โครงสร้างหลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย
โรงเรยี นอนบุ าลนาคสมทุ รเดชอดุ ม
สำนักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาอบุ ลราชธานี เขต ๕
คำนำ
การศึกษาของเด็กปฐมวัยนั้นเป็นพื้นฐานของการศึกษาเบื้องต้น อันจะเป็นการรับรองการศึกษา
ในระดับชั้นสูงขึ้นไปซึ่งการพัฒนาคุณภาพของเด็กวัยนี้ถือว่าเป็นส่วนสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนา
ประเทศชาติ เด็กวัยนี้จะมีผลอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการของเด็กในช่วงต่อไปเพื่อให้การจัดการศึกษา
เป็นไปตามหลักการ จุดหมายที่กำหนดไว้ให้โรงเรียนและผู้ที่เกีย่ วข้องกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
ในการจัดหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลนาคสมุทรเดชอุดม จึงกำหนดโครงสร้างของ
หลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัย ขนึ้ มา
คณะครสู ายชัน้ อนบุ าล
โรงเรียนอนุบาลนาคสมทุ รเดชอดุ ม
โครงสรา้ งหลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย โรงเรียนอนบุ าลนาคสมุทรเดชอุดม
เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปตามหลักการ จุดหมายที่กำหนดไว้ให้โรงเรียนและผู้ท่ีเกี่ยวข้องกับการ
อบรมเลย้ี งดเู ดก็ ปฐมวัย ในการจัดหลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวัยจงึ กำหนดโครงสร้างของหลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย ดังน้ี
โครงสร้างหลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย
ช่วงอายุ อายุ ๔ – ๕ ปี
สาระการเรียนรรู้ ายปี
ระยะเวลาเรยี น อายุ ๕ – ๖ ปี
ประสบการณส์ ำคัญ ประสบการณส์ ำคญั
- ดา้ นร่างกาย - เร่ืองราวเก่ยี วกบั ตวั เดก็
- ดา้ นอารมณ์และ จิตใจ - เรื่องราวเก่ยี วกบั บุคคลและ
- ด้านสงั คม สถานท่ีแวดลอ้ มเด็ก
- ดา้ นสติปญั ญา - ธรรมชาติรอบตัว
- สง่ิ ต่างๆ รอบตวั เดก็
โรงเรียนจัดการศกึ ษาในระดับปฐมวยั ปีการศึกษาละ ๒ ภาคเรียน
หรือ ๑๘๐ วัน ในแต่ละวันจะใช้เวลาประมาณ ๕-๖ ชัว่ โมงในการทำ
กิจกรรมหรือจดั ประสบการณ์ใหก้ ับเด็ก
การจัดเวลาเรียน
โรงเรยี นอนุบาลนาคสมุทรเดชอดุ ม จัดประสบการณ์ในระดับช้นั อนุบาลปที ี่ ๒ ถึงช้นั อนุบาลปที ี่ ๓ และแบ่ง
อายุตามระดับชั้นดังน้ี อนุบาล ๒ คือ เด็กที่มีอายุ ๔-๕ ปี อนุบาล ๓ คือ เด็กที่มีอายุ ๕-๖ ปี โดยใช้เวลาในการจัด
ประสบการณ์ให้กับเด็ก ๒ ปีการศึกษา โดยแบ่งระยะเวลาการจัดการศึกษาเป็น ๒ ภาคเรียน หรือไม่น้อยกว่า ๑๘๐
