The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by xacchara123, 2022-04-26 01:25:12

รายงานการสอนคิด

วิชาภาษาไทย

รายงานผลการดำเนนิ งาน

การพัฒนารูปแบบการสอนคิดตามแนวทาง Thinking School

เพอื่ ยกระดับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน

โรงเรยี นเดื่อศรไี พรวลั ย์ องคก์ ารบริหารส่วนจงั หวัดสกลนคร

**************************

1. ชอื่ รูปแบบ /แนวทาง การสอนคดิ ตามแนวทาง Thinking School

2. ชอื่ ผู้รายงาน นางสาวอจั ฉรา นาคโคตร

3. แนวทางการคิดคน้ รูปแบบ/แนวทาง

✓แสวงหานวัตกรรมจากแหล่งตา่ ง ๆ ท่ีมีผู้สรา้ งไวแ้ ลว้ และนำมาปรบั ปรงุ ประยกุ ต์พฒั นาใหม่

 สร้างรูปแบบ/แนวทางข้นึ มาใหม่

4. ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา

ในปกี ารศึกษา 2562 องคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวดั สกลนครไดจ้ ดั ทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัตกิ าร

โรงเรยี นสอนคิดขน้ึ ณ โรงเรยี นอบจ.เชียงราย จงั หวัดเชยี งราย ระหว่างวันที่ 27-30 มกราคม 2562 ในคร้งั

น้ันทุกโรงเรยี นทงั้ 6 ในสังกัดองค์การบริหารส่วนจงั หวดั สกลนครสง่ ตวั แทนครู 8 กลุ่มสาระ กล่มุ สาระละ 1

คน เขา้ รับการอบรมเชงิ ปฏิบัติการ การสอนคิด Thinking School จากนั้นใหน้ ำมาขยายผลการอบรมให้กบั

ครูในโรงเรยี น และให้มีการติดตามประเมินผลการดำเนนิ งานอย่างใกล้ชิดจากศึกษานิเทศในสงั กดั องค์การ

บรหิ ารสว่ นจังหวัดสกลนครท้งั 2 ทา่ น คือนางนภาพร ศรีมรกต ศึกษานิเทศกเ์ ช่ียวชาญ และนายกำแพง ไชย

มาตร ศึกษานเิ ทศก์เชี่ยวชาญ ต่อมาในปีการศึกษา 2563 องค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดสกลนครไดจ้ ดั การอบรม

โครงการประชุมสัมมนาเพือ่ พัฒนาศกั ยภาพผูบ้ ริหารสถานศึกษาและบุคลากรทางการศึกษา การสอนคิด

Thinking School โรงเรยี นในสงั กัดองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวัดสกลนคร ระหวา่ งวนั ท่ี 24-26 กรกฎาคม

2563 ณ โรงแรมสกล-แกรนด์ จังหวัดสกลนคร ซึง่ ในการอบรมในคร้ังนั้น โรงเรยี นต่างได้นำเสนอผลงานการ

สอนคดิ ทีโ่ รงเรยี นได้ดำเนนิ การตลอด 1 ปีการศึกษาทผี่ า่ นมา ว่ามกี ารดำเนินงานไปเป็นอยา่ งไร และในปี

การศึกษา 2564 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร กไ็ ด้นำครแู ละบุคลากรทางการศึกษา 6 โรงเรยี นไป

ศกึ ษาดูงานและเขา้ รบั การอบรมเชงิ ปฏิบตั ิการ ณ โรงเรียน อบจ.เชียงราย เปน็ เวลา 3 วนั จากนนั้ ครแู ละ

บุคลากรทางการศึกษาก็ได้นำความรทู้ ่ีได้มาเตมิ เตม็ ในการจัดการเรยี นสอน การสอนคิดตามแนวทาง

Thinking School โดยครูทุกคนไดน้ ำรปู แบบการสอนคดิ ลงสู่การจัดการเรียนรู้ในชน้ั เรียนอย่างเป็นระบบมี

แผนจดั การเรียนรู้ทีเ่ ปน็ รปู ธรรม มชี น้ิ งานผลงานนกั เรยี นจากการใช้เครอื่ งมอื การสอนคิด และโรงเรยี นเดื่อ

ศรีไพรวัลย์ได้จดั ตงั้ กลุ่มชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Professional Learning Community (PLC)) โดยได้หยิบยก

ปญั หาเร่อื ง นักเรยี นไม่กลา้ แสดงออกไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเพราะตนเองจะตอบคำถามผดิ กลวั เพื่อล้อ มา

เป็นประเด็นปญั หาในกล่มุ PLC โดยเลือกรปู แบบการสอนคิดตามแนวทาง Thinking school เป็นแนวทาง

การแก้ปัญหา เพราะรูปแบบการสอนคิดจะกระตนุ้ การคิดของนักเรยี น พร้อมท้ังเปดิ โอกาสให้นกั เรยี นได้

แสดงความคิดเห็นและตอบคำถามแบบปลายเปิด ทำใหน้ ักเรยี นกล้าแสดงความคิดเหน็ มากขึ้น และ ไม่กลวั
การตอบคำถาม

จากการไดร้ บั ความรู้ และการดำเนินงานมาตลอด 3 ปีการศกึ ษา ข้าพเจา้ นางสาวอจั ฉรา นาคโคตร
ครู วทิ ยฐานะครูชำนาญพิเศษ โรงเรียนเดื่อศรไี พรวัลยไ์ ดน้ ำรูปแบบการสอนคิดตาม Thinking School ลงสู่
ชน้ั เรียน ในรายวิชาภาษาไทย รหัส ท23102 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 3 จงึ ขอสรปุ ผลการพัฒนารปู แบบการสอน
คิดตามแนวทาง Thinking School การดำเนินงานตามวัตถุประสงคก์ ารดำเนนิ งานไว้ดงั น้ี

5. วัตถปุ ระสงค์
เพื่อศึกษาความพงึ พอใจของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 โดยใช้การจดั การเรยี นรรู้ ูปแบบสอนคิด

ตามแนวทาง Thinking School ในรายวชิ าภาษาไทย รหัส ท23102 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที่ 3
6. กลุม่ เปา้ หมาย

6.1 ประชากร ไดแ้ ก่ นักเรยี นช้ัน ม.3/1 ม.3/2 โรงเรยี นเดอ่ื ศรีไพรวัลย์
ปีการศึกษา 2564 จำนวน 59 คน

6.2 กลุ่มตวั อย่าง ได้แก่ นกั เรียนชน้ั ม.3/2 โรงเรยี นเด่ือศรีไพรวลั ย์ ปีการศึกษา 2564 จำนวน 36 คน
เลอื กกลุ่มตัวอยา่ งโดยได้มาโดยการสมุ่ แบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)

7. หลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ใช้
หลกั การ แนวคิด ทฤษฎีท่ีใช้ในการพฒั นารปู แบบสอนคิด Thinking School มดี ังนี้
1. การจัดการเรียนรู้ท่ีสง่ เสรมิ ทกั ษะกระบวนการคิดตามแนวทาง Thinking School
การจดั การเรยี นร้ทู ส่ี ่งเสรมิ ทักษะกระบวนการคดิ ตามแนวทาง Thinking School
ดร.ศราวุธ สตุ วงค์ (2562) ได้พฒั นาการจดั การเรยี นรู้ทีช่ ว่ ยพัฒนาทกั ษะกระบวนการคิดและ ทกั ษะ

