The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนะนำเมืองโบราณดงแม่นางเมือง สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by oaiyara4295, 2022-02-24 22:41:00

คู่มือท่องเที่ยวเมืองโบราณดงแม่นางเมือง

แนะนำเมืองโบราณดงแม่นางเมือง สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

คู่มือท่องเที่ยว

เดมืองงโแบรมาณ่นางเNAKมHOืN อSAWงAN

สารบัญ ๐๑


เกริ่นนำ ๐๒
ประวัติอำเภอบรรพตพิสัย

เมืองโบราณดงแม่นางเมือง ๐๓
เวลาทำการ / ที่อยู่

ประวัติดงแม่นางเมือง ๐๔
แผนที่พื้นที่โบราณสถาน

เจดีย์หมายเลข ๑-๔ ๐๕
เจดีย์หมายเลข ๕-๙

เจดีย์หมายเลข ๑๐-๑๓ ๐๗
เจดีย์หมายเลข ๑๔-๑๕

เรื่องเล่านิทาน ตำนานดงแม่นางเมือง ๐๘
ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชน

เจ้าอาวาสวัดดงแม่นางเมือง ๐๙


หลวงปู่ผัน โกวิโท ๑๐
บุคคลสำคัญของดงแม่นางเมือง

หลักศิลาจารึก ดงแม่นางเมือง ๑๑
โบราณวัตถุ

สถานที่สำคัญ เมืองโบราณดงแม่นางเมือง ๑๒


๑๔


๑๕




๑๖


๑๗


๑๙


๒๓

นครสวรรค์เป็นจังหวัดที่มีประวัติ เกริ่นนำ
ยาวนานมาตั้งแต่สมัยยุคก่อน
ประวัติศาสตร์ ดังปรากฏหลักฐานแหล่ง ในยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมการ
โบราณคดีหลายแห่ง เช่น แหล่ง ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ธรรมชาติ และ
โบราณคดีบ้านใหม่ชัยมงคล ตำบลสร้าง สุขภาพ
ทอง อำเภอตาคลี นับเป็นเครื่องยืนยัน กลยุทธ์ที่ 1 การพัฒนาและยกระดับ
แหล่งทำกิน แหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและ
แหล่งหนึ่งในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างใน ธรรมชาติ ได้เห็นถึงความสำคัญของการ
สมัยสุโขทัยและอยุธยา นครสวรรค์จัด พัฒนาและยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิง
เป็นเมืองหน้าด่านและจุดพักทัพที่ วัฒนธรรม เพื่อเพิ่มรายได้จากการท่อง
สำคัญในการทำศึกสงครามทั้งกับพม่า เที่ยวให้กับจังหวัด นโยบาย “ดิจิทัลเพื่อ
และหัวเมืองฝ่ายเหนือ นอกจากนั้นยัง การท่องเที่ยวในชุมชน : เชื่อมโยงเมือง
เป็นย่านการค้า แลกเปลี่ยนสินค้ากัน หลักกระจายรายได้สู่เมืองรอง”
ระหว่างภาคกลางกับภาคเหนือที่ขนส่ง
มาทางเรือ ผ่านแม่น้ำปิง วัง ยม และ
น่าน ที่ไหลมารวมกัน เป็นต้น

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๐ ๑

ประวัติ อำเภอบรรพตพิสัย

คําขวัญอําเภอบรรพตพิสัย


กรุงเก่าแม่ศรีเมือง ลือเลื่องฝูงค้างคาว
เขาหน่อแพรวพราว
สายน้ำยาวนามแม่ปิง


ในสมัยโบราณอำเภอบรรพตพิสัย มีฐานะเป็นเมืองจัตวา มีชื่อว่า “เมืองบรรพตพิสัย”มีผู้ว่าราชการปกครองที่ว่าการเมืองเดิม

ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง คือบ้านคลองมะเดื่อ หมู่ที่ ๕ ตำบลตาสัง ในปัจจุบัน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้ยกฐานะเป็น

อำเภอและได้ย้ายที่ว่าการอำเภอบรรพตพิสัยมาอยู่ที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ที่บ้านส้มเสี้ยว หมู่ที่ ๒ ตำบลท่างิ้ว จนทุกวันนี้ เหตุที่

เรียกว่า “บรรพตพิสัย” เพราะในท้องที่นี้มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อ เขาหน่อ และภูเขาอีกหลายลูกบริเวณใกล้เคียงกัน ตั้งอยู่ที่บ้านเขาหน่อ

หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านแดน มองในระยะไกล ๆ จะเห็นเป็นรูปคล้ายพระปรางค์ ตั้งเรียงรายกันเป็นระเบียบดูสวยงามจึงได้ชื่อว่า

“บรรพตพิสัย”

การปกครอง

การปกครอง แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น ๑๓ ตำบล ๑๑๘ หมู่บ้าน ดังนี้ คือ

ตำบลท่างิ้ว , ตำบลบ้านแดน , ตำบลบางตาหงาย , ตำบลหูกวาง , ตำบลอ่างทอง

ตำบลตาขีด , ตำบลตาสัง , ตำบลบางแก้ว , ตำบลด่านช้าง , ตำบลหนองกรด

ตำบลหนองตางู , ตำบลบึงปลาทู , ตำบลเจริญผล

ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีเทศบาล ๒ แห่ง คือ เทศบาลตำบลบรรพตพิสัย

และเทศบาลตำบลบ้านแดน

และองค์การบริหารส่วนตำบล ๑๓ แห่ง

สภาพพื้นที่

อำเภอบรรพตพิสัย เป็นพื้นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำปิงไหลผ่านเหมาะแก่การทำอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของประชากร

ร้อยละ 90 โดยการทำนา ทำไร่ ทำสวน และมีอาชีพเสริม โดยการทำประมง เลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ปีก งานฝีมือ และการ

แปรรูปอาหาร

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอบรรพตพิสัย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดนครสวรรค์ มีพื้นที่ประมาณ 898 ตารางกิโลเมตร หรือ

ประมาณ 568,684 ไร่ สภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม เหมาะแก่การเกษตรกรรม และอยู่ห่างจากตัวจังหวัดนครสวรรค์ ประมาณ

45 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง คือ

ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร

ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอเก้าเลี้ยว และ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร

ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๐ ๒



เวลาทำการ ที่อยู่
๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น. บ้านดงแม่นางเมือง ตำบลตาสัง
เปิดบริการวันจันทร์-วันอาทิตย์ อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์
หยุดวันหยุดนักขัตฤกษ์

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๐ ๔

ประวัติ
"ดงแม่นางเมือง"

เมืองโบราณดงแม่นางเมืองจึงอยู่ในภูมินิเวศของลุ่มน้ำเกรียงไกร-น่านตอนปลาย ที่มีลำน้ำ หนองบึง มาบ เช่น หนองปลาไหลมาบ
มะขาม คลองคด รวมทั้งเขากะล่อนเป็นองค์ประกอบหลัก ปัจจุบันสภาพพื้นที่ของอาณาบริเวณเมืองโบราณแห่งนี้เป็นท้องไร่ท้องนา
สลับกับทุ่งร้างและป่าละเมาะ

จากซากโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ขุดพบบ่งบอกว่า เมืองโบราณแห่งนี้มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
ตอนปลาย ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยทวารวดีและสมัยลพบุรีตอนต้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๘ ดังปรากฏหลักฐานที่พระสถูปที่เพิ่งขุด
พบใหม่ เป็นพระสถูปสมัยทวารวดี และใต้ฐานพระสถูปไม่ลึกนัก พบโครงกระดูกจำนวนมากฝังอยู่ในท่านอนหงายเหยียดยาวและท่า
นอนหันข้างงอเข่า อันเป็นวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ยังพบพระพุทธรูปและพระพิมพ์สมัยทวารวดีตอนปลายต่อสมัยลพบุรี ไหขอม เครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ซุ้ง
ที่สำคัญคือบริเวณนี้เคยพบจารึกหินชนวนเขียนด้วยอักษรอินเดียและขอม ซึ่งกรมศิลปากรกำหนดให้เป็นจารึกหลักที่ ๓๕
ระบุนามเมืองแห่งนี้ว่า “ธานยปุระ” อีกทั้งกล่าวถึง กษัตริย์ศรีธรรมาโศกราช (องค์ที่ ๒) โปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าสุนัติแห่งธานยปุระ
กัลปนาที่ดิน ผู้คน สัตว์แรงงาน และพืชผล ถวายแด่พระสถูปอันบรรจุพระบรมอัฐิของ “กมรเตงชคตศรีธรรมาโศก” (องค์ที่ ๑) ผู้เป็น
พระราชบิดาเมื่อปี พ.ศ. ๑๗๑๐
อันแสดงให้เห็นว่า เมืองธานยปุระหรือดงแม่นางเมืองเคยเป็นบ้านเมืองมาแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘ แล้ว อีกทั้งพื้นที่ลุ่มน้ำ
เจ้าพระยาตอนบนมีรัฐอิสระ รับนับถือพุทธศาสนาเถรวาท ดังเห็นได้จากการเรียกนามพระมหากษัตริย์ว่า ศรีธรรมาโศกราช อันเป็น
ประเพณีนิยมในวัฒนธรรมพุทธศาสนาแบบเถรวาท แตกต่างจากที่เคยปลูกฝังตามประวัติศาสตร์กระแสหลักมาแต่เดิมว่า ดินแดน
สยามประเทศก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘ นั้นตกอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรขอม ทั้งเมืองธานยปุระน่าจะสัมพันธ์กับเมืองเจนลีฟูที่
ปรากฏในจดหมายเหตุจีนในพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ รวมถึงมีการติดต่อสัมพันธ์กับเมืองโบราณหลายแห่งที่พบในเขตนครสวรรค์
เช่น เมืองบน (เขาโคกไม้เดน) เมืองล่าง (หางน้ำสาคร) เมืองท่าตะโก เมืองไพศาลี ฯลฯ ซึ่งเมืองเหล่านี้เกาะกลุ่มกันในพื้นที่ลุ่มน้ำ
เจ้าพระยาและลุ่มน้ำน่าน รวมถึงลุ่มน้ำเกรียงไกรที่เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำน่านด้วย
บรรดาเมืองโบราณในเขตนี้มีร่องรอยแสดงถึงการติดต่อกับบ้านเมืองในดินแดนภาคอีสานตอนบน ดังปรากฏประเพณีการปักหินตั้ง
หรือเสมาแสดงเขตศักดิ์สิทธิ์ของศาสนสถาน เช่น ที่รอบพระสถูปของดงแม่นางเมือง บริเวณท้องถิ่นนี้เป็นแหล่งที่อุดมด้วยแร่เหล็กอัน
เป็นทรัพยากรสำคัญทางการค้า จึงพบตะกรันที่หลงเหลือจากการถลุงแร่กระจายอยู่ทั่วไป
เมืองธานยปุระมีพัฒนาการสืบเนื่องเป็นเวลานานกว่า ๒,๐๐๐ ปี ก่อนร้างราไปในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๘ จนเกิดการตั้งชุมชนใหม่อีก
ครั้งเมื่อไม่เกิน ๑๐๐ ปีนี้ โดยเป็นกลุ่มที่อพยพมาจากอุทัยธานีและชาวลาวอีสาน

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๐ ๕

ประวัติ
"ดงแม่นางเมือง"

ด้วยเมืองโบราณดงแม่นางเมือง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑๐ ตำบลตาสัง และบางส่วนครอบคลุม
พื้นที่ตำบลเจริญผล อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่
ยาวนาน เดิมเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี ชื่อ "เมืองธานยบุรี" มีความเจริญรุ่งเรืองมา
ประมาณ ๑,๕๐๐ กว่าปี ถึง ๒,๐๐๐ ปี ก่อนกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของ
ทางกรมศิลปากรได้เคยสำรวจ พร้อมทั้งวางแนวเขตตั้งเมืองไว้ มีเนื้อที่ ๒,๓๓๖ ไร่
ในกลางปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ชาวบ้านได้เข้ามาถ่างป่า เพื่อทำอาชีพเกษตรกรรม เกิดพบโคก
เจดีย์ พระพุทธรูป พระพิมพ์ และศิลาจารึก ครั้งนั้นผู้ว่าจังหวัดนครสวรรค์ ได้รายงานให้
กรมศิลปากรได้ทราบ อธิบดีกรมศิลปากรจึงส่งให้อาจารย์มานิต วัลลิโภดม พร้อมกับ
นายจำรัส เกียรติก้อง (หัวหน้าแผนกฝ่ายสำรวจ) ได้รับศิลาจารึกอักษรขอม หลักที่ ๑
(คือหลักที่ ๓๕ ในการประชุมจารึกภาคที่ ๓) อ่านแปลความได้ว่า ...เมืองร้างนี้ชื่อเมือง
ธานยบุรี คำจารึกในปี พ.ศ. ๑๗๑๐ ในตอนนั้นกรมศิลปากรมิได้ดำเนินการขุดตรวจค้น
แต่อย่างใด เพราะไม่มีงบประมาณ มาถึงปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๕ มีการขุดค้นพบโบราณวัตถุ
ทำให้เป็นที่เลื่องลือเกี่ยวกัลดงแม่นางเมืองขึ้นอีกครั้ง ดังนั้นทางด้านอธิบดีกรมศิลปากรได้
มีคำสั่งมอบหมายงานนี้ เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๙ แก่หน่วยศิลปากรที่ ๓ พร้อม
ดำเนินงาน วันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๐ กรมศิลปากรได้จัดส่งเจ้าหน้าที่กองโบราณคดี
โดยมีท่านอาจารย์มานิตย์ วัลลิโภดม เป็นหัวหน้าชุดค้น-ขุดแต่งอย่างเร่งด่วน

ผังเมือง ได้มีการสำรวจทำแผนผังแล้วปรากฎว่าเป็นรูปสี่เหลี่ยมมน มีคูชั้นเดียว
ล้อมรอบเป็น ๒ ลอน คล้ายเมืองศรเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ด้านลอนเล็กอยู่ทาง
ทิศตะวันตก ด้านลอนใหญ่อยู่ทางทิศตะวันออก โดยเฉพาะลอนนี้ยาวจากทิศตะวันตก
ไปทิศตะวันออก ๖๕๐ เมตร กว้างจากด้านเหนือไปด้านใต้ ๖๓๐ เมตร การที่ผังเมือง
มีลักษณะเป็น ๒ ลอน จะเกี่ยวกับการขยายตัวเมืองให้ใหญ่ หรืออาจร่นให้แคบเข้า ใน
ระยะหนึ่งระยะใด