วันในแตล่ ะวนั จะใชเ้ วลาประมาณ ๕-๖ ช่ัวโมงในการทำกิจกรรมหรอื จัดประสบการณใ์ ห้กับเด็ก
สาระการเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุ ๔-๕ ปี ประกอบด้วย ๒ ส่วน คือ
ประสบการณ์สำคัญและสาระที่ควรเรยี นรู้ ทั้งสองส่วนใชเ้ ป็นส่ือกลางในการจัดประสบการณ์ เพื่อส่งเสรมิ พัฒนาการ
ทุกด้านทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดย
ผู้สอนหรือผู้จัดการศึกษาอาจจัดในรูปแบบหน่วยการสอนแบบบูรณา-การ หรือเลือกใช้รูปแบบที่เหมาะสมกับเด็ก
ปฐมวัย รวมทั้งตอ้ งสอดคล้องกับปรัชญาและหลักการจดั การศึกษาปฐมวัย ดังนี้
๑. ประสบการณ์สำคญั
จะช่วยอธิบายให้ผู้สอนเข้าใจว่าเด็กปฐมวัยต้องทำอะไรเรียนรู้ สิ่งต่างๆรอบตัวอย่างไร และทุก
ประสบการณม์ ีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก ช่วยแนะผูส้ อนในการสังเกต สนบั สนนุ และวางแผนการจัดกิจกรรม
ให้เด็ก ประสบการณ์สำคัญที่กำหนดไว้ในหลักสูตรมีความสำคัญต่อการสร้างองค์ความรู้ของเด็ก ตัวอย่างเช่น เด็ก
เข้าใจความหมายของพนื้ ท่ี ระยะ ผ่านประสบการณส์ ำคัญการบรรจุและเทออก ดงั น้นั ผู้สอนจงึ วางแผนจดั กจิ กรรมให้
เด็กเล่นบรรจุทราย/น้ำลงในภาชนะหรอื ถ่ายเททราย/น้ำออกจากภาชนะต่างๆ ขณะเล่นทราย เล่นน้ำ เด็กจะเรียนรู้
ผา่ นประสบการณส์ ำคัญซ้ำแล้วซำ้ อีก มีการปฏิสัมพันธ์กับวัตถุ สง่ิ ของ ผใู้ หญ่และเด็กอน่ื ฯลฯ ผสู้ อนที่เข้าใจและเห็น
ความสำคัญจะยึดประสบการณ์สำคัญเป็นเสมือนเครื่องมือสำหรับการสังเกตพัฒนาการเด็ก แปลการกระทำของเด็ก
ช่วยตดั สนิ ใจเก่ยี วกับการจดั ส่อื และชว่ ยวางแผนการจดั กิจกรรมในแตล่ ะวัน
ประสบการณส์ ำคญั สำหรบั เดก็ อายุ ๓ – ๖ ปี จะครอบคลุมพัฒนาการท้งั ๔ ดา้ น คือ
๑.๑ ประสบการณ์สำคัญท่ีส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนใหเ้ ด็ก ได้มีโอกาสพัฒนาการ
ใช้กล้ามเนื้อใหญ่(กล้ามเนื้อแขน-ขา-ลำตัว) กล้ามเนื้อเล็ก(กล้ามเนื้อมือ-นิ้วมือ) และการประสานสัมพันธ์ระหว่าง
กล้ามเนื้อและระบบประสาท(กล้ามเนื้อมือ-ประสาทตา) ในการทำกิจวัตรประจำวัน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ และ
สนับสนุนให้เด็กมีโอกาสดูแลสุขภาพและสุขอนามยั สขุ นสิ ัย และการรกั ษาความปลอดภยั ดังนี้
ด้านร่างกาย ประสบการณ์สำคัญ
๑.๑.๑ การใชก้ ลา้ มเน้อื ใหญ่ (๑) การเคลอ่ื นไหวอยูก่ บั ที่
(๒) การเคลอ่ื นไหวเคล่อื นที่
(๓) การเคลอื่ นไหวพรอ้ มวสั ดุอุปกรณ์
(๔) การเคลื่อนไหวที่ใช้ประสานสมั พันธ์ของการใชก้ ลา้ มเนื้อใหญ่
การขว้าง การจบั การโยน การเตะ