การแกป้ ัญญา ตามแนวคิดของ Thinking School พบวา่ เมอ่ื กระแสแห่งการเปลี่ยนเปลี่ยน อย่างรอบด้าน ใน
ยุคโลกาภวิ ฒั น์ได้เข้ามามอี ิทธพิ ลตอ่ การดำรงชวี ิตของมวลมนษุ ยชาตอิ ยา่ งหลีกเลีย่ ง ไม่ได้ และการศึกษาก็
ยงั คงเปน็ ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศชาติ โดยมีครู เปน็ กลไกหลักในการจดั
การศึกษา แล้วเราในฐานะครูจะรับมอื อยา่ งไรให้เทา่ ทนั ต่อการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขน้ึ และจะทำอย่างไร?
ประเทศไทยจึงจะไดค้ นเก่ง คนดี คนที่มีจิต วญิ ญาณแห่งความเป็นครู คนท่ีมีความรับผดิ ชอบ สอนใหเ้ ด็กมกี าร
ดำเนนิ ชีวิตอยา่ งเทา่ ทนั ในโลกยุคศตวรรษท่ี 21 ได้โดยต้องมี จติ สาธารณะใน 5 ประการ คอื 1) จติ แหง่
วทิ ยาการมี “การเรียนร้ตู ลอดชวี ิต คิดเป็น ทำเปน็ ” 2) จติ แหง่ การสงั เคราะห์ คือ “การสั่งสม ตอ่ ยอด และ
สร้างนวัตกรรมความร้”ู 3) จิตแห่งการ สรา้ งสรรค์ ทเ่ี ชื่อวา่ “ความคิดสร้างสรรค์สรา้ งด้วยการหมัน่ ฝกึ ฝน” 4)
จติ แหง่ ความเคารพ หมายถงึ “การเปดิ ใจกว้าง พร้อมรบั ฟงั ทุกความคดิ เห็น” และ 5) จติ แห่งคุณธรรม คือ“มี
ความร้คู คู่ ุณธรรม นำการพฒั นา” วันนเ้ี ราอาจเคย ได้ยินจากสื่อ นักวชิ าการ ผ้ปู กครอง และผู้สนใจทางการ

ศึกษาวา่ “การปฏิรูปการศกึ ษาของเราล้มเหลว ไมป่ ระสบความสำเร็จ ทงั้ ทร่ี ฐั บาลไดท้ ุ่มเทงบประมาณจำนวน
มหาศาลให้กระทรวงศกึ ษาธกิ ารเพือ่ จดั การศึกษาใหม้ ีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนให้สูงขนึ้ ” และ เมือ่ เรว็ ๆ นผ้ี ล
การสอบ O-NET ในระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 และ 6 ท่ีมีผลคะแนนทุกกลุ่มสาระ การเรยี นรตู้ ่ำกวา่ เกณฑ์
โดยเฉพาะวิชาภาษาองั กฤษ คณิตศาสตร์ และวทิ ยาศาสตร์ รวมทง้ั ผลการประชุมของ World Economic
Forum (WEF) - The Global Competitiveness Report 2012-2013 ซ่งึ เป็นการประชุม “เวทเี ศรษฐกิจ
โลก” ที่จดั ขึน้ เป็นประจำทุกปี โดยองคก์ รอิสระท่ี ไม่หวงั ผลกำไรและไดร้ ับการยอมรับอย่างกวา้ งขวางในระดบั
นานาชาติ โดยผลท่ีไดจ้ ากการประชมุ ได้ จดั อนั ดบั คุณภาพการศกึ ษาของประเทศไทยในกล่มุ อาเซียนอยู่ใน
กล่มุ สดุ ท้ายอันดบั ที่ 8 เป็นกลมุ่ ท่ีมี คะแนนต่ำท่สี ุด โดยทอ่ี นั ดบั 1) สงิ คโปร์ 2) มาเลเซีย 3) บรไู น 4)
ฟลิ ปิ ปินส์ 5) อินโดนีเซยี 6) กัมพชู า 7) เวียดนาม 8) ไทย แสดงให้เห็นวา่ ระบบการศกึ ษาของไทยยังไม่ทำให้
เดก็ ไทยมคี วามรู้ 35 ตามหลกั สูตร คดิ เปน็ ทำเป็น แกป้ ัญหาได้ ซงึ่ หลายฝ่ายอาจมองวา่ ตน้ เหตสุ ำคัญของ
ปญั หาทเ่ี กิดขน้ึ นี้ คอื “การพัฒนาคุณภาพการศึกษา” โดยมคี รเู ปน็ กลไกสำคัญทส่ี ง่ ผลให้เกิดปัญหาดงั กล่าว
“ครู” จึงตกเปน็ จำเลยของสงั คม ทงั้ ที่ยังมคี รูส่วนใหญ่ทมี่ ่งุ มน่ั ทมุ่ เท พฒั นาการเรียนการสอนอย่างจริงจัง ซง่ึ
หนังสือ Thinking School สอนให้คิด โดยบรรจง อมร ชวี นิ เป็นหนังสอื ทอ่ี ยากนำเสนอใหเ้ ห็นใน แงม่ ุมของ
ความสำคญั ของการศึกษา เป็นแนวทางทีส่ ถานศกึ ษาจะได้นำไปบรหิ ารวิชาการจดั การเรียนการสอนใหเ้ ด็ก
โดยการสอนใหเ้ ด็กรจู้ ักคิด คิดเปน็ และควรคดิ ได้ดดี ้วย เพราะลำพังการสอนให้ ร้วู ิชาการความรู้แตเ่ พียงอย่าง
เดยี วไม่พอเพยี งกับการเผชิญกับการเปลยี่ นแปลงในโลกปัจจบุ ันทม่ี ี พลวัตและมคี วามซับซอ้ นอย่างมาก ใน
ประเทศสิงคโปร์มีการสอนทักษะการคดิ อยา่ งจรงิ จัง จนมีการแขง่ ขันการแก้ปัญหาในอนาคตท่ที ำเปน็ ประจำ
ทกุ ปใี นระดับประเทศ ซึ่งการสอนใหค้ ดิ นี้เปน็ การวางรากฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศที่มคี า่
สามารถสรา้ งสรรค์ และเป็นผนู้ ำใน ภมู ภิ าคอาเซียน เราจะเรม่ิ สร้าง Thinking School ได้อยา่ งไร ขนั้ แรกก็
คอื สร้างความตระหนักใน ความสำคญั ของทกั ษะ การคดิ และสอนทักษะการคดิ ใหท้ ั้งโรงเรยี น โดยครูผ้สู อนจะ
ไมใ่ ช่ผูส้ อนเฉพาะ สาระวชิ า แต่ต้องสอนเทคนคิ และ วธิ กี ารคดิ ที่มมี ากมายหลายวธิ ีดว้ ย ผู้บรหิ ารจะต้องให้
ความ สนบั สนุนอยา่ งจริงจัง จะพฒั นาสภาพแวดล้อม และบรรยากาศ ทั้งในและนอกห้องเรียนท่ที ำให้
นักเรียน รจู้ กั คดิ ได้อย่างไร ในหนังสอื Thinking School สอนใหค้ ดิ มี 25 บท จำนวน 288 หนา้ ขอนำเสนอ
ในสว่ นท่ีเป็นประโยชน์แกผ่ บู้ รหิ าร ครู และบคุ ลากรทางการศึกษา ดงั นี้ ความหมายของ โรงเรียนสอนให้คดิ ก็
คอื “โรงเรยี นท่ีม่งุ สอนใหเ้ ดก็ ได้ร้ถู ึงกระบวนการเรยี นรูใ้ ห้รู้ว่าเรียนอย่างไร (How to Learn) มากกว่าการสอน
ให้เดก็ มีเพยี งความรู้โดยทไ่ี ม่ได้มขี ดี ความสามารถในการที่คิดหรอื เรยี นรู้ได้ดว้ ยตัวเองตอ้ งดำเนินไปอยา่ งไร
ดังนน้ั จะทำใหส้ ำเรจ็ ได้จงึ เป็นเร่อื งของการวางกลยทุ ธ์ทจ่ี ะ นำมาพฒั นาทักษะการคิดและใหม้ ที ัศนคติทีด่ ใี น
การนำไปใช้” ปญั หาสำคัญสว่ นใหญ่ของโรงเรยี น โดยทัว่ ไป พยามใส่วชิ าการทุกอย่างให้เดก็ ไดเ้ รยี นจนมากไป
หมด แลว้ กค็ ดิ วา่ จะได้ผลสัมฤทธ์ิ ทางการศึกษาคอื เดก็ มีความรู้มาก ๆ และไดค้ ะแนนดี ๆ ทำใหร้ สู้ กึ อนุ่ ใจไป
วา่ เรามีประสทิ ธิผลของ การเรยี นที่ดีแลว้ แตส่ ิ่งหนึ่งท่มี ักไมไ่ ดย้ ้ำเน้นกนั คือ เราเคยตั้งคำถามกนั อย่างลึก ๆ
ไหมวา่ การเรียนร้ขู องเด็กเป็นไปอยา่ งไร เราสง่ ลกู เราไปเรียนเพื่ออะไร ด้วยเหตุท่คี รูผูส้ อนเองมกั จะมีภาระ

