู้ ควรเลือกให้มีความเหมาะสมกับระดับพัฒนาการ และ
ลีลาการเรียนรู้ที่หลากหลายของผู้เรียนเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้รายบุคคล สอดคล้องกับจังหวะการเรียนรู้ และ
เส้นทางการเรียนรู้ของผู้เรียน การใช้สื่อและทรัพยากรการเรียนรู้เพื่อสนับสนุนผู้เรียนควรเป็นไปเพื่อการพัฒนา
ผู้เรียนให้เกิดการถ่ายโยงการเรียนรู้เพ่ือประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนเอื้อให้ผู้สอนสามารถใช้ส่ือ
ในการช่วยเหลือและพัฒนาผู้เรียนในระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาสู่สมรรถนะขั้นถัดไป และแตกต่างไป
ตามความจำเปน็ แตล่ ะคน
11.2 การประเมนิ การเรยี นรู้
การประเมินการเรียนรู้มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อพัฒนาผู้เรียน การประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน
ตั้งอยู่บนหลักการที่สำคัญว่า การประเมินเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีความหมาย สร้างแรงจูงใจ และส่งเสริม
การเรียนรู้ของผู้เรียน สามารถดำเนินการได้ตลอดเวลา ในช่วงเวลาที่เหมาะสม มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง
และนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ การประเมินเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่เป็นบวกส่งเสริมให้ผู้เรียนแสดงออกถึง
การพัฒนาสมรรถนะตามเกณฑ์การปฏิบัติ (Performance Criteria) ที่กำหนดเป็นการวัดอิงเกณฑ์ ประเมิน
ความก้าวหน้าตามอัตราตนเองเมื่อผู้เรียนพร้อม ผู้เรียนได้รับทราบเกณฑ์การประเมินและข้อมูลพัฒนาการของ
ตนเองที่ชัดเจนเพื่อเป็นข้อมูลป้อนกลับในการพัฒนาสมรรถนะ ผู้เรียนสามารถเลื่อนระดับการพัฒนาได้
(Advancement) หากแสดงถึงหลักฐาน หรือร่องรอยการปฏิบัติ (Evidence) ที่บ่งบอกความชำนาญ (Mastery)
ของผเู้ รยี น หากไมผ่ ่านผเู้ รยี นจะไดร้ ับความช่วยเหลืออยา่ งทันท่วงทเี พื่อพัฒนาส่รู ะดับสมรรถนะข้ันถัดไป
การประเมินบูรณาการอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการประเมินเน้นการรวบรวมหลักฐาน
การเรยี นรเู้ พื่อให้ได้สารสนเทศเก่ียวกับพัฒนาการของผู้เรยี นทั้งในด้านสมรรถนะเฉพาะและสมรรถนะหลัก เพื่อใช้
ในการพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง การประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนดำเนินการทั้งการประเมินเพื่อพัฒนา
และการประเมินเพื่อสรุปผล ด้วยวิธีการที่หลากหลายและสอดคล้องกับวัยและความต้องการจำเป็นของผู้เรียน
และธรรมชาตขิ องศาสตร์
การประเมินเพื่อพัฒนาเป็นจุดเน้นหลักของหลักสูตรฐานสมรรถนะและมี บทบาทสำคัญ
ในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยเฉพาะในระหว่างการจัดการเรียนรู้ การประเมินเพื่อพัฒนา
ให้ความสำคัญกับสมรรถนะเฉพาะซึ่งครอบคลุมความรู้ ทักษะ คุณลักษณะและเจตคติ และสมรรถนะหลัก
ซึ่งเน้นกระบวนการผ่านผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยพิจารณาจากหลักฐานการเรียนรู้เทียบกับเกณฑ์ การประเมิน
เพื่อพัฒนาควรดำเนินการระหว่างการจัดการเรียนรู้เป็นระยะ ซึ่งเป็นการแสดงความก้าวหน้าในการเรียนรู้
และให้ข้อมูลป้อนกลับ เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาผู้เรียน รวมถึงส่งเสริมและชี้แนะการเรียนรู้ในลำดับต่อไป