(๕) การเล่นเคร่อื งเลน่ สนามอยา่ งอสิ ระ
๑.๑.๒ การใช้กล้ามเน้ือเลก็ (๑) การเลน่ เครอื่ งเลน่ สมั ผสั และการสร้างจากแท่งไม้ บล็อก
(๒) การเขียนภาพและเล่นกบั สี
(๓) การปน้ั
(๔ การประดษิ ฐส์ ง่ิ ตา่ งๆ ด้วยเศษวัสดุ
(๕) การหยบิ การใช้กรรไกร การฉกี การตัด การปะและการร้อยวัสดุ
๑.๑.๓ การรกั ษาอนามยั สว่ นตน (๑) การปฏบิ ัติตามสุขอนามัย สขุ นสิ ัยท่ีดใี นชีวิตประจำวัน
๑.๑.๔ การรกั ษาความปลอดภยั (๑) การปฏบิ ตั ติ นให้ปลอดภัยในชวี ติ ประจำวัน
(๒) การฟังนทิ าน เรื่องราว เหตกุ ารณ์ เกีย่ วกับการปอ้ งกนั และรกั ษา
ความปลอดภัย
(๓) การเล่นเครอ่ื งเลน่ อยา่ งปลอดภยั
(๕) การเลน่ บทบาทสมมติเหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ
๑.๑.๕ การตระหนกั รเู้ กี่ยวกับร่างกาย (๑) การเคลอ่ื นไหวควบคมุ ตนเองไปในทิศทาง ระดบั และพืน้ ที่
ตนเอง (๒) การการเคลอื่ นไหวข้ามส่ิงกดี ขวาง
๑.๒ ประสบการณส์ ำคญั ทส่ี ง่ เสรมิ พฒั นาการดา้ นอารมณ์ จิตใจ เปน็ การสนบั สนนุ ให้เดก็ ได้แสดงออกทาง
อารมณแ์ ละความรู้สึกของตนเองที่เหมาะสมกับวยั ตระหนักถงึ ลักษณะพเิ ศษเฉพาะท่ีเปน็ อตั ลักษณ์ ความเปน็ ตวั
ของตัวเอง มคี วามสขุ ร่าเรงิ แจม่ ใส การเห็นอกเหน็ ใจผู้อ่นื ได้พฒั นาคุณธรรม จริยธรรม สุนทรยี ภาพ ความรู้สึกท่ีดีต่อ
ตนเอง และความเชอ่ื มนั่ ในตนเองขณะปฏิบัตกิ จิ กรรมต่างๆ ดังน้ี
ด้านอารมณ-์ จติ ใจ ประสบการณส์ ำคญั
๑.๒.๑ สุนทรียภาพ ดนตรี (๑) การฟังเพลง การร้องเพลง และการแสดงปฏิกริ ิยาโต้ตอเสยี งดนตรี
(๒) การเล่นเครอ่ื งเลน่ ดนตรีประกอบจงั หวะ
(๓) การเคล่อื นไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี
(๔) การเลน่ บทบาทสมมติ
(๕) การทำกจิ กรรมศลิ ปะตา่ ง ๆ
(๖) การสร้างสรรคส์ ่ิงทสี่ วยงาม
๑.๒.๒ การเล่น (๑) การเล่นอสิ ระ
(๒) การเลน่ รายบุคคล กลมุ่ ยอ่ ย กลุ่มใหญ่
(๓) การเลน่ ตามมุมประสบการณ์
(๔) การเลน่ นอกห้องเรียน
๑.๒.๓ คุณธรรม จรยิ ธรรม (๑) การปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ศาสนาท่ีนบั ถอื
(๒) การฟังนิทานเกยี่ วกับคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
(๓) การสนทนาแลกเปล่ียนความคิดเห็นเชงิ จรยิ ธรรม
๑.๒.๔ การแสดงออกทางอารมณ์ (๑) การพูดสะท้อนความรสู้ ึกของตนเองและผู้อนื่
(๒) การเล่นบทบาทสมมติ
(๓) การเคล่อื นไหวตามเสยี งเพลง/ดนตรี
(๔) การร้องเพลง
(๕) การทำงานศลิ ปะ
(๖) การสร้างสรรคส์ ิ่งทสี่ วยงาม
๑.๒.๕ การมอี ตั ลักษณ์เฉพาะตนเชอื่ (๑) การปฏบิ ตั ิกจิ กรรมต่าง ๆตามความสามารถของตนเอง