งานมาก ไม่อาจท่ีจะจดั เตรยี มการสอนในเชิงท่ีลึกมากนกั การเรียนรจู้ ึงมักเป็นเรื่องในเชงิ ปรมิ าณวา่ เดก็ ได้
เรียน ไปมากเท่าไหร่ ทั้งที่อนั ท่จี รงิ แล้วควรมงุ่ เนน้ ทวี่ ่าเขาควรจะเรยี นอย่างไร (How to Learn) มากกว่า โดย
หากวา่ ครแู ละนักเรียนทส่ี ามารถตอบคำถามได้ว่า “อยา่ งไร” จงึ จะนับไดว้ ่าเปน็ การเปดิ มิตกิ า เรียนรู้อยา่ ง
แท้จริง นั่นก็คือการท่โี รงเรยี นสอนการเรยี นรใู้ ห้เด็กรูจ้ กั คดิ และคดิ เปน็ พร้อมที่จะเรยี นร้ไู ด้ อย่างชาญฉลาด
และต่อเน่ืองต่อไป โรงเรียนสอนให้คดิ ยังหมายถึง การสรา้ งใหเ้ กิดเปน็ ชมุ ชนแห่งการ เรยี นรทู้ ี่สมาชกิ ทุกคนมี
สว่ นร่วมกันท่เี รียนรวู้ า่ จะคดิ อยา่ งสะทอ้ นมุมมอง (Reflective) อย่างมวี ิจารณญาณ อย่างสรา้ งสรรค์ได้
อย่างไร รวมทั้งการทำใหม้ ีทกั ษะและเทคนิคในการร่วมสรา้ ง 36 หลกั สตู รท่มี ีความหมายและกิจกรรมท่ี
เก่ียวเน่อื ง ผลลพั ธ์ทีส่ ำเรจ็ จะสะท้อนออกมา โดยนักเรียนจะมี ความสามารถกวา้ งขวางโดยแสดงออกถงึ ทักษะ
การเรยี นรูอ้ ยา่ งอิสระมรี ะดับความสำเรจ็ ที่สูง และ สนกุ พงึ พอใจกบั การเรียนผลประโยชน์ทไี่ ดย้ งั แสดงออกมา
โดยท่สี มาชิกของชุมชนปฏิสมั พนั ธ์ระหว่าง กนั อย่างมีดลุ ยพินิจ อกี ทั้งมสี ขุ ภาพจติ ทีด่ ที ้ังนักเรยี นและครู
แนวความคดิ หลักในกรอบสำหรบั การพฒั นา ทักษะการคิด ความพยายามแทบท้งั หมดของการสอน การคิด
วางฐานอย่บู นการวเิ คราะห์ อย่างเป็นทางการของธรรมชาติการคดิ ในการทจ่ี ะยกระดบั การคดิ ให้สูงข้ึน
แนวความคิดหลกั ที่ เกิดขึ้น ไดแ้ ก่ การพัฒนาทักษะการคิดไดร้ ับการสนบั สนุนจากทฤษฎพี ุทธปิ ัญญาทม่ี องว่า
ผู้เรยี นคอื ผู้ สรรคส์ ร้างท่แี ข็งขัน ในการใหไ้ ด้ความร้มู าก การเรยี นรู้เป็นเร่อื งเก่ยี วกับ การคน้ หาความหมาย
และ โครงสร้าง (Imposing Structure) การมงุ่ เน้นทกั ษะการคิดในหอ้ งเรียนนับวา่ เป็นเรือ่ งสำคญั เพราะว่า
จะช่วยสนับสนุนกระบวนการเรียนรเู้ ชงิ พุทธปิ ญั ญาไดอ้ ย่างแข็งขนั ซง่ึ นั่นจะทำให้การเรียนรู้ ทด่ี ีกว่า ซึง่ จะ
ช่วยให้เดก็ มเี คร่ืองไมเ้ คร่ืองมือจดั การกับข้อมลู ขา่ วสาร แก้ปัญหาและสถานการณ์ได้ อย่างเป็นระบบ การรับ
เอาทัศนคติอนั มีวจิ ารณญาณต่อข้อมูลข่าวสารและข้อโตเถียง รวมท้งั การส่ือสารไดอ้ ย่างมีประสทิ ธผิ ลมากขึน้
รูปแบบการคิด (Taxonomies) มีหลากหลาย ทัง้ เรื่อง การแยกแยะ การลำดบั การคน้ หาการ เปรยี บเทียบ
การคาดการณ์ การเชอื่ มโยงเรื่องเหตผุ ล การสรุป การสรา้ งความคดิ ใหม่ การแก้ปัญหา การ ทดสอบทางออก
การตดั สนิ ใจ และอน่ื ๆ บางแนวทางระบุถึงพหุปญั ญา (Multiple intelligences) สำหรบั การเสริมสรา้ งใน
เร่อื งของภาษา ตรรกะ คณิตศาสตร์ ดนตรี และการเคลอื่ นไหว มีนกั วิชาการหลายท่านไดเ้ สนอแนวทางในการ
สอน ทกั ษะการคิด 9 ประการ ดังน้ี