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๐ ๖

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๐ ๗

แผนที่พื้นที่โบราณสถาน เมืองโบราณดงแม่นางเมือง

เจดีย์หมายเลข ๑ เมื่อเริ่มลงมือทำการสำรวจขุดในระแรกไปถึง ได้ทราบข่าวว่าในเวลากลางคืน มีคนลักลอบขุดสถานที่แห่งหนึ่งริมทาง จึงไป้ที่
ยวตรวจหาจุดก็พบรากฐานกินเกือบกลางถนน จึงแจ้งให้อำเภอบรรพตพิสัยทราบ ขออนุญาตทำการตรวจค้น โดยเอามูลดินไปเทขนาบริมถนน
ซีกตะวันออกให้เป็นรูปครึ่งวงกลมเพื่อสะดวกแก่การสัญจร เมื่อขุดแต่งแล้วปรากฎว่า เป็นเจดีย์แปดเหลี่ยม ฐานแต่ละเหลี่ยมยาว ๓.๐๐ เมตร
ส่วนองค์เหลืออยู่สูงจากพื้นฐาน ๐.๖๘ เมตร มีพื้นโดยรอบองค์เจดีย์ปูด้วยอิฐ กว้างประมาณ ๑.๔๘ เมตร ที่โคกเจดีย์ค้นได้พระพิมพ์ดินเผาทำ
เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิสมัยทวาราวดี ขนาด ๖.๔ * ๑๑ ซม. ๑ องค์ ขุดเจาะกลางองค์เจดีย์ลงไปลึก ๓.๐๐ เมตรเศษ ไม่พบวัตถุอย่างใดบรรจุ
ไว้ เจดีย์อิฐมีขนาด ๘*๘*๓๙ ซม. ควรบูรณะรักษาไว้เป็นโบราณสถานแห่งชาติ โดยทำถนนตรงนั้นให้เป็นวงเวียน เมื่อหน่วยศิลปากรที่ ๓ มารับ
มอบงาน ได้แนะนำ ก็เห็นพ้องด้วย โดยบูรณะเพียงขนอิฐเก่าสมัยเดียวกันมาซ่อมเสริมพื้นและฐานเจดีย์ให้สมบูรณ์ แล้วก่อขอบของพื้นเป็นเขื่อน
กันพังโดยรอบ วางท่อซีเมนต์ให้น้ำขังไหลตกข้างถนน กั้นรั้วลวดหนามเสาไม่จริงโดยรอบ ตรงกลางโคกเจดีย์เอาต้นพุทธรักษาหรือบานไม่รู้โรย
ปลูกไว้เป็นสังเขป

เจดีย์หมายเลข ๒ เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด ๙.๐๐*๙.๐๐ เมตร เหลืออยู่สูงจากพื้นดิน ๐.๖ เมตร ฐานล่างสูงขนาด ๑๒.๐๐*๑๒.๐๐ เมตร
ได้ขุดเปิดพื้นโดยรอบไว้กว้าง ๑๐.๐๐ เมตร เพื่อให้เห็นลักษณะรอบตัว ขณะขุดเป็นพื้นทางด้านตะวันตก มุมทิศใต้ลึก ๐.๔๐ เมตร พบพระพุทธ
รูปปางสมาธิดินเผาสมัยทวารวดี ขนาด ๑๑*๑๒ ซม. ชำรุด ๑ องค์ และด้านตะวันออก มุมทิศใต้ลึกระยะ ๐.๔๐ เมตร พบพระเศียรพระพุทธรูป
ดินเผาสมัยทวารวดีชำรุด ๑ พระเศียร อิฐก่อสร้างเจดีย์มี ๒ ขนาด คือ ขนาด ๘.๐๕*๑๖.๐๕*๓๖.๐๕ ซม. อย่างหนึ่งและขนาด
๗.๐๕*๑๘.๐๕*๓๔.๐๐ ซม. อีกอย่างหนึ่ง

เจดีย์หมายเลข ๓ เป็นโคกสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านเหนือและใต้ กว้างด้านละ ๒๓.๐๐ เมตร ด้านตะวันออกและตะวันตก ยาวด้านละ ๓๖.๐๐ เมตร
ถมดินนูนหลังเต่า ที่พื้นดินก่ออิฐเป็นเขื่อนกันดินพังสูงประมาณ ๐.๘๐ เมตร
หนา ๐.๕๐ เมตร มีแผ่นหินปัเป็นระยะ คล้ายพุทธเสมา หลักหนึ่งลึกลงไป
๑.๗๕ เมตร ไม่พบสิ่งใดฝังไว้บนเนินโคก และมีการทดลองขุดเจาะเป็นหลุมใหญ่
๓ หลุม ขนาดแต่ละหลุม กว้าง ๓.๐๐ เมตร ยาว ๖.๐๐ เมตร ลึก ๘.๐๐ เมตร
ไม่พบวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่นี้ชั้นแรกเข้าใจว่าจะเป็นอุโบสถ เช่น เสา
กระเบื้องมุงหลังคา หรือพระพุทธรูป และเศษเครื่องประดับอาคาร ฐานพระ
จึงสันนิษฐานไว้ก่อนว่า น่าจะเป็นที่ฝังอิฐอาคารของบุคคลสำคัญที่แห่งนี้
ควรสงวนรักษาเป็นโบราณสถานแห่งชาติ และถ้าจะหาความรู้ งานขุดค้น ขุดแต่งจะต้องใช้เวลา ใช้เงินมาก จึงระงับงานไว้จัดทำที่แห่งอื่นไปก่อน

เจดีย์หมายเลข ๔ เป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด ๕.๐๐*๕.๐๐ เมตร ถูกคนลักลอบขุดพังทะลายจนเสียรากฐานหมด ระหว่างทำการขุดบอก
รากฐานทางด้านตะวันตก เพื่อสอบหาขนาดได้ผอบสังคโลกจีน มรฝา ขนาด ๕.๕*๘ ซม. ใบหนึ่ง ภายในมีเศษอิฐยังไม่ได้บรรจุอยู่ชิ้นหนึ่ง และ
ตรงที่ใกล้เคียงกันขุดลึกต่ำตงไปอีก ๐.๒๐ เมตร พบกล่องดินเผารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีฝาปิด ข้างในมีมูลดินอัดเม็ด หลังจากนำมาเก็บรักษาไว้ ๒
วัน เพื่อให้ถูกอากาศแข็งตัว ได้คุ้ยเขี่ยมูลดินนอกหมด ปรากฎมีพระพุทธรูปปางสมาธิสัมฤทธิ์สมัยทวารวดี บรรจุอยู่ ๑ องค์ สนิมสีเขียวจับ
เกรอะกรังมากจนทำให้เนื้อโลหะแตกร้าว ได้นำส่งฝากทำที่กองโบราณสถานความสะอาดที่กองโบราณสถาน จากแนวรากฐานหรือที่พบกล่อง
ดินเผาออกไปทางตะวันตกประมาณ ๐.๕๐ เมตร ขุดลอกลึกอีก ๐.๕๐ เมตร พบโครงกระดูกคนฝังเรียงรายในท่าทางต่าง ๆ กันอยู่ ๖ โครง แต่ผุ
มาก ๒ โครง จึงขุดตัดดินเผาเอาไม้แผ่นเข้าประกอบชลอเก็บรักษาไว้ศึกษา ๔ โครง สังเกตตามสัดส่วนจะเป็นเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ขณะขุดค้นที่
เจดีย์นั้นกำลังเป็นหน้าฝนไม่สะดวกแก้การขุดค้นของละเอียด ๆ จึงหยุดงานไว้ก่อน

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๐ ๘

เจดีย์หมายเลข ๕ อยู่ภายในเมือง เป็นเจดีย์ที่เคยฝังศิลาจารึกอักษรของหลักที่ ๓๕ ถูกคนลักขุดตะลุยยับเยิน ตามคำบอกเล่าว่ามีผู้ได้สร้อยกับ
แหวนทอคำไปหลายชิ้น พระพิมพ์ทำด้วยชินและดินเผาประมาณ ๒๐ องค์ ได้ติดตามขอดูพระพิมพ์ ทำเป็นพระปางมารวิชัยทรงเทริด มี
เรือนแก้ว มีลักษณะเป็นของสมัยลพบุรี สมกับอายุของศิลาจารึก คือ พ.ศ. ๑๗๑๐ และมีลวดลายเรือนแก้ว มีลักษณะบางอย่างสัมพันธ์กับพระ
พิมพ์ของหริภุญชัย ได้ตั้งข้อสังเกตไว้สำหรับศึกษาค้นคว้าต่อไป ลองขุดลอกหารากฐานเพื่อประมาณขนาดและรูปทรงของเจดีย์องค์นี้ พบทาง
ด้านตะวันตกเหลืออยู่แถบหนึ่ง ยาว ๑๒.๒๐ เมตร กว้าง ๑๕๐ เมตร สูง ๑.๘๐ เมตร