และวางแผนเป้าหมายและเส้นทางการเรียนรู้ในอนาคต ผู้เรียนควรมีส่วนร่วมในการประเมินตนเองและเพื่อน
เพื่อพัฒนาทักษะในการกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ และเพื่อวิเคราะห์การเรียนรู้ รวมท้ัง
เพอื่ เพิ่มแรงจูงใจและกำกบั การเรยี นร้ขู องตนเอง
การประเมินเพื่อสรุปผลเป็นการพิจารณาสมรรถนะเฉพาะและสมรรถนะหลักเพื่อทำการตัดสินใจ
ในหลายลักษณะ ทั้งการตัดสินผลการเรียน การเลื่อนชั้น และการจบการศึกษา การประเมินสรุปผลพิจารณา
หลักฐานการเรียนรู้เทียบกับเกณฑ์ การประเมินสรุปผลสมรรถนะเฉพาะประเมินผ่านผลลัพธ์การเรียนรู้
เมื่อผู้เรียนพร้อม หรือเมื่อจบหน่วยการเรียนรู้ ส่วนการประเมินสมรรถนะหลักประเมินเมื่อจบปีการศึกษา
เพื่อสะทอ้ นภาพการพัฒนาสมรรถนะของผเู้ รยี นตลอดแนว
123
11.3 การตัดสินผลการเรยี น
การตัดสนิ ผลการเรียน ดำเนินการใน 2 สว่ น ดงั นี้
ส่วนท่ี 1 ตัดสินผลการเรียนตามผลลัพธ์การเรียนรู้โดยกำหนดเป็นระดับผลการเรียนซึ่งสะท้อนถึง
ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น กำหนดเป็นระบบสัญลักษณ์ ระบบตัวอักษร หรือคำสำคัญอ่ืน
ท่สี ถานศึกษากำหนด ซ่งึ พิจารณาจากข้อมูล หรอื หลักฐานท่เี ปน็ ผลจากการเรยี นรู้
สว่ นท่ี 2 ตดั สินผลการพฒั นาสมรรถนะหลักของผูเ้ รียน ตามระดับความสามารถทสี่ ว่ นกลางกำหนด
(ระดับต้น กำลังพัฒนา สามารถ และเหนือความคาดหวัง) ซึ่งพิจารณาจากข้อมูล หรือหลักฐานที่เป็นผลจาก
การเรียนรู้ กรณีที่สถานศึกษากำหนดสมรรถนะเพิ่มเติมให้สถานศึกษากำหนดเกณฑ์ระดับความสามารถ
ให้สอดคลอ้ งกบั แนวทางท่สี ว่ นกลางกำหนดดว้ ย
ในเบื้องตน้ มแี นวทางการประเมนิ เพ่ือตดั สนิ ผลการเรียนของผ้เู รยี นไว้เปน็ 4 แนวทาง ดงั น้ี
แนวทางท่ี 1 แนวทางท่ี 2 แนวทางที่ 3 แนวทางท่ี 4
รายการ ประเมนิ ประเมิน ประเมนิ ประเมิน ประเมิน ประเมนิ ประเมนิ ประเมนิ
สมรรถนะ เมื่อจบช้นั ปี เม่ือจบชว่ งช้ัน เมอ่ื จบช้ันปี เมอื่ จบช่วงชัน้ เมอ่ื จบชนั้ ปี เมือ่ จบช่วงชัน้ เมอ่ื จบชัน้ ปี เม่ือจบช่วงช้ัน
เฉพาะ
(ในสาระ (ป.1 และ 2) (ป.3 ในฐานะ (ป.1 และ 2) (ป.3 ในฐานะ (ป.1 และ 2) (ป.3 ในฐานะ (ป.1 และ 2) (ป.3 ในฐานะ
การเรยี นร้)ู
สมรรถนะหลกั จบช่วงช้นั ) จบช่วงชน้ั ) จบช่วงช้นั ) จบชว่ งชน้ั )
6 ดา้ น
// // // //
/ / / / / /
ทำกจิ กรรม โดยวเิ คราะห์ โดยวเิ คราะห์ ทำกจิ กรรม ทำกจิ กรรม ทำกจิ กรรม
ประเมนิ จาก จาก ประเมนิ ประเมนิ ประเมนิ
สมรรถนะ สมรรถนะ สมรรถนะ สมรรถนะ สมรรถนะ สมรรถนะ
รวบยอด รวบยอด รวบยอด
รวบยอด เฉพาะ เฉพาะ โดยเทยี บกบั โดยเทยี บกบั โดยเทยี บกบั
เกณฑ์จาก เกณฑ์จาก เกณฑจ์ าก
โดยเทยี บ เทยี บกับ เทยี บกบั สว่ นกลาง สว่ นกลาง ส่วนกลาง
กับเกณฑ์ เกณฑ์ เกณฑ์
จาก จาก จาก
สว่ นกลาง สว่ นกลาง สว่ นกลาง
11.4 การรายงานผลการพัฒนาและการเล่ือนช้ัน
11.4.1 การรายงานผลการพัฒนา
1) การรายงานผลการเรียนรู้ในระหว่างชั้นปีและเมื่อจบช่วงชั้นให้อิงสมรรถนะ โดยมี
องค์ประกอบอย่างน้อย 2 ส่วน ได้แก่ ผลการเรียนรู้ตามผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ผู้เรียนบรรลุ และสรุปผลระดับ
สมรรถนะหลกั ทีผ่ เู้ รยี นบรรลุ
2) หากผู้เรียนย้ายสถานศึกษาระหว่างการศึกษาภายในชั้นปี สถานศึกษาดำเนินการสรุป