1) ทกั ษะการจำ (Memory Skills)
2) ทกั ษะทาง ภาษาและความคดิ
3) ทักษะการใชเ้ หตผุ ลเชิงนริ นยั (Deductive Reasoning Skills)
4) ทักษะการวิเคราะห์ ข้อโตเ้ ถียง
5) ทักษะการคดิ ด้วยการทดสอบข้อสมมตฐิ าน
6) ทักษะการคดิ ในเชิงความเป็นไปได้ และความไม่แน่นอน
7) ทักษะการตัดสนิ ใจ
8) ทกั ษะการแก้ปัญหา

9) ทกั ษะการคิดสรา้ งสรรค์
ระดบั ความคดิ หากพจิ ารณาว่าความคดิ แบง่ อยา่ งกว้าง ๆ เป็น 3 ระดับด้วยกันคือ
ระดบั 1 ความคิดขน้ั สูงสุด นับวา่ มีขีดความสามารถในการคิดสูงมาก สะท้อนออกมาไมเ่ ฉพาะใน
แง่มุมมองแต่ ยังสะท้อนในด้านของความยุติธรรมอีกด้วย
ระดบั 2 ความคดิ ขนั้ สงู จัดว่ามคี วามคดิ ทสี่ ะทอ้ นคดิ ได้อย่างครอบคลมุ พอควรแม้วา่ จะไมไ่ ดท้ ุกเร่ือง
กต็ าม
ระดับ 3 ความคดิ ข้นึ ต่ำ เปน็ ทักษะที่ต้องมีการ พัฒนาต่อทั้งในด้านวิธกี าร ความครอบคลุมและมิตใิ น
เชิงความยุติธรรม
นอกจากนผี้ ู้เขียนได้ ยกตัวอย่างโปรแกรมทักษะการคิด ได้แก่

1) โปรแกรมทวั่ ไปท่ีเรยี กว่า Feuerstein's Instrumental Enrichment (IE) เป็นโปรแกรม
ที่เริม่ แรกคิดขน้ึ มาเพื่อชว่ ยให้ผูใ้ หญท่ ีเ่ รียนรู้ได้ชา้ ได้พัฒนาการ เรียนรเู้ รว็ ข้ึน

2) Somerset Thinking Skills Cause เป็นเทคนคิ เพิ่มเติมท่ีคดิ เพ่มิ แก้บางจุดของ IE ซ่ึงเป็น
เทคนิคท่พี ัฒนาข้ึนในอังกฤษ (Blagg, 1991) ต่อมาเทคนคิ ได้ขยายสทู่ ักษะการคิดในการทำงาน อีกเทคนิคหนง่ึ
(Thinking Skills at Work) จากผลการประเมินการใช้ เครอ่ื งมือนบั ว่ามผี ลกระทบ 37 เชิงบวกในการเรยี นรู้
เชงิ พุทธิ ปญั ญาและผลลพั ธด์ ้านอ่นื ๆ ตามมา

Martin Lipman's Philosophy for Children (Lipman and others, 1980) เปน็ เทคนิคที่มีการใช้
อยา่ งกวา้ งขวางใน องั กฤษ โดยผนวกรวมกับแนวทางของ Robert Fisher ท่ีมงี านเขยี นจำนวนมากเก่ยี วกับ
การสอนการ คดิ ในห้องเรียนระดบั ประถม (Primary Classroom) (Fraser, 1998)
จากการประเมนิ ผลเครื่องมือนี้ พบวา่ มีผลกระทบเชงิ บวกในหลายมิติ อาทิ คณุ ภาพการอภิปรายพดู คุยของ
เด็กรวมทง้ั ทักษะการ โต้เถียงทดี่ ขี ึน้ ความสามารถในการหยบิ ยกคำถาม มีความภาคภมู ใิ จในตนเองเป็นต้น

CASE (Cognitive, Acceleration through Science Education) นับเป็นเคร่ืองมอื ที่ได้รับ
ความสำเรจ็ สงู มาก เป็นเครอื่ งมอื ช่วยคดิ ในวิชาวิทยาศาสตรส์ ำหรบั ช่วงอายุ 11-14 ปี CASE ประสบ
ความสำเรจ็ ใน การชว่ ยยกระดบั คะแนนของเดก็ ในการทดสอบตามเกณฑ์มาตรฐานวชิ า นอกจากนี้ก็มเี ทคนิคที่
ชว่ ย คิดในวิชาคณติ ศาสตร์ คือ CAME (Cognitive Acceleration though Mathematics Education)

Thinking through Geography ออกแบบเพื่อช่วยสอนการคดิ ในวิชาภมู ศิ าสตร์ และการเรียนรู้ ช่วง
หลงั ประถมศกึ ษา รวมทงั้ ACTS (Activating Children's Thinking Skills) เป็นการชว่ ย พัฒนาการคิดของ
เดก็ ระดบั ประถมปลาย (McGuinness, 1997) เป็นต้น แนวทางประยุกต์ใช้

1. กรอบแนวคดิ การพัฒนาทักษะการคิดจะมุ่งเน้นไปเร่ืองต่อไปน้ีคือ
1.1 มีความจำเป็นทจ่ี ะต้องเน้น เรอื่ งทกั ษะการคิดใหม้ คี วามชัดเจนในหลกั สูตร
1.2 การสอนการคดิ ผ่านรูปแบบของ Coaching
1.3 การใชม้ มุ มองแบบผู้เรียนเปน็ หลัก