เจดีย์หมายเลข ๖ เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดด้านละ ๘.๕๐ เมตร พื้นฐานล่างอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นดินปัจจุบัน ๑.๖๐ เมตร อิฐที่ใช้ในการ
ก่อสร้างมี ๒ ขนาด อีกอย่างหนึ่ง ได้เจาะกลางโคกเจดีย์ลงไปลึก ๖.๐๐ เมตร กว้าง ๒.๐๐ เมตร ไม่มีโบราณวัตถุอย่างใดฝังบรรจุ เจดีย์นี้เป็นของ
สมัยทวารวดี มีหลักหินแบน ๆ ปักแนบกับฐานตรงมุมด้านตะวันออก ควรรักษาเป็นโบราณสถานสำหรับชาติ

โบราณสถานหมายเลข ๗ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านเหนือและใต้ ยาวด้านละ ๙.๔๐ เมตร ด้านตะวันออกและตะวันตก กว้างด้านละ ๘.๕๐
เมตร ด้านตะวันตกตรงกลางก่อคล้ายเป็นมุข อาจจะเป็นรากฐานของชานชาลาและบันได ออกไปข้างหน้าเป็นทางน้ำลำคูเมือง ที่ด้านเหนือทาง
มุมตะวันออกมาประมาณ ๒.๕๐ เมตร มีแผ่นหินเสมาปักอยู่แผ่นเดิมซ้อนกันอยู่ ๓ แผ่น ชาวไร่ไถคลาดพื้นดิน ได้ถอนเอาไปทิ้งไว้ไม่ไกลกันนัก
๒ แผ่น โบราณสถานแห่งนี้มีอิฐก่อเรียงเหลืออยู่สูงจากรากฐานเพียง ๓ ช่วงแผ่นเท่านั้น อิฐใช้ก่อสร้างมีขนาด ๙*๒๐*๓๗.๕ ซม. สมควรขึ้น
บัญชีเป็นโบราณสถาน

เจดีย์หมายเลข ๘ อยู่ในเมือง ห่างจากเจดีย์หมายเลข ๕ มาทางทิศเหนือ ประมาณ ๑๐๐ เมตร เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ ถูกรถแทรกเตอร์ไถคลาด
เสียเป็นบ่อใหญ่และลึก อิฐกองอยู่ระเนระนาด สอบทราบว่ายังไม่มีผู้ใดพบโบราณวัตถุ การขุดแต่งหารากฐานขอบเขตและโบราณวัตถุ ต้องใช้
เวลาและเงินมาก จึงได้รอไว้ในโอกาสอันสมควรต่อไป

เจดีย์หมายเลข ๙ ที่โคนต้นหว้าแห่งหนึ่ง มีแผ่นดินอิฐระเกะระกะ อยู่ ๒-๓ ก้อน จึงทดลองขุดลึกลงไปจากระดับพื้นดินปัจจุบัน ๐.๘๐ เมตร
พบฐานอิฐก่อเมืองขุดลอกเปิดดินกว้างรอบตัวแล้ว ปรากฎว่าเป็นฐานเจดีย์หกเหลี่ยม แต่ละเหลี่ยมยาวด้านละ ๒.๐๐ เมตร วัดผ่าศูนย์กลาง
๔.๐๐ เมตร จึงขุดเจาะตรงกลางลงไปลึก ๒.๕๐ เมตร พบเศษตุ่มดินเผาถูกทับอยู่กับหลุมหลายชิ้น พิจารณาจากลักษณะมูลดินที่ขุดขนออก
เจดีย์นี้ได้มีผู้ค้นหาโบราณวัตถุนานแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี แผ่นอิฐที่ก่อเจดีย์มีขนาด ๙*๒๐*๓๖ ซม. ฐานเจดีย์ได้ขุดเปิดดินทางด้านตะวันออก
กว้างประมาณ ๑.๕๐ เมตร พบหลักหินปักอยู่ตรงมุมตะวันออกเฉียงเหนือหลักหนึ่ง วัดขนาดโดยรอบ ๐.๕๗ เมตร ปักต่ำกว่าระดับดินปัจจุบัน
๐.๒๐ เมตร จึงทดลองขุดพื้นดินระหว่างฐานเจดีย์กับหลักหินลงไปลึกอีก ๑.๒๐ เมตร พบโครงกระดูกฝังอยู่โครงหนึ่งแต่ผุมาก งานจะขุดค้น
บริเวณเจดีย์นี้เป็นรูปครึ่งวงกลม ถ้าพบโครงกระดูกจะได้รักษาไว้ให้อยู่กับที่ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาหาความรู้เรื่องการฝังศพที่ยังมิได้เผาไว้ให้
ใกล้ชิดกับเจดีย์สถาน แต่ขณะนั้นเป็นฤดูฝนจะทำงานต่อไปนอกจากเกรงดินจะพังแล้ว จากพิจารณาลักษณะของชั้นดินก็ไม่เป็นผลตามประสงค์
จึงรองานไว้ให้สิ้นฤดูฝน เมื่อมอบงานให้แก่หน่วยศิลปากรที่ ๓ ได้แนะนำแนวทางที่จะปฏิบัติไว้ให้ทราบแล้ว

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๐ ๙

โบราณสถานหมายเลข ๑๐ เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด ๖.๐๐*๖.๐๐ เมตร รากฐานอยู่ลึกจากระดับดินปัจจุบัน ๑.๐๐ เมตร ก่อ
สร้างดวยดินเผา บางส่วนทำลักษณะเหมือนก้อนเสาวางเรียงกันไปคล้ายหมอน จะก่อสร้างเป็นรูปร่างอย่างใดยังเดาไม่ออก จึง
รักษาทรวดทรงไว้ก่อนยังไม่ขุดค้นทั้งในตัวและใต้ดิน ลองขุดตรวจพื้นรอบ ๆ เท่านั้น พบเศษเครื่องดินเผาเล็กน้อย นอกนั้นไม่มี
โบราณวัตถุอย่างอื่น

เจดีย์หมายเลข ๑๑ เจดีย์แห่งนี้ถูกลักลอบขุดทำลายรากฐานเสียรูปทรง หมดอิฐที่ใช้ก่อ ขนาด ๙*๒๐*๓๘ ซม. ได้ลองขุดค้นเป็น
รูปวงกลมผ่าศูนย์กลางประมาณ ๘.๐๐ เมตร ลึก ๕.๐ เมตร พบแม่พิมพ์พระพุทธรูปดินเผาสมัยทวารวดีชำรุด ขนาด ๖.๕*๑๐
ซม. ชิ้นหนึ่งพระพิมพ์ทำพระพุทธรุปปางสมาธิดินเผาครึ่งองค์ ขนาด ๗*๗.๕ ซม. องค์หนึ่ง กับโครงกระดูกที่ผุเปื่อยวางทับอยู่บน
ดอกจันทน์ทองคำบาง ๆ (ชำรุด) ดอกหนึ่ง นอกนั้นไม่มีสิ่งใด

เจดีย์หมายเลข ๑๒ เจดีย์แห่งนี้ถูกขุดทำลายยับเยิน มีผู้ขุดพบพระพุทธรูปสมัฤทธิ์ ไม่น้อยกว่า ๑๘ องค์ วางทับอยู่บนโครงกระดูก
มนุษย์ไม่น้อยกว่า ๒๐ โครง ได้ติดตามกะโหลกศรีษะที่ยังทรงรูปอยู่จากวัดมาบมะขามได้ ๓ กะโหลก กับกระดูกท่อนแขนขา ๓-๔
ท่อน มาเก็บไว้เพื่อประโยชน์ในการศึกษาเผ่าพันธ์ของคนที่ถูกฝังในเมืองโบราณแห่งนี้ ได้ขุดค้นซากตรงนี้เป็นบ่อ ผ่าศูนย์กลาง
๑๑.๕๐ เมตร ลึก ๓.๐๐ เมตร พบพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สมัยบทวารวดี ๒ องค์ หนึ่งเป็นพระนั่ง สนิมกัดเนื้อโลหะแตกร้าว อีกองค์
หนึ่งเป็นพระยืนปางโปรดสัตว์ สนิมจับเปรอะมาก ฐานทำเป็นกลีบบัวซ้อน นอกจากนี้พบลูกปัดพื้นสีขาวลายทางสีดำ อีก ๑๗ เม็ด