วา่ ตนเองมีความสามารถ
๑.๒.๖ การเห็นอกเห็นใจอนื่ (๑) การแสดงความยนิ ดีเม่ือผอู้ ื่นมคี วามสขุ เหน็ ใจเมื่อผ้อู ่ืนเศร้าหรอื เสียใจและ
การช่วยเหลือปลอกโยนเมอ่ื ผูอ้ ื่นได้รับบาดเจบ็
๑.๓ ประสบการณส์ ำคญั ท่ีส่งเสริมพัฒนาการดา้ นสังคม เปน็ การสนับสนนุ ให้เดก็ ได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับ
บุคลและสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวจากการปฏิบัตกิ ิจกรรมต่างๆผ่านการเรยี นรู้ทางสังคม เช่น การเล่น การทำงานกับ
ผู้อื่น การปฏิบัติกิจวตั รประจำวัน การแก้ปญั หาข้อขัดแย้งต่างๆ
ด้านสงั คม ประสบการณส์ ำคญั
๑.๓.๑ ปฏบิ ตั ิกิจวตั รประจำวัน (๑) การชว่ ยเหลอื ตนเองในกิจวตั รประจำวนั
(๒) การปฏบิ ตั ิตนตามแนวทางหลกั ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
๑.๓.๒ การดูแลรักษาธรรมชาติ (๑) การมีสว่ นรว่ มรบั ผิดชอบดูแลรกั ษาสิ่งแวดลอ้ มทงั้ ภายในและ
และส่งิ แวดลอ้ ม ภายนอกห้องเรียน
(๒) การใชว้ สั ดแุ ละสิ่งของเคร่อื งใชอ้ ยา่ งค้มุ คา่
(๓) การทำงานศิลปะทท่ี ี่นำวสั ดุหรือสง่ิ ของทใ่ี ชแ้ ล้ว มาใชซ้ ำ้ หรอื
แปรรูปแลว้ นำกลับมาใช้ใหม่
(๔) การเพาะปลกู และดแู ลตน้ ไม้
(๕) การเลยี้ งสัตว์
(๖) การสนทนาขา่ วและเหตกุ ารณ์ท่ีเก่ยี วกบั ธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม
ในชีวติ ประจำวนั
๑.๓.๔ การมปี ฏิสัมพนั ธ์ มีวินัย (๑) การรว่ มกำหนดขอ้ ตกลงของห้องเรียน
มีสว่ นร่วมและบทบาท (๒) การปฏบิ ตั ิตนเปน็ สมาชิกท่ดี ขี องหอ้ งเรยี น
สมาชิกของสงั คม (๓) การให้ความรว่ มมอื ในการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมต่าง ๆ
(๔) การดูแลหอ้ งเรยี นรว่ มกัน
(๕) การร่วมกิจกรรมวันสำคญั
๑.๓.๕ การเล่นและทำงาน (๑) การรว่ มสนทนาและแลกเปล่ยี นความคดิ เหน็
แบบร่วมมือร่วมใจ (๒) การเลน่ และทำงานร่วมกับผู้อนื่
(๓) การทำศิลปะแบบร่วมมอื
๑.๓.๖ การแก้ปัญหาความขัดแย้ง (๑) การปฏบิ ตั ิกิจกรรมต่าง ๆตามความสามารถของตนเอง
(๒) การมีส่วนรว่ มในการแกป้ ญั หาความขดั แย้ง
๑.๓.๗ การยอมรบั ในความเหมือน (๑) การเล่นหรือทำกิจกรรมรว่ มกบั กลมุ่ เพอ่ื น
และความตา่ งระหว่างบุคคล
๑.๔ ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้ เรียนรู้สิ่ง
ต่างๆรอบตวั ผ่านการมปี ฏิสมั พันธ์กับสิง่ แวดลอ้ ม บุคคลและสื่อต่างๆ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อเปิด