1.4 การเรยี นรแู้ บบรว่ มมือกัน (รวมทงั้ การใช้คอมพวิ เตอร์เปน็ สอ่ื กลางการเรยี นรู้)
1.5 การสรา้ งอุปนสิ ัยการคดิ ท่ีดี
1.6 การนำทกั ษะการคิดไปสู่หลกั สูตรการคดิ
1.7 การนำไปส่หู ้องเรียนการคดิ สูโ่ รงเรียนสอนการคดิ
2. การพัฒนาหลกั สูตร ได้แก่ ตวั แบบสำหรับ การถา่ ยทอดทกั ษะการคิดในหลักสูตรมี 3 ตัวแบบของ
การถ่ายทอดทักษะการคิด ได้แก่
2.1 การสอดแทรกการเสริมทักษะการคิด ทวั่ ไปเพมิ่ เติมไปจากหลกั สตู รปกติทม่ี ีอยู่
2.2 การสอดแทรกเข้าไปในเนื้อหาวชิ าที่เรยี นในขณะเดยี วกันเลย อาทิ วิชาวิทยาศาสตร์
คณติ ศาสตร์ ภูมิศาสตร์
2.3 สอดแทรกทง้ั หลกั สูตรอย่างเปน็ ระบบ แต่แมว้ า่ จะเป็นวิธกี ารไหนที่นำไปใชต้ อ้ งม่ันใจ วิธกี าร
นน้ั จะทำให้การเรียนรู้ และถา่ ยทอดไปสู่การพัฒนาทักษะ ความคิดที่ดีกวา่ ทเ่ี ป็นอยู่
3. การเรียนการสอน ใช้เครื่องมือที่ช่วยเสริม ความคิดที่ใช้กันมากของโรงเรยี นตา่ ง ๆ ได้แก่
3.1 การคิดแบบหมวก (Thinking Hats) ของ De Bono
3.2 อุปนสิ ัยความคิด (Habits of Mind)
3.3 แผนท่คี วามคิด (Thinking Maps)
4. การประเมนิ ผลจากการศึกษาหลายครง้ั ดว้ ยการ ประเมินผลห้องเรียนไดค้ น้ พบถงึ ความสำเรจ็ การ
เชอื่ มโยงระหว่างการสอนวธิ คี ิดต่าง ๆ กับผลลัพธ์ ของ การเรียนรู้ท้ังในระยะสนั้ และ
ในระยะยาว แต่ก็ไมใ่ ช่ทุกครั้งการสอดแทรกจะสำเร็จอยา่ งเทา่ เทียม กัน การเปิดโอกาสให้เดก็ ๆ นำแนวคิด
ของตน (ท้งั ที่ถูกต้องและไม่ถูกตอ้ ง) มายังห้องเรยี น และ กลยทุ ธท์ างเลือกสำหรบั การคิดจะเกดิ ข้นึ ดว้ ยการ
สรรค์สรา้ งเชงิ สงั คมในห้องเรียนน้ี ไมเ่ พยี งแต่การได้ จากการสอนของครู แตย่ ังได้จากกิจกรรมเชิงปฏบิ ัติ การ
สนทนาพูดคยุ การสะทอ้ น และการอภปิ รายกับเพอ่ื นและผใู้ หญ่ กจิ กรรมเชิงสงั คมดงั กลา่ วจำเปน็ ที่จะตอ้ งมี
การออกแบบอยา่ งระมัดระวงั จากมุมมองทักษะการคดิ เพอื่ ให้เดก็ เกิดพฒั นาทักษะการ เรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง
(Metacognitive Skills)
5. เทคโนโลยกี ารสือ่ สารและสารสนเทศ นับเป็นเครื่องมือทช่ี ่วยส่งเสรมิ ความเข้าใจและการให้ เหตุผล
ของเด็กในกรอบการพัฒนาทักษะการคิด นอกจากนเี้ ครือข่ายการสือ่ สาร (ทั้งในท้องถิน่ และกวา้ ง ออกไป
ระหว่างประเทศ) กช็ ว่ ยใหม้ โี อกาสในการเรียนรู้ ร่วมกันอย่างเทา่ ทัน
6. การพฒั นาครูจากการ วิจัยและการประเมนิ ผลยังพบปญั หาในการถา่ ยโอนวิธกี ารสู่ชน้ั เรียน โดย
เหน็ ว่าการสอดแทรกของครู จะได้ผลสำเรจ็ มากขึ้น หากว่ามตี วั แบบการพฒั นาครแู ละการสนับสนนุ ของครู
อยา่ งชดั เจน สรปุ โรงเรยี นและหอ้ งเรียนคอื สถานท่สี ำคัญท่ีสดุ ของประเทศ เพราะนีค่ ือแหล่งผลติ ทนุ มนษุ ย์
ปอ้ นเขา้ สู่ สังคม และจะกลายเปน็ กลไกลอันสำคญั ในการเปลยี่ นแปลงสงั คมไปในทิศทางท่ีต้องการได้มากนอ้ ย
เพียงใดหากสถานศึกษายงั ไม่สามารถปรับเปล่ยี นหอ้ งเรียนและโรงเรยี นใหส้ อนการคิดได้อย่างมี ประสิทธภิ าพ

แล้ว การศึกษาทม่ี ุ้มเน้นแตก่ ารใหค้ วามรูเ้ ป็นหลักก็อาจจะไม่อาจตอบสนองตอ่ ความต้องการท่ีโรงเรยี นสอนให้
รูจ้ ักคิดไมไ่ ด้หมายถึงเพียงแต่การทำให้นักเรยี นแตล่ ะคนจบการศกึ ษา ออกไปแลว้ มีขีดความสามารถการคดิ ที่
สงู ข้นึ เทา่ นน้ั แตเ่ ปา้ หมายปลายทางของการศึกษาจะต้องสร้าง ให้เกิดกบั ชมุ ชนทเี รยี กวา่ Community of
Inquiry อยา่ งยงั่ ยนื ท้ังในระดับห้องเรียนทงั้ โรงเรยี น รวมท้ังชมุ ชนรอบขา้ ง การศึกษาจึงมีความหมายต่อการ
เปลี่ยนแปลงอยา่ งแท้จริง การขับเคลือ่ น โรงเรยี นให้ออกจากกรอบแนวคดิ เดิมของการเรียนการสอนอยา่ งที่
เคยเป็นมานัน้ ไมใ่ ชเ่ รือ่ งท่จี ะทำความเข้าใจไดโ้ ดยง่ายแตน่ ับว่าเปน็ เร่อื งท้าทายท่ีต้องการความกลา้ ทจี่ ะ
เปลี่ยนแปลงและพรอ้ มที่จะ เรยี นรู้รว่ มกนั ทั้งครูและนักเรยี นในบริบทใหม่ เพราะในบริบทเดมิ โรงเรยี นได้
กลายเป็นทีล่ ดทอนส่งิ ที่ เด็กมีมาติดตัวตงั้ แต่แรกของความเปน็ คนที่กระหายใคร่ร้มู ีชีวติ ชวี า สดใสรา่ เรงิ มีท้ัง
จินตนาการท่ีเต็ม เปยี่ มและชา่ งซกั ถาม แต่พอเขา้ มาส่รู ะบบโรงเรยี นพอนานเข้ากลับกลายเป็นคนทเ่ี ฉื่อยชาไร้
ความ กระตือรือร้นเราตอ้ งแก้ไขสิ่งเหลา่ นี้ เราต้องสร้างโรงเรยี นของเราใหมเ่ ป็นโรงเรยี นที่สอนใหเ้ ราคิดร้จู กั
คดิ และคดิ เปน็ เป็นทนุ มนุษย์ของประเทศไทย

(วรนิ ทร บุญยง่ิ , 2554) ในอนาคตทฤษฎี Thinking School and Active Learning และระบบการ
คิดของสมองผา่ นเคร่ืองมือสอนคิด ไดแ้ ก่

1. PMI
2. OPV,
3. 6 Hats
4. Compare and Contrast
5. Diagram/Mind Mapping
6. CAF
7. KWL,
8. Cause and Effect,
9. Ranking,
10. Creative and Critical Thinking
การจดั การเรยี นรทู้ สี่ ง่ เสรมิ ทักษะกระบวนการสอนคดิ ตามแนวทาง Thinking School
1. เทคนคิ การจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสรมิ ทักษะการคิด
1.1 เทคนิคการระดมสมอง (Brainstorming)
1.2 เทคนคิ PMI
1.3 เทคนคิ CAF
1.4 เทคนคิ OPV
1.5 เทคนคิ Ranking
2. การจดั การเรยี นรูโ้ ดยใช้กระบวนการเรยี นรู้ 4 ขัน้ ตอน (4 Steps)

2.1 ขั้นที่ 1 DO NOW
2.2 ขัน้ ที่ 2 Purpose
2.3 ข้นั ที่ 3 Work Mode
2.4 ขนั้ ที่ 4 Reflective Thinking