เจดีย์หมายเลข ๑๓ อยู่ในเมืองทางลอนเล็กบริเวณป่าไผ่
เป็นเจดีย์รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสสมัยทวารวดี ขนาด
๑๒.๐๐*๑๒.๐๐ เมตร เหลือเป็นฐานก่ออิฐอยู่สูง ๑.๘๐
เมตร ก่อด้วยแผ่นอิฐขนาด ๗*๒๐*๓๗ ซม. ที่กลางเชิง
ฐานด้านตะวันออก ก่อยื่นเป็นฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
จะเป็นแท่นสำหรับวางแท่นบูชาหรือเครื่องพลีกรรม
ซากเจดีย์ที่ตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี หลายองค์ก็มีร่องรอย
ว่าจะเป็นทำนองนี้ แต่ถูกตัดรื้อเสียหมด เพิ่งพบแบบอย่างที่
แน่นอนที่เจดีย์หมายเลข ๑๓ โบราณสถานแห่งนี้ถูกลักลอบ
ขุดสิ่งของมานานนับ ๑๐ ปีเศษแล้ว การขุดแต่งบริเวณนี้ไม่
พบสิ่งใด ควรรักษาไว้เป็นโบราณสถานสำหรับชาติ

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๑ ๐

เจดีย์หมายเลข ๑๔ เป็นเจดีย์อยู่ในกลุ่มเดียวกับหมายเลข ๑๓ รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด ๖.๒๐*๖.๒๐ เมตร เหลือรากฐานอยู่
เพียง ๒ ช่วงอิฐ อิฐที่ใช้ก่อขนาด ๙*๑๗*๓๕ ซม. ถูกลักขุดรุ่นเดียวกับเจดีย์หมายเลข ๑๓ ตรวจค้นแล้วไม่พบสิ่งใด ควรรักษาไว้
เป็นโบราณสถานสำหรับชาติ
เจดีย์หมายเลข ๑๕ อยู่นอกเมือง ไปทางทิศเหนือประมาณ ๖.๐๐ เมตร ใกล้ฝั่งตะวันตกของห้วยขมิ้น แรกพบเป็นโคกดินคล้าย
จอมปลวก ขุดลอกมูลดินเชิงโคกเพื่อหารากฐาน ปรากฎว่าจะเป็นเตาสำหรับเผาเครื่องปั้น เพราะมีช่องสำหรับใส่ฟืนอยู่ทางด้าน
ตะวันออก ปากกว้างราว ๐.๖๐ เมตร และตรวจสอบเศษหม้อไหดินเผาที่ค้นพบใกล้ ๆ เตา เป็นแบบเดียวกับพบที่เจดีย์หมายเลข
๑๓

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๑ ๑

เรื่องเล่านิทานตำนาน

ดงแม่นางเมือง

๑๒

ณ เมืองธานยะปุระ เมืองที่อุดมไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร เจ้าผู้ครองเมืองเป็นนารี ทรงนามว่าแม่ศรีเมือง

๓ชาวบ้านชาวเมืองอยู่เย็นเป็นสุขทั่วเขตแดน เจ้าผู้ครองเมือง ๔ ปกครองไพร่ฟ้าประชาชนด้วยตั้งมั่น อยู่ในศีล
เป็นนารี ทรงนามว่า แม่ศรีเมือง ธรรมแห่งร่มเงาของพระพุทธศาสนา

เจ้าชายหลายองค์ปรารถนาที่จะเป็นคู่ครองหวังอภิเษกสมรส ครั้งนั้นมีเจ้าชายสามเมือง ต่างจัดขบวนขันหมากและ

๕ กับเจ้าหญิงแห่งธานยะปุระ ๖เกณฑ์ไพร่พลโยธาจำนวนมากมาพร้อมกัน เพื่อหมั้นหมาย
สู่ขอพระนางศรีเมือง

ทั้งสามฝ่ายต่างไม่ยอมกันและกัน ทั้งดูท่าทีจะเกิดศึกสงคราม เจ้าชายทั้งสามทราบกระแสความและตกลงแข่งขันกันสร้าง
แต่ด้วยปัญญาอันชาญฉลาด พระนางแม่ศรีเมืองซึ่งออกอุบาย ทางอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ห้ามทัพโดยมีกระแสรับสั่งว่า ถ้าเจ้าชายองค์ใดสร้างทางเข้า


สู่ตัวเมืองได้สำเร็จก่อนจะทรงอภิเสกสมรสด้วย

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๑ ๒

เรื่องเล่านิทานตำนาน

ดงแม่นางเมือง

๗๘

ไม่นานนักก็มีเจ้าชายองค์หนึ่งเกิดท้อถอยเทขนมขันหมากที่ เจ้าชายทั้งสองเมืองเกิดอิจฉาริษยากัน จึงเริ่มลงมือกลั่น
เตรียมไว้ทิ้งที่ทุ่งขนมหกแต่กระนั้นก็ไม่ยกไพร่พลกลับเมือง แกล้งซึ่งกันและกัน เจ้าชายที่คอยดูอยู่ก็ไม่อาจอยู่นิ่งได้กลับ
มาเข้าร่วมวงสร้างความร้าวราน ในที่สุดก็กลายเป็นศึกสาม
๙ ดูท่าทีเจ้าชายอีกสองเมืองอยู่ไม่ห่างนัก ทัพสู้รบกันไม่มีใครยอมใครเข้าห้ำหั่นรานรอนกันจนไพร่พล

๑๐ ล้มตายบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

เจ้าผู้ครองนครแห่งธานยะปุระ ทราบความล่วงหน้าอยู่แล้ว ครั่นเจ้าเมืองทั้งสามทราบเรื่องว่า เจ้าแม่ศรีเมืองย้ายออก
จากเมืองไปแล้วก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าจะต่อสู้กันไปเพื่อสิ่งใด ทั้ง
๑๑จึงแอบพาชาวเมืองอพยพหลีกหนีในยามค่ำคืน เกิดมโนสำนึกว่าด้วยเหตุแห่งรัก โลภ โกรธ หลง นั้นทีเดียว
หนอจึ่งมุ่งทำร้ายกันถึงเพียงนี้ ครานั้นจึงหยุดติสงครามลง
ภายหลังจากช่วยกันฝังร่างของไพร่พลที่ล้มตาย เจ้าชายทั้ง
สามต่างก็แยกย้ายกลับเมืองของตน ปล่อยให้เมืองธานยะปุระ

เป็นเมืองร้างไร้ผู้คนอยู่อาศัย

นับเวลาล่วงเลยกว่าพันกว่าปี เมืองร้างกลายเป็นป่าดง
ซึ่งป่าดงแห่งนั้นมีชื่อในกาลต่อมาว่า ดงแม่นางเมือง

