คณิตปฏิบัติการ (Math Lab) เรื่อง มัลเบอรี่ ออฟ เลดี้เพอร์ฟูม Mulberry Of Lady Perfume ผู้จัดทำ 1. ด.ญ. ฐานิตา นีรนาทภูรี ประธาน เกิด 8 สิงหาคม 2550 ชั้น ม.3/1 2. ด.ญ. ชญานิตย์ นกนคร กรรมการ เกิด 24 ธันวาคม 2550 ชั้น ม.3/1 3. ด.ช. สิทธา ประมวลมงคล กรรมการ เกิด 3 พฤษภาคม 2551 ชั้น Gr.9/1 4. ด.ญ. ฉัตรชนก เฮงดี กรรมการ เกิด 9 มิถุนายน 2551 ชั้น ม.2/1 5. ด.ช. กิตติศักดิ์ เกิดสันเทียะ กรรมการ เกิด 14 สิงหาคม 2551 ชั้น Gr.8/1 5. ด.ญ. กัญญาณัฐ ม้าจีน กรรมการ เกิด 18 มีนาคม 2553 ชั้น Gr.7/1 ครูที่ปรึกษา ม. ชุติกาญจน์โชติการธีร์ธวัช รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศพัชรมณฑล สมุทรสาคร เบอร์ : 034 470 592 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ............................................. ............................................. นางสาวชุติกาญจน์ โชติการธีร์ธวัช นางวิไลพร แดงสวัสดิ์ อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้อ านวยการ
คำนำ รายงานฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ของชั้นนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการทำผลิตภัณฑ์น้ำหอมแห้ง สีกลิ่น และสรรพคุณ ที่มีจุดเริ่มต้น จากผลของมัลเบอรี่ เพื่อเป็นแนวทางให้การดำเนินธุระกิจในอนาคตเพื่อสร้างรายได้ และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ผู้จัดทำได้เลือกหัวข้อนี้ในการทำรายงาน เนื่องมาจากเป็นเรื่องที่ได้รับแรงบันดาลใจจากต้นไม้ภายในบริเวณโรงเรียน โดยเฉพาะต้นมันเบอร์รี่ที่มีสรรพคุณที่น่าสนใจ รวมทั้งต้องการแสดงให้เห็นถึงประโยชน์แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจ ผู้จัดทำต้องขอ ขอบคุณอาจารย์ ผู้ให้ความรู้และแนวทางการศึกษา หวังว่ารายงานฉบับนี้จะให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน หากมีข้อเสนอแนะประการใด ผู้จัดทำขอรับไว้ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง นักเรียนมัธยมศึกษาระดับต้น
ก บทคัดย่อ มันเบอรี่ ออฟ เลดี้ เพอร์ฟูล หรือที่เรียกอีกอย่างว่า น้ำหอมแห้ง คือ การแปรรูปน้ำหอมจากของเหลวมาอยู่ในรูปแบบ บาล์มคล้ายยาหม่อง บรรจุอยู่ในตลับเล็ก ๆ ซึ่งเราเคยได้ยินว่าน้ำหอมแห้งนี้นั้นค่อนข้างได้รับความนิยมในวงการแอร์โฮสเตส เพราะการเดินทางทางอากาศสายการบินนั้นจะจำกัดการพกของเหลวขึ้นเครื่อง และเมื่อน้ำหอมแห้งนั้นมาอยู่ในรูปแบบตลับ หรือรูปแบบแท่งที่มีขนาดเล็ก จึงสามารถทำให้พกพาสะดวก หยิบใช้งานง่าย และติดทนกว่าน้ำหอมแบบฉีดหรือแบบสเปรย์ ซึ่งในอุณหภูมิปรกติน้ำหอมแห้งจะสามารถติดทนได้นานถึง 6-8 ชม. นอกจากนี้ยังเพิ่มมูลค่าให้แก่น้ำหอมอีกด้วย น้ำหอมแห้ง ซึ่งอยู่ในสถานะของแข็ง สามารถใช้งานได้โดยวิธีการใช้นิ้วถูหรือจุ่มสำลีบนเนื้อผลิตภัณฑ์ แล้วทาลงบนผิวตามจุดที่ต้องการให้มี กลิ่นหอม ซึ่งบางครั้งน้ำหอมแห้งที่มีลักษณสถานะของแข็งอาจใช้เวลานานกว่าที่กลิ่นจะออกมาสัมผัสกับจมูกได้ลึกกว่าน้ำหอม แบบสเปรย์ ดังนั้นน้ำหอมแห้งจึงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการพัฒนาและออกแบบให้มีกลิ่นหอมที่หลากหลาย และมี ขนาดกะทัดรัดเหมาะสมแก่กการพกพามากขึ้น