โอกาสใหเ้ ดก็ พัฒนาการใชภ้ าษา จินตนาการความคดิ สรา้ งสรรค์การแก้ปัญหา การคิดเชงิ เหตผุ ล และการคิดรวบยอด
เกยี่ วกับสง่ิ ต่างๆ รอบตวั และมีความคดิ รวบยอดทางคณติ ศาสตร์ทเี่ ป็นพื้นฐานของการเรยี นร้ใู นระดบั ท่สี งู ขึน้ ต่อไป
ดา้ นสติปญั ญา ประสบการณส์ ำคญั
๑.๔.๑ การใช้ภาษา
(๑) การฟงั เสียงตา่ งๆ ในส่ิงแวดลอ้ ม
๑.๔.๒ การคิดรวบยอด (๒) การฟังและปฏิบตั ติ ามคำแนะนำ
การคิดเชงิ เหตุผล (๓) การฟงั เพลง นทิ าน คำคลอ้ งจอง บทรอ้ ยกรองหรือเรือ่ งราวตา่ งๆ
การตัดสินใจและ (๔) การพดู แสดงความคดิ ความรูส้ ึก และความต้องการ
แก้ปญั หา (๕) การพูดกับผอู้ น่ื เกย่ี วกับประสบการณข์ องตนเอง หรือพดู เล่าเร่ือง
เกีย่ วกบั ตนเอง
(๖) การพูดอธบิ ายเกี่ยวกบั สง่ิ ของ เหตุการณ์และความสมั พนั ธ์ของสิ่งตา่ งๆ
(๗) การพูดอย่างสรา้ งสรรคใ์ นการเลน่ และการกระทำต่างๆ
(๘) การรอจังหวะทเ่ี หมาะสมในการพูด
(๙) การพดู เรยี งลำดับคำเพอื่ ใชใ้ นการสอื่ สาร
(๑๐) การอา่ นหนังสอื ภาพ นทิ าน หลากหลายประเภท/รูปแบบ
(๑๑) การอ่านอสิ ระตามลำพัง การอา่ นร่วมกัน การอ่านโดยมผี ชู้ ีแ้ นะ
(๑๒) การเห็นแบบอย่างการอ่านทถี่ กู ตอ้ ง
(๑๓) การสังเกตทิศทางการอ่านตวั อกั ษร คำ และข้อความ
(๑๔) การอา่ นและช้ขี ้อความโดยกวาดสายตาตามบรรทดั จากซา้ ยไปขวา
จากบนลงลา่ ง
(๑๕) การสงั เกตตัวอักษรในชือ่ ของตน หรือคำคุ้นเคย
(๑๖) การสงั เกตตัวอักษรท่ปี ระกอบเปน็ คำผ่านการอ่านหรอื เขียนของผู้ใหญ่
(๑๗) การคาดเดาคำ วลี หรอื ประโยคทม่ี โี ครงสร้างซ้ำ ๆ กนั จาก
นิทาน เพลง คำคล้องจอง
(๑๘) การเลน่ เกมทางภาษา
(๑๙) การเหน็ แบบอย่างการเขยี นทถ่ี ูกต้อง
(๒๐) การเขยี นร่วมกันตามโอกาส การเขยี นอิสระ
(๒๑) การเขียนคำทม่ี คี วามหมายกบั ตัวเดก็ /คำคุ้นเคย
(๒๒) การคดิ สะกดคำและเขียนสื่อความหมายด้วยตนเองอยา่ งอสิ ระ
(๑) การสงั เกตลกั ษณะ ส่วนประกอบ การเปล่ยี นแปลง และ
ความสมั พนั ธข์ องสง่ิ ตา่ งๆ โดยใช้ประสาทสัมผสั อยา่ งเหมาะสม
(๒) การสังเกตสิง่ ต่างๆ และสถานท่มี ุมมองทต่ี า่ งกัน
(๓) การบอกและแสดงตำแหนง่ ทิศทาง และระยะทางของสิ่งต่างๆ
ดว้ ยการกระทำ ภาพวาด ภาพถา่ ย และรปู ภาพ
(๔) การเล่นกบั ส่ือต่างๆทีเ่ ปน็ วงกลมทรงสเ่ี หลีย่ มมุมฉากทรงกระบอก กรวย
(๕) การคัดแยกการจดั กลุ่มและการจำแนกส่งิ ต่างๆตามลกั ษณะรปู ร่างรปู ทรง
(๖) การต่อช้นิ ส่วนเลก็ เติมในชนิ้ ใหญใ่ หส้ มบูรณ์ และการแยกชนิ้ ส่วน
ดา้ นสติปญั ญา ประสบการณส์ ำคัญ
๑.๔.๓ จนิ ตนาการและ (๗) การทำซำ้ การต่อเติม การสรา้ งแบบรปู