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๑ ๓

ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชน

ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชน ชุมชนดงแม่นางเมือง การเกิดขึ้นของบ้้านและวัดเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ฉะนั้นลัก
เป็นชุมชนใหม่ที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๐ าณะการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน จึงรวมอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ล้อม
โดยประมาณ ซึ่งอพยพมาจากหลายพื้นที่ คือ ท่าชุด รอบบริเวณวัด ถัดจากกลุ่มเรือนออกไปจึงเป็นพื้นที่ทำกิน
บางละมุง อำเภอโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัด ต่อมาเมื่อประชากรมากขึ้นจึงมีการขยับขยายเรือนออกไป
อุทัยธานี จังหวัดศรีสะเกษ เป็นต้น โดยเริ่มต้นเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งการตั้งเรือนในระยะหลังจะกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ทำกิน
ที่เรียกว่า "หนองไข่เหย" บริเวณแถบนี้มีการปลูกสร้างเพียง ของเครือญาติตน ลักษณะเรือนเดิมนั้นจะเป็นกลุ่มเรือน
ห้างนา ชาวบ้านเข้ามาเผาถ่าน ต่อมาขี้เกียจขนของกลับบ้าง ใหญ่ ที่แยกทางเข้า แต่มาตอนหลังก็มีการแยกเรือนกัน
ขี้เกียจเอาความกลับบ้าง ก็เลยลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่เลย เป็นสัดส่วนชัดเจน วัดดงแม่นางเมือง เป็นพื้นที่รกร้างมา
(ราว พ.ศ. ๒๔๙๐ เศษๆ) การเข้ามาของกลุ่มคนมีทั้งที่เป็น แต่เดิม โดยสมัยก่อนมีป่าไม้ขึ้นทั่วบริเวณ ผู้ริเริ่มก่อตั้ง
คนไทยและคนลาว โดยกลุ่มลาวนั้นเป็นลาวโขงเวียงจันทน์ที่ สำนักสงฆ์ขึ้นมาก่อน คือพระอาจารย์เผื่อน ในราว พ.ศ.
ถูกกวาดต้อนไปราชบุรีก่อน แล้วจึงค่อยๆ ขยับขึ้นมาที่ ๒๕๐๒ -๒๕๐๓ ในครั้งแรกมีเพียงศาลาโถง เมื่อผู้คน
นครสวรรค์ โดยมีหลวงพ่อพิมพา ซึ่งเป็นบุคคลเพียงคนเดียว ขยับขยายเรือนออกมาก็ต้องการพัฒนาให้สำนักสงฆ์แห่ง
ที่ดูเหมือนจะควบคุมกลุ่มลาวดังกล่าวได้ พื้นที่ที่เข้ามาตั้ง นี้เป็นวัด เพื่อความสะดวกในการทำบุญ จะได้ไม่ต้องเดิน
กลุ่มบ้าน คือ บริเวณบ้านมาบมะขามในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ทาง ทางไปยังวัดที่อยู่ไกลจากบ้านเรือนของตน
ตอนล่างของเมืองโบราณดงแม่นางเมือง

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๑ ๔

เจ้าอาวาส เหรียญหลวงปู่ผัน โกวิโท
วัดดงแม่นางเมือง
วัดดงแม่นางเมือง รุ่นที่ ๑
หลวงปู่ผัน โกวิโท

หลวงปู่ผัน โกวิโท วัดดงแม่นางเมือง หรือพระครูนิติรุตธรรมสาร เป็นพระเกจิอาจารย์
ชื่อดังที่มีเมตตาสูงรูปหนึ่งแห่ง ตำบล ตาสัง อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์
เมืองประวัติศาสตร์ในยุคทวารวดี อันเป็นดินแดนแห่งความศักดิ์สิทธิ์ลึกลับแห่งหนึ่ง
ของภาคเหนือตอนล่าง หรือภาคกลางตอนบน ทว่าหลวงปู่ผันดั้นด้นจากดินแดนล้านนา
สร้างสำนักสงฆ์และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเป็นวัดแห่งที่ ๒ ในเพศบรรพชิตของท่าน คือ
วัดดงแม่นางเมือง และสร้างตำนานเมตตาบารมีอันลื่อลั่นจากวัตถุมงคลด้านเมตตา
แคล้วคลาดและรับโชค
อัตโนประวัติกำเนิดในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ตำบลหนองโอ่ง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาปี พ.ศ.
๒๔๙๒ โยมบิดาและมารดาได้อพยพเข้ามาทำไร่ทำนาที่จังหวัดนครสวรรค์ บ้านมะขาย ตำบลบางตาหงาย อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัด
นครสวรรค์ ถัดมาอีก ๔ ปี บิดาท่านเสียชีวิต ส่งผลให้ครอบครัวหลวงปู่ผันขาดเสาหลัก พ.ศ.๒๔๙๘ จึงตัดสินใจบ้านไปตั้งรหรากใหม่ใน
พื้นที่จับจองที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โดยเปลี่ยนอาชีพมาเป็นชาวสวนปลูกลิ้นขี่และลำไย
กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ท่านมีปัญหาด้านสุขภาพเป็นโรคต่อมน้ำเหลือง รักษาไม่หาย ท่านจึงตั้งจิตอธิษฐานขออุปสมบทกับ
พระครูนิคม เจ้าคณะตำบลอินทขิลและเจ้าอาวาสวัดบ้านปง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ หลวงปู่ผันได้เดินธุดงค์กลับมายังดงแม่นางเมือง ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ สมัยทวารวดี แต่ ณ วันนั้น ดงแม่นาง
เมืองยังเป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ที่มีเจตนาจะใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่วนี้เป็นสถานที่ฝึกจิตภาวนาเท่านั้น ต่อมาหลวงปู่ผัน ได้
ทำการพัฒนาให้เป็นสำนักสงฆ์และยกระดับขึ้นมาเป็นวัดแห่งที่ ๒ ในเพศบรรพชิตภายใต้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ๒,๐๐๐ ปี นามว่า วัดดงแม่
นางเมือง
หลวงปู่ผ่านเคยกล่าวว่า ฌาณนิมิตของท่านได้เห็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เป็นเมืองลับซึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ก็มีบันทึก
ตำนานเจ้าแม่นางเมืองผู้เลอโฉมแห่งดงแม่นางเมืองในยุคทวารวดีเช่นกัน พ.ศ.๒๕๕๒ จึงนับเป็นโอกาสที่ดีที่หลวงปู่ผันอธิษฐานจิตปลุก
เสกเดี่ยวเหรียญหนุนดวง มังกรคู่หงส์ และแบบเนื้อผงฝังตะกรุดอุดกริ่ง หนึงเดียวในโลก เพื่อบูชาติดตัวรองรับกับความผันผวนของ
เศรษฐกิจของโลกตามปณิธาน หนุนดวง-รับโชค ของหลวงปู่ผันพระสุปฏิปันโน ผู้เพียบพร้อมด้วยอะนุตรยานณแห่งลุ่มแม่น้ำปิง

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๑ ๕

บุคคลสำคัญ ของ ดงแม่นางเมือง

เอกสารมอบสิ่งของแก่
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

คุ ณ เ ส ว ก เ ช า ว์ ป รี ช า

ครั้นเช้าวันอาทิตย์ อันเป็นวันสุดท้ายของรายการสำรวจชุดนี้ เรารีบรุดไปยังบ้าน คุณชูเกียรติ เลาสุขศรี

คุณปรีชา สระแก้ว และคณะสำรวจนั่งคุยกันเรียบง่ายที่ร้านกาแฟริมปิง ประสาผู้สนใจโบราณคดีร่วมกัน

ของคุณชูเกียรติ เลาสุขศรี เจ้าของโรงสียู่ฮงหลี เพื่อขอดูและถ่ายรูปโบราณศิลปวัตถุต่างๆ ที่คุณชูเกียตรติ

สะสมไว้ที่บ้านราวกับพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว จำนวนของวัตถุโบราณนั้นมากมาย จนไม่อาจจะบรรยายได้หมดใน

เนื้อที่อันจำกัดเช่นนี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นพระพิมพ์พระพุทธรูป พระธาตุต่างๆ ลูกปัด ฯลฯ

โบราณศิลปวัตถุชิ้นสำคัญ ๒ อย่างของคุณชูเกียรติซึ่งถือเป็นสมบัติประจำตระกูลคือ พระพุทธรูป

ทองคำ สมัยทวารวดี และพลอยชมพูประดับหัวแหวน ท่านเจ้าของพูดล้อเล่นว่าจะเก็บไว้ยกให้แก่ลุกสะใภ้

ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่เห็นคุณค่า จึงอยากหาสะใภ้โบราณคดีสักคน ทำเอาสาวๆ ชาวคณะสำรวจต่างตาโตไป

ตามๆ กัน กระเถิบ เข้าไปคุยโน่น คุยนี่ ทำคะแนนกันยกใหญ่ทีเดียว

ข้อคิดจากคุณชูเกียรติ นักอนุรักษ์ท้องถิ่นแห่งนครสวรรค์ ก็คือ ความปรารถนาที่เห็นคุณสมบัติ อันเป็น