สรปุ ได้การสอนคิด เปน็ การพัฒนาผู้เรียนให้มที กั ษะในดา้ นการคิดอย่างเปน็ ระบบ ผ่านกระบวนการ
จดั การเรยี นรู้ 4 Step คือ 1) Do Now 2) Purpose 3) Work Mode 4) Reflective โดยใช้เทคนคิ การ
จัดการเรยี นรูท้ ี่ส่งเสรมิ ทักษะการคดิ เช่น เทคนิคการระดมสมอง (Brainstorming) เทคนิค PMI เทคนิคCAF
เทคนิคOPV เทคนคิ Ranking ผา่ นเครือ่ งมอื สอนคิด ได้แก่ PMI/OPV, 6 Hats, Compare and Contrast,
Diagram/Mind Mapping, CAF/KWL, Cause and Effect, Ranking, Creative and Critical Thinking
ขัน้ ตอนการจดั การเรยี นรขู้ องโรงเรยี นเด่ือศรีไพรวลั ย์โดยใชร้ ปู แบบการสอนคิด Thinking School

ผลการจัดการเรยี นโดยใชร้ ูปแบบการสอนคดิ Thinking School โรงเรยี นเดอ่ื ศรีไพรวัลย์
มกี ระบวนการในการจัดการเรียนการสอน ดงั น้ี

1. Do Now ขั้นนำ เป็นการเตรียมความพร้อมนักเรียนก่อนเข้าสู่เนื้อหาโดยใช้คำถามกระตุ้น
ความคิด เช่น ใช้เกมส์ภาพปริศนา เกมส์Kahoot แบบทดสอบQuizizz กิจกรรมBrain gym เกมส์จาก
Wordwall คำถามทายใจจำนวนน้อยกวา่ มากกวา่ เปน็ ต้น

2. Purpose แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ เป็นการแจ้งว่า วันนี้เราจะเรียนเรื่อง.............เพื่อ.....
(จุดประสงคก์ ารเรยี นร)ู้ .............

3. Work Mode ขั้นลงมือปฏิบัติ ใช้เทคนิคอภิปรายเป็นทีม (Team Discussion) โดยเริ่มจาก
ครูตั้งคำถามในเรื่องนั้น แล้วให้สมาชิกของกลุ่มทุก ๆ คนร่วมกันคิด พูด อภิปรายพร้อมกัน จากนั้นครู
นำเสนอความรู้ ใช้เทคนคิ ทำเป็นกลุ่ม – ทำเปน็ คู่ – และทำคนเดียว (Team – Pair – Solo) เร่ิมจากครูอิบาย
เนื้อหาให้ความรู้ แล้วยิงประเด็นคำถาม ตามเนื้อหาที่เรียน นักเรียนร่วมกันทำงานตามขั้นตอนกิจกรรมที่ครู
กำหนด จากนัน้ ครูและนักเรียนรว่ มกนั อภิปรายเน้ือหาทเี่ รียน พรอ้ มให้กบั ให้นักเรียนสรุปความรู้ท่ีได้ในช่ัวโมง
นั้น ผ่าน เครอ่ื งมือสอนคดิ และนำเสนอผ่านหนา้ ชนั้ เรยี น

โดยใช้เครื่องมือสอนคิดทั้ง 10 เครื่องมืออย่างหลากหลายและสมกับเนื้อหาที่จัดการเรียนรู้ให้กับ
นักเรียน

4. Reflective ขนั้ ประเมินผล การประเมนิ ผลการจดั การเรียนการสอนท่เี น้นการปฏิบตั ิ ได้

ผลการพัฒนารปู แบบการสอนคิดตามแนวทาง Thinking School

ตารางบนั ทึกผลการประเมินการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การสอนคดิ ตามแนวทางThinking School

กจิ กรรม ความพงึ พอใจ คดิ เป็นรอ้ ยละ
5 4 321

1. ครมู ีการเตรียมการสอน 60 40

2. การจดั บรรยากาศห้องเรียนเออ้ื ต่อการเรยี นการสอน 66 34

3. เนอื้ หาทสี่ อนทนั สมัยนำไปใชไ้ ด้จริง 80 20

4. ครแู จ้งจุดประสงค์การเรยี นรชู้ ัดเจน 75 25

5. กจิ กรรมการเรียนการสอนสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรยี น

การสอน 76 24

6. ครสู ่งเสรมิ ให้นกั เรยี นทำงานร่วมกันเป็นกลมุ่ และรายบุคคล 63 37

7. ครูส่งเสรมิ ให้นกั เรยี นมีความคดิ ริเริ่มสร้างสรรคแ์ ละร่วมกัน

อภิปราย 85 15

8. กิจกรรมการเรยี นสนุกและนา่ สนใจ 88 12

9. ครูให้โอกาสนักเรียนซักถามปญั หา 77 23

10. ครูใชว้ ิธกี ารสอนและใช้สอ่ื อย่างหลากหลาย 88 12

11. ครยู อมรบั ความคดิ เหน็ ของนกั เรียน 78 22

12. ครูให้ความสนใจแก่นักเรยี นอยา่ งทัว่ ถึงขณะสอน 68 32

13. ครูส่งเสริมให้นักเรียนคน้ ควา้ หาความรจู้ ากหอ้ งสมุด

อนิ เทอร์เน็ตหรอื แหล่งเรยี นรู้อื่นๆ 78 22

14. ครตู ั้งใจสอน ใหค้ ำแนะนำ ช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก

แกน่ กั เรยี นในการทำกิจกรรม 65 35

15. ครูมีบคุ ลิกภาพ การแต่งกายและการพูดจาเหมาะสม 77 23

16. ครูเข้าสอนและออกตรงเวลา 68 32

17. นักเรียนทราบเกณฑ์การประเมินผลลว่ งหนา้ 85 15

18. นักเรียนมสี ว่ นร่วมในการประเมินผลการเรยี น 88 18

19. ครูประเมนิ ผลอยา่ งยุตธิ รรม 80 20

20. นักเรยี นเรียนอย่างมคี วามสขุ 79 21

รวมคะแนน เฉลีย่ 76.2 23.8

ความพึงพอใจของผ้เู รยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการสอนคิด Thinking School พบว่า
มกี ารจดั การเรยี นรู้โดยใช้รปู แบบสอนคดิ Thinking School มีความพึงพอในระดบั มากที่สุด คิดเปน็ รอ้ ยละ
76.2 ท่เี ป็นเชน่ นี้เพราะ สอดคล้องกับแนวคิดเชลล่ี (Shelli, 1995) ได้ศกึ ษาแนวคิดเก่ียวกับความพงึ พอใจ
สรปุ ได้วา่ เปน็ ความรูส้ ึกสองแบบของมนษุ ย์ คือ ความรู้สึกในทางบวกและความรู้สกึ ในทางลบ ความรู้สึกใน
ทางบวกเปน็ ความรสู้ ึกทีเ่ มอื่ เกิดขึน้ แล้วทำให้ความร้สู กึ ท่ีมีระบบยอ้ นกลบั และความสขุ นสี้ ามารถทำให้เกิด
ความสขุ หรอื ความรสู้ กึ ทางบวกเพ่มิ ขึ้นไดอ้ ีก ดงั นนั้ จะเห็นไดว้ ่า ความสุขเปน็ ความรสู้ ึกท่ีสลบั ซบั ซ้อนและ
ความสขุ นีจ้ ะมีผลตอ่ บคุ คลมากกว่า ความรู้สึกในทางบวกอื่น ๆ ความรูส้ กึ ทางลบ ความรู้สึกทางบวกและ
ความสุขมีความสัมพันธ์กนั อย่างสลับซับซอ้ น และระบบความสัมพันธ์ของความร้สู ึกทงั้ สามน้ีเรยี กว่าระบบ
ความพงึ พอใจ