ความคดิ สร้างสรรค์ (๘) การนบั และแสดงจำนวนของส่งิ ตา่ งๆ ในชวี ิตประจำวนั
(๙) การเปรยี บเทียบ และเรยี งลำดบั จำนวนของส่งิ ตา่ ง ๆ
(๑๐) การรวมและแยกส่ิงต่างๆ
(๑๑) การบอกและแสดงอันดับทีข่ องสง่ิ ตา่ ง ๆ
(๑๒) การชั่ง ตวง วดั สิง่ ตา่ ง ๆโดยใชเ้ ครือ่ งมือที่ไมใ่ ช่หนว่ ยมาตรฐาน
(๑๓) การจับคู่ การเปรยี บเทยี บ การเรยี งลำดับ ส่งิ ต่าง ๆ ตามลักษณะ
ความยาว/ความสูง น้ำหนัก ปรมิ าตร
(๑๔) การบอกและเรยี งลำดบั กิจกรรมหรือเหตุการณ์ตามชว่ งเวลา
(๑๕) การใชภ้ าษาคณิตศาสตรก์ บั เหตกุ ารณ์ในชีวิตประจำวัน
(๑๖) การอธบิ ายเชื่อมโยงสาเหตุและผลที่เกดิ ขน้ึ ในเหตกุ ารณห์ รอื การกระทำ
(๑๗) การคาดเดาหรือการคาดคะเนส่ิงทอี่ าจเกดิ ขึ้นอย่างมีเหตผุ ล
(๑๘) การมีส่วนร่วมในการลงความเหน็ ขอ้ มลู อย่างมเี หตุผล
(๑๙) การตดั สนิ ใจมีสว่ นรว่ มในกระบวนการแก้ปญั หา
(๑) การรับรู้ และแสดงความรสู้ กึ ผา่ นส่อื วสั ดุ ของเลน่ และชิ้นงาน
(๒) การแสดงความคดิ สร้างสรรคผ์ า่ นภาษา ท่าทาง การเคลอื่ นไหว และศลิ ปะ
(๓) การสรา้ งสรรค์ช้ินงานโดยใชร้ ปู ร่าง รูปทรงจากวสั ดุที่หลากหลาย
๑.๔.๔ เจตคติที่ดีตอ่ การ (๑) การสงั เกตสิ่งตา่ งๆ และแหลง่ เรียนรรู้ อบตวั
เรยี นรู้และการ (๒) การตั้งคำถามในเรอ่ื งท่สี นใจ
แสวงหาความรู้ (๓) การสืบเสาะหาความร้เู พื่อสบื เสาะขอ้ สงสยั ตา่ งๆ
(๔) การมีสว่ นร่วมในการรวบรวมขอ้ มูลและการนำเสนอขอ้ มูลจากการ
สืบเสาะหาความร้ใู นรูปแบบต่างๆและแผนภมู ิอย่างงา่ ย
๒. สาระท่คี วรเรยี นรู้
สาระในส่วนนี้กำหนดเฉพาะหัวข้อไม่มีรายละเอียดทั้งนี้ เพื่อประสงค์จะให้ผู้สอนสามารถกำหนด
รายละเอียดขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัย ความต้องการ ความสนใจของเด็ก อาจยืดหยุ่นเนื้อหาได้โดยคำนึงถึง
ประสบการณ์ และสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงของเด็ก ผู้สอนสามารถนำสาระที่ควรเรียนรู้มาบูรณาการ จัดประสบการณ์
ต่างๆ ใหง้ า่ ยต่อการเรียนรู้ ทัง้ นม้ี ไิ ด้ประสงคใ์ หเ้ ด็กทอ่ งจำเนื้อหา แต่ต้องการให้เดก็ เกิดแนวคิด หลังจากนำสาระการ
เรียนรนู้ น้ั ๆ มาจดั ประสบการณใ์ ห้เด็กเพอ่ื ให้บรรลจุ ดุ หมายทกี่ ำหนดไว้ นอกจากนี้สาระทค่ี วรเรียนรู้ยังใชเ้ ปน็ แนวทาง
ช่วยผู้สอนกำหนดรายละเอียดและความยากง่ายของเนื้อหาให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก สาระที่ควรเรียนรู้
ประกอบด้วย เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก ธรรมชาติรอบตัว และส่ิง
ตา่ งๆ รอบตวั เด็ก ดังนี้