สารบัญ เรื่อง หน้า บทย่อหน้า ก บทที่ 1- ที่มาและความสำคัญ - วัตถุประสงค์ - ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ - ขอบเขตการค้นคว้า - การบูรณาการกับวิชาต่างๆ 1 - 2 บทที่ 2- เอกสารที่เกี่ยวข้อง 3 - 5 บทที่ 3- วัสดุอุปกรณ์ - วิธีการจัดทำโครงงาน - ระยะการดำเนินการ 6 - 8 บทที่ 4- ผลการศึกษา 9 บทที่ 5- ผลสรุปและข้อเสนอแนะ - บรรณนุกรรม 10 - 11
1 บทที่ 1 บทนำ 1. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน เชื่อกันว่าน้ำหอมเกิดขึ้นในประเทศอียิปต์ เพราะมีภาพวาดที่หญิงสาวชาวอียิปต์โบราณ กำลังชโลมน้ำหอม ลงบนศีรษะ น้ำหอมนั้นถูกใช้ครั้งแรกเมื่อ 4,000 ปีก่อน ในสมัยเมโสโปเตเมีย ซึ่งใช้ในรูปแบบของการเผาให้เกิดกลิ่น โดยสิ่งที่ นำมาใช้เผาให้เกิดกลิ่น ก็เช่น ยางไม้, ขี้ผึ้ง , หรือเปลือกไม้ต่าง ๆ ซึ่งโดยมากมักใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนา ส่วนใน ชีวิตประจำวันก็มีการนำเปลือกไม้, น้ำมัน , หรือยางไม้ ที่มีกลิ่นหอมมาผสมรวมกันและเจือจางด้วยน้ำเพื่อใช้ทาตัว และ ชาวเมโสโปเตเมีย ยังใช้น้ำหอมในการดองศพอีกด้วย หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่ยุคใหม่ การทำน้ำหอมเริ่มมีผลในวงการ อุตสาหกรรมและแฟชั่น โดยสุดยอดน้ำหอมในยุคแรกได้เกิดขึ้นในปี 1920 จาก Ernest Beaux นักทำน้ำหอมชาวรัสเซีย ที่เดินทางมาอยู่ที่ปารีสได้ทำน้ำหอมแบบใหม่ขึ้น และน้ำหอมนั้นก็ได้ถูกแพร่หลายไปทั่วโลก จากนั้นเป็นต้นมา อุตสาหกรรม น้ำหอมและแฟชั่น ก็พัฒนาขึ้นทั้งวิธีการและเทคนิคในการกลั่นและผลิตน้ำหอม จนปัจจุบันมีน้ำหอมมากมายหลายยี่ห้อ หลากหลายกลิ่นให้เลือกสรร ทั้งน้ำหอมชนิดแบบสเปรย์หรือน้ำหอมชนิดแบบแห้งหรือบาล์มเป็นต้น ดังนั้นการทำรายงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ในการทำน้ำหอมแห้ง เพื่อเพิ่มมูลค่าแก่สินค้า การนำวัตถุดิบธรรมชาติมาใช้ ในการสกัดทำน้ำหอมแห้ง การทดลองเลือกใช้น้ำหอมแบบบาล์มมาใช้แทนน้ำหอมสเปรย์ที่พกพายาก บางชนิดมีกลิ่นที่ไม่เป็น ธรรมชาติ หรือบางทีมักจะให้กลิ่นที่ฉุนจนเวียนศีรษะ ซึ่งทำให้การเลือกใช้น้ำหอมเนื้อบาล์มนั้น เป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า สำหรับผู้ที่ต้องการกลิ่นน้ำหอมที่อ่อนโยน เป็นธรรมชาติ และมีความละมุน ไม่กลิ่นฉุนจนเกินไป และพกพาหรือใช้งานได้ สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น 2. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาวิธีการทำน้ำหอมแห้งจากวัตถุดิบธรรมชาติต่างๆ 2. เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก้ผลิตภัณฑ์ 3. เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของวิชาวิทยาศาสตร์ 3. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 3.1 ทำให้สมาชิกเกิดความสามัคคีสามารถร่วมกันทำกิจกรรมและการทำงานได้อย่างเป็นทีมและมีประสิทธิภาพ 3.2 ทำให้เกิดความรู้ความคิดสร้างสรรค์ 3.3 สามารถเพิ่มคุณค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์