บทเรียนท่ไี ด้รับ
การเรียนการสอนเทคนิคการสอนคิด Thinking School เน้นใหผ้ เู้ รยี นไดม้ ีบทบาทและมีส่วนร่วมใน

กระบวนการเรียนรู้ โดยวิธกี ารจัดการเรียนการสอนแบบหลากหลายวิธี หรอื อาจกลา่ วได้ว่า การจัดการเรยี น
การสอนแบบน้ีตอ้ งการให้ผู้เรียนเป็นผทู้ ีม่ ีบทบาทหลักในกระบวนการเรียนการสอนดว้ ยตนเอง เพ่ือสรา้ ง
กระบวนการในการเรียนร้ทู ่ีเหมาะสมกบั ผ้เู รยี นให้มากทส่ี ดุ และสง่ เสริมให้ผู้เรยี นกระตือรือร้นในการคดิ
วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ มากกว่าการฟงั และการท่องจำ เพื่อใหเ้ กดิ การเรยี นรู้ที่มปี ระสิทธิภาพสงู โดยผเู้ รียน
สามารถเรียนร้ไู ด้ทงั้ ในห้องเรียน นอกห้องเรียน ดว้ ยตนเอง การนำหลักการการเรียนการสอนเทคนิคการสอน
คิดตามแนว Thinking School หากเลือกวธิ ีการท่ีไม่เหมาะสมมาใช้จะทำใหเ้ กดิ ผลเสียมากกว่าผลดี จงึ
จำเป็นต้องเลือกวิธีการทเี่ หมาะสมกบั ผเู้ รียน ซงึ่ จะช่วยให้ผู้เรียนนำกระบวนการน้ีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และ
เพิ่มประสทิ ธิผลของการเรียนรู้ให้สูงย่ิงขนึ้

ข้อเสนอแนะในการจดั การเรียนรู้รูปแบบสอนคดิ ตามแนวทาง Thinking School
1. นักเรยี นส่วนใหญ่ยังทำงานไมเ่ สรจ็ ในคาบตามระยะเวลาทีก่ ำหนด
2. ครคู วรทำเนอื้ ย่อย ๆ ใหก้ ระชับกับเวลาท่กี ำหนด
3. การนำเขา้ สู่บทเรียนควรใช้เวลาไมม่ ากเกินไปให้กระชับเวลา
4. ควรนำ แอฟพลเิ คชนั หลากหลายมาชว่ ยในสอนเช่น Classroomscreen , มาชว่ ยในการ

กำหนดเวลาทำงานเพือ่ ให้นักเรยี นทราบเวลาในการทำงานวา่ เหลือเวลาเท่าไหร่ ทำใหท้ ำงานไดท้ นั เวลา
wheelofnames.com มาช่วยการสุ่มเรียกชื่อเลน่ เกมส์ กระตุ้นให้การจดั การเรยี นรู้ตืน่ ตัวตลอดเวลา

ภาคผนวก

ตวั อย่างแผนการสอนคดิ

แผนการจัดการเรยี นรู้วชิ าภาษาไทย

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย รหสั ท๒๓๑๐๑ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๕ พระอภยั มณี ตอน พระอภัยมณหี นนี างผีเสอ้ื สมุทร เวลา ๘ ชวั่ โมง

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๓ การสรปุ ความ เวลา ๑ ชั่วโมง

วนั ทที่ ำการสอน วันที่ เดือน พ.ศ. ผูส้ อน นางสาวอัจฉรา นาคโคตร

...................................................................................................................................................................

๑. สาระสำคัญ ๒. มาตรฐาน/ตวั ชี้วดั
การศกึ ษาวรรณคดีเกี่ยวกบั บันเทงิ คดใี นระดบั ท่ี มาตรฐานที่ ๕.๑ เขา้ ใจและแสดงความคิดเหน็ วิจารณ์
ยากต้องสามารถสรุปเน้ือหาได้ วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอย่างเหน็ คุณค่าและ
๓. เนอ้ื หา/สาระการเรียนรู้ นำมาประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ จริง
การอ่านสรปุ ความ ท ๕.๑ ม.๓/๑ สรุปเนื้อหาวรรณคดี วรรณกรรม และ
วรรณกรรมท้องถน่ิ ในระดบั ท่ียากย่ิงข้นึ

๔. ช้นิ งาน/ภาระงาน
หนังสอื เรียนภาษาไทยชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓ เรอื่ งพระอภยั มณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเส้ือสมุทร ใบงาน

๕. เครือ่ งมอื การคิด Cause and Effect

๖. กจิ กรรมการเรียนรู้
ขัน้ ตอนกจิ กรรม

Do Now ( ๒ นาที )
นกั เรียนดูคลิปพฤติกรรมหญิงชายทม่ี ีความรักตอ่ กนั ทง้ั ก่อนแต่งและหลงั แตง่ งาน แล้วแสดงความ

คิดเห็นเกยี่ วพฤตกิ รรมดงั กลา่ ว
(พจิ ารณาตามคำตอบของนักเรยี น โดยให้อย่ใู นดุลยพนิ จิ ของครผู ้สู อนและเพิ่มเติม)
Purepose ( ๓ นาที )

ครแู จง้ เร่อื งทีจ่ ะเรยี นรู้ในชั่วโมงน้ี ว่าจะสรปุ เรอื่ งพระอภยั มณี ตอน พระอภยั มณหี นีนางผีเส้ือสมุทร
และให้นักเรยี นแบง่ กลุ่ม กลมุ่ ละ ๔ คน
Work Mode(๔๐ นาท)ี

๑. ครูทบทวนความรู้ เรื่องพระอภยั มณี ตอน พระอภัยมณีหนนี างผเี สือ้ สมุทร และให้นกั เรยี นชว่ ยกัน
เลา่ เรื่องราวพร้อมกับสรปุ เรื่องในตอนทเี่ รียน

๒. ครกู ระตุน้ ความคดิ นักเรยี นโดยปรับเหตกุ ารณท์ ่ตี รงขา้ มกับเนื้อเรอื่ งทสี่ รปุ วา่ ถ้าพระอภยั มณตี ดั สินใจ
อย่กู ับนางผีเส้ือสมุทรโดยไมค่ ิดหนี จะเป็นอยา่ งไร แลว้ ใหน้ ักเรยี นเขียนผลกระทบท่จี ะเกิดขนึ้ กบั ผูท้ ี่เกยี่ วข้อง
ลงในใบงาน Cause and Effect กลุ่มละ ๑ แผน่

๓. จากนนั้ ครใู ห้นักเรียนนำเสนอหนา้ ชัน้ เรียนกล่มุ ละ ๒ นาที
๔. นกั เรียนและครูชว่ ยกันสรุปดรื่องราว
Reflective Thinking (๕ นาท)ี
๑. บอกสิ่งท่นี ักเรยี นไดจ้ ากการศึกษาความรูเ้ รอ่ื ง พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณหี นีนางผเี สอ้ื สมทุ ร และ
สงิ่ ทส่ี ามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวนั ได้
๗. สอื่ และแหล่งเรียนรู้
๑. หนังสือเรียนวชิ าภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๓
๒. ใบงาน Cause and Effect
๘. วธิ ีการวัดผล

ประเมนิ ใบงาน Cause and Effect
ผลการสอน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปัญหา/อุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ข้อเสนอแนะ
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................