๒.๑ เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรรู้จักชื่อ นามสกุล รูปร่างหน้าตา รู้จักอวัยวะต่างๆ วิธีระวัง
รักษาร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพอนามัยที่ดี การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ การระมัดระวังความ
ปลอดภัยของตนเองจากผู้อื่นและภัยใกล้ตัว รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างปลอดภัย การรู้จักความเป็นมาของ
ตนเองและครอบครัว การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัวและโรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น
การรู้จักแสดงความคิดเหน็ ของตนเองและรับฟงั ความคดิ เห็นของผู้อ่นื การกำกับตนเอง การเลน่ และทำสิ่งตา่ งๆ ด้วย
ตนเองตามลำพังหรือกับผู้อื่น การตระหนักรู้เกี่ยวกับตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การสะท้อนการรับรู้อารมณ์
และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเหมาะสม การแสดงมารยาทที่ดี
การมีคณุ ธรรมจรยิ ธรรม
๒.๒ เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับครอบครัว
สถานศกึ ษา ชมุ ชน และบุคคลตา่ งๆ ทเ่ี ด็กตอ้ งเกี่ยวขอ้ งหรือใกล้ชิดและมีปฏสิ มั พันธ์ในชีวติ ประจำวนั สถานท่สี ำคัญ
วนั สำคญั อาชพี ของคนในชุมชน ศาสนา แหลง่ วัฒนาธรรมในชุมชน สัญลกั ษณ์สำคัญของชาติไทยและการปฏิบัติตาม
วัฒนธรรมท้องถิ่นและความเปน็ ไทย หรอื แหลง่ เรยี นร้จู ากภูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ อ่นื ๆ
๒.๓ ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ ลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและ
ความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเกี่ยวกับดิน น้ำ ท้องฟ้า สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ แรง และ
พลังงานในชีวิตประจำวันท่แี วดล้อมเด็ก รวมทั้งการอนรุ กั ษส์ ิ่งแวดลอ้ มและการรกั ษาสาธารณสมบตั ิ
๒.๔ สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายในชีวิตประจำวัน
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้หนังสือและตัวหนังสือ รู้จักชื่อ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รูปร่าง รูปทรง ปริมาตร
น้ำหนัก จำนวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ รอบตัว เวลา เงิน ประโยชน์ การใช้
งาน และการเลือกใช้สิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและการสื่อสารต่างๆ ที่ใช้อยู่ใน
ชวี ิตประจำวนั อย่างประหยดั ปลอดภยั และรกั ษาส่ิงแวดลอ้ ม