2 3.4 ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ตัวแปรควบคุม ตัวแปรต้น ตัวแปรที่สามารถมีผลกระทบต่อตัวแปรอื่นๆ - หัวน้ำหอมทั้ง 3 ชนิด ตัวแปรตาม ผลที่เกิดจากการกระทำของตัวแปรต้น - ระดับกลิ่นและความนิยมของน้ำหอมแต่ละชนิด ตัวแปรควบคุม สิ่งที่อาจส่งผลทำให้การทดลองคลาดเคลื่อน ดังนั้น จึงต้องต้องควบคุมให้เหมือนกัน - จำนวนอัตราของสารที่ใส่ จำนวนหยดของสารแต่ละชนิด และจำนวนหยดของสารมัลเบอรี่ 4. ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า - โรงเรียนสารสาสน์วิเทศพัชรมณฑล 5. การบูรณาการกับวิชาต่างๆ วิชา คณิตศาสตร์ (Mathematics) - การวางแผนงบกระมาณในการำงาน - ค่าใช้จ่ายการดำเนินการ - ต้นทุนและกำไร - การวัดตัววัตถดิบในการประกอบ วิชา วิทยาศาสตร์ (Science) - การสกัด - การละลาย - การผสม วิชา เทคโนโลยี (Technology) - การทำสื่อโฆษณา - การเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ วิชา วิศวกรรม , ศิลปะ (Engineering and Art) - การออกแบบผลิตภัณฑ์ - การเลือกและออกแบบกลิ่นและสี - ความหลากหลายของการใช้งาน วิชา ภาษาอังกฤษ (English) - การตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ - Presemt
3 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง เอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ (Berries) เป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อเรื่องสุขภาพ มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน และยังเปี่ยมไปด้วยสารอาหาร หลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถรับประทานผลสดหรือนำมาทำน้ำผลไม้ปั่น แยม และเมนูขนมหวานได้ หลากหลาย โดยเบอร์รี่ที่เราคุ้นเคย เช่น สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ มัลเบอร์รี่ และโกจิเบอร์รี่ ซึ่งการรับประทานผลไม้ตระกูล เบอร์รี่นั้นมีส่วนช่วยในการบำรุงสุขภาพ และลดความเสี่ยงของอาการเจ็บป่วยเรื้อรังจากโรคต่าง ๆ เนื่องจากผลไม้ตระกูลนี้ ให้แคลอรี่ต่ำ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินซี ไฟเบอร์ และแร่ธาตุอื่น ๆ ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตามชนิดของเบอร์รี่ ไม่ว่าจะเป็นโพแทสเซียม แมกนีเซียม แมงกานีส แคลเซียม และโฟเลต ประโยชน์ของผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ 1. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อนุมูลอิสระ (Free Radical) เป็นโมเลกุลที่ถูกสร้างขึ้นในร่างกายเมื่อเผาผลาญอาหาร หรือได้รับจากปัจจัยภายนอก เช่น รังสียูวี (UV) และควันบุหรี่ หากร่างกายมีอนุมูลอิสระมากเกินไปอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์และนำไปสู่โรคต่าง ๆ สารต้านอนุมูลอิสระมีส่วนช่วยลด Oxidation Stress หรือภาวะที่ร่างกายขาดความสมดุลระหว่างอนุมูลอิสระและ สารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจกระตุ้นให้เซลล์เกิดการอักเสบและอาจนำไปสู่ความเสี่ยงของโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงหลายชนิด เช่น แอนโทไซยานิน ( Anthocyanin) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) และกรดเอลลาจิก (Ellagic Acid) จากผลการศึกษาพบว่าบลูเบอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่ และแครนเบอร์รี่มีปริมาณสาร ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดเมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น