ลงชอ่ื ........................................................ ครูผ้สู อน
(นางสาวอัจฉรา นาคโคตร)

แบบประเมิน

รายการประเมนิ คำอธิบายระดบั คุณภาพ / ระดบั คะแนน

ดมี าก (๔) ดี (๓) พอใช้ (๒) ปรบั ปรุง (๑)

๑. การสรุปความรู้ สรุปความรู้และข้อคดิ สรปุ ความรู้และข้อคิด สรปุ ความรู้และข้อคดิ สรุปความรู้และข้อคดิ
และขอ้ คดิ จาก จากการอา่ นเพ่ือนำไป จากการอ่านเพ่ือนำไป จากการอา่ นเพื่อนำไป จากการอ่านเพ่ือนำไป
การอา่ นเพอื่ ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ิต ประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ติ
นำไป จรงิ ไดถ้ ูกต้อง มี จรงิ ได้ถูกต้อง มี จริงได้ถูกต้อง มี จรงิ ไดถ้ ูกต้อง มี
ประยกุ ตใ์ ช้ใน เหตุผลประกอบ เหตผุ ลประกอบ เหตุผลประกอบ เหตุผลประกอบ แต่
ชวี ิตจรงิ ชดั เจน ชัดเจนเปน็ ส่วนใหญ่ ชัดเจนเปน็ ส่วนน้อย ไม่ชัดเจน
ใช้ภาษาในการเขียน ใชภ้ าษาในการเขียน ใช้ภาษาในการเขียน ใช้ภาษาในการเขียน
๒. การใชภ้ าษา ถูกต้องตามหลกั การ ถูกต้องตามหลักการ ถกู ต้องตามหลกั การ ถูกต้องตามหลกั การ
ในการเขยี น มีความสละสลวย มีความสละสลวย มคี วามสละสลวย แต่ไม่สละสลวย
ไม่สบั สน วกวน สบั สน วกวนเพียง สบั สน วกวนเป็น สับสนวกวน

บางชว่ ง สว่ นใหญ่

ช่วงคะแนน เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ ๓–๔ ต่ำกว่า ๓
ระดบั คุณภาพ พอใช้ ปรับปรุง
๗–๘ ๕–๖
ดมี าก ดี

ชื่อ........................................................ช้นั ............เลขท.่ี ........
Cause and Effect
Cause and Effect
ถ้าพระอภยั มณไี ม่หนนี างผเี ส้อื สมุทร จะเปน็ อย่างไร

Effect Effect Effect
พระอภัยมณี นางผีเส้ือสมุทร สินสมทุ ร

………………………………….. ………………………………….. …………………………………..
………………………………….. ………………………………….. …………………………………..
………………………………….. ………………………………….. …………………………………..
………………………………….. ………………………………….. …………………………………..
………………………………….. ………………………………….. …………………………………..
………………………………….. ………………………………….. …………………………………..
………………………………….. ………………………………….. …………………………………..
………………………………….. ………………………………….. …………………………………..
………………………………….. ………………………………….. …………………………………..
………………………………….. ………………………………….. …………………………………..
………………………………….. ………………………………….. …………………………………..
………………………………….. ………………………………….. …………………………………..
………………………………….. ………………………………….. …………………………………..
………………………………….. ………………………………….. …………………………………..

ภาพการจดั กจิ กรรมการสอนคดิ







แบบประเมนิ ความพึงพอใจการสอนคดิ

แบบประเมนิ ความพงึ พอใจของนักเรียนต่อการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนของครู

โรงเรยี นเดอื่ ศรีไพรวลั ย์ องค์การบรกิ ารสว่ นจังหวัดสกลนคร

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ชื่อครผู ู้สอน .............................................................กล่มุ สาระการเรียนรู้ ................................................

รายวชิ า .................................... รหัสวิชา ........................ชนั้ ............... ปีการศกึ ษา ......................

คำชแ้ี จง ให้ทำเครอ่ื งหมาย ✓ลงในชอ่ งที่ตรงกับระดบั ความพงึ พอใจดงั น้ี

5 : มากทส่ี ุด 4 : มาก 3 : ปานกลาง 2 : นอ้ ย 1 : นอ้ ยที่สุด

กจิ กรรม ความพึงพอใจ
54321

1. ครมู กี ารเตรยี มการสอน

2. การจัดบรรยากาศห้องเรียนเอ้อื ต่อการเรียนการสอน

3. เนือ้ หาท่สี อนทันสมัยนำไปใชไ้ ดจ้ รงิ

4. ครแู จ้งจดุ ประสงคก์ ารเรียนรูช้ ัดเจน

5. กจิ กรรมการเรยี นการสอนสอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์การเรียนการ

สอน

6. ครสู ่งเสรมิ ใหน้ ักเรียนทำงานรว่ มกนั เปน็ กลุ่ม และรายบคุ คล

7. ครูส่งเสริมให้นักเรยี นมีความคดิ รเิ รม่ิ สรา้ งสรรค์และร่วมกัน

อภปิ ราย

8. กิจกรรมการเรยี นสนุกและนา่ สนใจ

9. ครใู หโ้ อกาสนักเรยี นซกั ถามปัญหา

10. ครูใชว้ ธิ ีการสอนและใช้ส่ืออยา่ งหลากหลาย

11. ครูยอมรับความคิดเห็นของนกั เรยี น

12. ครใู หค้ วามสนใจแก่นักเรียนอย่างทัว่ ถึงขณะสอน

13. ครูส่งเสริมให้นักเรยี นคน้ คว้าหาความรู้จากห้องสมุด

อนิ เทอรเ์ นต็ หรอื แหลง่ เรียนรอู้ ่ืนๆ

14. ครตู ั้งใจสอน ให้คำแนะนำ ชว่ ยเหลือ อำนวยความสะดวกแก่

นักเรยี นในการทำกิจกรรม

15. ครูมีบุคลกิ ภาพ การแต่งกายและการพูดจาเหมาะสม

กิจกรรม ความพึงพอใจ
54321
16. ครูเข้าสอนและออกตรงเวลา
17. นักเรยี นทราบเกณฑ์การประเมินผลล่วงหน้า
18. นักเรยี นมสี ่วนรว่ มในการประเมินผลการเรยี น
19. ครูประเมนิ ผลอย่างยุติธรรม
20. นกั เรียนเรียนอย่างมีความสขุ

รวมคะแนน
รวมทงั้ หมด

สรปุ ผลการประเมนิ  80- 100 ระดบั ความพึงพอใจมากท่ีสดุ
 70-79 ระดบั ความพึงพอใจมาก
 60 -69 ระดับความพึงพอใจปานกลาง
 50-59 ระดบั ความพึงพอใจน้อย
 นอ้ ยกว่า 50 ระดบั ความพงึ พอใจนอ้ ยทีส่ ุด


Click to View FlipBook Version