รายงานผลการเรียนรู้ของผู้เรยี นในปีการศึกษาที่ผ่านมาและผลการเรียนร้ทู บี่ รรลุในช่วงเวลาน้ัน
124
11.4.2 การเล่อื นช้ัน
การเลื่อนชั้นของผู้เรียน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การเลื่อนชั้นระหว่างชั้นปี และ
การเลอ่ื นช้ันเมือ่ จบช่วงชน้ั
1) การเลื่อนชั้นระหว่างชั้นปีเป็นการประเมินเพื่อจัดทำข้อมูลการเรียนรู้ของผู้เรียน
ในแต่ละผลลัพธ์การเรียนรู้ในระหว่างการศึกษา หรือชั้นปีที่ 1 - 2 ของแต่ละช่วงชั้น ผู้เรียนจะได้รับการเล่ือนชั้น
หากมีผลการเรียนรู้ตามผลลัพธก์ ารเรียนรู้ที่กำหนดในรายวชิ าทเี่ รียน ถ้าผลการเรยี นรู้ของผู้เรียนต่ำ หรือไม่เป็นไป
ตามระดับที่คาดหวังที่สถานศึกษากำหนด สถานศึกษาสามารถให้ผู้เรียนเลื่อนระดับชั้นปีได้ โดยจัดกิจกรรม หรือ
ระบบสนับสนุนอื่น ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีผลการเรียนรู้ตามที่หลักสูตร
สถานศึกษากำหนด
2) การเลอื่ นช้ันเม่ือจบชว่ งชนั้ (จากชว่ งชน้ั ท่ี 1 ไปช่วงช้ันที่ 2) เปน็ การตัดสินผลการเรียนรู้
ในภาพรวมเพื่อพิจารณาตัดสนิ การเลอื่ นช้ันระหว่างชว่ งช้นั เมอื่ จบการศึกษาหรือชั้นปีสุดท้ายของชว่ งชนั้ ท่ี 1 และ
ชว่ งชั้นท่ี 2 การเลอื่ นระหว่างช่วงช้ันสามารถดำเนินการได้เม่ือผู้เรียนมีผลลัพธ์การเรียนรู้ตามเกณฑ์ท่ีสถานศึกษา
กำหนดและมสี มรรถนะหลักตามเกณฑท์ ี่สว่ นกลางกำหนด
3) เกณฑ์การเลื่อนชั้น ทั้งการเลื่อนระหว่างชั้นปีและเลื่อนเมื่อจบช่วงชั้นให้เป็นไป
ตามที่หลักสูตรสถานศึกษากำหนด ซึ่งต้องสะท้อนสมรรถนะและหรือคุณลักษณะตามเป้าหมายของหลักสูตร
ท้ังน้ี ให้สถานศึกษาเปน็ ผู้พจิ ารณาอนมุ ัตกิ ารเลอ่ื นช้นั โดย
3.1) เกณฑ์การเลื่อนชั้นระหว่างชั้นปี: ผู้เรียนจะได้รับการเลื่อนชั้นเมื่อมีผลลัพธ์
การเรียนรู้ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด ซึ่งระบุความสามารถสำคัญที่ผู้เรียนพึงมี ( Minimum
Requirement)
3.2) เกณฑ์การเลื่อนชั้นเมื่อจบช่วงชั้น ผู้เรียนจะได้รับการเลื่อนช่วงชั้น เมื่อบรรลุ
ครบทุกผลลัพธ์การเรียนรู้ช่วงชั้นตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด และมีสมรรถนะหลักตามเกณฑ์ที่ส่วนกลาง
กำหนด
ทั้งนี้ เกณฑ์ที่ส่วนกลางกำหนดมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สถานศึกษานำไปใช้เป็นเกณฑ์
เปรยี บเทยี บในการกำหนดเกณฑ์ในการพฒั นาผเู้ รยี นของโรงเรยี นดว้ ย
11.5 การจบการศึกษา
การจบการศกึ ษาของผ้เู รยี น ระดับประถมศึกษา มรี ายละเอียดดงั น้ี
11.5.1 เกณฑ์การจบการศึกษา ผเู้ รยี นจบการศึกษาได้เม่ือ
1) มผี ลการเรยี นตามผลลพั ธ์การเรียนรู้ ตามเกณฑท์ ี่สถานศกึ ษากำหนด
2) มีผลการพัฒนาสมรรถนะหลักตามเกณฑ์ที่ส่วนกลางกำหนด โดยมีสมรรถนะหลัก
อย่างน้อย 2 สมรรถนะ อยใู่ นระดับ “สามารถ” ขึ้นไป
ทั้งนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดเกณฑ์การจบการศึกษาเพิ่มเติม รวมทั้งกำหนดเกณฑ์
ทเี่ หมาะสมกบั กลมุ่ เปา้ หมายเฉพาะ
11.5.2 สถานศึกษาเปน็ ผู้พิจารณาอนุมตั กิ ารจบการศกึ ษา
11.5.3 หลกั ฐานการจบการศึกษาจากสถานศึกษาให้อิงสมรรถนะ โดยมอี งคป์ ระกอบอย่างน้อย
2 ส่วน ไดแ้ ก่ ผลการเรยี นตามผลลพั ธ์การเรยี นรู้เมื่อจบระดบั การศึกษา และระดับสมรรถนะหลัก