มรดกทางวัฒนธรรม ได้รับการดูแลเอาใจใส่ทำนุบำรุงอย่างจริงจัง จากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องหรือหน่วยงาน

ต่างๆ มาให้ความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาอย่างถูกทาง เพื่อประโยชน์ไม่ทางวัตถุก็จิตใจ มิใช่ปล่อยให้

คุ ณ ชู เ กี ย ร ติ เ ล า สุ ข ศ รี ทำลายกันไปจนหมดอย่างนี้ คุณชูเกียรติกล่าวด้วยอาการที่แสดงออกถึงความ

เ จ้ า ข อ ง โ ร ง สี ยู่ ฮ ง ห ลี - นั ก อ นุ รั ก ษ์ ท้ อ ง ถิ่ น น้อยใจว่า เราขาดความจริงใจจากเจ้าหน้าที่เสียเงินมาขุดแต่งเพื่ออนุรักษ์ไว้
ถึงกว่า ๓ ล้านบาท แล้วไม่ติดตามดูแลรักษา ขึ้นทะเบียนคุ้มครองแต่ก็ไม่อาจ

รักษาอะไรไว้ได้เลย อย่างนี้จะขึ้นทะเบียนไปทำไม ชาวบ้านเขาเอาที่ดินไปทำนิติกรรมก็ไม่ได้ ของก้รักษา

เอาไว้ไม่ได้ เสียงบประมาณจำนวนมากมายโดยไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๑ ๖

หลักศิลาจารึก ดงแม่นางเมือง

ค้นพบเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นหินชนวนสีเขียว กว้าง ๓๗ ซม. สูง ๑๗๕ ซม. เป็นรูปใบเสมา
เมื่อพิมพ์เผยแพร่ในประชุมศิลาจารึกภาคที่ ๓ ใช้ชื่อว่า "หลักศิลาจารึกที่ ๓๕ ศิลาจารึกดงแม่นางเมือง"

เรื่องราวคำแปลจารึกด้านที่ ๑ ว่า

อโศกมหาราช ทรงธรรม เดชาอำนาจ และมี
ความกล้า หาผู้เสมอมิได้มีรับสั่งมายังพระ
เจ้าสุนัตต์ว่า ท่านจงให้ที่นา บูชาพระธาตุฯ
พระเจ้าสุนัตต์ จึงประกาศกระแสพระ
ราชโองการให้ประชาชนทราบฯ.............

หลักศิลาจารึกด้านที่ ๑

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๑ ๗

หลักศิลาจารึก ดงแม่นางเมือง

เรื่องราวคำแปลจารึกด้านที่ ๒ ว่า

สิ่งสักการที่มหาราชาธิราชผู้มีพระนามว่ากรุงศรีธรรม
โศก ถวายแด่พระสรีรธาตุ ซึ่งมีพระนามว่ากมรเตง
ชคตศรีธรรมาโศก ณ ตำบลธานบปุระ เช่น ในบัญชีนี้ข้าบาล
มูล ผู้มีวรรณทุกเหล่า ๒๐๑๒ พาน ๒๒ ถ้วยเงิน ๒๒ ช้าง
๑๐๐ นาค ๑๐ สีวิกา สองเป็นพระบูชาวันหนึ่ง ข้าวสาร ๑๐
ลิฯ

มหาเสนาบดีผู้หนึ่งชื่อศรีภูพนาทิตย์อิศวรภาวีป นำ
กระแสพระราชโองการราชาธิราช มายังกรุงสุนัตต์ ผู้ครอบ
ครอง ณ ธานยปุระ บัณฑูรใช้ให้ถวายที่นา ซึ่งได้กำหนดเขต
ไว้แล้ว เป็นพระบูชากมรเตงชคต ในมหาศักราช ๑๐๘๙ ขึ้น
๑๕ ค่ำ เดือนสาม วันอาทิตย์ บูรพาษาฒ ฤกษ์เพลา ๑
นาฬิกาฯ

อนึ่ง ความสวัสดีจงมี เวลาเที่ยงฯ กรุงสุนัตต์ทำบูชา
กมรเตงชคต ถวายที่นาซึ่งได้กำหนดไว้แล้ว เช่น ในบัญชีที่
นา...บูรพาจดฉฺทิง (คลอง) ปัศจิมจดภูเขา ทักษิณจดบางฉฺวา
อุดรจดฉฺทิงขฺรูกเขวะ (คลองหมูแขวะ) นาโสฺรงขยำ นาตฺรโลม
นาทฺรกง บูรพาจด คลองเปฺร ปัศจิมจดศฺรก ทักษิณจดบึงสุ
ดก อุดรจดคลองนาพระชคต บูรพาจดกํติง อาคเนย์จด......
อุดรจดศฺรุก...ผสมนา ซึ่งได้กำหนดเขตไว้แล้วเป็นห้วยเลอฯ

หลักศิลาจารึกด้านที่ ๒

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๑ ๘

โครงกระดูก

แหล่งหลุมศพที่พบใต้ฐานพระสถูปแบบทวารวดีในเขตดงแม่นางเมือง

ใบเสมา
ความนิยมสร้างใบเสมาในสมัยทวารวดีนั้น
พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจมี
จุดศูนย์กลางในบริเวณราบลุ่มแม่น้ำชี

พระพิมพ์ดินเผา
ในสมัยทวารวดีสร้างขึ้นเพื่อบูชาพระพุทธศาสนา
มักบรรจุอยู่ในเจดีย์ ซึ่งหมายถึงการจำลององ๕ื
พระพุทธเจ้า

อิฐที่ลวดลายขูดขีด หรือลายประทับ
อิฐบางก้อนในสมัยทวารวดี อาจจะมีรอยนิ้วมือ รอยเท้าสัตว์
หรือร่องรอยของการขูดขีด

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๑ ๙

หม้อ
มีทั้งเนื้อแกร่งแบบสโตนแวร์ และดินเผาแบบเอิร์ทเธนแวร์ ล้วนขึ้นรูปด้วย
แป้นหมุน มีทั้งหม้อก้นกลมขอบปากม้วน หม้อก้นกลมคอสูง หม้อมีสัน มีการ
ตกแต่งผิว ด้วยการขัดมันบ้าง หรือตกแต่งด้วยเส้นนูน หรือทำเป็นร่องตื้นๆ
บางทีมีรอยกดด้วยนิ้วมือ รอยขูดขีดเป็นลายคลื่นคดโค้ง หรือเป็นแนวจุดประ
เป็นลายกากบาท ลายเชือกทาบ ลายประทับเป็นรูปช้าง รูปม้า และลายพันธุ์
พฤกษา มีแตกต่างกันดังนี้

๑.๑ หม้อดินเผา เนื้อบาง ก้นกลม ตกแต่งด้วยลายเชือกทาบตลอดใบ ตั้งแต่
คอถึงก้นหม้อแบบนี้มีใช้มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ผลิตขึ้นเพื่อ
ประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความสวยงาม หม้อแบบนี้พบที่จันเสน อำเภอตาคลี
จังหวัดนครสวรรค์ และที่บ้านคูเมือง อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

๑.๒ หม้อมีสัน เนื้อดินบาง ปากกว้าง คอสั้น ก้นหม้อค่อนข้างกลม มีทั้งก้นตื้น
และลึก ผิวมีทั้งขัดมันและไม่ขัดมัน มีสีดำ แดง และน้ำตาล เหนือสันหม้อ
ตกแต่งด้วยลายเส้นนูนหรือขุดเป็นร่องลึก ๑-๓ เส้น หรือเป็นรอยกดเป็นระ
ยะๆ ที่ตัวหม้อใต้แนวสันลงไปถึงก้น ตกแต่งด้วยลายขูดขีดและลายเชือกทาบ