และโกจิเบอร์รี่มีช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างเม็ดเลือด ชะลอความเสื่อม ของผิวตามวัย และต้านมะเร็ง นอกจากนี้ สารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ยังช่วยบำรุงสายตา โดยอาจช่วยลด ความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อม (Age-Related Macular Degeneration) ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในผู้มีอายุมากกว่า 55 ปี รวมถึงช่วยป้องกันและชะลอความรุนแรงของต้อกระจก (Cataracts) ซึ่งช่วยให้สุขภาพสายตาดีได้ยาวนานขึ้น 2. ประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มีประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย เพราะเป็นพรีไบโอติก (Prebiotics) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายย่อยไม่ได้ และเป็นอาหารของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ จึงช่วยในการทำงานของระบบทางเดินอาหารและช่วยให้ ระบบขับถ่ายดีขึ้น นอกจากนี้ การรับประทานแครนเบอร์รี่อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infections) โดยช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรียอีโคไล (E. Coli) ไม่ให้เกาะติดกับผนังกระเพาะปัสสาวะหรือระบบ ทางเดินปัสสาวะ จึงช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้
4 3. ช่วยควบคุมน้ำหนัก การรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะช่วยให้รู้สึกอิ่มได้เร็วและนานขึ้น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ประกอบด้วยน้ำและไฟ เบอร์สูง โดยเบอร์รี่แต่ละชนิดมีไฟเบอร์ต่างกัน เช่น ราสเบอร์รี่ 1 ถ้วยน้ำหนักประมาณ 123 กรัม มีไฟเบอร์สูงถึง 8 กรัม บลูเบอร์รี่ 1 ถ้วย น้ำหนัก 148 กรัม มีไฟเบอร์ 3.6 กรัม และสตรอว์เบอร์รี่ 1 ถ้วย น้ำหนัก 144 กรัม มีไฟเบอร์ 3 กรัม นอกจากนี้ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ยังให้พลังงานต่ำเมื่อเทียบปริมาณแคลอรี่ในเบอร์รี่น้ำหนัก 1 ถ้วย ราสเบอร์รี่ให้พลังงาน 64 แคลอรี่ แบล็คเบอร์รี่ให้พลังงาน 65 แคลอรี่ และสตรอเบอร์รี่มี 48 แคลอรี่ ทำให้ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่เป็นอีกตัวเลือกที่ดีสำหรับ คนที่ควบคุมน้ำหนัก อย่างคนที่รับประทานอาหารคีโต (Ketogenic Diet) 4. ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอล แม้ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว แต่ก็มีไฟเบอร์สูง โดยเฉพาะราสเบอร์รี่ จึงช่วยลดการดูดซึมไขมัน และคอเลสเตอรอล รวมทั้งช่วยให้การดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดช้าลง จากงานวิจัยบางส่วนพบว่าการรับประทานเบอร์รี่ อาจให้การตอบสนองของอินซูลิน (Insulin) เร็วขึ้น ซึ่งอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่มีหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดไปสร้างเป็นพลังงาน จึง ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้นอกจากนี้ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ที่เป็นปัจจัย สำคัญของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ผลการวิจัยบางส่วนระบุว่าราสเบอร์รี่สีดำ (Black Raspberries) และสตรอว์เบอร์ รี่มีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลในผู้ที่มีโรคอ้วนและผู้มีภาวะเผาผลาญอาหารผิดปกติ 5. เป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุ นอกจากสารต้านอนุมูลอิสระและไฟเบอร์ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ และแบล็คเบอร์รี่เป็น แหล่งของวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และโฟเลตที่มีส่วนช่วยในการทำงาน ของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย โกจิเบอร์รี่มีไทอะมีน (Thiamine) หรือวิตามินบี 1 ไรโบฟลาวิน (Riboflavin) หรือวิตามินบี 2 กรดนิโคตินิก (Nicotinic Acid) หรือวิตามินบี 3 และแร่ธาตุอื่น เช่น แมงกานีส แมกนีเซียม ทองแดง และซีลีเนียม การรับประทานผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ให้ได้ประโยชน์ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่สามารถรับประทานผลสดเป็นอาหารว่างแทนขนมขบเคี้ยว รับประทานในมื้อเช้ากับโยเกิร์ตและ ข้าวโอ๊ด หรือนำไปทำสลัด แซนด์วิช เค้ก พาย คุ้กกี้ น้ำผลไม้ปั่น และแยมผลไม้ ข้อมูลธงโภชนาการเพื่อสุขภาพที่ดีสำหรับคนไทยได้แนะนำปริมาณการรับประทานผลไม้วันละ 3–5 ส่วนตามช่วงอายุ และกิจกรรมที่ทำ ได้แก่ เด็กรับประทานผลไม้วันละ 3 ส่วน วัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ทำงานที่ใช้พลังงานมาก และผู้สูงอายุ ควรรับประทานผลไม้วันละ 4 ส่วน สำหรับผู้ที่ต้องใช้พลังงานมาก ควรรับประทานผลไม้วันละ 5 ส่วน ผลไม้แต่ละชนิดมีปริมาณแตกต่างกัน โดยผลไม้ 1 ส่วนในที่นี้หมายถึงปริมาณของผลไม้ที่ให้คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม หรือให้พลังงานประมาณ 60 กิโลแคลอรี่ หากเป็นผลไม้ผลเล็ก เช่น ลำไย ลองกอง องุ่น ปริมาณ 1 ส่วนจะเท่ากับ 5-8 ผล
5 ทั้งนี้ ควรรับประทานผักและผลไม้ที่หลากหลายในแต่ละวัน เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน และหากเป็นไปได้ ควร รับประทานเบอร์รี่สดแทนการรับประทานเบอร์รี่แช่แข็งหรือชนิดแปรรูป เช่น เบอร์รี่กระป๋องในน้ำเชื่อม ที่มีคุณค่าทาง โภชนาการน้อยกว่าและมีน้ำตาลสูง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและผู้ป่วย เบาหวาน ลูกหม่อนหรือ มัลเบอร์รี่ (Mulberry) เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ส่วนต่างๆ ของต้นหม่อน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งใช้เพื่ออุตสาหกรรมการทอผ้า การนำใบหม่อน มาแปรรูปเป็นชา หรือแม้แต่ลูก หม่อนเองก็ยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มสมูทตี้ หรือเป็นวัตถุดิบในอาหาร ต่างๆ ลูกหม่อนเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก เพราะเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ให้แคลอรี่ต่ำ มีสารอาหารสำคัญอย่าง คาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์ที่ทำให้อิ่มท้อง ทั้งยังช่วยเพิ่มพลังงานแก่ร่างกายอย่างดี นอกจากนั้นลูกหม่อนก็ยังจัดว่าเป็นผลไม้ ฉ่ำน้ำอีกด้วย เนื่องจากองค์ประกอบกว่า 88 เปอร์เซ็นต์ของลูกหม่อนนั้นเป็นน้ำ การรับประทานลูกหม่อนจึงสามารถช่วยเพิ่ม ระดับน้ำในร่างกาย และมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration) ได้ นอกจากนี้ลูกหม่อนยังเต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญอย่าง วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค1 ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม และยังเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ อย่างเช่น แอนโทไซยานิน ไซยานิดิน ไมริเซติน กรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic Acid) รูทิน (Rutin) ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย และปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ สรรพคุณของมัลเบอร์รี • มีสาร Anthocyanins สูงมาก ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ ป้องกันโรคมะเร็ง • มีสาร Deoxynojirimycin ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด • มีกาบา (GABA) ช่วยรักษาความสมดุลสารสื่อประสาท ช่วยผ่อนคลาย ลดความเครียด ช่วยให้หลับสนิท • มีสาร Phytosterol ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ • มีสาร Polyphenols เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกตัวหนึ่ง ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง • มีสารประกอบฟีนอล ช่วยต้านอาการอักเสบ แก้อาการเส้นเลือดโป่งพอง ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส • มีสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Quercetin, Kaempferol) ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคความดันโลหิต • มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก บำรุงผิวพรรณ ลดการอักเสบของสิวลดความเครียด ช่วยให้ หลับสนิท • มีวิตามินบี 6 ช่วยบำรุงเลือด ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน และลดการเกิดสิว • มีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันหวัด ภูมิแพ้ วัณโรค โรคปอด เชื้อไวรัส และช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน ช่วยยับยั้งการเกิด สารก่อมะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และลดอาการแพ้ต่างๆ • กรดโฟลิกสูง ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแข็งแรง ป้องกันโรคโลหิตจาง บำรุงเซลล์ประสาทไขสันหลัง
6 บทที่ 3 วิธีการจัดทำโครงงาน วัสดุอุปกรณ์ 1. บีแวกซ์10 กรัม 7. สารสกัดจากมัลเบอร์รี่ 5-10 หยด 2. เชียร์บัตเตอร์ 6 กรัม 8. แท่งคนสาร 3. วาสลีน 10 กรัม 9. บิกเกอร์ 4. น้ำมันทานตะวัน 10 กรัม 10. หลอดดูดสาร 5. เชื้อน้ำหอม 3-4 หยด (สามารถเปลี่ยนตามความต้องการได้) 6. เครื่องชั่ง วิธีการจัดทำโครงงาน 1. ตวงบีแวกซ์ เชียร์บัตเตอร์ และน้ำมันทานตะวันเข้าด้วยกัน ตามอัตราส่วนข้างต้น
7 2. นำน้ำใส่ลงในบิกเกอร์ใหญ่พร้อมไปตั้งไฟ จากนั้นจึงใส่บิกเกอร์ที่มีสารที่เราเตรียมไว้ลงไป เพื่อใช้ความร้อนของน้ำ ละลาย 3. เมื่อบีแวกซ์และส่วนผสมอื่นๆละลาย จึงค่อยหยดสารสกัดจากมัลเบอร์รี่เข้าไปเพื่อเพิ่มเติมสรรพคุณของน้ำหอม พร้อมคนจนละลายเข้าด้วยกัน
8 4. นำบิกเกอร์ขึ้นจากน้ำร้อนคนให้หายร้อนเล็กน้อยค่อยหยดเชื้อหอมน้ำลงไป และผสมให้เข้ากัน 5. รีบนำหยอดลงกระปุกที่เตรียมไว้ เทให้เกือบเต็ม เหลือเพียงขอบด้านบนเท่านั้น และรอจนแห้งเป็นอันเสร็จ
9 ระยะเวลาการดำเนินการ ระยะเวลาประมาณ 4 เดือน ( พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ 2565 ) ครั้งที่/เดือน เรื่อง ความรู้ที่ใช้ กิจกรรม ชิ้นงาน 1/พฤศจิกายน - การวางแผนการ ทดลอง คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ -การแบ่งกลุ่ม -เขียนเค้าโครงการทดลอง -การจัดหาวัสดุที่เหมาะสมหรือ สรรพคุณที่ต้องการ -เค้าโครงการ ทำงาน -วัสดุการ ทดลอง 2/ธันวาคม -การทดลอง คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ -การวางแผนการดำเนินงาน -เริ่มลงมือทดลอง -ปรับปรุงแก้ไขจุดผิดพลาดของ ผลิตภัณฑ์ -ผลิตภัณฑ์ฉบับ ร่าง 3/มกราคม -การผลิต ผลิตภัณฑ์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม , ศิลปะ -เปรียบเทียบบรรจุภัณฑ์ที่ เหมาะสม -ออกแบบและเลือกลักษณะ สี -เพิ่มความหลากหลายของกลิ่น -ผลิตภัณฑ์ที่ สมบูรณ์ 4/กุมภาพันธ์ -การนำเสนอ วิศวกรรม , ศิลปะ -ทำสื่อนำเสนอ -นำเสนอผลิตภัณฑ์ -ผลิตภัณฑ์ -สื่อนำเสนอ บทที่ 4 ผลการศึกษา จากการทดลองและผลิต พบว่า เรานั้นสามารถผลิตทำน้ำหอมแห้งได้จริง แต่ต้องมีการศึกษาหาวัสดุเพิ่มเติมในการ ช่วยให้ประสิทธิภาพของน้ำหอมใช้งานได้นานขึ้น แต่เนื่องจากวัสดุนั้นเป็นสารเคมีและมีราคาที่สูงจึงไม่ค่อยเหมาะสมต่อการ ทดองเพิ่มเติมในครั้งนี้ แต่ในกรณีที่ต้องการจำหน่าย ต้องมีการทดลองเพิ่มเติมและการตรวจสอบจากทางกฎหมาย เพื่อรับรอง ความปลอดภัยด้วย ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้นั้น สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ แต่ประสิทธิภาพการคงอยู่ของกลิ่นนั้น ไม่ได้คงกลิ่นอยู่นานมากนัก
10 บทที่ 5 ผลสรุปและข้อเสนอแนะ จากการศึกษาและลงมือปฏิบัติทดลอง พบว่าสามารถทำน้ำหอมแห้งใช้ได้เองจริง และได้รับทั้งคุณภาพและปริมาณ แต่หากต้องการนำน้ำหอมแห้งนี้ มาจำหน่ายอาจจะต้องมีอุปกรณ์ที่มีคุณภาพหรือมีสรรพคุณมากกว่านี้ เพื่อประสิทธิภาพใน การใช้งานที่มากขึ้นและเหมาะแก่การบริโภคใช้งาน และเป็นไปตามอ้างอิงมาตรฐานของอุตสาหกรรม พร้อมทั้งต้องผ่านการ ยอมรับจากทางกฎหมายเนื่องด้วยการที่จะต้องนำสารเคมีบางชนิดมาใช้ เพื่อยึดประสิทธิภาพการทำงานของน้ำหอม และ ควบคุมคุณภาพตามที่มาตรฐานกำหนดไว้ตามกฎหมายเบื้องต้น เพื่อความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพต่อผู้ใช้งาน ดังนั้น การผลิตน้ำหอมแห้งนี้สามารถช่วยนำไปใช้งานได้จริงในการชีวิตประจำวัน และสะดวกต่อการพกพาและการใช้ งาน โดยเรานั้นสามารถทำเองได้ง่ายๆ ซึ่งหาไม่วัสดุได้ไม่ยาก และ มีวิธีการทำที่ไม่ยุ่งยาก โดยรวมถือว่าประสบความสำเร็จใน การผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ขึ้น และสามารถนำวิธีการทำนี้ไปต่อยอดเป็นธุรกิจย่อยในอนาคตเพื่อหารายได้ได้ ข้อเสนอแนะ 1. ปรับปรุงประสิทธิภาพการคงอยู่ของกลิ่นน้ำหอม 2. เพิ่มความหลากหลายของสรรพคุณ เพื่อให้เหมาะสมต่อการใช้งาน 3. ปรับปรุงเรื่องการวัดตวงปริมาณในการทำผลิตภัณฑ์ เพื่อความถูกต้องและมีความเหมาะสมต่อการใช้งาน 4. การแก้ปัญหาการใส่น้ำหอม เพื่อป้องกันการเกิดปัญหากลิ่นน้ำหมระเหยก่อนแห้ง
11 บรรณานุกรม https://www.pobpad.com https://www.chonklang.com
มัลเบอรี่ ออฟ เพอร์ฟูล เลดี้ Mulberry Of Perfume Lady