๑.๓ หม้อก้นกลม เนื้อแกร่งกึ่งสโตนแวร์ คอคอดสูง ผลิตด้วยฝีมือประณีต มี
ผิวเรียบ ตกแต่งด้วยเทคนิคต่างๆ และเขียนสี โดยตกแต่งที่ส่วนบ่าและลำตัว
คือ บริเวณส่วนบ่านิยมตกแต่งด้วยลายกด เป็นแนวคล้ายลายคลื่นขนานกัน
๓-๔ เส้น เรียกว่า ลายหวี

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๒ ๐

แท่นหินบดยา ตะคัน
เป็นคำเรียกแท่นหินที่ใช้บดอาหารที่อาจจะเป็นเมล็ดธัญพืช
ไม่เฉพาะแต่กับสมุนไพร แท่นหินบดเป็นโบราณวัตถุอีกประเภทหนึ่ง เป็นตะเกียงขนาดเล็ก มีทั้งรูปร่างคล้ายจานเล็กที่ใส่
ที่พบกันมากในแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดี และอาจแสดงให้เห็นถึง น้ำจิ้ม และคล้ายถ้วยตะไล แต่จะมีลักษณะเตี้ย กลม
ลักษณะอาหารของชาวทวารวดีว่า นิยมบริโภคธัญพืชกันมาก ปากบานเรียบ บางทีจับเป็นจีบเล็กๆ จีบเดียว หรือเป็น

ปากหยักโดยรอบ สำหรับพาดไส้ตะเกียง มีทั้งเนื้อ
หยาบและละเอียดบางทีมีเชิงสูง

ฟันสัตว์
สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นช้าง

เครื่องมือหิน กระดองเต่า
เครื่องมือหินที่พบในเมืองโบราณดงแม่
นางเมืองนี้มี ๒ กลุ่ม เขาของสัตว์ ตระกูลวัว-ควาย
คือ ส่วนที่เป็รเครื่องมือหินขัด และเครื่อง
มือหินกะเทาะ การพบเครื่องมือหินใน คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๒ ๑
เมืองโบราณสมัยทวารวดีนี้เป็นเรื่องปกติ
โดยอาจมีการใช้งานต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัย
ก่อนประวัติศาสตร์

หินดุ
เป็นแท่งหินที่มีปลายด้านหนึ่งเป็นรูปวงกลม มีด้ามจับ
สันนิษฐานว่าใช้ในการขึ้นรูปภาชนะดินเผา

พระพุทธรูปสมัยทวารวดี หลวงพ่อหิน
ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปสมัยทวารวดี แบ่งออก พระพุทธรูปปางแสดงธรรม (วิตรรกมุทรา)
เป็น ๓ ยุค คือ พระพุทธรูปหินชนวนสลักแบบนูนต่ำในอิริยาบทประทับยืน โดย
การจีบพระอังคุฏ (นิ้วโป้ง) กับดัชนี (นิ้วชี้) เป็นรูปวงกลมทั้งสอง
๑. มีลักษณะของอินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะ บาง ข้าง ซึ่งหมายถึงธรรมจักร เป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี ในพุทธ
ครั้งก็มีอิทธิพลของอมราวดีอยู่ด้วย ลักษณะวงพักตร์ ศตวรรษที่ ๑๔-๑๘ (ขุดค้นพบได้ ในพื้นที่บริเวณวัดดงแม่นางเมือง)
แบบอินเดีย ไม่มีรัศมี จีวรเรียบเหมือนจีวรเปียก
พระพุทธรูปนั่งจะขัดสมาธิหลวม ๆ แบบอมราวดี หินเสมา
มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เสมา หรือ สีมา เป็นประติมากรรมหินสลัก

๒. พัฒนาขึ้นจากแบบแรก โดยมีอิทธิพลพื้นเมืองผสม ซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์หรือเพื่อแสดงขอบเขต
มากขึ้น พระขนงค์ต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเตุมาลาเป็น พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เนื่องในพุทธศาสนา จากการ
ต่อมนูนใหญ่ บางทีมีรัศมีดอกบัวตูมเหนือเกตุมาลา ศึกษาพบว่ามีการสร้างอย่างแพร่หลายมาก
และสั้น พระพักตร์แบนกว้าง พระเนตรโปน พระหนุ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ ซึ่งเป็นยุค
(คาง) ป้าน พระนลาฏ (หน้าผาก) แคบ พระนาสิก ที่มีวัฒนธรรมทวาร-วดีเจริญรุ่งเรื่อง
(จมูก) ป้านใหญ่แบน พระโอษฐ์ (ปาก) หนา พระหัตถ์
และพระบาทใหญ่ ยังคงขัดสมาธิหลวม ๆ แบบ การปักใบเสมาในคติความเชื่อทาง
อมราวดี มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๕ พระพุทธศาสนา เพื่อเป็นหลักเขตกำหนด
บริเวณศักดิ์สิทธิ์หรือสถานที่ประกอบ
๓. พระพุทธรูป ในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลสิลปะเขมร พิธีกรรมทำหน้าที่คล้ายสถูปเจดีย์
เนื่องจากเขมรเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น ในสมัยเมือง หรือพระพุทธรูปเพื่อให้ผู้คนกราบไหว้บูชา
พระนคร ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ในระยะนี้จึงมี
อิทธิเขมรแบบบาปวนในประเทศไทย เรียกว่า ศิลปะ ใบเสมาที่พบในวัฒนธรรมทวารวดี
ลพบุรีปะปน เช่น พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีลักยิ้ม มีลักษณะเป็นแท่นหินขนาดใหญ่ อาจจะเป็น
นั่งขัดสมาธิราบ เป็นต้น ลักษณะ

แท่งหินธรรมชาติ หรือแผ่นหินที่ไม่มีการโกลนให้เป็นรูปร่าง
แบบแผ่นหิน ที่มีการถากโกลนให้เป็นแผ่น
แบบแท่งเสา ที่มีการถากโกลนให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม แปดเหลี่ยม หรือ
มีการตกแต่งลวดลาย โดยการแกะสลักลงบนใบเสมา

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๒ ๒

สถานที่สำคัญ
เมืองโบราณดงแม่นางเมือง

ศาลพระแม่ศรีเมือง

เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง
มีหุ่นจำลองพระแม่ศรีเมือง
อยู่ภายใน เป็นที่กราบไหว้เคารพ
บูชาของชาวบ้านและนักท่อง-

เที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยว

อาคารพิพิธภัณฑ์
เมืองโบราณดงแม่นางเมือง

เป็นสถานที่เรียนรู้ความเป็นมา
ของเมืองโบราณดงแม่นางเมือง
และเก็บรวบรวมวัตถุโบราณ เช่น
พระพิมพ์รูปปางสมาธิและ
เครื่องปั้นดินเผาไว้บางส่วน สำหรับ
นักท่องเที่ยวเที่ยวชม

คู่ มื อ ท่ อ ง เ ที่ ย ว | ๒ ๓

"นี่เป็นสมบัติเก่าแก่ ที่พวกเราทุกคนน่าจะภูมิใจมาก เพราะเป็นสิ่งแสดงว่า เมืองไทยของเรานี้
มีประวัติศาสตร์วัฒนธรรมยาวนานสืบทอดต่อๆ กันมา จนถึงพวกเรารุ่นปัจจุบัน เราภาคภูมิใจ
เราชื่นชม เรารักสมบัติ ที่ปู่ย่าตาทวดบรรพบุรุษของเรารังสรรค์ไว้นี้ แขกไปใครมาจากต่างบ้านต่างเมือง
เขาก็อยากจะมาชม เพราะเห็นเป็นของสวยงามแปลกแตกต่างกับของโบราณในบ้านเมืองของเขา

เราต้องช่วยกันอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุของเราให้อยู่กับเมืองไทยไปนานแสนนาน
ชั่วกัลปาวสาน จนเป็นที่กล่าวขานกันทั่วไปว่า คนไทยนั้นรักและหวงแหนสมบัติทุกชิ้น ที่บรรพบุรุษของ
เราสร้างสรรค์มา ไม่ยอมให้ผู้ใดมายื้อแย้ง หรือทำลายได้"


Click to View FlipBook Version